ข่าวบันเทิง, คลิปสัมภาษณ์

โปรแกรมไดเร็คเตอร์เทศกาลโตเกียว อธิบาย ทำไมเลือกฉายหนังแปดชั่วโมงของลาฟ ดิแอซ

ไปฟังเหตุผลของ “โยชิฮิโกะ ยาตาเบะ” หรือ คุณโยชิ โปรแกรมไดเร็คเตอร์ที่ทำหน้าที่คัดเลือกภาพยนตร์ในสายการประกวดหลัก ประจำเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว และมีหน้าที่รับผิดชอบในการคัดเลือกหนังนานาชาติเข้ามาฉายในสาย World Focus ของเทศกาลด้วย

ว่าทำไม เขาจึงเลือกหนังเรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ของลาฟ ดิแอซ มาฉายในสาย World Focus ของเทศกาลประจำปีนี้

หมายเหตุ ก่อนหน้าบทสนทนาในคลิปไม่นาน คุณโยชิตอบคำถามสื่อมวลชนต่างชาติรายหนึ่งว่า ในฐานะโปรแกรมไดเร็คเตอร์ แกไม่สามารถเลือกหนังอาร์ตเฮาส์เข้ามาฉายในสายการประกวดหลักทั้ง 16 เรื่องได้ เพราะ “เทศกาลภาพยนตร์” ไม่ได้ถูกจัดขึ้นสำหรับชุมชนคนรักหนังเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่ต้องดึงดูดคนดูหนังทั่วๆ ไป ให้เข้ามาทำความรู้จักกับภาพยนตร์นานาชาติด้วย

อีกหลายนาทีต่อมา ผมเลยลองแย็บๆ แก เกี่ยวกับการเลือกหนังลาฟเข้าสู่เทศกาล

——

มันเป็นเรื่องยากสำหรับคุณมั้ย กับการตัดสินใจฉายหนังของลาฟ ดิแอซ (A Lullaby to the Sorrowful Mystery) ในเทศกาล เนื่องมาจากความยาวมากๆ ของมัน?

แน่นอน มันเป็นเรื่องยากสำหรับคนทำหน้าที่โปรแกรมเมอร์ทุกคนนั่นแหละ! กับความยาวแปดชั่วโมงของหนัง ถ้าคุณเลือกหนังที่มีความยาวระดับนี้เข้ามาในเทศกาล หมายความว่าคุณจะต้องสูญเสียหนังอื่นๆ ไปอีกสามเรื่อง ดังนั้น มันจึงกลายเป็นการตัดสินใจที่สำคัญมากสำหรับคนเป็นโปรแกรมเมอร์

แต่ผมไม่ลังเลใจเลยที่จะเลือกหนังความยาวแปดชั่วโมงของลาฟ ดิแอซ เข้ามาในเทศกาล เพราะมันเป็นหนังประเภทที่คุณจะหาดูได้จาก “เทศกาลภาพยนตร์” เท่านั้น ถ้าทางเทศกาลไม่มีความกล้าหาญพอจะจัดฉายหนังประเภทนี้ มันก็เปล่าประโยชน์ที่คุณจะจัดงาน “เทศกาลภาพยนตร์” ขึ้นมา

และจากข้อเท็จจริงที่ว่า ลาฟชนะเลิศรางวัลสูงสุดที่เวนิส หลังจากได้รางวัลที่เบอร์ลิน รางวัลเหล่านั้นได้ช่วยยืนยันอย่างแท้จริงถึงความเป็นอัจฉริยะของลาฟ ณ ปัจจุบัน เขาคือหนึ่งในคนทำหนังชั้นครูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการภาพยนตร์เอเชีย ดังนั้น ผมจึงรู้สึกภาคภูมิใจที่เรามีความกล้าที่จะจัดฉายหนังความยาวแปดชั่วโมงเรื่องนี้ และเรามีศักยภาพที่จะทำมันได้ ผมมีความสุขและภูมิใจกับมันมาก

Advertisements
คนมองหนัง

“สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย” บน VOD (ย้อนอ่านบทวิจารณ์หนังเรื่องนี้ควบ “แม่โขง โฮเต็ล”)

“สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย” ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของวิชชานนท์ สมอุ่มจารย์ ซึ่งออกฉายต้้งแต่เมื่อ 4 ปีก่อน จะถูกเผยแพร่ผ่านแพลทฟอร์ม VOD ในเว็บไซต์ www.watchod.com จนถึงวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ.2021 (รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 5 ปี)

บล็อกคนมองหนัง จึงขออนุญาตรื้อบทความที่เคยเขียนถึงหนังเรื่องนี้คู่กับ “แม่โขง โฮเต็ล” ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เมื่อปลายปี 2555 มาเผยแพร่อีกครั้ง

เชิญอ่าน

“สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย” และ “แม่โขง โฮเต็ล” : หนังอีสานอิสระในระยะเปลี่ยนผ่าน

(มติชนสุดสัปดาห์ 9-15 พฤศจิกายน 2555)

“สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย” เป็นหนังยาวเรื่องแรกของ วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์ ผู้กำกับฯ ซึ่งเคยมีประสบการณ์ทำหนังสั้นมาหลายเรื่อง

ขณะที่ “แม่โขง โฮเต็ล” เป็นผลงานความยาว 61 นาที ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์

หนังไทยอิสระทั้งสองเรื่องนี้กำลังเดินทางไปฉายโชว์/ประกวดตามเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ ในหลายประเทศทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ผลงานของวิชชานนท์และอภิชาติพงศ์ดูคล้ายจะมี “จุดร่วม” กันมากกว่านั้น

%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a9%e0%b8%b2-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3

“สิ้นเมษาฯ” บอกเล่าเรื่องราวซ้อนทับสลับไปมาระหว่าง “เรื่องจริง” หรือสารคดีอัตชีวประวัติของผู้กำกับฯ และครอบครัว กับ “เรื่องแต่ง” ที่ถูกสร้างขึ้น

แม้พรมแดนระหว่าง “เรื่องจริง” กับ “เรื่องแต่ง” ในหนังของวิชชานนท์ จะไม่ได้กลมกลืนแนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกัน

แต่ “เรื่องเล่า” ทั้งสองลักษณะก็มิได้ถูกแบ่งแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด หากถูกนำมาจัดวางให้ดำรงอยู่เคียงคู่กัน กระทั่งหนังอาจบกพร่องความสมบูรณ์ลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ถ้า “เรื่องเล่า” แบบใดแบบหนึ่งปลาสนาการไป

“เรื่องจริง-เรื่องแต่ง” ที่ผสมผสานกันใน “สิ้นเมษาฯ” เล่าเรื่องราวของคนหนุ่มเชื้อสายอีสาน ลูกชายผู้อำนวยการโรงเรียน (ผู้ทำกิจการคอกม้าแข่งเป็นงานอดิเรก) ซึ่งเดินทางมาศึกษาต่อและทำงานใน กทม. เมื่อประสบอุปสรรคกับการเรียน/การทำงานในเมืองหลวง ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเดินทางกลับไปพักใจ/ถ่ายทำหนังส่วนตัวที่บ้านเกิด จังหวัดขอนแก่น

แล้วทั้งความทรงจำจากอดีตและวิถีชีวิตในปัจจุบันก็พรั่งพรูท่วมทะลักออกมาปนเปกัน ผ่านการไปร่วมงานแต่งงานของแฟนเก่า, การมีเพศสัมพันธ์นอกสมรสกับเพื่อนสาวรุ่นพี่ที่มีครอบครัวแล้ว, ความรู้สึก “บาดแผล” ระหว่างพ่อกับลูก, เรื่องเล่าของบ้านเก่าที่ถูกไฟไหม้, ตำนานปรัมปราท้องถิ่นเกี่ยวกับแม่น้ำชี

เรื่อยมาจนถึงเหตุการณ์นองเลือดเมื่อปี 2553 ที่ปรากฏอยู่ในจอโทรทัศน์

จากความกำกวมระหว่าง “เรื่องจริง” กับ “เรื่องแต่ง” พรมแดนของ “สิ้นเมษาฯ” ค่อยๆ ถูกขยายขอบเขตไปพูดถึงประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างเรื่อง “ส่วนตัว” กับ “ส่วนรวม” หรือชะตาชีวิตของปัจเจกบุคคลที่ไปสอดคล้องต้องตรงกับชะตากรรมของประเทศชาติ

องค์ประกอบน่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ วิชชานนท์เล่าเรื่องราวทั้งหมดผ่านมุมมองและวิถีชีวิตของปัจเจกบุคคลชาวอีสานร่วมสมัย ซึ่งไม่ใช่คน “โง่-จน-เจ็บ” หรือ “ตัวตลก” ที่ไหน

อย่างไรก็ดี คนอีสานในหนังเรื่องนี้ก็มิได้เป็นแรงงานพลัดถิ่นในธุรกิจภาคอุตสาหกรรมหรือภาคบริการที่อพยพเข้ามาเผชิญโชคในเมืองหลวง, เขามิใช่ “ชาวบ้านชนบทผู้เรียนรู้โลกกว้าง” จากการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปขายแรงงานที่ต่างแดน

นอกจากนี้ เขายังไม่ได้เป็นหนึ่งในมวลมหาประชาชนคนเสื้อแดงจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเคลื่อนพลเข้ามาเรียกร้องประชาธิปไตยถึงใจกลางกรุงเทพมหานคร

ตรงกันข้าม ปัจเจกบุคคลชาวอีสานใน “สิ้นเมษาฯ” เป็นคนชั้นกลางอยู่บ้านทาวน์เฮ้าส์ มีพ่อเป็นข้าราชการระดับกลาง เขาพูดภาษาไทยกรุงเทพฯ กับสมาชิกในครอบครัว (แต่เว้าลาวกับเพื่อน) เขามีโอกาสมากพอที่จะเข้าถึงการศึกษาระดับสูง (คือ เริ่มเรียนปริญญาตรีที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ก่อนจะลาออกมาเรียนทำภาพยนตร์)

เขามีคนรักลับๆ ผู้อ่านหนังสือของ อัลแบร์ กามูส์ แต่เธอก็ไปร้องคาราโอเกะเพลงสาวดำรำพันของ เจเน็ท เขียว พร้อมๆ กับที่ชื่นชอบเพลงของคิดแนปเปอร์ส วงดนตรีแนวอิเล็กทรอนิกส์ป๊อปในยุคอัลเทอร์เนทีฟเบ่งบานปลายทศวรรษ 2530

ตัวละครนำของ “สิ้นเมษาฯ” ไม่ได้กระตือรือร้นในทางการเมือง เขาเดินสวนทางกับเพื่อนร่วมภูมิภาคจำนวนมาก เพื่อจะมานอนดูข่าวทีวีแบบกึ่งหลับกึ่งตื่น ณ บ้านเกิด ขณะที่เพื่อนชาวอีสานเหล่านั้นกำลังถูกปราบปรามโดยเจ้าหน้าที่รัฐในกรุงเทพฯ

ทว่าถึงที่สุดแล้ว “ประวัติศาสตร์บาดแผล” ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ก็มิได้สาบสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยจากชีวิตและความทรงจำส่วนบุคคลของคนหนุ่มชาวอีสานในหนัง

หากร่องรอยบาดแผลทางการเมืองดังกล่าวได้ปรากฏขึ้นอย่างรางๆ ผ่านความเห็นของตัวละครซึ่งรู้สึกว่าดีแล้ว ที่ตนเองไม่ได้เป็นทหารเหมือนกับที่เคยใฝ่ฝันเอาไว้ในตอนเด็ก

