คนมองหนัง

ความรู้สึกหลังได้มีปฏิสัมพันธ์กับ “Blissfully Blind”

“ท่านคุ้นเคยกับการอยู่เป็นหมู่ใหญ่
ปลอดภัยในพรมแดนและชายขอบ
แม้บางครั้งเคยข้ามแบบลักลอบ
ก็เพียงธุรกิจและเรื่องสนุก”

บทกวี “อภิวัฒนะ” โดย ไม้หนึ่ง ก. กุนที จากหนังสือ “รูปทรง มวลสาร พลังงาน และความรัก”

หนึ่ง

01

คราวนี้ขอเขียนถึงศิลปะการแสดงประเภทอื่นๆ บ้าง

“Blissfully Blind” ถูกนิยามว่าเป็น An Experiential Performance ภายใต้ศิลปะการจัดวางแสง โดย “ดุจดาว วัฒนปกรณ์”

ผมมีโอกาสไปดูการแสดงดังกล่าวในรอบสุดท้าย เมื่อคืนวันที่ 30 กรกฎาคม ทีแรกตั้งใจว่าหลังดูเสร็จ จะเขียนถึงงานชิ้นนี้เลย แต่สุดท้าย ก็ตัดสินใจเก็บมันไว้ในใจสักพักใหญ่ๆ แล้วค่อยนำมาเรียบเรียงเป็นข้อคิดเห็นในอีกหนึ่งสัปดาห์ถัดมา

ผลลัพธ์คือผมคงเขียนถึงการแสดงนี้ได้ไม่ละเอียดลออนัก (เพราะหลงลืมรายละเอียดปลีกย่อยหลายอย่างไปแล้ว) ทว่า ความรู้สึกหรือแรงบันดาลใจบางอย่างที่เกิดขึ้น/ได้รับจาก “Blissfully Blind” นั้นยังคงอยู่ และถูกถ่ายทอดออกมาเป็นความเห็น ดังจะบรรยายต่อไป

สอง

02

แน่นอน จุดเด่นสุดๆ ของ “Blissfully Blind” ที่หลายคนคงเขียนถึงกันไปทะลุปรุโปร่งแล้ว คือ เรื่องการเล่นกับ “พื้นที่จัดแสดง” และ “มุมมองของคนดู”

เดิมที ผมตั้งใจว่าตัวเองจะพยายามก้าวข้ามขีดจำกัดเรื่องพื้นที่/มุมมอง ซึ่งผู้สร้างวางโจทย์ท้าทายเอาไว้ ด้วยการเดินไปชมการแสดงทุกส่วนในสามพื้นที่หลัก: โซนการแสดงข้างใน, โซนการแสดงข้างนอก และพื้นที่รอยต่อ/ชายขอบของทั้งสองโซนตรงกึ่งกลาง ให้ครบถ้วน

แต่สุดท้าย ผมกลับล้มเหลวในเรื่องนี้อย่างไม่เป็นท่า เนื่องจากพอเข้าชมการแสดงจริงๆ ได้ไม่นาน ผมก็ตัดสินใจจำกัดพื้นที่การรับชมของตนเองให้อยู่ตรงบริเวณโซนการแสดงด้านนอก และแว้บไปตรงพื้นที่รอยต่อเป็นครั้งคราว ทว่า ไม่กล้าเข้าไปชมการแสดงของโซนข้างใน

(ด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแสดงเลย แต่เป็นเรื่องส่วนตัวบางอย่าง 555 – ซึ่งนี่อาจบ่งชี้ให้เห็นถึงความร้ายกาจของการแสดงครั้งนี้ ที่มันไม่ได้ชักจูงให้คนดูคนหนึ่งต้อง “ดีล” กับการแสดงที่เขากำลังรับชมเท่านั้น แต่ยังผลักดันให้เขาต้องปะทะกับผู้ชมรายอื่นๆ ตลอดจนบรรยากาศ-พื้นที่-ความสัมพันธ์อันแปลกแยก กระทั่งก่อให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นใจบางประการขึ้นภายในใจตน)

อย่างไรก็ตาม การเลือกจะขีดวงจำกัดตัวเองอยู่แค่นั้น ก็มิได้ทำให้อรรถรสการรับชมสูญเสียไป ผมยังประทับใจกับนักแสดงและการแสดงที่ตนเองได้รับชม

ผมชื่นชอบ/สะเทือนใจไปกับกระบวนการฝึกซ้อมเคี่ยวเข็ญทรมานนักแสดงหญิงวัยเยาว์ที่ปรากฏตรงเบื้องหน้า ผมรู้สึกฉงนเมื่อพบว่านักแสดงบางคนมีบทบาท/อำนาจแตกต่างออกไป เมื่อเธอปรากฏกาย ณ อีกพื้นที่หนึ่ง ไม่ไกลจากพื้นที่เดิม และผมก็เพลิดเพลินกับการคอยไปแอบจับจ้องสังเกตอากัปกริยาที่สื่อถึงความมืดบอดและขลาดกลัว จากการแสดงของคุณดุจดาว ตรงพื้นที่รอยต่อ

(นอกจากดูการแสดง ผมยังแอบดูผู้ชมคนอื่นๆ อยู่เนืองๆ จึงได้เห็นว่าผู้กำกับละครเวทีระดับเก๋าท่านหนึ่งและโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ฝีมือดีอีกท่าน ก็เลือกที่จะปักหลักชมการแสดงครั้งนี้อยู่ตรงโซนด้านนอกเป็นหลักเท่านั้น ผมเลยลอบดีใจว่า เออ! การที่เราไม่โผล่ไปดูอะไรที่ด้านในเลย มันคงไม่ถือเป็นความผิดพลาดมากนักหรอก 555)

สาม

03

ต้องขออภัย (สำหรับคนดูอื่นๆ ที่อาจรู้สึกไม่ชอบใจ) ว่าผมก็เป็นผู้ชมคนหนึ่งที่หยิบกล้องคอมแพ็คเล็กๆ ของตัวเอง ขึ้นมาถ่ายรูปการแสดงอยู่เป็นระยะๆ

แต่ก็ต้องยอมรับว่าบรรยากาศหลายๆ อย่างภายในการแสดง มันดึงดูดใจให้คนดูหยิบกล้องหรือโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปจริงๆ

ทั้งลีลาการเคลื่อนไหวร่างกายของนักแสดง, ปมขัดแย้งของเรื่องราว, การจัดวางแสงสีที่สวยงามมากๆ รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้เดินไปมา อันเป็นการเปิดทางให้พวกเขาได้ซอกแซกสืบค้นหาแง่มุมลึกลับของเรื่องราวต่างๆ หรือของผู้คนรายอื่นๆ

ถ้าเราไม่พยายามแยกขาดบทบาทของ “นักแสดง” และ “ผู้ชม” ออกจากกันอย่างสิ้นเชิง ผมรู้สึกว่าสภาวะโกลาหลทางการรับชมระดับย่อมๆ ที่เกิดขึ้นใน “Blissfully Blind” เป็นเรื่องยอมรับได้

เพราะในการแสดงนี้ “นักแสดง” ไม่ได้ขีดเส้นกำหนดบทบาทของตนเองไว้แค่บนเวที เช่นเดียวกับ “ผู้ชม” ที่ไม่ได้ถูกล่ามโซ่ไว้กับเก้าอี้นั่ง

แต่ “นักแสดง” ยังเดินมา “เล่น” กับคนดูอย่างใกล้ชิด ส่วน “ผู้ชม” ก็ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ไปพร้อมๆ กัน เช่น การทำหน้าที่เป็นผู้บันทึกภาพการแสดงเพื่อนำไปเผยแพร่ซ้ำในฐานะ “เรื่องเล่า” ชนิดใหม่ๆ หรือการพลัดหลงเข้าไปเป็น “นักแสดง” อีกคนหนึ่ง จากมุมมอง/สายตาของคนดูอีกราย

ไปๆ มาๆ แทนที่จะตั้งเป้าว่า “นักแสดง” ควรมีบทบาท-พื้นที่แบบหนึ่ง “ผู้ชม” ควรมีบทบาท-พื้นที่อีกแบบ และ “การแสดง” ควรมีหน้าที่หลักบางอย่าง

“Blissfully Blind” คล้ายกำลังชี้แนะให้เรามองเห็นถึงความเป็นไปได้ที่ “นักแสดง” “ผู้ชม” และ “การแสดง” จะสามารถเข้ามามีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างยืดหยุ่นไม่ตายตัว

บทบาทอันพร่าเลือนตรงจุดนี้ ทำให้ผมย้อนนึกไปถึงบรรยากาศร้อนแรงหรือจุดพีคสุดของ “การเมืองแบบมวลชน” ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2540 ถึงปี 2557

สภาวะดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้คนธรรมดาเป็นทั้ง “ผู้ชมเกมการเมือง” และเข้าไปเป็น “ผู้เล่นการเมือง” ด้วยตัวเอง ความชุลมุนวุ่นวายเช่นนั้นอาจนำไปสู่ความเข้าใจที่ผิด การกระทำที่พลาด หรือคลี่ให้เรามองเห็นความไม่รู้-ความน่ารำคาญ-ความน่ารังเกียจหลายอย่างของผู้คนธรรมดาสามัญใกล้ตัวเรา

