จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เรตติ้ง “สังข์ทอง” กระเตื้องขึ้นเล็กน้อย? จับตาการปรากฏตัวของ “รจนาสวมรูปเงาะ”

สัปดาห์ก่อน แม้ละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง” จะถูกเบียดตกลงไปเป็นเบอร์สองในตารางรายการทีวีที่ทำเรตติ้งสูงสุด เพราะพ่ายแพ้กระแสร้อนแรงของการแข่งขันฟุตบอลซูซูกิคัพระหว่างไทยกับสิงคโปร์

ทว่าละครก็มีเรตติ้งที่ดีขึ้น คือ 6.779 ในวันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน และ 6.699 ในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน หากเทียบกับตัวเลข 6.156 และ 6.538 ของวันที่ 17-18 พฤศจิกายน

ต้องจับตาดูว่าเมื่อตัวละคร “รจนาสวมรูปเงาะ” ที่รับบทโดย “วรัญภรณ์ พัฒน์ช่วย” ออกแผลงฤทธิ์แบบเต็มๆ เรตติ้งของ “สังข์ทอง 2561” จะไปได้ดีแค่ไหน?

ข้อมูลเรตติ้งจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-19-25nov-61/

ขอบคุณภาพประกอบจาก ยูทูบสามเศียร

Advertisements
คนมองหนัง

บันทึกถึง “ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.2”

(เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์)

หนึ่ง

ขอเริ่มต้นจากสิ่งที่ไม่ค่อยชอบก่อน

ประการแรก รู้สึกว่าโครงสร้างเรื่องราวในภาคนี้มันคมชัดเป็นระบบน้อยลง

เมื่อกรอบโครงความคิดที่เคยแข็งแกร่งของหนังคล้ายจะอ่อนแอลงหรือไม่ถูกเน้นย้ำ

การถ่ายทอดภาพรวมหรือภาพแทนของหมู่บ้าน/ชุมชน/สังคมอีสานร่วมสมัยในมุมมองเชิงวิพากษ์ ซึ่งโดดเด่นมากๆ ในสองภาคแรก จึงเลือนรางลงไปด้วย

ประการต่อมา เห็นด้วยว่านี่คือหนังภาค “2.2” ไม่ใช่ “3” เพราะหนังใช้เวลามากพอสมควรในการเล่าเรื่องราวที่ย้อนกลับหรือทับซ้อนคาบเกี่ยวกับหลายเหตุการณ์ในภาค “2.1”

โดยส่วนตัวแอบรู้สึกว่าการออกสตาร์ทประเด็นใหม่ๆ ของ “ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.2” นั้นเริ่มต้นช้าไปนิด

สอง

เมื่อ “ไทบ้านฯ 2.2” ไม่เน้นโครงสร้างหรือภาพกว้าง นี่จึงเป็นหนังที่เล่าเรื่องราวผ่านการลงรายละเอียดชีวิตของบรรดาตัวละครหลักๆ ซึ่งเป็นปัจเจกบุคคล/กลุ่มคนรายย่อยๆ

เรื่องราวของบางคน/บางกลุ่มเข้มข้นดี แต่เรื่องราวของบางคน/บางกลุ่มก็จมหายไปจนน่าเสียดาย

คู่ที่ผมค่อนข้างผิดหวังและรู้สึกว่ามีมิติน้อยลง คือ “เฮิร์บกับเจ๊สวย”

เฮิร์บ

ในภาค 2.1 เหมือนเฮิร์บจะเก็บงำปัญหาลึกลับบางอย่างอยู่ในใจ แต่ภาคนี้หนังกลับไม่เฉลยหรือกล่าวถึงปัญหาดังกล่าวเพิ่มเติม หนังใส่ประเด็นความเข้าใจผิด/โลกทัศน์ที่แตกต่างระหว่างเขยฝรั่งกับสาวหมวยอีสานเข้ามา ทว่าก็ทำให้มันจางหายลงไปแบบง่ายๆ (อย่างไรก็สาม ฉากล่างูสิงไปฝากเมียนั้นดีมากๆ) พร้อมลงเอยอย่างค่อนข้างแฮปปี้ด้วยการคลอดลูก

เอาเข้าจริง เรื่องราวว่าด้วย “สามสหายขี้เมา” ไม่มีงานการทำหน้าร้านเจ๊สวยกับคนบ้าอย่าง “โรเบิร์ต” ยังมีมิติ มีอารมณ์ดราม่า และมีปมปัญหาเรื่องความรู้สึกผิดบาป ที่เข้มข้น-น่าสนใจกว่าคู่ “เฮิร์บและเจ๊สวย” เสียอีก

สามสหาย

“ป่อง” ยังเป็นตัวละครที่ผมรักและผูกพันที่สุด

ผมดีใจที่ได้เห็นชะตากรรมอันไม่สวยหรูของ “สโตร์ผัก” ซึ่ง (เกือบจะ) ล้มเหลว

ฝันฟุ้งเฟื่องของ “ป่อง” กลายเป็นฝันร้าย

หนุ่มอีสานลูกผู้ใหญ่บ้านที่จบปริญญาจากกรุงเทพฯ กลายเป็นคนช่างคิดช่างฝัน เจ้าไอเดีย แต่ทำอะไรไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอัน (ไม่ practical) และเริ่มรู้จักคำว่าแพ้

ป่อง

อย่างไรก็ดี ผมค่อนข้างเสียดายที่หนังคลี่คลายปัญหาให้ “ป่อง” ด้วยการพามันซมซานกลับไปหาพ่อผู้ใหญ่และครอบครัว (นี่มัน “บักป่อง” นะเว้ย ไม่ใช่ “อี้ เลือดข้นคนจาง”) และเสกให้ธุรกิจที่เพิ่งล้มเหลวของ “ป่อง” ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาแบบหน้าตาเฉย (และฟลุ้กๆ) ด้วยอิทธิฤทธิ์เฟซบุ๊ก (ก่อนที่มันจะโดนพี่มาร์กและทีมงานหลอกให้บูสต์โพสต์ในขั้นตอนต่อไป 555)

“จาลอด” เหมือนจะสูญเสียบท “พระเอก” ไปโดยสมบูรณ์

ในหนังภาค 2.2 เขายังเป็น “ผู้ช่วยนักธุรกิจ” ของ “ป่อง” เป็นตัวละครสมทบเมื่อประกบกับ “พระเซียง” แม้แต่เวลาเข้าฉากกับ “มืด” บทบาท-แอคชั่น-อารมณ์ของ “บักมืด” ก็ยังแลดูเข้มข้นรุนแรงฉูดฉาดกว่า

แต่จุดน่าสนใจ คือ การดำรงอยู่ของ “จาลอด” ในธุรกิจสโตร์ผักของ “ป่อง” นั้น เป็นดังปากเสียงของชาวบ้านท้องถิ่น ที่ไม่เคยออกไปไหนไกลจากชุมชน ไม่ได้เป็น “คนอีสานผู้เรียนรู้โลกกว้าง”

จาลอด

ทว่า “จาลอด” และพี่ๆ น้าๆ อาๆ หลวงพี่ และหลวงปู่อีกมากมายหลายคน เป็นคนที่ทำงาน ลงแรง เสียเหงื่อจริงๆ

คนลงแรงเหนื่อยอย่าง “จาลอด” นี่เอง ที่กล้าเอ่ยเตือนว่าบางสิ่งที่ “ป่อง” คิดฝันว่ามันดี มันใช่นั้น “มันไม่ใช่และไม่เวิร์ก”

หลายคนจับจ้อง “พระเซียง” กับฉากปัญหาที่ทำให้หนังเกือบไม่รอดเงื้อมมือกรรมการเซนเซอร์

ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ถูกตัดออกไปนั้นลดทอนพลังดราม่าในฉากไคลแมกซ์ช่วงท้ายภาพยนตร์ลงพอสมควร

แต่ผมยังอยากจะยืนยันว่า “ภาพพระร้องไห้กอดโรงศพอดีตคนรัก” เป็นอะไรที่ “ขี้ปะติ๋ว” มากๆ หากเทียบกับ “ใจความสำคัญ” ที่ “พระเซียง” ครุ่นคิดเอื้อนเอ่ยมาตลอดทั้งเรื่อง

