ข่าวบันเทิง

Ten Years หนังดิสโทเปียว่าด้วยอนาคตฮ่องกงในสิบปีข้างหน้า ที่หาญกล้าท้าทายรบ.ปักกิ่ง

“Ten Years” ภาพยนตร์อิสระทุนสร้างต่ำ ที่ประกอบด้วยหนังสั้นจำนวน 5 เรื่อง ซึ่งเพิ่งคว้ารางวัล “ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม” บนเวทีฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้สร้างความวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่งให้แก่รัฐบาลจีนที่กรุงปักกิ่ง เนื่องจากหนังนำเสนอภาพแทนของสังคมฮ่องกงภายใต้การปกครองของจีนในปี 2025 ที่ไม่ดีงามสักเท่าใดนัก

หนังสั้นทั้ง 5 เรื่อง ที่ถูกเรียงร้อยกันเป็นภาพยนตร์ขนาดยาวชิ้นนี้ ได้รับโอกาสให้ออกฉายตามโรงภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ในเวลาอันสั้น ขณะที่บางโรงภาพยนตร์ก็ปฏิเสธไม่ยอมฉายหนัง ทางออกของผู้ผลิตจึงได้แก่ การนำหนังไปตระเวนฉายตามมหาวิทยาลัย, การต้องเช่าโรงเพื่อฉายหนัง รวมทั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก

อย่างไรก็ตาม หนังที่มีทุนสร้างเพียง 5 แสนดอลลาร์ฮ่องกง (ราวสองล้านบาท) กลับโกยรายได้เกินความคาดหมายไปมากถึง 6 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 27 ล้านบาท)

การถูกจำกัดพื้นที่ฉายหนังบนเกาะฮ่องกงเกิดขึ้นสอดคล้องกับการที่หนังสือพิมพ์โกลบอล ไทม์ส ซึ่งเป็นของรัฐบาลจีน วิจารณ์ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ “บ้าบอคอแตกสิ้นดี” “มองโลกในแง่ร้ายสุดๆ” และมีสถานะเป็น “เชื้อไวรัสร้ายในทางจิตใจ”

ขณะเดียวกัน ทีวีช่องหลักของจีนแผ่นดินใหญ่ก็ตัดสินใจระงับโปรแกรมการถ่ายทอดสดงานประกาศรางวัลฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ โดยหลายฝ่ายเชื่อว่า เหตุผลสำคัญน่าจะอยู่ที่การมีชื่อเข้าชิงรางวัลใหญ่ของ Ten Years

ทั้งนี้ นี่เป็นครั้งแรกนับแต่ปี 1991 ที่ผู้ชมในจีนแผ่นดินใหญ่ ไม่ได้ดูการถ่ายทอดสดงานมอบรางวัลฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ หรือ งานมอบรางวัลม้าทองคำของไต้หวัน ทางจอโทรทัศน์

ซู ข่าย นักวิจารณ์ภาพยนตร์ และนักวิชาการประจำสถาบันศิลปะการแสดงแห่งฮ่องกง กล่าวถึงปฏิกิริยาดังกล่าวของจีนแผ่นดินใหญ่ว่าเป็น “สิ่งผิดพลาด”

“แน่นอน ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องโง่เง่ามาก ที่จีนแผ่นดินใหญ่ตัดสินใจระงับการถ่ายทอดสดงานมอบรางวัลฯ แต่นี่ก็เป็นปฏิกิริยาที่มักเกิดขึ้นอยู่เสมอ เมื่อพวกเขาไม่ต้องการให้ประชาชนได้รับรู้บางสิ่งบางอย่างมากเกินไป”

 

“หนังเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนี่คือภาพยนตร์เรื่องแรกในรอบทศวรรษ ที่พยายามขบคิดถึงสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นบนเกาะฮ่องกง” ซู ข่าย กล่าวถึง Ten Years

แอนดรูว์ ชอย โปรดิวเซอร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ระบุภายหลัง Ten Years ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมว่า

“ความหมายของรางวัลนี้ คือ การแสดงให้เห็นว่าฮ่องกงยังคงมีความหวัง รางวัลนี้ย้ำเตือนให้พวกเราตระหนักว่า เราพึงมีความกล้าหาญในการแสดงออกซึ่งความคิดสร้างสรรค์ ผมขอขอบคุณผู้ชมทุกคนที่ตีตั๋วมาดูหนังเรื่องนี้”

ขณะที่ อึ้ง กาเหลียง หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์ ระบุว่า เขาไม่สนใจว่าทางการปักกิ่งจะคิดอย่างไรกับหนังเรื่องนี้ เขาสนใจแต่เพียงว่าคนฮ่องกงคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับตัวหนังมากกว่า

“ถ้าพวกคุณถามผมถึงปฏิกิริยาที่ทางปักกิ่งอาจมีต่อพวกเรา (คนทำหนัง) ผมก็จะตอบว่า มันไม่เห็นมีน้ำยาตรงไหนเลย เพราะหนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อประชาชนชาวฮ่องกง พวกเราคนทำหนังต่างเปิดใจกว้างทั้งต่อเสียงที่ชอบและไม่ชอบภาพยนตร์ พวกเราหวังเพียงแค่ว่าคนฮ่องกงจะมีโอกาสได้แสดงความรู้สึกนึกคิดของตนเองออกมา พวกเราต้องการให้ผู้คนคิดถึงอนาคตของเกาะแห่งนี้” อึ้ง กา-เหลียง กล่าว

ส่วน ดีเรค ยี ประธานจัดงานมอบรางวัลฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ ได้กล่าวก่อนจะประกาศให้ Ten Years ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ว่า

“ประธานาธิบดีรูสเวลท์เคยพูดเอาไว้อย่างหนึ่งว่า สิ่งเดียวที่เราพึงกลัว ก็คือ การมีความขลาดกลัวนั่นเอง”

หนังสั้น 5 เรื่องชุดนี้ ฉายภาพโลกอนาคตในภาวะดิสโทเปียของผู้คนบนเกาะฮ่องกง ที่มีความวิตกกังวลเกาะกุมสภาพจิตใจเพิ่มมากขึ้น เมื่อพวกเขาถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยรัฐบาลจีนที่ปักกิ่ง ซึ่งเข้ามากุมอำนาจบนเกาะแห่งนี้อย่างเต็มที่ กระทั่งภาษาจีนท้องถิ่นหรือผลิตภัณฑ์การเกษตรที่เคยใช้อยู่แต่เดิม ก็ยังถูกห้ามใช้

หนังสั้นตอนหนึ่ง เล่าเรื่องราวของกลุ่มเยาวชนที่สวมใส่ชุดยูนิฟอร์มทหาร และออกสำรวจตรวจตราบรรดาผู้มีพฤติกรรมต่อต้านรัฐบนท้องถนน

หนังอีกตอนหนึ่ง กล่าวถึงภาวะสูญหายของภาษาจีนกวางตุ้ง ซึ่งคนฮ่องกงเคยใช้สื่อสารกัน