แต่ก็เพราะสภาพการณ์จำเพาะแบบนั้นมิใช่หรือ? ที่ทำให้เราสามารถมองเห็นความบกพร่อง-ความน่าขยะแขยงต่างๆ ได้อย่างชัดเจนมากที่สุด เท่าที่เราพอจะมองเห็นมันได้ (จากตำแหน่งที่เรายืนอยู่/เคลื่อนที่ไปมาภายใต้ข้อจำกัดบางประการ)

ในระดับที่เราไม่เคยตระหนักถึงมันอย่างแจ่มชัดขนาดนี้มาก่อน

สี่

04

ถ้าวิเคราะห์ตีความอย่างง่ายๆ และมองโลกในแง่ดีหน่อย นิทานเรื่อง “Blissfully Blind” ก็คงสอนให้เรารู้ว่าไม่มีใครสามารถมองเห็นหรือเข้าถึง “ความจริง” ได้อย่างครบถ้วนรอบด้านไปหมด สิ่งที่มนุษย์อย่างเราๆ จะสามารถทำได้ดีที่สุด ก็คือ การทดลองขับเคลื่อน/ปรับเปลี่ยนตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองให้หันไปมองโลกในแง่มุมอื่นๆ ดูบ้าง

แต่ถ้ามองในมุมดาร์คขึ้นอีกหน่อย การแสดงภายใต้การควบคุมดูแลของดุจดาวก็อาจกำลังบอกเราว่า อย่างไรเสีย มนุษย์ก็หลีกหนีสภาวะมืดบอดหรือข้อจำกัดในการมองเห็น/รับรู้สภาวการณ์ต่างๆ ไปได้ไม่พ้น ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า คุณจะเลือกใช้ชีวิตยังไงต่อไป? จะลองมองโลกแบบอื่นๆ บ้าง (เท่าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้) หรือจะเลือกหยัดยืนปักหลักอยู่ตรงพื้นที่ที่ตนเองรู้สึกคุ้นเคย ปลอดภัย และสบายใจ ณ ปัจจุบัน

ห้า

05

ขณะเดินไปมาท่ามกลางคนดูท่านอื่นๆ ระหว่างโซนการแสดงด้านนอกและพื้นที่รอยต่อตรงกึ่งกลาง และขณะกำลังเดินเท้าออกมายังปากซอยสาทร 1 ก่อนไปขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน หลังดูการแสดงจบ

ผมนึกถึงบทกวีชิ้นหนึ่งจากหนังสือรวมบทกวีเล่มที่สองของ “ไม้หนึ่ง ก. กุนที” อยู่บ่อยครั้งมากๆ (2-3 หนเห็นจะได้)

นี่เป็นงานที่อาจถูกจัดจำแนกให้อยู่ในกลุ่ม “ก่อน-การเมือง” ของไม้หนึ่ง (เข้าใจว่าได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2543)

เนื้อหาสาระของมันอาจไม่เกี่ยวข้องกับสารหลักๆ ของ “Blissfully Blind” เลย

ทว่า การแสดงอันน่าประทับใจโดยดุจดาวและเพื่อนๆ กลับทำให้ผมหวนนึกไปถึงบทกวีชิ้นนี้

อภิวัฒนะ

ดวงดาวส่องแสง
นักสู้รินเลือดสีแดงสด
นวลจันทร์ปลอบขวัญอันรันทด
ภูตพรายขบถไม่รู้แพ้
กี่คนล่ะ หล่นไปในลำน้ำ
ไม่ถูกฉุดไหลตามกรากกระแส
ว่ายแหวกเองไม่หวังพึ่งเรือแพ
เป็นพลังงานงอมสุกแก่แล้วปลิดกรอบ
ท่านคุ้นเคยกับการอยู่เป็นหมู่ใหญ่
ปลอดภัยในพรมแดนและชายขอบ
แม้บางครั้งเคยข้ามแบบลักลอบ
ก็เพียงธุรกิจและเรื่องสนุก
ลองลืมตามองในตน
จะเห็นสองผลไม้สุก
เม็ดมีศักดิ์เท่าเทียมสมควรปลูก
ทั้งอนุรักษ์และปฏิวัติ

Advertisements
คนมองหนัง

บันทึกถึง #BKKY

หนึ่ง

โอเค ในแง่ความเป็นหนึ่งสารคดีกึ่งฟิคชั่น มันอาจไม่ได้เข้มข้นละเอียดลออน่าตื่นเต้นถึงขีดสุด หากวัดกันในแง่คุณภาพ หนังเรื่องนี้ยังเข้มข้นน้อยกว่า “หมอนรถไฟ” รวมทั้งงานอย่าง “ดอกฟ้าในมือมาร” หรือหนังเรื่องอื่นๆ ที่เล่นกับประเด็นพรมแดนอันพร่าเลือนระหว่างหนังสารคดีกับหนังฟิคชั่นของอภิชาติพงศ์ (ซึ่ง “#BKKY” น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาไม่น้อย)

แต่อีกจุดหนึ่ง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน ก็คือ นนทวัฒน์ นำเบญจพล สามารถ “เล่าเรื่อง” ของหนังเรื่องนี้ได้สนุกสนานเพลิดเพลินทีเดียว และ (อาจจะ) เป็นมิตรกับคนดูในวงกว้างได้มากพอสมควร

สอง

bkky 3

หนังเล่าเรื่องราวในพาร์ทสารคดีที่สัมภาษณ์เด็กวัยรุ่นจำนวนมากในกรุงเทพฯ ว่าด้วยเรื่องการเรียน ความรัก ความฝัน ความสัมพันธ์กับครอบครัว เพศสภาพ ความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียมในสถานศึกษา มุมมองคนนอก/คนใน และการเติบโต คลอเคียงไปกับพาร์ทฟิคชั่น ที่หยิบยก/เลือกสรรเอาทัศนคติ-การมองโลก-การเผชิญหน้ากับปัญหาของเหล่าวัยรุ่นในพาร์ทสารคดี มาทำให้เป็นเรื่องแต่ง

โดยส่วนตัว (อย่างที่บอกไปในข้อแรก) ผมรู้สึกสนุกเพลิดเพลินกับทั้งสองส่วน แบบดูไป หัวเราะไป อมยิ้มไป อินไป และไม่ได้ติดขัดอะไรกับตัวหนังมากนัก

กระทั่งหนังมาปิดฉากลงตรงนาทีที่ 75 นั่นแหละ ผมถึงเริ่มรู้สึกว่า เออ! จริงๆ หนังเรื่องนี้มันสั้นไปนะ และใช้สอยดอกผลงดงามจากพาร์ทสารคดีน้อยไปหน่อย

(ตอนที่ชื่อ “นนทวัฒน์” ในฐานะผู้เล่าเรื่อง ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งในตอนท้าย ผมยังนึกว่านั่นคือ “ลูกเล่น” ที่จะเชื่อมโยงไปยัง “เรื่องเล่า” อื่นๆ หลังจาก “เรื่องรักของโจโจ้” คลี่คลายตัวเองลง)

ผมคิดว่า ต่อให้หนังขยายยาวไปถึง 120-140 นาที ความสนุกเพลิดเพลินของมันก็ยังน่าจะคงอยู่ และน่าจะฉายภาพของวัยรุ่นกรุงเทพฯ ได้สลับซับซ้อนยิ่งขึ้น

สาม

bkky 1

จุดที่ชอบมากๆ ในหนัง คือ ทัศนคติเรื่องเพศของน้องๆ ในพาร์ทสารคดี ซึ่งต้องขอสารภาพในฐานะคนวัยครึ่งหลังสามสิบว่า ผมไม่เคยตระหนักมาก่อนว่าความคิดเรื่องเพศสภาพของเด็กวัยรุ่นไทย/กรุงเทพฯ เดินทางไปไกลกันขนาดนี้แล้ว เพราะสำหรับหลายๆ คน เพศสภาพ ไม่ใช่แค่การแบ่งชาย-หญิง-LGBT อะไรด้วยซ้ำ แต่หมายถึงสภาวะอันเลื่อนไหลจนยากจะจัดแบ่งประเภทหรือหมวดหมู่ใดๆ

อีกส่วนเล็กๆ ที่ผมชอบ ได้แก่ ฉากในพาร์ทฟิคชั่น ที่ “โจโจ้” กับ “คิว” นั่งงอนกันในสวนสาธารณะ ขณะที่คนอื่นยืนเคารพธงชาติกันตอนหกโมงเย็น ซึ่งให้อารมณ์ผสมปนเปดี คือ มีทั้งอาการเพิกเฉย แต่ก็ไม่ถึงกับแข็งขืน ท้าทาย ขบถ ต่อปทัสถานหลักของสังคม

มันอาจถูกพิจารณาเป็นฉากที่มีความเป็นการเมืองอย่างยิ่ง หรือตรงกันข้าม มันอาจถูกตีความได้ว่า การไม่ยืนเคารพธงชาตินั้นเกิดจากอาการงอนกันของเด็กสาววัยรุ่นสองคน โดยมิได้ยึดโยงกับเป้าประสงค์ทางการเมืองใดๆ

หรือดีไม่ดี ไอ้ลักษณะเพิกเฉยโดยไร้จุดประสงค์ทางการเมืองเช่นนี้แหละ ที่อาจมีพลังกร่อนเซาะในทางการเมืองมากที่สุด

