จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เรตติ้ง “สังข์ทอง” ตก จนเกือบหลุด 6 จับตาฉาก “พระสังข์ลุยไฟ” ช่วยพลิกสถานการณ์ได้หรือไม่?

เรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง 2561” ยังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

View this post on Instagram

สังข์ทอง 2018 💖

A post shared by Pond_ophaphoom (@pond_ophaphoom) on

โดยละครในวันที่ 10 และ 11 พฤศจิกายน ได้รับเรตติ้งไป 6.364 และ 6.067 หลังจากเคยพุ่งถึงจุดพีกสุดจนเกินหลัก 8 มาแล้ว

ต้องจับตาดูสถานการณ์ในสัปดาห์นี้ที่ “พระสังข์” จะต้องลุยไฟพิสูจน์ตนเอง และพลาดท่าเสียทีให้แก่ “พยนตรา”

ว่าจุดพลิกผันของเรื่องราวรอบใหม่จะช่วยกระตุ้นให้เรตติ้ง “สังข์ทอง” กระเตื้องขึ้นหรือไม่?

ข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-5-11nov-61/

ภาพนำจาก https://www.instagram.com/pond_ophaphoom/ และ https://www.instagram.com/beet_sukrit/

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“อภิชาติพงศ์” เตรียมหันหลังให้ภารกิจ “โหวตออสการ์” เผยต้องเสียทั้ง “เวลา” และ “เงิน”!

“อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำชาวไทย เผยกับ “เอริค โคห์น” แห่งเว็บไซต์อินดี้ไวร์ ถึงกรณีที่เขาได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2016 ซึ่งส่งผลให้เจ้าตัวได้สิทธิเป็นกรรมการตัดสินรางวัลออสการ์ ว่านี่คืองานที่ทั้งกินเวลาและค่าใช้จ่าย!

“พวกเขาส่งดีวีดีและหนังจำนวนมากมาให้ผม ผมขอสารภาพว่าตัวเองไม่ค่อยได้ดูหนังเหล่านั้นมากนัก” อภิชาติพงศ์กล่าว และเล่าว่าเมื่อปีที่แล้ว เขาพยายามจะร่วมโหวตตัดสินรางวัลออสการ์ผ่านระบบออนไลน์ของสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ฯ แต่สุดท้าย เขาก็ลงคะแนนช้ากว่ากำหนดเส้นตายไปเพียงหนึ่งนาที

ขณะที่ ณ ตอนนี้ อภิชาติพงศ์ยอมรับว่าเขาหมดความสนใจในกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งทั้งกินเวลาการทำงาน แถมยังมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

“ผมจะเลิกยุ่งกับมันอย่างสิ้นเชิง ผมไม่สนใจที่จะนั่งดูหนังพวกนั้นอีกต่อไป พวกเขาคิดค่าใช้จ่ายกับคุณเป็นเงิน 350 หรือ 400 เหรียญสหรัฐ สำหรับค่าสมัครสมาชิก (การเป็นสมาชิกสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ฯ ต้องเสียค่าใช้จ่าย 450 เหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 15,000 บาทต่อปี)

“ตามความเห็นของผม นี่มันเป็นเรื่องที่แย่มากๆ เพราะในฐานะสมาชิกสถาบันที่เป็นคนต่างชาติ ผมไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนใดๆ นอกจากดีวีดีหนังจำนวนมาก ซึ่งหมายถึงงานที่งอกขึ้นตามมา” อภิชาติพงศ์ระบาย

ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทยบอกว่า แม้สมาชิกของสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายรายปี นั้นจะได้รับสิทธิประโยชน์บางอย่าง เช่น การเข้าถึงห้องสมุดและหอจดหมายเหตุของสถาบัน ตลอดจนการได้เข้าร่วมงานฉายภาพยนตร์และกิจกรรมอื่นๆ แต่นั่นหมายความว่าสมาชิกคนดังกล่าวต้องอาศัยอยู่ในสหรัฐ

“ถ้าผมใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกา ผมก็พอจะเข้าใจได้ที่ตัวเองต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ แต่นี่ถือเป็นเรื่องโง่เง่าที่ผมต้องมาเสียค่าสมาชิกดังกล่าว มันเป็นเงินจำนวนมากสำหรับผม ซึ่งไม่ก่อให้เกิดดอกผลใดๆ ยกเว้นการได้ช่วยเหลืออุตสาหกรรมภาพยนตร์อเมริกัน พวกเขาควรจะเลิกเก็บเงินจากสมาชิกต่างชาติ เดิมที ผมเคยอยากที่จะดูหนังจำนวนมากเหล่านั้น และร่วมโหวตตัดสินรางวัลออสการ์นะ แต่ตอนนี้ ไฟในตัวผมมันค่อยๆ มอดลงเรื่อยๆ”

ที่มา https://www.indiewire.com/2018/11/apichatpong-weerasethakul-oscars-expensive-memoria-tilda-swinton-1202020883/

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.kickthemachine.com/downloads/index.html

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวข้อง รู้ไหม? นอกจาก “อภิชาติพงศ์” ยังมีคนเชื้อสายไทยอีกหนึ่งราย ที่ได้สิทธิ์โหวตออสการ์

คนอ่านเพลง

อัลบั้ม My Grain โดย Double Head ผลงานดี (ที่ถูกลืม) ของคนทำดนตรีประกอบ “เลือดข้นคนจาง”

หลายคนอาจจะรู้จัก “เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน” จากผลงานการทำดนตรีประกอบซีรีส์โทรทัศน์เรื่อง “เลือดข้นคนจาง” ที่เพิ่งอำลาจอไป

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เทิดศักดิ์เคยมีผลงานทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ให้แก่หนังไทยและหนังเทศมามากมาย

แต่บล็อกคนมองหนังจะไม่ขอกล่าวถึงงานส่วนดังกล่าวของเขา

สิ่งที่เราอยากทำคือการพาผู้อ่านนั่งไทม์แมชชีนไปทำความรู้จักกับอัลบั้มเพลงไทยสากลที่ไพเราะมากๆ ชุดหนึ่ง ซึ่งเทิดศักดิ์รับหน้าที่เป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2544 “อินดี้คาเฟ่” ค่ายเพลงเล็กๆ ที่ผลิตผลงานดีๆ หลายชุดในยุคนั้น (เช่น “ซีเปีย” ชุด “ไม่ต้องใส่ถุง” และ “Liberty” ชุด “Flying Free”) ได้ออกผลงานของศิลปินกลุ่มหนึ่งสู่ท้องตลาด

นั่นคือผลงานของกลุ่มคนดนตรีที่เรียกตัวเองว่า “Double Head” กับอัลบั้มชื่อ “My Grain”

บางคนที่ติดตามข่าวคราวในแวดวงเพลงอินดี้สมัยโน้น อาจพอทราบเรื่องราวเบื้องหลังของผลงานชุดนี้อยู่บ้าง

