คนมองหนัง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

The Tale of the Princess Kaguya : ธรรมชาติ, วัฒนธรรม และยอพระกลิ่น

คางุยะและยอพระกลิ่น

(แก้ไขคำผิดและเพิ่มเติมข้อความ จากต้นฉบับที่ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ 23-29 มกราคม 2558)

“The Tale of the Princess Kaguya” ภาพยนตร์แอนิเมชัน ผลงานการสร้างสรรค์ของสตูดิโอจิบลิ เพิ่งถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์แอนิเมชันขนาดยาวยอดเยี่ยม จากการประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัล Oscar ประจำปีนี้

และหนังเรื่องนี้ก็กำลังลงโรงฉายอยู่ในประเทศไทยพอดี

The Tale of the Princess Kaguya สร้างขึ้นจากตำนานพื้นบ้านโบราณของญี่ปุ่น เรื่องราวเริ่มต้นที่ชายตัดฟืนคนหนึ่งไปพบต้นไผ่เรืองแสง และเด็กหญิงตัวน้อยๆ ขนาดเท่าตุ๊กตา ที่อาศัยอยู่ในหน่อไม้

ชายคนนั้นนำเด็กหญิงตัวน้อยๆ ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็น “เจ้าหญิง” ที่สวรรค์เบื้องบนประทานลงมาให้ กลับไปเลี้ยงดูที่บ้าน ก่อนที่เขาและภรรยาจะพบว่า เด็กหญิงได้เจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ

เด็กหญิงที่ถูกเพื่อนๆ ขนานนามว่า “ยายหน่อไม้” ใช้ชีวิตอยู่ในกระท่อมไม้ชายป่า และเที่ยวเล่นตามป่าเขาลำเนาไพร ร่วมกับมิตรสหายวัยไล่เลี่ยกัน และเพื่อนชายอายุมากกว่า ซึ่งต่อมาเธอรู้สึกดีด้วย

อาจกล่าวได้ว่า เธอ “กำเนิด” และเติบโตขึ้นมาในสภาวะแวดล้อมที่เป็น “ธรรมชาติ” อย่างยิ่ง

อยู่มาวันหนึ่ง ชายตัดฟืนออกไปหากินในป่าเช่นเคย แล้วเขาก็พบว่าต้นไผ่อันเป็น “แหล่งกำเนิด” ของเด็กหญิงที่ตนเองรักเหมือนลูกสาวนั้น เรืองแสงขึ้นอีกครั้ง

ชายตัดฟืนตัดสินใจใช้มีดฟันต้นไผ่ ทำให้เขาได้พบกับทองคำจำนวนมหาศาล ก่อนที่ในอีกหลายครั้งคราวให้หลัง เขาจะได้รับทองคำและผ้าชั้นดีจากต้นไผ่ภายในป่าตามมาอีก

ชายตัดฟืนตีความว่า สวรรค์ต้องการให้เขาและภรรยาเลี้ยงดูเด็กสาวให้เจริญเติบโตขึ้นมาในสภาวะแวดล้อมที่ดีกว่านี้ ดังนั้น เขาควรเลี้ยงดูเธอให้เป็น “เจ้าหญิง” มากกว่าเด็กหญิงบ้านป่าธรรมดาๆ

เขาจึงนำเอาทรัพย์สินมีค่าที่ได้จากต้นไผ่ไปใช้ก่อร่างสร้างคฤหาสถ์ประหนึ่งปราสาทราชวังในเมืองหลวง เพื่อจะพา “เจ้าหญิงน้อยๆ” ไปอยู่อาศัยและอบรมบ่มวิสัยอันถูกต้องเหมาะสม ณ สถานที่แห่งนั้น

นับว่า “ยายหน่อไม้” เริ่มถูกชักนำให้ถอยห่างออกมาจาก “ธรรมชาติ” แล้วมุ่งหน้าไปสู่ “วัฒนธรรม” ขนบธรรมเนียมประเพณีจำนวนมาก ที่ถูกสร้างขึ้นมาและให้นิยามความหมายอย่างสลับซับซ้อนโดยมนุษย์

ในเมืองหลวง ชายตัดฟืนและภรรยาต้องพยายามทำตนเป็นเศรษฐีใหม่ พวกเขาจัดหาสตรีชั้นสูงมาเคี่ยวกรำและฝึกอบรม “ลูกสาว” ให้กลายเป็นกุลสตรีระดับ “เจ้าหญิง” จริงๆ

พวกเขาทาบทามขุนนางอาวุโสมาเป็นบิดาอุปถัมภ์ รวมทั้งเป็นผู้ตั้งชื่อ “คางุยะ” ให้แก่ “เจ้าหญิง” ผู้เริ่มเจริญวัยเป็นหญิงสาว

เหตุการณ์ตอนนี้ในภาพยนตร์ดำเนินไปอย่างสนุกสนานพอสมควร และชวนให้นึกถึงหนังหลายๆ เรื่องของ “วูดดี อัลเลน” ที่พูดถึงตัวละครประเภทกิ้งก่าได้ทอง หรือหนูตกถังข้าวสาร ด้วยอารมณ์ตลกร้าย

เมื่อเติบโตขึ้นเป็นสาวสะพรั่ง กิตติศัพท์ความงามของ “เจ้าหญิงคางุยะ” ก็ขจรขจายไปทั่วทั้งเมืองหลวง กระทั่งมีเจ้าชาย, เสนาบดี และองคมนตรี ทั้งหนุ่มและแก่จำนวน 5 คน เดินทางมาสู่ขอ

การถูกปฏิเสธและความล้มเหลวในการได้ครอบครองหัวใจเจ้าหญิง ของบุรุษชนชั้นสูงเหล่านี้ ถูกนำเสนอออกมาได้อย่างเปี่ยมอารมณ์ขัน รวมทั้งสื่อให้เห็นถึงความเบาหวิว ไร้แก่นสาร และความพังพินาศของชนชั้นนำได้อย่างคมคาย

แม้แต่องค์จักรพรรดิเองก็ยังตัดสินใจเสด็จมาสู่ขอหญิงสาวสามัญชนผู้ถูกเรียกขานว่า “เจ้าหญิง” รายนี้ ทว่าสุดท้าย พระองค์กลับถูกเธอปฏิเสธเช่นเดียวกัน

เพราะในเบื้องลึกของหัวใจแล้ว “เจ้าหญิงคางุยะ” อยากกลับไปใช้ชีวิตกับ “ธรรมชาติ” เพื่อนๆ ที่บ้านป่า และรุ่นพี่ที่เธอหลงรัก เหมือนเมื่อครั้งเจ้าหญิงเพิ่งเริ่มจำความได้

เธอเบื่อหน่ายกับการถูกปรุงแต่งผ่านขนบธรรมเนียมพิธีการต่างๆ และการถูกจัดการร่างกายด้วยวิธีการนานาชนิด

เธอรังเกียจแม้กระทั่งสวนหย่อมท้ายคฤหาสถ์ ซึ่งพยายามจำลอง (ปลอมแปลง) สภาพบ้านป่า ที่เธอเติบโตขึ้นมา

“เจ้าหญิงคางุยะ” เบื่อหน่ายกับ “วัฒนธรรม” หรือ “ของปลอม” ทั้งหลายที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรายล้อมกักขังเธอเอาไว้

เจ้าหญิงจึงอธิษฐานกับพระจันทร์ เพื่อขอให้เธอได้เดินทางกลับไปยังสถานที่ที่เธอจากมา

ปัญหาคือ เมื่อพระจันทร์ตอบสนองความปรารถนาดังกล่าว ที่ที่เจ้าหญิงจะต้องเดินทางกลับไปนั้นไม่ใช่บ้านป่า หากคือ “ดวงจันทร์” หรือจันทรนคร อันเป็นแหล่งกำเนิดแท้จริงของเธอ ก่อนจะมาปรากฏกายในหน่อไม้บนโลกมนุษย์

น่าตั้งคำถามเช่นกันว่า จริงๆ แล้ว จันทรนครในตำนานหรือภาพยนตร์เรื่องนี้ บ่งชี้ถึงสภาวะอันเป็น “ธรรมชาติ” ถึงขีดสุด หรือสภาวะอันเป็น “วัฒนธรรม” ในระดับสุดยอดกันแน่?

เนื่องจากในตอนท้ายของภาพยนตร์ ดูเหมือนว่าคณะบุคคลจากจันทรนครที่โดยสารก้อนเมฆมารับเจ้าหญิงกลับดวงจันทร์ จะพยายามแสดงให้เห็นถึงการมีอารยธรรมหรือวัฒนธรรมอีกชุดหนึ่งที่เหนือกว่าอารยธรรม/วัฒนธรรมของผู้คนบนโลกมนุษย์

สัญลักษณ์หนึ่งซึ่งเห็นได้ชัด ก็คือ การที่ “พระพุทธองค์” เสด็จลงมารับเจ้าหญิงกลับขึ้นดวงจันทร์ ด้วยพระองค์เอง

ทว่า เมื่อจันทรนครมีความแนบชิดกับธรรมะมากกว่าโลกมนุษย์ นครแห่งนี้ก็อาจมีความเชื่อมโยงกับ “ธรรมชาติ” สูงกว่าโลกด้วยเช่นกัน (ยังไม่รวมถึงสถานะของดวงจันทร์เอง ที่น่าจะมีความเชื่อมโยงกับ “ธรรมชาติ” มากกว่า “วัฒนธรรม”)

อย่างไรก็ตาม น่าสนใจว่า ก่อนจะต้องหวนคืนสู่จันทรนคร เจ้าหญิงคางุยะกลับคล้ายที่จะพยายามปลีกตัวเองออกมาจากความสัมพันธ์/ความขัดแย้งแบบคู่ตรงข้ามซึ่งแบ่งข้างแยกขั้วอย่างชัดเจน อาทิ ธรรมชาติ vs วัฒนธรรม หรือ จันทรนคร vs โลกมนุษย์

เธอพยายามจะโต้แย้งว่า ใช่ว่าจันทรนครอันเรียบง่ายสงบสุข จะมีคุณค่าสูงส่งกว่าโลกมนุษย์อันแปลกปลอมวุ่นวาย และเต็มไปด้วยการผสมผสานระหว่างความเลวร้ายและความดีงาม

ชีวิตอันหลากหลายและมีเสน่ห์นี่เอง ที่ทำให้เจ้าหญิงคางุยะยังคงโหยหาและอาลัยโลกมนุษย์อยู่ แต่เมื่อนางฟ้าจากจันทรนครคลุมผ้าวิเศษลงบนไหล่ของเธอ

ความทรงจำที่มีต่อโลกของเจ้าหญิงก็ถึงคราสูญสิ้นไป พร้อมกับการมุ่งหน้าเดินทางกลับสู่ดวงจันทร์

มีผู้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่าเรื่องราวของเจ้าหญิงคางุยะมีความคล้ายคลึงกับนิทานพื้นบ้านไทยเรื่อง “ยอพระกลิ่น” (ซึ่งถูกนำมาทำเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ รอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ และกำลังแพร่ภาพอยู่ทางช่อง 7 ในขณะนี้พอดี)

เจ้าหญิงคางุยะและยอพระกลิ่น เป็นเด็กหญิงผู้มีเชื้อสายของอภิมนุษย์บนดวงจันทร์/เทวดาบนสรวงสวรรค์ ซึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่ในกระบอกไม้ไผ่เมื่อครั้งยังเยาว์วัย ก่อนจะออกมาผจญความวุ่นวายของโลกมนุษย์คล้ายๆ กัน

ทั้งคู่ยังมีอาการ “วิกฤตอัตลักษณ์” เหมือนๆ กัน คือ ทนความ “จอมปลอม” ของเวียงวังไม่ไหว และต้องการกลับไปใช้ชีวิตตามธรรมชาติในป่าเขา (แต่ยอพระกลิ่นไปไกลกว่าขั้นหนึ่ง เมื่อเธอต้อง “ปลอมตัว” เป็นพราหมณ์/ผู้ชาย ในระหว่างที่รู้สึกสับสนกับ “ตัวตน” ของตนเอง)

แต่จุดแตกต่างสำคัญ เห็นจะอยู่ตรงบทสรุปของเรื่องราวทั้งสอง เพราะยอพระกลิ่นเลือก (หรือถูกกำหนดให้) ใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์อันหลากหลายดีเลวต่อไป (มีทั้งป่า ทั้งวัง ทั้งยักษ์ ทั้งพระเจ้ากรุงจีน ฯลฯ) เธอไม่ขึ้นสวรรค์ หรือไม่มีดวงจันทร์ให้กลับเหมือนกับเจ้าหญิงคางุยะ

จุดต่างขำๆ ก็ได้แก่ ขณะที่ยอพระกลิ่นโดนข้อหา “กินแมว” เจ้าหญิงคางุยะกลับไม่เคยโดนข้อหาทำนองนี้ แถมเจ้าหญิงในภาพยนตร์ยังรักสัตว์ และสรรพสัตว์ก็รักเธอตอบอีกต่างหาก

และอีกหนึ่งจุดต่างที่ละเลยไปไม่ได้ก็คือ ฉากจบของเรื่องเล่าเกี่ยวกับเจ้าหญิงคางุยะนั้น เต็มไปด้วยความเศร้าและความพลัดพราก ซึ่งห้วงอารมณ์ดังกล่าวไม่น่าจะมีอยู่ในตอนจบของยอพระกลิ่น

Advertisements
คนมองหนัง

October Sonata รักที่รอคอย: การเมืองของลูกกำพร้าและปัจเจกบุคคล

(ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารไบโอสโคป เมื่อช่วงปี 2552)

october sonata
การเมืองของลูกกำพร้า

“เมื่อสายใยในชาติขาดสะบั้น / สิ้นสายครรภ์มาตุคามไร้ความหมาย / ก่อนกำหนดกฎกำเนิดเกิดเพื่อตาย / เพียงลิ่มเลือดเละร้ายคล้ายเศษคน / ร่างทารกอัปลักษณ์ทะลักหลุด / ซากมนุษย์ที่ชีวิตถูกปลิดปล้น / ประจานเหตุประเทศนี้เกิดวิกล /เกลื่อนถนนก่นสังหาร…ลูกหลานใคร?”

