คนมองหนัง

“น้องฮัก”: ผีใบ้หวย, วงจรแห่งความอาฆาตแค้น, ลำดับชั้นการขูดรีด และสังคมลาวที่เปลี่ยนแปลง

หนึ่ง

โดยส่วนตัวยังรู้สึกงงๆ กับตรรกะของบรรดา “ผี” ใน “น้องฮัก” อยู่เล็กน้อย

คำอธิบายเรื่อง “กระบวนการเห็นผี” ของตัวละครนำรายหนึ่งของหนังนั้น มา “ชัดเจน” เอาตอนบทสรุปสุดท้าย ตรงส่วนนี้ไม่มีปัญหาคาใจใดๆ

แต่ผมยังแอบบสงสัยนิดนึงว่าทำไม “(ว่าที่) ผี” จึงต้องพากันมาใบ้หวยผ่านตัวละครรายนั้น (เธอและคนใกล้ตัวเคยช่วยเหลือหรือมีสายสัมพันธ์กับพวกเขาหรือ? ก็เปล่า ยกเว้นกรณีท้ายสุด)

นอกจากนี้ ถ้าคิดแบบตัดพ้อ เราก็อาจรู้สึกได้ว่าทำไม “อำนาจเหนือธรรมชาติ” จึงยอมตกเป็น “เครื่องมือ” ให้ “คนตาดี” นำอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของพวกตนไปหลอกใช้/เอาเปรียบ “คนตาใกล้บอด”

หรือว่า “ผี/อำนาจเหนือธรรมชาติ” เหล่านั้น ตัดสินใจเลือกข้าง “คนตาดี” เพราะเธอมีสถานะทางสังคม-เศรษฐกิจด้อยกว่า “คนตาใกล้บอด”?

สอง

น้องฮัก ภาพนิ่ง

อย่างไรก็ตาม จุดที่ผมชอบมากๆ ในหนัง คือ สถานภาพของบรรดาตัวละคร ตลอดจนความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างพวกเขาและเธอนั้น มัน “เท่าเทียม” หรือ “สมมาตร” กันแบบแทบจะสมบูรณ์

กล่าวคือ มันไม่มีใครดีกว่าใคร และต่างฝ่ายต่างก็ไล่ฟัด, เหวี่ยง, ตอแหล, ตบตี หรือกระทำใส่กันอย่างพร้อมหน้า หรือไม่ยอมน้อยหน้ากัน

แต่วงจรพยาบาทนี้ก็ไม่ได้มีสภาพเป็น “งูกินหาง” อย่างบริบูรณ์ เพราะอย่างน้อยยังมีคนหลุดรอด/มีชีวิตเหลือรอดจากห่วงโซ่อาฆาตดังกล่าว นั่นคือ “คู่ผัวเมียคนใช้” หรืออาจรวมถึงครอบครัวและแฟนเก่าของนางเอกที่บ้านนอก (ไม่รู้จะถือเป็นชัยชนะทางชนชั้นได้หรือไม่?)

ขณะเดียวกัน พอเรามองสายสัมพันธ์ร้ายๆ ระหว่างตัวละครใน “น้องฮัก” เป็นวงจรเช่นนี้ ตัวละครรายหนึ่งที่แลดู “แปลกแยก” ออกมาชัดเจน ก็คือ คนญี่ปุ่นอย่าง “เคนจิ” ซึ่งออกแนว “พี่ชายที่แสนดี” เกินไปนิด (จริงๆ คือ “เยอะ” เลย)

ยังดี ที่หนังได้กำหนดให้ตัวละครรายนี้เป็นผู้ชักนำน้องนางเอกเข้าสู่ลัทธิบริโภคนิยม ผ่านสมาร์ทโฟนและเกม Angry Birds หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือ เขาเป็นผู้ชักนำนางเอกเข้าสู่ความพังพินาศในทางอ้อมนั่นเอง

สาม

the rocket

ระหว่างดู “น้องฮัก” ผมคิดถึง “The Rocket” อยู่พอสมควร

หนังคู่นี้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “สังคมลาวร่วมสมัย” “การพัฒนา” “ฝรั่ง (คนนอก)” และวิถีชีวิต/การเคลื่อนตัวของ “คนใน (ประเทศ)” คล้ายๆ กัน

เพียงแต่ “น้องฮัก” มองโลกในแง่ดีน้อยกว่า มีอารมณ์เกรี้ยวกราดฉุนเฉียวมากกว่า และอยู่กับปัจจุบันมากกว่า

พ้นไปจาก “เรื่องผีสาง” และ “การใบ้หวย” หนังเรื่องนี้ได้ถ่ายทอดลำดับชั้นของการกดขี่ขูดรีดและการเอาคืน โดยตั้งต้นจาก “ฝรั่ง” ที่มา “หาแดก” (แกมโกง) กับโปรเจ็กต์พัฒนาประเทศโลกที่สาม/ประเทศกำลังพัฒนา

ขณะเดียวกัน ก็มี “คนใน” บางส่วน ที่สามารถร่วมมือหรือสานสัมพันธ์กับ “ฝรั่ง” ได้สำเร็จ (ในกรณีนี้ คือ การแต่งงาน) จน “คนใน” รายนั้น กลายสถานะเป็น “(เมีย) ฝรั่ง” “คนรวย” และ “ชนชั้นกลางระดับสูง/ชนชั้นนำน้อยๆ” ในบ้านเมืองของตนเอง

แล้วก็ยังมี “คนใน” ที่ถูกพวกเดียวกันหลอก “ใช้สอย” อย่างนุ่มนวล ใกล้ชิด สนิทสนม ก่อนที่เธอจะค่อยๆ “ฉวยใช้” ฝ่ายตรงข้ามกลับอย่างแนบเนียนไม่แพ้กัน

และตรงฐานรากสุด ก็ยังมี “คนใน” อีกกลุ่ม ที่ถูกกดขี่ ขูดรีด ข่มขู่อย่างชัดเจน ในฐานะ “ชนชั้นล่าง” ของสังคม ความคั่งแค้นของเขาและเธอค่อยๆ ถูกสะสมจนพอกพูน แล้วระเบิดออกมาอย่างรุนแรง ณ เบื้องท้าย

(ยิ่งพูดถึงลำดับชั้นแบบนี้ “เคนจิ” ก็ยิ่งเป็นองค์ประกอบที่พิกลในหนังมากขึ้นไปอีก เพราะเขาคือ “คนนอกก็ไม่ใช่คนในก็ไม่เชิง” ที่ไม่ยอมหากินนอกลู่นอกทางกับโปรเจ็กต์การพัฒนา แถมยังไม่ยอมขูดรีดใครอย่างเด่นชัดนัก ซึ่งหากมองจากมุมโรแมนติก หนุ่มใหญ่ชาวญี่ปุ่นก็อาจถือเป็น “ความหวังดีงามสูงส่ง” เพียงหนึ่งเดียวแห่ง “โลกตะวันออก” 555)

สี่

diamond-island-poster

แน่นอนว่า “น้องฮัก” พูดถึงสังคมลาวที่กำลัง “เปลี่ยนแปลง” อย่างรวดเร็วและรุนแรง

นี่คือหนังที่พูดถึงคนระดับล่างๆ ผู้กำลังได้เข้าถึงหรือลิ้มลองวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ๆ ในสังคมสมัยใหม่

พวกเขามีความปรารถนาเอ่อท้น ที่จะเคลื่อนตัวมาสู่การเป็น “คนชั้นกลาง” ในเมืองใหญ่/เมืองหลวง

น่าสนใจว่า ในเวลาใกล้เคียงกัน หนังกัมพูชาอย่าง “Diamond Island” ก็พยายามพูดถึงประเด็นคล้ายๆ กัน ผ่านอารมณ์/ความรู้สึก/ประสบการณ์อันเคว้งคว้าง แปลกแยก ร้าวรานของตัวละครนำ

ขณะที่ “น้องฮัก” เลือกเล่าเรื่องราวทำนองเดียวกัน ผ่านสายสัมพันธ์อันแตกร้าว ผุพัง และการชำระแค้น!

Advertisements
คนมองหนัง

บันทึกถึง Afterimage, Toni Erdmann และ Nocturama

Afterimage (Andrzej Wajda)

Afterimage1

หนังเปิดเทศกาล European Union Film Festival 2017

จะว่าไปแล้ว หนังไม่ได้อยู่ในระดับ “ดีมาก” นอกจากนี้ ไม่แน่ใจด้วยว่าเรื่องราวของหนังที่อิงมาจากชีวิตของคนจริงๆ มันสอดคล้องต้องตรงกับ “เรื่องจริง” ขนาดไหน?

แต่ประเด็นหลักของหนังนั้น “ทรงพลัง” อย่างมาก

หนังเล่าเรื่องราวชีวิตของ Władysław Strzemiński จิตรกรเอกแนวอาวองการ์ด ที่ช่วงชีวิตของเขาดำเนินไปท่ามกลางการปฏิวัติรัสเซีย-สงครามโลก-สงครามเย็น

หนังแสดงให้เห็นวิธีคิดที่เปลี่ยนแปลงของ Strzemiński จากการเป็นศิลปินที่เลือกทำงานรับใช้ระบอบการเมือง (สหภาพโซเวียต) มาสู่การเป็นครูสอนศิลปะที่เชื่อว่าศิลปะกับการเมืองควรมีระยะห่างจากกัน

แต่ความเชื่อแบบหลังซึ่งดูเหมือนเป็นความพยายามที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองของเขา กลับนำไปสู่ความขัดแย้งในทางการเมือง เพราะต่อมารัฐบาลคอมมิวนิสต์โปแลนด์ต้องการให้ศิลปินและโรงเรียนศิลปะผลิตงานที่รับใช้ระบอบการเมืองของตน

เมื่อ Strzemiński และกลุ่มลูกศิษย์เห็นค้านกับนโยบายดังกล่าว พวกเขาจึงโดนกลั่นแกล้งต่างๆ นานา

afterimage_01

ผมชอบที่หนังฉายภาพให้เห็นว่าเมื่อรัฐต้องการจะกลั่นแกล้งคน (ที่ต่อต้าน/มีความเชื่อต่างจากรัฐ) อย่างหนักหน่วงไปจนสุดทาง (โดยไม่ต้องลงมือฆ่าเขาตรงๆ) รัฐจะลงมือทำเรื่องดังกล่าวด้วยวิธีการแบบไหนได้บ้าง