เดิมที ผลงานในนาม “Double Head” นั้นควรจะเป็นอัลบั้มเดี่ยวชุดที่สองของศิลปินหญิงที่ชื่อ “เปียโน สุพัณณดา พลับทอง”

ย้อนกลับไปในปี 2542 “เปียโน สุพัณณดา” ขณะยังเป็นนักเรียนโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ได้มีโอกาสออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของตนเองชื่อ “Error” กับค่าย “ดรีม เรคคอร์ด”

LRG_DSC03638

ค่ายเพลงดังกล่าวก่อตั้งโดย “ธงชัย รักษ์รงค์” (ปัจจุบัน มีสถานะเป็นอดีตสมาชิกของ “มาลีฮวนน่า”)

ขณะที่โปรดิวเซอร์และผู้เรียบเรียงดนตรีในอัลบั้มชุดแรกของ “เปียโน สุพัณณดา” คือ “สุรพงศ์ เรืองณรงค์” ทีมงานเบื้องหลังอีกคนของ “มาลีฮวนน่า” ส่วนผลงานเพลงเกือบทั้งหมดนั้นเขียนเนื้อร้อง-ทำนองโดย “จเร เรืองณรงค์” ผู้รับหน้าที่โค-โปรดิวเซอร์

ผลงานชุด “Error” อาจไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนกรุงเทพฯ มากนัก แต่อัลบั้มดังกล่าวได้เข้าชิงรางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ ประจำปี 2542 หลายสาขา (ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นรางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม, ศิลปินหญิงเดี่ยวยอดเยี่ยม และศิลปินหญิงร็อกยอดเยี่ยม)

แม้จะไม่ได้รับรางวัลใดๆ ติดไม้ติดมือกลับไปหาดใหญ่ แต่ชื่อของ “เปียโน สุพัณณดา” ก็เริ่มติดอยู่ในการรับรู้ของนักวิจารณ์และคนฟังเพลงกลุ่มเล็กๆ

ฟังเพลงเพราะๆ บางส่วนจากอัลบั้มชุดดังกล่าวได้ที่นี่

พอถึงปี 2544 “เปียโน สุพัณณดา” ก็เป็นเจ้าของเสียงร้องในบทเพลงทั้ง 8 เพลง ของอัลบั้ม “My Grain” โดยวง “Double Head”

LRG_DSC03634

แม้จะย้ายสังกัดมาอยู่ค่าย “อินดี้ คาเฟ่” แต่เครดิตอัลบั้มยังระบุว่าผลงานชุดนี้บันทึกเสียงที่ “ดรีม เรคคอร์ด”

เช่นเดียวกับ “สุรพงศ์ เรืองณรงค์” ที่ยังคงเป็นโปรดิวเซอร์และซาวด์เอนจิเนียร์ของงานชุดนี้ โดยเขารับหน้าที่แต่งเนื้อร้อง-ทำนองเพลงในอัลบั้มชุด “My Grain” เป็นจำนวน 5 จาก 8 เพลง

ทว่าบุคคลหน้าใหม่ที่เข้ามามีส่วนร่วมอย่างสำคัญกับผลงานของ “เปียโน สุพัณณดา” และ “สุรพงศ์ เรืองณรงค์” ก็คือ “เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน”

เครดิตอัลบั้มระบุว่าเทิดศักดิ์คือโปรดิวเซอร์และซาวด์เอนจิเนียร์ของอัลบั้มชุด “My Grain” ร่วมกับสุรพงศ์

ที่สำคัญ “เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน” ยังรับหน้าที่เรียบเรียงดนตรีในงานชุดนี้ ถึง 7 จาก 8 เพลง

จุดน่าสนใจและปริศนาค้างคาใจของอัลบั้มชุด “My Grain” ก็คือ นอกจากระบุชื่อโปรดิวเซอร์และมือกีต้าร์รับเชิญ (กบ ชิดพงศ์) แล้ว กลับไม่มีการระบุว่าสมาชิกของ “Double Head” คือใครกันแน่?

แต่คนฟังอาจพออนุมานได้ว่าสมาชิกของคณะดนตรี “สองหัว” น่าจะได้แก่ สองโปรดิวเซอร์อย่างสุรพงศ์และเทิดศักดิ์

ที่น่าแปลกและชวนขบคิดก็คือ เครดิตของอัลบั้มได้ระบุว่า “เปียโน สุพัณณดา” คือ “เสียงร้องอันทรงพลัง (เจ้าของอัลบั้มตัวจริง)”

LRG_DSC03637

จากปี 2542-2544 “เปียโน สุพัณณดา” ดูจะเติบโตขึ้นไม่น้อย เธอย้ายจากการเป็นนักเรียนมัธยมที่หาดใหญ่ มาเป็นนักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

จากการรับบทเป็น “นักร้อง” อย่างเดียวในอัลบั้มชุด “Error” เธอเริ่มรับหน้าที่แต่งเนื้อร้อง-ทำนองของบทเพลงสองเพลงในผลงานชุด “My Grain”

เพลงแรกคือเพลงที่ดังที่สุดในอัลบั้มอย่าง “เบื่อแล้ว…เซ็งแล้ว” (ต่อมามีหลายคนเข้าใจผิดว่านี่เป็นเพลงของ “มาลีฮวนน่า”) อีกเพลงคือเพลงช้าที่เพราะมากๆ อย่าง “รอ”

ฟังเพลงเพราะๆ บางส่วนจากอัลบั้มชุดดังกล่าวได้ที่นี่

แล้วทำไม “My Grain” จึงมิได้มีสถานะเป็นผลงานเดี่ยวชุดที่สองของ “เปียโน สุพัณณดา”?

ทำไม “เปียโน สุพัณณดา” จึงกลายเป็น “(เจ้าของอัลบั้มตัวจริง)” ที่ถูกกล่าวถึงอย่างลับๆ เพียงในเครดิต (ไม่ใช่หน้าปก) อัลบั้ม

คำตอบอาจอยู่ที่การรวมตัวของสามสาวพี่น้องตระกูล “พลับทอง” ได้แก่ “เปียโน สุพัณณดา” “เบส ภัทรณินทร์” และ “ซอ มนต์มนัส” ในนามวง “เดอะ ซิส” ซึ่งมีโอกาสออกอัลบั้มกับ “อาร์เอส โปรโมชั่น” รวมทั้งสิ้นสี่ชุด

โดยอัลบั้มชุดแรกสุดนั้นวางจำหน่ายเมื่อเดือนกรกฎาคม 2545 คล้อยหลังงานของ “Double Head” ไม่นาน

