คนมองหนัง

สแน็ป : การเมืองเรื่องความทรงจำ

(มติชนสุดสัปดาห์ 6-12 พฤศจิกายน 2558)

 

“สแน็ป” ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” ได้ฤกษ์ฉายรอบปฐมทัศน์โลกไปแล้ว ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2015

แม้สุดท้ายจะไม่ได้รางวัลใดๆ ติดไม้ติดมือกลับมาจากญี่ปุ่น แต่หนังเรื่องนี้ก็มีองค์ประกอบหลายอย่าง ที่น่าพูดถึง

“สแน็ป” เป็นภาพยนตร์ที่มีบริบทการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เฉกเช่นผลงานส่วนใหญ่ของคงเดช

อย่างไรก็ตาม ตัวละครเอกในหนังมิได้ดำเนินชีวิตของตัวเองไปอย่างเป็นเอกเทศ โดยมีเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองร่วมสมัยปรากฏขึ้นเป็นเพียงฉากหลังรางๆ และไม่ข้องเกี่ยวโดยตรงกับชีวิตของเหล่าตัวละคร

ตรงกันข้าม “สแน็ป” อาจทำให้คนดูหลายคนคิดไปถึง “กอด” ภาพยนตร์อีกเรื่องของคงเดช ซึ่งเคยมีผู้ตีความเอาไว้ว่า การมีหรือไม่มี “แขนที่สาม” (อวัยวะอันแปลกแยก ทว่า เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายอย่างมิอาจปฏิเสธได้) ของ “ขวาน” ตัวละครนำในหนังเรื่อง “กอด” นั้น

เป็นการอุปมาถึงการมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทย ภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

กรณีของ “สแน็ป” ก็คล้ายๆ กัน กล่าวคือ แม้นางเอกของเรื่องอย่าง “ผึ้ง” (รวมถึงพระเอกอย่าง “บอย” และตัวละครรายอื่นๆ) จะไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความขัดแย้งทางการเมืองไทยหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 อย่างตรงไปตรงมา

แต่วิถีชีวิต และกระแสความคิด-ความทรงจำ ของพวกเธอและเขา ก็เป็นเหมือนภาพร่างอันกระจัดกระจาย ที่ชวนให้เรานึกถึงความขัดแย้งทางการเมืองร่วมสมัยอยู่เกือบตลอดเวลา

ตัวละครเหล่านั้นจึงไม่ได้ลอยตัวออกจากบริบททางการเมือง หากเป็นเหมือนส่วนขยายต่อเติมของบริบทดังกล่าว ที่ช่วยให้คนดูได้มองเห็นหรือตั้งคำถามกับสภาวะความขัดแย้งทางการเมืองนอกโรงภาพยนตร์ อย่างเด่นชัดหรือมีเหลี่ยมมุมยิ่งขึ้น

แต่อย่างที่บอก ว่าชีวิตของตัวละครในหนังเป็นส่วนขยายอันกระจัดกระจายของบริบททางการเมือง ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นหน้าที่ของคนดูแต่ละราย ที่จะต้องจัดเรียงหรือประมวลองค์ประกอบระเกะระกะเหล่านั้น แล้วสร้างกรอบความคิดบางอย่างขึ้นมาเอง

“สแน็ป” พูดถึงการเมืองไทยอย่างสลับซับซ้อนมากกว่าเรื่องย่อที่ถูกเผยแพร่ออกมา

หนังไม่ได้มีแค่นางเอกที่เป็นลูกสาวทหารยศน่าจะถึงนายพล ที่กำลังจะแต่งงานกับนายทหารหนุ่มยศนาวาอากาศโท แต่แล้วในวันประกาศกฎอัยการศึก ก่อนหน้ารัฐประหาร เธอก็ได้รับการ์ดเชิญให้ไปงานแต่งงานของเพื่อนสมัยมัธยมฯ ที่ต่างจังหวัด จนมีโอกาสรื้อฟื้นความสัมพันธ์อันค้างคากับเพื่อนชายสมัยวัยรุ่น

แก่นเรื่องหลักสำคัญจริงๆ ของ “สแน็ป” น่าจะเป็นประเด็นว่าด้วย “ความทรงจำ” “การประดิษฐ์สร้างความทรงจำ” “การแทนที่ความทรงจำ” และ “การหลงลืม” มากกว่า

ภาพสแน็ปช็อตที่ถ่ายจากโทรศัพท์มือถือ ถูกนำมาใช้นับครั้งไม่ถ้วนในหนัง ในฐานะเครื่องมือแสดงตัวตนผ่านโซเชียลมีเดียของผึ้ง ผู้เป็นนางเอก

คงเดชกล่าวขยายความเกี่ยวกับประเด็นนี้ในการแถลงข่าวที่โตเกียวว่า เทคนิคการถ่ายภาพด้วยโทรศัพท์มือถือยุคปัจจุบัน มีฟิลเตอร์ที่ทำให้ภาพใหม่ๆ สามารถแลดูเป็นภาพเก่าได้

จึงน่าตั้งคำถามว่า สิ่งที่เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งเก่าแก่หรือเป็นอดีตที่ดีงามนั้น จริงๆ แล้วมันเก่าแก่แค่ไหน? มันดีงามจริงหรือ? หรือจริงๆ มันเพิ่งถูกสร้างขึ้นให้ “แลดูเก่า” เมื่อไม่นานมานี้?

