ข่าวบันเทิง

“อภิชาติพงศ์” ให้สัมภาษณ์สื่อฮ่องกง ไทยกำลังกลายเป็นส่วนผสมของสิงคโปร์-เกาหลีเหนือ

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ให้สัมภาษณ์กับ วิเวียน โจว แห่งเว็บไซต์ qz.com ว่าสภาพการเมืองการปกครองของประเทศไทยในช่วงสองปีที่ผ่านมา ภายหลังการรัฐประหาร มิได้เพียงนำพาประเทศให้ย้อนหลังกลับไปสู่อดีตเท่านั้น แต่สิทธิเสรีภาพของประชาชนพลเมืองยังถูกคุกคามอีกด้วย

“มันกำลังกลายเป็นส่วนผสมระหว่างสิงคโปร์กับเกาหลีเหนือ” ผู้กำกับชื่อดัง กล่าวถึงบ้านเกิดเมืองนอนของตน

อภิชาติพงศ์ให้สัมภาษณ์กับโจว ระหว่างเดินทางมาร่วมงานเปิดนิทรรศการศิลปะ The Serenity of Madness ของเขา ซึ่งจะสัญจรมาจัดแสดงที่ฮ่องกงจนถึงวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้

นิทรรศการของคนทำหนังระดับโลกจากไทย เกิดขึ้นหลังจากที่ฮ่องกงเพิ่งมีการเลือกตั้งทั่วไป โดยอภิชาติพงศ์ชี้ว่า แม้คนฮ่องกงจะยังไม่ได้สัมผัสกับระบอบประชาธิปไตยแบบเต็มใบ แต่พวกเขาก็ยังได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้แทนฯ ของตน และสามารถแสดงความเห็นได้อย่างเสรีในระดับหนึ่ง ซึ่งนั่นส่งผลให้เขารู้สึกเศร้าใจกับชะตากรรมของประเทศบ้านเกิด

“ผมอดไม่ได้ที่จะคิดไปถึงภาวะที่หลายๆ อย่าง กำลังเดินทางย้อนกลับหลัง (ในประเทศไทย) ผมคิดฝันมาตลอดว่าจะมีรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนการพัฒนางานทางด้านวัฒนธรรม แต่แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แผนการพัฒนาวัฒนธรรมถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ขณะที่งบประมาณกองทัพกลับเพิ่มสูงขึ้น ยังไม่รวมถึงภาวะของการเซ็นเซอร์ที่กำลังเกิดขึ้น ผมจึงรู้สึกอิจฉาภาวะในฮ่องกง ที่ผลงานด้านวัฒนธรรมสามารถบูรณาการร่วมกับชุมชนได้ นอกจากนี้ ชาวฮ่องกงยังสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับอิสรภาพของตนเองได้อยู่”

อภิชาติพงศ์ยังระบุว่า ภาวะที่คนไทยส่วนใหญ่เลือกจะยอมก้มหัวให้แก่ระบอบอำนาจปัจจุบัน ได้ส่งผลให้ทุกสิ่งทุกอย่างย่ำแย่ลง เขาเชื่อว่าวัฒนธรรมแบบขงจื๊อที่ลงรากลึก ได้ส่งอิทธิพลทางความคิดให้คนไทยรุ่นแล้วรุ่นเล่าเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม และยอมรับว่ากองทัพเป็นสถาบันหลักของประเทศ

“บรรดาขุนศึกจึงเข้ามายึดอำนาจเป็นวงจรซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปัญหาทางการเมืองไม่ได้ถูกแก้ด้วยระบบรัฐสภา แต่ถูกแก้ด้วยการใช้กำลัง ประชาชนคุ้นเคยกับวิถีทางแบบนี้ พวกเขาให้การยอมรับกองทัพ พวกเขาชื่นชอบที่จะมี ‘คุณพ่อคุณแม่’ เข้ามาคุ้มครองดูแล และรักษาความสงบเรียบร้อยให้แก่สังคม ด้วยการใช้รถถังและปืน”

แม้ผู้กำกับดังจะเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ตื่นรู้ทางการเมือง แต่เขาระบุว่ามีศิลปินไทยบางรายที่ตัดสินใจจะท้าทายภาวะแน่นิ่งเช่นนั้นด้วยผลงานศิลปะที่กระตุ้นให้ผู้ชมได้ฉุกคิด แม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติ และให้ลงนามยอมรับที่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหารก็ตาม

ท้ายสุดของการสนทนา อภิชาติพงศ์ยืนยันกับโจวว่า

“บุคคลผู้มีความคิดสร้างสรรค์จำเป็นจะต้องกล้าตั้งคำถาม”

ที่มา http://qz.com/789448

Advertisements
ข่าวบันเทิง

เปิดเรตติ้งทีวี ปลายสิงหาฯ-ต้นกันยาฯ “สี่ยอดกุมาร” ยังทะลุหลัก 7

เอจีบี นีลเซ่น เปิดข้อมูลเรตติ้งของช่องฟรีทีวีเดิมในช่วงปลายเดือนสิงหาคม-ต้นเดือนกันยายน ออกมาแล้ว ผ่านทางเว็บไซต์

โดยระหว่างวันที่ 22-28 สิงหาคม รายการที่ได้เรตติ้งมากสุด คือ “ลูกไม้ไกลต้น” ละครหลังข่าวของช่อง 7 ซึ่งในวันอังคารที่ 23 ส.ค. ได้เรตติ้งไป 9.627

ถัดมา คือละครหลังข่าวเสาร์-อาทิตย์ จากวิกเจ็ดสีเช่นกัน อย่าง “ข้ามาคนเดียว” ซึ่งในวันอาทิตย์ที่ 28 ส.ค. คว้าเรตติ้ง 8.024 ไปครอง

อันดับสามของช่อง 7 และประเทศ ก็คือ ละครจักรๆ วงศ์ๆ “สี่ยอดกุมาร” โดยในวันอาทิตย์ที่ 28 ละครเรื่องนี้ได้เรตติ้งไป 7.739

หันไปดูเบอร์หนึ่งของช่อง 3 อย่าง “เพลิงนรี” ปรากฏว่าตอนที่ได้รับความนิยมสูงสุดของสัปดาห์ดังกล่าว คว้าเรตติ้งไป 6.237

ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม – 4 กันยายน “ลูกไม้ไกลต้น” ยังคงเป็นเบอร์หนึ่งประเทศ ด้วยเรตติ้งสูงลิ่ว 11.095 ในวันจันทร์ที่ 29 ส.ค.

เช่นเดียวกับเบอร์สองที่ยังคงเป็น “ข้ามาคนเดียว” ซึ่งในวันอาทิตย์ที่ 4 ก.ย. ได้เรตติ้งไป 8.145 ส่วนวันศุกร์ที่ 2 ก.ย. คว้าเรตติ้งไป 7.335

ส่วน “สี่ยอดกุมาร” ยังครอบตำแหน่งที่สามเหมือนเดิม แม้เรตติ้งในวันเสาร์ที่ 3 ก.ย. จะหล่นไปที่ 6.988 ต่ำกว่าหลัก 7 เล็กน้อย

แต่ละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่วงเช้าเสาร์อาทิตย์เรื่องนี้ ก็ยังมีระดับเรตติ้งเหนือกว่าแชมป์ของช่อง 3 คือ “เพลงนรี” ซึ่งในสัปดาห์เดียวกัน ได้เรตติ้งสูงสุดที่ตัวเลข 6.058

ระหว่างวันที่ 5-11 กันยายน เป็นสัปดาห์ที่เรตติ้งเฉลี่ยของช่อง 7 มีมาตรฐานสูงมาก

โดยแชมป์ประจำสัปดาห์ตกเป็นของรายการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ที่ได้เรตติ้งไป 13.209

หลัง “ลูกไม้ไกลต้น” ลาจอไป “ข้ามาคนเดียว” ก็กลายเป็นละครเรตติ้งสูงสุดของประเทศ โดยในวันอาทิตย์ที่ 11 ก.ย. ละครเรื่องนี้คว้าเรตติ้งไป 8.366 ขณะที่ตอนซึ่งออกอากาศในวันศุกร์ก็ได้เรตติ้งระดับ 7 กว่าๆ

นอกจากนี้ ละครหลังข่าวอย่าง “กาลครั้งหนึ่งในหัวใจ” และ “บัลลังก์หงส์” ก็คว้าเรตติ้งไปน่าดูชม โดยเรื่องแรกได้ไป 7.663 ในวันพุธที่ 7 ก.ย. ส่วนเรื่องหลังได้ไป 7.379 ในวันจันทร์ที่ 5 ก.ย.

