คนมองหนัง

ข้อสังเกตส่งท้าย “บุพเพสันนิวาส”: “ประวัติศาสตร์จะต้องซ้ำ ประวัติศาสตร์จะไม่เปลี่ยน”

ของแถม

วิชเยนทร์

บทกวี “Thirties People (เชื้อไขของการะเกด)” โดย ไม้หนึ่ง ก. กุนที

มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน 2544

กริชเล่มเก่าแม้ถูกขโมยขาย
ตั้งแต่ครั้งพระนารายณ์หลงฝรั่ง
แม้ชุดเกราะโคตรเทียดกร่อนผุพัง
ก็ยังเหลืออีโต้ กูตีเอง
บรรพชนกูช่างมองการณ์ไกล
เห็นด้วยหัวใจอันตรงเผง
อันความซื่อด้วยนิสัยในนักเลง
คนปลิ้นปล้อนคงข่มเหงเข้าสักวัน
โคตรกูจึงไล่แทงพวกมันก่อน
ไม่โอนอ่อนในลิ้นทูตผกผัน
ควบม้าเทศควงกริชเข้าประจัน
มึงสวนยิงยังแน่วฟันจนบรรลัย
กูกำเนิดเกิดมาสามสิบแล้ว
โคตรเหง้าแก้วไม่รู้ป่นอยู่ป่าไหน
ขออัญเชิญพลังงานวิญญาณใจ
มาสิงสู่อยู่ในหัวใจกู
ให้กูกล้าไม่กินแม้กโดนั่น
น้ำอัดลมอยากก็อดแข็งใจสู้
พึ่ง ผัก ข้าว ไข่ น้ำเคย พริกปลาทู
ไม่ซูฮกกับ Americanize

บทกวีสมัยกลางทศวรรษ 2540 ของไม้หนึ่งชิ้นนี้เขียนขึ้นหลังยุควิกฤตเศรษฐกิจ/ยุคไอเอ็มเอฟ ด้วยท่าทีต่อต้านลัทธิทุนนิยม-บริโภคนิยม-อิทธิพลตะวันตก อย่างเด่นชัด (เข้าใจว่าช่วงบั้นปลายชีวิต เจ้าตัวอาจไม่ค่อยชอบ/ไม่เห็นด้วยกับงานในยุคนี้ของตนเองมากนัก)

พอมาย้อนอ่านงานเขียนดังกล่าวอีกทีในปี 2561 จึงพบว่าบทกวีเก่าเมื่อเกือบ 17 ปีก่อน กลับมีองค์ประกอบหลายๆ อย่างที่สอดคล้องกับละครทีวียุคหลังเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” อย่างน่าขนลุก

ตั้งแต่ชื่อบทกวีที่พ้องกับชื่อนางเอกในละคร ไปจนถึงสาระสำคัญของตัวบท (ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม)

เท่ากับว่าในขณะที่ตัวละครนำของบุพเพสันนิวาสมีพันธกิจต้องเดินทางย้อนเวลากลับไปอธิบายอะไรบางอย่างในอดีต

บทกวีชิ้นหนึ่งจากอดีตก็สามารถถูกนำมาใช้อธิบายสารของละครโทรทัศน์ยุคปัจจุบัน (ในฐานะสัมพันธบท) ได้อย่างน่าทึ่ง

“ประวัติศาสตร์” ในบุพเพสันนิวาส

จุดเด่นช่วงแรกที่ปรากฏขึ้นอย่างน่าตื่นเต้นเร้าใจในละคร “บุพเพสันนิวาส” คือ การปะทะชนกันระหว่างความเชื่อ/ค่านิยม/วิถีชีวิตของ “อดีต” กับ “ปัจจุบัน”

อาจกล่าวในภาษาสมัยใหม่ได้ว่า อดีตหรืออยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์นั้นถูก disrupt อย่างหนัก (แต่ไม่ถึงกับถูกทำลาย) ด้วยอาการผิดที่ผิดทางผิดฝาผิดตัว ซึ่งก่อขึ้นโดย “เกศสุรางค์” ในร่าง “การะเกด”

นี่ไม่ได้หมายความว่า “ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำ ประวัติศาสตร์จะต้องเปลี่ยน” เหมือนเพลงพี่ติ๊นา

แต่ “ประวัติศาสตร์” ในบุพเพสันนิวาสช่วงต้น ค่อยๆ ถูกดึงลงจากหิ้ง กระทั่งมิได้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงส่ง หากสามารถถูกรบกวนป่วนปั่นได้แบบขำๆ

แม้ว่าสถานการณ์หลักๆ ผู้ชนะ ผู้แพ้ในหน้าประวัติศาสตร์ จะยังคงสภาพเดิม ไม่แปรผันก็ตาม

อย่างไรก็ดี ลักษณะเด่นข้อนี้จะค่อยๆ แผ่วหายไป เมื่อละครดำเนินมาถึงช่วงท้าย

ซึ่งการะเกด/เกศสุรางค์ เริ่มตระหนักและพยายามโฆษณาชี้ชวนให้ผู้ชมเชื่อตามเธอว่า โลกในอดีตที่ตัวเองพลัดหลงเข้าไปอยู่ กำลังเคลื่อนหน้า/คลี่คลายไปตามเนื้อหาและโครงสร้างของ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ชุดหนึ่งที่เธอเคยอ่านพบ ขณะมีชีวิตในโลกปัจจุบัน ทุกกระเบียดนิ้ว!

“ประวัติศาสตร์” จึงยังเป็น “ประวัติศาสตร์” เสมอ และทุกข้อสงสัยหรือข้อถกเถียงในบุพเพสันนิวาสล้วนยุติลงเมื่อการะเกด/เกศสุรางค์อ้างอิงถึง “ประวัติศาสตร์” อันเป็นสัจจะสูงสุด ยากต้านทานประหนึ่งมนต์กฤษณะกาลี

การยอมจำนนต่ออำนาจของ “ประวัติศาสตร์” ในบุพเพสันนิวาส นำไปสู่ปัญหาสองประการ

หนึ่ง

การะเกด 2

เหมือนการะเกด/เกศสุรางค์จะเชื่อมั่นยึดมั่นว่า “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ชุดใดชุดหนึ่งหรือบางชุด คือ “ประวัติศาสตร์” สูงสุดอันเป็นสัจจะ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างต้องดำเนินไปตามโครงสร้างของมันอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงขัดแย้งเป็นอื่นได้

โอเค การรัฐประหารสมเด็จพระนารายณ์ การเข้ามาของฝรั่งเศสและขุนนางชำนัญการต่างชาติอื่นๆ ตลอดจนชัยชนะของพระเพทราชา-หลวงสรศักดิ์ คือ “ความจริงทางประวัติศาสตร์” ที่มิอาจปฏิเสธหรือพลิกหัวกลับหาง

และตัวละครจาก “ปัจจุบัน/อนาคต” เช่น เกศสุรางค์ ก็ไม่มีศักยภาพพอจะไปเปลี่ยนแปลงภาพรวมใหญ่เช่นนั้นได้ นี่เป็นกฎเกณฑ์ร่วมที่หนัง/ละคร/นิยายย้อนอดีตเกือบทั้งหมดต่างยึดถือยอมรับ (อาจมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง เช่น ตัวละครในหนัง “เควนติน แทแรนติโน” 555)

แต่ข้อเท็จจริงปลีกย่อยอื่นๆ ที่ลงลึกไปถึงความรู้สึกนึกคิดของบรรดาตัวละครสำคัญ ผู้เป็นปัจเจกบุคคล ในหน้าประวัติศาสตร์นั้น ล้วนขึ้นอยู่กับการ “เขียน/ตีความ” ตามทัศนะหรือจุดยืนที่แตกต่างกันไปของผู้สร้างสรรค์ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” แต่ละชุด

ปฏิกิริยาตอบสนองที่การะเกด/เกศสุรางค์ จะมีต่อความคิด-จุดยืน-การกระทำของบุคคลเหล่านั้น ภายหลังเธอได้มีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาจริงๆ จึงสามารถพลิก/ดิ้นจาก “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ที่เธอเคยอ่านหรือเชื่อถือได้

พระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์อาจเป็นผู้ชนะ แต่ความชอบธรรมทางการเมืองของพวกเขาอาจมิใช่ “ความจริงสูงสุด” และการกระทำของพวกเขาอาจไม่ได้ “ถูกต้อง” ไปเสียทุกเรื่อง

และการะเกด/เกศสุรางค์ก็ไม่จำเป็นจะต้องย้อนอดีตกลับไปมอบคำอธิบายใดๆ ที่ช่วยเสริมสร้างความชอบธรรมทุกประการให้แก่พระเพทราชา-หลวงสรศักดิ์

หรือในทางกลับกัน ถ้าการะเกด/เกศสุรางค์อยาก take action ทำนองนั้นจริงๆ ก็น่าตั้งคำถามว่าทำไมเธอจึงไม่ลองย้อนกลับไปอธิบายกระบวนการตัดสินใจทางการเมืองของผู้แพ้ เช่น สมเด็จพระนารายณ์ ฟอลคอน หรือพระปีย์ ฯลฯ บ้าง

ว่าการกระทำและทางเลือกของพวกเขาก่อนจะปราชัย มีความสมเหตุสมผลหรือความจำเป็นอย่างไร

สอง

การะเกด

แม้การะเกด/เกศสุรางค์จะยึดถือเชื่อฟัง “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ฉบับใดฉบับหนึ่งอย่างแน่วแน่ นั่นก็ยังไม่ใช่ “จุดผิดพลาดบกพร่อง” ที่ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์มากนัก

เช่น เธออาจเชื่อว่าพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์มีความชอบธรรมในการก่อรัฐประหาร เธอจึงเชียร์พวกเขา เมื่อพวกเขาประสบความสำเร็จ เธอย่อมรู้สึกดีใจและพลอยโล่งอกตามไปด้วย

แต่สิ่งที่ค่อยๆ บังเกิดขึ้นในช่วงท้ายของละคร และเห็นชัดเจนแจ่มแจ้งในตอนจบ ก็คือ การะเกด/เกศสุรางค์ ดันนำ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ที่เธอเชื่อว่ามันถูกต้องทุกรายละเอียด มารับใช้/สนับสนุนการก่อรัฐประหารของพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์

จนอาจกล่าวได้ว่ารัฐประหารในละคร/นิยายเรื่องนี้ จะแทบไม่มีความชอบธรรมใดๆ เลย (หรือกระทั่งอาจจะล้มเหลว) หากปราศจากการยืนกรานถึงความถูกต้องเหมาะสมตามวงล้อ “ประวัติศาสตร์” ของมัน จากปากการะเกด/เกศสุรางค์

ไปๆ มาๆ จากการเริ่มต้นเรื่องราวด้วยการหยอกล้อ-ล้อเลียน “ประวัติศาสตร์” ผ่านกระบวนท่า “เทียบเคียง/ยั่วหยอก” ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน/อนาคต ทว่ายังไม่ถึงขั้น “แทรกแซง” อดีต

การะเกด/เกศสุรางค์ก็ค่อยๆ ถลำลึก จากบทบาทผู้ดู/ผู้สร้างเสียงหัวเราะครื้นเครงอยู่ห่างๆ ในวงนอก ไปสู่การเป็นผู้มีส่วนร่วมตัดสินใจทางการเมืองหรือผู้ชี้แนะยุทธศาสตร์ในวงใน