“หากทารกหกตุลายังเหลือรอด / เด็กที่คลอดกลางลานประหารหมู่ / กระสุนกราดสาดสั่งเสียงพรั่งพรู / สอนให้รู้หลังตระหนกหกตุลา / เป็นวันเกิดที่มากับการดับสิ้น / ต้องขาดวิ่นสูญวัยไร้เดียงสา /น้ำตาหยาดหมาดแล้วในแก้วตา / เมื่อแผ่นดินมารดากระด้างเกิน / เติบโตและแตกต่างอย่างแกร่งกร้าว / ปวดร้าวคราวปะทะระหกระเหิน / ดาวศรัทธาที่ส่องสร้างเส้นทางเดิน / ร่วงลับเนิน…ฝังสหายอีกหลายคน”

นี่คือบทกวีชื่อ “เกิดวันที่ 6 ตุลาคม 2519” ของ จิระนันท์ พิตรปรีชา ที่เขียนขึ้นในวาระครบรอบ 27 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เมื่อปี พ.ศ.2546 ซึ่งเปรียบเทียบคนรุ่น 6 ตุลาฯ ว่าเป็นดัง “ลูก” ที่ถูก “แม่” (มาตุคาม-แผ่นดินไทย) ตัดขาดและปฏิเสธผ่านความโหดร้ายรุนแรงในการสังหารหมู่ครั้งนั้นได้อย่างคมคาย

หลังจากได้ดู “October Sonata รักที่รอคอย” ของ สมเกียรติ์ วิทุรานิช แล้ว ผมนึกถึงบทกวีของจิระนันท์ เนื่องจากทั้ง “รวี” และ “แสงจันทร์” ตัวละครนำของหนังเรื่องนี้ล้วนแล้วแต่เป็นลูกกำพร้าทั้งคู่

รวีเป็นลูกชายของครอบครัวชาวนา ซึ่งพ่อนำเขาไปทิ้งไว้ที่วัด ขณะที่เรื่องราวของแม่ก็ไม่ถูกเขากล่าวอ้างถึง

แสงจันทร์น่าจะเป็นลูกสาวของครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนที่มีฐานะค่อนข้างยากจน เธอไม่เคยเห็นหน้าพ่อ ส่วนแม่ก็นำเธอไปทิ้งไว้กับป้า ซึ่งมักกระทำทารุณต่อเธอเสมอ

รวีกับแสงจันทร์ต่างพยายามขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงสถานะทางสังคมของตนเอง ด้วยความเชื่อและความใฝ่ฝันที่ว่ามนุษย์ทุกคนล้วนเกิดมามีความเท่าเทียมกัน

รวีมีโอกาสเรียนหนังสือ ต่อมาเขาได้รับทุนไปศึกษาต่อในต่างประเทศ แล้วกลับมาเป็นอาจารย์และนักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมือง ผู้ประสบชะตากรรมแห่งความพ่ายแพ้ร่วมกันกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

แม้แสงจันทร์จะเติบโตมาโดยไม่ได้เรียนหนังสือ แต่การได้พบปะพูดคุยกับรวีเพียงคืนเดียว (หรือ 3 คืนในรอบ 14 ปี) ก็ส่งผลให้ชีวิตของเธอเดินหน้าไปอย่างมิอาจหยุดยั้ง เธอหนีจากการทารุณของป้า ไปเป็นสาวโรงงานเย็บผ้าที่มีโอกาสได้เรียนหนังสือภาคค่ำ จากนั้นเธอยังได้เรียนรู้วิชาตัดเสื้อจากคุณนายผู้ดีเก่า แล้วถูกไล่ออกเพราะหาญกล้าเรียกร้องค่าแรง แสงจันทร์กลายเป็นเมียเถ้าแก่ลิ้ม ก่อนจะเป็นนักเขียน (ปัญญาชน) ที่เขียนวรรณกรรมเพื่อชนชั้นกรรมาชีพในที่สุด

ในค่ำคืนแรกที่เขาและเธอได้พบกัน รวีนำพาแสงจันทร์ไปรู้จักกับวรรณกรรมเรื่อง “สงครามชีวิต” ผลงานของนักเขียนปัญญาชนฝ่ายซ้ายรุ่นเก่าคนสำคัญอย่างศรีบูรพา ซึ่งเป็นดังแสงหิ่งห้อยที่ค่อยๆ ผลักดันให้ผู้หญิงไม่รู้หนังสือตอนต้นเรื่องกลายเป็นนักอ่าน (ต่อมาหนังแสดงให้เห็นอีกว่า อย่างน้อยที่สุดเธอยังได้อ่านวรรณกรรมฝ่ายซ้ายชิ้นสำคัญอีกเล่มหนึ่ง ได้แก่ “ปีศาจ” ของเสนีย์ เสาวพงศ์) และเขียนหนังสือด้วยแนวทางดังกล่าวในท้ายที่สุด

แต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 และการเข้าป่าของนักศึกษาปัญญาชนหลังจากนั้น กลับส่งผลให้รวีและแสงจันทร์ต้องพลัดพรากจากกันอย่างปวดร้าว อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์เช่นนี้ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้หญิงชื่อแสงจันทร์ไปอย่างมหาศาล จากผู้หญิงคนหนึ่งที่หลงใหลแค่เพียงพระเอกหนังอย่างมิตร ชัยบัญชา มาสู่การเป็นนักเขียนในแนวทางเพื่อชีวิต

นี่คือความทรงจำ ความเชื่อ อารมณ์ความรู้สึก และวิถีชีวิตรูปแบบหนึ่ง ของคนกลุ่มหนึ่งในรุ่นอายุหนึ่ง ที่นอกจากจะถูกทอดทิ้งโดยพ่อแม่บังเกิดเกล้าแล้ว พวกเขาและเธอก็ยังเลือกเดินบนหนทางซึ่งต้องตัดขาดตนเองออกจากปิตุภูมิ/มาตุภูมิ/พ่อแม่แห่งชาติไทยด้วย

ชีวิตของรวีและแสงจันทร์แตกต่างจาก “ลิ้ม/สมชาย” ซึ่งเป็นคนจีนที่ติดตามพ่อมาตั้งรกรากในเมืองไทย เพราะไม่ได้เกิดในประเทศไทยลิ้มจึงพูดภาษาไทยไม่ชัด แต่เขากลับสามารถกลืนกลายเข้ากับ “ความเป็นไทย” (รัฐพ่อๆ แบบรัฐไทย หรือ มาตุภูมิไทย) ได้มากกว่ารวีกับแสงจันทร์อย่างมีนัยยะสำคัญ

ลิ้มเติบโตมากับพ่อและแม่ (แม้ว่าภายหลังพ่อจะทิ้งแม่ของเขาเอาไว้ที่เมืองจีน และมาได้เมียใหม่ที่เมืองไทยก็ตาม) ขณะที่รวีและแสงจันทร์เป็นลูกกำพร้า ซึ่งเติบโตขึ้นมาโดยไร้พ่อแม่คอยเลี้ยงดู

ลิ้มใฝ่ฝันถึงการมีครอบครัวซึ่งประกอบไปด้วยพ่อ แม่ ลูก ขณะที่รวีกับแสงจันทร์ไม่เคยแสดงเจตจำนงอย่างเด่นชัดนักว่าพวกตนกำลังใฝ่ฝันถึงการมีครอบครัวในอุดมคติแบบดังกล่าว

มิหนำซ้ำลิ้มยังขยันทำมาหากินจนตั้งตัวเป็นเถ้าแก่ได้สำเร็จ สอดคล้องกับป้ายข้อความ “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” ตรงข้ามร้านค้าของเขา ซึ่งเป็นคำขวัญของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้มีส่วนสำคัญต่อการก่อร่างสร้างให้สังคมการเมืองไทยมีลักษณะเป็น “สังคมแบบพ่อปกครองลูก” มาจนถึงปัจจุบันนี้

ลิ้มจึงเป็นคนจีนต่างด้าวที่สามารถปรับตัวให้กลายเป็นลูกที่ดีของรัฐไทย ทั้งยังอาจช่วยผลิตซ้ำครอบครัวแบบพ่อ แม่ ลูก ในฐานะส่วนขยาย (ทางอุดมการณ์) ต่อเนื่องไปจากครอบครัวใหญ่อย่างรัฐอีกด้วย เขาไม่เหมือนรวีกับแสงจันทร์ที่เลือกทำตัวเป็นลูกอกตัญญู/ขบถของรัฐไทย

ในช่วงปลายทศวรรษ 2520 อันเป็นจุดจบของ October Sonata ดูเหมือนว่าลิ้มจะเป็นตัวละครเพียงคนเดียวที่สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมไทยได้อย่างมั่นคงมีหลักมีฐาน

กลับเป็นผู้พ่ายแพ้ออกมาจากป่าอย่างรวีเสียอีกที่ต้องตกอยู่ภายใต้ความอนุเคราะห์ของลิ้ม ลิ้มหรือคุณสมชายกลายเป็นคนส่งศพรวีไปสู่สุคติ (ทั้งที่รวีคือศัตรูความรักของเขา) เขาเป็นผู้นำงานเขียนของแสงจันทร์ที่รวีตรวจแก้ไขเรียบร้อยแล้วก่อนจะเสียชีวิตไปส่งให้สำนักพิมพ์พิจารณา

นอกจากนี้ ลิ้มยังซื้อและพยายามคงสภาพของโรงแรมบังกะโลริมชายหาดที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นสถานที่แห่งความทรงจำ/อุดมคติของรวีและแสงจันทร์เอาไว้

ในตอนท้าย คนดี/ลูกที่ดีของรัฐอย่างลิ้มจึงมีสถานะเป็นดัง (คุณพ่อน้อยๆ) ผู้คอยอุปถัมภ์ค้ำจุนลูกอกตัญญูสองคนของรัฐไทยคือรวีและแสงจันทร์ ที่ชีวิตของเขาและเธอคล้ายจะแตกสลายไปตามความรักอันพลัดพราก รวมทั้งความตายแห่งชีวิตซึ่งไม่อาจหวนคืน

แต่เรื่องราวในหนังเรื่องนี้ก็คงจะไม่แตกต่างกันกับสภาพสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย ที่อะไรต่อมิอะไรไม่ได้ดำเนินไปอย่างง่ายดายตายตัวเท่าใดนัก และผู้ชนะก็ใช่จะมีชัยอยู่ตลอดเวลา เพราะแม้ร่างกายของรวีจะตายไปในทศวรรษ 2520 แต่ไฟฝันแห่งอุดมการณ์ (ฝ่ายซ้าย?) ก็ถูกจุดให้ติดอยู่ในใจของแสงจันทร์ไปเรียบร้อยแล้ว

แสงจันทร์เปลี่ยนไปตลอดกาล ด้วยอิทธิพลทางความคิดของรวีและวรรณกรรมเพื่อชีวิตยุคบุกเบิก/คลาสสิก กระทั่งเธอกลายเป็นผู้ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันของมนุษย์ผ่านการเขียนหนังสือ