ปิดท้ายด้วยการปรากฏตัวบนจอของ “เนติวิทย์” ในหนัง ซึ่งมีนัยยะน่าสนใจดี กล่าวคือ ท่อนสัมภาษณ์เนติวิทย์ดูเหมือนจะปรากฏขึ้นแค่สองครั้ง (ไม่ได้เป็นบทสนทนาเรื่องการเมืองด้วย) และแทบไม่ได้ถูกนำไปแปรเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบเรื่องราวในพาร์ทฟิคชั่น

กล่าวอีกอย่างคือ เนติวิทย์ไม่ใช่ตัวละครหลักของหนังเรื่องนี้

ด้านหนึ่ง หนังอาจกำลังชี้ให้เราเห็นว่าสังคมไทย/กรุงเทพฯ ยุคปัจจุบัน มีเยาวชนอย่างเนติวิทย์อยู่จริงๆ ทว่า เสียงของเขาอาจไม่ได้ถูกแปรสภาพให้กลายเป็น “พลังหลัก” หรือ “ตัวแทน” ของคนวัยเดียวกันเสมอไป

การต่อสู้ในแบบของเนติวิทย์อาจจ่อมจมลงไปในกระแสธารเชี่ยวกรากของเรื่องราว-ปัญหาชนิดอื่นๆ ที่เพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกัน กำลังเผชิญหน้า-ตั้งคำถามกับมันอยู่

หรือบางที เรื่องราวเหล่านั้น (ซึ่งเป็นประเด็นไลฟ์สไตล์ยิบๆ ย่อยๆ) อาจมีพลัง มีศักยภาพแฝงเร้นของมัน ไม่ต่างจากสิ่งที่เนติวิทย์สนใจและเคลื่อนไหว

สี่

bkky 2

มาถึงอีกจุดหนึ่งที่คนพูดถึงกันเยอะ คือ พาร์ทฟิคชั่นของหนัง ผมชอบและสนุกกับเรื่องราวการจีบ-การงอนกันของ “โจโจ้” กับ “คิว” (อารมณ์สนุกเพลิดเพลินกับหนังก็เกิดขึ้นจากส่วนนี้เป็นหลัก)

แต่พอตัวเรื่องถูกพัฒนาไปเรื่อยๆ ก็ต้องยอมรับว่ามันอ่อนแรงลงเล็กน้อยจริงๆ เช่น บทบาทของตัวละครพ่อโจโจ้ที่หวงลูกสาวจนไม่ให้คบผู้ชายนั้นก็ดูทื่อและเป็นละครทีวีไปหน่อย เช่นเดียวกับวงจรความรักของ “โจโจ้” ที่ผมไม่แน่ใจว่าควรจะประเมินมันอย่างไรดี

เพราะมุมหนึ่ง มันก็เป็นเหมือนเรื่องราวความสุข ความทรงจำ ความพลั้งพลาด และความผิดหวังของรักครั้งแรกๆ ในช่วงวัยรุ่น ที่ดูจริงและโอเคอยู่ ทว่า ลึกๆ มันก็คล้ายจะมีท่าทีแบบสุภาษิตสอนหญิงหรือการสำนึกบาปอะไรสักอย่างแฝงอยู่ลึกๆ

(ผมยังรู้สึกว่าถ้าเรื่องของโจโจ้คือ “เรื่องเล่า” 1 ใน 2 หรือ 1 ใน 3 เรื่อง ที่ดำรงอยู่ในพาร์ทฟิคชั่นของหนังเรื่องนี้ ปัญหาดังกล่าวอาจถูกมองเห็นได้ไม่ชัดนัก แต่พอมันกลายเป็นเรื่องราวหลักเรื่องเดียวในพาร์ทฟิคชั่น เราเลยมองเห็นข้อด้อยของมันได้ง่ายหน่อย)

ห้า

bkky 4

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมยังยืนยันอีกครั้งว่า “#BKKY” เป็นหนังสนุก (สำหรับผม ถ้านับเฉพาะหนังไทยที่ได้ดูในปีนี้ นี่น่าจะเป็นหนังที่สนุกรองลงมาจาก “ไทบ้าน เดอะ ซีรี่ส์”)

ด้วยศักยภาพในการได้รอบฉายและโรงฉายที่ค่อนข้างครอบคลุม ด้วยเนื้อหาของหนังที่ไม่หนักเกินไปและน่าจะสัมผัสใจของคนดูกลุ่มวัยรุ่นได้ไม่น้อย

ก็หวังว่าหนังเรื่องนี้จะช่วยนำพา “ภาพยนตร์สารคดี” และ “ภาพยนตร์สารคดีกึ่งเรื่องแต่ง” ให้เคลื่อนเข้าไปใกล้ชิดกับผู้ชมชาวไทยมากยิ่งขึ้น

 

 

คนมองหนัง

หลากหลาย “การปะทะ” ใน Wu Kong (2017)

หนึ่ง

นี่ไม่ใช่หนังที่อิงกับ “ไซอิ๋ว” ฉบับดั้งเดิม แต่สร้างมาจากนวนิยายทางอินเตอร์เน็ตที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ไซอิ๋ว” มาอีกที ดังนั้น มันเลยมี “พลัง” และ “ความแปลกใหม่” หลายๆ อย่าง ที่ดีและน่าสนใจเลย

สอง

สำหรับผม ประเด็นหลักหรือจุดใหญ่ใจความจริงๆ ของหนัง คือ การฉายภาพให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างแนวคิดเกี่ยวกับ “พื้นที่และเวลา” สองแบบ

แบบแรก ถ้าเรียกเป็นไทยๆ ก็คงเรียกได้ว่า “พรหมลิขิต” คือ แนวคิดที่เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกชะตากรรมของสรรพชีวิต ล้วนถูกกำหนดมาหมดแล้วจากอำนาจ “เบื้องบน”

นี่คือความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบ “บนลงล่าง” ขณะเดียวกัน ช่วงเวลาหลักร้อยปีพันปีหมื่นปีก็ไม่ส่งผลอะไร เพราะทุกอย่าง “เปลี่ยนแปลงแก้ไข” หรือมี “พัฒนาการ” ไม่ได้ เนื่องจากถูกลิขิตมาเรียบร้อยเสร็จสรรพแล้ว

มองเผินๆ ภาพแทนของแนวคิดเกี่ยวกับ “พื้นที่และเวลา” ชนิดแรก ถูกหนังเรื่องนี้นำเสนอผ่านเครื่องจักรกลที่เรียกว่า “จักรลิขิต” บนสวรรค์

wu kong tien jun

แต่จริงๆ แนวคิดดังกล่าวกลับฝังตรึงและทำงานลงไปในวิธีคิด-วิธีการมองโลกของบุคคล/เทพเจ้ารุ่นแล้วรุ่นเล่า จาก “เจ้าแม่เทียนจุน-ตัวร้าย” สู่ “เทพสามตา-เอ้อหลางเสิน” (ซึ่งในหนังเรื่องนี้ ดูเป็นตัวละครที่มีมิติลุ่มลึกดี ผิดกับ “หนัง-ละครไซอิ๋ว” เวอร์ชั่นก่อนๆ ที่เขาเป็นแค่คู่กัดหรือคู่ขัดแย้งของ “หงอคง”)

น่าสนใจว่าจริงๆ แล้ว “เทพสามตา” เผชิญหน้ากับเงื่อนไขต่างๆ มากมาย ซึ่งน่าจะทำให้เขาสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของตนเองที่ว่า “ทุกสิ่งถูกกำหนดมาหมดแล้ว เราไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรไม่ได้” ได้สำเร็จ

แต่สุดท้าย เขากลับรับสืบทอดความคิดดังกล่าวมาจาก “เจ้าแม่ตัวร้าย” (ที่เขามีส่วนร่วมล้มล้างอำนาจอธรรมของนาง)

ที่สำคัญ ดูเหมือน “เอ้อหลางเสิน” จะนำแนวคิดว่าด้วยความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบบนลงล่างและเวลาที่ปราศจากพัฒนาการ ไปผูกติดกับออปชั่นเสริมเพิ่มเติม เรื่องการแบ่งแยกเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเป็น “ขั้วตรงข้าม” ไร้หนทางบรรจบระหว่าง “เทพ” กับ “มาร” หรือระหว่างเขากับ “ซุนหงอคง”

wukong erlang

แนวคิด “พื้นที่และเวลา” แบบที่สอง ก็คือ ความสัมพันธ์แนวระนาบ-เท่าเทียมและศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงสรรพสิ่งต่างๆ

หรือการเชื่อว่าความร่วมมือร่วมใจกัน (ของเหล่าผู้ถูกกดขี่) จะสามารถผลักดันให้กาลเวลารุดเคลื่อนหน้าหรือมีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้นได้

แน่นอน ตัวละครที่เป็นแกนหลักของแนวคิดนี้ คือ วานรผู้หาญกล้าท้าทายอำนาจสวรรค์อย่าง “ซุนหงอคง” ร่วมด้วย “เทพเจ้าหนุ่มสาว” ที่ยังมีความรัก มีอารมณ์ความรู้สึก และมนุษย์ ทั้งบัณฑิตอ้วนนักมายากลจอมปล่อยมุขแป้ก ไปจนถึงเหล่าชาวบ้านคนเล็กคนน้อยในสลัมเสื่อมโทรม ซึ่งกลายสภาพมาจากภูเขางดงามที่ถูกสวรรค์ทำลายล้าง