ประเด็นทำนองนี้ถูกเน้นย้ำรอบแล้วรอบเล่า ผ่านสัญลักษณ์และเรื่องราวต่างๆ ใน “สแน็ป”

หนังยังตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของการ “แทนที่” ไว้หลายครั้ง

ตั้งแต่การแทนที่รูปเพื่อนที่หายไปในหนังสือรุ่นด้วยกราฟิกเงาคน การที่เจ้าของร้านทำผม ซึ่งย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังเดิมของนางเอก มีชื่อว่า “ผึ้ง” เหมือนกัน การแทนที่ “ปลาตุ๊กแก” ตัวดั้งเดิม ที่เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์เกี่ยวโยงกับอดีตรักของวัยรุ่นสองคนเมื่อแปดปีก่อน ด้วยปลา (ที่น่าจะเป็น) ตัวใหม่ ตลอดจนการแทนที่ “คนรักเก่า” ด้วย “คนรักใหม่ๆ”

ราวกับหนังต้องการจะถามคนดูว่า สิ่งของ/ผู้คน บางสิ่ง บางคน สามารถทดแทนสิ่งของ/ผู้คน อีกสิ่งหนึ่ง อีกคนหนึ่ง ได้จริง หรือ?

อย่างไรก็ดี คงเดชพยายามโต้ตอบข้อสงสัยที่มีต่อการให้คุณค่าแก่ “อดีต” ที่เพิ่งสร้าง และการแทนที่ระหว่างสิ่งของสองอย่าง ซึ่งคล้ายจะมีคุณค่าผิดแผกกัน ด้วยการทดลองนำเสนอทัศนะจากอีกแง่มุมหนึ่งเช่นกัน

หนังเล่าเรื่องเล็กๆ ของลูกสาวภารโรง ผู้เติบโตกลายมาเป็นภารโรง “แทนที่” แม่ผู้เสียชีวิต ภารโรงสาวตั้งตุ๊กตาที่เคยได้รับมอบจากผึ้งไว้บนหิ้งบูชาเคียงคู่กับพระพุทธรูป เพราะสำหรับเธอนี่ไม่ใช่สิ่งที่มีค่าเป็นเพียงของเล่น แต่เป็นของราคาแพง ที่มีคุณค่าสูงส่งในทางจิตใจ

“สแน็ป” ยังพูดเรื่องภาวะหลงลืมไว้อย่างน่าสนใจ

ทั้งการที่ผึ้ง ซึ่งเป็นอดีตดีเจประจำโรงเรียน จดจำชื่อเพลงที่บอยเคยขอให้เธอเปิดไม่ได้ การที่เพื่อนคนหนึ่งของบอย จดจำทริปการท่องเที่ยวที่ตนเดินทางไปกับเพื่อนๆ สมัยมัธยมฯ ไม่ได้ จนเพื่อนต้องนำหลักฐานภาพถ่ายมายืนยัน

เรื่อยไปจนถึง การที่บอยพยายาม “แสร้งลืม” ความทรงจำบาดแผลบางอย่าง ที่จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวของเขา และความทรงจำดีๆ ที่ตนเองมีต่อผึ้ง

การลืม การจำ การสร้าง/แทนที่ความทรงจำ เป็นบรรยากาศที่อบอวลอยู่ในหนังเรื่องใหม่ของคงเดช ตลอดเวลา

“สแน็ป” ยังมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนไม่สำคัญ แต่กลับกระตุ้นให้คนดูได้ฉุกคิดอยู่เป็นระยะๆ

หนังพูดถึงภาวะอนิจจังของการต้องสูญเสียสมาชิกหลักในครอบครัว ด้วยท่าทีไม่ตื่นตระหนก

ขณะเดียวกัน พ่อยศนายพลของนางเอก ก็ไม่มีตัวตนภายในหนัง จนคนดูไม่อาจรู้ได้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ผึ้งเคยพูดเท้าความว่าหลังรัฐประหาร 2549 พ่อของเธอถูกย้ายเข้ากรุงเทพฯ แต่ก็ไม่แน่ชัดนักว่า เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่ง หรือถูกโยกเข้ากรุ ไม่ให้คุมกำลังรบ