นั่นคือจุดใหญ่ใจความที่ว่า พุทธศาสนา/วัด/พระ ไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหา/ความทุกข์ทางโลกย์ให้แก่ฆราวาสได้

นี่คือปัญหาท้าทายที่ “พระเซียง” เน้นย้ำอยู่เสมอ ทั้งกับน้องๆ เด็กๆ ยามไปเทศน์ที่โรงเรียน ย้ำกับตัวเองเมื่อคิดถึงคนรักเก่า และเอ่ยสารภาพกับเพื่อนฝูงหลังสึกออกมาแล้ว

พระเซียง

ใจความดังกล่าวคือสิ่งที่อำนาจรัฐควรหวาดหวั่นมากกว่าเหตุการณ์เล็กๆ เรื่อง “พระร้องไห้”

เพราะความเห็นความรู้สึกของ “พระเซียง” เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางอารมณ์ความรู้สึกขนาดใหญ่ ที่ผู้คนจำนวนมากในสังคมมี/รู้สึกร่วมกัน ตั้งแต่ชาวบ้านต่างจังหวัดถึงคนเมืองจำนวนไม่น้อย

สาม

พระเซียง จาลอด ป่อง

มีประเด็นหนึ่งที่ปรากฏขึ้นบ่อยๆ ใน “ไทบ้านฯ 2.2” และผมรู้สึกชอบมากๆ นั่นคือ ตัวละครในหนังเรื่องนี้นั้น “ทำผิด/คิดผิด” กันมากมายหลายครั้ง

“ป่อง” ประเมินแผนธุรกิจของตนเองผิดพลาด “พระ/ทิดเซียง” ยังคงทำผิดกับ “ปริม” สม่ำเสมอ “บักมืด” ก็มีพฤติกรรมเกเรจนทำผิดในหลายเรื่อง “สามสหาย” ทำผิดกับ “โรเบิร์ต” “เจ๊สวย” ก็อาจคิดผิดที่เชื่อยายข้างบ้าน “ไอ้อ้วน” ที่พยายามช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งจากรักสามเส้าระหว่าง “หัวหน้าห้อง” “สิงห์” และ “มืด” ก็กำลังช่วยเพื่อนด้วยคำขู่ซึ่ง “ผิด” หนักกว่าเดิมในเชิงหลักการ 555

จุดน่าสนใจข้อแรกต่อประเด็นนี้ คือ หนังไม่พยายามแสวงหาความชอบธรรมให้แก่การทำผิดของเหล่าตัวละคร

ประมาณว่าคนทำผิดก็คือคนทำผิด ไม่ใช่ทำผิดเพราะมีเหตุผลที่ถูกต้อง/ฟังขึ้นซ่อนอยู่เบื้องหลัง มนุษย์เราผิดพลาดมืดบอดกันได้ทุกคน โดยที่ชีวิตดีๆ แย่ๆ ยังคงดำเนินต่อไป (และเราไม่อาจลงทัณฑ์ “คนทำผิด” ด้วยการลดทอน “ความเป็นมนุษย์” ของพวกเขา)

จุดน่าสนใจต่อมา คือ เหมือนตัวละครเกือบทั้งหมดจะไม่ได้สำนึกผิด/เอ่ยขอโทษในสิ่งที่ตนเองทำผิดพลาดอย่างตรงไปตรงมา (อาจจะยกเว้นกรณี “สามสหาย” ที่พยายามตามหาตัว “โรเบิร์ต” ก่อนจะเตะตูดมันป้าบนึง หรือฉากที่ “มืด” บอกว่าพี่ชายเช่น “จาลอด” คือคนที่รักเขามากที่สุด แต่มันก็ไม่ได้ขอโทษในสิ่งที่เคยก่อความฉิบหายเอาไว้)

ที่สำคัญ ทุกคนยังเดินหน้าทำในสิ่งที่ “อาจจะผิด” ต่อไปเรื่อยๆ เช่น “ป่อง” ที่พยายามหาเงินทุนก้อนใหม่ หลังธุรกิจได้ยอดไลก์เยอะแยะในโซเชียลมีเดีย หรือที่ “มืด” พูดกับ “ทิดเซียง” (ซึ่งยังไม่รู้จะทำอะไรต่อ) ราวๆ ว่า คนเลวยังไงก็เป็นคนเลว

พูดง่ายๆ ว่าไม่มี “ไม้บรรทัดจริยธรรม” มาคอยกำกับ/ตรวจสอบ/เทียบวัด “คุณงามความดี” ของตัวละครในหนังเรื่องนี้

สี่

ไทบ้าน 2.2

ผมเคยเสนอว่าแนวคิด “บ้าน-วัด-โรงเรียน” หรือสถานภาพของ “ตัวแทนอำนาจรัฐ” ต่างๆ นั้น ได้ถูกหนังในจักรวาล “ไทบ้าน” หยิบมาดัดแปลง เคลื่อนย้าย เขย่า หยอกล้อกันอย่างมันมือและอารมณ์

ท่ามกลางโครงเรื่องที่หละหลวมขึ้น หนังภาค 2.2 ยังคงกล่าวถึงรัฐและตัวแทนอำนาจรัฐ ในฐานะของตัวแสดง/องค์กรที่ค่อนข้างจะไม่มีบทบาทและไร้น้ำยา

คุณค่าหรือความหมายในทางสังคมของ “วัด” ก็ถูก “พระ/ทิดเซียง” ทำลายลงจนย่อยยับ

ตลอดทั้งเรื่อง เราเห็นบทบาทของ “ครูแก้ว” ใน “ครัวเรือน” ไม่ใช่ใน “โรงเรียน” มิหนำซ้ำ “จาลอด” ยังยุกึ่งหยอกให้ “มืด” หยุดเรียน และไปต่อย ผอ.

หมอปลาวาฬ

“หมอปลาวาฬ” (คนเดิม) มีสถานะเป็นเพียงเครื่องมือที่ถูกฉวยใช้มาช่วยโปรโมทธุรกิจสโตร์ผัก

และเมื่อ “หัวหน้าห้อง” เจอปัญหารักสามเส้า เธอก็ถูกลดสถานะลงเป็นเพียง “อีขี้ข้า-อีลูกน้อง”

หัวหน้าห้อง

เราเห็น “ตำรวจหนุ่ม” หนึ่งนาย มาร่วมเป็นหุ้นส่วนธุรกิจที่เกือบเจ๊งของ “ป่อง” ไม่มี “ทหาร” ปรากฏตัวในหนังเรื่องนี้ (กางเกงลายพรางตอนท้ายๆ น่าจะเป็นของผู้ช่วยสัปเหร่อ)

พลานุภาพที่น่าเกรงขามเพียงประการเดียวของตัวแทนอำนาจรัฐในหนังภาคนี้ คือ การหว่านเงินแบบ “ประชานิยม” (หรือจะ “ประชารัฐ” ก็ได้ 555) ของแม่บุญทุ่มอย่าง “ครูแก้ว”

ครูแก้ว

ที่ทั้งซื้อตู้เย็นให้บ้านแฟน (โดยใช้เงินพ่อ), ซื้อมอเตอร์ไซค์ให้น้องชายแฟนขี่ไปจีบสาว, จ้างลูกศิษย์ไปโรงเรียน และเผลอๆ อาจจะซื้อรถเก๋งให้แฟนขับในอนาคต

ทั้งหมดนั้นคือการอุปถัมภ์สงเคราะห์ครอบครัวแค่หน่วยเดียว ผ่านสายสัมพันธ์/ความสนิทเสน่หาส่วนตัว แต่ไม่ได้สร้างโอกาสให้เกิดความเปลี่ยนแปลงวงกว้างในระดับชุมชน

ห้า

เมื่อ “รัฐราชการ” ไม่มีน้ำยา แล้วความหวัง/อนาคต/ความเปลี่ยนแปลงของคนหรือชุมชนอีสานใน “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” นั้นถูกฝากไว้กับผู้ใด (นอกจากตัวเอง)?

