ข่าวบันเทิง

“ชิโนบุ ฮาชิโมโตะ” นักเขียนบทคู่ใจ “อากิระ คุโรซาวะ” เสียชีวิตในวัย 100 ปี

“ชิโนบุ ฮาชิโมโตะ” ผู้เขียนบทภาพยนตร์คลาสสิกเรี่อง “Rashomon” และ “Seven Samurai” ซึ่งกำกับโดย “อากิระ คุโรซาวะ” ได้ถึงแก่กรรมด้วยอาการปอดบวม ที่บ้านพักในกรุงโตเกียว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ขณะมีวัย 100 ปี

ฮาชิโมโตะเป็นบุคลากรสำคัญคนหนึ่งใน “ยุคทอง” ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่นช่วงทศวรรษ 1950 โดยสไตล์การเขียนบทของเขามีความโดดเด่นจากการมุ่งสำรวจตรวจสอบธรรมชาติของมนุษย์ ผ่านประเด็นคู่ตรงข้ามอันขัดแย้งกัน อาทิ ความดีกับความเลว หรือความรักกับความเกลียดชัง

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ฮาชิโมโตะถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร ทว่ากลับล้มป่วยด้วยโรควัณโรคระหว่างการฝึก จึงถูกส่งตัวไปทำงานในโรงพยาบาลทหารผ่านศึกเป็นเวลาสี่ปี

ณ สถานที่ดังกล่าว มีคนไข้บางรายได้แนะนำให้เขารู้จักกับนิตยสารภาพยนตร์ ฮาชิโมโตะจึงเริ่มอ่านนิตยสารเหล่านั้น และมีความสนใจในงานเขียนบทหนัง

หลังสงคราม ฮาชิโมโตะทำงานเป็นเสมียนบัญชี ไปพร้อมๆ กับการเคี่ยวกรำฝึกเขียนบทภาพยนตร์

Shinobu-Hashimoto
(Photo: The Criterion Collection)

ในที่สุด “Rashomon” บทภาพยนตร์ชิ้นแรกของเขา ก็ส่งผลให้ฮาชิโมโตะได้ร่วมงานกับคุโรซาวะ ก่อนที่หนังเรื่องนี้จะข้ามน้ำข้ามทะเลไปคว้ารางวัลสิงโตทองคำจากเวนิสในปี 1951(รวมทั้งได้ออสการ์เกียรติยศ ในฐานะหนังภาษาต่างประเทศที่มีความโดดเด่น)

หลังจากนั้น ฮาชิโมโตะได้สร้างสรรค์ผลงานร่วมกับยอดผู้กำกับญี่ปุ่นผู้นี้ในภาพยนตร์หลายเรื่อง อาทิ “Seven Samurai” “To Live” และ “The Hidden Fortress” (เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้แก่หนังชุด “Star Wars”)

โดยรวมแล้ว ฮาชิโมโตะมีผลงานการเขียนบทภาพยนตร์กว่า 70 เรื่อง และเคยลงมือกำกับหนัง 3 เรื่อง รวมทั้ง “I Want to Be a Shellfish” หนังดราม่าว่าด้วยสภาพสังคมญี่ปุ่นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งดัดแปลงจากบทละครโทรทัศน์ที่เขาเขียนขึ้น

ฮาชิโมโตะเพิ่งเลิกเขียนบทภาพยนตร์ในช่วงที่มีอายุขึ้นต้นด้วยเลข 9 เพราะล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง

เมื่อปี 2013 ฮาชิโมโตะได้รับรางวัล “ฌอง เรอนัวร์ อวอร์ด” จากสมาคมวิชาชีพผู้เขียนบทแห่งอเมริกาฟากตะวันตก ร่วมกับคุโรซาวะ, เรียวโซ คิคุชิมะ และฮิเดโอะ โอกุนิ

ทั้งหมดนี้คือทีมงานเขียนบทภาพยนตร์ของคุโรซาวะ ผู้ชื่นชอบสร้างสรรค์เรื่องราวด้วยวิธีการระดมสมอง (ฮาชิโมโตะเป็นคนสุดท้ายในทีมเขียนบทชุดนี้ ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ในงานมอบรางวัล)

ครั้งหนึ่งฮาชิโมโตะเคยสนทนากับ “โยจิ ยามาดะ” ยอดนักทำหนังอีกรายของญี่ปุ่น โดยเขาได้เปรียบเปรยการเขียนบทภาพยนตร์กับการเพาะปลูกพืชพันธุ์ มีใจความว่า

“คนเขียนบทภาพยนตร์เป็นดั่งเกษตรกรผู้หว่านเพาะเมล็ดพันธุ์ลงบนผืนดิน ในกาลต่อมา เขายังต้องคอยเอาใจใส่ต้นพืชดังกล่าวในเรื่องสภาพน้ำและอากาศ รวมถึงต้องคอยวิตกกังวลเรื่องฝูงแมลงศัตรูพืชโดยต่อเนื่องสม่ำเสมอ นี่คืองานที่คนทำต้องมีความอดทนและมุ่งมั่นเป็นอย่างยิ่ง”

นอกจากจะเป็นการได้ร่วมงานกันครั้งแรกระหว่างฮาชิโมโตะกับคุโรซาวะ “Rashomon” ยังเป็นหนังญี่ปุ่นเรื่องแรกที่ได้รับการยอมรับกว้างขวางในระดับนานาชาติ

ขณะเดียวกัน ชื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ยังกลายเป็นคำศัพท์ที่บ่งชี้ถึงสภาวะการดำรงอยู่ของมุมมองต่อความจริงอันแตกต่างหลากหลาย

เช่นเดียวกับการรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อคราวที่ฮาชิโมโตะและคุโรซาวะได้พบปะกันหนแรกสุดในปี 1949

ยอดนักเขียนบทเล่าไว้ในหนังสือบันทึกความทรงจำของตนเองว่า เขานั่งรถไฟไปหาคุโรซาวะที่บ้าน ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของกรุงโตเกียว

“การพบกันครั้งแรกของพวกเราจบลงอย่างเรียบง่าย แต่ไม่สมบูรณ์ เราปริปากพูดคุยกันแค่ 1-2 นาที แล้วจากนั้น ผมก็เป็นฝ่ายเก็บต้นฉบับงานเขียนของตนเองใส่ลงกระเป๋า”

นี่คือความทรงจำของฮาชิโมโตะ ซึ่งผิดแผกจากหนังสือบันทึกความทรงจำของคุโรซาวะอย่างสิ้นเชิง

ยอดผู้กำกับชาวญี่ปุ่นเล่าถึงสถานการณ์เดียวกันเอาไว้ว่า

“ฮาชิโมโตะมาพบผมที่บ้าน แล้วผมกับเขาก็ได้พูดคุยกันนานหลายชั่วโมง เขาดูเป็นคนมีของเลยทีเดียวแหละ”

ที่มาข้อมูล

https://www.japantimes.co.jp/culture/2018/07/20/entertainment-news/screenwriter-shinobu-hashimoto-worked-iconic-kurosawa-films-dies-age-100/#.W1J0ZNIzZPZ

https://www.hollywoodreporter.com/news/shinobu-hashimoto-dead-screenwriter-seven-samurai-rashomon-was-100-1128623

https://variety.com/2018/film/asia/shinobu-hashimoto-scriptwriter-akira-kurosawa-dies-dead-at-100-1202879323/