ฉากหนึ่งในตอนท้ายเรื่อง ที่ผึ้งกำลังนั่งดูอัลบั้มภาพพรีเวดดิ้งของตนเอง อันเต็มไปด้วยรูปถ่ายชุดขาวของว่าที่สามีนายทหารอากาศ แต่แล้วกล้องก็ค่อยๆ เคลื่อนไปยังครึ่งล่างของกรอบรูปที่แขวนอยู่เหนือหัวนางเอก ซึ่งน่าจะเป็นภาพพ่อของเธอขณะแต่งเครื่องแบบสายสะพายเต็มยศ

สามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกของการต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคนในเครื่องแบบได้อย่างทรงพลัง

หนังยังเล่าเรื่องราวค่อนข้างแปลกแปร่งว่า ว่าที่สามีนายทหารอากาศนั้น เคยเป็น “อาจารย์สอนวิชารัฐศาสตร์” ให้แก่ผึ้งในมหาวิทยาลัยพลเรือน ไม่เพียงเท่านั้น โรงเรียนเก่าของเธอที่จันทบุรี ยังกำลังทาสีใหม่ เป็นอาคารสีเขียวเข้มทั้งหลัง

หนังพูดถึงการเลิกคบกันในหมู่เพื่อนเก่า เพราะทัศนคติที่แตกต่างกันในทางการเมือง และการไม่พูดคุยทักทายกันของคนในครอบครัว เพราะปมปัญหาร้าวลึกบางประการ

“สแน็ป” เล่นกับ “ภาพ/สัญลักษณ์ซ้ำ” บางภาพ ที่ถูกนำมาวนให้คนดูเห็นอยู่เป็นระยะๆ ทั้งที่เป็นฉากหลังอันชัดเจน และเป็นรูปเลือนรางท่ามกลางความมืดมิด

ฉากสำคัญฉากหนึ่งในตอนท้าย ที่เล่นกับประเด็นความรักลับๆ ของคนที่มิอาจรักกันได้อีกต่อไป ดำเนินไปในสถานที่อันคุกรุ่นด้วยความทรงจำ ซึ่งเพิ่งถูกประดิษฐ์สร้างขึ้น ยิ่งกว่านั้น ไม่ไกลจากสถานที่ดังกล่าว ยังมี “ภาพซ้ำ” ภาพเดิมยังตั้งตระหง่านอยู่อย่างสงบนิ่ง กลางสภาวะดึกสงัด

แก่นเรื่องและคำถามเกี่ยวกับความทรงจำ ตลอดจนรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ดูมีน้ำหนักชวนครุ่นคิดมากขึ้น เมื่อเราพิจารณาไปยัง “กรอบเวลา” ภายในภาพยนตร์เรื่องนี้

นั่นคือ ผึ้งและเพื่อนๆ เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีสุดท้าย ในช่วงรัฐประหาร กันยายน 2549 ก่อนที่พวกเขาและเธอจะหวนกลับมาพบกันอีกครั้ง ในช่วงรัฐประหาร พฤษภาคม 2557

อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาจากเนื้อหาของหนัง คงเดชก็ฉลาดพอที่จะไม่ผูกมัดผลงานล่าสุดของเขาเข้ากับจุดยืนทางการเมืองขั้วใดขั้วหนึ่ง

อารมณ์ ความรู้สึก ความทรงจำของตัวละครทั้งหมด และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เป็นเหมือนชิ้นส่วนย่อยๆ ที่จะประกอบขึ้นเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างหลากหลาย งุนงงสับสน ของผู้คนในสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย

ตัวละครแต่ละรายมีสถานะเป็นทั้งผู้กระทำและถูกกระทำ พวกเขาและเธอเป็นทั้งฝ่ายที่จดจำบางเรื่องราวได้ และเป็นฝ่ายหลงลืมไม่รับรู้ข้อเท็จจริงบางอย่าง แต่ละคนต่างปลอบประโลม กล่อมเกลาตัวเอง ด้วยทัศนะ ความเชื่อ และคุณค่าบางประการ เพื่อแทนที่ความทรงจำบางส่วนที่แหว่งวิ่นขาดหายไป

เพียงแต่คนดูจำนวนหนึ่งก็อาจตั้งคำถามต่อเนื่องจากประเด็นชวนคิดในหนังได้เช่นกันว่า เราจะสามารถทดแทน “ประชาธิปไตย” ด้วยระบอบการปกครองที่ไม่น่าจะเป็น “ประชาธิปไตย” ได้จริงหรือ?

สิ่งที่มา “แทนที่ประชาธิปไตย” ที่ดูเหมือนจะเป็นตัวแทนของ “ความดีงามครั้งเก่าก่อน” นั้น แท้จริงแล้ว มีความเป็นมาเก่าแก่ยาวนานขนาดไหน?