ส่วนหนังสั้นตอนปิดท้าย ก็มีฉากผู้ประท้วงที่เผาตนเองหน้าสถานกงสุลสหราชอาณาจักร (ซึ่งส่งมอบฮ่องกงคืนแก่จีนในปี 1997) ที่ทำให้คนดูหลายรายถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่

แรมซี่ เยาวชนวัย 18 ปี ที่ได้ชม Ten Years ให้สัมภาษณ์ว่าหนังเรื่องนี้ทำให้เขาคิดว่า “เราต้องออกมาเคลื่อนไหว … และสิ่งเลวร้ายที่สุดบางประการที่ถูกทำนายว่าอาจเกิดขึ้นในอนาคต ก็ได้เกิดขึ้นมาแล้วในปัจจุบัน ผมจึงไม่มีความเชื่อมั่นในจีนแผ่นดินใหญ่อีกต่อไป และแม้แต่อังกฤษก็ไม่สามารถช่วยเหลือพวกเราได้แม้แต่น้อยเช่นกัน เพราะไม่มีใครกล้าจะยืนชนกับจีน”

สอดคล้องกับคนดูบางส่วนที่เห็นว่าควรปกป้องฮ่องกง จากภาวะเสื่อมทรุดขนาดหนัก และภาวะสูญสิ้นซึ่งอัตลักษณ์

“เป็นความจริงว่าสิ่งแย่ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นกับฮ่องกง ณ ปัจจุบันนั้น มันถือกำเนิดขึ้นก่อนหน้าสถานการณ์อนาคตในภาพยนตร์เรื่องนี้เสียอีก” โจว กวน-ไว หนึ่งในผู้กำกับหนัง ระบุ

น่าสนใจว่า หลัง Ten Years ออกฉาย ผู้จำหน่ายหนังสือวิพากษ์รัฐบาลจีนจำนวนห้าคนก็หายสาบสูญจากเกาะฮ่องกง ก่อนจะถูกออกข่าวว่าโดนจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจีน นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุการณ์ ตำรวจยิงปืนขึ้นฟ้า ระหว่างการปะทะกันของกลุ่มผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคง ในช่วงตรุษจีน

“หลายๆ คนบอกกับเราว่า พวกเราไม่ต้องรอจนถึงสิบปีหรอก เพราะเหตุการณ์ในภาพยนตร์เรื่องนี้มันได้เกิดขึ้นแล้วในโลกความจริง” อึ้ง กาเหลียง บอกและว่า “พวกเราต้องการภูมิปัญญาและความกล้าหาญ เพื่อใช้เผชิญหน้ากับอนาคต เพื่อใช้เผชิญหน้ากับสภาวการณ์ไร้สาระอันน่าขบขัน ซึ่งฮ่องกงกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้”

 

“หนังของพวกเราไม่ใช่คำพยากรณ์ แต่มันคือความปรารถนาที่จะเผชิญหน้ากับอนาคตร่วมกัน เมื่อปีศาจผงาดขึ้นครองอำนาจ พวกเราต้องไม่สูญเสียความหวังไปโดยเด็ดขาด” อึ้ง กาเหลียง กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา http://www.theguardian.com/world/2016/mar/11/ten-years-the-terrifying-vision-of-hong-kong-that-beijing-wants-obscured

http://www.theguardian.com/world/2016/apr/04/hong-kong-film-awards-ten-years-wins-top-prize-amid-china-anger

Advertisements
ข่าวบันเทิง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

ทำไมละครจักรๆ วงศ์ๆ “ดินน้ำลมไฟ” ออกอากาศแค่10ตอน แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น “สี่ยอดกุมาร”?

เซอร์ไพรส์แฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ ไม่น้อย เมื่อ “ดินน้ำลมไฟ” ที่ออกอากาศต่อจากละครเรตติ้งสูงอย่าง “แก้วหน้าม้า” นั้น ออกอากาศได้เพียงแค่ 10 ตอน ก่อนจะมีการเปลี่ยนชื่อละครเป็น “สี่ยอดกุมาร”

โดย “สี่ยอดกุมาร” ตอนแรกนั้นได้ฤกษ์ประเดิมออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ “ดินน้ำลมไฟ” และ “สี่ยอดกุมาร” ล้วนดัดแปลงมาจากนิทานพื้นบ้าน “จำปาสี่ต้น” เหมือนกัน จะแตกต่างกันตรงที่ใน “ดินน้ำลมไฟ” ตัวละครเอก ซึ่งเป็นน้องคนสุดท้องจะเป็นผู้หญิง ผิดกับใน “สี่ยอดกุมาร” ที่ตัวละครเอกสี่ราย ล้วนเป็นชายทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ใน “สี่ยอดกุมาร 2559” ตัวละครน้องสุดท้องจะยังเป็นผู้หญิงตามโครงเรื่องของ “ดินน้ำลมไฟ”

มีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ค่ายสามเศียรตัดสินใจเปลี่ยนชื่อละครกลางคันว่า เพราะชื่อ “ดินน้ำลมไฟ” ไม่ขลังและไม่ดึงดูดคนดูเท่ากับ “สี่ยอดกุมาร”

ซึ่งจากการตรวจสอบผลการวัดเรตติ้งของเอจีบีนีลเซ่น การวิเคราะห์แนวนี้ก็น่าจะมีส่วนถูกต้องไม่น้อย เนื่องจาก “ดินน้ำลมไฟ” สิบตอนแรก ไม่สามารถทำเรตติ้งขึ้นสู่อันดับท็อปเท็นของช่อง 7 ได้ ผิดกับ “แก้วหน้าม้า” ที่ประคองตัวอยู่ในสิบอันดับแรกแบบสบายๆ ได้เกือบตลอดเวลาที่ออกอากาศ

อย่างไรก็ดี มีการวิเคราะห์อีกแนวทางหนึ่ง ซึ่งเสนอว่า การที่ค่ายสามเศียรตัดสินใจออกอากาศละครในชื่อ “ดินน้ำลมไฟ” ในช่วงสิบตอนแรกนั้น อาจเป็นเพราะเขียนบทไม่ทัน เนื่องจากทางค่ายได้ปรับเปลี่ยนแผนการสร้างละครที่จะออนแอร์ต่อจาก “แก้วหน้าม้า” อยู่หลายรอบ กว่าจะลงตัวที่ “ดินน้ำลมไฟ-สี่ยอดกุมาร”

ดังนั้น ในช่วงแรกที่เขียนบทให้ “สี่ยอดกุมาร 2559” ไม่ทัน ทางสามเศียรเลยไปนำเอาบทละคร “สี่ยอดกุมาร 2544” มาใช้ชั่วคราว เพื่อแก้ปัญหาระยะต้น และใช้ชื่อละครว่า “ดินน้ำลมไฟ” ขัดตาทัพไปก่อน

