จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

พาไปสัมผัส “พระราหู” เวอร์ชั่นอ่อนแอ ใน “สามฤดู” ฉบับวัดเกาะ

“พระราหู” เวอร์ชั่นอ่อนแอเพราะรักเธอมากกว่า

ราหู 1

“จะกล่าวถึงราหูภูวนราถ
เมื่อไสยาศน์ลืมองค์หลงหลับใหล
ครั้งรุ่งแจ้งสร่างแสงอะโณไทย
เธอค่อยได้กลับจิตร์ฟื้นนิทรา
ผวาสอดกอดเจ้าเยาวเรศ
ผิดสังเกตไม่ยลยอดเสน่หา
พัดระฆังข้างที่ศรีไสยา
ก็เปล่าตาไม่เห็นให้เย็นทรวง
โอ้ตัวเราคราวนี้ก็มีทุกข์
บังเกิดยุคยากไร้เปนใหญ่หลวง
เสียเจ้ายอดกัลยาสุดาดวง
ดังใครล้วงเอาชีวาตมาฟาดฟัน
พัดชีวากับระฆังดังชีวิต
ก็มาปลิดจากอุราเพียงอาสัญ
โอ้ครั้งนี้น่าที่ถึงชีวัน
เสียสำคัญของรักภักคินี
ให้แค้นจิตร์เกิดเปนชายเสียดายชาติ์
มาพลั้งพลาดสาระพัดจะบัดสี
ต้องเสียชื่อฦาทั่วธรณี
มาเสียทีเสียน้องในห้องนอน
เสียของรักรักษาไว้หาได้
อยู่ไปใยอายชนให้คนข้อน
พระทุ่มทอดกายาลงอาวรณ์
ฤไทยถอนซ้อนซบสลบไป”

ตัดตอนคำกลอนส่วนนี้มาจากวรรณกรรมวัดเกาะ “สามฤดู” เล่มที่ 6 ครับ

เหตุการณ์ก่อนหน้านั้น มีอยู่ว่า “พระราหู” ได้ “สุวรรณอำพร” ธิดาท้าวคันทมาศและพระนางรัชฎาแห่งนครโรมวิไสย มาเป็นภรรยา

ส่วนพญายักษ์ “ปราบไตรจักร์” ที่แปลงกายมาเป็นบุรุษรูปงาม ก็ได้อภิเษกสมรสกับ “อับษรสวรรค์” ธิดาคนรองของท้าวคันทมาศ

(ในนิทานวัดเกาะระบุรายละเอียดไว้ด้วยว่า สุวรรณอำพรอายุ 15 ปี ส่วนอับษรสวรรค์ อายุเพียง 13 ปี)

สถานการณ์ตามคำกลอนข้างต้น เกิดขึ้นเมื่อปราบไตรจักร์มาแอบลักสุวรรณอำพรและของวิเศษข้างกายของตัวละครเอก “สามฤดู” ถึงในกระท่อมยามค่ำคืน ขณะที่พระราหูหลับสนิท

จุดที่น่าสนใจสำหรับเรื่องราวฉบับวรรณกรรมวัดเกาะก็คือ ของวิเศษที่ เหล่า “สามฤดู” พกติดตัวนั้น มีทั้งระฆังวิเศษที่ใช้เรียกมิตรสหาย/บริวารมาช่วยเหลือ และพัดชีวิต

อีกจุดที่แปลกดีก็คือ พระราหูในวรรณกรรมวัดเกาะนั้น ดูจะมีความอ่อนแออ้อนแอ้นสไตล์พระเอกวรรณคดีไทยอยู่มากพอสมควร เห็นได้จากการหมดอาลัยตายอยากจนถึงกับสลบไสล ภายหลังถูกหยามหมิ่นเกียรติยศศักดิ์ศรี และถูกแย่งของ/คนรักไป

เห็นทีต้องเรียก “พระราหู” ในเวอร์ชั่นนี้ ว่า “พระราหูฉบับอ่อนแอเพราะรักเธอมากกว่า” เสียแล้ว

ราหู 2

(ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก ฐานข้อมูลหนังสือเก่าชาวสยาม)

เรตติ้ง 7.0 ที่ยังมาไม่ถึง

ผลเรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ “เทพสามฤดู 2560” ประจำวันที่ 16-17 กันยายน ยังคงตัวต่อเนื่องจากช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยในวันเสาร์ที่ 16 ละครเรื่องนี้ได้เรตติ้งไป 6.0 ส่วนวันอาทิตย์ที่ 17 เรตติ้งเพิ่มขึ้นมาเป็น 6.3

ถือว่ายังสามารถรักษามาตรฐานเรตติ้งเกิน 6 ไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ แต่มิอาจทะลุเพดาน 7.0 ซะที

สำหรับตัวเลขยอดผู้ชมทางยูทูบ

ในวันเสาร์ที่ 16 กันยายน มีคนชมไลฟ์สดละคร “เทพสามฤดู” ผ่านทางช่องยูทูบ “ฟ้ามีตา ช่อง 7 HD” (ซึ่งเป็นช่องทางเผยแพร่ผลงานของค่ายดีด้า-สามเศียร) เป็นจำนวนประมาณ 6.8 แสนวิว

และมีคนชมคลิปเอชดีหลังจากนั้น เป็นจำนวนประมาณ 5.3 แสนวิว

ส่วนในวันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน มีคนชมไลฟ์สดละคร “เทพสามฤดู” เป็นจำนวนราว 4.8 แสนวิว

และมีคนชมคลิปเอชดีหลังจากนั้น เป็นจำนวนราว 7.5 แสนวิว (นอกจากนี้ ต่อมา ยังมีการเผยแพร่คลิปเอชดีเวอร์ชั่นแก้ไขเพิ่มเติมอีกหนึ่งคลิป ซึ่งมีคนดูราว 1.5 แสนวิว)

(ขอบคุณข้อมูลจาก กระทู้รายงานเรตติ้งละครโดย “แม่น้องซ่า” จากเว็บไซต์พันทิป และ ช่องยูทูบ “ฟ้ามีตา ช่อง 7 HD”)

ภาพประกอบจาก อินสตาแกรมสามเศียร

Advertisements
คนมองหนัง

“เพื่อน..ที่ระลึก” อีกหนึ่ง “ลักษณะอาการ” ของ “หนังไทยหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง”

หนึ่ง

มือปืนโลกพระจัน

เมื่อวันศุกร์ที่ 15 กันยายน 2560 มีโอกาสไปร่วมฟังงานประชุมวิชาการด้านภาพยนตร์ศึกษาครั้งที่ 7 จัดโดยสถาบันหนังไทย หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

โดยส่วนตัว หนึ่งในการนำเสนอที่น่าสนใจมากๆ ของงานวันนั้น ก็คือ งานวิชาการหัวข้อ “จาก ‘โหยหา’ ถึง ‘โมโห’: เมื่อ ‘ตลกเตะฝรั่ง’ ในบริบทภาพยนตร์ไทยหลังภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ (พ.ศ.2540-2546)” โดยอิทธิเดช พระเพ็ชร นักศึกษาปริญญาโทสาขาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ประเด็นหลักที่อิทธิเดชนำเสนอ คือ ลักษณะเด่น “สองแง่มุม” ที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่เคียงคู่กันของหนังไทยยุคหลังวิกฤตเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” ปี 2540

ด้านหนึ่ง มีหนังไทยจำนวนไม่น้อยที่พยายามสร้างภาพ “หมู่บ้าน” ในชนบทขึ้นมา เพื่อสะท้อนถึงอารมณ์โหยหาอดีตหรือความต้องการหวนคืนรากเหง้า

แต่อีกด้านหนึ่ง หนังไทยยุคนั้นหลายเรื่อง ก็พยายามสร้าง “ศัตรูร่วม” ให้แก่ “หมู่บ้าน” ในจินตกรรมของตนเอง ก่อนจะระบายความโกรธแค้นเดือดดาลลงสู่ “ความเป็นอื่น” หรือ “ภัยคุกคามภายนอก” ดังกล่าว

ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ “บางระจัน” ที่หยิบยืมเอาประวัติศาสตร์ชาตินิยมแบบเดิม มาสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในยุควิกฤต 2540 โดยนำ “พม่า” มาเป็นตัวแทนของเศรษฐกิจทุนนิยมโลกาภิวัตน์หรือไอเอ็มเอฟ

ก่อนที่ “เรื่องเล่า” ในแนวทางนี้จะคลี่คลายตัวเข้าสู่การพุ่งเป้ากล่าวโทษไปยัง “ฝรั่ง” ซึ่งสอดคล้องต้องตรงกับบริบทร่วมสมัยมากกว่า

ดังจะเห็นได้จากการใช้นักแสดงตลกคาเฟ่ไปเตะ ต่อย ปาระเบิดใส่ “ตัวร้ายฝรั่ง” ใน “มือปืน/โลก/พระ/จัน” (อิทธิเดชมิได้กล่าวถึงพัฒนาการขั้นถัดมา ซึ่งมีการนำ “นักบู๊ภูธร” มาสร้างความตกตะลึงพรึงเพริด และกระหน่ำหมัดเท้าเข่าศอกเข้าใส่ “ฝรั่ง” ดังปรากฏใน “องค์บาก”)

ตามความเห็นของอิทธิเดช ปฏิกิริยาที่หนังไทยยุคหลังปี 2540 สนองตอบต่อวิกฤตเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” จึงมีทั้งอาการโหยหาอดีต และอาการโมโหโกรธาต่อ “ความเป็นอื่น” (ที่อาจเปลี่ยนแปรรูปไปได้ไม่รู้จบ)

สอง

เพื่อนที่ระลึก 2

เกือบ 20 ปีต่อมา นับจากการก่อตัวของ “หนังไทยยุคหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง” หนังเรื่อง “เพื่อน..ที่ระลึก” โดย โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ ก็เข้ามาช่วยขยับเขยื้อนประเด็น ให้เราได้มองเห็นถึง “อาการ” รูปแบบใหม่ๆ ที่ภาพยนตร์ไทยกระแสหลักมีปฏิกิริยาสนองตอบต่อวิกฤตเศรษฐกิจคราวนั้น

กล่าวคือ ตัวละคร “พม่า” และ “ฝรั่ง” อันเป็นภาพแทนของ “ความเป็นอื่น” ที่ก่อให้เกิดวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ได้คลี่คลายมาสู่ตัวละคร “ผี”

อย่างไรก็ดี “พม่า-ฝรั่ง” ในหนังไทยทศวรรษ 2540 กับ “ผี” ในหนังไทยของปี 2560 นั้นมีความแตกต่างกันอยู่แน่ๆ

เพราะขณะที่ “พม่า-ฝรั่ง” เป็นตัวแทนของผู้ที่ทำให้เกิดวิกฤต “ผี” ในหนัง “เพื่อน..ที่ระลึก” กลับเป็นผลลัพธ์หรือหนึ่งในผู้ถูกกระทำจากวิกฤตครานั้น

“ผี” ในหนังของโสภณ จึงเป็น “บาดแผลตกค้าง” จากวิกฤตเมื่อ 20 ปีก่อน มิใช่ผู้ก่อวิกฤต

นอกจากนี้ ถ้าพิจารณาว่า “พม่า” “ฝรั่ง” และ “ผี” ล้วนเป็นภัยคุกคามเช่นเดียวกัน ความแตกต่างระหว่างภัยสองชนิดแรกกับภัยชนิดหลังสุดก็ยังมีให้เห็น

เนื่องจาก “พม่า-ฝรั่ง” นั้นมีสถานะเป็น “ภัยคุกคามจากภายนอก” ผิดกับ “ผี” (ใน “เพื่อน..ที่ระลึก”) ซึ่งเป็น “ภัยคุกคามจากภายใน”

เพราะ “ผี” ในที่นี้ คือ “เพื่อนเก่า” “เพื่อนร่วมชะตากรรม” “คนกันเอง” และอาจหมายถึง “ความรู้สึกผิดบาปในจิตใจตัวเอง” เสียด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ ในหนังเรื่อง “เพื่อน..ที่ระลึก” “ผี” และคน สองเจนเนอเรชั่น ต่างต้องแบกรับรอยแตกร้าว, ภาวะพังทลาย และมรดกบาป อันเป็นพันธะผูกพันแน่นหนา ที่ถูกส่งมอบจากคนรุ่นพ่อแม่มาสู่ลูกๆ

ดังนั้น “ปัญหา” ที่ตัวละครไม่ว่าจะคนหรือ “ผี” ต้องเผชิญหน้า จึงเป็น “ความขัดแย้ง” ที่ถูกสืบทอดบ่มเพาะขึ้นมาจากภายใน/บนผืนดินของสังคมไทยเอง

ไม่ใช่ภัยที่ถูกอิมพอร์ตเข้ามาโดย “ปีศาจแห่งความเป็นอื่น” จากภายนอก

สาม

เพื่อนที่ระลึก 3

สำหรับ “เพื่อน..ที่ระลึก” “ปัญหา” ที่เชื่อมโยงสังคมไทยสองยุคใน พ.ศ.2540 และ 2560 เข้าหากัน คือ “ปัญหาเศรษฐกิจ”

ตัวละครอันเป็นศูนย์กลางของเรื่องราวอย่าง “บุ๋ม” คือ ผู้หญิงที่ครอบครัวล่มสลายในวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ก่อนจะค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาใหม่หลังวิกฤต

ชีวิตของเธอดูน่าจะลงตัวดี แต่แล้วปัญหาต่างๆ ก็กลับมารุมเร้าอีกครั้งในปี 2560 ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ (ว่าด้วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว) ปัญหาครอบครัว (ความปลอดภัยของลูกสาว) และปัญหาคั่งค้างจากอดีตเมื่อสองทศวรรษที่แล้ว (ที่ชักนำเธอไปพบกับ “ผี”)

แน่นอนว่าสำหรับสังคมไทยนอกภาพยนตร์เรื่องนี้ ปัญหาที่ค่อยๆ สุมรุมซ้อนทับในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา นั้นไม่ได้มีเพียง “ปัญหาเศรษฐกิจ”

เพราะในกรอบเวลาดังกล่าว บ้านเราต้องประสบกับปัญหาทางด้านการเมือง-สังคม อีกมากมายหลายด้าน

ไม่ว่าจะประเมินอย่างไร ผ่านมุมมองแบบไหน “สภาพสังคมไทยปัจจุบัน” ก็เป็นผลมาจากปัญหาสลับซับซ้อนหลายหน้าเหล่านั้น

หรืออย่างน้อยที่สุด หน้าตา รูปร่าง คุณลักษณ์ และลักษณะอัปลักษณ์ของ “สังคมไทย 2560” ก็มิได้ก่อร่างขึ้นมาจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งแบบเพียวๆ

และหากจะนับเอา “ปัญหาเศรษฐกิจ” เป็นปัจจัยสำคัญ ความเสียหายย่อยยับต่อศูนย์กลางทางธุรกิจที่เมืองหลวงและฐานะทางเศรษฐกิจของชนชั้นนำ-ชนชั้นกลางเมื่อปี 2540 ก็อาจส่งอิทธิพลมายัง “สังคมไทยยุคปัจจุบัน” ไม่เท่ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจ-รูปแบบการผลิตและบริโภคในภาคชนบท นับตั้งแต่ครึ่งหลังของทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา ด้วยซ้ำไป

การละเว้นไม่กล่าวถึงปัญหา/สภาพการณ์ด้านอื่นๆ (หรือละไว้ในฐานที่เข้าใจ) ใน “เพื่อน..ที่ระลึก” อาจนำไปสู่การตั้งคำถามเล่นๆ ได้อีกชุดใหญ่ เช่น

ในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย/เริ่มมีครอบครัวตอนอายุ 20 ปี บุ๋มมีท่าทีอย่างไรต่อชัยชนะของพรรคไทยรักไทย

ในวัยกลาง 20 บุ่มอยู่ตรงไหนท่ามกลางปรากฏการณ์หวาดกลัวหรือพยายามขับไล่ “ผีทักษิณ” ที่ก่อตัวขึ้น