บุคคลกลุ่มแรกคือ “นักการเมือง” ที่มาพร้อมกับความหวัง

สิริพงศ์

ในที่สุด “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” นายทุนและผู้อำนวยการสร้าง “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” ก็ปรากฏกายเป็นนักแสดงรับเชิญของ “ไทบ้านฯ 2.2”

“สิริพงศ์” รับบทเป็นว่าที่นายทุนคนใหม่ ซึ่งจะเข้ามาสนับสนุนธุรกิจกิจการสโตร์ผักของ “ป่อง”

เขาคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ขาดหายไปในภาพความคาดหวังของ “คนอีสานผู้เรียนรู้โลกกว้าง” ของ “หนุ่มสาวอีสานผู้เปี่ยมฝัน” ของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ

เขาคือเจ้าของเงินตราก้อนใหม่ ผู้ร่วมทุนรายใหม่ ผู้มอบโอกาสในการประกอบวิชาชีพแบบใหม่ๆ ซึ่งมิใช่ผู้อุปถัมภ์สงเคราะห์สไตล์ “ครูแก้ว”

(จริงๆ แล้ว แม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่าง “ป่อง” กับ “จาลอด” ในบางมิติ ก็วางฐานอยู่บนการเป็น “หุ้นส่วนธุรกิจ”)

นอกจอภาพยนตร์ “สิริพงศ์” คืออดีตว่าที่เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งเพิ่งย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย เพื่อลงสนามเลือกตั้งต้นปีหน้า

บุคคลกลุ่มที่สองที่มาพร้อมกับอนาคตของ “จักรวาลไทบ้าน” คือ “ผี” และ “สัปเหร่อ”

ฉากท้ายสุดของหนังภาค 2.2 บ่งบอกว่าหมู่บ้านในภาพยนตร์แห่งนี้กำลังเคลื่อนคล้อยเข้าสู่สถานการณ์/ยุคสมัยที่มีสิ่งลี้ลับ อำนาจเหนือธรรมชาติ พิธีกรรม-ความเชื่อทางไสยศาสตร์ เป็นแกนกลาง

หมู่บ้านแห่งนี้จะต้องเผชิญหน้ากับ “ผี” และ “หมอผี” ซึ่งย้อนแย้งกับ “ความเป็นอีสานสมัยใหม่” อันเป็นแก่นแกนหลักของหนังสามภาคที่ผ่านมา

จักรวาลไทบ้าน

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“รจนาสวมรูปเงาะ” นวัตกรรมสุดแหวกแนวที่ไม่เคยมีมาก่อน! ของ “สังข์ทอง 2561”

ในที่สุด “สังข์ทอง 2561” ก็เผยอีกหนึ่งท่าไม้ตายที่ทั้งแปลกใหม่และแหวกแนวจาก “สังข์ทอง” ฉบับเดิมๆ ออกมา

นั่นคือ การกำหนดให้ “รจนา” สวมรูปเงาะ จนกลายเป็น “เงาะหญิง”!

แน่นอน ผู้จะมารับบทบาทที่ถูกคิดค้นขึ้นใหม่ดังกล่าวย่อมมิใช่ “ปูเป้ เกศรินทร์ น้อยผึ้ง” ที่สวมบทพระธิดา “รจนา” อยู่เดิม

แต่คนที่จะมาแสดงบท “รจนายามสวมรูปเงาะ” นั้นได้แก่ “มีน วรัญภรณ์ พัฒน์ช่วย (ณ พัทลุง)”

มีน วรัญพร เงาะหญิง

“มีน วรัญภรณ์” ไม่ใช่คนแปลกหน้าของ “จักรวาลสามเศียร” เพราะเธอเริ่มต้นบทบาทนักแสดงในฐานะนางเอกหน้าใหม่ของละครเรื่อง “อุทัยเทวี 2560” ก่อนจะผันตัวไปเป็น “นางไม้ลักษณา” ใน “เทพสามฤดู 2560”

มีน วรัญพร อุทัยเทวี

มีน วรัญพร นางไม้

ขณะเดียวกัน สาวสวยหน้าคมคนนี้ยังฝากผลงานไว้ในละครทีวีประเภทอื่นๆ ของช่อง 7 สี เช่น ละครเย็น “ชะชะช่า ท้ารัก” และละครหลังข่าว “พ่อมดเจ้าเสน่ห์”

ก่อนเข้าวงการบันเทิง “มีน วรัญภรณ์” เคยผ่านประสบการณ์ประกวดนางงาม และมีดีกรีเป็นถึง “มิสมอเตอร์โชว์ 2558” ทั้งยังผ่านเข้ารอบ 12 คนสุดท้าย ในการประกวด “นางสาวไทย 2559” รุ่นเดียวกับ “ขวัญ ปิ่นทิพย์ อรชร” (ผู้รับบทพระธิดา “พรรณผกา”) ซึ่งคว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 และ “เพลง ชนารดี อุ่นทะศรี” (ผู้รับบทพระธิดา “ปัทมา”) ซึ่งผ่านเข้าถึงรอบ 5 คนสุดท้าย

(ถ้าใครลองชมคลิปข้างบนนี้ -ตั้งแต่นาทีที่ 14.40- จะพบเห็นความบังเอิญที่น่าเหลือเชื่อ เพราะทั้ง “มีน วรัญภรณ์” “ขวัญ ปิ่นทิพย์” และ “เพลง ชนารดี” นั้นถูกประกาศชื่อให้เข้ารอบ 12 คนสุดท้าย ติดกันสามรายรวด บนเวทีนางสาวไทย)

เดิมที ในพิธีบวงสรวงเปิดกล้อง “สังข์ทอง” เวอร์ชั่นล่าสุด “มีน วรัญภรณ์” ได้ปรากฏตัวด้วยชุดนางไม้ ทว่าสุดท้าย กลับมีการพลิกโผสร้างเซอร์ไพรส์ให้เธอต้องรับบทที่สำคัญ ท้าทาย และน่าตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง

เท่ากับว่าเส้นทางการแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ ของ “มีน” จะค่อยๆ คลี่คลายจากการเป็นนางเอก มาเป็น (กึ่ง) นางร้าย และตัวตลกเรียกอารมณ์ขัน!

รวม น้องมีน วรัญพร

ต้องจับตาดูว่า ตัวละคร “รจนาสวมรูปเงาะ” ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จะกระตุ้นเรตติ้ง “สังข์ทอง 2561” ให้ผงาดพุ่งสูงได้อีกระลอกหรือไม่?

เพราะเรตติ้งล่าสุดเมื่อวันที่ 17-18 พฤศจิกายนของละครเรื่องนี้อยู่ที่ 6.156 และ 6.538 ห่างไกลจากตัวเลข “เกิน 8” ช่วง “พระสังข์ถอดรูปเงาะตีคลีกับพระอินทร์” ลิบลับ

นอกจากนี้ ยังน่าเฝ้าติดตามว่า “มีน วรัญภรณ์ พัฒน์ช่วย” จะแจ้งเกิดในบท “รจนาแปลงเป็นเงาะ” ได้อย่างงดงาม เหมือนกับที่ “ปอนด์ โอภาภูมิ ชิตาพัณณ์” ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการสวมบท “เจ้าเงาะกล้ามโต” หรือเปล่า?