เธอกลายเป็นผู้เข้าไป “แทรกแซง” อดีต ด้วยความหวัง/ความทึกทักเข้าใจที่ว่าตนเอง (ในฐานะผู้รู้ “ประวัติศาสตร์”) ควรช่วยผลักดันให้ “ประวัติศาสตร์” ดำเนินไปตามครรลองของมัน (หมายถึง “ครรลองของประวัติศาสตร์นิพนธ์ชุดหนึ่ง”) อย่างเป๊ะๆ หมดจดงดงาม และปราศจากข้อสงสัยคลางแคลงใจใดๆ

พระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์ในบุพเพสันนิวาสไม่ควรเป็นเพียงผู้ชนะ แต่ต้องชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สมเหตุสมผล ใสสะอาด และล่วงรู้ความลับของฟอลคอน ผ่านความช่วยเหลือของศาสดาพยากรณ์ผู้หยั่งรู้อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ซึ่งไม่ใช่พระเจ้าเบื้องบนที่ไหน ทว่าเป็นหญิงสาวชนชั้นกลางเนิร์ดๆ คนหนึ่งที่หลุดมาจากอีกยุคสมัย

การะเกด/เกศสุรางค์มิได้ “แทรกแซง” อดีต เพื่อทำให้ (มุมมองต่อ) “ประวัติศาสตร์” เปลี่ยนแปลงไป แต่เธอได้ “แทรกแซง” อดีต เพื่อทำให้ “ประวัติศาสตร์” อยู่ในรูปรอยของ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์บางฉบับ” อย่างหยั่งลึกและหนักแน่นยิ่งขึ้น

“ประวัติศาสตร์จะต้องซ้ำ ประวัติศาสตร์จะไม่เปลี่ยน” บางทีนี่อาจเป็นบทเพลงที่เหมาะสมคู่ควรกับการะเกด/เกศสุรางค์ และบุพเพสันนิวาส

 

Advertisements
คนมองหนัง

โน้ตสั้นๆ ถึง “ฉากและชีวิต” อีกเฉดสีของหนังชนบทไทยร่วมสมัย

หนึ่ง

พลอย ซันนี่

จะว่าไปแล้ว “ฉากและชีวิต” มีความคล้ายคลึงกับ “Die Tomorrow” ของ “นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์” อยู่ไม่น้อย

ทั้งสองเรื่องนำเสนอ “ห้วงขณะสั้นๆ” ในส่วนเสี้ยวชีวิตของตัวละครหลายคนหลากกลุ่มเหมือนๆ กัน ผิดแต่เพียงว่าขณะที่ “Die Tomorrow” พูดถึงประเด็น “ความตาย” อันเกี่ยวพันกับตัวละครที่ส่วนใหญ่เป็น “คนเมือง” “ฉากและชีวิต” กลับเล่าถึงภาวะล่มสลายแตกกระจายของชุมชนแห่งหนึ่งในพื้นที่ชนบท

สอง

29133461_1737246726338587_3294371866017267712_n

“ฉากและชีวิต” เป็นหนังไทยที่เล่าเรื่องของสังคมชนบท แต่บุญส่งมิได้นำเสนอภาพของชุมชนหมู่บ้านที่สมาชิกจำนวนมากมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นลึกซึ้ง (ไม่ว่าจะในด้านบวกหรือลบ)

นอกจากนั้น หนังยังมิได้นำเสนอภาพแทนของหมู่บ้านชนบท ซึ่งสามารถปรับตัวเข้ากับกระแสโลกาภิวัตน์หรือสังคมไทยยุค 4.0 ได้อย่างกลมกลืน

อาจพอสรุปความได้ว่า “ฉากและชีวิต” มีความแตกต่างอย่างสำคัญจาก “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” หนังชนบทอีสานเรื่องเด่นแห่งทศวรรษ 2560

“บ้านวังพิกุล” ของบุญส่ง แทบจะกลายเป็น “ชุมชนจินตกรรม” ที่กอปรขึ้นจากปัจเจกบุคคลผู้โดดเดี่ยว แปลกแยก สับสน และถูกรายล้อมด้วยปัญหานานาชนิด

ชาวบ้านแต่ละรายอาจมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชุมชนคนอื่นๆ บ้าง แต่ถึงที่สุดพวกเขาก็มีระยะห่าง มีความเข้าใจผิด คอยคั่นกลางระหว่างกัน โดยสายสัมพันธ์ที่คล้ายจะราบรื่นลงตัวมักเกิดขึ้นในวงจรเชิงพาณิชย์ระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อเพียงเท่านั้น

ไปๆ มาๆ ความหวังน้อยนิดในหมู่บ้านแห่งนี้ดูจะอยู่ที่การประกอบธุรกิจอาหารตามสั่งเพื่อรองรับวิถีชีวิตอันแปรเปลี่ยนของผู้คน และการอุปถัมภ์ค้ำจุนชั่วครั้งคราว (จากพระสงฆ์และคุณลุงผู้ใส่เสื้อยืดไทยรักไทย) ที่เกิดขึ้นกับชายผู้ขับรถกระบะตามหาเมีย

แม้แต่การหวนกลับมาโหยหาอารมณ์โรแมนติกของพ่อลูกจากเมืองหลวง ก็พลิกผันกลายเป็นอะไรที่โรแมนติกไม่ออก เมื่อลูกกินอาหารรสมือพ่อ (ตามสูตรของย่า) ไม่ลง และพ่อต้องออกคำสั่งให้ลูกกล้ำกลืนมันลงไปด้วยท่าทีเผด็จการ

เหล่านี้คือความเศร้าสลด รันทด หดหู่ ที่ความล่มสลายของปัจเจก ค่อยๆ แพร่ขยายไปสู่ความล่มสลายของครัวเรือนและชุมชน

ภาวะดังกล่าวผลักดันให้บรรดาหนุ่มสาวรุ่นใหม่ต้องอพยพเข้า กทม. ไล่ตั้งแต่หญิงสาวตอนต้นเรื่องและหญิงสาวอีกรายช่วงท้ายเรื่อง ไม่นับรวมบรรดาเด็กหนุ่มติดเกม-โทรศัพท์สมาร์ทโฟนทั้งหลาย (หรือกระทั่งเด็กโข่งประจำโรงเรียน) ที่มีวี่แววว่าจะอดทนใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ไปได้อีกไม่นานนัก

แม้การเดินทางเข้าเมืองหลวงจะเต็มไปด้วยความเสี่ยงใหม่ๆ แต่นั่นก็อาจเป็นหนทางหลักที่จำเป็นต้องเลือกเดิน

ไม่ต่างอะไรจากเรื่องเล่าในนิทานของชายหนุ่มในฉากแรกสุด ว่าด้วยกระต่ายน้อยที่ลืมปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของตน อันได้แก่ การกินผักบุ้งในบ้าน

เมื่อออกเดินทางไกลแล้วท้องหิว มันจึงต้องลงไปหาผักบุ้งกินข้างทางอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือ หนทางอยู่รอดเดียว ซึ่งชักนำเจ้ากระต่ายให้กลายเป็นเหยื่ออันโอชะของงูเหลือม

สาม

ไทบ้าน 4

หากเทียบเคียงกับหนังของคนหนุ่มในจักรวาล “ไทบ้านฯ” ผู้ชมอาจรู้สึกว่าบุญส่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่มองโลกในแง่ร้ายเหลือเกิน

กระทั่งหนังของเขาต้องตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่เจ้าตัวเองก็รับทราบ คือ ชาวบ้านชนบทไม่ได้รู้สึกสนุกด้วย และมีฐานคนดูเพียงกลุ่มเล็กๆ ซุกซ่อนอยู่ในเมือง (แถมยังมิได้ตั้งเป้าสร้างสรรค์ผลงานเพื่อส่งเข้าร่วมเทศกาลระดับนานาชาติเสียอีก)

แต่ต้องไม่ลืมว่านี่คือการมองโลกจากสายตาของชายวัยกลางคน ที่ผ่านการบวชเรียนจนเป็นมหาเปรียญ ก่อนจะจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของประเทศ และใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์, สังคมชนบท และประเทศชาติ ซึ่งไม่ได้มีแนวโน้มจะพัฒนาไปสู่เส้นทางอันดีงามขึ้นเลยตลอดสิบปีให้หลัง

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าบุญส่งจะผลิตงานโดยปราศจากความคิดมุมบวกและพลังสร้างสรรค์ เพราะอย่างน้อย เขาก็เชื่อมั่นในพลังของเทคโนโลยีดิจิตอล ว่านวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยให้คนธรรมดาสามารถเล่าเรื่องราวความจริงอันปกติสามัญผ่านสื่อภาพยนตร์ได้ง่ายดายและมากมายยิ่งขึ้น

หากใครอยากลองชมอีกหนึ่งเฉดสีของหนังชนบทไทยร่วมสมัยที่มีทุนสร้างไม่สูงนัก ใช้เทคนิควิธีการไม่สลับซับซ้อน แต่นำเสนอประเด็นชวนขบคิด ผ่านงานด้านภาพที่ดี และการแสดงอันสดดิบจริงใจ

คุณไม่ควรพลาด “ฉากและชีวิต”

อ่านบทความเต็มได้ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม 2561 หรือในเว็บไซต์ matichonweekly ช่วงต้นสัปดาห์หน้า

คนมองหนัง

“บุพเพสันนิวาส-ศรีอโยธยา” ละคร 2 เรื่อง ที่มีปฏิสัมพันธ์กับ “อดีต” คนละแบบ

หมายเหตุ ทีแรกเมื่อ 1-2 สัปดาห์ก่อน กะจะเขียนถึงภาพรวมของ “ศรีอโยธยา” ซีซั่นแรก หลังละครเพิ่งปิดฉากลง แต่ก็ผลัดวันประกันพรุ่งเรื่อยมา กระทั่ง “บุพเพสันนิวาส” จากทางฝั่งช่อง 3 เริ่มสร้างกระแสโด่งดังสนั่นจอไปทั่วประเทศพอดี จึงตัดสินใจเขียนถึงละครสองเรื่องนี้พร้อมๆ กันเสียเลยในคราวเดียว

อดีตที่สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน กับ ปัจจุบันที่ตัดตอนย้อนกลับไปยังอดีต

ข้อแรกสุด คือ เมื่อมองเผินๆ “ศรีอโยธยา” ของ ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล หรือหม่อมน้อย และ “บุพเพสันนิวาส” ของภวัต พนังคศิริ (เคยกำกับภาพยนตร์ที่มีมาตรฐานใช้ได้เลยอย่าง “นาคปรก”) เหมือนจะมีเนื้อเรื่องคล้ายๆ กัน โดยต่างพูดถึงตัวละครยุคปัจจุบันที่ย้อนอดีตกลับไปยังเหตุการณ์ (อิง) ประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา

ทว่า หากดูละครละเอียดๆ แล้ว เราจะพบว่าทั้งสองเรื่องมีปฏิสัมพันธ์กับ “อดีต” ต่างกันอย่างสำคัญ

“ศรีอโยธยา” นั้นพูดถึงความเชื่อมโยงสืบเนื่องทางอารยธรรม-ภูมิปัญญา-คุณค่า ที่ตกทอดจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน โดยไม่ขาดตอน

ขณะที่ “บุพเพสันนิวาส” พูดถึงการเดินทางย้อนกลับไปยังอดีตอย่างฉับพลัน ทันที และตัดตอน จนนำไปสู่สายสัมพันธ์อันแปลกแยกระหว่างยุคสมัย (แต่แน่นอน ย่อมเข้าใจและปรับประสานเข้าหากันได้ในท้ายสุด)