การต่อสู้ทางการเมืองไทยจึงไม่ได้จบลงหลังจากเหตุการณ์14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 หรือการออกนโยบาย 66/2523 เพราะเมื่อหลักการแห่งความเท่าเทียมกันของมนุษย์ยังมิได้ลงหลักปักฐานหรือมีที่ทางในสังคม อุดมคติและความใฝ่ฝันของคนกลุ่มหนึ่งก็ยังคงต้องถูกผลักดัน/สืบทอดไปสู่คนอื่นๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังกรณีความรัก/ความสัมพันธ์/การถ่ายทอดอุดมการณ์ระหว่างรวีกับแสงจันทร์นั่นเอง

ทว่าคำถามน่าสนใจก็คือ อะไรกันล่ะที่ทำให้ผู้เหมือนจะตกเป็นฝ่ายแพ้พ่าย เช่น แสงจันทร์ ยังคงเลือกจะต่อสู้และยืนหยัดกับหลักการความคิดซึ่งตนเองเชื่อถืออย่างต่อเนื่องสืบไปโดยไม่ยอมแพ้

การเมืองของปัจเจกบุคคล

ความย้อนแย้งบางประการที่ดำรงอยู่อย่างมีนัยยะสำคัญน่าสนใจใน “October Sonata รักที่รอคอย” ก็คือ ลักษณะกำกวมคลุมเครือของตัวละครบางคนในหนัง

เริ่มตั้งแต่ “คุณนายราตรี” ผู้ดีเก่าจากตระกูลสูงส่ง ที่ลิ้มพาแสงจันทร์ไปฝากฝังเพื่อจะได้ฝึกฝนวิชาออกแบบ-ตัดเสื้อกับเธอ แต่สุดท้ายเมื่อแสงจันทร์ในฐานะลูกจ้างตัดสินใจเรียกร้องหาความยุติธรรมในนามของค่าแรงจากคุณนาย คุณนายราตรีก็พูดจาดูถูกเหยียดหยามชาติกำเนิดของแสงจันทร์และตะเพิดหญิงสาวออกจากบ้านในที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ในตู้หนังสือประจำบ้านของคุณนายผู้ไม่ยอมจ่ายค่าแรงแถมยังดูถูกชาติตระกูลของลูกจ้างคนนี้ กลับมีวรรณกรรมฝ่ายซ้ายเล่มสำคัญ เช่น “แม่” ของ แม็กซิม กอร์กี และ “ปีศาจ” ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ ดำรงอยู่

นอกจากการหาโอกาสไปอ่านหนังสือในห้องสมุดสาธารณะแล้ว แสงจันทร์ก็ฝึกฝนเคี่ยวกรำความคิดอ่านของตนเองให้เชื่อมั่นในเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์มากยิ่งขึ้น กระทั่งไปเรียกร้องขอความยุติธรรมจากคุณนายราตรี ด้วยการอ่านวรรณกรรมเพื่อชีวิตในตู้หนังสือของบ้านคุณนายนี่เอง

สมเกียรติ์ วิทุรานิช ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ชี้แจงภายหลังว่า แท้จริงแล้วใน October Sonata จะมีตัวละครอีกคนหนึ่งที่ถูกตัดออกไป นั่นคือ ลูกชายของคุณนายราตรี ผู้เป็นนักศึกษาหัวก้าวหน้าในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และตัวละครคนนี้นี่แหละที่เป็นเจ้าของ/ผู้อ่านวรรณกรรมฝ่ายซ้ายตัวจริงในตู้หนังสือประจำบ้านคุณนาย

แต่ถึงแม้จะไร้ซึ่งตัวละครลูกชายคุณนาย เราก็อาจวิเคราะห์ได้ว่าคุณนายราตรีนั้นเป็นมนุษย์หรือปัจเจกบุคคลผู้มีความซับซ้อนในตัวเอง ด้านหนึ่ง เธออาจมีความคิดแบบศักดินาขวาจัดจนดูถูกเหยียดหยามคนอื่นว่ามีความต้อยต่ำกว่าทางชาติตระกูล แต่ในอีกด้าน ก็เป็นไปได้ว่าเธอเป็นผู้บริโภค/ซื้อหาหนังสือวรรณกรรมฝ่ายซ้ายชื่อดังในฐานะสิ่งของมีค่าร่วมสมัยบางอย่าง โดยมิต้องซึมซับรับเอาความคิดจากวรรณกรรมเหล่านั้นเข้าสู่โลกทัศน์และชีวทัศน์ของตนเองแต่อย่างใด

หรือหากมีตัวละครลูกชายคุณนายราตรีเพิ่มเติมเข้ามาในหนังจริงๆ เราก็อาจได้เห็นถึงศักยภาพของปัจเจกบุคคลที่พยายามขับเคลื่อนชีวิตตนเองให้หลุดพ้นออกจากโครงสร้างทางความคิดความเชื่อที่ครอบงำเขาไว้ในนามของ “สถาบันครอบครัว” อย่างน่าสนใจ (กระทั่งเขาอาจมีชะตากรรมเป็น “ลูกกำพร้า” เฉกเช่นรวีและแสงจันทร์)

ทั้งหมดนี้คือพลังและพลวัตที่ไม่เคยหยุดนิ่งตายตัวของปัจเจกบุคคล

เช่นเดียวกันกับคุณนายราตรีหรือลูกชายคุณนาย ตัวละครนำของ October Sonata อย่างแสงจันทร์ก็เป็นปัจเจกบุคคล

และปัจเจกบุคคลอย่างแสงจันทร์ก็มีท่าทีบางอย่างซับซ้อนไม่ต่างจากคุณนายราตรี เพราะครั้งหนึ่งหญิงสาวผู้ซึมซับรับเอาประเด็นเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์มาจากรวีและวรรณกรรมเพื่อชีวิต ก็เคยด่าพ่อของลิ้มว่า “เป็นเจ๊กหอบเสื่อผืนหมอนใบ ผิดกับนักเรียนนอกที่มีการศึกษาอย่างรวี”

หากพิจารณาให้ดี นอกจากการพบกับรวีแล้ว การเขียนหนังสือ/เคลื่อนไหวทางการเมืองของแสงจันทร์ก็ล้วนแล้วแต่ดำเนินไปในลักษณะของปัจเจกบุคคลตลอดทั้งเรื่อง เธอเขียนหนังสือคนเดียว ใฝ่ฝันถึงชายคนรักผู้เป็นแรงบันดาลใจอยู่คนเดียว ทว่าเธอกลับไม่เคยออกไปเคลื่อนไหวร่วมกับขบวนการนักศึกษา หรือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (ที่ด้านหนึ่งก็เชื่อมโยงกับความเป็นลูกจีนซึ่งแสงจันทร์ –เคยพลั้งเผลอหรือเจตนา?- ดูถูก)

ความคิดทางสังคมการเมืองของแสงจันทร์จึงค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปในระดับของ “ปัจเจกบุคคล” ผ่านความรักความสัมพันธ์ที่เธอมีต่อปัจเจกบุคคลอีกคนหนึ่ง คือ รวี ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงในแง่ของการเข้าไปมีอัตลักษณ์ร่วมกับกลุ่มฝูงชนขนาดใหญ่ (ไม่ว่าจะเป็นขบวนการนักศึกษา การประท้วงบนท้องถนน หรือพรรคคอมมิวนิสต์) ซึ่งอาจมีส่วนกดทับให้สถานะปัจเจกบุคคลของผู้ร่วมขบวนการค่อยๆ เลือนรางหายไปแต่อย่างใด

สุดท้าย ท่าทีเอียงซ้ายทางการเมืองหรือการเรียกร้องหาความเท่าเทียมกันของมนุษย์โดยแสงจันทร์ จึงเกิดขึ้นมาจากความรักที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งมีให้ผู้ชายอีกคนหนึ่งเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ มันไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไรเลย หากแสงจันทร์จะพยายามต่อสู้ในทางการเมืองเพื่อคนที่เธอรัก ไม่ใช่เพื่อชาติ เพื่อประเทศ หรือเพื่อการเปลี่ยนแปลงอภิวัฒน์สังคม ตราบใดที่ความรักของปัจเจกบุคคลดังกล่าวยังมีพลังผลักดันให้คนเล็กคนน้อยอย่างแสงจันทร์ต่อสู้และเชื่อมั่นในหลักการเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์ต่อไป

มีเพื่อนนักดูหนังคนหนึ่งของผมเคยตั้งคำถามถึงฉากตัวละครชาวบ้านริมชายหาดที่ จ.ชลบุรี ใน October Sonata พากันเผาหนังสือเด็กของรวีและเพื่อนนักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ว่า ทำไมหนังจึงไม่ยอมพูดถึงบทบาทของรัฐไทยในการสร้างภาพ “ปีศาจร้ายคอมมิวนิสต์” ซึ่งกล่อมเกลาอุดมการณ์/จิตสำนึกอันผิดพลาดลงไปในหัวของประชาชน แต่กลับวาดภาพให้ตัวละครชาวบ้านกลายเป็นคนร้ายเผาหนังสือเพียงเท่านั้น

หลังจากเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง คำตอบที่ผมพอจะนึกออกสำหรับคำถามดังกล่าวก็คือ เป็นไปได้ไหมว่าเพราะหนังเรื่องนี้พยายามให้น้ำหนักแก่ปัจเจกบุคคล (ที่เป็นสามัญชนคนเดินดินทั่วไป) ในฐานะผู้กระทำการในทางการเมือง ดังนั้น หนังจึงนำเสนอให้ปัจเจกบุคคลที่เป็นชาวบ้านหลายคนมารวมตัวกันก่อปฏิบัติการเผาหนังสือ มากกว่าจะนำเสนอถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ไพศาลของโครงสร้างรัฐไทย เนื่องจากในความเป็นจริง มนุษย์ทุกคนก็ล้วนแล้วแต่กระทำการทางการเมืองโดยใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลของตนเองด้วยส่วนหนึ่ง มิใช่เป็นเพราะพวกเขาตกอยู่ภายใต้อำนาจหรืออิทธิพลของโครงสร้างรัฐโดยสิ้นเชิงแต่เพียงอย่างเดียว

ในฐานะปัจเจกบุคคล ชาวบ้านเหล่านั้นก็คงมีเหตุผลสลับซับซ้อนบางอย่างภายในใจ (ที่ดำเนินไปเพื่อความอยู่รอด) ของตนเองซึ่งทำให้พวกเขาตัดสินใจเผาหนังสือของรวีและเพื่อน ไม่ต่างอะไรกับความเป็นปัจเจกบุคคลอันซับซ้อนของแสงจันทร์หรือคุณนายราตรี ซึ่งส่งผลให้พวกเธอก่อพฤติกรรมด้านลบบางประการออกมาในบางวาระ

แต่ก็ด้วยฐานะของปัจเจกบุคคลผู้มีความรักมอบให้แก่ชายหนุ่มชื่อรวีเช่นกัน ที่เป็นพลังผลักหนุนให้แสงจันทร์ยังเลือกต่อสู้ในทางการเมืองเพื่อความเท่าเทียมของเพื่อนมนุษย์ต่อไป

ความรักของปัจเจกบุคคล (ผู้มีทั้งความถูก ผิด ดี เลว) นี่เอง ที่ทำให้แสงจันทร์ยังคงเลือกจะต่อสู้และยืนหยัดกับหลักการความคิดซึ่งตนเองยึดมั่นเชื่อถือในฐานะพลังกระแสรองของสังคมอย่างต่อเนื่องสืบไปโดยไม่เคยคิดหยุดยั้งยอมแพ้

คนตัดหญ้าในสนามบอล

ฟัง “มาริโอ ยูรอฟสกี้” ซูเปอร์สตาร์ไทยลีก พูดถึงเมืองไทยอันเป็นที่รัก ประเทศนี้มีแค่ “คนรวย” กับ “คนจน”

คอลัมน์ ยิ้มเยาะเล่นหวัว เต้นยั่วเหมือนฝัน
 
(มติชนสุดสัปดาห์ 2-8 มกราคม 2558)
มาริโอ
—–
“มาริโอ ยูรอฟสกี้” มิดฟิลด์ตัวรุกวัย 26 ปี ของ “เมืองทอง ยูไนเต็ด” ถือเป็นนักเตะต่างชาติที่มีฝีเท้าดีอยู่ในอันดับต้นๆ ของไทยพรีเมียร์ลีก เขาเป็นลูกชายของ “มิโก ยูรอฟสกี้” อดีตดาวเตะซูเปอร์สตาร์ชาวมาซีโดเนียและยูโกสลาเวีย
 
