คนมองหนัง

4 หนังที่นึกถึง ก่อนเลือกตั้ง 24 มีนา

หลายวันก่อน เห็น The Matter ทำสกู๊ป “ก่อนเลือกตั้งดูอะไร หนังเรื่องไหนที่คนในแวดวงหนังไทยชวนดู”

เลยลองมานั่งทำลิสต์เล่นๆ ดูบ้างว่า ถ้าให้คิดอย่างไวๆ มีหนังเรื่องไหนที่ตัวเองนึกถึงก่อนหน้าการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562

ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ คือ

October Sonata รักที่รอคอย

october sonata

เหตุผลที่นึกถึงหนังไทยอันยอดเยี่ยมเรื่องนี้ ก็เพราะผลงานของ “สมเกียรติ์ วิทุรานิช” ได้เน้นย้ำให้เราตระหนักว่าการต่อสู้ทางอุดมการณ์การเมืองนั้นเป็นการต่อสู้ในทางยาว ไม่จบสิ้นลงง่ายๆ

และเราอาจไม่ได้มองเห็นหรือลิ้มรสความสำเร็จของมันในชั่วชีวิตของตนเอง

แม้จะน่าท้อถอยเหนื่อยหน่าย แต่ในทางกลับกัน การท่องไปบนเส้นทางการต่อสู้อันยาวไกลดังกล่าวก็ต้องอาศัยความอดทน (ที่จะรอคอย) ความหวัง ความฝัน และความรัก อันมิเคยเหือดแห้งหายไปไหน เป็นแรงบันดาลใจ/แรงขับเคลื่อนสำคัญ

อ่านบทความที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

Bodyguards and Assassins

shi-yue-wei-cheng-2009-1130628-1-2-1

เวลาหงุดหงิดงุนงงกับกฎกติกาในการได้มาซึ่ง ส.ส. ของการเลือกตั้ง 24 มีนาคม ผมมักถึงหนังฮ่องกงเรื่องนี้

ประการแรก คือ พอพูดเรื่องการนำคะแนน “ไม่ตกน้ำ” ของผู้สมัครทั้งหลายที่พ่ายแพ้ในการชิงตำแหน่ง ส.ส.เขต ไปใช้คำนวณหาจำนวน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ที่พรรคการเมืองต้นสังกัดของผู้สมัคร ส.ส.เขต รายนั้นๆ พึงได้รับแล้ว

ผมมักรู้สึกว่าบรรดาผู้สมัคร ส.ส. เขต ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่บนหมากกระดานเลือกตั้งรอบนี้ ช่างมีชะตากรรมคล้ายคลึงกับเหล่า “พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น” เสียจริงๆ

เพราะพวกเขาต้องยอมเสียสละตนเอง เพื่อสัมฤทธิผลทางการเมืองของบุคคลอื่น (ต้องตายเพื่อผู้นำการปฏิวัติ ต้องแพ้ในสนามเลือกตั้งเพื่อทำให้พรรคมี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์)

ประการต่อมา แม้กระทั่งเมื่อพูดถึงการลงคะแนนเสียงเชิงยุทธศาสตร์ ผมก็มักนึกย้อนไปยังวิธีคิดแบบ “พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น” เช่นกัน

เพราะกลยุทธการต่อสู้เหล่านี้ คือ การพยายามจำกัดกรอบความคิดจินตนาการให้คนเล็กคนน้อยต้องยอมเสียสละหรือไม่เป็นตัวของตัวเองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพื่อเป้าประสงค์ทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิต โลกทัศน์ และความรู้สึกในฐานะปัจเจกบุคคล ของพวกเขา

ซึ่งก็ยังไม่มีใครสามารถฟันธงได้แน่ชัดว่าสิ่งยิ่งใหญ่นั้น มันเป็นรูปธรรมจับต้องได้หรือเป็นเพียงแค่นามธรรมอันเลื่อนลอย

No

no

ภาพยนตร์ชิลีที่เล่าเรื่องการโค่นล้ม “เผด็จการปิโนเชต์” ด้วยการลงคะแนนโหวตโนของประชาชน

แต่เหนือกว่านั้น ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ได้แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนการเอาชนะระบอบการเมืองเก่า ด้วยวิธีคิด/จินตนาการ/กระบวนการสร้างสรรค์และสื่อสารภาพแทนแบบใหม่ๆ

ซึ่งสามารถปลุกเร้าผู้คนส่วนใหญ่ให้ฟื้นคืนความหวัง และมีพลังใจจะต่อสู้กับ “อำนาจดิบ/อำนาจเผด็จการ” (โดยปราศจากกำลังอาวุธ)

อ่านบทความที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

ไทบ้าน เดอะซีรีส์

จักรวาล ไทบ้าน

ถ้าอยากเข้าใจโหวตเตอร์จำนวนมากของประเทศ ซึ่งเป็นคนอีสานร่วมสมัย ผู้ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางพลวัตความเปลี่ยนแปลงทั้งจากภายในและภายนอกภูมิภาค/ชุมชนของพวกเขา ผมว่าเราก็ควรจะหาภาพยนตร์ไทยชุดนี้มาดู

แต่แน่นอนแหละว่า ผู้มีอำนาจหลายส่วนนั้นแทบจะไม่เข้าใจประชาชนกลุ่มดังกล่าวเลย และไม่เคยคิดอยากดูหนังอินดี้อีสานเซ็ตนี้ด้วย

นอกจากนั้น โดยตัวของมันเอง ก็มิอาจปฏิเสธได้ว่า “ไทบ้าน เดอซีรีส์” มีสถานภาพของการเป็น “โปรเจ็คท์ทางการเมือง” ซ่อนแฝงอยู่

และก็เป็น “การเมือง” ในแบบที่คนร่างรัฐธรรมนูญ กองทัพ และพรรคการเมืองบางพรรค ไม่มีทางเข้าใจอีกเช่นกัน

อ่านบทความที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

บทสรุป “สังข์ทอง 2561” (เรียกน้ำย่อย)

ก่อนวันเสาร์ที่ 16 มีนาคม บล็อกคนมองหนังได้ตั้ง 3 ประเด็นน่าจับตาของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “สังข์ทอง 2561” ตอนอวสานเอาไว้

มาดูกันว่าหลัง “สังข์ทอง” ปิดฉากลง ประเด็น/คำถามเหล่านั้นได้คลี่คลายตัวลงอย่างไรบ้าง? หรือนำไปสู่คำตอบแบบไหน?

