ข่าวบันเทิง

รู้ไหม? นอกจาก “อภิชาติพงศ์” ยังมีคนเชื้อสายไทยอีกหนึ่งราย ที่ได้สิทธิ์โหวตออสการ์

หลังจากสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา เพิ่งประกาศรายชื่อบุคลากรสาขาต่างๆ จากวงการหนังนานาชาติ จำนวน 683 ราย ที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ของสถาบันฯ ส่งผลให้บุคคลกลุ่มนี้มีสิทธิ์ในการโหวตตัดสินรางวัลออสการ์ 

โดยหนึ่งในนั้นมีชื่อ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทยที่เคยได้รับรางวัลปาล์มทองคำ จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ รวมอยู่ด้วย

นอกจากนั้น น่าสนใจว่า เมื่อตรวจสอบรายนามบุคลากรสาย “คอสตูม ดีไซเนอร์” หรือ “ออกแบบเครื่องแต่งกาย” ที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของสถาบันฯ ในครั้งนี้ ก็พบชื่อของ “สุทธิรัตน์ ลาลาภ” หรือ Suttirat Anne Larlarb ซึ่งเคยฝากผลงานออกแบบเครื่องแต่งกายเอาไว้ในหนังดังอย่าง “Steve Jobs” และ “127 Hours”

สุทธิรัตน์
ภาพโดย Martin Hunter ที่มา https://alumni.stanford.edu/get/page/magazine/article/?article_id=28444

โดยสุทธิรัตน์มีพ่อแม่เป็นคนไทย เธอเติบโตและเล่าเรียนในสหรัฐอเมริกา ทั้งยังเคยมีประสบการณ์ในการข้ามไปทำงานยังฝั่งอังกฤษ

ล่าสุด อภิชาติพงศ์ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ข่าวสดอิงลิช ถึงกรณีดังกล่าว มีเนื้อหาส่วนหนึ่งว่า

“ในสหรัฐอเมริกา บรรดาองค์กรเอกชนต่างพยายามออกมาแสดงบทบาทสำคัญในธุรกิจภาพยนตร์ พวกเขามีสหภาพและสมาคมวิชาชีพสำหรับบุคลากรในแต่ละสาขา ซึ่งนำไปสู่การมีเสรีภาพในการสร้างสรรค์ผลงานและการควบคุมตรวจสอบในหมู่คนทำงานด้วยกันเอง โดยที่ภาครัฐแทบจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวใดๆ กับพวกเขา”

 

ผู้กำกับเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำกล่าวและว่า “เมื่อได้เข้าเป็นสมาชิกของสถาบันฯ ผมจะใช้โอกาสในการเข้าไปศึกษาระบบการทำงานของพวกเขา ซึ่งจะส่งผลให้ผมสามารถกลับมามอบคำแนะนำและแสดงความคิดเห็น เพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย”

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 

http://www.matichon.co.th/news/194554

http://www.latimes.com/entertainment/movies/la-et-mn-683-new-academy-membership-20160629-snap-story.html

https://en.wikipedia.org/wiki/Suttirat_Anne_Larlarb

http://www.khaosodenglish.com/life/arts/2016/06/30/apichatpong-rule-oscars-1st-thai-academy-member/

 

Advertisements
คนอ่านเพลง

เจค บักก์: ดนตรี การเมืองซ้าย-ขวา ความผิดบาปส่วนบุคคล

เจาะใจ นักร้อง-นักแต่งเพลงหนุ่ม “เจค บักก์” เรื่องดนตรี การเมืองซ้าย-ขวา และความผิดบาปส่วนบุคคล

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 24-30 มิถุนายน 2559)

“เจค บักก์” เป็นนักร้อง-นักแต่งเพลงดาวรุ่งวัย 22 ปี ชาวอังกฤษ

อดีตเด็กโรงเรียนเทคนิคจากน็อตติ้งแฮม ซึ่งเคยไปลงทะเบียนเข้าอบรมคอร์สเทคโนโลยีทางดนตรีชั่วระยะเวลาสั้นๆ ก่อนจะออกมาตระเวนแต่งเพลง-เล่นดนตรี ตั้งแต่อายุ 16 ปี เริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังจากอัลบั้มเดี่ยวชุดแรก ที่มีชื่อเดียวกับเจ้าตัว เมื่อ ค.ศ.2012

อัลบั้มชุดนั้น ทำให้หนุ่มน้อยวัย 18 ปี อย่างบักก์ ได้รับการจับตามองไม่น้อย เพราะตัวงานเคยขึ้นไปติดอันดับหนึ่ง ของ “ยูเค อัลบั้ม ชาร์ต” แถมยังขายได้เกิน 600,000 ก๊อบปี้ จนถือเป็นผลงานเพลงที่ขายดีมากชุดหนึ่งของสหราชอาณาจักรในทศวรรษ 2010 เช่นเดียวกับหลายเพลงในอัลบั้ม ซึ่งมีสถานะเป็นเพลงฮิต

หลายๆ เพลง (ดัง) ของอัลบั้มชุดแรก เป็นผลงานที่บักก์ร่วมเขียนกับ “เอียน อาร์เชอร์” นักร้อง-นักแต่งเพลงมือดี ชาวไอร์แลนด์เหนือ

หนึ่งปีถัดมา บักก์ออกอัลบั้มชุดที่สองชื่อ “Shangri La” ซึ่งเขายังคงร่วมแต่งเพลงกับอาร์เชอร์ แถมมี “ริค รูบิน” โปรดิวเซอร์ชื่อดังจากฝั่งอเมริกา มาร่วมผลิตผลงานด้วย

อย่างไรก็ตาม ก้าวที่สองของบักก์กลับไปได้ “ไม่ไกลนัก” หากเทียบเคียงกับก้าวย่างแรก

bugg second

ห่างหายจากการทำสตูดิโอ อัลบั้ม ไปสามปี ในที่สุด เจค บักก์ ก็ได้ฤกษ์ออกผลงานลำดับที่สามกลางปีนี้

ผลงานซึ่งต้องเผชิญกับ “จุดเปลี่ยน” และ “จุดเสี่ยง” พอสมควร

อัลบั้มชุดล่าสุดนี้มีชื่อว่า “On My One” ซึ่งมาพร้อมจุดเปลี่ยนสำคัญ นั่นคือ การที่บักก์ก้าวขึ้นมาแต่งเพลงเองทั้งหมด นอกจากนี้ เขายังพยายามผสมผสานแนวทางดนตรีแบบใหม่ๆ ได้แก่ ดนตรีฮิปฮอป เข้าไปในตัวงาน อันวางฐานอยู่บนความเป็นโฟล์กร็อก

บักก์บอกว่าตนเองได้รับอิทธิพลจากดนตรีแนวนี้มาตั้งแต่เด็ก อย่างไรก็ตาม เขากลับมองเห็นถึงทั้ง “ด้านดี” และ “ข้อด้อย” ของงานแนวฮิปฮอป ซึ่งถูกผลิตป้อนอุตสาหกรรมดนตรีร่วมสมัย

“ผมรู้สึกอยู่บ่อยๆ ว่า งานแนวฮิปฮอปจะชอบเล่าเรื่องราวแบบเดิมๆ เสมอ” ศิลปินหนุ่มกล่าว และว่า “มันจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรุนแรง อาวุธปืน และยาเสพติด อย่างไรก็ตาม ผมยังชอบที่จะฟังเพลงแนวนี้ เพราะเรื่องที่ถูกร้องออกมามันคือเรื่องจริง แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า มันน่าจะเจ๋งกว่านี้นะ ถ้าพวกคุณลองแร็ปเป็นเรื่องราวชนิดอื่นๆ บ้าง”

แม้เสียงวิจารณ์ที่มีต่อ “On My One” จะออกมากลางๆ ค่อนไปทางผิดหวังนิดๆ แต่งานชุดนี้ ก็ยังมีเพลงที่น่าสนใจอยู่หลายเพลง และที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ก็ได้แก่ความคิดความอ่านของบักก์

เห็นได้จากบทสัมภาษณ์ที่เขาพูดคุยกับ “จอร์แดน บาสเส็ตต์” ซึ่งลงตีพิมพ์ในนิตยสาร “NME” เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

หนึ่งในประเด็นร้อน ที่บาสเส็ตต์ตั้งคำถามต่อบักก์ ก็คือ ความขัดแย้งระหว่างศิลปินหนุ่มกับ “โนเอล กัลลาเกอร์” ศิลปินดังและอดีตแกนนำวง “Oasis”

เดิมที จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ดำเนินไปอย่างชื่นมื่น เมื่อกัลลาเกอร์เป็นฝ่ายหนีบบักก์ให้ไปร่วมแจมทัวร์คอนเสิร์ตที่สหรัฐอเมริกาของเขาเมื่อปี 2012

แต่หลังจากนั้น โนเอลกลับออกมาระบุว่า เขารู้สึก “หัวใจแหลกสลายโคตรๆ” ที่ได้รู้ว่า บักก์เลือกใช้บริการนักแต่งเพลงชื่อดัง อย่างเอียน อาร์เชอร์ ขณะสร้างสรรรค์ผลงานชุดแรกและชุดที่สอง

บักก์ตอบโต้บุคลากรทางดนตรีรุ่นพี่ด้วยการตั้งคำถามว่า “อัลบั้มชุดหลังสุดของโนเอล มันก็ห่วยแตก ไม่ใช่เหรอ?”