และก็คงเหมือนกับที่ผึ้งเอ่ยถามบอยด้วยความอัดอั้นตันใจว่า เราจะไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้หรือ ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่มันยังครึ่งกลาง ค้างคา ไม่คืบหน้าไปไหน ในรอบแปดปี? (ซึ่งตัวละครบางคนรู้สึกว่าช่วงเวลาดังกล่าวเคลื่อนหน้าไปเนิบช้ามากๆ แต่บางคนกลับเห็นว่าเวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว)

ถึงที่สุด ปัจเจกบุคคลแต่ละรายก็คงจะต้องพยายามประคับประคองชีวิตและความทรงจำแหว่งวิ่นของตนเอง แล้วค่อยๆ เดินหน้าต่อไป ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ความผันผวนแห่งยุคสมัย และการขาดหายไปของอะไรบางอย่าง

ดังเนื้อร้องท่อนหนึ่งของเพลงสำคัญ ซึ่งถูกนำมาใช้ปิดท้ายภาพยนตร์เรื่องนี้

“ชีวิตที่มันขาดเธอ วันนี้ยังเดินต่อไป แค่ได้คิดถึงก็เป็นสุขใจ”

คนอ่านเพลง

“ชีวประวัติขนาดย่อ” ของวงการเพลงไทยสากล บนเวทีคอนเสิร์ต “พนเทพ สุวรรณะบุณย์”

(มติชนสุดสัปดาห์ 23-29 ตุลาคม 2558)

 

เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา มีโอกาสไปนั่งชมคอนเสิร์ต “รักนิรันดร์” ของนักแต่งเพลง-โปรดิวเซอร์รุ่นเก๋า “พนเทพ สุวรรณะบุณย์”

ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนักร้องดังๆ ยุค 80 อาทิ ชรัส เฟื่องอารมณ์, ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว, รวิวรรณ จินดา, มาลีวัลย์ เจมีน่า, ผุสชา โทณะวณิก และ วิยะดา โกมารกุล ณ นคร ฯลฯ เรื่อยมาจนถึงนักร้องดังปลายยุคทองของวงการซีดี อย่าง พั้นช์-วรกาญจน์ โรจนวัชร

คอนเสิร์ตความยาวร่วม 4 ชั่วโมง ดำเนินไปอย่างอิ่มเอม ทั้งเพราะตัวบทเพลงที่ไพเราะ การเล่าเรื่องราวประกอบเพลงผ่านบุคลิก “ไนซ์ๆ” ของพนเทพ เรื่อยไปจนถึงความสามารถของทีมนักดนตรีสนับสนุน และนักร้องรับเชิญหลากรุ่น

รวมทั้ง 3 ดีว่า อย่าง รวิวรณ, มาลีวัลย์ และวิยะดา ที่แอบออกมาเซอร์ไพรส์เจ้าของคอนเสิร์ตในตอนท้าย

ท่ามกลางความประทับใจในเสียงเพลง

ผมมีข้อสังเกตบางประการ ที่นึกขึ้นได้หลังชมคอนเสิร์ต ดังนี้

เข้าใจว่าคอนเสิร์ต “รักนิรันดร์” น่าจะเป็นคอนเสิร์ตแรกๆ ที่ถูกจัดขึ้น เพื่อยกย่องคนเบื้องหลังในวงการดนตรียุค 80-90 ที่ทำงานด้าน “ทำนอง-เรียบเรียงดนตรี-โปรดิวซ์” โดยเฉพาะ

ก่อนหน้านี้ อาจมีคอนเสิร์ตรวมบทเพลงของ นิติพงษ์ ห่อนาค, สีฟ้า, ประภาส ชลศรานนท์ หรือ ฉัตรชัย ดุริยประณีต

แต่แก่นหลักของคอนเสิร์ตดังกล่าว ก็ดูเหมือนจะมุ่งยกย่องไปที่ทักษะการเขียนคำร้องของคนทำงานเบื้องหลังเหล่านั้นมากกว่า (แม้ประภาสและฉัตรชัย จะมีผลงานการประพันธ์ทำนองด้วยก็ตาม)

และหลังจากคอนเสิร์ตของพนเทพหนึ่งสัปดาห์ ถึงจะมีคอนเสิร์ตของ จิรพันธ์ อังศวานนท์ ที่ทำงานหลักเป็นคนเขียนทำนอง-เรียบเรียงดนตรี-โปรดิวซ์ เช่นกัน

ลักษณะการทำงานที่เน้นหนักไปในด้านการเขียนทำนอง เรียบเรียงดนตรี และโปรดิวซ์อัลบั้ม ของพนเทพ ส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อหลายๆ เรื่องเล่าประกอบบทเพลงของเขาในคอนเสิร์ตครั้งนี้