ตลอดจนภาพสี่แยกคอกวัวและสี่แยกราชประสงค์ซึ่งถูก “ชำระล้าง” ให้กลับคืนสู่สภาพปกติในตอนจบของภาพยนตร์ ยามเมื่อคนหนุ่มอีสานรายนี้เดินทางหวนคืนสู่ กทม. อีกครั้งหนึ่ง

%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%82%e0%b8%82%e0%b8%87

“แม่โขง โฮเต็ล” มีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกับ “สิ้นเมษาฯ” เป็นอย่างยิ่ง หนังเล่าเรื่องราวซ้อนทับระหว่าง “เรื่องแต่ง” กับ “เรื่องจริง” หรือสารคดีเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ถูกสร้างขึ้นจาก “เรื่องแต่ง” ประเภทแรก

(อภิชาติพงศ์ถือเป็นผู้แผ้วถางวิธีวิทยาในการทำหนังแนว “กึ่งเรื่องแต่งกึ่งสารคดี” เช่นนี้ มาตั้งแต่ครั้งที่เขาลงมือสร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของตนเอง คือ “ดอกฟ้าในมือมาร” เมื่อปี พ.ศ.2543)

“เรื่องเล่า” ทั้งสองลักษณะกลืนกลายเข้าหากันจนแทบไร้รอยตะเข็บ กระทั่งคนดูไม่สามารถแบ่งแยกได้ง่ายๆ ว่าเนื้อหาส่วนใดคือ “เรื่องแต่ง” หรือ “เรื่องจริง”

หนังเรื่องนี้ถือเป็นงานของอภิชาติพงศ์ที่ดูได้แบบผ่อนคลาย เหมือนผู้ชมกำลังนั่งสังเกตการณ์การเดินทางมาพักผ่อนในโรงแรมริมแม่น้ำโขงของผู้กำกับฯ ชื่อดัง ตลอดจนทีมงานถ่ายทำภาพยนตร์และกลุ่มนักแสดงขาประจำของเขา

หนังบอกเล่าเรื่องราวของกองถ่ายภาพยนตร์แนว “ผีปอบ” อันเป็นความเชื่อท้องถิ่นในภาคอีสาน, เรื่องเล่าเกี่ยวกับผีปอบแม่ที่กินตับไตไส้พุงของลูกและคนรักของลูก (หรือส่งมอบ “ความเป็นปอบ” ให้แก่คนรุ่นหลัง), ความเชื่อเรื่องชาติภพ, การสนทนาว่าด้วยประเด็นที่สามัญชนสามารถพูดคุยกันได้อย่างคล่องปากในวิถีชีวิตประจำวันของพวกเขาและเธอ แต่ประเด็นเช่นนั้นกลับถูกนำเสนอออกสู่พื้นที่สาธารณะได้อย่างยากลำบาก

รวมทั้งสถานการณ์น้ำท่วม กทม. ปี 2554 ซึ่งบรรดาตัวละครในภาพยนตร์ได้รับรู้ผ่านทางข่าวโทรทัศน์

“เรื่องเล่า” หลากหลายเหล่านั้น ถูกเชื่อมโยงเข้ากับความทรงจำทางการเมืองในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์ ท่ามกลางบริบทสงครามเย็น โดยมีเสียง “เพลงศักดิ์สิทธิ์-ปลุกใจ” ในยุคสมัยดังกล่าว ซึ่งอภิชาติพงศ์นำมาบิดพลิ้วท่วงทำนองให้กลายเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ของตนเองได้อย่างร้ายกาจ ทรงพลัง ชวนขบคิดตีความ และไม่ต้องอ้างอิงแหล่งที่มาดั้งเดิม ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการร้อยเรียงปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน

ประวัติศาสตร์ความทรงจำเรื่องสงครามประชาชน อันเป็นมรดกตกทอดมาจาก “ลุงบุญมีระลึกชาติ” จึงยังกรุ่นกำจายอยู่อย่างเข้มข้นในผลงานชิ้นใหม่ของคนไทยรายแรกที่คว้ารางวัลปาล์มทองคำผู้นี้

เช่นกันกับปัจเจกบุคคลชาวอีสานใน “สิ้นเมษาฯ” ป้าเจน นักแสดงคู่บุญของอภิชาติพงศ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครหลักของ “แม่โขง โฮเต็ล” ก็เป็นปัจเจกบุคคลชาวอีสานที่ไม่สามารถถูกจับยัดใส่เข้าไปใน “ภาพเหมารวม” ของ “คนอีสานแบบเดิมๆ” ได้อย่างง่ายดาย

ป้าเจนเป็นคนอีสานที่มีลูกย้ายไปลงหลักปักฐานทำงานในกรุงเทพฯ เธอจึงรู้สึกตื่นตระหนกกลุ้มใจระหว่างนั่งชมข่าวน้ำท่วมเมืองหลวงจากจอทีวี

สตรีวัยกลางคนรายนี้กำลังจะเริ่มต้นชีวิตครอบครัวครั้งใหม่กับชาวต่างชาติ นอกจากนั้น เธอยังเคยมีประสบการณ์ถูกกล่อมเกลาโดยรัฐไทยให้มีแนวคิดต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน เธอกลับรู้สึกไม่พอใจที่คนลาวอพยพได้รับการดูแลจากรัฐบาลไทยและอเมริกาเป็นอย่างดี

ขณะที่คนท้องถิ่นเช่นตัวเองกลับมีฐานะยากจนไม่มีจะกิน

วิชชานนท์และอภิชาติพงศ์ล้วนเป็นคนขอนแก่น พวกเขาเติบโตขึ้นมาในครอบครัวคนชั้นกลางที่มีสถานะทางด้านเศรษฐกิจและสังคมมั่นคง (วิชชานนท์เป็นลูกครูใหญ่ ส่วนอภิชาติพงศ์เป็นลูกหมอ)

คนหนึ่งมีวิถีชีวิตเหมือนกับหนุ่มสาวชาวอีสานอีกหลายราย ซึ่งเดินทางเข้ามาเติบโต เปลี่ยนผ่าน และทำความเข้าใจกับอัตลักษณ์ของตนเองในมุมมองใหม่ที่กรุงเทพฯ

ส่วนอีกคนเรียนจบจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น แล้วตัดผ่านข้าม กทม. ไปเผชิญหน้ากับประสบการณ์แปลกใหม่ที่ชิคาโก กระทั่งกลายเป็นศิลปินไทยผู้ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติมากที่สุดรายหนึ่ง

วิชชานนท์และอภิชาติพงศ์จึงไม่ต่างอะไรกับตัวละครของพวกเขา ที่ด้านหนึ่ง ก็มิใช่ชาวอีสานใน “ภาพจำ (ลอง)” ซึ่งคนหรือสื่อมวลชนจากส่วนกลางมักชอบทึกทักและคิดเข้าใจไปเอง

ยิ่งกว่านั้น ยังดูเหมือนว่าวิถีชีวิตและโลกทัศน์ของทั้งคู่ได้เคลื่อนย้ายขยับขยายไปไกล เกินกว่าที่พวกเขาจะสามารถหวนย้อนกลับมาตั้งรกราก ณ บ้านเกิด

เหมือนกับที่สุดท้ายแล้ว ตัวละครนำใน “สิ้นเมษาฯ” ต้องเดินทางกลับเข้าไปแสวงหาความก้าวหน้าที่ กทม. ส่วนอภิชาติพงศ์และเพื่อนๆ ก็เป็นเพียงนักท่องเที่ยวผู้เดินทางมาถ่ายหนัง-พักผ่อนที่โรงแรมริมแม่น้ำโขง

ความซับซ้อนทางอัตลักษณ์ไม่ได้ยุติลงเพียงแค่นั้น เพราะแม้ว่าปัจเจกบุคคลชาวอีสานในหนังทั้งสองเรื่องนี้จะมิได้เป็น “คนอีสานแบบเดิมๆ” ทว่า ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็มิได้กลับกลายตนเองเป็น “คนกรุงเทพฯ/คนเมืองหลวง” อย่างเต็มตัว

อย่างน้อยที่สุด พวกเขาก็มีความทรงจำทางการเมืองบางประการอันแตกต่างจากความทรงจำของคนกรุงเทพฯ จำนวนมาก (แน่นอนว่าในหมู่คนกรุงเทพฯ เอง ก็มีความทรงจำในประเด็นดังกล่าวไม่เหมือนกัน)

ดังได้กล่าวไปแล้วว่าหนังยาวเรื่องแรกของวิชชานนท์และผลงานล่าสุดของอภิชาติพงศ์ ล้วนเล่นกับรูปแบบ “เรื่องเล่า” ที่พร่าเลือนระหว่าง “เรื่องจริง” กับ “เรื่องแต่ง”

พวกเขานำรูปแบบอันลักลั่นกำกวมมาฉายภาพส่องสะท้อนให้เห็นถึงปฏิสัมพันธ์อันแยกไม่ขาด ระหว่างความทรงจำและวิถีชีวิตส่วนตัวของปัจเจกบุคคล กับบริบททางสังคม-การเมืองที่ก่อรูปและรายล้อมปัจเจกบุคคลเหล่านั้นอยู่

รูปแบบและเรื่องราวอันเลื่อนไหลของหนังอีสานร่วมสมัยทั้งสองเรื่อง อาจมีสถานะเป็นภาพแทนแห่งอัตลักษณ์ที่ไม่หยุดนิ่งตายตัวของคนอีสาน, เป็นภาพแทนของความสัมพันธ์ระหว่าง “ชนบท?” กับเมืองหลวงศูนย์กลางประเทศ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป, เป็นภาพแทนของการเปลี่ยนผ่านจากความทรงจำในอดีตมาสู่เรื่องเล่าและวิถีการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน

ซึ่งทั้งหมดยังเต็มไปด้วยความคลุมเครือไม่แน่ชัด ดุจเดียวกันกับอนาคตของสังคมการเมืองไทย?