เมื่อเขียนบทเวอร์ชั่นใหม่ลงตัวแล้ว จึงมีการเปลี่ยนชื่อมาเป็น “สี่ยอดกุมาร”

การวิเคราะห์แนวทางที่สอง ดูเหมือนจะสอดคล้องกับคำประกาศของ “สยม สังวรบุตร” บิ๊กบอสส์แห่งค่ายดีด้า-สามเศียร ซึ่งก่อนที่ “แก้วหน้าม้า” จะอวสาน คุณลอร์ด สยม ได้ออกมาโพสต์ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวว่า

อดใจรออีกนิดคุณจะได้มันหยดกับละครที่นำมาทำทีไรเป็นถูกอกถูกใจแฟน และคราวนี้ก็เช่นกัน พระ-นาง หล่อ-สวย-เก่ง แถมเข้ากัน เนื้อเรื่องก็มันหยดไม่แพ้เวอร์ชั่นไหนๆ ฝากเชียร์ บุ๊ค-ลูกตาล พระนางที่ทุ่มเททำการแสดงแบบไม่ห่วงเหนื่อยห่วงร้อนกันเลย วันนี้เรามาเก็บฉากป่าอาถรรพ์กันถึงจ. สระบุรี เหนื่อยร้อนแต่คุ้มครับ ได้ภาพสวยๆ กลับไปฝากเพียบเลย รอชมนะครับ “ดินน้ำลมไฟ ภาคแรกของ ๔ ยอดกุมาร” เร็วๆ นี้ทางช่อง 7 สีและช่อง 7 HD

และก่อนหน้า “ดินน้ำลมไฟ 2559” จะลาจอ เพื่อหลีกทางให้ “สี่ยอดกุมาร 2559” ได้ลงจอนั้น คุณลอร์ดก็ได้โพสต์ข้อความลงในอินสตาแกรมอีกเช่นกัน โดยระบุว่า

กระจองงอง กระจองงองเจ้าข้าเอ้ยยย รู้รึยัง “ดินน้ำลมไฟ” จะอวสานวันเสาร์นี้ พอวันอาทิตย์เราก็จะได้สนุกตื่นเต้นกับสี่จอมยุ่งน่ารักน่าหยิกแถมมีอิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์กับปฐพีคงคาวายุแสงสุรีย์ และน้าผีจมูกบี้กรุ้งกริ้งๆ ใน “สี่ยอดกุมาร”

จากข้อมูลที่บิ๊กบอสส์ดีด้า-สามเศียร เปิดเผยออกมาในสองช่วงเวลา ดูคล้ายว่า การแบ่งแยก “ดินน้ำลมไฟ” และ “สี่ยอดกุมาร” ออกเป็นสองภาค จะถูกคิดวางแผนมาพอสมควร

อาจจะเพื่อสร้างจุดขายใหม่ๆ หรือเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ก็เป็นไปได้ทั้งสองทาง

ขอบคุณข้อมูลจากอินสตาแกรม @lorddida, http://pantip.com/topic/35070223http://pantip.com/topic/35072682

คนมองหนัง

ภายในเขาวงกตอันเวียนวน ของ “สุขสันต์วันกลับบ้าน”

(มติชนสุดสัปดาห์ 22-28 เมษายน 2559)

หากมองจากหน้าหนัง “Take Me Home : สุขสันต์วันกลับบ้าน” ภาพยนตร์ของ “ก้องเกียรติ โขมศิริ” ซึ่งเคยฝากฝีมือไว้ในผลงานน่าจดจำอย่าง “ลองของ” และ “เฉือน” ก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย

จากมือดีของค่ายไฟว์สตาร์ ก้องเกียรติโยกมาทำหนังที่สหมงคลฟิล์ม โดยผลงานกับสหมงคลฯ ของเขาอีกหนึ่งเรื่อง ซึ่งกำลังจะลงโรงฉาย คือ “ขุนพันธ์” ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวชีวประวัติของพลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช

แต่ไปๆ มาๆ ก้องเกียรติก็หันมาทำ Take Me Home ซึ่งเป็นหนังแนว “ผี-สยองขวัญ” ร่วมกับนอร์ธสตาร์    โปรดักชั่น ของอดีตนางเอก “กัญญารัตน์ จิรรัชชกิจ” ที่นอกจากจะผลิตรายการท่องเที่ยวทางโทรทัศน์แล้ว ยังอำนวยการผลิตหนังไทยดีๆ หลายเรื่องในช่วงหลัง โดยเฉพาะ “ตั้งวง” และ “สแน็ป” ของ “คงเดช จาตุรันต์รัศมี”

ยิ่งกว่านั้น ในการผลิตภาพยนตร์เรื่องนี้ ก้องเกียรติยังได้คนทำหนังรุ่นอาวุโส (ผู้ยังแอ๊กทีฟอยู่) อย่าง “หม่อมน้อย” หรือ “ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล” มาเป็นที่ปรึกษา มีมือตัดต่ออันดับต้นๆ ของไทย (และเอเชีย) อย่าง “ลี ชาตะเมธีกุล” มาทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ “หรินทร์ แพทรงไทย” รวมทั้งมีคงเดชมาเป็นหนึ่งในทีมงานสร้างสรรค์เนื้อเรื่อง

ที่สำคัญสุด หนังฟอร์มกลางๆ เรื่องนี้ สามารถดึงตัวดาราแม่เหล็ก “มาริโอ้ เมาเร่อ” มาเป็นนักแสดงนำได้สำเร็จ

ทว่า ผลตอบรับจากผู้ชมกลับไม่อู้ฟู่คึกคักมากนัก หากเปรียบเทียบกับ “หลวงพี่แจ๊ส 4G” ที่ออกฉายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

เมื่อลองไปชม “Take Me Home : สุขสันต์วันกลับบ้าน” ในโรงภาพยนตร์ ก็พบว่าหนังเรื่องนี้จัดเป็น “งานฝีมือ” ที่มีคุณภาพดีทีเดียว

หนังเล่นสนุกกับวิถีทางการนำเสนอเรื่องราวที่ตนเองเลือกแล้ว กล่าวคือ เรื่องราวที่หนังจะเล่าและวิธีการนำเสนอนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือวิธีการใหม่ๆ แต่อย่างใด

ทว่า ก้องเกียรติและทีมงานสนับสนุนก็พยายามเสาะหาเหลี่ยมมุมลูกเล่นอันแพรวพราว แล้วเพิ่มเติมเสริมแต่งลงไปในกลวิธีการเล่าเรื่อง

กระทั่ง Take Me Home มีสถานะเป็นหนังที่คล้ายจะก่อรูปขึ้นมาจากองค์ประกอบเดิมๆ แต่กลับมิใช่หนังในแนวทางเก่าๆ อันน่าเบื่อหน่าย

หนังเล่าเรื่องราวของชายหนุ่มชื่อ “แทน” ผู้มีอาการความจำเสื่อมจากการประสบอุบัติเหตุ จนไม่สามารถจดจำอะไรในชีวิตได้เลย นอกจากชื่อของตนเอง