ทั้งหมดพยายามปลดปล่อยตนเองออกจากอำนาจในการกำหนดชะตากรรมของเทพเจ้าเบื้องบน

(ผมเคยเขียนถึงการปะทะกันระหว่างแนวคิดเรื่อง “พื้นที่และเวลา” สองแบบนี้ เอาไว้แล้วครั้งหนึ่ง ในบทความเกี่ยวกับละครจักรๆ วงศ์ๆ “จันทร์ สุริยคาธ” สามารถคลิกอ่านได้ที่นี่ครับ)

สาม

อีกจุดหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจในหนังเรื่องนี้ก็คือ ดูคล้ายหนังจะพูดถึงการปะทะกันของชุดความรู้สองแบบด้วย

แบบแรก คือ ความรู้เชิงเทคนิควิธีหรือความรู้ในรูปแบบวิทยาการ ที่สำแดงตนผ่านการมีอำนาจหรือการอ้างอิงอำนาจในการกำหนดชะตาชีวิตผู้คน จากการครอบครอง-เข้าถึง-เรียนรู้วิธีจัดการและแก้ไข “จักรลิขิต” อันยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับการเคี่ยวกรำตัวละครบางรายให้กลายเป็นเทพ ซึ่งต้องผ่าน “กลไก” ทำนองนี้เหมือนกัน

wu kong pandit

(ตลกร้ายที่ตัวละครอีกรายที่เข้าถึงองค์ความรู้ลักษณะนี้ ก็คือ มนุษย์อย่าง “เจวียนเหลียน” ซึ่งท้ายสุด ความรู้เรื่องเครื่องจักรกล-มายากลกึ่งขบขันของเขา ก็ไม่สามารถต้านทานอำนาจอธรรมและ “จักรลิขิต” ของสวรรค์ได้ นอกจากนั้น ศักยภาพขั้นสูงสุดในฐานะมนุษย์ของบัณฑิตร่างอ้วนก็ถูกเปล่งประกายออกมาผ่านการใช้เรือนร่างรับอาวุธจากฟากฟ้า และการใช้หัวใจคำนึงถึงเด็กน้อยคนหนึ่งมากกว่า)

แบบต่อมา คือ การตื่นรู้ที่พระโพธิสัตว์ “สุโพธิ” สั่งสอน “หงอคง” ซึ่งการตื่นรู้ที่ว่ามีที่มาจากการทบทวนประสบการณ์และอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันของตนเอง (ความรู้ประเภทหลังนี้ แค่จะสร้างพระอาทิตย์ตกดินจำลอง ก็ยังสร้างไม่เหมือนและไม่อลังการเลย)

แล้วแปรเปลี่ยนหลอมรวมมันให้กลายเป็นพลังในการต่อสู้ปลดแอกของสามัญชน/สรรพสัตว์

หากกล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว ความรู้และกระบวนการเข้าถึง/ต่อต้านอำนาจใน “Wu Kong” (2017) ก็อาจแบ่งแยกอาจเป็น “สองสายสำคัญ” 

สายแรก คือ ความรู้และการเข้าถึงอำนาจอันเป็น “รูปธรรม” ตั้งแต่จักรกลบนสวรรค์ เรื่อยไปถึงก้อนหิน “ศิลาหัวใจเทวะ” (จะกล่าวถึงต่อไป)

สายที่สอง คือ ความรู้และการต่อต้านอำนาจที่สั่งสมก่อตัวมาจากประสบการณ์และความรู้สึกอันคั่งแค้น ซึ่งคุกรุ่นเป็น “พลังรุนแรงเชิงนามธรรม” อยู่ภายในจิตใจของ “หงอคง” ตลอดจนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ บนโลกมนุษย์

สี่

wu kong

อย่างไรก็ดี ไม่ใช่แค่ “เทพสามตา” ที่มีวิธีคิดแบบแบ่งแยกขั้วตรงข้าม แต่คำสอนตอนท้ายที่ “สุโพธิ” มีต่อ “หงอคง” ก็มีลักษณะเป็นคู่ตรงข้ามที่ซ้อนคู่ตรงข้ามอีกทีหนึ่ง

พระโพธิสัตว์เตือนหงอคงไม่ให้ยึดติดกับ “ศิลาหัวใจเทวะ” ที่เคยเป็นอันหนึ่งอันเดียวอันเดียวกันกับร่างของตัวเอง เพราะด้านหนึ่ง ศิลาดังกล่าวก็คือเครื่องมือที่ “เจ้าแม่หนี่วา” ใช้กีดกันแบ่งแยกปิดกั้น “เทพ” ออกจาก “มาร”

ดังนั้น พญาวานรจึงไม่จำเป็นต้องผูกติดพึ่งพาเครื่องมือชนิดนี้ หากเขาคิดจะเผชิญหน้ากับเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์

การปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระจาก “ศิลาหัวใจเทวะ” ของหงอคง ถือเป็นการก้าวข้ามจากเครื่องมือแบ่งแยก “เทพ/มาร” ที่กำหนดสร้างสรรค์ขึ้นโดย “เทพเจ้า”

เป็นการประกาศอิสรภาพโดยไม่ขึ้นตรง ไม่ขอเป็นส่วนหนึ่งของ “กระบวนคิด-วิธีการ-วิทยาการ” ของ “ฝ่ายเทพ” อีกต่อไป เพื่อจะได้ซัดกับ “สวรรค์” ให้เต็มที่เต็มเหนี่ยว

มองจากจุดนี้ จึงน่าเสียดายที่ชื่อไทยของหนังดันกลายเป็น “หงอคง กำเนิดเทพเจ้าวานร” ซึ่งนับว่าผิดฝาผิดตัวกับเนื้อหาเป็นอย่างยิ่ง!

ห้า

wu kong abstract

ที่ชวนขบคิดไม่แพ้กัน คือ กระบวนการ “คัดคนแพ้ออก” ของฝ่ายอำนาจบนสรวงสวรรค์

เมื่อ “เจ้าแม่เทียนจุน” ได้ครอบครอง “ศิลาหัวใจเทวะ” และคิดก่อการยึดสวรรค์ ทว่า ต้องตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ถูกปลิดชีพ ณ เบื้องท้าย

นอกจากถูกสังหารโดย “ซุนหงอคง” และ “เทพสามตา” แล้ว เจ้าแม่ยังโดนดิสเครดิตใน “บันทึกของสวรรค์” ที่เสกสรรปั้นแต่งให้นางกลายเป็น “เทพ” ที่ไปร่วมมือกับ “มาร” จนต้องถูกกำจัดทิ้ง (เพราะทำให้ “คู่ตรงข้ามอันเหมาะสม” เกิดความเลอะเทอะพร่าเลือน)

ทั้งๆ ที่ข้อผิดพลาดแท้จริงของนาง คือความพยายามจะกำจัด “มาร” ด้วยท่าทีเผด็จการสุดขั้ว ในนามของ “ตัวแทนสวรรค์” ต่างหาก

หก

ระหว่างนั่งดูและหลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ ผมคิดถึง “สัมพันธบท” อื่นๆ จำนวนหนึ่ง

เช่น ละครจักรๆ วงศ์ๆ “จันทร์ สุริยคาธ” ดังได้กล่าวไปแล้ว

นอกจากนี้ ยังคิดถึงหนังชุด “Rise of the Planet of the Apes-Dawn of the Planet of the Apes-War for the Planet of the Apes” อยู่รางๆ

แล้วก็คิดถึงเพลงอีกสองเพลง

เพลงแรก คือ “Something Changed” ของ Pulp โดยเฉพาะท่อนที่ร้องว่า

Do you believe that there’s someone up above?
And does he have a timetable directing acts of love?
Why did I write this song on that one day?
Why did you touch my hand and softly say
“Stop asking questions that don’t matter anyway
Just give us a kiss to celebrate here today”
Something changed

เพลงต่อมา คือ เพลงประกอบละครเรื่อง “พระทิณวงศ์” ซึ่งมีท่อนแยกที่เกรี้ยวกราดพอตัว ฟังได้ตามลิงก์ด้านล่างครับ

 

 

 

 

คนมองหนัง

“20th Century Women” และ “Almost Famous”: ประสบการณ์การดูหนังที่คล้ายแต่ไม่เหมือนกัน

นี่ไม่ใช่บทวิจารณ์หรือวิเคราะห์หนัง แต่เป็นบันทึกว่าด้วยการมีประสบการณ์เชื่อมโยงกับหนังสองเรื่องของผู้ชมคนหนึ่งมากกว่า

คิดว่าหลายคนที่ได้ดู “20th Century Women” อาจนึกถึง “Almost Famous” อยู่บ้างตามสมควร

หลังออกจากโรงหนังเฮาส์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมพยายามนึกว่าหนังสองเรื่องนี้มันเหมือนหรือต่างกันยังไงบ้าง?