เป็นไปได้ว่าช่วงเวลาในการทำเพลงอินดี้กับค่ายอิสระ และการเซ็นสัญญากับค่ายยักษ์ใหญ่พร้อมพี่น้องร่วมสายเลือดอีกสองคน ของ “เปียโน สุพัณณดา” นั้น เกิดขึ้นเหลื่อมซ้อนกันพอดี

โดยเธอจำเป็นต้องเลือกเปิดเผยตัวกับงานชนิดหลัง และเลือกพรางตัวอยู่ด้านหลังงานประเภทแรก

แม้ว่าผลงานชุด “My Grain” ของ “Double Head” จะเต็มไปด้วยปริศนาอันคลุมเครือ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเพลงในอัลบั้มชุดดังกล่าวนั้นไพเราะเกือบทั้งหมด

และโดยส่วนตัว นั่นเป็นครั้งแรกสุด ที่ผมเริ่มรู้จักและจดจำชื่อของ “เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน” ในฐานะคนดนตรีผู้น่าจับตามอง

ติดตามบทความวิเคราะห์วิจารณ์ซีรีส์ “เลือดข้นคนจาง” โดยบล็อกคนมองหนัง เร็วๆ นี้

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ใครคือนักแสดงจาก “สังข์ทอง” (เพียงรายเดียว?) ที่ปรากฏกายในงานเปิดตัว ICONSIAM

“สังข์ทอง” เรตติ้งไม่ถึง 7!

ดูเหมือนเรตติ้งของ “สังข์ทอง 2561” หลังฉากตีคลี-ถอดรูปเงาะ จะตกลงโดยต่อเนื่อง

เห็นได้ชัดเจนสุดๆ จากสถิติของวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 3 และ 4 พฤศจิกายน ซึ่งละครจักรๆ วงศ์ๆ ยอดฮิตประจำปีนี้คว้าเรตติ้งไปได้เพียง 7.073 และ 6.917 ตามลำดับ

จนเสียตำแหน่งแชมป์ประจำสัปดาห์ให้แก่ละครเย็นร่วมช่องร่วมค่ายอย่าง “ชะชะช่าท้ารัก” ตอนอวสาน ซึ่งโกยเรตติ้งไป 8.081

ต้องจับตาดูว่าจะมีปัจจัยอะไร ที่สามารถช่วยพลิกสถานการณ์/ผลักดันให้เรตติ้ง “สังข์ทอง” ทะยานเกินหลัก 8 ได้อีกหน?

ที่มาข้อมูล https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-week-29oct4nov61/

ตัวแทน (หนึ่งเดียว?) ของ “สังข์ทอง” ในงานเปิดตัว ICONSIAM

งานเปิดตัว ICONSIAM ดูจะเป็นแหล่งรวมดารานักแสดงมากมายหลากคนหลายกลุ่ม

เท่าที่ตรวจสอบข้อมูล เข้าใจว่านักแสดงเพียงรายเดียวจากละครจักรๆ วงศ์ๆ เรตติ้งสูงแห่งปีอย่าง “สังข์ทอง” ซึ่งได้ร่วมโชว์ตัวในมหกรรมดังกล่าว คือ “ขวัญ ปิ่นทิพย์ อรชร” ผู้รับบทเป็น “พรรณผกา” พระพี่นางคนที่สองของ “รจนา” (มีคู่สมรสเป็น “เขยพม่า” อ่อ อิอิอิ)

โดยปิ่นทิพย์เข้าร่วมงานในฐานะรองนางสาวไทยอันดับ 1 ประจำปี 2559

ขอบคุณภาพนำจาก https://www.instagram.com/khwan_pinthip

ข่าวบันเทิง

รู้จักโปรเจ็กต์หนังอาเซียนที่ได้รับรางวัล SEAFIC 2018

ผ่านพ้นไปเรียบร้อยเเล้ว สำหรับงาน SEAFIC Open House 2018 ซึ่งจัดขึ้น ณ สถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย และสมาคมฝรั่งเศส กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 3-5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ความพิเศษของงานนี้คือการแข่งขันเพื่อหาผู้ชนะรางวัล SEAFIC Awards ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการขับเคี่ยวระหว่างผู้เข้าแข่งขันเจ้าของโปรเจ็กต์หนังยาว 5 โครงการ ในตลอดเวลา 8 เดือนที่ผ่านมา

โดยทั้งหมดต้องพัฒนาบทภาพยนตร์และแผนงานโครงการสร้างหนัง ซึ่งได้รับการดูแลและให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงและอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลก

โปรเจ็กต์ภาพยนตร์ 5 เรื่องที่เข้าชิงชัยกัน คือ “AH GIRL” จากประเทศสิงคโปร์ “AJOOMMA” จากประเทศสิงคโปร์ “ARNOLD IS A MODEL STUDENT” (อานนเป็นนักเรียนตัวอย่าง) จากประเทศไทย “CROCODILE TEARS” จากประเทศอินโดนีเซีย เเละ “RAISING A BEAST” จากประเทศลาว

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
AJOOMMA

ผลการตัดสินปรากฏว่าผู้ได้รับรางวัล The SEAFIC Award ซึ่งเป็นเงินสดมูลค่า 15,000 เหรียญสหรัฐ สนับสนุนโดย Purin Foundation คือ บทภาพยนตร์เรื่อง AJOOMMA จากสิงคโปร์

โปรเจ็กท์ภาพยนตร์โครงการนี้จะเล่าเรื่องราวว่าด้วยแม่ม่ายชาวสิงคโปร์ผู้หมกมุ่นในซีรีส์ดราม่าเกาหลี ซึ่งตัดสินใจที่จะออกเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นครั้งแรก แน่นอนว่าจุดหมายของเธอคือกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ แต่การเดินทางเพียงตัวคนเดียวของหญิงวัยกลางคนแบบเธอคงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

ผู้กำกับเจ้าของโปรเจ็กต์นี้ คือ “เหอ ชุมหมิง” เขาสำเร็จการศึกษาสาขากำกับภาพยนตร์จากสถาบัน AFI Conservatory ประเทศสหรัฐอเมริกา

เหอมีส่วนร่วมในผลงานหนังสั้นเรื่อง LETTERS FROM THE MOTHERLAND to the omnibus 667 (2017) ซึ่งได้เข้าร่วมฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ส่วนโปรเจ็กต์ AJOOMMA เคยชนะรางวัล Most Promising จาก 2015’s Southeast Asian Film Lab

ขณะเดียวกัน โปรเจ็กต์หนังเรื่อง AH GIRL จากสิงคโปร์ โดยผู้กำกับ “แอง เก็ก เก็ก” ก็ได้รับรางวัล The Open SEA Fund Award ซึ่งจะได้รับทุนสนับสนุนสำหรับการเช่าอุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ จาก VS Service และได้สิทธิใช้บริการของ White Light Post ในขั้นตอนโพสต์โปรดักชั่น

โดยบทภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบ ซึ่งถูกบังคับให้เลือกว่าจะใช้ชีวิตอยู่กับแม่หรือพ่อ การตัดสินใจดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอไปตลอดกาล

ส่วนโปรเจ็กต์ที่ได้รับรางวัล The SEAFIC-TFL Award ซึ่งโปรดิวเซอร์ของโครงการจะได้เข้าร่วมงาน TorinoFilmLab Meeting Event คือ RAISING A BEAST จากลาว ซึ่งมี “ไสสงคาม อินดวงจันธี” เป็นผู้กำกับ และ “สตีฟ อรุณศักดิ์” เป็นโค-โปรดิวเซอร์

บทหนังถ่ายทอดเรื่องราวของสองพี่น้องร่วมสายเลือดชาวม้ง ที่ต้องแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น ห้ำหั่นกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อครอบครองมรดกและเกียรติยศของครอบครัว ไม่ว่าจะดัวยวิธีการใดก็ตาม

ทั้งนี้ ตัวแทนหนึ่งเดียวของไทยที่เข้าร่วม SEAFIC 2018 คือ “อานนเป็นนักเรียนตัวอย่าง” โปรเจ็กต์หนังยาวเรื่องแรกโดย “สรยศ ประภาพันธ์”

บทภาพยนตร์เรื่องนี้มีเนื้อหาว่าด้วยนักเรียนมัธยมในโรงเรียนที่ขึ้นชื่อเรื่องวิชาการ ซึ่งวันหนึ่ง เขาค้นพบว่าตัวเองกำลังเข้าไปมีส่วนร่วมกับการ “โกง” เพื่อสอบเข้าเรียนต่อในโรงเรียนเตรียมทหารอันทรงเกียรติ!

FilmmakerPressRelease8

สำหรับ SEAFIC (Southeast Asia Fiction Film Lab) เป็นโครงการพัฒนาบทภาพยนตร์ที่ก่อตั้งขึ้นสำหรับนักสร้างภาพยนตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเสริมสร้างคุณภาพของภาพยนตร์ขนาดยาวจากภูมิภาคนี้

ในแต่ละปี SEAFIC ได้เชิญชวนนักสร้างหนังที่กำลังเริ่มทำภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องที่ 1, 2 และ 3 ให้มาทำงานร่วมกับที่ปรึกษาด้านบทภาพยนตร์ และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเป็นเวลา 8 เดือน เพื่อพัฒนาบทภาพยนตร์ของตน ซึ่งจะดำเนินการผ่านกิจกรรมของ SEAFIC ทั้งหมด 3 ครั้ง

ครั้งแรกจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ครั้งที่ 2 จัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม และครั้งสุดท้ายที่เรียกว่า SEAFIC Open House จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน

ทั้งยังมีการจัดเวิร์คช็อปสำหรับกลุ่มผู้อำนวยการสร้าง หรือ SEAFICxPAS ขึ้นคู่ขนานกันไป โดยเป็นการดำเนินงานร่วมกับ “Festival des 3 Continents’ Produire au Sud”

ผู้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถค้นหาข้อมูลได้ที่ http://www.seaficlab.com

คนมองหนัง

บันทึกถึง “นาคี 2”: “ความเป็นมนุษย์” และ “เทพปกรณัม”

หนึ่ง

ต้องยอมรับว่าส่วนที่ดีและน่าทึ่งมากๆ ของหนัง คือ คุณภาพซีจี

ก่อนหน้านี้ ในฐานะแฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ ผมไม่เคยแม้แต่จะแค่แอบหวัง ว่าสตูดิโอภาพยนตร์เมืองไทยนั้นมีศักยภาพสูงพอจะสร้าง “หนังจักรๆ วงศ์ๆ” เนี้ยบๆ ออกมาได้ ในยุคปลาย 2010

แต่พอมาเจอซีจีของ “นาคี 2” ผนวกด้วยคุณภาพซีจีที่ดีขึ้นระดับหนึ่งของละคร “สังข์ทอง 2561”

ผมก็ชักเริ่มลุ้นว่าตัวเองอาจจะมีโอกาสได้ดู “ภาพยนตร์จักรๆ วงศ์ๆ ไทย” (ยุคโพสต์-สมโพธิ แสงเดือนฉาย) ภายในอีกไม่เกิน 5 ปีนับจากนี้

สอง

นาคี นำ

ถ้าจะให้สรุปสั้นๆ ผมคิดว่า “นาคี 2” นำเสนอภาวะปะทะสังสรรค์-คู่ขนานกันระหว่าง “เทพปกรณัม” กับ “ความเป็นมนุษย์”

กล่าวคือ ด้านหนึ่ง หนังได้ยกระดับการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในชุมชนชนบทแห่งหนึ่งให้กลายเป็นความขัดแย้งที่สามารถสืบสาวรากเหง้ากลับไปยัง “เทพปกรณัม”

อีกด้านหนึ่ง ตัวละครนำของหนังก็ปฏิบัติกับรูปปั้นเจ้าแม่นาคี ซึ่งเป็นตัวละครในเรื่องเล่า ประหนึ่งมนุษย์ผู้มีชีวิต จิตใจ และความรัก

สาม

นาคี 2

ขอเริ่มจากประเด็นการคืน “ความเป็นมนุษย์” ให้แก่เจ้าแม่นาคีกันก่อน

น่าสังเกตว่าเกือบตลอดทั้งเรื่อง เจ้าแม่นาคีนั้นปรากฏบทบาทในฐานะรูปปั้น ที่ปราศจากความเคลื่อนไหว การกระทำ ชีวิต และจิตใจ

ในแง่หนังละคร เจ้าแม่นาคีมีชีวิตไม่ได้เพราะต้องบำเพ็ญเพียรชำระความผิดบาปที่ตกค้างมาจากละครทีวีภาคแรก

ในตรรกะแบบโลกมนุษย์ เจ้าแม่นาคีมิอาจมีชีวิต เพราะนางเป็นตัวละครในเรื่องเล่าพื้นบ้านกึ่งเทพปกรณัม และเพราะนางเป็นสัญลักษณ์/ภาพแทนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ ซึ่งต้องตั้งมั่นแน่นิ่งเป็นแหล่งยึดเหนี่ยวความศรัทธาของผู้คน

อย่างไรก็ดี สำหรับ “มนุษย์” บางราย เขา/เธอกลับหมั่นเพียรขอพรให้เจ้าแม่/รูปปั้นสมหวังในความรัก นี่คือความปรารถนาที่จะคืนสถานภาพ “ความเป็นมนุษย์” ให้แก่รูปเคารพ/ตัวละครใน “เทพปกรณัม”