หลังได้รับการรักษาเยียวยา แทนจึงใช้ชีวิตอย่างเคว้งคว้างอยู่ในโรงพยาบาล อย่างไรก็ดี แทนพยายามสืบค้นข้อมูลมาตลอดว่า แท้จริงแล้วตนเองคือใคร และครอบครัวของเขาอยู่ที่ไหน

จนวันหนึ่ง “เสียงผู้หญิงลึกลับ” ก็นำพาเขาไปพบหลักฐานเอกสารบางอย่าง

แล้วแทนก็หาหนทางกลับ “บ้าน” ของตนเองเจอ

ตรงทางเข้าบ้าน แทนพบแม่บ้านที่เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เล็ก ก่อนที่เธอจะขับรถกอล์ฟพาเขาไปยังบ้านหลังใหญ่ รูปทรงโอ่อ่าทันสมัยน่าอยู่

ที่นั่น ชายหนุ่มได้พบปะทักทายกับ “ทับทิม” พี่สาวฝาแฝดหน้าตาสะสวย แต่มีบุคลิกลึกลับน่าสงสัย

ทับทิมแต่งงานอยู่กินกับพ่อหม้ายลูกสอง เธอเหมือนจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ประจำบ้าน ซึ่งสามารถกำหนดควบคุมทุกสิ่งและทุกคนได้อย่างอยู่หมัด

ใช้เวลาไม่นานนัก แทนก็เริ่มตระหนักว่าบ้านหลังนี้เก็บงำความลับและซ่อนแฝงความน่าสะพรึงกลัวบางประการเอาไว้

ในฐานะหนังผี Take Me Home เฉลยไคลแม็กซ์ของตัวเองอย่างรวดเร็ว (ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงแรกของภาพยนตร์)

แต่ถึงจะไปเฉลยปมดังกล่าวเอาตอนท้ายเรื่อง หนังก็อาจถูกจัดอยู่ในหมวด “หนังผีเชยๆ” อยู่ดี เพราะตลอดทศวรรษที่ผ่านมา มีหนังผีซึ่งเล่นกับเงื่อนปมทำนองนี้มานักต่อนัก นับจาก “จุดเริ่มต้น” อย่าง “The Others” ของ “อเลฮานโดร อเมเนบาร์”

ความน่าสนใจจึงอยู่ที่ว่า หลังก้องเกียรติได้เฉลยปมเบื้องต้นในฐานะหนังผีของ “Take Me Home : สุขสันต์วันกลับบ้าน” จนเรียบร้อยหมดจดแล้ว เขาจะพาหนังเดินทางต่อไปทางไหนและอย่างไรมากกว่า?

วิธี “ไปต่อ” ที่ก้องเกียรติเลือกใช้ ก็ชวนให้นึกถึงหนังที่มาก่อนหน้าอีกหนึ่งชุด เช่น “เปนชู้กับผี” ของ “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง” รวมถึง “จันดารา” เวอร์ชั่น “นนทรีย์ นิมิบุตร” (ตลอดจนเพลงนำของภาพยนตร์เรื่องนั้นที่แต่งโดยคงเดช ชื่อ “เงาอารมณ์”)

ซึ่งทั้งหมดล้วนบอกเล่าเรื่องราวอันเวียนวนมิรู้จบอยู่ในเขาวงกตแห่งชะตากรรม (หรือกฎแห่งกรรม) โดยไม่มีทางออกไปไหน

เรื่องตลกร้าย ก็คือ ไม่ได้มีเพียงแค่ตัวละครใน Take Me Home เท่านั้น ที่ต้องเผชิญกับภาวะ “หนีเสือปะจระเข้” อยู่ร่ำไป

ทว่า ในแง่การเล่าเรื่อง ก็คล้ายกับว่าก้องเกียรติและทีมงานพยายามหลบหลีกวงจรการดำเนินเรื่องแบบเดิมๆ ชนิดหนึ่ง เพื่อมาเผชิญหน้ากับวงจรเดิมๆ อีกชนิด จนไม่รู้จะวิ่งหนีไปไหนต่อดี

อย่างไรก็ตาม กระบวนการเล่าเรื่องไป “หนี” ไป (แต่สุดท้ายก็ “หนี” ไม่พ้น) ในภาพยนตร์เรื่องนี้ กลับราบรื่น สนุกสนาน และมีเทคนิคการนำเสนอที่ร่วมสมัยพอสมควร

หรืออย่างน้อย คนดูก็มีโอกาสได้มองเห็นความพยายามจะต่อสู้ต่อรองกับโครงสร้างของเรื่องเล่าอันมหึมาไพศาล โดยผู้กำกับและทีมงาน

แม้กระทั่ง “บทสรุปอันคมคาย” ของ Take Me Home ก็ “ไม่ใหม่” มากนัก

ในตอนท้าย หนังวิพากษ์ “ผี” แห่งการแสวงหาความสมบูรณ์แบบ (ที่ไม่มีอยู่จริง) และ/หรือ “ผี” แห่งความเป็นไทย (ผ่านอุปลักษณ์ “นางรำ”) ผู้ครอบงำ “บ้าน” (หรือภาพจำลองขนาดย่อยของสังคม) เอาไว้ด้วยแรงแค้น

(กรณี “นางรำ” “ความเชื่อ” “อำนาจ” และ “ความเป็นไทย” ก็ทำให้นึกถึงหนังเรื่อง “ตั้งวง” อยู่รางๆ)

ก่อนจะสรุปข้อคิดว่า เราต้องเปิดใจและใช้ชีวิตอยู่กับ “ความไม่สมบูรณ์แบบ” หรือ “ความแปลกแยกแตกต่าง” (ที่มีอยู่จริง) ให้จงได้

(ซึ่งสอดคล้องต้องตรงกับจุดยืนของหนังผีหลายเรื่องโดย (อดีต) ค่ายจีทีเอช เช่น “ลัดดาแลนด์” และ “พี่มาก..พระโขนง”)

อย่างไรก็ดี ในแง่เนื้อหา Take Me Home ยังทิ้งอะไรไว้ให้ฉุกคิดอยู่ไม่น้อย

อาทิ “แทน” ที่ความทรงจำสาบสูญและหายตัวออกจากบ้านไปเป็นระยะเวลา 10 ปี ซึ่ง “สุญญากาศหนึ่งทศวรรษ” ดังกล่าว ก็เกิดขึ้นระหว่างปี “2549-2559” พอดิบพอดี

จนไม่แน่ใจว่าการกำหนดรอยต่อช่วงเวลาเช่นนี้ คือการแสดงนัยยะทางการเมืองใดๆ อยู่หรือไม่?