มาริโอ เกิดที่เซอร์เบีย แต่ตัดสินใจเล่นฟุตบอลให้ทีมชาติมาซีโดเนีย ตามเชื้อชาติของทางครอบครัว ทว่า หลังจากเริ่มประเดิมรับใช้ชาติครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.2010 เขากลับได้ลงเล่นในนามทีมชาติเพียง 12 นัดเท่านั้น ส่วนหนึ่ง เป็นเพราะปัญหาอาการบาดเจ็บ
 
แต่อีกส่วนหนึ่ง กลับเป็นปัญหาอันเกิดจากการที่มาริโอตัดสินใจย้ายมาค้าแข้งในประเทศไทย เนื่องจากโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลลีกของไทยนั้นไม่สอดคล้องกับปฏิทินการฟาดแข้งของทางฟีฟ่า
 
อย่างไรก็ตามล่าสุดสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯได้ประกาศปรับเปลี่ยนโปรแกรมการแข่งขันภายในประเทศ ให้มีความสอดคล้องกับปฏิทินการแข่งขันของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ
 
นั่นหมายความว่าเมื่อทีมชาติมาซีโดเนียต้องลงแข่งในรอบคัดเลือกของรายการเมเจอร์ที่ทวีปยุโรปโปรแกรมการแข่งขันของสโมสรในไทยลีกก็จะต้องหยุดพักเพื่อเปิดทางให้มาริโอกลับไปรับใช้ชาติเช่นกัน
 
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้หลายคนคาดการณ์ว่า มาริโอ ยูรอฟสกี้ น่าจะมีโอกาสกลับมาติดทีมชาติมาซีโดเนีย (ภายใต้การคุมทีมของ “บอชโก ยูรอฟสกี้” ผู้เป็นลุงของเขา) อีกครั้งหนึ่ง ในปี ค.ศ.2015 ที่จะถึงนี้
 
ก่อนจะถึงเวลานั้น มาริโอได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของเซอร์เบียที่ชื่อว่า “คูเรียร์” บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ถูกถอดความเป็นภาษาอังกฤษโดยเว็บไซต์ http://www.macedonianfootball.com โดยมีคำถาม-คำตอบบางส่วนที่มีเนื้อหาน่าสนใจ ดังนี้
 
 
 
: คุณจะกลับมาเล่นให้ทีมชาติมาซีโดเนียอีกครั้งใช่หรือไม่?
 
ก่อนหน้านี้ ด้วยภารกิจของผมที่ประเทศไทย ทำให้ผมไม่สามารถกลับไปเตะฟุตบอลให้มาซีโดเนียได้ ถึงแม้ว่าผมจะเคยถูกเรียกตัวโดยโค้ชทีมชาติก็ตาม และอันที่จริงแล้ว ทีมชาติก็ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกสำหรับผมอยู่เสมอมา
 
ตอนนี้ โปรแกรมการแข่งขันของฟุตบอลลีกไทยถูกปรับเปลี่ยนให้มีความสอดคล้องกับปฏิทินฟีฟ่าแล้ว ดังนั้น ผมเชื่อว่า ผมจะสามารถเดินทางกลับไปรับใช้ชาติได้ ในกรณีที่โค้ชเรียกตัวผมกลับไปเล่นน่ะนะ
 
: คุณรู้สึกยังไง กับการได้เป็นสตาร์ดังในฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก?
 
ผมมีช่วงเวลาเริ่มต้นที่มหัศจรรย์สุดๆในประเทศไทยมันอาจจะอธิบายให้คนแถวบอลข่านเข้าใจได้ยากสักหน่อยดังนั้น ผมเลยพยายามจะพูดถึงเรื่องนี้ให้น้อยเข้าไว้
 
เอาเป็นว่า สำหรับคนไทยแล้ว แม้ผมอาจยังไม่ใช่ “เทพเจ้า” สำหรับพวกเขา แต่หลายคนจะต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ผมทำถูกต้องแล้ว ถ้าจะตัดสินใจปักหลักค้าแข้งอยู่ในประเทศแห่งนี้ต่อไปอีกห้าปี
 
: อยากให้คุณพูดถึงฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีกซักหน่อย?
 
คนที่เซอร์เบียมักคิดว่าลีกของไทยเต็มไปด้วยนักฟุตบอลสมัครเล่นซึ่งนั่นเป็นการคาดการณ์ที่ผิดถนัด “เจย์ โบธรอยด์” อดีตนักเตะดาวรุ่งของอาร์เซนอล เดินทางมาที่นี่ เพื่อพบกับความล้มเหลว เขาได้ลงเตะเพียงแค่ 16 เกมเท่านั้น ความล้มเหลวแบบเดียวกันเกิดขึ้นกับ “เจย์ ซิมป์สัน” (อีกหนึ่งอดีตดาวรุ่งของอาร์เซนอล) ส่วน “เจอร์เมน เพนแนนต์” ก็เดินทางมาทดสอบฝีเท้ากับสโมสรในไทย แต่ไม่ผ่านการทดสอบ สโมสรเหล่านั้นไม่พอใจในฟอร์มปัจจุบันของเขา แม้ว่าเพนแนนต์จะเคยเล่นฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศ กับทีมลิเวอร์พูล มาแล้วก็ตาม
 
: ที่นั่น มีการแข่งขันดาร์บี้แมตช์ บ้างมั้ย?
 
มันมีการขับเคี่ยวสำคัญระหว่างสามสโมสรยักษ์ใหญ่ คือ เมืองทองฯ ชลบุรีฯ แล้วก็บุรีรัมย์ฯ การขับเคี่ยวระหว่างเมืองทองฯ กับบุรีรัมย์ฯ แชมป์สองฤดูกาลล่าสุด มันออกแนวเป็น “ศัตรูทางการเมือง” กันมากกว่า
 
แต่สำหรับผม ดาร์บี้แมตช์ ที่ใหญ่สุดจริงๆ กลับเป็นการแข่งขันระหว่างเมืองทองฯ กับชลบุรีฯ เมื่อพวกเราลงฟาดแข้งกับพวกเขา จะมีแฟนบอลแน่นสนามไปหมด แม้กระทั่งนอกสนามแข่ง ก็มีแฟนๆ ยืนอออยู่ร่วม 4 พันคนเห็นจะได้
 
: ชีวิตในเมืองไทยเป็นไงบ้าง?
 
มันยอดมาก เหมือนที่เซอร์เบียเลย (หัวเราะ) คุณต้องไปชมวัดวาอารามต่างๆ ของพวกเขา แล้วก็ไปตลาดที่ใหญ่ที่สุดอย่างจตุจักร ไปเยี่ยมเยือนความรุ่มรวยของถนนพระอาทิตย์ ไปเที่ยวชายทะเลอันน่ามหัศจรรย์ สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าทึ่งแบบสุดๆ ก็ได้แก่ ภูเก็ต เกาะสมุย พัทยา แล้วก็ไม่ควรพลาด “ปิงปองโชว์” อันโด่งดังด้วย แต่อย่างว่านะ ผมไม่ควรพูดอะไรเกี่ยวกับเจ้าเรื่องหลังสุดนี่ให้มากไปกว่านี้ในบทสัมภาษณ์ (หัวเราะ)
 
: คุณคิดยังไงกับการแข่งขันเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก?
 
มันไม่เลวนักหรอก เสียแต่ว่ามีการจัดแบ่งโซนการแข่งขันที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ พวกเขาจัดโปรแกรมให้ทีมจากอาหรับเล่นกันเองในสายหนึ่ง ส่วนอีกสายหนึ่งเป็นการพบกันระหว่างทีมจากออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี รวมทั้งไทย การแยกโซนอย่างนี้ ส่งผลให้ฟุตบอลแชมเปี้ยนส์ลีกของเอเชีย ไม่มีวันเทียบเท่าแชมเปี้ยนส์ลีกของยุโรปได้ อย่างไรก็ตาม มันนับเป็นโอกาสอันดี ที่เราในฐานะนักฟุตบอลจะได้ลงฟาดแข้งกับสโมสรชั้นเลิศ อย่าง อุราวะ เรด ไดมอนด์ส (จากญี่ปุ่น) หรือ กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ (จากจีน)
 
: แล้วคนไทยล่ะเป็นยังไงบ้าง?
 
พวกเขาคือชาติที่เราควรให้ความเคารพ คนไทยทุกคนขยันหมั่นเพียรในการทำงาน พวกเขาขายอาหาร และขายนู่นนี่เต็มไปหมด แทบไม่มีใครที่จะยอมหยุดพักจากการทำมาหากิน ตั้งแต่เด็กถึงคนชรา แต่น่าเหลือเชื่อสุดๆ เลย ที่พอเราหันไปมองยังมาตรฐานการครองชีพของพวกเขา เรากลับได้พบว่าประเทศนี้ไม่มี “คนชั้นกลาง” พวกเขามีแค่ “คนรวย” กับ “คนจน” เท่านั้น
 
: คุณคิดว่าตัวเองเป็นนักฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จหรือไม่?
 
ผมรู้สึกมีความสุขกับชีวิตค้าแข้งในประเทศไทย สัญญาของผมกับเมืองทองฯ ยังเหลืออยู่อีกหนึ่งปี ในเมื่อการค้าแข้งในทวีปยุโรปกลายเป็นเพียงแค่ความฝันที่ไม่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง ผมเลยรู้สึกมีความสุขกับประเทศไทย ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทำให้ผมได้ค้นพบตัวเอง
 
ที่ประเทศแห่งนี้ ผมได้รับการยกย่องและยอมรับ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ผมใฝ่ฝันจะไขว่คว้ามาครอบครองตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก แต่พวกคุณไม่รู้หรอกว่า เมื่อตอนผมเริ่มต้นชีวิตนักฟุตบอลอาชีพในเซอร์เบียนั้น ผมกลับทำสิ่งผิดพลาดบางอย่างลงไป ซึ่งผมตัดสินใจทิ้งเรื่องราวพวกนั้นเอาไว้ในอดีตหมดแล้ว
 
ส่วนตอนนี้ ก็มุ่งมั่นพัฒนาตนเองให้ประสบความสำเร็จในฐานะนักฟุตบอลอาชีพมากขึ้น แต่ผมก็ยังรู้สึกเสียดายอยู่นะ ที่ตัวเองไม่ได้ไปค้าแข้งในทวีปยุโรป โดยเฉพาะในลีกอิตาลีและเนเธอร์แลนด์
ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

Democratization of “มนต์นาคราช”

คอลัมน์ ยิ้มเยาะเล่นหวัวเต้นยั่วเหมือนฝัน

มติชนสุดสัปดาห์ 18-24 ก.ค. 2557

มนต์นาคราช

—–

“มนต์นาคราช” ละครจักรๆ วงศ์ๆ ตอนเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งแพร่ภาพทางช่อง 7 สี เพิ่งอวสานลงเมื่อวันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

ผมคงไม่อาจเขียนถึงละครเรื่องนี้ได้อย่างละเอียดรอบด้าน เพราะไม่ได้ตามดูโดยต่อเนื่อง ทั้ง 67 ตอน

อย่างไรก็ตาม เมื่อมานั่งดูช่วงท้ายๆ-ตอนจบของละคร ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เลยพบว่า บทปิดฉากของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ มีความน่าสนใจชวนขบคิดอยู่ไม่น้อย

จึงขออนุญาตนำมาบันทึกและตีความต่อ ณ พื้นที่นี้

“มนต์นาคราช” เคยถูกผลิตออกฉายมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อช่วงต้นทศวรรษ 2530 ตัวเรื่องดั้งเดิมประพันธ์โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ

ผมไม่แน่ใจว่าเนื้อหาของ “มนต์นาคราช” เวอร์ชั่นต้นฉบับนั้น มีความแตกต่างจากละครฉบับล่าสุดที่เพิ่งลาจอไป มากน้อยเพียงไหน

แต่โดยรวมแล้ว ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ เล่าเรื่องราวของสองเจ้าหญิงฝาแฝด คนหนึ่งผิวขาว อีกคนผิวดำ ผู้มี “ดวงแก้วศักดิ์สิทธิ์” ของพญานาคราช ฝังแฝงอยู่ในร่างกาย

ว่ากันว่า เมื่อลูกแก้วทั้งสองดวงมารวมตัวกันเมื่อไหร่ “มนต์นาคราช” ซึ่งเป็นสิ่งล้ำค่าสูงสุดในจักรวาลของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ ก็จะปรากฏขึ้น

เนื้อเรื่องของ “มนต์นาคราช” จึงดำเนินไปผ่านการแย่งชิงมนตราวิเศษ โดยตัวละครฝ่ายต่างๆ

