ข่าวบันเทิง

คอเพลงรุ่น 30 อัพ เตรียมเฮ “ดึกดำบรรพ์ฯ” ซาวเสียงจัดกิจกรรมมีทแอนด์กรีท

แฟนเพลงรุ่นยี่สิบปลายๆ หรือสามสิบอัพขึ้นไป อาจจะพอเคยชมคลิปการเล่นดนตรีของวงดึกดำบรรพ์ Boy Band ทางเฟซบุ๊กอยู่บ้าง

วงดนตรีวงนี้ เกิดจากการรวมตัวกันของสามสมาชิกหลัก อันเป็นรุ่นเก๋าของวงการเพลง ได้แก่ โปรดิวเซอร์-นักแต่งเพลงฝีมือดี อย่าง พนเทพ สุวรรณะบุณย์, นักร้อง-นักแต่งเพลงน้ำเสียงมีเสน่ห์ อย่าง ชรัส เฟื่องอารมย์ และนักร้องที่ยังหนุ่มอยู่เสมอ อย่าง ไพบูลย์เกียรติ (ปั่น) เขียวแก้ว ร่วมด้วยสมาชิกสมทบ อาทิ เศกสิทธิ์ ฟูเกียรติสุทธิ์ (หนึ่งในผลงานเด่นของแก ก็คือ การเป็นผู้แต่งทำนองและเรียบเรียงเพลง “อีกสักครั้ง” ของมาลีวัลย์ เจมีน่า) และเกริกศักดิ์ (ป้อม) ยุวะหงษ์ ที่เคยออกอัลบั้มด้วยน้ำเสียงแนวบีจี ในยุคอินดี้เฟื่องฟู

สมาชิกหลักทั้งสามคนคบหาเป็นเพื่อนกัน ตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษารุ่นแรกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ก่อนจะกอดคอกันเข้าวงการเพลงตั้งแต่ยุค 80 โดยชรัสและปั่นอยู่เบื้องหน้า ส่วนพนเทพทำงานเบื้องหลัง

ดึกดำบรรพ์ฯ รวมตัวกันอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในคอนเสิร์ต “รักนิรันดร์” ของพนเทพ เมื่อปลายปี 2558 จากนั้น ลุงๆ ก็ทยอยปล่อยคลิปเล่นดนตรีสดลงทางเพจเฟซบุ๊ก ดึกดำบรรพ์ Boy Band อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด เพจดังกล่าวได้โพสต์สเตตัสน่ายินดีว่า

กำลังปรึกษากันว่าจะจัดเป็นการซ้อมสักประมาณ 5-6 เพลง ให้เพื่อนๆ น้องๆ มาดูและมาเจอกันสักครั้งไม่รู้จะดีไหม ที่จริงยังเล่นไม่คล่อง ร้องยังต้องดูเนื้อ จะจัดโชว์จริงๆ ก็ตะขิดตะขวงใจ ก็เลยมี idea เป็นซ้อมโชว์เพื่อเล่นร้องผิดๆ ถูกๆ ได้ อยากฟัง comment เพื่อช่วยในการตัดสินใจหน่อยนะพวกเรา

ซึ่งภายหลังปล่อยสเตตัสออกไป ก็มีผู้มาสนับสนุนแนวคิดของวงดึกดำบรรพ์ฯ กันเป็นจำนวนมาก

ก่อนจะได้ชมการซ้อมเนียนๆ ไพเราะๆ ของคนดนตรีรุ่นเก๋าวัยเกิน 60 เราลองมาชมคลิปการแสดงบางส่วนของพวกแกเป็นออเดิร์ฟกันสักเล็กน้อย

 

Advertisements
ข่าวบันเทิง

เปิดตัวอย่าง “Motel Mist” ของปราบดา ไขที่มาของมนุษย์ต่างดาวและอำนาจเหนือธรรมชาติ

“Motel Mist” หรือในชื่อภาษาไทยว่า “โรงแรมต่างดาว” เป็นผลงานหนังยาวเรื่องแรกของนักเขียนชื่อดัง “ปราบดา หยุ่น” ที่เคยทำหนังสั้น และเขียนบทภาพยนตร์ให้แก่ “เป็นเอก รัตนเรือง” มาแล้ว

นอกจากนั้น หนังเรื่องนี้ยังเป็นภาพยนตร์หนึ่งในแปดเรื่อง ที่ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดหลักเพื่อชิงรางวัลอิโวส์ ไทเกอร์ อวอร์ดส์ จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติร็อตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ประจำปี 2016 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 มกราคม ถึง 7 กุมภาพันธ์ ปีนี้

Motel Mist เป็นหนังแนวอีโรติก แฟนตาซี ที่สถานการณ์ของเรื่องเกิดขึ้นภายในโรงแรมม่านรูด โดยการมีเพศสัมพันธ์ในสถานที่ดังกล่าว จะถูกแทรกแซงด้วยการหายสาบสูญอันน่าแปลกประหลาด, การล้างแค้น และมนุษย์ต่างดาว เพื่อขับเน้นถึงประเด็นหลักของภาพยนตร์ ได้แก่ ความโดดเดี่ยว

motel mist 2

ตัวละครหลัก 5 คน ในโรงแรมม่านรูด อันประกอบด้วย เด็กสาววัยเรียนสองราย, พนักงานโรงแรม, ชายผู้หลงใหลคลั่งไคล้ในวัตถุทางเพศ และอดีตดาราเด็ก ผู้เชื่อว่าตนเองกำลังถูกไล่ล่าโดยมนุษย์ต่างดาว ต่างเกี่ยวพันกันอย่างคาดไม่ถึง แถมยังพัวพันกับอำนาจลี้ลับเหนือธรรมชาติอีกต่างหาก

“ในประเทศที่ความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานช่างเปราะบาง และสามารถถูกละเมิดได้อย่างง่ายๆ ด้วย ‘อำนาจระดับสูง’ ซึ่งไร้สาระและมักใช้ตรรกะเหตุผลแบบการ์ตูนๆ มันก็ย่อมกลายเป็นสิ่งชอบธรรม หากบางคนในประเทศดังกล่าวปรารถนาที่จะเห็นมนุษย์ต่างดาวเดินทางมาสู่โลก และนำพาตัวเขาออกไปยังที่ที่ห่างไกล เพราะการดำรงชีวิตภายใต้เงื่อนไขของประเทศนี้ มันทำให้เราตระหนักได้ถึงความโง่เง่าอันสุดแสนจะเจ็บปวด” ปราบดา อธิบายถึงนัยยะของหนังเรื่องนี้กับเว็บไซต์สกรีนเดลี่

ว่าแล้วก็มาลองชมหนังตัวอย่างของ Motel Mist ฉบับที่ถูกเผยแพร่ในเทศกาลภาพยนตร์ร็อตเตอร์ดัมกันเลย

ข่าวบันเทิง

(ยังไม่ฉายในไทย) ชมตัวอย่างหนัง “รักที่ขอนแก่น” เวอร์ชั่นสหรัฐ (กันไปก่อน)

หลังจากได้เสียงตอบรับดีมากๆ จากนักวิจารณ์นานาชาติ และออกตระเวนเดินทางไปยังเทศกาลต่างๆ “รักที่ขอนแก่น” หรือ Cemetery of Splendour ผลงานหนังยาวเรื่องล่าสุดของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ก็ได้ฤกษ์ออกฉาย (แบบจำกัดโรง) ที่สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 4 มีนาคมนี้

ลองมาพิสูจน์กันดีกว่า ว่าหนังตัวอย่างของ “รักที่ขอนแก่น” ที่เผยแพร่ให้ชาวอเมริกันได้รับชมนั้น จะน่าดูขนาดไหน

ข่าวบันเทิง

ตามหานักแสดง-ผู้ที่เกี่ยวข้องกับ “สันติ-วีณา” หนังไทยเก่าแก่เมื่อกว่า 60 ปีก่อน

(ขอบคุณข่าวสารดีๆ จากเพจเฟซบุ๊ก Thai Film Archive)

ตามที่ได้เริ่มมีรายงานข่าวเรื่องหอภาพยนตร์ฯ ค้นพบภาพยนตร์เรื่องสันติ-วีณา ออกไปบ้างแล้ว ขณะนี้ หอภาพยนตร์ฯ กำลังดำเนินการบูรณะภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ โดยพยายามจะบูรณะตามหลักมาตรฐานของ สมาพันธ์หอภาพยนตร์ระหว่างชาติ (FIAF) คือการพยายามทำให้เหมือนกับต้นฉบับเมื่อครั้งออกฉายในปี 2497 ให้ได้มากที่สุด

แต่เนื่องจากระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 60 ปี ทำให้ข้อมูลที่หอภาพยนตร์ฯ มีอยู่เกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องสันติ-วีณา อยู่อย่างน้อยมาก หอภาพยนตร์ฯ จึงอยากจะตามหาผู้ที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือ อย่างน้อยญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงคนรู้จัก ที่รู้จักท่านเหล่านี้เป็นอย่างดี และ สามารถให้ประวัติของบุคคลผู้ทรงเกียรติเหล่านี้ได้

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว หอภาพยนตร์ฯ ได้เข้าไปสัมภาษณ์พูดคุยกับคุณปง อัศววินิจกุล ช่างบันทึกเสียงคนสำคัญของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย และเป็นผู้ก่อตั้งห้องเสียงรามอินทราในเวลาต่อมา ปัจจุบัน คุณปง อายุ 86 ปี คุณปง เป็นหนึ่งในทีมงานสร้างภาพยนตร์เรื่องสันติ-วีณา ซึ่งในขณะนั้นท่านมีอายุเพียง 23 ปี เท่านั้น (ตอนนั้น ท่านเป็นเด็กในบ้านของคุณรัตน์ เปสตันยี ผู้กำกับภาพและเจ้าของหนุมานภาพยนตร์ บริษัทผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องสันติ-วีณา) คุณปงได้เล่าเรื่องราวในกองถ่าย เท่าที่พอจะจำได้ให้ทีมงานของหอภาพยนตร์ฯ ได้ฟัง ซึ่งถึงแม้จะเป็นข้อมูลจากความทรงจำ ที่อาจจะพร่าเลือนไปตามเวลาที่ผ่านไป แต่บางส่วนก็เป็นข้อมูล ที่ช่วยจุดประกายให้หอภาพยนตร์ฯ นำไปศึกษาต่อยอดต่อไปได้

หากท่านผู้ใดรู้จัก คุณอนุฉัตร์ (ไม่ระบุนามสกุล ซึ่งรับบทเป็นวีณา ในวัยเด็ก) และ คุณดลพิบูลย์ ทุมมานนท์ (ผู้รับบทเป็นไกร ในวัยเด็ก) ซึ่งทั้ง 2 ท่านนี้ น่าจะมีชีวิตอยู่ (น่าเสียดายว่า คุณวีระชัย แนวบุญเนียร ผู้รับบทเป็นสันติในวัยเด็กได้เสียชีวิตไปแล้ว)