หนังค่อยๆ เปิดเผยภาวะที่ Strzemiński ถูกกระทำจากรัฐอย่างหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะปิดฉากลงอย่างไร้ซึ่งความหวัง

อย่างไรก็ดี อีกจุดหนึ่ง ซึ่งผมชอบในหนังเรื่องนี้ คือ หนังไม่ได้นำเสนอแต่ภาพลักษณ์ความเป็น “ขบถทางการเมือง” (ด้านบวก) ของ Strzemiński เพียงองค์ประกอบเดียว

แต่หนังยังฉายภาพความเป็นพ่อและผัวที่ไม่ค่อยได้เรื่องนัก (ด้านลบ) ของเขา

น่าคิดว่าถ้ารัฐที่เข้มแข็ง (หรืออาจรวมถึงรัฐเผด็จการ) มีความหมายเชื่อมโยงกับการมีผู้นำเป็นมหาบุรุษผู้แข็งแกร่ง การดำเนินชีวิตในฐานะ “ผู้ (ไม่) นำครอบครัว” ของตัวละคร Strzemiński ในหนัง ก็นับเป็นการปฏิเสธคุณลักษณะดังกล่าวของรัฐอย่างถึงขีดสุดเช่นกัน

Toni Erdmann (Maren Ade)

Toni-Erdmann-Banner

เป็นหนังที่โด่งดังมากๆ ตามเทศกาลภาพยนตร์ทั่วโลกเมื่อปี 2016 แต่เพิ่งมาได้ดูจากสัปดาห์ภาพยนตร์เยอรมัน 2017

หนังสนุกสนานและตลกมากๆ สมคำร่ำลือจริงๆ

ระหว่างดูหนังเรื่องนี้ ผมดันไปนึกถึงไอเดียเรื่อง carnivalesque ของ Mikhail Bakhtin

โอเคไอเดียหลักๆ มันก็คงเป็นเรื่องการสร้างโลกของการมีเสียงหัวเราะ/อารมณ์ขันขึ้นมา เพื่อท้าทาย/ผ่อนคลายอำนาจของโลกที่ซีเรียสจริงจัง (ตั้งแต่ยุคศาสนจักรเรืองอำนาจมาถึงยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์)

แต่จริงๆ ถ้าใครได้อ่านหนังสือ “Rabelais and His World” (ผมอ่านไปแบบงูๆ ปลาๆ) ก็จะพบว่ามันมีอีกหลายองค์ประกอบใน Toni Erdmann ที่สอดคล้องลงรอยกันได้ดีกับสิ่งที่ Bakhtin เสนอ

แน่นอนว่าจุดที่พีคสุดในหนัง คือ ฉาก “ปาร์ตี้เปลือย” ที่ด้านหนึ่ง มันแสดงให้เห็นว่าพอปลดเปลื้องอะไรออกหมดเหลือเพียงร่างกายเปลือยเปล่า ทั้งบอสและลูกน้องในองค์กรธุรกิจทุนนิยมมันก็มีสถานะเท่ากัน

แต่ในมุมของ Bakhtin การโป๊เปลือยในเทศกาลรื่นเริง ซึ่งแลดูเป็นการโชว์ของ “ต่ำ” ยังหมายถึงการ “เปิด” และ “เชื่อมโยง” ชีวิต/ชุมชน (พื้นบ้านอันรื่นเริงสนุกสนาน) ของสามัญชนเข้าหากัน รวมถึงเป็นการเชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับโลก

เช่นเดียวกับแนวคิดเรื่อง “grotesque body” (ซึ่งผมคิดว่าการปลอมตัวเป็นสัตว์ประหลาดยักษ์ที่เต็มไปด้วยขนของลุง Toni นั้นเข้าข่ายนี้) ที่ซ่อนนัยยะความหมายทำนองเดียวกันกับการเผยร่างกายอันเปล่าเปลือย

การเปิดเปลือยเรือนร่างของมนุษย์ก็ดี การแสดงให้เห็นถึง “ร่างกายอันแปลกประหลาดใหญ่โตเกินธรรมชาติ” ก็ดี ล้วนบ่งชี้ถึงศักยภาพและโอกาส (ในการสร้างเสียงหัวเราะล้อเลียน) ของสามัญชน ที่สามารถขยายขอบเขตและเชื่อมโยงต่อเนื่องกันไปได้เรื่อยๆ โดยไร้จุดสิ้นสุด

toni-erdmann-2

ที่สำคัญ ภาวะไร้ขอบเขตหรือไร้จุดสิ้นสุดเช่นนั้นยังผูกโยงอยู่กับวงจรชีวิตของมนุษย์ที่มีทั้งเกิดและดับ เสื่อมสูญและรุ่งโรจน์ เป็นนิรันดร์ จะเห็นได้ว่าหนัง Toni Erdmann ก็พูดถึงประเด็นทำนองนี้เอาไว้ ผ่านการตายของคุณย่าและสุนัขชรา และการเริ่มต้นชีวิตเฟสใหม่ของอิเนส

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าในอีกมุมหนึ่ง ศักยภาพอันไร้ขีดจำกัด (และก้าวข้ามการเกิด-ดับของชีวิต) ในการสร้างเสียงหัวเราะหรืออารมณ์ขันให้แก่มนุษย์ธรรมดาสามัญ นั้นก็มีสถานะเป็นโลกเฉพาะ โลกของภาวะกลับหัวกลับหาง ที่ไม่ได้ดำรงอยู่ตลอดเวลา

แต่มันเป็นภาวะชั่วครั้งชั่วครู่ (ในแต่ละปี) ที่เปิดโอกาสให้เราได้ท้าทายอำนาจอันซีเรียสจริงจัง หรือเป็นช่องทางผ่อนคลาย/รูระบายความตึงเครียดจากภาวะความสัมพันธ์ทางอำนาจดังกล่าว

หรือในทางกลับกัน มันอาจกลายเป็นแหล่งชาร์จพลังให้เราสามารถหวนกลับไปเคร่งเครียดในโลกของความเป็นทางการ (อันไร้เสียงหัวเราะ) ได้อีกครั้งหนึ่ง อย่างกระปรี้กระเปร่า

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าหนังเยอรมันเรื่องนี้ไม่ได้พูดแค่เรื่องการสร้างอารมณ์ขัน/เสียงหัวเราะขึ้นมาต่อสู้คัดง้างหรือประคับประคองโลกของการทำงานอันเคร่งเครียดจริงจัง แต่มันกล่าวถึงอารมณ์ความรู้สึกในแง่อื่นๆ ด้วย

เช่น ฉากอิเนสกอดพ่อในร่างตัวประหลาดกลางสวนสาธารณะ ที่ทำเอาคนดูจำนวนมากถึงกับร้องห่มร้องไห้หรือน้ำตารื้นกันเลยทีเดียว

Nocturama (Bertrand Bonello)

nocturama-paris-is-happening-poster

ได้ดูจาก European Union Film Festival 2017 เช่นกัน

หนังสนุกมาก โดยเฉพาะตอนช่วงท้ายๆ ที่ทำเอาลุ้นถึงขีดสุด (เพราะความโหดเหี้ยมและเลือดเย็นมากๆ ของมัน) แม้จะรู้ว่าถึงจะลุ้นจะเอาใจช่วยกลุ่มตัวละครหลักแค่ไหน มันก็คงไม่ค่อยมีความหวัง

แต่จริงๆ โดยส่วนตัว ผมยังรู้สึกมีปัญหากับการตัดสินใจและวิถีชีวิตหลังก่อการของกลุ่มตัวละครในหนังเรื่องนี้อยู่พอสมควร เพราะรู้สึกว่าการเลือกไปอยู่ตรงมุมอับอย่างนั้น มันอาจทรงพลังในแง่สัญลักษณ์ หรือน่าสนใจในเชิงโครงสร้างของเรื่องเล่า แต่มนุษย์ปกติควรตัดสินใจอย่างนั้นไหม? อันนี้เป็นคำถามที่ไม่แน่ใจในคำตอบมากนัก

อย่างไรก็ดี ในแง่ความหมายที่ซ่อนนัยให้ตีความต่อ การท้าทายรัฐ/ระบบทุนนิยมอย่างสุดขั้ว แล้วหลบเข้าไปซ่อนตัวในห้างสรรพสินค้า นี่มันเวิร์ค/ตรงเป้าเลย

ด้านหนึ่ง นี่อาจแสดงให้เห็นถึงอำนาจ/พื้นที่ของระบบเศรษฐกิจการเมืองอันไพศาล ที่อย่างไรเสีย เราก็หลีกหนีมันไม่พ้น

อีกด้าน ทำให้นึกถึงงานของ Henri Lefebrve นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศสอยู่รางๆ

จำได้ว่า Lefebrve เคยเสนอไว้ทำนองว่า ระบบทุนนิยมได้แผ่อำนาจเข้ามาครอบงำวิถีชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกกลุ่มทุกชนชั้น (อันนี้ทำให้นึกถึงบรรดาตัวละครหลักใน Nocturama ที่มีตั้งแต่พนักงานออฟฟิศ หนุ่มสาวนักศึกษา รปภ.หนุ่ม หนุ่มสาวเชื้อสายอาหรับ เด็กวัยรุ่นผิวดำ เรื่อยไปจนถึงลุงป้าคนไร้บ้าน) ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการบริโภค

พื้นที่ของการใช้ชีวิตประจำวันแบบนี้ได้ช่วยหล่อเลี้ยงและผลิตซ้ำระบบทุนนิยมให้ดำเนินต่อไปได้เรื่อยๆ จนกว่าจะมีผู้ลุกขึ้นมากระทำการปฏิวัติต่อวิถีชีวิตประจำวันดังกล่าว

Nocturama

แต่กลุ่มคนหนุ่มสาวใน Nocturama ก็คล้ายจะไม่ได้มุ่งปฏิวัติวิถีชีวิตประจำวันอย่างถอนรากถอนโคนเสียทีเดียว เพราะพวกเขาไม่ได้เข้ามาทำลายล้างห้างสรรพสินค้าที่พวกตนใช้หลบซ่อนตัว มิหนำซ้ำ ยังมีความสุขเพลิดเพลินกับสินค้าหรูหราในห้างเสียด้วย

อีกจุดหนึ่ง ซึ่งทำให้ผมคิดต่อจาก Lefebrve คือเขาเคยเสนอไอเดียเรื่อง The Bureaucratic Society of Controlled Consumption ที่ว่าวิถีชีวิตประจำวันและ “ความต้องการ” ของมนุษย์ยุคใหม่จะถูกควบคุมกำหนดโดยอำนาจเบ็ดเสร็จของสังคมแบบอุตสาหกรรม

จากไอเดียของ Lefebrve คล้ายกับว่าระบบทุนนิยม/การผลิตสินค้าแบบอุตสาหกรรม จะสามารถกลายสภาพเป็นอำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จได้ด้วยตัวเอง แต่เราจะมองไม่เห็นภาพว่าระบบเศรษฐกิจ/การผลิต/การบริโภคดังกล่าว จะทำงานสอดคล้องกับอำนาจรัฐราชการอันเด็ดขาดได้อย่างไร?