และหนังก็ค่อยๆ สานต่อให้ความปรารถนาดังกล่าวประสบสัมฤทธิผล

ดังจะเห็นได้ว่าเจ้าแม่นาคีเริ่มมีชีวิต มีอารมณ์ความรู้สึก ในช่วงปลายภาพยนตร์

และ (เจ้าแม่น่าจะ) กลายเป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญผู้สามารถมีความรักกับมนุษย์อีกคน โดยไม่ข้องแวะเกี่ยวพันกับปัญหาความขัดแย้ง (ของชุมชน) ใดๆ ได้ในท้ายที่สุด

สี่

นาคี 3

แต่องค์ประกอบที่ทั้งแปลก ไม่รู้ว่าแย่หรือดี? ทว่าน่าสนใจมากๆ ของ “นาคี 2” ก็คือ การยกระดับความขัดแย้งภายในหมู่บ้านอีสานแห่งหนึ่ง (เปรียบเสมือนภาพแทนของสังคมไทย?) ให้หลุดพ้นไปจากเรื่องราวรักโลภโกรธหลงของมนุษย์ แต่กลายเป็นปัญหาระดับรากเหง้าพื้นฐาน/ปัญหาสูงส่งเกินความสามารถ-ความเข้าใจของคนปกติ ที่สืบย้อนไปได้ถึง “เทพนิยายปรัมปรา”

เหตุการณ์ฆาตกรรมต่อเนื่องในชุมชนที่ควรเป็นปัญหาซึ่งแก้ไขได้โดยศักยภาพของมนุษย์ จึงมิใช่ “ฆาตกรรมธรรมดา”

เพราะหากมองผ่านสายตาของหนังเรื่อง “นาคี 2” บรรดาชาวบ้านที่งมงายไร้เหตุผล บรรดาชาวบ้านที่เชื่อในกฎหมู่ยิ่งกว่ากฎหมาย บรรดาชาวบ้านที่มีแนวโน้มจะก่อความรุนแรงด้วยการเผาผลาญผู้บริสุทธิ์ นั้นไม่คู่ควรที่จะเข้าไปคลี่คลายคดีฆาตกรรมตามท้องเรื่อง

แต่เราจะสามารถทำความเข้าใจและคลี่คลายความขัดแย้งดังกล่าวได้ ด้วยการอ้างอิงสภาพปัญหาทั้งหมดทั้งมวลเข้ากับมหาสงครามระหว่าง “ครุฑ” กับ “นาค” ใน “เทพปกรณัม”

การสู้รบระหว่าง “นาคดี” (สีเงิน) และ “นาค/วิญญาณร้าย” (สีแดง) ผู้เกรี้ยวกราดเปี่ยมฤทธาจนน่าหวาดหวั่น (เอาเข้าจริง ดูเหมือนหนังจะบอกเป็นนัยว่าพวกชาวบ้านนั้นรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของ “นาค/ผีร้าย” ตนหลัง แต่แสร้งทำเป็นเพิกเฉยเสียด้วยซ้ำ) ทำให้ผู้ชมตระหนักว่าความบาดหมางความรุนแรงทั้งหมดใน “นาคี 2” นั้น มีสเกลยิ่งใหญ่เกินกำลัง-การรับรู้ของมนุษย์ตัวเล็กๆ

ขณะที่การปรากฏตัวของ “ครุฑสีทองอร่าม” ซึ่งเป็นร่างจำแลงของเจ้าหน้าที่ตำรวจหนุ่มจากส่วนกลาง กลับสำแดงให้เห็นว่าปัญหาเดียวกันสามารถถูกแก้ไข/ตัดตอน/หาทางลงได้อย่างง่ายดายเพียงใด ด้วยอำนาจแห่ง “เทพปกรณัม”

ห้า

นาคี 1

ตลกดี ที่ก่อนจะไปดู “นาคี 2” ผมดันนึกถึงละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “มนต์นาคราช” ฉบับปี 2557 เพราะความพ้องกันในเรื่องการดำรงอยู่ของ “นาคาคติ”

อย่างไรก็ดี ผมยังเชื่อมั่นเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า “นาคี 2” ไม่มีทางทำตัวเป็น “เรื่องเล่าจักรๆ วงศ์ๆ” ได้เข้มข้นจริงจังเท่า “มนต์นาคราช” (ทั้งๆ ที่ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องหลัง มีองค์ประกอบบางอย่างซึ่งหลุดออกจากจารีต “จักรๆ วงศ์ๆ” พอสมควร)

หลังดูหนังจบ ผมพบว่าสมมุติฐานของตนเองนั้นผิดเพี้ยนไปไกลลิบ

เพราะกลายเป็นว่าขณะที่ “มนต์นาคราช 2557” พยายามจะทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของมนตราแห่งพญานาคราช สามารถแพร่กระจายไปสู่คนหลายกลุ่มอย่างเป็น “ประชาธิปไตย” และมีความเป็นเหตุเป็นผลที่ทันสมัยขึ้น

พูดอีกอย่างคือบทสรุปจบของ “มนต์นาคราช” นั้น ไม่ค่อยมี “ความเป็นจักรๆ วงศ์ๆ” สักเท่าไหร่

คลิกอ่านรายละเอียด Democratization of “มนต์นาคราช”

ทว่า “นาคี 2” กลับทำตัวเป็น “หนังจักรๆ วงศ์ๆ” เสียยิ่งกว่า “ละครจักรๆ วงศ์ๆ” เผลอๆ นี่อาจเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกสุดในรอบ 2-3 ทศวรรษ ที่ตั้งใจและจงใจจะเลือกเดินบนเส้นทางสายดังกล่าว

นี่ไม่ใช่การเดินย้อนกลับหลังแบบมั่วๆ หรือการมีพฤติกรรมย้อนยุคแบบเชยๆ หากคนทำหนังเรื่องนี้น่าจะเลือกสรรมาเป็นอย่างดีแล้ว ว่า (พวก) เขาต้องการจะมุ่งมั่นเผชิญหน้ากับชุดปัญหา (ทางสังคมการเมือง) ในปัจจุบันด้วยเครื่องมือที่หลายคนมักประเมินว่า “ล้าสมัย”

แต่สำหรับ (พวก) เขาแล้วนี่คือเครื่องมือหรือโลกทัศน์อันทรงพลานุภาพสูงสุด

คนมองหนัง

บันทึกถึง “One Cut of the Dead”

เบื้องต้นเลย คือ หนังงดงามและสนุกมากๆ

ทีนี้มาว่ากันถึงประเด็นน่าสนใจในหนังเป็นข้อๆ ไป

หนึ่ง

เณรกระโดดกำแพง

ไม่แปลกใจถ้าจะมีการนำหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้มาวางคู่กับ “เณรกระโดดกำแพง” ในฐานะ “หนังพี่น้อง” ที่บอกกล่าวเล่าระบายถึงภาวะดิ้นรนของคนทำหนังตัวเล็กๆ