ไม่ว่าพนเทพจะเล่าถึงที่มาของทำนองเพลง “หลับตา” ซึ่งขับร้องโดย ชรัส อันได้รับแรงบันดาลใจมาจากผลงานของ เชิด ทรงศรี และ สง่า อารัมภีร ทว่า คนแต่งเนื้อและขับร้องอย่างชรัส เพิ่งจะมาทราบเรื่องราวที่เป็นแรงบันดาลใจของพนเทพบนเวทีคอนเสิร์ตนี่เอง

หรือเล่าที่มาของเพลง “เพียงแค่ใจเรารักกัน” ซึ่งขับร้องโดยวิยะดา โดยพนเทพทดลองนำทำนองเพลงที่เขาแต่งขึ้น ไปให้เพื่อนรุ่นน้อง (ธนา ชัยวรภัทร) ที่ไม่ได้เล่นดนตรีหรือเคยแต่งเพลงมาก่อน ฟัง

ทว่า ผลลัพธ์ที่ได้จากปลายปากกาของรุ่นน้อง กลับกลายเป็นเนื้อร้องของเพลงป๊อป ที่ยังคงความอมตะมาจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ธนาก็กลายเป็นนักแต่งเพลงฝีมือดีคนหนึ่ง ในยุคอุตสาหกรรมดนตรีรุ่งเรือง

หรือเล่าที่มาของเพลง “ดอกไม้ในที่ลับตา” ซึ่งขับร้องโดยวงนั่งเล่น ที่เกิดขึ้นหลังจากนักแต่งเนื้อร้องมือดีของวงการอย่าง กมลศักดิ์ สุนทานนท์ มาเล่าความในใจให้พนเทพฟังว่า เขาอยากจะขอบคุณชายชาวตะกั่วป่า ที่มีจิตอาสา นำเรือเข้ามาช่วยเหลือเขาและครอบครัวในช่วงน้ำท่วมปี 2554 แต่พอนึกจะเอ่ยคำขอบคุณออกจากปาก ชายคนนั้นก็แล่นเรือไปช่วยผู้เดือดร้อนคนอื่นต่อแล้ว

พนเทพจึงนำเอาเรื่องราวของกมลศักดิ์ไปแปรเป็นทำนองเพลง แล้วอัดมันลงซีดี เพื่อส่งให้กมลศักดิ์นำมาใส่เนื้อร้องอีกทีหนึ่ง

จากสามเรื่องราวข้างต้น จะเห็นได้ว่าเรื่องเล่าของพนเทพในคอนเสิร์ตครั้งนี้ มักอ้างอิงอยู่กับวิธีการทำงานแบบ “แบ่งงานกันทำ” ในอุตสาหกรรมดนตรียุคปลาย 80 – ต้น 2000

คือ เล่าถึงที่มาของกระบวนการแต่งทำนอง ก่อนจะนำทำนองดังกล่าว ไปให้นักเขียนเนื้อร้อง (ซึ่งเป็นคนละคนกับผู้แต่งทำนอง) ใส่เนื้อหาลงไปในเพลง

นี่เป็นรูปแบบการทำงานที่แนบสนิทกับวิถีชีวิตของคนทำดนตรียุคพนเทพ

นี่เป็นสิ่งที่คนฟังเพลง (และ/หรือคนชอบอ่านเครดิตบนปกเทปและซีดี ที่แบ่งแยกอย่างชัดเจนถึงหน้าที่ของคนเขียนเนื้อร้องและคนแต่งทำนอง) ยุคก่อนทศวรรษ 2000 น่าจะเข้าใจกันเป็นอย่างดี

ยกตัวอย่างเช่น ศิลปินรับเชิญบนเวที คือ ลูกหว้า-พิจิกา จิตตะปุตตะ และ ธีร์ ไชยเดช ที่ล้วนกล่าวถึง “ตัวตน” (ความเป็นนักแต่งทำนอง-นักเรียบเรียงเสียงประสาน-โปรดิวเซอร์) ของพนเทพ ที่ปรากฏเด่นชัดอยู่ในปกเทปและปกซีดีสมัยก่อน

อย่างไรก็ดี ใช่ว่าพนเทพจะผูกติดตนเองไว้กับความรุ่งโรจน์ในครั้งอดีต แม้เรื่องราวของคนทำเพลงสมัยเมื่อ 20-30 ปีก่อน และศิลปินที่โด่งดังในยุคนั้น จะมีบทบาทสูงบนเวทีคอนเสิร์ตครั้งนี้

แต่ขณะเดียวกัน พนเทพก็เชื้อเชิญศิลปินรุ่นหลังจำนวนมาก มาร่วมขับร้องและตีความเพลงของเขาในรูปแบบใหม่ๆ

และนอกจากจะเล่ากระบวนการทำงานในยุค 80-90 ของตัวเอง พนเทพยังกล่าวถึงศิลปินรับเชิญรุ่นลูกหลานด้วยท่าทียอมรับนับถือ (ไม่ต่างจากที่คนรุ่นนั้นยอมรับนับถือยอดฝีมือรุ่นเก๋าอย่างเขา) รวมทั้ง ไม่มีท่าทีต่อต้านเทคโนโลยีหรือรูปแบบการเสพดนตรีในยุคปัจจุบัน

พนเทพพูดถึงวง 25 Hours ที่มิวสิกวิดีโอเพลงใหม่ของพวกเขา มียอดวิวหลายสิบล้านคลิกในยูทูบ ด้วยอารมณ์ตื่นเต้น นักแต่งเพลงอาวุโสเอ่ยทักทายไถ่ถามซิน ซิงกูลาร์ ว่าอัลบั้มชุดใหม่จะปล่อยลง iTunes ใช่ไหม?