และ ผู้ใดรู้จักคนนามสกุล บุญยรัตพันธุ์ และ บัวพันสาย ซึ่งได้รับบทสำคัญในเรื่อง

วีณาและสันติวัยเด็ก
คุณอนุฉัตร์ ไม่ระบุนามสกุล รับบทเป็นวีณาในวัยเด็ก และคุณวีระชัย แนวบุญเนียร ผู้รับบทเป็นสันติในวัยเด็ก ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว
ไกรวัยเด็ก
คุณดลพิบูลย์ ทุมมานนท์ ผู้รับบทเป็นไกรในวัยเด็ก

ขอให้ติดต่อมาที่หอภาพยนตร์ฯ โดยจะติดต่อมาทาง facebook Thai Film Archive หรือ โทรมาที่หอภาพยนตร์ หมายเลข 02-482-2013-14 ต่อ 111

หมายเหตุ สันติ-วีณา เป็นภาพยนตร์ไทย ที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2497 ระบบ 35 ม.ม. ไวด์สกรีน สีอีสต์แมน (เสียงจริงขณะถ่ายทำ) ผลงานชิ้นแรกของบริษัท หนุมานภาพยนตร์ โดย รัตน์ เปสตันยี ซึ่งเป็นทั้งผู้อำนวยการสร้าง, ถ่ายภาพและลำดับภาพ สร้างเพื่อส่งประกวด ในงานภาพยนตร์นานาชาติแห่งเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 1 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ. 2497 บทประพันธ์โดย โรเบิร์ด จี นอร์ท เขียนบทโดย คุณาวุฒิ กำกับโดย มารุต และบันทึกเสียงโดย ปง อัศวินิกุล

คนมองหนัง, คนอ่านเพลง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“ท็อปเทน” ปี 2558

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 15-21 มกราคม 2559)

ต้นปีนี้ เพื่อนที่จัดทำเฟจเฟซบุ๊ก “คาเฟ่ลูมิแยร์” ได้เชิญชวนให้ไปร่วมจัดอันดับ “ท็อปเทน” ประจำปี 2558 โดยแบ่งออกเป็นสองหัวข้อ

หัวข้อแรก “ท็อปเทน หนังไทย” ขณะที่หัวข้อที่สอง คือ “ท็อปเทน ภาพเคลื่อนไหว” ซึ่งรวมทุกอย่าง นับตั้งแต่หนังยาว หนังสั้น สารคดี รายการทีวี ศิลปะจัดวาง คลิปโป๊ โฆษณา มิวสิกวิดีโอ เรื่อยไปจนถึงรายการคืนความสุข !

เมื่อมาสำรวจตรวจสอบตัวเอง ก็พบว่า ตลอดปีที่แล้วผมได้ดูหนังในโรงภาพยนตร์เพียง 20 กว่าเรื่องเท่านั้น แถมยังไม่ได้ดูสื่อภาพเคลื่อนไหวอื่นๆ ในจำนวนมากมายสักเท่าไหร่

ถือว่าต้องพิจารณาตนเองเหมือนกัน ในฐานะที่มีหน้าที่ต้องเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับภาพยนตร์และสาระบันเทิงอื่นๆ เพื่อสื่อสารไปยังผู้อ่าน

อย่างไรก็ดี เมื่อได้รับคำชวนแล้ว จึงตัดสินใจลองจัดอันดับดูสักหน่อย แม้จะไม่ครบถ้วนสิบเรื่องสิบชิ้น ในแต่ละหมวดหมู่ก็ตาม

ท็อปเทนหนังไทย (ขออนุญาตหดเป็น “ท็อปไฟว์” เพราะได้ดูหนังไทยในปีที่ผ่านมาไม่ถึง 10 เรื่อง)

อันดับ 1 “สแน็ป : แค่…ได้คิดถึง” (คงเดช จาตุรันต์รัศมี)

snap

หนังของคงเดชยังทำหน้าที่บันทึกภาพความขัดแย้งทางการเมืองร่วมสมัยได้อย่างมีเสน่ห์ อย่างไรก็ตาม หากจะมองว่าสแน็ปเป็นแค่หนังรักเรื่องหนึ่ง นี่ก็เป็นหนังรักที่ซับซ้อน ลึกซึ้ง เศร้าสะเทือนใจ และสามารถถูกตีความได้อย่างหลากหลายตามประสบการณ์ส่วนตัวของคนดูแต่ละราย

“บอย” พระเอกของเรื่อง จึงถูกตีความถึง ทั้งในฐานะ “เหยื่อทางการเมือง” “สลิ่มกลับใจ” และ “ผู้ชาย/คนรักแหยๆ”

เช่นเดียวกับนางเอกอย่าง “ผึ้ง” ซึ่งอาจเป็นได้ทั้ง “สลิ่มตัวแม่” ที่ฆ่าคนทิ้งในความทรงจำ และฆ่าคนทางอ้อมในโลกความจริง หรือ “หญิงสาวคนชั้นกลาง” ที่หนีจากอดีตคนรัก ผู้เก็บงำทุกอย่างไว้ในใจจนน่ารำคาญ แล้วไปแสวงหาผู้ชายและชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์กว่า ทว่า ไม่มีทางสมบูรณ์แบบ

อันดับ 2 “อนธการ” (อนุชา บุญยวรรธนะ)

อนธการ โปสเตอร์

อนธการ อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ดูแล้วจะเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินใจ แต่ผลงานของอนุชาก็มีจุดเด่นอย่างสำคัญ ในการสร้างสรรค์โลก/จักรวาลสมมุติของหนัง ที่คาบเกี่ยวระหว่างความจริงกับความฝัน ออกมาได้อย่างน่าเชื่อถือและทรงพลัง (ด้วยฝีมือการกำกับภาพและงานโปรดักชั่นอันยอดเยี่ยม)

ขณะเดียวกัน สารหลักในหนังยังนำเสนอความใฝ่ฝันอันรุนแรงของคนรุ่นเยาว์ ที่มุ่งหมายจะปฏิวัติโค่นล้มอำนาจบางอย่าง ท่ามกลางยุคสมัยแห่งความขัดแย้งอันคุกรุ่นและความเปลี่ยนผ่านอันคลุมเครือภายนอกโรงภาพยนตร์

อันดับ 3 “พี่ชาย My Hero” (จอช คิม)

พี่ชาย

ภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้อาจกำกับโดยคนทำหนังต่างชาติ และสร้างขึ้นจากบทประพันธ์ภาษาอังกฤษ แต่มันกลับพูดถึงประเด็นปัญหาแบบ “ไทยๆ” ที่หนังและนิยายไทยแท้ๆ ไม่ค่อยกล้าพูดถึงกัน นั่นคือ ประเด็นความเหลื่อมล้ำอันเกิดจากระบบเกณฑ์ทหาร

พี่ชาย My Hero ยังมีลักษณะคล้ายคลึงกับสแน็ป คือ ต่อให้ไม่พิจารณาถึงประเด็นทางการเมือง-สังคมใหญ่ๆ ที่ปรากฏชัดเจนภายในหนัง ภาพยนตร์เหล่านี้ก็ยังมีฐานะเป็นเรื่องเล่าชั้นดี

ถ้าสแน็ปเล่าเรื่องราวความรักวัยรุ่นและการเติบโตของคนหนุ่มสาวชนชั้นกลางอย่างมีชั้นเชิง พี่ชายฯ ก็เล่าเรื่องราวของกลุ่มคนข้ามเพศและความสัมพันธ์ระหว่างพี่ชาย-น้องชาย ได้อย่างน่าประทับใจ (และสะเทือนใจ)

อันดับ 4 “ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ” (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์)

ฟรีแลนซฺ์

สำหรับบางคน นี่อาจเป็นหนึ่งในหนังปิดท้ายของสตูดิโอใหญ่อย่าง “จีทีเอช” ที่ต่อมาแปลงกายเป็น “จีดีเอช 559” โดยตัด “ที” ออกไป

แต่เมื่อมองอีกด้านหนึ่ง เราก็จะพบเห็นทางเดินที่น่าสนใจของคนทำหนังอย่าง นวพล บัณฑิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งเอาจริงเอาจังกับการเล่าเรื่องผ่านภาพเคลื่อนไหว ตั้งแต่หนังสั้น หนังอินดี้โกยรางวัล จนมาถึงหนังเมนสตรีมรายได้เกือบหนึ่งร้อยล้านบาท

ขณะเดียวกัน เรายังได้เห็นอีกหนึ่งจุดเด่นอันดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในงานของนวพล ได้แก่ ลักษณะ “ประนีประนอม” ตั้งแต่การประนีประนอมระหว่างโจทย์สะอาดๆ ของหน่วยงาน/องค์กรต่างๆ กับความเป็นหนังสั้นที่ดี มีคำถามเปิดกว้างชวนถกเถียง, การประนีประนอมระหว่างความเป็นหนังอินดี้ กับความพยายามในการแสวงหาคนดูกลุ่มก้อนใหญ่ขึ้น

มาจนถึงการประนีประนอมระหว่างการเล่าเรื่องราวชีวิตอันหนักหน่วงของหนุ่มสาวร่วมสมัย กับการสร้างหนังตลาดที่ต้องเข้าถึงมวลชนจำนวนมหาศาล

อันดับ 5 “2538 อัลเทอร์มาจีบ” (ยรรยง คุรุอังกูร)

2538

ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจไม่ใช่หนังดีมากนัก ถ้าวัดกันในแง่คุณภาพอาจด้อยกว่า “รุ่นพี่” ของ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ด้วยซ้ำ

แต่โดยรสนิยมส่วนตัว ผมกลับอินกับ 2538ฯ มากกว่า ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะมันย้อนไปเล่าเรื่องราวและทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับยุคสมัยใกล้ตัว ผ่านบทเพลงที่ตนเองคุ้นเคยเมื่อ 20 ปีก่อน

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือ แม้ 2538ฯ จะมีจุดบกพร่องอยู่ค่อนข้างเยอะ แต่น่าเชื่อว่าผู้ชมหลายคนคงนั่งนอนดูหนังเรื่องนี้ได้อย่างสบายอารมณ์ เพราะคนทำ (ซึ่งไม่ได้เก่งกาจถึงขีดสุด) ไม่พยายามบีบดัดผลงานของตน ด้วยจุดประสงค์เข้มข้นแข็งกร้าวอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป

ทว่า เขากลับเล่ามันออกมาอย่างเบามือ ผ่อนคลาย ได้แค่ไหนก็ไปแค่นั้น

ท็อปเทน ภาพเคลื่อนไหวนานาชนิด (ขออนุญาตลดขนาดเป็นท็อปไฟว์เช่นกัน)

อันดับ 1 ละครโทรทัศน์จักรๆ วงศ์ๆ “แก้วหน้าม้า” (หนำเลี้ยบ-ภิพัชพนธ์ อภิวรสิทธิ์)

แก้วหน้าม้ากับนางยักษ์

แก้วหน้าม้า อาจเหมือนละครจักรๆ วงศ์ๆ หลายต่อหลายเรื่องที่ผ่านมา ที่เปิดตัวด้วยการยั่วล้ออำนาจอันสูงส่งอย่างหาญกล้า และพลิกกลับป่วนปั่นฐานานุศักดิ์ต่างๆ อย่างสนุกสนาน ก่อนจะคลี่คลายกลายเป็นเรื่องราวว่าด้วยการ “ปราบยักษ์” ธรรมดาๆ และเริ่มยืดเยื้อเรื่องเล่าไปสู่ชีวิตของตัวละครรุ่นลูก

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุด กลับเป็นตำแหน่งแห่งที่ของละครเรื่องนี้ ท่ามกลางการเคลื่อนเข้าสู่ยุคสมัยใหม่แห่งทีวีดิจิตอล ซึ่งสถิติการวัดเรตติ้งได้บ่งชี้ว่า ละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่เคยถูกสร้างมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างแก้วหน้าม้า ถือเป็นโปรแกรมโทรทัศน์ยอดนิยมอันดับต้นๆ ของปี 2558 (อาจไม่ใช่ที่หนึ่ง แต่ก็ไม่ต่ำกว่าท็อปห้า)

นี่เป็นเพราะความแน่นิ่งเน่าสนิทของสังคมไทย หรือเพราะว่ามหรสพกึ่งสมัยใหม่กึ่งโบราณเรื่องนี้มี “หน้าที่” ที่ถูกต้องเหมาะสมบางประการ ต่อผู้คนในสังคมเก่าๆ ที่กำลังเผชิญหน้ากับระลอกคลื่นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กันแน่?