ผมรู้สึกว่าช่วงสุดท้ายของ Nocturama สามารถแสดงภาพความร่วมมือที่ว่าได้เป็นอย่างดี

อีกส่วนหนึ่งที่ผมชอบมากในหนัง ก็คือ บรรดาฉาก “เหลื่อม” เวลาช่วงเดียวกัน ภายใต้สถานการณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งปรากฏตรงช่วงต้นกับท้ายเรื่อง

นี่เป็นเหมือนการท้าทายแนวคิดเรื่อง “สุญกาลสหมิติ” อยู่พอสมควร

คนมองหนัง

“ฉลาดเกมส์โกง”: เครื่องรางในห้องสอบ, ข้อสอบชอยส์ในมหา’ลัย และ โหยวตั้นจือ

คงไม่เขียนวิจารณ์เจาะลึกอะไรมากมาย เพราะหลายคนเขียนกันไปหมดแล้ว พร้อมๆ กับการที่รายได้ของหนังทะลุหลักร้อยล้าน

แต่อยากจะเขียนถึง 3 ประเด็นในหนังเรื่องนี้ ที่สัมผัสกับประสบการณ์ส่วนตัวของตนเอง

ข้อแรก

ฉลาดเกมส์โกง ลิน

จะมีฉากเล็กๆ ฉากหนึ่งที่ผมชอบมากๆ คือ ฉากที่ “ลิน” เข้าห้องน้ำก่อนเข้าห้องสอบที่ออสเตรเลีย แล้วทำท่ายกมือไหว้ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรบางอย่าง

ซึ่งมันสวนทางกับบุคลิก “เด็กเนิร์ด เด็กเรียน หัวสมัยใหม่” ที่ผ่านมาของเธอพอสมควร

ตรงนี้ ทำให้ผมคิดถึงตัวเองตอนเด็กๆ เหมือนกัน

จำได้ว่าก่อนขึ้นประถมศึกษา ตัวเองเคยไปเที่ยวญี่ปุ่นกับครอบครัว แล้วที่บ้านก็ซื้อ “เครื่องราง” ที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จด้านการศึกษา ให้ผม

ผมพกเครื่องรางนั้นเข้าห้องสอบเสมอมา ตั้งแต่ช่วง ป.1-ปี 2 (ไม่นับรวมพระที่ห้อยคออยู่เป็นประจำ)

พร้อมๆ กับเครื่องรางญี่ปุ่น ประมาณ ป.4-5 มีเพื่อนคนหนึ่งนำ “แผ่นผูกดวง” ที่ทำจากทองเหลืองแข็งๆ คมๆ มาให้ผม

จากนั้น ผมเลยพกเครื่องรางญี่ปุ่น+แผ่นผูกดวงเข้าห้องสอบทุกครั้งไป

ผมเคยสอบตกวิชาวิทยาศาสตร์ตอนมิดเทอม ม.3 เทอมหนึ่ง ครั้งหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผม “เชื่อ” ในเครื่องราง-แผ่นผูกดวงที่พกติดตัวเข้าห้องสอบน้อยลง

ผมมาเลิกพกเครื่องราง-ของขลังเข้าห้องสอบเอาเมื่อตอนปี 2 เทอมหนึ่ง

ตอนนั้น ผมลงเรียนกับ อ.ธเนศ วงศ์ยานนาวา เป็นวิชาแรก และเพราะนักศึกษาในชั้นมีเยอะ แกจึงจัดสอบมิดเทอม โดยนักศึกษาปี 2 (ที่ภาษาอังกฤษพื้นฐานยังไปไม่ค่อยรอดเลยอย่างผม) ต้องอ่านงานของ Thomas Hobbes และ Quentin Skinner ไปสอบ

เล่นเอาบ้าไปเลยครับ แถมในห้องสอบ อ.ธเนศ ยังมาร้องเพลง American Pie กวนนักศึกษาซะอีก 555

การเข้าห้องสอบครั้งนั้น ทำให้ผมตระหนักว่า เฮ้ย! เจออย่างนี้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ช่วยไม่ไหวว่ะ

นับแต่นั้นมา ผมเลยเลิกนำเครื่องรางและแผ่นผูกดวงเข้าห้องสอบไปโดยปริยาย

ข้อสอง

ฉลาดเกมส์โกง ชอยส์

ข้อนี้ก็เป็นบทสนทนาเล็กๆ ในหนังเช่นกัน นั่นคือประโยคที่ “ลิน” บอกกับ “พัฒน์” และ “เกรซ” ว่า ในมหาวิทยาลัยไม่มีข้อสอบชอยส์แล้วนะ

อันนี้คงจะจริงสำหรับมหาวิทยาลัยเมืองนอก แต่สำหรับมหาวิทยาลัยเมืองไทย (กรณีของผมคือ ธรรมศาสตร์) ผมยังเจอข้อสอบชอยส์จนเกือบเรียนจบเลยนะ

ตอนปี 1 มันจะมีวิชาเรียนรวมของนักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัย ซึ่งใช้ข้อสอบชอยส์ วิชาภาษาอังกฤษตั้งแต่ปี 1 ถึง 3 ก็ใช้ข้อสอบชอยส์แทรกอยู่ตลอด

ขึ้นปี 2 ผมข้ามไปเรียนวิชาหนึ่งที่คณะศิลปศาสตร์ (ซึ่งอีกหลายปีต่อมา -แต่ไม่ใช่ปัจจุบันนี้- กลายเป็นวิชาที่ “ดัง” ทั้งตัวอาจารย์และเนื้อหา) วิชานั้นก็ใช้ข้อสอบชอยส์ และเป็นข้อสอบชอยส์ที่ “โคตรยาก” ที่สุดในชีวิตหนหนึ่งเลย

ข้อสาม

ฉลาดเกมส์โกง แบงค์

ข้อนี้เป็นประเด็นใหญ่ในหนังหน่อยนึง

คือชะตากรรมของ “แบงค์” นี่ทำให้ผมนึกถึง “โหยวตั้นจือ” ใน “แปดเทพอสูรมังกรฟ้า”

โหยวตั้นจือในแปดเทพฯ คือ ตัวละครที่ “ถูกกระทำ” มาตลอดเรื่อง ทั้งสูญเสียครอบครัว ทั้งโดนครอบหัวเหล็ก (ถูกปฏิบัติด้วยยังกะสัตว์เลี้ยง)

แต่พอมันฟลุ้กจะได้เป็นจอมยุทธชั้นนำ จะได้รักใครอย่างแอคทีฟ มันกลับโดนก่นด่าประณามในฐานะตัวร้ายโง่งม แล้วก็ต้องปิดฉากตัวเองด้วยเหตุโศกนาฏกรรมในท้ายที่สุด

พอเอา “แบงค์” ไปเทียบกับ “โหยวตั้นจือ”

โดยส่วนตัว ผมจึงไม่ค่อยแอนตี้ช่วงท้ายๆ ของ “ฉลาดเกมส์โกง” มากนัก

เพราะการที่ “ลิน” ถีบหัวส่ง “แบงค์” แบบเนียนๆ ดีๆ มีคุณธรรม เพื่อ “ฟอกขาว” ตัวเอง มันยิ่งทำให้ชะตากรรมของ “แบงค์” ทาบทับกับ “โหยวตั้นจือ” ได้แนบสนิทขึ้น

และ “แบงค์” มันคงบ่นว่า ไอ้ห่า! ก็พวกมึงนั่นแหละ ที่รวมหัวกันค่อยๆ เปลี่ยนกูให้กลายมาเป็นคนแบบนี้ แล้วพอกูจะเจริญรุ่งเรืองในระบบเหี้ยๆ ที่พวกมึงเคยประสบความสำเร็จ พวกมึงดันมาถีบหัวส่งกูซะงั้น

กูต้องทำไง ต้องโดดหน้าผาตายเหรอ?

คนมองหนัง

ความรู้สึกหลังดู “ทวิภพ” ฉบับ “สุรพงษ์ พินิจค้า” เวอร์ชั่น “Director’s Cut” รอบสอง

1.

ทวืภพ 3

เป็นการดูรอบสองที่โรงหนังศรีศาลายา หลังจากเคยดูเมื่อครั้งที่หนังเวอร์ชั่นนี้เข้าฉาย ณ House RCA เมื่อหลายปีก่อนโน้น

การฉายที่ศรีศาลายาเหมือนจะมีปัญหาเรื่องระบบเสียงหน่อยนึง เวลาตัวละครที่รับบทโดย “นิรุตติ์ ศิริจรรยา” พูด (ประโยครูปแปลกๆ ด้วยเสียงที่อยู่ในลำคอ) จึงค่อนข้างฟังลำบากอยู่พอสมควร

2.

