คนมองหนัง

บันทึกถึง Afterimage, Toni Erdmann และ Nocturama

Afterimage (Andrzej Wajda)

Afterimage1

หนังเปิดเทศกาล European Union Film Festival 2017

จะว่าไปแล้ว หนังไม่ได้อยู่ในระดับ “ดีมาก” นอกจากนี้ ไม่แน่ใจด้วยว่าเรื่องราวของหนังที่อิงมาจากชีวิตของคนจริงๆ มันสอดคล้องต้องตรงกับ “เรื่องจริง” ขนาดไหน?

แต่ประเด็นหลักของหนังนั้น “ทรงพลัง” อย่างมาก

หนังเล่าเรื่องราวชีวิตของ Władysław Strzemiński จิตรกรเอกแนวอาวองการ์ด ที่ช่วงชีวิตของเขาดำเนินไปท่ามกลางการปฏิวัติรัสเซีย-สงครามโลก-สงครามเย็น

หนังแสดงให้เห็นวิธีคิดที่เปลี่ยนแปลงของ Strzemiński จากการเป็นศิลปินที่เลือกทำงานรับใช้ระบอบการเมือง (สหภาพโซเวียต) มาสู่การเป็นครูสอนศิลปะที่เชื่อว่าศิลปะกับการเมืองควรมีระยะห่างจากกัน

แต่ความเชื่อแบบหลังซึ่งดูเหมือนเป็นความพยายามที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองของเขา กลับนำไปสู่ความขัดแย้งในทางการเมือง เพราะต่อมารัฐบาลคอมมิวนิสต์โปแลนด์ต้องการให้ศิลปินและโรงเรียนศิลปะผลิตงานที่รับใช้ระบอบการเมืองของตน

เมื่อ Strzemiński และกลุ่มลูกศิษย์เห็นค้านกับนโยบายดังกล่าว พวกเขาจึงโดนกลั่นแกล้งต่างๆ นานา

afterimage_01

ผมชอบที่หนังฉายภาพให้เห็นว่าเมื่อรัฐต้องการจะกลั่นแกล้งคน (ที่ต่อต้าน/มีความเชื่อต่างจากรัฐ) อย่างหนักหน่วงไปจนสุดทาง (โดยไม่ต้องลงมือฆ่าเขาตรงๆ) รัฐจะลงมือทำเรื่องดังกล่าวด้วยวิธีการแบบไหนได้บ้าง

หนังค่อยๆ เปิดเผยภาวะที่ Strzemiński ถูกกระทำจากรัฐอย่างหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะปิดฉากลงอย่างไร้ซึ่งความหวัง

อย่างไรก็ดี อีกจุดหนึ่ง ซึ่งผมชอบในหนังเรื่องนี้ คือ หนังไม่ได้นำเสนอแต่ภาพลักษณ์ความเป็น “ขบถทางการเมือง” (ด้านบวก) ของ Strzemiński เพียงองค์ประกอบเดียว

แต่หนังยังฉายภาพความเป็นพ่อและผัวที่ไม่ค่อยได้เรื่องนัก (ด้านลบ) ของเขา

น่าคิดว่าถ้ารัฐที่เข้มแข็ง (หรืออาจรวมถึงรัฐเผด็จการ) มีความหมายเชื่อมโยงกับการมีผู้นำเป็นมหาบุรุษผู้แข็งแกร่ง การดำเนินชีวิตในฐานะ “ผู้ (ไม่) นำครอบครัว” ของตัวละคร Strzemiński ในหนัง ก็นับเป็นการปฏิเสธคุณลักษณะดังกล่าวของรัฐอย่างถึงขีดสุดเช่นกัน

Toni Erdmann (Maren Ade)

Toni-Erdmann-Banner

เป็นหนังที่โด่งดังมากๆ ตามเทศกาลภาพยนตร์ทั่วโลกเมื่อปี 2016 แต่เพิ่งมาได้ดูจากสัปดาห์ภาพยนตร์เยอรมัน 2017

หนังสนุกสนานและตลกมากๆ สมคำร่ำลือจริงๆ

ระหว่างดูหนังเรื่องนี้ ผมดันไปนึกถึงไอเดียเรื่อง carnivalesque ของ Mikhail Bakhtin

โอเคไอเดียหลักๆ มันก็คงเป็นเรื่องการสร้างโลกของการมีเสียงหัวเราะ/อารมณ์ขันขึ้นมา เพื่อท้าทาย/ผ่อนคลายอำนาจของโลกที่ซีเรียสจริงจัง (ตั้งแต่ยุคศาสนจักรเรืองอำนาจมาถึงยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์)

แต่จริงๆ ถ้าใครได้อ่านหนังสือ “Rabelais and His World” (ผมอ่านไปแบบงูๆ ปลาๆ) ก็จะพบว่ามันมีอีกหลายองค์ประกอบใน Toni Erdmann ที่สอดคล้องลงรอยกันได้ดีกับสิ่งที่ Bakhtin เสนอ

แน่นอนว่าจุดที่พีคสุดในหนัง คือ ฉาก “ปาร์ตี้เปลือย” ที่ด้านหนึ่ง มันแสดงให้เห็นว่าพอปลดเปลื้องอะไรออกหมดเหลือเพียงร่างกายเปลือยเปล่า ทั้งบอสและลูกน้องในองค์กรธุรกิจทุนนิยมมันก็มีสถานะเท่ากัน

แต่ในมุมของ Bakhtin การโป๊เปลือยในเทศกาลรื่นเริง ซึ่งแลดูเป็นการโชว์ของ “ต่ำ” ยังหมายถึงการ “เปิด” และ “เชื่อมโยง” ชีวิต/ชุมชน (พื้นบ้านอันรื่นเริงสนุกสนาน) ของสามัญชนเข้าหากัน รวมถึงเป็นการเชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับโลก

เช่นเดียวกับแนวคิดเรื่อง “grotesque body” (ซึ่งผมคิดว่าการปลอมตัวเป็นสัตว์ประหลาดยักษ์ที่เต็มไปด้วยขนของลุง Toni นั้นเข้าข่ายนี้) ที่ซ่อนนัยยะความหมายทำนองเดียวกันกับการเผยร่างกายอันเปล่าเปลือย

การเปิดเปลือยเรือนร่างของมนุษย์ก็ดี การแสดงให้เห็นถึง “ร่างกายอันแปลกประหลาดใหญ่โตเกินธรรมชาติ” ก็ดี ล้วนบ่งชี้ถึงศักยภาพและโอกาส (ในการสร้างเสียงหัวเราะล้อเลียน) ของสามัญชน ที่สามารถขยายขอบเขตและเชื่อมโยงต่อเนื่องกันไปได้เรื่อยๆ โดยไร้จุดสิ้นสุด

toni-erdmann-2

ที่สำคัญ ภาวะไร้ขอบเขตหรือไร้จุดสิ้นสุดเช่นนั้นยังผูกโยงอยู่กับวงจรชีวิตของมนุษย์ที่มีทั้งเกิดและดับ เสื่อมสูญและรุ่งโรจน์ เป็นนิรันดร์ จะเห็นได้ว่าหนัง Toni Erdmann ก็พูดถึงประเด็นทำนองนี้เอาไว้ ผ่านการตายของคุณย่าและสุนัขชรา และการเริ่มต้นชีวิตเฟสใหม่ของอิเนส