ความต่อเนื่องเชื่อมโยงจาก “อดีต” สู่ “ปัจจุบัน” ใน “ศรีอโยธยา”

ท่ามกลางความยืดเยื้อ การสลับไปมาระหว่างเหตุการณ์อดีตกับปัจจุบันที่มีความคืบหน้าน้อยมาก และองค์ประกอบที่แลดูแปลกๆ ตลกๆ (ในทางที่ค่อนข้างแย่) และความไม่สนุก-ไม่น่าติดตามนานัปการ

จุดน่าสนใจ ซึ่งอาจเป็นประเด็นหลักที่หม่อมน้อยต้องการนำเสนอใน “ศรีอโยธยา” ก็คือ “ความต่อเนื่องเชื่อมโยง” หรือการสืบทอดส่งมอบคุณค่า-อารยธรรม-วัฒนธรรม-ศิลปกรรม (อันสูงส่ง) ฯลฯ (ลองฟังเพลงประกอบละครดู) โดยไม่ขาดสาย ไม่ขาดตอน จากอดีตมาสู่ปัจจุบัน

ผ่านพล็อตหลักๆ ว่าด้วยการมีชีวิตคงอยู่ข้ามกาลเวลา (ภายในพื้นที่เฉพาะอันศักดิ์สิทธิ์) ของลูกหลานเจ้าพระยาพิชัยฯ อย่าง “บุษบาบรรณ” “คุณทองหยิบ” และเหล่าบริวาร (ได้รับอิทธิพลจากนิยาย “เรือนมยุรา” มาอย่างเด่นชัด) และการกลับชาติมาเกิดของเจ้าฟ้า-เจ้านายทรงกรมหลายพระองค์ (ตลอดจนขุนนางใกล้ชิด) ในยุคปัจจุบัน

โดยส่วนตัว ฉากหนึ่งของช่วงปลายซีซั่นแรก ซึ่งอธิบายแนวคิดข้างต้นได้น่าสนใจมากๆ (แม้หลายคนจะเห็นว่ามันมีรายละเอียดหลายประการที่ตลกและผิดพลาด) คือ ฉากที่เจ้าฟ้าสุทัศ/วายุ เจอดวงพระวิญญาณพระเจ้าเสือ แล้วพระเจ้าเสือก็พาเจ้าฟ้าสุทัศ (วายุ) ไปล่องเรือตามลำน้ำ เพื่อผ่านพบกับพระมหากษัตริย์รัชกาลต่างๆ ในราชวงศ์บ้านพลูหลวง

ต่อมา เมื่อเจ้าฟ้าสุทัศไปเข้าเฝ้าฯ พระภิกษุพระเจ้าอุทุมพร ขุนหลวงหาวัดก็ตรัสว่าพระเจ้าเสือเคยเสด็จฯ มาพบพระองค์ ในลักษณะนี้เช่นกัน

การย้อนอดีต/การแทนที่โดยฉับพลันแบบ “บุพเพสันนิวาส”

ต่างจาก “ศรีอโยธยา” ละครทีวีเรื่องดังแห่งปีอย่าง “บุพเพสันนิวาส” กลับดำเนินเรื่องโดยการนำตัวละครจากยุคปัจจุบัน เดินทางย้อนเวลากลับไปยังอดีต เพื่อฉายภาพให้เห็นกระบวนการปะทะกันระหว่างความแปลกแยกแตกต่างของยุคสมัย โดยมีศูนย์กลางการปะทะสังสรรค์อยู่ที่ตัวละคร “การะเกด/เกศสุรางค์” (ตัวอย่างมีให้เห็นเต็มไปหมด ผ่านคลิปสั้นๆ หรือมีมต่างๆ ที่แชร์กันในโซเชียลมีเดีย)

นอกจากนี้ การย้อนเวลากลับไปยังอดีตของตัวละครนำในละครเรื่องนี้ ยังเป็นการ “แทนที่โดยฉับพลัน” ของตัวละครต่างยุคต่างอุปนิสัยสองราย คือ ตัวละครคนหนึ่งตายลงในโลกปัจจุบัน แล้ววิญญาณก็ล่องลอยเข้าไปสิงร่างตัวละครอีกคนที่เสียชีวิตลงในอดีต

ดังที่บอกไป (และดังที่ได้รับชมกันอยู่ในละคร) “การแทนที่โดยฉับพลัน” เช่นนี้ ย่อมนำไปสู่การปะทะ/เทียบเคียง/วางชน (ในลักษณะ “ตัดตอน” ช่วงเวลา) ระหว่างคุณค่า-รสนิยม-วัฒนธรรมต่างชุดต่างประเภท (อย่างน้อย ก็ “ณ เบื้องต้น”) จนก่อให้เกิดอาการประหลาดใจแก่ตัวละครนำและคนดูหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า มิใช่ความสืบเนื่องเชื่อมโยงที่ส่งต่อกันมาอย่างราบรื่นเรื่อยเรียงเป็นวิถีปกติ ซึ่งปรากฏใน “ศรีอโยธยา”

ความแตกต่างนำไปสู่อะไร?

จากการประเมินส่วนตัว ผมรู้สึกว่า “การย้อนอดีตแบบแทนที่โดยฉับพลัน” ใน “บุพเพสันนิวาส” นั้นแสดงให้เห็นถึง “ความไม่ต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์” เมื่อไม่ต่อเนื่อง ก็นำไปสู่ “ช่องว่าง” ของความไม่รู้และความผิดแผกแตกต่าง ก่อนจะลงเอยด้วย “การเล่นสนุก” กับ “ช่องว่าง” แห่งความไม่รู้ หรือ “ช่องว่าง” ระหว่างค่านิยมที่ต่างกันเหล่านั้น

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนจะมีเงื่อนไขอื่นๆ เข้ามาหนุนส่ง “การเล่นสนุก” ข้างต้นด้วยเช่นกัน

เพราะต้องยอมรับว่า “การเล่นสนุก” ทำนองนี้ สามารถเกิดขึ้นมาได้ด้วยสถานภาพ/ตำแหน่งแห่งที่บางประเภทของตัวละครนำ ถ้าตัวละครเอกของ “บุพเพสันนิวาส” ถูกกำหนดให้มีสถานภาพเป็นเจ้านายชั้นสูงหรือขุนนางที่รับใช้เจ้านายอย่างใกล้ชิด (เหมือนบรรดาตัวละครนำของ “ศรีอโยธยา”) เธอก็คงไม่สามารถ “เล่นสนุก” หรือ “สร้างอารมณ์ขัน” ได้อย่างที่เป็นอยู่

หรือจะว่าไปแล้ว การนำเสนอภาพของการปะทะกันระหว่างยุคสมัย ก็ไม่ได้เกิดใน “บุพเพสันนิวาส” เป็นเรื่องแรก แต่พอละครเรื่องนี้เลือกจะแนะนำตัวหรือทำความรู้จักมักคุ้นกับผู้ชม ด้วยเหตุการณ์ปะทะสังสรรค์/ความแปลกแยกในวิถีชีวิตประจำวัน (ตั้งแต่เรื่องส้วม, อาหารการกิน, ไปจนถึงผายปอด ฯลฯ) ไม่ใช่เรื่องหนักๆ ในประเด็นประวัติศาสตร์การเมือง

“การเล่นสนุก” กับยุคสมัย จึงถูกนำเสนอออกมาได้อย่าง “สนุกสนาน” จริงๆ

ตรงข้ามกับกรณีของ “ศรีอโยธยา”

การขับเน้นไปที่ภาวะสืบเนื่องเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกันในทางประวัติศาสตร์ กลับยิ่งส่งผลให้ประวัติศาสตร์กลายสภาพเป็นภูมิปัญญา-ความศักดิ์สิทธิ์ ที่ยิ่งใหญ่ ไพศาล ตระการตา ซับซ้อน ยากเข้าถึง หรือ “เล่นสนุก” ด้วยไม่ง่ายนัก

ขณะเดียวกัน ผู้สร้างก็ดูเหมือนจะตั้งสมมติฐานเอาไว้ว่าภูมิปัญญาหรือมรดกทางวัฒนธรรมที่ตกทอดสืบสานกันมาอย่างยาวนาน นั้นไม่มีความแปลกแยกใดๆ เลยกับปัจจุบัน เห็นได้จากการที่ “พิมาน/พระพิมานสถานมงคล” ไม่มีอาการแปลกประหลาดใจหรือทำตัวผิดที่ผิดทางสักเท่าไหร่นัก เมื่อระลึกอดีตชาติของตนเองได้ เช่นเดียวกับตัวละครที่กลับชาติมาเกิดรายอื่นๆ (แต่พวกเขาอาจจะมีอาการซาบซึ้ง ปีติใจ ให้เห็น)

(ฉากที่อาจารย์พวงแก้ว คุณน้าของพิมาน -ชาติที่แล้ว คือ กรมขุนวิมลภักดี- แซววายุ -เจ้าฟ้าสุทัศ ในอดีตชาติ- ว่า “โถ่! น่าสงสาร องค์เจ้าฟ้าสุทัศ” นั้นก็แสดงให้เห็นถึงภาวะปะปนกันของอดีตกับปัจจุบัน อาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ จึงเจรจากับเพื่อนรุ่นน้องของหลานชาย ประหนึ่งพระมารดากำลังสนทนากับพระราชโอรสในอดีตชาติ)

(คลิกชมนาทีที่ 13.51-13.55 ของคลิปนี้)

ด้วยเหตุนี้ ตัวละครนำในยุคปัจจุบันของ “ศรีอโยธยา” จึงล้วนเผชิญหน้ากับ “อดีต” โดยตระหนักรู้ถึงภาวะเหลื่อมซ้อนของมิติเวลา ตระหนักรู้ถึงพันธะความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ และต่างใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับภาวะดังกล่าวในฐานะ “สัจจะ” ประการหนึ่ง อย่างมิผิดแผกแปลกแยก

ปัญหา คือ พอเรายิ่งรู้สึกว่าตัวเองรู้อะไรมากเท่าไหร่ พร้อมทั้งรู้สึกว่าสิ่งที่เราหยั่งรู้นั้นยิ่งใหญ่เที่ยงแท้เพียงไร เราก็ยิ่งไม่มีแนวโน้มที่จะเปิด “ช่องว่าง” เพื่อผ่อนคลายตนเองและ “เล่นสนุก” กับองค์ความรู้ที่เราเชื่อว่าเราเข้าถึงโดยสมบูรณ์แล้ว

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าหม่อมน้อยจะไม่พยายาม “เล่นสนุก” เอาเลย

อย่างน้อยการดำรงอยู่ของ “พระกำนัลนารี (สังข์)” ก็น่าจะสื่อถึงอารมณ์อยาก “สนุก” ของผู้กำกับท่านนี้มากพอสมควร เพียงแต่คนดูจะรู้สึกสนุกสนานขำขันกับตัวละครรายนี้หรือไม่? ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง

พระกำนัลนารี

คนมองหนัง

บันทึกถึง “ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.1”

หนึ่ง

ชอบที่หนังเปิดเรื่องและปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์โศกนาฏกรรม (การเสียชีวิตของสมาชิกชุมชน/คนใกล้ชิดของกลุ่มตัวละครหลัก) โดยส่วนตัว รู้สึกว่านี่เป็นจุดที่ทำให้หนังเดินทางไปไกลจากภาคแรกพอสมควร คือ เหมือนเป็นการประกาศชัดๆ ว่า หนังในภาค 2.1 และ 2.2 จะเล่าเรื่องราวชีวิตของชาวบ้านอีสานร่วมสมัย ไม่ใช่แค่ถ่ายทอดความรัก-อาการอกหัก เจืออารมณ์โรแมนติก-แฟนตาซีของหนุ่มสาวชาวอีสานรุ่นใหม่เท่านั้น