นอกจากนั้น การวางพล็อตในลักษณะนี้ยังชี้ให้เห็นถึงกลิ่นอายสไตล์ “คงเดช” ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เขียนเนื้อเรื่องแรกเริ่มของ Take Me Home ก่อนจะถูกนำมาดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์โดยก้องเกียรติ

สิ่งติดค้างอีกประการ ซึ่งเป็นคำถามส่วนตัวของผมเอง ก็คือ ท่ามกลางความพยายามของหนังเรื่องนี้ ที่จะแสวงหา “จุดประนีประนอม” ว่า “เรา” ไม่สามารถหลบหนี หากจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับ “ความไม่สมบูรณ์/ความแปลกแยก/ความแตกต่าง” ให้ได้นั้น

ตัวแทนของ “เรา” กลับกลายเป็น “แทน” ชายหนุ่มผู้ล่องลอย เคว้งคว้าง ไร้ที่มาที่ไป สูญเสียความทรงจำ

ตัวแทนของ “เรา” คือ “แทน” ผู้อับจนปัญญาจะหลบหนีออกจากวงเวียนชะตากรรมของคฤหาสน์ลึกลับสยองขวัญ

เพราะความขัดสนทางชีวทัศน์และโลกทัศน์เช่นนั้น “แทน” และ “เรา” จึงต้องทำใจอยู่ร่วมกับ “ความไม่สมบูรณ์แบบ” ให้ได้

ปัญหามีอยู่ว่า จริงๆ แล้ว ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายอยู่ร่วมกับ “ความไม่สมบูรณ์/ความแปลกแยก/ความแตกต่าง” ไม่ได้?

เนื่องจากสามัญชนคนไร้ทางเลือก อย่าง “แทน” อย่าง “เราๆ” ต้องพร้อมยอมรับเงื่อนไข/กรอบกรงของความไม่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว เพราะหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น

แต่ปริศนาสำคัญกลับพุ่งเป้าไปสู่ “ผี” ผู้มีอำนาจสูงสุดและโศกเศร้าตรอมตรมมากที่สุดในบ้านหลังนี้ต่างหาก ว่า “ผี” แห่งความสมบูรณ์แบบและความเป็นไทยตนดังกล่าว จะสามารถอยู่ร่วมกับ “ความไม่สมบูรณ์แบบ/ความแตกต่าง” ได้ไหม?

โดยหนังเฉลยแค่ว่า “ผี” ตนนี้ยอมรับเงื่อนไขให้ “แทน” ได้ใช้ชีวิตร่วมกับ “ทับทิม” ผู้ไม่สมบูรณ์แบบ

ทว่า หนังมิได้บอกกล่าวต่อว่า “ผี” ผู้น่าเกรงขามนั้น จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับ “ความไม่สมบูรณ์แบบ” นานัปการ ได้ด้วยหรือไม่?

ตามความเห็นส่วนตัวของผม นี่คือคำถามทิ้งท้ายแสนหนักหน่วง ที่หนังเรื่อง “Take Me Home : สุขสันต์วันกลับบ้าน” ฝากเอาไว้ให้คนดูนำกลับไปคิดต่อ นอกโรงภาพยนตร์

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

รู้ไหม ทำไม “นัดจินหน่อง” ในตำนานสมเด็จพระนเรศวร จึงสวม “ชุดดำ” เกือบตลอดเวลา?

ในช่วงท้ายของงานเสวนา “แผ่นดินพระเจ้าเสือ และตำนานพันท้ายนรสิงห์” จัดโดยนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ที่มีอาจารย์สุเนตร ชุตินธรานนท์ จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ผู้เป็นที่ปรึกษาของท่านมุ้ย-หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ในการสร้างภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์หลายเรื่องที่ผ่านมา เป็นวิทยากรนั้น

คำถามหนึ่งที่ผู้ร่วมฟังส่งขึ้นมาบนเวที ก็คือ คำถามว่าด้วยที่มาของกระบวนการออกแบบเครื่องแต่งกายในภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์

โดย อ.สุเนตร ได้ยก case study น่าสนใจอันหนึ่งขึ้นมา

เป็นกรณีศึกษาผ่านตัวละคร “นัดจินหน่อง” อุปราชตองอู (รับบทโดย น.อ.จงเจต วัชรานันท์) ในภาพยนตร์ชุด “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร”

และเป็นคำตอบว่า ทำไมตัวละครรายนี้จึงสวมชุด “ดำ” ผิดจากแม่ทัพนายกองพม่ารายอื่นๆ

นัดจินหน่อง 2

นัดจินหน่อง 3

เรื่องมีอยู่ว่า…

ระหว่างการเขียนบทและออกแบบงานสร้างของภาพยนตร์ชุดดังกล่าว มีอยู่วันหนึ่ง ท่านมุ้ยได้โทรศัพท์มาปรึกษา อ.สุเนตร ว่า “นัดจินหน่อง” ควรแต่งตัวอย่างไรดี?

แล้ว อ.สุเนตร ก็ไปหยิบได้หนังสือรวมบทกวีแนวนิราศของ “นัดจินหน่อง” (ผู้เป็นกวีเอกของพม่า) ขึ้นมา

ปกหนังสือเล่มดังกล่าว เป็นภาพวาด “นัดจินหน่อง” จากจินตนาการของศิลปินยุคหลัง ซึ่ง อ.สุเนตร ระบุว่า เป็นการวาดภาพและลงสีสันที่เก๋และสวยงามมากๆ

แต่ขณะนั้น อ.สุเนตร ยังไม่มีสมาร์ทโฟน ส่วนเครื่องสแกนสีก็ไม่มี และระบบการสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตก็ไม่สะดวกเช่นปัจจุบัน แกจึงตัดสินใจถ่ายเอกสารปกหนังสือรวมนิราศเล่มนั้น จนภาพสีสวยงามกลายเป็นภาพขาวดำ ก่อนจะส่งแฟ็กซ์ (เวอร์ชั่นขาวดำเช่นกัน) ไปถึงท่านมุ้ย

หลังจากนั้นไม่นาน ท่านมุ้ยก็แจ้ง อ.สุเนตร ว่าได้ออกแบบเครื่องแต่งกายของ “นัดจินหน่อง” เสร็จเรียบร้อยแล้ว ตามภาพที่อาจารย์จัดส่งมา

“นัดจินหน่อง” ในหนังท่านมุ้ย จึงแต่งกายด้วยชุด “โทนดำ” แตกต่างจากตัวละครอื่นๆ อยู่แทบตลอดเวลา ด้วยประการฉะนี้

นัดจินหน่อง 1

นัดจินหน่อง 5

ชมคลิปงานเสวนาเต็มๆ ที่นี่

ข่าวบันเทิง

“สันติ-วีณา” เป็นหนึ่งเดียวของไทยในเทศกาลคานส์ 2016 ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสาย “คลาสสิคส์”

วันที่ 20 เมษายน เว็บไซต์เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ได้ประกาศรายชื่อภาพยนตร์เก่าและหนังซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ที่ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสาย “คานส์ คลาสสิคส์” ของเทศกาลประจำปี 2016