ประเด็นแรก

เรตติ้ง “สังข์ทองตอนจบ” จะอยู่ที่เท่าไหร่?

www.tvdigitalwatch.com รายงานว่า “สังข์ทอง” ตอนที่ 110 อันเป็นตอนอวสานนั้นได้เรตติ้งไป 6.705

ตัวเลข 6.705 ถือว่าเกินค่าความนิยมเฉลี่ยของละครซึ่งอยู่ที่ 6.310

แม้จะน้อยกว่าเรตติ้งสูงสุด 8.472 ที่ “สังข์ทอง” เคยทำได้ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ปีก่อน และน้อยกว่าเรตติ้ง 7.213 ของละครตอนที่ 109

www.tvdigitalwatch.com ยังได้เปรียบเทียบเรตติ้งตอนจบของละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่อง 7 ในช่วง 3 ปีหลัง พบว่า เรตติ้งตอนจบของ “สังข์ทอง 2561” นั้นสูงกว่าเรตติ้งตอนจบของ “สี่ยอดกุมาร 2559” (4.765) และ “เทพสามฤดู 2560” (6.077)

ทว่าน้อยกว่าเรตติ้งตอนอวสานของ “แก้วหน้าม้า 2558” (8.816) และ “อุทัยเทวี 2560” (7.223)

ประเด็นที่สอง

ชะตาชีวิตของ “เจ้าชายไชยันต์” จะลงเอยเช่นไร?

“สังข์ทอง 2561” ปูพื้นให้ “เจ้าชายไชยันต์” หรือ “เขยไทย” สามีของ “พระธิดาปัทมา” หนึ่งในพระพี่นางของ “รจนา” มีบุคลิกและรสนิยมเป็นชายรักชายมาตั้งแต่ต้น โดยเขาต้องเข้าร่วมพิธีเสี่ยงมาลัยเลือกคู่ที่นครท้าวสามนต์ตามกรอบจารีตดั้งเดิม ซึ่งสวนทางกับความปรารถนาในหัวใจของตนเอง

แรกๆ การปูพื้นเช่นนั้น ดูจะผลักดันให้ “เจ้าชายไชยันต์” (ผู้ชอบเรียกตนเองว่า “ไช”) กลายเป็นตัวตลกที่ “ไม่ถูกต้องทางการเมือง” มากนัก

อย่างไรก็ตาม เมื่อดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ “เจ้าชายไชยันต์” กลับเป็นตัวละครเพียงไม่กี่ราย ที่มีจุดยืนหนักแน่นมั่นคงและ “ถูกต้องทางการเมือง” อย่างน่าทึ่ง

“เจ้าชายไชยันต์” เป็นคนเดียวในนครท้าวสามนต์ ที่ไม่ประเมิน “เจ้าเงาะ” จากรูปกายภายนอก (กระทั่ง “รจนา” ก็ยังอยากให้พระสวามีปรากฏตนด้วยรูปกาย “สีทองอร่าม” มากกว่า “สีดำ”) และเห็นว่าเขยเงาะป่ามีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทัดเทียมกับตัวเอง

“เจ้าชายไชยันต์” เอ่ยเรียก “เจ้าเงาะ” ว่า “พี่เงาะ” ได้อย่างสนิทปากสนิทใจ ดังนั้น แม้จะพลอยติดร่างแหถูกเฉือนจมูก-หูไปด้วย เมื่อคราวออกล่าปลา-ล่าเนื้อ ทว่าหลังจากนั้น “พี่เงาะ/พระสังข์” ก็ไม่เคยเอาคืน “น้องไช” แบบแรงๆ อีกเลย เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายมิได้มีจิตใจคิดร้ายต่อตน

วรรคทองของ “เจ้าชายไชยันต์” ใน “สังข์ทอง 2561” อุบัติขึ้นตอนที่เขาโต้เถียงกับ “พระธิดาปัทมา” เมื่อภรรยาของตนว่าร้าย “เจ้าเงาะ” เป็น “ไอ้คนป่าบ้าใบ้” ผู้เป็นสามี (เพียงในนาม) จึงตักเตือนภรรยาตรงๆ ว่า “อย่าไปว่าเค้า” เพราะ “เค้าเป็นคนเหมือนกับเรา”

แฟนละครหลายคนจับตามองว่า “สังข์ทอง 2561” จะคลี่คลายความสัมพันธ์ระหว่าง “เจ้าชายไชยันต์-พระธิดาปัทมา” ไปในทิศทางใด?

ก่อนหน้านี้ ในละคร “สี่ยอดกุมาร 2559” บริษัทสามเศียรเคยสร้างสีสันด้วยการวางบทบาทให้สองตัวละครหญิง “เพชรราชกุมาร/กุมารี” และ “มัลลิกานารี” เป็น “คู่จิ้น” กัน

แต่ความพยายามหนนั้น กลับลงเอยด้วยการฟื้นฟูค่านิยมเก่าและแบ่งแยกกีดกันให้ตัวละครทั้งคู่หวนไปเป็น “หญิงรักชาย” ตามธรรมเนียม แถมต้องยังมี “สามีร่วมกัน” อีกต่างหาก

“สังข์ทอง 2561” ตอนอวสาน ดูจะเดินทางไปไกลกว่า “สี่ยอดกุมาร 2559” พอสมควร

เมื่อผู้กำกับฯ และผู้เขียนบทกำหนดให้ “เจ้าชายไชยันต์” ยืนกรานในประเด็นเพศสภาพว่าตนเองไม่ (เคย) ชอบผู้หญิง และไม่สามารถใช้ชีวิตคู่ร่วมกับ “พระธิดาปัทมา” ได้อีกต่อไป

“ไช” จึงเป็นได้แค่เพียง “พี่สาว” ของ “ปัทมา” เท่านั้น

หากเข้าใจไม่ผิด “เจ้าชายไชยันต์” คือตัวละครนำที่เป็นเกย์หรือ LGBT รายแรกสุดของละครจักรๆ วงศ์ๆ ค่ายสามเศียร (หรือละครจักรๆ วงศ์ๆ ไทย)

ประเด็นที่สาม

ความรุนแรงที่หายไป ใครกันที่ไม่ถูกฆ่า?