ก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมว่า เขาไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไรมากมายนักกับท่าที “เดิมๆ” ของโนเอล

“โนเอลเคยด่า เอ็ด ชีแรน (นักร้อง-นักแต่งเพลงมือทองอีกคนของวงการดนตรีอังกฤษร่วมสมัย) ชนิดสาดเสียเทเสีย แต่แล้วอีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมา เขาก็กลับไปร่วมงานปาร์ตี้กับ เอ็ด โนเอล เขาก็เป็นของเขาอย่างนี้แหละ”

“โนเอลมีอิทธิพลทางดนตรีต่อผมอย่างสูง แต่ผมจะไม่ใส่ใจกับคำพูดของใครๆ ผมเพียงแค่ต้องการจะทำเพลง ในแบบที่ผมเองอยากจะทำ” บักก์ยืนกราน

ไม่ว่าจะเป็นผลมาจากคำวิพากษ์วิจารณ์ของ โนเอล กัลลาเกอร์ หรือไม่ แต่ท้ายสุด บักก์ก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ที่จะเลือกยืนบนลำแข้งของตัวเอง ในการผลิตผลงานชุดล่าสุด

เขาลงมือแต่งทุกเพลงในอัลบั้มชุดใหม่ด้วยตนเอง ทั้งยังโปรดิวซ์งานส่วนใหญ่ของอัลบั้มชุดนี้

สิ่งที่ช่วยยืนยันการเลือกทางเดินของบักก์ได้เป็นอย่างดี ก็คือ ชื่อผลงาน “On My One” ซึ่งเป็นภาษาสแลงของชาวน็อตติ้งแฮม อันมีความหมายเดียวกันกับวลี “On My Own” ซึ่งแปลว่า การทำอะไรด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตาม บักก์ตอบโต้ว่า เขาไม่ได้เลือกเปลี่ยนแนวทางการทำงานตามคำชี้แนะท้วงติงของเหล่ากูรูนักวิจารณ์ แต่เขาเปลี่ยนตนเองด้วยเป้าหมายชนิดอื่น

“ผู้คนมักพูดว่าผมกำลังพยายามที่จะพิสูจน์อะไรบางอย่าง แต่สำหรับผม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มันมีความหมายมากกว่านั้น การเปลี่ยนแปลงหนนี้มีความสำคัญต่อพัฒนาการของผมในฐานะนักแต่งเพลง ถ้าผมไม่เปลี่ยนตัวเองตอนนี้ แล้วผมจะไปเปลี่ยนตอนไหนล่ะ?”

ในวันที่สามารถรับผิดชอบผลงานของตัวเองได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ บักก์ย้อนเปรียบเทียบประสบการณ์การทำงานร่วมกับนักแต่งเพลงยอดฝีมือ ว่าเป็นดังกระบวนการศึกษาเรียนรู้นอกห้องเรียน

“เพื่อนร่วมรุ่นของผมเข้าไปเรียนวิชาช่างปูนและช่างไม้ที่วิทยาลัย ขณะเดียวกัน ผมก็ออกมาฝึกฝนเคี่ยวกรำตนเองกับนักแต่งเพลงมืออาชีพ ผมจึงคิดว่านี่เป็นการเข้าถึงการศึกษาแบบฟรีๆ พวกคุณคงรู้กันว่า มีคนจำนวนไม่น้อยต้องจ่ายเงินแพงๆ เพื่อจะได้เข้าเรียนในสถาบันการศึกษาระดับท็อปๆ ผมไม่มีโอกาสอย่างนั้น แต่ผมกลับโชคดี ที่ได้มาเรียนรู้วิธีการทำงานเพลง และตอนนี้ ก็ถึงคราวที่ผมต้องเริ่มต้นกระบวนการทำงานทั้งหมดด้วยตัวเอง”

on my one

ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา ชีวิตของบักก์เดินทางมาไกลมาก จนน่าสงสัยว่า นอกจากความเปลี่ยนแปลงในด้านการทำงานดนตรีแล้ว แง่มุมชีวิตในด้านอื่นๆ ของเขา ได้แปรเปลี่ยนพลิกผันไปพร้อมๆ กันด้วยหรือไม่?

บักก์เกิดในครอบครัว “ชนชั้นแรงงาน” ที่เมืองคลิฟตัน ชานนครน็อตติ้งแฮม พ่อของเขาประกอบอาชีพเป็นบุรุษพยาบาล ส่วนแม่ทำงานเป็นพนักงานขาย ทั้งคู่แยกทางกันเมื่อบักก์ยังเล็ก

ในแง่จุดยืนทางการเมือง บักก์เห็นว่ารัฐบาลพรรคอนุรักษนิยมไม่ได้รับความนิยมจากกลุ่มคนหนุ่มสาวมากนัก โดยก่อนหน้าการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อเดือนพฤษภาคม 2015 ศิลปินหนุ่มเคยลองทำแบบทดสอบออนไลน์ เพื่อตรวจสอบทัศนะทางการเมืองของตนเอง

ผลลัพธ์ที่ได้ คือ “เสรีประชาธิปไตย”

“เมื่อคุณมาจากพื้นเพของชนชั้นแรงงาน ถ้าคุณไม่เป็นฝ่ายซ้าย คุณก็จะโดนพวกเดียวกันรุมด่าเละ” บักก์กล่าว พร้อมพูดต่อว่า “แต่หลังจากมีผลงานเพลงมาจำนวนหนึ่ง และออกทัวร์คอนเสิร์ตสักระยะ ผมก็เริ่มตระหนักว่า บางที เงินในกระเป๋าเราอาจมีมากขึ้น ถ้าเราเลือกเป็นฝ่ายขวา”

“ไปๆ มาๆ คุณก็จะค้างเติ่งอยู่ตรงหว่างกลาง มันก็เหมือนกับประเด็นหลักในเพลง Ain’t No Rhyme จากอัลบั้มชุดใหม่ของผม ที่เนื้อหาส่วนหนึ่งร้องว่า “…เมื่อคุณไม่อาจก่อกำแพงแบ่งแยกโลกออกเป็นสองส่วน / คุณต้องมาคิดใคร่ครวญ ยามติดตกค้างอยู่ตรงกึ่งกลาง / ว่าฝั่งฟากไหนกัน? ที่คุณจะเลือกแอบอิงซบร่าง…” นี่เป็นความรู้สึกของผม ว่าผู้คนมักพยายามฉุดรั้งลากดึงคุณให้ไปอยู่ข้างใดข้างหนึ่งเสมอ” บักก์เอ่ยด้วยความรู้สึกหนักใจและลังเล

ปัจจุบัน บักก์เช่าบ้านอยู่ในภาคตะวันตกของกรุงลอนดอน และเขากำลังมีแผนการจะซื้อที่พักอาศัยตรงโซนใจกลางเมือง มิหนำซ้ำ เขายังต้องขึ้นโชว์บนเวทีแฟชั่นของ Burberry อีกด้วย

อย่างไรก็ดี นักร้อง-นักแต่งเพลงหนุ่มกลับมีความรู้สึกผิดบาปซ่อนแฝงอยู่ภายใต้การประสบความสำเร็จของตนเอง

“ผมเคยเดินเข้าไปในร้านค้าหรูหราและอยากได้ของบางอย่าง ผมต้องการมันเดี๋ยวนี้ แต่แล้ว ผมกลับเดินออกมา แล้วคิดว่า เชี่ยเอ๊ย! พวกเพื่อนกูแม่งต้องอาบเหงื่อต่างน้ำทั้งอาทิตย์ เพื่อเอาเงินค่าจ้างไปซื้อเบียร์กระป๋องนึง คนจำนวนมากอาจจะชอบเพลงของผม และมันถือเป็นความสำเร็จ แต่นี่หมายความว่าคุณสามารถผลาญเงินได้มากกว่าคนอื่นๆ ที่ต้องทำงาน 45 ชั่วโมงต่อสัปดาห์รึเปล่า? ผมคิดว่า คุณไม่สามารถทำแบบนั้นได้”

“แต่นอกจากมันจะไม่ค่อยยุติธรรม ที่ผมจะเผาผลาญเงินเพื่อปรนเปรอสุขให้แก่ตนเองแล้ว ผมก็ยังไม่เห็นด้วยกับคำแนะนำที่ว่า ทำไมคุณถึงไม่บริจาคเงินอันมากมายของตัวเองให้คนอื่นล่ะ? เพราะผมคิดว่า ต่อให้คุณบริจาคเงินส่วนตัวจนหมดกระเป๋า คุณก็ไม่สามารถทำให้ทุกคนมีความสุขได้หรอก”

นี่คือความอิหลักอิเหลื่ออีกประการที่ดำรงอยู่ภายในจิตใจของผู้ชายชื่อ เจค บักก์

แปลสรุปความและเรียบเรียงจาก

http://www.nme.com/features/jake-bugg-nme-interview

http://www.nme.com/reviews/jake-bugg/16497

https://en.wikipedia.org/wiki/Jake_Bugg

ของแถม

8 เพลงแนะนำของเจค บักก์

คนตัดหญ้าในสนามบอล, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

หนังเรื่องแรกของผู้กำกับภาพยนตร์-ผู้รักษาประตูทีมชาติไอซ์แลนด์

“การสร้างหนังเรื่องนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาบทภาพยนตร์ มันเป็นความฝันของผม ผมต้องการทำหนังยาวหนึ่งเรื่องก่อนจะแขวนสตั๊ด ผมสามารถเป็นนักฟุตบอลอาชีพไปพร้อมกับการเป็นผู้กำกับหนังเชิงพาณิชย์ได้ เพราะคุณอาจถ่ายทำหนังไปสักสองวัน แล้วก็กลับไปฝึกซ้อมหนึ่งวัน สลับกันไป โดยปกติ หนังยาวเรื่องหนึ่งจะใช้เวลาถ่ายทำรวดเดียว 40 วัน เป้าหมายของผม คือ การสร้างหนังใหญ่ให้ได้เรื่องหนึ่ง ขณะยังค้าแข้งอยู่ มันจะเป็นภาพยนตร์แนวสยองขวัญ แต่ไม่ใช่สไตล์ซอมบี้นะ มันจะเป็นหนังแนวระทึกขวัญ ถ่ายภาพแบบโลว์คีย์ ที่มีตัวละครเป็นภูติผี ผู้มีพลังอำนาจลี้ลับเหนือธรรมชาติ โดยมีฉากหลังเป็นสถานที่อันโดดเดี่ยวเปลี่ยวร้างในประเทศไอซ์แลนด์”