อันดับ 2 ภาพยนตร์เรื่อง “Mad Max : Fury Road” (จอร์จ มิลเลอร์)

madmax

โดยส่วนตัว Mad Max ภาคนี้ ทำให้ผมนึกถึง The Matrix ภาคแรก ที่จะมองเป็นหนังแอ๊กชั่นดูเอามัน เอาสนุก เอาความตื่นตาตื่นใจก็ได้ หรือจะมองเป็นหนังที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของแนวคิดทฤษฎีอันลึกซึ้งก็ยังได้

ดังที่มีผู้วิเคราะห์หนังเรื่องนี้ไว้อย่างกว้างขวางหลากหลาย ผ่านกรอบความคิดว่าด้วยสตรีนิยม, นิเวศวิทยา, เรือนร่าง เรื่อยไปจนถึงอำนาจ ฯลฯ

อันดับ 3 ภาพยนตร์เรื่อง “The Assassin” (โหวเสี่ยวเซี่ยน)

ประกาศิตหงส์สังหาร

นี่อาจไม่ใช่หนังจีนกำลังภายในที่ดูง่ายนัก แต่ก็ดูไม่ยากจนเกินไป ถ้าเราพยายามปรับตัวเข้าหาไวยากรณ์การเล่าเรื่องในลักษณะวิสามัญ ซึ่งผู้กำกับเลือกใช้

นอกจากนี้ เมื่อดูหนังไปเรื่อยๆ เราก็จะได้พบกับหลายๆ องค์ประกอบและตัวละคร ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับองค์ประกอบของเรื่องเล่ากำลังภายในอื่นๆ

รวมทั้งยังอาจเพลิดเพลินใจไปกับการจับภาพวิวทิวทัศน์อันงดงามสะดุดตา ซึ่งไม่อาจถูกทำลายลง ด้วยความรู้สึก “ดูไม่รู้เรื่อง” หลังชมหนังจบ

อันดับ 4 ภาพยนตร์เรื่อง “Boyhood” (ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์)

boyhood

นานวันเข้า คนดูจำนวนมาก (รวมทั้งผมเอง) อาจจดจำรายละเอียดของเรื่องราวในหนังเรื่องนี้แทบไม่ได้แล้ว จำได้แต่เพียงว่าหนังถ่ายทอดความเปลี่ยนแปลงตลอดระยะเวลา 12 ปี ของตัวละครเด็กชายรายหนึ่ง ที่ค่อยๆ เติบโตสู่การเป็นวัยรุ่น พร้อมชีวิตของผู้คนมากหน้าหลายตาที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาข้องเกี่ยวกับเขา

แต่อย่างน้อย การมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์ที่ใช้เวลาถ่ายทำนานถึง 12 ปี เท่ากับระยะเวลาของการดำเนินเรื่องราวภายในหนัง ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่มีค่าและน่าจดจำพอสมควร

อันดับ 5 คลิปการเล่นดนตรีในเพจเฟซบุ๊ก “พนเทพ สุวรรณะบุณย์ . Page” และ “ดึกดำบรรพ์ Boy Band”

รักนิรันดร์

คนที่เติบโตมาในยุครุ่งเรืองของอุตสาหกรรมเทปและซีดี คงคุ้นเคยกับชื่อของ “พนเทพ สุวรรณะบุณย์” ไม่มากก็น้อย แม้ในช่วงเวลาที่บรรดา “นักแต่งเพลง” ได้รับการยอมรับนับถืออย่างสูง สถานะของคนแต่งทำนอง-เรียบเรียงดนตรี-โปรดิวซ์อัลบั้มอย่างพนเทพ (และคนที่ทำงานลักษณะเดียวกันรายอื่นๆ) อาจแลดูอ่อนด้อยกว่าสถานะของนักเขียนเนื้อร้องอยู่บ้าง

แต่ความคุ้นเคยก็จางหายไปตามกาลเวลา ที่ค่อยๆ กัดกร่อนคนรุ่นเก่า ในระบบการผลิตแบบเก่า

อย่างไรก็ดี ผมหวนกลับมาตระหนักว่าพนเทพยัง “มีของ”

เมื่อได้เริ่มติดตามคลิปการร้องเพลง-เล่นดนตรี เพราะๆ ในเพจ “พนเทพ สุวรรณะบุณย์ . Page” ที่มีทั้งโชว์เดี่ยวของเจ้าตัว และการร่วมเล่นดนตรีกับกลุ่มเพื่อนสนิท โดยเฉพาะ “ชรัส เฟื่องอารมย์” และ “ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว” (ปั่น)

ยิ่งเมื่อได้ไปชมคอนเสิร์ต “รักนิรันดร์” ก็ยิ่งรู้สึกว่า นอกจากพนเทพจะเป็นนักแต่งเพลงฝีมือดี ที่มีผลงานดังๆ มากมายแล้ว เขายังเป็นคนคุยสนุก และเป็นผู้อาวุโสที่อ่อนน้อมถ่อมตนต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดจนศักยภาพของคนรุ่นใหม่ อย่างน่าทึ่ง

จึงไม่แปลกเลย ที่หลังคอนเสิร์ตจบลง พนเทพจะยังคงเดินหน้าเข้าถึงแฟนเพลงขาประจำ (อาจมีหน้าใหม่ผสมมาบ้าง) ผ่านอีกหนึ่งเพจใหม่ คือ “ดึกดำบรรพ์ Boy Band” ซึ่งขับเน้นถึงการทำงานร่วมกันของสามทหารเสือ “พนเทพ-ชรัส-ปั่น”

หรือต่อให้ตัดคำสรรเสริญเยินยอมากมายออกไป อย่างน้อยที่สุด คลิปการเล่นดนตรีในสองเพจดังกล่าว ก็ยังถือเป็นเพลงฟังสบายๆ ที่เหมาะสมกับคนรุ่นอายุ 30 อัพ ซึ่งเหน็ดเหนื่อยกับภาระหน้าที่การงานต่างๆ และต้องการหาอะไรมาผ่อนคลายหัวสมอง อารมณ์ ความรู้สึก ก่อนเข้านอน

ก็เป็นอันว่า ได้หนัง-ภาพเคลื่อนไหวครบ “สิบอันดับ” พอดี แต่ต้องนำสองหัวข้อมารวมกัน แทนที่จะเป็นหัวข้อละสิบเรื่อง/ชิ้น ตามคำขอเบื้องต้น

หมายเหตุ

อย่างไรก็ตาม พอมานึกทบทวนให้มากขึ้น จึงเห็นว่ามีงานอีกสองชิ้น ที่ควรถูกผนวกเพิ่มเติมเข้าไปในบัญชีท็อปเทนภาพเคลื่อนไหว ได้แก่

 

ภาพยนตร์เรื่อง “The Inerasable” (โยชิฮิโร นากามูระ)

 

The_Inerasable-p1

 

หนังผีญี่ปุ่นที่เล่าเรื่องราวซับซ้อนแนวสืบสวนได้อย่างสนุกและน่าติดตาม

 

หนังเริ่มต้นทุกอย่างด้วยผีที่คล้ายจะผูกติดอยู่กับ “พื้นที่/สถานที่” ตามขนบปกติ ก่อนจะพาคนดูไปสำรวจประเด็นปัญหาทางสังคม อย่างเรื่องที่ดิน/ที่อยู่อาศัยในสังคมเมือง, ประวัติศาสตร์สังคมของชุมชน, ประวัติศาสตร์บาดแผลของท้องถิ่น ตลอดจนวันวัยที่เปลี่ยนผ่านของคนโดนผีหลอก ขณะเดียวกัน ผีก็เหมือนจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามการไล่ย้อนไทม์ไลน์ทางประวัติศาสตร์

 

ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกขมวดจบว่า ถ้าผีมันจะหลอกหลอนคุณ มันก็คุกคามไปได้ในทุกกาละและเทศะนั่นแหละ

 

ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “The Look of Silence” (โจชัว ออปเพนไฮเมอร์)

 

The-look-of-silence

 

ถ้า The Act of Killing ผลงานก่อนหน้านั้นของออปเพนไฮเมอร์ ที่พูดถึงการสังหารหมู่ทางการเมืองในอินโดนีเซีย เมื่อช่วงทศวรรษ 1960 เช่นเดียวกัน ยังมีลูก “เล่นหัว” ท่ามกลางความโศกเศร้า และความโหดเหี้ยม อยู่บ้าง จากกลวิธีการทำหนังซ้อนหนัง ที่ผู้กำกับเลือกใช้

 

The Look of Silence ก็ถือเป็นหนังสารคดีต่อเนื่อง ที่โหดเหี้ยมกว่า โศกเศร้ากว่า และสงบนิ่งกว่า เพราะหนังนำพาผู้เกี่ยวข้องกับ “เหยื่อ” ที่จดจำเหตุการณ์อันโหดร้ายไม่ได้ หรือยังไม่อาจรับรู้ถึงสถานการณ์ดังกล่าว เมื่อครั้งยังเยาว์วัย ออกตระเวนเดินทางไปพบกับบรรดาฆาตกร ทั้งทางตรงและทางอ้อม บางคนคือผู้มีอิทธิพล บางคนกลายเป็นคนใกล้ตัว ส่วนบางคนก็ไม่ได้มีชีวิตที่ดีอะไรมากมายนัก

 

การเผชิญหน้าระหว่างผู้กระทำ กับ ตัวแทนของผู้ถูกกระทำ จึงส่งผลให้หนังเต็มไปด้วยความกดดันและความตึงเครียด

 

หนังสารคดีทั้งสองเรื่องของออปเพนไฮเมอร์อาจเป็น “แม่แบบ” หนึ่ง ที่นักทำหนังชาวไทยในอนาคต (อันใกล้หรือไกล) จะเลือกนำมาใช้ถ่ายทอดบอกเล่าเรื่องราวของประเทศตนเอง ที่โหดเหี้ยมและเศร้าสลดไม่ต่างกัน

คนมองหนัง

“พันท้ายนรสิงห์” ฉบับท่านมุ้ย

(มติชนสุดสัปดาห์ 8-14 มกราคม 2559)