หอยสังข์ หอยทาก
ภาพจาก ยูทูบสามเศียร

“เทพสามฤดู 2560” คือ ละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่มีบทสรุปจบ “ซอฟต์” อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะแทบจะไม่มีตัวละครทั้งฝ่ายธรรมะ (พระเอกนางเอก) และอธรรม (ผู้ร้าย) ที่ต้องสังเวยชีวิตเลย (ผิดกับจารีตของละครประเภทนี้ยุคก่อนๆ)

ดู ปราบมารโดย “ไม่ฆ่า”: ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตอนจบ “เทพสามฤดู” ฉบับล่าสุด

“สังข์ทอง 2561” กับ “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นล่าสุด ล้วนเขียนบทโดย “รัมภา ภิรมย์ภักดี” เหมือนกัน แต่จุดแตกต่างสำคัญ ก็คือ ตอนอวสานของ “สังข์ทอง” นั้นมีตัวละครต้องตาย!

อย่างไรก็ดี ตัวละครที่ถูกชำระล้าง ล้วนเป็นฝ่ายอธรรมทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่ปีศาจพยนตรา, แม่เฒ่าสุเมธา และสองสมุนเอกของจอมปีศาจ

ขณะที่ฝ่ายธรรมะ/พระเอกกลับไม่มีใครต้องสละชีพ ผิดกับในช่วงท้ายๆ ของ “สังข์ทอง 2550” ซึ่งพี่หอยทาก ตลอดจนพระพี่เลี้ยงของหกเขย ล้วนถูกสังหารตามรายทาง

สำหรับ “สังข์ทอง” ฉบับล่าสุด ผู้ช่วยพระเอกเหล่านั้นต่างพากันอยู่รอดปลอดภัยและมีชีวิตที่แฮปปี้ในตอนจบ

แนะนำรายงานข่าวและบทความน่าสนใจว่าด้วย “สังข์ทองตอนอวสาน”

เจาะเรตติ้งละครพื้นบ้าน ช่อง 7 ปี 2559 – มี.ค. 2562

อวสานของสังข์ทอง และนิมิตหมายอันดีของ LGBTQ ในละครจักรๆ วงศ์ๆ โดย ชานันท์ ยอดหงษ์

สังข์ทอง เงาะที่ไม่ใช่เงาะ และเจ้าเงาะที่ไม่มีวันตายในละครจักรๆ วงศ์ๆ โดย อิทธิเดช พระเพ็ชร

โปรดติดตาม

บทความ อวสาน ‘สังข์ทอง’ และ ‘ตัวละครนำ LGBT’ รายแรกของสามเศียร โดย คนมองหนัง ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวางแผงวันที่ 21 มีนาคม ก่อนจะนำลงเว็บไซต์ matichonweekly วันที่ 25 มีนาคม

(เพิ่งมาพบว่าตัวเองเขียนประเด็น “เจ้าชายไชยันต์” คล้ายๆ กับงานของคุณชานันท์ ยอดหงส์ ใน the matter พอดี แต่อาจไม่ละเอียดลึกซึ้งเท่าในเชิงแนวคิด ขณะเดียวกัน ช่วงต้นบทความในมติชนสุดสัปดาห์จะมีสถิติเรตติ้งแทรกเข้าไป พร้อมด้วยการพยายามตีความว่าทำไมเรตติ้งช่วงกลางๆ ของละครจักรๆ วงศ์ๆ จึงมักสูงกว่าตอนใกล้จะจบ)

บทความ “สังข์ทอง: โลกของเจ้าเงาะ, พี่หอยทาก, เจ้าชายไชยันต์ และท้าวสามนต์” ในบล็อกคนมองหนัง

(น่าจะเริ่มเขียนหลังวันที่ 24 มีนาคม)

ภาพนำจาก https://www.instagram.com/mansupasin/

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

3 ประเด็นน่าจับตา! ใน “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ตอนแรก

หนึ่ง

นอกจาก “ข้าวตู-พลพจน์ พูลนิล” ที่จะมารับบท “ขวาน-สุทธาเทพ” แล้ว น่าจับตาเป็นอย่างยิ่งว่าใครจะได้เป็นนางเอกของ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562”

คำเฉลยอาจอยู่ที่ไตเติ้ลละครในตอนแรกสุดเลย หรือไม่ก็อาจอยู่ในพิธีกรรมบวงสรวงเปิดกล้องที่น่าจะมีขึ้นเร็วๆ นี้

สอง

ถ้า “อัศศิริ ธรรมโชติ” มารับหน้าที่เขียนบทละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “ขวานฟ้าหน้าดำ” ฉบับนี้จริง ดังที่มีข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการเผยแพร่ออกมา

ก็เท่ากับว่า “ขวานฟ้าหน้าดำ” ทั้ง 3 เวอร์ชั่นของ “สามเศียร” จะมีผู้กำกับและผู้เขียนบทไม่ซ้ำหน้ากันเลย

“ขวานฟ้าหน้าดำ 2526” กำกับการแสดงโดย “สมาน คัมภีร์” และ “สันติภาพ บุนนาค” เขียนบทโดย “วาณิช จรุงกิจอนันต์”

“ขวานฟ้าหน้าดำ 2540” กำกับการแสดงโดย “ประทุม สินธุอุส่าห์ (มิตรภักดี)” เขียนบทโดย “ภาวิต” หรือ “รัมภา ภิรมย์ภักดี” (น่าสนใจว่าในฉบับดังกล่าว ผู้กำกับและผู้เขียนบทเป็นสตรีทั้งคู่ – สำหรับประทุม เธอจะมาร่วมแสดงบทสมทบใน “ขวานฟ้าหน้าดำ” ฉบับใหม่ด้วย)

ส่วน “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” คงจะกำกับการแสดงโดย “หนำเลี้ยบ-ภิพัชพนธ์ อภิวรสิทธิ์” และอาจเขียนบทโดยอัศศิริ

สาม

สด ขวานฟ้า

เกร็ดเล็กๆ น่าสนใจอีกข้อหนึ่ง คือ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” จะมี “สด จิตรลดา” อดีตแชมป์โลกมวยสากลที่เก่งกาจและมีเชิงชกฉลาดเฉลียวมากที่สุดคนหนึ่งของไทย มาร่วมแสดงด้วย

จากตัวอย่างที่ปล่อยในยูทูบ สดน่าจะได้รับบทเป็นพ่อของพระเอกอย่าง “ขวาน” เลยทีเดียว

ภาพประกอบจาก ยูทูบสามเศียร

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

3 ประเด็นน่าจับตา! ใน “สังข์ทอง” ตอนอวสาน

เสาร์ที่ 16 มีนาคม 2562 จะเป็นวันอวสานของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “สังข์ทอง 2561”

โดยส่วนตัว ในฐานะแฟนประจำ คิดว่ามี 3 ประเด็นที่น่าจับตามองในละครตอนที่ 110 อันเป็นบทสรุปของพระสังข์-รจนา-เจ้าเงาะ และตัวละครรายอื่นๆ

ประเด็นแรก

ต้องจับตาดูข้อมูลในวันจันทร์ที่ 18 มีนาคม ว่าตัวเลขเรตติ้งของ “สังข์ทองตอนจบ” จะไปลงเอยที่เท่าไหร่?