สอง

จักรวาลไทบ้าน

สำหรับผม จุดเด่นสำคัญใน “ไทบ้านฯ 2.1” ซึ่งเห็นชัดเจนมากขึ้นกว่าภาคแรก ก็คือ การนำเสนอถึงภาวะที่ตำแหน่งแห่งที่เกือบทั้งหมดของผู้คนในชุมชน/หมู่บ้าน มัน “ไถล” ออกจากจุดเดิมๆ หรือความคาดหวัง-เข้าใจของคน (ดู) ส่วนใหญ่

ในภาคนี้ “ครูแก้ว” ครูสาวคนสวยในหนัง ไม่ได้ทำหน้าที่ครูสักเท่าไหร่ (ในหนังภาคแรก เรายังเห็นเธอทำงานที่โรงเรียน แต่ซีนทำนองนั้นไม่ปรากฏออกมาเลยในหนังภาคล่าสุด)

บทบาทหน้าที่สำคัญของครูแก้วได้เคลื่อนเปลี่ยนกลายมาเป็น “คู่นอน-คนรัก” ของไอ้หนุ่มไทบ้าน (จนโดนเด็กนักเรียน/น้องชายแฟน ไปจนถึงผู้ใหญ่บ้าน แซวเอาซ้ำแล้วซ้ำเล่า)

ส่วนพระบวชใหม่ เช่น “พระเซียง” ก็บอกชัดเจนว่าตัวเองไม่ได้มาบวชเพื่อนิพพาน หรือเพื่อเป้าประสงค์ในเชิงธรรมะ แต่เขาออกบวชเพื่อหลบหนีจากความรักที่ผิดหวัง (ซึ่งท้ายสุด ก็หนีไม่พ้น แถมสถานการณ์ยังย่ำแย่ลงกว่าเก่า)

นอกจากนี้ เรายังได้เห็นพระเซียงทำหน้าที่อะไรหลายๆ อย่างในเชิงตลกขบขัน (และในเชิงการค้าพาณิชย์เพื่อช่วยเพื่อน) โดยไม่ข้องเกี่ยวกับเรื่องราวทางศาสนาซักเท่าไหร่ (รวมถึงการตกเป็นเป้าที่ถูกแกล้ง/รังแก ทั้งจากคนบ้าและเด็กในชุมชน)

กระบวนการสตาร์ทอัพธุรกิจสโตร์ผักของ “ป่อง” ก็ส่งผลให้สถานภาพของอีลีทในชุมชนเคลื่อนจากจุดเดิมอีกเยอะแยะ

เขาทำให้ครูใหญ่กลายมาเป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจ หรือมีการชักชวนตำรวจ (และพ่อของอดีตกิ๊กเพื่อนสนิท รวมถึงเขยฝรั่งรุ่นใหญ่ในชุมชน) มาร่วมลงทุน

ที่เด็ดขาดสุด คือ การที่ป่องเปลี่ยนแปลงพื้นที่วัดให้กลายเป็น “เวิร์คกิ้งสเปซ” (จุดนี้ ตามความเห็นส่วนตัว นับเป็นการจัดการพื้นที่ที่ “ร้ายกาจ” กว่าไอ้แผนจัดแบ่งที่ดินและธุรกิจสโตร์ผักของเขาเสียด้วยซ้ำ)

เช่นเดียวกัน ภารโรงในหนังภาคที่แล้วอย่าง “จาลอด” ก็กลายมาเป็น “ผู้ช่วยนักธุรกิจ” ซึ่งเป็นหนึ่งในมุขฮาสุดของหนังภาคนี้ นี่คือ ตำแหน่ง/หน้าที่ที่บางครั้งก็มีประโยชน์ บางหนก็นำไปเบ่งได้ แต่หลายครั้งก็ไม่รู้ว่าจะมีไว้เพื่อทำอะไร แถมบางหน การดำรงอยู่ของจาลอด (และทรัพย์สมบัติของเขา เช่น มอเตอร์ไซค์) ก็กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของแผนธุรกิจซะงั้น

นอกจากนี้ เรายังพบเห็นสถานะของตัวละครอีกหลายรายที่ “เคลื่อน” ออกนอกลู่ทาง การกลายเป็นคนบ้าของ “โรเบิร์ต” ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง

เขยอีสานอย่าง “เฮิร์บ” ก็เริ่มมีสถานภาพระหว่างอดีต-ปัจจุบัน เมืองนอก-เมืองไทย ที่คลุมเครือสับสน (หรือแม้แต่แค่อยากจะทำตัวเป็นพ่อ/ผัวที่ดี มันก็ยังถูกใช้ให้ไปทำนู่นนี่อย่างอื่น ทั้งส่งน้องเมียเข้าหอ หรือพาไอ้ป่อง-จาลอด ไปดูที่ดิน)

“ไอ้หนุ่มส่งพิซซ่า” ในหนัง ก็ไม่เคยทำหน้าที่ส่งพิซซ่าแต่อย่างใด

หากดูหนังด้วยวิธีการมองโลกแบบเดิมๆ เราอาจรู้สึกว่าตัวละครใน “ไทบ้านฯ 2.1” ช่างอยู่ผิดที่ผิดทางผิดฝาผิดตัวไปเสียหมด

แต่ถ้าลองปล่อยใจไปตามชีวิตของผู้คน และชีวิตของชุมชนภายในภาพยนตร์ ความผิดแผกทั้งหลายเหล่านั้น ก็อาจหมายถึงชีวิตคน-ชีวิตชุมชนที่ผันแปรเปลี่ยนแปลงไป จนยากจะประเมินหรือทำความเข้าใจจากกรอบคิดเดิมๆ

สาม

ไทบ้าน 3

ประเด็นเล็กๆ ที่โดยส่วนตัวรู้สึกว่า “จุกที่สุด” คือข้อขัดแย้งเรื่อง “ข้าวเหนียว-ข้าวเจ้า” ในครัวเรือนของจาลอด

นี่เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากความเคยชินกับ “ข้าวเหนียว” ของยายและ “ไอ้มืด” น้องชายจาลอด กับการแวะเวียนเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านของ “ครูแก้ว” ซึ่งเป็นคนเมือง

จนสุดท้าย จาลอดต้องแสวงหาทางออกกลางๆ ประนีประนอม ด้วยการหุง “ข้าวเหนียว” กับ “ข้าวเจ้า” รวมกันซะเลย

แม้ความขัดแย้งข้อนี้จะยังไม่ได้ถูกขยายประเด็นออกไป แต่มันก็เหมือนจะไม่ได้ยุติหรือสงบลงอย่างสมบูรณ์ ด้วยวิธีการแก้ปัญหาข้างต้น

สี่

ไทบ้าน 4

ถ้าคิดต่อจากข้อ “สอง” และ “สาม” จะเห็นได้ว่า เมื่อ “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” ดำเนินมาถึงภาค 2.1 คอนเซ็ปท์ “บ้าน-วัด-โรงเรียน” ที่หนังฉวยใช้มาตั้งแต่ภาค 1 นั้นยิ่งขยับตัวออกห่างจากคอนเซ็ปท์เดียวกันของภาครัฐมากขึ้นทุกที

“บ้าน” ในหนังภาคนี้ มีความขัดแย้งหลายๆ ระดับ ตั้งแต่พ่อกับลูก (ผู้ใหญ่บ้านกับป่อง) จนถึงพี่กับน้อง (จาลอดกับมืด) หรือคนในกับคนนอก ที่ปรากฏผ่านการหุงข้าว

ยังไม่นับว่า “บ้าน” คือ บ่อเกิดของโศกนาฏกรรม การปล่อยคนแก่ไว้คนเดียวในบ้านไม่ใช่เรื่องปลอดภัยหรือการช่วยรับประกันความสบายใจให้แก่ลูกหลาน เช่นเดียวกับการตั้งต้นชีวิตครอบครัวของหนุ่มสาวที่อาจไม่สวยสดงดงามเสมอไป

“วัด” ก็ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งเผยแพร่คำสอนทางศาสนาหรือสถานที่ทำบุญ วัดกลายเป็นศูนย์รวมปัญหาต่างๆ นานา เมื่อคนมีปัญหาต่างหนีมาพึ่งวัด หรือถูกนำมาปล่อยวัด (ตั้งแต่พระเซียง ป่อง จนถึงโรเบิร์ต)

“โรงเรียน” ไม่ใช่สถานที่ของ “ครูใหญ่” (ซึ่งมาร่วมลงทุนในกิจการสโตร์ผัก) และ “ครูน้อย” ที่ขลุกอยู่กับจาลอดเป็นหลัก แต่โรงเรียนในหนังภาคนี้ กลายเป็นจุดก่อความรักแบบ puppy love ของไอ้มืดกับหัวหน้าห้องสาวสวย

สถานที่/พื้นที่อย่าง “บ้าน-วัด-โรงเรียน” ก็ไม่ต่างอะไรกับสถานภาพของผู้คนในชุมชน ที่ล้วนขยับขับเคลื่อนออกจากจุดเดิมๆ ซึ่งเคยอยู่เคยเป็น

อาจกล่าวได้ว่า “ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.1” นำเสนอเรื่องราวว่าด้วย “หมู่บ้านอีสาน” หมู่บ้านที่ยังมีโครงสร้าง และมีสมาชิกชุมชนโลดแล่นอยู่ภายใน

แต่ “โครงสร้าง” ของสังคม และ “หน้าที่” ของผู้คนนั้น กลับถูกผลัก ถูกดัน ถูกบิด ถูกผัน จนไม่สามารถคงรูปลักษณ์-รูปแบบความสัมพันธ์ดั้งเดิมได้อีกต่อไป

ห้า

ไทบ้าน 5

มีเพื่อนนักดูหนังจำนวนหนึ่งพูดถึงหลายๆ ฉากในหนัง ที่อาจไม่ได้ส่งผลต่อโครงเรื่องรวมๆ ของภาพยนตร์ แต่มันกลับมีความดีงามโดยตัวของมันเอง ในแง่การจับภาพเศษเสี้ยววิถีชีวิตของชาวบ้านคนเล็กคนน้อย

ทั้งฉากต่างๆ ในบริเวณร้านเจ๊สวย ฉากว่าด้วยการดำเนินชีวิต/ความฝันส่วนตัวของเฮิร์บและจีนูน ฯลฯ

หรือในส่วนของผม ก็ชอบพวกฉากการออกไปเล่นของไอ้มืดกับแก๊งเพื่อนๆ เด็กผู้ชาย (การเป่าลูกดอกยิงปลา พอมาอยู่ร่วมกับการใช้สมาร์ทโฟน หรือความฝันเรื่องการซื้อมอเตอร์ไซค์แล้ว มันดูเข้าท่าดี) และฉากที่ที่นอนจาลอด-ครูแก้ว สกปรกมีแมลงสาบ (จนครูมีอาการคัน ต้องไปหาหมอปลาวาฬ)

ผมรู้สึกว่าไอ้ส่วนเสี้ยวเหตุการณ์ต่างๆ (ที่จบในตัว) ซึ่งถูกเรียงร้อยผูกมัดขยำรวมกันเป็น “ไทบ้านฯ 2.1” นั้น คือ ภาพสะท้อนที่ดีมากๆ ของวัฒนธรรมการชมยูทูบและวัฒนธรรมเสพข่าวออนไลน์แบบไทยๆ