ส่งผลให้ “สี่ยอดกุมาร” ที่กลับมาคว้าเรตติ้งเกินหลัก 7 ที่ 7.031 ต้องตกลงไปเป็นอันดับ 7 ของช่องเลยทีเดียว

ส่วนทางด้านช่อง 3 เบอร์หนึ่งของสถานียังได้แก่ “เพลงนรี” ซึ่งมีเรตติ้ง 6.108

ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“ตลกล้อเลียนอำนาจ” ยังมีอยู่ในละครจักรๆ วงศ์ๆ ไทย

ในส่วนหนึ่งของปาฐกถา “งานทางปัญญาในสังคมอับจนปัญญา” ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์

อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ตั้งข้อสังเกตกรณี “นักแสดงตลกเสียดสี” ในสังคมไทย ดังที่เว็บไซต์ประชาไทได้เก็บความเอาไว้ว่า

“ความแตกต่างระหว่างหม่ำ จ๊กม๊ก กับพวก จอห์น วิญญู, จอห์น โอลิเวอร์, จอน สจ๊วต คือ อย่างแรกเป็นนักแสดงตลก อย่างหลังคือนักแสดงตลกเสียดสี ซึ่งอย่างหลังนี้ไม่เห็นในผังรายการทีวีไทย แต่สำหรับสังคมฝรั่งพวกนี้อยู่ในรายการช่วงไพรม์ไทม์

 

“การแสดงตลกของไทยมีแบบแผนการพัฒนาเหมือนกับทั่วโลก นั่นคือ มีตลกผู้ดีกับชาวบ้าน ลักษณะที่ต่างกันระหว่างสองอย่างนี้ คือ อะไรล้อเล่นได้และอะไรห้ามล้อเล่น ตรงนี้ไทยไม่เหมือนกันกับประเทศตะวันตก การล้อเลียนอำนาจได้แก่ เจ้า พระ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องปกติในวัฒนธรรมชาวบ้านในทุกสังคม ล้อเป็นประจำพร้อมๆ กับเคารพนับถือด้วย ซึ่งจะอธิบายก็ดูจะยาวเกินไปว่าทำไมชาวบ้านสามารถจัดการความย้อนแย้งนี้ได้ ตัวอย่างที่รู้จักกันดีคือ ศรีธนญชัย

 

“แคทธารีน โบวี่ พบว่าพระเวสสันดรชาดกเวอร์ชั่นชาวบ้าน นอกจากการให้ทานแล้วยังล้อเลียนทำให้อำนาจเป็นเรื่องตลก ดังนั้นตัวเด่นมากคือ ชูชก ในวัฒนธรรมของชนชั้นสูงโดยเฉพาะอยุธยา-กรุงเทพฯ โบวี่พบว่ามันกลยเป็นเวอร์ชั่นที่ชูชกเป็นคนน่าเกลียด อัปลักษณ์และสมควรถูกประณาม วัฒนธรรมล้อเลียนอำนาจอยู่ในวัฒนธรรมทั้งแบบของผู้ดีและแบบของชาวบ้านในช่วงก่อนยุคสมัยใหม่ แต่เมื่อเกิดการขยายตัววัฒนธรรมมาตรฐานเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมานี้ มันได้เบียดขับให้วัฒนธรรมชาวบ้านเป็นวัฒนธรรมที่ต่ำกว่าของกรุงเทพฯ ซึ่งไม่มีการล้อเลียนอำนาจ มันจึงกลายเป็นมาตรฐานปัจจุบันที่ตลกไทยไม่ใช่ตลกเสียดสีล้อเลียนอำนาจ ประเด็น เจ้า พระ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นเรื่องเกินขอบเขต ตลกของสังคมไทยสมัยใหม่ถูกจำกัดกรอบ มีแดนที่ห้ามละเมิดมากมายเหลือเกิน จึงกลายเป็นแค่ตลกโปกฮา มีแพทเทิร์นหลักอยู่ 2 แบบ คือ 1. ความโง่ เซ่อเซอะ เปิ่นเชยของคนบ้านนอก คนกลุ่มน้อย คนช้ำต่ำ 2. เอาความเบี่ยงเบนผิดเพี้ยนจากภาวะที่ถือว่าปกติมาทำให้เป็นเรื่องตลก เช่น คนพิการ คนไม่สมประกอบ กระเทย คนจีนที่พูดไทยไม่ชัด เป็นต้น ทั้งนี้แดนหวงห้ามที่เป็นสากลสำหรับตลกทั่วโลก คือ เรื่องเพศ แต่แดนหวงห้ามของไทยคือ อำนาจของชนชั้นสูง ตลกไทยไม่เสียดสีขนบของสังคม มีเพียงบางคนที่ทำเป็นบางครั้ง”

(ที่มา http://prachatai.com/journal/2016/09/68064)

อาจสรุปข้อสังเกตส่วนนี้ของอาจารย์ธงชัยได้ว่า

หนึ่ง อุตสาหกรรมบันเทิงไทย ไม่มีพื้นที่-เวลาให้แก่ “นักแสดงตลกเสียดสี”

สอง การแสดงตลกเสียดสีผูกพันอยู่วัฒนธรรมชาวบ้าน ที่มีกลไกในการ “ล้อเลียนอำนาจ” แต่สำหรับกรณีของไทย การขยายตัวของวัฒนธรรมมาตรฐานแบบกรุงเทพฯ เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ได้ส่งผลให้วัฒนธรรมการเสียดสีผู้มีอำนาจแบบชาวบ้าน ถูกลบหายตามไปด้วย

สาม “นักแสดงตลกเสียดสี” อาจมีอยู่ในสังคมไทยร่วมสมัย แต่ไม่ได้อยู่ในรายการทีวีช่วงไพรม์ไทม์ โดยคนเหล่านี้ ตามทัศนะของอาจารย์ธงชัย ก็ได้แก่ จอห์น วิญญู และ โน้ส อุดม (ชื่อหลังถูกระบุถึงในคลิปปาฐกถา) เป็นต้น

แม้ว่าผมจะเห็นด้วยกับเนื้อหาโดยรวมของปาฐกถาดังกล่าว แต่ผมกลับมีความเห็นแย้งต่อข้อสังเกตกรณี “นักแสดงตลกเสียดสี” ของอาจารย์ธงชัยอยู่นิดๆ

จากการเป็น “แฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ” ผมรู้สึกว่าอุตสาหกรรมบันเทิงไทยหรือวงการโทรทัศน์ไทย ยังมีที่ทางให้กับ “เรื่องตลกเสียดสีอำนาจ”