คนมองหนัง

รวมสกู๊ป-งานเขียนเกี่ยวกับ “ดาวคะนอง” จากมติชนสุดสัปดาห์ สองฉบับล่าสุด

รู้จัก “ผู้กำกับฯ ดาวคะนอง” อีกหนึ่งหนังประวัติศาสตร์ “6 ตุลาฯ”

(มติชนสุดสัปดาห์ 7-13 ตุลาคม 2559)

คอลัมน์นี้เคยกล่าวถึงข่าวคราวของ “ดาวคะนอง” ภาพยนตร์โดย “อโนชา สุวิชากรพงศ์” ไปบ้างแล้ว

แต่หากจะให้ทบทวนอีกครั้ง ก็คงสามารถบอกคร่าวๆ ได้ว่า “ดาวคะนอง” คือ “หนังการเมือง” ที่มีฉากหลังเป็นเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ทว่า อโนชาได้เลือกที่จะพร่าเลือนองค์ประกอบทางการเมืองในหนัง ผ่านการสร้างกรอบโครงที่มุ่งครุ่นคิดถึงประเด็นว่าด้วยพลังอันอธิบายได้ยากของ “เวลา” “ความทรงจำ” และ “ภาพยนตร์” ซึ่งนำไปสู่ภาวะคลุมเครือของเส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “เรื่องแต่ง”

แทนที่จะพูดถึงเหตุการณ์นองเลือดทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมา หนังเรื่องนี้จึงเลือกติดตามการใช้ชีวิตประจำวันของหลากหลายตัวละคร โดยไม่พยายามอธิบายสายสัมพันธ์ที่พวกเขาและเธอแต่ละคนมีระหว่างกัน

แล้วปล่อยให้ภาพชีวิตของสามัญชนเหล่านั้นถูกเชื่อมร้อยเข้าหากันด้วยกระแสเชี่ยวกรากแห่งสายธารประวัติศาสตร์

“ดาวคะนอง” เริ่มฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่โลคาร์โน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนจะเดินทางไปยังเกาหลีใต้, อังกฤษ, แคนาดา และฮ่องกง ฯลฯ

ในประเทศไทย อโนชาเลือกจะจัดฉายหนังรอบพิเศษสำหรับแขกรับเชิญเฉพาะกลุ่มในคืนวันที่ 6 ตุลาคมนี้ เพื่อรำลึกถึงวาระครบรอบ 40 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ก่อนที่หนังจะเข้าฉายเชิงพาณิชย์ในช่วงต้นเดือนธันวาคม

ปี 2519 คือปีที่อโนชาถือกำเนิดและลืมตาขึ้นมาดูโลก เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ค่อยๆ กลายมาเป็นสิ่งที่อยู่ในความสนใจใคร่รู้ของเธอ พร้อมการตั้งคำถามว่าทำไมเหตุการณ์นองเลือดดังกล่าวถึงถูกปกคลุมด้วยความเงียบ

อโนชาไม่เคยเรียนรู้เรื่อง 6 ตุลาฯ จากห้องเรียนหรือสถาบันการศึกษาของไทย แต่เธอศึกษาเรื่องนี้จากการอ่านหนังสือด้วยตัวเอง ตั้งแต่ตอนอายุ 12-13 ปี

รวมถึงในปี 2552 ที่เธอได้อ่านบทความชิ้นสำคัญ “6 ตุลาในความทรงจำของฝ่ายขวา 2519-2549” ซึ่งเขียนโดย ธงชัย วินิจจะกูล แกนนำนักศึกษาในช่วงปี 2519 และศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ดี อโนชาเริ่มตื่นตัวทางการเมืองมากๆ ตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2549 โดยเธอให้สัมภาษณ์กับ ก้อง ฤทธิ์ดี แห่งหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เอาไว้ว่า

“เรารู้สึกอกหักตอนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าผู้คนรอบๆ ตัว จะกลายไปเป็นฝ่ายสนับสนุนรัฐประหารกันขนาดนั้น มันทำให้เราตื่นขึ้น ในช่วงเวลานั้นฝ่ายต่อต้านรัฐประหารยังไม่เข้มแข็งมากนัก แต่มันก็มีการรวมตัวกันของผู้คัดค้านรัฐประหารที่หน้าห้างสยามดิสคัฟเวอรี และเราก็เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว”

ไม่เพียงเท่านั้น ต่อมาอโนชายังจัดทำแคมเปญ “จูบในที่สาธารณะ” ซึ่งเชิญชวนผู้คนให้ไปจูบกัน ณ บริเวณที่มีทหารประจำการอยู่

“ทหารก็ประจำอยู่ตรงสถานที่ที่เราไปทำกิจกรรมกัน แต่พวกเขาไม่พูดอะไร ไม่มีการใช้กำลังปราบปรามเกิดขึ้น คุณคิดว่าเราสามารถทำอย่างนั้นได้ไหมในยุคนี้? นี่แสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันย่ำแย่ลงขนาดไหน” อโนชากล่าวกับผู้สื่อข่าวบางกอกโพสต์

อโนชาเริ่มเขียนบทภาพยนตร์ร่างแรกของ “ดาวคะนอง” ตั้งแต่ปี 2552 หลังจากบรรลุภารกิจในการทำคลอด “เจ้านกกระจอก” ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของตนเอง

ขณะที่หนังยาวเรื่องแรกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มพิการกับพ่อ ผลงานลำดับถัดมาของเธอกลับมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ตัวละครหญิงสาว ซึ่งเปลี่ยนงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อโนชาอธิบายกับ เคลลี่ ตง แห่งเว็บไซต์ฟิล์ม คอมเมนท์ ว่า หลังจากทำ “เจ้านกกระจอก” แล้วเสร็จ เธอก็มุ่งมั่นที่จะทำ “ดาวคะนอง” ให้ผิดแผกแตกต่างออกไป

ดังนั้น เมื่อเธอพูดถึงระบอบปิตาธิปไตยผ่านหนังเรื่องแรก เธอจึงเลือกเดินในทิศทางตรงกันข้าม ระหว่างผลิตหนังเรื่องที่สอง

แรกเริ่มเดิมที อโนชาตั้งใจจะนำประสบการณ์ของตัวละครหญิง ผู้เป็นศูนย์กลางเรื่องราวใน “ดาวคะนอง” มาสะท้อนถึงสภาพสังคมโดยรวม และไม่ได้จงใจจะพูดเรื่องการเมืองอย่างเด่นชัดนัก

แต่นับจากปี 2552-2559 สังคมการเมืองไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมากมาย และความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นก็ได้ส่งผลกระทบต่อกระบวนการสร้างสรรค์ภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย

ดังที่อโนชาเปิดใจกับ เคลลี่ ตง ว่า ยิ่งเวลาผ่านผันไปมากเท่าไหร่ เรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ก็ยิ่งเวียนวนกลับเข้ามาในความคิดของเธอครั้งแล้วครั้งเล่า

กระทั่ง “ดาวคะนอง” กลายเป็นหนังว่าด้วย “การเมืองเดือนตุลาคม” อีกหนึ่งเรื่องในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย

ในทัศนะของอโนชา “การทำหนัง” และ “ประวัติศาสตร์” นั้นมีสายสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดระหว่างกัน

เรื่องราวที่เป็นศูนย์กลางของ “ดาวคะนอง” คือ เรื่องของผู้กำกับภาพยนตร์สาวที่พยายามจะสร้างหนังประวัติศาสตร์

ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นหนึ่งขั้นตอน อโนชาก็ได้ตระหนักว่า กระบวนการสร้างหนังเรื่องนี้ มีส่วนกระตุ้นให้เธอครุ่นคิดถึงสองประเด็นสำคัญ คือ “การสรรค์สร้างผลงานศิลปะ” และ “วิถีทางที่สังคมบันทึกและจดจำอดีต”

เธออธิบายเรื่องนี้กับ ก้อง ฤทธิ์ดี ว่า

“เราพยายามหาคำตอบให้กับตัวเอง ว่าทำไมเราถึงสนใจในกระบวนการถ่ายทำหนังและกระบวนการเขียนประวัติศาสตร์ บางทีสองสิ่งนี้อาจมีองค์ประกอบหลายอย่างร่วมกันอยู่ กระบวนการทำหนังและบันทึกประวัติศาสตร์ คือการผสมผสานกันระหว่างข้อเท็จจริงกับความคิดเห็น สองสิ่งนี้มีการบิดเบือนอะไรบางอย่างคล้ายๆ กัน ข้อมูลในหนังและประวัติศาสตร์มีทั้งเรื่องที่ถูกและผิดเหมือนๆ กัน”

 

“หนังคือเรื่องของภาพ ขณะที่ประวัติศาสตร์คือความทรงจำที่ผสานกับข้อมูล ทั้งหนังและประวัติศาสตร์ต่างบรรจุไว้ซึ่งเรื่องราวส่วนบุคคลและเรื่องราวของกลุ่มคนในสังคม ยิ่งกว่านั้น ทั้งสองสิ่งล้วนมีสถานะเป็นความลึกลับพิศวงเหมือนกัน”

หนึ่งในคำถามน่าสนใจจาก เคลลี่ ตง ก็คือ มีนักแสดงจำนวนมากใน “ดาวคะนอง” ซึ่งเป็นคนรุ่นหลังที่ไม่ได้ตระหนักถึงหรือมิได้มีความข้องเกี่ยวโดยตรงกับความทรงจำกรณี 6 ตุลาฯ แต่ทำไมอโนชาจึงเลือกที่จะบอกเล่าเรื่องราวในอดีตผ่านการแสดงของบุคคลกลุ่มนี้ ผู้อาจไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่าพวกตนกำลังต้องแบกรับภารกิจทางประวัติศาสตร์บางประการอยู่?

อโนชาตอบว่า ถึงแม้ใครๆ จะบอกว่าคนรุ่นหลังไม่ใส่ใจในอดีตของตัวเอง หรือไม่สนใจความเป็นไปของสังคม แต่เธอก็ยังต้องการจะสร้าง “ความแตกต่าง” ให้เกิดขึ้นกับสังคมไทยยุคปัจจุบัน ยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง

“ความแตกต่าง” ที่ว่า ก็คือ การเผยให้เห็นถึงภาระทางประวัติศาสตร์อันหนักอึ้ง ซึ่งแม้แต่นักแสดงที่ต้องแบกรับภาระดังกล่าวเอง ก็อาจยังไม่ได้ตระหนักถึง

“นักแสดงในหนังอาจจะไม่ตระหนักรู้ แต่ผู้ชมจะรับรู้การดำรงอยู่ของมัน แล้วเราก็ต้องการที่จะเข้าให้ถึงกลุ่มคนดูมากกว่านักแสดงอยู่แล้ว” อโนชาตอบคำถามนี้ไว้ในเว็บไซต์ฟิล์ม คอมเมนท์

ที่มา

Filming history: Movie-within-a-movie blends facts with mystery in recounting Oct 6, 1976, Thammasat massacre โดย ก้อง ฤทธิ์ดี (http://www.bangkokpost.com/lifestyle/social-and-lifestyle/1099713/filming-history)

Locarno Interview: Anocha Suwichakornpong โดย Kelley Dong (http://www.filmcomment.com/blog/locarno-interview-anocha-suwichakornpong)

“ดาวคะนอง” “6 ตุลา” ของ “ทุกคน”

(มติชนสุดสัปดาห์ 14-20 ตุลาคม 2559)

เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว มีโอกาสได้ไปชมภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ดาวคะนอง” ของ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” ในการจัดฉายรอบพิเศษ เพื่อรำลึกถึงวาระ 40 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

เช่นเดียวกับผู้ชมอีกหลายท่านในโรงภาพยนตร์วันนั้น

ผมรู้สึกว่าเป็นงาน “ยาก” มากๆ ที่จะเรียบเรียง-ประมวลความคิดออกมา เพื่อเขียนถึงหนังเรื่องนี้อย่างรวบรัดและเป็นระบบ

แต่ขณะเดียวกัน หนังชวนงุนงงอย่าง “ดาวคะนอง” กลับติดอยู่ในหัวของคนดูอย่างผมยาวนานเกินคาดคิด

จึงตัดสินใจว่า แม้ตนเองยังไม่มีความสามารถมากพอ ที่จะเขียนวิเคราะห์ตีความหนังยาวเรื่องที่สองของอโนชาอย่างจริงจังและเป็นทางการ (จนกว่าจะได้ดูซ้ำอีกสักหนึ่งรอบในช่วงปลายปี ที่หนังจะเข้าฉายเชิงพาณิชย์)

แต่ก็อยากจะบันทึกข้อสังเกต-ความรู้สึกส่วนตัว (ซึ่งค่อนข้างกระจัดกระจายและไม่เป็นระบบระเบียบ) ที่มีต่อ “ดาวคะนอง” เอาไว้ก่อน ณ เบื้องต้น ดังนี้

หนึ่ง

“40 ปี พวกเขาไม่ได้จากไปเลย ไม่ได้จากพวกคุณ แม้กระทั่งคุณที่อายุ 20 ต้นๆ เพราะคนที่จากไปทุกชีวิต ล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเราแต่ละคน ไม่ใช่แค่อยู่ในความทรงจำ แต่เราเป็นเราทุกวันนี้ได้ เพราะมีคนที่เสียสละเหล่านั้น ทำให้เกิดและเป็นอยู่ทุกวันนี้

