จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

รู้จัก “มเหสีบุษบง-นางยักษ์กาขาว” ใน “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562”

รู้จัก 2 นักแสดงหญิงผู้รับบท “มเหสีบุษบง-นางยักษ์กาขาว”

เมื่อดำเนินเรื่องไปถึงตอนที่เป็นหลักสิบ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ก็มีตัวละครน่าสนใจเพิ่มเติมขึ้นมาตามลำดับ

เอ๋ อัจฉรา บุษบง

คนแรก คือ “มเหสีบุษบง” แห่งนครคันธมาทน์ ซึ่งเป็นการหวนคืนสู่แวดวงละครจักรๆ วงศ์ๆ อีกหนของ “เอ๋ อัจฉรา ทองเทพ”

“เอ๋ อัจฉรา” เคยเป็นนักแสดงละครพื้นบ้านคนสำคัญในช่วงกลางทศวรรษ 2530 ถึงต้น 2540

นอกจากผลงานโด่งดังสุดใน “ปลาบู่ทอง” (2537) แล้ว เธอยังฝากฝีมือไว้ใน “จันทโครพ 2536” “เกราะเพชรเจ็ดสี 2538” “มณีนพเก้า 2539” และ “ดาบเจ็ดสีมณีเจ็ดแสง 2541”

ถ้าผู้มารับบท “มเหสีบุษบง” คือ ดาราเก่าที่ห่างหายจากค่ายสามเศียรไปเนิ่นนาน ผู้รับบท “นางยักษ์กาขาว” ก็เป็นดารารุ่นปัจจุบัน ที่กำลังมีงานแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ อย่างต่อเนื่อง

“นางยักษ์กาขาว” ใน “ขวานฟ้าหน้าดำ” ฉบับนี้ สวมบทบาทโดย “โบว์ บุญญาณี สังข์ภิรมย์” ที่เลื่อนระดับมาจากการแสดงเป็น “นางยักษ์พรรณี” นางกำนัลของพระแม่เจ้าพันธุรัตใน “สังข์ทอง 2561”

“โบว์ บุญญาณี” มีดีกรีเป็นอดีตนางงามผู้เคยคว้าตำแหน่งมิสอินเตอร์คอนติเนนตัลไทยแลนด์ จากเวทีการประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2558 ทั้งยังเคยผ่านเวทีการประกวดระดับอินเตอร์ อย่างเวทีมิสอินเตอร์คอนติเนนตัล (ได้รับรางวัลขวัญใจช่างภาพ-สื่อมวลชน), เวทีมิสยูไนเต็ดคอนติเนนท์ และเวทีท็อปโมเดลออฟเดอะเวิลด์ มาแล้ว

โบว์ บุญญาณี นางยักษ์กาขาว

จาก “สังข์ทอง” ถึง “ขวานฟ้าหน้าดำ” เท่ากับว่าเธอมีงานแสดงกับค่ายสามเศียรสองเรื่องติดต่อกัน ทั้งยังได้บทบาทที่ทวีความสำคัญยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

เรตติ้ง “ขวานฟ้าหน้าดำ” แผ่วลงเล็กน้อยช่วงสงกรานต์

หลังจากทำเรตติ้งทะลุ 5 ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในวันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ก็กลับมาประคองตัวที่เรตติ้งหลัก 4 ในช่วงต้นเดือนเมษายน

โดยได้ความนิยมระดับ 4.384 และ 4.899 ในวันที่ 6 และ 7 เมษายนตามลำดับ

เมื่อเข้าสู่ช่วงหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ แม้เรตติ้งของ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” จะตกไปอยู่ที่ 3.203 และ 3.431 ในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 13 และ 14 เมษายน

แต่ในความเป็นจริง ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ก็ยังมีสถานะเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับ 2 ของประเทศ ในทั้งสองวันดังกล่าว