น่ายินดีว่ามีหนังไทยหนึ่งเรื่องได้รับคัดเลือกเข้าไปฉายในสายดังกล่าวประจำปีนี้ นั่นคือ ภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” โดย ทวี ณ บางช้าง หรือ “มารุต”

แผ่นฟิล์มต้นฉบับของหนังที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2497 เรื่องนี้ ถูกดำเนินการบูรณะโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

ก่อนหน้านี้ เป็นที่เข้าใจกันว่า ม้วนฟิล์มเนกาทีฟต้นฉบับของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สูญหายจากโลกไปแล้ว ต่อมา ในปี ค.ศ.2014 หรือ พ.ศ.2557 จึงได้มีการค้นพบฟิล์มต้นฉบับของหนังเรื่อง “สันติ-วีณา” ณ สถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักร (บีเอฟไอ) รวมทั้งยังมีการค้นพบฟิล์มฉบับก็อปปี้ที่ถูกส่งไปฉายตามโรงภาพยนตร์ต่างประเทศ ณ หอภาพยนตร์แห่งประเทศจีน และ Gosfilmofond (ซีเนมาเธคของรัสเซีย)

จากนั้น ได้มีการนำฟิล์มต้นฉบับที่ถูกค้นพบ ณ บีเอฟไอ ไปบูรณะและสแกนเป็นไฟล์ดิจิตอล 4K ที่ L’Immagine Ritrovata Laboratory ประเทศอิตาลี

ก่อนจะถูกคัดเลือกเข้าฉายในสาย “คานส์ คลาสสิคส์ 2016”

ที่มาเนื้อหา http://www.festival-cannes.fr/en/article/62136.html

ที่มาภาพประกอบ http://saisampan.net/index.php?topic=55075.60

ข่าวบันเทิง

หนังน่าดู “The Young Karl Marx”

จากข้อมูลของเว็บไซต์ http://www.filmsdistribution.com/ ในช่วงฤดูร้อนปีนี้ กำลังจะมีภาพยนตร์ดราม่าอิงประวัติศาสตร์ จากการร่วมทุนสร้างระหว่างประเทศเบลเยี่ยม ฝรั่งเศส และเยอรมนี ออกเผยแพร่

ภาพยนตร์เรื่องนั้นมีชื่อว่า “The Young Karl Marx”

the-young-karl-marx-1178

หนังจะเล่าเรื่องราวของคาร์ล มาร์กซ์ ในวัย 26 ปี ที่ต้องถูกเนรเทศจากปรัสเซีย พร้อมกับเจนนี่ ผู้เป็นภรรยา

ใน ค.ศ.1844 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มาร์กซ์ ได้พบกับ ฟรีดริช เองเกลส์ บุตรชายของนายทุนอุตสาหกรรม ซึ่งกำลังศึกษาถึงจุดกำเนิดอันต่ำต้อยของชนชั้นแรงงานในสหราชอาณาจักร

และก็เป็นผู้ชายสำรวยอย่างเองเกลส์ ที่ช่วยหยิบยื่นกุญแจไขปริศนาชิ้นสุดท้ายให้แก่มาร์กซ์ อันจะนำไปสู่การทำความเข้าใจโลกด้วยมุมมองใหม่ในแบบของเขา

นอกจากนี้ ท่ามกลางยุคสมัยแห่งการเซ็นเซอร์ การปราบปรามของเจ้าหน้าที่ตำรวจ การก่อจลาจล และการลุกฮือทางการเมือง ทั้งคู่ยังได้ร่วมกันนำพาขบวนการแรงงานช่วงตั้งต้น ให้เดินทางไปสู่ยุคสมัยใหม่

ภาพยนตร์เรื่องนี้ กำกับโดย Raoul Peck คนทำหนังชาวเฮติ ซึ่งมีดีกรีไม่ธรรมดา เพราะเคยนำหนังเรื่อง The Man by the Shore ของตนเอง เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์มาแล้ว เมื่อปี 1993 (รวมทั้งได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินรางวัลปาล์มทองคำประจำปี 2012) และในปี 2005 เขาก็นำหนังเรื่อง Sometimes in April ที่กล่าวถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา เข้าชิงรางวัลหมีทองคำ ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน

raoul-peck

ทั้งนี้ นอกจากกำกับภาพยนตร์แล้ว Peck ยังเป็นนักกิจกรรมทางการเมือง และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมของเฮติ ระหว่างปี 1996-97

คนมองหนัง

คำถามตกค้าง จาก “All Things Must Pass”

(มติชนสุดสัปดาห์ 15-21 เมษายน 2559)

นิยามของความเป็น “หนังสารคดีที่ดี” อาจมีอยู่สองนัย

นัยแรก คือ การเป็นหนังที่มอบคำตอบหรือไขข้อข้องใจบางอย่างให้แก่ผู้ชม ต่อประเด็นคำถาม ซึ่งพวกเขาสงสัยใคร่รู้มาเนิ่นนาน

นัยที่สอง คือ การเป็นหนังที่ก่อให้เกิดคำถามชุดใหม่ๆ ซ้อนทับลงบนคำถามตั้งต้นดั้งเดิม อันเป็นโจทย์หลักของสร้างภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ

ผมไม่แน่ใจว่า “โคลิน แฮงก์ส” (ลูกชายของนักแสดงดัง “ทอม แฮงก์ส”) ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “All Things Must Pass” ที่บอกเล่าเรื่องราวความรุ่งโรจน์และร่วงโรยของ “ทาวเวอร์เร็กคอร์ดส” ตั้งใจจะวางตำแหน่งแห่งที่ของหนังเรื่องนี้ไว้ตรงจุดไหน?

แต่โดยส่วนตัว ผมรู้สึกว่า ถ้าภาพยนตร์ของแฮงก์สจะมีส่วนเสี้ยวที่ดีงามอย่างยิ่ง ส่วนเสี้ยวดังกล่าวก็เกิดจากการทำหน้าที่เป็นหนังสารคดี ตามนัยยะความหมายประการที่สอง

อย่างไรก็ดี ใช่ว่าหนังจะละเลยภาระหน้าที่ตามนัยยะความหมายแรก

คนดูย่อมสัมผัสได้ชัดเจนว่า แฮงก์สพยายามแสวงหาคำตอบอย่างซีเรียส ว่าทำไมกิจการร้านขายแผ่นเสียง-แผ่นซีดีเพลงระดับโลกถึงพังทลายลงมาเรียบวุธ (ยกเว้นที่ญี่ปุ่น และในกรณีเล็กๆ ที่ไอร์แลนด์)

ยิ่งกว่านั้น เขายังพาผู้ชมย้อนกลับไปทบทวนความรู้สึกดีๆ เชิงโหยหาอดีต ของคนทำงานรุ่นแรก ที่ร่วมกันก่อร่างสร้างทาวเวอร์เร็กคอร์ดสขึ้นมา ภายใต้การนำของ “รัสส์ โซโลมอน” ตลอดจนความประทับใจ ซึ่งศิลปินชื่อดังบางรายมีต่อร้านขายแผ่นเสียง-ซีดีเจ้านี้