ตอนบุ๋มอายุเกือบๆ 30 จนถึงกลาง 30 เธอมีปฏิสัมพันธ์อย่างไรกับเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า, การแบ่งสีเสื้อ, การเป่านกหวีด ตลอดจนการรัฐประหารสองหนภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ

สี่

เพื่อนที่ระลึก 1

เอาเข้าจริง วิธีเผชิญหน้ากับปัญหาเศรษฐกิจ-ครอบครัว-การคุกคามของ “ผี” ที่ตัวละครนำอย่างบุ๋มเลือกใช้นั้น มันอาจสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการมีปฏิสัมพันธ์กับปัญหาชุดอื่นๆ ของเธออยู่เหมือนกัน

ตัวอย่างน่าสนใจมากๆ ที่ปรากฏใน “เพื่อน..ที่ระลึก” คือ เมื่อประสบทางตันยามต้องปะทะกับผี-ต้องช่วยชีวิตลูกสาว-ต้องกอบกู้ธุรกิจส่วนตัว บุ๋มเองก็มีอาการบ้าคลั่งหน้ามืด แล้วดึงคนอื่นเข้ามาร่วมเผชิญปัญหาด้วยอย่างที่เขาไม่เต็มใจ

เห็นได้ชัดจากชะตากรรมของเด็กน้อยในไซต์ก่อสร้างคอนโดผีสิงที่ชื่อ “ม่อน”

ยามเข้าตาจน บุ๋มอยากโวยวาย-ทวงขอความเป็นธรรมจาก “ผีเพื่อนเก่า” ครั้นเธอพบว่าเด็กชายอายุไม่กี่ขวบอย่างม่อน เป็น “คนเห็นผี” บุ๋มก็ใช้ทุกวิถีทางในการบีบคั้นให้ม่อนช่วยเหลือเธอ รวมถึงการขู่จะไล่ครอบครัวแปดชีวิตของเด็กน้อยออกจากงาน

แล้วพอม่อนพยายามจะช่วยเหลือนายจ้าง แต่ภารกิจล้มเหลว ตัวเด็กน้อยเองโดนผีเล่นงานแทบเป็นบ้า บุ๋มก็ดำเนินชีวิตส่วนตัวอย่างสับสนหลงทางไปอีกพักใหญ่ และทิ้งม่อนไว้ ณ เบื้องหลัง

คนดูไม่อาจรับรู้ได้ว่าหลังจากโดนผีเล่นงานในคืนนั้น สภาพจิตใจของม่อนจะเป็นเช่นไร? แม่และครอบครัวของม่อนยังจะตัดสินใจทำงานที่ไซต์ก่อสร้างแห่งเดิมอยู่อีกหรือไม่? หรือต่อให้พวกเขาเลือกปักหลักทำงานกันต่อ แต่พอบุ๋มตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะไม่รีโนเวตคอนโดผีสิงแล้ว ครอบครัวของม่อนจะโยกย้ายไปทำงาน-อาศัยที่ไหน?

การหมกมุ่นกับการแก้ไขปมชีวิตส่วนตัว หรือการเผชิญโลกด้วยวิธีคิดที่นึกถึงแต่ตัวเองเป็นหลัก ทว่า เพิกเฉย/ละเลย/หลงลืมปัญหาอีกจำนวนหนึ่งที่ตนเองมีส่วนก่อขึ้นและส่งผลกระทบต่อผู้อื่น (ซึ่งก็สอดคล้องกับพล็อต/ประเด็นหลักของหนัง ที่ผลักดันให้ “ผี” ต้องกลับมาทวงสัญญา) อาจเป็นลักษณะเฉพาะในการดีลกับปัญหาต่างๆ ของตัวละครคนชั้นกลางกรุงเทพฯ อย่างบุ๋ม ก็ได้

ห้า

เพื่อนที่ระลึก ปก

อย่างไรก็ตาม การพยายามหาทางออกในช่วงท้ายเรื่องของบุ๋ม ก็ดูคล้ายจะเป็นการคิดต่อจากประเด็นที่ตั้งไว้ในเปเปอร์วิชาการของอิทธิเดชอยู่ไม่น้อย (โดยบังเอิญ)

นั่นคือ เหมือน “เพื่อน..ที่ระลึก” จะลองตั้งคำถามชวนให้คนดูฉุกคิดว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่เราจะเผชิญหน้าวิกฤต (ในกรณีนี้ คือ วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตชีวิตครอบครัว และวิกฤตจากข้อผิดพลาด-ความทรงจำบาดแผลส่วนบุคคล) ผ่านท่าทีที่ไปให้พ้นจากความเดือดดาล และการสร้าง “ความเป็นอื่น” หรือสร้างศัตรู/ภัยคุกคามบางประการ ขึ้นมาแบกรับความโกรธแค้นชิงชังในใจเรา

หรือถ้าพูดในบริบทเฉพาะของหนังเรื่องนี้ ก็คือ การไปให้พ้นจากภาวะ “ผีก็บ้า คนก็บอ”

อาจอธิบายขยายความต่อจากคำถามดังกล่าวได้ว่า

ในขณะที่หลายคนพยายามเดินหน้าชนวิกฤตการณ์หรือปัญหาบางชุด ด้วยอารมณ์โกรธ เกลียด คลั่ง แค้น ขาดสติ จนก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นมาระลอกแล้วระลอกเล่า

เราจะสามารถเผชิญหน้ากับวิกฤต/ปัญหา ซึ่งอาจหมายถึงการรับมือกับผลตกค้างของความผิดพลาดจากอดีต และบาดแผลของความบกพร่องในปัจจุบันได้อย่างไร?

โดยไม่ต้องสร้าง “ศัตรู” “ภัยคุกคาม” หรือ “ความเป็นอื่น” ขึ้นมาเป็นกระโถนคอยรองรับการระเบิดอารมณ์โกรธเกลียดชังต่างๆ นานา อย่างไร้จุดสิ้นสุด

เราจะสามารถรับมือกับวิกฤต/ปัญหาต่างๆ ด้วยอารมณ์ ความรู้สึก ทัศนคติ และภูมิปัญญาแบบอื่นๆ ได้หรือไม่?

ผมรู้สึกว่าคำถามชุดนี้อาจกินความไปถึงปัญหา/วิกฤตการณ์ด้านอื่นๆ ในสังคมไทย ที่หนังเรื่อง “เพื่อน..ที่ระลึก” (จงใจ) ไม่ได้กล่าวถึงเอาไว้ด้วย

อย่างไรก็ดี คงต้องพึงตระหนักไว้เช่นกันว่า บุ๋มนั้นมีปฏิสัมพันธ์กับ “ผี” ในฐานะ “เพื่อน” ที่เท่าเทียมกัน และสามารถเจรจาต่อรองกันได้ (หลังจากค่อยๆ ตั้งสติ และลดทอนความหวั่นวิตกต่างๆ ลง)

ดังนั้น เมื่อเธอหยุดเตลิดเปิดเปิง ผีก็หยุดหลอกหลอน

การก้าวข้ามให้พ้นจากอารมณ์โกรธแค้นเดือดดาล จึงมีภาวะเสมอภาคเป็นหนึ่งในตัวแปร/ปัจจัยสำคัญ

 

คนมองหนัง

เขียนถึง “หนังสั้น 21” เท่าที่ได้ดู (2)

ย้ายรัง (ติณห์นวัช จันทร์คล้อย)

ย้ายรัง

ในแง่ “ความเป็นหนัง” แบบ “เพียวๆ” หนังสารคดีเรื่องนี้อาจไม่โดดเด่นทรงพลังมากนัก

แต่ผมชอบสิ่งที่ “ย้ายรัง” พยายามนำเสนอ นั่นคือ การฉายภาพให้เห็นถึง “กระบวนการแทบทุกส่วน” ของการทำหนังสารคดี เพื่อตอบโจทย์ทางสังคมและโจทย์ขององค์กรที่มอบเงินทุนสนับสนุน