ข้อมูลจาก

https://www.tvdigitalwatch.com/25rating-week-1-7april-62/

https://www.tvdigitalwatch.com/top10-rating-songkarnday-62/

ขอบคุณภาพประกอบจาก

ยูทูบสามเศียร

Advertisements
ข่าวบันเทิง

2 นักออกแบบเสียงไทยสุดยอด! ผนึกกำลังคว้ารางวัลฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์

เมื่อวันที่ 14 เมษายน มีการประกาศผลรางวัลฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ ครั้งที่ 38 โดยดาวเด่นประจำงาน คือ ผู้กำกับ-นักแสดง-ทีมงานของภาพยนตร์ทริลเลอร์แนวตำรวจจับผู้ร้ายเรื่อง “Project Gutenberg”

ซึ่งได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, กำกับภาพยอดเยี่ยม, ลำดับภาพยอดเยี่ยม, กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม และ ออกแบบเครื่องแต่งกายและแต่งหน้ายอดเยี่ยม ไปครอง รวมทั้งสิ้น 7 สาขา

อย่างไรก็ตาม มีข่าวน่ายินดีเกิดขึ้น เมื่อปรากฏชื่อชาวไทยสองคนได้รับรางวัลในคราวนี้ด้วย คือ “ณพวัฒน์ ลิขิตวงศ์” และ “ศรัณยู เนินทราย” ซึ่งร่วมกันคว้ารางวัลสาขาออกแบบเสียงยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง “Operation Red Sea” (กำกับโดย “ดังเต้ แลม”)

ณพวัฒน์ ศรัณยู

ณพวัฒน์เป็นผู้ออกแบบเสียงและวิศวกรเสียงที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหนังไทยและเทศจำนวนมาก อาทิ พี่มาก…พระโขนง, คิดถึงวิทยา, อนธการ, ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง มาจนถึง Operation Mekong (ผลงานการกำกับของ “ดังเต้ แลม” เช่นกัน)

ส่วนศรัณยู นอกจากจะเป็นมือกีต้าร์ของวง The Ginkz แล้ว เขายังเคยทำงานด้านการออกแบบเสียงประกอบภาพยนตร์ร่วมกับณพวัฒน์มาก่อน ผ่านผลงานเช่น อนธการ และ Operation Mekong

ทั้งนี้ ณพวัฒน์และศรัณยูจะรับผิดชอบดูแลเสียงประกอบให้แก่ภาพยนตร์เรื่องต่างๆ ในฐานะทีมงานโพสต์โปรดักชั่นของบริษัท One Cool Sound Studio

ซึ่งในฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ ประจำปีนี้ ก็ยังมีทีมงานอีกหนึ่งชุดของ One Cool Sound Studio ที่รับออกแบบเสียงให้แก่ภาพยนตร์เรื่อง “Project Gutenberg” จนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออกแบบเสียงยอดเยี่ยมเช่นเดียวกัน

โดยทีมงานดังกล่าวประกอบด้วย ธนรัตน์ ธิติโรจนา, ไกลกังวล รุ่งสาคร และศรัณยู เนินทราย

ก่อนหน้านี้ ณพวัฒน์และศรัณยูยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล “ออกแบบเสียงยอดเยี่ยม” บนเวทีเอเชียน ฟิล์ม อวอร์ดส์ ครั้งที่ 13 จากภาพยนตร์เรื่องเดิม คือ “Operation Red Sea”

สำหรับณพวัฒน์ เขาเคยมีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบเสียงให้แก่ภาพยนตร์เรื่อง “The Grand Master” ของ “หว่องกาไว” ซึ่งได้รับรางวัลออกแบบเสียงยอดเยี่ยมบนเวทีฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ ครั้งที่ 33

โดยเครดิตของผู้ได้รับรางวัลในคราวนั้น คือ โรเบิร์ต แมคเคนซี และ ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์ (กรรมการผู้จัดการบริษัท กันตนา ซาวด์ สตูดิโอ และสมาชิกวง Kidnappers)