ทวิภพ 1

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ถ้าตัดปัญหาเรื่องเสียงออกไป ผู้ชมยังสัมผัสได้ถึง “พลังเต็มเปี่ยม” ของหนังเรื่องนี้

ต้องยอมรับว่า “ทวิภพฉบับสุรพงษ์” นั้น เป็นหนังไทยที่ “ทะเยอทะยาน” จริงๆ

ทั้งในแง่การกล้าลงทุนสร้างหนังแบบนี้ (แต่ผลตอบรับกลับสวนทางกับทุนสร้างแบบสุดๆ) ซึ่งถ้ามองจากยุคปัจจุบัน คงไม่มีใครกล้าทุ่มทุนให้หนังพีเรียด อลังการงานสร้าง และมีประเด็นเคร่งเครียดจริงจัง ในทำนองนี้อีกแล้ว

(ยุคนั้น ส่วนหนึ่ง ผู้สร้างอาจยังอยากลองเสี่ยงเพื่อต่อยอดความสำเร็จจาก “บางระจัน” และร่วมวิ่งไปบนลู่ใกล้ๆ กับ “สุริโยไท”)

อีกส่วนหนึ่งซึ่งต้องยอมรับว่าเป็น “จุดยิ่งใหญ่” มากๆ ของหนังเรื่องนี้ คือ การกล้าหาญนำเสนอ “ภาพแทน” ของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี คือ รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 รวมถึงพระปิ่นเกล้า

3.

ทวิภพ 2

เอาเข้าจริง ทวิภพฉบับนี้ (และเวอร์ชั่นนี้) มันแทบไม่ใช่หนัง Fiction เลยด้วยซ้ำ แต่มีลักษณะค่อนไปทาง Essay Film มากกว่า

ถ้าใครคาดหวัง “ดราม่า” คาดหวัง “การเร้าอารมณ์” จากมัน เลยอาจไม่ได้รับสิ่งเหล่านั้นกลับบ้านไป

หนังไม่มี “นักแสดง” ที่สวมบทบาทได้ดีหรือน่าประทับใจเป็นพิเศษ (แต่พวกเขาจะน่าจดจำเป็นช็อตๆ ในฐานะองค์ประกอบหนึ่งของ Mise-en-scène มากกว่า)

นักแสดงทุกคนจึง “พูด/แสดง” ในสิ่งที่คนทำ (ผู้กำกับและคนเขียนบท) ต้องการจะพูดหรือโชว์ข้อมูลที่พวกตนได้ศึกษาค้นคว้ามาและเชื่อถือ

อีกแง่หนึ่ง นักแสดงใน “ทวิภพฉบับสุรพงษ์” ย่อมถือเป็น “ร่างทรงแทบจะสำเร็จรูป” ของคนทำ

สภาวะเช่นนี้นำไปสู่ทั้ง “ข้อดี” และ “ข้อไม่ดี”

แน่นอน ผมยังคง “ยี้” บทพูดและการแสดงที่จงใจเสียดสีเรื่อง “คนไทยยุคหลังอ่านหนังสือปีละ 6 บรรทัด”

นอกจากนี้ มันจะมีบทพูดบางส่วนที่ฟังดู “ตลก” ไม่ค่อยเป็นภาษาคน เช่น ตอนที่ตัวละครพูดถึง “โอกาส” ที่จะฆ่าหรือไม่ฆ่ากงสุลโอบาเรต์ หรือตอนมณีจันทร์เพิ่งกลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้วนอนงัวเงียบนรถ

แต่ขณะเดียวกัน ผมกลับชอบลักษณะการพูดจาแปลกๆ ของบรรดาตัวละครในหนังอยู่ไม่น้อย เราจะเห็นได้ว่าในหลายจังหวะ ตัวละครจะชอบพูดจาซ้ำไปซ้ำมา ย้ำทวนประโยคเดิม 2-3 หน เหมือนคนมีอาการย้ำคิดย้ำทำ

พอกลับมาดูหนังรอบล่าสุด ผมดันสนุกและขำๆ กับจังหวะการพูดแบบนี้ (ข้อนี้ไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้ว นี่เป็นลักษณะการพูดในชีวิตปกติของคนทำด้วยมั้ย?)

4.

ทวิภพ 4

ข้อหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าตัวเอง “พลาด” คือ ผมจำไม่ได้ว่า “ทวิภพฉบับสุรพงษ์ เวอร์ชั่นฉายโรงปกติ” กับ “หนังฉบับ Director’s cut” นั้น มีท่าทีแตกต่างกันต่ออุปมาว่าด้วย “ประวัติศาสตร์กับสายน้ำ”

ผมเป็นคนหนึ่งที่รำคาญไอ้ประโยคเก่งของขุนอัครเทพวรากร ที่ว่า “ข้าเกิดที่แม่น้ำสายนี้ และข้าก็จะขอตายที่แม่น้ำสายนี้” มากๆ และนำไปล้อเลียนตามที่ต่างๆ อยู่บ่อยๆ ด้วยความรู้สึกซึ่งอิงมาจากความคิดที่ว่า

แหมยังกะมึงสามารถเอาเท้าเหยียบลงไปบนแม่น้ำสายเดิมได้ถึงสองครั้งอย่างงั้นนี่

แต่ตอนดูหนังฉบับ Director’s cut หนแรก ผมจำแทบไม่ได้เลยว่าตัวละครในหนังที่มีปัญหาและตั้งคำถามจริงจังกับวรรคทองอันนี้ คือ มณีจันทร์

จนมาดูอีกครั้งที่ศรีศาลายา ผมจึงพบว่า เออ! เมนี่เธอเถียงเรื่องนี้ไว้ดีมากๆ ในทำนองว่า

สรุปแล้ว คนอย่างฉันควรจะอยู่ตรงไหนของสายน้ำกันวะ?

หรือเมื่อสายน้ำมันล่องไหลไปเรื่อยๆ อยู่ตลอดเวลา แล้วมนุษย์เราควรจะยืนหยัดอยู่ตรงอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต?

ข้อถกเถียงนี้จะเชื่อมโยงถึงประเด็นถัดไปด้วย

5.

ผมเพิ่งมาตระหนักชัดๆ ว่า ทวิภพฉบับที่ตัดโดยสุรพงษ์เอง นำเสนอการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างสยามกับลัทธิล่าอาณานิคม ผ่านมุมมองสามแบบ (ผ่านชายสามคนที่หลงรักมณีจันทร์)

อัครเทพ

ขุนอัครเทพฯ จะออกแนวขวาทื่อๆ เกลียดฝรั่งชัดเจนสุด (แต่ไม่ถึงกับปฏิเสธฝรั่งในระดับ 100%) สลับซับซ้อนน้อยที่สุด รักษาจิตวิญญาณของนิยายไว้มากที่สุด (เผลอๆ จะเป็น “สายเหยี่ยว” กว่าพระเอกในนิยายด้วยซ้ำ) และแน่นอน มันต้องเป็นพระเอก 555

ซาเวียร์

ฟรองซัวส์ ซาเวียร์ ควรจะเป็นคนที่มองสยามหรือเขียนงานชาติพันธุ์นิพนธ์เกี่ยวกับสังคมสยามจากสายตาเจ้าอาณานิคมมากที่สุด แต่หนังก็ทำให้ตัวละครรายนี้มีภูมิหลังซับซ้อนกว่านั้น คือ กำหนดสร้างให้เขามีสายเลือดสยามอยู่ในตัวด้วย (สืบทอดจากบรรพบุรุษในสมัยสมเด็จพระนารายณ์) เขาจึงไม่มีอาการเหยียดสยามว่าเป็นสังคมที่ไม่ศิวิไลซ์หรือป่าเถื่อน ไม่ได้มองสยามด้วยสายตาเจ้าอาณานิคม แต่มองโลกผ่านสายตาที่เปี่ยมด้วยมนุษยธรรม โดยเห็นว่าคนในทุกสังคมนั้นเท่ากัน และต่างมีอารยธรรมด้วยกันหมดทิ้งสิ้น

จริงๆ ผมมีปัญหากับการเพิ่มภูมิหลังให้ซาเวียร์อยู่นิดๆ กล่าวคือ ทำไมฝรั่งในยุคอาณานิคมจะมองโลก (เอเชีย/ตะวันออก) ด้วยสายตาที่แอนตี้ลัทธิล่าอาณานิคมไม่ได้? ทำไมฝรั่งยุคโน้นจะมองโลกแบบทวนกระแสจากกระแสความคิดหลักของสังคมตนเองไม่ได้?

แต่เรา (คนสยาม/คนไทย) ต้องประกอบสร้างให้ฝรั่งคนนั้นมันมี “ความเป็นไทยทางสายเลือด” ซะก่อน มุมมองของมันถึงจะเปลี่ยนไป

ซึ่งการใส่สายเลือด/คุณลักษณะทางชีววิทยาเข้าไปในตัวซาเวียร์ เพื่อเขาจะได้มองเห็นสยามว่าเป็นสังคมที่เท่าเทียมกับ “ตะวันตก” ก็คือ วิธีคิดแบบเจ้าอาณานิคม/มานุษยวิทยายุคแรกเริ่มในมุมกลับนั่นเอง

ราชไมตรี

ตัวละครที่เจ๋งสุด (และเอาเข้าจริง ผมหมั่นไส้มากที่สุด) คือ หลวงราชไมตรี หมอนี่แหละคือคนที่มองสังคมสยามด้วยสายตาแบบ “เจ้าอาณานิคมภายใน” คือ มอง/เหยียดว่าพวกชาวบ้านเอาแต่เล่นสนุก ไม่แอคทีฟ ไม่ตระหนักถึงภัยคุกคามจากภายนอก ไม่แสวงหาความรู้ (มีแต่ชนชั้นนำอย่างพวกข้าฯ เท่านั้น ที่ทำงานหนักในการพยายามทัดทาน “อำนาจตะวันตก”)

ที่สำคัญ ผมยังรู้สึกว่าถ้าหลวงราชไมตรี พี่แกวิจารณ์ชาวบ้านสยามในยุคร่วมสมัยกับตนอย่างหนักหน่วงถึงเพียงนี้ แล้วเขาและมิตรสหายจะตกอกตกใจกึ่งประณามเรื่องที่อนุชนรุ่นหลังอ่านหนังสือน้อยกันทำไมวะ? 555

ไปๆ มาๆ ชนชั้นนำสยามที่มีความรู้ทันสมัย บุคลิกแลดูเป็น “สายพิราบ” อย่างหลวงราชไมตรี จึงมีความเป็นเจ้าอาณานิคมยิ่งกว่าฝรั่งอย่างฟรองซัวส์ ซาเวียร์ เสียอีก

ผมรู้สึกว่า “ทวิภพฉบับ Director’s cut ของสุรพงษ์” นั้นแบ่ง/ซอย/ซ้อนเลเยอร์สามชั้นตรงส่วนนี้ ผ่านตัวละครหลักสามคน ได้เคลียร์และเจ๋งดี

(ในเวอร์ชั่นปกติ บทพูดวิเคราะห์ชาวบ้านในสังคมสยามโดยหลวงราชไมตรีจะหายไป เช่นเดียวกับ มุมมองที่มีต่อสยามแบบละเอียดๆ และภูมิหลังชีวิตของฟรองซัวส์ ซาเวียร์)

ทั้งหมดนี้เกี่ยวพันกับความลังเลใจของมณีจันทร์ที่มีต่ออุปมาว่าด้วย “ประวัติศาสตร์และสายน้ำ”

เพราะการจะเลือกผู้ชายคนไหน ก็คือการเลือกว่าตนเองจะยืนอยู่ตรงจุดใดของประวัติศาสตร์/สายน้ำ หรือเลือกว่าตนเองจะเผชิญหน้ากับ “มหาอำนาจต่างชาติ” อย่างไรนั่นเอง

น่าเสียดาย ที่นักเรียนนอก บุคลิกเหมือนจะเป็นฝรั่ง อย่างเมนี่ ดันเลือก “ขุนอัครเทพฯ”

6.