“พันท้ายนรสิงห์” ผลงาน (ฟอร์มไม่ยักษ์) เรื่องล่าสุดของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล หรือ ท่านมุ้ย ถูกสร้างขึ้นโดยมีจุดประสงค์แรกเริ่ม ที่หวังจะผลิตให้เป็นละครโทรทัศน์ หรือ “ภาพยนตร์โทรทัศน์” (ในภาษาของท่านมุ้ย)

แต่ด้วยเงื่อนไขต่างๆ ที่ไม่ลงตัว ละครหรือภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่องนี้จึงเจอ “โรคเลื่อน” มีข่าวเผยแพร่ออกมาว่า ในขณะที่คนทำต้องการให้ผลงานของตนเองออกเผยแพร่ในช่วงไพรม์ไทม์หลังข่าวค่ำ ทว่า ทางช่องกลับต้องการโยกพันท้ายนรสิงห์ไปฉายในฐานะละครเย็น (ซึ่งจริงๆ อาจโกยเรตติ้งดีกว่าละครหลังข่าวก็ได้)

ในที่สุด “พร้อมมิตร ภาพยนตร์” จึงหาทางออกด้วยการปรับเปลี่ยนผลงานของท่านมุ้ย ให้กลายเป็นภาพยนตร์ ซึ่งลงโรงฉายเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2558 หรือออกฉายรับปีใหม่ 2559 นั่นเอง

โดยรวมแล้ว นับว่า “พันท้ายนรสิงห์” ฉบับล่าสุด มีความสนุกสนานเพลิดเพลินพอสมควร

หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะท่านมุ้ยมีโอกาสได้กลับมาเล่าเรื่องราวของตัวละครที่มีชีวิต จิตใจ เป็นมนุษย์เดินดินปกติอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หนังยังมีปัญหาใหญ่ๆ อยู่มากพอสมควร

ข้อแรก ด้วยความตั้งใจเบื้องต้นอยากจะเป็นละครทีวีขนาดยาวหลายตอนจบ (เท่าที่ทราบคือประมาณ 20 ตอน หรือไม่ต่ำกว่า 20 ชั่วโมง) แต่เมื่อต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้กลายเป็นภาพยนตร์ฉายโรงที่มีความยาวเพียงแค่เกือบๆ 3 ชั่วโมง รายละเอียดของเรื่องราวจึงถูกตัดทอนออกไปจนมีบาดแผลเห็นได้ชัด

เช่น ที่มาที่ไปของตัวละครหลายรายขาดหาย (ดูแล้ว ก็ไม่ทราบหรือไม่แน่ใจว่าพวกเขาและเธอคือใครกันแน่?), การเรียงลำดับเรื่องราวหรือการเจริญเติบโตทางยศศักดิ์ของตัวละครดูสับสนปนเป (ดังจะกล่าวถึงต่อไป)

ผลกระทบชัดเจนประการสำคัญของการทำละครทีวีให้กลายเป็นหนังโรง ก็คือ ดูเหมือนว่าแรกเริ่มเดิมทีในเวอร์ชั่นภาพยนตร์โทรทัศน์ ผู้เขียนบทได้แก่ ท่านมุ้ย และ อาจารย์สุเนตร ชุตินธรานนท์ จะต้องการพูดถึงสถานการณ์ช่วงปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ ต่อเนื่องด้วยการสถาปนาราชวงศ์บ้านพลูหลวง อย่างจริงจัง เห็นได้จากการระดมนักแสดงฝีมือดีๆ มารับบทเป็นตัวละครในช่วงเวลาดังกล่าว

แต่ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ลงโรง เหตุการณ์ส่วนนี้กลับกลายสถานะเป็นเพียง “น้ำจิ้ม” ที่ถูกกล่าวถึงอย่างผ่านๆ ในระยะเวลาไม่ถึง 2 นาทีเสียด้วยซ้ำ

จริงๆ ถ้าท่านมุ้ยเลือกจะใส่เรื่องราวช่วงปลายแผ่นดินพระนารายณ์ลงไปในหนังให้มากกว่านี้ แล้วตัดต่อเรื่องราวส่วนอื่นๆ อาทิ รายละเอียดในการฉ้อราษฎร์บังหลวงและต่อต้านพระราชอำนาจของตัวละครพระยาราชสงครามและพรรคพวก ให้มีความสั้นกระชับมากขึ้น

พันท้ายนรสิงห์ก็อาจกลายเป็นหนังการเมืองยุคอยุธยาที่เข้มข้นและดูสนุกเรื่องหนึ่ง

ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับผลงานเรื่องล่าสุดของท่านมุ้ย ก็คือ แม้คนทำคล้ายต้องการจะใส่เรื่องราวความขัดแย้งทางการเมืองลงไปในหนัง แต่สิ่งที่ถูกใส่ลงไปกลับไม่ใช่องค์ประกอบชิ้นเยี่ยม

ส่งผลให้รสชาติความเป็นภาพยนตร์ที่กล่าวถึงการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง ที่ควรจะดุเด็ดเผ็ดมัน แลดูอ่อนด้อยจืดชืดลงอย่างน่าเสียดาย

ถ้าให้เปรียบเทียบกับหนัง “พันท้ายนรสิงห์” เวอร์ชั่นของ “เนรมิต” ที่นำแสดงโดย “สมบัติ-สรพงษ์” ดูคล้ายภาพยนตร์ฉบับนั้นจะยังมีสถานะเป็นหนังการเมืองที่เข้มข้นกว่าหนังฉบับใหม่เสียอีก ผ่านการฉายภาพการห้ำหั่นแย่งชิงอำนาจกันระหว่าง “วังหน้า-วังหลัง” ในยุคปลายแผ่นดินพระเพทราชา

ปัญหาอีกข้อของพันท้ายนรสิงห์ฉบับท่านมุ้ย ที่อาจทำให้คนดูบางส่วนรู้สึกสะดุดใจอยู่ตลอดเวลา ก็คือ ลำดับศักดิ์ของเหล่าตัวละครในหนัง ซึ่งไม่คงเส้นคงวาเอาเสียเลย

ยกตัวอย่างเช่นตัวละครที่รับบทโดย สรพงษ์ ชาตรี ที่ซีจีในช่วงต้นของหนังระบุว่าเป็น “พระยาพิชัย” แต่บรรดาลูกน้องรายล้อมกลับเรียกเขาว่า “ท่านพระ” ขณะที่เพื่อนขุนนางบางคนเรียกเขาว่า “ท่านเจ้าคุณ”

หรือตัวละครพระเจ้าเสือเอง ก็ถูกคนรอบข้างเรียกว่าพระเจ้าเสือ พ่อเจ้าอยู่หัว และ กรมพระราชวังบวรฯ อย่างสลับสับเปลี่ยน ปนเปไปมา ไม่ขึ้นกับลำดับเวลา จนไร้ระบบระเบียบอยู่ตลอด กระทั่งสุดท้าย แม้เมื่อหนังจบ ก็ไม่สามารถสรุปได้ว่าพระเจ้าเสือขึ้นครองราชย์แล้วหรือยัง

ไม่แน่ใจว่าความสับสนงงงวยตรงจุดนี้เกิดจากการเขียนรายละเอียดบทสนทนาของตัวละครที่ไม่รัดกุมพอ หรือเกิดจากความยากลำบากในการตัดทอนละครทีวีขนาดยาวให้กลายเป็นหนังขนาดสั้นกันแน่

จุดตำหนิอีกประการ เห็นจะเป็นเรื่องโปรดักชั่น แม้หนังจะมีการถ่าย/ตกแต่งภาพที่สวยงามในระดับมาตรฐานภาพยนตร์จอใหญ่ (ถ้าเอาไปลงจอโทรทัศน์ จะถือว่าเป็นโปรดักชั่นชั้นดีเลิศเลยทีเดียว) แต่น่าเสียดาย ที่ในฉากจบ คุณภาพของภาพกลับดร็อปลง กลายเป็นภาพแบบละครโทรทัศน์

ขณะที่ปัญหาของการตกแต่งภาพด้วยเทคนิคพิเศษทางคอมพิวเตอร์ ที่เปิดเผยจุดอ่อนมาตั้งแต่เมื่อครั้งตำนานสมเด็จพระนเรศวรภาคสุดท้าย ก็ยังลุกลามเรื้อรังมาถึงหลายๆ ฉากในพันท้ายนรสิงห์

ขออนุญาตกล่าวถึงแง่มุมดีๆ บ้าง แม้จะมีความน่าเสียดายที่หนังเรื่องนี้ไม่ได้มุ่งขับเน้นประเด็นการเมืองในยุคปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์อย่างจริงจัง แต่อย่างน้อยที่สุด นี่ก็น่าจะเป็นหนัง/ละครไทยเรื่องแรก ที่พยายามแตะประเด็นดังกล่าว

อีกข้อซึ่งถูกกล่าวถึงอย่างผ่านๆ แต่น่าสนใจมาก ก็คือ หนังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่า แต่มิได้เล่าผ่านแง่มุมการก่อสงคราม หากเป็นแง่มุมการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกันมากกว่า

อีกประเด็นที่น่าคิดก็ได้แก่ สถานะของตัวละคร “พระเจ้าเสือ” ในหนัง-ละคร “พันท้ายนรสิงห์” นับตั้งแต่เวอร์ชั่นต้นฉบับ โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล มาจนถึงเวอร์ชั่นท่านมุ้ย ซึ่งล้วนถูกกล่าวถึงในแง่มุมที่ดี กล่าวคือ ทรงเป็นกษัตริย์ที่ถูกวาดภาพป้ายสีให้มีความร้ายกาจเกินจริง ทั้งยังทรงเป็นสหายที่ดีของนายท้ายเรือ ผู้เป็นเพียงสามัญชน

ด้วยเหตุนี้ เรื่องเล่าแบบบันเทิงๆ ว่าด้วย “พันท้ายนรสิงห์” ฉบับละครเวทีและภาพเคลื่อนไหว หลายๆ เวอร์ชั่นจึงนำเสนอภาพพระเจ้าเสือหรือราชวงศ์บ้านพลูหลวงที่ไม่ใช่ “ผู้ร้าย” สวนทางกับเนื้อหาของพงศาวดารอยุธยาที่ถูกชำระในสมัยรัตนโกสินทร์

“พันท้ายนรสิงห์” ของท่านมุ้ย ยิ่งเป็นตัวอย่างอันชัดเจน เพราะแม้พระเจ้าเสือในหนังจะทรงมีขุนนางใกล้ตัวที่ประพฤติทุจริต แต่สุดท้ายบุคคลฉ้อฉลเหล่านั้นก็ถูกปราบปรามลงโทษ ขณะเดียวกัน พระองค์ยังสามารถเปลี่ยนใจบรรดาผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อต้านได้สำเร็จ (จากการยอมเสียสละชีวิตของพันท้ายนรสิงห์)

ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้ปกครองที่ดีในท้ายที่สุด

คนมองหนัง

3 หนังไทยเล็กๆ ที่น่าจดจำ ในปี 2558

(มติชนสุดสัปดาห์ 1-7 มกราคม 2559)

 

ปี 2558 ผ่านพ้นไป พร้อมกับภาวะค่อนข้างเซื่องซึมของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย

อย่างไรก็ตาม หากมองอีกแง่หนึ่ง ความเคลื่อนไหวอันเร่าร้อนกลับไปเกิดขึ้นในแวดวงหนังอิสระหรือหนังอินดี้