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาหลัง “ตอนพระสังข์ตีคลีกับพระอินทร์” ออกแพร่ภาพ เรตติ้งของ “สังข์ทอง” นั้นมีอาการทรงตัวอยู่ประมาณ 6 กว่าๆ 5 ปลายๆ ชนิดไม่กระเตื้องขึ้น

กระทั่งเมื่อมีข่าวว่าละครใกล้ถึงตอนอวสาน ดัชนีความนิยมจึงพุ่งสูงอีกรอบ โดยเรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ในตอนที่ 108 (เสาร์ที่ 9 มีนาคม) และตอนที่ 109 (อาทิตย์ที่ 10 มีนาคม) นั้นอยู่ที่ 6.452 และ 7.213 ตามลำดับ

น่าสนใจว่าละครในตอนที่ 110 จะรักษาเรตติ้งระดับ 7 ต้นๆ เอาไว้ได้หรือไม่? หรือจะทะยานไกลไปกว่านั้น?

ข้อมูลเรตติ้งจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-week-4-10mar-62/

ประเด็นที่สอง

หนึ่งในตัวละครที่แหกขนบมากๆ ใน “สังข์ทอง” ฉบับนี้ คือ “เจ้าชายไชยันต์” ซึ่งมาพร้อมเพศสภาพอันผิดแผกจากตัวละครชายในนิทานจักรๆ วงศ์ๆ ทั่วไป

ใช่ว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ ของค่ายสามเศียรในระยะหลัง จะไม่เคยเล่นประเด็นทำนองนี้มาก่อน

เมื่อ “ดินน้ำลมไฟ/สี่ยอดกุมาร 2559” ลงจอ แฟนๆ ก็ได้กรี๊ดกร๊าดฮือฮากับบทคู่จิ้นหญิง-หญิงระหว่างตัวละคร “เพชรราชกุมาร/กุมารี” กับ “มัลลิกานารี” มาหนหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ละครเรื่องนั้นได้คลี่คลายความสัมพันธ์ดังกล่าว ด้วยการผลักให้ “เพชรราชกุมารี” และ “มัลลิกานารี” กลับไปเป็นผู้หญิงแท้ๆ และต่างต้องตกเป็นภรรยาของสามี/ผู้ชายคนเดียวกัน

น่าจับตาว่าบทสรุปของ “ไชยันต์” ใน “สังข์ทอง 2561” จะก้าวหน้ากว่าเรื่องราวของ “เพชรราชกุมารี-มัลลิกานารี” ใน “สี่ยอดกุมาร 2559” หรือไม่? อย่างไร?

และชีวิตครอบครัวของเจ้าชายผู้ตุ้งติ้งรายนี้กับ “เจ้าหญิงปัทมา” ผู้เป็นชายา จะลงเอยแบบไหน?

ประเด็นที่สาม

ตัวอย่าง สังข์ทอง ตอนจบ

หนึ่งในซีนาริโอสำคัญของตอนจบละครจักรๆ วงศ์ๆ ส่วนใหญ่ ย่อมได้แก่ฉากไล่ล่าสังหารตัวละครทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรม (หรือฝ่ายพระเอกนางเอกและฝ่ายผู้ร้าย)

ในยุคที่ละครประเภทนี้เขียนบทโดย “นันทนา วีระชน” เมื่อไม่กี่ปีก่อนนั้น มักมีตัวละครหลายรายซึ่งถูกฆ่าล้าง (บูชายัญ) ในตอนอวสาน

แต่เมื่อ “รัมภา ภิรมย์ภักดี” หวนมาเขียนบทละครจักรๆ วงศ์ๆ อีกหนใน “เทพสามฤดู 2560” ตอนจบของ “เทพสามฤดู” ฉบับดังกล่าว กลับไม่มีตัวละครสำคัญจากทั้งสองฝ่ายที่ต้องเสียชีวิตลงเลย (ยกเว้นหนึ่งในตัวละครหลักฝ่ายอธรรมอย่าง “สามศรี” ที่ตายไปตั้งแต่ก่อนตอนสุดท้าย)

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ปราบมารโดย “ไม่ฆ่า”: ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตอนจบ “เทพสามฤดู” ฉบับล่าสุด

น่าสนใจว่าบทสรุปแบบไม่ต้องสูญเสียชีวิต/ไม่ต้องเสียสละเลือดเนื้อเช่นนั้น จะดำรงอยู่ใน “สังข์ทอง 2561” หรือเปล่า?

ภาพจาก ยูทูบสามเศียร

คนมองหนัง

บันทึกถึง “กรงกรรม” (เบื้องต้น)

ปลายสัปดาห์ก่อน ถึงช่วงหยุดเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ทดลองดู “กรงกรรม” ย้อนหลังใน Mello ปรากฏว่า “ติด” ว่ะ 555

ดังนั้น เลยขอสรุปประเด็นที่คิดได้ ณ เบื้องต้น เกี่ยวกับละครเรื่องนี้ เป็นข้อๆ ดังนี้

หนึ่ง

กรงกรรม รวม

ขอสารภาพว่าไม่ได้ดูครึ่งแรกของ “สุดแค้นแสนรัก” ที่สร้างจากบทประพันธ์ของ “จุฬามณี” หรือ “นิพนธ์ เที่ยงธรรม” เช่นกัน ทั้งยังมีเนื้อหาข้องเชื่อมโยงกับ “กรงกรรม” ด้วย

แต่เท่าที่ได้ดู “กรงกรรม” ช่วงแรกๆ องค์ประกอบหนึ่ง ที่ผมชอบและรู้สึกว้าวมากๆ คือ ฉากหลัง/โลกในละคร ที่เหมือนจะเป็น “จักรวาลเล็กๆ”

แต่ “อนุจักรวาล” ดังกล่าว กลับก็มิใช่ “หมู่บ้านเล็กๆ ในอุดมคติ” ที่ปิดตายตัดขาดจากโลกภายนอก