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าทวิภพฉบับนี้เป็น “หนังโปรชนชั้นนำ” หรือ “งานเอียงขวาด้วยท่าทีปัญญาชน”

แม้จะเห็นได้ชัดว่าหนังสร้างทางเลือกให้แก่ตัวเองเอาไว้เยอะแยะหลากหลาย

คือ หนังจะไปทาง/ถกเถียงกับ “ธงชัย วินิจจะกูล” ก็ได้ จะไปทาง/ถกเถียงกับ “งานสายหลังอาณานิคม” ก็ได้

แต่ท้ายสุด คนทำเขาก็ยังพอใจกับการแสดงตนออกมาด้วยท่าทีในราวๆ “ไกรฤกษ์ นานา”

ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด

นอกจากนี้ ปฏิเสธไม่ได้อีกว่า “ทวิภพฉบับสุรพงษ์” คือ หนังไทยเรื่องสำคัญ

โอเค ว่านี่เป็นหนังที่มีจุดน่าวิพากษ์มากมาย

แต่ก็เพราะคนทำหนังเรื่องนี้มีลูกบ้า ลูกทะเยอทะยานมากๆ ไง เราถึงสามารถวิพากษ์งานของเขาได้อย่างเมามัน 555

คนมองหนัง

คิดนู่นคิดนี่ หลังได้ไปดู “Baahubali 2: The Conclusion”

หนึ่ง

bahuubali 1

แน่นอน หนังสนุก มันส์ ดีงาม เวอร์วังอลังการ ตามท้องเรื่อง เอาเป็นว่านี่คือการใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงในโรงภาพยนตร์ที่เพลิดเพลินและคุ้มค่ามากๆ

สอง

bahuubali 2

แต่มันก็มี “จุดต่าง” บางประการ ระหว่างหนังภาคแรกกับภาคสอง ที่ทำให้ผมชอบภาคแรกมากกว่าอยู่นิดๆ

ประเด็นหลักสำคัญในหนังภาคสอง คือ การอธิบายถึงความสัมพันธ์สามเส้าระหว่าง “ผู้ปกครอง>>อำนาจ<<ประชาราษฎร” และชี้ว่าความพลั้งผิดของผู้ปกครอง อาจนำไปสู่ “การปฏิวัติ” ลุกฮือโดยประชาราษฎรได้ง่ายๆ

(ตัวอย่างความผิดพลาดที่หนังนำเสนอได้อย่างน่าประทับใจ คือ การตัดสินใจผิดของ “สิวะกามี” มหารานีผู้เปรื่องปราด ขุนนางสอพลอคนหนึ่งถึงกับเคยกล่าวสรรเสริญว่าพระศิวะอาจ “พลาด” ได้ แต่พระนางสิวะกามีนั้นไม่เคย “ผิด” ทว่า สุดท้าย พระนางก็ตัดสินใจอะไรอย่างผิด จนนำไปสู่การสูญเสียว่าที่ผู้นำที่ดี, ระบอบอำนาจต้องปั่นป่วน, ประชาราษฎร์ต่อต้านผู้ปกครอง แถมตัวเองยังต้องมาตกตายกลางสายน้ำ)

น่าสนใจว่าประชาราษฎร/คนเล็กคนน้อยใน Baahubali 2 มีสถานะเป็นเพียง “มวลชน” ที่คอยเปล่งเสียงตะโกนโห่ร้อง พวกเขาเป็นแค่ pixels เล็กๆ หรือส่วนย่อยๆ ของภาพใหญ่อันวิจิตรตระการตา ซึ่งเป็นดังฐานรากคอยรองรับอำนาจและความชอบธรรมของชนชั้นนำ (ตลอดจนทำหน้าที่ต่อต้านการไร้ความชอบธรรมของผู้ปกครองเป็นครั้งคราว)

สวนทางกับหนังภาค 1 ที่ตัวละครคนเล็กคนน้อยแลดูมีชีวิตชีวามากกว่า อาทิ ชาวบ้านในชุมชนใต้ผาสูง ซึ่ง “ศิวะ” (ขณะที่ยังไม่ได้สวมวิญญาณเป็น “มเหนทรา พหุพาลี”) เติบโตขึ้นมา ตลอดจนสมาชิกกองโจรจากคันธาระ โดยเฉพาะ “อวันธิกา” นางเอกจากภาคแรก ที่พลิกผันมาเป็นตัวประกอบในภาคสอง

ด้วยเหตุนี้ “การปฏิวัติ” ใน Baahubali จึงมิใช่การโค่นล้มเปลี่ยนแปลงอะไรโดยประชาราษฎร ทว่า เป็นการเปลี่ยนขั้วอำนาจของชนชั้นนำ ที่มีประชาราษฎรเป็นมวลคลื่น/พลังสนับสนุน เพื่อค้ำชูมหาบุรุษคนใหม่ผู้มาแทนที่มหาบุรุษคนเดิมและผู้ปกครองเผด็จการคนปัจจุบัน

แม้มหาบุรุษรายใหม่จะเติบโตมาในแบบสามัญชน แต่สุดท้าย มหาบุรุษก็คือมหาบุรุษ และเมื่อเขากลายเป็นมหาบุรุษ ความเป็นมนุษย์ ความรัก ความหลง อารมณ์ขัน ความเยาว์วัย ฯลฯ ที่เขาเคยมีในครอบครอง ก็ค่อยๆ ระเหยหายไป

(ส่วนเขาจะเป็นผู้ปกครองได้ดีแค่ไหน? ก็คงมีแต่เพียงพระศิวะเท่านั้นที่จะรับรู้ถึงอนาคตดังกล่าว -ตามที่เสียง voice over ตอนหนังจบพูดเอาไว้- ก่อนที่พระองค์จะส่งอาณัติสัญญาณบางอย่างมายังอาณาประชาราษฎรต่อไป)

สาม

bahuubali 3

แนะนำให้คนที่สนุกกับหนังทั้งสองภาคนี้อ่านความเห็นว่าด้วยอำนาจของ “เรื่องเล่า” ใน Baahubali โดยคุณชาญชนะ หอมทรัพย์ (คลิกอ่านที่นี่)

เพราะสิ่งที่ยิ่งใหญ่ทรงอิทธิพลที่สุดในหนังสองภาค นั้นคือเรื่องเล่าว่าด้วย “พหุพาลี” (ที่ควบรวมและกลืนกลายทั้ง “อมเรนทรา” ผู้พ่อ และ “มเหนทรา” ผู้ลูก เข้าไว้เป็นหนึ่งเดียวกัน)

มเหนทราไม่ได้คิดหรือทำอะไรในนามปัจเจกบุคคล เช่นเดียวกับตัวละครหลักรายอื่นๆ แม้แต่พวกประชาราษฎรก็มิได้มีสถานะเป็นปัจเจก แต่ทุกๆ คน ล้วนเป็นส่วนเสี้ยวหนึ่งของอภิมหาเรื่องเล่าเกี่ยวกับ “พหุพาลี” ต่างหาก

สี่

bijja

ตัวละครที่ผมชอบสุดในหนังภาคสอง ดันกลายเป็น “พิจจาละเทวะ” ตาแก่แขนพิการ ที่ดูเหมือนจะไม่เอาไหน ผู้เป็นบิดาของ “ภัลลาละเทวะ” ตัวร้ายของเรื่อง

นี่คือตัวร้ายที่พิการกาย จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต เป็นกุนซือคอยวางแผนชั่วช้าเลวทราม แถมยังอยู่รอดมาได้ทุกยุคสมัย ทุกระบอบอำนาจ

ผมชอบฉากที่ตาแก่นี่หลอกลวงแล้วตลบหลัง “กุมารา วาร์มา” ผู้หาญกล้า (ก่อนหน้านี้ เราในฐานะคนดูจะรู้สึกว่าพิจจาละเทวะนั้นช่างคิดช่างแค้น แต่เราแทบไม่รู้ว่าเขามีศักยภาพในด้านการ “ลงมือปฏิบัติการ” ขนาดไหน กระทั่งมาถึงฉากดังกล่าว)

ผมชอบตอนที่ตาแก่จอมวางแผนดันรอดตายอย่างไม่น่ารอด ท่ามกลางการรบพุ่งประจัญบานยึดอำนาจในมหิชมาติ

ผมชอบที่ตาแก่คนเดียวกันเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างสำคัญ (แม้อาจไม่เต็มใจ) ในพิธีสวมมงกุฎให้แก่ “มเหนทรา พหุพาลี” มหาบุรุษคนใหม่ ผู้เพิ่งยึดอำนาจและลงมือสังหารภัลลาละเทวะ ลูกชายแท้ๆ ของเขาเอง

ห้า

sivagami

แน่นอนว่าการเชือดเฉือนปะทะคารมและคมคิดระหว่างสองหญิงเก่ง/แกร่งอย่าง “สิวะกามี” กับ “เทวเสนา” นั้น เข้มข้น สนุก และดราม่าแบบสุดๆ

ผ่านปมขัดแย้งระหว่างสตรีสองคนนี้ หนังได้ฉายภาพให้เราเห็นบทบาทของผู้หญิงชนชั้นนำกับการเมือง/การต่อสู้แย่งชิงอำนาจในอาณาจักรหรือนครรัฐยุคโบราณ