ซึ่งนอกจากคนทำหนังสายนี้จะมีความชำนาญในการแสวงหาตำแหน่งแห่งที่ตามเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติให้แก่ตนเองแล้ว พวกเขาก็ยังคล่องแคล่วมากขึ้น กับการยึดกุมพื้นที่ฉายงานภายในประเทศ

ในปีที่ผ่านมา มีหนังอินดี้ไทยสามเรื่องที่ผมได้ดูและรู้สึกประทับใจ ได้แก่ “สแน็ป แค่…ได้คิดถึง” ของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี (หนังเรื่องนี้จะเข้าฉายจริงในวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ต่อเนื่องไปถึงเดือนมกราคม 2559), “พี่ชาย My Hero” ของผู้กำกับฯ อเมริกันเชื้อสายเกาหลี จอช คิม และ “อนธการ” ของ อนุชา บุญยวรรธนะ

ในบทความชิ้นนี้ ผมอยากจะเขียนถึง “จุดร่วม” 2-3 ประการ ที่ผู้กำกับหนังทั้งสามเรื่องต่างสื่อสารออกมาพ้องกัน (โดยมิได้นัดหมาย?) อย่างน่าสนใจ

ประการแรก คล้ายกับว่าหนังทั้งสามเรื่องต่างพูดถึงประเด็นการเผชิญหน้ากับความทรงจำ, เรื่องราวในอดีต หรือประสบการณ์อันสืบเนื่องจากอดีตมาถึงปัจจุบัน ซึ่งมีส่วนสร้างความยากลำบาก หรือสร้างกรงกักขังจิตวิญญาณเสรีและความใฝ่ฝันถึงอิสรภาพ ของตัวละครหลักในหนังแต่ละเรื่อง

“สแน็ปฯ” พูดเรื่องความทรงจำเกี่ยวกับความรักช่วงวัยรุ่น ทั้งยังตั้งคำถามอย่างแหลมคมต่อสถานะของ “ความทรงจำ” ที่ล้วนแล้วแต่แหว่งวิ่นขาดเกิน และถูกปรับแต่งตามทัศนคติ ความต้องการ ประสบการณ์ และปัญหาชีวิต ของปัจเจกบุคคลแต่ละคน

“พี่ชาย My Hero” พูดถึงความทรงจำดีๆ และความโศกาอาดูรที่น้องชายคนหนึ่ง มีต่อพี่ชายผู้จากไป

ขณะที่ “อนธการ” พูดถึงประสบการณ์เลวร้ายน่าอึดอัดของครอบครัว ครอบครัวหนึ่ง จากมุมมองของลูกชายคนเล็ก ซึ่งมีพฤติกรรมรักร่วมเพศ และถูกทำร้ายร่างกาย ตลอดจนถูกกดขี่ทางจิตใจอยู่เป็นระยะๆ

ประการต่อมาที่ต่อเนื่องกัน ก็คือ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความทรงจำ, ภาพอดีต หรือประสบการณ์ชีวิตอันยากลำบาก จนเสมือนไร้ทางออก ตัวละครหลักของหนังทั้งสามเรื่อง จึงพยายาม “ละทิ้ง” หรือ “หลบหนี” จากภาวะเหล่านั้น

เมื่อตัวละครหลักสองคนของ “สแน็ปฯ” ต้องเผชิญหน้าซึ่งกันและกัน/เผชิญหน้ากับคนรักในอดีต ณ ภาวะปัจจุบัน พวกเขาพยายามทดลองสานต่ออดีตดังกล่าวให้มีความสมบูรณ์ ก่อนจะตระหนักว่า ความพยายามเช่นนั้นเป็นการขัดขืนปัจจุบัน จนยากจะบรรลุภารกิจให้ลุล่วง

ด้วยเหตุนี้ ตัวละครทั้งคู่จึงต้องย้อนกลับคืนสู่วิถีชีวิตและคนรักในปัจจุบันของตน โดยตัวละครรายหนึ่งถึงกับเลือกจะ “ลบ” ภาพคนรักในอดีตออกจากโทรศัพท์มือถือ

ความทรงจำจึงประกอบด้วยสิ่งที่ไม่สามารถทำใจให้จดจำได้ และสิ่งที่สามารถทำใจให้จดจำได้อย่างราบรื่นลงรอยกับชีวิตในปัจจุบัน อาทิ ภาพถ่ายสวยๆ ในโทรศัพท์มือถือ หรือเพลงเพราะๆ สมัยวัยรุ่น ซึ่งมีศักยภาพในการช่วยโรแมนติไซส์/ลบเลือนรอยปริแยกแตกหักระหว่างอดีตกับปัจจุบัน

โดยไม่ต้องคำนึงว่า การสร้างภาวะโรแมนติกดังกล่าวจะทำร้าย ละทิ้ง และเพิกเฉยต่อใครไปบ้าง

ขณะเดียวกัน ตัวละครน้องชายใน “พี่ชาย My Hero” ก็พยายาม “หลีกหนี” เพราะไม่ต้องการเดินซ้ำรอยเท้า/การตัดสินใจอันผิดพลาดของผู้เป็นพี่ นั่นคือ การเข้ารับการเกณฑ์ทหารโดยปราศจากเส้นสาย ดังเช่นสามัญชนคนปกติทั่วไป

แต่ก็น่าตั้งคำถามเช่นกันว่า การไม่ยอมเลือกเดินตามรอยพี่ชาย แสดงให้เห็นถึงการอยู่ในสังคมฟอนเฟะ “เป็น” ของน้องชาย หรือจะถือเป็นการเหยียบรอยเท้าลงไปบนวงจรอุบาทว์เดิมๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และครอบงำสังคม ตลอดจนกดขี่ผู้ขาดโอกาสรายอื่นๆ มาเป็นเวลาเนิ่นนาน?

ทางด้าน “อนธการ” ก็สร้างบ่อขยะและสระว่ายน้ำร้างให้กลายสถานะเป็นโลกชั่วคราวกึ่งจริงกึ่งฝัน ที่เปิดโอกาสให้วัยรุ่นชายขอบสองคนได้ “หลบหนี” เข้ามาใช้เสรีภาพทางเพศสภาพอย่างเต็มที่ ทั้งยังสามารถจินตนาการถึงการปฏิวัติล้มล้างอำนาจบางอย่างในโลกแห่งความเป็นจริงภายนอก

ก่อนที่ทั้งคู่จะแปรพลังแห่งจินตนาการดังกล่าวให้กลายเป็นการลงมือปฏิบัติจริง อันประสบความสำเร็จอย่างงดงามในท้ายที่สุด

ประการสุดท้าย น่าสะดุดใจเป็นอย่างยิ่งว่า หนังทั้งสามเรื่องไม่พยายามแยกขาดตัวเองออกจากบริบททางสังคม-การเมืองร่วมสมัย ในปี 2557-2558

“สแน็ปฯ” มีฉากหลังเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองช่วงประกาศกฎอัยการศึก จนถึงรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 นอกจากนี้ หนังยังมุ่งเน้นประเด็นไปที่สภาวะการเติบโตและเปลี่ยนผ่านของคนรุ่นอายุยี่สิบกว่าๆ ซึ่งจบการศึกษาระดับมัธยม ในช่วงหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ไม่นานนัก ก่อนที่วัยรุ่นกลุ่มนี้จะหวนกลับมาพบกันในงานแต่งงานของเพื่อน เมื่อเดือนพฤษภาคม ของอีกแปดปีถัดมา

หนังเรื่องล่าสุดของคงเดชยังเล่าเรื่องราวเล็กๆ เกี่ยวกับเพื่อนที่ทะเลาะเบาะแว้งกันบนหน้าเฟซบุ๊ก ด้วยประเด็นเห็นต่างทางการเมือง จนต้องอันเฟรนด์และเลิกคบหากันในชีวิตจริง

ที่สำคัญ นางเอกของเรื่องยังถูกห้อมล้อมด้วยสมาชิกครอบครัวที่เป็นนายทหาร ทั้งพ่อและว่าที่สามี (ในบรรยากาศที่กองทัพกำลังเคลื่อนพลเข้ามาบริหารจัดการประเทศอีกครั้ง ภายในระยะเวลาไม่ถึงสิบปี)

เช่นเดียวกับพล็อตหลักของ “พี่ชาย My Hero” ที่กล่าวถึงและวิพากษ์ช่องโหว่ของระบบการเกณฑ์ทหารในประเทศไทย อย่างนุ่มนวล ทว่า เจ็บแสบเสียดลึก

ส่วน “อนธการ” แม้จะแตะประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองร่วมสมัยน้อยที่สุด (หรือแทบไม่มีเลย) และแสดงภาพตัวละครที่เป็นทหารน้อยที่สุด (หรือแทบไม่ปรากฏเลยเช่นกัน)

อย่างไรก็ตาม น่าสังเกตว่าหนึ่งในตัวละคร “ไร้หน้า/ไร้เสียง” ผู้ถูกปฏิวัติโค่นล้มอำนาจโดยเด็กชายวัยรุ่นสองคน และถูกสังหารโหดในช่วงท้ายเรื่อง กลับสวมใส่เสื้อยืดลายพรางอยู่ตลอดเวลา (แม้จะมีคำอธิบายจากตัวละครอีกราย ที่ระบุว่า ตัวละครรายนี้ไม่ได้เป็นทหาร แต่เขาเพียงแค่ชอบใส่ยูนิฟอร์มเท่านั้นก็ตาม)

โดยสรุป อาจสามารถกล่าวได้ว่า “สแน็ปฯ” คือหนังที่พยายามตั้งคำถามหรือโยนปัญหานานัปการใส่แนวคิดเรื่อง “ความทรงจำ”

ส่วน “พี่ชาย My Hero” ก็พูดถึงตัวละครปัจเจก ที่พยายามกำหนดปัจจุบันของตนเอง ไม่ให้ไปซ้ำรอยเดิมของอดีตที่เคยเกิดขึ้นกับคนใกล้ชิด

ขณะที่ “อนธการ” กล่าวถึงการพยายามหนีออกจากประสบการณ์เลวร้ายของอดีตถึงปัจจุบัน อันแล้งไร้ความหวังสำหรับอนาคต

หรืออาจกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า หนังทั้งสามเรื่องล้วนพยายามตั้งคำถามหรือแสดงท่าทีท้าทายต่อความทรงจำ, ประสบการณ์จากอดีต รวมถึงประสบการณ์ปัจจุบันที่สืบเนื่องจากวันวานและกำลังจะกลายเป็นอดีตในไม่ช้า

แต่ในทางกลับกัน หนังอินดี้ไทยเหล่านี้ ก็ถือเป็นบทบันทึกยุคสมัยผ่านสื่อภาพยนตร์ ที่ชวนฉุกคิดและน่าจดจำเป็นอย่างยิ่ง

คนมองหนัง

สงคราม 2 ระนาบ ใน “สตาร์วอร์ส 7”

(มติชนสุดสัปดาห์ 25-31 ธันวาคม 2558)

ผมไม่ใช่ “แฟนพันธุ์แท้” ของภาพยนตร์ชุด “สตาร์วอร์ส”