ซึ่งไปๆ มาๆ ก็คิดไม่ออก เพราะผมลืมรายละเอียดต่างๆ ในหนัง Almost Famous ไปเยอะแล้ว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พอคิดออก กลับกลายเป็นประสบการณ์ของตนเองที่เชื่อมโยงกับหนังทั้งสองเรื่องมากกว่า

2000-poster-almost_famous-3

ผมดู Alomost Famous ตอนเรียนปี 1 ดังนั้น ถึงแม้ด้านหนึ่ง นี่จะเป็นหนังกึ่งอัตชีวประวัติ ซึ่งย้อนรำลึกอดีตถึงช่วงเปลี่ยนผ่านจากเด็กชายสู่วัยรุ่น/ผู้ใหญ่ ของตัวผู้กำกับ คือ “คาเมร่อน โครว์”

แต่อีกด้าน ผมกลับ “อิน” กับความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็นนักวิจารณ์เพลง-อยากจะออกเดินทางผจญภัยติดตามวงดนตรีร็อกระดับซูเปอร์สตาร์ของเด็กหนุ่มตัวละครนำ

ไม่ใช่เพราะ ณ เวลานั้น ผมเคยผ่านประสบการณ์ทำนองดังกล่าวมาแล้ว แต่เป็นเพราะมันคือความใฝ่ฝันที่คนวัย 18-19 ในช่วงนั้นอย่างผม ก็ยังเดินทางไปไม่ถึงเช่นกัน

การรำลึกอดีตผ่านภาพยนตร์ของคาเมร่อน โครว์ จึงมีค่าเท่ากับการใฝ่ฝันถึงอนาคตของคนดูอย่างผม

centurywomenposter

ประสบการณ์ระหว่างดู 20th Century Women ของผมนั้นผิดแผกออกไปแน่ๆ

ส่วนหนึ่ง คงเป็นเพราะหนังทั้งสองเรื่องมีหลายองค์ประกอบแตกต่างกัน แต่อีกด้าน คนดูอย่างผมเองก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากมายเช่นกัน (แก่ขึ้น)

กระบวนการเติบโตเปลี่ยนผ่านเกิอบทั้งหมดของ “วิลเลี่ยม” คือ ช่วงเวลาที่ผมเคยผ่านมาแล้ว (แม้รายละเอียดต่างๆ/บุคคลรายล้อม/หนังสือวิชาการที่เปลี่ยนการมองโลกของเขากับผม อาจจะไม่เหมือนกันซะทีเดียว)

แต่ยังมีอีกหนึ่ง “ลูกเล่น” ที่ผมเห็นว่าน่าสนใจและแพรวพราวดีในหนังเรื่องนี้

แม้ผู้กำกับ “ไมค์ มิลล์ส” จะวางโจทย์การทำงานหลักไว้คล้ายๆ กับ Almost Famous นั่นคือการทำหนังกึ่งอัตชีวประวัติของตัวเอง โดยเลือกเล่าย้อนไปยังเหตุการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเด็กชายสู่วัยรุ่น

ทว่า อีกหนึ่งจุดเด่นที่มิลล์สสอดแทรกเข้ามาอย่างร้ายกาจก็คือ การกล่าวถึงเหตุการณ์ “อนาคต” (ในชีวิตของบรรดาตัวละครหลัก) ที่จะเกิดขึ้นหลังปี 1979 อันเป็นท้องเรื่องของภาพยนตร์ อย่างรางๆ และรวบรัด (ผ่านวอยซ์โอเวอร์และภาพนิ่งเป็นหลัก)

หรือเป็นการกล่าวถึง “อดีตอันใกล้” ที่ตัวมิลล์สเองเพิ่งผ่านพ้นเมื่อไม่นานมานี้ (ไม่ใช่ “อดีตระยะไกล” ในช่วงวัยรุ่น อันเป็นโฟกัสหลักของหนัง)

วิธีการเล่าเรื่องเช่นนี้ ทำให้คนดูต้องเผชิญหน้ากับ “อดีต” ที่ซับซ้อนขึ้น

“อดีต” ที่เราเผชิญไม่ได้มีเพียงความทรงจำอันเรืองรองในช่วงวันชื่นคืนสุข/ระยะเปลี่ยนผ่านสำคัญครั้งแรกของชีวิตตัวละคร

แต่เรายังต้องรับทราบถึง “อนาคต” ของ “อดีต” นั้น (หรืออีกนัยหนึ่ง คือ “อดีตที่เพิ่งเกิดขึ้น”) ซึ่งมีหลากรสชาติ ทั้งการสูญเสีย การหายสาบสูญ ภาวะคลี่คลายตัว และการถือกำเนิดของชีวิตใหม่ๆ

(น่าสนใจที่กระบวนท่าซึ่งพูดถึง “อดีต” อย่างยอกย้อนทำนองนี้ ก็ปรากฏในนิยาย “ร่างของปรารถนา” ผลงานเรื่องล่าสุดของ “อุทิศ เหมะมูล” ที่ผมกำลังอ่านอยู่พอดี)

ร่างของปรารถนา

เลยกลายเป็นว่าสุดท้ายแล้ว บางสถานการณ์ที่ตัวละครใน 20th Century Women ต้องพบเจอหลังปี 1979 จึงยังถือเป็น “สิ่งแปลกใหม่” ที่ประสบการณ์ชีวิตของผมไม่เคยพบพานอยู่ดี

หรืออาจกล่าวได้ว่า บางด้านของหนังได้ฉายให้เห็น “ภาพอนาคต” ที่ยังเดินทางมาไม่ถึงในประสบการณ์ชีวิตของผม

เท่ากับว่า Almost Famous นั้นเป็นหนังรำลึก “อดีต” ของตัวผู้กำกับ ที่ช่วยทำให้ผมขณะมีวัยยังไม่ถึง 20 อยากจะทดลองใฝ่ฝันถึง “อนาคต” ของตัวเอง

ซึ่งถ้ามาดูหนังเรื่องนี้อีกครั้ง ณ ปัจจุบัน ขณะมีอายุ 30 กลางๆ ประสบการณ์ของเด็กหนุ่มตัวละครเอกในหนังก็แทบจะกลายเป็น “อดีตโดยสิ้นเชิง” ที่ผมเคยผ่านพ้นมาหมดแล้ว

ขณะที่ 20th Century Women กลับเชิญชวนให้คนวัย 30 กว่าๆ อย่างผม ทั้งรำลึกถึง “อดีต” ขณะเป็นวัยรุ่น และตระหนักถึง “อนาคต” ของตนเอง-คนใกล้ตัว ที่ยังเดินทางมาไม่ถึง (ทว่า มิอาจหลีกเลี่ยงพ้น) ไปพร้อมๆ กัน

นี่คือสายสัมพันธ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลวัตระหว่างสื่อภาพยนตร์, เวลาอันแปรผัน และประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ของผู้ชม

คนมองหนัง

‘จิตร โพธิ์แก้ว’ และงานหนังสั้นมาราธอน

ปีนี้ เป็นปีแรก ที่เทศกาลหนังสั้น ซึ่งจัดโดยมูลนิธิหนังไทย ตัดสินใจงดกิจกรรมฉายหนังสั้นมาราธอนในช่วงก่อนเริ่มต้นเทศกาล (คงเพราะด้วยเหตุผล-ความจำเป็น-ข้อจำกัดบางประการของทางทีมงาน)

ทำให้นึกถึงบทความแปลชิ้นหนึ่งของตัวเองที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2553 ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยความพิเศษและจุดแข็งของงานหนังสั้นมาราธอนในมุมมองของ “คุณจิตร โพธิ์แก้ว” นักดูหนัง ผู้เป็นแฟนประจำของกิจกรรมฉายหนังดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ พยายามค้นหาไฟล์ของบทความชิ้นนี้อยู่นานมาก แต่ก็หาไม่พบ กระทั่งมาเจอเวอร์ชั่นกระดาษของมัน เลยลองสแกนผ่านแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์ (ได้ผลลัพธ์ที่พออ่านออก แต่อาจจะไม่เนี้ยบนัก) แล้วนำมาเผยแพร่อีกครั้งผ่านบล็อกนี้ ในรูปแบบไฟล์พีดีเอฟครับ

มาร่วมรำลึกถึง “งานหนังสั้นมาราธอน” กันครับ

‘จิตร โพธิ์แก้ว’ และงานหนังสั้นมาราธอน (PDF)

จิตร มาราธอน

 

 

คนมองหนัง

Pop Aye: การเดินทางเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย

(เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนในภาพยนตร์)

หนึ่ง

ป๊อปอาย หนึ่ง

โดยสรุปแล้ว หนังเรื่องนี้เป็นการพยายามทำความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคนวัยเกือบๆ หรือกว่า 60 โดยคนรุ่นประมาณ 30 ต้นๆ

ซึ่งถ้าหนังออกมาเร็วกว่านี้สักห้าปีเป็นอย่างน้อย ผมในวัยเพิ่งขึ้นต้นด้วยเลข 3 หรืออาจยังไม่ถึงเลข 3 คงจะไม่ค่อยชอบมันเท่าไหร่นัก

แต่พอหนังออกฉายในปีนี้ ปีที่ตัวเองอายุสามสิบกลางๆ แล้ว ผมกลับรู้สึก “อิน” กับ “Pop Aye” มากอยู่

เพราะระยะหลังๆ ในชีวิตประจำวันและชีวิตการทำงาน ผมมักต้องหัดพยายามมองโลกด้วยสายตาแบบเดียว/คล้ายๆ กับคนทำหนังเรื่องนี้ (ซึ่งคงมีอายุไล่เลี่ยกัน)