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ข้อสังเกตต่อภาพรวมเรตติ้ง “สังข์ทอง 2561”

ด้วยความที่ครองสถานะเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของประเทศได้หลายครั้งในระยะ (ช่วงสัปดาห์) หลังๆ

ในที่สุดเว็บไซต์ www.tvdigitalwatch.com จึงจัดทำรายงานข่าวชิ้นเยี่ยมว่าด้วยภาพรวมเรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง 2561”

นับว่าสถิติที่เว็บไซต์ดังกล่าวรวบรวมไว้ นั้นน่าสนใจไม่น้อย

ภาพรวมเรตติ้ง

ระหว่างวันที่ 25 กุมภาพันธ์ – 15 กรกฎาคม 2561 ผลปรากฏว่า “สังข์ทอง” 41 ตอนแรก ได้เรตติ้งเฉลี่ยไป 5.547

(แชมป์เรตติ้งสูงสุดในช่วงครึ่งปีแรกของช่อง 7 คือ ละครหลังข่าว “สัมปทานหัวใจ” มีเรตติ้งเฉลี่ยทั้งเรื่อง 7.627 ขณะที่เต็งแชมป์ประจำปีนี้อย่าง “บุพเพสันนิวาส” ช่อง 3 มีเรตติ้งเฉลี่ยทั้งเรื่อง 13.384)

ละคร “สังข์ทอง 2561” ตอนที่ได้รับความนิยมสูงสุด (ณ ปัจจุบัน) ออกแพร่ภาพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม (ตอนที่ 37) โดยได้เรตติ้งไป 7.169

เรตติ้งต่างจังหวัด-กรุงเทพฯ

เมื่อพิจารณารายละเอียดเชิงพื้นที่ พบว่าเรตติ้งเฉลี่ยของผู้ชม “สังข์ทอง” ในต่างจังหวัด นั้นอยู่ที่ 5.696 สูงกว่าเรตติ้งเฉลี่ยของคนดูใน กทม. (4.667) เล็กน้อย

ซึ่งนับว่าพลิกโผจากรายการของช่อง 7 สีส่วนใหญ่ ซึ่งเรตติ้งความนิยมในต่างจังหวัดจะทิ้งห่างเรตติ้งในเมืองหลวงค่อนข้างเยอะ หรือมีฐานผู้ชมที่ต่างจังหวัดมากกว่าเมืองกรุงชัดเจน

ขณะเดียวกัน ก็จะแตกต่างจากรายการส่วนมากของช่อง 3 ซึ่งมีฐานคนดูใน กทม. หนาแน่นกว่าในต่างจังหวัด

เอาเข้าจริงรูปแบบเรตติ้ง “ต่างจังหวัด-กทม.” ที่ค่อนข้างสมดุลกันดังในกรณีของ “สังข์ทอง” นี้ ดูจะคล้ายคลึงกับรายการวาไรตี้ชั้นนำของช่อง “เวิร์กพอยท์ทีวี”

hello beach boy …c-u-to-mor-row💖

A post shared by Pond_ophaphoom (@pond_ophaphoom) on

แฟนละครที่ภาคใต้และการหายไปของภาคอีสาน

อีกประเด็นที่น่าคิดต่อมากๆ คือ หากเจาะลึกลงไปในพื้นที่ต่างจังหวัดแล้ว สถิติชี้ว่าภูมิภาคซึ่งมีคนดู “สังข์ทอง” เยอะที่สุด คือ ภาคใต้ (เรตติ้งเฉลี่ย 6.381)

จุดนี้น่าจะเซอร์ไพรส์หลายๆ คน (รวมถึงแอดมินบล็อกคนมองหนังเอง) ซึ่งคาดว่าฐานคนดูกลุ่มใหญ่ของ “สังข์ทอง” อาจอยู่แถวๆ ภาคอีสาน

อย่างไรก็ดี แทนที่จะข้ามขั้นไปไกลถึงการวิเคราะห์ภูมิหลังในเชิงสังคมศาสตร์-ประวัติศาสตร์ บลา บลา บลา

จุดน่าสนใจเบื้องต้น อาจอยู่ที่เรื่องพฤติกรรมการใช้เวลาว่างของผู้บริโภคในภูมิภาคต่างๆ เพราะเมื่อคราวกระแสฮิต “บุพเพสันนิวาส” ครองเมือง เรตติ้งเฉลี่ยของละครพีเรียดระดับปรากฏการณ์ ก็ไปต่ำสุดที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เป็นไปได้ไหมว่าคนอีสานใช้เวลาว่างกับโทรทัศน์ค่อนข้างน้อย? หรืออีกทางหนึ่ง คนอีสานที่เลือกใช้กิจกรรมดูทีวีเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ อาจคือกลุ่มคนที่เคลื่อนย้ายอพยพออกจากบ้านเกิดมาเป็นแรงงานพลัดถิ่นในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดในภาคอื่นๆ

ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่ว่าคนใต้ดู “สังข์ทอง” เยอะที่สุด ก็น่าใส่ใจไม่แพ้กัน

เราไม่สามารถเหมารวมง่ายๆ ว่าคนภาคใต้มีพฤติกรรมการดูโทรทัศน์โดยเฉลี่ยมากกว่าประชากรภาคอื่นๆ เพราะตอนกระแส “บุพเพสันนิวาส” กำลังมา กลุ่มผู้ชมละครเรื่องดังกล่าวในภาคนี้ก็มีปริมาณน้อยสุดเป็นลำดับสองรองจากภาคอีสาน

หรือจะเป็นเพราะว่าคนใต้คือแฟนพันธุ์แท้ของช่อง 7? ข้อสังเกตนี้น่านำไปศึกษาต่อเหมือนกัน เนื่องจากเรตติ้งเฉลี่ยของละครเรื่อง “สัมปทานหัวใจ” นั้นก็มีแพทเทิร์นสอดคล้องกับ “สังข์ทอง” กล่าวคือ มีคนภาคใต้เป็นผู้ชมกลุ่มใหญ่ที่สุด (กรุงเทพฯ 6.163, ภาคเหนือ 6.829, ภาคใต้ 9.863, ภาคอีสาน 7.584 และภาคกลาง 7.778)

ช่วงอายุและเพศ

สำหรับสถิติ 2-3 ข้อสุดท้ายเกี่ยวกับเรตติ้ง “สังข์ทอง 2561” นั้นไม่น่าแปลกใจเท่าใดนัก

เริ่มจากช่วงอายุ (คนดู) ที่ติดตามชมละครมากที่สุด อันได้แก่ ช่วงอายุ 6-9 ปี (10.609) และ 10-14 ปี (9.456)

ส่วนช่วงอายุที่ติดตามชมละครพื้นบ้านเรื่องนี้น้อยที่สุด คือ 20-24 ปี (3.294)

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าหลายคนคงอยากเห็นเรตติ้งเฉลี่ยของกลุ่มผู้ชมสูงอายุที่เฝ้าหน้าจอรอดู “สังข์ทอง” อยู่เหมือนกัน