ข้อมูลเรตติ้งจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-week-12-18-nov-61/

ภาพประกอบจาก https://www.instagram.com/mean_waranporn และ https://www.youtube.com/watch?v=o7-2yaRQ9A0

 

คนมองหนัง

บันทึกถึง (บรรยากาศการชม) “รักที่ขอนแก่น”

“รักที่ขอนแก่น” กับ “ฉลุย”

ฉลุย

เซอร์ไพรส์ดี ที่ดันรู้สึกว่าเฮ้ย! ไหงหนังเรื่องล่าสุดของอภิชาติพงศ์ มันมาทางเดียวกับ “ฉลุย” (กำกับโดยพี่ปื๊ด-พี่อังเคิล) เลยวะเนี่ย 555

นี่ไม่ใช่การประเมิน “รักที่ขอนแก่น” ในแง่ลบ เพราะสมัยผมเริ่มสนใจดูหนัง โดยเฉพาะหนังไทย ในยุคต้นทศวรรษ 2540 “ฉลุย” เป็นหนังไทยที่โดดเด่นเรื่องหนึ่ง ซึ่งถูกกล่าวอ้างถึงอยู่บ่อยๆ

ผมต้องไปหาซื้อวีซีดีหนังเรื่องนั้นมาดูที่บ้าน ปรากฏว่าเสียงตัวละครดันไม่ตรงกับปากตลอดทั้งเรื่อง 555 กระทั่งได้มาดู “ฉลุย” ฉบับสมบูรณ์ในเทศกาลหนังบางกอกฟิล์มครั้งกระโน้น

ต้องยอมรับว่า “ความฝัน” แบบ “วันนั้นที่เคยฝันกันว่าดี วันนี้อาจยังผิดหวังก็ได้ แต่ขอให้เราฝันกันต่อไป วันไหน สักวัน ความฝันก็คงจะจริง” ใน “ฉลุย” นี่มีอิมแพ็คกับเด็กวัยเพิ่งเริ่มเรียนมหาลัยมากๆ (รวมทั้งผม ณ ตอนนั้น)

รักที่ขอนแก่น โปสเตอร์

แต่ “ความฝัน” ใน “รักที่ขอนแก่น” กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

คงจะเป็นเหมือนที่อภิชาติพงศ์บอกว่า “อาการหลับ” ในหนังเรื่องนี้ อาจเปรียบได้กับความอ่อนเปลี้ยของระบอบปิตาธิปไตย หรืออีกด้านหนึ่ง มันอาจเป็นการหลีกลี้อำนาจรัฐอันไพศาลในขั้นลึกสุด

ขณะเดียวกัน “อาการหลับ” เหล่านั้น ก็นำไปสู่ความฝันที่แสนสลึมสลือ ยากจะจับต้นชนปลายได้ถูก เป็นความฝันที่คล้ายจะมีชีวิตชีวาแล้วก็ผล็อยหลับวูบหล่นลงดื้อๆ เป็นความฝันที่มุ่งสำรวจตรวจตราอาณาจักรโบราณล่องหน ซึ่งรู้รางๆ ว่ามีอยู่ แต่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

ในภาพรวม “ฝัน” ของ “รักที่ขอนแก่น” เลยเป็นความฝันอันเคว้งคว้าง ว่างเปล่า เลื่อนลอย (เหมือนสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่ลอยล่องอยู่บนฟากฟ้าอย่างเป็นปริศนา) กลับไม่ได้ไปไม่ถึง

ปรสิทธิ์ รักที่ขอนแก่น

แถมยังค่อยๆ กลืนกลายเข้ากับวิถีชีวิตประจำวันอันจำเจเรื่อยเปื่อยในโลกความเป็นจริงของสังคมไทยปัจจุบัน รวมถึงของคนวัยประมาณ 30-40 อัพ (ผมคือหนึ่งในนั้น) ที่ไม่สามารถ “ฝันแบบฉลุย” ได้อีกแล้ว

หนังอินดี้งบประมาณ 28 ล้าน!

ผมชอบบรรยากาศถาม-ตอบระหว่างคนดูกับผู้กำกับ หลังการฉาย “รักที่ขอนแก่น” ในโรงภาพยนตร์ที่เมืองไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก (และอาจจะครั้งเดียว) ณ โรงหนังศรีศาลายา หอภาพยนตร์ ในวาระที่อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้รับรางวัลฟิแอฟอวอร์ด 2018

ผู้ชมวัยคุณลุง-คุณอาคนหนึ่ง ถามพี่เจ้ยว่าหนังเรื่องนี้ใช้ทุนสร้างเท่าไหร่? พี่เจ้ยคิดคำนวณ (แปลงค่าเงิน) อยู่สักพัก ก่อนจะตอบว่าประมาณ 28 ล้านบาท พร้อมเอ่ยยกย่องผู้คนในวงการอุตสาหกรรมหนังไทยว่าพวกเขาเก่งกันมาก ที่ทำหนังใหญ่ได้ด้วยงบประมาณน้อยกว่านี้ (เยอะ)

ผู้ตั้งคำถามถึงกับอุทานขึ้นด้วยความตกใจเมื่อทราบคำตอบ และเหมือนจะแสดงอาการฉงนสงสัยค้างคาใจต่อไปว่า หนังที่ไม่ได้มีฉากใหญ่โตมากมาย ไม่ได้กระหน่ำซีจีหรูๆ ทั้งเรื่องแบบนี้ ต้องใช้เงินถึงเกือบ 30 ล้านบาทเลยหรือ?

รักที่ขอนแก่น นีออน

ผมเห็นว่าบทสนทนาถาม-ตอบของพี่เจ้ย กับลุงๆ อาๆ คนดูหนังที่หอภาพยนตร์นั้นน่าสนใจ

กล่าวคือ มันเหมือนเป็นการปะทะสังสรรค์กันระหว่างโลกทัศน์สองแบบ

ซึ่งถ้าพี่เจ้ยตอบคำถามแบบแรงๆ กระแทกกระทั้น กะจะเขย่าโลกของพวกลุงๆ อาๆ อย่างเต็มที่ ก็คงมีเสียงโห่ฮาปรบมือสนับสนุนแกเพียบ จากผู้ชมรุ่นหนุ่มสาวที่เป็นขาประจำในแวดวงหนังอิสระ

แต่พี่เจ้ยเลือกใช้กระบวนท่านุ่มนวล ในลักษณะที่ถ้าเปลี่ยนความคิดจิตใจพวกเขาได้ก็เปลี่ยน แต่ถ้าเปลี่ยนไม่ได้ เราก็แค่บอกให้พวกเขารับรู้ว่ามันมีโลกอีกแบบหนึ่งดำรงอยู่นะ

ก่อนหน้านี้ ผมชื่นชมอภิชาติพงศ์ในแง่การแสดงเอกลักษณ์เฉพาะตนที่ชัดเจนออกมาผ่านผลงานภาพยนตร์ แล้วก็ชื่นชอบการกล้าพูดจาวิพากษ์วิจารณ์สังคมไทยของแก ดังที่ปรากฏอยู่บ่อยๆ ในสื่อต่างชาติ

ทว่าเมื่อมาฟัง Q&A ของพี่เจ้ยที่หอภาพยนตร์เมื่อวันจันทร์ ผมพลันรู้สึกถึงความเป็นคนสงบนิ่ง เยือกเย็น จนน่าเคารพ ของแก

ของแถม

cemetery-of-splendour-224983ac-1117-44e5-a150-d06899cbf1b-resize-750

ชอบเพลง “ลิขิตชะตา” ในหนัง “รักที่ขอนแก่น” มากๆ (อยากให้ดาวน์โหลดหรือหาซื้อซีดีมาฟังกันครับ)

ฟังตัวอย่างเพลงได้ก่อนตามลิงก์ด้านล่าง

https://itunes.apple.com/us/album/destiny-cemetery-of-splendour/1293244375?i=1293245416

 

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เรตติ้ง “สังข์ทอง” ตก จนเกือบหลุด 6 จับตาฉาก “พระสังข์ลุยไฟ” ช่วยพลิกสถานการณ์ได้หรือไม่?

เรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง 2561” ยังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

View this post on Instagram

สังข์ทอง 2018 💖

A post shared by Pond_ophaphoom (@pond_ophaphoom) on

โดยละครในวันที่ 10 และ 11 พฤศจิกายน ได้รับเรตติ้งไป 6.364 และ 6.067 หลังจากเคยพุ่งถึงจุดพีกสุดจนเกินหลัก 8 มาแล้ว

ต้องจับตาดูสถานการณ์ในสัปดาห์นี้ที่ “พระสังข์” จะต้องลุยไฟพิสูจน์ตนเอง และพลาดท่าเสียทีให้แก่ “พยนตรา”

ว่าจุดพลิกผันของเรื่องราวรอบใหม่จะช่วยกระตุ้นให้เรตติ้ง “สังข์ทอง” กระเตื้องขึ้นหรือไม่?

ข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-5-11nov-61/

ภาพนำจาก https://www.instagram.com/pond_ophaphoom/ และ https://www.instagram.com/beet_sukrit/

ข่าวบันเทิง

“อภิชาติพงศ์” เตรียมหันหลังให้ภารกิจ “โหวตออสการ์” เผยต้องเสียทั้ง “เวลา” และ “เงิน”!

“อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำชาวไทย เผยกับ “เอริค โคห์น” แห่งเว็บไซต์อินดี้ไวร์ ถึงกรณีที่เขาได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2016 ซึ่งส่งผลให้เจ้าตัวได้สิทธิเป็นกรรมการตัดสินรางวัลออสการ์ ว่านี่คืองานที่ทั้งกินเวลาและค่าใช้จ่าย!

“พวกเขาส่งดีวีดีและหนังจำนวนมากมาให้ผม ผมขอสารภาพว่าตัวเองไม่ค่อยได้ดูหนังเหล่านั้นมากนัก” อภิชาติพงศ์กล่าว และเล่าว่าเมื่อปีที่แล้ว เขาพยายามจะร่วมโหวตตัดสินรางวัลออสการ์ผ่านระบบออนไลน์ของสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ฯ แต่สุดท้าย เขาก็ลงคะแนนช้ากว่ากำหนดเส้นตายไปเพียงหนึ่งนาที

ขณะที่ ณ ตอนนี้ อภิชาติพงศ์ยอมรับว่าเขาหมดความสนใจในกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งทั้งกินเวลาการทำงาน แถมยังมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

“ผมจะเลิกยุ่งกับมันอย่างสิ้นเชิง ผมไม่สนใจที่จะนั่งดูหนังพวกนั้นอีกต่อไป พวกเขาคิดค่าใช้จ่ายกับคุณเป็นเงิน 350 หรือ 400 เหรียญสหรัฐ สำหรับค่าสมัครสมาชิก (การเป็นสมาชิกสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ฯ ต้องเสียค่าใช้จ่าย 450 เหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 15,000 บาทต่อปี)

“ตามความเห็นของผม นี่มันเป็นเรื่องที่แย่มากๆ เพราะในฐานะสมาชิกสถาบันที่เป็นคนต่างชาติ ผมไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนใดๆ นอกจากดีวีดีหนังจำนวนมาก ซึ่งหมายถึงงานที่งอกขึ้นตามมา” อภิชาติพงศ์ระบาย

ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทยบอกว่า แม้สมาชิกของสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายรายปี นั้นจะได้รับสิทธิประโยชน์บางอย่าง เช่น การเข้าถึงห้องสมุดและหอจดหมายเหตุของสถาบัน ตลอดจนการได้เข้าร่วมงานฉายภาพยนตร์และกิจกรรมอื่นๆ แต่นั่นหมายความว่าสมาชิกคนดังกล่าวต้องอาศัยอยู่ในสหรัฐ

“ถ้าผมใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกา ผมก็พอจะเข้าใจได้ที่ตัวเองต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ แต่นี่ถือเป็นเรื่องโง่เง่าที่ผมต้องมาเสียค่าสมาชิกดังกล่าว มันเป็นเงินจำนวนมากสำหรับผม ซึ่งไม่ก่อให้เกิดดอกผลใดๆ ยกเว้นการได้ช่วยเหลืออุตสาหกรรมภาพยนตร์อเมริกัน พวกเขาควรจะเลิกเก็บเงินจากสมาชิกต่างชาติ เดิมที ผมเคยอยากที่จะดูหนังจำนวนมากเหล่านั้น และร่วมโหวตตัดสินรางวัลออสการ์นะ แต่ตอนนี้ ไฟในตัวผมมันค่อยๆ มอดลงเรื่อยๆ”

ที่มา https://www.indiewire.com/2018/11/apichatpong-weerasethakul-oscars-expensive-memoria-tilda-swinton-1202020883/

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.kickthemachine.com/downloads/index.html

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวข้อง รู้ไหม? นอกจาก “อภิชาติพงศ์” ยังมีคนเชื้อสายไทยอีกหนึ่งราย ที่ได้สิทธิ์โหวตออสการ์

คนอ่านเพลง

อัลบั้ม My Grain โดย Double Head ผลงานดี (ที่ถูกลืม) ของคนทำดนตรีประกอบ “เลือดข้นคนจาง”

หลายคนอาจจะรู้จัก “เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน” จากผลงานการทำดนตรีประกอบซีรีส์โทรทัศน์เรื่อง “เลือดข้นคนจาง” ที่เพิ่งอำลาจอไป

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เทิดศักดิ์เคยมีผลงานทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ให้แก่หนังไทยและหนังเทศมามากมาย

แต่บล็อกคนมองหนังจะไม่ขอกล่าวถึงงานส่วนดังกล่าวของเขา

สิ่งที่เราอยากทำคือการพาผู้อ่านนั่งไทม์แมชชีนไปทำความรู้จักกับอัลบั้มเพลงไทยสากลที่ไพเราะมากๆ ชุดหนึ่ง ซึ่งเทิดศักดิ์รับหน้าที่เป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2544 “อินดี้คาเฟ่” ค่ายเพลงเล็กๆ ที่ผลิตผลงานดีๆ หลายชุดในยุคนั้น (เช่น “ซีเปีย” ชุด “ไม่ต้องใส่ถุง” และ “Liberty” ชุด “Flying Free”) ได้ออกผลงานของศิลปินกลุ่มหนึ่งสู่ท้องตลาด

นั่นคือผลงานของกลุ่มคนดนตรีที่เรียกตัวเองว่า “Double Head” กับอัลบั้มชื่อ “My Grain”

บางคนที่ติดตามข่าวคราวในแวดวงเพลงอินดี้สมัยโน้น อาจพอทราบเรื่องราวเบื้องหลังของผลงานชุดนี้อยู่บ้าง

เดิมที ผลงานในนาม “Double Head” นั้นควรจะเป็นอัลบั้มเดี่ยวชุดที่สองของศิลปินหญิงที่ชื่อ “เปียโน สุพัณณดา พลับทอง”

ย้อนกลับไปในปี 2542 “เปียโน สุพัณณดา” ขณะยังเป็นนักเรียนโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ได้มีโอกาสออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของตนเองชื่อ “Error” กับค่าย “ดรีม เรคคอร์ด”

LRG_DSC03638

ค่ายเพลงดังกล่าวก่อตั้งโดย “ธงชัย รักษ์รงค์” (ปัจจุบัน มีสถานะเป็นอดีตสมาชิกของ “มาลีฮวนน่า”)

ขณะที่โปรดิวเซอร์และผู้เรียบเรียงดนตรีในอัลบั้มชุดแรกของ “เปียโน สุพัณณดา” คือ “สุรพงศ์ เรืองณรงค์” ทีมงานเบื้องหลังอีกคนของ “มาลีฮวนน่า” ส่วนผลงานเพลงเกือบทั้งหมดนั้นเขียนเนื้อร้อง-ทำนองโดย “จเร เรืองณรงค์” ผู้รับหน้าที่โค-โปรดิวเซอร์

ผลงานชุด “Error” อาจไม่ค่อยเป็นที่รู้จักของคนกรุงเทพฯ มากนัก แต่อัลบั้มดังกล่าวได้เข้าชิงรางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ ประจำปี 2542 หลายสาขา (ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นรางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม, ศิลปินหญิงเดี่ยวยอดเยี่ยม และศิลปินหญิงร็อกยอดเยี่ยม)

แม้จะไม่ได้รับรางวัลใดๆ ติดไม้ติดมือกลับไปหาดใหญ่ แต่ชื่อของ “เปียโน สุพัณณดา” ก็เริ่มติดอยู่ในการรับรู้ของนักวิจารณ์และคนฟังเพลงกลุ่มเล็กๆ

ฟังเพลงเพราะๆ บางส่วนจากอัลบั้มชุดดังกล่าวได้ที่นี่

พอถึงปี 2544 “เปียโน สุพัณณดา” ก็เป็นเจ้าของเสียงร้องในบทเพลงทั้ง 8 เพลง ของอัลบั้ม “My Grain” โดยวง “Double Head”

LRG_DSC03634

แม้จะย้ายสังกัดมาอยู่ค่าย “อินดี้ คาเฟ่” แต่เครดิตอัลบั้มยังระบุว่าผลงานชุดนี้บันทึกเสียงที่ “ดรีม เรคคอร์ด”

เช่นเดียวกับ “สุรพงศ์ เรืองณรงค์” ที่ยังคงเป็นโปรดิวเซอร์และซาวด์เอนจิเนียร์ของงานชุดนี้ โดยเขารับหน้าที่แต่งเนื้อร้อง-ทำนองเพลงในอัลบั้มชุด “My Grain” เป็นจำนวน 5 จาก 8 เพลง

ทว่าบุคคลหน้าใหม่ที่เข้ามามีส่วนร่วมอย่างสำคัญกับผลงานของ “เปียโน สุพัณณดา” และ “สุรพงศ์ เรืองณรงค์” ก็คือ “เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน”

เครดิตอัลบั้มระบุว่าเทิดศักดิ์คือโปรดิวเซอร์และซาวด์เอนจิเนียร์ของอัลบั้มชุด “My Grain” ร่วมกับสุรพงศ์

ที่สำคัญ “เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน” ยังรับหน้าที่เรียบเรียงดนตรีในงานชุดนี้ ถึง 7 จาก 8 เพลง

จุดน่าสนใจและปริศนาค้างคาใจของอัลบั้มชุด “My Grain” ก็คือ นอกจากระบุชื่อโปรดิวเซอร์และมือกีต้าร์รับเชิญ (กบ ชิดพงศ์) แล้ว กลับไม่มีการระบุว่าสมาชิกของ “Double Head” คือใครกันแน่?

แต่คนฟังอาจพออนุมานได้ว่าสมาชิกของคณะดนตรี “สองหัว” น่าจะได้แก่ สองโปรดิวเซอร์อย่างสุรพงศ์และเทิดศักดิ์

ที่น่าแปลกและชวนขบคิดก็คือ เครดิตของอัลบั้มได้ระบุว่า “เปียโน สุพัณณดา” คือ “เสียงร้องอันทรงพลัง (เจ้าของอัลบั้มตัวจริง)”

LRG_DSC03637

จากปี 2542-2544 “เปียโน สุพัณณดา” ดูจะเติบโตขึ้นไม่น้อย เธอย้ายจากการเป็นนักเรียนมัธยมที่หาดใหญ่ มาเป็นนักศึกษาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

จากการรับบทเป็น “นักร้อง” อย่างเดียวในอัลบั้มชุด “Error” เธอเริ่มรับหน้าที่แต่งเนื้อร้อง-ทำนองของบทเพลงสองเพลงในผลงานชุด “My Grain”

เพลงแรกคือเพลงที่ดังที่สุดในอัลบั้มอย่าง “เบื่อแล้ว…เซ็งแล้ว” (ต่อมามีหลายคนเข้าใจผิดว่านี่เป็นเพลงของ “มาลีฮวนน่า”) อีกเพลงคือเพลงช้าที่เพราะมากๆ อย่าง “รอ”

ฟังเพลงเพราะๆ บางส่วนจากอัลบั้มชุดดังกล่าวได้ที่นี่

แล้วทำไม “My Grain” จึงมิได้มีสถานะเป็นผลงานเดี่ยวชุดที่สองของ “เปียโน สุพัณณดา”?

ทำไม “เปียโน สุพัณณดา” จึงกลายเป็น “(เจ้าของอัลบั้มตัวจริง)” ที่ถูกกล่าวถึงอย่างลับๆ เพียงในเครดิต (ไม่ใช่หน้าปก) อัลบั้ม

คำตอบอาจอยู่ที่การรวมตัวของสามสาวพี่น้องตระกูล “พลับทอง” ได้แก่ “เปียโน สุพัณณดา” “เบส ภัทรณินทร์” และ “ซอ มนต์มนัส” ในนามวง “เดอะ ซิส” ซึ่งมีโอกาสออกอัลบั้มกับ “อาร์เอส โปรโมชั่น” รวมทั้งสิ้นสี่ชุด

โดยอัลบั้มชุดแรกสุดนั้นวางจำหน่ายเมื่อเดือนกรกฎาคม 2545 คล้อยหลังงานของ “Double Head” ไม่นาน

เป็นไปได้ว่าช่วงเวลาในการทำเพลงอินดี้กับค่ายอิสระ และการเซ็นสัญญากับค่ายยักษ์ใหญ่พร้อมพี่น้องร่วมสายเลือดอีกสองคน ของ “เปียโน สุพัณณดา” นั้น เกิดขึ้นเหลื่อมซ้อนกันพอดี

โดยเธอจำเป็นต้องเลือกเปิดเผยตัวกับงานชนิดหลัง และเลือกพรางตัวอยู่ด้านหลังงานประเภทแรก

แม้ว่าผลงานชุด “My Grain” ของ “Double Head” จะเต็มไปด้วยปริศนาอันคลุมเครือ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเพลงในอัลบั้มชุดดังกล่าวนั้นไพเราะเกือบทั้งหมด

และโดยส่วนตัว นั่นเป็นครั้งแรกสุด ที่ผมเริ่มรู้จักและจดจำชื่อของ “เทิดศักดิ์ จันทร์ปาน” ในฐานะคนดนตรีผู้น่าจับตามอง

ติดตามบทความวิเคราะห์วิจารณ์ซีรีส์ “เลือดข้นคนจาง” โดยบล็อกคนมองหนัง เร็วๆ นี้

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ใครคือนักแสดงจาก “สังข์ทอง” (เพียงรายเดียว?) ที่ปรากฏกายในงานเปิดตัว ICONSIAM

“สังข์ทอง” เรตติ้งไม่ถึง 7!

ดูเหมือนเรตติ้งของ “สังข์ทอง 2561” หลังฉากตีคลี-ถอดรูปเงาะ จะตกลงโดยต่อเนื่อง

เห็นได้ชัดเจนสุดๆ จากสถิติของวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 3 และ 4 พฤศจิกายน ซึ่งละครจักรๆ วงศ์ๆ ยอดฮิตประจำปีนี้คว้าเรตติ้งไปได้เพียง 7.073 และ 6.917 ตามลำดับ

จนเสียตำแหน่งแชมป์ประจำสัปดาห์ให้แก่ละครเย็นร่วมช่องร่วมค่ายอย่าง “ชะชะช่าท้ารัก” ตอนอวสาน ซึ่งโกยเรตติ้งไป 8.081

ต้องจับตาดูว่าจะมีปัจจัยอะไร ที่สามารถช่วยพลิกสถานการณ์/ผลักดันให้เรตติ้ง “สังข์ทอง” ทะยานเกินหลัก 8 ได้อีกหน?

ที่มาข้อมูล https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-week-29oct4nov61/

ตัวแทน (หนึ่งเดียว?) ของ “สังข์ทอง” ในงานเปิดตัว ICONSIAM

งานเปิดตัว ICONSIAM ดูจะเป็นแหล่งรวมดารานักแสดงมากมายหลากคนหลายกลุ่ม

เท่าที่ตรวจสอบข้อมูล เข้าใจว่านักแสดงเพียงรายเดียวจากละครจักรๆ วงศ์ๆ เรตติ้งสูงแห่งปีอย่าง “สังข์ทอง” ซึ่งได้ร่วมโชว์ตัวในมหกรรมดังกล่าว คือ “ขวัญ ปิ่นทิพย์ อรชร” ผู้รับบทเป็น “พรรณผกา” พระพี่นางคนที่สองของ “รจนา” (มีคู่สมรสเป็น “เขยพม่า” อ่อ อิอิอิ)

โดยปิ่นทิพย์เข้าร่วมงานในฐานะรองนางสาวไทยอันดับ 1 ประจำปี 2559

ขอบคุณภาพนำจาก https://www.instagram.com/khwan_pinthip

ข่าวบันเทิง

รู้จักโปรเจ็กต์หนังอาเซียนที่ได้รับรางวัล SEAFIC 2018

ผ่านพ้นไปเรียบร้อยเเล้ว สำหรับงาน SEAFIC Open House 2018 ซึ่งจัดขึ้น ณ สถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย และสมาคมฝรั่งเศส กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 3-5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ความพิเศษของงานนี้คือการแข่งขันเพื่อหาผู้ชนะรางวัล SEAFIC Awards ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการขับเคี่ยวระหว่างผู้เข้าแข่งขันเจ้าของโปรเจ็กต์หนังยาว 5 โครงการ ในตลอดเวลา 8 เดือนที่ผ่านมา

โดยทั้งหมดต้องพัฒนาบทภาพยนตร์และแผนงานโครงการสร้างหนัง ซึ่งได้รับการดูแลและให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงและอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลก

โปรเจ็กต์ภาพยนตร์ 5 เรื่องที่เข้าชิงชัยกัน คือ “AH GIRL” จากประเทศสิงคโปร์ “AJOOMMA” จากประเทศสิงคโปร์ “ARNOLD IS A MODEL STUDENT” (อานนเป็นนักเรียนตัวอย่าง) จากประเทศไทย “CROCODILE TEARS” จากประเทศอินโดนีเซีย เเละ “RAISING A BEAST” จากประเทศลาว

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
AJOOMMA

ผลการตัดสินปรากฏว่าผู้ได้รับรางวัล The SEAFIC Award ซึ่งเป็นเงินสดมูลค่า 15,000 เหรียญสหรัฐ สนับสนุนโดย Purin Foundation คือ บทภาพยนตร์เรื่อง AJOOMMA จากสิงคโปร์

โปรเจ็กท์ภาพยนตร์โครงการนี้จะเล่าเรื่องราวว่าด้วยแม่ม่ายชาวสิงคโปร์ผู้หมกมุ่นในซีรีส์ดราม่าเกาหลี ซึ่งตัดสินใจที่จะออกเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นครั้งแรก แน่นอนว่าจุดหมายของเธอคือกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ แต่การเดินทางเพียงตัวคนเดียวของหญิงวัยกลางคนแบบเธอคงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

ผู้กำกับเจ้าของโปรเจ็กต์นี้ คือ “เหอ ชุมหมิง” เขาสำเร็จการศึกษาสาขากำกับภาพยนตร์จากสถาบัน AFI Conservatory ประเทศสหรัฐอเมริกา

เหอมีส่วนร่วมในผลงานหนังสั้นเรื่อง LETTERS FROM THE MOTHERLAND to the omnibus 667 (2017) ซึ่งได้เข้าร่วมฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ส่วนโปรเจ็กต์ AJOOMMA เคยชนะรางวัล Most Promising จาก 2015’s Southeast Asian Film Lab

ขณะเดียวกัน โปรเจ็กต์หนังเรื่อง AH GIRL จากสิงคโปร์ โดยผู้กำกับ “แอง เก็ก เก็ก” ก็ได้รับรางวัล The Open SEA Fund Award ซึ่งจะได้รับทุนสนับสนุนสำหรับการเช่าอุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ จาก VS Service และได้สิทธิใช้บริการของ White Light Post ในขั้นตอนโพสต์โปรดักชั่น

โดยบทภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบ ซึ่งถูกบังคับให้เลือกว่าจะใช้ชีวิตอยู่กับแม่หรือพ่อ การตัดสินใจดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอไปตลอดกาล

ส่วนโปรเจ็กต์ที่ได้รับรางวัล The SEAFIC-TFL Award ซึ่งโปรดิวเซอร์ของโครงการจะได้เข้าร่วมงาน TorinoFilmLab Meeting Event คือ RAISING A BEAST จากลาว ซึ่งมี “ไสสงคาม อินดวงจันธี” เป็นผู้กำกับ และ “สตีฟ อรุณศักดิ์” เป็นโค-โปรดิวเซอร์

บทหนังถ่ายทอดเรื่องราวของสองพี่น้องร่วมสายเลือดชาวม้ง ที่ต้องแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น ห้ำหั่นกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อครอบครองมรดกและเกียรติยศของครอบครัว ไม่ว่าจะดัวยวิธีการใดก็ตาม

ทั้งนี้ ตัวแทนหนึ่งเดียวของไทยที่เข้าร่วม SEAFIC 2018 คือ “อานนเป็นนักเรียนตัวอย่าง” โปรเจ็กต์หนังยาวเรื่องแรกโดย “สรยศ ประภาพันธ์”

บทภาพยนตร์เรื่องนี้มีเนื้อหาว่าด้วยนักเรียนมัธยมในโรงเรียนที่ขึ้นชื่อเรื่องวิชาการ ซึ่งวันหนึ่ง เขาค้นพบว่าตัวเองกำลังเข้าไปมีส่วนร่วมกับการ “โกง” เพื่อสอบเข้าเรียนต่อในโรงเรียนเตรียมทหารอันทรงเกียรติ!

FilmmakerPressRelease8

สำหรับ SEAFIC (Southeast Asia Fiction Film Lab) เป็นโครงการพัฒนาบทภาพยนตร์ที่ก่อตั้งขึ้นสำหรับนักสร้างภาพยนตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเสริมสร้างคุณภาพของภาพยนตร์ขนาดยาวจากภูมิภาคนี้

ในแต่ละปี SEAFIC ได้เชิญชวนนักสร้างหนังที่กำลังเริ่มทำภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องที่ 1, 2 และ 3 ให้มาทำงานร่วมกับที่ปรึกษาด้านบทภาพยนตร์ และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเป็นเวลา 8 เดือน เพื่อพัฒนาบทภาพยนตร์ของตน ซึ่งจะดำเนินการผ่านกิจกรรมของ SEAFIC ทั้งหมด 3 ครั้ง

ครั้งแรกจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ครั้งที่ 2 จัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม และครั้งสุดท้ายที่เรียกว่า SEAFIC Open House จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน

ทั้งยังมีการจัดเวิร์คช็อปสำหรับกลุ่มผู้อำนวยการสร้าง หรือ SEAFICxPAS ขึ้นคู่ขนานกันไป โดยเป็นการดำเนินงานร่วมกับ “Festival des 3 Continents’ Produire au Sud”

ผู้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถค้นหาข้อมูลได้ที่ http://www.seaficlab.com

คนมองหนัง

บันทึกถึง “นาคี 2”: “ความเป็นมนุษย์” และ “เทพปกรณัม”

หนึ่ง

ต้องยอมรับว่าส่วนที่ดีและน่าทึ่งมากๆ ของหนัง คือ คุณภาพซีจี

ก่อนหน้านี้ ในฐานะแฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ ผมไม่เคยแม้แต่จะแค่แอบหวัง ว่าสตูดิโอภาพยนตร์เมืองไทยนั้นมีศักยภาพสูงพอจะสร้าง “หนังจักรๆ วงศ์ๆ” เนี้ยบๆ ออกมาได้ ในยุคปลาย 2010

แต่พอมาเจอซีจีของ “นาคี 2” ผนวกด้วยคุณภาพซีจีที่ดีขึ้นระดับหนึ่งของละคร “สังข์ทอง 2561”

ผมก็ชักเริ่มลุ้นว่าตัวเองอาจจะมีโอกาสได้ดู “ภาพยนตร์จักรๆ วงศ์ๆ ไทย” (ยุคโพสต์-สมโพธิ แสงเดือนฉาย) ภายในอีกไม่เกิน 5 ปีนับจากนี้

สอง

นาคี นำ

ถ้าจะให้สรุปสั้นๆ ผมคิดว่า “นาคี 2” นำเสนอภาวะปะทะสังสรรค์-คู่ขนานกันระหว่าง “เทพปกรณัม” กับ “ความเป็นมนุษย์”

กล่าวคือ ด้านหนึ่ง หนังได้ยกระดับการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในชุมชนชนบทแห่งหนึ่งให้กลายเป็นความขัดแย้งที่สามารถสืบสาวรากเหง้ากลับไปยัง “เทพปกรณัม”