 

“พวกเขาให้โอกาสแก่ผมที่จะมีชีวิตอยู่ เขาผลักดันให้สังคมไทยได้เป็นอย่างที่เป็น ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาอยู่ในชีวิตของทุกคน แม้คนรุ่นหลังที่เกิดไม่ทันเหตุการณ์ เราทุกคนเป็นเราได้ เพราะคนที่เสียสละชีวิตในเช้านั้นทุกคน และอีกหลายคนที่มุ่งมั่นกระทำการด้วยความหวังและความศรัทธาที่ต้องการให้สังคมไทยดีขึ้น”

ธงชัย วินิจจะกูล, ปาฐกถา “คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย” 6 ตุลาคม 2559 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (http://prachatai.com/journal/2016/10/68230)

ผมคิดว่าคำกล่าวช่วงท้ายๆ ก่อนจบปาฐกถาดังกล่าวของธงชัย น่าจะมีความสอดคล้องกับความตั้งใจของอโนชาระหว่างเขียนบท-ถ่ายทำ “ดาวคะนอง” อยู่ไม่น้อย

นั่นคือ ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของอดีตที่เป็นบาดแผลนั้น แฝงฝังอยู่ในชีวิตของเราทุกคน แม้แต่คนที่เกิดไม่ทันเหตุการณ์ หรือคนที่ไม่คิดว่าตัวเองจะมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

เพียงแต่ว่าวิธีการเปิดเผยสิ่งที่แฝงเร้นอยู่ อาจไม่จำเป็นจะต้องกระทำผ่านการรำลึก 6 ตุลา แบบที่เราๆ คุ้นชินกัน เสมอไป

สอง

กุญแจสำคัญที่ช่วยอธิบายวิธีการเล่าเรื่องอันแปลกประหลาดพิสดารของ “ดาวคะนอง” ได้ดีระดับหนึ่ง ก็คือ การตั้งคำถาม/ข้อเสนอแนะของตัวละครแม่บ้านที่พูดกับนักเขียนหญิง (คนเดือนตุลา) และผู้กำกับภาพยนตร์สาว ซึ่งกำลังสัมภาษณ์นักเขียน เพื่อนำข้อมูลไปดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นจากชีวิตจริงของเธอ ว่า

ก็ในเมื่อพี่ผู้กำกับฯ จะทำหนังเกี่ยวกับพี่นักเขียน ทำไมถึงไม่ให้พี่นักเขียน เขาเขียนบทหรือเขียนเรื่องราวของตัวเองซะเลยล่ะ?

น่าคิดต่อว่า ถ้าให้นักเขียนหญิง/คนเดือนตุลา เขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ เรื่องราวของมันก็คงจะวนเวียนอยู่กับประวัติศาสตร์การต่อสู้ของนักศึกษาปัญญาชน การตกเป็นเหยื่อทางการเมือง และการทนอยู่ในสังคมไทยอันโหดเหี้ยมไม่ได้ ดังที่เราคุ้นเคย (และปรากฏเป็นส่วนเสี้ยวเล็กๆ รางๆ ใน “ดาวคะนอง”)

แต่พอทดลองให้เรื่องราวความทรงจำที่ว่าถูกเขียนขึ้นใหม่โดยผู้กำกับภาพยนตร์สาว/คนรุ่นหลัง “ความทรงจำ” ก็ถูกนำเสนอผ่านแง่มุมอันกระจัดกระจายและสลับซับซ้อน

รื่องราวในหนังบางส่วนส่องสะท้อนซึ่งกันและกัน เรื่องราวบางส่วนเชื่อมต่อกัน เรื่องราวบางส่วนทับซ้อนกันอยู่ เรื่องราวบางส่วนปริ/แปลกแยกจนแทบไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับส่วนอื่นๆ ยังไง

และอีกหลายๆ ส่วน ไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ 6 ตุลา อย่างเป็นรูปธรรมแน่ชัด

จนเอาเข้าจริง เราสามารถพิจารณาสถานะอันกำกวมของ “ดาวคะนอง” ได้ว่า นี่เป็นทั้ง “หนังว่าด้วยความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา” และหนังที่เล่นกับประเด็น “การเมืองเรื่องความทรงจำ” โดยหยิบยืม “6 ตุลา” มาเป็นจุดตั้งต้นเล็กๆ เพียงเท่านั้น

สาม

ขอพูดถึงตัวละครหญิงสองราย ซึ่งเป็นตัวละครหลักในช่วงครึ่งแรกของภาพยนตร์ ได้แก่ นักเขียนหญิง/คนเดือนตุลา รับบทโดย “รัศมี เผ่าเหลืองทอง” และผู้กำกับภาพยนตร์สาว รับบทโดย “วิศรา วิจิตรวาทการ”

เริ่มจากตัวละครนักเขียนหญิง/คนเดือนตุลา

หลังดูหนังจบ ผมลองตั้งคำถามกับตัวเองเล่นๆ ว่า หากคิดในบริบททางสังคมการเมืองยุคปัจจุบัน ตัวละครรายนี้จะเป็นคนรุ่น 6 ตุลา ขั้วเหลือง/นกหวีด หรือขั้วแดง?

ดูเหมือนคำตอบอาจมีแนวโน้มเป็นอย่างแรกมากกว่าอย่างหลัง ถ้าอ้างอิงจากตอนที่เธอให้สัมภาษณ์กับตัวละครผู้กำกับฯ สาว โดยบอกทำนองว่าคนยุคเธอออกมาประท้วงด้วยใจ ด้วยความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม

ไม่ได้ถูกจ้างให้ออกมาประท้วง

ส่วนจุดเล็กๆ ที่ผมชอบเกี่ยวกับตัวละครผู้กำกับฯ สาว ก็คือฉากที่เธอร้องเพลง “ดวงจันทร์” ผลงานการประพันธ์ของ “หลวงวิจิตรวาทการ” ซึ่งเป็นบรรพบุรุษในชีวิตจริงของวิศรา ผู้รับบทบาทเป็นตัวละครรายนี้

เข้าใจว่านี่เป็นหนึ่งในการเล่นล้อกับภาวะส่องสะท้อน/ทับซ้อนทางอัตลักษณ์บางอย่าง อันเป็นกระบวนท่าหลักสำคัญของหนังเรื่องนี้

สี่

ประมาณครึ่งหลังของหนัง เมื่อดาราใหญ่ๆ ได้แก่ เพ็ญพักตร์ ศิริกุล, ทราย เจริญปุระ, สายป่าน อภิญญา สกุลเจริญสุข และ เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ เริ่มปรากฏกาย พร้อมโครงสร้างเรื่องราวที่คล้ายจะผลิตซ้ำและขยายความเนื้อหาในครึ่งแรก

ผมเริ่มรู้สึกใจชื้นขึ้นว่า หนังคงดูง่ายหรือจับตัวเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้น

แต่เปล่าเลย การปรากฏตัวของกลุ่มนักแสดงมืออาชีพ กลับมีสถานะเป็นอีก “ชั้นหนึ่ง” ของ “เรื่องราวหลากหลายชั้น” ภายใน “ดาวคะนอง” และยิ่งทำให้หนังมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

กระทั่งผมเห็นพ้องกับ “ก้อง ฤทธิ์ดี” นักวิจารณ์หนังแห่งบางกอกโพสต์ ซึ่งเปรียบเทียบหนังเรื่องนี้กับ “ตุ๊กตามาโตรชก้า” หรือ “ตุ๊กตาแม่ลูกดก” ของรัสเซีย

ไปๆ มาๆ ตัวละครที่โดดเด่นมากๆ ของ “ดาวคะนอง” กลับกลายเป็น “น้องแม่บ้าน” ในช่วงต้นเรื่อง ซึ่งเป็นตัวละครเพียงรายเดียวที่ปรากฏตัวอยู่ในแทบทุก “ชั้น” ของหนัง

โดยสถานภาพของเธอได้พลิกแพลงแปรผันไปเรื่อยๆ กระทั่งกลายเป็น “เด็กเที่ยวกลางคืน” และ “แม่ชี” โน่นเลย

ไม่มีคำอธิบายชัดๆ ถึงสาเหตุแห่งความแปรเปลี่ยนพลิกผันในตัวตนของเธอ

อย่างไรก็ดี “จิตร โพธิ์แก้ว” นักดูหนังคนสำคัญ ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า สถานภาพอันหลายหลากของตัวละครผู้นี้มักวนเวียนอยู่ใน “ชนชั้นแรงงาน” เกือบตลอด

ขณะที่ผมตีความว่าตัวตนอันหลากหลายดังกล่าว อาจช่วยขับเน้นถึงสิ่งที่ธงชัยพูดเอาไว้ (ก่อนหน้า “ดาวคะนอง” จะฉายรอบปฐมทัศน์ในเมืองไทย เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง)

นั่นคือ “…เพราะคนที่จากไปทุกชีวิตล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเราแต่ละคน ไม่ใช่แค่อยู่ในความทรงจำ แต่เราเป็นเราทุกวันนี้ได้ เพราะมีคนที่เสียสละเหล่านั้น ทำให้เกิดและเป็นอยู่ทุกวันนี้ พวกเขาให้โอกาสแก่ผมที่จะมีชีวิตอยู่ เขาผลักดันให้สังคมไทยได้เป็นอย่างที่เป็น ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาอยู่ในชีวิตของทุกคน…”

สำหรับผม ตัวตนหลายรูปลักษณ์-หลากสถานภาพของตัวละคร “น้องแม่บ้าน” จึงอาจเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึง “ชีวิตของทุกคน” ในสังคมไทยยุคปัจจุบัน ที่บรรจุไว้ซึ่งส่วนเสี้ยวเล็กๆ น้อยๆ ของประวัติศาสตร์บาดแผล 6 ตุลาคม 2519

ป.ล.

ผมยังขบคิดไม่ออกถึงนัยยะความหมายขององค์ประกอบอีกมากมายหลายสิ่ง/คน ซึ่งปรากฏใน “ดาวคะนอง”

อาทิ เชื้อรา, เห็ด เรื่อยไปจนถึงตัวละครจากนิยายของ “ก.สุรางคนางค์”

ข่าวบันเทิง

เพลงพระราชนิพนธ์ใดประทับอยู่ในใจ “คงเดช จาตุรันต์รัศมี”?

หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ได้สัมภาษณ์นักร้อง-นักดนตรี-นักแต่งเพลงของวงการเพลงสากลไทยหลายคน ถึง “เพลงพระราชนิพนธ์” ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่พวกเขาประทับใจ

หนึ่งในบุคคลผู้ถูกสัมภาษณ์ คือ “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” นักแต่งเพลง นักร้องนำของวงสี่เต่าเธอ และผู้กำกับภาพยนตร์

เพลงพระราชนิพนธ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่คงเดชประทับใจ คือ “แว่ว” (Echo)

คงเดชระบุว่านอกจากเขาจะชื่นชอบเพลง “แว่ว” ด้วยเหตุผลทางด้านดนตรีแล้ว เวลาฟังเพลงนี้ เขายังสามารถจินตนาการถึงภาพบางอย่างขึ้นมาในหัว นั่นคือภาพหญิงสาว ชายหาด และเรื่องราวความรัก

ในมุมมองของนักดนตรี-ผู้กำกับคนดัง คุณลักษณะดังกล่าวของเพลงที่สวยงามเพลงนี้ สามารถบ่งชี้ให้เห็นว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นบุคคลที่โรแมนติกเพียงใด

ที่มา http://www.bangkokpost.com/lifestyle/music/1113069/musicians-cite-their-favourite-compositions-by-his-majesty

ข่าวบันเทิง

ชมภาพยนตร์ “365 พระราชกรณียกิจในรัชกาลที่ 9” เผยแพร่โดยหอภาพยนตร์

มติชนออนไลน์รายงานว่า หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ได้รวบรวมภาพยนตร์พระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ 365 พระราชกรณียกิจในอดีต ระหว่างปี 2503-2523 โดยเปิดให้สื่อมวลชน สถานศึกษา หน่วยงานต่างๆ เข้าชมและดาวน์โหลด เพื่อนำไปเผยแพร่สู่สาธารณชนได้ที่ http://www.youtube.com/playlist?list=PLvc284hzb2J_0K2434Y7BA25k2L8E878P

ทั้งนี้ คลิปชุดดังกล่าวเผยแพร่ครั้งแรกในวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ มีพระชนมพรรษาครบ ๘๕ พรรษา ซึ่งหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ได้จัดกิจกรรมพิเศษ “365 วันนี้ในอดีต พระราชกรณียกิจในรัชกาลที่ 9” ขึ้น เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ และน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย

ที่มา เว็บไซต์มติชนออนไลน์

ข่าวบันเทิง

“Mr.Zero” ได้รับคัดเลือกเข้าฉายในโครงการ Visual Documentary Project 2016 ที่ญี่ปุ่น

“Visual Documentary Project” เป็นโครงการที่จัดร่วมกันโดย เดอะ เจแปน ฟาวเดชั่น เอเชีย เซ็นเซอร์ และศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างพื้นที่ให้คนทำหนังเอเชีย ได้เปิดเผยความจริงที่พวกตนประสบผ่านการทำหนังสารคดี รวมทั้งแนะนำนักทำหนังเหล่านั้นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

vdp2016_bnvdp-resize-1024x437

ในโครงการประจำปีนี้ ผู้จัดงานได้เปิดรับสมัครภาพยนตร์สารคดีหัวข้อ “การเมืองในวิถีชีวิตประจำวันของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ปรากฏว่ามีผลงานหนังสารคดีจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ถูกจัดส่งเข้ามาร่วมโครงการ 75 เรื่อง

ล่าสุด Visual Documentary Project 2016 ได้ประกาศรายชื่อหนังเพียง 5 เรื่อง ที่ถูกคัดเลือกเข้าฉายในโครงการประจำปีนี้ออกมาแล้ว

หนึ่งในนั้น คือ “Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์” ผลงานการกำกับของ “นัชชา ตันติวิทยาพิทักษ์” ซึ่งเพิ่งได้รับรางวัลดุ๊ก (ภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม) จากเทศกาลหนังสั้นปีล่าสุด

คนหมายเลขศูนย์

ส่วนอีกสี่เรื่องที่เหลือ ได้แก่ 60 Days โดย Htut Ye Kyaw, Sett Paing Aung, Pyay Maw Thein จากประเทศเมียนมา, Mother & Son โดย Thwe Myo Nyunt จากประเทศเมียนมา, Vein โดย Htet Aung San, Phyo Zayar Kyaw, Ye Ling Aung จากประเทศเมียนมา และ Women of the Forest โดย Inshallah Montego จากประเทศฟิลิปปินส์

ผลงานทั้งห้าเรื่องจะถูกจัดฉายที่เกียวโตและโตเกียวในเดือนธันวาคมนี้ พร้อมด้วยกิจกรรมการเสวนาระหว่างผู้กำกับภาพยนตร์และทีมงานผู้สร้างกับนักวิจารณ์

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Mr.Zero ได้ที่นี่

คลิกอ่านบทสัมภาษณ์นัชชา ตันติวิทยาพิทักษ์ ได้ที่นี่

ข่าวบันเทิง

เมื่อ “เจ้ย” พูดถึงทหาร-ความชรา-หลุมดำ ส่วน “ปราบดา” เปิดตัวเทรลเลอร์ “โรงแรมต่างดาว”

ทหาร ความชรา และหลุมดำในสังคมไทย จากมุมมอง “อภิชาติพงศ์”

%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%93%e0%b8%aa%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%a3

ยังคงมีงานและบทสัมภาษณ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” นักทำหนังคนสำคัญของไทย

โดยล่าสุด อภิชาติพงศ์เพิ่งมีไซด์โปรเจ็คท์กับห้องสมุด “เดอะ รีดดิ้ง รูม” สีลม 19 ภายใต้ชื่อว่า “เกษียณสโมสร” หรือในชื่อภาษาอังกฤษ “Soldier/Senility” (ทหาร/ความชรา)

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา ผู้กำกับดังได้เชิญกลุ่มนายทหารที่เกษียณอายุราชการแล้ว มานั่งพูดคุยถึงบทบาทของกองทัพในสังคมไทย ส่วนในวันที่ 10 ตุลาคม จะมีการสนทนาพูดคุยในประเด็นว่าด้วยความสูงอายุกับกลุ่มพลเมืองอาวุโส

หลังจากนั้น เทปบันทึกการสนทนาทั้งสองครั้งจะถูกนำไปลำดับภาพโดย จุฬญาณนนท์ ศิริผล และ อภิชน รัตนาภายน ก่อนจะได้รับการเผยแพร่เป็นเวอร์ชั่นภาพยนตร์ ในวันที่ 30 ตุลาคม

อภิชาติพงศ์ให้สัมภาษณ์กับ MONRUEDEE JANSUTTIPAN จากเว็บไซต์ http://bk.asia-city.com/ ถึงโปรเจ็คท์งานล่าสุด

โดยนักทำหนังเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำระบุว่า ในวัย 46 ปี เขาตระหนักได้ว่าสภาพร่างกาย อารมณ์ และความทรงจำของตนเองได้เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ จากข้อมูลที่ว่าประเทศไทยจะกลายเป็น “สังคมผู้สูงอายุ” ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า ก็ส่งผลให้เขาต้องการจะแลกเปลี่ยนความเห็นกับบรรดาพลเมืองอาวุโส ถึงประเด็นที่ว่าเราจะเผชิญอะไรบ้างในอนาคต เมื่อเราสูงอายุขึ้น

“ผมรู้สึกประหลาดใจกับภาพลวงตาที่ถูกสร้างโดยสื่อ ซึ่งเห็นว่าความแก่ชราคือภาวะอันน่าสะพรึงกลัว นั่นทำให้เราต้องพยายามที่จะชะลอภาวะของความแก่ตัวดังกล่าว สิ่งที่ผมสนใจมากที่สุด ก็คือ เรากำลังอาศัยอยู่ในสังคมที่มุ่งหน้าจะเป็นสังคมของคนหนุ่มสาวอย่างยิ่งยวด แต่ขณะเดียวกัน เรากลับถูกปกครองโดยคนสูงอายุเสมอมา”

เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามว่า ภาวะดังกล่าวเป็นผลมาจากการถูกปกครองภายใต้ระบอบทหารอยู่บ่อยครั้งใช่หรือไม่? อภิชาติพงศ์แสดงความเห็นด้วย และบอกว่า เราจำเป็นจะต้องสนทนาพูดคุยเกี่ยวกับบทบาทของกองทัพในสังคมไทย ไมว่าเราจะยืนอยู่บนฝั่งฟากไหนในทางการเมืองก็ตาม

“ผมรู้สึกว่ากองทัพเป็นเหมือน ‘หลุมดำ’ และเราก็คาดเดาไม่ออกว่ามีอะไรซุกซ่อนอยู่ในหลุมดำนั้นบ้าง ถึงแม้มันจะเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งก็ตาม”

คลิกอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่นี่

เทรลเลอร์ทางการของ “โรงแรมต่างดาว” หนังยาวโดย “ปราบดา หยุ่น”

ได้ฤกษ์ปล่อยเทรลเลอร์อย่างเป็นทางการออกมาแล้ว สำหรับภาพยนตร์เรื่อง “โรงแรมต่างดาว” หรือ Motel Mist หนังยาวเรื่องแรกของนักเขียนดัง “ปราบดา หยุ่น”

โดยหลังจากเดินสายไปตามเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศหลายๆ แห่ง หนังก็จะได้เข้าฉายในเมืองไทย วันที่ 17 พฤศจิกายนนี้

%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7

คลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมของ “โรงแรมต่างดาว” ได้ที่นี่

คนมองหนัง

ข้อสังเกตสั้นๆ หลังได้ชมหนังเรื่อง “ดาวคะนอง”

ดาวคะนอง (อโนชา สุวิชากรพงศ์)

ถูกชวนให้ไปดูหนังเรื่องนี้ในรอบพิเศษ เพื่อรำลึกวาระ 40 ปี 6 ตุลาฯ ต้องขอขอบคุณทีมงานผู้สร้างมา ณ ที่นี้ ด้วยครับ

เมื่อได้ดูหนังแล้ว ก็พบว่าเป็นงาน “ยาก” มากๆ ที่จะเรียบเรียง-ประมวลความคิดออกมา เพื่อเขียนถึงหนังเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ

เลยคิดว่า คงยังไม่เขียนบทความถึง “ดาวคะนอง” อย่างเป็นทางการ จนกว่าจะได้ดูซ้ำอีกอย่างน้อยสักหนึ่งรอบในช่วงปลายปี ที่หนังจะเข้าฉายในเชิงพาณิชย์

ดังนั้น ที่จะเขียนต่อไปนี้ จึงเป็นเพียงข้อสังเกต-ความรู้สึกสั้นๆ ที่กระจัดกระจาย และไม่เป็นระบบระเบียบเท่าไหร่ครับ

หนึ่ง

“40 ปี พวกเขาไม่ได้จากไปเลย ไม่ได้จากพวกคุณ แม้กระทั่งคุณที่อายุ 20 ต้นๆ เพราะคนที่จากไปทุกชีวิต ล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเราแต่ละคน ไม่ใช่แค่อยู่ในความทรงจำ แต่เราเป็นเราทุกวันนี้ได้ เพราะมีคนที่เสียสละเหล่านั้น ทำให้เกิดและเป็นอยู่ทุกวันนี้ พวกเขาให้โอกาสแก่ผมที่จะมีชีวิตอยู่ เขาผลักดันให้สังคมไทยได้เป็นอย่างที่เป็น ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาอยู่ในชีวิตของทุกคน แม้คนรุ่นหลังที่เกิดไม่ทันเหตุการณ์ เราทุกคนเป็นเราได้ เพราะคนที่เสียสละชีวิตในเช้านั้นทุกคนและอีกหลายคนที่มุ่งมั่นกระทำการด้วยความหวังและความศรัทธาที่ต้องการให้สังคมไทยดีขึ้น เขาเหล่านั้นถามเราและเตือนเราอยู่เสมอว่า ถ้าสมัครใจจะใช้ชีวิตทำนองนี้ ดื้อ รั้น เสี่ยง ต้องกล้าเผชิญความทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ เราจึงจะยืนเด่นโดยท้าทาย”

ธงชัย วินิจจะกูล, ปาฐกถา “คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย” 6 ตุลาคม 2559 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

http://prachatai.com/journal/2016/10/68230

ผมคิดว่าคำกล่าวช่วงท้ายๆ ก่อนจบปาฐกถาดังกล่าวของอาจารย์ธงชัย น่าจะมีความสอดคล้องกับความตั้งใจของคุณอโนชาระหว่างเขียนบท-ถ่ายทำ “ดาวคะนอง” อยู่ไม่น้อย

คือ ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของอดีตที่เป็นบาดแผลนั้นแฝงฝังอยู่ในชีวิตของทุกคน แม้แต่คนที่เกิดไม่ทันเหตุการณ์ หรือคนที่ไม่คิดว่าตัวเองจะมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

เพียงแต่ว่าวิธีการเปิดเผยสิ่งที่แฝงเร้นอยู่ อาจไม่จำเป็นจะต้องกระทำผ่านการรำลึก 6 ตุลาฯ แบบที่เราๆ คุ้นชินกัน

สอง

คีย์สำคัญตอนต้นเรื่อง ที่ช่วยอธิบายวิธีการเล่าเรื่องของหนังได้ดีระดับหนึ่ง ก็คือ การตั้งคำถาม/ข้อเสนอแนะของตัวละครแม่บ้านที่พูดกับนักเขียนหญิง (คนเดือนตุลา) และผู้กำกับภาพยนตร์สาว ซึ่งกำลังสัมภาษณ์นักเขียน เพื่อเขียนบทภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นจากชีวิตจริงของเธอ ว่า ก็ในเมื่อจะทำหนังเกี่ยวกับนักเขียน ทำไมถึงไม่ให้นักเขียน เขียนบท/เรื่องราวของตัวเองซะเลยล่ะ?

น่าคิดต่อว่า ถ้าให้นักเขียนหญิง/คนเดือนตุลา เขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ เรื่องราวของมันก็คงจะวนเวียนอยู่กับประวัติศาสตร์การต่อสู้ของนักศึกษาปัญญาชน การตกเป็นเหยื่อ และการทนอยู่ในสังคมไทยอันโหดเหี้ยมไม่ได้ ดังที่เราคุ้นเคย (และปรากฏเป็นส่วนเสี้ยวเล็กๆ ใน “ดาวคะนอง”)

แต่พอลองให้เรื่องราวความทรงจำที่ว่าถูกเขียนโดยผู้กำกับภาพยนตร์สาว/คนรุ่นหลัง ความทรงจำก็ถูกนำเสนอผ่านแง่มุมอันกระจัดกระจาย

บางส่วนส่องสะท้อนซึ่งกันและกัน บางส่วนเชื่อมต่อกัน บางส่วนทับซ้อนกันอยู่ บางส่วนปริ/แปลกแยกจนแทบไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับส่วนอื่นๆ ยังไง และหลายๆ ส่วน ไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ อย่างแน่ชัดเป็นรูปธรรม

จนเอาเข้าจริง เราสามารถพิจารณาสถานะของ “ดาวคะนอง” ว่าเป็นทั้ง “หนังว่าด้วยความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ” และหนังที่เล่นกับประเด็น “การเมืองเรื่องความทรงจำ” โดยหยิบยืม 6 ตุลาฯ มาเป็นจุดตั้งต้นเล็กๆ เพียงเท่านั้น

ผมคงจะเขียนถึงภาพรวมของหนังแค่นี้ก่อน

จากนี้ จะขอลงรายละเอียดยิบๆ ย่อยๆ ที่ไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่มันตรงกับความชอบ ความสนใจส่วนตัว หรือคลิกกับความหมกมุ่นบางอย่างของผมพอดี

สาม

เริ่มจากตัวละครนักเขียนหญิง/คนเดือนตุลา (รับบทโดยคุณรัศมี เผ่าเหลืองทอง) จุดหนึ่งที่ผมลองจินตนาการเล่นๆ ก็คือ เออ! ณ ปัจจุบัน ตัวละครรายนี้จะเป็นคนรุ่น 6 ตุลาฯ ขั้วเหลือง/สลิ่ม หรือขั้วแดงวะ?

ดูเหมือนคำตอบอาจมีแนวโน้มเป็นอย่างแรกมากกว่าอย่างหลัง ถ้าอ้างอิงจากตอนที่เธอให้สัมภาษณ์กับตัวละครผู้กำกับสาว โดยบอกทำนองว่าคนยุคเธอออกมาประท้วงด้วยใจ ด้วยความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม ไม่ได้ถูกจ้างให้ออกมาประท้วง

สี่

จุดหนึ่งที่ผมชอบมากใน “ดาวคะนอง” ก็คือ วิธีการนำเสนอภาพลักษณ์ “ผิวพรรณ” ของนักแสดง (หญิง) ในหนัง (เข้าใจว่าหลายๆ คนแทบไม่ได้แต่งหน้า) ที่ดิบกร้านและเผยให้เห็นไฝฝ้าริ้วรอยต่างๆ อย่างชัดเจน เช่น คุณวิศรา วิจิตรวาทการ ซึ่งเป็นตัวละครหลักในช่วงครึ่งเรื่องแรก ที่เราจะเห็นตั้งแต่ไฝไปจนถึงปานของเธอ

อีกจุดที่ชอบเกี่ยวกับคุณวิศราคือฉากที่เธอร้องเพลง “ดวงจันทร์” ผลงานการแต่งของหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษในชีวิตจริงของตัวเธอเอง เข้าใจว่านี่เป็นหนึ่งในการเล่นกับภาวะส่องสะท้อน/ทับซ้อนบางอย่าง อันเป็นกระบวนท่าหลักสำคัญของหนังเรื่องนี้

ห้า

ประมาณครึ่งหลังของหนัง เมื่อดาราใหญ่ๆ (เพ็ญพักตร์, ทราย เจริญปุระ, สายป่าน, เป้ อารักษ์) เริ่มปรากฏกายขึ้น พร้อมโครงสร้างที่คล้ายจะผลิตซ้ำ/ขยายความเรื่องราวในครึ่งแรก ผมเริ่มรู้สึกใจชื้นว่า หนังคงดูง่าย หรือจับตัวเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้น แต่เปล่าเลย (555) การปรากฏขึ้นของกลุ่มนักแสดงมืออาชีพ กลับมีสถานะเป็นอีก “ชั้นหนึ่ง” ของ “เรื่องราวหลากหลายชั้น” ภายใน “ดาวคะนอง” และยิ่งทำให้หนังมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก

หก

แน่นอน กลายเป็นว่า ไปๆ มาๆ ตัวละครที่โดดเด่นมากๆ แบบสุดๆ ก็คือ น้องแม่บ้านในช่วงแรก ที่ปรากฏตัวอยู่ในแทบทุก “ชั้น” ของหนัง โดยสถานภาพของเธอได้พลิกแพลงกลับกลายไปเรื่อยๆ กระทั่งกลายเป็น “แม่ชี” โน่นเลย

ไม่มีคำอธิบายชัดๆ ถึงสาเหตุแห่งความแปรเปลี่ยนพลิกผันในตัวตนของเธอ

ทว่า ตัวตนอันหลากหลายดังกล่าว อาจช่วยขับเน้นถึงสิ่งที่อาจารย์ธงชัยพูดไว้ (ก่อนหน้า “ดาวคะนอง” จะฉายรอบปฐมทัศน์ในเมืองไทย เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง)

นั่นคือ “…เพราะคนที่จากไปทุกชีวิตล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเราแต่ละคน ไม่ใช่แค่อยู่ในความทรงจำ แต่เราเป็นเราทุกวันนี้ได้ เพราะมีคนที่เสียสละเหล่านั้น ทำให้เกิดและเป็นอยู่ทุกวันนี้ พวกเขาให้โอกาสแก่ผมที่จะมีชีวิตอยู่ เขาผลักดันให้สังคมไทยได้เป็นอย่างที่เป็น ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาอยู่ในชีวิตของทุกคน…”

สำหรับผม ตัวตนอันหลากหลายของ “น้องแม่บ้าน” จึงอาจเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึง “ชีวิตของทุกคน” ในสังคมไทยยุคปัจจุบัน ที่บรรจุไว้ซึ่งส่วนเสี้ยวเล็กๆ น้อยๆ ของประวัติศาสตร์บาดแผล 6 ตุลาฯ

คนมองหนัง

รวมรายชื่อหนังที่พูดถึงเหตุการณ์ “6 ตุลา” (แบบคร่าวๆ) และลำดับเวลาออกฉาย

(อัพเดตเนื้อหา ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2560)

1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยภาระหน้าที่การงานบางอย่าง ทำให้มีโอกาสได้นั่งทบทวนรายชื่อหนังไทย ที่พูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ผมจึงเพิ่งตระหนักว่าหนังกลุ่มนี้มีจำนวนไม่น้อยเลย อีกทั้งยังได้พบข้อมูลที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน นั่นคือ ปี 2552 ถือเป็นปีที่มีการสร้างหนังเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มากที่สุด

ลองมาอ่านรายละเอียดกันครับ

รายชื่อหนังยาว-สั้นของไทยที่มีเนื้อหาหรือฉากหลังเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยเรียงลำดับตามปีที่ออกฉาย

2529

%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c

“ช่างมันฉันไม่แคร์” โดย ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล

หนังที่สร้างขึ้นคล้อยหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เพียงแค่สิบปี เล่าเรื่องของหญิงสาวแห่งวงการโฆษณา ซึ่งเป็นอดีตนักศึกษาผู้มีบาดแผลความทรงจำจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับหนุ่มชนชั้นล่าง ที่เข้ามาทำงานเป็นผู้ชายขายตัวในเมืองหลวง

นอกจากนั้น หนังยังพูดถึง “คนเดือนตุลาฯ” ที่เปลี่ยนแปลงไป จากหนุ่มสาวผู้มีอุดมการณ์ปฏิวัติ มาสู่นักธุรกิจ-นักโฆษณาผู้ประสบความสำเร็จในระบบทุนนิยม

2534

%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%a7

“เวลาในขวดแก้ว” โดย ประยูร วงษ์ชื่น สร้างจากนิยายของประภัสสร เสวิกุล

มีเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นบริบทสำคัญและฉากหลังของหนัง ที่เล่าเรื่องราวการเติบโต-เปลี่ยนผ่านของคนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง

2544

%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c

“14 ตุลา สงครามประชาชน” (คนล่าจันทร์) โดย บัณฑิต ฤทธิ์ถกล

จัดเป็น “หนังการเมือง” ที่ไม่ได้ใช้สถานการณ์ทางการเมืองเป็นแค่บริบท

หนังเล่าเรื่องโดยตัดสลับระหว่างชัยชนะในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ กับการเข้าป่าและพ่ายแพ้ออกจากป่าของ “เสกสรรค์-จิระนันท์”

หนังจะมีฉากเกี่ยวกับ 6 ตุลาฯ ตรงๆ อยู่หนึ่งฉาก คือ ฉากที่คนในป่าฟังข่าวเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จากวิทยุ โดยบรรดาอดีตนักศึกษาจะแสดงความรู้สึกเป็นห่วงเพื่อนในเมือง แต่ตัวละครสมาชิกพคท. สายจีน กลับไปตกอกตกใจกับข่าวเจียงชิง-แก๊งสี่คนถูกโค่นล้ม

2546

%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99

หนังสั้น “อย่าลืมฉัน” โดย มานัสศักดิ์ ดอกไม้ ที่ใช้ found footage ของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มานำเสนอแบบดิบๆ ได้รับรางวัลรัตน์ เปสตันยี จากเทศกาลหนังสั้น

2552

%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a1

“เชือดก่อนชิม” โดย ทิวา เมย์ไธสง เป็นหนังสยองขวัญ ที่ใช้เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นฉากหลัง/บริบท

ลิฟท์แดง

“ลิฟท์แดง” (ตอนหนึ่งของหนัง “มหาลัยสยองขวัญ”) โดย บรรจง สินธนมงคลกุล และ สุทธิพร ทับทิม

หนังสยองขวัญกึ่งการเมือง ที่ไม่เพียงนำเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มารับใช้เรื่องราวสยองขวัญดังเช่นกรณีของ “เชือดก่อนชิม” เท่านั้น แต่ยังเพิ่มองค์ประกอบเรื่องความสูญเสีย ความพลัดพราก ความโรแมนติกลงไป และคล้ายจะพยายามพูดถึงประเด็นการเมืองอย่างจริงจังมากกว่า

%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%aa%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%99

“ฟ้าใสชื่นบาน” โดย เกริกชัย ใจมั่น และ นภาพร พูลเจริญ

เป็นหนังตลกล้อเลียนการต่อสู้ทางการเมือง ถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และการเข้าป่า มานำเสนอในแนวตลกไร้สาระบ้าบอแบบสุดๆ บนจอภาพยนตร์

october sonata

“October Sonata รักที่รอคอย” โดย สมเกียรติ วิทุรานิช

หนังการเมือง-โรแมนติก ดราม่า มีฉากหลังลากยาวตั้งแต่ยุคก่อน 14 ตุลาฯ จนถึงปลายทศวรรษ 2520 เมื่อปัญญาชนออกจากป่า

จุดเด่น คือ เป็นหนังที่พูดถึงวรรณกรรมการเมืองยุคคลาสสิคอย่างจริงจัง ผ่านการใช้นิยาย “สงครามชีวิต” ของ “ศรีบูรพา” มาเป็นหนังสือหลักที่เปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของนางเอก (ซึ่งคล้ายจะได้รับอิทธิพลมาจากชีวิตจริงของ “ศรีดาวเรือง”)

นอกจากนั้น หนังยังมีประเด็นรายทางที่น่าสนใจอีกมากพอสมควร อาทิ การเทียบเคียงความพ่ายแพ้ของปัญญาชน กับการอยู่เป็นและการกลายสถานะเป็นผู้อุปถัมภ์บรรดาอดีตฝ่ายซ้ายตกยากของตัวละครนายทุนเชื้อสายจีน

เจ้านกกระจอก

“เจ้านกกระจอก” โดย อโนชา สุวิชากรพงศ์

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ เล่าเรื่องความสัมพันธ์อันบาดหมางมึนตึงระหว่างพ่อกับลูกในครอบครัวหนึ่ง มีฉากอุปมาเกี่ยวกับนกที่ปีกซ้ายถูกยิง หรือภาวะที่เด็กทารกจำเป็นต้องตัดสายสะดือแยกขาดจากผู้ให้กำเนิด

2553

%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4

“ลุงบุญมีระลึกชาติ” โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ เล่าเรื่องชายชราที่เคยฆ่า “คอมมิวนิสต์” ในยุคสงครามเย็น และลูกชายของเขาที่กลายร่างเป็น “ลิงป่า” ที่ออกจากป่ามาพบพ่อ ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะเดินทางไปสู่วาระสุดท้ายของชีวิต

2556

%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a7

“ยังบาว” โดย ยุทธกร สุขมุกตาภา

หนังที่เล่าถึงจุดกำเนิดของวงดนตรีคาราบาว (ตรงกับข้อเท็จจริงแค่ไหนเป็นอีกประเด็นหนึ่ง)

หนังใช้เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 6 ตุลาฯ และการเข้าป่าของปัญญาชนคนหนุ่มสาว มาเป็นบริบททางสังคมการเมืองที่สำคัญภายในเรื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อวิถีชีวิตของตัวละครหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “แอ๊ด คาราบาว”

2559

ดาวคะนอง

“ดาวคะนอง” โดย อโนชา สุวิชากรพงศ์

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ ที่พูดถึง “ความทรงจำที่กระจัดกระจายและสลับซับซ้อน” กรณี 6 ตุลาฯ

2560

พิราบ

“พิราบ” โดย ภาษิต พร้อมนำพล

หนังสั้นนักศึกษาในปี 2560 ที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงแรงผลักดันและขั้นตอนหรือกระบวนการ “เข้าป่า” ของนักศึกษาหนุ่มรายหนึ่ง ภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ภาพยนตร์สารคดี

2557

%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87

“ความทรงจำ-ไร้เสียง” โดย ภัทรภร ภู่ทอง และ เสาวนีย์ สังขาระ

หนังสารคดีที่มุ่งสำรวจเสียงของ 2 ครอบครัว ซึ่งสูญเสียลูกไปในวันที่ 6 ตุลาคม 2519

2559

ด้วยความนับถือ

“ด้วยความนับถือ” โดย ภัทรภร ภู่ทอง

หนังสารคดีที่จัดทำขึ้นในวาระครบรอบ 40 ปี 6 ตุลาฯ

2560

สองพี่น้อง

“สองพี่น้อง” โดย ธีรวัฒน์ รุจินธรรม และภัทรภร ภู่ทอง

หนังไปสัมภาษณ์ครอบครัวของ “ชุมพร ทุมไมย” และ “วิชัย เกศศรีพงษา”  สองช่างไฟฟ้าที่ถูกฆาตกรรมแขวนคอก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ

ภาพยนตร์ต่างประเทศ

2557

river

“River of Exploding Durians” หนังมาเลเซีย โดย เอ็ดมันด์ โหย่ว

หนังพูดถึงการต่อสู้ทางการเมืองของหนุ่มสาวมาเลเซีย โดยมีการอ้างอิงถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และประวัติศาสตร์บาดแผลทางการเมืองอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะ “ประสบการณ์ร่วม” ของผู้คนแถบภูมิภาคนี้

ทำไมปี 2552 ถึงมีหนัง 6 ตุลาฯ เยอะสุด?

ถ้าพิจารณาจากข้อมูลนี้ จะพบว่าในปี 2552 มีการผลิตหนังที่เกี่ยวข้อง/อ้างอิงถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มากถึง 5 เรื่อง (หากรวม “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ในปี 2553 ด้วย ก็จะกลายเป็น 6 เรื่อง)

ถือว่ามากในแง่จำนวน ทั้งยังมีความหลากหลายทางเนื้อหา คือ มีตั้งแต่หนังสยองขวัญ หนังผี หนังตลก หนังโรแมนติก ดราม่า และหนังทดลองอิสระ ซึ่งสื่อสารประเด็นแหลมคมผ่านสัญลักษณ์ทางภาพยนตร์

น่าจะยังไม่เคยมีใครศึกษาอย่างจริงจังว่าทำไมช่วงเวลาดังกล่าว จึงมีหนังว่าด้วย 6 ตุลาฯ ออกมามากมายและหลากหลายขนาดนั้น

อย่างไรก็ดี ตามสมมุติฐานเบื้องต้นของผม ช่วงเวลาระหว่างปี 2549-53 (ส่วนใหญ่ ภาพยนตร์จะใช้เวลาสร้าง 1-2 ปี หรือยาวนานกว่านั้นอยู่แล้ว) ถือเป็นภาวะ “ลักปิดลักเปิด” สำหรับสังคมการเมืองไทย

กล่าวคือ เป็นช่วงเวลาหลังรัฐประหารปี 2549 แต่บรรยากาศภายหลังการรัฐประหารกลับไม่ “ปิด” เสียทีเดียว (จนเกิดแนวคิดเรื่อง “รัฐประหารเสียของ” ตามมา)

มิหนำซ้ำ บรรยากาศปิดๆ เปิดๆ ที่ว่า ยังกระตุ้นเร้าให้ผู้คนจำนวนมากมีความตื่นตัวทางการเมือง จากกระแสเสื้อเหลืองก่อนรัฐประหาร มาสู่จุดกำเนิดของกลุ่ม นปก. นปช. หรือเสื้อแดง

น่าสนใจด้วยว่าความขัดแย้งทางการเมืองในเวลาดังกล่าวยังไม่ตึงเครียด จนผู้คนถูกแบ่งออกเป็น “สองขั้ว” อย่างชัดเจน หรือรุนแรงหนักถึงขนาดล่าแม่มดกัน

นอกจากนี้ บรรยากาศทางความคิดก็ยังเปิดกว้างอยู่พอสมควร มีการถกเถียง/นำเสนอข้อมูลเรื่องการเมือง/ประวัติศาสตร์การเมืองในอินเตอร์เน็ต งานศิลปะต่างๆ กล้าพูดประเด็นการเมืองแรงๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น งานบทกวี หรือในส่วนวงการภาพยนตร์เอง ถ้าติดตามวงการหนังสั้นช่วงปี 2549-ต้นทศวรรษ 2550 เราก็จะพบว่ามีหนังการเมืองแรงๆ เกิดขึ้นไม่น้อย

แน่นอน ประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรช่วงปี 2475 ตลอดจนประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ ซึ่งส่วนทางกับประวัติศาสตร์การเมืองกระแสหลัก ได้ถูกหยิบยืมมานำเสนอหรือดัดแปลงในผลงานศิลปะเหล่านี้ด้วย

ตามการประเมินคร่าวๆ ของผม กระแสทางวัฒนธรรมทำนองนี้จะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปี 2553-54

พอพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง จึงเริ่มมีการชะลอตัว แล้วเงียบเสียงลงไปอย่างชัดเจนหลังรัฐประหารปี 2557

ป.ล.

นี่เป็นการรวบรวมข้อมูลและตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นอย่างคร่าวๆ ถ้าใครมีรายชื่อ-เรื่องย่อหนังเพิ่มเติม ตลอดจนคิดสมมุติฐานอื่นๆ ได้ สามารถบอกกล่าว-แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ

คนมองหนัง

ความพร่าเลือนของรัฐ-ชาติ และความทับซ้อนของศาสนา ใน ‘สาบเสือที่ลำน้ำกษัตริย์’

หมายเหตุ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ถือเป็นวาระครบรอบ 7 ปี แห่งการเสียชีวิตของ “บัณฑิต ฤทธิ์ถกล” หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์คนสำคัญของไทย

 

บล็อกคนมองหนังขอรำลึกถึงบัณฑิต ผ่านบทความว่าด้วย “สาบเสือที่ลำน้ำกษัตริย์” ภาพยนตร์ใน “ยุคปลาย” ของเขา ซึ่งถูกกล่าวถึงไว้ไม่มากนัก

 

บทความชิ้นนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารไบโอสโคป ภายหลังบัณฑิตเสียชีวิตได้ไม่นาน

ไอ้กล่อมเป็นชายหนุ่มชาวโยเดีย/อยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปยังเมาะตะมะโดยกองทัพอังวะ เมื่อคราวสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ครั้นเมื่ออังวะกรีฑาทัพมารบกับกรุงเทพฯ ในสงครามเก้าทัพสมัยรัชกาลที่ 1 กล่อมก็ถูกกองทัพพม่าเกณฑ์ให้ไปร่วมรบด้วย

หลังทัพอังวะพ่ายแพ้ที่สมรภูมิสามสบและท่าดินแดง รี้พลพม่าที่มีทหารชาวโยเดีย/อยุธยา/ไทยรวมอยู่ด้วยก็พากันล่าถอยมายังบริเวณลำน้ำกษัตริย์ แต่แล้วกล่อมก็ต้องเสียชีวิตลง ณ ลำน้ำสายนี้ ด้วยกระสุนปืนของทหารฝ่ายสยาม

ส่งผลให้เนียน เมียของกล่อม ซึ่งเป็นหญิงสาวชาวโยเดียผู้ถูกกวาดต้อนไปยังเมาะตะมะเมื่อคราวเสียกรุงเช่นกัน ตัดสินใจดั้นด้นออกตามหาผัวมาจนถึงบริเวณลำน้ำกษัตริย์ ทว่า เธอกลับถูกฆ่าข่มขืนโดยโจรป่า กระทั่งวิญญาณของเนียนต้องไปสิงสู่อยู่ในร่างเสือเพื่อรอคอยการกลับมาของชายคนรัก