ปิดฉากด้วยการสำรวจเรตติ้งเฉลี่ยแบบแยกเพศ ซึ่งพบว่า คนดูผู้หญิง (6.553) ติดละคร “สังข์ทอง” มากกว่าผู้ชาย (4.492)

มีเรื่องน่าแซวนิดนึง คือ แม้ “สังข์ทอง 2561” จะพยายามพูดถึงประเด็นเพศสภาพที่เลื่อนไหลผ่านตัวละครอย่าง “เจ้าชายไชยันต์” ทว่านีลเซ่นกลับยังวัดเรตติ้งผู้ชมโดยแบ่งเพศ “ชาย-หญิง” อยู่เลย 555

ข้อมูลจาก

https://www.tvdigitalwatch.com/analysis-ch7-sangthong25feb-15july61/

https://www.tvdigitalwatch.com/analysis-rating-sampatan-h-ch7-2561/

https://www.tvdigitalwatch.com/analysis-buppesanniwas-12-05-61/

ขอบคุณภาพประกอบจาก

https://www.instagram.com/pond_ophaphoom

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

เรียวอิชิ ซากาโมโตะ: สังคมอเมริกันและโลกภายนอก

2459733138_256824f97a_b

“คนญี่ปุ่นเฝ้าจ้องมองและสังเกตการณ์คนอเมริกัน, วัฒนธรรมอเมริกัน และวัฒนธรรมตะวันตกตลอดมา ในทางตรงกันข้าม คนอเมริกันกลับไม่ได้เพ่งพินิจวัฒนธรรมของญี่ปุ่นหรือเอเชียมากในระดับเดียวกัน มันเป็นสิ่งที่ไม่สมดุลอย่างยิ่ง อะไรคือข้อแตกต่างระหว่างคนเวียดนามกับคนญี่ปุ่นในสายตาคนอเมริกัน?

“นานมาแล้ว ผมเคยได้ยินเรื่องเล่าที่ตลกมากๆ

“เพื่อนของผม เล่าถึงเหตุการณ์ตอนที่เขายังหนุ่มแน่นแล้วเดินทางท่องเที่ยวไปในแถบเซาธ์เท็กซัส เขาเจอชาวนาอเมริกันคนหนึ่ง และเริ่มแนะนำตัวกับชาวนารายนั้น โดยบอกว่าตนเองมาจากปารีส

“เพื่อนผมเขาเป็นคนฝรั่งเศส แต่ชาวนาคนดังกล่าวกลับเชื่อโดยอัตโนมัติว่าเพื่อนของผมมาจากเมืองปารีสในรัฐเท็กซัส พอเพื่อนผมปฏิเสธว่า ‘ไม่ใช่, ไม่ใช่, ไม่ใช่ ผมมาจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส’ ชาวนาอเมริกันคนเดิมก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมเชื่อ

“หรืออีกมุมหนึ่ง แกไม่สามารถบอกได้ว่าไอ้กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส นี่มันอยู่ตรงส่วนไหนบนแผนที่โลก”

เรียวอิชิ ซากาโมโตะ

นักประพันธ์ดนตรีชาวญี่ปุ่น

ที่มาเนื้อหา https://www.gq.com/story/ryuichi-sakamoto-interview

ภาพประกอบ “Ryuichi Sakamoto” by Joi Ito is licensed under CC BY 2.0

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

เดวิด โครเนนเบิร์ก: ซีรีส์เน็ตฟลิกซ์ = นวนิยาย, หนังฉายโรง = เรื่องสั้น

1024px-Director_DAVID_CRONENBERG_of_the_film_'Spider'_during_the_Toronto_International_Film_Festival

“ผมเริ่มที่จะคิดว่า บางที สื่อภาพยนตร์ที่เทียบเท่าได้กับงานเขียน ‘นวนิยาย’ คือ ‘ซีรีส์เน็ตฟลิกซ์’ ซึ่งอาจจะดำเนินเรื่องติดต่อกันยาวนาน 5 ปี หรือ 7 ปี

“จริงๆ แล้ว ซีรีส์เหล่านี้คือศิลปะชนิดใหม่ ที่ไม่เหมือนกับซีรีส์โทรทัศน์ยุคเก่า ผมได้ดูซีรีส์เน็ตฟลิกซ์บางเรื่อง ซึ่งผมคิดว่ามันมีคุณภาพยอดเยี่ยมทีเดียว อย่างเช่น Babylon Berlin ของทอม ทีคแวร์ งานประเภทนี้มีทั้งความมหัศจรรย์และความคล้ายคลึงกับนวนิยาย

“ผมคิดว่าบางที ‘ภาพยนตร์ฉายโรง’ อย่างที่พวกเรารู้จักกัน น่าจะเปรียบได้กับการเขียน ‘เรื่องสั้น’ แต่ถ้าคุณต้องการเขียนนวนิยาย (ผ่านสื่อภาพยนตร์) คุณก็ต้องหันมาทำซีรีส์

“ผมเริ่มคิดว่า บางทีตัวเองอาจยังเดินทางไปไม่ถึงจุดสุดท้ายของภาพยนตร์ หากเรามองเห็นวิวัฒนาการของมัน เป็นไปได้ว่าแทนที่จะลงมือเขียนนวนิยาย ผมอาจลองไปผลิตซีรีส์ป้อนเน็ตฟลิกซ์”

เดวิด โครเนนเบิร์ก

ผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นเก๋าชาวแคนาดา

ที่มาเนื้อหา https://www.screendaily.com/news/cinema-is-already-dead-says-david-cronenberg-/5130906.article

ภาพประกอบ By http://www.ficg (Toronto Film Festival) [CC BY 2.0 (https://creativecommons.org/licenses/by/2.0)], via Wikimedia Commons

คนตัดหญ้าในสนามบอล, คนอ่านเพลง

“Three Lions” เส้นทางกลับบ้านอันยาวไกลและซับซ้อนของทีมชาติอังกฤษ

หนึ่ง

การทะลุเข้าถึงรอบสี่ทีมสุดท้ายในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2018 ของทีมชาติอังกฤษ ส่งผลให้เพลงเชียร์อมตะนิรันดร์กาลอย่าง “Three Lions” ถูกนำมาขับขานโดยกว้างขวางอีกคำรบ

แฟนบอลอังกฤษยุคร่วมสมัยหลายรายอาจทึกทักว่านี่คือเพลงที่มีชื่อว่า “Football’s coming home” ตามท่อนฮุกอันลือลั่น

บางคนอาจนึกว่านี่เป็นเพลงเชียร์สามัญประจำบ้านของทีมชาติอังกฤษ ยามลงแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหญ่ มานานแสนนาน

ทว่าในข้อเท็จจริง เพลงที่สะท้อนถึงอารมณ์ปลื้มปีติและความหวังครั้งใหม่ (ซึ่งเพิ่งแหลกสลายลง) ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 22 ปีก่อน