เพราะเรื่องตลกแนวนั้นถูกนำเสนอในละครจักรๆ วงศ์ๆ ซึ่งมีที่มาจากวัฒนธรรมชาวบ้าน (ที่ไม่ได้ถูกลบหายไปเสียหมด) และแม้ละครประเภทนี้จะไม่ได้อยู่ในช่วงไพรม์ไทม์ค่ำ แต่ก็แพร่ภาพในช่วงเวลาเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งจัดเป็น “เวลาทอง” ของวงการทีวีเช่นกัน ส่งผลให้ละครจักรๆ วงศ์ๆ กลายเป็นรายการมีเรตติ้งสูงอันดับต้นๆ ในสมรภูมิการแข่งขันยุคทีวีดิจิทัล

แน่นอนว่า ในมุมมองของผม “นักแสดงตลกเสียดสี” ที่อาจเข้าถึงคนดูระดับชาวบ้าน เสียยิ่งกว่า “นักแสดงตลกเสียดสีคนชั้นกลางกรุงเทพฯ” เช่น จอห์น วิญญู และ โน้ส อุดม ก็คือ เหล่านักแสดงสมทบ (เรื่อยไปจนถึงตัวละครแอนิเมชั่นแบบหยาบๆ) ทั้งหลายในละครจักรๆ วงศ์ๆ นั่นเอง

ลองไปชมตัวอย่างของฉาก “ตลกเสียดสี” ในละครประเภทนี้กัน

โดยตัวอย่างที่ผมใช้ นำมาจากละครสองเรื่อง คือ “จันทร์ สุริยคาธ” และ “แก้วหน้าม้า” ซึ่งตามความเห็นส่วนตัว นี่เป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ล้อเลียนอำนาจได้อย่างน่าสนใจที่สุด ในช่วงทศวรรษหลัง

1. เมื่อรากหญ้ามีฤทธิ์ เสกให้เทวดามีหาง

(นาทีที่ 29.14-30.58)

2. ตัวตลกและบัลลังก์ ณ อินทปัถบุรี

(นาทีที่ 16.45-18.50)

3. เมื่อเทวดาสิ้นฤทธิ์สิ้นเครื่องทรง

(นาทีที่ 15.41-17.07, 18.18-20.18 และ 35.36-36.55)

(นาทีที่ 2.56-4.05, 5.44-8.42 และ 12.00-13.07)

4. อิทธิฤทธิ์พี่อีโต้

(นาที่ 2.39-6.46)

5. ใบหน้าใหม่ของท้าวภูวดล

(นาทีที่ 28.04-32.50)

นี่อาจเป็นการโต้แย้งในระดับ “ข้อมูล” แต่ผมยังเชื่อว่าการได้มองเห็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างกว้างขวางรอบด้านขึ้น อาจส่งผลให้การประมวลความคิดรวบยอดเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ไม่มากก็น้อย

ข่าวบันเทิง

มาแล้ว! ตัวอย่าง “เกาะเพชร” หนังกัมพูชาคว้ารางวัลสายนักวิจารณ์ที่คานส์

บล็อกของเราเคยแนะนำให้ท่านได้รู้จักกับภาพยนตร์กัมพูชาเรื่อง “Diamond Island” ผลงานของ “ดาวี่ ชู” ซึ่งได้รับรางวัล “เอสเอซีดี ไพรซ์” จากงานสัปดาห์นักวิจารณ์นานาชาติ ซึ่งเป็นงานคู่ขนานของเทศกาลหนังเมืองคานส์ ประจำปีนี้

ล่าสุด ตัวอย่างของหนังเรื่องนี้ได้ถูกปล่อยออกมาแล้ว น่าดูขนาดไหน ติดตามรับชมกันได้เลย

 

คลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติม รู้จักคนทำหนังกัมพูชา ผู้คว้ารางวัลสายนักวิจารณ์ที่คานส์

คนมองหนัง

“แฟนเดย์” : “แต่ฝันลำเอียง…”

(มติชนสุดสัปดาห์ 16-22 กันยายน 2559)

“แฟนเดย์…แฟนกันแค่วันเดียว” ภาพยนตร์โดย บรรจง ปิสัญธนะกูล ผลงานเปิดประเดิมของค่ายจีดีเอช ทำเงินไปมากพอสมควร และคงมีคนดูหนังจำนวนไม่น้อยที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้มาแล้วเรียบร้อย

งานเขียนชิ้นนี้จะชวนคุยถึงประเด็นหลักข้อหนึ่ง ซึ่งปรากฏให้เห็นเด่นชัดอยู่บนโครงเรื่องใหญ่ของหนัง

เรื่องราวของ “แฟนเดย์ฯ” ถูกเล่าผ่านมุมมองของ “เด่นชัย” ตัวละครพนักงานไอที ผู้มีบุคลิกเป็นหนุ่มเนิร์ด/หมกมุ่น หรืออาจถึงขั้น “โรคจิต” นิดๆ ที่แอบหลงรัก แอบติดตาม “นุ้ย” พนักงานการตลาด สาวสวยประจำบริษัท ซึ่งมีฐานะลับๆ เป็น “อนุภรรยา” ของ “คุณท็อป” หนุ่มใหญ่ รูปหล่อ เจ้าของบริษัท ผู้มีภรรยาและลูกแล้ว

สำหรับผม จุดสำคัญที่น่าสนใจและชวนขบคิดในหนังเรื่องนี้ ก็คือ ความสัมพันธ์อัน “ไม่เท่าเทียม” ระหว่างตัวละครหลัก 3 ราย ซึ่งวางฐานอยู่บนการต้องแบกรับภาระในการคิดฝันหรือจินตนาการอย่าง “ไม่เสมอภาค” กัน

“คุณท็อป” กับ “นุ้ย”

“คุณท็อป” เป็นเจ้านาย เป็นผู้ชายที่มีทั้ง “บ้านใหญ่” และ “บ้านเล็ก” มีฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจที่ดี ส่วน “นุ้ย” เป็นเพียงพนักงานฝ่ายการตลาดคนหนึ่ง และเป็น “เมียน้อย” ของเจ้าของบริษัท

ความสัมพันธ์ระหว่าง “คุณท็อป” กับ “นุ้ย” จึงไม่เท่าเทียม ไม่เคยเท่าเทียม หรือไม่อาจเท่าเทียมกันได้อยู่แล้ว

ความสัมพันธ์เช่นนั้นส่งผลให้ “นุ้ย” ต้องเป็นฝ่ายแบกรับภาระในการคิดฝันหรือจินตนาการถึงบางเรื่องราว เพื่อหล่อเลี้ยงสายสัมพันธ์ลับๆ ดังกล่าวเอาไว้

เธอต้องคิดเยอะฝันแยะถึงการมีชีวิตครอบครัวที่ดี ที่ถูกต้อง ที่เป็นทางการ นั่นหมายความว่า “คุณท็อป” จำเป็นจะต้องหย่าร้างกับภรรยาและทอดทิ้งลูกๆ

ซึ่งเป็นไปได้ยาก หรือ “เป็นไปไม่ได้เลย” (ในมุมมองของ “เด่นชัย”)

ผิดกับฝ่ายชายอย่าง “คุณท็อป” ที่ไม่ต้องแบกรับภาระในการคิดฝันอะไรมากมาย เขาเพียงแค่ให้ความหวังลมๆ แล้งๆ กับ “นุ้ย” เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอกำลังเดินทางไปถึงจุดเปราะบาง

หรือไม่ก็แสวงหากิมมิคกุ๊กกิ๊กมาชโลมใจฝ่ายหญิงเป็นครั้งคราว

“นุ้ย” กับ “เด่นชัย”

หากความสัมพันธ์ระหว่าง “คุณท็อป” กับ “นุ้ย” แสดงให้เห็นถึงสถานะ “ชายเป็นใหญ่” แบบเดิมๆ