ขณะเดียวกัน เจ้าหญิงฝาแฝดก็ถูกพรากกันตั้งแต่เกิด องค์ขาวถูกเลี้ยงดูโดยพระบิดา-พระมารดาบังเกิดเกล้า จนเป็นคนดี มีเมตตา เฉลียวฉลาด ขณะที่องค์ดำโดนลักพาตัวไปอยู่กับราชาต่างเมืองที่โหดเหี้ยม ทะเยอทะยาน นิสัยดังกล่าวจึงถูกถ่ายทอดมายังเจ้าหญิงผู้อาภัพ

ความน่าสนใจประการแรกของ “มนต์นาคราช” เท่าที่ผมมีโอกาสได้ดู ก็คือ ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ ไม่มี “เทวดา” หรือไม่มีพื้นที่ของ “สรวงสวรรค์” ดำรงอยู่

ในละครอาจมีสถานที่ที่เรียกว่า “แม่น้ำสายสวรรค์” แต่ก็เป็นแม่น้ำที่เหล่าพญานาคมาชุมนุมกัน และมีตัวละคร “พราหมณ์ขาว” ทำหน้าที่เป็นคล้ายๆ ผู้ควบคุมกฎเกณฑ์หรือครรลองอันถูกต้องชอบธรรมของสรรพชีวิต (ขณะเดียวกัน ก็เป็นสถานที่ที่ “ฝ่ายอธรรม” บางส่วน ถูกนำตัวมาเก็บกักขังเอาไว้)

ด้วยเหตุนี้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดในจักรวาลของ “มนต์นาคราช” จึงมิใช่เทพเทวาที่ไหน หากแต่เป็นองค์พญานาคราชและมนตราของพระองค์

ทั้งนี้ เมื่อละครพยายามเชื่อมโยงพญานาคราชเข้ากับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 และสอดแทรกคำสอนทางพุทธศาสนาแบบพื้นๆ ลงไปในเนื้อเรื่องมากพอสมควร

จึงดูเหมือนว่าความเชื่อที่ครอบคลุมละครเรื่องนี้อยู่ จะเทน้ำหนักมาทาง “พุทธ” อยู่นิดๆ แม้จะเป็นพุทธกึ่งพราหมณ์/ผี ซึ่งสำแดงผ่านการดำรงอยู่ของสัญลักษณ์อย่างพญานาคก็ตาม

ความน่าสนใจประการต่อมา ก็คือ หากดูเผินๆ โครงเรื่องหลักของ “มนต์นาคราช” จะวางอยู่บนความสัมพันธ์ในลักษณะ “คู่ตรงข้าม” อันผิดแผกจากกันอย่างชัดเจน

เมื่อมีเจ้าหญิงผิวขาวคนดี ก็ต้องมีเจ้าหญิงผิวดำที่เหมือนจะชั่วช้า อิจฉา ริษยา หรือเมื่อมีพราหมณ์ขาว ผู้วิเศษฝ่ายธรรมะ ก็ต้องมีพราหมณ์ดำ ผู้วิเศษฝ่ายอธรรม

แต่สุดท้ายเรื่องราวก็คลี่คลายให้เห็นว่า ความสัมพันธ์แบบคู่ตรงข้ามตายตัวเช่นนั้น มันใช้อธิบายโลกหรือความสัมพันธ์ของมนุษย์จริงๆ ไม่ได้

อาทิ จะทำอย่างไร เมื่อเจ้าหญิงผิวขาวต้องสลับร่างกับเจ้าหญิงผิวดำ จนตัวละครฝ่ายดี/นางเอก มีรูปโฉมอัปลักษณ์ ทว่าตัวละครฝ่ายไม่ดี/นางร้าย มีรูปโฉมงดงาม

หรือจะทำอย่างไร เมื่อในตอนท้ายของละครได้เปิดเผยว่า แท้จริงแล้ว มี “พราหมณ์ขาว” อยู่สองคน คนหนึ่งเป็นผู้ควบคุมครรลองคลองธรรมอันถูกต้องอยู่ ณ แม่น้ำสายสวรรค์ ขณะที่อีกคน มีลักษณะประหนึ่ง “งักปุกคุ้ง” คือ แสร้งทำตัวเป็นวิญญูชนมีคุณธรรม แต่สุดท้ายก็หวังแย่งชิงมนต์นาคราชเหมือนตัวละครอีกหลายราย

แน่นอนว่า ท้ายสุด ผู้เขียนบทละครก็เสนอทางออกขั้วที่ 3 อย่างง่ายๆ ให้แก่สองตัวละครนำ นั่นคือ เจ้าหญิงทั้งคู่ล้วนเป็นคนดี (คนที่ถูกกล่อมเกลาสั่งสอนมาแบบผิดๆ ก็กลับตัวได้ก่อนละครจะอวสาน) และเป็นนางเอกเสมอกัน แม้ผิวพรรณจะแตกต่างกันสักเพียงใด

องค์ประกอบน่าสนใจอีกอย่าง ก็ได้แก่ พญานาคราชนั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของจักรวาลในละครเรื่องนี้ เช่นเดียวกับที่มนตราของพระองค์เป็นสิ่งล้ำค่าสูงสุดที่ตัวละครฝ่ายต่างๆ ล้วนมุ่งมาดปรารถนา

แต่ในทางปฏิบัติ เวลาต่อสู้ (ปล่อยแสง) กันจริงๆ พญานาคราชไม่เคยเอาชนะบรรดาตัวละครฝ่ายร้าย ที่หมายแย่งชิงมนต์นาคราชได้เลย แถมบางครั้ง ยังจวนเจียนจะพ่ายแพ้เสียทีด้วยซ้ำไป

ความศักดิ์สิทธิ์ของพญานาคราชจึงไม่ได้อยู่ที่ฤทธิ์เดชของพระองค์โดยตรง ทว่าอยู่ที่ปริศนาแห่ง “มนต์นาคราช” ซึ่งรอคอยวันปรากฏตัว เมื่อลูกแก้ววิเศษสองดวงในร่างของเจ้าหญิงฝาแฝดมาผสานผนึกกัน

ปัญหามีอยู่ว่า “มนต์นาคราช” คืออะไรกันแน่?

วิธีการเฉลยคำถามหลักในละครเรื่องนี้ก็ดำเนินไปคล้ายๆ กับละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “น้ำใจแม่” เมื่อปี พ.ศ.2540

กล่าวคือ ในละครเรื่องนั้น เหล่าตัวละครต่างพากันแสวงหา “น้ำใจแม่” ราวกับสิ่งดังกล่าวเป็นอำนาจเชิง “รูปธรรม” อันสูงค่า ตัวละครบางรายถึงกับพยายามฆ่าแม่ของตนเองแล้วควักหัวใจออกมา เพื่อหวังจะได้ครอบครอง “น้ำใจแม่”

อย่างไรก็ดี “น้ำใจแม่” กลับเป็นสิ่งทรงคุณค่าในเชิง “นามธรรม” ซึ่งสื่อถึงความรักที่แม่มีต่อลูกมากกว่า

ในตอนท้ายๆ ของ “มนต์นาคราช” อยู่ดีๆ ตัวละครระดับนำทุกคนทุกฝ่ายก็ได้รับแผ่นหนังบันทึกอักษรโบราณที่หล่นลงมาจากฟากฟ้าเหมือนๆ กัน

ที่น่าสนใจ คือ แต่ละฝ่ายต่างก็เชื่อว่าที่ตนได้รับนั้นเป็น “มนต์นาคราชของแท้”

ไปๆ มาๆ “มนต์นาคราช” จึงเหมือนไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว แต่คล้ายกับว่า ใครๆ (หรืออย่างน้อย ก็ชนชั้นนำที่มีฤทธิ์เดชทุกกลุ่ม) ต่างก็สามารถเข้าถึงมนตราอันศักดิ์สิทธิ์ได้

เมื่อ “มนต์นาคราช” มิใช่ของหายาก หรือของแท้ที่มีเพียงหนึ่งเดียว ทว่า คือสิ่งที่หลายๆ คน เข้าถึงได้ แล้วมันจะคงความศักดิ์สิทธิ์อยู่ได้อย่างไร?

สุดท้าย ละครก็เฉลยว่าแก้วสองดวงจากเจ้าหญิงสององค์ที่มารวมตัวกันนั้น มิใช่มนตราที่นำไปสู่ฤทธิ์เดชทำลายล้างอะไรมากมาย อีกทั้ง แสงจากดวงแก้วยังมิได้บ่งชี้ไปสู่สถานที่เก็บซ่อน “มนต์นาคราช” อันเป็นอำนาจเชิงรูปธรรม หากแสงดังกล่าวกลับส่องกระจายไปทั่วทุกทิศทางแห่งหน

แสงจากดวงแก้วจึงชี้ให้เห็นถึง “ปัญญา” ที่ส่องสว่างอยู่ในมนุษย์ทุกคน

บทพูดของตัวละครสองเจ้าหญิงยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ปัญญาของมนุษย์นั้นเชื่อมโยงกับเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา (ประเด็นนี้ ผมฟังไม่ค่อยรู้เรื่องมากนัก) และการครุ่นคิดพิจารณาถึงกาลเวลา อันได้แก่ อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ของตนเอง (อดีตทำอะไรไว้ ปัจจุบันก็ได้รับผลเช่นนั้น ปัจจุบันทำอะไรไว้ อนาคตก็ได้รับผลเช่นนั้น)

คำอธิบายตรงนี้นี่เองที่ทำให้ตัวละครซึ่งร่วมวงแย่งชิง “มนต์นาคราช” หลายๆ รายถึงกับรับไม่ได้

เช่น ตัวละครชื่อ “หิรัญไกรสีห์” ที่ร่างกายแข็งแกร่งปาน “เหล็ก” (อันมีลักษณะเป็นรูปธรรมอย่างยิ่ง) และฆ่าไม่ตาย ก็ถึงกับฟูมฟาย ที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือสัญลักษณ์แห่งอำนาจซึ่งตนเองค้นหามาทั้งชีวิต กลับกลายเป็นหลักการนามธรรมอันเลื่อนลอยจับต้องไม่ได้ กระทั่งต้องตรอมใจอกแตกตายไปเอง

หรือตัวละคร “พราหมณ์ดำ” ที่งุนงงสงสัยอย่างหนัก เมื่อ “ปัญญา” จาก “มนต์นาคราช” มิสามารถทำให้ผู้เข้าถึงได้ครอบครองสามโลก (เชิง “เทศะ”) ในแนวดิ่ง คือ “สวรรค์-ดินแดนมนุษย์-นรก” แต่กลับชี้ชวนให้ผู้คนพิจารณาถึงสามโลก (เชิง “กาละ”) ในแนวระนาบ คือ “อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต” มากกว่า

ณ จุดนี้ “มนต์นาคราช” จึงสามารถดำรงความศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ได้ เมื่อมันคือหลักการนามธรรมที่มนุษย์ทุกคนสามารถเข้าถึงและครอบครองโดยเท่าเทียมกัน (ไม่ใช่ของแท้เพียงหนึ่งเดียว หรือมิใช่คัมภีร์โบราณที่แพร่หลายแบบจำกัดวงในหมู่ชนชั้นนำหลายๆ กลุ่ม)

อาจกล่าวได้อีกอย่างว่า ความขลังของ “มนต์นาคราช” จะคงอยู่ ก็ต่อเมื่อมันถูกแพร่กระจาย/แบ่งสันปันส่วนไปสู่ทุกผู้คนผ่านกระบวนการอันเป็นประชาธิปไตย

ในช่วงท้ายสุด ละครเรื่องนี้ยังฉายภาพน่าสนใจอีกบรรยากาศหนึ่ง คือ ให้ตัวละครที่ผิดหวังกับภาวะอันเป็นนามธรรมของ “มนต์นาคราช” ออกมาเดินเสียสติและพร่ำเพ้อว่าตนเองได้ครอบครองมนตราหรืออำนาจศักดิ์สิทธิ์ในเชิงรูปธรรม

กระทั่งตัวละครที่เคยยิ่งใหญ่หรือทรงอำนาจเหล่านั้น ถูกหัวเราะเยาะเย้ยจากชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป ที่ต่างรู้กันหมดแล้วว่า “มนต์นาคราช” คืออะไร

มีอดีตผู้ทรงอำนาจที่พลาดหวังบางคนถึงกับโดนชาวบ้านรุมกระทืบคาตลาด

ฉากดังกล่าวอาจสื่อแสดงถึงแง่มุมด้านลบที่ซ่อนแฝงอยู่ หรือภาวะโกลาหลวุ่นวายอันเกิดจากกระบวนการเผยแพร่ “มนต์นาคราช” อย่างเป็นประชาธิปไตย ได้เหมือนกัน

อย่างไรก็ดี ตามความเห็นส่วนตัว ผมยังรู้สึกว่าบทสรุปจบของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ ดูจะเป็นคุณต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย มากกว่าจะเป็นโทษ