หลายๆ เหตุการณ์ย่อยในหนัง มีเนื้อหา-อารมณ์ ที่ใกล้เคียงกับโครงเรื่องที่แลดูซ้ำซากจำเจ ซึ่งมักปรากฏในคลิปสไตล์ยูไลก์ คลิปเหตุการณ์/เอ็มวีหลายล้านวิวในยูทูบ ตลอดจนข่าวชาวบ้านแนวเว็บ/เพจข่าวสด

คลิป/ข่าวทั้งหลายนี้ มีชีวิตของชาวบ้านปรากฏอยู่ในหลากหลายแง่มุม เรื่องดีๆ งามๆ อาจมีไม่มากเท่าเหตุอาชญากรรมสะเทือนขวัญ เรื่องลามกจกเปรต เรื่องเล่นหัวเฮฮา เรื่องการใช้เวลาว่างอย่างไร้แก่นสาร (เพราะไม่รู้จะไปทำอะไรดี) หรือเรื่องความต้องการจะบริโภคสินค้าบางชนิด เพื่อก่อร่างสร้างตัวตนให้แก่ตัวเอง ฯลฯ

“ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.1” คืออีกหนึ่งผลลัพธ์ของวัฒนธรรมแบบดังกล่าว วัฒนธรรมที่มีความหมาย ทรงพลัง และได้รับความนิยมจากมวลชนกลุ่มใหญ่ในระดับมหาศาล

ถ้าอยากเข้าใจสังคมไทยในภาพกว้าง ก็ควรจะต้องเข้าใจมวลชนกลุ่มนี้ และรู้สึกสนุก (ไม่มากก็น้อย) ไปกับวัฒนธรรมการเสพสื่อของพวกเขา

หรือแม้แต่ประเด็นการ “ไถล” ของสถานภาพดังที่กล่าวไปในช่วงต้น ผมก็เห็นว่ามันไม่ต่างอะไรกับบรรดาตัวละครในข่าวดราม่ากรณี “หวย 30 ล้าน” ที่ทุกคนมาปะทะกันผ่านการแย่งชิงหวยรางวัลที่หนึ่ง ด้วยสถานะคู่ขัดแย้ง-คนพูดจริง-คนพูดลวง ไม่ใช่ในสถานะของตำรวจ ครู แม่ค้าสลาก ฯลฯ ซักเท่าไหร่

หก

ปริม

ครูแก้ว

สำหรับตัวละครสาวๆ ในเรื่อง ผมชอบน้องปริม-ครูแก้ว-เจ๊สวย (คนหลังสุด รูปหายากจัง) ตามลำดับ

ส่วนจีนูน เกือบชอบแล้ว แต่กลัวไฝเธอ 555 ขณะที่น้องหัวหน้าห้อง ขอตามดูภาคหน้าอีกหน่อย แล้วค่อยตัดสินใจ

คนมองหนัง

บันทึกถึง The Florida Project และ Lady Bird

The Florida Project

1. ชอบและสนใจเรื่องราวแนว “ประชาชนชาวแฟลต” เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยสนุก-สะเทือนใจมากๆ

หลังดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ไปพักนึง ก็นึกถึงประเด็นที่จาร์วิส ค็อคเกอร์ แห่ง Pulp เคยวิจารณ์อัลบั้ม Parklife ของ Blur และหนังเรื่อง Natural Born Killers ของโอลิเวอร์ สโตน เอาไว้ราวๆ ว่า เพลงและหนังเหล่านั้นเป็นการถ้ำมองคนชั้นล่างจากสายตาผู้อุปถัมภ์ของอภิสิทธิ์ชน (หรือเป็นการพยายามพูดแทนคนชั้นล่างด้วยน้ำเสียง/วิธีมองโลกแบบอภิสิทธิ์ชน)

เพราะจริงๆ แล้ว พวกคนที่อาศัยอยู่ในแฟลตการเคหะของอังกฤษ มันไม่ได้โหวกเหวก โวยวาย ต่อสู้ ด้วยท่าที วิธีคิด และคำพูดแบบปัญญาชนคนชั้นสูง เหมือนที่พวกเอ็งร้องในเพลงหรือเล่าในหนังหรอก แต่มันก็กัดฟันสู้แบบดิบๆ เถื่อนๆ หยาบๆ เหี้ยๆ ตามวิถีชีวิตของมันนั่นแหละ

(ที่มา http://www.nme.com/blogs/nme-blogs/pulps-different-class-at-20-an-oral-history-of-the-era-defining-album-that-propelled-jarvis-and-co-t-760461)

ความเห็นของค็อคเกอร์นั้นสอดคล้องเต็มๆ กับเนื้อหาอันเข้มข้น จริงจัง หนักหน่วงใน The Florida Project

The-Florida-Project-1

เด็กๆ ในหนังอาจมีแง่มุมบริสุทธิ์ สดใส อ่อนเยาว์ แต่อีกด้าน หน่อเนื้อแห่งความดิบ เถื่อน หยาบ ตลอดจนวิธีการสู้กลับแบบสุนัขจนตรอก ก็ถูกปลูกฝังลงไปในจิตใจและการดำเนินชีวิตของพวกเขาเรียบร้อยแล้ว

2. ชอบรายละเอียดหลายๆ อย่างเกี่ยวกับลักษณะพื้นที่/สถาปัตยกรรมของแฟลต ที่ส่งผลต่อ (ย้อนแย้งกับ) ชีวิตของคนผู้อยู่อาศัย

แน่นอน สีสันของอาคารแฟลตที่โดดเด่น ประหนึ่งสวนสนุก/ดินแดนจินตนาการในเทพนิยาย นั้นสวนทางกับชีวิตของคนพักอาศัยที่นั่นแบบสุดๆ

ความสัมพันธ์จากเพื่อนสนิท (รับภาระเลี้ยงดูลูกแทนกันได้/แบ่งปันอาหารจากที่ทำงานมาให้) ที่กลายมาเป็นศัตรูคู่ตบคู่อาฆาตระหว่างผู้เช่าห้อง 323 กับ 223 (ห้องชั้นบนกับชั้นล่างที่อยู่ในแนวดิ่งเดียวกัน) ก็เป็นอะไรที่โดนใจมากๆ (ผมชอบฉากท้ายๆ ที่ฮัลลีย์กระทืบเท้าอย่างบ้าคลั่งลงพื้นห้อง เพื่อหวังจะระบายความแค้นเคืองลงไปยังศัตรู/อดีตเพื่อนรักที่นอนอยู่ห้องข้างล่าง)

[ผมค่อนข้าง “อิน” กับความสัมพันธ์ที่แปลกแยกระหว่างห้องชั้นบนกับห้องชั้นล่างของแฟลตแบบในหนังเรื่องนี้ -แต่ด้วยมูลเหตุที่ผิดแผกกัน- หลายปีก่อน ผมเคยใช้ชีวิตอยู่ในแฟลตแห่งหนึ่งที่ต่างประเทศราวหนึ่งปี ไม่กี่เดือนผ่านไป ก็พอจะทราบข่าวน่าตกใจว่ามีเพื่อนบ้านแถวชั้นล่างกระทำอัตวินิบาตกรรมในห้องพักของเธอ แต่ผมไม่เคยระแคะระคายมาก่อนเลย -กระทั่งเหลือเวลาอีกประมาณหนึ่งเดือนที่จะต้องย้ายออกจากแฟลตแห่งนั้น- ว่าสถานที่ที่เพื่อนบ้านคนดังกล่าวปลิดชีพตนเอง ก็คือ ห้องพักด้านล่างชั้นถัดไปที่อยู่แนวดิ่งเดียวกันกับห้องผมแบบเป๊ะๆ พูดง่ายๆ คือ ผมนอนอยู่เหนือสถานที่ที่มีคนปลิดชีวิตตัวเองอยู่เกือบปี โดยไม่เคยรับรู้เลยว่าสายสัมพันธ์เชิงพื้นที่ระหว่างตนเองกับผู้ตายนั้น มันใกล้ชิดเกินกว่าที่ผมคาดคิดเอาไว้มาก นี่คือ “ความน่ากลัว” ประการหนึ่ง อันเกิดจากภาวะแปลกแยกระหว่างประชาชนชาวแฟลต]

ผมยังชอบ ฮ. ที่บินเวียนวนผ่านไปผ่านมา ซึ่งเหมือนจะน่าตื่นเต้น เหมือนจะอลังการ เหมือนสวนสนุก จนน่าถ่ายรูปเป็นที่ระลึก แต่เอ! นี่มันคือการเฝ้าระวัง อันเกิดจากความหวาดระแวงของรัฐที่มีต่อคนจนย่านนี้หรือเปล่า?

แล้วก็ชอบที่ในเชิงรายละเอียดแล้ว The Magic Castle มันเหมือนจะไม่ใช่ “แฟลต” โดยตรง แต่เป็นคล้ายโรงแรม/อพาร์ตเมนต์ราคาถูกที่เปิดรับนักท่องเที่ยว ไปพร้อมๆ กับปล่อยให้คนชั้นล่างๆ เข้ามาสิงสู่อยู่อาศัย (ไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกมั้ย?)

อีกหนึ่งจุดเล็กๆ ที่ดูๆ ไป แล้วนึกแว้บขึ้นมาได้ ก็คือ เออ! ห้องพักใน The Magic Castle นี่มันไม่มีครัวนะ (ซึ่งก็คล้ายๆ กับ “อพาร์ตเมนต์” ของบ้านเรา) แต่ในกรณีเมืองไทย คนเช่าห้องพักราคาถูกยังพึ่งพาพวกร้านอาหารตามสั่งตามตรอก ซอก ซอย ถนนได้ค่อนข้างสะดวก ทว่า คนอเมริกันที่อาศัยอยู่ในห้องพักเล็กๆ ซึ่งปราศจากครัว นี่เหมือนจะต้องล่อฟาสต์ฟู้ดกันเป็นหลัก (เช่นเดียวกับครอบครัวของตัวเอกในหนัง)

thefloridaproject-quadposter

3. อีกข้อนึงที่น่าสนใจ คือ กลายเป็นว่าคนระดับล่างสุดในสังคมของหนังเรื่องนี้ (สามารถเรียกว่า underclass ได้เลยด้วยซ้ำ) คือ คนขาว ขณะที่คนดำหลายคนกลับมีหน้าที่การงานเป็นหลักเป็นแหล่ง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่า หรือมีสถานภาพ/อำนาจเหนือกว่า (จุดน่าสนใจประการหนึ่ง ได้แก่ ในบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้ามาจัดการปัญหาครอบครัวของตัวละครนำ/คนขาวจนตรอกในตอนท้ายนั้น มีบางรายเป็นคนผิวดำด้วย)

[จุดนี้ ทำให้ระลึกถึงย่านที่ตัวเองเคยใช้ชีวิตอยู่ตอนไปเรียนหนังสือเมืองนอกอีกเช่นกัน ผมทราบก่อนเดินทางไปถึงว่ามหาวิทยาลัยและหอพักของตนเป็น “ย่านคนดำ” และก็เผลอทึกทักไปเรียบร้อยว่าคนดำน่าจะเป็นคนระดับล่างสุดของชุมชนย่านนั้น ซึ่งปรากฏว่าผิดคาด เพราะคนที่ทำงานอำนวยการ/ธุรการตามสถานที่ต่างๆ แถบนั้น ล้วนเป็นคนดำซะส่วนใหญ่ มีพวกแขกพวกคนเอเชียยึดครองงานบริการ และะกลายเป็นว่าถ้าเราเห็นขอทานมานั่งขอเศษเหรียญริมฟุตบาทหรือเห็นขี้เมาหยำเปยามค่ำคืน คนเหล่านั้นล้วนเป็นคนขาวเกือบทั้งสิ้น]

4. แต่จริงๆ บทสรุปของหนังก็เป็นทางสองแพร่งไม่น้อย คือ ผมค่อนข้างเชื่อว่าถ้ามูนีอยู่กับแม่ต่อไป ชีวิตเธอคงไม่ดีขึ้น และมีแนวโน้มจะเดินซ้ำรอยแม่ตัวเองในระยะยาว แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ถ้ารัฐเข้ามาแทรกแซง/ช่วยเหลือ แล้วนำเธอไปอยู่กับครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจมั่นคงกว่า ชีวิตของเธอจะดีขึ้นจริงหรือเปล่า? (เธอจะปรับตัวปรับใจได้แค่ไหน? หรือเธอต้องเผชิญหน้ากับอะไรอื่นอีก?)

florida2

ฉะนั้น ฉากดิสนีย์แลนด์ตอนจบมันเลยคลุมเครือ แต่ก็อธิบายความสับสนลังเลตรงจุดนี้ได้ดีและทรงพลังมาก

Lady Bird

พอดูใกล้ๆ กับ The Florida Project เลยทำให้ได้มองเห็นภาพจิ๊กซอว์บางเสี้ยวส่วนของสังคมอเมริกันที่น่าสนใจดี (แม้มันอาจไม่ได้เชื่อมโยง/ประสานกันอย่างแนบแน่นสนิทลงล็อกซะทีเดียว – แต่แอบคิดเหมือนกันว่า ถ้ามูนีถูกรับไปเลี้ยงดูโดยครอบครัวอื่น โตขึ้นมาเธออาจมีชีวิตประมาณมิเกลหรือเปล่า? คือ มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่ก็ต้องดิ้นรนกับปัญหาอีกชุด/ระดับหนึ่ง)

ถ้า The Florida Project เล่าเรื่องราวของคนชนชั้นล่างๆ Lady Bird ก็คงเล่าเรื่องราวว่าด้วยปัญหาและการดำเนินชีวิตของคนชนชั้นกลางในสหรัฐอเมริกา ผ่านมิติเรื่องการเติบโตเปลี่ยนผ่านของวัยรุ่น ครอบครัว เศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพจิต ช่องว่างระหว่างวัย รวมถึงช่องว่างระหว่างกลุ่มย่อยๆ (ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจเหลื่อมล้ำกัน) ในชนชั้นเดียวกัน

Lady-Bird-2 (1)

จุดที่ชอบหรือรู้สึกเชื่อมโยงกับหนัง คือ

1. ผมพบว่าตัวละครนำในหนังน่าจะเป็นวัยรุ่นเจนใกล้ๆ กันกับตัวเอง (1 ปี หลัง 9/11 เธอกำลังจะเข้ามหาลัย ส่วนผมเรียนปี 2 ตอนเกิดเหตุการณ์) ซึ่งนั่นก็คงอิงมาจากชีวิตจริงของเกรตา เกอร์วิก ผู้กำกับ

2. รู้สึกว่าหนังจับภาพ/แต่งหน้าน้องเซียร์ชา โรแนน ได้น่าสนใจและแปลกตาดี คือ มองด้านหนึ่ง ก็ดูเธอสวย มีเสน่ห์เตะตากว่าเด็กสาวทั่วไป แต่อีกด้าน เธอก็ยังมีสิว มีริ้วรอยอะไรเขรอะๆ ตามใบหน้าเนื้อตัว แบบเด็กวัยรุ่นธรรมดาๆ

3. รู้สึกว่ารายละเอียดเกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัวนางเอกน่าสนใจมาก

lady-bird-2

เริ่มจากพ่อแม่ที่อายุเยอะ มีลูกตอนอายุ 40 อัพ (เข้าใจว่าในปี 2002 แม่มีอายุ 60 พ่อคงใกล้ๆ กัน ขณะที่ลูกสาวอายุ 18) แล้วก่อนจะมีลูกของตัวเอง พวกเขาก็ดันรับเด็กเชื้อสาย “ต่างชาติ” มาเลี้ยงดูเป็นลูกบุญธรรม

(ต้องยอมรับว่าผมยังสับสนกับเชื้อชาติของมิเกล -พี่ชายบุญธรรมของนางเอก- อยู่พอสมควร ตอนได้ยินชื่อ ก็นึกว่าคงเป็นเม็กซิกัน แต่พอเห็นหน้า ก็คิดว่าออกแนวคนเอเชีย พอลองไปค้นประวัตินักแสดงที่มารับบท เขาก็ดันเป็นคนออสเตรเลียที่มีพ่อแม่เป็นมาเลเซีย ซึ่งมีนามสกุลออกแนวยุโรปใต้เสียอีก 555 ผมจึงตีความเอาเองว่ามิเกลในหนังน่าจะเป็นเด็กเชื้อสายเอเชีย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงผลพวงจากสงครามเวียดนามที่ดำรงอยู่ภายในสังคมอเมริกัน อันมีนัยยะล้อ/เทียบเคียงไปกับสภาพสังคมสหรัฐหลัง 9/11 ตามท้องเรื่องพอดี)

นอกจากนี้ การที่พี่ชายบุญธรรมของนางเอกเอาแฟนสาวผิวสีพนักงานซูเปอร์มาร์เก็ตมาอยู่บ้าน (ทั้งคู่เจาะหน้าเจาะตา) โดยไม่มีปัญหาความขัดแย้งใดๆ ก็น่าสนใจ

4. แน่นอน หนังเรื่องนี้พยายามชูภาพลักษณ์แง่บวกในการเป็นเบ้าหลอมความหลากหลาย/ความเป็น “ครอบครัวใหญ๋” ของสังคมอเมริกันนั่นแหละ เพียงแต่รายละเอียดเรื่องราวและปมขัดแย้งที่หนังนำมาใช้โปรแง่มุมดังกล่าว มันมีชั้นเชิงและสนุกเพลิดเพลินอยู่พอสมควร

บางฉากที่ผมชอบ ก็เช่น ฉากที่นางเอกไม่ยอมให้พ่อขับรถไปส่งหน้าโรงเรียน (เพราะอายฐานะของตัวเอง) แล้วก็ฉากที่นางเอกกับแม่ระเบิดอารมณ์ใส่กันตอนท้ายๆ โดยพ่อซึ่งซึมเศร้าตกงาน กำลังนั่งเล่นเกมไพ่อยู่หน้าจอคอม หรือฉากนางเอกโวยเหยียดพี่ชายและแฟนเรื่องเจาะหน้าเจาะตาก็ดี (แล้วผู้กำกับก็เยือกเย็นพอที่จะค่อยๆ ปล่อยให้สถานการณ์ตึงเครียดในครัวเรือนคลี่คลายไป มากกว่าจะบีบคั้นจนแตกสลายรวดร้าว)

5. อีกจุดหนึ่งที่รู้สึกว่าหนังมีเสน่ห์ ก็คือ การวางคาแรกเตอร์ให้พวกเพื่อนสนิท-คู่ควงของนางเอก

ladybird

ทั้งจูลี่ สาวอ้วน (น่าจะ) เชื้อสายเม็กซิกัน ที่ร้องเพลง-เล่นละครเวทีก็เก่ง เรียนก็เก่งกว่านางเอกด้วยซ้ำ แต่พอจบมัธยม เธอกลับไม่ได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยโดยทันที

หรือแดนนี่ ที่มีปมขัดแย้งเรื่องเพศสภาพของตัวเองกับความเป็นไอริช/คาธอลิกของครอบครัว

ส่วนทิโมธี ชาลาเมต์ ที่รับบทเป็นไคลน์นั้น ระหว่างนั่งดูหนัง ผมก็รู้สึกว่าคาแรกเตอร์นี้มันจะซ้อนๆ กับตัวละครเอลิโอ ใน Call Me by Your Name พอสมควร แต่ไคลน์ก็มีเสน่ห์ในแบบของมันอยู่ ผมชอบบุคลิกสองด้านของไคลน์ ที่ด้านหนึ่ง เป็นพวกช่างคิด ช่างอ่าน (คล้ายจะ) เก็บตัว ออกแนวปัญญาชน อินดี้ บุปผาชน ทวนกระแสนิดนึง (เช่น ไม่เชื่อเรื่องเงินตรา ระแวงโทรศัพท์มือถือ) แต่อีกด้าน มันก็เป็นไอ้หนุ่มปาร์ตี้เจ้าสำราญ ผู้มีพฤติกรรมฟันสาวๆ ไปเรื่อย

6. อีกประเด็นหนึ่ง ที่น่าจะเป็นประเด็นหลักของหนัง และผมรู้สึกว่ามันเป็นลักษณะสำคัญของสังคมอเมริกัน คือ ความเป็นไปได้ที่คนคนหนึ่งจะใช้ชีวิต เรียน ทำงาน เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในรัฐ/เมืองเดียวตลอดไป (ส่วนหนึ่งมาจากความใหญ่โตของประเทศ)

ซึ่งมันก็บ่งชี้ถึงการมีโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมดีพอในระดับหนึ่ง แต่ขณะเดียวกัน ลักษณะเด่นข้อนี้ก็คงบอนไซคนจำนวนมากให้ติดอยู่ในโครงสร้างและแนวโน้มความเป็นไปได้แบบเดิมๆ ตลอดชีวิตเหมือนกัน

สำหรับตัวละครในหนังและคนอเมริกันอีกเป็นจำนวนมาก การเดินทางข้ามรัฐ ข้ามฟากประเทศ หรือการไปต่างประเทศ จึงเป็นอะไรที่ดูเหมือนจะยิ่งใหญ่ ท้าทาย และคาดเดาไม่ได้เอามากๆ (พอๆ กับการวิ่งเข้าไปในดิสนีย์แลนด์ของหนูๆ สองคน ใน The Florida Project)

The Florida Project กับ Lady Bird

เมื่อดูหนังสองเรื่องนี้จบลง ทำให้ผมนึกได้ว่าเวลาพูดถึงปัญหาชนชั้นที่ปะทุขึ้นในสังคมอเมริกัน มันมักจะเชื่อมโยงคนชนชั้นกลาง/ล่างเข้ากับการถูกตรึง/ไปไม่พ้นจากพื้นที่หนึ่งๆ

(การได้โอกาสเดินทางไปให้พ้นจากพื้นที่เดิมๆ ต่างหาก ที่ทำให้ความขัดแย้งตึงเครียดอันเกิดจากปัญหาชนชั้นค่อยๆ สลายเจือจางลง ดังกรณีนางเอกของ Lady Bird)

ประเด็นนี้ อย่างน้อยน่าจะแตกต่างกับกรณีของเมืองไทย ที่ปัญหาชนชั้น/ความแตกต่างทางสถานภาพด้านสังคม-เศรษฐกิจของผู้คน มันจะปรากฏชัดขึ้น เมื่อมีการปะทะกันผ่านการอพยพย้ายถิ่นฐาน (เข้ามาทำงานในเมืองใหญ่)

คนมองหนัง

“มะลิลา”: เพ่งพินิจชีวิตปัจเจก ท่ามกลางความงดงามและความอัปลักษณ์

ปรับปรุงจากบทความ เขียนถึง “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” และ “มะลิลา” ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 8-14 ธันวาคม 2560

ผมค่อนข้างเซอร์ไพรส์ เมื่อพบว่าเส้นเรื่องเกี่ยวกับความรัก-สายสัมพันธ์-ความพลัดพรากระหว่าง “เชน” (เวียร์ ศุกลวัฒน์) กับ “พิช” (โอ อนุชิต) ที่มีสัญลักษณ์สื่อกลาง คือ “การทำบายศรี” มิได้เป็นเส้นเรื่องหลักเส้นเรื่องเดียวของหนัง

“มะลิลา” (ผลงานหนังยาวลำดับที่สองของ “อนุชา บุญยวรรธนะ”) ถูกแบ่งแยกออกเป็นสองครึ่งอย่างชัดเจน โดยมี “เชน” เป็นตัวละครแกนกลาง เนื้อหาในอีกส่วนหนึ่ง จะเล่าถึงการออกธุดงค์ในป่าของพระบวชใหม่ (เชน) และพระผู้มีอาวุโสกว่า ซึ่งเคยเป็นนายทหารมาก่อน เพื่อฝึกปฏิบัติธรรมและปลดปลงความทุกข์

“มะลิลา” จึงก่อตัวขึ้นจากหลายองค์ประกอบที่ไม่น่าจะนำมาเขย่ารวมกันได้ ทั้งเรื่องเกย์, บายศรี, พุทธศาสนา, ป่า และกองทัพ ทั้งหมดเพื่อส่องสะท้อนถึงพันธะจากอดีต ปัจจุบันของตัวละคร (และอาจรวมถึงอนาคตของพวกเขา)

malila 3

นอกจากนี้ หนังยังคละเคล้า “ความงดงาม” กับ “ความอัปลักษณ์” ให้ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

คนดูจะได้เห็นฉากเลิฟซีนสวยๆ และเข้าถึงอารมณ์, เห็นกระบวนการทำบายศรีอันประณีตวิจิตรบรรจง หรือได้สัมผัสกับความเขียวขจีของพื้นที่ป่าในฤดูฝน

ขณะเดียวกัน เราก็จะกลายเป็นประจักษ์พยานของความเจ็บป่วย ความสูญเสีย ความเสื่อมโทรม คราบอาเจียน เลือด หนอน ซากศพ (มากกว่าหนึ่ง) ของทั้งมนุษย์และสัตว์ ตลอดจนเรื่องเล่าว่าด้วยงูเหลือมโหดร้ายและคนที่ถูกกล่าวหาเป็นผีปอบ

malila 4

ถ้าพิจารณาว่า “มะลิลา” เป็นหนัง “พุทธศาสนา” (โดยเฉพาะในครึ่งหลัง) ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถถูกจัดให้อยู่ร่วมกลุ่มกับ “ธุดงควัตร” ของ “บุญส่ง นาคภู่” ทั้งในแง่คุณภาพ, โครงสร้างเรื่องราว (การเรียนรู้ฝึกฝนตนเองของพระบวชใหม่), ความสัมพันธ์ของตัวละคร (พระอาจารย์กับพระใหม่ และมายาที่พวกเขายังติดยึด) และพื้นที่ในหนัง (ป่าเขาลำเนาไพร)

จุดต่างสำคัญอาจอยู่ที่ “มะลิลา” พยายามจะเปิดเปลือยให้คนดูได้ตระหนักถึงสภาพความเป็นมนุษย์ (ผู้ยังหลุดไม่พ้นบ่วงทุกข์) ของตัวละคร “พระอาจารย์” อย่างชัดเจนมากกว่า

เพราะใน “ธุดงควัตร” คนดูจะได้ยินเพียงเสียงร้องไห้ ที่สามารถอนุมานว่าน่าจะเป็นเสียงของพระอาจารย์ แต่ใน “มะลิลา” คนดูจะได้เห็นรายละเอียดซึ่งพูดถึงประเด็นเดียวกัน หากซับซ้อนและคมชัดยิ่งขึ้น

อีกจุดที่ส่งผลให้เนื้อหาส่วน “พุทธศาสนา” ของ “มะลิลา” ดูมีอะไรมากขึ้น ก็คือ การใส่รายละเอียดเกี่ยวกับ “ทหาร” ลงไป

ไล่ตั้งแต่ตัวละครพระอาจารย์ที่มีภูมิหลังเป็นทหาร จนถูกคนอื่นๆ เรียกขานว่า “หลวงพี่นายพัน” (หนังแสดงให้เห็นด้วยว่าหลวงพี่ท่านนี้ยังมีความรู้สึกผิดบาปบางประการหลงเหลืออยู่ในจิตใจ แต่มิได้ระบุชัดถึงปูมหลังดังกล่าว)

และการอธิบายว่า “ป่า” ที่พระสองรูปออกธุดงค์นั้นอยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่สู้รบ จนมีรถทหารวิ่งผ่าน มีซากศพคนตายถูกนำมาทิ้งขว้างตลอดเวลา

“พื้นที่สู้รบ/พื้นที่ทหาร” ในหนัง อาจมิใช่ “ภาพสะท้อนแท้จริง” ของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งบนแผนที่ประเทศไทย แต่ผมมองว่าหนังพยายามสร้างฉากหลังตรงส่วนนี้ขึ้นมา เพื่อใช้เป็น “นิทานเปรียบเทียบ” ของสังคมไทยทั้งสังคม

สังคมที่ทหารหรือกองทัพยังมีอำนาจอิทธิพลยิ่งใหญ่อยู่ทุกแห่งหน และสังคมที่ความรุนแรงสูญเสียมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ

malila 5

แม้ยังรู้สึกเสียดายนิดๆ ที่ “มะลิลา” ดูจะมุ่งให้ความสำคัญกับการคลี่คลายความทุกข์/ความผิดบาป/บาดแผลส่วนบุคคล มากกว่าจะทดลองขยับหรือเขย่าประเด็นเชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้น (ซึ่งมีปรากฏให้เห็นรางๆ เป็นฉากหลังในหนัง)

แต่นี่ก็ถือเป็นภาพยนตร์ไทยที่น่าพึงพอใจมากๆ เรื่องหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นถึงความละเอียดลออ พิถีพิถัน เบามือ และเปี่ยมวุฒิภาวะ ผ่านกระบวนการเล่าเรื่องซึ่งเพ่งพินิจพิจารณาอนิจลักษณะ อันดำรงอยู่ในวิถีชีวิตของปัจเจกบุคคล

คนมองหนัง

บันทึกหลังการชม “Sad Beauty เพื่อนฉัน ฝันสลาย”

เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์!

เมื่อวานไปดูหนังไทยเรื่อง “Sad Beauty เพื่อนฉัน ฝันสลาย” ของ “ตั๊ก บงกช เบญจรงคกุล” โดยรวมอาจไม่ได้ชอบหนังมาก แต่ก็รู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินระหว่างนั่งดู จากหลายๆ องค์ประกอบในภาพยนตร์ ที่บางส่วนก็ดี บางส่วนก็แปลก บางส่วนก็ฮา และบางส่วนโดนใจตัวเองเป็นการส่วนตัว

ของแถมก่อนดูหนัง

(ก) ก่อนจะเข้าไปดูหนัง เจอ “แอม ฉายนันทน์ มโนมัยสันติภาพ” มาซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆ โรง พร้อมกับสามี น่าเสียดายที่หลายปีหลัง เธอไม่ได้แสดงภาพยนตร์อีกเลย ทั้งที่สมัยเล่นหนังให้พงษ์พัฒน์ เธอก็ทำได้ดีอยู่ แล้วโดยบุคลิกภาพ เธอก็มีความพิเศษบางอย่าง คือ ไม่ใช่คนที่มีออร่าโดดเด้งแบบดารา/ซุปตาร์ซะทีเดียว แต่เป็นคนที่มีความเก๋-ขาวสว่าง ควบคู่กลมกลืนไปกับการมีบุคลิกแบบสาวออฟฟิศธรรมดา

(ข) ระหว่างดูหนังตัวอย่าง/หนังโฆษณา จู่ๆ ก็มีสิ่งที่น่าจะเป็นตัวอย่างหนังเรื่องหนึ่งถูกฉายขึ้นมา นักแสดงนำชาย คือ “กรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา” และน่าจะไปถ่ายทำกันที่นิวยอร์ก ตัวภาพเคลื่อนไหวถูกคลอด้วยเพลง “ในคืนที่เราเจอะเจอกันครั้งแรก” เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ ตลอดเวลา

ถ้ามันเป็นตัวอย่างหนังอย่างที่เข้าใจในตอนแรก นี่ก็เป็นตัวอย่างหนังที่อืด เอื่อย น่ารำคาญมาก จนเกิดความรู้สึกเบื่อๆ เอียนๆ แต่พอความยาวของมันเกินเลยมาตรฐานของหนังตัวอย่างไปไกล จึงเริ่มเอะใจว่า เอ๊ะ! หรือนี่มันเป็นมิวสิควิดีโอวะ? แล้วก็พบว่าใช่จริงๆ เพราะมันเป็นการคัฟเวอร์เพลง “ในคืนที่เราเจอะเจอกันครั้งแรก” โดย “วิน Sqweez Animal” และวง “กระทิงดำ” ในโปรเจ็กท์ BOYd50th

27540390_10159980999535029_3382337573703997832_n

MV ตัวนี้มีชื่อว่า “The Lost Hour” พูดถึงความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวชาวไทยคู่หนึ่ง ณ ช่วงเวลาที่หายไป เมื่อสหรัฐอเมริกาปรับเวลาย้อนกลับหลัง 1 ชั่วโมง ช่วงเดือนพฤศจิกายน เป็นผลงานการกำกับของ “นัฐวุฒิ พูนพิริยะ”

โดยส่วนตัวรู้สึกว่า ถ้ามองในฐานะ MV เรื่องราวของมันก็ยังโหวงๆ ขาดๆ ยังไงชอบกล ถ้ามองในฐานะภาพเคลื่อนไหวที่อยู่ท่ามกลางหนังตัวอย่าง/หนังโฆษณาจำนวนมาก ก่อนจะชมหนังยาวในโรงภาพยนตร์ ผมก็คิดว่ามันกินเวลาคนดูเยอะเกินไป

แต่นี่ก็ถือเป็นปรากฏการณ์น่าสนใจ ที่มีการนำมิวสิควิดีโอมาฉายโชว์ในโรงภาพยนตร์ก่อนหน้าหนังยาว

เอาล่ะที่นี้มาพูดถึง “Sad Beauty เพื่อนฉัน ฝันสลาย” กันดีกว่า

1. ในฐานะที่ยังไม่ได้ดู “นางฟ้า” เท่าที่ดูจาก “Sad Beauty” พบว่าตั๊กเป็นคนมี “เรื่อง” จะเล่า แล้วก็สามารถเล่ามันออกมาได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว สนุกสนาน น่าติดตาม ชวบขบคิด (แม้คุณภาพอาจมีตกๆ หล่นๆ แหว่งๆ พร่องๆ ไปบ้าง ตามรายทาง)

ในแง่นี้ ตั๊กจึงเป็น “คนบันเทิง” ที่เติบโตมาทีละขั้น จากเด็กสาวอายุ 15 ที่ได้เล่นหนังประวัติศาสตร์ชาตินิยมรายได้เกินร้อยล้านบาท มาสู่ชีวิตนางเอกที่ระหกระเหิน ดีบ้าง แย่บ้าง แล้วกลายเป็นภรรยามหาเศรษฐี และเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ (ไม่ใช่ผู้สร้างละคร ดังที่ -อดีต- นักแสดงหญิงหลายคนนิยมเป็นกัน)

มีดาราหญิงน้อยคนนัก ซึ่งจะเลือก/สามารถเดินบนเส้นทางเช่นนี้

2. ชอบที่เห็นชื่อ “บุญชัย เบญจรงคกุล” เป็นหนึ่งในทีม production designer ของหนังเรื่องนี้ (นอกจากจะเป็น executive producer) ไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้ว แกมีส่วนร่วมทำอะไรบ้างในหน้าที่ดังกล่าว?

3. ชอบการหวนคืนจอภาพยนตร์ไทยอีกครั้งของ “ฟลอเรนซ์ วนิดา เฟเวอร์”

26730790_588312948182842_1135019295261159187_n

ตามรสนิยมส่วนตัวของผม (ซึ่งไม่ค่อยอินกับพวกนางเอกละครทีวี/ซีรีส์ยุคปัจจุบัน หรือ BNK48 กระทั่งวี วิโอเลต ที่เห็นคนใกล้ตัวชื่นชอบด้วยอารมณ์อู้หู! กันเยอะ ผมก็เฉยเอามากๆ) ฟลอเรนซ์เป็นคน “สวย” ตามบรรทัดฐานในยุคสมัยหนึ่ง ที่พวกซูเปอร์โมเดลเคยโด่งดังและป๊อปมากกว่าตอนนี้

อีกส่วนหนึ่ง คงเพราะผมกับเธอถือเป็นคนเจนเดียวกัน (ฟลอเรนซ์อายุอ่อนกว่าสองปี)

ในหนังเรื่องนี้ ถึงแม้ฟลอเรนซ์จะรับบทเป็น “โย” ดาราปากร้าย นิสัยไม่ดี ประสาทเสีย เล่นยา แถมยังต้องระเหเร่ร่อนตกระกำลำบากมากมาย แต่ในแง่รูปลักษณ์ ทั้งหน้าตาและรูปร่าง เธอยังมีเสน่ห์อยู่มากๆ เลย

4. ตัวละคร “โย” และ “พิม” เหมือนต่างเป็นตัวแทนของ “ตั๊ก บงกช”

“โย” น่าจะเป็นตัวแทนในแง่สถานภาพการเป็นนางเอกตัวร้ายๆ ของวงการ

สำหรับ “พิม” แม้ตั๊กจะให้สัมภาษณ์ว่าตัวละครรายนี้มีที่มาจากเพื่อนสนิทของเธอที่เสียชีวิตไปตอนอายุ 20 ต้นๆ แต่ผมรู้สึกว่า “พิม” มีบุคลิกลักษณะบางอย่างที่พ้องกับเอกลักษณ์ของตั๊ก เช่น การพูดจา (พูดอะไรตรงๆ ขวานผ่าซาก ด้วยภาษาเชยๆ นิดนึง เช่น ตาเราเป็นอย่างงี้ แกว่าเรายัง “สมควร” ขับรถอีกเหรอวะ?)

sb 3

5. ชอบการเล่นกับแสงสีขาวๆ เจิดจ้า ชวนแสบตา ในชีวิตมายาของโย

อีกจุดที่น่าสนใจ คือ คนทำแตะประเด็นเรื่องการเล่นยาของโยได้เบามือดี โยอาจเล่นยา โยอาจเป็นผู้หญิงเริงราตรี โยอาจมีอาการประสาทหลอนเป็นครั้งคราว

แต่ถ้าจะมีส่วนที่ย่ำแย่หนักหนาสาหัสในชีวิตเธอ มันกลับไม่ได้แย่เพราะการเสพยา (ที่แทบจะกลายเป็นวิถีชีวิตสามัญปกติไปแล้ว) มันแย่เพราะอะไรอย่างอื่นมากกว่า

6. ชอบโมเมนต์สวดมนต์ทั้งสองหนของพิม

คือ การสวดมนต์ก่อนจะไปท่องราตรี หลังตรวจพบมะเร็ง และการสวดมนต์หลังเห็นพลุ (ฉลองปีใหม่?) มันดูเป็นความพยายามจะฉายให้เห็นภาวะขัดแย้ง (โศกเศร้ากับสนุก/ปลดปล่อยระบายความทุกข์ และเฉลิมฉลองกับร่วงโรย) อย่างทื่อๆ ซื่อๆ ตรงๆ ดี

แล้วก็ชอบตอนที่พิมแต่งชุดนักศึกษารำไทยอยู่ในห้องพัก โดยมีโยนอนอยู่บนเตียง เข้าใจว่าฟังก์ชั่นของฉากนี้ คงคล้ายๆ กับฉากสวดมนต์นั่นแหละ (ประมาณว่า โดยพื้นฐาน พิมเป็นกุลสตรี เด็กดี เด็กเรียบร้อยนะ แต่อีกด้าน เธอก็มีภาวะกร้านโลก ทั้งจากการคบหากับโยและจากชีวิตครอบครัวของเธอเอง)

แต่ระหว่างดูก็ไม่แน่ใจว่าจำเป็นแค่ไหนที่จะต้องใส่อะไรแบบนี้เข้ามาในหนัง แม้ผมจะสนุกและขำขันกับมันก็ตามที 55

ที่สำคัญ หลังจากนั้น เราก็ไม่เห็นพิมรำหรือแสดงความข้องเกี่ยวกับนาฏศิลป์ไทยอีกเลย 555

7. ชอบฉากฆาตกรรมด้วยมีดมากๆ มันมีลักษณะของความเป็นหนังสั้น หนังอินดี้ทุนน้อย ดิบๆ ง่ายๆ แต่ก็ยิ่งขับเน้นให้เห็นภาวะหวั่นไหว ประสาทแดก บ้าบอ จัดการปัญหาไม่ได้ ของตัวละครนำสองคนได้ดี (ทีแรกแอบจินตนาการเพ้อๆ ว่าอาจจะมีโมเมนต์แบบแทงไม่เข้า เพราะคนโดนแทงมีรอยสักที่ถูกโคลสอัพอยู่บ่อยๆ 555)

8. ชอบการใส่เพลง “คนขี้เหงา” เข้ามาในช่วงโร้ดมูฟวี่กลางหนัง ระหว่างดูถึงตอนนี้ ก็เริ่มเคลิ้มๆ และนึกถึงคลิปล่าสุดของ “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์” ที่เอาเพลงดังกล่าวมาทำใหม่พอดี

ขณะกำลังฮัม “Lonely, Mr.Lonely” อยู่ในใจ จู่ๆ ยัยเด็กสองคนในหนังมันก็ดันลงความเห็นพร้อมกันว่าเพลงนี้มันเศร้าไม่เวิร์กว่ะ เลยกด eject เทปคาสเส็ตจากเครื่องเล่นซะงั้น (รถมันยังมีเครื่องเล่นเทปอยู่!) แล้วหันไปเปิดวิทยุเจอเพลง “ขาหมู” ซึ่งสองคนนี้มันก็แหกปากร้องตาม ชื่นมื่น ชอบใจ กันยกใหญ่

ดีที่ผมเองก็ชอบเพลงนี้ของ “แทตทู คัลเลอร์” อยู่เหมือนกัน

9. แน่นอน ชอบ “ฉากทำลายศพ” ในหนังเรื่องนี้มากๆ และเห็นว่ามันเป็นหนึ่งในสิ่งที่แปลกใหม่-น่าตื่นตาของวงการหนังไทยปีนี้เลยด้วยซ้ำ

sb 2

10. ช่วงกลางเรื่อง บางคนอาจรู้สึกว่าค่อนข้างเตลิดไปไกล แต่ผมกลับชอบประเด็นหลักที่มันพาคนดูไปเจอนะ

นั่นคือสภาวะของความสับสน งงงวย ในทางจริยธรรม ซึ่งเอาเข้าจริงๆ มันอาจเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” กับ “ฝันร้าย/ความผิดบาป” ที่คงหลอนคนชั้นกลางกรุงเทพฯ (จำนวนหนึ่ง) อยู่พอสมควร ในช่วงเกือบๆ ทศวรรษที่ผ่านมา

ฝันร้ายที่ว่า “คุณทั้ง (ร่วม) ฆ่าคน คุณทั้ง (ร่วม) ทำลายศพ คุณทั้งพยายามจะลบลืมเรื่องราว สุดท้าย คุณจะดีลกับมันยังไงวะ?” (ไม่ว่าการฆ่าจะมีชอบธรรมแค่ไหน? และสมเหตุผลเพียงใด? ก็ตาม)

เมื่อเหตุการณ์สุดสยองพ้นผ่านไปแล้ว เมื่อมิตรภาพถูกทดสอบ (มีเหินห่าง มีคืนดี) เสร็จเรียบร้อย เมื่อต่างคนต่างต้องไปเผชิญหน้ากับบททดสอบอื่นๆ ในชีวิตของตัวเอง (พยายามคืนวงการบันเทิงและมีรักใหม่ หรือพยายามรักษาตัวจากโรคร้าย)

แต่บางคนดันสลัด “อดีตบาดแผล” ตรงจุดนั้นได้ไม่หลุด น่าสนใจมากว่าคนสลัดไม่หลุดดันเป็นนางเอกเหลวแหลกเลอะเทอะ (ผู้ไม่ได้เป็นมือฆ่า/มือทำลายหลักฐาน – เป็นแค่ผู้ร่วมกระทำผิด) อย่างโย ขณะที่คนป่วย/คนเพิ่งมีบาดแผลทางครอบครัวอย่างพิม กลับไม่ค่อยรู้สึกรู้สาหรือหวนรำลึกถึงเรื่องโหดร้ายดังกล่าวสักเท่าไหร่

พูดอีกอย่างคือ พิมนิ่ง/เลือดเย็น/โหดกว่าโย

sb 4

11. อีกอย่างที่น่าดีใจ คือ นี่เป็นหนังของผู้กำกับหญิง ที่เดินเรื่องด้วยตัวละครนำหญิงสองคน ส่วนตัวละครผู้ชายที่พอจะโดดเด่นอยู่บ้าง ล้วนมีสถานะเป็นเพียงส่วนเกิน/ส่วนเติมเต็มบางอย่าง บ้างก็ดำรงอยู่เพื่อจะถูกทำลายล้าง, บ้างก็ดำรงอยู่เพื่อช่วยทำลายหลักฐาน/ลบล้างความผิด (ทีแรกนึกว่า “น้าแดง” จะมีบทบาทมากกว่านั้น จากสายตาที่มองโย) หรือบ้างก็ดำรงอยู่เพื่อเป็นคู่นอนของผู้หญิงเซเลบ (แถมดันเป็นผู้ชายใจเสาะกลัวโรงพยาบาลอีกต่างหาก)

12. ไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบช่วงท้ายๆ/ตอนจบของหนังหรือไม่ คือ รู้สึกว่ามันถูกครุ่นคิด ถูกออกแบบ มาดีและซับซ้อนพอสมควร (ตามความเห็นส่วนตัว อย่างน้อย ซีนปิดฉากก็คมคายอยู่นะ)

เพียงแต่โดยรวมๆ หนังกลับมีอาการแผ่วปลาย จนสื่อหรือถ่ายทอดอารมณ์ห้วงสุดท้ายออกมาได้ “ไม่ถึง” หรือ “ไม่สุด”