“จักรวาลเล็กๆ” ของกรงกรรม อาจไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับ “โลกกว้าง” แต่มันก็มีลักษณะเป็น “เครือข่ายความสัมพันธ์” ในพื้นที่เฉพาะ ที่เชื่อมร้อยกันด้วยสายสัมพันธ์ของเหล่าตัวละครและการเดินทางผ่านยานพาหนะต่างๆ (รถไฟและเรือ) จนเต็มไปด้วยพลวัต

ศูนย์กลางเรื่องอยู่ที่ “บ้านแบ้” ณ “ชุมแสง” แต่ก็โยงใยไปถึง “ทับกฤช” บ้านของ “พิไล” “ฆะมัง” บ้าน “เพียงเพ็ญ” หรือ “เกยไชย” บ้าน “หมอมี” (ทั้งสามตำบลอยู่ในอำเภอชุมแสง) “ปากน้ำโพ” ในอำเภอเมือง ซึ่ง “อาสี่” และ “วรรณา” ใช้ชีวิตอยู่ “ตาคลี” เป็นแหล่งทำมาหากินกับทหารอเมริกัน ของ “เรณู” และผองเพื่อน ตลอดจน “หนองนมวัว” บ้าน “อีแย้ม” ที่อำเภอลาดยาว

สอง

กรงกรรม 2

ผมยอมรับฝีมือของ “พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง” ในฐานะคนทำหนังทำละคร

แม้พงษ์พัฒน์อาจมีความคิด-ทัศนคติในบางเรื่องไม่ตรงกับ “คนจำนวนมาก-เสียงส่วนใหญ่” ในพื้นที่ชนบท

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลากำกับละคร/หนัง พงษ์พัฒน์และทีมงานของเขา มักจับอารมณ์ความรู้สึก/รสนิยมของคนส่วนใหญ่ของประเทศได้แม่นฉมังอยู่บ่อยครั้ง

“กรงกรรม” ก็อาจอยู่ในกรณีเช่นนั้น

ขณะเดียวกัน ผู้ที่เข้าใจประชาชนคนชนบทในมิติสังคม-การเมือง ก็อาจไม่เข้าใจพวกเขาในฐานะผู้ชม/ผู้บริโภคสื่อบันเทิงมากนัก

เช่น ผู้รู้เหล่านั้นอาจจะอยากสร้าง “กรงกรรม” ให้มีลักษณะ “สัจนิยม” มากกว่านี้ ด้วยการไม่พึ่งพาดารานักแสดงมืออาชีพ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี หากเราได้ดู “กรงกรรม” ฉบับพงษ์พัฒน์ ก็ต้องยอมรับว่าดาราเช่น “ใหม่” และ “เบลล่า” นั้น แสดงละครทีวีได้เก่งจริงๆ (ส่วนจะ “สมจริง” หรือไม่? แค่ไหน? เป็นอีกประเด็นหนึ่ง)

การปรากฏตัวของ “ใหม่” หรือ “เบลล่า” ทำให้ชาวบ้านคนเล็กคนน้อยมีโอกาสได้จินตนาการว่าตนเองคือดารา ในทางกลับกัน ดาราก็คือภาพแทน/ตัวแทนของชาวบ้านในโลกมหรสพ (ซึ่งอาจแตกต่างจากตัวแทนในโลกชนิดอื่นๆ เช่น โลกทางการเมือง)

แต่ก็น่าตั้งคำถามแถมท้ายเหมือนกันว่า สุดท้ายแล้ว ปฏิบัติการที่พงษ์พัฒน์ ทีมงาน และเพื่อนดาราเชี่ยวชาญ คือ การนำเสนอ “โลกสมมุติ” ของสังคมไทยในยุคที่ย้อนหลังไปไกลหลายทศวรรษ มากกว่าจะเป็น “สังคมไทยร่วมสมัย” หรือเปล่า?

สาม

อยากรู้เหมือนกันว่าเมื่อเรื่องราวของ “กรงกรรม” ถลำลึกเข้าสู่แง่มุมเชิงไสยศาสตร์มากขึ้น โทนหรืออารมณ์ของละครจะออกมาเป็นอย่างไร?

สี่

กรงกรรม วรรณา

ผมชอบวิธีการพูดจาของ “เบลล่า” และเห็นด้วยว่าคุณลักษณะดังกล่าวส่งผลให้เธอเหมาะสมกับหนัง-ละครพีเรียด (ตั้งแต่ยุคปลายอยุธยาไล่มาถึง 2510) มากกว่าสื่อบันเทิงร่วมสมัย (ผมได้รับไอเดียนี้มาจากคุณวิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา หรือฟิล์มซิก)

แต่หากให้พูดถึงความสวย นักแสดงใน “กรงกรรม” ที่ผมรู้สึกว่าสวยเด่นไม่ค่อยเหมือนดาราส่วนใหญ่ดี คือ “วรรณา” (รินรดา แก้วบัวสวย)

ผมชอบรูปลักษณ์ของรินรดาเหมือนที่ชอบความสวยคมของ “เอกนรี วชิรบรรจง” ที่มาช่วยคุณพ่อคุณแม่ในงานเบื้องหลังของละครเรื่องนี้

ในเชิงรูปหน้า เอกนรีเป็นส่วนผสมที่ลงตัวเหมาะเจาะระหว่าง “พงษ์พัฒน์-ธัญญา” (เธอเป็นลูกดารายุค 80-90 ไม่กี่ราย ที่ผมเห็นว่าหน้าตาดี) ในเชิงโครงสร้างรูปร่าง เธอทำให้ผมนึกถึงความสง่างามของ “คุณแดง ธัญญา” สมัยเป็นนางแบบ

ข่าวบันเทิง

เปิดตัว “LET U GO” เพลงประกอบหนัง “Where We Belong” ขับร้องโดย “เจนนิษฐ์-มิวสิค BNK48”

ฟังเพลง LET U GO ได้แล้ว ที่นี่

where we belong เบื้องหลัง

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ บล็อกคนมองหนังได้เคยนำเสนอข่าวคราวการออกสตาร์ทโปรเจ็กท์หนังไทยเรื่อง “Where We Belong” ของ “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” ไปบ้างแล้ว (คลิกอ่าน ที่นี่)

คราวนี้ เราจะมาอัพเดตความคืบหน้าของเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ซึ่งมีชื่อว่า “LET U GO”

let u go คอร์ด

เพลงเพลงนี้เป็นผลงานการแต่งของคงเดช ผู้สวมหมวกอีกใบหนึ่งเป็นนักร้องนำวง “สี่เต่าเธอ” ทั้งยังเคยแต่งเพลงให้ศิลปินดังหลายราย รวมถึงแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของตนเอง

ผู้ขับร้อง คือ สองสาว “เจนนิษฐ์” และ “มิวสิค” แห่ง BNK48 ซึ่งรับหน้าที่เป็นสองนักแสดงนำในหนังด้วย

ยิ่งกว่านั้น เพลงเพลงนี้ยังจะมีสถานะเป็น Original Song ลำดับแรกสุดของ BNK48

“LET U GO” คือผลงานที่มีกลิ่นอายแบบคงเดชปรากฏอยู่อย่างเต็มเปี่ยม เมื่อฟังซ้ำๆ หลายรอบ ก็ทำให้นึกถึง “ฝันกลางวัน” เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “สยิว” และ “จับมือฉัน” เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “กอด” ซึ่งเป็นหนังในยุคแรกๆ ของผู้กำกับ-นักแต่งเพลงรายนี้

ขอบคุณภาพประกอบและคอร์ดเพลงจากเพจเฟซบุ๊ก Kongdejworkboard

ข่าวบันเทิง, คนอ่านเพลง

ฟัง 11 เพลงเด่นของ “โซลอาฟเตอร์ซิกส์” ก่อนคอนเสิร์ตใหญ่ปลายเดือน พ.ค.

สำหรับคนฟังเพลงวัย 30-50 ปี หากให้เอ่ยชื่อวงดนตรีไทยสากลที่ดียิ่งวงหนึ่งในเจนเนอเรชั่นของพวกเรา ย่อมต้องมี “โซลอาฟเตอร์ซิกส์” รวมอยู่ด้วย

ปิงปอง

วันที่ 31 พฤษภาคมนี้ ศิลปินเจ้าของ 6 รางวัลสีสัน อวอร์ดส์ จากสองสตูดิโออัลบั้มที่วางแผงเมื่อปี 2539 และ 2545 จะกลับมาเปิดคอนเสิร์ตใหญ่ (น่าจะเป็นครั้งที่สามของพวกเขา) ชื่อ “ความทรงจำของก้อนหิน” ณ รอยัลพารากอนฮอลล์

ปึ่น

โดยเริ่มจำหน่ายบัตรเข้าชมตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.thaiticketmajor.com/concert/soul-after-six-2019-th.html)

บิ๊ก

ในโอกาสนี้ บล็อกคนมองหนัง (ที่แอดมินชอบฟังเพลง 555) อยากขออนุญาตพาแฟนเพลงของ “โซลอาฟเตอร์ซิกส์” ซึ่งประกอบด้วย 3 สมาชิกตลอดกาล ได้แก่ ณรงค์ฤทธิ์-วิศรุตเทพ สุพรรณเภสัช และศรุต (วิทย์) วิจิตรานนท์ ย้อนไปฟังผลงานโดดเด่นของพวกเขา (ตามรสนิยมของแอดมิน) เป็นการอุ่นเครื่อง

รู้

เพลงสองหน้าเอจากอัลบั้มชุดแรก ถ้าต้องให้เลือกระหว่าง “รักแล้ว” (เพลงหนึ่งหน้าเอ) กับ “รู้” แอดมินจะเลือกเพลงหลัง เพราะชอบท่วงทำนองและเนื้อหาที่รื่นหูกว่านิดๆ

เคียงเธอ

ไม่บ่อยนัก ที่โซลอาฟเตอร์ซิกส์จะทำเพลงที่วางฐานอยู่บนกีต้าร์อะคูสติก ซึ่งพวกเขาก็นำเสนอมันออกมาได้ดีและงดงามมากๆ

รอ..คงเพียงพอ

เพลงที่ไพเราะและมีโครงสร้างทางดนตรีอลังการมากที่สุดเพลงหนึ่งของพวกเขา

ก้อนหินละเมอ

บางวงดนตรีมักมีปมและพยายามหลีกเลี่ยงที่จะแสดงสดเพลง (ซึ่งแทบจะเป็น) “วัน ฮิต วันเดอร์” ของตัวเอง

แต่ “โซลอาฟเตอร์ซิกส์” ไม่เคย (และไม่จำเป็น) ต้องเลี่ยงเล่นเพลง “ก้อนหินละเมอ” เพราะนี่คือเพลงที่มีเนื้อหาคมคาย มีท่วงทำนองสวยงาม มีการเรียบเรียงดนตรีที่สลับซับซ้อน จนเจ้าของเพลงสามารถถ่ายทอดมันออกมาด้วยความภาคภูมิใจในทุกโอกาส ไม่ใช่ด้วยความอับอายหรือความรู้สึกผิดบาปใดๆ

เห็นฉันไหม

เพลงจังหวะกลางๆ เปิดอัลบั้มชุดสอง ที่แสนติดหู แถมมิวสิควิดีโอซึ่งเปิดกว้างต่อการตีความ ยังเป็นงานภาพเคลื่อนไหวที่ดูสนุกและเพลิดเพลิน

เจ้าพายุ

ภาคต่อในเชิงเนื้อหาของ “ก้อนหินละเมอ” แต่มีท่วงทำนองที่คึกคักกระฉับกระเฉงกว่ามาก พ่วงด้วยคำร้องท่อนฮุกที่ (โคตร) ติดปาก

วันของเรา

เพลงเพราะๆ ซึ้งๆ ที่อาจไม่ได้โด่งดังในวงกว้างชนิดฉับพลัน แต่นี่คือเพลงรักที่มีมนต์ขลังยาวนานเป็นอมตะสำหรับคนฟังบางกลุ่ม

รักเก่าๆ

เพลงคัฟเวอร์ (ต้นฉบับโดย “สามหน่อ”) ที่ผู้ฟังส่วนใหญ่แทบจะหลงคิดว่าเป็นผลงานออริจินัลของ “โซลอาฟเตอร์ซิกส์” ระยะหลังๆ ทางวงและนักดนตรีสนับสนุนรุ่นปัจจุบัน สามารถแสดงสดเพลงเพลงนี้ได้อย่างมีสีสันและทรงเสน่ห์

หากคิดจะรัก…ก็รัก

อีกหนึ่งเพลงคัฟเวอร์ (ต้นฉบับโดย “อิทธิ พลางกูร”) ในอัลบั้ม “เมลโล่ว์ มู้ดส์” ที่ฟังได้เพราะๆ เพลินๆ สนุก และติดหู

เวลา

หลายปีหลัง “โซลอาฟเตอร์ซิกส์” พยายามผลิตซิงเกิ้ลใหม่ออกมาจำนวนหนึ่ง ในฐานะแฟนเพลงของพวกเขา แอดมินรู้สึกว่าเพลงยุคหลังนี้ “ไม่คม” เท่าผลงานในสตูดิโออัลบั้มสองชุดแรก