นอกจากนั้น ณพวัฒน์และไตรเทพยังเคยได้รับรางวัลออกแบบเสียงยอดเยี่ยมร่วมกันในงานเอเชีย-แปซิฟิก ฟิล์ม เฟสติวัล 2012 จากการทำงานให้แก่ภาพยนตร์ฮ่องกงเรื่อง “The Silent War”

ภาพประกอบจาก https://www.facebook.com/hongkongfilmawards/photos/a.202787299744339/2308430539179994/?type=3&theater

ข้อมูลจาก https://www.scmp.com/news/hong-kong/society/article/3006124/project-gutenberg-big-early-winner-felix-chong-takes-best

http://www.hkfaa.com/winnerlist38norm.html?fbclid=IwAR2OgzLDMhURyI3Fi9c7YdtDvxCqvGH1GtT6b3vrnb_ZYwrRF65_djjSdQg

https://www.afa-academy.com/page?mid=22

https://en.wikipedia.org/wiki/33rd_Hong_Kong_Film_Awards

https://www.imdb.com/title/tt2078768/awards?ref_=tt_awd

 

 

ข่าวบันเทิง

“ธัญญ์วาริน” ให้สัมภาษณ์ The Guardian ประกาศไม่ได้เข้าสภาเพื่อไปสร้างความบันเทิง!

“ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์” นักทำหนังและว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เพิ่งให้สัมภาษณ์กับ “ฮันนาห์ เอลลิส-ปีเตอร์เซน” แห่ง “เดอะ การ์เดียน”

โดยมีประเด็นน่าสนใจ ซึ่งบล็อกคนมองหนังขออนุญาตนำมาแปล-สรุปความ-เรียบเรียงใหม่ และแบ่งออกเป็นหัวข้อต่างๆ ดังนี้

ส.ส.ข้ามเพศคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

กอล์ฟ อนาคตใหม่ 2
ภาพจาก พรรคอนาคตใหม่

ฮันนาห์-ปีเตอร์เซน ระบุว่าแม้การเมืองไทยหลังเลือกตั้ง 24 มีนาคม จะเต็มไปด้วยความไร้เสถียรภาพ และยังไม่แน่ชัดว่าพรรคการเมืองฝ่ายไหนจะได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้มีจุดเล็กๆ ทว่าสำคัญ ที่บางคนอาจมองข้ามไป นั่นคือรัฐสภาไทยจะได้ต้อนรับธัญญ์วาริน ในฐานะ ส.ส.คนข้ามเพศรายแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศ

บรรดานักการเมืองหน้าใหม่ที่มีธัญญ์วารินเป็นหนึ่งในนั้น กำลังบ่งชี้ว่าการเมืองไทยไม่ใช่พื้นที่เฉพาะสำหรับเหล่ามหาเศรษฐีหรือนายพลอีกต่อไป

“ฉันต้องการลงมือเขียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยหน้าใหม่ ฉันใช้เวลาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในการทำหนังที่พูดถึงประสบการณ์ของกลุ่มคนข้ามเพศและ LGBT ในประเทศไทย แต่ต่อมา ก็รู้สึกว่าการเล่าเรื่องราวเหล่านั้นมันไม่เพียงพออีกแล้ว ฉันต้องการเข้าไปเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่แบ่งแยกผู้คน สังคมไทยมีลักษณะเป็นระบบปิตาธิปไตยที่ไม่เสมอภาค และไม่ได้ให้คุณค่ามนุษย์ทุกคนอย่างทัดเทียมกัน ตลอดชีวิตของฉัน ฉันถูกปฏิบัติเหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง สิ่งแบบนี้มันไม่ควรจะเกิดขึ้นอีกต่อไป”

ฉันไม่ได้เข้าสภาเพื่อไปสร้างความบันเทิง!