การดำรงอยู่ของตัวละคร เช่น “เด่นชัย” ก็ช่วยเปลี่ยนเกมให้สายสัมพันธ์ระหว่างชาย-หญิงใน “แฟนเดย์ฯ” มีมิติ/เหลี่ยมมุมอันสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ “นุ้ย” มีสถานะเป็นพนักงานสาวสวยของบริษัท เป็นคนรักแบบลับๆ ของเจ้านาย และเป็น “ซัมบอดี้”

“เด่นชัย” กลับเป็นเพียงพนักงานฝ่ายไอทีตรงชายขอบของบริษัท ไม่มีตัวตน ไม่ถูกจดจำ หรือกล่าวง่ายๆ ได้ว่าเป็น “โนบอดี้”

ในความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งคู่ “นุ้ย” จึงอยู่เหนือกว่า “เด่นชัย”

และจึงเป็น “เด่นชัย” ซึ่งต้องแบกรับภาระในการเฝ้าละเมอเพ้อพกถึงนางฟ้าอย่าง “นุ้ย” และพยายามคิดแทนเธอในหลายต่อหลายเรื่อง

“เด่นชัย” เฝ้าคิดฝันจินตนาการแต่ว่าชีวิตของ “นุ้ย” จะเป็นอย่างไร? เธอต้องการสิ่งใดมาเติมเต็มความปรารถนา? เธอจะประสบปัญหาอะไรบ้าง? เธอจะลำบากยากเย็นมากน้อยเพียงไหน?

ก่อนที่เขาจะแอบเข้าไปช่วยแก้ไขอุปสรรคและเติมเต็มความต้องการต่างๆ ให้ “นุ้ย” อย่างลับๆ (ทั้งที่ในความเป็นจริง เธออาจไม่เคยต้องการความช่วยเหลือเหล่านั้นเลยก็ได้)

เท่ากับว่า “เด่นชัย” คือฝ่ายนั่งๆ นอนๆ มโนถึงแต่ นุ้ย” โดยที่ฝ่ายหญิงไม่ได้เฝ้าคิดถึง “เด่นชัย” หรือรู้สึกวิตกกังวลอะไรแทนเขาเลย

ถึงรู้ว่า “เด่นชัย” มีตัวตนอยู่ “นุ้ย” ก็แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น หรือไม่ต้องการเห็น

กระทั่ง “นุ้ย” ประสบเหตุการณ์ร้ายแรงบางอย่างที่ญี่ปุ่น จนเธอมีอาการสูญเสียความทรงจำชั่วคราวเป็นเวลาหนึ่งวัน รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่าง “เด่นชัย” กับ “นุ้ย” จึงแปรเปลี่ยนไป

“เด่นชัย” ไม่ใช่ไอ้หนุ่มเนิร์ดคนเก่า ที่ทำได้เพียงแค่แอบละเมอเพ้อฝันถึง “นุ้ย” ในฐานะ “เบี้ยล่าง” ซึ่งไม่ถูกเห็นค่า อีกต่อไป

แต่เขากลับกลายเป็นผู้ (เพิ่ง) สร้างประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับ “นุ้ย” ขึ้นมาใหม่

“เด่นชัย” ค่อยๆ ก่อรูปวิธีคิด-วิถีชีวิต “ชั่วคราว” ให้แก่ “นุ้ย” (เช่นเดียวกับที่ “นุ้ยคนใหม่” ได้ช่วยมอบความมั่นใจบางประการให้แก่เขา)

พร้อมทั้ง “ปลดปล่อย” เธอออกจากพันธะความสัมพันธ์ในลักษณะเดิมๆ

“คุณท็อป-เด่นชัย” กับ “นุ้ย”

หลังจาก “เด่นชัย” กับ “นุ้ย” มีวันชื่นคืนสุขด้วยกันเพียงวันเดียว

คล้ายว่าความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างตัวละครหลักสามราย และภาระหนักของตัวละครบางราย ซึ่งจะต้องแบกรับหน้าที่ในการเฝ้าจินตนาการถึง/เป็นห่วงเป็นใยคู่ความสัมพันธ์ซึ่งอยู่เหนือกว่าตนเอง จะหวนกลับคืนไปสู่จุดเดิม

“คุณท็อป” เหมือนจะยังปักหลักอยู่ตรงด้านบนสุดของลำดับความสัมพันธ์นี้

“นุ้ย” เหมือนจะยังต้องหมั่นสร้างความหวังให้ตัวเอง และเฝ้ารอคอยวันเวลาที่เธอกับ “คุณท็อป” จะมีโอกาสได้สร้าง “ครอบครัวใหม่” ร่วมกัน

ส่วน “เด่นชัย” ก็เหมือนจะยังเฝ้าละเมอเพ้อพกและฝันดีถึง “นุ้ย” ข้างเดียวต่อไป (แม้เขาได้ตัดสินใจลาออกจากงานแล้ว) ผิดกับ “นุ้ย” ที่น่าจะระลึกจดจำความสุขชั่วครู่ชั่วคราวหนนั้นไม่ได้

รักระหว่าง “เด่นชัย” กับ “นุ้ย” อาจไม่สมหวังและไม่ถูกสานต่อ

แต่หนังก็ทิ้งปริศนาเอาไว้ว่า “นุ้ย” อาจมิได้ลืมเลือนประสบการณ์หนึ่งวันที่เธอกับ “เด่นชัย” เคยเดินทางท่องเที่ยวและใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะคู่รัก ไปจนหมดสิ้น

นอกจากนี้ “นุ้ย” ยังอาจตระหนักถึงตัวตนอีกด้านของตนเอง ตัวตนที่ไม่ได้อยากเป็น “ภรรยาน้อย” ของใคร ไม่ได้ต้องการจะทำลายชีวิตคู่ของผู้หญิงคนอื่น และลูกๆ ของเธอ

เมื่อ “นุ้ย” ได้รับการปลดปล่อยแล้ว อย่างไรเสีย เธอก็มิอาจกลับไปเป็น “นุ้ยคนเดิม” มิอาจกลับไปถูกกักขังด้วยกรอบกรงความสัมพันธ์รูปแบบเดิมๆ

“น้ำตา” ของ “นุ้ย” ระหว่างค้นพบความทรงจำบางอย่างในจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานช่วงท้ายเรื่อง สื่อแสดงให้เห็นถึงภาวะ “ปลดเปลื้อง” ดังกล่าว ขณะเดียวกัน ก็บ่งชี้ถึง “ภาระใหม่” ที่หนักหน่วงยิ่งขึ้นของเธอ

มีความเป็นไปได้ว่า “นุ้ย” จะตัดสินใจยุติความสัมพันธ์กับ “คุณท็อป” และลาออกจากบริษัทตามรอย “เด่นชัย”

ขณะที่ “คุณท็อป” ยังงุนงงในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

ขณะที่ “เด่นชัย” ยังรู้สึกฟินกับวันคืนดีๆ ที่เขาได้ใกล้ชิด “นุ้ย” และสิ่งดีๆ ที่เขาได้แอบทิ้งไว้ให้เธอ (โดยหารู้ไม่ ว่านั่นคือการสร้างปมปัญหาใหม่ให้แก่ “นุ้ย”)

“นุ้ย” กลับต้องเป็นผู้แบกรับภาระในการครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่างๆ มากมาย

จากที่เคยใฝ่ฝันถึงการมีครอบครัว “เฉพาะ” ของตนเอง “นุ้ย” ก็เริ่มคิดถึงความเจ็บปวดที่ “แม่” และ “ลูกๆ” ในครอบครัวอื่น อาจได้รับจากการกระทำของเธอ