หนังภาคสองสานต่อปมที่ผูกเอาไว้ในภาคแรก โดยแสดงให้เห็นว่า “ผู้หญิง” คือผู้ทำหน้าที่เก็บงำบันทึกความทรงจำว่าด้วยความขัดแย้งทางการเมือง แล้วสืบสาน/ส่งมอบ/ปลูกฝังมันแก่อนุชนรุ่นหลัง

มหารานีผู้ทูนกองเพลิงไว้บนศีรษะ จึงสามารถ “จุดไฟ” ให้เกิดมหาสงครามได้ โดยมิต้องออกรบด้วยตนเอง

devasena

น่าเสียดายที่พอหนังตัดกลับมาสู่เรื่องราวการทวงแค้น/คืนบัลลังก์ของ “มเหนทรา” ตัวละครนำหญิงที่หลงเหลืออยู่อย่าง “เทวเสนา” ก็ค่อยๆ ถูกทำให้แบน ไร้มิติไปซะเฉยๆ

ราวกับว่าเมื่อส่งมอบ “เรื่องเล่า” “ความทรงจำ” “ความคั่งแค้น” ให้แก่คนรุ่นหลังเรียบร้อยแล้ว ความเป็นมนุษย์มนาและชีวิตชีวาของเธอจะต้องสูญสลายหายไปด้วย

หก

kattappa

อีกหนึ่งตัวละครที่น่าสนใจดี คือ ยอดขุนพล “กัตทัปปะ”

ทีแรกผมเดาเอาเองว่ากัตทัปปะน่าจะมีจุดจบคล้ายกันกับตัวละคร “เชอนัง” ใน “องค์บาก 2”

แต่ Baahubali 2 กลับต่อชีวิตให้เขา แถมเป็นชีวิตที่เปี่ยมสีสันซะด้วย

จากยอดขุนพลผู้เก็บงำความลับด้วยบุคลิกเข้มเครียดจริงจังในภาคแรก พอมาถึงภาคหลัง กัตทัปปะ กลายสภาพเป็นตัวละคร “ผู้ช่วยพระเอกแบบครบรส” ที่เป็นทั้งตัวตลก พ่อสื่อ (จดหมายผิดซอง) เป็นทาสกล้าวิจารณ์นาย เป็นบ่าวผู้จำใจต้องแทงข้างหลังนาย

เขาเป็นอีกตัวละครเอกผู้ไม่ตาย แต่สามารถรับใช้ได้ทุกระบอบ (ทั้งแบบเต็มใจและไม่เต็มใจ)

กัตทัปปะเป็นเหมือน “เหรียญอีกด้าน” ของ “พิจจาละเทวะ” ตัวละครเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า เมื่ออีลิท “ชน” กัน พวกเขาไม่จำเป็นจะต้องกลั่นแกล้ง รังแก ตัดตอน หรือกำจัดบรรดา “บริกร” ด้านต่างๆ ซึ่งสามารถทำงานได้ดีกับทุกฝ่าย

เจ็ด

อยากเชียร์ให้มีการผลิตงานวิชาการแนว audience studies ในไทยออกมาอย่างจริงจัง

จากประสบการณ์ของคนที่ออกนอกมหาวิทยาลัยมาเนิ่นนานหลายปี ไม่รู้ว่าถัดจากวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท สาขามานุษยวิทยา หัวข้อ “นางนาก : การต่อรองทางความหมายในภาพยนตร์ยอดนิยม” ของอาจารย์พรรณราย โอสถาภิรัตน์ แล้ว ยังมีงานวิชาการเด่นๆ ชิ้นไหนหลังจากนั้น ที่แตะประเด็นเกี่ยวกับคน/ชุมชนคนดูหนังบ้างหรือไม่?

แต่ดูเหมือนงานศึกษาประเภทนี้จะไม่คึกคักมากนัก ทั้งที่ในเมืองไทยเอง มีอะไรแนวนี้ให้ทำ/ศึกษาต่อได้อีกเยอะแยะ

ชุมชนคนดูหนังอินเดียในประเทศไทย ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งน่าสนใจมาก

เอาง่ายๆ ในฐานะ “คนนอก” ผู้เพิ่งไปดูหนังอินเดียที่เมเจอร์ สุขุมวิท เป็นหนแรก (ก่อนหน้านี้ เคยดูหนังอินเดียในเทศกาลภาพยนตร์ใจกลางเมือง ท่ามกลางคนดูอินเดียส่วนใหญ่ในโรงอยู่สองครั้ง) ผมเกิดคำถามขึ้นทันทีว่า คนดูหนังกลุ่มนี้คือใครกันบ้าง? ทีแรก เดาว่าพวกเขาคงเป็นคนไทยเชื้อสายอินเดีย แต่เมื่อแอบฟังพวกเขาคุยกัน หลายคนหลายกลุ่มก็ไม่ได้สนทนาสื่อสารกันด้วยภาษาไทย

นี่เป็นแค่คำถามตั้งต้น (ที่ยังไม่มีคำตอบ) และยังมีคำถามน่าสนใจอีกมากมายเกี่ยวกับชุมชนคนดูหนังกลุ่มดังกล่าว

คนมองหนัง

Birdshot: เมื่อ “คดีนกประจำชาติตาย” สำคัญกว่า “คดีคนถูกอุ้มหาย”

หนึ่ง

CwUad9xUUAEZrxK

“Birdshot” เป็นหนังฟิลิปปินส์ ผลงานการกำกับของ “มิคาอิล เรด” คนทำหนังรุ่นใหม่วัยยี่สิบกลางๆ

หนังเพิ่งคว้ารางวัล Special Mention (รางวัลชมเชย) จากเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพฯ ครั้งล่าสุด ย้อนไปเมื่อปลายปีก่อน Birdshot ก็ได้รับรางวัล Best Asian Future Award จากเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว 2016 (รางวัลเดียวกับทึ่ “มหาสมุทรและสุสาน” เคยได้รับเมื่อปี 2015)

ถึงจะเป็นหนังรางวัล/หนังเทศกาล แต่ Birdshot ก็ไม่ใช่หนังอาร์ตดูยาก ส่วนหนึ่ง เป็นเพราะเรดคือเด็กหนุ่มที่ชอบเสพหนังฮอลลีวูด เขาชอบงานของพี่น้องโคเอน ดังนั้น ผลงานของเขาจึงเข้มข้น เร้าใจ ดูสนุกมากๆ แต่ก็มาพร้อมกับอีกหนึ่งความมุ่งมั่นตั้งใจของเจ้าตัว นั่นคือ ความต้องการจะผลิตหนังที่พูดถึงประเด็นจริงจังทางสังคมไปในขณะเดียวกัน

สอง

Birdshot-POSTER-filipinio-thriller-mikhail-red-film-noscale

หนังมี “เส้นเรื่องหลัก” สองเส้นที่ถูกเล่าอย่างคู่ขนานกันไป

เส้นเรื่องแรก ว่าด้วยพ่อวัยไม้ใกล้ฝั่งที่พยายามฝึกฝนให้ลูกสาววัยไม่ถึงยี่สิบ มีศักยภาพเพียงพอที่จะใช้ชีวิตให้อยู่รอดได้ด้วยตัวเอง

เมื่อพ่อ-ลูกคู่นี้อาศัยอยู่บริเวณชายป่าสงวน รูปธรรมของการฝึกฝนดังกล่าว จึงได้แก่ การฝึก “ยิงนก”

หนังแสดงให้เห็นว่าภายใต้สถานการณ์กดดันและการเฝ้าดูจากพ่อ ลูกสาวยังมีจิตใจกล้าแกร่งไม่พอ ที่จะลงมือปลิดชีพนกตัวใดๆ

แต่แล้ว เมื่อเธอไปเที่ยวเล่นในป่าพร้อมกับสุนัขคู่ใจ นอกจากเด็กสาวจะฝ่าฝืนคำสั่งของพ่อที่ห้ามเธอข้ามรั้วเข้าไปในเขตป่าสงวนแล้ว เธอยังมีสภาพจิตใจที่นิ่งพอจะเด็ดหัว “นกอินทรีฟิลิปปิน” ในเขตหวงห้ามได้อีกด้วย

เรื่องราวชักจะลุกลามใหญ่โตเมื่อนกดังกล่าวมีสถานะเป็น “นกประจำชาติ” ของประเทศฟิลิปปินส์

สาม

birdshot-film-image-3

อีกหนึ่งเส้นเรื่อง คือ เรื่องของตำรวจหนุ่มไฟแรง ชีวิตของเขากำลังเริ่มต้นใหม่ในสองด้าน ด้านแรก คือ การก่อร่างสร้างครอบครัว เมื่อลูกน้อยเพิ่งถือกำเนิดขึ้นมา อีกด้าน คือ ชีวิตการทำงาน ซึ่งเจ้าตัวต้องฝึกปรือวิทยายุทธกับนายตำรวจหัวหน้า/คู่หู ที่มีประสบการณ์การปฏิบัติหน้าที่มาอย่างโชกโชน

ณ จุดตั้งต้น ดูเหมือนตำรวจหนุ่มและนายของเขาจะต้องไปตามคดีปริศนาว่าด้วยเรื่องรถบัสและคนหาย

แต่จู่ๆ ภารกิจก็ถูกยุติกลางคันโดย “เจ้านาย” ที่ใหญ่กว่า เมื่อคดีดังกล่าวดูเหมือนจะไม่ใช่แค่คดีอาชญากรรมธรรมดาระดับท้องถิ่น แต่เป็นเรื่องความขัดแย้งเรื่องที่ดินทำกินระหว่าง “ชาวบ้าน” กับ “เจ้าที่ดิน”

เมื่อชาวบ้านเตรียมบุกเข้าไปร้องเรียนความเป็นธรรมถึงในเมืองหลวง พวกเขาและรถโดยสารที่ใช้เป็นยานพาหนะในการเดินทางก็ถูก “อุ้ม” หายไปซะเฉยๆ

พอถูกห้ามไม่ให้ทำคดีความข้องเกี่ยวกับการสังหารหมู่ผู้คนจำนวนมาก และความขัดแย้งเชิงโครงสร้างในระดับชาติ

ตำรวจหนุ่มและนายของเขาก็เลยถูกมอบหมายให้ไปตามคดีใหม่ นั่นคือ “คดียิงนกอินทรีในป่าสงวน”