สอง

ปี 1996 อังกฤษรับบทบาทเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป โดยทีมสิงโตคำรามสามารถผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ก่อนจะแพ้เยอรมนีในการดวลจุดโทษ (นักเตะรายเดียวของอังกฤษที่ยิงลูกโทษพลาด คือ “แกเร็ธ เซาธ์เกต” ผู้จัดการทีมทรีไลออนส์ชุดปัจจุบัน)

ก่อนหน้ายูโร 96 จะเปิดฉากฟาดแข้ง “เดวิด บัดเดียล” และ “แฟรงก์ สกินเนอร์” สองนักแสดงตลกและพิธีกรรายการทีวียอดฮิต “แฟนตาซี ฟุตบอล” ได้ร่วมมือกับ “เอียน เบราดี้” แห่งวงดนตรี “เดอะ ไลท์นิง ซีดส์” เขียนเพลงชื่อ “Three Lions” ขึ้นมา

เพลงที่ใช้ชื่อซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากตราสัญลักษณ์บนเสื้อแข่งของทีมชาติอังกฤษ มีเนื้อหาแปลกประหลาดกว่าเพลงเชียร์ฟุตบอลทั่วไป

กล่าวคือ มันได้นำเสนอภาวะ “หวานอมขมกลืน” ของแฟนบอลอังกฤษ ที่ทั้งรัก-ส่งใจเชียร์ทีมชาติของตนเอง และต้องเจ็บปวดรวดร้าวเศร้าสร้อยซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อขุนพลสิงโตคำรามบุกบั่นไปไม่ถึงฝั่งฝันเสียที

บัดเดียลและสกินเนอร์บอกว่า พวกเขาต้องการแต่งเพลงที่สะท้อนถึงความรู้สึกนึกคิดจริงๆ ของแฟนบอลทีมชาติอังกฤษ

“นี่คือบทเพลงที่พูดถึงความพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่าของอังกฤษ แต่ขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นบทเพลงที่พวกเราอยากจะกู่ร้องมันออกมา” บัดเดียล พูดถึงลักษณะลักลั่นที่แสนโดดเด่นของเพลง “Three Lions”

ในแง่มุมโศกเศร้า เนื้อหาของเพลงกล่าวถึงระลอกความผิดหวังที่ทีมฟุตบอลและกองเชียร์อังกฤษต้องประสบ นับแต่การคว้าแชมป์โลก ณ บ้านเกิดเมื่อปี 1966

ในทางกลับกัน เพลงเพลงนี้ก็บรรจุความหวังเรืองรองไว้ในท่อนฮุกติดหู ซึ่งมีเนื้อร้องขึ้นต้นว่า “It’s coming home”

ตามความตั้งใจแรกเริ่ม บัดเดียลและสกินเนอร์เพียงแค่ต้องการจะร่วมเฉลิมฉลองวาระที่อังกฤษได้รับหน้าเสื่อจัดทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลระดับเมเจอร์อีกหน

หลังจากประเทศแห่งนี้เคยจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรกและครั้งเดียว เมื่อ 3 ทศวรรษก่อนหน้านั้น

แต่ต่อมา นัยยะของเนื้อร้องท่อนฮุกสั้นๆ ง่ายๆ ก็ถูกขยายความไปไกลกว่าเดิม

“การกลับบ้าน” เริ่มยึดโยงกับความฝันใฝ่ว่าทีมชาติอังกฤษจะคว้าแชมป์รายการใหญ่ได้อีกครั้ง ซ้ำรอยความสำเร็จหนึ่งเดียวในปี 1966

สิ่งที่จะ “กลับบ้าน” จึงไม่ใช่การเป็นเจ้าภาพทัวร์นาเมนต์ระดับใหญ่ แต่ควรเป็น “ถ้วยรางวัลชนะเลิศ” ระดับทวีปหรือระดับโลก

สาม

กลางปี 1996 แม้ “Three Lions” จะไม่ใช่เพลงเชียร์อย่างเป็นทางการของทีมชาติอังกฤษ แถมสมาคมฟุตบอลอังกฤษออกจะไม่ชอบเนื้อร้อง ในส่วนที่ตัดพ้อผลงานน่าผิดหวังของขุนพลสิงโตคำรามด้วยซ้ำ

แต่ระหว่างการแข่งขันฟุตบอลยูโร 96 ผลงานดนตรีของบัดเดียล, สกินเนอร์ และเบราดี้ กลับขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตเพลงยอดนิยม

จากเพลงฮิตในบริบทเฉพาะ “Three Lions” ค่อยๆ กลายเป็นเพลงยอดนิยมข้ามกาลเวลา ซึ่งถูกผลิตซ้ำหนแล้วหนเล่า โดยใช้ทำนองป๊อปติดหูแบบเดิม แต่ปรับเปลี่ยนเนื้อร้องบางท่อน (หรือทุกท่อน) เสียใหม่

ตามความเห็นของหนึ่งในผู้แต่งอย่างบัดเดียล ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ “Three Lions” ผงาดขึ้นเป็นเพลงชาติแห่งวงการฟุตบอลอังกฤษ โดยเข่นฆ่าเพลงฟุตบอลอื่นๆ ทั้งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าและถูกผลิตตามมาภายหลัง จนตายเรียบ

ก็คือ เนื้อหาแนว “หวานอมขมกลืน” ซึ่งจับใจแฟนบอลต่างเจเนอเรชั่นจนอยู่หมัด

แฟนบอลที่มีความหวัง, เข้าใกล้ความหวัง, ผิดหวัง แต่ก็ยังหวังกันต่อไป

สี่

“โอเว่น แบล็กเฮิร์สต์” บรรณาธิการบทความของนิตยสารมุนเดียล วิเคราะห์เพิ่มเติมว่าถ้า “Three Lions” เมื่อปี 1996 ทำให้คนอังกฤษโหยหายุคทองในปี 1966

การกลับมาของผลงานเก่าอายุ 22 ปีเพลงนี้ (หากพิจารณาจากการถูกขับขานโดยแฟนฟุตบอลจำนวนมหาศาล และการติดชาร์ตเพลงดาวน์โหลดยอดนิยม ณ ค.ศ.2018)

ก็อาจบ่งชี้ถึงภาวะโหยหาอดีตอันงดงามเมื่อปี 1996 ของผู้คนยุคปัจจุบัน

ตามทัศนะของแบล็กเฮิร์สต์ ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 (หรือ “ยุค 90” ในภาษาบ้านเรา) คือ ห้วงเวลาสุด “คูล” ของเพลงดีๆ เทศกาลวัฒนธรรมเจ๋งๆ

มิหนำซ้ำ ทีมชาติอังกฤษชุด “ยูโร 96” ภายใต้การคุมทีมของ “เทอร์รี่ เวนาเบิลส์” ก็ไม่เพียงมีผลการแข่งขันอันน่าภาคภูมิใจ แต่พวกเขายังเล่นฟุตบอลได้ดีจนน่าประทับใจ

แบล็กเฮิร์สต์บอกว่าหลังจากพลพรรค “ทรีไลออนส์” ร่วงโรยลงเรื่อยๆ นับแต่ปี 2002 พวกเขาก็กลับมาจุดประกายความหวังของคนในชาติให้ลุกโชนขึ้นอีกคำรบในปี 2018