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าในอีกมุมหนึ่ง ศักยภาพอันไร้ขีดจำกัด (และก้าวข้ามการเกิด-ดับของชีวิต) ในการสร้างเสียงหัวเราะหรืออารมณ์ขันให้แก่มนุษย์ธรรมดาสามัญ นั้นก็มีสถานะเป็นโลกเฉพาะ โลกของภาวะกลับหัวกลับหาง ที่ไม่ได้ดำรงอยู่ตลอดเวลา

แต่มันเป็นภาวะชั่วครั้งชั่วครู่ (ในแต่ละปี) ที่เปิดโอกาสให้เราได้ท้าทายอำนาจอันซีเรียสจริงจัง หรือเป็นช่องทางผ่อนคลาย/รูระบายความตึงเครียดจากภาวะความสัมพันธ์ทางอำนาจดังกล่าว

หรือในทางกลับกัน มันอาจกลายเป็นแหล่งชาร์จพลังให้เราสามารถหวนกลับไปเคร่งเครียดในโลกของความเป็นทางการ (อันไร้เสียงหัวเราะ) ได้อีกครั้งหนึ่ง อย่างกระปรี้กระเปร่า

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าหนังเยอรมันเรื่องนี้ไม่ได้พูดแค่เรื่องการสร้างอารมณ์ขัน/เสียงหัวเราะขึ้นมาต่อสู้คัดง้างหรือประคับประคองโลกของการทำงานอันเคร่งเครียดจริงจัง แต่มันกล่าวถึงอารมณ์ความรู้สึกในแง่อื่นๆ ด้วย

เช่น ฉากอิเนสกอดพ่อในร่างตัวประหลาดกลางสวนสาธารณะ ที่ทำเอาคนดูจำนวนมากถึงกับร้องห่มร้องไห้หรือน้ำตารื้นกันเลยทีเดียว

Nocturama (Bertrand Bonello)

nocturama-paris-is-happening-poster

ได้ดูจาก European Union Film Festival 2017 เช่นกัน

หนังสนุกมาก โดยเฉพาะตอนช่วงท้ายๆ ที่ทำเอาลุ้นถึงขีดสุด (เพราะความโหดเหี้ยมและเลือดเย็นมากๆ ของมัน) แม้จะรู้ว่าถึงจะลุ้นจะเอาใจช่วยกลุ่มตัวละครหลักแค่ไหน มันก็คงไม่ค่อยมีความหวัง

แต่จริงๆ โดยส่วนตัว ผมยังรู้สึกมีปัญหากับการตัดสินใจและวิถีชีวิตหลังก่อการของกลุ่มตัวละครในหนังเรื่องนี้อยู่พอสมควร เพราะรู้สึกว่าการเลือกไปอยู่ตรงมุมอับอย่างนั้น มันอาจทรงพลังในแง่สัญลักษณ์ หรือน่าสนใจในเชิงโครงสร้างของเรื่องเล่า แต่มนุษย์ปกติควรตัดสินใจอย่างนั้นไหม? อันนี้เป็นคำถามที่ไม่แน่ใจในคำตอบมากนัก

อย่างไรก็ดี ในแง่ความหมายที่ซ่อนนัยให้ตีความต่อ การท้าทายรัฐ/ระบบทุนนิยมอย่างสุดขั้ว แล้วหลบเข้าไปซ่อนตัวในห้างสรรพสินค้า นี่มันเวิร์ค/ตรงเป้าเลย

ด้านหนึ่ง นี่อาจแสดงให้เห็นถึงอำนาจ/พื้นที่ของระบบเศรษฐกิจการเมืองอันไพศาล ที่อย่างไรเสีย เราก็หลีกหนีมันไม่พ้น

อีกด้าน ทำให้นึกถึงงานของ Henri Lefebrve นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศสอยู่รางๆ

จำได้ว่า Lefebrve เคยเสนอไว้ทำนองว่า ระบบทุนนิยมได้แผ่อำนาจเข้ามาครอบงำวิถีชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกกลุ่มทุกชนชั้น (อันนี้ทำให้นึกถึงบรรดาตัวละครหลักใน Nocturama ที่มีตั้งแต่พนักงานออฟฟิศ หนุ่มสาวนักศึกษา รปภ.หนุ่ม หนุ่มสาวเชื้อสายอาหรับ เด็กวัยรุ่นผิวดำ เรื่อยไปจนถึงลุงป้าคนไร้บ้าน) ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการบริโภค

พื้นที่ของการใช้ชีวิตประจำวันแบบนี้ได้ช่วยหล่อเลี้ยงและผลิตซ้ำระบบทุนนิยมให้ดำเนินต่อไปได้เรื่อยๆ จนกว่าจะมีผู้ลุกขึ้นมากระทำการปฏิวัติต่อวิถีชีวิตประจำวันดังกล่าว

Nocturama

แต่กลุ่มคนหนุ่มสาวใน Nocturama ก็คล้ายจะไม่ได้มุ่งปฏิวัติวิถีชีวิตประจำวันอย่างถอนรากถอนโคนเสียทีเดียว เพราะพวกเขาไม่ได้เข้ามาทำลายล้างห้างสรรพสินค้าที่พวกตนใช้หลบซ่อนตัว มิหนำซ้ำ ยังมีความสุขเพลิดเพลินกับสินค้าหรูหราในห้างเสียด้วย

อีกจุดหนึ่ง ซึ่งทำให้ผมคิดต่อจาก Lefebrve คือเขาเคยเสนอไอเดียเรื่อง The Bureaucratic Society of Controlled Consumption ที่ว่าวิถีชีวิตประจำวันและ “ความต้องการ” ของมนุษย์ยุคใหม่จะถูกควบคุมกำหนดโดยอำนาจเบ็ดเสร็จของสังคมแบบอุตสาหกรรม

จากไอเดียของ Lefebrve คล้ายกับว่าระบบทุนนิยม/การผลิตสินค้าแบบอุตสาหกรรม จะสามารถกลายสภาพเป็นอำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จได้ด้วยตัวเอง แต่เราจะมองไม่เห็นภาพว่าระบบเศรษฐกิจ/การผลิต/การบริโภคดังกล่าว จะทำงานสอดคล้องกับอำนาจรัฐราชการอันเด็ดขาดได้อย่างไร?

ผมรู้สึกว่าช่วงสุดท้ายของ Nocturama สามารถแสดงภาพความร่วมมือที่ว่าได้เป็นอย่างดี

อีกส่วนหนึ่งที่ผมชอบมากในหนัง ก็คือ บรรดาฉาก “เหลื่อม” เวลาช่วงเดียวกัน ภายใต้สถานการณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งปรากฏตรงช่วงต้นกับท้ายเรื่อง

นี่เป็นเหมือนการท้าทายแนวคิดเรื่อง “สุญกาลสหมิติ” อยู่พอสมควร

Advertisements
ข่าวบันเทิง

เมื่อ “อุทัยเทวี” จวนจะปิดกล้อง ส่วนจักรๆ วงศ์ๆ เก่าเล่าใหม่คิวถัดไป คือ “เทพสามฤดู”

ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่วงเช้าเสาร์-อาทิตย์ทางช่อง 7 เรื่องปัจจุบันอย่าง “อุทัยเทวี” นั้นกำลังจวนจะปิดกล้องและถึงคราอำลาจอ

และก็เป็นที่คอนเฟิร์มแล้วเช่นกันว่า ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องใหม่ (แต่แฟนๆ น่าจะคุ้นเคยชื่อเสียงเรียงนามกันเป็นอย่างดี) ซึ่งจะมาต่อคิวฉายเป็นลำดับถัดไป ก็คือ “เทพสามฤดู”

ข้อมูลนี้ได้รับการยืนยันจากอินสตาแกรมของ “สามเศียร” บริษัทผู้สร้างละครจักรๆ วงศ์ๆ หนึ่งเดียวของช่อง 7 (https://www.instagram.com/samsearn/)

เทพสามฤดู 2530
เทพสามฤดู 2530

ก่อนหน้านี้ ทางดาราวิดีโอ-ดีด้า-สามเศียร เคยผลิต “เทพสามฤดู” ลงจอช่อง 7 มาแล้วสองหน ในปี 2530 และ 2546

เทพสามฤดู 2546
เทพสามฤดู 2546

“เทพสามฤดู 2560” จึงนับเป็นละครเวอร์ชั่นที่สาม ส่วนใครจะรับบทบาทเป็นนักแสดงนำกันบ้าง ข้อมูลและรูปภาพคงถูกเผยแพร่ออกมาเร็วๆ นี้

 

 

คนมองหนัง

“ฉลาดเกมส์โกง”: เครื่องรางในห้องสอบ, ข้อสอบชอยส์ในมหา’ลัย และ โหยวตั้นจือ

คงไม่เขียนวิจารณ์เจาะลึกอะไรมากมาย เพราะหลายคนเขียนกันไปหมดแล้ว พร้อมๆ กับการที่รายได้ของหนังทะลุหลักร้อยล้าน

แต่อยากจะเขียนถึง 3 ประเด็นในหนังเรื่องนี้ ที่สัมผัสกับประสบการณ์ส่วนตัวของตนเอง

ข้อแรก

ฉลาดเกมส์โกง ลิน

จะมีฉากเล็กๆ ฉากหนึ่งที่ผมชอบมากๆ คือ ฉากที่ “ลิน” เข้าห้องน้ำก่อนเข้าห้องสอบที่ออสเตรเลีย แล้วทำท่ายกมือไหว้ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรบางอย่าง

ซึ่งมันสวนทางกับบุคลิก “เด็กเนิร์ด เด็กเรียน หัวสมัยใหม่” ที่ผ่านมาของเธอพอสมควร

ตรงนี้ ทำให้ผมคิดถึงตัวเองตอนเด็กๆ เหมือนกัน

จำได้ว่าก่อนขึ้นประถมศึกษา ตัวเองเคยไปเที่ยวญี่ปุ่นกับครอบครัว แล้วที่บ้านก็ซื้อ “เครื่องราง” ที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จด้านการศึกษา ให้ผม

ผมพกเครื่องรางนั้นเข้าห้องสอบเสมอมา ตั้งแต่ช่วง ป.1-ปี 2 (ไม่นับรวมพระที่ห้อยคออยู่เป็นประจำ)

พร้อมๆ กับเครื่องรางญี่ปุ่น ประมาณ ป.4-5 มีเพื่อนคนหนึ่งนำ “แผ่นผูกดวง” ที่ทำจากทองเหลืองแข็งๆ คมๆ มาให้ผม

จากนั้น ผมเลยพกเครื่องรางญี่ปุ่น+แผ่นผูกดวงเข้าห้องสอบทุกครั้งไป

ผมเคยสอบตกวิชาวิทยาศาสตร์ตอนมิดเทอม ม.3 เทอมหนึ่ง ครั้งหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผม “เชื่อ” ในเครื่องราง-แผ่นผูกดวงที่พกติดตัวเข้าห้องสอบน้อยลง

ผมมาเลิกพกเครื่องราง-ของขลังเข้าห้องสอบเอาเมื่อตอนปี 2 เทอมหนึ่ง

ตอนนั้น ผมลงเรียนกับ อ.ธเนศ วงศ์ยานนาวา เป็นวิชาแรก และเพราะนักศึกษาในชั้นมีเยอะ แกจึงจัดสอบมิดเทอม โดยนักศึกษาปี 2 (ที่ภาษาอังกฤษพื้นฐานยังไปไม่ค่อยรอดเลยอย่างผม) ต้องอ่านงานของ Thomas Hobbes และ Quentin Skinner ไปสอบ

เล่นเอาบ้าไปเลยครับ แถมในห้องสอบ อ.ธเนศ ยังมาร้องเพลง American Pie กวนนักศึกษาซะอีก 555

การเข้าห้องสอบครั้งนั้น ทำให้ผมตระหนักว่า เฮ้ย! เจออย่างนี้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ช่วยไม่ไหวว่ะ

นับแต่นั้นมา ผมเลยเลิกนำเครื่องรางและแผ่นผูกดวงเข้าห้องสอบไปโดยปริยาย

ข้อสอง

ฉลาดเกมส์โกง ชอยส์

ข้อนี้ก็เป็นบทสนทนาเล็กๆ ในหนังเช่นกัน นั่นคือประโยคที่ “ลิน” บอกกับ “พัฒน์” และ “เกรซ” ว่า ในมหาวิทยาลัยไม่มีข้อสอบชอยส์แล้วนะ

อันนี้คงจะจริงสำหรับมหาวิทยาลัยเมืองนอก แต่สำหรับมหาวิทยาลัยเมืองไทย (กรณีของผมคือ ธรรมศาสตร์) ผมยังเจอข้อสอบชอยส์จนเกือบเรียนจบเลยนะ

ตอนปี 1 มันจะมีวิชาเรียนรวมของนักศึกษาทั้งมหาวิทยาลัย ซึ่งใช้ข้อสอบชอยส์ วิชาภาษาอังกฤษตั้งแต่ปี 1 ถึง 3 ก็ใช้ข้อสอบชอยส์แทรกอยู่ตลอด

ขึ้นปี 2 ผมข้ามไปเรียนวิชาหนึ่งที่คณะศิลปศาสตร์ (ซึ่งอีกหลายปีต่อมา -แต่ไม่ใช่ปัจจุบันนี้- กลายเป็นวิชาที่ “ดัง” ทั้งตัวอาจารย์และเนื้อหา) วิชานั้นก็ใช้ข้อสอบชอยส์ และเป็นข้อสอบชอยส์ที่ “โคตรยาก” ที่สุดในชีวิตหนหนึ่งเลย

ข้อสาม

ฉลาดเกมส์โกง แบงค์

ข้อนี้เป็นประเด็นใหญ่ในหนังหน่อยนึง

คือชะตากรรมของ “แบงค์” นี่ทำให้ผมนึกถึง “โหยวตั้นจือ” ใน “แปดเทพอสูรมังกรฟ้า”