กล่าวคือ ไม่แน่ใจว่าเคยดูหนังภาค 4-5-6 (อันเป็นไตรภาคแรก) ครบทุกเรื่องหรือไม่ จำได้รางๆ แค่เพียงว่า สมัยเรียนมัธยม เคยเดินเข้าไปดูหนังภาคใดภาคหนึ่งของไตรภาคนี้ในโรงภาพยนตร์ เมื่อกลางทศวรรษ 1990 แล้วก็หลับยาวเกือบตลอดทั้งเรื่อง

อีกหลายปีต่อมา แม้จะหาซื้อดีวีดีของไตรภาคชุดดังกล่าวมาครอบครอง แต่ก็อาจไม่ได้เปิดดูดีวีดีครบหมดทุกแผ่น

ผิดกับหนังภาค 1-2-3 (ไตรภาคชุดที่สอง) ซึ่งออกฉายครั้งแรกในช่วงที่ผมเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว แถมกำลังบ้าดูหนัง ผมจึงเก็บไตรภาคชุดนี้ครบทุกเรื่อง แต่ก็ไม่ได้ประทับใจหนังภาคใดเป็นพิเศษ โดยออกจะผิดหวังหนังสองภาคแรกเสียด้วยซ้ำ

สาเหตุสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้ผมไม่ค่อย “อิน” กับสตาร์วอร์ส ก็อาจเป็นเพราะ โดยส่วนตัว ผมไม่ “อิน” กับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฯลฯ มาตั้งแต่เด็ก (ซึ่งไม่น่าจะใช่เรื่องดี)

เนื่องจากผมรู้สึกว่าจักรวาลหรือโลกรายรอบตัว ไม่น่าจะมีความสอดคล้องกับจักรวาลวิทยาที่วางฐานอยู่บนความรู้แบบวิทยาศาสตร์-ดาราศาสตร์ สักเท่าไหร่

และดูเหมือนว่าจักรวาลในพวกละครจักรๆ วงศ์ๆ หรือละคร/นิยายกำลังภายในจีน น่าจะมีศักยภาพในการใช้อธิบายจักรวาลรอบๆ ตัวเอง ได้ดีกว่าจักรวาลแบบสตาร์วอร์ส มากพอสมควร

แม้จริงๆ แล้ว แก่นแกนหลักของเนื้อหาในหนังสตาร์วอร์ส จะไม่แตกต่างกับเรื่องราวจักรๆ วงศ์ๆ หรือกำลังภายในมากนัก แต่มันก็ถูกห่อคลุมไว้โดย “เปลือก” ที่ไม่น่าเชื่อ สำหรับผม

ดังนั้น ผมจึงไม่รู้สึก “อิน” กับ “ไลต์ เซเบอร์” เหมือนที่รู้สึก “อิน” กับดาบเจ็ดสี, เกราะกายสิทธิ์, เกราะเพชรเจ็ดสี, ไม้เท้าตีสุนัข เรื่อยไปถึงกระบี่อิงฟ้า-ดาบฆ่ามังกร

ขณะที่หุ่นยนต์พูดได้รูปทรงต่างๆ และ “ชิวแบคคา” ก็ดูไม่น่าคบหาเท่าน้าผีโครงกระดูก, ตุ๊บเท่ง,      จั๊กกะแหล่น, หิ่งห้อยยักษ์, ต้นหญ้ามีฤทธิ์, อีโต้วิเศษ ตลอดจนพี่อินทรี พี่ลิงยักษ์ ผู้เฝ้ารักษาเคล็ดวิชา/ตำราวิทยายุทธ์ทั้งหลาย

อย่างไรก็ดี เมื่อได้ดู “สตาร์วอร์ส ภาค 7 : อุบัติการณ์แห่งพลัง (The Force Awakens)” ผลงานการกำกับฯ ของ เจ.เจ. แอบรัมส์ ภายใต้การอำนวยการสร้างของวอลต์ ดิสนีย์ สตูดิโอส์ ที่เพิ่งออกฉาย ผมกลับรู้สึกว่าหนังภาคนี้ดูเพลินและสนุกดี

ที่สำคัญ เหมือนผมสามารถต่อกับหนังติด จนคิดอะไรต่อมิอะไรได้มากพอสมควร หลังออกจากโรงภาพยนตร์

แต่คงต้องเตือนไว้ก่อนว่า งานเขียนชิ้นนี้อิงอยู่กับเรื่องราวในหนังสตาร์วอร์ส ภาคล่าสุด เพียงภาคเดียว และถูกเขียนขึ้นโดยผู้เขียนที่ปราศจากความรู้ลึกซึ้งใดๆ เกี่ยวกับจักรวาล “สตาร์วอร์ส” ในภาพรวม

เมื่อผลิตเป็นหนังไตรภาคได้หลายชุด ก็ย่อมหมายความว่า “สตาร์วอร์ส” มีสถานะเป็น “สงครามสืบเนื่อง” เป็นการต่อสู้อันยาวนานระหว่าง “พลังด้านสว่าง” กับ “พลังด้านมืด” หรือ “ความดี” กับ “ความชั่ว”

แม้พลังด้านมืดจะเปลี่ยนรูปแปลงร่างไปเรื่อยๆ จาก “ซิธ” สู่ “จักรวรรดิ” สู่ “ปฐมภาคี” (first order) ก็ตาม ดังคำอธิบายของ “แมซ คานาตา” ตัวละครผู้มีอายุยืนยาวในหนังภาค 7

ด้วยเหตุนี้ ถึงตัวร้ายจะเปลี่ยนหน้า หรือสภาพความขัดแย้งทางการเมืองจะแปรรูปไป แต่ท้ายสุด ธีมหลักของหนังชุดสตาร์วอร์ส ก็ยังวนเวียนอยู่รอบๆ ประเด็นใจกลาง ว่าด้วยการปะทะต่อสู้กันระหว่าง “ด้านสว่าง” กับ “ด้านมืด”

ความสืบเนื่องไม่ได้ปรากฏผ่านการเกิดขึ้นของสงครามหลายระลอกที่กินระยะเวลายาวนาน และประเด็นใจกลางหลักอันแข็งแรงเท่านั้น หากยังแสดงออกผ่านความสัมพันธ์ทางสายเลือดของตัวละคร และการเป็นทายาทผู้ถูกเลือก ว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมจะสืบทอดจารีตการเป็นอัศวินเจได (ศิษย์มีครู)

ถ้าจำไม่ผิด คล้ายจะมีตัวละครรายหนึ่งในช่วงต้นของหนังภาค 7 แซว “เจ้าหญิงเลอา” ทำนองว่า เธอไม่ได้เป็นเพียงแกนนำของฝ่ายสาธารณรัฐและฝ่ายต่อต้านปฐมภาคีเท่านั้น หากยังเป็นสมาชิก “ราชวงศ์” (ระบอบการปกครอง ที่อำนาจถูกถ่ายทอดส่งมอบผ่านทางสายเลือด) ด้วย

พล็อตหลักสำคัญใน “อุบัติการณ์แห่งพลัง” จึงมีความเกี่ยวเนื่องกับประเด็นการสืบสายเลือด/ทายาท

หนังเล่าเรื่องราวของ “เบน” ลูกชายของเจ้าหญิงเลอา และ ฮัน โซโล ซึ่งถูกส่งไปฝึกเป็นเจไดกับ ลุค สกายวอล์กเกอร์ แต่แล้วเบนกลับถูกพลังด้านมืดเข้าครอบงำ เขาทำลายล้างเจไดรุ่นใหม่รายอื่นๆ (จนลุคต้องเร้นกายออกจาก “ยุทธภพ”) และกลายเป็นกำลังสำคัญของฝ่ายปฐมภาคี ภายใต้นามใหม่ว่า “ไคโล เร็น”

เท่ากับว่า ไคโล เร็น ได้พยายามสืบทอดพลังด้านมืดจากตาของตนเอง นั่นคือ “ดาร์ธ เวเดอร์” (อนาคิน     สกายวอล์กเกอร์) และต้องการไปให้ถึงสุดทางของด้านมืด เสียยิ่งกว่าผู้เป็นตา ภายใต้การชี้แนะของ “สโนค” ผู้นำฝ่ายปฐมภาคี

ในหนังภาคล่าสุด ฮัน โซโล และเจ้าหญิงเลอา พยายามจะดึง ไคโล เร็น ให้กลับมาเป็นเบนคนเดิม ทว่า ความพยายามดังกล่าว กลับนำไปสู่การ “ตัดขาด” ทางสายเลือด ที่หนักหนาและน่าเศร้าสลดยิ่งขึ้นไปอีก

ภาวะแห่งการสืบทอดและความสืบเนื่อง จึงดำเนินเคียงคู่กันไปกับความพยายามจะตัดขาด (ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือ การตัดสินใจเป็นทายาทรับมอบมรดกของพลังในอีกด้านหนึ่ง)

นอกจากนี้ “นางเอก” ของไตรภาคชุดล่าสุด อย่าง “เรย์” ก็เป็นอีกคนหนึ่ง ที่มีศักยภาพจะถูกพัฒนาเป็นเจไดได้ แม้เรย์จะมีปูมหลังในชีวิตที่ไม่ชัดเจนในหนังภาค 7 แต่การได้รับมอบภารกิจนำไลต์ เซเบอร์ ไปส่งคืนให้ ลุค สกายวอล์กเกอร์ ผู้เร้นกาย ในตอนท้ายของหนัง ซึ่งแน่นอนว่าจะมีความเกี่ยวเนื่องกับเนื้อหาในภาพยนตร์ภาคถัดไป ก็ชี้ให้เห็นว่า เธอไม่ใช่หญิงสาวธรรมดา

แต่อาจเป็นสายเลือดอีกคนของตัวละครนำรายใดรายหนึ่ง หรืออาจเป็นหนึ่งในผู้ถูกเลือกให้รับหน้าที่สืบทอดจารีตอัศวินเจได

ทั้งหมดนี้ จึงเป็นการเมืองเรื่องเจได การเมืองเรื่องจอมยุทธ์ การเมืองเรื่องการควบคุมสมดุลแห่งพลัง การเมืองเรื่องจิตวิญญาณ ที่สำแดงความเป็นรูปธรรมผ่านการดวลไลต์ เซเบอร์ และความสัมพันธ์สืบเนื่องทางสายเลือด หรืออย่างน้อยก็ในทางจารีตประเพณี

นี่คือ ระนาบหนึ่งของสงครามต่อเนื่องในสตาร์วอร์ส (อันดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับธีมหลักว่าด้วยการต่อสู้ระหว่างพลังด้านสว่างและด้านมืด)

แต่ตามความเห็นของผม ยังมีการต่อสู้อีกระนาบหนึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางสงครามระหว่างดวงดาว สงครามระหว่างระบอบ สงครามระหว่างปฐมภาคีกับฝ่ายต่อต้าน ซึ่งสำแดงผ่านกองทัพยานอวกาศ และกองกำลังสตอร์มทรูปเปอร์

ผู้อยู่ในกองกำลังเหล่านี้อาจไม่เท่แบบปัจเจก เหมือนกับอัศวินเจได แต่ต้องยอมรับว่ากองกำลังขนาดใหญ่เช่นนี้ เป็นตัวแปรสำคัญยิ่ง ต่อผลแพ้-ชนะในสงคราม และอาจเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งกว่าเหล่าเจไดเสียด้วยซ้ำ