ด้วยความกระตืนรือร้นของทีมพลังหนุ่ม ซึ่งมีนักฟุตบอลพื้นเพหลากหลายจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ แถมยังเล่นระบบวิงแบ๊กเหมือนยุคเวนาเบิลส์เป๊ะๆ

ห้า

อังกฤษจบศึกฟุตบอลโลกที่รัสเซียด้วยตำแหน่งอันดับสี่ ถือเป็น “ความสำเร็จขั้นต่ำ” ดุจเดียวกับผลงานเมื่อปี 1990

มนตราของเพลง “Three Lions” ดูเหมือนจะยังเข้มขลังอยู่เสมอ ตราบใดที่ทีมอังกฤษยังคงเป็น “ผู้แพ้”

มายาดังกล่าวอาจยุติสิ้นสูญลง หากทีมสิงโตคำรามพลิกสถานการณ์ขึ้นเป็น “ผู้ชนะสูงสุด” แล้วนำพาฟุตบอล (ถ้วยรางวัลชนะเลิศ) กลับคืนสู่ “บ้าน” ของพวกเขาและเหล่าแฟนบอลร่วมชาติอย่างแท้จริง

มิใช่ “บ้านแห่งอุดมคติ” ในบทเพลง

หก

อย่างไรก็ตาม น่าตั้งคำถามว่า “บ้าน” ที่ฟุตบอลกำลังจะกลับไปหา คือ “บ้าน” หลังไหน?

“จอห์น วิลเลียมส์” นักวิชาการสาขาสังคมวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ตั้งประเด็นว่า บางที “การกลับบ้าน” อาจมิได้หมายถึงการเจาะเวลาหาอดีตหวนไปยังปี 1966

หาก “บ้าน” ที่หลายคนกู่ก้องร้องเรียก อาจหมายถึงสถานภาพการเป็นบิดาแห่ง “การแข่งขันฟุตบอลสมัยใหม่” ของประเทศอังกฤษ

แทบทุกคนต่างรับทราบว่ากฎกติกาของเกมฟุตบอลยุคใหม่ รูปแบบสมาคม/สหพันธ์ฟุตบอลแห่งชาติ การแข่งขันฟุตบอลถ้วยและลีก ล้วนเริ่มต้นที่อังกฤษ ก่อนจะมีการเผยแพร่บรรทัดฐานลักษณะนี้ไปทั่วยุโรปและบางส่วนของอเมริกาใต้

ทว่า “บ้าน” หลังนั้นก็พยายามโดดเดี่ยวตนเองจากโลกภายนอก

นอกจากจะเผยแพร่รูปแบบการแข่งขันฟุตบอลสมัยใหม่ไปตามประเทศต่างๆ ที่มีชุมชนคนอังกฤษอาศัยอยู่แล้ว

วิลเลียมส์ชี้ว่าระหว่างปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ทีมชาติอังกฤษกลับไม่เคยลงปะทะฝีเท้ากับทีมชาติอื่นๆ นอกสหราชอาณาจักรเลย

ถ้าพิจารณาผ่านปรากฏการณ์อันแปลกแยก ณ ห้วงเวลานั้น ฟุตบอลจึงไม่ต้อง “กลับบ้าน” เพราะฟุตบอลอังกฤษไม่เคยยอมออกไปเผชิญหน้าโลกภายนอก (บ้าน)

เมื่อแรกก่อตั้งสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือฟีฟ่าที่ประเทศฝรั่งเศสในปี 1904 อังกฤษตัดสินใจไม่เข้าร่วมกิจกรรมด้วย เพราะฐานความคิดเรื่อง “กีฬา” ที่ผิดแผกกันระหว่าง “เกาะอังกฤษ” กับ “ยุโรปภาคพื้นทวีป”

สังคม/ชนชั้นนำอังกฤษยุคต้นศตวรรษที่ 20 ยังยึดถือผูกพันกับการเล่นกีฬาแบบ “สมัครเล่น” ซึ่งวางวัตถุประสงค์ให้บรรดาสุภาพบุรุษผู้ดีได้มุ่งมั่นพัฒนาสุขภาพร่างกายและจิตใจของตนจนแข็งแรงแจ่มใส

ขณะเดียวกัน ก็แอนตี้ “กีฬาอาชีพ” ที่ถูกประเมินว่าเป็นการกระตุ้นให้ผู้เล่นหวังผลชัยชนะและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นๆ (เช่น เงินรางวัล) นอกเหนือจากเกมกีฬา อันอาจส่งผลเสียหายต่อหลักการ “แฟร์เพลย์”

ยิ่งกว่านั้น อังกฤษมองว่ากีฬากับการเมืองควรแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด สวนทางกับฟีฟ่าซึ่งเห็นว่าควรใช้ฟุตบอลมาเป็นเครื่องมือเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ต้องรอจนถึงปี 1950 ทีมชาติอังกฤษจึงตัดสินใจเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก ทั้งๆ ที่เวิลด์คัพหนแรกสุด เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 1930 หรือ 2 ทศวรรษก่อนหน้า

นักสังคมวิทยาแห่ง ม.เลสเตอร์ สะกิดแถมท้ายด้วยว่า หรือหากปี 1966 คือ “ยุคทอง-บ้านหลังเก่า” ที่แฟนบอลอังกฤษพึงปรารถนาจริงๆ

ทุกคนก็พึงตระหนักว่า “บ้าน” หลังนั้นเป็นภาพสะท้อนสังคมก่อนยุค “พหุชาติพันธุ์” เพราะทีมชาติอังกฤษชุดแชมป์โลกไม่มีนักเตะผิวดำร่วมอยู่เลย เช่นเดียวกับกองเชียร์ส่วนใหญ่ซึ่งล้วนเป็นคนผิวขาว

threelions-xlarge_trans_NvBQzQNjv4BqGIRJtgEaK4etefHCFUFBeHIIofnIm3psvZm9nJ6FExU

ข้อมูลจาก

https://www.bbc.com/news/newsbeat-44711564

https://www.theguardian.com/football/2018/jun/27/three-lions-england-paul-macinnes-baddiel-skinner-world-cup

https://theconversation.com/england-fans-sing-footballs-coming-home-but-where-is-home-really-99479

(หมายเหตุ ติดตามอ่านบทความฉบับเต็มได้ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับหน้าครับ)

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เรตติ้งล่าสุด “สังข์ทอง” – “แว่นตาท้าวสามนต์” ไม่ใช่ของใหม่ มีมาตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์!

