เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

ความหมายของ “หุ่นล้อการเมือง” ในวัฒนธรรมการประท้วงแบบ “ตะวันตก”

(มติชนสุดสัปดาห์ 13-19 กุมภาพันธ์ 2558)

หุ่นล้อการเมือง

“หุ่นล้อการเมือง” ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งล่าสุด เพิ่งตกเป็นประเด็นข่าวที่ถูกพูดถึงกันอย่างเกรียวกราว ในฐานะของ “เครื่องมือ” (ร่วมกับป้ายผ้าและกิจกรรมแปรอักษร) ที่คนรุ่นใหม่ใช้ท้าทายอำนาจและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหาร

บทความชิ้นนี้จะไม่ได้กล่าวถึง “หุ่นล้อการเมือง” ของนักศึกษาธรรมศาสตร์ เมื่อวันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

แต่จะขออนุญาตพาผู้อ่านไปทำความรู้จักกับ “ความหมาย” ของ “หุ่นล้อการเมือง” ในวัฒนธรรมการประท้วงของ “โลกตะวันตก”

ผ่านการอ่านงานของ “เดวิด เกรเบอร์” นักมานุษยวิทยาและนักอนาธิปไตยฝ่ายซ้าย ซึ่งปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์อยู่ที่ The London School of Economics and Political Science (LSE) สหราชอาณาจักร

มีงานชิ้นหนึ่งของเกรเบอร์ ที่กล่าวถึงบทบาทสำคัญของ “หุ่นล้อการเมือง” (Giant Puppets) ท่ามกลางการประท้วงของขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์ ในช่วงต้นทศวรรษ 2000s ที่ทวีปอเมริกาเหนือ

โดยเขาได้พยายามอ่าน “ความหมาย” ที่มีอยู่หลายแง่มุมของหุ่นกระดาษเหล่านี้

ความหมายประการแรก รูปลักษณ์ของหุ่นกระดาษ “ล้อการเมือง” ขนาดยักษ์ ทั้งหลายนั้น ล้วนอยู่ในสภาพที่เปราะบางถูกทำลายทิ้งได้ง่าย มันจึงอาจถูกสรรค์สร้างขึ้นเพื่อยั่วล้อต่อบรรดา “อนุสาวรีย์” ขนาดใหญ่ของรัฐ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักถูกก่อสร้างขึ้นอย่างแข็งแรง เพื่อสื่อถึงความปรารถนาที่จะมีสภาพคงทนถาวรและเป็นอมตะของผู้ถือครองอำนาจรัฐ

ความหมายประการถัดมา “หุ่นล้อการเมือง” แทบทั้งหมด ต้องถูกสร้างขึ้นผ่านกระบวนการ “ร่วมกันทำร่วมกันคิด” ของเหล่านักกิจกรรมหรือผู้ชุมนุมประท้วง

“หุ่นล้อการเมือง” ไม่สามารถถูกประดิษฐ์หรือถูกกำหนดบังคับแนวคิดเบื้องหลังได้โดยปัจเจกบุคคลคนใดคนหนึ่ง

เพราะหุ่นพวกนี้ถือเป็นภาพแทนของจินตนาการ/ความคิดสร้างสรรค์ร่วมกัน ของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมทั้งขบวน

การคิดและสร้าง “หุ่นล้อการเมือง” จึงต้องเกิดจากกระบวนการอันเป็น “ประชาธิปไตยทางตรง” อย่างยิ่ง

ความหมายประการที่สาม “หุ่นล้อการเมือง” มักถูกนำมาใช้ในการประท้วงซึ่งมีรูปแบบเป็นงานคาร์นิวัลอันครื้นเครงสนุกสนาน หรือเป็นพื้นที่/ช่วงเวลาแห่ง “การปลดปล่อย” ผู้คนออกจากบรรทัดฐานหรือจารีตประเพณีที่ครอบงำสังคมอยู่ จนระบบระเบียบต่างๆ ถูกกลับหัวกลับหางไปหมด