กล่าวคือ มันเป็นการพยายามทำความเข้าใจโลกจากที่ทางของคนที่ยังไม่แก่ชรา แต่ก็ไม่ใช่คนหนุ่มสาวผู้เปี่ยมพลังแห่งความเยาว์วัยอีกต่อไป

โดยด้านหนึ่งของเรา คือคนรุ่นอายุไม่เกิน 30 หรือเพิ่งเกิน 30 มาไม่นาน ซึ่งมีความเข้าใจ-เข้าถึงเทคนิควิธี เทคโนโลยี ตัวเลขสถิติ หรือองค์ความรู้สมัยใหม่มากมาย

ส่วนอีกด้าน คือ คนรุ่น 50-60-70 ที่บ่อยครั้ง พวกเขามักมองโลกผ่าน “คุณค่า” “ประสบการณ์” “ความฝังใจ” บางชุดจากอดีต ซึ่งหลายครั้ง มันก็ทาบไม่สนิทกับ “ข้อเท็จจริง” ณ ปัจจุบัน

และก็มีหลายครั้ง ที่คนสองกลุ่มนี้จะ “ชน” หรือ “ปะทะ” กัน ด้วยความไม่เข้าใจ หรือมุมมองต่อโลกที่ต่างกันจนยากประสาน

ถ้าตัวเองยังอายุแค่ 20 ปลายๆ ถึง 30 ต้นๆ ผมคงมีแนวโน้มจะเอนเอียงหรือพร้อมดีเฟนด์ให้แก่ฝ่ายคนหนุ่มสาวโดยไม่มีเงื่อนไข

แต่น่าแปลกที่ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ผมชักจะเริ่มเข้าใจพวกคนแก่มากขึ้น ว่าทำไมพวกเขาต้องยึดโยงตัวเองอยู่กับนามธรรมลอยๆ หรือข้อเท็จจริงที่ตกยุคไปแล้วบางอย่าง

และถ้าไม่ยึดติดกับชุดคุณค่าพวกนั้นหรือหันหลัง 180 องศาให้กับมัน ชีวิตของพวกเขาจะพังพินาศขนาดไหน

ไปๆ มาๆ ถ้าชีวิต-อารมณ์ความรู้สึกของพวกเขาพังย่อยยับ เราและคนรุ่นเด็กกว่าเราก็จะไม่ได้อะไรจากการพังทลายดังกล่าวเหมือนกัน

สอง

ป๊อปอาย สอง

กลับมาพูดถึงตัวหนัง ผมรู้สึกเพลิดเพลินกับการเดินทางของตัวเอกอย่าง “ธนา” มากทีเดียว

โดยรู้สึกว่าตลอดรายทางของการเดินทางในหนังเรื่องนี้มีสีสันมากพอสมควร และมีรสชาติกลมกล่อมกำลังดี

(กระทั่งฉากที่ไม่น่าจะซ่อนนัยอะไร อย่างฉากช้างเดินผ่านซากงูตาย ก็ยังมีความน่าประทับใจบางอย่าง จนติดอยู่ในหัวผม หลังจากดูหนังจบมาแล้ว 2-3 วัน)

ตั้งแต่อาการประสาทกิน-ภาวะอ่อนแอทางร่างกายตามประสาคนชั้นกลางวัยกลางคนในเมืองใหญ่ของตัวละครนำ เมื่อเริ่มเดินเท้าออกเดินทาง

การเล่นกับสัญลักษณ์แตงโมเหลือง-แดง ที่ตกแตกเรี่ยราดกลางถนน ซึ่งคงมีความเชื่อมโยงอะไรบางอย่างกับสภาพการเมืองไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ชีวิตกับความใฝ่ฝันของหมอดูบุคลิกเพี้ยน ที่เริ่มต้นอย่างขัดเขินพอสมควร (ด้วยบทสนทนาแข็งๆ แปลกๆ) ก่อนจะคลี่คลายไปสู่ความโศกเศร้าระคนกับความงดงาม พร้อมปมปัญหาค้างคาบางประการ

เรื่องราวหลากมุมในร้านเหล้าบ้านๆ ตั้งแต่ปัจจุบันอันขมขื่นของกะเทยรุ่นใหญ่ มาจนถึงการตอกย้ำให้เห็นถึงภาวะเสื่อมทรุดของอำนาจเชิงกายภาพ กระทั่งมิอาจสำแดงพลังแห่งความเป็นชายของตัวละครนำ (เนื้อหาส่วนนี้อาจดูไม่ค่อยใหม่นัก จึงน่าดีใจ ที่หนังนำพาตัวเองให้ออกเดินทางไปไกลมากๆ จากจุดดังกล่าว)

และแน่นอนว่าประเด็นภาพชนบทที่ไม่เป็นดังความคาดหวัง/ความทรงจำครั้งอดีตของคนชั้นกลาง กทม. (ที่เติบโตมาจากการเป็นเด็กชนบทเข้ากรุง) ก็นับเป็นจุดไคลแม็กซ์ที่คล้ายจะราบเรียบ ทว่า ทรงพลังมากๆ ของหนังเรื่องนี้

สาม

ป๊อปอาย สามสี่

บนเส้นทางอันระหกระเหินและอิ่มเอม เรื่องราวต่างๆ ใน “Pop Aye” ถูกจัดวางไว้ในกรอบโครงที่เป็นระบบระเบียบอย่างยิ่ง

อย่างน้อย พอดูหนังจบ คนดูน่าจะพอสัมผัสได้ว่าชีวิตของหมอดูซอมซ่อ, กะเทยขายบริการ และธนานั้น มีความเชื่อมโยงหรือสอดคล้องต้องตรงกันอยู่

เพราะพวกเขาเหล่านั้นต่างไขว่คว้า โหยหา คิดถึง “อดีต” บางอย่าง ซึ่งเอาเข้าจริง แต่ละคนต่างไม่รู้ว่า “ภาพฝันครั้งอดีต” ดังกล่าวยังดำรงคงอยู่หรือไม่ หรือเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงไหน

“อดีต” บางชนิดอาจไม่มีตัวตนอยู่บนโลกมนุษย์แล้วด้วยซ้ำ แต่พวกเขาบางคนก็เชื่อมั่นว่าตนเองกำลังจะได้พบกับ “อดีต” ที่ว่านั้นอีกครั้งหนึ่งในไม่ช้า

พี่ชายบนสวรรค์, ผู้หญิงที่ตนแอบรักเมื่อกาลครั้งโน้น, ความรุ่งโรจน์ในทางวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการค้าบริการทางเพศหรือธุรกิจสถาปัตยกรรม, ช้างและบ้านเกิดที่เคยถูกเจ้าของทอดทิ้งและหนีเข้าเมืองหลวง จึงถูกมัดรวมให้เกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง

สี่

พี่ชาย

อย่างไรก็ตาม มีบางองค์ประกอบที่ผมรู้สึกติดขัดกับหนังเรื่องนี้อยู่บ้าง

ข้อแรก คือ ผมค่อนข้างจะรู้สึกสะดุดกับเส้นเรื่องเกี่ยวกับตำรวจและพระสงฆ์ที่แบนๆ หรือนำเสนอภาพเหมารวมในแง่มุมลบๆ ของคนสองกลุ่มนี้แบบ “ทื่อ” ไปหน่อยนึง

หรือพูดอีกอย่างคือ ผมรู้สึกว่าตำรวจกับพระเป็นตัวแทนอำนาจรัฐที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาเยอะจนพรุนแล้วในสื่อบันเทิงต่างๆ ด้วยเหตุนี้ ถ้าการวิพากษ์วิจารณ์ครั้งหลังๆ ไม่มีอะไร “ใหม่” จริง จึงย่อมก่อให้เกิดความจำเจขึ้นเป็นธรรมดา

กับอีกส่วนที่เหมือนหนังเกือบจะทำได้เนียน แต่ก็ยังมีอะไรแปลกๆ หลุดออกมาบ้างนิดๆ หน่อยๆ นั่นคือ วิธีการพูดจาหรือบทสนทนาของตัวละคร ที่บางครั้ง คนดูยังพอจับได้อยู่ว่า “นี่ไม่ใช่หนังไทยที่คนไทยกำกับ”

แต่เอาเข้าจริง “Pop Aye” ก็ถือเป็นหนังของผู้กำกับต่างชาติที่กำกับนักแสดงไทย-เรื่องราวแบบไทยได้ดีมากๆ (เผลอๆ อาจดีที่สุดเรื่องหนึ่ง)

โดยส่วนตัว ผมชอบหนังสิงคโปร์-ไทยเรื่องนี้ พอๆ กับ “พี่ชาย My Hero” ของ “จอช คิม”

ที่ตลกร้าย คือ หนังลูกครึ่งไทยพวกนี้ดันเล่าเรื่องราวของสังคมไทยร่วมสมัยได้ดีและลึกกว่าหนังไทยแท้ๆ ส่วนใหญ่ในท้องตลาดยุคปัจจุบัน

ห้า

นอกจากนี้ หนังมีรายละเอียดบางอย่างที่น่าสนใจ เช่น การเล่นกับ “มรดกตกค้าง” จากยุคสงครามเย็น ผ่านบทเพลง “จดหมายจากเมียเช่า”