และจะว่าไป เนื้อร้องท่อนแรกสุดของเพลงประกอบละครเรื่องนี้ก็มีนัยยะน่าสนใจอยู่ไม่น้อย

“ขอเอ่ยอ้างบางตำราพญานาค กำเนิดจากแดนดินถิ่นอีสาน…”

คนอ่านเพลง

Common People : หนึ่งในเพลงว่าด้วยความขัดแย้งทาง “ชนชั้น” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล

ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ 18-24 เมษายน 2557

common people
หมายเหตุ

ในบทความ ผมจะใช้คำว่าสหราชอาณาจักรและอังกฤษสลับกันไปนะครับ โดยที่ “อังกฤษ” ในบทความชิ้นนี้ไม่ได้หมายถึงประเทศหนึ่งในสหราชอาณาจักร แต่หมายถึง “สังคมบริเตน” โดยรวมมากกว่า (ที่ผมเลือกใช้คำว่า “อังกฤษ” อย่างผิดที่ผิดทางเล็กน้อย เพราะเห็นว่า จากการสำรวจงานเขียนทั่วๆ ไป ในไทย ยังไม่ค่อยมีคนใช้พวกคำว่า “บริติช” หรือ “บริเตน” กันแพร่หลายมากนัก)

—–

“NME” นิตยสารดนตรีเล่มสำคัญของสหราชอาณาจักร ฉบับประจำเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้จัดทำสกู๊ปพิเศษ “500 เพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล”

โดยการประมวลอันดับดังกล่าว จัดทำขึ้นจากการสำรวจความเห็นของคอลัมนิสต์ประจำนิตยสาร NME จำนวนกว่า 80 ชีวิต

เพลงที่อยู่ในอันดับ 1 ของการจัดอันดับครั้งนี้ คือ “Smells Like Teen Spirit” ของวงร็อกอเมริกัน “Nirvana”

อย่างไรก็ดี การจัดอันดับ 500 เพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของ NME ก็มีลักษณะเฉพาะและข้อจำกัดอยู่ไม่น้อย ทั้งเพราะคอลัมนิสต์ที่ถูกสำรวจความเห็นคือนักฟังเพลงฝั่งอังกฤษ และเพราะนักฟังเหล่านี้มีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นมาในทศวรรษ 1980 และ 1990

ส่งผลให้เพลงจากยุคดังกล่าวมีที่ทางในการจัดอันดับคราวนี้มากและโดดเด่นเป็นพิเศษ

แน่นอนว่า ผลผลิตของวัฒนธรรมดนตรี “บริตป๊อป” ช่วงกลางทศวรรษ 1990 ย่อมยึดกุมอันดับสำคัญๆ ในโพลของนิตยสาร NME

แต่น่าสังเกตว่า “สองผู้ยิ่งใหญ่” แห่งแวดวง “บริตป๊อป” ที่เคยก่อ “สงครามชนชั้น” ในวงการเพลงอังกฤษยุค 90 คือ “Oasis” (วงดนตรีที่เกิดจากการรวมตัวของเด็กหนุ่มชนชั้นแรงงานในเมืองแมนเชสเตอร์ ทางตอนเหนือ) และ “Blur” (วงที่เกิดจากการรวมตัวของเด็กหนุ่มชนชั้นกลางทางตอนใต้ ซึ่งมาเจอกันที่โกลด์สมิธส์ คอลเลจ สถาบันอุดมศึกษาของเด็กคูลๆ แนวๆ เอียงซ้ายนิดๆ ณ กรุงลอนดอน)

กลับไม่มีเพลงติดอยู่ในอันดับ “ท็อปเท็น” ของ 500 เพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล ซึ่งสำรวจโดย NME

(เพลงของ “Oasis” ที่มีอันดับสูงที่สุดในโพลนี้ คือ “Live Forever” ซึ่งถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 13 ขณะที่เพลงอันโดดเด่นที่สุดของ “Blur” คือ “Girls & Boys” พุ่งขึ้นไปได้แค่ลำดับที่ 20)

“Oasis” และ “Blur” ถูกเบียดโดยวงดนตรีอังกฤษรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่มีชื่อเสียงในระดับโลกน้อยกว่า อย่าง “Pulp” (วงดนตรีของหนุ่มสาวชนชั้นแรงงานจากเมืองเชฟฟิลด์) ซึ่งมีผลงานเพลงทะยานขึ้นไปคว้าตำแหน่งที่ 6 ของการจัดอันดับครั้งนี้

เพลงดังกล่าวคือ “Common People” ซึ่งมีเนื้อหาแสดงความเกรี้ยวกราดต่อประเด็นความขัดแย้งทางชนชั้นบนเกาะอังกฤษอย่างเข้มข้นจริงจัง

ปีค.ศ.1995 ถือเป็นปีทองของ “Pulp” เพราะซิงเกิล “Common People” กลายเป็นเพลงฮิตในวงการดนตรีสหราชอาณาจักร เช่นเดียวกับผลงานชุด “Different Class” ของพวกเขา ที่ติดอันดับหนึ่งในอัลบั้มขายดี

กระทั่ง “Pulp” ได้รับเชิญให้ขึ้นแสดงบนเวทีใหญ่ของเทศกาลดนตรีกลาสตันบิวรี่ แทนที่วงดังในยุคนั้นอย่าง “Stone Roses” โดยมีสามัญชนคนหนุ่มสาวนับหมื่นรายเบื้องหน้าเวที ร่วมร้องเพลง “Common People” ไปพร้อมๆ กัน

สำหรับสังคมอังกฤษยุคกลางทศวรรษ 90 คำว่า “common” (ธรรมดา, สามัญ, บ้านๆ) นั้นถือเป็นคำหยาบคาย เพราะแสดงนัยยะเหยียดหยามสามัญชนผู้มีสถานะทางสังคม-เศรษฐกิจต้อยต่ำ

แต่ “Pulp” กลับนำคำดังกล่าวมาบิดใช้และใส่ความนัยใหม่ๆ เข้าไป ส่งผลให้ “Common People” มีสถานะเป็น “เพลงชาติ” อันน่าภาคภูมิใจของเหล่าสามัญชนชาวอังกฤษ ในเวลาต่อมา

Kevin EG Perry คอลัมนิสต์ของ NME แสดงทัศนะว่า “Common People” ไม่ได้เป็นเพลงป๊อปที่พาคนฟัง “หลบหลีก” ออกจากปัญหาความขัดแย้งในสังคม

ในทางตรงกันข้าม เพลงเพลงนี้มีเนื้อหาโจมตีความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น ที่เดินทางมาพร้อมกับธุรกิจท่องเที่ยวข้ามชาติ ด้วยอารมณ์ความรู้สึกโกรธเกรี้ยว

รวมทั้งยังท้าทายให้เหล่าคนธรรมดาสามัญเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับความเป็นไปในสังคม และกล้าปฏิเสธความคิดความเชื่อหลักๆ ที่ครอบงำพวกเขาเอาไว้

ฟังเผินๆ “Common People” คล้ายจะเดินตามจารีตของเพลงป๊อปที่เล่าเรื่องราวว่าด้วยความรักอันไม่สมหวัง ระหว่างชายหนุ่มนักเรียนศิลปะชาวอังกฤษ กับนักศึกษาสาวฐานะดีที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากประเทศกรีซ

ทว่า วิมานรักในห้วงคำนึงของทั้งคู่ต้องพังทลายลงโดยไม่มีชิ้นดี เมื่อชายหนุ่มนักศึกษาศิลปะชนชั้นล่าง กล่าวเย้ยหยันหญิงสาวไฮโซชาวต่างชาติที่เอ่ยปาก “อยากหลับนอนกับสามัญชนคนอังกฤษ” ว่า คนเช่นเธอไม่มีทางจะเข้าใจและหันมาใช้ชีวิตปากกัดตีนถีบเหมือนกับคนธรรมดาสามัญอย่างเขาได้

“Jarvis Cocker” นักร้องนำและนักแต่งเพลงของ “Pulp” เปิดเผยว่า ในระหว่างเดินทางลงใต้มาเรียนทำหนังที่เซนต์มาร์ตินส์ คอลเลจ วิทยาลัยศิลปะชื่อดังแห่งกรุงลอนดอน เขาเคยถูกทักทายโดยหญิงสาวชาวกรีกคนหนึ่งว่า เธออยากหลับนอนกับสามัญชนอย่างเขา

แม้ในชีวิตจริง Jarvis กับหญิงสาวคนนั้นจะไม่ได้เสียกัน แต่นักร้องนำของ “Pulp” ก็แปรประสบการณ์ดังกล่าวมาเป็นถ้อยแถลงทางการเมืองที่ทรงพลังมากที่สุด (และมีลักษณะเป็นเทศนาสั่งสอนเชิงศีลธรรมน้อยที่สุด) ในรอบ 2 ทศวรรษของอังกฤษ ตามความเห็นของนักวิจารณ์เพลงอย่าง Perry

ในมุมมองของนักวิจารณ์ผู้นี้ “Common People” ถือเป็นถ้อยแถลงของขบถทางวัฒนธรรม ที่แปลงร่างมาอยู่ในรูปลักษณ์ของเพลงป๊อปอันเต็มไปด้วยพลวัต และถูกเรียบเรียงขึ้นอย่างแหวกจารีตมากพอสมควร

กล่าวคือ แทนที่เพลงเพลงนี้จะถูกเรียบเรียงด้วยโครงสร้างเนื้อร้องในลักษณะ “verse-chorus-verse” (เกริ่นนำ-ฮุก-เกริ่นตาม) แบบเดิมๆ มันกลับดำเนินไปด้วยเสียงบ่นพึมพำ และดนตรีที่เล่นแค่ 2 คอร์ดสลับไปมา แต่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างทรงพลังยากหยุดยั้ง

ในแง่การเรียบเรียงดนตรี “Common People” อาจมีเสียงซินธิไซเซอร์และไวโอลินเข้ามาร่วมสร้างสีสัน แต่จุดเด่นจริงๆ กลับอยู่ที่เสียงบ่นร้องพึมพำโทนต่ำๆ ของ Jarvis ที่ค่อยๆ ส่งอารมณ์ความรู้สึกเข้มข้นรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อชายหนุ่มในเนื้อเพลงเริ่มจะแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดกับทัศนคติของหญิงสาวชาวกรีก ที่อยากจะอุปถัมภ์และสงเคราะห์สามัญชนคนอังกฤษผู้น่า “ตื่นตาตื่นใจ” ในสายตาของเธอ

หากย้อนไปเมื่อ 19 ปีที่แล้ว “Pulp” คงไม่คิดว่าผลงานชิ้นนี้ของพวกเขาจะกลายเป็นเพลงฮิตยอดนิยมข้ามกาลเวลา

ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับลักษณะอันเป็น “อกาลิโก” ซิงเกิลของเพลง “Common People” ถูกปล่อยออกมาในบริบทเฉพาะ เมื่อ Jarvis ต้องการจะตีโต้สิ่งที่เขามองว่าเป็น “ความเสื่อมทรามทางวัฒนธรรม” อันครอบงำวัฒนธรรมสมัยนิยมของสหราชอาณาจักรอยู่ในขณะนั้น

ตามความเห็นของแกนนำวง “Pulp” ความเสื่อมทรามดังกล่าวหมายถึง การถ้ำมองหรือสำเร็จความใคร่ทางสังคม ผ่านสายตาของผู้ที่คิดว่าตนเองกำลังสงเคราะห์อุปถัมภ์ (หรือพยายามพูดจาเป็นตัวแทนและเป็นปากเสียงให้กับ) กลุ่มคนซึ่งอ่อนด้อยกว่า

Jarvis ยกตัวอย่างว่า วิธีคิดเช่นนั้นปรากฏอยู่ในอัลบั้มชุด “Parklife” ของ “Blur” และหนังเรื่อง “Natural Born Killers” ของ “Oliver Stone”

นักร้อง-นักแต่งเพลงฝีมือดีจากเชฟฟิลด์ระบุว่า ผลงานเพลงของ “Blur” และหนังของ Stone สร้างขึ้นมาจากวิธีคิดของเหล่าปัญญาชนคนชั้นสูงที่แสร้งทำตัวเสื่อมทรามดิบเถื่อนเหมือนคนชั้นล่าง

ซึ่งเขาแย้งว่า ถ้าเราลองเดินไปรอบๆ แฟลตการเคหะที่ชนชั้นแรงงานชาวอังกฤษจำนวนมากอาศัยอยู่ สิ่งที่เราพบเห็นจะมีแต่ความดิบเถื่อนหยาบคายล้วนๆ โดยไม่ค่อยมีพฤติกรรม-ความคิดอันสูงส่งลึกซึ้งแบบปัญญาชนแฝงเร้นอยู่สักเท่าใดนัก

เกือบ 2 ทศวรรษผ่านไป “Common People” เดินทางมาไกลจากบริบทเฉพาะเมื่อปี ค.ศ.1995 และกลายเป็นเพลงฮิตอย่างไม่มีใครคาดคิด

อย่างไรก็ตาม น่าสนใจว่า “Common People” ในเวอร์ชั่นซึ่งถูกเผยแพร่ตามสถานีวิทยุ ได้ถูกตัดเนื้อร้องท่อนที่ดิบเถื่อนที่สุดออกไป

นั่นคือ เนื้อร้องที่ระบุว่า “เหมือนสุนัขที่นอนหมอบอยู่ตรงมุมถนน / พวกมันจะพุ่งเข้างับคุณโดยไม่เห่าเตือนล่วงหน้า / ระวังไว้เถอะ พวกมันจะฉีกขย้ำร่างของคุณ จนอวัยะภายในไหลกระฉอกออกมาข้างนอก”

จากเนื้อร้องดังกล่าว “สุนัข” นั้นย่อมหมายถึง ชนชั้นแรงงานชาวอังกฤษ ผู้พร้อมจะพุ่งกระโจนเข้างับ “คุณ” ซึ่งหมายถึง นักศึกษา-นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ผู้มีฐานะร่ำรวย และมองเห็นวิถีชีวิตอันยากลำบากของคนท้องถิ่น เป็นเพียงเรื่องน่าสนุกชวนขบขัน

นักวิจารณ์เพลงอย่าง Perry แสดงความเห็นว่า ตราบใดที่สหราชอาณาจักรยังถูกปกครองโดยเหล่าลูกหลานของอภิสิทธิ์ชน และ “ความมีระเบียบวินัย” ภายใต้กรอบกฎเกณฑ์หรือมารยาทอันดีงาม ยังถูกนำมาดัดแปลงเป็นเครื่องมือ เพื่อใช้โจมตีหยามหมิ่นคนจน คนเล็กคนน้อยในสังคม

เพลงอย่าง “Common People” ก็ยังจะเป็นหนึ่งในเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของเกาะอังกฤษตลอดไป (แต่ขณะเดียวกัน เพลงเพลงนี้ก็ดูคล้ายจะถูกประเมินค่ำให้ต่ำต้อยกว่าความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงของมัน จากมุมมองของอุตสาหกรรมดนตรีและคนฟังเพลงนอกเกาะอังกฤษ)

ในทัศนะของคอลัมนิสต์นิตยสาร NME คุณค่าของ “Common People” ได้ขยายตัวไปไกลเกินกว่าความยาวแค่ 5.51 นาที ของตัวเพลง

เพราะเพลงฮิตของ “Pulp” ได้ก้าวข้ามยุคสมัยซึ่งก่อกำเนิดมันขึ้นมา และกลายสถานะเป็นภาพบันทึกอันแหลมคม ที่ฉายให้สาธารณชนได้มองเห็นถึงอารมณ์โกรธแค้น-จิกกัด อันคุกรุ่นอยู่ภายในสังคมอังกฤษ ยุคศตวรรษที่ 21

คนมองหนัง

ข้อสังเกตถึง “พี่มาก..พระโขนง”

เผยแพร่ครั้งแรก เพจเฟซบุ๊ก “คนมองหนัง” (1 เมษายน 2556)

พี่มาก

ขอเขียนถึง “พี่มากพระโขนง” บ้างครับ หลังจากได้อ่านรีวิวของ อ.เกษียร ซึ่งแกตั้งข้อสังเกตไว้เฉียบคมมากๆ และผมรู้สึกเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง

หนึ่ง ก่อนหน้ากลับเมืองไทย เมื่อราวสองสัปดาห์ก่อนผมนั่งรถไฟไปเที่ยวที่ Warwick เนื่องจากวันที่ไปถึงนั้นมีฝนตกตลอดเวลา ผมจึงหมกตัวอยู่แถวๆ ปราสาท Warwick ในปราสาทดังกล่าว มีพื้นที่จัดแสดงส่วนหนึ่งที่ทำเป็น “บ้าน/ปราสาทผีสิง” เอาไว้ด้วย ซึ่งเป้าหมายหลักส่วนใหญ่ของโชว์นี้ก็ดูเหมือนจะเป็นพวกเด็กๆ

ขณะยืนต่อคิวอยู่หน้าพื้นที่จัดแสดง ก็มีเด็กผู้หญิงญี่ปุ่น 2-3 กลุ่มย่อยๆ ยืนต่อคิวเข้าปราสาทผีสิงก่อนหน้าผม (จริงๆ ผมเดาว่า พวกเธออาจเป็นเด็กนักเรียนกลุ่มเดียวกันที่มาเรียนซัมเมอร์ที่นี่ แต่เพราะโชว์บ้านผีสิง จะจำกัดผู้ชมให้เข้าไปได้ครั้งละประมาณ 10-15 คน เด็กญี่ปุ่นเหล่านี้เลยต้องถูกซอยออกเป็นกลุ่มย่อยๆ โดยมีครูชาวอังกฤษคอยเทคแคร์นักเรียนแต่ละกลุ่ม)

พวกเธอมีอาการร่าเริงเป็นอย่างยิ่งก่อนเข้าไปในตัวปราสาทผีสิง เท่าที่สังเกตจากกริยาเล่นหัวหยอกล้อหัวร่อในหมู่พวกเดียวกันเอง และกับนักแสดงตลกหน้าประตูปราสาทอย่างสนุกสนาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ หลังจากพวกเธอเข้าไปในตัวปราสาทแล้ว ในแต่ละกลุ่มย่อยจะต้องมีเด็กมีอาการช็อกร้องไห้โฮออกมาก่อนชมการแสดงจบ กลุ่มละอย่างน้อยหนึ่งคนเสมอ

เมื่อถึงรอบผม ผมก็ไม่รู้สึกกลัวอะไรมากน่ะนะ แล้วคนในกลุ่มผม (ซึ่งเป็นฝรั่ง -ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ และคนแก่- เสียส่วนใหญ่ และดูเหมือนจะมีสาวๆ ฟิลิปปินส์ที่มากับผู้ชายฝรั่งคนหนึ่งอีก 2-3 คน) ก็ไม่มีใครมีอาการช็อกตกใจต้องขอออกจากปราสาทผีสิงดังกล่าวกลางคัน

ตามความเห็นของผม เด็กผู้หญิงญี่ปุ่น 2-3 คนที่มีอาการช็อกออกมาจากปราสาทผีสิงกลางคัน น่าจะมีอาการเหมือน culture shock คือ ด้านหนึ่ง ไอ้ “ผีหลอก” ในปราสาทที่ Warwick นี่ มันคงไปกระตุกต่อมกลัวต่อมตกใจของพวกเธอพอดี โดยเป็น “ความกลัว” ในแบบที่พวกเธอไม่คุ้นเคย และรับมือคาดการณ์ไม่ทัน อีกด้านหนึ่ง อาจเป็นเพราะ พวกเธอเป็นคนญี่ปุ่นยกแก๊งที่เดินเข้าไปในปราสาทผีสิงอังกฤษ (โดยมีครูพี่เลี้ยงชาวอังกฤษตามประกบหนึ่งคน) เพราะฉะนั้น ทั้งหมดดูจะมีความเป็น “อันหนึ่งอันเดียวกัน” ทางวัฒนธรรมร่วมกันอยู่ แต่อยู่ดีๆ พอเดินเข้าไปในตัวปราสาท ก็มี “ผีอังกฤษ” โผล่มาหลอกหลอน กระตุกขวัญ ป่วนปั่นให้จิตใจ อารมณ์ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวดังกล่าวแตกกระเจิง กระทั่งพวกเธอบางคน ไม่สามารถตั้งรับกับภาวะแตกกระเจิงแบบนั้นได้ทันท่วงที

ทั้งหมดนี้ อาจถือเป็นการหลอกหลอนของ “ผี” ที่ถูกวางอยู่บนพื้นฐานเรื่อง “ความแตกต่าง” (ทางวัฒนธรรม)

สอง ก่อนหน้าจะดูหนังเรื่อง “พี่มากพระโขนง” ไม่นาน ผมมีโอกาสได้อ่านบทความภาษาอังกฤษสั้นๆ ของ “ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช” ที่เขียนถึง “ผี” ในหนังของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล”

ฤกษ์ฤทธิ์อ้างอิงถึงประสบการณ์ของตนเองที่เติบโตมากับละครโทรทัศน์ยุค 1970 เขาเชื่อมโยงข่าว-สารคดีปลุกใจต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ของรัฐบาลฝ่ายขวา/ทหารในโทรทัศน์ยุคนั้น เข้ากับละครทีวีหลังข่าว ซึ่งมักจะเป็น “เรื่องผี”

“ผี” (และ/หรือคอมมิวนิสต์) ที่ฤกษ์ฤทธิ์เติบโตมาด้วย จึงหลอกหลอนผู้คนให้ตกอยู่ในความกลัว บนพื้นฐานเรื่อง “ความแตกต่าง”

นอกจากนั้น “ผี” ยังเป็นกลไกของชนชั้นปกครองในการครอบงำให้คนตกอยู่ภายใต้อำนาจ (สื่อ) ที่ใช้สร้างความกลัวดังกล่าว และเป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์ให้สามัญชนเชื่อฟัง/ยอมรับอำนาจแห่งความเหลื่อมล้ำ/ความไม่เท่าเทียมในสังคม (“ผี” จึงมีหน้าที่คล้ายๆ ความเชื่อเรื่อง “กรรม” แม้ฤกษ์ฤทธิ์จะไม่ได้กล่าวถึงเรื่องหลังไว้ในบทความของเขาก็ตาม)

แต่ “ผี” ในหนังของอภิชาติพงศ์กลับมีความแตกต่างออกไปตามมุมมองของฤกษ์ฤทธิ์ กล่าวคือ “ผี” ของอภิชาติพงศ์ไม่ได้หลอกคนผ่านสถานะอัน “แตกต่าง” ของตนเอง แต่ “ผี” ดังกล่าวกลับบ่งชี้ให้เห็นถึงสภาวะที่มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันกับ “ความแตกต่าง” ของผีได้อย่างปกติ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัว

“ผี” จึงยังคงดำรงอยู่ในจอโทรทัศน์/ภาพยนตร์และสังคมไทย แต่ผู้คนไม่ได้กลัว “ผี” ที่ “แตกต่าง” จากตนเอง รวมทั้งเป็นกลไกอำนาจของชนชั้นปกครองอีกต่อไปแล้ว เพราะพวกเขาสามารถอยู่ร่วมกับ “ความแตกต่าง” ดังกล่าวได้อย่างปกติและด้วยความเข้าใจ

คิดต่อจากบทความของฤกษ์ฤทธิ์ “ผี” ประเภทหลังนี้มิได้ดำรงอยู่แต่เพียงในหนังอิสระรางวัลปาล์มทองคำของอภิชาติพงศ์เท่านั้น หากมันยังดำรงอยู่ในหนังร้อยล้าน (อาจถึงสองร้อยล้านหรือมากกว่านั้น) เรื่องล่าสุดอย่าง “พี่มากพระโขนง” อีกด้วย

สาม มาถึง “พี่มากพระโขนง” ผมคิดว่า มันน่าสนใจไม่น้อย หากนำ “พี่มากฯ” ไปเปรียบเทียบกับ “นางนาก” ผลงานการกำกับของ “นนทรีย์ นิมิบุตร” เมื่อปี พ.ศ.2542

เนื่องจาก “พี่มากฯ” อ้างอิงตนเอง (รวมถึงยั่วล้อ) เข้ากับโครงเรื่องและเกร็ดเรื่องราวหลายอย่างของ “นางนาก” อย่างชัดเจน ไม่นับว่าผู้อำนวยการผลิตของ “นางนาก” อย่าง “วิสูตร พูลวรลักษณ์” ก็ยังมารับหน้าที่เป็นหนึ่งในผู้อำนวยการผลิตของ “พี่มากฯ” (กระทั่ง “ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์” ที่เริ่มโด่งดังในฐานะคนทำดนตรีประกอบภาพยนตร์มือวางอันดับต้นๆ ของเมืองไทยจาก “นางนาก” ก็ยังคงเป็นหนึ่งในคนทำดนตรีประกอบให้ “พี่มากฯ” เช่นกัน)