เรตติ้ง 6.9 ของ “สังข์ทอง”

จุดพีกของเรตติ้ง “สังข์ทอง 2561” ประจำสัปดาห์ที่แล้ว คือการขึ้นไปแตะตัวเลข 6.619 ณ วันที่ 8 กรกฎาคม ยังไม่ถึงหลัก 7.0 หรือ 7.1 ซึ่งเคยทำได้ก่อนหน้านี้

สังข์ทอง 6.9

ขณะเดียวกัน หากพิจารณาจากสถิติระหว่างวันที่ 2-8 กรกฎาคม 2561 “สังข์ทอง” ก็ไม่ใช่โปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของช่อง 7 และของประเทศไทย เฉกเช่นสัปดาห์ก่อนหน้า

เพราะอย่างน้อยยังมีละคร “เพชรร้อยรัก” (ตอนอวสาน) ที่ออกอากาศทางช่อง 7 เหมือนกัน ซึ่งโกยเรตติ้งไปถึง 7.759

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะในวันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม “สังข์ทอง” ยังถือเป็นรายการยอดฮิตอันดับแรกประจำวันนั้น

แม้ว่าวันดังกล่าวจะเป็น “ดีเดย์” ของจุดเริ่มต้นปฏิบัติการพาสมาชิกทีม “หมูป่า อะคาเดมี” ออกจากถ้ำหลวง

แต่รายการข่าวและรายงานสถานการณ์สดของช่องไทยรัฐทีวีและช่อง 7 ที่ว่ามาแรง ด้วยตัวเลขความนิยม 3 ปลายๆ ถึง 4 กลางๆ

ก็ยังสู้เรตติ้งไม่ถึง 7 ของ “สังข์ทอง” ไม่ได้

ที่มาข้อมูล

https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-week2-8july-61/

https://www.tvdigitalwatch.com/analysis-10rating-8-07-2561/

“แว่นตาท้าวสามนต์” ของเก่าของแก่ มิใช่เพิ่งมีในละครจักรๆ วงศ์ๆ ยุคใหม่

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า “แว่นตา” ของ “ท้าวสามนต์” นั้น เป็นไอเดียใหม่ๆ แผลงๆ ของคนทำละครจักรๆ วงศ์ๆ ในปี 2550 และ 2561

แต่เมื่อตรวจสอบเนื้อหาของบทละครนอกเรื่อง “สังข์ทอง” ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 แล้ว กลับพบประเด็นน่าตื่นเต้นมากๆ เพราะมีการระบุถึง “แว่นตา” ของ “ท้าวสามนต์” เอาไว้ในบทประพันธ์ด้วย!

แว่นตาท้าวสามนต์

โดยใน “ตอนที่ 8 พระสังข์ตีคลี” ได้กล่าวถึง “แว่นตาท้าวสามนต์” ไว้ว่า

เมื่อนั้น
ท้าวสามนต์ร้องรับให้ดีพ่อ
ตบมืออือเออชะเง้อคอ
เห็นลูกเขยเป็นต่อหัวร่อคัก
ลุกขึ้นโลดเต้นเขม้นมุ่ง
พลัดผลุงลงมาขาแทบหัก
มึนเมื่อยเหนื่อยบอบหอบฮัก
พิงพนักนั่งโยกตะโพกเพลีย
ฉวยคนโทถมยามาดื่มน้ำ
หกคว่ำสำลักแล้วบ้วนเสีย
หยิบบุหรี่จุดไฟไหม้ลามเลีย
วัดถูกจมูกเมียไม่รู้ตัว
สาละวนตึงตังกำลังวุ่น
แม่คุณขอโทษอย่าโกรธผัว
พี่ก็พานแก่ชราหูตามัว
ไม่เห็นตัวว่าใครข้างไหนเลย
ว่าพลางทางเรียกเอาแว่นตา
ใส่จมูกแหงนหน้าดูลูกเขย
ลุกขึ้นมองร้องเออชะเง้อเงย
ยายเอ๋ยอย่าปรารมภ์เป็นรองเรา
แล้วผินมาด่าหกเขยใหญ่
เอออะไรกินข้าวสุกเสียเปล่าเปล่า
สำคัญคิดว่าดีอ้ายขี้เค้า
ออกตีคลีแพ้เขาประเดี๋ยวใจ

มิใช่แค่ “ท้าวสามนต์” หากตัวละครอื่นๆ บางราย ในบทละครนอกเรื่อง “สังข์ทอง” ก็มี “แว่นตา” ใส่เช่นกัน อาทิ “โหราจารย์” (ผู้มีส่วนร่วมในการปั้นความเท็จใส่ร้าย “พระสังข์” ตอนเด็ก) ของ “ท้าวยศวิมล”

ดังบทประพันธ์ใน “ตอนที่ 1 กำเนิดพระสังข์” ที่บรรยายไว้ว่า

บัดนั้น
โหรใหญ่สงสัยเป็นหนักหนา
รับเอาหนังสือที่มือมา
ใส่แว่นตาดูก็รู้ความ
นิ่งนึกตรึกตรองอยู่ในใจ
โลภเห็นแต่จะได้ไม่เกรงขาม
แม้นกูมิรับกลับความ
ทองคำสามชั่งจะคืนไป
ถ้ากูแก้ไขนางจันทา
เงินตราห้าชั่งนั้นจะได้
จึงว่ากับสาวศรีด้วยดีใจ
พอแก้ไขได้เป็นไรมี
แลเหลียวเปลี่ยวคนที่บนเรือน
อิดเอื้อนจะใคร่ประสมศรี
สาวใช้เจ้าเข้าไปในที่
วานหยิบบุหรี่ที่ริมเตียง

ทั้งนี้ “แว่นสายตา” คือประดิษฐกรรมที่ถูกคิดค้นสร้างสรรค์ (ต่อยอด) ขึ้นเป็นครั้งแรกทางตอนเหนือของอิตาลี ตั้งแต่ ค.ศ.1290

มีหลักฐานระบุว่า “แว่นสายตา” ได้ถูกนำเข้ามายังเมืองจีนในช่วงศตวรรษที่ 15 หรือราวๆ 600 ปีก่อน

L0005542 Benjamin Franklin. Coloured aquatint by P. M. Alix, 1790, af

บุคคลสำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกายุคก่อตั้งประเทศอย่าง “เบนจามิน แฟรงคลิน” ก็ต้องพึ่งพา “แว่นสายตา” เนื่องจากเขามีทั้งอาการสายตาสั้นและสายตายาว

แฟรงคลินมีชีวิตระหว่าง ค.ศ.1706-1790 (พ.ศ.2249-2333) ขณะที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ในหลวงรัชกาลที่ 2) เสด็จพระราชสมภพเมื่อ พ.ศ.2310 และเสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ.2367 โดยทรงครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2352-2367

จึงเป็นไปได้สูงว่าในสมัยรัชกาลที่ 2 นั้น คนไทย/คนสยามบางส่วน (เช่น ชนชั้นนำของสังคม) น่าจะรู้จักและเริ่มใช้สอย “แว่นสายตา” กันบ้างแล้ว

หลักฐานที่ช่วยยืนยันสมมุติฐานข้างต้น ก็คือ บทละครนอกเรื่อง “สังข์ทอง”

ที่มาข้อมูล

บทละครนอกเรื่องสังข์ทอง

https://en.wikipedia.org/wiki/Glasses

ภาพประกอบ (สังข์ทอง)

ยูทูบสามเศียร

ภาพประกอบ (เบนจามิน แฟรงคลิน)

Benjamin Franklin. Coloured aquatint by P. M. Alix, 1790, af Wellcome L0005542.jpg

See page for author [CC BY 4.0 (https://creativecommons.org/licenses/by/4.0)], via Wikimedia Commons

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“สังข์ทอง” ครองแชมป์เรตติ้งอันดับ 1 ของประเทศ – “พระสังข์” ฉบับนี้ ฟุดฟิดฟอไฟด้วยนะเออ!