(เหมือนที่ก๊วยเจ๋ง-อึ้งย้ง เป็นยอดจอมยุทธ์แห่งยุคสมัย แต่สุดท้ายการยอมพลีชีพของทั้งคู่ก็ยังรักษาเมือง เซียงเอี๊ยง เอาไว้ไม่ได้ ด้านหนึ่ง นั่นอาจเป็นเพราะประวัติศาสตร์ได้กำหนดทางเดินของนิยายกำลังภายในอิงประวัติศาสตร์อย่าง “มังกรหยก” เอาไว้เรียบร้อยแล้ว ว่าถึงอย่างไร ราชวงศ์ซ่งต้องล่มสลาย และมองโกลต้องเป็นฝ่ายชนะ แต่อีกด้านหนึ่ง ก็เป็นข้อเท็จจริงสำหรับทุกๆ สงคราม ว่าผู้กำชัยชนะย่อมไม่มีทางเป็นวีรชนเอกชน/จอมยุทธ์ปัจเจกชน/อภิสิทธิ์ชนกึ่งปัญญาชนกลุ่มเล็กๆ ไปได้)

ไม่เพียงเท่านั้น การรบกันผ่านการใช้ยานอวกาศและเทคโนโลยีล้ำสมัยอื่นๆ ในสตาร์วอร์ส ยังช่วยเปิดที่ทางให้แก่ตัวละครที่เป็นคนธรรมดาๆ ได้เข้ามามีบทบาทในหนัง

ทั้ง ฮาน โซโล ในไตรภาคชุดแรก มาจนถึง “ฟินน์” สตอร์มทรูปเปอร์ผิวดำ ผู้ไม่ยอมตกเป็นเครื่องจักรสังหารซึ่งถูกสั่งการอย่างเชื่องๆ จนตัดสินใจแปรพักตร์จากปฐมภาคี และ “โพ ดาเมรอน” นักขับยานฝีมือดีแห่งฝ่ายต่อต้าน

สงครามในสตาร์วอร์ส จึงมีทั้งสงครามอันทรงความหมายลึกซึ้งทางวัฒนธรรม ระหว่างชนชั้นนำ อย่างเจได ซึ่งมีภูมิความรู้สูงส่ง และสามารถควบคุมสภาพจิตใจของตนได้ จนมีลักษณะเป็น “นาฏยุทธ” (ภาษาของ จา พนม เมื่อตอนกำกับหนัง “องค์บาก 2-3”) หรือการแสดงอำนาจผ่านการเป็นต้นแบบอันดีเลิศทางวัฒนธรรมใน “นาฏรัฐ” (แต่ความอ่อนช้อยเหล่านี้ ก็สามารถฆ่าคนได้ แถมฆ่าได้อย่างเลือดเย็นเสียด้วย)

กับสงครามระหว่างกองทัพ ที่อาจแลดูหยาบกว่า แข็งกระด้างกว่า ลึกซึ้งน้อยกว่า แต่น่าจะมีเทคโนโลยีและประสิทธิภาพการทำลายล้างสูงส่งกว่า และมีสามัญชนเข้ามามีส่วนร่วมในอัตราสูงกว่า

(น่าสนใจว่า ขณะที่เบน/ไคโล เร็น ดูคล้ายจะมุ่งมั่นหรือถูกฝึกฝนมาเพื่อทำสงครามแบบแรกเป็นหลัก เรย์ที่เต็มไปด้วยสัญชาตญาณ กลับมีทักษะในการทำสงครามสองด้านเท่าๆ กัน คือ อยู่ดีๆ เธอก็ใช้ดาบเลเซอร์ได้อย่างอยู่มือ และจู่ๆ เธอก็ขับยานอวกาศของ ฮาน โซโล ได้อย่างคล่องแคล่ว)

คงเป็นอย่างที่หลายคนวิเคราะห์ ว่า สตาร์วอร์สภาคล่าสุดนี้ เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวของตัวละครรุ่นใหม่ เพื่อตอบสนองคนดูกลุ่มใหม่ๆ ในทศวรรษ 2010

อย่างไรก็ตาม “ตัวละครรุ่นใหม่” ดังกล่าว ย่อมมีทั้งคนรุ่นใหม่ที่รับมอบมรดกความขัดแย้ง สืบทอดจิตวิญญาณการต่อสู้ มาจากคนรุ่นเก่าๆ ผ่านทาง “สายเลือด” หรือทางสถานะ “อัศวินเจได/อภิสิทธิ์ชน”

และคนรุ่นใหม่ที่เป็นสามัญชนธรรมดาๆ ผู้ไม่มีหัวนอนปลายเท้าแน่ชัด (และความไม่แน่ชัดที่ว่าก็อาจถูกทำให้มีลักษณะคลุมเครือเช่นนี้ตลอดไป) แต่จับพลัดจับผลูเข้ามามีบทบาทสำคัญ ท่ามกลางความขัดแย้งระดับมหภาค ในฐานะกลไกหนึ่งของกองทัพขนาดใหญ่ (รวมทั้งอาจถูกสังหารทิ้งได้ง่ายๆ หากพิจารณาจากชะตากรรมของตัวละครเก่าบางรายในหนังภาคใหม่)

น่าจับตาว่าหนังภาค 8 และ 9 ของไตรภาคสตาร์วอร์ส ลำดับที่สาม (ซึ่งจะไม่ได้ถูกกำกับโดยแอบรัมส์อีกแล้ว) จะผสมผสานองค์ประกอบสองส่วนนี้อย่างไร ให้มีความกลมกลืนและสนุกเข้มข้นขึ้น

หรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบคู่นี้จะนำพาเหล่าตัวละครไปสู่สถานการณ์แบบใดในหนังอีกสองภาคที่เหลืออยู่

คนมองหนัง

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2015 : พื้นที่ทางวัฒนธรรมอันหลากหลาย

 

(มติชนสุดสัปดาห์ 27 พ.ย.-3 ธ.ค. 2558)

ก่อนหน้าจะเดินทางไปร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2015 ผมตั้งคำถามเอาไว้ในใจเหมือนกัน ว่าเทศกาลภาพยนตร์แห่งนี้จะมีความแตกต่างจากเทศกาลภาพยนตร์อื่นๆ อย่างไร?

จากประสบการณ์อันจำกัดจำเขี่ย ข้อดีเด่นชัดของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติส่วนใหญ่ ตามความเห็นของผม ก็ได้แก่ การเป็นแหล่งรวบรวมจัดฉายหนังแปลกใหม่จากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งหาดูได้ไม่ง่ายนักในโรงภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ทั่วไป

เมื่อไปถึงเทศกาลภาพยนตร์โตเกียวจริงๆ ผมก็ได้พบถึง “ความแตกต่าง” บางอย่าง ซึ่งไม่เคยพบมาก่อนในเทศกาลหนัง 2-3 แห่ง ที่ตนเองเคยเข้าร่วมในฐานะคนดูธรรมดา

ในการพบปะพูดคุยระหว่างประธานคัดเลือกหนังสายประกวดของเทศกาลภาพยนตร์โตเกียวกับสื่อมวลชนนานาชาติ มีนักข่าวคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นว่าอะไรคือความแตกต่างระหว่างเทศกาลหนังโตเกียวกับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานของเกาหลีใต้ ที่ว่ากันว่าเป็น “เบอร์หนึ่งของเอเชีย” ยุคปัจจุบัน

ตัวแทนของเทศกาลโตเกียว ตอบว่า เทศกาลหนังทั้งสองไม่ได้เป็น “คู่แข่ง” กัน ทว่า เปรียบได้เป็น “พี่น้อง” ซึ่งทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยยกระดับให้วงการภาพยนตร์เอเชียมีเสน่ห์ดึงดูดใจมากยิ่งขึ้น

ก่อนที่เขาจะกล่าวถึงบุคลิกลักษณะเด่นๆ สองข้อ ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว ตามความเข้าใจของตนเอง

คือ หนึ่ง เทศกาลจะมุ่งทำหน้าที่แนะนำภาพยนตร์นานาชาติคุณภาพดีให้แก่คนดูชาวญี่ปุ่น

และสอง นี่เป็นเทศกาลที่จะคัดเลือกภาพยนตร์ โดยพิจารณาจากความโดดเด่นของตัวผลงาน และไม่สนใจอายุ ประสบการณ์ ชื่อเสียง ของตัวคนทำหนัง

เมื่อพิจารณาจากความเห็นของตัวแทนผู้จัดงาน เทศกาลภาพยนตร์โตเกียวจึงน่าจะมีจุดเด่นคล้ายๆ กับเทศกาลภาพยนตร์อีกหลายแห่งทั่วโลก นั่นคือ การเป็นแหล่งเผยแพร่วัฒนธรรมภาพยนตร์อันหลากหลายให้แก่คนดูท้องถิ่น

ประเด็นดังกล่าวถูกขยายให้มีความชัดเจนขึ้น โดยคณะกรรมการตัดสินรางวัลในสายการประกวดหลักประจำปีนี้

ในการแถลงข่าวกับสื่อมวลชน เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่ดีในทัศนะของคุณควรมีลักษณะอย่างไร?

ไบรอัน ซิงเกอร์ ประธานคณะกรรมการ และผู้กำกับฯ-โปรดิวเซอร์ชื่อดังจากฮอลลีวู้ด ตอบคำถามดังกล่าวว่า เทศกาลหนังที่ดี ไม่น่าเบื่อ ควรจะเป็นเทศกาลที่ประกอบด้วยภาพยนตร์คุณภาพดี หลากหลายแนว

ความสำคัญของความหลากหลายยิ่งถูกขับเน้นขึ้นไปอีก เมื่อมีผู้สื่อข่าวถามว่า ประเด็นสำคัญทางสังคม-การเมืองร่วมสมัย นอกโรงภาพยนตร์ จะมีผลต่อการตัดสินเลือกภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำเทศกาลหรือไม่?