One-Cut-of-the-Dead-poster

อย่างไรก็ตาม ประเด็นหลักที่หนังทั้งสองเรื่องแชร์ร่วมกัน กลับถูกถ่ายทอดออกมาด้วยมุมมองและกลวิธีที่คล้ายจะแตกต่างกัน

สอง

ขณะที่ “เณรกระโดดกำแพง” พูดถึงชีวิต ความฝัน ความทุกข์ของคนทำหนังอินดี้นอกระบบอุตสาหกรรม “One Cut of the Dead” กลับเล่าถึงความสุข ความปรารถนาของคนทำหนังในระบบอุตสาหกรรม ที่รับงานหลากหลายจิปาถะ และยอมเรียกร้องงบประมาณจากนายทุน/เจ้าของเงินในราคาไม่สูงนัก

หนังญี่ปุ่นเรื่องนี้จึงไม่ได้ถ่ายทอดความสุข-ความปรารถนาของศิลปิน/นักต่อสู้ที่หวังจะสร้างหนังให้กลายเป็นผลงานศิลปะอันสูงส่ง ตลอดจนเครื่องมือวิพากษ์สังคม/การเมืองอันซื่อสัตย์เถรตรง

onecut 5

ตรงกันข้าม ความสุข-ความปรารถนาแบบพอประมาณ พอถูๆ ไถๆ ที่ปรากฏในหนัง นั้นยึดโยงอยู่กับการได้โอกาสทำงานเชิงพาณิชย์ศิลป์ในวงการภาพยนตร์โทรทัศน์ หรือการได้เข้าไปร่วมเป็นฟันเฟืองระดับยิบย่อยในอุตสาหกรรมบันเทิงขนาดมหึมา

สาม

เสน่ห์ประการหนึ่งของ “เณรกระโดดกำแพง” คือ การส่องประกายฉายฉานของซับพล็อตย่อยๆ (โดยเฉพาะเกร็ดชีวิตของสามเณรตัวละครเอก) ที่มีศักยภาพสูงพอจะโน้มน้าวให้คนดูหันไปสนใจใคร่ครวญถึงประเด็นอื่นๆ นอกเหนือจากประเด็นชีวิตและการต่อสู้ของคนทำหนัง

ผิดกับ “One Cut of the Dead” ที่เล่าเรื่องราวว่าด้วยกระบวนการทำหนังเล็กๆ คล้ายคลึงกัน แต่แทบไม่วอกแวกออกไปหาประเด็นอื่นๆ

one-cut-of-the-dead_poster_goldposter_com_3

หนังอาจมีซับพล็อต เช่น ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ (ผู้กำกับ), แม่ (นักแสดงเก่า ผู้มีปัญหาเรื่องการอินบทจนแยกหนังกับความเป็นจริงไม่ออก) และลูกสาว (เด็กกองถ่ายมือใหม่ ที่อยากยืนบนลำแข้งของตนเอง และมีความเป็นเพอร์เฟ็คชั่นนิสต์)

one cut daughter

แต่สุดท้าย ปัญหาครอบครัวก็กลืนกลายเป็นเนื้อเดียวกับชีวิตจิตใจของ “คนทำหนัง”

เช่นเดียวกับประเด็นเรื่องธุรกิจ-อุตสาหกรรมบันเทิง ซึ่งแยกไม่ออกจากเรื่องกระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์อยู่แล้ว

สี่

ผมชอบหน้าตาของตัวละคร “เจ๊/คุณป้า” ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ ที่ทำให้นึกถึง “คุณจิ๊ อัจฉราพรรณ” และ “คุณเหี่ยวฟ้า”

อย่างไรก็ดี นอกจากหน้าตาอันเป็นเอกลักษณ์ การดำรงอยู่ของเจ๊คนนี้และพวกทีมงานฝ่ายบริหารในออฟฟิศ กลับกระตุ้นให้ผู้ชมมองเห็น/ตระหนักถึงรอยแตกร้าวระหว่างชนชั้นในอุตสาหกรรมบันเทิง ที่แบ่งแยกนายทุน/ผู้บริหาร/เจ้าของเงิน ออกจากคนลงมือปฏิบัติงาน

onecut 3

แน่นอน “ความสุขความสมหวัง” ของเจ๊ระหว่างนั่งชมหนังซอมบี้ดิบๆ ทางโทรทัศน์ในสำนักงานใหญ่ (มีบางช่วงแกแอบละสายตาไปเล่นมือถือด้วยซ้ำ) และหลังจากปฏิบัติการถ่ายทอดสดหนังสั้นเรื่องดังกล่าวเสร็จสิ้นลง (ดูเหมือนจะ) โดย “สมบูรณ์” กับ “ความสุขความโล่งใจ” ของบรรดาสมาชิกกองถ่าย ภายหลังการถ่ายทำหนังลองเทคออกอากาศสด ที่เต็มไปด้วยปมปัญหาต่างๆ นานาให้ต้องคอยแก้ไขชนิดเลือดตาแทบกระเด็นนั้น มัน “แตกต่างกัน” ลิบลับ

one cut crain

(เอาเข้าจริง จุดหนึ่งที่ผมอยากลอง “หาเรื่อง” ก็คือ แม้กระทั่งฉาก “เครนมนุษย์” อันซาบซึ้งและน่าประทับใจ ก็อาจมิได้นำไปสู่ “ภราดรภาพ” หรือความเท่าเทียมใดๆ ระหว่างคนในกองถ่ายภาพยนตร์ ตรงกันข้าม นั่นคือการเรียงลำดับช่วงชั้นแบบใหม่ ที่โปรดิวเซอร์/ตัวแทนนายทุน และนักแสดงใหญ่ ต้องทอดกายลงเป็นงัวงาน ขณะที่ผู้กำกับ/ทายาทผู้กำกับได้โอกาสสถาปนาอำนาจนำของตนเองสมตามความใฝ่ฝันและอุดมคติ)

สุดท้าย ทั้ง “One Cut of the Dead” และ “เณรกระโดดกำแพง” จึงหวนคืนมาบรรจบพบเจอกันอีกครั้ง

ในสมรภูมิของอุตสาหกรรมบันเทิงที่เต็มไปด้วยความไม่เสมอภาค การเอารัดเอาเปรียบ และการต้องยื้อแย่งสิทธิในการเข้าถึง/บริหารจัดการทรัพยากร

ซึ่งบางครั้งอาจถูกฉาบหน้าด้วยความทุกข์ ความตึงเครียด ทว่าบางคราวอาจถูกเคลือบเลี่ยมด้วยความสุข รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

หุ่นของเล่น “เจ้าเงาะ” พร้อมวางจำหน่ายแล้วจ้า!

พ้นจุดพีก? เรตติ้ง “สังข์ทอง” ลดเหลือหลัก 7 สองวันติด!