22853356_1493101690745406_349948089735554640_n

ฮันนาห์-ปีเตอร์เซน ให้ข้อมูลว่าเหตุการณ์แรกที่ผลักดันธัญญ์วารินเข้าสู่วิถีการเมือง ก็คือ การต้องต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้หนังเรื่อง “Insects in the Backyard” ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์

จากนั้น เมื่อพรรคอนาคตใหม่ถือกำเนิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2561 โดยมีจุดยืนที่เป็นเสรีประชาธิปไตย หัวก้าวหน้า และกล้าวิพากษ์เผด็จการทหารอย่างหนักหน่วง รวมทั้งขับเน้นประเด็นเรื่องความเสมอภาคเป็นวาระหลักของพรรค

ธัญญ์วารินจึงสมัครเข้าไปร่วมงานกับพรรคการเมืองนี้ และได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

แม้จะประสบความสำเร็จขั้นแรก ด้วยการได้รับเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการในวันที่ 24 มีนาคม แต่ธัญญ์วารินยังมีเรื่องต้องพิสูจน์อีกมากมายบนเส้นทางสายการเมือง

“ฉันมีเรื่องต้องพิสูจน์อีกมากมาย ว่าตัวเองมีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะช่วยบริหารประเทศ และนั่นคือสิ่งท้าทาย แม้เมื่อฉันได้เป็นว่าที่ ส.ส. แล้ว บางคนก็ยังคงพูดจาว่าฉันจะเข้าไปเป็นแค่ผู้สร้างความบันเทิงในรัฐสภา แต่ฉันไม่ได้จะเข้าไปที่นั่นเพื่อสร้างความบันเทิงนะ ฉันจะเดินเข้าสภาในฐานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ได้รับเลือกตั้ง นั่นหมายความว่าฉันมีเกียรติยศศักดิ์ศรีเทียบเท่าและมีความเสมอภาคกับ ส.ส. คนอื่นๆ”

เพศสภาพอันซับซ้อนในสังคมไทยและตัวตนของ “ธัญญ์วาริน”

กอล์ฟ มติชน
ภาพจาก มติชนสุดสัปดาห์

ฮันนาห์-ปีเตอร์เซน บรรยายว่าประเทศไทยมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างสลับซับซ้อนกับกลุ่มคนข้ามเพศ ตัวอย่างชัดเจน คือ กรณีของ “กะเทย” ในสังคมไทย ที่สามารถแสดงตัวตนได้อย่างเปิดเผยกว่าในอีกหลายๆ สังคม ทว่าขณะเดียวกัน “กะเทยไทย” ส่วนใหญ่ก็ได้รับการปฏิบัติด้วยในฐานะพลเมืองชั้นสอง คนเหล่านี้มีทางเลือกจำกัดในการประกอบอาชีพ และเผชิญหน้าการแบ่งแยกกีดกันอยู่เสมอ

ที่สำคัญ กลุ่มคนข้ามเพศในสังคมไทยไม่ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงข้อมูลเพศสภาพในบัตรประชาชน นั่นหมายความว่าผู้ที่ถือกำเนิดมาเป็นเพศชายจะต้องเข้าร่วมการเกณฑ์ทหาร ส่งผลให้บรรดาผู้หญิงข้ามเพศที่ผ่านการผ่าตัดแปลงเพศแล้วต้องเข้ารับการตรวจร่างกายอันดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อยืนยันว่าตนเองไม่ได้ปลอมตัวเป็นสตรีเพราะอยากหลีกเลี่ยงการ “รับใช้ชาติ” หรือต้องได้หนังสือรับรองจากแพทย์ว่าตนเองเป็นบุคคล “ผิดปกติ”

นอกจากนี้ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงข้ามเพศยังไม่สามารถจดทะเบียนสมรสและรับเด็กมาเลี้ยงดูเป็นลูกได้