โหยวตั้นจือในแปดเทพฯ คือ ตัวละครที่ “ถูกกระทำ” มาตลอดเรื่อง ทั้งสูญเสียครอบครัว ทั้งโดนครอบหัวเหล็ก (ถูกปฏิบัติด้วยยังกะสัตว์เลี้ยง)

แต่พอมันฟลุ้กจะได้เป็นจอมยุทธชั้นนำ จะได้รักใครอย่างแอคทีฟ มันกลับโดนก่นด่าประณามในฐานะตัวร้ายโง่งม แล้วก็ต้องปิดฉากตัวเองด้วยเหตุโศกนาฏกรรมในท้ายที่สุด

พอเอา “แบงค์” ไปเทียบกับ “โหยวตั้นจือ”

โดยส่วนตัว ผมจึงไม่ค่อยแอนตี้ช่วงท้ายๆ ของ “ฉลาดเกมส์โกง” มากนัก

เพราะการที่ “ลิน” ถีบหัวส่ง “แบงค์” แบบเนียนๆ ดีๆ มีคุณธรรม เพื่อ “ฟอกขาว” ตัวเอง มันยิ่งทำให้ชะตากรรมของ “แบงค์” ทาบทับกับ “โหยวตั้นจือ” ได้แนบสนิทขึ้น

และ “แบงค์” มันคงบ่นว่า ไอ้ห่า! ก็พวกมึงนั่นแหละ ที่รวมหัวกันค่อยๆ เปลี่ยนกูให้กลายมาเป็นคนแบบนี้ แล้วพอกูจะเจริญรุ่งเรืองในระบบเหี้ยๆ ที่พวกมึงเคยประสบความสำเร็จ พวกมึงดันมาถีบหัวส่งกูซะงั้น

กูต้องทำไง ต้องโดดหน้าผาตายเหรอ?

คนมองหนัง

ความรู้สึกหลังดู “ทวิภพ” ฉบับ “สุรพงษ์ พินิจค้า” เวอร์ชั่น “Director’s Cut” รอบสอง

1.

ทวืภพ 3

เป็นการดูรอบสองที่โรงหนังศรีศาลายา หลังจากเคยดูเมื่อครั้งที่หนังเวอร์ชั่นนี้เข้าฉาย ณ House RCA เมื่อหลายปีก่อนโน้น

การฉายที่ศรีศาลายาเหมือนจะมีปัญหาเรื่องระบบเสียงหน่อยนึง เวลาตัวละครที่รับบทโดย “นิรุตติ์ ศิริจรรยา” พูด (ประโยครูปแปลกๆ ด้วยเสียงที่อยู่ในลำคอ) จึงค่อนข้างฟังลำบากอยู่พอสมควร

2.

ทวิภพ 1

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ถ้าตัดปัญหาเรื่องเสียงออกไป ผู้ชมยังสัมผัสได้ถึง “พลังเต็มเปี่ยม” ของหนังเรื่องนี้

ต้องยอมรับว่า “ทวิภพฉบับสุรพงษ์” นั้น เป็นหนังไทยที่ “ทะเยอทะยาน” จริงๆ

ทั้งในแง่การกล้าลงทุนสร้างหนังแบบนี้ (แต่ผลตอบรับกลับสวนทางกับทุนสร้างแบบสุดๆ) ซึ่งถ้ามองจากยุคปัจจุบัน คงไม่มีใครกล้าทุ่มทุนให้หนังพีเรียด อลังการงานสร้าง และมีประเด็นเคร่งเครียดจริงจัง ในทำนองนี้อีกแล้ว

(ยุคนั้น ส่วนหนึ่ง ผู้สร้างอาจยังอยากลองเสี่ยงเพื่อต่อยอดความสำเร็จจาก “บางระจัน” และร่วมวิ่งไปบนลู่ใกล้ๆ กับ “สุริโยไท”)

อีกส่วนหนึ่งซึ่งต้องยอมรับว่าเป็น “จุดยิ่งใหญ่” มากๆ ของหนังเรื่องนี้ คือ การกล้าหาญนำเสนอ “ภาพแทน” ของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี คือ รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 รวมถึงพระปิ่นเกล้า

3.

ทวิภพ 2

เอาเข้าจริง ทวิภพฉบับนี้ (และเวอร์ชั่นนี้) มันแทบไม่ใช่หนัง Fiction เลยด้วยซ้ำ แต่มีลักษณะค่อนไปทาง Essay Film มากกว่า

ถ้าใครคาดหวัง “ดราม่า” คาดหวัง “การเร้าอารมณ์” จากมัน เลยอาจไม่ได้รับสิ่งเหล่านั้นกลับบ้านไป

หนังไม่มี “นักแสดง” ที่สวมบทบาทได้ดีหรือน่าประทับใจเป็นพิเศษ (แต่พวกเขาจะน่าจดจำเป็นช็อตๆ ในฐานะองค์ประกอบหนึ่งของ Mise-en-scène มากกว่า)

นักแสดงทุกคนจึง “พูด/แสดง” ในสิ่งที่คนทำ (ผู้กำกับและคนเขียนบท) ต้องการจะพูดหรือโชว์ข้อมูลที่พวกตนได้ศึกษาค้นคว้ามาและเชื่อถือ

อีกแง่หนึ่ง นักแสดงใน “ทวิภพฉบับสุรพงษ์” ย่อมถือเป็น “ร่างทรงแทบจะสำเร็จรูป” ของคนทำ

สภาวะเช่นนี้นำไปสู่ทั้ง “ข้อดี” และ “ข้อไม่ดี”

แน่นอน ผมยังคง “ยี้” บทพูดและการแสดงที่จงใจเสียดสีเรื่อง “คนไทยยุคหลังอ่านหนังสือปีละ 6 บรรทัด”

นอกจากนี้ มันจะมีบทพูดบางส่วนที่ฟังดู “ตลก” ไม่ค่อยเป็นภาษาคน เช่น ตอนที่ตัวละครพูดถึง “โอกาส” ที่จะฆ่าหรือไม่ฆ่ากงสุลโอบาเรต์ หรือตอนมณีจันทร์เพิ่งกลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้วนอนงัวเงียบนรถ

แต่ขณะเดียวกัน ผมกลับชอบลักษณะการพูดจาแปลกๆ ของบรรดาตัวละครในหนังอยู่ไม่น้อย เราจะเห็นได้ว่าในหลายจังหวะ ตัวละครจะชอบพูดจาซ้ำไปซ้ำมา ย้ำทวนประโยคเดิม 2-3 หน เหมือนคนมีอาการย้ำคิดย้ำทำ

พอกลับมาดูหนังรอบล่าสุด ผมดันสนุกและขำๆ กับจังหวะการพูดแบบนี้ (ข้อนี้ไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้ว นี่เป็นลักษณะการพูดในชีวิตปกติของคนทำด้วยมั้ย?)

4.