ชะตากรรมของกล่อมและเนียนแสดงให้เห็นถึงชีวิตของคนเล็กคนน้อยในปลายยุคอยุธยา-ต้นรัตนโกสินทร์ ที่ไม่ได้มีความผูกพันอยู่กับรัฐ-ชาติสมัยใหม่ ซึ่งมีเส้นแบ่งอาณาเขตระหว่างรัฐอย่างชัดเจน ผู้คนในยุคสมัยนั้น (ไม่ว่าจะเป็นไทยหรือพม่า) จึงสามารถเดินทาง/ถูกกวาดต้อนไปมาระหว่างอาณาจักร โดยมิต้องอ้างอิงตนเองเข้ากับหลักคิดในเรื่องเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างรัฐ-ชาติแต่อย่างใด

ชีวิตของคนอยุธยาอย่างกล่อม ผู้กลายเป็นทหารในทัพพม่า/อังวะ และถูกสังหารโดยกระสุนปืนของทหารสยาม/กรุงเทพฯ จึงไม่สามารถจะถูกอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล ด้วยประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยกระแสหลักที่ยึดเอารัฐ-ชาติ และบูรณภาพเหนือดินแดนของรัฐ-ชาติ เป็นศูนย์กลางในการเล่าเรื่อง

%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad

100 ปีผ่านไป กล่อมกลับชาติมาเกิดเป็นวัน พรานป่าที่ผ่านการบวชเรียนตามหลักพุทธศาสนามาแล้ว และเขาก็กำลังจะได้เผชิญหน้ากับเนียนที่เป็นวิญญาณสิงสู่อยู่ในร่างเสือ ณ ผืนป่าบริเวณลำน้ำกษัตริย์

เวลาที่ล่วงเลยผันผ่านส่งผลให้คู่ขัดแย้งหลักของสยามไม่ใช่พม่าอีกต่อไป แต่ (ชนชั้นนำ) สยามกลับได้เผชิญหน้ากับฝรั่ง ‘ตะวันตก’ จนต้องปรับเปลี่ยนความคิดและวิธีการมองโลกในหลายๆ ด้านของตนเอง เพื่อวิวัฒน์ไปตามศูนย์อำนาจใหม่ที่ตนปะทะสังสรรค์ด้วย อันนำไปสู่แนวคิดเรื่องรัฐและภูมิศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งทำให้เส้นพรมแดนของสยามเริ่มมีตัวตนชัดเจนมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของฝรั่ง ‘ตะวันตก’ กลับทำให้ความคิดความเชื่อบางเรื่องของชาวสยามต้องสั่นคลอนคลุมเครือไปเช่นกัน

ในสมัยรัชกาลที่ 5 อดีตนายทหารอังกฤษคนหนึ่งซึ่งเคยร่วมรบในสงครามที่ยึดเอาพม่าเป็นอาณานิคมมาแล้ว ได้ติดต่อขายปืนปลอมให้กับเจ้าสัวชาวจีนผู้ค้าของป่าอยู่ในบางกอก เมื่อถูกจับเท็จได้และไม่สามารถหาเงินมาชดใช้คืนพ่อค้าจีน อดีตนายทหารตะวันตกจึงถูกบังคับให้ไปทำงานล่าสัตว์กับบรรดาลูกน้องของเจ้าสัวที่ป่าบริเวณเส้นพรมแดนสยาม-พม่า ณ เมืองกาญจนบุรี

คณะล่าสัตว์จากบางกอกได้เดินทางไปในป่าร่วมกับวันและจูเลีย สาวลูกครึ่งที่มีพ่อเป็นมิชชันนารีฝรั่งผู้เดินทางไปเผยแพร่ศาสนาในหมู่บ้านป่า และมีแม่เป็นหญิงกะเหรี่ยง

สิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากก็คือ จูเลียมีอดีตชาติเป็นโจรป่าผู้ฆ่าข่มขืนเนียน ดังนั้น นอกจากวิญญาณของเนียนในร่างเสือจะเดินทางไขว่คว้าตามหารักจากกล่อม/วันแล้ว เธอก็ยังมุ่งมั่นติดตามไล่ล่าล้างแค้นจูเลีย เพื่อให้โจรป่าในชาติที่แล้วต้องชดใช้กรรมเก่าของตนเองในชาตินี้

ด้วยเหตุนี้ วิญญาณของเนียนซึ่งสิงสู่อยู่ในร่างเสือ กับ จูเลีย จึงมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอยู่บนฐานคิดเรื่องชาติก่อน-ชาตินี้-ชาติหน้า และเรื่องกรรมตามหลักพุทธศาสนา

อาจกล่าวได้ว่าฐานคิดทางพุทธศาสนาเรื่องกรรมและการกลับชาติมาเกิดนั้น ถือเป็นเครื่องมือสำคัญของชนชั้นปกครองไทย ซึ่งพยายามก่อรูปการจิตสำนึกของผู้คนในสังคมให้ยอมรับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบันของตนเองและยอมรับอำนาจของชนชั้นปกครอง รวมทั้งผลักภาระเรื่องปัญหาความไม่เท่าเทียมหรือความไม่เป็นธรรมต่างๆ ให้กลายเป็นเรื่องของกรรมที่ก่อขึ้นโดยปัจเจกบุคคลในชาติที่แล้ว

ขณะที่ผู้คนในชาติภพปัจจุบันก็ไม่จำเป็นต้องรวมตัวกันต่อสู้หรือทำการเปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อให้ปัญหาเหล่านั้นได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ทว่า กลับต้องจำใจยอมรับผลกรรมในชาติก่อนโดยมิอาจโต้แย้งหรือหลีกเลี่ยง

ดังนั้น กรรมจากชาติที่แล้วซึ่งสำแดงตนผ่านรูปของวิญญาณที่สิงสู่อยู่ในร่างเสือ จึงมีสภาพคล้ายกับเป็นหมาป่าที่กำลังไล่ล่าลูกแกะที่ไร้ทางสู้อย่างจูเลีย

(น่าสนใจว่าในช่วงเวลาที่ความรู้เรื่องรัฐและภูมิศาสตร์สมัยใหม่เข้ามาแทนที่ความรู้ชุดเดิม อันนำมาสู่ความคิดในเรื่องหลักบูรณภาพเหนือดินแดนนั้น สยามพยายามต่อสู้แย่งชิงดินแดนกับฝรั่งเศสแต่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลักจำนวนมากจึงดูเหมือนจะพยายามเปรียบเทียบสยามให้เป็นดังลูกแกะที่ถูกหมาป่าอย่างฝรั่งเศสรังแก แต่ในกรณีนี้ศาสนาหลักของชาวสยามกลับกลายเป็นหมาป่าที่กำลังไล่ล่าลูกแกะ ซึ่งเป็นลูกครึ่งฝรั่งเสียเอง)

แต่ลูกแกะอย่างจูเลียกลับคล้ายจะเป็นลูกแกะของพระเจ้า เพราะแม้เธออาจได้แสดงความคิดแบบมนุษยนิยมที่ไม่เชื่อในศาสนาใดๆ ออกมา แต่เธอก็เกิดในครอบครัวที่มีพ่อเป็นมิชชันนารี และที่สำคัญไม่ว่าจุดยืนความคิดของเธอจะมาจากฐานคิดทางด้านมนุษยนิยมหรือคริสตศาสนา จูเลียก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธอไม่เชื่อในเรื่องการกลับชาติมาเกิดและเรื่องกรรมแบบพุทธ

สุดท้ายวิญญาณของเนียนในร่างเสือก็ไม่สามารถทำอะไรจูเลียได้จริงๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้ผ่านการบวชเรียนทางพุทธศาสนาอย่างทิดวัน/กล่อมในชาติก่อน มาขอให้เมียในอดีตชาติอภัยและอโหสิต่อจูเลีย ก่อนที่เขาจะปลิดวิญญาณของเนียนด้วยกระสุนลูกประคำศักดิ์สิทธิ์เพื่อส่งเธอไปผุดไปเกิด

(น่าสนใจว่าขณะที่กล่อมต้องเสียชีวิตลงท่ามกลางความพร่าเลือนของรัฐ-ชาติ เนียนก็ถูกปลดปล่อยวิญญาณไปในบริบทของความทับซ้อนทางศาสนาเช่นกัน)

แต่อีกด้านหนึ่ง จูเลียก็กำสร้อยคอที่มีจี้รูปไม้กางเขนไว้แน่นมืออย่างที่เธอไม่เคยแสดงออกมาก่อน เมื่อเธอต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากเสือผีผู้เป็นเจ้ากรรมนายเวร

กระทั่งอาจตั้งคำถามได้ว่า หรือแนวคิดเรื่องกรรมของศาสนาพุทธที่สำแดงตนผ่านวิญญาณในร่างเสือ จะไม่สามารถทำอะไรกับคริสตชนอย่างจูเลียได้

ขณะเดียวกันความทับซ้อนคลุมเครือของประเด็นเรื่องความคิดความเชื่อทางศาสนาดังกล่าว ก็อาจแสดงให้เห็นว่า ชนชั้นปกครองที่ศูนย์กลางของสยาม ซึ่งมีพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกครองผู้คนนั้น ไม่สามารถจะแพร่อำนาจของตนเองไปถึงดินแดนชายขอบหรือเหล่า ‘คนนอก’ เช่น กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในป่าพรมแดนสยาม-พม่าได้

(ดังจะเห็นได้จากบทบาทของเหล่านักล่าสัตว์จากบางกอก ที่มีความสำคัญน้อยมากต่อเรื่องราวสลับซับซ้อนของความเชื่อทางศาสนาที่ดำเนินไป)

แต่กลับเป็นศาสนาจากภายนอกอย่างศาสนาคริสต์ ที่สามารถเข้าถึงบรรดาคนนอกในดินแดนชายขอบเหล่านั้นได้มากกว่า

หากพิจารณาเชื่อมโยงมายังประวัติศาสตร์ของระบบการศึกษาไทยยุคใหม่ เราก็จะพบว่าในช่วงเวลาหนึ่ง โรงเรียนที่ก่อตั้งขึ้นโดยเหล่ามิชชันนารีถือเป็นแหล่งบ่มเพาะการศึกษาให้แก่เหล่ายุวชนคนนอก เช่น ลูกจีนหรือลูกแขก อย่างมีนัยยะสำคัญ

%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%a4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c%e0%b8%96%e0%b8%81%e0%b8%a5

โดยลูกจีนอย่าง ‘บัณฑิต ฤทธิ์ถกล’ ผู้จบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา และอัสสัมชัญพานิช ก็ถือเป็นหนึ่งในผลิตผลของระบบการศึกษารูปแบบดังกล่าว

แม้ผลงานภาพยนตร์ยุคหลังของบัณฑิตจะถูกกล่าวถึงเชิงชื่นชมไม่มากนักในหมู่นักดูหนัง แต่หนึ่งในผลงานเหล่านั้นของเขาอย่าง ‘สาบเสือที่ลำน้ำกษัตริย์’ กลับเป็นหนังของบัณฑิตที่อยู่ในความทรงจำของผู้เขียนมากที่สุด อันเนื่องมาจากความซับซ้อนชวนขบคิดที่ปรากฏอยู่ในเรื่องราวของภาพยนตร์นั่นเอง

เมื่อบัณฑิตต้องเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนจึงไม่สามารถจะทำอะไรได้มากไปกว่าการแสดงความรำลึกถึงเขาผ่านงานเขียนชิ้นนี้