ธัญญ์วารินเปิดเผยว่าตนเองเริ่มแต่งกายและใช้ชีวิตเป็น “ผู้หญิง” เมื่ออายุ 17 ปี แต่ต่อมา ว่าที่ ส.ส. ผู้นี้ ก็ตระหนักว่าตนไม่ได้ปรารถนาจะเป็นทั้ง “ชาย” และ “หญิง” พร้อมกับมีความเชื่อว่ามนุษย์เราไม่ควรถูกกำหนดนิยามด้วยเรื่องเพศสภาพอันแข็งทื่อตายตัว

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ธัญญ์วารินเลือกระบุให้ฮันนาห์-ปีเตอร์เซนใช้สรรพนาม “they” (ไม่ใช่ทั้ง เขา/he และเธอ/she) เมื่อจะกล่าวอ้างถึงตนเองในรายงานชิ้นนี้

ก้าวแรกในฐานะ ส.ส.

กอล์ฟ อนาคตใหม่ 1
ภาพจาก พรรคอนาคตใหม่

ภารกิจแรกที่ธัญญ์วารินต้องการลงมือทำในฐานะตัวแทนประชาชน คือ การผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในกฎหมายเกี่ยวกับการสมรสและระบบการศึกษาเรื่องเพศในโรงเรียน

“คุณลองจินตนาการดูสิ ว่าถ้าคุณเป็นคนข้ามเพศที่นั่งอยู่ในห้องเรียน แล้วตำราก็ระบุว่าคุณมีความผิดปกติทางจิต คุณจะกล้าบอกคนอื่นๆ ไหมว่าตัวเองเป็นใคร?”

อย่างไรก็ดี เมื่อผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการยังไม่ถูกประกาศออกมา ธัญญ์วารินจึงยังไม่ได้เป็น ส.ส. เต็มตัว เช่นเดียวกับพรรคอนาคตใหม่ ที่ยังไม่แน่ว่าจะได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาลหรือต้องไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ท่ามกลางความเชื่อที่ว่าพรรคการเมืองฝ่ายที่สนับสนุนกองทัพและ คสช. จะได้สืบทอดอำนาจต่อ ตามระบบกติกาที่ออกแบบเอาไว้

“นี่ไม่ใช่การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และประชาธิปไตยที่แท้จริงก็ยังจะไม่บังเกิดขึ้นหรอก แต่นี่คือการขยับก้าวไปข้างหน้าที่มีความสำคัญมาก”

ธัญญ์วารินพูดถึงความท้าทายทางการเมืองที่รอเธอและเพื่อนๆ ร่วมพรรค อยู่ตรงเบื้องหน้า

ที่มาเนื้อหา https://www.theguardian.com/world/2019/apr/06/i-am-not-here-to-entertain-meet-thailands-first-transgender-mp

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

“ภาพยนตร์ร้อยกรอง” กับกระบวนการทางการเมือง

“โลกนี้มีทั้งภาพยนตร์ร้อยแก้วและภาพยนตร์ร้อยกรอง ซึ่งภาพยนตร์ประเภทหลังนั้นมีความข้องเกี่ยวกับการเมืองอยู่เสมอ เนื่องเพราะมันทำงานผ่านการตั้งคำถาม และเมื่อคุณเริ่มต้นครุ่นคิดอะไรบางอย่างภายในหัวของตนเอง กระบวนการทางการเมืองก็ได้ก่อกำเนิดขึ้นแล้ว”

อลิซ โรห์วาเคอร์
ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอิตาเลียน
(“Happy as Lazzaro” ผลงานเรื่องล่าสุดของเธอได้รับรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ 2018)

ที่มาเนื้อหา https://www.theguardian.com/film/2019/mar/31/alice-rohrwacher-italian-film-director-interview-happy-as-lazzaro

เครดิตภาพประกอบ Simona pampallona [CC BY-SA 4.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/4.0)]

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เรตติ้ง “ขวานฟ้าหน้าดำ” ทะลุ 5 แล้ว – ใครคือผู้รับบท “เจ้าพ่อเขาเขียว”?

“ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” เรตติ้งทะลุ 5

ในที่สุด เรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ก็ทะลุหลัก 5 ได้สำเร็จ ณ สุดสัปดาห์ส่งท้ายเดือนมีนาคม

โดยในวันเสาร์ที่ 30 มีนาคม “ขวานฟ้าหน้าดำ” ตอนที่ 4 ทำผลงานค่อนข้างแผ่ว ได้เรตติ้งไป 4.096 แต่พอวันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม ละครตอนที่ 5 กลับมีตัวเลขความนิยมพุ่งกระฉูดไปถึง 5.063 กลายเป็นโปรแกรมโทรทัศน์ที่มียอดผู้ชมสูงสุดของวันดังกล่าว และเป็นหนแรกสุดที่ “ขวานฟ้าหน้าดำ” ฉบับใหม่ ได้เรตติ้งเกินหลัก 5

ขวาน จ้อย

ต้องจับตาดูว่า เมื่อเข้าเดือนเมษายน ซึ่งคุณธรรมน้ำมิตรระหว่าง “ขวาน” กับ “จ้อย” จะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน ตัวละครมากหน้าหลายตาก็จะเริ่มทยอยออกมาแสดงบทบาท-สร้างสีสันในจอโทรทัศน์-แพลตฟอร์มออนไลน์

“ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” จะสามารถทำเรตติ้งไปถึงหลัก 6 ได้หรือไม่?

ข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25rating-week-25-31mar-62/

นักแสดงรุ่นเก๋าผู้รับบท “เจ้าพ่อเขาเขียว”

“สุริยัน ปฏิพัทธ์” คือ นักแสดง-อดีตผู้กำกับรุ่นเก๋า ที่เคยฝากฝีมือไว้ในละครโทรทัศน์หลายเรื่องช่วงทศวรรษ 2530

หลายปีที่ผ่านมา เขาค่อนข้างห่างหายไปจากจอทีวี

อย่างไรก็ดี เมื่อ พ.ศ.2561 สุริยันได้หวนกลับมารับบทเล็กๆ สั้นๆ เป็น “อำมาตย์เมืองยักษ์” ใน “สังข์ทอง” ซึ่งหากเข้าใจไม่ผิด นั่นคือการแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ ค่ายสามเศียรครั้งแรกสุดของเขา

เจ้าพ่อเขาเขียว

พอมาถึง “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” สุริยันก็ได้งานแสดงละครต่อทันที โดยคราวนี้ เขารับบทเป็น “เจ้าพ่อเขาเขียว” หนึ่งในตัวละครหลักคาแรคเตอร์โดดเด่น ซึ่งจะมีความสำคัญตั้งแต่ช่วงต้นไปจนถึงช่วงท้ายเรื่อง

จึงนับได้ว่านักแสดงอาวุโสเช่นสุริยันนั้นแจ้งเกิดในฐานะ “ดาราจักรๆ วงศ์ๆ” อย่างเต็มตัว จาก “ขวานฟ้าหน้าดำ” เวอร์ชั่นล่าสุดนี่เอง

ขอบคุณภาพประกอบจาก ยูทูบสามเศียร

คลิกอ่าน จำได้มั้ย “อำมาตย์เมืองยักษ์” ในสังข์ทอง 2561 คือนักแสดงรุ่นเก๋าคนไหน?