ระยะหลังๆ เวลาหนังหรือผลงานศิลปะร่วมสมัยแถบอาเซียนพูดถึงสถานการณ์การเมืองระดับภูมิภาคในยุค 60 หลายเรื่อง/ชิ้นมักพูดถึงประวัติศาสตร์ช่วงนั้นในฐานะ “บาดแผล” ของผู้ถูกกระทำ หรือ “บาปที่รอวันชำระ” ของผู้ที่ร่วมมือกับฝ่ายอเมริกัน

แต่ “Pop Aye” กลับเอาเพลงที่ตกค้างจากยุคนั้นมาใช้เป็นสื่อที่เชื่อมร้อยอารมณ์ความรู้สึกถวิลหา-เศร้าสร้อยของคนแก่ๆ หมดสภาพ 2-3 คน เข้าหากัน ซึ่งเป็นอะไรที่แปลกดี สำหรับงานศิลปะทางเลือกยุคปัจจุบัน

เพราะแทนที่เราจะก่นด่าประณามว่ารัฐไทยเคยร่วมมือกับรัฐบาลอเมริกันอย่างไร

หรือคนไทย/สังคมไทยได้ประโยชน์จากการร่วมมือดังกล่าว ขณะยืนอยู่บนความทุกข์ยากของประเทศเพื่อนบ้านหรือผู้คนบางส่วนในประเทศอย่างไรบ้าง

หนังกลับเลือกให้ตัวละครรุ่นอายุราวๆ 50-60 แสดงความรู้สึกซาบซึ้งตรึงใจในฐานะปัจเจกบุคคล กับผลงานทางวัฒนธรรมที่ตกทอดมาจากยุคสมัยของประวัติศาสตร์บาดแผล

คนแก่เหล่านี้ไม่ได้นึกคิด (แม้อาจจะพอตระหนักรู้อยู่บ้าง) ถึงความผุพังและรอยแตกร้าวจากยุคสงครามเย็น ทว่า พวกเขาโหยหาถึงแง่งามปนเศร้าของมัน ผ่านประสบการณ์แบบปัจเจก

เราอาจไม่เห็นด้วยกับท่าทีแบบนี้ หรือมองเห็นถึงความละเลยเพิกเฉยอันเกิดจากท่าทีดังกล่าว แต่เราก็ควรต้องทำความเข้าใจและยอมรับว่าคนจำนวนไม่น้อยในสังคมนั้นมีอารมณ์ความรู้สึก/ท่าทีแบบนี้อยู่จริงๆ

หก

น่าตีความเล่นๆ ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครนำกับเพลง “จดหมายจากเมียเช่า” และสายสัมพันธ์ของธนากับหมอดูจรจัดนั้นอาจมีลักษณะ “ล้อ” กันอยู่พอสมควร

อาการรำลึกความหลังถึงวันชื่นคืนสุขด้วยบทเพลงยุคสงครามเย็น โดยไม่คำนึงถึงบาดแผลของผู้คนอื่นๆ และสังคมในช่วงเวลาเดียวกัน

อาจคล้ายคลึงกับความพยายามของธนาที่จะสานฝันของหมอดูคนเพี้ยนให้เป็นความจริงหรือเข้าใกล้ความจริงมากที่สุด ณ เงื่อนไขปัจจุบัน

โดยในอีกด้านหนึ่ง ก็เป็นธนาเองนั่นแหละ ที่ฉุดกระชากหมอดูซอมซ่อผู้มองชีวิตในแง่บวกออกจากโลกความฝันส่วนตัวอันงดงามและปลอดภัย จนเขามิอาจจะสานฝันได้สำเร็จด้วยตัวเอง

ธนาจึงเป็นทั้งคนที่มีส่วนทำลายความฝันของหมอดู และคนที่พยายามสานต่อความฝันของเขาให้สำเร็จลุล่วง

หนักกว่านั้น ความสัมพันธ์สองแบบข้างต้นยังอาจส่องสะท้อนให้เห็นถึงสายสัมพันธ์สองเหลี่ยมมุมระหว่างธนากับช้างเพื่อนยาก

ซึ่งครั้งหนึ่ง ธนาเคยขายมันทิ้งเพื่อหาเงินเข้ากรุงเทพฯ กระทั่งเวลาผ่านเลยไปหลายปี เขาจึงซื้อเจ้า “ป๊อปอาย” กลับมา แล้วพยายามนำมันหวนคืนบ้านเกิด

เจ็ด

ป๊อปอาย แปด

อีกจุดที่เป็นรายละเอียดซึ่งหนังไม่ได้ระบุไว้ชัดๆ แต่ผมทึกทักเอาเองว่าหนังบอกเป็นนัยๆ เอาไว้ ก็คือ ภูมิหลังในเมืองใหญ่ของธนา

เรารู้แค่ว่าธนาน่าจะเป็น “สถาปนิก” รุ่นเก๋า ที่กำลังถึงคราปลดระวาง เขาเป็นเด็กจากเมืองเลยผู้หันหลังให้ครอบครัวและบ้านเกิดอย่างเกือบจะสิ้นเชิง เพื่อเข้ามาแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าในกรุงเทพฯ

แต่คนดูไม่รู้ว่าเส้นทางชีวิตในกรุงเทพฯ ของธนา ก่อนจะมารุ่งโรจน์ในบริษัทออกแบบชื่อดังนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

มีเพียงคำพูดที่ธนาบอกกับตัวละครบางคนระหว่างเดินทางกลับคืนบ้านเกิดว่า เขาเคย “ทำงานก่อสร้าง” มาก่อน

นั่นทำให้ผมคิดต่อเล่นๆ ว่า ธนาคงไม่ได้เป็นเด็กประเภทเรียนดีมีเงิน แล้วเอ็นทรานซ์ติดคณะสถาปัตย์ ในมหาวิทยาลัยดังทันที เมื่อแรกเข้ากรุงเทพฯ

แต่เขาคงเข้ามาทำงานก่อสร้าง/รับเหมาฯ ในกทม. แล้วค่อยๆ เติบโตจากสายโฟร์แมน หรือเริ่มตั้งต้นเรียนรู้วิชาออกแบบจากการทำงานไป เรียนสายอาชีวะไป ก่อนจะ “ต่อยอด” คุณวุฒิของตนเอง ด้วยประสบการณ์และทุนทรัพย์ที่มีมากขึ้น

หากเป็นอย่างที่ผม “มโน” ก็เป็นไปได้ว่าความขัดแย้งไม่ลงรอยระหว่างธนากับลูกชายเจ้าของบริษัทนั้น อาจไม่ใช่แค่เรื่องความแตกต่างระหว่างวัย แต่มีประเด็นเรื่องความแตกต่างทางชนชั้นแฝงอยู่ด้วย (แม้ธนาจะอัพเกรดตัวเองขึ้นเป็นคนชั้นกลางระดับสูงมานานหลายปีแล้วก็ตาม)

แปด

ป๊อปอาย เจ็ด

องค์ประกอบและเรื่องราวปลีกย่อยต่างๆ ในหนัง ได้ค่อยๆ สั่งสมและถ่ายทอดพลังมายังบทสรุปสุดท้ายของ “Pop Aye”

เอาเข้าจริง บทสรุปดังกล่าวเกือบจะออกมา “เลี่ยน” และ “ห้วน” ด้วยซ้ำ

แต่พอเรานำบทสรุปที่ว่าไปประกบกับ “ความจริง” ที่ธนาเพิ่งตระหนักจากการเดินทางกลับบ้าน เราก็จะพบว่าตัวละครรุ่นเขานั้นเคว้งคว้างและน่าจะต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจมากมายขนาดไหน

อย่างที่เคยเกริ่นไปแล้วว่าธนาเป็นชายที่บกพร่องในแง่ความเป็นสามี (และรวมไปถึงการเป็นหัวหน้าครอบครัว)

เขาคือคนที่พยายามไขว่คว้าหาอดีตอันบริสุทธิ์งดงาม แต่อดีตก็คือ “อดีต” ซึ่งไม่มีทางแนบสนิทกับ “ปัจจุบัน”

เขาคือคนที่พยายามจะยึดกุมช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ในทางวิชาชีพของตนเองเอาไว้ ทว่า กาลเวลาก็ผ่านเลยไปเรื่อยๆ หรือกัดกินตัวเองอยู่ทุกวัน พร้อมๆ กับคลื่นลูกใหม่ที่สาดซัดทับถมเข้ามา

สิ่งท้ายๆ ที่ธนาพยายามยึดเกาะไว้ จึงได้แก่ “อดีต” ที่จวนจะเสื่อมสลายในเมืองใหญ่ แต่ยังไม่สูญสลายหายไปเหมือน “อดีต” ในชนบท

อย่างไรก็ดี แม้แต่ซาก “อดีต” ที่เหลืออยู่อย่างร่อยหรอ ก็จะต้องถูกทุบทำลายทิ้งไปในไม่ช้า แล้วแทนที่ด้วยสิ่งใหม่ ซึ่งตอบโจทย์ผู้คนในสังคมร่วมสมัยได้มากกว่า

มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากธนาจะต้องกลับไปหาภรรยาคู่ชีวิตและช้างเพื่อนยาก แล้วยึดเหนี่ยวตนเองกับคนและสัตว์เหล่านั้นเอาไว้ให้แนบแน่นที่สุด ผ่านอารมณ์ความรู้สึก/สายสัมพันธ์ที่ทั้งโรแมนติก ชวนฝัน รำลึกความหลัง และอ้างว้างเดียวดายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