อาทิ เอลตัน จอห์น และ บรูซ สปริงส์ทีน ที่มองทาวเวอร์เร็กคอร์ดส จากสายตาของลูกค้ารายใหญ่ และ เดฟ โกรล ที่มองผ่านประสบการณ์ของการเป็นอดีตพนักงานภายในร้าน

“All Things Must Pass” เผยให้เห็นถึงปัญหาของทาวเวอร์เร็กคอร์ดส ว่ากิจการอุตสาหกรรมบันเทิงดังกล่าวมิได้ล่มสลายลงเพียงเพราะวัฒนธรรมฟังเพลงฟรีผ่านช่องทางออนไลน์ อันมีจุดกำเนิดอยู่ที่บริการอย่าง “แนปสเตอร์”

เท่าที่ผมจับประเด็นจากหนังได้ ดูเหมือนจะมี “สามปัจจัยใหญ่ๆ” ซึ่งส่งผลต่อภาวะอวสานของทาวเวอร์เร็กคอร์ดส

ปัจจัยข้อแรก อาจเกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมการฟังเพลงฟรีในโลกออนไลน์ แต่หนังและผู้เกี่ยวข้อง ก็ไม่ได้มองอินเตอร์เน็ต เป็นเอเลี่ยนตัวร้ายผู้บุกมารุกรานวัฒนธรรมดนตรีเสียทีเดียว

หากพวกเขามีมุมมองที่สอดคล้องต้องตรงกันว่า ทาวเวอร์เร็กคอร์ดส คือหนึ่งในกิจการขนาดใหญ่ ซึ่งปรับตัวไม่ทันความเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี

เช่น การยืนกรานจะขายซีดีเป็นอัลบั้ม โดยละทิ้งการจำหน่ายแผ่นซิงเกิลเพลงฮิตจำนวน 2-3 เพลง/แผ่น ซึ่งมีราคาถูกกว่า ขณะเดียวกัน ก็ยังคิดค้นรูปแบบการขายเพลงผ่านระบบออนไลน์เป็นรายเพลง ดังในกรณีของแอปเปิ้ล ไม่ออก (ซึ่งเป็นสิ่งที่ทาวเวอร์เร็กคอร์ดสและบรรดาค่ายเพลงต้องรับผิดชอบร่วมกัน)

หรือการตั้งราคาแผ่นซีดีให้แพงกว่าร้านอื่นๆ (ซึ่งข้อนี้ ทาวเวอร์เร็กคอร์ดสต้องแบกรับความบกพร่องไปเต็มๆ)

ปัจจัยที่สองและสาม น่าจะมีความเกี่ยวพันกันอยู่ นั่นคือ ทาวเวอร์เร็กคอร์ดสล้มเพราะขยายกิจการเกินตัว โดยเฉพาะการเปิดสาขามากมายในต่างประเทศ และผู้บริหารรุ่นบุกเบิกเองก็คล้ายจะจัดการกับธุรกิจของบรรษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกได้ไม่อยู่มือนัก

ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ถ่ายทอดให้เห็นอย่างอ้อมๆ (ผ่านคำบอกเล่าของผู้เกี่ยวข้องกับบริษัทหลายต่อหลายราย) ว่าการบริหารจัดการงานภายในทาวเวอร์เร็กคอร์ดสมีลักษณะเป็นแบบบ้านๆ (ซึ่งจะค่อยๆ ผันตัวเองกลายเป็นองค์กรอนุรักษนิยม/ครอบครัวนิยม ณ เบื้องท้าย) และไม่เป็นทางการ

ผิดกับรูปแบบการบริหารงานของบรรษัทข้ามชาติใหญ่ๆ หลังปี 2000 เป็นต้นมา

พวกเขามีหัวเรือใหญ่ คือ รัสส์ โซโลมอน ซึ่งเป็นทั้งเจ้าไอเดีย, เสี่ยสั่งลุย และผู้พร้อมรับฟังความเห็นแปลกๆ แหวกแนวจากน้องๆ ในร้าน/บริษัท ขณะที่มี “บัด มาร์ติน” เป็นคนคอยควบคุมวินัยทางการเงินของบริษัทอย่างเข้มงวดกวดขัน

ครั้นพอดุลอำนาจระหว่าง “สองผู้นำ” พังลง สัญญาณความเสื่อมเบื้องต้นก็เริ่มปรากฏขึ้น

การขยายตัวของกิจการทาวเวอร์เร็กคอร์ดสดำเนินไปอย่างง่ายๆ โดยมีกำลังสำคัญยุคแรกเริ่มเป็นเครือญาติและเด็กๆ แถวร้านขายยาของครอบครัวโซโลมอน รวมถึงเพื่อนๆ ของเด็กเหล่านั้นอีกที

รัสส์ตัดสินใจเปิดสาขาใหม่ๆ อย่างง่ายดาย หลังขับรถไปหลับนอนกับหญิงสาวที่ต่างเมือง แล้วตื่นขึ้นมาเห็นตึกว่างซึ่งถูกประกาศขาย

สาขาแรกๆ ของทาวเวอร์เร็กคอร์ดส ใช้จ่ายเงินในการปรับปรุงตกแต่งร้านอย่างถูกแสนถูก จากฝีมือช่างของญาติใกล้ตัวรัสส์

ต่อมา พนักงานขายแผ่นรุ่นแรกก็เติบโตกลายเป็นผู้จัดการร้าน, ผู้จัดการภูมิภาค และรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านต่างๆ ตามลำดับ ก่อนที่ทั้งหมดจะถูกบีบบังคับให้ต้องแยกย้ายจากกัน เพราะสถานะล้มละลายของกิจการ

วงจรชีวิตของทาวเวอร์เร็กคอร์ดส จึงเริ่มต้นจากความสนุก, ความมัน, ความเป็นกันเอง อันนำไปสู่การประคับประคองกิจการขนาดเล็ก/กลาง ได้อย่างอยู่มือและประสบความสำเร็จ

แต่เมื่อธุรกิจถูกขยายใหญ่โตจนครอบคลุมฝั่งตะวันตกและตะวันออกของสหรัฐอเมริกา รวมทั้งอีกหลายสิบประเทศทั่วโลก

การทำงาน “สนุกๆ” แบบเดิม ก็คล้ายจะ “ไม่เวิร์ก” อีกต่อไป

หลังดูหนังจบ เกิดคำถามสองชุดใหญ่ๆ ขึ้นในหัวของผม

คำถามชุดแรก คือ ขณะที่พวกผู้บริหารทาวเวอร์เร็กคอร์ดส ซึ่งเติบโตมาจากการเป็นพนักงานขายแผ่นเสียงในยุคต้น กล่าวโทษการตัดสินใจขยายกิจการเกินตัวและการปรับตัวไม่ทันของตนเอง

พวกเขาแสดงความไม่เชื่อมั่นในตัวลูกชายของ รัสส์ โซโลมอน ที่ขึ้นมาสืบทอดกิจการแทนบิดา และไม่ยอมรับผู้บริหารหญิง “คนนอก” รายหนึ่ง ซึ่งเข้ามาทำงาน ภายหลังบริษัทถูกควบคุมกิจการโดยธนาคาร

จนสรุปว่าปัจจัยทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้นำไปสู่ความล่มสลายของธุรกิจ

สิ่งที่ผมรู้สึกสงสัยกลับกลายเป็นว่า จริงๆ แล้ว พวกพนักงานรุ่นแรก ซึ่งสุดท้ายได้ขยับขึ้นมาดำรงตำแหน่งรองประธานบริษัทฝ่ายต่างๆ ก่อนปิดกิจการนั้น เป็นผู้บริหารที่มีความสามารถขนาดไหน?