พนเทพ ยังมีแขกรับเชิญเป็นศิลปินอินดี้จากเชียงใหม่ ที่โด่งดังจากการปล่อยเพลงลงในยูทูบ อย่าง บอย อิมเมจิ้น และเขารู้สึกตื่นเต้น เมื่อมีนักดนตรีมือสมัครเล่นมากหน้าหลายตานำเพลงเก่าของตนเองไปคัฟเวอร์ลงในโลกออนไลน์

เมื่อพิจารณาในภาพรวม คอนเสิร์ต “รักนิรันดร์” ของพนเทพ ก็เป็นเหมือนชีวประวัติขนาดย่อของวงการเพลงไทยสากลในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา

จากยุคครีเอเทียร์ มาสู่การตั้งต้นของแกรมมี่ จากความแข็งแกร่งของแกรมมี่ มาสู่การแตกตัวเป็นค่ายเล็กค่ายน้อยในยุคอินดี้เฟื่องฟู (ซึ่งพนเทพกับเพื่อนรุ่นน้องในสังกัดใหญ่ ก็ออกไปตั้งค่าย “โอ มาย ก็อด!” ที่มีผลงานดังๆ จำนวนหนึ่ง)

หลังพิษเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ค่ายเล็กค่ายน้อยล้มหายตายจาก ส่วนคนมีฝีมือก็ถูกบริษัทใหญ่ดึงตัวกลับไปทำงานอีกครั้ง

แล้วก็มาถึงยุคที่ธุรกิจเพลงมิได้มีสถานะเป็นธุรกิจหลักของอุตสาหกรรมบันเทิงอีกต่อไป พร้อมๆ กับที่คนรุ่นพนเทพถึงวัยปลดเกษียณ

สิ่งที่นักแต่งเพลงอาวุโสจะทำได้ ก็คือ การเฝ้ามองความสำเร็จในรูปแบบและแนวทางใหม่ๆ ของศิลปินรุ่นหลัง

การรวบรวมพรรคพวกรุ่นราวคราวเดียวกันที่เคยทำงานในค่ายใหญ่ด้วยกัน มาทำวง “นั่งเล่น” ซึ่งนำเสนอบทเพลงสบายๆ มีเนื้อหาพ้นเลยออกไปจากเรื่องความรักวัยรุ่น (และแน่นอนว่า ไม่ใช่ “งานขาย”)

การนัดเพื่อนเก่าเพื่อนแก่อย่างชรัสและปั่น มาแจมดนตรีกันแบบชิลๆ

และการขึ้นโชว์บนเวทีคอนเสิร์ตขนาดกลางๆ มีแฟนเพลงมานั่งชมราวสองพันคน ด้วยบรรยากาศที่ค่อนข้างอบอุ่น (แม้แอร์ในสถานที่จัดงานจะหนาวไปหน่อยก็ตาม)

คนอ่านเพลง

ผู้อุปถัมภ์ กับ งานศิลปวัฒนธรรมของมวลชน

(มติชนสุดสัปดาห์ 16-22 ตุลาคม 2558)

 

งานศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานศิลปะชั้นสูง เช่น นาฏศิลป์ จิตรกรรม ประติมากรรม บทกวี เรื่อยมาจนถึงหนังอาร์ต ฯลฯ นั้น มักต้องการ “ผู้อุปถัมภ์” มาโดยตลอด นับแต่ยุค “เจ้านาย” จนถึง “เจ้าสัว”

เพื่อศิลปินจะได้สามารถยังชีพในภาวะที่ผลงานของตัวเองเข้าไม่ถึงคนกลุ่มใหญ่มากพอ ขณะที่ผู้อุปถัมภ์ก็จะใช้งานศิลปะเหล่านั้น มาขับเน้นสถานะและรสนิยมพิเศษเฉพาะของตน

ผิดกับงานศิลปวัฒนธรรมของมวลชน ซึ่งมีตลาดกว้างกว่า ผู้ผลิตงานศิลปะชนิดหลัง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการอุปถัมภ์จากผู้มีอำนาจ หรือผู้มีทรัพย์สมบัติมหาศาล