ทวิภพ 4

ข้อหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าตัวเอง “พลาด” คือ ผมจำไม่ได้ว่า “ทวิภพฉบับสุรพงษ์ เวอร์ชั่นฉายโรงปกติ” กับ “หนังฉบับ Director’s cut” นั้น มีท่าทีแตกต่างกันต่ออุปมาว่าด้วย “ประวัติศาสตร์กับสายน้ำ”

ผมเป็นคนหนึ่งที่รำคาญไอ้ประโยคเก่งของขุนอัครเทพวรากร ที่ว่า “ข้าเกิดที่แม่น้ำสายนี้ และข้าก็จะขอตายที่แม่น้ำสายนี้” มากๆ และนำไปล้อเลียนตามที่ต่างๆ อยู่บ่อยๆ ด้วยความรู้สึกซึ่งอิงมาจากความคิดที่ว่า

แหมยังกะมึงสามารถเอาเท้าเหยียบลงไปบนแม่น้ำสายเดิมได้ถึงสองครั้งอย่างงั้นนี่

แต่ตอนดูหนังฉบับ Director’s cut หนแรก ผมจำแทบไม่ได้เลยว่าตัวละครในหนังที่มีปัญหาและตั้งคำถามจริงจังกับวรรคทองอันนี้ คือ มณีจันทร์

จนมาดูอีกครั้งที่ศรีศาลายา ผมจึงพบว่า เออ! เมนี่เธอเถียงเรื่องนี้ไว้ดีมากๆ ในทำนองว่า

สรุปแล้ว คนอย่างฉันควรจะอยู่ตรงไหนของสายน้ำกันวะ?

หรือเมื่อสายน้ำมันล่องไหลไปเรื่อยๆ อยู่ตลอดเวลา แล้วมนุษย์เราควรจะยืนหยัดอยู่ตรงอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต?

ข้อถกเถียงนี้จะเชื่อมโยงถึงประเด็นถัดไปด้วย

5.

ผมเพิ่งมาตระหนักชัดๆ ว่า ทวิภพฉบับที่ตัดโดยสุรพงษ์เอง นำเสนอการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างสยามกับลัทธิล่าอาณานิคม ผ่านมุมมองสามแบบ (ผ่านชายสามคนที่หลงรักมณีจันทร์)

อัครเทพ

ขุนอัครเทพฯ จะออกแนวขวาทื่อๆ เกลียดฝรั่งชัดเจนสุด (แต่ไม่ถึงกับปฏิเสธฝรั่งในระดับ 100%) สลับซับซ้อนน้อยที่สุด รักษาจิตวิญญาณของนิยายไว้มากที่สุด (เผลอๆ จะเป็น “สายเหยี่ยว” กว่าพระเอกในนิยายด้วยซ้ำ) และแน่นอน มันต้องเป็นพระเอก 555

ซาเวียร์

ฟรองซัวส์ ซาเวียร์ ควรจะเป็นคนที่มองสยามหรือเขียนงานชาติพันธุ์นิพนธ์เกี่ยวกับสังคมสยามจากสายตาเจ้าอาณานิคมมากที่สุด แต่หนังก็ทำให้ตัวละครรายนี้มีภูมิหลังซับซ้อนกว่านั้น คือ กำหนดสร้างให้เขามีสายเลือดสยามอยู่ในตัวด้วย (สืบทอดจากบรรพบุรุษในสมัยสมเด็จพระนารายณ์) เขาจึงไม่มีอาการเหยียดสยามว่าเป็นสังคมที่ไม่ศิวิไลซ์หรือป่าเถื่อน ไม่ได้มองสยามด้วยสายตาเจ้าอาณานิคม แต่มองโลกผ่านสายตาที่เปี่ยมด้วยมนุษยธรรม โดยเห็นว่าคนในทุกสังคมนั้นเท่ากัน และต่างมีอารยธรรมด้วยกันหมดทิ้งสิ้น

จริงๆ ผมมีปัญหากับการเพิ่มภูมิหลังให้ซาเวียร์อยู่นิดๆ กล่าวคือ ทำไมฝรั่งในยุคอาณานิคมจะมองโลก (เอเชีย/ตะวันออก) ด้วยสายตาที่แอนตี้ลัทธิล่าอาณานิคมไม่ได้? ทำไมฝรั่งยุคโน้นจะมองโลกแบบทวนกระแสจากกระแสความคิดหลักของสังคมตนเองไม่ได้?

แต่เรา (คนสยาม/คนไทย) ต้องประกอบสร้างให้ฝรั่งคนนั้นมันมี “ความเป็นไทยทางสายเลือด” ซะก่อน มุมมองของมันถึงจะเปลี่ยนไป

ซึ่งการใส่สายเลือด/คุณลักษณะทางชีววิทยาเข้าไปในตัวซาเวียร์ เพื่อเขาจะได้มองเห็นสยามว่าเป็นสังคมที่เท่าเทียมกับ “ตะวันตก” ก็คือ วิธีคิดแบบเจ้าอาณานิคม/มานุษยวิทยายุคแรกเริ่มในมุมกลับนั่นเอง

ราชไมตรี

ตัวละครที่เจ๋งสุด (และเอาเข้าจริง ผมหมั่นไส้มากที่สุด) คือ หลวงราชไมตรี หมอนี่แหละคือคนที่มองสังคมสยามด้วยสายตาแบบ “เจ้าอาณานิคมภายใน” คือ มอง/เหยียดว่าพวกชาวบ้านเอาแต่เล่นสนุก ไม่แอคทีฟ ไม่ตระหนักถึงภัยคุกคามจากภายนอก ไม่แสวงหาความรู้ (มีแต่ชนชั้นนำอย่างพวกข้าฯ เท่านั้น ที่ทำงานหนักในการพยายามทัดทาน “อำนาจตะวันตก”)

ที่สำคัญ ผมยังรู้สึกว่าถ้าหลวงราชไมตรี พี่แกวิจารณ์ชาวบ้านสยามในยุคร่วมสมัยกับตนอย่างหนักหน่วงถึงเพียงนี้ แล้วเขาและมิตรสหายจะตกอกตกใจกึ่งประณามเรื่องที่อนุชนรุ่นหลังอ่านหนังสือน้อยกันทำไมวะ? 555

ไปๆ มาๆ ชนชั้นนำสยามที่มีความรู้ทันสมัย บุคลิกแลดูเป็น “สายพิราบ” อย่างหลวงราชไมตรี จึงมีความเป็นเจ้าอาณานิคมยิ่งกว่าฝรั่งอย่างฟรองซัวส์ ซาเวียร์ เสียอีก

ผมรู้สึกว่า “ทวิภพฉบับ Director’s cut ของสุรพงษ์” นั้นแบ่ง/ซอย/ซ้อนเลเยอร์สามชั้นตรงส่วนนี้ ผ่านตัวละครหลักสามคน ได้เคลียร์และเจ๋งดี

(ในเวอร์ชั่นปกติ บทพูดวิเคราะห์ชาวบ้านในสังคมสยามโดยหลวงราชไมตรีจะหายไป เช่นเดียวกับ มุมมองที่มีต่อสยามแบบละเอียดๆ และภูมิหลังชีวิตของฟรองซัวส์ ซาเวียร์)

ทั้งหมดนี้เกี่ยวพันกับความลังเลใจของมณีจันทร์ที่มีต่ออุปมาว่าด้วย “ประวัติศาสตร์และสายน้ำ”

เพราะการจะเลือกผู้ชายคนไหน ก็คือการเลือกว่าตนเองจะยืนอยู่ตรงจุดใดของประวัติศาสตร์/สายน้ำ หรือเลือกว่าตนเองจะเผชิญหน้ากับ “มหาอำนาจต่างชาติ” อย่างไรนั่นเอง

น่าเสียดาย ที่นักเรียนนอก บุคลิกเหมือนจะเป็นฝรั่ง อย่างเมนี่ ดันเลือก “ขุนอัครเทพฯ”

6.

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าทวิภพฉบับนี้เป็น “หนังโปรชนชั้นนำ” หรือ “งานเอียงขวาด้วยท่าทีปัญญาชน”

แม้จะเห็นได้ชัดว่าหนังสร้างทางเลือกให้แก่ตัวเองเอาไว้เยอะแยะหลากหลาย

คือ หนังจะไปทาง/ถกเถียงกับ “ธงชัย วินิจจะกูล” ก็ได้ จะไปทาง/ถกเถียงกับ “งานสายหลังอาณานิคม” ก็ได้

แต่ท้ายสุด คนทำเขาก็ยังพอใจกับการแสดงตนออกมาด้วยท่าทีในราวๆ “ไกรฤกษ์ นานา”

ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด

นอกจากนี้ ปฏิเสธไม่ได้อีกว่า “ทวิภพฉบับสุรพงษ์” คือ หนังไทยเรื่องสำคัญ

โอเค ว่านี่เป็นหนังที่มีจุดน่าวิพากษ์มากมาย

แต่ก็เพราะคนทำหนังเรื่องนี้มีลูกบ้า ลูกทะเยอทะยานมากๆ ไง เราถึงสามารถวิพากษ์งานของเขาได้อย่างเมามัน 555

ข่าวบันเทิง

หนังสั้นไทย “500,000 ปี” ได้รับรางวัลจากเทศกาล “Oberhausen” ที่เยอรมนี

เทศกาลภาพยนตร์สั้น Oberhausen ครั้งที่ 63 ซึ่งนับเป็นเทศกาลหนังสั้นที่เก่าแก่และสำคัญของประเทศเยอรมนี เพิ่งจะปิดฉากไปเมื่อวานนี้

มีข่าวน่ายินดีว่าหนังสั้นไทยเรื่อง “500,000 ปี” ผลงานการกำกับ “ชัยศิริ จิวะรังสรรค์” ได้รับรางวัล “Principal Prize” ซึ่งเป็นรางวัลสำคัญลำดับที่สองในสายการประกวดนานาชาติ จากเทศกาลในครั้งนี้ด้วย

คณะกรรมการระบุว่า “500,000 ปี” คือ ภาพยนตร์การเมืองที่ลึกซึ้งและชวนให้ผู้ชมครุ่นคิดตรึกตรองอย่างงดงาม ซึ่งได้สำรวจตรวจสอบถึงสภาพการณ์ที่ความทรงจำถูกก่อร่างสร้างขึ้นโดยประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณ, อนุสาวรีย์, ภาพยนตร์ และความรุนแรง

ทั้งนี้ ชัยศิริไม่ได้เดินทางไปรับรางวัลด้วยตนเอง แต่เขาได้ส่งข้อความไปขอบคุณคณะกรรมการและเทศกาล Oberhausen โดยระบุว่า เขาไม่คาดคิดว่าผลงานที่สร้างขึ้นจากความทรงจำในวัยเด็กของตนเองจะนำมาสู่รางวัลอันทรงเกียรตินี้

“ผมเติบโตขึ้นมาในเมืองเล็กๆ ที่ไม่มีโรงภาพยนตร์ ดังนั้น ความทรงจำเกี่ยวกับหนังของผมจึงมาจากกิจกรรมการฉายหนังกลางแปลง ผมยังจดจำได้ถึงเสียงกรีดร้องจากหนังไทยสยองขวัญยุคเก่า ที่ดังคลอไปกับเสียงจิ้งหรีดและสัตว์กลางคืนชนิดอื่นๆ

“หลายปีต่อมา ภาพยนตร์กลางแปลงได้ค่อยๆ สูญสิ้นบทบาทลงไป เมื่อโรงหนังระบบมัลติเพล็กซ์และดีวีดีเดินทางมาถึง ปัจจุบัน หนังกลางแปลงจะถูกฉายเพียงเพื่อเป้าหมายในเชิงพิธีกรรมและจิตวิญญาณ ซึ่งคงคล้ายคลึงกับอะไรหลายอย่างในประเทศไทย ที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อผู้คนปกติ แต่กลับถูกสงวนเอาไว้ให้ภูตผีวิญญาณและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่จับต้องไม่ได้…”

นอกจากนั้น ชัยศิริเผยด้วยว่าภาพยนตร์เรื่องต่อไปของเขาจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศไทยและชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา

ข่าวบันเทิง

จับตา “หนัง (จาก/เกี่ยวกับ) อาเซียน” ในเทศกาลคานส์ 2017

นอกจากในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ 2017 จะมีหนังเกี่ยวกับคุกไทยเรื่อง “A Prayer Before Dawn” ของผู้กำกับชาวฝรั่งเศส “Jean-Stéphane Sauvaire” เข้าฉายนอกสายการประกวดหลัก ในโปรแกรม “Midnight Screening” แล้ว (คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่)

ยังมีหนังจาก (หรือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ) ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่น่าสนใจอีกจำนวนหนึ่งในเทศกาลคานส์ปีนี้

w1

เริ่มต้นด้วย “The Venerable W.” ผลงานภาพยนตร์สารคดีโดย “Barbet Schroeder” นักทำหนังอาวุโสเชื้อสายอิหร่านชาวสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจะได้ฉายนอกสายการประกวดในโปรแกรม “Special Screenings”

หนังถ่ายทอดเรื่องราวของ “วีระตุ๊” พระสงฆ์ที่ได้รับความเคารพและทรงอิทธิพลอย่างสูงในประเทศเมียนมา ซึ่งมีส่วนสำคัญในการปลุกกระแสความเกลียดชัง กระทั่งนำไปสู่การเข่นฆ่าทำร้ายประชากรที่นับถือศาสนามุสลิม

หนังเรื่องนี้เป็นภาคสุดท้ายในภาพยนตร์ชุด “ไตรภาคว่าด้วยปีศาจ” ของ Schroeder ถัดจาก “General Idi Amin Dada: A Self Portrait” (1974) และ “Terror’s Advocate” (2007)

marina good

ขณะเดียวกัน ภาพยนตร์อินโดนีเซียเรื่อง “Marlina the Murderer in Four Acts” ผลงานการกำกับของ “Mouly Surya” ก็ได้รับการคัดเลือกเข้าฉายในสาย “Directors’ Fortnight” ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนานของเทศกาลหนังเมืองคานส์

หนังเล่าเรื่องราวของหม้ายสาวชื่อ “Marlina” ที่ออกเดินทางแสวงหาความยุติธรรมและอิสรภาพ หลังจากเธอถูกทำร้ายและปล้นสะดมจากแก๊งนักเลงกลุ่มหนึ่ง ก่อนที่หญิงสาวจะลงมือสังหารชายเหล่านั้น

แต่การเดินทางของ Marlina กลับช่างยาวไกล แถมวิญญาณของชายที่ถูกฆ่ายังตามมาหลอกหลอนเธออีกต่างหาก!