คดีดังกล่าวเกิดขึ้นจากฝีมือของเด็กสาวในเส้นเรื่องแรก มันเกิดขึ้นจากการเที่ยวเล่น การทดลอง การเติบโตเปลี่ยนผ่านของเด็กสาวบ้านป่าตัวเล็กๆ หนึ่งคน

แต่สำหรับรัฐ นี่คือคดีความว่าด้วยการสูญเสีย “นกประจำชาติ”

ด้านหนึ่ง สถานะของ “นกแห่งชาติ” อาจยิ่งใหญ่พอที่จะกลบทับคดีการหายตัวของชาวไร่ชาวนาไร้ที่ทำกินในพื้นที่ชนบท

แต่อีกด้าน สถานะของ “นกแห่งชาติ” ก็อาจเป็นเพียงเครื่องมือปกปิดอำพรางความขัดแย้ง/ปัญหาที่มีความสำคัญมากกว่าของประเทศอันวิปริตพิกลพิการ

สี่

Birdshot1-1

แล้วเส้นเรื่องที่แยกกันเดินสองเส้นก็มาบรรจบ

แม้ตำรวจหนุ่มจะยืนกรานอย่างหนักแน่นที่จะตามคดีคน/รถบัสหายต่อไป แต่เจ้านายหลายระดับ ตลอดจนระบบราชการอันฟอนเฟะ ก็ค่อยๆ บีบคั้น กดดัน กล่อมเกลา ขู่กรรโชก ให้เขาจำต้องเปลี่ยนใจ

จากข้าราชการหนุ่มที่มีจิตใจรักความเป็นธรรม เขากลายเป็น “ตำรวจเลวๆ” บ้าดีเดือด ซึ่งลงมือซ้อมผู้ต้องหาด้วยวิธีการนอกกฎหมายไม่ต่างจากพวกลูกพี่ของตน

ที่น่าเจ็บปวด คือ การตามจับคนร้ายคดียิงนกอินทรีกลายเป็น “สนามทดลองแห่งแรก” ที่ตำรวจหนุ่มได้ฝึกฝนการใช้อำนาจอิทธิพลนอกรีต

ณ จุดบรรจบของเส้นเรื่องสองเส้น หนังเต็มไปด้วยฉากความรุนแรง สูญเสีย ที่น่าเศร้าสลด (เศร้าที่อันที่จริง มันไม่ควรจะสูญเสียอะไรมากมายขนาดนั้น)

จากที่รัฐควรจะออกตามหาชาวบ้านจำนวนมากซึ่งหายตัวไป สิ่งที่ได้มาทดแทน คือ การลงมือทำร้ายชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องโดยน้ำมือของเจ้าหน้าที่ (ซึ่งต่อมา ก็ถูกชาวบ้านเอาคืนเหมือนกัน)

จากการไล่ล่าคนลงมือฆ่า “สัตว์สำคัญของชาติ” ผลลัพธ์ที่ตามมา คือ การมีคนและสัตว์อื่นๆ (ซึ่งไม่ได้มีความสำคัญ “ระดับชาติ”) ถูกสังหารลงอย่างน่าหดหู่

อย่างไรก็ดี แม้หนังจะปิดฉากจบลงอย่างรวดร้าว แต่ยังมี “ประกายความหวัง”

เพราะถึงจะมีตัวละครที่ต้องตายอย่างไม่ควรตาย มีตัวละครที่สิ้นหวังแพ้พ่ายในชีวิต ทว่า ยังมีตัวละครที่ได้โอกาส “เลือก” จะทำหรือไม่ทำอะไรบางอย่าง

ในสภาพสังคมที่บีบคั้น ขาดแคลนโอกาส ในสภาพสังคม ที่เรื่อง “นกตาย” สำคัญกว่า “คนหาย” คนเล็กคนน้อยในสังคมย่อมไม่มีโอกาสจะ “เลือก” อะไรในชีวิตมากมายนัก

ด้วยเหตุนี้ การได้เลือกจึงนับเป็น “ประกายความหวัง” อันยิ่งใหญ่

ไม่นับว่า “การเลือก” ในช่วงท้ายของหนัง ยังข้องเกี่ยวกับการตัดสินใจครั้งสำคัญ ว่าเราควรปฏิบัติอย่างไรต่อเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆ ในฐานะที่พวกเราต่างเป็น “คนเหมือนกัน” และ “เท่ากัน”

หรืออีกทาง คือ พวกเราต่างตกเป็น “เหยื่อ” ของระบบอันอยุติธรรมพอๆ กัน

ห้า

บทสรุปของหนังยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ไปๆ มาๆ เรื่องที่เหมือนจะไม่น่าเกี่ยวข้องกันอย่าง “คดีนก (ประจำชาติ) ถูกยิงตาย” กับ “คดีชาวบ้านไร้ที่ทำกินหายสาบสูญ” ก็มิใช่สองคดีอาชญากรรมที่แยกขาดออกจากกัน

คำสอนที่พ่อเคยบอกให้เด็กสาว ตัวละครเอกในภาพยนตร์ ห้ามเข้าไปในเขตป่าสงวนนั้น มีนัยยะสำคัญ มิใช่เพียงเพราะพ่อกลัวว่าเธอจะไปยิงนกอินทรี แต่พ่อหวาดกลัวว่าเธอจะได้รับรู้เรื่องราวอย่างอื่น ที่ชาวบ้านตัวเล็กตัวน้อยไม่ควรรู้ หรือถึงรู้ก็ไม่ทำให้ชีวิตดีขึ้น แถมจะมีปัญหายุ่งยากตามมา

น่าสนใจที่ว่า “ความจริง” ในภาพใหญ่ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าทั้งสองคดีเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” นั้นถูกตระหนักรับรู้โดยสามัญชนคนเล็กคนน้อย

ขณะที่ทางด้านตำรวจ ซึ่งเป็นตัวแทนของภาครัฐนั้น อาจมีเจ้าหน้าเบื้องบนบางส่วนที่รับรู้ถึงความเชื่อมโยงดังกล่าว (และพยายามปิดบังเอาไว้)

แต่ก็มีเจ้าหน้าที่บางคนที่ไม่มีโอกาสได้รู้เรื่องพวกนี้ไปตลอดชีวิต หรือมีบางคนที่ไม่สามารถรับรู้ถึงมันอย่างครอบคลุม เพราะความบ้าคลั่งเกินบรรยายใน “คดีนกตาย” ได้ฉุดกระชากลากดึงสติสัมปชัญญะและมโนสำนึกออกไปจากตัวเขาอย่างน่าเสียดาย

ปัญหา ก็คือ ชาวบ้านที่รู้ “ความจริง” มากกว่า/ชัดกว่า/กว้างกว่า จะสามารถทำอะไรได้บ้าง ในสังคมที่ไม่เปิดโอกาสให้เขาทำได้แม้แต่เพียงการเรียกร้องหาความยุติธรรม โดยยังไม่ต้องพูดถึงการลงมือเปลี่ยนแปลงสังคม

ณ จุดสุดท้าย คนรุ่นใหม่ที่เคยคาดหวังจะเข้าไปพัฒนา/ปฏิรูประบบ จึงกลายเป็นเพียงมนุษย์ผู้มีจิตวิญญาณผุพังภายในระบอบอำนาจอันฉ้อฉล

ส่วนอีกหนึ่งเยาวชนที่กล้าฝ่าฝืนคำสั่งสอนของพ่อ กล้าปลดแอกตนเองออกจาก “ความ (อ) ยุติธรรม” ในระบบตาต่อตาฟันต่อฟันอันดิบเถื่อน

ก็ปลดปล่อยตัวเอง เพียงเพื่อจะไปพบกับ “ความจริง” ที่ชั่วร้ายและอ้างว้างกลางป่าลึก โดยมีแค่ซากศพและวิญญาณเร่ร่อนเป็นมิตรสหายร่วมทาง

คนมองหนัง

ประเด็นเล็กๆ จากหนัง 4 เรื่อง ที่ได้ดูช่วงปลาย เม.ย. 60

หมายเหตุ นี่ไม่ใช่การรีวิวหรือบทความที่วิเคราะห์-วิจารณ์หนังอย่างรอบด้านจริงจังนะครับ เพียงแต่ระหว่างวันที่ 22-29 เมษายน มีโอกาสได้ดูหนังอยู่สี่เรื่อง และพบว่าแต่ละเรื่องมี “จุดเล็กๆ” บางอย่าง ที่ตัวเองสนใจและติดใจเป็นพิเศษ ทว่า ยังไม่สามารถขยาย “จุดเล็กๆ” เหล่านั้น ให้กลายเป็นบทความที่เขียนถึงหนังแต่ละเรื่องโดยมีเนื้อหาขนาดยาวๆ ได้เหมือนงานชิ้นก่อนๆ

เลยตัดสินใจ มาเขียนถึงหนังทั้งสี่เรื่องรวมกัน ณ ที่นี้

Apprentice (บูจุนเฟิง)

Apprentice-Poster.ai

ข้อนึงที่รู้สึกว่าน่าสนใจดี คือ มันเป็นหนังที่ไม่วอกแวกเลย เหมือนจะเล่าประเด็นหลักอะไรก็มุ่งหน้าไปสู่ประเด็นนั้น ไม่แวะข้างทางให้วุ่นวายออกนอกเรื่อง (เราเลยไม่เห็นชีวิตด้านอื่นๆ ของตัวละคร เช่น ชีวิตรัก/ครอบครัวของพระเอกและลุงเพชฌฆาต รวมถึงชีวิตย่าพระเอก ที่ถูกกล่าวถึงผ่านบทสนทนา)

อีกข้อที่มาคิดต่อเอาเองหลังจากได้ดูหนังสิงคโปร์เรื่องนี้ ก็คือ ประเด็นหลักที่หนังต้องการพูดน่าจะเป็นเรื่องที่ “รัฐ” มันค่อยๆ ตบ/เกลา “พลเมือง” ในสังคม ให้ดำเนินชีวิตไปในรูปรอยของ “วินัย” ที่รัฐอยากให้เป็น