หากพิจารณาลงลึกไปในแต่ละเสี้ยวส่วน “ย้ายรัง” อาจไม่ได้มีอะไรใหม่หรือเตะตาแบบสุดๆ เช่น การเผยให้เห็นตัวตน-วิธีคิดของคนทำหนัง/กิจกรรมเพื่อสังคม หรือ การให้บรรดาซับเจ็คท์ในหนังได้มีส่วนร่วมกับการสร้างสรรค์เรื่องราว ก็มีหนังสารคดีเรื่องอื่นทำกันมาจนเกร่อแล้ว

หรือเอาเข้าจริง ในตอนจบที่ฉายให้เห็นผลลัพธ์ของโครงการพัฒนาที่หนังสารคดีเรื่องนี้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ก็ออกจะดู “แปลกๆ” และ “ผิดที่ผิดทาง” ด้วยซ้ำ

แต่พอเอาทุกส่วนของหนังมาเขย่ารวม-ประกอบเข้าด้วยกัน ผมกลับรู้สึกค่อนข้างโอเคกับมัน

เพราะนอกจากจะได้เห็นการพยายามขับเคลื่อนอะไรบางอย่างจากจุดเริ่มต้นไปสู่บทสรุป (ในระดับหนึ่ง) อย่างสอดคล้อง เป็นลำดับขั้นตอน เป็นเหตุเป็นผลต่อกันแล้ว

เรายังได้เห็นภาวะลักลั่นย้อนแย้งบางประการซ่อนแฝงอยู่ด้วย (ซึ่งเป็นเสน่ห์ชวนฉุกคิดดี) อาทิ หนังเปิดเรื่องราวด้วยสถานการณ์ตึงเครียด เมื่อชาวบ้านคนจนเมืองในชุมชนแห่งหนึ่งมีความขัดแย้งกับหน่วยงาน/เจ้าหน้าที่รัฐ จากปัญหาเรื่องพื้นที่อยู่อาศัย แต่อีกด้าน หนังก็สรุปปิดท้ายเอาไว้ว่ามีองค์การมหาชนหน่วยงานหนึ่ง (ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐในอีกรูปแบบหนึ่ง) ได้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านกลุ่มนี้ และหนังก็กำลังบอกเล่าเรื่องราวในนามขององค์การมหาชนแห่งนั้นอยู่

อาญิง แซ่จาง (เกียรติศักดิ์ กิ่งแก้ว)

อาญิง

เรื่องราวในภาพรวมของหนังสารคดีเรื่องนี้อาจจะ “ไม่ใหม่” แล้ว แต่ขณะเดียวกัน ถ้าทำให้ถึง เรื่องราวประเภทนี้ก็สามารถตรึงใจคนดูไว้ได้เสมอ รวมถึงในกรณีของ “อาญิง แซ่จาง” ซึ่งมีองค์ประกอบบางส่วน (ในแง่การถ่ายทำ) ที่ไม่น่าจะดึงดูดให้คนดู “อิน” กับหนังได้ง่ายนัก แต่พอถึงจุดสำคัญจริงๆ หนังก็ยังจัดการคนดูได้อย่างอยู่หมัดพอสมควร

หนังสารคดีเรื่องนี้เล่าเรื่องของสตรีวัยกลางคนจากดอยสูงภาคเหนือ ที่เดินทางไปทำงานถึงสุดขอบแดนใต้ ชีวิตความเป็นอยู่ของหญิงคนนี้ไม่เดือดร้อน เธอไม่ใช่ “บุคคลไร้สัญชาติ” ด้วยซ้ำ แต่เธอต้องกลายสถานะเป็น “บุคคลเถื่อนไร้ตัวตน” ด้วยความผิดพลาดในการกรอกข้อมูลบางอย่าง และการต้องติดต่อกับระบบราชการเพื่อแก้ไขปัญหาก็ดำเนินไปอย่างยืดเยื้อไร้จุดสิ้นสุด

ในแง่เนื้อหา หนังนำเสนอประเด็นบางอย่างที่น่าสนใจดี คือ สุดท้าย การแก้ไขปัญหาข้างต้นก็ต้องอาศัยพลังของระบบอุปถัมภ์ค้ำจุนบางอย่าง

หรือกล่าวได้อีกอย่างว่าระบบราชการที่ซับซ้อนเชื่องช้าจะทำงานรวดเร็วทันใจขึ้น ไม่ใช่เพราะมีชาวบ้านไปติดต่อทวงถาม แต่ระบบนี้จะเวิร์ก ต่อเมื่อมีคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจ/สังคมสูงส่งพอสมควร และเป็นผู้อุปถัมภ์ชาวบ้านอีกต่อหนึ่ง เดินทางไปถึงที่ว่าการอำเภอ เพื่อทำหน้าที่เป็นปากเสียงประสานงานแทนชาวบ้าน

ในแง่เทคนิคการถ่ายทำ-เล่าเรื่อง “อาญิง แซ่จาง” เหมือนจะเดินสวนทางกับ “ย้ายรัง” อยู่พอสมควร เพราะในขณะที่หนังสารคดีเรื่องก่อนหน้าฉายให้เห็นถึงกระบวนการทำหนังที่ค่อนข้างครบถ้วนกระบวนความ แต่หนังเรื่องนี้กลับถ่ายทอดให้ผู้ชมได้รับรู้เลยว่าคนทำกำลังผลิตหนังเรื่องนี้ด้วย “เงื่อนไขข้อจำกัด” หรือ “ความบกพร่องขาดแคลน” บางประการ

ทั้งความขาดแคลนทางด้านอุปกรณ์-เทคนิค (ภาพและเสียง) และข้อจำกัดในแง่ที่หนังไป (แอบ) ถ่ายทำในสถานที่ราชการ จนไม่สามารถบันทึกเหตุการณ์บางอย่างได้อย่างครบถ้วนเป็นทางการ

(แต่ก็มีบางซีนที่หนังจงใจจะรักษาระยะห่างของตัวเองเอาไว้ในข้อจำกัดบางประการ เช่น ตอนที่คนทำหนังติดตามอาญิงไปเคารพหลุมศพของคนรัก -อยู่ห่างๆ- ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ดีเลยทีเดียว)

บางครั้ง ความขาดแคลนดังกล่าวได้ส่งผลให้หนังไร้พลังลงอย่างน่าเสียดาย แต่ในบางคราว ความขาดแคลนบางด้านก็อาจช่วยขับเน้นให้คนดูได้ตระหนักถึงความบกพร่องโอกาสหรือการดำเนินชีวิตอันแหว่งหวิ่น ที่ซับเจ็คท์ในหนังต้องเผชิญหน้ามาอย่างยาวนาน จนช่วยทวีพลังให้แก่หนังสารคดีเรื่องนี้ได้เช่นกัน

สวรรคาลัย (อภิชน รัตนาภายน)

สวรรคาลัย

คนทำหนังเรื่องนี้เข้าไปบันทึกภาพเหตุการณ์-บรรยากาศในโรงพยาบาลศิริราชเมื่อช่วงบ่าย-ค่ำ วันที่ 13 ตุลาคม 2559

“สวรรคาลัย” สามารถจับเอาอารมณ์โศกเศร้าตกตะลึงของผู้คนจำนวนมากมาได้ ผ่านสายตาแหลมคมของผู้สังเกตการณ์

อย่างไรก็ดี จุดที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจมากๆ ในหนัง ก็คือ พร้อมๆ กับการบันทึกอารมณ์ความรู้สึกโศกเศร้ามวลใหญ่ หนังสารคดีเรื่องนี้ยังสามารถจับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ บางประการ เอาไว้ได้ด้วย

เช่น การจับภาพคนที่มานั่งในโรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่ยังไม่มี “ข่าวความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่” ถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ เราจึงจะได้เห็นอากัปกิริยาที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปของคนเหล่านั้น จากการมีลักษณะทีเล่นทีจริง กังวลสลับผ่อนคลาย ไปสู่ภาวะตึงเครียด และโศกเศร้าในท้ายที่สุด

การจับความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ตรงจุดนี้ได้นี่แหละ ที่ทำให้เราตระหนักว่าความสูญเสียซึ่งเกิดขึ้นนั้น ส่งผลสะเทือนต่อปัจเจกบุคคลแต่ละรายอย่างลึกซึ้งเพียงใด

ขณะเดียวกัน ผมชอบที่หนังจับภาพของ “เด็กเล็กๆ” ที่อยู่ในโรงพยาบาลศิริราชอยู่เป็นระยะๆ โดยเด็กที่ยังอายุน้อยมากๆ บางคน อาจไม่สามารถเปล่งแสดงความรู้สึกโศกเศร้าออกมาได้อย่างเอ่อท้นเทียบเท่าผู้ใหญ่ใกล้ๆ ตัว

แต่การดำรงอยู่ของเยาวชนเหล่านี้ ท่ามกลางสถานการณ์แห่งความสูญเสียเช่นนั้น ย่อมมีนัยยะสำคัญอย่างแน่นอน เพราะพวกเขาคือกลุ่มคนที่จะค่อยๆ เติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากยุคสมัยของความเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ไขที่มาชื่อ “สามศรี” – ตัวละครรายนี้ใน “นิทานวัดเกาะ” แตกต่างกับใน “ละครทีวี” อย่างไร?