Hannes Thor Halldorsson ผู้รักษาประตูทีมชาติไอซ์แลนด์ ชุดสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้ารอบแปดทีมสุดท้ายฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 กล่าวถึงแผนการสร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของตนเอง เมื่อสามปีที่แล้ว

Halldorsson มีอีกอาชีพหนึ่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ ติดตามอ่านรายละเอียดเรื่องนี้เพิ่มเติมได้ที่

http://movie.mthai.com/movie-news/196808.html

http://www.si.com/soccer/2013/11/19/hannes-thor-halldorsson-iceland-goalkeeper

ข่าวบันเทิง

ชมคลิปเพลง “เพราะเธอ” จากวงนั่งเล่น และอย่าลืม! คอนเสิร์ต ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์ 2 ก.ค. นี้

เมื่อวันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน ไปนั่งชมการแสดงดนตรีของวงนั่งเล่น ที่ทีเคพาร์คมาครับ

วงนั่งเล่น เกิดจากการรวมตัวกันของ “คนดนตรีเบื้องหลังระดับครีม” จากทั้งสองค่ายใหญ่ในเมืองไทย คือ แกรมมี่ และ อาร์เอส

27761641721_32314ea4e9_k

มือเก๋าจากฝั่งแกรมมี่ ได้แก่ กมลศักดิ์ สุนทานนท์ (Lead Vocal) นักเขียนคำร้องฝีมือดี พนเทพ สุวรรณะบุณย์ (Nylon Guitar) โปรดิวเซอร์ระดับตำนาน อิศรพงศ์ ชุมสาย ณ อยุธยา (Keyboard) อดีตสมาชิกวงพลอย ทั้งยังเป็นโปรดิวเซอร์และคนคุมร้องฝีมือเยี่ยมแห่งตึกแกรมมี่ เศกสิทธิ์ ฟูเกียรติสุทธิ์ (Keyboard) นักแต่งทำนองและมือเรียบเรียงที่มีเพลงฮิตๆ มากมาย ปิติ ลิ้มเจริญ (Acoustic Guitar) นักแต่งเพลงฝีมือดีอีกหนึ่งคน และ ศราวุธ ฤทธิ์นันท์ (Bass)คนเบื้องหลังในทีมของพนเทพ

ยังมีคนจากฝั่งอาร์เอส คือ ธนิต เชิญพิพัฒนสกุล (Drums) โปรดิวเซอร์ใหญ่ในยุคที่ธุรกิจเพลงของอาร์เอสยังรุ่งเรืองถึงขีดสุด (ซึ่งวันนั้น ไม่ได้มาร่วมโชว์ เพราะมีอาการป่วย) และ เทอดไทย ทองนาค (Electric Guitar) ที่ด้านหนึ่ง ก็เคยทำงานเบื้องหลังให้แกรมมี่ แต่อีกทาง ก็มีผลงานดังๆ กับศิลปินสาวๆ จากค่ายกามิกาเซ่ มาไม่น้อย

ร่วมด้วย เกริกศักดิ์ ยุวะหงษ์ (Percussion) อดีตนักดนตรีรับจ้าง ผู้เคยมีอัลบั้มของตนเอง เจ้าของเพลงดัง “อยากจะมีเธอ” และ พรเทพ สุวรรณะบุณย์ (Drums) ซาวด์เอนจิเนียร์-มือกลอง น้องชายของพนเทพ

27786846826_23b9ab030c_k

วันนั้น นั่งเล่น เล่นเพลงเด่นๆ ของพวกเขาค่อนข้างครบถ้วน แถมยังสลับด้วยการพูดคุย ที่มีทั้งสาระและอารมณ์ขัน

โดยส่วนตัว คำพูดของพี่เป๋า กมลศักดิ์ ว่าด้วยเรื่องวงการเพลงปัจจุบัน ก็ทำให้ผมครุ่นคิดต่อได้ไม่น้อย

เพราะพี่เป๋าเห็นว่า สภาพที่ขายซีดีได้น้อยลง แต่ผลงานถูกแพร่ไปตามสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียเป็นหลัก อาจไม่ได้ทำลายวงการเพลงอย่างที่หลายฝ่ายเชื่อ

ตรงกันข้าม ขณะที่ในรูปแบบของธุรกิจเพลงแบบเดิมๆ ทางค่ายต้องจัดส่งซิงเกิ้ลโปรโมตไปยังสถานีวิทยุ และถ้าซิงเกิ้ลดังกล่าว “ไม่ดัง” เพลงเพลงนั้นก็จะหายสาบสูญไปในระยะเวลาราว 2-3 เดือน

แต่ปัจจุบัน การปล่อยเพลงลงในสื่อออนไลน์ อาจทำให้อายุของผลงานยืนยาวกว่านั้น เช่น เพลงเพลงหนึ่ง ตอนปล่อยลงยูทูบช่วงแรก อาจมีคนคลิกเข้าฟังหลักพัน แต่หากมีคนดังนำไปแชร์ต่อ หรือเกิดกระแสนิยมเพลงนี้ขึ้นมาในวันใดวันหนึ่ง เพลงดังกล่าวก็จะมีอายุยืนยาวอีกหลายปี และถูกคลิกเข้าฟังอยู่เรื่อยๆ

ผมเห็นด้วยกับพี่เป๋าในประเด็นนี้ แต่หากมองอีกด้าน ก็ต้องยอมรับว่า คงมีเพลงอีกไม่น้อย ที่ถูกปล่อยออกสู่โลกออนไลน์ แล้วตกหล่นพลัดหายไปท่ามกลางผลงานอีกเป็นหลักแสนหลักล้านเพลง จนไม่กลายเป็นที่สนใจรับรู้ของผู้ฟังเช่นกัน

27757701722_8637aefa4c_k

อีกซ็อตหนึ่ง ที่ขำดี คือ พี่เป๋าจะพูดถึงเพลง “คนดีไม่มีวันตาย” ที่แต่งประกอบภาพยนตร์ “ขุนรองปลัดชู” แล้วจู่ๆ พอพี่เป๋าเล่าเรื่องราวของเพลงนี้ยังไม่ทันเสร็จ แกก็หลุดไปเล่าเรื่องของ “ฟ. ฮีแลร์” เสียดื้อๆ ราวกับว่าขุนรองฯ กับ ฟ. ฮีแลร์ คือคนคนเดียวกัน จนเพื่อนร่วมวงต้องหัวเราะและสะกิดเตือน

โดยต้นเหตุของความสับสนก็มีอยู่ว่า หนังเรื่อง “ขุนรองปลัดชู” และ “ฟ. ฮีแลร์” นั้น กำกับโดย “สุรัสวดี เชื้อชาติ” หรือ มาม่าบลูส์ เหมือนกัน แถมนั่งเล่นยังเข้าไปแต่งเพลงประกอบให้หนังทั้งคู่ เหมือนๆ กันอีกต่างหาก

ขอปิดท้ายการเล่าถึงบรรยากาศในวันนั้น ด้วยคลิปการแสดงสดเพลง “เพราะเธอ” เวอร์ชั่นที่ขับร้องด้วยน้ำเสียงนุ่มๆ ของพี่ตู่ ปิติ ลิ้มเจริญ

พูดถึงนั่งเล่นแล้ว ก็อยากย้ำเตือนว่า ในวันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคมนี้ จะมีคอนเสิร์ต “อัศจรรย์…รัก” ของดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์ ซึ่งมีสมาชิกประกอบไปด้วย พนเทพ สุวรรณะบุณย์ ชรัส เฟื่องอารมย์ และไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว พร้อมด้วยนักดนตรีสมทบ อย่างเศกสิทธิ์ ฟูเกียรติสุทธิ์ ศราวุธ ฤทธิ์นันท์ พรเทพ สุวรรณะบุณย์ และเกริกศักด์ ยุวะหงษ์

ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์ จึงแยกไม่ขาดจาก วงนั่งเล่น สักเท่าใดนัก

อัศจรรย์รัก

เท่าที่เช็คดูในเว็บ Thai Ticket Major ตัวแทนจำหน่ายบัตรเข้าชม ดูเหมือนตั๋วเข้าชมคอนเสิร์ตครั้งนี้ที่ GMM Live House ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ จะยังเหลืออยู่ประมาณนึงนะครับ

ถ้าใครสนใจ แต่ยังไม่ตัดสินใจ ก็สามารถคลิกเข้าไปซื้อกันได้

แล้วท่านจะได้ฟังเพลง “เพราะเธอ” และเพลงเพราะอื่นๆ อีกมากมาย จากสามตำนานของวงการเพลงป๊อปไทยช่วงทศวรรษ 80-90

เช่นดังการซ้อมโชว์ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ ในสองคลิปด้านล่างนี้

 

 

ข่าวบันเทิง

บทรำลึกสั้นๆ ในวาระอำลารายการ “แซท แอนด์ ซัน”

ผมฟังรายการ “แซทแอนด์ซัน” ครั้งแรก ตอน ม.4 (ปี 2540) แล้วก็ติดหนึบอยู่หลายปี จากที่รายการตอนนั้น จัดวันอาทิตย์ ครั้งละ 3 ชั่วโมง มีช่วงหนึ่งก็เปลี่ยนเป็นเสาร์-อาทิตย์ วันละ 2 ชั่วโมง (มีพี่ผู้หญิงอีกท่านหนึ่งมาช่วยจัดรายการด้วย) ก่อนจะมาลงเอยที่วันอาทิตย์ ครั้งละ 2 ชั่วโมง ในกว่าสิบปีให้หลัง

ติดแซทแอนด์ซันได้สักพัก “แฟท เรดิโอ” ก็ถือกำเนิดขึ้น ทำให้ผมหันไปฟัง “หนังหน้าไมค์” เพราะ “นรา” นักวิจารณ์หนังที่ตนเองชื่นชอบ เป็นหนึ่งในผู้ดำเนินรายการดังกล่าว แล้วผมก็เริ่มฟังแซทแอนด์ซันน้อยลง

อย่างไรก็ดี ภาวะผลุบๆ โผล่ๆ ตลอดจนความไม่แน่นอนหลายๆ อย่างของหนังหน้าไมค์ ส่งผลให้ผมหันกลับมาฟังน้าณรงค์ น้านัท น้ามาลี อีกเป็นระยะๆ (และสุดท้าย หนังหน้าไมค์ก็อำลาจาก “หน้าปัดวิทยุ” ไปก่อนแซทแอนด์ซัน)

สองสามปีหลัง ผมยังติดตามฟังแซทแอนด์ซันเป็นครั้งคราว ตามแต่โอกาสจะเอื้ออำนวย เช่น เวลาออกนอกบ้านตอนวันอาทิตย์ และกำลังขับรถกลับบ้าน พร้อมเปิดวิทยุฟังไปด้วย ช่วง 3-4 ทุ่มพอดี

แถมยังเก็บเอาเกร็ดสนุกๆ มาเล่าในเฟซบุ๊กส่วนตัวอยู่เป็นระยะ เช่น ตอนที่น้าๆ จะชวนคนฟังให้เขียนอีเมล์มาหา เพราะตัดสินใจปิดตู้ ปณ. ที่ใช้บริการมาเนิ่นนาน แต่น้านัทดันลืมชื่ออีเมล์ของรายการ หรือตอนที่น้าๆ ออกอาการเดดแอร์ เพราะนึกข้อมูลของหนังเก่าๆ ที่ต้องการจะกล่าวถึง ไม่ออก

ไม่กี่เดือนก่อน ผมยังเชื่อว่า แซทแอนด์ซันเป็นโมเดลของการทำกิจกรรมเล็กๆ ด้วยใจ ที่พอจะอยู่รอดได้ในเชิงพาณิชย์ ท่ามกลางลมหายใจอันแผ่วเบาของ “สื่อเก่า”

แต่สุดท้าย แซทแอนด์ซันก็ได้ฤกษ์อำลาหน้าปัดวิทยุ โดยวันที่ 26 มิ.ย. 2559 ถือเป็นวันจัดรายการครั้งสุดท้าย ของรายการวิทยุที่มีอายุเกินสามทศวรรษมาหนึ่งปีรายการนี้

จึงอยากจะขอบอกเล่าเกร็ดความทรงจำเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้ผมรู้สึกผูกพันกับ “แซทแอนด์ซัน” เป็นการส่วนตัวครับ

แซท 2

หนึ่ง ผมเผลอหมุนหน้าปัดเจอและฟังแซทแอนด์ซันครั้งแรก ตอนอ่านหนังสือสอบ ม.ปลาย

วันนั้น เป็นคืนวันอาทิตย์ ผมกำลังนอนอ่านหนังสือวิชาพุทธศาสนา หรือสังคมเสริมอะไรสักอย่างไปพลาง นอนฟังวิทยุจากซาวด์เบาท์ไปพลาง เพราะวันจันทร์ จะมีสอบหลายวิชา หลังจากทบทวนวิชาหลักๆ ครบแล้ว ก็ได้เวลามาอ่านหนังสือวิชารองๆ บ้างล่ะ

ผมหมุนคลื่นวิทยุไปเรื่อยๆ แล้วก็เจอรายการของคลื่นหนึ่ง มีคน “ค่อนข้างแก่” สามคน มาคุยกันเรื่องหนังอย่างเจื้อยแจ้ว (นั่นเป็นช่วงเวลาที่ผมกำลังเริ่มสนใจ “หนังไทย” พอดี จากอิทธิพลของ “2499 อันธพาลครองเมือง” และ “ฝัน บ้า คาราโอเกะ”) ที่ผมรู้สึกสะดุดใจเป็นพิเศษในวันนั้น ก็คือ คุณผู้หญิงผู้ดำเนินรายการ พูดจิกกัดว่า “อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม” นักแสดงหนุ่มน้อย ที่แสดงนำในหนัง “อันดากับฟ้าใส” ซึ่งเพิ่งลงโรงฉาย มีหน้าตาเหมือน “มนุษย์หมาป่า”

ผมฟังไปก็หัวเราะไป และเริ่มทุ่มเทสมาธิให้มาจดจ่อกับรายการวิทยุนี้ แทนที่จะอ่านหนังสือตามความตั้งใจเดิม

ผมฟังวิทยุไปจนจบรายการ กระทั่งทราบว่า นี่คือ “รายการแซทแอนด์ซัน” ออกอากาศทางคลื่น 90.5

รุ่งขึ้น ก่อนหน้าการสอบวิชาพุทธศาสนา/สังคมเสริม ผมก็ยังไม่อ่านหนังสือ แต่ไปนั่งคุยกับเพื่อนสนิทชื่อ “ทรัพย์” แล้วแนะนำให้มันลองไปฟังรายการวิทยุรายการนี้ เพราะผู้ดำเนินรายการเจ๋งมาก ที่กล้าด่าอนันดาว่า หน้าเหมือน “มนุษย์หมาป่า”

(เข้าใจว่า ในระยะหลังๆ “น้ามาลี” ก็กรี๊ดอนันดาเช่นเดียวกับสตรีรายอื่นๆ เผลอๆ แกอาจลืมไปแล้วว่า ตนเองเคยบอกว่าดาราชายเบอร์ต้นๆ คนนี้ หน้าตาเหมือนมนุษย์หมาป่า 555)

สอง สมัยยังตามซื้อตามอ่าน “สีสัน” ทุกฉบับ ผมจะชอบอ่านเจอชื่อ-นามสกุลของน้ามาลี จากบทบรรณาธิการของน้าทิวา ในนิตยสารฉบับที่มีการประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัลสีสัน อวอร์ดส์

โดยน้าทิวามักจะเขียนขอบคุณน้ามาลี ที่มีส่วนในการช่วยจัดงานสีสัน อวอร์ดส์ แต่ละครั้ง ให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี (ถ้าจำไม่ผิด ส่วนใหญ่ น้ามาลีจะช่วยประสานจัดหาเครื่องดื่มมาให้บริการผู้เข้าร่วมงานประกาศรางวัลสีสันฯ)

สาม ช่วงที่ผมบ้าฟังแซทแอนด์ซันมากๆ ตอน ม.ปลาย ถึงมหาวิทยาลัยปีแรกๆ บางครั้ง แม่ผมจะมาอาบน้ำที่ห้องใกล้ๆ กัน หรือมาจัดข้าวของ จนได้ฟังรายการตามไปด้วย

แม่มักบ่นเสียงน้าณรงค์ ว่าไม่เหมือน “ผู้ชาย” แต่ใครจะรู้ว่า ในยุคหนึ่ง แม่ผมถือเป็นลูกค้าขาประจำของร้านอาหารที่น้าณรงค์และครอบครัวทำอยู่

เข้าใจว่า จนถึงตอนนี้ แม่ก็ยังไม่รู้ ว่าร้านอาหารร้านนั้น เป็นร้านของดีเจที่แกไม่ชอบเสียงนั่นเอง

สี่ พูดถึงน้าณรงค์ ก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวถึง “แป้งโกะ” ลูกสาวแก

ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยปีแรกๆ ผมเคยได้ยินน้าณรงค์พูดในรายการว่า แกมีลูกสาวเรียนมัธยมฯ อยู่นิวซีแลนด์

แล้วผมก็ฝังใจมาตลอดว่า น้าณรงค์มีลูกสาวเป็นเด็กนักเรียนนอกวัยยังไม่ถึงยี่สิบ

กระทั่ง “แป้งโกะ” ลูกสาวน้าณรงค์ มาโด่งดัง เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งในฐานะดารา และเซเล็บที่ชอบถ่ายรูป ผมก็ยังไปติดว่า เธอคงเพิ่งกลับมาจากนิวซีแลนด์ และน่าจะอายุยี่สิบนิดๆ

จนเมื่อมานั่งเช็คข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตเมื่อช่วงต้นปี จึงพบว่า “แป้งโกะ” อายุใกล้สามสิบแล้ว (ส่วนผมก็กำลังจะ 35)

กล่าวอีกอย่าง คือ ผมรู้จัก “แป้งโกะ” จากรายการแซทแอนด์ซัน เมื่อกว่าสิบปีก่อน แล้วก็ “หลงเวลา” คิดว่าเธอยังเป็นเด็กอยู่ตลอด

ทั้งที่ในความเป็นจริง วันเวลามันล่วงผ่านไปเรื่อยๆ มาเนิ่นนานหลายปี

ห้า น้านัท เป็น “รุ่นพี่” โรงเรียนมัธยมฯ ของผม ถ้าจำไม่ผิด ผมเคยเห็นชื่อแกถูกจารึกบนแผ่นป้ายอะไรสักอย่าง ในฐานะนักเรียนอันดับที่หนึ่งของสายศิลป์

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผมชอบถามตัวเองแบบขำๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง ก็คือ น้านัท (อุดม โพธิ์ทอง) นี่เป็นอะไรกับตลกอาวุโส “ไก่ โพธิ์ทอง” วะ?

หก อีกหนึ่งความทรงจำที่ผมมีเกี่ยวกับน้านัท นั้นผูกอยู่กับหนังสือเล่มหนึ่ง ที่เป็นเหมือนคู่มือสำคัญ ตอนผมเริ่มต้นสนใจดูหนัง นั่นคือ นิตยสาร “สารคดี” ฉบับ 100 ปี ภาพยนตร์ในประเทศไทย ซึ่งออกวางจำหน่ายเมื่อเดือนสิงหาคม 2540

การได้พบกับสารคดีเล่มนั้น เกิดขึ้นใกล้เคียงกับการเพิ่งได้ทำความรู้จักกับรายการแซทแอนด์ซันพอดี แถมในนิตยสารฉบับดังกล่าวยังมีบทสัมภาษณ์น้านัทอีกด้วย

เด็ก ม.4 อย่างผม จึงรู้สึกมั่นใจมากขึ้นว่า ตนเองตัดสินใจไม่ผิด ที่เริ่มมุ่งมั่นติดตามฟังรายการวิทยุแซทแอนด์ซัน

เจ็ด ตอนฟังแซทแอนด์ซันช่วงแรกๆ น้าๆ จะชอบอ่านจดหมายของ “คุณอินทิรา” แฟนรายการรุ่นอาวุโส

แต่พอผมกลับมาฟังรายการบ่อยๆ ช่วง 2-3 ปีหลัง ก็สังเกตว่า คุณอินทิราไม่ได้เขียนจดหมายมาถึงรายการอีกแล้ว ฟังไปก็คิดไปว่า แกคงแก่มากแล้ว หรือสุขภาพไม่เอื้ออำนวย

กระทั่งมาพบเห็นข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก SatnSun (ซึ่งเพิ่งรู้ว่ามี ในวันอำลารายการ) ว่า คุณอินทิราได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อกว่าหนึ่งปีก่อน

แปด จริงๆ ช่วงหลังๆ ผมไม่ค่อย “คอนเน็คท์” กับข้อมูลที่น้าๆ นำเสนอในรายการมากนัก แต่ข้อมูลหนึ่งที่ผมต่อติดกับแซทแอนด์ซัน ก็คือ เมื่อปลายปีก่อน น้ามาลีอ่านข่าวประชาสัมพันธ์คอนเสิร์ต “รักนิรันดร์” ของพนเทพ สุวรรณะบุณย์ ก่อนจะเล่าเรื่องราวสั้นๆ เมื่อครั้งที่แกเคยเป็นทีมพีอาร์คู่กายปั่น ไพบูลย์เกียรติ

เมื่อฟังวิทยุวันนั้น ผมก็ตัดสินใจจองตั๋วคอนเสิร์ตพนเทพทางอินเตอร์เน็ตทันที หลังจากลังเลอยู่พักใหญ่ เวลาได้เห็นโปสเตอร์คอนเสิร์ตที่หน้าร้านบูมเมอแรง

นั่นทำให้ ผมกลายเป็น “แฟน” ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์ มาจนถึงปัจจุบัน

เก้า น้าๆ เป็นสมาชิกชมรมวิจารณ์บันเทิง และเข้าใจว่ายังมีส่วนร่วมลงคะแนนเลือกหนังไทยที่ได้รับรางวัลสาขาต่างๆ ของชมรมฯ มาจนถึงปัจจุบัน

ผมเพิ่งมาสังเกต หลังรายการแซทแอนด์ซันอำลาวิทยุไปนี่เอง ว่า ขณะที่สมาชิกชมรมวิจารณ์บันเทิง ทั้งในยุคก่อตั้ง เรื่อยมาจนถึงสมาชิกรุ่นใหม่ๆ ในยุคปัจจุบัน มักเป็นนักวิจารณ์ที่ “ทำงานเขียน” ในหน้ากระดาษ (รวมถึงออนไลน์) แต่น้าๆ สามคน กลับเป็นนักวิจารณ์ ที่ทำงานด้วย “การพูด” ผ่านสถานีวิทยุ

นี่จึงเป็น “จุดแตกต่าง” ประการสำคัญ ระหว่างสามน้า และนักวิจารณ์บันเทิงส่วนใหญ่ของเมืองไทย

สิบ เชื่อว่าหลายคนรู้สึกไม่ค่อยชอบ ที่น้าๆ พูดเรื่องการเมืองอย่าง “เลือกข้าง” ชัดๆ (อย่างน้อยก็) ในช่วงปี 2548

ต้องยอมรับว่า ผมเองก็ไม่ชอบท่าทีดังกล่าว (ซึ่งเป็นลักษณะเชียร์นักการเมืองและพรรคการเมือง) ณ ช่วงเวลานั้น

แต่ในระยะยาว ต้องยอมรับเช่นกันว่า ท่าทีทางการเมืองของน้าๆ ไม่ใช่เรื่อง “ผิด” แถมยังค่อนข้างสอดคล้องต้องตรงกับการตัดสินใจเลือกโดย “คนส่วนใหญ่” ของประเทศอีกด้วย

ช่วงหลังๆ จะสังเกตเห็นได้ว่า น้าๆ ไม่พยายามพูดแตะประเด็นการเมืองอย่างเด่นชัดโจ่งแจ้งนัก

ซึ่งผมก็เห็นว่า เป็นทางเลือกที่ “ลงตัว” ที่สุดแล้ว สำหรับคนทำธุรกิจสื่อรายย่อยๆ ในบ้านเมืองนี้

ขอบคุณภาพประกอบจาก SatnSun และ Vaewvaew Lam

ข่าวบันเทิง

“มหาสมุทรและสุสาน” ได้ฤกษ์เข้าฉายในไทย ร่วมโปรแกรมสองหนังอินดี้น่าดู

แฟนหนังห้ามพลาด! สำหรับการฉายหนังสามเรื่อง จากโปรแกรม “Unlock Indies” ในโรงภาพยนตร์เครือเอสเอฟ ซึ่งคัดสรรโดยนักทำหนังหญิงมากฝีมือ “พิมพกา โตวิระ”

โดยหนึ่งในหนังของโปรแกรมนี้ ที่จะลงโรงฉายในเมืองไทยเป็นครั้งแรก ก็คือ “มหาสมุทรและสุสาน” ผลงานของพิมพกาเอง ที่คว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวและฮ่องกงมาก่อนหน้านี้ แถมล่าสุด พุฒิพงษ์ อรุณเพ็ง ผู้กำกับภาพของหนังเรื่องนี้ ยังได้รับรางวัลถ่ายภาพยอดเยี่ยม ในสายการประกวด “เอเชี่ยน นิว ทาเลนท์ อวอร์ด” ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเซี่ยงไฮ้ มาครองได้อีกด้วย

นอกจากนี้ โปรแกรมดังกล่าว ยังนำ “เพลงของข้าว” ภาพยนตร์สารคดีถ่ายทอดชีวิตชาวชนบท ที่มีเอกลักษณ์และจุดเด่นในด้านงานภาพ ของ “อุรุพงศ์ รักษาสัตย์” มารีเทิร์นลงจออีกหน

สำหรับหนังอีกเรื่องในโปรแกรมที่ได้ฤกษ์ลงโรงไปแล้ว ก็คือ “Distance” หนังยาวที่ประกอบด้วยหนังสั้น 3 ตอน เล่าเรื่องราวสายสัมพันธ์ในครอบครัว, มิตรภาพ และความรัก ระหว่างคนหลากหลายรุ่น โดยมีผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทย “ศิวโรจณ์ คงสกุล” ที่เคยฝากผลงานน่าประทับใจไว้กับหนังเรื่อง “ที่รัก” ร่วมเป็นหนึ่งในผู้กำกับด้วย

ทั้งนี้ Distance เริ่มเข้าโรงเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน, ส่วนเพลงของข้าว เข้าฉายวันที่ 30 มิถุนายน, ปิดท้ายด้วย มหาสมุทรและสุสาน ที่จะลงโรงวันที่ 21 กรกฎาคม

ข่าวบันเทิง

รู้จักคนทำหนังกัมพูชา ผู้คว้ารางวัลสายนักวิจารณ์ที่คานส์

(มติชนสุดสัปดาห์ 17-23 มิถุนายน 2559)

ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป มีภาพยนตร์หนึ่งเรื่องของผู้กำกับฯ รุ่นใหม่ชาวกัมพูชาที่ได้รับรางวัล “เอสเอซีดี ไพรซ์” จากงานสัปดาห์นักวิจารณ์นานาชาติ ซึ่งเป็นงานคู่ขนานของเทศกาลหนังเมืองคานส์

ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวมีชื่อว่า “Diamond Island” ซึ่งเป็นหนังแนว “ข้ามวันพ้นวัย” ของวัยรุ่นวัย 18 ปี ที่เดินทางจากต่างจังหวัด เข้ามาทำงานในไซต์ก่อสร้างที่ “เกาะพิช” หรือ “เกาะเพชร” ย่านพัฒนาสุดทันสมัยใกล้กรุงพนมเปญ

ที่นั่น เขาได้พบกับพี่ชายแท้ๆ ที่ไม่สนิทสนมกันมากนัก แล้วเด็กหนุ่มก็ค่อยๆ ติดตามผู้เป็นพี่ เข้าสู่โลกของกลุ่มเยาวชนชั้นกลาง ซึ่งเพิ่งก่อตัวขึ้นในสังคมกัมพูชา

ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้มีชื่อว่า “ดาวี่ ชู” (Davy Chou) เป็นชาวเขมรวัย 33 ปี ที่ไปใช้ชีวิตในประเทศฝรั่งเศส

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงทศวรรษ 1960-1970 ปู่ของดาวี่ คือ “วัน จัน” (Van Chann) ถือเป็นโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ชั้นนำ “คนสำคัญ” รายหนึ่งของประเทศกัมพูชา

ก่อนที่ วัน จัน จะหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ใน ค.ศ.1969