กรรมการรายแรกๆ ที่ตอบคำถามนี้ ดูเหมือนจะไม่กล้าสวนกระแส “ความถูกต้องทางการเมือง” จึงพากันกล่าวว่า บริบททางสังคม-การเมืองนั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่คณะกรรมการต้องนำมาพิจารณาอย่างแน่นอน

กระทั่งถึงคิวของ ตราน อันห์ หุง ผู้กำกับฯ เชื้อสายเวียดนาม ที่ยืนหยัดอย่างชัดเจนว่า สำหรับเขา สิ่งสำคัญที่สุด คือ “ภาษาหนัง” เพราะ “ภาพยนตร์ที่ดี” คือหนังที่เลือกใช้ภาษาหนัง/ไวยากรณ์แบบใดแบบหนึ่ง เพื่อสื่อสารถึงประเด็นหลักที่อยู่ในหนังได้อย่างลงตัว

เขาจึงไม่มีทางตัดสินรางวัล โดยพิจารณาว่าหนังเรื่องไหนพูดเรื่องการเมืองมากหรือชัดกว่าหนังเรื่องอื่นๆ หรือหนังแนวไหนมีคุณค่ากว่าหนังแนวอื่นๆ

คำตอบของตราน ได้รับการสนับสนุนจากประธานคณะกรรมการอย่างซิงเกอร์ ที่กล่าวว่า ประเด็นทางสังคม-การเมืองอาจมีความสำคัญอยู่บ้าง แต่ถึงที่สุด หนังการเมืองย่อมไม่ใช่ “หนังดี” หากตัวคนทำไม่สามารถเลือกวิธีการถ่ายทอดประเด็นหลักของหนังออกมาได้อย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ในสายตาของทีมงานคัดเลือกหนังของเทศกาล ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น และคนดูอีกจำนวนหนึ่ง ดูเหมือนประเด็นทางสังคม-การเมืองร่วมสมัยของประเทศแหล่งกำเนิดภาพยนตร์เรื่องต่างๆ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาถึงผลงานชิ้นนั้นๆ อยู่ไม่น้อย

กรณีที่ชัดเจน ก็เห็นจะเป็นภาพยนตร์ไทยสองเรื่องที่ได้เข้าฉายในสายการประกวดหลักและสายการประกวดรองประจำปีนี้

สำหรับ “สแน็ป” ที่ได้ฉายในสายการประกวดหลักนั้น ถูกกล่าวถึงอย่างชัดแจ้งจากประธานคัดเลือกหนังสายดังกล่าว ว่าเป็นหนังรักวัยรุ่น ซึ่งพูดถึงประเด็นการเมืองไทยร่วมสมัย อย่างน่าสนใจ

คล้ายกันกับที่ประธานคัดเลือกหนังสายเอเชี่ยน ฟิวเจอร์ กล่าวถึง “มหาสมุทรและสุสาน” ว่า เป็นหนังโรด มูฟวี่ ที่เผยให้เห็นถึงประเด็นลึกซึ้งว่าด้วยความขัดแย้งทางศาสนาและชาติพันธุ์

หลัง “สแน็ป” ฉายรอบสื่อมวลชนจบ มีสื่อจากเกาหลีใต้ ที่สามารถตีความหนังเรื่องนี้ได้อย่างแหลมคม โดยระบุว่าการต่อสู้กับความทรงจำเรื่องความรักของนางเอกภายในหนัง ก็คงไม่ต่างอะไรกับการต่อสู้และสภาวะขัดแย้งทางการเมืองไทย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

น่าเสียดายที่ผมไม่มีโอกาสได้ดู “มหาสมุทรและสุสาน” จึงไม่ทราบว่า มีผู้ชมและสื่อมวลชนพูดถึงหนังเรื่องนี้ว่าอย่างไรบ้าง

เมื่อพูดถึงหนังไทยแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวถึงหนังของประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “ฟิลิปปินส์”

ในปีนี้ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว ร่วมกับ เจแปน ฟาวเดชั่น เอเชีย เซ็นเตอร์ จัดโปรแกรมพิเศษ “ครอสคัต เอเชีย” เป็นปีที่สอง

เมื่อปีที่แล้ว ทางผู้จัดได้แนะนำภาพยนตร์ไทยหลากหลายแนวให้คนดูชาวญี่ปุ่นได้รับชม ขณะที่ในเทศกาลครั้งล่าสุด โปรแกรมดังกล่าวได้มุ่งความสนใจไปยังวงการภาพยนตร์ฟิลิปปินส์

มีทั้งการจัดโปรแกรมเรโทรสเป็กทีฟให้แก่ บริลลันเต้ เมนโดซ่า ผู้กำกับคนสำคัญของวงการหนังฟิลิปปินส์ มีการฉายหนังใหม่ของคนทำหนังรุ่นเก๋าอย่าง คิดลัท ทาฮิมิก ตลอดจนมีการฉายผลงานของคนทำหนังรุ่นใหม่ๆ อีกหลายราย

แต่จุดน่าสนใจจริงๆ ก็ได้แก่ การเสวนาถึงวงการหนังฟิลิปปินส์ร่วมสมัย ที่เต็มไปด้วยผลงานต้นทุนไม่สูง แต่คุณภาพดี ของผู้กำกับฯ อายุน้อย ซึ่งได้รับการยอมรับจากเทศกาลหนังนานาชาติ และบางเรื่องก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มคนดูภายในประเทศ

จนมีการบัญญัติศัพท์คำว่า “เมนดี้ส์” อันเกิดจากการผสมคำระหว่าง “เมนสตรีม” กับ “อินดี้” ขึ้นมาใช้อธิบายหนังกลุ่มนี้

ในปัจจุบัน ประเทศฟิลิปปินส์มีเทศกาลหนังสำคัญ ทั้งที่จัดโดยหน่วยงานของรัฐบาล และจัดโดยเอกชน (เป็นความร่วมมือระหว่าง บริลลันเต้ เมนโดซ่า กับบริษัทจัดจำหน่ายภาพยนตร์เจ้าใหญ่) เทศกาลภาพยนตร์เหล่านี้ ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่จัดฉายหนังแปลกๆ ทั่วทุกมุมโลก หรือหนังอินดี้ของผู้กำกับฯ ภายในประเทศเท่านั้น

ทว่า ยังมีหน้าที่มอบทุนสนับสนุนให้แก่คนทำหนัง/โปรเจ็กต์หนังที่น่าสนใจ โดยในส่วนของเทศกาลเกิดใหม่ที่จัดโดยฝ่ายเอกชน ก็ถึงกับมีข้อบังคับว่าหนังที่ได้รับทุน จะต้องมีตัวละครที่เป็นคนในชนบท ขณะที่ฝ่ายผู้พิจารณามอบทุน ก็พยายามจะกระจายทุนให้แก่คนทำหนัง/เรื่องราวจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

นี่ส่งผลให้ฟิลิปปินส์สามารถผลิตคนทำหนังรุ่นใหม่ ที่เต็มไปด้วยฝีไม้ลายมือ ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้น น่าสังเกตว่า การมุ่งปั้นคนทำหนังในประเทศ ได้กลายเป็นจุดเด่นสำคัญของเทศกาลภาพยนตร์ในฟิลิปปินส์ และเป็นจุดเด่นที่แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยก็ยังไม่มี

กลับมาที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวกันต่อ จุดเด่นข้อสุดท้าย ที่ทำให้เทศกาลนี้เป็นมากกว่าเทศกาลหนัง ก็คือ การจัดกิจกรรมอื่นๆ เพื่อพยายามเชื่อมโยงโลกของภาพยนตร์ ออกไปสู่พื้นที่นอกจอ/นอกโรงภาพยนตร์

ที่เห็นได้ชัดก็คือ การจัดกิจกรรมมอบรางวัลเกียรติยศซามูไร อวอร์ดส ให้แก่ โยจิ ยามาดะ และจอห์น วู ณ โรงละครคาบุกิซะ ผนวกด้วยการแสดงคาบุกิ และการจัดฉายภาพยนตร์เก่าของ อากิระ คุโรซาว่า ที่ดัดแปลงจากบทละครคาบุกิ เช่นกัน

นี่จึงเป็นการเชื่อมสื่อในยุคใหม่อย่างภาพยนตร์ เข้ากับสื่อการแสดงแบบประเพณี (น่าเสียดาย ที่ผมต้องพลาดกิจกรรมนี้ เพราะไม่ได้พกเสื้อสูทติดกระเป๋าเดินทางไปด้วย)

ไม่ใช่แค่เชื่อมศิลปะภาพยนตร์เข้ากับศิลปะการแสดงประเภทอื่น แต่ผู้จัดเทศกาลยังพยายามเชื่อมโยงการจัดฉายภาพยนตร์เข้ากับกิจกรรมการรับประทานอาหาร

ด้วยการแปรพื้นที่ลานด้านล่างบางส่วนของรปปงหงิ ฮิลล์ส อันเป็นสถานที่จัดเทศกาล ให้กลายเป็นลานอาหาร โดยมีเชฟระดับติดดาวมิชลิน มาคิดค้นเมนูประยุกต์ราคาไม่แพง เพื่อรองรับผู้เข้ามาชมภาพยนตร์

คนดูหนังจึงมีโอกาสได้ทานอาหารญี่ปุ่น, ฟิวชั่น, ยุโรป รสชาติดีๆ ในราคาที่คิดเป็นเงินไทยเพียงหลักร้อยบาท

คล้ายกับว่าลานอาหารแห่งนี้จะไม่มีความข้องเกี่ยวกับโลกของภาพยนตร์โดยตรง แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่านี่เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมอีกชนิดหนึ่งของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว ซึ่งแยกไม่ขาดจากตัวเทศกาล แถมยังมีนักดูหนัง ตลอดจนสื่อมวลชน ให้ความสนใจ มาใช้บริการกันค่อนข้างเยอะ

ปิดท้ายด้วยกิจกรรมดนตรี “ซีเนม่า มิวสิก แจม” ซึ่งเป็นเวทีที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากลานอาหารมากนัก และมีโปรแกรมการแสดงช่วงหัวค่ำ ในครึ่งหลังของเทศกาล

กิจกรรมนี้จะมีกลุ่มนักดนตรีสากลฝีมือดีของญี่ปุ่นมาเป็นศิลปินหลักประจำเวที เพื่อขับกล่อมบรรเลงคนดูหนังหรือผู้คนที่เดินผ่านไปมาในย่านนั้น ด้วยเพลงดังๆ จากภาพยนตร์หลากหลายแนว โดยในแต่ละวัน ก็จะมีนักร้องรับเชิญหมุนเวียนสับเปลี่ยนมาร่วมแสดงกับกลุ่มนักดนตรีหลัก

ผมมีโอกาสได้เข้าไปชมและฟังการแสดงในวันที่ 26 ตุลาคม ซึ่งมีนักร้องรับเชิญเป็น “คริส ฮาร์ต” ศิลปินผิวสีชาวอเมริกันวัย 31 ปี ที่มีความสนใจในดนตรี ภาษา และวัฒนธรรมญี่ปุ่น ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น

ปัจจุบัน ฮาร์ต เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเป็นศิลปินออกอัลบั้มเพลงภาษาญี่ปุ่น ในประเทศญี่ปุ่น และการขึ้นแสดงบนเวทีซีเนม่า มิวสิก แจม ก็ตอกย้ำให้คนดูเห็นว่า เขาสามารถร้องเพลงภาษาญี่ปุ่นได้ดี ดุจเดียวกันกับเจ้าของภาษาเลยทีเดียว

โดยสรุป ถ้าจะถามผมว่าอะไรคือจุดเด่นของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว คำตอบแรกที่คิดออกทันที ก็คงจะเป็น “ความหลากหลาย”

หลากหลายทั้งในเรื่องแนวทางของหนังที่ถูกคัดเลือกมาฉาย

หลากหลายทั้งในเรื่องกิจกรรมทางวัฒนธรรม ที่ครอบคลุมตั้งแต่ภาพยนตร์, การแสดงคาบูกิ เรื่อยมาจนถึงกิจกรรมลานอาหารและเวทีดนตรีนานาชาติ

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวจึงกอปรขึ้นจากความหลากหลาย ที่หลุดพ้นออกจากกรอบแคบๆ ของโลกแห่งภาพยนตร์ แต่ยังเป็นเวทีของศิลปะ/ศิลปินหลากแขนง ซึ่งสามารถเชื่อมโยงความแตกต่างทางภาษา-ชาติพันธุ์ ให้มาโลดแล่นเคียงคู่กันได้อย่างมีเสน่ห์