“นุ้ย” อาจเริ่มรู้สึกถึงการมีอยู่และความสำคัญของ “เด่นชัย” ผู้แอบมาปลดปล่อยเธอ แล้วหนีหายจากไป

เธอจึงต้องกลายมาเป็นผู้แบกรับภาระหนักหนาที่สุด ในการคิดฝันแทน/ถึงคนอื่นๆ ไปพร้อมๆ กับการสร้างความเจ็บปวดหรือบาดแผลส่วนบุคคลใหม่ๆ เพื่อย้ำเตือนถึงความรู้สึกผิดบาปในใจของตนเอง

“นุ้ย” คือผู้เสียสละที่ต้องเผชิญหน้ากับความฝันอันรวดร้าวเพียงลำพัง

“ฝัน” จึงไม่ได้ลำเอียง เพราะ “ความฝัน” ไม่เหมือนกับ “ความจริง”

แต่ “ฝัน” อาจลำเอียง เพราะแม้แต่ในบรรดาผู้คนที่พยายามนำพาตนเองเข้าสู่ “โลกแห่งความฝัน”

ก็ยังมิได้แบกรับภาระในการคิดฝันและการเผชิญหน้ากับ “ฝันร้าย” อย่างเสมอภาคกัน

คนอ่านเพลง

(ไม่ดราม่าประเด็น MV “ทศกัณฐ์”) ท็อปไฟว์เพลงป๊อปไทย ที่ร้อง-เล่าเรื่องราวแบบ “ยักษ์ๆ”

เห็นเขากำลังดราม่าประเด็น “ทศกัณฐ์” ศิลปะ “โขน” และเอ็มวี “เที่ยวไทยมีเฮ” กัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กำลังจะเสนอต่อไปนี้ ไม่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับกรณีข้างต้น

แต่ทางบล็อกของเราต้องการนำเสนอถึงบทเพลงป๊อปในยุคใกล้-ไกล ที่หยิบยกเอา “ยักษ์” มาเป็นสัญลักษณ์เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวหรือตั้งประเด็นคำถามได้อย่างน่าสนใจมากกว่า

แค่ฟังเพลงเหล่านี้ คุณก็จะได้รับรู้แล้วว่าวิธีการตีความหรือครุ่นคิดถึง “ยักษ์” ในสังคมไทยนั้น ก้าวไปไกลกว่าดราม่าที่เกิดขึ้นช่วงวันสองวันนี้มากมายนัก

เฮ่อ!

เป็นไปไม่ได้

เพลงอมตะของ “ดิ อิมพอสซิเบิล” ซึ่งเขียนคำร้อง-แต่งทำนองโดยศิลปินแห่งชาติ “ครูพยงค์ มุกดา”

ครูพยงค์อุปมาให้ “ทศกัณฐ์” เป็นมาตรฐานสูงสุดบางประการ ซึ่งชายอาภัพรักผู้หนึ่งไม่สามารถจะไขว่คว้าหรือพุ่งทะยานไปยังจุดดังกล่าวได้

ร้ายก็รัก

หนึ่งในเพลงร้องปนแร็ปที่ไพเราะของ “โจอี้ บอย” ซึ่งพยายามถ่ายทอดเรื่องราวความรักอันผิดหวัง ผ่านมุมมองของ “ทศกัณฐ์/ตัวร้าย”

ยักษ์

ซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มเต็มชุดที่สามของ “เดอะ โฟโต้ สติ๊กเกอร์ แมชชีน”

ดูเหมือน “ยักษ์” ในเพลงนี้ จะไม่ใช่ “ยักษ์” ตามวรรณคดีไทย หากเป็นตัวแทนของผู้ทรงภูมิรู้/ผู้มีอำนาจ ที่สุดท้ายก็ไม่ได้ตรัสรู้ไปทุกสิ่ง หรือไม่สามารถจัดการควบคุมทุกอย่างได้ครบถ้วนสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์

นิราศลงกา

ผลงานโดย “Yaak Lab” และ “ตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า” เพลงนี้ มีกลิ่นของ “ความแตกแยกจากการเมืองสองขั้ว” ปรากฏอยู่รางๆ

หากพิจารณาจากเนื้อหา ผู้แต่งนั้นเลือกจะเป็นฝ่าย “ยักษ์” ส่วน “ยักษ์” จะเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงมวลชนกลุ่มไหน? ผู้ฟังคงต้องตีความกันเอง และอาจตีความได้ไม่เหมือนกัน

(กระทั่งผมเอง ตอนฟังเพลงนี้ครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อน ก็ตีความไปทางหนึ่ง แต่พอได้มาฟังใหม่ ณ ยุคปัจจุบัน ผมกลับเห็นว่า “ยักษ์” และ “กรุงลงกา” ในเพลง มีความหมายแตกต่างจากการตีความครั้งที่แล้ว ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ)

ตัวร้ายที่รักเธอ

เพลงของวงดนตรีที่มีชื่อว่า “ทศกัณฐ์” อันเป็นการรวมตัวกันของเด็กหนุ่มจากจังหวัดชุมพร

ในแง่เนื้อหา เพลงนี้เดินตามรอยของ “ร้ายก็รัก” ขณะที่ในแง่ดนตรี มีลักษณะผสมผสานกันระหว่างความเป็นดนตรีไทยเดิม ดนตรีลูกทุ่ง และดนตรีป๊อป

น่าสนใจว่าตัวเพลงต้นฉบับนั้น แม้จะมียอดคลิกชม/ฟังในยูทูบเยอะ แต่กลับมีการกล่าวถึง “เสียงร้องนำ” ในสองแง่ คือ “ด่า” และ “เชียร์”

ที่น่าสนใจกว่า ก็คือ เพลงในฉบับคัฟเวอร์ซึ่งมีเสียงร้องนำไพเราะกว่านั้น กลับมียอดชม/ฟังในยูทูบสูงกว่าเพลงต้นฉบับ สำหรับคลิปด้านล่างนี้ เป็นเวอร์ชั่นของผู้เข้าประกวดรายการเดอะ วอยซ์ ไทยแลนด์ ซีซั่นล่าสุด

ข่าวบันเทิง

รู้จัก “NANG” นิตยสารภาษาอังกฤษออกใหม่ ว่าด้วย “ภาพยนตร์เอเชีย”

วงการภาพยนตร์ระดับนานาชาติ จะมีนิตยสารเกิดใหม่อีกหนึ่งเล่ม แถมนิตยสารเล่มนี้ยังมีชื่อว่า “NANG” ซึ่งมาจากคำว่า “หนัง” ในภาษาไทยอีกด้วย

ทั้งนี้ เนื้อหาของ NANG จะมุ่งความสนใจมายังวงการภาพยนตร์เอเชียโดยเฉพาะ

จากข้อเขียนของ Davide Cazzaro บรรณาธิการบริหารของนิตยสาร NANG เขาระบุว่านิตยสารเล่มนี้เริ่มออกสตาร์ทด้วยโปรเจ็คท์ทดลอง “ฉบับที่ 0” เมื่อเดือนพฤษภาคม 2016 เพื่อเป็นการแนะนำตัวกับผู้บริโภค

ขณะที่นิตยสารสามฉบับแรกมีแผนจะออกวางจำหน่ายระหว่างปี 2016-17

Cazzaro ตั้งเป้าหมายที่จะตีพิมพ์นิตยสารรวมทั้งหมด 10 ฉบับ ภายในเวลา 5 ปี (ปีละสองฉบับ)

โดยนิตยสารแต่ละฉบับจะมีธีมเฉพาะของตัวเอง พร้อมด้วยบรรณาธิการรับเชิญประจำเล่ม สำหรับธีมของนิตยสารฉบับแรกที่วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา คือ ประเด็นว่าด้วย “การเขียนบทภาพยนตร์”