ก่อนหน้านี้ ดาวี่ เคยมีผลงานการทำหนังสั้น หนังสารคดี และหนังขนาดกลาง จำนวนหนึ่ง

ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้แก่เขาพอสมควร ก็คือ “Golden Slumbers” ภาพยนตร์สารคดีความยาว 100 นาที ซึ่งถ่ายทำระหว่างปี 2010-2011

โดยดาวี่ได้เดินทางกลับมายังกัมพูชา เพื่อพูดคุยกับบรรดาบุคลากรในแวดวงภาพยนตร์ ที่เคยผ่านช่วงเวลา “ยุคทอง” ของวงการหนังเขมร ระหว่าง ค.ศ.1960-1975

 

“ยุคทอง” ดังกล่าวสิ้นสุดลง เมื่อ “เขมรแดง” ขึ้นครองอำนาจ และมีฟิล์มหนังถูกทำลายไปเกือบ 400 เรื่อง

“Diamond Island” ถือเป็นภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ ดาวี่ ชู

หลังได้รับรางวัลที่คานส์ ดาวี่ให้สัมภาษณ์กับ “ฮอลลี่ โรเบิร์ตสัน” แห่ง “เซาธ์อีสต์ เอเชีย โกลบ”

นี่คือคำถาม-คำตอบน่าสนใจบางส่วน จากบทสัมภาษณ์ชิ้นนั้น

DavyChouMain
ภาพจาก http://www.filmlinc.org/

: อยากให้คุณเล่าถึงผลงานชิ้นล่าสุด อะไรคือแรงบันดาลใจที่ทำคุณสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมา?

ผมรู้สึกว่า “เกาะเพชร” ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กรุงพนมเปญ และเป็นสถานที่ที่มหาเศรษฐีจำนวนมากต่างทุ่มเงินลงไป เพื่อร่วมกันก่อสร้างย่านที่ทันสมัยที่สุดของประเทศแห่งนี้ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเปลี่ยนแปลงระลอกปัจจุบันของสังคมกัมพูชาในหลากหลายแง่มุม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดึงดูดใจผมมากที่สุด และดลใจให้ผมทำหนังเรื่องนี้ กลับเป็นประเด็นความสัมพันธ์อันเร่าร้อนรุนแรงระหว่างกลุ่มเยาวชนเขมร และมายาคติเรื่อง “ความเป็นสมัยใหม่” ซึ่งกำลังดำรงอยู่ในประเทศกัมพูชา

จุดเริ่มต้นของเรื่องราว ได้แก่ ความเชื่อมโยงระหว่างเกาะเพชร กับผู้คนที่มีส่วนร่วมในการก่อสร้างมันขึ้นมา ในด้านหนึ่ง และผู้คนที่มาพบปะกันบนเกาะแห่งนี้ยามค่ำคืน ในอีกด้าน

: กระบวนการสร้างหนังเรื่องนี้แตกต่างจากการทำหนังสารคดีเรื่อง Golden Slumbers อย่างไรบ้าง?

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ ก็คือ หากเปรียบเทียบกับการทำหนังสารคดี การทำหนังจากเรื่องแต่ง จะเปิดช่องให้เรา “ด้นสด” ระหว่างถ่ายทำได้น้อยลง ด้วยตารางเวลาการทำงานที่เคร่งครัดกว่า ด้วยข้อจำกัดที่มีเยอะกว่า

ทว่า ภาวะจำกัดจำเขี่ยเช่นนั้น กลับจะยิ่งท้าทายให้เราพยายามแสวงหาช่องทางของการแสดงความคิดสร้างสรรค์ การด้นสด และการพลิกแพลงสถานการณ์ ในระหว่างกระบวนการถ่ายทำ

: ทำไมคุณถึงเลือกเล่าเรื่องราวของเกาะเพชร ผ่านการสร้างสรรค์เรื่องแต่งขึ้นมาใหม่ แทนที่จะถ่ายทอดมันออกมาเป็นหนังสารคดี?

ทั้งในฐานะคนดูหนังและคนทำหนัง ผมมักถูกดึงดูดโดยพลังของหนังที่สร้างขึ้นมาจากเรื่องแต่ง

เสน่ห์ของหนังประเภทนี้ไม่ได้อยู่ที่การบอกเล่าเรื่องราว เพราะหนังสารคดีจำนวนมากสามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้อยู่แล้ว

แต่เสน่ห์ของมันอยู่ที่กรรมวิธีการสร้างสรรค์บุคลิกลักษณะและวิถีการดำเนินชีวิตของตัวละคร ตลอดจนการผูกเงื่อนปมปัญหาอันยุ่งยากต่างๆ นานา ให้ตัวละครในหนังต้องเผชิญ

ที่สำคัญ ผมไม่ได้ต้องการให้ “Diamond Island” ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวของชนชั้นแรงงานในประเทศกัมพูชา

แต่ผมต้องการเล่าเรื่องราวของเหล่าตัวละคร ที่ต่างมีความเป็นปัจเจกบุคคล และล้วนมีวิถีการดำเนินชีวิตอันเป็นแบบฉบับเฉพาะของตนเอง

: คุณอยากจะแนะนำอะไร เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนทำหนังชาวกัมพูชารายอื่นๆ บ้างไหม?

ปัจจุบัน มันไม่ใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็ญอีกต่อไป ในการหากล้องถ่ายภาพยนตร์สักตัว, เรียนรู้วิธีใช้งานมัน แล้วก็ออกไปถ่ายหนัง

ดังนั้น ผมจึงไม่อยากเสียเวลาในการให้คำแนะนำเรื่องภาคปฏิบัติใดๆ แต่อยากเน้นย้ำให้ทุกคนมองเห็นความสำคัญของกระบวนการคิดงาน ที่อยู่เบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์มากกว่า

สำหรับผม เราต้องใช้เวลายาวนานอย่างยิ่ง เพื่อทำความเข้าใจลึกซึ้งในศิลปะภาพยนตร์ ผมมักจะคอยผลักดันคนทำหนังหลายๆ ราย ให้พวกเขามีความกระตือรือร้น ที่จะเสาะแสวงหาหมวดหมู่วิถีทางใหม่ๆ ในโลกของหนัง

ผมสนับสนุนให้พวกเขามุ่งมั่นพัฒนารสนิยมและความรู้สึกอันละเอียดอ่อนของตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่การขยับขยายกรอบวิสัยทัศน์ส่วนบุคคล จนทำให้พวกเขาสามารถมองเห็นศักยภาพใหม่ๆ ของศิลปะภาพยนตร์ได้

ท้ายสุด ผมมักพยายามแนะนำบรรดาคนทำหนังว่า คุณจงอย่าเขียนเรื่องราว ที่คุณรู้สึกว่ากลุ่มคนดูน่าจะชื่นชอบ แต่จงเขียนมัน เพราะมันเป็นเรื่องราวที่ตัวคุณเองให้ความสนใจและมีความผูกพันเป็นการส่วนตัว

พวกคุณควรเขียนเรื่องราว ที่คุณต้องการจะเล่าออกมาจากมูลเหตุเบื้องลึกภายในจิตใจของตัวคุณเอง

แปลสรุปความและเรียบเรียงจาก

 

http://sea-globe.com/19223-2-interview-davy-chou

 

http://www.phnompenhpost.com/lifestyle/chous-diamond-island-wins-prize-cannes

 

https://en.wikipedia.org/wiki/Davy_Chou

ข่าวบันเทิง

“ดินน้ำลมไฟ-สี่ยอดกุมาร” ได้เรตติ้งเท่าไหร่? ชนะละครหลังข่าวเรื่องไหนบ้าง?

ละครจักรๆ วงศ์ๆ “ดินน้ำลมไฟ-สี่ยอดกุมาร” ได้เรตติ้งเท่าไหร่? ชนะละครหลังข่าวเรื่องไหนบ้าง?

(มติชนสุดสัปดาห์ 10-16 มิถุนายน 2559)

ภายหลังการอวสานของ “แก้วหน้าม้า” เมื่อกลางเดือนมีนาคม ความเคลื่อนไหวของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องใหม่ ที่ออกอากาศทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ ช่อง 7 มีลักษณะน่าสนใจมิใช่น้อย

เพราะละครเรื่องใหม่ซึ่งออกอากาศนับแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมานั้น มีชื่อ ณ เบื้องต้น ว่า “ดินน้ำลมไฟ”

ทว่า “ดินน้ำลมไฟ” กลับแพร่ภาพไปได้เพียง 10 ตอน ก่อนจะมีการเปลี่ยนชื่อละครเป็น “สี่ยอดกุมาร” ด้วยโครงเรื่องแบบเดิม ตัวละครและนักแสดงชุดเดิม

มีเพียงชื่อละครเท่านั้นที่ผันแปรไป

“ดินน้ำลมไฟ” และ “สี่ยอดกุมาร” ล้วนดัดแปลงมาจากนิทานลาวเรื่อง “จำปาสี่ต้น” เหมือนกัน โดยจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับเพศของตัวละครนำที่แตกต่างกันเล็กน้อย

สำหรับเหตุผลที่ทางค่าย “สามเศียร” เลือกเปลี่ยนชื่อละครกลางคันนั้น ยังไม่มีคนภายนอกรับทราบแน่ชัดนัก

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าละครออกฉาย “สยม สังวริบุตร” บิ๊กบอสของค่ายดีด้า-สามเศียร ได้เคยออกมาโพสต์ผ่านอินสตาแกรมเป็นนัยว่า “ดินน้ำลมไฟ” คือ “ภาคแรก” ของ “สี่ยอดกุมาร” เท่านั้น

ถ้าพิจารณาจากข้อมูลชุดนี้ การออกอากาศ “ดินน้ำลมไฟ” ไปเพียง 10 ตอน แล้วแปลงร่างละครเป็น “สี่ยอดกุมาร” จึงอาจเป็นกระบวนการทำงานที่ผ่านการคิดใคร่ครวญและวางแผนมาอย่างละเอียดถี่ถ้วนพอสมควร

แต่อีกด้านหนึ่ง เมื่อตรวจสอบข้อมูลเรตติ้งที่วัดโดย “เอจีบี นีลเซ่น” การเร่งเปลี่ยนชื่อละครภายในเวลาไม่ถึงสองเดือน ก็อาจถือเป็นกลยุทธ์เพิ่มจำนวนผู้ชมด้วยเช่นกัน

จากข้อมูลที่เผยแพร่ในเว็บไซต์เอจีบี นีลเซ่น ละครจักรๆ วงศ์ๆ “ดินน้ำลมไฟ” เกือบทุกตอน แทบจะไม่สามารถสอดแทรกขึ้นมาเป็นรายการทีวี ซึ่งมีเรตติ้งสูงสุดสิบอันดับแรกประจำสัปดาห์ ของช่อง 7 ได้เลย

สวนทางกับ “แก้วหน้าม้า” ที่เรตติ้งเคยทะลุไปเกินหลักสิบ และแม้กระแสจะเริ่มแผ่วลงในช่วงปลาย แต่ “แก้วหน้าม้า ตอน อวสาน” เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ก็ยังโกยเรตติ้งไปถึง 8.816

เรตติ้งของ “ดินน้ำลมไฟ” เพิ่งมาขยับขึ้นตอนช่วงปลาย โดยละครเมื่อวันที่ 10 เมษายน ได้เรตติ้ง 6.467 เป็นรายการยอดนิยมอันดับสิบของช่อง 7 ระหว่างวันที่ 4-10 เมษายน

ต่อมา ละครที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 17 เมษายน ก็ได้รับเรตติ้งไป 6.561 พุ่งมาอยู่อันดับหกของรายการยอดนิยมในช่อง 7 ระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน

ก่อนที่ “ดินน้ำลมไฟ ตอน อวสาน” เมื่อวันเสาร์ที่ 23 เมษายน จะประคองเรตติ้งไว้ได้ที่ 6.480 เป็นอันดับแปดของช่อง 7 ระหว่างวันที่ 18-24 เมษายน

น่าสนใจว่า ในวันรุ่งขึ้น หรือวันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน “สี่ยอดกุมาร” ก็ได้ฤกษ์ประเดิมจอ และสามารถทำเรตติ้งทะลุไปถึง 7.065 เป็นรายการยอดนิยมอันดับเจ็ดของช่อง อยู่เหนือ “ดินน้ำลมไฟ” หนึ่งอันดับ

จากสถิติเรตติ้งทีวีช่วงเดือนพฤษภาคม 2559 ที่ทางนีลเซ่นเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ ทำให้ประเมินได้ว่า หลังจากออกอากาศในตอนแรกไปแล้ว “สี่ยอดกุมาร” ก็ยังไม่สามารถทำเรตติ้งได้เกินหลัก 7 อีกเลย

ทว่า เมื่อพิจารณาจากอันดับความนิยม “อันดับ” ของ “สี่ยอดกุมาร” กลับพุ่งทะยานไปได้ดีกว่า “ดินน้ำลมไฟ”

โดย “สี่ยอดกุมาร” ในวันที่ 1 พฤษภาคม สามารถคว้าเรตติ้งไป 6.362 เป็นรายการยอดนิยมอันดับเจ็ดของช่อง 7 ระหว่างวันที่ 25 เมษายน – 1 พฤษภาคม

ระหว่างวันที่ 2-8 พฤษภาคม เรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ ในวันที่ 8 พฤษภาคม ก็ขยับขึ้นเป็น 6.499 แต่อันดับกลับตกลงไปเป็นลำดับเก้าของช่อง 7

เรตติ้งของละครประจำวันที่ 14 พฤษภาคม ยังดิ่งลงไปเป็น 5.875 ทว่า เมื่อมองที่อันดับความนิยม “สี่ยอดกุมาร” กลับผงาดขึ้นเป็นลำดับห้าของช่อง ในระหว่างวันที่ 9-15 พฤษภาคม

ปิดท้ายที่สถิติระหว่างวันที่ 16-22 พฤษภาคม ซึ่ง “สี่ยอดกุมาร” สามารถกลับมาทำเรตติ้งสวยๆ ได้อีกครั้ง ในวันที่ 22 พฤษภาคม โดยตัวเลขความนิยมออกมาที่ 6.878 แม้ยังไม่ถึงหลัก 7 แต่ก็นับว่า “ใกล้เคียง”

นอกจากนี้ ละครยังมีสถานะเป็นรายการยอดนิยมอันดับสี่ประจำสัปดาห์ดังกล่าวของช่อง 7 ซึ่งน่าจะเป็นอันดับที่สูงที่สุดของละครจักรๆ วงศ์ๆ ยุค “หลังแก้วหน้าม้า”

สรุปแล้ว เรตติ้ง “ดินน้ำลมไฟ-สี่ยอดกุมาร” อาจฮ็อตฮิตสู้ “แก้วหน้าม้า” ไม่ได้ แต่ก็สามารถประคองตัวเองอยู่ในอันดับท็อปเท็นของช่อง 7 ได้บ่อยครั้งสม่ำเสมอ

ยิ่งกว่านั้น การเปลี่ยนชื่อละครมาเป็น “สี่ยอดกุมาร” ยังส่งผลให้เรตติ้งที่ได้รับมีความเสถียรขึ้นอย่างชัดเจน

หากถามว่า ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องใหม่ของช่อง 7 ดำรงอยู่ ณ จุดไหน? ในจักรวาลละครโทรทัศน์ไทยยุคปัจจุบัน

ตัวเลขเรตติ้งของนีลเซ่นก็บ่งชี้ให้เห็นว่า ช่วงท้ายๆ ของ “ดินน้ำลมไฟ” นั้น ได้รับความนิยมโดยเฉลี่ยสูงกว่า “เจ้าบ้าน เจ้าเรือน” และ “ชาติพยัคฆ์” ละครหลังข่าวระดับ “ท็อปทู” ของช่อง 3 ในห้วงเวลาเดียวกัน

ส่วน “สี่ยอดกุมาร” ช่วงออกสตาร์ต ก็มีเรตติ้งโดยเฉลี่ยเหนือกว่า “ชาติพยัคฆ์” และ “เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ” ละครหลังข่าวระดับ “แชมป์” ของช่อง 3

แต่ละครจักรๆ วงศ์ๆ ซึ่งมาแทนที่ “แก้วหน้าม้า” ยังแพ้ “ไฟรักเกมร้อน” “โนห์รา” และ “ทะเลไฟ” ละครค่ำ “หัวแถว” ของช่อง 7

ข่าวบันเทิง

FilmDoo อีกหนึ่งเว็บสตรีมหนัง ที่มุ่งเผยแพร่ผลงานอินดี้จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“FilmDoo” เว็บไซต์ให้บริการสตรีมหนังจากสหราชอาณาจักร หันมาให้ความสนใจกับการเผยแพร่ภาพยนตร์จากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากยิ่งขึ้น

โดยภาพยนตร์สารคดี “ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง” ของ นนทวัฒน์ นำเบญจพล “ปาดังเบซาร์” ของ ต้องปอง จันทรางกูร และ “เพชฌฆาต” ของ ทอม เวลเลอร์ ก็เป็นสามหนังไทยในอีกหลายๆ เรื่อง ที่ถูกนำไปจัดฉายผ่านระบบสตรีมมิ่งของเว็บไซต์ดังกล่าว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา www.filmdoo.com/southeastasia ได้ให้บริการสตรีมหนังยาวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งสิ้น 15 เรื่อง และหลายเรื่องไม่เคยถูกจัดจำหน่ายผ่านระบบโฮม วิดีโอ ในประเทศบ้านเกิดมาก่อน

FilmDoo ก่อตั้งโดย “วีรดา สุจริตกุล?” (Weerada Sucharitkul) และ “วิลเลี่ยม เพจ” และไปเปิดตัวที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์เมื่อปีที่แล้ว เว็บไซต์นี้จัดวางตัวเองไว้เป็นแหล่งให้บริการสตรีมหนังอาร์ตและคลาสสิคจากทวีปยุโรป, อเมริกาใต้, ตะวันออกกลาง และส่วนอื่นๆ ของเอเชีย

สำหรับหนังยาวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เผยแพร่ใน FlmDoo นั้น นอกจากจะมีหนังไทยที่กำกับโดยผู้กำกับอินดี้ไทยและผู้กำกับต่างประเทศแล้ว ยังมีภาพยนตร์สัญชาติลาว, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

ขณะเดียวกัน เว็บไซต์ดังกล่าวยังเผยแพร่ภาพยนตร์สั้นอีกหลายสิบเรื่องจากไทย, สิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม และกัมพูชา รวมถึงผลงานจากฮ่องกง ที่ถูกนำมาจัดรวมกับหนังสั้นในภูมิภาคนี้ด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.screendaily.com/territories/asia-pacific/filmdoo-launches-platform-for-southeast-asian-cinema/5104504.article#.V1Tk2ZOXVog.facebook

และ https://www.filmdoo.com/southeastasia/ 

คนมองหนัง

“ความรู้” และ “พระเจ้า” ใน X-Men: Apocalypse

หนังตระกูล X-Men ภาคล่าสุด อย่าง “X-Men: Apocalypse” ลงโรงฉายมาได้สักพัก

ในเมืองไทยเอง มีคนตีตั๋วเข้าไปชมมากมาย (เพราะส่วนหนึ่ง โรงภาพยนตร์ก็เปิดรอบให้หนังเรื่องนี้อย่างมหาศาล)

ขณะเดียวกัน ก็มีผู้เขียนบทวิจารณ์ ตลอดจนบทความที่ครุ่นคิดตีความต่อจากหนัง ออกมามากพอสมควร

โดยหลายชิ้นมีเนื้อหาน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง อาทิ การตั้งข้อสังเกตของฟิล์มซิก (ในเพจเฟซบุ๊ก Filmsick) และบทความของ อรรถสิทธิ์ สิทธิดำรง (ในเพจเฟซบุ๊ก Kafe Lumiere) เป็นต้น

ตามรสนิยมส่วนตัว ผมชอบ “X-Men: Apocalypse” อยู่มากพอสมควร เพราะแม้พล็อตและเส้นเรื่องจะไม่ได้มีความสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน ดังหนังในหลายภาคหลังๆ ที่ผ่านมา

แต่ผู้สร้างก็ยังสามารถสร้างสรรค์คาแร็กเตอร์ของเหล่าตัวละคร “มนุษย์กลายพันธุ์” หรือ “มิวแทนต์” ได้อย่างน่าสนใจ

โดยเฉพาะบรรดามิวแทนต์หนุ่มสาว ที่มี “ความสามารถพิเศษ” หรือ “ท่าไม้ตาย” อันน่าตื่นตาตื่นใจกันคนละด้าน

ทว่า พวกเขาและเธอก็เปรียบเสมือน “จอมยุทธ์รุ่นเยาว์” ผู้เพิ่งออกท่องยุทธจักร ที่ยังมีข้อจำกัดในการเปล่งประกายศักยภาพของตนเอง และมีบาดแผลหรือความวิตกกังวลในใจกันคนละอย่างสองอย่าง (อาการประการหลัง ยังลามไปถึงมิวแทนต์รุ่นใหญ่ๆ ด้วย)

ก่อนที่ทั้งหมด จะเติบโต เปลี่ยนผ่าน และเอาชนะใจของตนเองได้ หลังการทำศึกกับมนุษย์กลายพันธุ์คนแรกของโลก ผู้ (ถูกเชื่อว่า) มีพลังอำนาจมากที่สุดในจักรวาลมิวแทนต์ รวมทั้งยังเป็น “อมตะ” เพราะสามารถถ่ายทอดวิญญาณของตนเอง ไปสิงสู่ในเรือนร่างของมนุษย์กลายพันธุ์รายอื่นๆ

แม้ศึกใหญ่ใน X-Men ภาคล่าสุดจะจบลงอย่างง่ายดายกว่าที่คิด แม้มนุษย์กลายพันธุ์จากยุคอียิปต์โบราณ ผู้หวังจะสถาปนาตนเองเป็น “พระเจ้าที่แท้จริง” ของโลกยุคสมัยใหม่ในหนัง (ทศวรรษ 1980) อาจพ่ายแพ้แก่เหล่ามิวแทนต์รุ่นหลังอย่างรวดเร็วเกินคาด

แต่ก็มีแง่มุมบางประการจากศึกครั้งนี้ ที่น่านำมาคิดต่อ

ข้อแรก ที่ผมรู้สึกว่า “แปลกดี” ก็คือ ครั้น “Apocalypse” มนุษย์กลายพันธุ์คนแรกฟื้นตื่นขึ้นมา หลังนอนหลับใหลอยู่หลายพันปี

นอกจากเขาจะช่วยชีวิตมิวแทนต์สาวรายหนึ่ง ซึ่งออกตระเวนลักเล็กขโมยน้อยในตลาดกลางกรุงไคโร เพื่อนำเธอมาเป็นหนึ่งในสี่ “จตุรอาชา” แล้ว

เมื่อมิวแทนต์รายนั้น นำ Apocalypse ไปยังที่พักอาศัยของเธอ สิ่งสำคัญลำดับแรกๆ ซึ่งมนุษย์กลายพันธุ์คนแรกของโลกทำ ก็ได้แก่ การเอามือไปสัมผัสจอโทรทัศน์

หนังแสดงให้เห็นว่า เขากำลังประมวลหรือสแกน “ความรู้-ความเข้าใจ” เกี่ยวกับสถานการณ์โลกทั้งหมด จากทีวีและจานดาวเทียม หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือ เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่

ดูเผินๆ นี่อาจเป็นการเข้าถึง “ความรู้” ได้อย่างกว้างขวาง เท่ และน่าทึ่ง

แต่ก็น่าตั้งคำถามเช่นกันว่า ทีวีและจานดาวเทียมมอบ “ความรู้” อะไร? ให้แก่ Apocalypse

หรือ Apocalypse มี “ความรู้” ในเรื่องใด? มากน้อยแค่ไหน? และเพียงพอต่อการสถาปนาตนเองขึ้นเป็น “พระเจ้า” หรือไม่?

ความปราชัยในท้ายที่สุด บ่งบอกชัดเจนว่า Apocalypse ยังมี “ความรู้” ไม่มากพอ และยังมิอาจเป็น “พระเจ้าที่แท้จริง”

เขาอาจยิ่งใหญ่พอจะจัดการหรือเล่นงานมิวแทนต์รุ่นหลังแทบทุกคนได้อย่างอยู่หมัด

แต่มนุษย์กลายพันธุ์สองคนที่ยังอยู่เหนือ Apocalypse ก็คือ “ชาร์ลส์ เซเวียร์” และ “จีน เกรย์”

พลังสำคัญข้อหนึ่งที่ทั้งคู่มี ทว่า Apocalypse ไม่มี ก็ได้แก่ พลังจิตในการเข้าถึงความคิดหรืออ่านความรู้สึกของผู้คน

การนำพาตนเอง “สอดใส่-เข้าไป” ในวิธีคิดและกระแสสำนึกของผู้คนในสังคมต่างหาก ที่จะก่อให้เกิด “ความเข้าใจ” และ “ความใส่ใจ” ต่อผู้คนเหล่านั้น

ก่อนที่ “ความเข้าใจ” และ “ความใส่ใจ” ดังกล่าว จะถูกแปรประมวลขึ้นเป็น “ความรู้”

พลังพิเศษของเซเวียร์และเกรย์ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดและป่วยไข้มากพอสมควร

จนอาจแลดูยากลำบากกว่าการได้มาซึ่ง “ความรู้” ในแบบของ Apocalypse

แต่มันกลับเป็นลำดับชั้นของ “ความรู้” ที่สูงส่งกว่า และอยู่กับโลกปัจจุบันได้ดีกว่า กลมกลืนกว่า

ทั้งยังสอดคล้องกับปณิธานของสถานศึกษาสำหรับมิวแทนท์รุ่นเยาว์ ที่ก่อตั้งโดยเซเวียร์ ซึ่งมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การได้ใช้ชีวิตร่วมกันโดยปกติสุข ระหว่างมนุษย์ธรรมดาและมนุษย์กลายพันธุ์

หาก “พระเจ้าที่แท้จริง” ยังไม่ได้เสด็จลงมาบนโลกมนุษย์ และโลกล้วนเต็มไปด้วย “พระเจ้าปลอมๆ”

ชาร์ลส์ เซเวียร์ และ จีน เกรย์ ก็น่าจะเป็น “พระเจ้าปลอม” ที่ดีกว่าและเหนือกว่า Apocalypse ถ้าเขาและเธอปรารถนาจะเป็น (ซึ่งแน่นอนว่าทั้งคู่มิได้ปรารถนาเช่นนั้น)

อย่างไรก็ตาม ในการพ่ายแพ้ ดับสูญ ของ Apocalypse กลับยังมีเงื่อนปมถูกทิ้งค้างเอาไว้

ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับ ชาร์ลส์ เซเวียร์ นัก เมื่อเขากล่าวประเมินในตอนท้ายของภาพยนตร์ว่า ปัจจัยชี้ขาดชัยชนะระหว่างทีม X-Men กับ Apocalypse นั้น อยู่ตรงที่ฝ่ายแรก/เซเวียร์ “มีเพื่อน” ขณะที่ฝ่ายหลัง “ไม่มี”

เพราะ Apocalypse ใช่จะโดดเดี่ยวเดียวดายเสียทีเดียว

เมื่อหลายพันปีก่อน เขาอาจไม่มีเพื่อน แต่ก็มี “จตุรอาชารุ่นเก่า” ที่ยอมสละชีพ เพื่อให้ “พระเจ้า” ของพวกตน ดำรงอยู่อย่างเป็นอมตะ ข้ามกาลเวลา

แต่ในโลกยุคใหม่ Apocalypse อาจคิดการใหญ่อย่างรวบรัดเกินไป ประมวลความรู้อย่างหยาบกร้านเกินไป และซื้อใจ/เลือกสรร “จตุรอาชาชุดใหม่” อย่างง่ายดายเกินไป

เขาจึงพลาดท่าเสียที

ยิ่งกว่านั้น ใช่ว่าทุกคนจะต้องการเป็น “เพื่อน” กับ X-Men

หลังความพังพินาศของ Apocalypse ในบรรดาจตุรอาชารุ่นใหม่ข้างกายเขา มีหนึ่งคนที่เสียชีวิต มีสองคนที่กลับไปอยู่เคียงข้างหรือเป็นพันธมิตรกับเซเวียร์ และมีหนึ่งคนที่เร้นกายจากไปอย่างไม่ทราบชะตากรรม คือ “ไซล็อค”

ไซล็อคไม่เหมือนจตุรอาชารุ่นเก่า ที่ยอมเสียสละปกป้อง “พระเจ้า” จนตัวตาย

ทว่า เธอก็ไม่ได้หันไปเดินร่วมทางกับเหล่า X-Men

ช่องว่างของศรัทธาจึงบังเกิดขึ้น

น่าสนใจว่าใครกันคือ “พระเจ้า” องค์ใหม่ของไซล็อค ตลอดจนมนุษย์กลายพันธุ์อีกจำนวนหนึ่ง ที่มิได้สังกัดอยู่ในกลุ่มก้อน X-Men