กำเนิด “สามศรี” ในวรรณกรรมวัดเกาะ

สามศรี

สำหรับคนที่ดูละครจักรๆ วงศ์ๆ “เทพสามฤดู” อย่างน้อยก็ในเวอร์ชั่น 2546 และ 2560

หนึ่งในคำถามสำคัญที่หลายคนอาจนึกคิดอยู่ในใจ ก็คือ ทำไม “สามศรี/สามสี” ต้องมีชื่อว่า “สามศรี/สามสี”?

คำถามข้อนี้เหมือนจะไม่ถูกอธิบายเอาไว้ในละคร แต่เมื่อย้อนไปอ่าน “สามฤดู” ฉบับวรรณกรรมวัดเกาะ ก็จะพบสาเหตุเบื้องหลังอันกระจ่างชัดของนามดังกล่าว

ในนิทานวัดเกาะ “สามศรี” เป็นบุตรของนางสุทัศน์ (ในละครเปลี่ยนชื่อเป็น “ทัศนีย์”) หนึ่งในมเหสีของท้าวตรีภพ ที่ใส่ร้าย “ตัวละครสามฤดู” และแม่จนต้องถูกขับออกจากเมือง

ต่อมา เมื่อท้าวตรีภพทราบความจริง จึงลงโทษขับนางสุทัศน์ออกจากเมืองบ้าง นางต้องตกระกำลำบาก เกือบจะถูกยักษ์ไล่จับเอาไปทำเมีย จนในที่สุด ก็ได้รับการช่วยเหลือจาก “โคธรรพ์ฤาษี”

แล้วโคธรรพ์ฤาษีก็อยู่กินกับนางสุทัศน์ และให้กำเนิดบุตรชายชื่อว่า “สามศรี”

ที่มาของ “สามศรี” ในนิทานวัดเกาะนั้น มีความแตกต่างจากตัวละครชื่อเดียวกันในละครทีวีอยู่พอสมควร

โดยในละครสองเวอร์ชั่นหลังสุดนั้น เรามักคุ้นชินกับการที่ “โคธรรพ์” (ปีศาจโค) ได้ทำพิธีชุบ “สามศรี/สามสี” ในน้ำอมฤตจนฆ่าไม่ตาย (โดยมีจุดอ่อนอยู่ที่ข้อเท้ายังกะ “อคิลลีส”)

อย่างไรก็ตาม ในวรรณกรรมวัดเกาะกลับมีรายละเอียดต่างออกไป โดย “โคธรรพ์ฤาษี” ได้นำตัวบุตรชายไปประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ ท่ามกลางการชุมนุมของเทวดา ครุฑ นาค ยักษ์ ก่อนจะปั้นหุ่นดินขึ้นมาสองตัว จากนั้น พระฤาษีจึงนำน้ำอมฤตรดใส่ร่างบุตรชาย พร้อมๆ กับการนำหุ่นดินสองตัวไปสุมไฟ

ท้ายสุด หุ่นดินคู่นั้นก็กลับกลายเป็นมีชีวิต ทั้งยังมีรูปร่างหน้าตาประดุจเดียวกันกับบุตรชายของโคธรรพ์ฤาษีและนางสุทัศน์ไม่ผิดเพี้ยน

ด้วยเหตุนี้ พระฤาษีจึงตั้งชื่อบุตรชายว่า “พระสามศรี” (เพราะมีสามร่าง) โดยกุมารดินอีกสองตนที่ถูกเสกขึ้นมานั้น ก็จะมีหน้าที่คอยช่วยดูแลอารักขากุมารตัวจริง รวมถึงช่วยสร้างความพะวักพะวนให้แก่ศัตรู ยามต้องรบทัพจับศึกอีกด้วย

ที่มา ฐานข้อมูลหนังสือเก่าชาวสยาม (สำหรับตอน “โคธรรพ์ฤาษี” ทำพิธีเสกร่างกุมารดินอีกสองตนให้ดู “สามฤดู” เล่มที่ 7)

เรตติ้ง “เทพสามฤดู” 9-10 ก.ย. ยังไม่ถึง 7!

เทพสามฤดู อีเวนท์

สำหรับคนที่อยากทราบเรตติ้งของละครโทรทัศน์ “เทพสามฤดู” ประจำวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 9-10 กันยายน 2560

ข้อมูลจากกระทู้ของคุณแม่น้องซ่า ใน pantip.com ระบุว่าเรตติ้งของ “เทพสามฤดู” ในวันเสาร์ที่ 9 กันยายน นั้นอยู่ที่ 6.6 ก่อนจะตกลงมาเป็น 6.1ในวันอาทิตย์ที่ 10

สำหรับยอดวิวทางยูทูบช่องฟ้ามีตา (ช่องทางการของดีด้า-สามเศียร) ของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ก็น่าสนใจไม่น้อย

โดยยอดชมการไลฟ์สดละครในวันที่ 9 และ 10 กันยายน นั้นอยู่ที่ 3.2 แสน และ 7.2 แสนวิว ตามลำดับ

ขณะที่ยอมชมคลิปเอชดีที่นำมาเผยแพร่หลังจากการไลฟ์สด อยู่ที่ 8.8 แสน (9 ก.ย.) และ 5.5 แสน (10 ก.ย.)

ขอบคุณภาพประกอบจาก อินสตาแกรมสามเศียร

ข่าวบันเทิง

หนังน่าดู “มะลิลา” เตรียมเปิดตัวที่ปูซาน-เผยชื่อภาพยนตร์ไทยอีก3เรื่อง ที่ได้ร่วมเทศกาล

ได้ฤกษ์เปิดภาพนิ่งเซ็ตแรกออกมาแล้ว

สำหรับภาพยนตร์ไทยเรื่อง “มะลิลา” หนังแนวโรแมนติก-ดราม่า ผลงานการกำกับหนังยาวลำดับที่สองของ “อนุชา บุญยวรรธนะ” (อนธการ)

หนังที่นำแสดงโดยสองดาราชายชื่อดัง “เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ” และ “โอ อนุชิต สพันธุ์พงษ์” จะบอกเล่าเรื่องราวว่าด้วยความรักความอาลัยถึงผู้ที่จากไป

โดย “เชน” (เวียร์ ศุกลวัฒน์) เจ้าของสวนมะลิผู้มีอดีตอันเจ็บปวด และ “พิช” (โอ อนุชิต) ศิลปินนักทำบายศรี อดีตคนรักของเชนในวัยเด็ก ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ทั้งคู่พยายามเยียวยาบาดแผลในอดีต และรื้อฟื้นความสัมพันธ์ผ่านการทำบายศรีอันงดงาม

“มะลิลา” จะเดินทางไปฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ พร้อมทั้งเข้าประกวดชิงรางวัล “คิม จีซก อวอร์ด” (Kim Jiseok Award) ซึ่งเป็นรางวัลที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นเกียรติแก่ “คิม จีซก” ผู้ร่วมก่อตั้งเทศกาลที่เพิ่งเสียชีวิตไป โดยมีหนังนานาชาติอีก 10 เรื่องเข้าร่วมชิงรางวัลนี้