อย่างไรก็ดี “เวลา” เพลงเปิดตัวของซิงเกิ้ลกลุ่มดังกล่าว นั้นมีลายเซ็นทางดนตรีอันชัดเจน จนจัดเป็น “รัก (เก่าๆ) แรกพบ (รอบใหม่)” ที่น่าจดจำไม่น้อย

ในฝัน

ซิงเกิ้ลล่าสุดของ “โซลอาฟเตอร์ซิกส์” ที่คล้ายจะแอบอิงอาศัยกระแสความโด่งดังของมือเบสผู้เป็นนักแสดงนำจากละคร “บุพเพสันนิวาส” แต่จริงๆ แล้ว ท่วงทำนองและการเรียบเรียงดนตรี (อันปราศจากแผงเครื่องเป่า) รวมถึงเสียงร้องของศรุตในเพลงนี้ ถือเป็นการทดลองทำงานรูปแบบใหม่ๆ ที่น่าสนใจของทางวง

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เปิดภาพตัวอย่าง “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ก่อนลงจอ 17 มีนาคมนี้

ในที่สุด อินสตาแกรมสามเศียร ก็ปล่อยภาพตัวอย่างของ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ออกมาอย่างเป็นทางการ

View this post on Instagram

โปรดติดตามTeaser ขวานฟ้าหน้าดำ วันเสาร์ที่ 9 มีนาคมนี้ ท้ายละครสังข์ทอง #เกิดมาใช้เวรเกิดมาใช้กรรม #ขวานฟ้าหน้าดำ #หน้าดำเพราะกรรมทำมา #ต้องทำความดี #หนังเจ้า #ละครจักรวงศ์ #ละครจักรๆวงศ์ๆ #ละครพื้นบ้าน #นิทานพื้นบ้าน #CH7HD #สามเศียร #ดีด้าวิดีโอโปรดักชั่น #เร็วๆนี้

A post shared by บริษัท สามเศียร จำกัด (@samsearn) on

ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ มีกำหนดลงจอถัดจาก “สังข์ทอง” โดยจะเริ่มแพร่ภาพตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคมเป็นต้นไป

ผู้ที่นำแสดงเป็น “ขวาน” หรือ “สุทธาเทพ” พระเอกของ “ขวานฟ้าหน้าดำ” เวอร์ชั่นใหม่ จะได้แก่ “ข้าวตู-พลพจน์ พูลนิล” ซึ่งโด่งดังจากบท “พระราหู” ใน “เทพสามฤดู 2560” และเพิ่งจะสวมบท “พระวิษณุกรรม” ใน “สังข์ทอง” ฉบับล่าสุด

จากภาพตัวอย่างชุดแรกที่เปิดเผยสู่สาธารณะ หนึ่งในตัวละครเปี่ยมสีสันและมีบุคลิกลักษณะเฉพาะของ “ขวานฟ้าหน้าดำ” เช่น “เจ้าพ่อเขาเขียว” นั้นจะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อเรื่องราว

ขณะที่โทนภาพในฉากสรวงสวรรค์จะออกแนวแฟนตาซีคล้ายคลึง “เกราะกายสิทธิ์ 2549” แต่ไม่แน่ใจว่าการออกแบบงานสร้างในส่วนอื่นๆ จะมีรูปโฉมเป็นเช่นไร?

คลิกอ่านเกร็ดข้อมูลน่าสนใจอื่นๆ ของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “ขวานฟ้าหน้าดำ” ได้ที่นี่

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“สังข์ทอง 2561” ปิดกล้อง เตรียมลาจอ 16 มี.ค. 62 พร้อมสร้างสถิติ 110 ตอน!

ในที่สุด “สังข์ทอง 2561” ก็ได้ฤกษ์ปิดกล้องไปเป็นที่เรียบร้อย เมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา

โดย “สังข์ทอง” ตอนอวสานจะแพร่ภาพในวันเสาร์ที่ 16 มีนาคม 2562 ซึ่งถือเป็นตอนที่ 110 ของละครพอดิบพอดี

ส่งผลให้ “สังข์ทอง” เวอร์ชั่นนี้มีจำนวนตอนมากกว่า “สังข์ทอง 2550” ที่ออกอากาศรวมทั้งสิ้น 106 ตอน

ทั้งยังมากกว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ ยอดฮิตเรื่องล่าสุดอย่าง “แก้วหน้าม้า 2558” ที่มี 102 ตอน

นอกจากนั้น “สังข์ทอง 2561” ยังสร้างสถิติออกฉายผ่านจอโทรทัศน์, คอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน (ในแพลตฟอร์มยูทูบ) โดยกินระยะเวลายาวนานเกิน 1 ปี

เพราะละครตอนแรกได้แพร่ภาพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561

ทั้งนี้ ตัวเลขเรตติ้งล่าสุดของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ ในวันที่ 2-3 มีนาคม 2562 นั้นอยู่ที่ 6.484 และ 6.603 ตามลำดับ

ต้องจับตาดูว่าดัชนีความนิยมช่วงโค้งสุดท้าย โดยเฉพาะในตอนจบ จะพุ่งทะยานถึงระดับ 8.472 ซึ่งเป็นสถิติสูงสูงที่เคยทำได้ ณ ช่วงพระสังข์ถอดรูปเงาะตีคลีกับพระอินทร์หรือไม่?

ในโอกาสนี้ ขออนุญาตนำภาพบรรยากาศปิดกล้อง “สังข์ทอง” จากอินสตาแกรมของเหล่านักแสดงนำและนักแสดงสมทบ มาเผยแพร่ให้ชมกันอีกครั้ง

View this post on Instagram

ปิดกล้องแล้วจ้า สังข์ทอง 4/3/20199 ขอบคุณคุณลุงหรั่ง ป้ากุ้ง ขอบคุณพี่เลี้ยบ ขอบคุณพี่สันต์ ขอบคุณ ช่างหน้า เครื่องแต่งกาย ช่างผม และทีมงานเกี่ยวข้องทุกๆคนนะคะ 🙏🏻ขอบคุณคนดูด้วยค่า ขอบคุณทุกสื่อsocial media กับ1ปีที่อยู่กันมา รักทุกคนน้า หากผิดพลาดประการใด ขออภัยมากที่นี่ด้วยจ้า #สังข์ทอง #สังข์ทองลูกแม่ #สังข์ทอง2018 #สังข์ทอง2561