ยิ่งกว่านั้น เมื่อ “หุ่นล้อการเมือง” มีความหมายสอดร้อยอยู่กับการต่อสู้ทางการเมืองอย่างมีอารมณ์ขันและเต็มไปด้วยความรื่นเริงบันเทิงใจ พวกมันจึงถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของ “การรักษาสันติภาพ” หรือ “การผ่อนคลายความรุนแรง” หากสถานการณ์การชุมนุมตกอยู่อยู่ในภาวะตึงเครียด เพราะผู้ประท้วงกับเจ้าหน้าที่รัฐมีปัญหากระทบกระทั่งกัน

ในความหมายประการสุดท้าย เกรเบอร์พยายามผลักสถานะด้านบวกของ “หุ่นล้อการเมือง” ให้ไปสุดทาง ด้วยการเสนอว่า “หุ่นล้อการเมือง” อาจถือเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ของชุมชนนักกิจกรรมและผู้ชุมนุม

เนื่องจากหุ่นเหล่านี้แสดงให้เห็นถึง “อำนาจ” อันเกิดจากการนำจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ที่ล่องลอยอยู่ในอากาศของบรรดานักประท้วง มาสร้างสรรค์ก่อรูปให้กลายเป็นความจริง ผ่านรูปธรรมอย่าง “หุ่นกระดาษ”

แนวคิดดังกล่าวของเกรเบอร์ได้รับอิทธิพลมาจากนักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศสกลุ่มหนึ่งในช่วงทศวรรษ 1930s ที่เสนอว่า การปฏิวัติสังคมจะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยการนำเอาเทศกาลรื่นเริงของชาวบ้าน ซึ่งมีเนื้อหาข้องเกี่ยวเชื่อมโยงกับ “ความศักดิ์สิทธิ์” และอำนาจของตำนานพื้นบ้านปรัมปราต่างๆ ผนวกเข้ามาเป็นปัจจัยในการก่อการ

เพราะนักคิดเหล่านั้นมองว่า ยุคสมัยของโลกทุนนิยมสามานย์ ที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ซึ่งเคยยึดโยงผู้คนเข้าด้วยกันได้ถูกทำลายลง จนมนุษย์ต่างแปลกแยกออกจากกัน

ควรถูกแทนที่ด้วยการรื้อฟื้นแนวคิดเรื่องความศักดิ์สิทธิ์และงานเทศกาลรื่นเริง อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยประสบการณ์ร่วมของผู้คนจำนวนมาก ที่ออกมาทำกิจกรรมเคลื่อนไหวและยึดถือคุณค่าบางอย่างร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์การเคลื่อนไหวต่อต้านโลกาภิวัตน์ของเกรเบอร์ เขาชี้ให้เห็นว่า “ความหมาย” ของ “หุ่นล้อการเมือง” ในมุมมองของนักกิจกรรมและผู้ชุมนุมนั้น แตกต่างจาก “ความหมาย” ของมัน ที่ถูกนิยามโดยเจ้าหน้าที่รัฐ (ในบริบทดังกล่าว คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจ)

นักมานุษยวิทยา/นักอนาธิปไตยผู้นี้ เสนอว่า มุมมองอันแตกต่างเช่นนั้น เกิดขึ้นจากการที่ทั้งสองฝ่ายตระหนักใน “ภาวะความจริง” อย่างผิดแผกจากกัน

ขณะที่ตำรวจมองเห็นว่า การใช้กำลังและความรุนแรง สามารถช่วยแก้ปัญหาสลับซับซ้อนต่างๆ ในสังคมได้

นักกิจกรรมกลับเชื่อว่า จินตนาการ/ความคิดสร้างสรรค์ต่างหาก ที่เป็นบ่อเกิดของ “อำนาจทางเลือก” ซึ่งใช้ต่อต้านอำนาจรัฐหรืออำนาจของระบบทุนนิยม รวมทั้งนำเสนอวิถีทางแก้ปัญหาแบบใหม่ๆ ให้แก่สังคม

ด้วยเหตุนี้ “หุ่นล้อการเมือง” จึงกลายเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ที่ยึดโยงผู้ชุมนุมเข้าหากัน เพราะมันเป็นรูปธรรมแห่ง “อำนาจ” แบบไม่เป็นทางการ ที่เกิดขึ้นจากการใช้จินตนาการร่วมกันของผู้ชุมนุมประท้วงเหล่านั้น

ในทางตรงกันข้าม การทำหน้าที่รักษาระเบียบสังคมของตำรวจ ซึ่งมุ่งจัดการ “ภาวะไร้ระเบียบ” ในรูปลักษณ์ของหุ่นกระดาษและการประท้วงด้วยท่วงทำนองแบบเทศกาลงานรื่นเริง ก็กลับกลายเป็น “กำแพง” ที่คอยกีดกันคั่นขวาง ไม่ให้ความคิดสร้างสรรค์ของผู้ชุมนุมถูกแปรสภาพกลายเป็นความจริง

เกรเบอร์พรรณนาด้วยว่า ในช่วงเวลาแห่งการเคลื่อนไหวของขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์เมื่อต้นทศวรรษ 2000s สิทธิอำนาจในการเข้าควบคุมสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นถูกท้าทายและป่วนปั่นอยู่ตลอดเวลา ด้วยจินตนาการ/ความคิดสร้างสรรค์ของบรรดาผู้ประท้วง

บ่อยครั้ง ที่ “หุ่นล้อการเมือง” ถูกขับเคลื่อนเข้ามา เพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ตึงเครียดให้มีความผ่อนคลายลง

แม้ผู้ชุมนุมจะประเมินว่า นั่นคือ บทบาทในการรักษาสันติภาพของหุ่นกระดาษ ทว่า ตำรวจกลับรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งเมื่อได้เห็นหุ่นเหล่านี้

เนื่องจากพวกเขามองว่าการใช้ “หุ่นล้อการเมือง” ถือเป็นเพียงเล่ห์เหลี่ยมประการหนึ่งของกลุ่มผู้ประท้วง ที่เพิ่งจะทะเลาะเบาะแว้งกับเจ้าหน้าที่ไปหมาดๆ แต่พอสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงยิ่งขึ้น จนเจ้าหน้าที่ตำรวจมีสิทธิใช้อำนาจตามกฎหมาย

อยู่ดีๆ ผู้ชุมนุมเหล่านั้น ก็ปรับเปลี่ยนบรรยากาศการประท้วงทั้งหมดให้กลายเป็นงานคาร์นิวัลแสนรื่นเริง ไร้พิษภัย ผ่านการเคลื่อนตัวเข้ามายังท้องถนนของ “หุ่นล้อการเมือง”

จากมุมมองของเกรเบอร์ เหตุผลหลักสำคัญที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐในทวีปอเมริกาเหนือรู้สึกรำคาญใจกับบรรดา “หุ่นล้อการเมือง” นั้นเกิดจากการปะทะของ 2 แนวคิด ซึ่งมีรากฐานแตกต่างกัน ดังได้กล่าวไปแล้ว

นั่นคือ แนวคิดที่เชื่อว่ารัฐสามารถใช้กำลังและความรุนแรง จัดการหรือตัดตอนปัญหาต่างๆ ได้ทุกเรื่อง

กับแนวคิดที่เชื่อว่าสามัญชนพอจะต่อกรกับอำนาจรัฐได้ ก็ด้วยหนทางแห่งการใช้จินตนาการและ/หรือความคิดสร้างสรรค์

เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้เคยผูกขาดสิทธิในการใช้กำลังจัดการปัญหา จึงย่อมว้าวุ่นใจเป็นธรรมดา เมื่อพวกเขาค้นพบว่า อำนาจอันเกิดจากจินตนาการของฝ่ายตรงข้ามที่ไร้อาวุธนั้น สามารถยืนหยัดท้าทายอำนาจรัฐ ที่พยายามจะเข้ามาควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของพลเมืองให้ดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

มิหนำซ้ำ จินตนาการ/ความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้น ซึ่งมี “หุ่นล้อการเมือง” เป็นหนึ่งในตัวอย่างอันเป็นรูปธรรม ยังสามารถพลิกเกม หรือเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ ให้แปรผันไปสู่สถานการณ์รูปแบบอื่นๆ ได้โดยไม่รู้จบ

นั่นหมายความว่า “หุ่นล้อการเมือง” อาจมีนัยยะเชื่อมโยงกับการมีจินตนาการถึงสถาบันทางสังคม-การเมืองรูปแบบใหม่ๆ ที่เป็น “ทางเลือก” จากระบอบอำนาจเดิมๆ ด้วย

หมายเหตุ : สรุปความตามความเข้าใจของผู้เขียน (ซึ่งอาจถูกหรือผิดก็ได้) จากการอ่านบทความวิชาการหัวข้อ On the Phenomenology of Giant Puppets: Broken Windows, Imaginary Jars of Urine, and the Cosmological Role of the Police in American Culture โดย David Graeber

Advertisements
เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

อ่าน “เนรเทศ”

(ปรับปรุงแก้ไข จากบทความที่เผยแพร่ครั้งแรกในมติชนสุดสัปดาห์ 30 มกราคม – 5 กุมภาพันธ์ 2558)

เนรเทศเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพิ่งมีโอกาสได้อ่านนวนิยายความยาว 200 กว่าหน้า เรื่อง “เนรเทศ” ของ “ภู กระดาษ” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน

นวนิยายเรื่องนี้ บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวละครชื่อ “สายชน ไซยปัญญา” และคนในครอบครัวของเขา ซึ่งเป็น “ลูกอีสาน” ยุคใหม่ ที่ออกเดินทางไกลไปทำงานยังต่างบ้านต่างเมือง

“เนรเทศ” มีสถานการณ์หลักจริงๆ อยู่เพียงสถานการณ์เดียว นั่น คือ สถานการณ์ที่สายชนพยายามพาแม่และลูกสาวของตนเอง เดินทางกลับบ้านเกิด หลังจากทั้งสองคนมาเยี่ยมเยือนเขา ซึ่งทำงานอยู่ ณ จังหวัดภาคตะวันออก

จากนั้น เรื่องราวก็วนเวียนอยู่กับการรอรถโดยสารประจำทาง, การติดค้างอยู่ที่สถานีขนส่ง, ความยากลำบากในการใช้บริการระบบขนส่งมวลชนสาธารณะของคนเดินดินธรรมดา ตลอดจน เรื่องเล่าว่าด้วยตำนาน-ประวัติศาสตร์ ที่ถูกแทรกคั่นเข้ามาเป็นครั้งคราวในตัวเรื่อง

ถ้าจะให้อุปมา นวนิยายเรื่องนี้ก็เสมือนเป็นหนังประเภท “โร้ดมูฟวี่” เรื่องหนึ่ง

“เนรเทศ” ก็เป็นเช่นเดียวกับหนังแนวดังกล่าวจำนวนมาก นั่นคือ ต้นทางกับปลายทางของตัวละครที่ออกเดินทาง อาจไม่ได้มีความสำคัญหรือไม่ได้มีเสน่ห์มากเท่ากับ “จังหวะ” และ “เวลา” ของบรรดาเรื่องเล่าและสัญลักษณ์ที่หลั่งไหลเข้ามาตรงระหว่างทาง