ทั้งนี้ นอกจาก “มะลิลา” แล้ว ยังมีหนังไทยอีกสามเรื่องซึ่งจะเดินทางไปฉายที่เทศกาลปูซานประจำปีนี้

ประกอบด้วย “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ของเป็นเอก รัตนเรือง และ “ป๊อปอาย มายเฟรนด์” ของเคิร์สเตน ธาน ที่จะเข้าฉายในสาย A Window on Asian Cinema และ “อวสานซาวด์แมน” ของสรยศ ประภาพันธ์ ซึ่งจะเข้าฉายในสาย Wide Angle

ขอบคุณภาพประกอบจาก https://www.facebook.com/MalilaMovie/

คนมองหนัง

เขียนถึง “หนังสั้น 21” เท่าที่ได้ดู (1)

“Bangkok Dystopia” (ปฏิพล ทีฆายุวัฒน์)

bkk dystopia

หนังเล่าเรื่องราวในค่ำคืน/เช้ามืดที่มีการประกาศกฎอัยการศึก ก่อนเกิดรัฐประหารปี 2557

จุดเริ่มต้นของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อมีผู้โดยสารสองรายถูกเชิญ (ไล่) ลงจากรถเมล์ เนื่องจากการประกาศกฎอัยการศึกส่งผลให้รถเมล์สายนี้ไม่สามารถเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางที่เขาและเธอต้องการได้ทัน

ผู้โดยสารคนแรกเป็นหญิงสาวผิวเข้มตาคม อายุน่าจะราวๆ 20 ต้นๆ หรือใกล้ 20 เธอมีบุคลิก การแต่งกาย และสีหน้าแววตาที่ช่ำชองและกร้านโลกพอสมควร

พอลงจากรถเมล์ หญิงสาวพยายามโทรศัพท์เรียกให้แฟนขี่มอเตอร์ไซค์มารับ แต่เสียงจากปลายสายคล้ายจะปฏิเสธ

ผู้โดยสารคนที่สองเป็นเด็กหนุ่มที่น่าจะเพิ่งเริ่มเรียน ม.ปลาย เขามีแววตาใสซื่อบริสุทธิ์ จนคล้ายจะมีคำถามและความสงสัยใคร่รู้ต่างๆ ผุดพรายออกมาจากดวงตาคู่นั้น

เด็กหนุ่มบอกว่าเพิ่งเขาไปติววาดรูปช่วงเย็น และพอเลิกเรียนก็ยังไม่อยากกลับบ้าน จึงเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกอีกสักพัก จนถูกไล่ลงจากรถเมล์ในท้ายที่สุด

เมื่อหนึ่งสาวหนึ่งหนุ่มเดินเท้าไปเรื่อยๆ จากริมคลองผดุงกรุงเกษมจนถึงบริเวณวัดสระเกศ แต่ยังหารถกลับบ้านไม่ได้ ทั้งคู่ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ผกผันต่างๆ

ไฮไลท์ในช่วงต้นของหนัง น่าจะอยู่ตรงฉากที่หญิงสาวหาญกล้าทะเลาะเบาะแว้งกับทหารชั้นผู้น้อยนายหนึ่ง ซึ่งแสดงท่าทีข่มขู่ดูหมิ่นเธอและเด็กหนุ่ม

ภาวะปฏิปักษ์เช่นนั้นจบลงด้วยการที่หญิงสาวสามารถล่วงละเมิด “แหล่งที่มาของอำนาจสูงสุด” บนร่างกายทหารผู้นั้น

ระหว่างทาง คนดูจะได้รับรู้ถึงปัญหาความตึงเครียดในชีวิตครอบครัว (คนชั้นกลาง) ของเด็กหนุ่ม แต่กลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหญิงสาวเพื่อนร่วมทางมากนัก

จนช่วงท้ายๆ นั่นแหละ ที่เราจะได้เข้าใจตัวละครรายนี้มากยิ่งขึ้น ก่อนที่เด็กหนุ่มและหญิงสาวจะอำลาจากกันท่ามกลางภาวะกระอักกระอ่วนบางประการ

ขณะที่ร่องรอยความสูญเสียบางอย่างได้ปรากฏเกลื่อนกลาดเต็มท้องถนนในช่วงเช้าหลังคืนแรกของการประกาศกฎอัยการศึก

“Bangkok Dystopia” ไม่ใช่หนังการเมืองแบบชัดเจน แต่ผู้กำกับคือปฏิพลเลือกนำสถานการณ์ทางการเมืองมาประกอบสร้างเป็นบริบทรายล้อมสองตัวละครนำได้อย่างพอเหมาะพอเจาะและเปี่ยมชั้นเชิง

เด็กหนุ่มและหญิงสาวในเรื่อง ต่างมีสถานะเป็นปัจเจกบุคคลที่ประสบปัญหาชีวิตจิปาถะแตกต่างกันไป ด้วยวิถีและเป้าหมายชีวิต ตลอดจนวิธีการมองโลก ที่ผิดแผกจากกัน

อย่างไรก็ดี ทั้งคู่ต่างเป็นสมาชิกของครอบครัว/สังคม ที่ถูกก่อร่างสร้างขึ้นมาจากรากฐานความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียมคล้ายๆ กัน และได้รับผลกระทบจาก (จุดตั้งต้นของ) ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปี 2557 พร้อมๆ กัน

หนังสั้นเรื่องนี้ถือเป็นบทบันทึกว่าด้วยสังคมร่วมสมัยชิ้นเยี่ยม ที่ฉายภาพของความโดดเดี่ยว เคว้งคว้าง อารมณ์เหงาๆ เศร้าๆ แบบดิบๆ เท่ๆ ของคนหนุ่มสาว

ไปพร้อมๆ กับการเผยเค้าลางของโครงสร้างทางอำนาจขนาดมหึมาที่ครอบคลุมกักขังตัวละครนำทั้งสองเอาไว้ จนมองแทบไม่เห็นอนาคตภายภาคหน้า

“พิราบ” (ภาษิต พร้อมนำพล)

พิราบ

นี่เป็นหนังการเมืองแบบชัดๆ ที่เล่าเรื่องราวภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ด้วยงานสร้างที่ไม่ขี้เหร่เลย

“พิราบ” ถือเป็น “หนัง 6 ตุลา” อีกเฉดสีหนึ่ง ที่แม้จะไม่ได้พูดถึงเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ตรงๆ แต่ก็ไม่ได้นำพาตัวเองให้หลุดลอยข้ามพ้นไปจากบริบท “6 ตุลา” จนไกลลิบ

หากเปรียบเทียบกับหนังยาวที่มาก่อน เช่น “คนล่าจันทร์” หรือ “ดาวคะนอง” “พิราบ” คล้ายจะจัดวางตัวเองให้อยู่บนสถานการณ์ก่อนหน้าการต่อสู้ในป่าและการออกจากป่าของหนังเรื่องแรก และกระบวนการผลิตความทรงจำในอีกหลายทศวรรษต่อมาโดยหนังเรื่องที่สอง

หนังสั้นเรื่องนี้เลือกจะเล่าถึงสถานการณ์หลังวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ผ่านกระบวนการที่รัฐค่อยๆ ผลักไสให้นักศึกษาคนหนึ่งตัดสินใจออกเดินทางเข้าไปต่อสู้ในป่า

หรืออาจสรุปความได้ว่า หนังตั้งต้นตัวเองไว้ตรงร่องรอยความสูญเสียหลังวันที่ 6 ตุลา แล้วจบตัวเองลงตรงการเดินทางไปถึงชายป่าแถบอีสานใต้ของตัวละครนำ

ถ้าพิจารณาในแง่ของความเป็นหนังการเมือง “พิราบ” ก็มีเนื้อหาที่เข้มข้นจริงจัง แต่ไม่ล่อแหลมเกินไป เมื่อหนังเลือกจำกัดเนื้อหาของตนเองไว้ที่ “กระบวนการเข้าป่า” ของปัจเจกชนรายหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเรื่องเล่าในสเกลเล็กย่อยระดับนั้นจะไม่ส่งผลสะเทือนใดๆ ต่อผู้ชม เพราะตอนจบอัน “เปิดกว้าง” ไปสู่การต่อสู้ที่คนดูไม่มีโอกาสได้เห็นในจอ (ราวกับการต่อสู้หรือความขัดแย้งครั้งนั้นยังไม่ปิดฉากจบสิ้นลงอย่างเป็นทางการ) กลับทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ “พิราบ” ยังมีฉากดราม่าระหว่างแม่กับลูกที่ดีมากๆ

แม้จะมีหลายองค์ประกอบที่สามารถชักจูงหนังเรื่องนี้ไปสู่ “ความเชย” หรือ “ความล้าสมัย” ได้ง่ายๆ เช่น บทสนทนาหรือเนื้อหาในเสียงบรรยายของตัวละครนำ

แต่ด้วยความจริงจังจริงใจในการนำเสนอ และการเก็บรายละเอียดบางด้านได้อย่างน่าทึ่ง (นี่น่าจะเป็นหนัง/ละครไทยที่พยายามพูดถึงขั้นตอนและวิธีการ “การเดินทางจากเมืองเข้าสู่ป่า” อย่างจริงจังและละเอียดลออที่สุด)

“พิราบ” จึงมีศักยภาพสูงพอ ที่จะทำให้คนดูเชื่อและเข้าใจได้ว่าเพราะเหตุใดตัวละครนำต้องเลือกทางเดินชีวิตเช่นนั้น ณ ช่วงเวลานั้น

“สดใสวันบัวบาน” (พริมริน พัวรัตน์)

สดใสวันบัวบาน

เมื่อคราวเทศกาล “หนังสั้น 20” มีหนังสารคดีเรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจค่อนข้างมาก คือ “แปะอิ่น” (เคยเขียนถึงไว้ในลิงก์นี้)

มาถึงเทศกาลปีนี้ คนทำหนังสารคดีเรื่องนั้น คือ “พริมริม พัวรัตน์” มีผลงานได้กลับมาฉายในรอบสุดท้ายอีกครั้ง (แต่อยู่นอกสายประกวด คือ สาย “Thailand 4.0”)

คราวนี้ พริมรินหันมาทำหนังเล่าเรื่อง ถ่ายทอดวิถีชีวิตของ “บัว” หญิงสาววัยมัธยมฯ ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกระบี่

“บัว” คล้ายจะมีปัญหาชีวิตรุมล้อมไปหมด ทั้งเรื่องที่พ่อไปทางแม่ไปทาง ส่วนเธอต้องอยู่บ้านกับพี่ชายที่ติดเกมคอมพิวเตอร์

เมื่อไปโรงเรียน บัวคล้ายจะมีความสุขกับการเข้าร่วมกิจกรรมของชมรมนาฏศิลป์ แต่ลึกๆ แล้ว ก็เหมือนเธอจะมีปมในใจบางอย่าง ว่าทำไมตนเองถึงไม่ได้เป็น “ตัวเอก” ในการแสดงเสียที

แม้กระทั่งตอนขึ้นแสดงระบำไก่ชน เธอก็ยังต้องรำเป็นไก่ที่ถูกชนจนพ่ายแพ้

ย้อนไปที่สายสัมพันธ์ระหว่างบัวกับผู้ให้กำเนิด ซึ่งซับซ้อนน่าสนใจมาก

ในหนัง เราจะได้เห็นบัวและพี่ชายนั่งรถทางไกลจากกระบี่ไปอยุธยา เพื่อเยี่ยมพ่อซึ่งทำงานอยู่ที่นั่น พ่อของบัวมีภรรยาใหม่ คนดูจะได้มองเห็นฉากบัวแสดงอาการหงุดหงิดไม่พอใจใส่พ่อและคู่รัก (แต่ขณะเดียวกัน พ่อผู้แลดูห่างเหิน กลับรู้เรื่องราวในชีวิตประจำวันของลูกค่อนข้างละเอียด)

ในทางกลับกัน บัวกับแม่ก็เชื่อมร้อยสายสัมพันธ์ทางโทรศัพท์เป็นหลัก เราไม่เห็นบัวได้พบปะกับแม่ตัวเป็นๆ แม่ไม่ได้มาดูบัวแสดงนาฏศิลป์ แม่ของบัวแทบไม่มีตัวตนในหนังเรื่องนี้

ไปๆ มาๆ พ่อที่คล้ายจะเหินห่างในตอนแรกจึงมีปฏิสัมพันธ์กับลูกสาวชัดเจนกว่าแม่ ที่แค่ส่งเสียงผ่านสายโทรศัพท์มาพูดคุยกับลูก

อย่างไรก็ดี ชีวิตของบัวที่เต็มไปด้วยจุดพร่องหรือความไม่สมบูรณ์แบบกลับดำเนินไปโดย “รื่นรมย์” พอสมควร หนังแสดงให้เห็นว่าเด็กสาวยังพร้อมจะก้าวเดินต่อไปอย่างมีความหวังบนเส้นทางข้างหน้าที่คงมีหลุมบ่อปรากฏกีดขวางเป็นระยะๆ

จุดนี้เป็นความเก่งของคนทำ เพราะผมรู้สึกว่าด้วยเงื่อนไขต่างๆ ที่หนังปูเอาไว้นั้น อาจชักนำให้ “สดใสวันบัวบาน” กลายเป็นหนังที่เศร้าตรมระทมทุกข์ได้อยู่ตลอดเวลา

แต่พริมรินกลับใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และกำกับนักแสดงนำได้อยู่มือ จนสามารถพลิกโทนให้หนังของเธอ กลายเป็นภาพยนตร์ของคนมีปัญหาชีวิตที่ยังคงมองโลกด้วยสายตาสดใสในมุมบวกอยู่เสมอ

รายละเอียดข้อหนึ่งที่ผมชอบมากในหนัง คือ ความสัมพันธ์ระหว่างบัวกับเพื่อนสนิทร่วมโรงเรียน/ชมรม ที่ด้านหนึ่ง ทั้งสองก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน (เมื่อบัวติดฝน กระทั่งกลับบ้านเองลำบาก เพื่อนคนนี้ก็ร้องขอให้พ่อของเธอช่วยขับรถไปส่งบัว แถมพ่อเพื่อนกับพ่อบัวดันเป็นเพื่อนเก่ากันอีกต่างหาก) แต่อีกด้าน บัวก็เหมือนจะอิจฉาเพื่อนคนเดียวกันนี้อยู่นิดๆ ในเรื่องการรำ

ผมรู้สึกว่าความสัมพันธ์กึ่งมิตรกึ่งศัตรูทำนองนี้ มันจะเกิดขึ้นได้กับเพื่อนสมัยประถม-มัธยม แต่พอเราโตขึ้นมามีเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยและวัยทำงาน สถานะ “มิตร” หรือ “ศัตรู” ก็ดูเหมือนจะแยกขาดออกจากกันชัดเจนขึ้น

ข้อสุดท้ายที่ทำให้ผมรู้สึกดีเป็นพิเศษ ได้แก่ ตัวละครซึ่งเป็นคนขับรถพาบัวและพี่ชายไปหาพ่อที่อยุธยา นั้นคือลุงที่ชื่อว่า “แปะอิ่น”

“แปะอิ่น” ในหนังเรื่องนี้ เป็นลุงที่คอยแวะเวียนมาดูแลหลานๆ ที่อยู่กันลำพังเพียงสองคน

ไม่แน่ใจว่า “แปะอิ่น” คนนี้ จะเป็นคนเดียวกับ “แปะอิ่น” เจ้าของร้านโชห่วยผู้ต้องดูแลคุณแม่วัยชรา ในหนังสารคดีเรื่องที่แล้วของพริมรินหรือไม่?

วิป (fff) (นนทจรรย์ ประกอบทรัพย์)

วิป

เอาจริงๆ ผมอาจไม่ได้เข้าใจสารของหนังเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งมากนัก

และไม่แน่ใจว่า ตัวหนังเป็นสัญลักษณ์เปรียบเทียบของอะไรที่ใหญ่โตกว่าเรื่องบาดแผลของหญิงสาวคนหนึ่ง หลังเธอประสบอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ล้มพร้อมกับแฟนหนุ่มหรือไม่?