เรตติ้ง “สังข์ทอง” ทะลุ 7 – ครองอันดับหนึ่งของประเทศ

ในที่สุด “สังข์ทอง 2561” ก็ทำเรตติ้งได้เกินหลัก 7 อีกครั้ง

โดย www.tvdigitalwatch.com รายงานข้อมูลว่า ละครตอนที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 มีตัวเลขความนิยมอยู่ที่ 7.169

ส่งผลให้ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ สามารถครองตำแหน่งรายการโทรทัศน์ยอดนิยมอันดับหนึ่งของประเทศ (และของช่อง 7) ระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน-1 กรกฎาคม

เมื่อพระสังข์ “สปีก อิงลิช”

จุดเด่นประการหนึ่งของ “สังข์ทอง” ตอนที่ 37 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ซึ่งสร้างอารมณ์ขันให้คนดูมากพอสมควร ก็คือ บทสนทนาภาษาอังกฤษ ที่เริ่มต้นโดยตัวละคร “เขยฝรั่ง” หรือ “เจ้าชายจิโอวานนี่”

มีสองซีนที่ผมชอบมากๆ ในละครตอนนี้

two fishes 2

ซีนแรก แฟนละครพื้นบ้านหลายคนคงพูดถึงกันไปบ้างแล้ว ได้แก่ ซีนที่ “พระสังข์” (ผู้ถูกเข้าใจว่าเป็นเทวดา) ของเรา พูดภาษาอังกฤษสั้นๆ ง่ายๆ ว่า “Two fishes” เพื่ออธิบายให้คู่เขยฝรั่งรับรู้ว่าเขาจะได้ “ปลา” ตอบแทนเป็นจำนวนเพียงสองตัว หลังต้องเสียสละปลายจมูกตนเองเพื่อบวงสรวงสังเวยเทวดาร่างทอง

ปลาปักเป้า 1

ซีนที่สอง ที่ทำเอาผมหลุดหัวเราะก๊ากระหว่างดูทีวี คือ ซีนที่ “เขยจีน” และ “เขยลาว” พยายามอธิบายว่าปลายจมูกของทั้งหกเขยนั้นเว้าแหว่งไป เพราะถูกปลาปักเป้ากัดอย่างทัดเทียมกัน

พอแม่ยายหรือพระมเหสีมณฑาแสดงท่าทีสงสัยว่า ทำไมปลาปักเป้าถึงกัดจมูกบรรดาเจ้าชายพร้อมหน้ากันขนาดนั้น?

“เขยฝรั่ง” ก็ตอบไปว่า “They love justice” ก่อนที่พระพี่เลี้ยงคู่ใจชื่อ “สมิธ” (คนเดียวกับที่รับบท “หมื่นมิตร” ใน “เทพสามฤดู” ฉบับล่าสุด 555) จะมาพากย์ไทยให้พระมเหสีมณฑาฟังอีกทีว่า “ปลาชอบความยุติธรรมพระเจ้าข้า”

ผมออกจะเชื่อมั่นเป็นการส่วนตัวว่า “แก๊กภาษาอังกฤษ” นี่ คงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้เรตติ้ง “สังข์ทอง 2561” พุ่งสูงขนาดนี้

ขอบคุณภาพและคลิปจาก ยูทูบสามเศียร

ข่าวบันเทิง

The Cave อีกหนึ่งผลงานในโปรเจ็คท์ 10 Years Thailand ที่พ้องกับเหตุการณ์ “ถ้ำหลวง” พอดี

หลายคนอาจจะพอทราบว่า ภาพยนตร์ “Ten Years Thailand” ซึ่งเพิ่งไปเปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์นั้น ไม่ได้ประกอบด้วยหนังสั้นเพียงสี่เรื่องของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, วิศิษฏ์ ศาสนาเที่ยง, อาทิตย์ อัสสรัตน์ และจุฬญาณนนท์ ศิริผล หากแรกเริ่มเดิมที ยังมีหนังสั้นอีกหนึ่งเรื่องของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล หรือ มะเดี่ยว เจ้าของผลงานคลาสสิกร่วมสมัยอย่าง “รักแห่งสยาม” รวมอยู่ด้วย

อย่างไรก็ดี ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ชูเกียรติติดภารกิจบางประการ จึงไม่สามารถทำหนังสั้นของตนเองเสร็จทันเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ส่งผลให้หนังของเขามิได้เดินทางไปอวดโฉมที่ฝรั่งเศสพร้อมกับเพื่อนร่วมโครงการเรื่องอื่นๆ

 

ทว่าล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก Studio Commuan ได้เผยแพร่ตัวอย่างของผลงานที่รับผิดชอบโดยมะเดี่ยว ซึ่งถูกขยายเป็นหนังยาว และมีชื่อว่า “The Cave” หรือ “ถ้ำอสูร” ออกมาแล้ว พร้อมเรื่องย่อ ดังนี้

“The Cave” ถ้ำอสูร ภาพยนตร์เรื่องราวลำดับที่ 7 ของมะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

เรื่องราวของ “พระดี” ที่เฝ้าถ้ำหลวง ที่มีเสียงเรียกผู้คนให้เข้าไปในนั้น และไม่ได้กลับออกมากันอีกเลย

หลายคนทิ้งลูกเอาไว้ก่อนจะเข้าไปในนั้น ซึ่งพระต้องเลี้ยงดูเด็กจนเติบใหญ่และคอยระวังไม่ให้เข้าไปในถ้ำ ที่ยังคงมีคนเดินเข้าไปกันอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนั้นในป่าก็ยังมี “ผีป่า” ที่จ้องจะเอาชีวิตพวกเขาในเวลากลางคืนอันไร้แสง

จนเมื่อเด็กเติบโตขึ้น ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มจะเอาชนะความกลัว และเสียงเรียกเริ่มจะกระซิบหาเด็กน้อยเหล่านั้น

พระดีจะปกป้องพวกเขาจากทั้งสิ่งลึกลับในถ้ำหลวง และผีร้ายในป่าได้หรือไม่ มาร่วมลุ้นระทึกกันในภาพยนตร์ แอคชั่น ทริลเลอร์ ที่จะมาเขย่าขวัญสั่นประสาททุกนาที ต้นปี 2019

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนึ่งในโครงการ 10 Years Thailand โดยการนำของกลุ่ม Commom Move

สร้างโดย Commuan Inc.