เรื่องเล่าและสัญลักษณ์ประดามีในนวนิยายเรื่องนี้ ต่างไหลวนเป็น “วงกลม” ในลักษณะของการเกิดขึ้น “ซ้ำแล้วซ้ำอีก” เพื่อเน้นย้ำถึง “อำนาจ” บางอย่าง (รวมถึงความพยายามในการต่อต้านอำนาจดังกล่าว) ที่กดทับบีบอัดสังคมการเมืองไทย ให้มีสภาพ “นิ่งงัน” จนแทบจะไร้ซึ่งพลวัตความเปลี่ยนแปลง

ยิ่งเมื่อการเดินทางผ่านระบบขนส่งมวลชนสาธารณะของตัวละครภายในเรื่อง ที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านบรรยากาศอืด หนืด เหนื่อย และไม่ค่อยไปไหน ถูกนำมาสอดร้อยเข้ากับ “จังหวะ/เวลา” ในลักษณะวงกลม อันเป็นโครงสร้างหลักที่ปกคลุมเรื่องเล่าต่างๆ ในนวนิยายเอาไว้ ด้วยแล้ว

คนอ่านก็จะยิ่งสัมผัสถึงอารมณ์ความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจในระหว่างการเดินทางของบรรดาตัวละครได้เด่นชัดมากขึ้น

จุดเด่นประการหนึ่งของ “เนรเทศ” ก็คือ การนำเอาประวัติศาสตร์นิพนธ์และตำนานพื้นบ้านสอดแทรกเข้ามาในสถานการณ์หลักของนวนิยายอยู่เป็นระยะๆ

ประวัติศาสตร์ที่ถูกนำมาบอกเล่า ดูเหมือนจะมีหน้าที่เปิดโปงกระบวนการกดขี่ขูดรีดผู้ด้อยอำนาจ โดยผู้มีอำนาจเหนือกว่าหรือรัฐส่วนกลาง

ขณะที่ตำนานกลับแสดงให้เห็นถึงชัยชนะหรือช่วงเวลาแห่งการได้ลืมตาอ้าปากของคนเล็กคนน้อย ผู้เคยถูกปกครอง

อย่างไรก็ดี แม้ตำนานพื้นบ้านทุกเรื่องที่ถูกนำมาเล่าในนวนิยาย (ตั้งแต่จันทคาธชาดก จนถึงพญาคันคาก) คล้ายจะบ่งชี้ถึง “ความเป็นไปได้” ที่ “คนข้างล่าง” ผู้ถูกกดขี่ จะได้รับชัยชนะในอนาคต

ทว่า ท่าทีในการสรุปปมของตำนานพื้นบ้านทุกเรื่องโดย “ภู กระดาษ” เอง กลับย้ำเตือนคนอ่านให้ระลึกอยู่เสมอว่า เราไม่อาจไว้วางใจได้ว่าเมื่อคนที่เคยตกระกำลำบากหรือถูกกระทำ กลายเป็นฝ่ายชนะได้อำนาจขึ้นมาจริงๆ แล้วพวกเขาจะไม่เปลี่ยนไป หรือไม่หันมาเอารัดเอาเปรียบผู้ด้อยอำนาจรายอื่นๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ อีกทอดหนึ่ง

เนื่องจากเรื่องราวการบริหารปกครองบ้านเมืองของผู้ชนะที่เคยถูกกดขี่ข่มเหงมาก่อน มักจะไม่ปรากฏหรือไม่ถูกเล่าถึงในตำนานใดๆ เพราะตำนานพื้นบ้านโดยส่วนใหญ่จะปิดฉากลงตรงชัยชนะของตัวละครเอกเพียงเท่านั้น

การฝันไม่ไกลเกินตัว หรือการไม่โรแมนติไซส์การต่อสู้ของสามัญชนให้เลิศหรูเกินจริง จึงเป็นจุดเด่นอีกข้อหนึ่งของ “เนรเทศ”