หลังพระสังข์ถอดรูปเงาะและตีคลีชนะพระอินทร์ได้สำเร็จ ต้องยอมรับว่าเรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง” ในวันที่ 27-28 ตุลาคมนั้น แผ่วลงพอสมควร โดยตกไปอยู่หลัก 7 ที่ 7.401 และ 7.345 ตามลำดับ

คงต้องรอดูว่าการปรากฏกายของตัวร้ายอีกรายอย่าง “พยนตรา” จะสามารถช่วยกระตุ้นเรตติ้งให้กลับมาทะลุหลัก 8 ได้อีกรอบหรือไม่?

ข้อมูลเรตติ้งจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-week22-28oct61/

ใครสนใจฟิกเกอร์เจ้าเงาะเชิญทางนี้!

หลังจากมีข่าวคราวการจัดทำโมเดล/ฟิกเกอร์ “เจ้าเงาะ” หลุดออกมาระยะหนึ่ง ดูเหมือนตอนนี้ ทางสามเศียรน่าจะพร้อมจัดจำหน่ายสินค้าดังกล่าวแล้ว

โดยอินสตาแกรมของ “ปอนด์ โอภาภูมิ” ผู้รับบทเป็น “เจ้าเงาะ 2018” ได้ประชาสัมพันธ์ว่าหากใครต้องการซื้อหุ่นของเล่นเจ้าเงาะ สามารถติดต่อสอบถามที่เบอร์ 02-5983333 โดยหุ่นไซส์ใหญ่จะมีราคา 999 บาท ส่วนไซส์เล็กมีราคา 499 บาท

ภาพนำจาก https://www.instagram.com/pond_ophaphoom/

ข่าวบันเทิง

ส่องอินสตาแกรม! เมื่อ “ทิลดา สวินตัน” ถ่ายรูปประกบคู่กับ “คนบันเทิงไทย”

“ทิลดา สวินตัน” นักแสดงดังระดับโลกเพิ่งจะเดินทางมาเมืองไทย

ด้านหนึ่ง เธอไปเยี่ยมชมการทำงานของหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ที่ศาลายา ผ่านคำเชิญชวนของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำ

ซึ่งในโครงการหนังยาวเรื่องใหม่ของอภิชาติพงศ์ คือ “Memoria” นั้น จะมีสวินตันร่วมเป็นนักแสดงนำด้วย

แต่อีกด้านหนึ่ง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสวินตันมีสถานะเป็น “เซเลบ” ด้วยเหตุนี้ เธอจึงไปปรากฏตัวในกิจกรรมของแบรนด์ “ชาแนล” ที่กรุงเทพมหานคร

ซึ่งในกิจกรรมหลังนี่เอง ที่เปิดโอกาสให้คนบันเทิงไทยจำนวนมากได้เข้าไปขอถ่ายรูปคู่กับนักแสดงดังชาวอังกฤษ

แม้แต่อภิชาติพงศ์เอง ก็มีรูปกับสวินตัน ระหว่างร่วมกิจกรรมของชาแนล

ทิลดา สวินตัน กับ อาภาศิริ นิติพน ดาราไทยที่มีบุคลิกรูปลักษณ์คล้ายคลึงเธอมากที่สุดคนหนึ่ง

สวินตัน กับ พาริส อินทรโกมาลย์สุต ผู้รับบท “ฉี” ใน “เลือดข้นคนจาง”

สวินตัน กับ ออกแบบ ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง

สวินตัน กับ แพต ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช

สวินตัน กับ วิโอเลต วอเทียร์ และ มิว นิษฐา จิรยั่งยืน

สวินตัน กับ เก้า สุภัสสรา ธนชาต

สวินตัน กับ ลิเดีย ศรัณย์รัชต์ ดีน และแอริน ยุกตะทัต

สำหรับแฟนๆ ทิลดา สวินตัน ที่ไม่ได้เจอตัวจริงของเธอ สามารถรับชมผลงานการแสดงล่าสุดของสวินตันในภาพยนตร์เรื่อง “Suspiria” (กำกับภาพโดย สยมภู มุกดีพร้อม) ซึ่งเพิ่งจะเข้าฉายเชิงพาณิชย์ที่เมืองไทยเป็นสัปดาห์แรกพอดี

ภาพนำจาก 

หอภาพยนตร์ Thai Film Archive

https://www.instagram.com/rpasiri/

https://www.instagram.com/chayanitpat/

ข่าวบันเทิง

อภิชาติพงศ์รับรางวัล “ฟิแอฟ 2018” – รู้จักหนังสารคดีชีวิต “เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่”

อภิชาติพงศ์รับรางวัลจากสหพันธ์หอภาพยนตร์นานาชาติ

สหพันธ์หอภาพยนตร์นานาชาติ (ฟิแอฟ – FIAF) ประกาศมอบรางวัล “ฟิแอฟ อวอร์ด 2018” ให้แก่ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล โดยพิธีมอบรางวัลจะมีขึ้นในวันที่ 19 พฤศจิกายน ณ หอภาพยนตร์ ศาลายา

ก่อนหน้านี้ คนทำหนังที่ได้รับรางวัลดังกล่าวมีอาทิ มาร์ติน สกอร์เซซี, อิงมาร์ เบิร์กแมน, ไมค์ ลีห์, โหวเสี่ยวเซี่ยน, อานเญส วาร์ดา, ฌอง-ปิแอร์ และ ลุค ดาร์เดนน์ และ คริสโตเฟอร์ โนแลน

ฟิแอฟระบุว่าอภิชาติพงศ์มีส่วนสนับสนุนการปฏิบัติงานของหอภาพยนตร์ไทยมาอย่างยาวนาน หนึ่งในนั้น คือ การร่วมรณรงค์ให้หอภาพยนตร์แปรรูปเป็นองค์การมหาชนดังเช่นปัจจุบัน ขณะเดียวกัน เขายังสนับสนุนการทำงานอนุรักษ์และบูรณะภาพยนตร์ในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อภิชาติพงศ์ ทิลด้า หอภาพยนตร์
อภิชาติพงศ์พา “ทิลดา สวินตัน” ไปเยี่ยมชมหอภาพยนตร์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2561 (เครดิตภาพ หอภาพยนตร์ Thai Film Archive)

ครั้งหนึ่ง ผู้กำกับชาวไทยเคยอุปมาว่า “ภาพยนตร์มีความสำคัญในฐานะที่เป็นบทบันทึกทางวัฒนธรรมและเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำของมวลมนุษยชาติ”

อภิชาติพงศ์กล่าวถึงความสำคัญของรางวัลฟิแอฟ อวอร์ด เอาไว้ว่า

“ภาพยนตร์คือส่วนขยายของมนุษย์ ผมรู้สึกชื่นชมฟิแอฟเสมอมา ที่องค์กรแห่งนี้ได้อุทิศตนในการอนุรักษ์ส่วนเสี้ยวหนึ่งของจิตวิญญาณมนุษย์เอาไว้ ดังนั้น ผมจึงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้