A post shared by Pimsiri Phuvanai (@pimsiripuwanai) on

ข้อมูลเรตติ้งจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-week-25feb-3mar-62/

ขอบคุณภาพนำจาก https://www.instagram.com/pimsiripuwanai/

ข่าวบันเทิง

สิ้นสุดการรอคอย! เน็ตฟลิกซ์ซื้อสิทธิ์พัฒนา “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” เป็นซีรี่ส์

เน็ตฟลิกซ์เพิ่งประกาศข่าวสำคัญว่าทางบริษัทได้รับสิทธิ์ในการพัฒนานวนิยายเรื่อง “One Hundred Years of Solitude” หรือ “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” ของ “กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ” ให้เป็นผลงานภาพเคลื่อนไหว

นี่นับเป็นครั้งแรกสุด ที่ผลงานการประพันธ์ชิ้นสำคัญ ซึ่งถูกตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1967 หรือ 52 ปีก่อน จะได้รับการดัดแปลงเป็น “ภาพยนตร์”

หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว บทจร 2

โรดริโก การ์เซีย บุตรของนักประพันธ์รางวัลโนเบลผู้ล่วงลับ ซึ่งจะรับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสร้าง “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” ฉบับภาพยนตร์ซีรี่ส์ของเน็ตฟลิกซ์ ร่วมกับกอนซาโล การ์เซีย บาร์ชา ผู้เป็นน้องชาย เปิดเผยว่าก่อนหน้านี้ พ่อของเขาได้รับข้อเสนอมากมาย ที่ต้องการจะนำนวนิยายเรื่องดังไปสร้างเป็นภาพยนตร์

อย่างไรก็ตาม กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ วิตกกังวลว่า “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” จะถูกนำไปตีความอย่างผิดฝาผิดตัว ทั้งยังไม่เหมาะสมกับการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ขนาดยาว 1 เรื่อง (แม้จะแบ่งเป็นสองภาคก็ตาม)

นอกจากนั้น ยอดนักเขียนผู้ล่วงลับยังต้องการให้เรื่องราวในภาพยนตร์ถูกถ่ายทอดด้วยภาษาสเปน ซึ่งนี่กลายเป็นอุปสรรคสำคัญของบริษัทสร้างหนังจำนวนมาก ที่เคยยื่นข้อเสนอเข้ามา

อย่างไรก็ตาม โรดริโก การ์เซีย มองว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ภาพยนตร์ซีรี่ส์นั้นได้รับผลตอบรับที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ด้วยเหตุนี้ ทางครอบครัวมาร์เกซจึงตัดสินใจขายสิทธิ์ในการพัฒนาโปรเจ็คท์ภาพยนตร์ “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” ให้แก่เจ้าพ่อซีรี่ส์ออนไลน์อย่างเน็ตฟลิกซ์

“เน็ตฟลิกซ์คือหนึ่งในผู้ประกอบการที่พิสูจน์ให้เห็นว่า มีผู้ชมจำนวนมากขึ้น ที่พร้อมจะบริโภคซีรี่ส์ภาษาต่างประเทศโดยมีซับไตเติ้ลเป็นตัวช่วย ดังนั้น สิ่งที่เหมือนจะเป็นปัญหา จึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป” โรดริโก การ์เซีย แสดงทัศนะ

ฟรานซิสโก รามอส รองประธานฝ่ายภาพยนตร์ออริจินัลภาษาสเปนของเน็ตฟลิกซ์ ระบุว่า บริษัทเคยพยายามติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ของ “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” แต่ถูกต่อต้านทุกครั้ง กระทั่งมาประสบความสำเร็จในคราวนี้

รามอสยังระบุถึงความสำเร็จของซีรี่ส์เรื่อง Narcos และภาพยนตร์เรื่อง Roma ที่เพิ่งคว้ารางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม ว่าผลงานทั้งคู่ที่อำนวยการผลิตโดยเน็ตฟลิกซ์ ได้แสดงให้เห็นว่า ทางบริษัทสามารถผลิตสื่อบันเทิงภาษาสเปนให้เข้าถึงประชาคมโลกได้

“หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” ถือเป็นมาสเตอร์พีซของวงการวรรณกรรมละตินอเมริกัน ซึ่งส่งผลให้กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ผงาดขึ้นเป็นนักเขียนแถวหน้า ท่ามกลางกระแสความนิยมที่มีต่อวรรณกรรมกลุ่มนี้ในช่วงทศวรรษ 1960-70 ทั้งยังช่วยผลักดันให้วรรณกรรมสกุล “สัจนิยมมหัศจรรย์” ถูกผลิตและกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง

จนถึงปัจจุบัน นวนิยายเรื่องนี้มียอดขายประมาณ 50 ล้านเล่มทั่วโลก และได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ จำนวน 46 ภาษา (รวมถึงภาษาไทย)

หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว บทจร

ผู้บริหารเน็ตฟลิกซ์อย่างรามอสกล่าวว่าสำหรับผู้คนอเมริกาใต้และชาวโคลอมเบีย เรื่องราวที่ถูกเล่าขานผ่านช่วงเวลา 1 ศตวรรษเกี่ยวกับผู้นำเผด็จการ การก่อกำเนิดของประเทศแห่งใหม่ และลัทธิอาณานิคม ในบทประพันธ์ชิ้นเอกนี้ ได้มีส่วนสำคัญต่อการก่อรูปอัตลักษณ์ร่วมของพวกเขา

อย่างไรก็ตาม นวนิยายเรื่องนี้ยังมีศักยภาพที่จะเข้าถึงผู้คนวงกว้างในระดับสากลได้ด้วย

ด้านโรดริโก การ์เซีย เปิดเผยว่า ตัวเขาเองได้ยินข้อถกเถียงเรื่องการซื้อขายลิขสิทธิ์ “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” มาตั้งแต่ตอนอายุ 8 ขวบ ก่อนที่ข้อถกเถียงทั้งหมดจะยุติลงในสัปดาห์นี้

“สำหรับผม น้องชาย และแม่ นี่ไม่ใช่การตัดสินใจที่ยุ่งยากลำบากลำบน พวกเรารู้สึกเหมือนกับว่าเรื่องราวอันยิ่งใหญ่บทใหม่กำลังจะเปิดฉากขึ้น พร้อมกับการปิดฉากลงของเรื่องราวอันยาวนานบทก่อนหน้า”

ที่มา นิวยอร์กไทม์ส

ขอบคุณภาพประกอบจาก สำนักพิมพ์บทจร