อีกด้านหนึ่ง ตัวละครนำของหนังก็ปฏิบัติกับรูปปั้นเจ้าแม่นาคี ซึ่งเป็นตัวละครในเรื่องเล่า ประหนึ่งมนุษย์ผู้มีชีวิต จิตใจ และความรัก

สาม

นาคี 2

ขอเริ่มจากประเด็นการคืน “ความเป็นมนุษย์” ให้แก่เจ้าแม่นาคีกันก่อน

น่าสังเกตว่าเกือบตลอดทั้งเรื่อง เจ้าแม่นาคีนั้นปรากฏบทบาทในฐานะรูปปั้น ที่ปราศจากความเคลื่อนไหว การกระทำ ชีวิต และจิตใจ

ในแง่หนังละคร เจ้าแม่นาคีมีชีวิตไม่ได้เพราะต้องบำเพ็ญเพียรชำระความผิดบาปที่ตกค้างมาจากละครทีวีภาคแรก

ในตรรกะแบบโลกมนุษย์ เจ้าแม่นาคีมิอาจมีชีวิต เพราะนางเป็นตัวละครในเรื่องเล่าพื้นบ้านกึ่งเทพปกรณัม และเพราะนางเป็นสัญลักษณ์/ภาพแทนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ ซึ่งต้องตั้งมั่นแน่นิ่งเป็นแหล่งยึดเหนี่ยวความศรัทธาของผู้คน

อย่างไรก็ดี สำหรับ “มนุษย์” บางราย เขา/เธอกลับหมั่นเพียรขอพรให้เจ้าแม่/รูปปั้นสมหวังในความรัก นี่คือความปรารถนาที่จะคืนสถานภาพ “ความเป็นมนุษย์” ให้แก่รูปเคารพ/ตัวละครใน “เทพปกรณัม”

และหนังก็ค่อยๆ สานต่อให้ความปรารถนาดังกล่าวประสบสัมฤทธิผล

ดังจะเห็นได้ว่าเจ้าแม่นาคีเริ่มมีชีวิต มีอารมณ์ความรู้สึก ในช่วงปลายภาพยนตร์

และ (เจ้าแม่น่าจะ) กลายเป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญผู้สามารถมีความรักกับมนุษย์อีกคน โดยไม่ข้องแวะเกี่ยวพันกับปัญหาความขัดแย้ง (ของชุมชน) ใดๆ ได้ในท้ายที่สุด

สี่

นาคี 3

แต่องค์ประกอบที่ทั้งแปลก ไม่รู้ว่าแย่หรือดี? ทว่าน่าสนใจมากๆ ของ “นาคี 2” ก็คือ การยกระดับความขัดแย้งภายในหมู่บ้านอีสานแห่งหนึ่ง (เปรียบเสมือนภาพแทนของสังคมไทย?) ให้หลุดพ้นไปจากเรื่องราวรักโลภโกรธหลงของมนุษย์ แต่กลายเป็นปัญหาระดับรากเหง้าพื้นฐาน/ปัญหาสูงส่งเกินความสามารถ-ความเข้าใจของคนปกติ ที่สืบย้อนไปได้ถึง “เทพนิยายปรัมปรา”

เหตุการณ์ฆาตกรรมต่อเนื่องในชุมชนที่ควรเป็นปัญหาซึ่งแก้ไขได้โดยศักยภาพของมนุษย์ จึงมิใช่ “ฆาตกรรมธรรมดา”

เพราะหากมองผ่านสายตาของหนังเรื่อง “นาคี 2” บรรดาชาวบ้านที่งมงายไร้เหตุผล บรรดาชาวบ้านที่เชื่อในกฎหมู่ยิ่งกว่ากฎหมาย บรรดาชาวบ้านที่มีแนวโน้มจะก่อความรุนแรงด้วยการเผาผลาญผู้บริสุทธิ์ นั้นไม่คู่ควรที่จะเข้าไปคลี่คลายคดีฆาตกรรมตามท้องเรื่อง

แต่เราจะสามารถทำความเข้าใจและคลี่คลายความขัดแย้งดังกล่าวได้ ด้วยการอ้างอิงสภาพปัญหาทั้งหมดทั้งมวลเข้ากับมหาสงครามระหว่าง “ครุฑ” กับ “นาค” ใน “เทพปกรณัม”

การสู้รบระหว่าง “นาคดี” (สีเงิน) และ “นาค/วิญญาณร้าย” (สีแดง) ผู้เกรี้ยวกราดเปี่ยมฤทธาจนน่าหวาดหวั่น (เอาเข้าจริง ดูเหมือนหนังจะบอกเป็นนัยว่าพวกชาวบ้านนั้นรับรู้ถึงการดำรงอยู่ของ “นาค/ผีร้าย” ตนหลัง แต่แสร้งทำเป็นเพิกเฉยเสียด้วยซ้ำ) ทำให้ผู้ชมตระหนักว่าความบาดหมางความรุนแรงทั้งหมดใน “นาคี 2” นั้น มีสเกลยิ่งใหญ่เกินกำลัง-การรับรู้ของมนุษย์ตัวเล็กๆ

ขณะที่การปรากฏตัวของ “ครุฑสีทองอร่าม” ซึ่งเป็นร่างจำแลงของเจ้าหน้าที่ตำรวจหนุ่มจากส่วนกลาง กลับสำแดงให้เห็นว่าปัญหาเดียวกันสามารถถูกแก้ไข/ตัดตอน/หาทางลงได้อย่างง่ายดายเพียงใด ด้วยอำนาจแห่ง “เทพปกรณัม”

ห้า

นาคี 1

ตลกดี ที่ก่อนจะไปดู “นาคี 2” ผมดันนึกถึงละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “มนต์นาคราช” ฉบับปี 2557 เพราะความพ้องกันในเรื่องการดำรงอยู่ของ “นาคาคติ”

อย่างไรก็ดี ผมยังเชื่อมั่นเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า “นาคี 2” ไม่มีทางทำตัวเป็น “เรื่องเล่าจักรๆ วงศ์ๆ” ได้เข้มข้นจริงจังเท่า “มนต์นาคราช” (ทั้งๆ ที่ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องหลัง มีองค์ประกอบบางอย่างซึ่งหลุดออกจากจารีต “จักรๆ วงศ์ๆ” พอสมควร)

หลังดูหนังจบ ผมพบว่าสมมุติฐานของตนเองนั้นผิดเพี้ยนไปไกลลิบ

เพราะกลายเป็นว่าขณะที่ “มนต์นาคราช 2557” พยายามจะทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของมนตราแห่งพญานาคราช สามารถแพร่กระจายไปสู่คนหลายกลุ่มอย่างเป็น “ประชาธิปไตย” และมีความเป็นเหตุเป็นผลที่ทันสมัยขึ้น

พูดอีกอย่างคือบทสรุปจบของ “มนต์นาคราช” นั้น ไม่ค่อยมี “ความเป็นจักรๆ วงศ์ๆ” สักเท่าไหร่

คลิกอ่านรายละเอียด Democratization of “มนต์นาคราช”

ทว่า “นาคี 2” กลับทำตัวเป็น “หนังจักรๆ วงศ์ๆ” เสียยิ่งกว่า “ละครจักรๆ วงศ์ๆ” เผลอๆ นี่อาจเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกสุดในรอบ 2-3 ทศวรรษ ที่ตั้งใจและจงใจจะเลือกเดินบนเส้นทางสายดังกล่าว

นี่ไม่ใช่การเดินย้อนกลับหลังแบบมั่วๆ หรือการมีพฤติกรรมย้อนยุคแบบเชยๆ หากคนทำหนังเรื่องนี้น่าจะเลือกสรรมาเป็นอย่างดีแล้ว ว่า (พวก) เขาต้องการจะมุ่งมั่นเผชิญหน้ากับชุดปัญหา (ทางสังคมการเมือง) ในปัจจุบันด้วยเครื่องมือที่หลายคนมักประเมินว่า “ล้าสมัย”

แต่สำหรับ (พวก) เขาแล้วนี่คือเครื่องมือหรือโลกทัศน์อันทรงพลานุภาพสูงสุด