ทว่า เป้าหมายหลักของพวกเขา คือ การพยายามทำความเข้าใจในอารมณ์ความรู้สึกของสามัญชนที่เป็นผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ หรือการพยายามเข้าถึง “พ่อค้าคนกลาง” ที่จะนำพาศิลปินไปสัมผัสหัวใจของมวลชนมากกว่า

เช่น สำหรับยุครุ่งเรืองของอุตสาหกรรมเทปและซีดีเพลง ผู้ยิ่งใหญ่ในช่วงเวลาดังกล่าว ก็ได้แก่ “อากู๋” และ “อาเฮีย” ซึ่งขายของเก่ง จนสามารถนำผลกำไรที่ได้ มาจัดสรรเป็นอัตราค่าตอบแทนอันแน่นอน ก่อนจะแบ่งปันให้แก่บรรดานักร้อง นักดนตรี และคนทำงานเบื้องหลังส่วนอื่นๆ ลดหลั่นกันไป

อุตสาหกรรมดนตรียุคนั้น อาจมีคนที่คล้ายๆ จะเป็น “ปูชนียบุคคล” อยู่บ้าง อาทิ “พี่เต๋อ” แต่เขาก็มิได้เป็นผู้อุปถัมภ์ ที่ทุ่มเทเงินทองส่วนตัวไปกับการชุบเลี้ยงนักร้อง นักดนตรี เพื่อให้บุคลากรเหล่านั้นสามารถสร้างสรรค์ผลงานเพลงได้อย่างเต็มที่ โดยมิต้องคิดเรื่องปัญหาปากท้อง

“พี่เต๋อ” มีสถานะเป็น “ศิลปินรุ่นพี่” ที่ช่วยผลักดันน้องๆ ให้เข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมเพลง จนได้รับค่าตอบแทนอันสมน้ำสมเนื้อจากนายทุนมากกว่า

ระหว่างทศวรรษ 2530-40 อันเป็นยุครุ่งโรจน์ของเทปและซีดี ดูเหมือน “ลูกหลาน” จากตระกูลร่ำรวยระดับประเทศ จะมิได้ทะเยอทะยานอยากเป็น “ผู้อุปถัมภ์” วงการดนตรีทั้งระบบหรือนักร้องนักดนตรีบางกลุ่มบางค่าย เนื่องเพราะวงการเพลงมีผู้บริโภคระดับมวลชนเป็นฐานหลักคอยโอบอุ้มอยู่แล้ว

ตรงกันข้าม ดูคล้าย “ลูกหลาน” จากตระกูลมหาเศรษฐี ที่สนใจดนตรี จะอยากเข้ามาเป็นศิลปินออกเทปเสียเอง (มีอัลบั้มสักชุดสองชุดก็ยังดี)

กระทั่งในช่วงขาลงของอุตสาหกรรมเทป/ซีดีเพลง บทบาทของ “ผู้อุปถัมภ์” จึงหวนกลับคืนมาเพื่อกลบช่องว่างบางจุด เพราะบรรดาขาใหญ่ในธุรกิจบันเทิง ไม่ได้มุ่งเน้นความสำคัญไปยังธุรกิจเพลงอีกแล้ว

“สหภาพดนตรี” ที่มีความข้องเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อดัง คือตัวอย่างสำคัญของกรณีนี้

“สหภาพดนตรี” ไม่ใช่ค่ายเพลงใหญ่ ไม่ได้ออกผลงานถี่ และเหมือนจะไม่หวังผลลัพธ์เชิงพาณิชย์มากนัก

หากพิจารณาจากภาพลักษณ์ที่ถูกสร้างและสื่อมายังการรับรู้ของสาธารณชน “สหภาพดนตรี” เป็นองค์กรที่พยายามโอบอุ้มค้ำจุนบุคลากรมืออาชีพ “ระดับคุณภาพ” ของวงการ ซึ่งเริ่มจะไม่มีที่ทางในระบบอุตสาหกรรมดนตรีแบบเดิม

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ผมมีโอกาสไปชมคอนเสิร์ตรวมศิลปินยุค 90 “กำเนิดอินดี้ รุ่นพี่ออกเทป” ที่จัดโดยสหภาพดนตรี

บางส่วนเสี้ยวของคอนเสิร์ต ทำให้ย้อนรำลึกถึง “บทบาท” หรือ “ตำแหน่งแห่งที่” ของผู้อุปถัมภ์ศิลปะ/ศิลปิน บนเวทีการแสดงสาธารณะ ขึ้นมา

ราวสองทศวรรษก่อน ผมเคยไปชมการแสดงของศิลปินจากกอง/สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ที่นำโดยอาจารย์เสรี หวังในธรรม

จำได้ว่า วิธีการกล่าวขอบคุณภาคเอกชน ที่เป็นผู้อุปถัมภ์การแสดงครั้งนั้น ดำเนินผ่านกลวิธีซึ่งน่าสนใจยิ่ง