แน่นอน ไม่มีใครปฏิเสธว่าพวกเขาเป็นคนรักเสียงเพลงและเป็นพนักงานหรือผู้จัดการร้านขายแผ่นเสียง-ซีดีที่ดี เหมือนที่ เอลตัน จอห์น แสดงความประทับใจอย่างใหญ่หลวงต่อ “สแตน โกแมน” ในฐานะพนักงานขายระดับดีเยี่ยมประจำร้านสาขาแรกสุด (ไม่ใช่ในฐานะรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร)

ไม่มีใครปฏิเสธเช่นกันว่าพวกเขาบางคนเป็นนักบุกเบิกผู้มีลูกบ้าเหลือล้น อาทิ คุณพี่หนวดเฟิ้มอย่าง “มาร์ก วิดูซิช” อดีตพนักงานจัดจำหน่าย ที่หาญกล้าบินเดี่ยวไปแผ้วถางกิจการถึงในญี่ปุ่น

แต่คำถามสำคัญสุดท้ายที่ต้องย้ำชัดๆ (และหนังเองก็ไม่ได้ให้คำตอบอย่างกระจ่างเอาไว้) ก็คือ คนรักเสียงเพลงเหล่านี้เป็นผู้บริหารบรรษัทยักษ์ใหญ่ที่ดีแค่ไหน?

ทั้งในแง่ที่ว่าพวกเขารับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีได้ดีเพียงใด? และในทางกลับกัน พวกเขารักคนฟังเพลง/ผู้บริโภคจริงๆ หรือ? (ถ้ารัก ทำไมช่วงท้ายของยุคซีดี ทาวเวอร์เร็กคอร์ดสจึงขายแผ่นแพงกว่าร้านค้าเจ้าอื่น?)

หรือถ้ามองในอีกแง่มุมหนึ่ง ผู้บริหารหญิงที่เข้ามาหลังการควบคุมกิจการของธนาคาร ก็อาจตัดสินใจทำบางอย่างที่ถูกต้อง เพียงแต่กอบกู้ธุรกิจเอาไว้ไม่ทัน

เช่น กรณีที่เธอตัดสินใจเลิกผลิตนิตยสาร “พัลส์” ซึ่งเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ของทาวเวอร์เร็กคอร์ดส จนโดนรัสส์ โซโลมอน ให้สัมภาษณ์ด่าอย่างสาดเสียเทเสีย

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณากันแบบแฟร์ๆ ว่า ถ้าทาวเวอร์เร็กคอร์ดสมีอายุยืนยาวมาถึงปัจจุบัน และต้องปรับเปลี่ยนกิจการเพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจใน ค.ศ. นี้ การยุบแผนกสื่อสิ่งพิมพ์ ก็อาจเป็นนโยบายประการแรกๆ ที่พวกเขา “ต้องทำ” อยู่ดี

คําถามชุดที่สอง คือ สรุปแล้ว คนญี่ปุ่นมีรูปแบบการบริโภคเพลงต่างจากคนในหลายประเทศทั่วโลกหรือไม่? อย่างไร?

ทำไมทาวเวอร์เร็กคอร์ดสจึงอยู่รอด และขยายสาขากว่า 80 แห่งไปทั่วประเทศญี่ปุ่น แต่ล้มเหลวในประเทศ อื่นๆ

รัสส์ โซโลมอน พูดเอาไว้ในหนังว่า กิจการทาวเวอร์เร็กคอร์ดสที่ญี่ปุ่น (ซึ่งถูกขายให้บริษัทท้องถิ่น หลังจากธนาคารเข้ามาควบคุมธุรกิจของบริษัทแม่ที่สหรัฐ) ก็ทำเหมือนกับที่ “เรา” (บริษัทแม่) ทำนั่นแหละ แต่พวกเขาดันรอด

สำหรับผม เราอาจคิดต่อจากคำพูดของโซโลมอนได้สองแง่

แง่มุมแรก ใน “ความเหมือน” ย่อมต้องมี “ความต่าง” แฝงเร้นอยู่

หรืออาจกล่าวได้ว่า พวกผู้บริหารบริษัทแม่ที่อเมริกา คงต้องทำอะไรบางอย่างผิดพลาด กิจการจึงล้มลงไม่เป็นท่า ขณะที่ผู้บริหารทาวเวอร์เร็กคอร์ดสที่ญี่ปุ่น ซึ่งจัดการธุรกิจคล้ายๆ กัน กลับไม่ก่อความผิดพลาดตรงจุดนั้น กิจการที่นั่นจึงไม่ล้มเหลว แถมยังขยายตัวใหญ่โต

แง่มุมที่สอง ผู้บริหารทาวเวอร์เร็กคอร์ดสของทั้งสองประเทศอาจทำงานไม่แตกต่างกันเลยก็ได้ ทว่า วิถีการบริโภคของคนฟังเพลง ซึ่งมาจากคนละประเทศ/วัฒนธรรมต่างหากที่ผิดแผกกัน กระทั่งส่งผลต่อความอยู่รอดของกิจการเจ้าหนึ่ง และการปิดฉากลงของกิจการอีกเจ้า

หรือถ้าถึงที่สุด คนญี่ปุ่นยังนิยมฟังเพลงผ่านแผ่นซีดี/แผ่นเสียงกันอยู่ ก็น่าถามต่อว่า ทำไมพวกเขาจึงมีรสนิยมแบบนั้น? เพราะพวกเขาเคารพสิทธิของศิลปินดังที่วิเคราะห์กันคร่าวๆ หรือเพราะเหตุผล/ความแตกต่างทางวัฒนธรรมข้ออื่นๆ?

แม้จะยังไม่ค้นพบ “คำตอบ” อีกมากมายจาก “All Things Must Pass” แต่เพียงแค่ได้คิดตั้งคำถามชุดแล้วชุดเล่าต่อยอดจากหนัง

เท่านี้ ก็อาจคุ้มค่าตั๋วที่เสียไปแล้ว