ตัวละครหลักอย่างสายชน ไซยปัญญา อาจเป็น “ลูกอีสานหัวก้าวหน้า” ที่เรียนจบปริญญาตรี นั่งอ่านหนังสือวิชาการ “การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ” ของอาจารย์ทักษ์ เฉลิมเตียรณ อยู่ตรงศาลารอรถประจำทาง แต่เขาก็ไม่ได้มีฐานะดีไปกว่าน้องๆ ซึ่งมีพื้นฐานการศึกษาด้อยกว่า

อย่าว่าแต่การไปต่อสู้ขัดขืนอำนาจรัฐใดๆ เลย เพราะกระทั่งอำนาจของผู้บริหารบริษัทที่เขาทำงานอยู่ สายชนก็เคยแค่พยายามจะคัดง้าง ก่อนจะต้องเป็นฝ่ายล่าถอยออกมาอย่างเจียมตัวในท้ายที่สุด

นอกจากนี้ “ภู กระดาษ” ก็ไม่ได้ทึกทักว่า “ลูกอีสาน” ยุคปัจจุบัน จะต้องเป็นเหมือนสายชนกันเสียทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น โจ้ หลานชายของสายชนเอง ก็มีลักษณะเป็นคนอีสานแบบที่คนเมืองส่วนใหญ่เข้าใจ (ผิดบ้าง ถูกบ้าง) คือ เรียนไม่สูง เข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ตั้งแต่อายุไม่เยอะ เห่อผู้หญิง/โทรศัพท์/มอเตอร์ไซค์ ตามประสาวัยรุ่นทั่วไป

เช่นเดียวกับ “ผี” ในนวนิยายเล่มนี้ ซึ่งไม่มีฤทธิ์เดชอะไรมากมาย หากเป็นเหมือนความทรงจำรางๆ เป็นคล้ายบาดแผลที่ไม่มีวันเนียนแนบสนิทกับผิวหนัง เป็นดังหลักยึดเหนี่ยวในหัวใจของคนเล็กๆ ที่มีทางเลือกในชีวิตอยู่ไม่มากนัก

“ผี” ใน “เนรเทศ” อาจปรากฏตัวอยู่ในนวนิยายเกือบตลอดเวลา แต่ก็ดำรงตนอย่างสงบเงียบเรียบร้อย โดยไม่ได้มีอิทธิพลหรืออิทธิฤทธิ์มากพอที่จะพลิกผันหรือกำหนด “ปัจจุบัน” และ “อนาคต” ให้แก่มนุษย์ที่ตนรักและห่วงใยได้

“ผี” ที่ไร้อำนาจ จึงไม่ต่างอะไรจากเรื่องเล่าว่าด้วย “สี่รัฐมนตรี” หรือ “บุญราศี” ซึ่งล้วนตอกย้ำถึงความเจ็บปวดของการตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่ “ผี” แห่งอดีตอันรวดร้าวดังกล่าว ก็ไม่สามารถพลิกสถานะของคนแพ้ ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความทรงจำ ให้กลับมาเป็นฝ่ายชนะได้ แม้กระทั่งในปี 2553 และหลังจากนั้น

อย่างไรก็ตาม ภายใต้โครงสร้างของ “เวลา” ที่เป็นวงกลม และสัญลักษณ์แห่งอำนาจที่ปรากฏขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ฉากจบของนวนิยายเรื่องนี้กลับมิได้เป็น “จุดจบ” เดิมๆ เสียทีเดียว

ทว่า เป็นการเดินทางอันเหนื่อยล้า ที่ยังมิถึงจุดหมายปลายทาง และไม่มีใครแน่ใจได้ว่า จะมีเหตุการณ์หรือปัจจัยใดๆ ซึ่งสอดแทรกขึ้นมาอย่างแปลกปลอม

จนส่งผลให้ทุกๆ อย่าง เปลี่ยนแปลงไป ไม่เหมือนเดิม หรือไม่?