กล่าวคือ ผู้ที่ต้องเล่น “นอกบท” เพื่อกล่าวยกย่อง ประจบประแจงผู้สนับสนุนหลักในการแสดง มิใช่พระเอกอย่างปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ไม่ใช่นักแสดงนำอย่างอาจารย์เสรี แต่กลับกลายเป็นกลุ่มนักแสดงตลก ได้แก่ ประสาท ทองอร่าม (ครูมืด) และ ถนอม นวลอนันต์

ด้วยเหตุนี้ ผู้อุปถัมภ์การแสดงจึงทั้งถูกป้อยอและเล่นหัวอย่างสนุกสนานเป็นกันเอง ไปในคราวเดียว

ส่งผลให้ชื่อของคนถูกกล่าวถึงไม่ได้แปลกแยกหลุดลอยออกจากการแสดง ขณะเดียวกัน การที่ผู้อุปถัมภ์ไม่ต้องขึ้นไปปรากฏตัวบนเวที ก็ช่วยทำให้ผู้ชมส่วนใหญ่ ซึ่งกำลังสนุกสนานกับการแสดง ไม่ถูกขัดจังหวะความบันเทิงเช่นกัน

กลับมาที่คอนเสิร์ต “กำเนิดอินดี้ รุ่นพี่ออกเทป”

ผมรู้สึกคล้ายกับเพื่อนที่ไปชมดนตรีด้วยกันว่า วิธีการยกย่อง “ผู้อุปถัมภ์” คอนเสิร์ตครั้งนี้ ดูจะแปลกแปร่งอยู่สักหน่อย

กล่าวคือ นอกจากศิลปินหลายๆ ราย จะกล่าวขอบคุณสหภาพดนตรี และเครื่องดื่มที่ให้การสนับสนุนคอนเสิร์ต ตามธรรมเนียมปกติทั่วไปแล้ว

ยังมีนักแซกโซโฟนฝีมือดีของวงการเพลงป๊อปไทย มากล่าวยกย่องบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังการจัดคอนเสิร์ต ว่าเป็น “พี่ชาย” ผู้เป็นที่รักของนักดนตรีทั่วประเทศ ก่อนจะเชิญ “พี่ชาย” ผู้นั้น ขึ้นมาร้องเพลงบนเวที

ในช่วงเวลาเดียวกัน มีหนุ่มสาวกลุ่มใหญ่ที่นั่งอยู่ตรงโซนวีไอพี ค่อยๆ ทยอยยกทัพไปยืนอัดแน่นด้านหน้าเวที เพื่อมอบช่อดอกไม้จำนวนมากให้แก่ “พี่ชายใจดี” ที่กำลังร้องเพลงอยู่

แม้เหตุการณ์เช่นนั้นจะแสดงให้เห็นว่ามีศิลปินบางรายและคนดูผู้มีสิทธิพิเศษบางกลุ่ม รักใคร่ศรัทธาในตัว “พี่ชาย” อย่างเปี่ยมล้น

แต่ในทางกลับกัน การแสดงช่วงดังกล่าวก็ค่อยๆ ตัดขาดตัวเองออกจากคนดูส่วนใหญ่ในคอนเสิร์ต ฮอลล์ ไปอย่างน่าเสียดาย

ถ้า “พี่ชาย” ขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีอย่างเนียนๆ โดยปราศจากคำยกยอปอปั้นใดๆ ผู้ชมก็คง “อิน” กับเพลงของเขามากกว่านี้ เนื่องจากคงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า “พี่ชาย” มีศักดิ์และสิทธิ์เต็มขั้นในการก้าวขึ้นไปจับไมค์ เพราะเขาเคยออกอัลบั้มอินดี้ช่วง 90 จริง และมีเพลงค่อนข้างดังอยู่หนึ่งเพลงจริงๆ

แต่พอ “พี่ชาย” ก้าวขึ้นเวทีท่ามกลางบรรยากาศการยกย่องเชิดชูที่เกินจริงไปนิด สถานะความเป็นนักร้องของพี่แก เลยพลอยถูกกลบเกลื่อนให้เลือนหาย ในสายตาของผู้ชมหลักพันหลักหมื่นคน

นี่คงเป็นความขัดแย้งข้อสำคัญประการหนึ่ง ที่ดำรงอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของผู้อุปถัมภ์ศิลปะ/ศิลปิน กับงานศิลปวัฒนธรรม ซึ่งมีศักยภาพในการเข้าถึงมวลชนกลุ่มใหญ่

การเน้นย้ำบทบาท สถานะของผู้อุปถัมภ์ศิลปะ/ศิลปินจนเกินควร อาจส่งผลให้งานศิลปะสาธารณะดังกล่าว มีค่าเป็นเพียงงานอดิเรกหรือปาร์ตี้ส่วนตัว มากกว่าจะเป็นกิจกรรมความบันเทิงร่วมกันของมหาชน