คนมองหนัง

“มาร-ดา”: “กระบวนการ/วิธีวิทยา” ที่ปริแตก

รอยปริแตกของ “กระบวนการ/วิธีวิทยา”

หากพิจารณาผลงานของ “ชาติชาย เกษนัส” ตั้งแต่ “ถึงคน.. ไม่คิดถึง” สารคดีโทรทัศน์ชุด “โยเดีย ที่คิด (ไม่) ถึง” ไล่มาถึง “มาร-ดา”

“จุดร่วมหนึ่ง” ที่ตั้งมั่นดำรงอยู่ในภาพยนตร์ทุกเรื่องของเขา ก็คือ “กระบวนการ/วิธีวิทยา” อันหมายถึง การออกเดินทางไปพบปะผู้คน ณ ต่างสถานที่ ต่างบริบท ต่างช่วงเวลา หรือต่างมิติ เพื่อปะติดปะต่อข้อมูลที่ฉีกขาดกระจัดกระจาย แล้วเรียบเรียงลำดับความทรงจำเสียใหม่ให้เป็นระบบระเบียบยิ่งขึ้น

ก่อนจะค้นพบคำตอบบางอย่างในเบื้องท้าย

ผมเชื่อว่าชาติชายนั้นเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่หลงใหลกับการเชื่อมต่อร้อยเรียง “กระบวนการ/วิธีวิทยา” ในเรื่องเล่าของตนเอง

ประจักษ์พยานสำคัญที่ปรากฏชัดใน “มาร-ดา” ก็คือ การค่อยๆ ไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ผีหลอกภายในบ้านโบราณ ก่อนจะย้อนมาทบทวนขั้นตอนเหล่านั้นอีกครั้ง จากอีกแง่มุมหนึ่ง

กระทั่งการเน้นย้ำถึง “กระบวนการ/วิธีวิทยา” กลายเป็นองค์ประกอบอันโดดเด่น จนกลบทับปัจจัยเรื่องการแสดง หรือการจัดวางไคลแม็กซ์/บทสรุปในหนังเสียด้วยซ้ำไป

อย่างไรก็ตาม ถ้า “กระบวนการ” ว่าด้วยการดั้นด้นค้นหาปูมหลังของบรรพบุรุษ/สานก่อความรักของหนุ่มสาวต่างสัญชาติยุคปัจจุบันใน “ถึงคน.. ไม่คิดถึง” นั้นนำไปสู่คำตอบอันหมดจดงดงาม ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า “วิธีวิทยา” ที่ตัวละครหลักในหนังเลือกใช้มัน “เวิร์ก”

มาร-ดา รูปเก่า เด็ก

การเดินทางเสาะแสวงหาคำตอบเกี่ยวกับความลี้ลับในอดีต/บ้านโบราณหลังหนึ่ง, กระบวนการถ่าย-อัดรูปบนฟิล์มกระจกเพื่อบันทึกความทรงจำปรุงแต่ง-ภาพครอบครัวในอุดมคติ, วิธีการกอบกู้ (สมาชิก) ครอบครัว และ (จิต) วิญญาณของเหล่าตัวละคร (ตลอดจนการปฏิรูปกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ของตัวละครนำบางราย) ใน “มาร-ดา” กลับลงเอยด้วย “ความไม่สมบูรณ์แบบ”

ด้วยเหตุนี้ “มาร-ดา” จึงเป็นหนังผีที่พูดถึง “กระบวนการ/วิธีวิทยา” บางอย่างที่ล้มเหลว ติดขัด ไม่ราบรื่น

หรือหากจะลองตีความให้ไกลกว่านั้น (แต่ไม่เกินขอบเขตที่ชาติชายเคยเผยนัยยะเอาไว้กับสำนักข่าวบางแห่ง) เราก็อาจวิเคราะห์ได้ว่า “มาร-ดา” คงกำลังสื่อถึงกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากระบอบเผด็จการทหาร (ปิตาธิปไตย/พ่อ) มาสู่ระบอบการเมืองใหม่นำโดยอองซานซูจี (มาตาธิปไตย/แม่) ที่ไม่ลงตัวนัก