น่าสนใจว่าหนึ่งในผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ “Purin Pictures” จากประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดย “วิศรา วิจิตรวาทการ” และ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสนับสนุนหนังอิสระในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

jodika

นอกจากนี้ ในโปรแกรมประกวดภาพยนตร์สั้นของงาน “International Critics’ Week” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมคู่ขนานของเทศกาลหนังเมืองคานส์ ยังมีผลงานชื่อ “Jodilerks Dela Cruz, Employee of the Month” ของ “Carlo Francisco Manatad” ผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์ ถูกคัดเลือกเข้ามาฉายอีกด้วย

หนังร่วมสร้างระหว่างฟิลิปปินส์และสิงคโปร์เรื่องนี้ เล่าเรื่องราวการทำงานในวัน/คืนสุดท้ายของพนักงานปั๊มน้ำมันหญิงคนหนึ่ง

ต้องจับตาดูว่ากระแสตอบรับต่อภาพยนตร์เหล่านี้จะเป็นอย่างไรบ้าง

คนมองหนัง

คิดนู่นคิดนี่ หลังได้ไปดู “Baahubali 2: The Conclusion”

หนึ่ง

bahuubali 1

แน่นอน หนังสนุก มันส์ ดีงาม เวอร์วังอลังการ ตามท้องเรื่อง เอาเป็นว่านี่คือการใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงในโรงภาพยนตร์ที่เพลิดเพลินและคุ้มค่ามากๆ

สอง

bahuubali 2

แต่มันก็มี “จุดต่าง” บางประการ ระหว่างหนังภาคแรกกับภาคสอง ที่ทำให้ผมชอบภาคแรกมากกว่าอยู่นิดๆ

ประเด็นหลักสำคัญในหนังภาคสอง คือ การอธิบายถึงความสัมพันธ์สามเส้าระหว่าง “ผู้ปกครอง>>อำนาจ<<ประชาราษฎร” และชี้ว่าความพลั้งผิดของผู้ปกครอง อาจนำไปสู่ “การปฏิวัติ” ลุกฮือโดยประชาราษฎรได้ง่ายๆ

(ตัวอย่างความผิดพลาดที่หนังนำเสนอได้อย่างน่าประทับใจ คือ การตัดสินใจผิดของ “สิวะกามี” มหารานีผู้เปรื่องปราด ขุนนางสอพลอคนหนึ่งถึงกับเคยกล่าวสรรเสริญว่าพระศิวะอาจ “พลาด” ได้ แต่พระนางสิวะกามีนั้นไม่เคย “ผิด” ทว่า สุดท้าย พระนางก็ตัดสินใจอะไรอย่างผิด จนนำไปสู่การสูญเสียว่าที่ผู้นำที่ดี, ระบอบอำนาจต้องปั่นป่วน, ประชาราษฎร์ต่อต้านผู้ปกครอง แถมตัวเองยังต้องมาตกตายกลางสายน้ำ)

น่าสนใจว่าประชาราษฎร/คนเล็กคนน้อยใน Baahubali 2 มีสถานะเป็นเพียง “มวลชน” ที่คอยเปล่งเสียงตะโกนโห่ร้อง พวกเขาเป็นแค่ pixels เล็กๆ หรือส่วนย่อยๆ ของภาพใหญ่อันวิจิตรตระการตา ซึ่งเป็นดังฐานรากคอยรองรับอำนาจและความชอบธรรมของชนชั้นนำ (ตลอดจนทำหน้าที่ต่อต้านการไร้ความชอบธรรมของผู้ปกครองเป็นครั้งคราว)

สวนทางกับหนังภาค 1 ที่ตัวละครคนเล็กคนน้อยแลดูมีชีวิตชีวามากกว่า อาทิ ชาวบ้านในชุมชนใต้ผาสูง ซึ่ง “ศิวะ” (ขณะที่ยังไม่ได้สวมวิญญาณเป็น “มเหนทรา พหุพาลี”) เติบโตขึ้นมา ตลอดจนสมาชิกกองโจรจากคันธาระ โดยเฉพาะ “อวันธิกา” นางเอกจากภาคแรก ที่พลิกผันมาเป็นตัวประกอบในภาคสอง

ด้วยเหตุนี้ “การปฏิวัติ” ใน Baahubali จึงมิใช่การโค่นล้มเปลี่ยนแปลงอะไรโดยประชาราษฎร ทว่า เป็นการเปลี่ยนขั้วอำนาจของชนชั้นนำ ที่มีประชาราษฎรเป็นมวลคลื่น/พลังสนับสนุน เพื่อค้ำชูมหาบุรุษคนใหม่ผู้มาแทนที่มหาบุรุษคนเดิมและผู้ปกครองเผด็จการคนปัจจุบัน

แม้มหาบุรุษรายใหม่จะเติบโตมาในแบบสามัญชน แต่สุดท้าย มหาบุรุษก็คือมหาบุรุษ และเมื่อเขากลายเป็นมหาบุรุษ ความเป็นมนุษย์ ความรัก ความหลง อารมณ์ขัน ความเยาว์วัย ฯลฯ ที่เขาเคยมีในครอบครอง ก็ค่อยๆ ระเหยหายไป

(ส่วนเขาจะเป็นผู้ปกครองได้ดีแค่ไหน? ก็คงมีแต่เพียงพระศิวะเท่านั้นที่จะรับรู้ถึงอนาคตดังกล่าว -ตามที่เสียง voice over ตอนหนังจบพูดเอาไว้- ก่อนที่พระองค์จะส่งอาณัติสัญญาณบางอย่างมายังอาณาประชาราษฎรต่อไป)

สาม

bahuubali 3

แนะนำให้คนที่สนุกกับหนังทั้งสองภาคนี้อ่านความเห็นว่าด้วยอำนาจของ “เรื่องเล่า” ใน Baahubali โดยคุณชาญชนะ หอมทรัพย์ (คลิกอ่านที่นี่)

เพราะสิ่งที่ยิ่งใหญ่ทรงอิทธิพลที่สุดในหนังสองภาค นั้นคือเรื่องเล่าว่าด้วย “พหุพาลี” (ที่ควบรวมและกลืนกลายทั้ง “อมเรนทรา” ผู้พ่อ และ “มเหนทรา” ผู้ลูก เข้าไว้เป็นหนึ่งเดียวกัน)

มเหนทราไม่ได้คิดหรือทำอะไรในนามปัจเจกบุคคล เช่นเดียวกับตัวละครหลักรายอื่นๆ แม้แต่พวกประชาราษฎรก็มิได้มีสถานะเป็นปัจเจก แต่ทุกๆ คน ล้วนเป็นส่วนเสี้ยวหนึ่งของอภิมหาเรื่องเล่าเกี่ยวกับ “พหุพาลี” ต่างหาก

สี่

bijja

ตัวละครที่ผมชอบสุดในหนังภาคสอง ดันกลายเป็น “พิจจาละเทวะ” ตาแก่แขนพิการ ที่ดูเหมือนจะไม่เอาไหน ผู้เป็นบิดาของ “ภัลลาละเทวะ” ตัวร้ายของเรื่อง

นี่คือตัวร้ายที่พิการกาย จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต เป็นกุนซือคอยวางแผนชั่วช้าเลวทราม แถมยังอยู่รอดมาได้ทุกยุคสมัย ทุกระบอบอำนาจ

ผมชอบฉากที่ตาแก่นี่หลอกลวงแล้วตลบหลัง “กุมารา วาร์มา” ผู้หาญกล้า (ก่อนหน้านี้ เราในฐานะคนดูจะรู้สึกว่าพิจจาละเทวะนั้นช่างคิดช่างแค้น แต่เราแทบไม่รู้ว่าเขามีศักยภาพในด้านการ “ลงมือปฏิบัติการ” ขนาดไหน กระทั่งมาถึงฉากดังกล่าว)

ผมชอบตอนที่ตาแก่จอมวางแผนดันรอดตายอย่างไม่น่ารอด ท่ามกลางการรบพุ่งประจัญบานยึดอำนาจในมหิชมาติ

ผมชอบที่ตาแก่คนเดียวกันเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างสำคัญ (แม้อาจไม่เต็มใจ) ในพิธีสวมมงกุฎให้แก่ “มเหนทรา พหุพาลี” มหาบุรุษคนใหม่ ผู้เพิ่งยึดอำนาจและลงมือสังหารภัลลาละเทวะ ลูกชายแท้ๆ ของเขาเอง

ห้า

sivagami

แน่นอนว่าการเชือดเฉือนปะทะคารมและคมคิดระหว่างสองหญิงเก่ง/แกร่งอย่าง “สิวะกามี” กับ “เทวเสนา” นั้น เข้มข้น สนุก และดราม่าแบบสุดๆ

ผ่านปมขัดแย้งระหว่างสตรีสองคนนี้ หนังได้ฉายภาพให้เราเห็นบทบาทของผู้หญิงชนชั้นนำกับการเมือง/การต่อสู้แย่งชิงอำนาจในอาณาจักรหรือนครรัฐยุคโบราณ

หนังภาคสองสานต่อปมที่ผูกเอาไว้ในภาคแรก โดยแสดงให้เห็นว่า “ผู้หญิง” คือผู้ทำหน้าที่เก็บงำบันทึกความทรงจำว่าด้วยความขัดแย้งทางการเมือง แล้วสืบสาน/ส่งมอบ/ปลูกฝังมันแก่อนุชนรุ่นหลัง

มหารานีผู้ทูนกองเพลิงไว้บนศีรษะ จึงสามารถ “จุดไฟ” ให้เกิดมหาสงครามได้ โดยมิต้องออกรบด้วยตนเอง

devasena

น่าเสียดายที่พอหนังตัดกลับมาสู่เรื่องราวการทวงแค้น/คืนบัลลังก์ของ “มเหนทรา” ตัวละครนำหญิงที่หลงเหลืออยู่อย่าง “เทวเสนา” ก็ค่อยๆ ถูกทำให้แบน ไร้มิติไปซะเฉยๆ

ราวกับว่าเมื่อส่งมอบ “เรื่องเล่า” “ความทรงจำ” “ความคั่งแค้น” ให้แก่คนรุ่นหลังเรียบร้อยแล้ว ความเป็นมนุษย์มนาและชีวิตชีวาของเธอจะต้องสูญสลายหายไปด้วย

หก

kattappa

อีกหนึ่งตัวละครที่น่าสนใจดี คือ ยอดขุนพล “กัตทัปปะ”

ทีแรกผมเดาเอาเองว่ากัตทัปปะน่าจะมีจุดจบคล้ายกันกับตัวละคร “เชอนัง” ใน “องค์บาก 2”

แต่ Baahubali 2 กลับต่อชีวิตให้เขา แถมเป็นชีวิตที่เปี่ยมสีสันซะด้วย

จากยอดขุนพลผู้เก็บงำความลับด้วยบุคลิกเข้มเครียดจริงจังในภาคแรก พอมาถึงภาคหลัง กัตทัปปะ กลายสภาพเป็นตัวละคร “ผู้ช่วยพระเอกแบบครบรส” ที่เป็นทั้งตัวตลก พ่อสื่อ (จดหมายผิดซอง) เป็นทาสกล้าวิจารณ์นาย เป็นบ่าวผู้จำใจต้องแทงข้างหลังนาย

เขาเป็นอีกตัวละครเอกผู้ไม่ตาย แต่สามารถรับใช้ได้ทุกระบอบ (ทั้งแบบเต็มใจและไม่เต็มใจ)

กัตทัปปะเป็นเหมือน “เหรียญอีกด้าน” ของ “พิจจาละเทวะ” ตัวละครเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า เมื่ออีลิท “ชน” กัน พวกเขาไม่จำเป็นจะต้องกลั่นแกล้ง รังแก ตัดตอน หรือกำจัดบรรดา “บริกร” ด้านต่างๆ ซึ่งสามารถทำงานได้ดีกับทุกฝ่าย

เจ็ด

อยากเชียร์ให้มีการผลิตงานวิชาการแนว audience studies ในไทยออกมาอย่างจริงจัง

จากประสบการณ์ของคนที่ออกนอกมหาวิทยาลัยมาเนิ่นนานหลายปี ไม่รู้ว่าถัดจากวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท สาขามานุษยวิทยา หัวข้อ “นางนาก : การต่อรองทางความหมายในภาพยนตร์ยอดนิยม” ของอาจารย์พรรณราย โอสถาภิรัตน์ แล้ว ยังมีงานวิชาการเด่นๆ ชิ้นไหนหลังจากนั้น ที่แตะประเด็นเกี่ยวกับคน/ชุมชนคนดูหนังบ้างหรือไม่?

แต่ดูเหมือนงานศึกษาประเภทนี้จะไม่คึกคักมากนัก ทั้งที่ในเมืองไทยเอง มีอะไรแนวนี้ให้ทำ/ศึกษาต่อได้อีกเยอะแยะ

ชุมชนคนดูหนังอินเดียในประเทศไทย ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งซึ่งน่าสนใจมาก

เอาง่ายๆ ในฐานะ “คนนอก” ผู้เพิ่งไปดูหนังอินเดียที่เมเจอร์ สุขุมวิท เป็นหนแรก (ก่อนหน้านี้ เคยดูหนังอินเดียในเทศกาลภาพยนตร์ใจกลางเมือง ท่ามกลางคนดูอินเดียส่วนใหญ่ในโรงอยู่สองครั้ง) ผมเกิดคำถามขึ้นทันทีว่า คนดูหนังกลุ่มนี้คือใครกันบ้าง? ทีแรก เดาว่าพวกเขาคงเป็นคนไทยเชื้อสายอินเดีย แต่เมื่อแอบฟังพวกเขาคุยกัน หลายคนหลายกลุ่มก็ไม่ได้สนทนาสื่อสารกันด้วยภาษาไทย

นี่เป็นแค่คำถามตั้งต้น (ที่ยังไม่มีคำตอบ) และยังมีคำถามน่าสนใจอีกมากมายเกี่ยวกับชุมชนคนดูหนังกลุ่มดังกล่าว