ถ้า “นางนาก” เป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของวงการหนังไทยหลังยุควิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ที่พยายามเผชิญหน้า/วิพากษ์วิกฤตที่เกิดขึ้น (จาก “ภัยภายนอก” เช่น ไอเอ็มเอฟ หรือ ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกาภิวัตน์ของฝรั่ง ตามความเข้าใจทั่วๆ ไป) ด้วยอารมณ์ความรู้สึก “โหยหาอดีต” “หวนหารากเหง้าความเป็นไทยดั้งเดิม” (ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นในโลกภาพยนตร์)

“พี่มากพระโขนง” ก็อาจเป็นหนึ่งในหนังไทยร่วมสมัยที่พยายามพูดถึงวิกฤตการเมืองนับแต่ช่วงปลายทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา และยังดำเนินสืบเนื่องมาจนถึงช่วงกลางทศวรรษ 2550 หากแต่หนังเรื่องนี้มิได้วิพากษ์วิกฤตอันเกิดขึ้นจาก “ความขัดแย้งภายใน” ด้วยท่าทีของการกลับไปแสวงหาหรือรื้อฟื้นรากเหง้าอันดีงามในอดีต ทว่ากลับพยายามยั่วล้อ/กลับหัวกลับหางท่าทีดังกล่าวที่ถูกสร้างขึ้นโดยนางนาก (และหนังไทยเรื่องอื่นๆ ที่อยู่ร่วมสมัยกับนางนาก) และพยายามนำพาตัวเองให้หลุดพ้นไปจากกับดักดังกล่าว

ถ้าคนทำหนังไทยเชิงพาณิชย์ถือเป็น “ชนชั้นกลางวัฒนธรรม” (ตามความเห็นของ “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล”) อันเป็นกลุ่มคนที่ยึดกุมอำนาจนำในพื้นที่ “สื่อ” และมีความสำคัญยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม-การเมือง แต่คนกลุ่มนี้ในสังคมไทยกลับไม่ค่อยเลือกอยู่ข้างฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม-การเมืองไทยร่วมสมัยมากนัก

การเกิดขึ้นและการประสบความสำเร็จของ “พี่มากฯ” อาจบ่งชี้ถึง “ชนชั้นกลางวัฒนธรรมไทย” ที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปตามความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-การเมืองที่เคลื่อนตัวไปอย่างมหาศาลในช่วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา แต่แน่นอนว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นย่อมเป็นผลมาจากการที่คนกลุ่มนี้ต้องเผชิญหน้ากับ “ปัญหา” ที่วางอยู่บนพื้นฐานและอยู่ในบริบท/ช่วงเวลาที่แตกต่างกันด้วย

(จริงๆ เวลาพูดถึง “ชนชั้นกลางวัฒนธรรมไทย” ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ เราคงต้องยอมรับว่า คนกลุ่มนี้ไม่ได้มีความเป็นหนึ่งเดียว เช่น นนทรีย์ กับ “บรรจง ปิสัญธนะกูล” ก็เป็นคนทำหนังต่างรุ่นกัน ขณะเดียวกันคนรุ่นเดียวกันอย่างนนทรีย์ “เป็นเอก รัตนเรือง” และ “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง” ก็มีท่าทีต่อปัญหาการเมืองไทยร่วมสมัยแตกต่างกันไป)

สี่ พิจารณาในเชิงรายละเอียด “นางนาก” ฉบับนนทรีย์ พยายามสถาปนา “ความจริงทางประวัติศาสตร์” ขึ้นมาให้กับตำนาน “แม่นาคพระโขนง” ผ่านการใส่บริบทจริงๆ ทางประวัติศาสตร์ เช่น ศึกเชียงตุง หรือบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ ทางประวัติศาสตร์ อย่าง “สมเด็จโต” ลงไปในหนัง ผนวกด้วยการสร้างบรรยากาศของ “ความสมจริงทางประวัติศาสตร์” ตามโลกทัศน์ของ “ชนชั้นกลางวัฒนธรรม” ยุคนั้น ผ่านการออกแบบงานสร้าง ตลอดจนการประพันธ์/เรียบเรียงดนตรีประกอบให้กับหนัง

ถ้าจำไม่ผิด “อ.ทรงยศ แววหงษ์” ถึงกับเคยเขียนบทความทำนองว่าหนัง “นางนาก” ของนนทรีย์ ได้ทำให้ความเป็นตำนานของ “แม่นาคพระโขนง” สิ้นสุดลงไป

ขณะเดียวกัน บทบาทสำคัญของตัวละคร “สมเด็จโต” ในหนังของนนทรีย์ ก็ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงบทบาทอำนาจของพุทธศาสนากระแสหลัก ในการแบ่งแยกชี้นำว่ามนุษย์ไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับ “ความแตกต่าง” อย่าง “ผีนางนาก” ได้

อย่างไรก็ตาม การย้อนกลับไปหา “รากเหง้าทางประวัติศาสตร์”อันทรงพลังและงดงามในแบบ “นางนาก” ก็ถูกกร่อนเซาะลงโดยการมาถึงของหนังตลก “พี่มากพระโขนง”

ห้า “พี่มากฯ” ทำลายองค์ประกอบอะไรของ “นางนาก” ลงบ้าง?

ประการแรก “พี่มากฯ” ทำลายองค์ประกอบ “ความสมจริงทางประวัติศาสตร์” ลงไปอย่างสิ้นซากย่อยยับ มีงานโปรดักชั่นดีไซน์และมุขตลกที่ผิดยุคผิดสมัยดำรงอยู่ทั่วไปและอย่างจงใจในหนังเรื่องนี้ (ขณะที่ตัวสกอร์ประกอบหนังเอง แม้ชาติชาย คนทำสกอร์ “นางนาก” จะมาร่วมงานกับ “หัวลำโพง ริดดิม” ในการทำสกอร์ “พี่มากฯ” แต่กลิ่นอายแบบเพลงไทยเดิมหรือเพลงกล่อมลูกพื้นถิ่น ก็ไม่ได้ถูกขับเน้นออกมาให้โดดเด่นเหมือนเดิม) สงครามที่มากและสี่สหายไปร่วมรบ ไม่ได้ถูกระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นศึกอะไร อยู่ในปีไหน ไม่มี “สมเด็จโต” ในหนังเรื่องนี้ มีแต่พระตลกๆ ที่พบได้ในหนังตลกไทยทั่วไป

ที่เด็ดขาดที่สุด ก็คือ ไดอะล็อกช่วงต้นของหนัง ที่เล่นงานซะ บทพูดแบบ “โบราณประดิษฐ์” ซึ่งแพร่หลายในหนังไทยมาตั้งแต่ยุค “นางนาก” “บางระจัน” เรื่อยมาจนถึง “สุริโยไท” หรือ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร” แทบจะหมดความชอบธรรมหรือมนต์ขลังในเชิงภาพยนตร์ไปอย่างสิ้นเชิง (เข้าใจว่า อ.เกษียร น่าจะชอบซีนนี้เป็นพิเศษ ส่วนผมนี่ตอนดูฉากนี้ถึงกับตบเข่าฉาดใหญ่เอาเลย)

ประการต่อมา หาก “นางนาก” เป็นการพยายามหันมาเพ่งมองพินิจพิเคราะห์ภูมิปัญญาหรือรากฐานทางประวัติศาสตร์ของ “ปัจจัยภายใน” ในยามที่สังคมไทยช่วงปี 2540 เผชิญกับภัยเศรษฐกิจ (ที่ถูกเข้าใจว่าเกิดจาก) จาก “ปัจจัยภายนอก” “พี่มากฯ” กลับไม่ได้ปฏิเสธ “ปัจจัยภายนอก” ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ลุ่มหลง “ปัจจัยภายใน” อย่างเกินเลย

ตัวละครพี่มากหรือมาร์คในหนัง มีหน้าตาเป็นฝรั่ง เพราะเป็นลูกของมิชชันนารีอเมริกัน และเขาก็สามารถดำรงอยู่ในสังคมไทยได้อย่างไม่มีปัญหา (หนังที่พูดถึงประเด็น “มิชชันนารี” ในยุครัชกาลที่ 5 ได้อย่างสนุกและชวบขบคิดอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือ “สาบเสือที่ลำน้ำกษัตริย์” ของ “บัณฑิต ฤทธิ์ถกล” ผู้ล่วงลับ) ส่วน “ความเป็นชาติ” ของสยาม/ไทย ก็ถูกตั้งคำถามผ่านมุขตลก ทหารสยามที่ได้รับการปลุกใจสไตล์ชาวบ้านบางระจัน จนควงดาบด้วยท่าทีหาญกล้าออกไปสู้รบกับอริราชศัตรู (ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นใคร เพราะหนังไม่ได้ฉายภาพให้เห็น) ก่อนจะพบว่าข้าศึกแม่งมือปืน ส่วนเรามีแค่ดาบ กระทั่งถูกยิงและต้องหนีเอาตัวรอดกันจ้าละหวั่น

และแน่นอนว่า หนึ่งในไดอะล็อก “จำ” ของหนังเรื่องนี้ ก็คือตอนที่มากกลับไปอ้อนนาคว่า ตอนออกศึกนั้น “เค้าไม่เคยคิดถึงสยามเลย เค้าคิดถึงแต่ตัวเอง” (เล่นเอา “พี่ชมพู ฟรุตตี้” แทบจะร้อง “ออกศึกข้านึกแต่รบและรบ จบศึกข้านึกแต่รักเจ้าเท่านั้น” ไม่ออกเอาเลยทีเดียว)

ประการสุดท้าย “พี่มากฯ” ไม่ได้แค่ทำลายโครงเรื่องของ “นางนาก” แต่ทำลายโครงเรื่องของตำนาน “แม่นาคพระโขนง” ลงไปด้วย ตอนช่วงท้ายๆ หนังตั้งคำถามหรือเล่นหัวกับโครงเรื่องดั้งเดิมอย่างสนุกสนานว่าตกลงใครกันแน่ที่เป็นผีหรือเป็นคน (จนทำให้คนดูสามารถ “หลงทาง” ไปถึงขั้นที่ว่า นาคอาจไม่ใช่ผี) แม้จะไม่ได้ทำลายโครงเรื่อง “แม่นาคฯ” ลงอย่างถอนรากถอนโคน คือ ปฏิเสธความเป็น “ผี” ของนาคอย่างสิ้นเชิง แต่หนัง “พี่มากพระโขนง” ก็เดินทางไปไกลพอที่จะทำให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันกับ “ผี” (หรือ “ความแตกต่าง”) ได้อย่างเข้าใจและเป็นมิตร ภาพนาคยืนกลับหัวบนเพดานศาลาการเปรียญวัดมหาบุศย์ไม่ได้นำไปสู่การตัดสินใจขั้นเด็ดขาดว่า ชาตินี้นาคและมากจะไม่มีวันอยู่ร่วมกันได้ หากเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความเข้าใจว่า “คน” และ “ผี” สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ต่างหาก

หก ผมเข้าใจ (หรือพยายามตีความไปเอง) ว่า ฉากจบของหนังเรื่องนี้ ที่ฉายภาพชาวบ้านชุมนุมขับไล่ “ผีแม่นาค” (ซึ่งสามารถอยู่ร่วมกับพี่มากและสี่สหายได้อย่างปกติสุข) อาจมี “สารทางการเมือง” อยู่บ้างไม่มากก็น้อย เช่น คนทำหนังอาจพยายามยั่วถามคนดูว่า เราจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมในสังคมเดียวกันกับคนที่มีความเห็นทางการเมือง “แตกต่าง” กับเราได้หรือไม่? และทำไมเราต้องขับไล่คนที่มีความเห็นต่างออกไปจาก “บ้าน” หลังนี้?

อย่างไรก็ตาม มีสิ่งที่น่าตั้งคำถามถึงสถานะการดำรงอยู่ของ “นาค” ในหนังเรื่องนี้เช่นกัน กล่าวคือ สุดท้าย แม้จะมีคนเปิดรับความ “แตกต่าง” ของนาค แต่พวกเขาก็คือมากและสี่สหาย ไม่ใช่คนทั้งชุมชน อีกทั้งพื้นที่ที่เปิดต่อการดำรงอยู่ของ “นาค” จริงๆ กลับเป็น “ซุ้มผีสิง” ในงานวัด ราวกับว่า “ความแตกต่าง” ของ “ผีแม่นาค” จะดำรงอยู่ในสังคมไทยได้ก็ต่อเมื่อ มันเลือกจำกัดศักยภาพในการยั่วล้อ/พลิกหัวกลับหางความเชื่อทางสังคม-การเมืองกระแสหลักของตนเอง ให้อยู่ใน “โลกใต้ดินเสมือน” อันเป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาลคาร์นิวัลอะไรสักอย่าง ไม่ใช่ในการดำเนินวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนแต่อย่างใด