เพราะนั่นคือ “คุณค่าในชีวิต” สองลำดับสุดท้าย ที่หลงเหลืออยู่ของเขา

สรุป

โดยสรุปแล้ว ในภาวะที่สังคมต้องเผชิญหน้ากับปัญหาช่องว่างระหว่างเจเนอเรชั่นมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ผมรู้สึกว่า “Pop Aye” พยายามจะสนทนากับปัญหาดังกล่าวและ “ตัวละครหลัก” ของปัญหา อย่าง “ผู้สูงอายุ” ผ่านท่าที, น้ำเสียง และกลวิธีที่อ่อนโยน-ละมุนละม่อม-พร้อมจะทำความเข้าใจในมุมมองที่แตกต่าง แต่ก็ทรงพลังไปพร้อมๆ กัน

ผมจึงเห็นว่าฉาก “ร่วมลงมือ-ออกแรงปิดกระบะท้ายรถบรรทุก/ปิกอัพ” โดยตัวละครสองราย (ธนาและคนอื่นๆ ซึ่งหมุนเวียนเปลี่ยนหน้ากันไป) ที่ถูกนำเสนอซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหนัง นั้นมีนัยยะสำคัญอยู่ไม่น้อย

คนมองหนัง

“น้องฮัก”: ผีใบ้หวย, วงจรแห่งความอาฆาตแค้น, ลำดับชั้นการขูดรีด และสังคมลาวที่เปลี่ยนแปลง

หนึ่ง

โดยส่วนตัวยังรู้สึกงงๆ กับตรรกะของบรรดา “ผี” ใน “น้องฮัก” อยู่เล็กน้อย

คำอธิบายเรื่อง “กระบวนการเห็นผี” ของตัวละครนำรายหนึ่งของหนังนั้น มา “ชัดเจน” เอาตอนบทสรุปสุดท้าย ตรงส่วนนี้ไม่มีปัญหาคาใจใดๆ

แต่ผมยังแอบบสงสัยนิดนึงว่าทำไม “(ว่าที่) ผี” จึงต้องพากันมาใบ้หวยผ่านตัวละครรายนั้น (เธอและคนใกล้ตัวเคยช่วยเหลือหรือมีสายสัมพันธ์กับพวกเขาหรือ? ก็เปล่า ยกเว้นกรณีท้ายสุด)

นอกจากนี้ ถ้าคิดแบบตัดพ้อ เราก็อาจรู้สึกได้ว่าทำไม “อำนาจเหนือธรรมชาติ” จึงยอมตกเป็น “เครื่องมือ” ให้ “คนตาดี” นำอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของพวกตนไปหลอกใช้/เอาเปรียบ “คนตาใกล้บอด”

หรือว่า “ผี/อำนาจเหนือธรรมชาติ” เหล่านั้น ตัดสินใจเลือกข้าง “คนตาดี” เพราะเธอมีสถานะทางสังคม-เศรษฐกิจด้อยกว่า “คนตาใกล้บอด”?

สอง

น้องฮัก ภาพนิ่ง

อย่างไรก็ตาม จุดที่ผมชอบมากๆ ในหนัง คือ สถานภาพของบรรดาตัวละคร ตลอดจนความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างพวกเขาและเธอนั้น มัน “เท่าเทียม” หรือ “สมมาตร” กันแบบแทบจะสมบูรณ์

กล่าวคือ มันไม่มีใครดีกว่าใคร และต่างฝ่ายต่างก็ไล่ฟัด, เหวี่ยง, ตอแหล, ตบตี หรือกระทำใส่กันอย่างพร้อมหน้า หรือไม่ยอมน้อยหน้ากัน

แต่วงจรพยาบาทนี้ก็ไม่ได้มีสภาพเป็น “งูกินหาง” อย่างบริบูรณ์ เพราะอย่างน้อยยังมีคนหลุดรอด/มีชีวิตเหลือรอดจากห่วงโซ่อาฆาตดังกล่าว นั่นคือ “คู่ผัวเมียคนใช้” หรืออาจรวมถึงครอบครัวและแฟนเก่าของนางเอกที่บ้านนอก (ไม่รู้จะถือเป็นชัยชนะทางชนชั้นได้หรือไม่?)

ขณะเดียวกัน พอเรามองสายสัมพันธ์ร้ายๆ ระหว่างตัวละครใน “น้องฮัก” เป็นวงจรเช่นนี้ ตัวละครรายหนึ่งที่แลดู “แปลกแยก” ออกมาชัดเจน ก็คือ คนญี่ปุ่นอย่าง “เคนจิ” ซึ่งออกแนว “พี่ชายที่แสนดี” เกินไปนิด (จริงๆ คือ “เยอะ” เลย)

ยังดี ที่หนังได้กำหนดให้ตัวละครรายนี้เป็นผู้ชักนำน้องนางเอกเข้าสู่ลัทธิบริโภคนิยม ผ่านสมาร์ทโฟนและเกม Angry Birds หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือ เขาเป็นผู้ชักนำนางเอกเข้าสู่ความพังพินาศในทางอ้อมนั่นเอง

สาม

the rocket

ระหว่างดู “น้องฮัก” ผมคิดถึง “The Rocket” อยู่พอสมควร

หนังคู่นี้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “สังคมลาวร่วมสมัย” “การพัฒนา” “ฝรั่ง (คนนอก)” และวิถีชีวิต/การเคลื่อนตัวของ “คนใน (ประเทศ)” คล้ายๆ กัน

เพียงแต่ “น้องฮัก” มองโลกในแง่ดีน้อยกว่า มีอารมณ์เกรี้ยวกราดฉุนเฉียวมากกว่า และอยู่กับปัจจุบันมากกว่า

พ้นไปจาก “เรื่องผีสาง” และ “การใบ้หวย” หนังเรื่องนี้ได้ถ่ายทอดลำดับชั้นของการกดขี่ขูดรีดและการเอาคืน โดยตั้งต้นจาก “ฝรั่ง” ที่มา “หาแดก” (แกมโกง) กับโปรเจ็กต์พัฒนาประเทศโลกที่สาม/ประเทศกำลังพัฒนา

ขณะเดียวกัน ก็มี “คนใน” บางส่วน ที่สามารถร่วมมือหรือสานสัมพันธ์กับ “ฝรั่ง” ได้สำเร็จ (ในกรณีนี้ คือ การแต่งงาน) จน “คนใน” รายนั้น กลายสถานะเป็น “(เมีย) ฝรั่ง” “คนรวย” และ “ชนชั้นกลางระดับสูง/ชนชั้นนำน้อยๆ” ในบ้านเมืองของตนเอง

แล้วก็ยังมี “คนใน” ที่ถูกพวกเดียวกันหลอก “ใช้สอย” อย่างนุ่มนวล ใกล้ชิด สนิทสนม ก่อนที่เธอจะค่อยๆ “ฉวยใช้” ฝ่ายตรงข้ามกลับอย่างแนบเนียนไม่แพ้กัน

และตรงฐานรากสุด ก็ยังมี “คนใน” อีกกลุ่ม ที่ถูกกดขี่ ขูดรีด ข่มขู่อย่างชัดเจน ในฐานะ “ชนชั้นล่าง” ของสังคม ความคั่งแค้นของเขาและเธอค่อยๆ ถูกสะสมจนพอกพูน แล้วระเบิดออกมาอย่างรุนแรง ณ เบื้องท้าย

(ยิ่งพูดถึงลำดับชั้นแบบนี้ “เคนจิ” ก็ยิ่งเป็นองค์ประกอบที่พิกลในหนังมากขึ้นไปอีก เพราะเขาคือ “คนนอกก็ไม่ใช่คนในก็ไม่เชิง” ที่ไม่ยอมหากินนอกลู่นอกทางกับโปรเจ็กต์การพัฒนา แถมยังไม่ยอมขูดรีดใครอย่างเด่นชัดนัก ซึ่งหากมองจากมุมโรแมนติก หนุ่มใหญ่ชาวญี่ปุ่นก็อาจถือเป็น “ความหวังดีงามสูงส่ง” เพียงหนึ่งเดียวแห่ง “โลกตะวันออก” 555)

สี่

diamond-island-poster

แน่นอนว่า “น้องฮัก” พูดถึงสังคมลาวที่กำลัง “เปลี่ยนแปลง” อย่างรวดเร็วและรุนแรง

นี่คือหนังที่พูดถึงคนระดับล่างๆ ผู้กำลังได้เข้าถึงหรือลิ้มลองวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ๆ ในสังคมสมัยใหม่

พวกเขามีความปรารถนาเอ่อท้น ที่จะเคลื่อนตัวมาสู่การเป็น “คนชั้นกลาง” ในเมืองใหญ่/เมืองหลวง

น่าสนใจว่า ในเวลาใกล้เคียงกัน หนังกัมพูชาอย่าง “Diamond Island” ก็พยายามพูดถึงประเด็นคล้ายๆ กัน ผ่านอารมณ์/ความรู้สึก/ประสบการณ์อันเคว้งคว้าง แปลกแยก ร้าวรานของตัวละครนำ

ขณะที่ “น้องฮัก” เลือกเล่าเรื่องราวทำนองเดียวกัน ผ่านสายสัมพันธ์อันแตกร้าว ผุพัง และการชำระแค้น!