อย่างไรก็ตาม ถ้านนทจรรย์ต้องการจะพูดถึงเรื่องอะไรที่ใหญ่กว่าเหตุการณ์ในหนังจริงๆ ผมก็รู้สึกว่าการเล่นกับประเด็น “บาดแผลบนร่างกาย” นั้น เป็นอุปลักษณ์ที่น่าสนใจและอินเทรนด์ดี

ส่วนหนึ่งคงเพราะตัวเองเพิ่งได้อ่าน “ร่างของปรารถนา” นิยายของอุทิศ เหมะมูล ซึ่งตั้งใจชัดเจน ที่จะพูดถึงการเมืองและความขัดแย้งระดับชาติผ่านประเด็นร่างกายของปัจเจกบุคคล

แต่ถึงประเด็น “บาดแผลบนร่างกาย” ดังกล่าว จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวเชิงโครงสร้างอันใหญ่โตซับซ้อนใดๆ ผมก็ยังรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้สามารถนำเสนอให้เห็นถึงภาวะหมกมุ่นวิตกกังวลกับเงื่อนปม (เล็กๆ) บางประการ ออกมาได้สนุก แปลก และชวนเหวอดี

นอกจากนี้ “วิป (fff)” ยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องช่วยยืนยันว่า “ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” นั้นเป็นดาราหญิงรุ่นใหม่ที่มีเสน่ห์/ออร่าและมีฝีมือน่าจับตาจริงๆ

โปรดเลือกคำตอบที่ถูกต้อง (สรยศ ประภาพันธ์)

โปรดเลือกคำตอบ

หนังสนุกๆ ที่เล่นกับความย้อนแย้งระหว่างคำถาม-ตัวเลือกคำตอบจากข้อสอบโอเน็ต กับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันของผู้คน (และสัตว์บางชนิด) ในสังคมไทยร่วมสมัย

โดยรวมแล้ว ผลงานชิ้นนี้ของสรยศเป็นหนังบ้านๆ ที่ดูได้เพลินๆ ด้วยอารมณ์ขันเชิงตลกร้าย ซึ่งจิกกัดตั้งแต่เรื่องใหญ่ๆ ยันเรื่องเล็กๆ ใกล้ตัว

หนังเรื่องนี้มีความโดดเด่นเป็นพิเศษภายใต้เงื่อนไขสองข้อ คือ

(1) เมื่อมีเพียงเทศกาลหนังสั้นที่ฉายผลงานซึ่งผ่านเข้ารอบสุดท้าย โดยปราศจากกิจกรรมการฉายหนังมาราธอน

และ (2) เมื่อความสามารถทางด้านโปรดักชั่นของบุคลากรในแวดวงหนังสั้นไทยร่วมสมัยนั้นพัฒนาไปไกลมาก

แน่นอนว่าผลงานสไตล์บ้านๆ ดิบๆ แต่มีประเด็นแหลมคมพอสมควร ย่อมกลายเป็นหนังส่วนน้อยของเทศกาลดังกล่าว

“โปรดเลือกคำตอบที่ถูกต้อง” คือ ตัวอย่างหนึ่งของผลงานส่วนน้อยประเภทนั้น

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เรตติ้งล่าสุด “เทพสามฤดู” – รู้จักผู้ให้กำเนิด “วรรณกรรมวัดเกาะ” ต้นธารละครจักรๆ วงศ์ๆ

เรตติ้ง “เทพสามฤดู 2560” ยังไม่แตะ 7

หลังจากวนเวียนกับตัวเลขเรตติ้ง 6.8-6.9 ในช่วงสองสัปดาห์สุดท้ายของเดือนสิงหาคม

พอขึ้นต้นเดือนกันยายน ผลการวัดเรตติ้งความนิยมของละครจักรๆ วงศ์ๆ “เทพสามฤดู” ประจำวันที่ 2 และ 3 กันยายน 2549 ก็ยังผงาดขึ้นไม่ถึง 7

6.7
ที่มา https://www.instagram.com/samsearn/

โดยวันเสาร์ที่ 2 กันยายน ละครเรื่องนี้ได้เรตติ้งไป 6.2 ส่วนวันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน ได้เรตติ้ง 6.7 ซึ่งถ้าพิจารณาภาพรวมแล้ว ถือว่ากระแสแผ่วลงจากช่วงครึ่งหลังของเดือนสิงหาคมเล็กน้อย

ต้องจับตาดูกันว่า “เทพสามฤดู” จะกลับมาเร่งสปีด จนผลักดันเรตติ้งของตัวเองให้พุ่งเกิน 7 ได้หรือไม่? เมื่อไหร่?

“หมอสมิท” แพทย์ฝรั่งผู้ให้กำเนิด “วรรณกรรมวัดเกาะ” ต้นธารละครจักรๆ วงศ์ๆ ไทย

อยากชวนไปอ่านบทความเนื้อหาดีๆ จากเว็บศิลปวัฒนธรรมตามลิงก์ด้านล่างครับ

บทความชิ้นนี้ชื่อ “หมอสมิทกับนิยายจักรๆ วงศ์ๆ และสุนทรภู่” เป็นการสรุปความมาจากบทความชิ้นยาวของคุณสุรพงษ์ จันทร์เกษมพงษ์ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกรกฎาคม ปี 2549

เป็นที่ทราบกันดีว่าละครโทรทัศน์จักรๆ วงศ์ๆ นั้น ได้รับอิทธิพลส่วนใหญ่มาจาก “วรรณกรรมวัดเกาะ” หรือ “นิทานวัดเกาะ”

หมอสมิท
ที่มา https://www.silpa-mag.com

แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบกันว่า เมื่อครั้งที่เทคโนโลยีการพิมพ์เริ่มเผยแพร่เข้ามาสู่สยาม ผู้ที่ทำให้หนังสือนิทานคำกลอนจักรๆ วงศ์ๆ กลายเป็นสินค้ายอดนิยมในท้องตลาด ก็คือ นายแพทย์แซมมวล จอห์น สมิท หรือ “หมอสมิท” ซึ่งมีกิจการโรงพิมพ์เป็นของตนเอง

ต่อมา เมื่อหมอสมิทถูกฟ้องร้องและสั่งห้ามไม่ให้พิมพ์หนังสือนิทานคำกลอน ก็ได้มีโรงพิมพ์อีกหลายแห่งเข้ามารับช่วงการพิมพ์หนังสือแนวนี้ต่อ

หนึ่งในนั้น คือ “โรงพิมพ์ราษฎร์เจริญ” ที่ตั้งอยู่หน้าวัดสัมพันธวงศ์หรือวัดเกาะ จนถูกเรียกขานกันติดปากว่า “โรงพิมพ์วัดเกาะ” ด้วยเหตุนี้ หนังสือนิทานคำกลอนจักรๆ วงศ์ๆ ที่ถูกจัดพิมพ์เผยแพร่โดยโรงพิมพ์ดังกล่าว จึงถูกขนานนามว่า “นิทานวัดเกาะ” ตามไปด้วย

“เรื่องที่หมอสมิทนำมาพิมพ์นั้นเป็นหนังสือนิทานกลอนในยุคแรกไม่ว่าจะเป็น โคบุตร สิงหไกรภพ หรือแม้แต่พระอภัยมณี คือเรื่องที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วแต่เดิมจากลักษณะอื่นๆ เช่น การแสดง กลอนสวด ละครนอก การร้องรำทำเพลง ตลอดจนเรื่องเล่าในแบบต่างๆ ในโลกของวรรณกรรมมุขปาฐะ หมอสมิทเพียงถ่ายโอนเรื่องเล่าอย่างเดียวกันจากสื่อจารีตเดิมไปสู่การพิมพ์ เฉกเช่นในปัจจุบันที่เปลี่ยนจากวรรณกรรมไปสู่ละครโทรทัศน์นั่นเอง”

คลิกอ่านบทความต้นทางได้ที่นี่