Cazzaro ระบุด้วยว่า NANG นั้นมีรากฐานมาจากความหลงใหลสองประการ

หนึ่ง คือ ความหลงใหลต่อภาพยนตร์เอเชีย สอง คือ ความหลงใหลต่อสื่อสิ่งพิมพ์

ที่มา https://medium.com/nang-magazine/nang-1-note-b4d3c6f9b530#.lnc0vuad3

https://www.facebook.com/NangMagazineAsia/

http://www.nangmagazine.com/

ข่าวบันเทิง

“มหาสมุทรและสุสาน” ไม่ผ่านเซ็นเซอร์จีน! ชวดร่วมเทศกาลฝูโจว ทั้งที่เคยฉายในเซี่ยงไฮ้

พิมพกา โตวิระ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “มหาสมุทรและสุสาน” โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Pimpaka Towira เมื่อวันที่ 15 กันยายน ว่า เพิ่งได้รับแจ้งจากทางเทศกาลภาพยนตร์เส้นทางสายไหมนานาชาติครั้งที่ 3 ซึ่งจะจัดขึ้น ณ เมืองฝูโจว มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน ว่า “มหาสมุทรและสุสาน” ซึ่งเดิมทีได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในเทศกาลดังกล่าว ไม่ผ่านกระบวนการเซ็นเซอร์ ดังนั้น ทางผู้จัดงานจึงจำเป็นต้องตัดหนังออกจากเทศกาลครั้งนี้

โดยพิมพการะบุว่า รู้สึกสับสน เนื่องจากหนังเรื่องนี้เคยเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน มาแล้ว เมื่อหลายเดือนก่อน โดยไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น

ซึ่งต่อประเด็นดังกล่าว ยงยุทธ ทองกองทุน ผู้บริหารค่ายจีดีเอช ได้เข้ามาคอมเมนท์โดยให้ข้อมูลว่า ระบบเซ็นเซอร์หนังของจีนนั้นจะทำงานแยกกันตามมณฑล

ต่อมา พิมพกาได้นำเอาเหตุผลที่ทางเทศกาลภาพยนตร์เส้นทางสายไหมนานาชาติใช้อ้างในการตัดสินใจแบนหนังเรื่อง “มหาสมุทรและสุสาน” มาเผยแพร่

โดยข้อความระบุว่ามีบางองค์ประกอบเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เข้าข่ายขัดต่อกฎเกณฑ์และมาตรฐานในการเซ็นเซอร์สื่อของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งทำหน้าที่พิจารณาประเด็นดังกล่าว

คนมองหนัง

หนังสั้น 20 สเปเชียล (3) : Bangkok Stories

Bangkok Stories (ยกเว้น “หมอชิต”)

เยาวราช (อภิญญา สกุลเจริญสุข)

%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a

เรียบๆ ธรรมดาๆ ไปหน่อยนึง

เหมือนหนังจะพยายามจำกัดกรอบอะไรบางอย่างให้ตัวเองมากเกินไปนิด

แต่ก็เห็นด้วยกับบางเสียง ที่บอกว่าจุดน่าสนใจของมัน คือ การเป็นหนังชื่อ “เยาวราช” ที่ไม่ได้พยายามมุ่งเน้นนำเสนอภาพ-เรื่องราวเกี่ยวกับ “ความเป็นจีน” ในสังคมไทย

ข้าวสาร (อโนชา สุวิชากรพงศ์)

%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3

จริงๆ ตัวพื้นที่ และลักษณะการใช้สอยพื้นที่ของหนังเรื่องนี้ มัน “คลิก” กับประสบการณ์ส่วนตัวของผมพอสมควร

ช่วงเรียนปริญญาตรี-โท ที่ธรรมศาสตร์ ผมวนเวียนอยู่แถวข้าวสารบ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ “เที่ยว-ดื่มตอนกลางคืน” ถี่นัก ขณะเดียวกัน วัดชนะสงคราม ก็เป็นที่ที่ผมใช้จอดรถ เลยได้โอกาสเดินเที่ยวในวัดแบบไม่มีจุดหมายอะไรชัดเจนนักอยู่เสมอๆ

แต่น่าเสียดาย ที่ตัวละครหลักในหนังมันมี “ความเป็นมนุษย์” ที่แปลกๆ แข็งๆ เป็นเครื่องยนต์กลไกพอสมควร คนดูเลยอาจอินกับเธอและเขาได้ไม่มากนัก ทั้งๆ ที่มันมีโมเมนต์สนุกๆ เหงาๆ ซึ้งๆ หวานๆ ปะปนอยู่บ้างประปราย

นอกจากนี้ ไม่รู้ว่าถ้าหนังลองพลิกเส้นเรื่องให้เดินไปตามคำทำนายของหมอดูหญิงแบบเต็มๆ มันจะทำให้หนังสนุก โดดเด่น หรือมีอะไรน่าจดจำกว่านี้หรือไม่

อย่างไรก็ดี ชอบที่หนังเลือกใช้เพลง “อ่องอ๊องเอ” ในช่วงท้ายเรื่อง เพราะนี่เป็นเพลงเดียวในอัลบั้มชุดที่สองของเป้ อารักษ์ ที่ผมชอบมากๆ

พาหุรัด (โสรยา นาคะสุวรรณ)

%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%94

จริงๆ กลุ่มคน-วัฒนธรรมซิกข์ในย่านพาหุรัดเริ่มถูกเล่าถึงบ่อยครั้งขึ้นในสื่อภาพเคลื่อนไหว โดยเฉพาะพวกสารคดีหรือรายการท่องเที่ยว-ไลฟ์สไตล์ทางโทรทัศน์

ซึ่งมุ่งเน้นไปที่วัดซิกข์สีทองอร่าม และอาหารการกิน-สินค้าผ้าย่านหาพุรัด

แต่คนดูยังไม่เคยได้เห็นมิติการใช้ชีวิตประจำวันที่ลึกซึ้งหรือลงรายละเอียดของคนซิกข์ย่านพาหุรัดให้มากกว่านั้น

ดูเหมือน “พาหุรัด” ของโสรยา จะพยายามทำหน้าที่ดังกล่าว และทำได้ดีทีเดียว

เราได้เห็นแง่มุมชีวิตเล็กๆ ของเด็กหนุ่ม ม.ปลาย ที่นับถือศาสนาซิกข์ ภาระ-ทางแยก-ปัญหาที่ครอบครัวของเขากำลังเผชิญหน้า ตลอดจนความฝันของเด็กหนุ่มและเพื่อนหญิงคนสนิท

ซึ่งหนังถ่ายทอดออกมาได้กำลังดีและสวยงามในหลายช็อตหลายซีน

องค์ประกอบหนึ่งในหนังที่ผมชอบและรู้สึกติดตามากๆ ก็คือ ฉากถอดผ้าโพกศีรษะในห้องน้ำของตัวละครเด็กหนุ่ม (ซึ่งไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยนัก)

สีลม (วรกร ฤทัยวาณิชกุล)

%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%a1

โดยรวมแล้วน่ารักดี

แต่รู้สึกว่าแง่มุมเกี่ยวกับการเมือง ที่ถูก “ซ่อนแฝง” เอาไว้ในหนัง มันปรากฏขึ้นอย่างจงใจหรือค่อนทางทื่อตรงไปหน่อย

อีกส่วนที่ชอบ คือ การไปจีบกันในสวนงู สถานเสาวภา ซึ่งให้ความรู้สึกแปลกๆ ชวนพิศวง กึ่งสวยงามกึ่งสยดสยองดี

สุขุมวิท (อาทิตย์ อัสสรัตน์)

bangkok stories สุขุมวิท

เป็นอีกเรื่องที่น่ารัก สนุกสนาน และขำขันดี ส่วนนักแสดงนำหญิงสองคนในเรื่องก็น่ารักมากๆ ทั้งคู่

ไม่ต้องเอ่ยถึง เบสท์ ณัฐสิทธิ์ นักแสดงนำชาย ที่พุ่งทะยานเป็นพลุแตกไปแล้วเรียบร้อย เข้าใจว่า หนังถ่ายทำกันก่อนที่เบสท์จะโด่งดังขึ้นมาอย่างฉับพลัน และนี่อาจเป็นหนังเรื่องท้ายๆ ที่เขาจะได้รับบทเป็นหนุ่มเนิร์ดๆ หรืออันเดอร์ด็อก

จุดที่ชอบ คือ ความเป็นไปได้ของความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครสามรายนี้ ซึ่งเมื่อเดินทางมาถึงจุดท้ายสุดแล้ว มันสามารถออกได้ทุกหน้าเลย

ตรงนี้นับว่าหนังเล่นกับความกำกวมได้น่าสนใจ

ภาพรวม

ผมรู้สึกว่าโจทย์เรื่อง “ความรัก (ของหนุ่มสาว)” อาจกลายเป็นข้อจำกัดให้หนังพอสมควร

ขณะที่ “หมอชิต” และ “พาหุรัด” พยายามจะไปไกลกว่านั้น และได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

“สีลม” และ “สุขุมวิท” ก็พยายามเล่นกับกรอบดังกล่าว และ “เล่น” ออกมาได้สนุก

ผิดกับ “เยาวราช” และ “ข้าวสาร” ที่มีอาการเกร็งกับกรอบ จนไปได้ไม่สุดทาง

อย่างไรก็ดี แง่มุมเรื่อง “พื้นที่” กลับไม่ได้เป็นกรอบที่บีบบังคับหนังให้แน่นิ่งตายตัว

กระทั่ง “เยาวราช” ซึ่งเหมือนจะเป็นหนังที่อ่อนสุดในบรรดา 6 เรื่อง ก็ยังสามารถตีความ “พื้นที่เยาวราช” ออกมาได้น่าสนใจ

หรือ “สุขุมวิท” ก็เลือกตีความโจทย์อย่างผิดแผก ด้วยการฝังตัวเองลงไปในพื้นที่เฉพาะ ที่เล็กย่อย (ทว่าเบลอร์) ยิ่งกว่าย่านสุขุมวิทเสียอีก

ไม่รวมถึง “หมอชิต” ที่เดินทางออกไปไกลจาก “พื้นที่/สถานีขนส่งหมอชิต” มากมาย

นอกจากนั้น ผมรู้สึกติดกับ “กรอบเวลา” ของหนังแต่ละเรื่องนิดนึง

โอเค ด้วยความที่เป็นหนังสั้น ความยาวราวๆ แค่ 15 นาที การเล่าเรื่องผ่านกรอบเวลาหนึ่งวัน/หนึ่งคืน จึงน่าจะเป็นอะไรที่เหมาะสมลงตัวที่สุด

แต่ก็น่าตั้งคำถามเหมือนกันว่า ถ้าผู้กำกับพยายาม “เล่นกล” กับกรอบเวลา ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไร?

ดังเช่นที่กรอบเวลาของ “หมอชิต” โดยวิชชานนท์ สมอุ่มจารย์ ถูกยืดขยายออกไปถึง 9 ปี จนส่งผลให้เรื่องราวในหนังมีมิติเหลี่ยมมุมสลับซับซ้อนขึ้น และมีพลวัตความเปลี่ยนแปลงเด่นชัดขึ้นตามไปด้วย

หมอชิต

คลิกอ่านบทความที่เขียนถึง “หมอชิต” ได้ที่นี่ครับ

คนมองหนัง

ไปดูหนังมหากาพย์อินเดีย เรื่อง “บาฮูบาลี”

อ่านบทวิจารณ์หนังภาคสอง คลิกที่นี่ จ้า

ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 9-15 กันยายน 2559

เพิ่งมีโอกาสได้ชมหนังมหากาพย์จากอินเดียเรื่อง “บาฮูบาลี” ภาคแรก (Bahubali : The Beginning) ที่โรงภาพยนตร์พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ในเทศกาล Indian Film Festival of Thailand 2016

หลังจากได้ยินชื่อเสียงของหนังเรื่องนี้มานาน ทั้งในแง่การเป็นภาพยนตร์ที่ใช้ทุนสร้างมากที่สุดของประวัติศาสตร์บอลลีวู้ด (1,755 ล้านบาท)

แถมหนังยังทำรายได้ทั่วโลกไปมากถึง 2,900 ล้านบาท

นอกจากนั้น “บาฮูบาลี” ยังได้รับเสียงชื่นชม ในด้านการมีเนื้อหาอันเข้มข้น ตลอดจนการมีงานสร้างที่ยิ่งใหญ่ตระการตา

อันที่จริง คอหนังชาวไทยบางท่านคงมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ผ่านช่องทางสะดวกสบายใกล้ตัวอื่นๆ (เช่น ช่องทางในโลกออนไลน์) กันมาบ้างแล้ว (เพราะหนังเริ่มออกฉายตั้งแต่ ค.ศ.2015)

ทว่า คงมีไม่เยอะนักที่จะได้ดูหนัง (และซึมซับบรรยากาศบางอย่าง) ในโรงภาพยนตร์

ส่วนใหญ่ของผู้ชมภาพยนตร์เรื่อง “บาฮูบาลี” ในเทศกาลหนนี้ คือชาวอินเดียและคนไทยเชื้อสายอินเดีย นี่อาจเป็นบรรยากาศที่คนดูหนังทั่วไปไม่คุ้นชิน

แต่ผู้ที่มีประสบการณ์ตีตั๋วเข้าไปชมหนังอินเดียเรื่องอื่นๆ ซึ่งเข้าฉายแบบจำกัดโรงหรือเข้าฉายในบางเทศกาลมาก่อน คงพอจะคุ้นเคยกับบรรยากาศเช่นนี้อยู่บ้าง

และด้วยความที่หนังมีความยาวถึง 2 ชั่วโมง 39 นาที จึงต้องมีการพักเบรกกลางเรื่อง ซึ่งนี่ก็เป็นอีกประสบการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักกับพฤติกรรมการชมภาพยนตร์ในยุคหลังๆ

ก่อนหน้าจะได้ดูหนัง เคยมีมิตรสหายในโซเชียลมีเดียท่านหนึ่งเขียนสเตตัสชื่นชมถึง “บาฮูบาลี” เอาไว้ทำนองว่า นี่คือระดับพัฒนาการที่ “ละครจักรๆ วงศ์ๆ ไทย” ยังก้าวไปไม่ถึง

อย่างไรก็ดี เมื่อดูหนังจบ ผมกลับอยากเปรียบเทียบ “บาฮูบาลี” กับหนัง “องค์บาก” ภาค 2 และ 3 มากกว่า

เนื่องจาก “บาฮูบาลี” ไม่ได้เล่าเรื่องราวผ่านการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ หรือการปรากฏขึ้นของอำนาจเทวสิทธิ์เหมือน “ละครจักรๆ วงศ์ๆ ไทย”

หากเล่าเรื่องราวกึ่งตำนานปรัมปรากึ่งประวัติศาสตร์ ที่พูดถึงการต่อสู้แย่งชิงอำนาจในหมู่มนุษย์ผู้มีสองมือสองเท้าปกติธรรมดา (หรืออย่างมากที่สุด ก็คือมนุษย์ผู้มีสถานะประดุจสมมุติเทพ) ซึ่งชี้ชวนให้นึกถึง “องค์บาก” สองภาคหลัง

หนังเปิดเรื่องด้วยชะตากรรมระหกระเหินของทารกเพศชายผู้หนึ่ง ซึ่งถูกไล่ล่าโดยกองกำลังของอาณาจักรอะไรสักอย่าง สตรีวัยกลางคนผู้พาทารกหลบหนีตัดสินใจพลีชีพกลางสายน้ำ ส่วนทารกน้อยผู้รอดชีวิตก็ได้รับการช่วยเหลือจากผู้คนในชุมชนเชิงเขา

เด็กน้อยค่อยๆ เติบใหญ่เป็นชายหนุ่ม เขาประกอบวีรกรรมบางอย่างที่หาญกล้าผิดแผกไปจากบรรดาบุรุษร่วมชุมชน ยิ่งกว่านั้น ตั้งแต่เล็กจนโต เขายังมีความปรารถนาที่จะปีนขึ้นไปบนยอดเขาสูง ซึ่งสำหรับผู้คนส่วนใหญ่ในชุมชนเชิงเขา นั่นคือความเพ้อฝัน อันไม่มีทางเป็นไปได้

ผิดกับความเชื่อในจิตใจส่วนลึกของชายหนุ่ม ที่คล้ายจะตระหนักว่ามีอะไรบางอย่างรอคอยเขาอยู่เบื้องบน

ในที่สุด ชายหนุ่มก็ปีนขึ้นสู่ยอดเขาได้สำเร็จ (โดยเหตุการณ์ถูกเล่าออกมาในเชิง “สัจนิยมมหัศจรรย์” นิดๆ) จากนั้น เขาจึงเข้าไปพัวพันกับ “กองโจร” ที่ซ่องสุมกำลังเพื่อแย่งชิงอำนาจในอาณาจักรใหญ่ ก่อนจะพบว่าตนเองเป็นทายาทของ “ราชาบาฮูบาลี” อดีตกษัตริย์ผู้มีปรีชาสามารถ ซึ่งถูกลอบปลงพระชนม์และโค่นล้มลงจากราชบัลลังก์

หนังภาคแรกปิดฉากตรงการเฉลยว่า ขุนศึกผู้เก่งกล้าและจงรักภักดีต่อ “ราชาบาฮูบาลี” นั่นแหละ ที่เป็นผู้ลงมือสังหารพระองค์ (โดยยังมิได้เปิดเผยว่าอะไรคือเหตุผลของการกระทำดังกล่าว)

บทสรุปเบื้องต้นแบบนี้มีสอดคล้องต้องตรงกันอย่างบังเอิญกับตอนจบของ “องค์บาก 2” ที่ “เชอนัง” (สรพงศ์ ชาตรี) หัวหน้าชุมโจร ซึ่งเลี้ยงดู “เทียน” พระเอกของเรื่องมาตั้งแต่เล็ก เปิดเผยว่าตนเองคือผู้ลงมือฆ่าบิดาแท้ๆ ของเทียน

ระหว่างดูหนัง ผมไม่คิดว่า “บาฮูบาลี” มีงานสร้างหรืองานเทคนิคพิเศษทางด้านภาพที่น่าตื่นตะลึงมากมายนัก

องค์ประกอบเหล่านี้ในหนังมีมาตรฐานที่ดี อาจจะเป็นลำดับต้นๆ ของเอเชีย แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นดีเลิศจนล้ำหน้าภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ของฮอลลีวู้ด

(ทว่า ฉากรบพุ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มีความดุเดือดและน่าจดจำมากๆ ทีเดียว)

ที่สนุกสนานน่าติดตามจริงๆ กลับเป็นเนื้อเรื่องอันเข้มข้นนั่นแหละ

ประเด็นหนึ่งที่โดดเด่นมากๆ ทั้งในโครงเรื่อง พล็อตหลัก และพล็อตรองของ “บาฮูบาลี” ก็คือ บทบาทของผู้หญิง

ตลอดทั้งเรื่อง เราจะได้พบเห็นตัวละครสตรีหลายรายที่ดำรงตนเป็น “ศูนย์กลาง” ของอำนาจ หรือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในเกมการแย่งชิงอำนาจไม่แพ้เหล่าบุรุษ

เริ่มจากตัวละครราชินีผู้ปกครองอาณาจักร ซึ่งส่งมอบอำนาจให้แก่ “ราชาบาฮูบาลี” ที่เป็นหลาน

หนังให้ภาพว่าพระนางเป็นทั้งชนชั้นนำผู้มีกลเม็ดเด็ดพรายลึกล้ำในทางการเมือง และเป็นผู้ยึดถือหลักการปกครองบ้านเมืองอันเที่ยงธรรม

ถ้าเข้าใจไม่ผิด พระนางน่าจะเป็นสตรีที่ยอมพลีชีพกลางสายน้ำ เพื่อช่วยเหลือเด็กทารกตอนต้นเรื่องให้รอดชีวิต แล้วกลับมาล้างแค้นแทนบิดามารดา

ตัวละครน่าสนใจอีกราย ก็คือ ตัวละครมเหสีของ “อดีตกษัตริย์บาฮูบาลี” ผู้เป็นแม่ของพระเอก

เริ่มแรก เธอมีสถานะเป็นเหยื่อผู้ถูกกระทำอย่างโหดร้ายทารุณ แต่แล้วหนังก็ค่อยๆ เผยให้เห็นถึง “เพลิงแค้น” และ “ศักยภาพทางการเมือง” บางประการ ที่ถูกถ่ายทอดออกมาทางสีหน้า-แววตาของสตรีผู้นี้

เป็นไปได้ว่า ตัวละครคนนี้จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างปมความขัดแย้งหลักของหนังภาคสอง

ตัวละครอีกรายที่น่าสนใจไม่น้อย ก็คือ แม่บุญธรรมผู้ชุบเลี้ยงพระเอกขึ้นมา ซึ่งมีสถานะเป็นคล้ายๆ ผู้นำชุมชนของหมู่บ้านเชิงเขา จนชายจำนวนมากต้องอยู่ภายใต้อำนาจ/คำสั่งการของเธอ

ขณะที่นางเอกของหนังเรื่องนี้ก็เป็นมือสังหารฝีมือดีประจำชุมโจรบนยอดเขา ซึ่งมีความสามารถเหนือผู้ชายคนอื่นๆ ยกเว้นพระเอก ซึ่งได้คืนความเป็น “มนุษย์” และ “ความเป็นผู้หญิง (ในแบบหนึ่ง)” ให้แก่เธอ

อย่างไรก็ตาม น่าสังเกตเช่นกันว่า ส่วนใหญ่ของตัวละครสตรีผู้ทรงบทบาทเหล่านี้ ล้วนต้องแบกรับภาระบางอย่างแทนที่/เพื่อรอคอยมหาบุรุษผู้ทรงความสามารถ

ราวกับว่าพวกเธอจะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ (หรือยอมสละชีวิตตนเองได้) ก็ด้วยการต้องรับหน้าที่ในการคิดถึง/คิดแทน หรือประกอบภารกิจบางประการทดแทนมหาบุรุษผู้นั้น

เหล่าตัวละครสตรีที่มีอำนาจใน “บาฮูบาลี” จึงยังดำรงอยู่ภายใต้อำนาจของบุรุษอีกต่อหนึ่งอยู่ดี

อนึ่ง ภาพยนตร์ “บาฮูบาลี” ภาคจบ จะออกฉายในปีหน้า (ค.ศ.2017) น่าติดตามว่าปมปัญหาต่างๆ ของหนังมหากาพย์จากอินเดียเรื่องนี้ จะคลี่คลายไปสู่บทสรุปแบบใด?