(ทั้งนี้ คงต้องหมายเหตุไว้ว่าการเอาใจใส่กับ “กระบวนการ/วิธีวิทยา” ชนิดเข้มข้นของตัวผู้กำกับเอง ได้ส่งผลให้จังหวะการอธิบายความบางส่วนในหนังดำเนินไปอย่างค่อนข้างรุ่มร่ามเยิ่นเย้อ)

เพศสภาพที่ (ไม่) ลื่นไหล

“แก่นแกนหลัก” ของภาพยนตร์เรื่อง “มาร-ดา” คือ ข้อถกเถียงในประเด็นว่าด้วยเพศสภาพ

มาร-ดา รูปแนวนอน

ในแง่หนึ่ง นี่คือหนังที่ขับเน้นให้เห็นถึงความสัมพันธ์ตึงเครียดของสตรีเพศ ผ่านแนวคิดเกี่ยวกับ “ความเป็นแม่” และดุลยภาพทางอำนาจที่บิดเบี้ยวไม่ลงรอยระหว่าง “แม่” กับ “ลูกสาว”

อีกแง่หนึ่ง หนังก็พูดถึงความลื่นไหลทางเพศสภาพ เมื่อสถานะความเป็น “พ่อ” และ “แม่” ในบางครอบครัว พลันซ้อนทับกัน จนการจัดจำแนกแบ่งแยกหน้าที่ตามจารีตปกติเริ่มรางเลือน

มาร-ดา ภาพเก่า

เช่นเดียวกับการเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์กับโลกวิญญาณที่ต้องพึ่งพาอาศัย “คนกลาง” ผู้มีความคลุมเครือทางเพศสถานะ

ทว่า “มาร-ดา” กลับค่อยๆ เคลื่อนตัวไปสู่จุดที่ปฏิเสธภาวะลื่นไหลทางเพศสภาพดังกล่าว (ผมคิดว่าท่าทีเช่นนั้นคือการวิพากษ์สังคมอันไร้พลวัตอย่างแยบคายโดยใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือ มากกว่าจะเกิดจากเจตนาหรือจุดยืนแท้จริงของผู้สร้าง)

เมื่อ “ลูก” ต้องมี “แม่” เพียงคนเดียว, “แม่” ต้องเป็น “ผู้หญิง” และ “พ่อ” ก็ควรทำหน้าที่ “พ่อ” เท่านั้น

เปลี่ยนผ่านอย่างค้างคา

(อาจเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ!)

มาร-ดา โปสเตอร์

ฉากปิดเรื่องใน “มาร-ดา” นำเสนอออกมาได้น่าสนใจชวนขบคิดตีความต่อ

หากมองเผินๆ คล้ายว่าความค้างคาทั้งหลายและปมปัญหาต่างๆ ในอดีต-ปัจจุบัน จะยุติสิ้นสุดลงตรงฉากนั้น โดยที่ต่างคน (หรือดวงวิญญาณ) ต่างเปลี่ยนผ่าน/เดินทางไปสู่จุดใหม่ๆ ในอนาคต

แต่ถ้าเพ่งพินิจให้ดี หนังก็เหมือนจะทิ้งปริศนาเอาไว้ว่าอาจมีการสลับสับเปลี่ยนสถานภาพและลักษณะผิดฝาผิดตัวบางประการบังเกิดขึ้นกับโครงสร้างความสัมพันธ์ของเหล่าตัวละครหลัก

ภาวะกำกวมดังกล่าวส่งผลให้อะไรต่อมิอะไรที่น่าจะลงตัว กลับกลายเป็นไม่ลงตัว

มาร-ดา ธิดา

ขณะที่การอำลากันด้วยดี ก็ถูกถ่วงดุลด้วยข้อสงสัยว่า หรือจะมีตัวละครบางฝ่ายที่สามารถ “ขโมยของ/คน” ซึ่งไม่ใช่ของตนเอง ไปครอบครองไว้ได้สำเร็จ (อย่างเนียนๆ หน้าตาเฉย)?