“ในอนาคต คนรุ่นใหม่จะผลิตภาพยนตร์ชนิดใหม่ที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ภาพยนตร์ของคนรุ่นเขา, ถ้ามันยังคงถูกเรียกว่าภาพยนตร์อยู่, จะเผยให้เห็นถึงวิธีคิด, ความรัก, ความหวาดกลัว หรือความเคลื่อนไหวธรรมดาสามัญอื่นๆ ของพวกเขา

“ขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่เหล่านั้นก็จะได้รับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของคนรุ่นเรา ในลักษณะเดียวกับที่พวกเราเคยมีโอกาสรับชมกริยาอาการและรับฟังเสียงหัวเราะของบรรพชนรุ่นก่อน ขอขอบคุณการดำรงอยู่ของฟิแอฟ ผมรู้สึกมีความสุขที่ได้ร่วมโดยสารไปบนเรือแห่งภารกิจสำคัญดังกล่าว”

ด้านเฟรเดริก แมร์ ประธานฟิแอฟระบุว่า ในฐานะคนทำหนัง งานของอภิชาติพงศ์มีความข้องเกี่ยวอย่างลึกซึ้งกับประเด็นว่าด้วยอดีตและความสำคัญของความทรงจำมนุษย์ ขณะเดียวกัน เขาก็สามารถใช้สื่อภาพยนตร์นำเสนอผลงานอันมีเอกลักษณ์โดดเด่นและมีแบบฉบับเฉพาะในทางศิลปะของตนเอง

ทั้งนี้ ในงานมอบรางวัล วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน หอภาพยนตร์จะจัดฉายภาพยนตร์เรื่อง “รักที่ขอนแก่น” ของอภิชาติพงศ์

ผู้สนใจสามารถสำรองที่นั่งได้ที่ http://bit.ly/fiaf2018 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (แต่ที่นั่งมีจำนวนจำกัด)

ที่มาข้อมูล https://www.fiafnet.org/pages/News/2018-FIAF-Award.html

รู้จัก “เจ้านางจากดวงจันทร์” หนังสารคดีที่รับทุนสนับสนุนจากภูรินทร์ พิคเจอร์ส

กองทุนภูรินทร์ พิคเจอร์ส (Purin Pictures) ประกาศรายชื่อโปรเจ็กท์หนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวน 5 เรื่อง (หนังเล่าเรื่อง 3 เรื่อง และหนังสารคดี 2 เรื่อง) ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากการมอบทุนในรอบฤดูใบไม้ร่วงปี 2018

เจ้านางจากดวงจันทร์
ภาพจาก The Lost Princess

หนึ่งในภาพยนตร์สารคดีที่ได้รับทุนสนับสนุนด้านงานโพสต์โปรดักชั่นเป็นเงิน 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ คือ โครงการที่มีชื่อว่า “The Lost Princess” (เจ้านางจากดวงจันทร์) โดย “กรภัทร ภวัครานนท์”

หนังสารคดีเรื่องนี้จะสำรวจชีวิตวัย 88 ปี ของ “เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่” หลานสาวของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย ขณะที่กรภัทร ผู้กำกับ มีศักดิ์เป็นหลานยายของเจ้าดวงเดือน และเธอเริ่มต้นโครงการนี้ตอนศึกษาระดับปริญญาโท ณ London Film School

เมื่อครั้งทำการระดมทุนผ่านเว็บไซต์ https://www.kickstarter.com ทางผู้สร้างได้บรรยายถึงเรื่องราวที่จะถูกบันทึก-ถ่ายทอดในภาพยนตร์เอาไว้ว่า

เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ เกิดและเติบโตในคุ้มหลวงของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 9 แห่งราชวงศ์ทิพย์จักร และองค์สุดท้ายแห่งนครเชียงใหม่

แม้ในวัย 88 ปี เจ้าดวงเดือน หรือ เจ้ายาย ยังคงเชื่อและปฏิบัติตัวในฐานะเจ้าหญิงตามภาระหน้าที่ของสายเลือดและการเลี้ยงดูที่ได้รับมา แต่ในวัยชราเจ้าดวงเดือนได้รับความเจ็บป่วยจากโรคอัลไซเมอร์ ทำให้เจ้าใช้ชีวิตอยู่กับความทรงจำในอดีต

เจ้าใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในบ้าน ถ้าไม่นับเวลาที่มีแขกมาเยี่ยมเยียนหรือการถูกเชิญไปเป็นประธานในงานพิธี เจ้าแทบจะไม่ได้ออกไปปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก

เจ้าดวงเดือนผ่านอะไรมามากมาย ประสบการณ์และความเจ็บปวดสร้างเกราะให้เจ้ากลายเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งจนไม่แสดงความอ่อนแอทางสีหน้าและอารมณ์ ความแกร่งนี้เปรียบเสมือนรูปปั้น รูปหล่อที่ไม่มีใครล่วงรู้ความรู้สึก แต่คนรอบตัวต่างเคารพบูชา

คนเราจะรักรูปปั้นได้อย่างไร? แล้วรูปปั้นที่ดูน่าเคารพเหล่านั้นจะสัมผัสความรักได้อย่างไร? สำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ ความรักที่มีต่อสายเลือดและราชวงศ์ที่แท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่?

กรภัทรอธิบายว่าแรงบันดาลใจของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

คนไทยหลายรายนิยามความรู้สึกนี้ว่า “ใจสลาย” ประชาชนจำนวนมากต่างพร้อมใจกันแต่งกายชุดดำเพื่อไว้อาลัย ต่างโศกเศร้าเสมือนการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในครอบครัว สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าสถาบันกษัตริย์มีความสำคัญกับสังคมไทยมากเพียงใด

ด้วยเหตุนี้ เธอจึงอยากนำเสนอโครงสร้างสังคมไทยที่มีความผูกพันกับราชวงศ์ ผ่านชีวิตของ เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ ผู้ใช้ชีวิตระหว่างสองสถานะ คือ เจ้าหญิงจากอาณาจักรที่ล่มสลาย และ สามัญชนธรรมดา

ก่อนหน้านี้ “เจ้านางจากดวงจันทร์” ได้รับทุนสนับสนุนโครงการหรือกิจกรรมด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ประจำปี 2561 จากกระทรวงวัฒนธรรม เป็นจำนวนเงิน 3 แสนบาท

ที่มาข้อมูล https://www.screendaily.com/news/thailands-purin-pictures-announces-grant-recipients-for-autumn-2018/5134166.article

www.kickstarter.com/projects/thelostprincess2017/the-lost-princess

เพจเฟซบุ๊ก สำนักเลขานุการภาพยนตร์ และวีดิทัศน์แห่งชาติ