พระเอกไม่ได้ถูกขังในคุก ซึ่งเป็นสถานที่ที่เข้มงวดกวดขันทางด้านวินัยอย่างสูงสุด แต่ความคิด/การดำรงชีวิตของเขาก็ถูกตีกรอบโดยรัฐ พระเอก่จึงพยายามทุกทางที่จะไม่เผลอผลักให้ชีวิตของตนเองตกลงไปในหลุมดำแบบเดียวกับพ่อของเขา ที่กลายเป็น “พลเมืองแย่ๆ” ผู้สมควรถูกกำจัดทิ้ง จนในที่สุด เขาเลยกลายเป็น “อีกด้าน” ของพ่อตัวเองอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ที่เคยเป็นทหาร ก่อนมาเป็นผู้คุม และเป็นเพชฌฆาตในช่วงท้าย

การที่พระเอกอยู่ในขั้วตรงข้ามกับพ่อบังเกิดเกล้าได้ขนาดนี้ มันชี้ให้เห็นว่าอำนาจของรัฐ (ครอบครัวแห่งชาติ) ที่ทำงานในหัวคน ที่กำหนดรูปแบบวินัยในชีวิตคน นั้นทรงประสิทธิภาพเพียงใด

In the Flesh (ก้อง พาหุรักษ์)

intheflesh

โอเค คงคล้ายๆ กับหลายคนที่รู้สึกว่าหนังมันยัง “ไม่ถึงพร้อม” ทั้งๆ ที่ “สาร” หรือ “ประเด็น” ที่มันอยากสื่อออกมานั้นน่าสนใจมากๆ อยู่

ผมไม่แน่ใจด้วยว่าปัญหาของหนังมาจากเรื่องโปรดักชั่น/งบประมาณจริงหรือไม่? แต่เหมือนมันมี “ม่านบางๆ” บางอย่าง ที่กั้นคนดูเอาไว้ไม่ให้ “อิน” กับโลกเฉพาะ/สังคมจำลองของหนังถึงขีดสุด

หนังสั้นไทยจำนวนมากก็มีโปรดักชั่นหรือเลือกใช้สถานที่ถ่ายทำบ้านๆ แบบ In the Flesh แต่ก็มีหลายเรื่องที่สามารถชักจูงคนดูให้หลุดเข้าไปในโลกเฉพาะที่หนังสร้างขึ้นมาได้

ไปๆ มาๆ ผมรู้สึกว่าไอ้พวกกฎเกณฑ์ ระบบตรรกะ หรือรูปแบบความสัมพันธ์ทางอำนาจในโลกเฉพาะ/สังคมจำลองใน In the Flesh ต่างหาก ที่อาจเป็นอีกหนึ่งจุดอ่อนของหนัง เนื่องจากมัน “ง่าย” “ทื่อ” และ “ซับซ้อน” น้อยเกินไป (“ทหาร” เหมือนเป็น “กระสอบทราย” ให้คนทำหนังมาวิพากษ์เล่นไปหัวเราะใส่หน้าไป) ซึ่งพอรู้ว่าหนังเริ่มกระบวนการสร้างและถ่ายทำไปแล้วประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่เมื่อราวห้าปีก่อน เลยพอเข้าใจที่มาของ “ความง่าย” และ “การลดทอนความซับซ้อน” เหล่านั้น (ลองนึกถึงพวกงานศิลปะแขนงต่างๆ ที่โปรประชาธิปไตยหลังปี 2553-54 ดูก็ได้)

แน่นอนว่า สภาพการณ์ปัจจุบันของโลกข้างนอกหนัง มัน “พัฒนา?” ไปไกล มันน่าเศร้า มันสู้ด้วยยากขึ้น และมันเต็มไปด้วยเหลี่ยมมุมมากกว่านั้นเยอะ

หรือปัญหาจะเกิดจากเรื่องการแสดง? อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกัน

อีกประเด็นที่นึกแว้บๆ ขึ้นมาขณะดูหนังเรื่องนี้ คือ ถ้าเอานิยายของ “ทินกร หุตางกูร” มาทำหนัง มันน่าจะเป็นแนวๆ In the Flesh นี่แหละ และบางที มันอาจพบเจอปัญหาคล้ายๆ กัน

อย่างไรก็ตาม ผมชอบบางองค์ประกอบของหนัง เช่น ชอบวิธีการฆ่าตัวละครหลักๆ ช่วงท้ายเรื่อง หรือชอบประเด็นซ่อนๆ ที่เหมือนหนังจะพยายามนำเสนอว่าไม่ว่าคุณจะมาจากชนชั้นไหน (คนชั้นกลางระดับบนๆ หน่อยหรือคนชั้นกลางระดับล่าง) ถ้าคุณไม่ใช่อีลิทจริงๆ คุณก็โดนรัฐกดทับข่มขู่ทั้งนั้นแหละ

แล้วก็มีจุดหนึ่งซึ่งน่าสนใจดี และเหมือนจะเป็น “ข้อเสนอด้านกลับ” ที่ถกเถียงกับ Apprentice

กล่าวคือ ขณะที่หนังสิงคโปร์มันเสนอว่าอำนาจของรัฐนั้นทรงพลังและแยบคายถึงขนาดเปลี่ยนปัจเจกบุคคล ให้กลายเป็น “ลูกที่ดีของรัฐ” แต่ไม่ใช่ “ลูกที่เดินตามรอยพ่อแท้ๆ ของตัวเอง”

หนังของก้องกลับตั้งข้อสังเกตอีกแบบ ถึงลูกสาวที่ค่อยๆ กลายสภาพเปลี่ยนเป็น “แม่ของตัวเอง” โดยทั้งเธอและแม่ต่างก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจอิทธิพลของรัฐในโลกเฉพาะ และไม่มีทางจะหนีหายไปสู่โลกอื่นที่ดีกว่า หรือกล่าวอีกอย่าง คือ พวกเธอต่างเป็น “ลูกที่ดีของรัฐ” ด้วยกันทั้งคู่

I Am Not Madame Bovary (เฝิงเสี่ยวกัง)

Bovary_Poster_1200x750

เรื่องเฟรมภาพแปลกตา ภาพชนบทในเฟรมวงกลม ภาพเมืองในเฟรมสี่เหลี่ยมจัตุรัส และสัดส่วนภาพ 16:9 ในตอนท้าย คิดว่าคนที่อธิบายได้ดีมากๆ คือ คุณรัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค (อ่านได้ที่นี่)

แต่มีประเด็นหนึ่งในหนังที่ผมรู้สึกเอะใจเป็นพิเศษ (เป็นเรื่องปลีกย่อยจากการวิพากษ์ระบบราชการของจีนอีกที) ก็คือ สถานะของ “ศาล” ในการเมืองจีน

ถ้าดูจากหนังเราจะพบว่า “ศาล” หรือ “ผู้พิพากษา” คล้ายจะอยู่อันเดอร์ (หรือเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของ) ฝ่ายการเมือง/ข้าราชการประจำ ดังจะเห็นได้ว่าตั้งแต่นายกเทศมนตรีไล่ไปถึงนายอำเภอ สามารถสั่งหรือขู่ “ศาล” ได้หมด (ในแง่นี้ มันเลยดันไปคล้ายกับศาลไคฟง 555)

ซึ่งเอาเข้าจริง นี่เป็นโครงสร้างที่แปลกอยู่ เพราะเรามักจะคุ้นเคยกับอำนาจสามเส้าที่แบ่งแยกกันระหว่าง “บริหาร-นิติบัญญัติ-ตุลาการ” (จะมีจริงหรือเปล่า -สำหรับในบางประเทศ- เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

มันเลยจะมีภาพแปลกตา เช่น ผู้พิพากษารุ่นเด็กขี่มอเตอร์ไซค์ไปสอพลอนายอำเภออะไรอย่างงี้ ซึ่งในสังคมที่เรียกผู้พิพากษาว่า “ท่าน” นั้น มันจะนึกถึงกระบวนการแบบนี้ไม่ค่อยออก

Ho Chi Minh in Siam (Bui Tuan Dung)

hoinsiam

จริงๆ นี่เป็นหนังที่อยากดูมานาน แต่พอไปดูจริงๆ กลับไม่สนุกกับมัน มีวูบหลับอีกต่างหาก (เป็นหนังโรงเรื่องแรกของปีนี้เลยมั้ง ที่ผมเผลอหลับขณะดู)

ปัญหาหลักคงมาจากวัฒนธรรมทางการเมืองชนิดหนึ่ง ที่พอต้องพูดถึงตัวละครทางการเมือง/ประวัุติศาสตร์ในระดับ “บิดาประเทศ” แล้ว มันต้องผ่านกระบวนการที่จะส่งผลให้คนเหล่านั้นบริสุทธิ์ ผุดผ่อง ดีงาม วิเศษ แต่แบนและไม่เป็นมนุษย์

แล้วความน่าเบื่อตรงนั้น และภาษาภาพยนตร์อย่างการนำ “ดินจากบ้านเกิด” มาต่างแดนเพื่อรำลึกถึงมาตุภูมิ ผนวกกับฉากบู๊และฉากตลกที่ “ไม่ดี” ก็ทำให้หนังมีภาพรวมที่แย่หนักขึ้น

แต่มี “จุดเล็กๆ” ที่น่าสนใจอยู่ คือ การนำเสนอท่าทีของรัฐบาลสยามต่อพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในหนัง ซึ่งเป็นอะไรที่ “บวก” เอามากๆ

เช่น ตัวละครนายอำเภอที่พิจิตร ซึ่งพูดกับสายลับของรัฐบาลฝรั่งเศสที่เป็นคนเวียดนามว่า สยามเปิดกว้างและให้เสรีภาพต่อความเชื่อทางการเมืองทุกประเภท

นอกจากนี้ มีประเด็นหนึ่งซึ่งหนังยกขึ้นมา คือ รัฐบาลสยามค่อนข้างเปิดให้พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเข้ามาเคลื่อนไหวในประเทศได้ ส่วนหนึ่งเพราะสยามเองก็ขัดแย้งกันกับฝรั่งเศส

ผมไม่รู้ประวัติศาสตร์ส่วนนี้เท่าไหร่นัก เลยไม่แน่ใจว่า ยุคนั้น รัฐบาลสยามประเมินพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามอย่างไรกันแน่? ประเมินแบบที่หนังเรื่องนี้บอก หรือประเมินเป็นอย่างอื่น?

และอะไรบ้างคือปัจจัยที่ผลักดันให้สยาม “เปิดโอกาส” ให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเข้ามาเคลื่อนไหวในเขตแดนของตนเอง?