ติดตามข่าวสารได้ใน Youtube : https://www.youtube.com/StudioCommuan

Website : www.studiocommuan.com

ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก 10 Years Thailand โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 ระบุว่า

the cave first poster

Ten Years Thailand โครงการภาพยนตร์ร่วมทุนสร้างระหว่างไทย-ฮ่องกง-ญี่ปุ่น นำเสนอความคิดและมุมมองของผู้กำกับภาพยนตร์ห้าคน เพื่อบอกเล่าจินตนาการถึงประเทศของพวกเขาในอนาคตสิบปีข้างหน้า

โดยโครงการนี้ต่อเนื่องมาจาก “Ten Years” ภาพยนตร์ฮ่องกง ที่สร้างเมื่อปี 2015 โดยตั้งคำถามเดียวกันเกี่ยวกับ ‘อนาคต’ โครงการนี้ได้ถูกส่งต่อมายังประเทศไทยและตั้งใจส่งผ่านพลังสร้างสรรค์ให้คนทำหนังในประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย อาทิ ไต้หวันและญี่ปุ่น

นอกจากนี้โครงการ Ten Years Thailand ยังมีเป้าหมายที่ต้องการตรวจสอบมูลค่าของภาพยนตร์อิสระของไทยในช่วงระยะเวลายี่สิบปีที่ผ่านมา โดยวิธีร่วมทุนสร้างกับผู้ผลิตภาพยนตร์ในระดับสากล เพื่อกระตุ้น และแสวงหาช่องทางในการเพิ่มทุนภายในประเทศอีกด้วย

เป็นเรื่องน่ายินดีที่ขณะนี้ ‘ถ้ำอสูร’ หรือ The Cave ผลงานของ มะเดี่ยว- ชูเกียรติ ศักดิ์วีรกุล หนึ่งในผู้กำกับโครงการ Ten Years Thailand ได้รับความสนใจจากนักลงทุน และสามารถพัฒนาให้เป็นภาพยนตร์ขนาดยาว ตามเป้าหมายของโครงการที่ต้องการให้อิสระกับผู้กำกับทั้งในการสร้างสรรค์เนื้อหา รวมถึงการแสวงหาความร่วมมือทั้งในและนอกประเทศ

โปรดติดตามและอดใจรอเพื่อเตรียมพบกับภาพยนตร์ Ten Years Thailand และ The Cave ปลายปี 2018 และต้นปี 2019

ทั้งนี้ น่าสนใจว่าเรื่องราวและบรรยากาศตามท้องเรื่องของ “The Cave” (ถ้ำอสูร) นั้นพ้องกับสถานการณ์การติดถ้ำหลวง จ.เชียงราย ของนักฟุตบอลเยาวชนและโค้ชทีม “หมูป่า อคาเดมี” พอดี

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เรตติ้งล่าสุด “สังข์ทอง” ประคองตัวที่ 6 ปลายๆ สบายๆ

ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่า “สังข์ทอง” ตอนที่ 34 และ 35 เมื่อวันที่ 23-24 มิถุนายน 2561 มีเรตติ้งพุ่งไปถึงหลัก 7 ปลายๆ 8 ต้นๆ

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเรตติ้งทางการที่เผยแพร่ผ่าน https://www.tvdigitalwatch.com ระบุว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ ได้รับความนิยมไป 6.903 และ 6.744 ในวันเสาร์-อาทิตย์ดังกล่าวตามลำดับ

แม้จะพีกไปไม่ถึงระดับ 7 ดังที่เคยทำได้ แต่เรตติ้ง 6 ปลายๆ ก็เพียงพอจะส่งผลให้ “สังข์ทอง 2561” นั่งแท่นเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของช่อง 7 อีกหน

หรือเป็นรายการทีวีเบอร์หนึ่งของช่องโทรทัศน์หมายเลขหนึ่งนั่นเอง!

ขณะเดียวกัน ยอดวิว “สังข์ทอง” สองตอนนั้นในยูทูบสามเศียร  ก็อยู่ที่ 1.7 ล้านวิว และ 1.9 ล้านวิว ตามลำดับ

ข่าวบันเทิง

นักวิชาการด้านหนังเอเชีย ชื่นชม “ฉลาดเกมส์โกง” และ “เพื่อนฉัน…ฝันสลาย”

chris berry

คริส เบอร์รี่ นักวิชาการภาพยนตร์ศึกษา ซึ่งเชี่ยวชาญด้านหนังเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพยนตร์จีน แห่งคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน สหราชอาณาจักร เพิ่งเขียนบทความถึงหนังที่เขาได้รับชมในเทศกาล ฟาร์ อีสต์ ฟิล์ม เฟสติวัล อูดิเน่ ครั้งที่ 20 ณ ประเทศอิตาลี เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ Senses of Cinema

โดยในบทความดังกล่าว มีเนื้อหาส่วนหนึ่งซึ่งเบอร์รี่กล่าวถึง “ฉลาดเกมส์โกง” และ “เพื่อนฉัน…ฝันสลาย” (Sad Beauty) หนังไทยสองเรื่องที่เขาได้ดูในเทศกาล

นักวิชาการอาวุโสผู้นี้ชี้ว่าหนังไทยทั้งคู่เป็นตัวอย่างที่ดีของการผสมผสาน “ตระกูลทางภาพยนตร์” (genre) ที่หลากหลายลงในหนังเรื่องเดียว

bg

โดย “ฉลาดเกมส์โกง” ของนัฐวุฒิ พูนพิริยะ พูดถึงความขัดแย้งทางชนชั้นผ่านปัญหาเรื่องระบบการศึกษา อย่างไรก็ตาม หนังพยายามแบ่งแยก “ความถูก” และ “ความผิด” ออกจากกันอย่างชัดเจน

สำหรับเบอร์รี่ จุดเด่นของหนังเรื่องไทยนี้ คือ การผสมผสานตัวละครและบรรยากาศแบบภาพยนตร์แนว “ไฮสกูล” เข้ากับโครงสร้างเรื่องราวของหนังในตระกูล “โจรกรรม”

ซึ่งนำไปสู่การเร้าอารมณ์ผู้ชมได้ในหลายช่วงตอน

เพื่อนฉัน

ขณะเดียวกัน นักวิชาการแห่งคิงส์ คอลเลจ เขียนถึง “เพื่อนฉัน…ฝันสลาย” ของบงกช เบญจรงคกุล (คงมาลัย) เอาไว้อย่างน่าสนใจ

กล่าวคือ แม้หนังจะมีฉากหน้าเป็นเหตุการณ์ฆาตกรรมและเรื่องราวแนว “โร้ดมูฟวี่” แต่ระหว่างการดำเนินเรื่องกลับมีลักษณะของภาพยนตร์ตระกูลอื่นๆ สอดแทรกเข้ามาอย่างหลากหลาย

ทั้งแนวทางแบบ “เมดิคัล เมโลดราม่า” เมื่อตัวละครนำหญิงรายหนึ่งป่วยเป็นโรคมะเร็ง พ่วงด้วยความเป็นหนัง “สยองขวัญ” ยิ่งกว่านั้น วิธีการเล่าเรื่องแบบ “สัจนิยม” ยังผลักดันผู้ชมให้ไปประสบพบเจอกับอารมณ์แตกตื่นชวนเหวอสุดขีด ซึ่งสถานการณ์ทำนองนี้มักไม่ค่อยปรากฏในหนังที่เลือกจะจำกัดตนเองเอาไว้ใน “ตระกูลภาพยนตร์” ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง

คริส เบอร์รี่ ตบท้ายถึงหนังไทยเรื่องหลังว่า ผู้กำกับคือบงกชนั้นเลือกวิธีการที่สุ่มเสี่ยง แต่ผลตอบแทนที่ได้ กลับคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง