จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เรตติ้ง “สังข์ทอง” ยังเกือบถึง 7 – ชมคลิปสนุกๆ เมื่อสื่อโซเชียลสัมภาษณ์ “พระสังข์”

เรตติ้ง “สังข์ทอง” ยังรักษามาตรฐานที่ 6.9

เรตติ้ง “สังข์ทอง 2561” ยังประคองตัวให้อยู่ในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง

โดยในช่วงหยุดยาววันแม่แห่งชาติเมื่อสัปดาห์ก่อน ละครประจำวันที่ 11 และ 12 สิงหาคม โกยเรตติ้งไป 6.548 และ 6.916 ตามลำดับ

ซึ่งน่าจะถือเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของทีวีไทยในช่วงเวลาดังกล่าว แถมยังเป็น “ทัพหลวง” ที่พาช่อง 7 คว้าชัยเหนือคู่แข่งอย่างขาดลอย

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/analysis-10rating-11-13-08-61/

“พระสังข์” ให้สัมภาษณ์เพจ FEED

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม เพจเฟซบุ๊ก FEED ซึ่งเป็นสื่อรุ่นใหม่ที่โดดเด่นทางด้านการผลิต “โซเชียลคลิป” ได้เผยแพร่คลิปสัมภาษณ์ “ม่อน สุรศักดิ์ สุวรรณวงษ์” ผู้รับบท “พระสังข์” ในละครเรื่อง “สังข์ทอง”

คลิปความยาวประมาณ 3 นาทีดังกล่าว มีเนื้อหาสาระกำลังดี และดูเพลินเลยทีเดียว

Advertisements
คนมองหนัง

Shoplifters: ทางเลือกที่ 3 จากปัญหา “ครอบครัว” 2 แบบ และ “ดอกไม้ไฟ” ที่มองไม่เห็น

พื้นที่ตรงกลาง? ระหว่าง “สายเลือด” กับ “สายใยสังคม”

shoplifters poster

ชอบท่าทีและประเด็นหลักของหนัง ซึ่งด้านหนึ่ง “ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ” กำลังพยายามตั้งคำถามกับเรื่องความสัมพันธ์ “ทางสายเลือด” อยู่แน่ๆ แต่ขณะเดียวกัน หนังก็ไม่ได้โรแมนติไซส์ “สายใย/สายสัมพันธ์ทางสังคม” รูปแบบอื่นๆ ที่เข้ามาก่อร่างสร้าง “ครอบครัว” ทดแทนความสัมพันธ์ชนิดแรก

ดังจะเห็นได้ว่าสายสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของ “ครอบครัว (ที่เพิ่งสร้าง)” ในหนัง มันมีลักษณะ “สองหน้า” หรือกระตุ้นให้คนดูรู้สึกคลางแคลงใจได้บ่อยๆ (นับแต่ช่วงครึ่งหลังของเรื่องเป็นต้นไป) ว่าตัวละครเหล่านั้นกำลัง “จริงใจ” หรือ “ไก่กา” ต่อกัน?

“สายสัมพันธ์ทางสังคม” อาจทำให้เกิดภาพความทรงจำดีๆ เช่น การจับกลุ่มไปเที่ยวทะเลสุดแสนรื่นรมย์ หรือการที่ผู้หญิงวัยกลางคนรายหนึ่งกับเด็กหญิงวัยไม่กี่ขวบ ที่ไม่ใช่แม่-ลูกโดยสายเลือด ต่างไถ่ถามถึงรอยแผลเป็นจากเตารีดของกันและกัน ด้วยความห่วงใย

แต่อีกด้าน สายสัมพันธ์แบบนั้นก็เชื่อมร้อยเข้าหากันผ่านการปิดบังความจริงบางอย่าง, การขูดรีดซึ่งกันและกัน และการพร้อมจะทอดทิ้งสมาชิกบางคนที่พลาดท่าเสียที

หรือกล่าวให้ถึงที่สุด การลักเล็กขโมยน้อยที่ “ครอบครัว” นี้กระทำเพื่อหาเลี้ยงตนเอง มันก็เป็นสิ่งที่ “ไม่แฟร์” กับหลายๆ คนในสังคม เช่น เจ้าของร้านชำขนาดเล็กๆ ถ้าเราไม่เหมารวม/ตีความใหญ่โตว่าพฤติการณ์ของพวกเขา คือ การต่อต้านระบบทุนนิยมอะไรทำนองนั้น

การตัดสินใจของ “โชตะ” ตอนท้ายเรื่อง จึงเป็นสิ่งที่เจ็บปวดมาก และเป็นเหมือนการแสวงหา “ทางเลือกที่สาม/อื่นๆ” ที่ยังไม่รู้ชัดว่าจะ “ใช่” หรือไม่?

แต่ครั้นจะให้เขาและคนรุ่นราวคราวเดียวกันเติบโตขึ้นมาท่ามกลาง “สายสัมพันธ์หรือเงื่อนไขทางสังคม” แบบในหนัง ชีวิตก็แลดูโหดร้ายและตีบตันเกินไป

(ทำไม “หลิน” ต้องเป็นบัณฑิตมือวิเศษเจริญรอยตามโชตะ? หรือถ้าโชตะอยากขึ้นครูกับ “อากิ” เรื่องราวมันจะชุลมุนวุ่นวายขนาดไหน?)

ที่สำคัญ ผลลัพธ์จากการตัดสินใจไปบุกเบิกอนาคตใหม่ๆ ของโชตะ ซึ่งสั่นสะเทือนถึงปัจเจกบุคคลผู้เกี่ยวข้องแต่ละคนนั้น มันดันไม่เหมือนและไม่เท่าเทียมกัน (ไม่ยุติธรรม) อีกต่างหาก

หรือถ้าคิดให้สุดขั้ว บางทีการใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายเฉกเช่นที่ตัวละครหลักทุกรายต้องเผชิญในตอนจบ อาจเป็น “ทางออก” จาก “ปัญหาครอบครัว” ซึ่งทรงประสิทธิภาพ-ประสิทธิผลที่สุด (ทว่า พวกเขาก็ต้องพบเจอกับวิกฤตอื่นๆ อยู่ดี)

ดอกไม้ไฟที่มองไม่เห็น

shoplifters

ผมชอบหลายๆ ฉาก หลายๆ โมเมนต์/สถานการณ์ของหนัง

แน่นอนว่าชอบพวกฉากเที่ยวทะเล, ฉากเด็กวัยแตกเนื้อหนุ่มเริ่มเหล่นม “พี่สาว”, ฉากแผลเตารีด, ฉากฟันน้ำนมหลุดที่มาพร้อมโศกนาฏกรรมสำคัญ

อีกรายละเอียดหนึ่งของหนังที่รู้สึกชอบและสะดุดใจ คือ ภูมิหลังชีวิตรักสามเส้า/ชีวิตครอบครัวของคุณย่า

แต่ฉากที่ชอบมากสุดเป็นการส่วนตัว คือ ฉากคนในครอบครัวมาจับกลุ่มแหงนหน้ามองดอกไม้ไฟหน้าบ้าน โดยที่ผู้ชมภาพยนตร์ไม่ได้เห็นพลุ ทว่าเห็นเพียงกลุ่มตัวละครที่กำลังชะเง้อหน้าจ้องมองพลุบนฟากฟ้าอันมืดมิด (ซึ่งแม้แต่พวกเขาเองก็อาจจะมองเห็นมันไม่ชัดเจนเช่นกัน)

ฉากนี้ทำให้ย้อนนึกถึงประสบการณ์ส่วนตัวตอนอยู่เมืองนอก ช่วงนั้นเป็นวันหยุดยาวคริสต์มาส-ปีใหม่พอดี พวกนักเรียนนักศึกษาต่างชาติมักข้ามไปเที่ยวแถบภาคพื้นทวีป หรือผมก็กำลังจะนั่งรถไฟไปเวลส์

คืนหนึ่งก่อนหน้าจะออกเดินทางไม่นาน ผมแวะซื้อไก่ทอดแถวหอพัก (ทางตะวันออกเฉียงใต้ –และเป็นพื้นที่โซนสอง- ของมหานครลอนดอน) แล้วได้ทักทายกับพนักงานขายที่ค่อนข้างสนิทสนมกัน ซึ่งมีพื้นเพเป็นคนเอเชียใต้

ระหว่างรอไก่ ไอ้เราก็ดันทะลึ่งถามพี่คนขายว่า “นี่ยูมีแผนจะไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศที่ไหนบ้างหรือเปล่า?” ชายชาวเอเชียใต้คนนั้นมีท่าทีตกใจมากเมื่อได้รับฟังคำถามของผม ก่อนจะตอบกลับมา (กึ่งสอน) ว่า

“โอ๊ย! ผมไม่มีปัญญาไปไหนไกลหรอก อย่างมากก็แค่เข้าไปดูเค้าจุดดอกไม้ไฟฉลองตอนเคาท์ดาวน์ปีใหม่ที่ลอนดอนชั้นใน เอาจริง! กะอีแค่ไอ้ลอนดอนชั้นในนี่ ผมยังไม่ค่อยได้เข้าไปเลย”

สุดท้าย ไม่รู้ว่าพี่คนขายไก่เขาจะได้ไปดูดอกไม้ไฟที่ใจกลางมหานครลอนดอนตามความประสงค์หรือเปล่า (เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ร้านไก่ทอดแห่งนี้ก็ปิดตัวลง) ส่วนผมก็ไม่ได้เห็นไอ้ดอกไม้ไฟนั่นเหมือนกัน

แต่สิ่งที่ได้ประจักษ์ชัด คือ ข้อจำกัดของมนุษย์ผู้หนึ่ง ซึ่งการดิ้นรนอยากไปดูพลุเฉลิมฉลองเทศกาล ถือเป็นความฝันอันอยู่ไกลแสนไกลเหลือเกิน จากวิถีชีวิตปกติของเขา

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

หยุดยาวอย่างนี้ มาชมภาพสวยๆ ในจอ-นอกจอของ “เจ็ดธิดา” จาก “สังข์ทอง” กันดีกว่า

คราวนี้ ไม่สามารถหาข้อมูลเรตติ้ง “สังข์ทอง 2561” จากสัปดาห์ก่อน มาเผยแพร่ได้ครับ

เลยขออนุญาตแก้ขัดด้วยการประมวลภาพสวยๆ ของ “เจ็ดธิดา” ลูกสาวท้าวสามนต์ มาฝากกัน

เชิญรับชม

รจนา

ยิ้มให้กับ…❤ Cr.@samsearn

A post shared by Kessarin Noiphueng (official) (@pupe_kessarin) on

🌸

A post shared by Kessarin Noiphueng (official) (@pupe_kessarin) on

วิลาวัณย์

พรรณผกา

พนารัตน์

พนารัตน์#สังข์ทอง cr. @duj7

A post shared by Aunyaros poonnakoson (@pimaunya) on

ปัทมา

ผกากรอง

☔️ #GGxxjapan 📷 @plugsweden

A post shared by Kanamon Khaojitphunsuk (@galgam) on

ประคองยศ

คนอ่านเพลง

รีวิว BOYdKO50th #2 Simplified the Concert

หนึ่ง

boydko50th2-simplified-the-concert-2018-hilight

นี่คือภาคต่อจากคอนเสิร์ต “Rhythm and Boyd” เมื่อต้นปี

โครงสร้างก็คล้ายๆ กับคอนเสิร์ตนั้น คือ ถ้าแบ่งคอนเสิร์ตออกได้เป็นประมาณ 4 ส่วน เพลงจากสตูดิโออัลบั้มชุดสองของ “บอย โกสิยพงษ์” ร่วมด้วยงานเกี่ยวเนื่อง คืออีพีชุด “One” และซิงเกิล “Home” จะไปกองอยู่พาร์ทแรก ส่วนสามพาร์ทหลัง ก็เป็นช่วงเพลงฮิตอื่นๆ ของเจ้าตัว (ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างงานชุดสอง กับ “Million Ways to Love Part 1-2”) ในอารมณ์และวิธีการนำเสนอแบบ “เบเกอรี่ รียูเนียน”

แต่ดูเหมือนบอยและทีมงานจะตระหนักถึงจุดอ่อนของคอนเสิร์ตภาคหนึ่งเมื่อตอนต้นปีพอสมควร พวกเขาจึงเพิ่มเติม-เล่นกับรายละเอียดบางด้าน ทำให้โชว์โดยรวมไม่แบ่งเป็นก้อนๆ อย่างขาดห้วงระหว่างกันจนเกินไป

สอง

อัลบั้ม “Simplified” ของบอย วางแผงในปี 2539 สมัยผมเรียน ม.3

22 ปีผ่านไป พอนึกย้อนถึงช่วงเวลานั้น มันถือเป็นห้วงระยะหนึ่งที่รุ่มรวยและรื่นรมย์มากๆ ในความทรงจำส่วนตัว

แน่นอน ค่ายเบเกอรี่คือทางเลือกอันดับต้นๆ ของวัยรุ่นยุคดังกล่าว ถ้าใครอยากจะแสวงหาเพลงป๊อปไทยรสชาติใหม่ๆ นอกเหนือจากสองค่ายหลัก “แกรมมี่-อาร์เอส”

ณ พ.ศ.2539 วงจากเบเกอรี่ มิวสิค ที่ผมชอบมาก คือ “โยคีเพลย์บอย” และ “โซลอาฟเตอร์ซิกส์” ซึ่ง “พี่โป้” นักร้องนำของวงแรก (ก่อนที่แกจะกลายเป็น “โยคีเพลย์บอย” และ “โยคีเพลย์บอย” จะกลายเป็นแก เหมือนในยุคปัจจุบัน) และ “พี่ปึ่ง-พี่ปิงปอง” สมาชิกหลักของวงหลัง ก็มีส่วนร่วมในงานชุด “Simplified” ด้วย

พี่โป้ร้องเพลง “I’m Free” และ “เที่ยงคืน” ส่วนพี่ปึ่ง-พี่ปิงปอง ร้องเพลง “พยาน”

จริงๆ สามเพลงนี้ไม่ดังไม่ติดหูเท่าไหร่ แต่น่าแปลกดีเหมือนกัน ที่ตอนคอนเสิร์ตเมื่อคืนวันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม 2561 ผมกลับร้องตามพี่โป้-พี่ปึ่ง-พี่ปิงปอง ได้แทบทุกประโยคโดยไม่รู้ตัว (และไม่ได้ย้อนกลับไปทำการบ้าน/ฟังงานชุดนี้อย่างจริงจังก่อนจะมาคอนเสิร์ตด้วย)

“นภ พรชำนิ” เป็นอีกคนที่มีบทบาทเยอะมากในอัลบั้มชุดนี้และบนเวทีเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เวลาผมรู้สึกว่าตัวเองเจอหน้าและฟังเสียงพี่นภบ่อยเกินไป ผมก็จะแก้อาการ “เบื่อ” ด้วยการย้อนนึกไปถึงเพื่อนสมัย ม.3 คนหนึ่ง ที่มันชอบเรียกพี่นภว่า “นภพร ชำนิ”

ที่ผมจำได้ไม่ลืม ก็คือ เพื่อนคนนั้นเคยวิจารณ์อัลบั้ม Simplified แบบขำๆ เอาไว้ว่า “นภพร ชำนิ ร้องเกือบทุกเพลงเลยว่ะ”

ต้องยอมรับว่าระหว่างนั่งชมคอนเสิร์ต และคิดถึงผลงานชุด “Simplified” ความทรงจำของผมยังพรั่งพรูไปสู่เรื่องราวอื่นๆ อีกมากมาย

ผมนึกถึง “เพื่อนเก่า” คนหนึ่ง ซึ่งตัวเองรู้สึกแอบปลื้มเธอตั้งแต่สมัยประถมปลาย ผมเจอหน้าเธอโดยบังเอิญในระยะไกลเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อปี 2539 แล้วเราก็ไม่เคยได้พบกันอีกเลย

ผมนึกถึงห้วงเวลาดีๆ ที่ตัวเองในวัย 14-15 ปี ไปหมกตัวอ่านงานประพันธ์ของ “ม.จ.อากาศดำเกิง รพีพัฒน์” ในห้องสมุดโรงเรียน ไล่ตั้งแต่งานดังอย่าง “ละครแห่งชีวิต” จนถึง “ผิวเหลืองหรือผิวขาว” “วิมานทลาย” และ “ครอบจักรวาล”

ผมนึกถึงตัวเองสมัยเรียนห้อง “รองคิง” ตอน ม.3 ซึ่งสอบได้เกือบลำดับสุดท้าย ทั้งที่เกรดเฉลี่ยก็ใกล้ๆ 3.5

ผมนึกถึงตอนตัวเองตัดสินใจเลือกแผนการเรียนสายศิลป์คำนวณ เมื่อกลาง ม.3 เทอมสอง จนโดนครูประจำชั้นและเพื่อนๆ บางคน คัดค้านไม่เห็นด้วย

ผมนึกถึงเพื่อนร่วมห้องสมัย ม.3 คนหนึ่งที่ชอบฟังเพลงเบเกอรี่มาด้วยกัน ขณะนี้ เขาเป็นบล็อกเกอร์ชื่อดัง และเพิ่งตัดสินใจลาออกจากราชการ ก่อนหน้าคอนเสิร์ตหนนี้ไม่นาน

ฯลฯ

สาม

จุดดีๆ ในพาร์ทแรกสุดหรือการโชว์งานเพลงในชุด “Simplified” ของคอนเสิร์ตหนนี้ คือ พี่บอยไม่ได้มาแนวตึงเครียดอัดแน่นจนไม่มีจังหวะพักหายใจแบบคราวคอนเสิร์ต “Rhythm and Boyd”

แกพร้อมจะสลับเรียงเพลงโดยไม่ได้อิงตามลำดับในเทป/ซีดีแบบเป๊ะๆ เช่น พอพี่โป้ขึ้นเวที เขาก็ร้อง “I’m Free” และ “เที่ยงคืน” ติดกันไปเลย ทั้งที่มันคือเพลงที่ 4 และ 6 ในอัลบั้ม

โชว์ยังใช้ประโยชน์จาก “พี่ปั่น ไพบูลย์เกียรติ” ได้ดี คือ แทนที่จะให้แกร้องแค่เพลง “ภาพเก่าๆ” ก็จัดการต่อท้ายเพลงนั้นด้วย “Home” พร้อมมี “พี่ธีร์ ไชยเดช” มาร่วมร้องอีกคน (จนกลายเป็นโมเมนต์น่ารักๆ หวานๆ ประจำงาน)

ตัวพี่บอยเองก็ขยันขึ้นเวทีมาพูดแทรกและสร้างอารมณ์ขันเสริมในพาร์ทแรกของคอนเสิร์ต (ตรงกันข้ามกับเมื่อต้นปี ที่แกแทบไม่โผล่ขึ้นมาแจมในโชว์ส่วนแรกสุด)

สี่

อย่างไรก็ดี มี 3-4 จุดในคอนเสิร์ต ที่ผมรู้สึกว่าน่าเสียดายหรือเห็นว่ามันติดๆ ขัดๆ อยู่บ้าง

จุดแรก เป็นเรื่องความเสียดายเล็กๆ น้อยๆ ที่ในเพลง “เที่ยงคืน” พี่โป้ไม่ได้ร้องกับ “โจอี้ บอย” (ซึ่งคงติดอะไรสักอย่าง) เลยได้ “อุ๋ย บุดดาเบลส” และเพื่อนๆ มาแทน (อันนี้ไม่ได้ตามข่าวใกล้ชิด จึงไม่แน่ใจว่า หรือที่ขึ้นโชว์นั้นคือ สมาชิกบุดดาเบลสยุคปัจจุบัน ก็ไม่รู้?)

จุดสอง ในคอนเสิร์ต “Rhythm and Boyd” มีการปล่อยไม้เด็ด ด้วยการให้พี่นภ และสองพี่น้องแห่งตระกูลศิลาอ่อน มาร้องเพลง “ตัดสินใจ” เต็มๆ เพื่อโปรโมทคอนเสิร์ต “Simplified”

ที่น่าเสียดาย คือ มาถึงคอนเสิร์ตนี้ (ในคืนวันเสาร์) เพลง “ตัดสินใจ” กลับถูกร้องไม่เต็มเพลง

จุดที่สาม ข้อนี้ อาจเป็นความรู้สึกหรือทัศนคติส่วนบุคคล เพราะเห็นหลายคนก็อินหรือซาบซึ้งกันอยู่ คือ ผมรู้สึกว่าพี่บอยพยายามดึงสมาชิกในครอบครัวมาเป็นสาระสำคัญของโชว์มากไปนิด

แน่นอน คนเหล่านี้คือแรงบันดาลใจสำคัญของศิลปินแน่ๆ แต่ผมไม่แน่ใจว่าศิลปินจำเป็นจะต้องทำให้พวกเขามีตัวตนชัดเจน (สุดๆ) ในคอนเสิร์ตด้วยหรือไม่ โดยส่วนตัว ผมเห็นว่ายิ่งคนในครอบครัวศิลปินถูกขับเน้นบทบาท-สถานะ หรือถูกย้ำว่าเป็นบ่อเกิด/จุดกำเนิดของเพลงนี้เพลงนั้นมากขึ้นเท่าไร เพลงดังกล่าวก็จะสูญเสียสถานะ “ความเป็นเพลงป๊อป” ไปอย่างน่าเสียดาย

คือแทนที่เพลงจะมี “ความเป็นนามธรรม” และเปิดกว้างให้คนฟังสามารถสอดแทรกจินตนาการ อารมณ์ ความรู้สึก ความทรงจำ การตีความส่วนบุคคล ใส่ลงไปในบทเพลง (“ฟุ้งกระจาย”) ได้เต็มที่

ตัวตนและเรื่องราวเกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัวของศิลปินกลับแผ่ขยายออกกว้างขวางขื้นเรื่อยๆ กระทั่ง “ระงับ” การพยายามมีส่วนร่วมกับเสียงเพลงของคนฟังเอาไว้ซะอย่างงั้น

IMG_3507

จุดที่สี่ คอนเสิร์ตหนนี้ มี “พี่ตูน” มาเป็นแขกรับเชิญ ซึ่งผมไม่ติดขัดอะไร แล้วก็ไม่แปลกใจที่แกได้รับเสียงปรบมือต้อนรับดังกึกก้อง โดยไม่ต้องมีใครคอยบิวด์

แต่สิ่งที่ผมติดใจมากๆ คือ ทั้งๆ ที่พี่ตูน (ในวันเสาร์) พยายามจะทำตัวเป็นอดีตวัยรุ่นคนหนึ่งที่ชื่นชอบเพลงพี่บอย ณ ปี 2539 เขาพยายามจะย้อนรำลึกถึงตนเองเมื่อคราวต้องซื้อบัตรราคาถูกสุดไปดูคอนเสิร์ตพี่บอยที่เอ็มบีเค

ทว่ากลับเป็นพี่บอย (และพี่นภ) ที่ดันยึดติดกับสถานภาพ “ก้าวคนละก้าว” ของพี่ตูนในปัจจุบันซะจนน่า “อึดอัด” และทำให้การมีอยู่ของเขาบนเวทีกลายเป็นเรื่องทางการ/พิธีกรรมเกินไปหน่อย (ทั้งที่เจ้าตัวเองเหมือนอยากจะมา “ร่วมสนุก” และ “ผ่อนคลาย” มากกว่านี้)

ห้า

นอกจากได้ฟังการแสดงสดบทเพลงที่พี่โป้และสองพี่น้องสุพรรณเภสัช แทบไม่เคยได้ร้องโชว์ที่ไหนแล้ว

มีอีก 3-4 จุดที่ผมประทับใจมากในคอนเสิร์ตนี้

จุดแรก คือ ได้ฟัง “อยากจะรู้” แบบสดๆ นี่เป็นอีกเพลงที่ตอนเผยแพร่ออกมาในอีพี “One” ผมรู้สึกเฉยๆ แต่พอนานๆ ไป ผมกลับรู้สึกคิดถึงมันเป็นระยะ และสามารถจดจำเนื้อหาของเพลงได้อย่างแม่นยำระหว่างชมคอนเสิร์ต

จุดสอง โชว์สั้นๆ ของ “พี่น้อย พรู” ก็ยังสนุกเหมือนเดิม แกมาเปิดตัวเพลงใหม่จากอัลบั้มเดี่ยวชุดแรก ชื่อ “แด่ศาลที่เคารพ” แน่นอนว่าฟังสดแทบไม่รู้เรื่องเลย (คิดถึงตอนวงพรูเปิดตัวด้วยเพลง “เลือกแบบไหน” ใน “Bakery The Concert”) แต่พอกลับบ้านมาฟังเพลงนี้ในสตรีมมิ่ง ก็พบว่างานใหม่พี่น้อยน่าสนใจทีเดียว

(ฟังได้ที่นี่ http://music.sanook.com/music/song/qUCKcdxjKYMDgNwd2Tdb2w==/lyric/)

จุดที่สาม คือ การปรากฏตัวของ “นาเดีย สุทธิกุลพานิช” โอเค เธออาจไม่ได้ร้างลาเวทีไปเป็นทศวรรษ แต่สำหรับผม นี่เป็นครั้งแรกในรอบกว่าสิบปี ที่ได้ดูเธอเล่นคอนเสิร์ต (ตอนเธอออกมา ผมถึงกับเผลอตัวกรีดร้องด้วยซ้ำ 555)

IMG_3561

ระหว่างนาเดียและ “โบว์-จอยซ์” มายืนเรียงกันช่วงท้ายๆ งาน ทำให้นึกได้ว่า เออ! นักร้องวัยรุ่นหญิงค่ายเบเกอรี่/โดโจซิตี้ ยุคต้น 2540 หลายคน (แม้ไม่ใช่ทุกคน) จะมีโครงร่างสูงใหญ่ คือ แม้อาจไม่ถึงขั้นนางงาม-นางแบบ แต่ก็ราวๆ นางเอกอย่างสินจัย, คัทลียา, สิเรียม, มาช่า, หมิว อะไรทำนองนั้น หรืออย่างน้อยที่สุด ทั้งสามคนก็ตัวสูง/โตเกินมาตรฐานเฉลี่ยของ BNK48 ยุคนี้แน่ๆ

นี่คงบ่งชี้ถึง “มาตรฐานความงาม” ที่เปลี่ยนแปลงไป

อีกจุดที่ชอบ ก็คือ คอนเสิร์ตนี้ปิดท้าย (และเชื่อมต่อไปยังคอนเสิร์ต “Million Ways to Love” ต้นปีหน้า) ด้วยการรำลึกถึง “พี่โจ้ พอส” ผ่านการจัดวางแบบเดิมๆ ที่หลายคนคงเดาทางถูก คือ มีพี่บอยมาดีดกีต้าร์-ร้องขึ้นต้นเพลง “รักเธอทั้งหมดของหัวใจ” มีไมค์ว่างๆ อีกตัวมาตั้งทิ้งไว้ แล้วยิงแสงสป็อตไลท์ลงไป ประมวลภาพเก่าๆ ของพี่โจ้เริ่มปรากฏบนจอภาพ ฉับพลัน เสียงร้องของแกก็ดังขึ้น

(ก่อนจะมีพี่ป๊อดมาร้องเพลง “ใคร” ซึ่งเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษดั้งเดิมของเพลงนี้ พี่บอยได้แต่งให้พี่โจ้ในวันที่แกเสียชีวิต)

IMG_3568

ทั้งที่เป็นกระบวนท่าเดิมๆ แต่การรำลึกถวิลหาพี่โจ้ยังได้ผลอยู่เสมอ นอกจากนี้ นี่ยังเป็นโทนอารมณ์ที่ผิดแผก/คอนทราสต์กับจากโชว์ส่วนๆ อื่นในคอนเสิร์ต เพราะมันเป็นเรื่องราวความโศกเศร้าสูญเสีย “จริงๆ”

พอพูดถึงความสูญเสีย พี่บอยก็ค่อยๆ ร้อยรัดความสูญเสียเรื่องพี่โจ้เข้ากับเรื่องที่คนใกล้ตัวรายอื่นๆ ของแก ค่อยๆ เสียชีวิตลงไปเรื่อยๆ ตามวันเวลาที่ผันผ่าน

จุดนี้ผมว่า “เวิร์ก” เมื่อโชว์สามารถทำให้บทเพลงและชีวิตของบุคคลสาธารณะ/ศิลปินอีกคนหนึ่ง ค่อยๆ กลืนกลายเป็นเนื้อเดียวกับบรรดาคนใกล้ตัวของศิลปินเจ้าของคอนเสิร์ตอีกที (ตรงข้ามกับการผลักดันเอาเรื่องราวว่าด้วยคนใกล้ตัวเหล่านั้นเป็นโจทย์ตั้งต้น แล้วพยายามลากเพลง-ดึงโชว์เข้าไปหาพวกเขา)

หก

แถมท้ายสองประเด็น

เพิ่งมาตระหนักเมื่อนั่งชมคอนเสิร์ตว่า งานชุด “Simplified” และอีพี “One” นั้นไม่มีเสียงผู้หญิงเป็นเสียงร้องนำเลย กระทั่งพวกเพลงที่ต้องพึ่งพาเสียงร้องนำมากกว่าหนึ่งเสียง ก็ยังใช้บริการนักร้องชายทั้งหมด (พี่บอยเองยังแซวบนเวทีว่า งานในช่วงนั้นของแกมีลักษณะ “วาย”)

อีกข้อ คือ พบว่าคอนเสิร์ตนี้ใช้งาน Impact Exhibition Hall (1) ได้แปลกดี เพราะเขาใช้สถานที่ดังกล่าวในแนวขวาง (งานอื่นๆ ส่วนใหญ่ จะใช้งานในแนวยาว/ดิ่ง) โดยตั้งเวทีติดผนังด้านขวามือ ที่เหลือเป็นสแตนด์ที่นั่งคนดู ส่งผลให้ผู้ชมได้ใกล้ชิดกับนักร้อง-นักดนตรีบนเวทีอย่างน่าทึ่ง (แต่เหมือนจุดเสียจะอยู่ตรงที่นั่งโซนริมๆ ที่คงเห็นภาพการแสดงไม่ชัดเจนนัก จนผู้จัดต้องแจก “ถุงผ้า” ชดเชย)

ขอบคุณคลิปจาก https://www.youtube.com/user/AAATheAnnie

คนมองหนัง

บันทึกถึง “App War: แอปชนแอป”

(เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ!)

หนึ่ง

app war 1

“ยรรยง คุรุอังกูร” อาจยังไม่ถือเป็นผู้กำกับภาพยนตร์แถวหน้า-ชั้นครีม ของวงการหนังไทยร่วมสมัย

แต่หากพิจารณาผลงานหนังยาวทั้งสองเรื่องของเขา คือ “2538 อัลเทอร์มาจีบ” (2558) และ “App War: แอปชนแอป” (2561) ก็ต้องยอมรับว่ายรรยงเป็นคนเล่าเรื่องสนุก และสามารถคัดเลือกกลุ่มตัวละครที่มีประสบการณ์-ปัญหาชีวิตน่าสนใจ มานำเสนอได้อยู่เสมอ

จากเรื่องราวของพ่อแม่ที่ได้ย้อนรำลึกความสุข-ความผิดพลาดในช่วงชีวิตวัยรุ่นของตนเอง ท่ามกลางเสียงเพลงยุคอัลเทอร์เนทีฟครองเมือง ปลายทศวรรษ 2530

มาถึงความสัมพันธ์สองหน้า ระหว่างหนุ่มสาววัยเริ่มต้นทำงานสองคน/กลุ่ม ที่หวังจะประสบความสำเร็จในธุรกิจไอที สตาร์ทอัพ ต้นทศวรรษ 2561

สอง

app war 2

“App War” บอกเล่าเรื่องราวของหนุ่มสาวคนชั้นกลางสองกลุ่ม ที่พยายามไขว่คว้าหาโอกาสในธุรกิจไอที สตาร์ทอัพ ผ่านการสร้างแอปพลิเคชัน

กลุ่มแรกนำโดย “บอมบ์” หนุ่มโปรแกรมเมอร์มากความสามารถ กลุ่มหลังนำโดย “จูน” สาวนักการตลาด ที่ได้เงินลงทุนก้อนแรกมาจากครอบครัว

“บอมบ์” และ “จูน” มีโอกาสเจอหน้ากันตามงานประกวดแข่งขันโปรเจ็คท์สตาร์ทอัพ คืนหนึ่ง ทั้งคู่มีโอกาสพูดคุยและแวะกินข้าวด้วยกัน กระทั่งต่างคนต่างเกิดไอเดียว่าคงจะดีนะ หากมีใครสร้างแอปพลิเคชันซึ่งช่วยดึงดูดคนที่ไม่รู้จักกัน ให้มาร่วมทำกิจกรรมบางอย่าง อันเกิดจากความสนใจที่ต้องตรงกันของพวกเขา

หลายเดือนผ่านไป จึงเกิดแอปพลิเคชันชื่อ “Inviter” และ “Amjoin” ขึ้นมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ทั้งสองแอปต่างมีฟังก์ชั่นสอดคล้องกับบทสนทนาของ “บอมบ์” และ “จูน” เป๊ะๆ

แอปแรกเป็นผลงานของ “บอมบ์” และเพื่อนๆ ซึ่งมีจุดเด่นที่ระบบจัดการข้อมูล แต่รูปโฉมเบื้องหน้ากลับจืดชืดค่อนข้างเชย ขณะที่แอปหลังเป็นผลงานของ “จูน” และเพื่อนๆ ซึ่งมีระบบโครงสร้างหลังบ้านไม่แข็งแรงนัก สวนทางกับรูปลักษณ์ภายนอก ที่ดึงดูดใจกลุ่มผู้ใช้วัยรุ่นได้ดีกว่า

“บอมบ์” กับ “จูน” จึงหวนกลับมาเจอกันอีกครั้ง ในสงครามระหว่างแอปที่อุบัติขึ้น

สองหนุ่มสาวค่อยๆ สานทอความรักความสัมพันธ์ ไปพร้อมๆ กับการห้ำหั่นเอาเป็นเอาตายในเชิงไอทีและธุรกิจ โดยมีเวทีสตาร์ทอัพ คอนเทสต์ เป็นสังเวียนสุดท้าย ที่เขาและเธอจะต้องลงชิงชัยขับเคี่ยว เพื่อคว้าเงินรางวัลก้อนใหญ่ไปพัฒนาธุรกิจของตนเอง

สาม

app war

หากประเมินจากรูปลักษณ์ ตลอดจนประเด็นแกนกลางของเรื่องเล่า อดคิดไม่ได้ว่า “App War” ผลงานลำดับที่สองของค่าย “ทีโมเมนต์” ที่มี “วิสูตร พูลวรลักษณ์” อดีตผู้บริหารคนหนึ่งของ “จีทีเอช” เป็นหัวเรือใหญ่ ร่วมด้วยทุนสนับสนุนจากเครือ “โมโน” นั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อท้าชนประกบคู่กับ “ฉลาดเกมส์โกง” หนังทำเงิน-ทำกล่องประจำปีก่อนของค่าย “จีดีเอช” พาร์ทเนอร์เก่าของวิสูตร

อย่างไรก็ดี “App War” มิได้เดินซ้ำรอยทางของ “ฉลาดเกมส์โกง” จนปราศจากความคิดสร้างสรรค์ใดๆ

ถ้า “ฉลาดเกมส์โกง” คือหนังไทยที่มีกลุ่มตัวละครหลักเป็นวัยรุ่นช่วงอายุไม่เกิน 20 ปี ซึ่งกำลังสอบเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย และมิตรภาพระหว่างพวกเขาก็ถูกทดสอบเคี่ยวกรำในสนามสอบแข่งขัน

“App War” ก็ขยับขึ้นมาเล่าเรื่องราวของวัยรุ่นอายุ 20 กว่าๆ ซึ่งกำลังเริ่มต้นทำงานด้วยไฟฝันอันร้อนแรง โดยที่สนามแข่งขันทางธุรกิจได้กลับกลายเป็นทั้งเครื่องมือส่งเสริมและขัดขวางสายสัมพันธ์ความรักระหว่างพวกเขาไปพร้อมๆ กัน

แม้จะฉาบหน้าด้วยการแข่งขันแย่งชิงผลประโยชน์ในแวดวงไอที สตาร์ทอัพ แต่ลึกๆ แล้ว ผมเห็นว่า “App War” กำลังพูดถึงสายสัมพันธ์ทั้งรักทั้งชัง ทั้งอยากจะรักและอยากจะเอาชนะ ซึ่งมักเป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นกับคนวัยหนึ่ง ที่โตเกินกว่าจะมี “ปั๊ปปี้เลิฟ” แบบเด็กมัธยม แต่ก็ยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอที่จะก่อร่างสร้างครอบครัว และพร้อมจะเทคแคร์คนรักชนิดสุดหัวจิตหัวใจ

หลายๆ ฉาก/สถานการณ์ในหนัง สามารถอธิบายความสัมพันธ์ที่กำกวมคลุมเครือเช่นนี้ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นฉาก “จูน” ซัด “บอมบ์” จนหมอบตอนเล่นเกมเลเซอร์แท็ก หรือสถานการณ์ที่ทีมงานของ “จูน” ส่งเด็กฝึกงานไปเป็นสปายและขโมยแล็ปท็อปของ “บอมบ์” เช่นเดียวกับที่ทีม “บอมบ์” ส่งคนระดับโค-ฟาวเดอร์ ไปตีเนียนเป็นดีไซเนอร์ให้ฝั่ง “จูน” ซึ่งสร้างความรู้สึกเจ็บปวด-ผิดหวัง ให้แก่หัวหน้าทีมทั้งสองฝ่าย

ทว่าในฉากสุดท้ายของหนัง โทนอารมณ์เจ็บแค้น ชิงชัง อยากจะเอาชนะ ระหว่างตัวละครนำทั้งคู่ ก็ระเหยหายไป และค่อยๆ เปลี่ยนแปลงสู่ความสัมพันธ์อีกรูปแบบ

ราวกับจะเป็นบทสรุปว่าทุกฝ่ายล้วนต้อง “เติบโต” ขึ้น ภายหลังการแข่งขันทางธุรกิจอันตึงเครียดยุติลงและได้ผลลัพธ์สุดท้าย (ว่าฝ่าย “บอมบ์” และเพื่อนเป็นผู้ชนะ ก่อนที่ต่อมา เขาจะถอนตัวออกจากธุรกิจดังกล่าว)

แต่น่าคิดไม่น้อยว่าถ้าบทสรุปแพ้ชนะออกอีกหน้าหนึ่ง คือ ฝ่าย “จูน” (นางเอก) เป็นผู้ชนะ ความสัมพันธ์ระหว่าง “บอมบ์” และ “จูน” จะคลี่คลายไปสู่จุดไหน? จะเหมือนหรือต่างจากฉากสุดท้ายในหนัง?

สี่

app war 3

“App War” ใช้ทีมนักแสดงหลักที่เป็น “หน้าใหม่” หรือ “หน้าค่อนข้างใหม่” ยกชุด

ทั้งหมดสอบผ่านในเรื่องหน้าตา รูปร่าง บุคลิกภาพ รวมถึงฝีมือการแสดง

เคมีระหว่าง “บอมบ์” กับ “จูน” ที่รับบทโดย “ณัฏฐ์ กิจจริต” และ “วริศรา ยู” (ไทยซุปเปอร์โมเดล 2012) ทำให้นึกถึง “ชานน สันตินธรกุล” และ “ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง” ใน “ฉลาดเกมส์โกง” อยู่พอสมควร หากพิจารณาถึงแง่มุมที่ว่ารูปร่าง-บุคลิกของนางเอกดูจะ “ข่ม” พระเอกได้นิดๆ

อีกรายละเอียดเล็กๆ ที่ผมชอบคือ ถ้าเพ่งมองใบหน้าคู่พระคู่นางดีๆ เราจะเห็น “ตำหนิ” บางอย่างชัดเจน โดย “บอมบ์” จะมีติ่งเนื้อ/ต่อมไขมันสองจุดตรงขอบตาขวา ส่วน “จูน” ก็จะเป็นคนมีกระเยอะ จุดตำหนิพวกนี้ส่งผลให้ทั้งสองคน ซึ่งมีหน้าตาบุคลิกดีกว่าคนทั่วไป ยังไม่ได้มีลักษณะเป็น “ดารา” ที่เลิศเลอเพอร์เฟ็คท์เปี่ยมออร่าชนิดร้อยเปอร์เซ็นต์เสียทีเดียว

“จิงจิง วริศรา” และ “ออกแบบ ชุติมณฑน์” นับเป็นตัวแทนของนางแบบ/ซุปเปอร์โมเดลรุ่นใหม่ๆ ที่ก้าวข้ามมาเป็นนักแสดง (ในยุคแห้งเหี่ยวของแม็กกาซีน ขณะที่งานแฟชั่นโชว์ก็กลายเป็นสังคมเล็กๆ แคบๆ ของเหล่าไฮโซ) และพวกเธอก็ทำหน้าที่ใหม่ได้ดีมากๆ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

เมื่อมองภาพกว้างกว่านั้น “จิงจิง” และ “ออกแบบ” คือ “ความงดงาม” อีกประเภทหนึ่งในสื่อบันเทิงไทย พ.ศ.นี้ เพราะเธอทั้งสองคนมีหน้าตา รูปร่าง และวิธีการนำเสนอตัวเอง ที่แตกต่างจากดารา/นักแสดง/ไอดอลหญิงร่วมสมัยส่วนใหญ่อย่างชัดเจน

ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

มาแว้ว! MV “อะไรเอ่ย” (หกเขยลุยเงาะ) เวอร์ชั่นใหม่

ได้ฤกษ์เผยแพร่ออกมาแล้ว เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2561 สำหรับมิวสิควิดีโอเพลง “อะไรเอ่ย” หรือ “หกเขยลุยเงาะ” เพลงจังหวะโจ๊ะๆ เนื้อหาเฮฮา สะท้อนมุมมอง/เสนอเสียงร้องของตัวละคร “หกเขย-หกพระพี่นาง” ที่ใช้ประกอบละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “สังข์ทอง”

อะไรเอ่ย เจ็ดเขย

อะไรเอ่ย หกธิดา

เท่าที่ดูวนไป 2-3 รอบ ถือว่าสนุกสนานไม่แพ้ MV เวอร์ชั่นปี 2550 เลยทีเดียว

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“สังข์ทอง” ครองแชมป์เรตติ้งแบบชิลๆ แถมงานอีเวนต์-โชว์ตัวเริ่มเข้า

“สังข์ทอง” ยังประคองตำแหน่งแชมป์เรตติ้งแบบชิลๆ

จุดพีกของเรตติ้งละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง” เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อยู่ที่ 6.858 ไม่ถึงระดับ 7 และหล่นลงมาจากตัวเลข 6.9 เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านั้นเล็กน้อย

อย่างไรก็ดี ละครเรื่องนี้ยังครองตำแหน่งรายการทีวีที่ได้เรตติ้งสูงสุดระหว่างวันที่ 23-29 กรกฎาคม 2561

ข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-week23-29july2561/

บรรยากาศเจ๋งๆ จากคอนเสิร์ตจ๊ะทิงจาและรายการปลดหนี้

พอเรตติ้ง “สังข์ทอง” ฮิตติดลมบนเรียบร้อย บรรดากิจกรรมอีเวนต์หรืองานโชว์ตัวในรายการโทรทัศน์ประเภทอื่นๆ ก็เริ่มเกิดขึ้นตามมา

เช่น คอนเสิร์ตจ๊ะทิงจา ไทยประกันชีวิต และรายการปลดหนี้

เราเลยขออนุญาตรวบรวมภาพและคลิปเจ๋งๆ ที่เก็บบรรยากาศสนุกสนานของงานเหล่านั้น มาฝากกัน ณ ที่นี้

คอนเสิร์ตจ๊ะทิงจา ไทยประกันชีวิต สังข์ทอง สนุกสนานกับพระสังข์รจนา เจ้าเงาะ เขยสะใภ้ พร้อมเพลงฮิตในเรื่อง สนกกันแล้วอย่าลืมชมกำลังสนุก #สังข์ทอง #ทุกวันเสาร์อาทิตย์ 08.00น. #ช่อง7HD #สามเศียร #หนังเจ้า #ละครจักรๆวงศ์ๆ #ละครพื้นบ้าน #สังข์ทองลูกแม่ @surasak_suwannawong @pupe_kessarin @pond_ophaphoom @naphop_prasoplab @chanuchtra @bookpobsil @tanapat @christian.agle @pimaunya @genetix_james @galgam @rath_rathsil @khwan_pinthip @mansupasin @pleng_chanaradee

A post shared by บริษัท สามเศียร จำกัด (@samsearn) on

คอนเสิร์ตจ๊ะทิงจา ไทยประกันชีวิต สังข์ทอง สนุกสนานกับพระสังข์รจนา เจ้าเงาะ เขยสะใภ้ พร้อมเพลงฮิตในเรื่อง สนกกันแล้วอย่าลืมชมกำลังสนุก #สังข์ทอง #ทุกวันเสาร์อาทิตย์ 08.00น. #ช่อง7HD #สามเศียร #หนังเจ้า #ละครจักรๆวงศ์ๆ #ละครพื้นบ้าน #สังข์ทองลูกแม่ @surasak_suwannawong @pupe_kessarin @pond_ophaphoom @naphop_prasoplab @chanuchtra @bookpobsil @tanapat @christian.agle @pimaunya @genetix_james @galgam @rath_rathsil @khwan_pinthip @mansupasin @pleng_chanaradee

A post shared by บริษัท สามเศียร จำกัด (@samsearn) on

ขอบคุณภาพ-คลิปจาก

https://www.instagram.com/samsearn/

https://www.instagram.com/pond_ophaphoom/

https://www.instagram.com/jukjukwongwong/

 

ข่าวบันเทิง

“มุราคามิ” รับ ไม่อาจประกาศคัดค้านโทษประหารผู้นำ-สมาชิก “โอมชินริเกียว” ต่อสาธารณชน

“ฮารุกิ มุราคามิ” นักเขียนชื่อดังชาวญี่ปุ่น ระบุว่า เขาไม่สามารถแสดงจุดยืนคัดค้านการลงโทษประหารชีวิตผู้นำและสมาชิกลัทธิโอมชินริเกียว ซึ่งก่อเหตุการณ์สังหารหมู่ผู้บริสุทธิ์เมื่อปี 1995 ต่อสาธารณชนได้ แม้โดยส่วนตัว ตนเองจะไม่เห็นด้วยกับโทษประหารชีวิตในภาพรวมก็ตาม

HarukiMurakami

ในบทความของมุราคามิที่ตีพิมพ์ใน “มาอินิชิ ชิมบุน” นักเขียนชื่อดังเปิดเผยจุดยืนส่วนบุคคลว่า โดยหลักการทั่วไปแล้ว ตนคือคนหนึ่งที่ต่อต้านโทษประหารชีวิต และได้อ้างอิงตัวอย่างคำพิพากษาลงโทษประหารชีวิตที่เคยผิดพลาดในหลายกรณี เพื่อชี้ว่าการลงโทษด้วยมาตรการดังกล่าวอาจถือเป็นการใช้อำนาจเชิงสถาบัน มาชี้เป็นชี้ตายชีวิตผู้คน อย่างอันตรายสุ่มเสี่ยง

อย่างไรก็ดี มุราคามิ ซึ่งเคยสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ปล่อยแก๊สพิษซารินเมื่อปี 1995 และสมาชิกลัทธิโอมชินริเกียว เพื่อนำไปเขียนหนังสือ “Underground” อธิบายต่อว่า ครั้นได้พูดคุยกับผู้บาดเจ็บและผู้สูญเสียคนรักในเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อ 23 ปีก่อน เขาก็ไม่สามารถแสดงจุดยืนต่อต้านการลงโทษประหารชีวิตผู้นำและสมาชิกลัทธิโอมชินริเกียว ที่เพิ่งเกิดขึ้น อย่างสนิทใจ

underground

“เมื่อพิจารณาถึงคดีนี้ ผมไม่สามารถประกาศกับสาธารณะได้ว่า ผมต่อต้านโทษประหารชีวิต” มุราคามิ เขียนไว้ในบทความ

นักประพันธ์นามอุโฆษแสดงความเห็นอีกว่า การประหารชีวิตผู้นำและสมาชิกลัทธิโอมชินริเกียว มิได้ส่งผลให้การลงโทษด้วยมาตรการนี้โดยรวมกลายเป็น “สิ่งถูกต้อง” ทั้งหมด นอกจากนั้น เขาเชื่อว่าผลกระทบ/ความรู้สึกเจ็บปวดจากความรุนแรงที่ลัทธิดังกล่าวก่อเอาไว้ จะไม่ได้สิ้นสุดยุติลงด้วยโทษประหาร

“ถ้าใครมีเจตนาจะทำให้กรณีต่างๆ เกี่ยวกับลัทธิโอมชินริเกียวยุติสิ้นสุดลง หรือมีแรงจูงใจลับๆ ที่จะใช้โอกาสนี้ ส่งเสริมให้โทษประหารชีวิตกลายเป็นบรรทัดฐานที่มั่นคงสถาวร สิ่งเหล่านั้นถือเป็นเรื่องผิด และกลยุทธดังกล่าวจะต้องไม่ได้รับอนุญาตให้เกิดขึ้น ตลอดไป” มุราคามิ แสดงจุดยืนในบทความ

เนื้อหาจาก https://www.theguardian.com/books/2018/jul/30/haruki-murakami-death-penalty-for-doomsday-cult-killers-sarin-gas-attack

ภาพจาก wakarimasita of Flickr [CC BY-SA 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0)], via Wikimedia Commons

คนมองหนัง

Burning: ว่าด้วยการ “มี/ไม่มี” และ “จินตนาการ/ปฏิบัติการ”

(เปิดเผยเนื้อหา เหมาะสำหรับผู้ชมภาพยนตร์แล้ว)

มี/ไม่มี: จินตนาการ/ปฏิบัติการ

burning

แน่นอน ใครที่ดูหนังมาเรียบร้อยแล้ว คงตระหนักได้ว่าประเด็นหลักอันเป็นจุดใหญ่ใจความของ “Burning” คือ ข้อถกเถียงเรื่อง “การมีอยู่” หรือ “การไม่มีอยู่” ของสิ่งของ/ผู้คนต่างๆ

ขณะเดียวกัน “การมีอยู่” และ “การไม่มีอยู่” ก็มิได้ดำรงอยู่โดยแยกขาดจากกัน หากมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างซับซ้อน

สิ่งที่ “ไม่มี” อยู่จริง อาจปรากฏว่า “มีขึ้น” ในจินตนาการความคิดฝันได้ หากเรา “ลืม” ว่ามัน “ไม่มีอยู่”

นี่คือฐานของการมองโลกแบบ “แฮมี-จงซู” ผู้เป็นคนระดับล่างๆ และไร้ตัวตน-ตำแหน่งแห่งที่ในสังคม

เช่นเดียวกัน สิ่งที่เคย “มี” อยู่จริง ก็อาจสาบสูญกลายเป็น “ไม่มี” ได้ ด้วยปฏิบัติการ/การกระทำบางอย่างในโลกความจริง (หรือจินตนาการฟุ้งลอยในหัวของใครบางคน ที่ได้รับการปลอมแปลงจนมีความคล้ายคลึงกับปฏิบัติการจริงๆ ดังกล่าว)

พร้อมๆ กันนั้น การ “หายไป” หรือ “ไม่มี” ของบางสิ่ง/บางคน ก็นำไปสู่ปฏิบัติการหลายหลากตามมา

(นิทานเรื่อง) การเผาเรือนเพาะชำ ก็ถือเป็นปฏิบัติการชนิดหนึ่ง หรืออย่างน้อยที่สุด ก็เป็นจินตนาการที่แฝงเร้นอยู่ในรูปปฏิบัติการ

การออกวิ่งสำรวจหาเรือนเพาะชำที่อาจถูกเผา ย่อมถือเป็นปฏิบัติการแน่ๆ

การออกตามหาคนที่หายตัวไปชนิดไร้ร่องรอย และการสะกดรอยผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ก็ถือเป็นปฏิบัติการชนิดหนึ่ง

กระทั่งการลงมือทำลายล้างคนผู้หนึ่งให้มอดไหม้ดับสูญไป ก็ถือเป็นปฏิบัติการ (หรือขั้นต่ำสุด ก็เป็นจินตนาการที่ใฝ่ฝันถึงปฏิบัติการอันถอนรากถอนโคนอย่างยิ่ง)

ขณะเดียวกัน รอยแยกระหว่าง “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ” ก็ค่อยๆ พร่าเลือนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อหนังเรื่องนี้ดำเนินไป

เราเริ่มรู้จัก “แฮมี” จากการทำงานเป็นพริตตี้แนวเต้นกินรำกิน เธอบอกกับจงซูตั้งแต่ต้นเรื่องว่า เธอชอบงาน “ใช้แรงกาย” ทำนองนี้

ทว่าอีกด้านหนึ่ง แฮมีก็หมกมุ่นกับแง่มุมทางจินตนาการหรือจิตวิญญาณมิใช่น้อย

เธอไปเรียนละครใบ้ จนสามารถอธิบายโลก (ผลส้มในจินตนาการ) ผ่านวิธีคิด “ลืมว่ามันไม่มี” ได้อย่างแนบเนียนชวนหลงใหล

เธอพยายามเสาะแสวงหาความหมายของชีวิตอย่างหิวโหย จนต้องดั้นด้นออกเดินทางไปตามหา “the great hunger” ที่ทวีปแอฟริกา

ไม่ต่างอะไรกับเพื่อนเก่าแก่ของแฮมีอย่าง “จงซู”

พวกเรารู้จักเขาครั้งแรกผ่านงานที่ต้องลงแรงอย่างการแบกหามสินค้า (หลังปลดประจำการจากภารกิจทหารเกณฑ์) มิหนำซ้ำ ในเวลาต่อมา เขายังต้องกลับไปเลี้ยงวัวหนึ่งตัว แทนพ่อที่กลายเป็นผู้ต้องหาในคดีทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่รัฐ

แต่อีกมิติหนึ่ง ชายหนุ่มจากครอบครัว “ชนชั้นกลางระดับล่าง” ก็จบการศึกษาด้าน “การเขียนเชิงสร้างสรรค์” เขามีความใฝ่ฝันจะประกอบอาชีพเป็นนักเขียนนิยาย

ในช่วงครึ่งท้ายของหนัง จงซูยิ่งจมดิ่งลงสู่ภาวะคร่ำเคร่งกับการใช้จินตนาการมากขึ้นๆ

ทั้งการคิดถึง คิดแทน ซ่อมแซมตรวจสอบความทรงจำของแฮมี

ทั้งการวิเคราะห์พฤติกรรมและอ่านใจเบน

ไปๆ มาๆ “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ” ก็เป็นสองอย่างที่ค่อยๆ ไหลเข้ามาผสมผสานหลอมรวมกัน โดยไม่แปลกแยก

ตามความเห็นส่วนตัว ผมรู้สึกว่าประโยคที่พ่อหนุ่มสำรวยสำอางอย่าง เช่น “เบน” ชอบพูดย้ำเรื่องการใช้ชีวิตให้รื่นรมย์ (ใช้ชีวิตตามหัวใจ) กระทั่งได้ยินเสียงทุ้มจากแรงสั่นสะเทือนของกระดูกบริเวณหน้าอกด้านซ้ายนั้น ฉายภาพให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันของ “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ” ได้เป็นอย่างดี (หรือจะนับรวมประเด็น “เล่น” ไป “ทำงาน” ไป ด้วยก็ได้)

ชีวิตอันรื่นรมย์ตาม “ความคิดความฝัน” จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อเราได้รับรู้ภาวะรูปธรรมของ “เสียง” อันกำเนิดจาก “แรงสะเทือน” (การลงมือปฏิบัติงาน) ของกระดูก

คนรวยที่คล้ายจะใช้ชีวิตเลื่อนลอยไร้แก่นสารอย่างเบนยังเปรียบเปรยเรื่องการทำอาหารไว้อย่างน่าสนใจ

ด้านหนึ่ง อาหารสำหรับเขา คือ เครื่องเซ่นสังเวยพระเจ้าในเชิงอุปลักษณ์

แต่อีกด้าน อาหารที่เขาทำขึ้นเพราะจุดมุ่งหมายในเชิงนามธรรม ก็ต้องเป็นของอร่อยที่กินได้อิ่มท้องด้วย

นี่เป็นอีกครั้ง ที่ “จินตนาการ” (นามธรรม) และ “ปฏิบัติการ” (รูปธรรม) เชื่อมโยงเข้าหากันอย่างแนบสนิท

สำหรับเบน การบรรลุถึงจุดสมดุลดังกล่าว อาจส่งผลให้เขากลายเป็นเบนที่อยู่ในทุกหนแห่ง เบนที่เป็นสากล หรือกระทั่งเถลิงอำนาจขึ้นเป็นพระเจ้าเสียเอง!

อย่างไรก็ดี แฮมีกับจงซูก็สามารถบรรลุถึงจุดสมดุลระหว่าง “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ” ได้เช่นกัน

การปุ๊นจนเมา แล้วออกท่าร่ายรำโหยหาความหมายแห่งชีวิตท่ามกลางแสงสุดท้ายของวัน คือ ภาวะบรรจบกันระหว่างความคิดฝันกับโลกความจริงที่แฮมีเดินทางไปถึงอย่างหมดจดงดงาม

ไม่ต่างอะไรกับการคิดๆ ๆ ๆ ๆ วิ่งๆ ๆ ๆ ๆ ขับรถๆ ๆ ๆ ๆ เขียนๆ ๆ ๆ ๆ ที่ชักนำให้จินตนาการในหัวและปฏิบัติการผ่านสองมือสองเท้าของจงซูค่อยๆ ผนึกกำลังรวมกัน ก่อนจะระเบิดออกเป็นพฤติการณ์ “ฆ่าและเผา” ณ เบื้องท้าย

ที่น่าคิดคือ แฮมีและจงซูล้วนบรรลุถึงสถานะสูงสุดเช่นนั้นด้วยลักษณาการแห่ง “ความเปล่าเปลือย”

เพื่อเป้าประสงค์ที่ว่า เขาและเธอจำต้องเปิดเผยภาวะความเป็นมนุษย์ขั้นพื้นฐานที่สุดออกมา

แฮมีและจงซูกลายเป็นมนุษย์ของทุกหนแห่ง เป็นสากล ด้วยการพลีสังเวยเรือนกายอันบริสุทธิ์ของพวกตน

สงครามจินตนาการ

เสียงทุ้มในใจ

เวลากล่าวถึงกระบวนการครอบงำทางความคิด เรามักนึกถึงภาพผู้คนจำนวนมากที่ยอมยึดถือ ปฏิบัติตาม โฆษณาชวนเชื่อของระบบการปกครอง/ระบบเศรษฐกิจ/ชนชั้นปกครอง/ความเชื่อทางศาสนา อย่างทื่อๆ เซื่องๆ

แต่เอาเข้าจริง วิธีการครอบงำความคิดผู้คนอาจหลากหลายและซับซ้อนกว่านั้น เช่น กลุ่มคนที่มีอำนาจอาจปล่อยให้บรรดาคนด้อยอำนาจ มีความคิด มีความฝัน มีจินตนาการได้ แต่ทำอย่างไร ความคิดจินตนาการดังกล่าวจึงจะตกอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ทางอำนาจอันไม่เท่าเทียมตลอดไป ทำอย่างไร คนมีอำนาจจึงจะขูดรีดจินตนาการของคนด้อยอำนาจได้อย่างมีประสิทธิภาพและแนบเนียนที่สุด

มีประโยคหนึ่งของเพื่อนเบน ซึ่งปรากฏขึ้นในวงสนทนาตอนท้ายๆ ของหนัง ที่พูดเปรียบเทียบไว้อย่างชวนคิดว่าขณะที่สหรัฐและจีนชอบทำตัวเป็น “ศูนย์กลางของโลก” พวกเกาหลี (ใต้) กลับมีนิสัยชอบคิดถึงคนอื่นๆ ก่อนเสมอ

ถ้าคิดตามนี้ คนที่มีอำนาจเหนือกว่า เข้าถึงทรัพยากรมากกว่า ก็อาจครอบงำจินตนาการคนข้างล่าง ด้วยการวางโครงสร้างทางความคิดให้คนที่ด้อยกว่าเหล่านั้น ต้องคิดนู่นคิดนี่ หรือประสาทแดกแทนพวกตน

กล่าวอีกอย่างคือ การขูดรีดทางจินตนาการและความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียมจะยังดำเนินไปไม่สิ้นสุด ตราบใดที่คนด้อยอำนาจต่างรู้สึกเป็นทุกข์เป็นร้อนแทน (หรือเพราะ) ผู้มีอำนาจ แต่ฝ่ายหลังกลับไม่เคยทุกข์ร้อนแทนฝ่ายแรกในระดับเดียวกัน

อาการทำนองนี้ปรากฏชัดกับจงซู ภายหลังการหายตัวอย่างเป็นปริศนาของแฮมี และเมื่อเขาเริ่มสงสัย-เฝ้าติดตามกิจวัตรประจำวันของเบน

จงซูคิดถึงแฮมี เป็นห่วงแฮมี พยายามมอง/ทำความเข้าใจโลกในมุมแฮมี

เขาเริ่มคิดอะไรแทนเบน พยายามคาดการณ์พฤติกรรมที่น่าจะเป็นของเบน

จงซูคิดๆ ๆ ๆ ๆ หมกมุ่นๆ ๆ และทำสิ่งบ้าบอต่างๆ จนเลยเถิด เข้าขั้นคลั่ง

เท่ากับว่าเขาถูกสองคนนั้นครอบงำความคิดและจินตนาการไปโดยปริยาย

แต่เอาเข้าจริง การทำสงครามทางจินตนาการในกรณีนี้ ก็มิได้มีลักษณะ “บนลงล่าง” โดยเบ็ดเสร็จสมบูรณ์

อย่างน้อย เบนก็หันมาอ่านวรรณกรรมของ “วิลเลียม โฟล์คเนอร์” ตามรอยจงซู ไม่นับรวมพฤติกรรมอีก 1-2 อย่าง ที่บ่งชี้ว่าเขาก็พยายามจะอ่านความคิดหรือลองคิดอะไรแทนจงซูอยู่บ้างเหมือนกัน (แม้จะเพื่อความสนุกสนาน รื่นรมย์ แบบชิลๆ ก็เถอะ)

ที่สำคัญที่สุด คือ ครั้นจินตนาการที่ถูกขูดรีดถูกกดทับอยู่ในหัวของจงซูระเบิดตูมออกมา ผลลัพธ์ของมันกลับน่าสนใจและวอดวายเกินคาดคิด

เพราะอย่างน้อยจงซูก็ไม่ได้ร้อนรนอยู่ตัวคนเดียว แถมเขายังมิใช่คนถูกพระเพลิงเผาผลาญด้วยซ้ำ

ถ้าเราเชื่อว่าฉากสุดท้ายของหนังเป็นการกระทำ/ปฏิบัติการอันคลั่งแค้นที่เกิดขึ้นในโลกความจริง นี่ก็คือการล้มกระดานการทำสงครามทางความคิด แล้วหันมาลงมือโค่นเบนอย่างถอนรากถอนโคนด้วยปฏิบัติการอันจับต้องได้

แต่หากเราเชื่อว่าฉากสุดท้ายดังกล่าวเป็นเพียงความคิดฝันหรือการมโนของนักเขียนอย่างจงซู

นี่ก็ถือเป็นจินตนาการที่พวยพุ่งทะลุทะลวงกรอบเพดานชนิดเดิมๆ ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าของหมากบนเกม (ความคิด) กระดานเก่าเสียใหม่

“แฮมี” ในจินตนาการ

the great hunger

เอาเข้าจริง จงซูอาจมีหนทางพลิกเอาชนะเบนได้ทั้งในจินตนาการความนึกคิด และผ่านปฏิบัติการโหดเหี้ยมในโลกความจริง

แต่คนที่ยังสามารถขูดรีดจินตนาการของจงซูต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทางถูกเขาโค่นล้ม ก็คือ “แฮมี” ผู้เลือกจะ (หรือถูกทำให้) ปลาสนาการไปซะเฉยๆ

การ “ไม่มีอยู่” ยิ่งทำให้ผู้หญิงอย่าง “แฮมี” ทรงอำนาจอย่างไร้จุดสิ้นสุด

สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ เมื่อหัวใจของจงซูถูกครอบงำโดย “แฮมี” แล้วหัวใจของมนุษย์คนอื่นๆ จะถูกครอบงำโดยคนอย่าง “แฮมี” ด้วยหรือไม่?

เราทุกคนล้วนมี “แฮมี” เป็นของตัวเองกันหรือเปล่า?

สำหรับผม “แฮมี” อาจมีฟังก์ชั่นไม่แตกต่างกับ “น้อยหน่า” ใน “แฟนฉัน” (เพียงแต่รายหลังดำรงอยู่ท่ามกลางภาวะซอฟต์ๆ ใสๆ ไร้มลพิษ)

คนอย่าง “แฮมี” คือเพื่อนเก่า/รักเก่า/ความทรงจำเก่า ที่มีชีวิตผุดขึ้นมาในหัวเราอยู่เสมอ และทำให้เราหมกมุ่นเสียเวลากับการคิดถึงเธอ (หรือเขา) ได้บ่อยครั้ง

“แฮมี” คืออดีตที่ติดตรึงฝังแน่นอยู่ในใจกลางความทรงจำ (ซึ่งรายล้อมด้วยองค์ประกอบ รางๆ เลือนๆ ถูกๆ ผิดๆ) เธอคืออดีตที่ครอบงำความคิดในปัจจุบัน และกำหนดควบคุมความใฝ่ฝันถึงอนาคตของเรา ไม่มากก็น้อย

“แฮมี” ไม่ได้ไร้ตัวตนจับต้องมิได้ถึงขนาดเป็น “แฟนในจินตนาการ” (เหมือนกับ “แมว/ส้มในจินตนาการ”) อย่างไรก็ดี พลานุภาพของเธอจะปรากฏชัดในความคิดจินตนาการหรืออาการหมกมุ่นครุ่นคิดของเรา มิใช่ในโลกความจริง

ด้วยเหตุนี้ “แฮมี” จึงต้องหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยดังเช่นหมู่ควัน

ถ้าเธอมีบทบาทโลดแล่นอยู่ในหนังไปเรื่อยๆ “แฮมี” อาจสร้างความหงุดหงิดให้แก่จงซูได้ไม่รู้จบ นอกจากก่นด่าเธอว่าเต้นระบำโป๊เปลือยเหมือนอีตัวแล้ว ชายหนุ่มอาจต้องอารมณ์เสียและตั้งคำถามว่าทำไมหญิงสาวเพื่อนเก่าถึงก่อหนี้สินมากมายและใช้จ่ายสิ้นเปลือง ทำไมเธอต้องไปศัลยกรรม หรือทำไมเธอถึงโกหกเก่ง (กว่าเขาซึ่งเป็นนัก –อยาก- เขียนนิยาย)

ถ้า “แฮมี” ยังปรากฏตัว เธออาจมีบทลงเอยเหมือนกับเบนก็ได้ ใครจะรู้

แต่พอ “แฮมี” ไม่มีอยู่ ในทางจินตนาการ จงซูจึงได้แต่เฝ้าคิดถึงโหยหาเธอ ส่วนในทางปฏิบัติการ เขาก็ทำได้มากที่สุดเพียงแค่การสำเร็จความใคร่ให้ตัวเอง (และคิดฝันว่า “แฮมี” กำลังยื่นมือมาสำเร็จความใคร่ให้ ขณะนอนเคียงข้างกันบนเตียงนอน)

ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ ส่งผลให้ “แฮมี” สามารถครอบงำจงซูได้อย่างสัมบูรณ์ หรือในทางกลับกัน จงซูก็สามารถนำ “แฮมี” มาล้อมกรอบเป็นกรงกักขังตนเองได้อย่างอยู่หมัด

แม้ “แฮมี” อาจเป็นเพียงสตรีคนหนึ่งที่ผ่านเข้ามาแล้วก็ล่วงเลยไปในชีวิตเพลย์บอยของเบน

แต่คำถามน่าคิด คือ เบนจะมีคนอย่าง “แฮมี” ดำรงอยู่ในความคิดจิตใจของตนเองบ้างหรือไม่?

ดีไม่ดี หัวใจของเบนอาจถูกครอบงำเอาไว้ในอาการเดียวกับที่จงซูตกเป็นเบี้ยล่างของ “แฮมีในจินตนาการ”

พฤติกรรมเปลี่ยนผู้หญิงไปเรื่อยๆ ของเขา อาจเกิดขึ้นเพราะเบนสลัดไม่หลุดจากคนในอดีตบางราย คนที่ยึดกุมความทรงจำ-ความคิดของเขาได้อย่างเบ็ดเสร็จ

คนคนนั้นอาจเกาะกุมเหนี่ยวรั้งจินตนาการความใฝ่ฝันของเบนไว้อย่างแน่นหนา จนเขาไม่อาจปลงใจไปคบหาผู้หญิงอื่นๆ ได้อย่างจริงจัง

หากมองในแง่นี้ พวกเราหลายๆ คนก็อาจมี “แฮมี” อยู่ในห้วงคำนึงส่วนบุคคล

แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเราต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของเธอ หากปล่อยให้เธอย่างกรายเข้ามาสู่พื้นที่ทางจินตนาการในหัวเรา แต่อีกมุมหนึ่ง เราก็อาจมีความสุขกับ (หรือหล่อเลี้ยงชีวิตได้ด้วย) สายสัมพันธ์รวดร้าวประเภทนั้น

โดยมิได้ต้องการจะมีปฏิสัมพันธ์กับเธอในโลกความเป็นจริงสักเท่าไหร่

คิดเล่นๆ เรื่อง “มี/ไม่มี” (ในเชิงรูปธรรม)

แมวบอยล์

นอกจากข้อถกเถียงหรือภาวะกำกวมเรื่อง “การมี/ไม่มีอยู่” จะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์-ความคิดเชิงนามธรรมดังได้กล่าวไปแล้ว

พอมานั่งคิดดูดีๆ เราจะพบว่าหนังยังเล่นกับประเด็นนี้ผ่านข้อเท็จจริงที่มีลักษณะรูปธรรมด้วย

หลายคนอาจติดใจกับวรรคทอง “เมื่อไม่มีน้ำตา ก็ไม่มีหลักฐานว่ามันคือความเศร้า”

แต่เอาเข้าจริง มีปรากฏการณ์จำนวนไม่น้อยใน Burning ซึ่งไม่ได้ดำรงอยู่ในลักษณะ “ไม่มี” ซ้อน “ไม่มี”

แต่มันดำรงอยู่อย่างลักลั่นกำกวมบนทางแยกระหว่าง “การมี” และ “การไม่มี” นี่แหละ

แรกๆ ตัวละครอย่างเบน เหมือนจะเป็น “the great Gatsby” ผู้หรูหราฟู่ฟ่าโดย “ไม่มี” ที่มามูลเหตุ แต่ท้ายสุด เราก็พบว่าเขา “มี” ครอบครัวชนชั้นกลางระดับสูงของตนเองเป็นแบ็คกราวด์สำคัญในการดำเนินชีวิต

จงซูใช้ชีวิตประหนึ่ง “ไม่มี” แม่ (ผู้ถูกเขาและพ่อร่วม “เผาผลาญ” เมื่อครั้งกระโน้น) แต่สุดท้าย เราก็พบว่าเขา “มี” แม่ (แถม “แม่” ยังอาจเป็นภาพสะท้อนของ “แฮมี” ได้ด้วยซ้ำ)

ผ่านคำบอกเล่าของผู้คน “บ่อน้ำที่แฮมีเคยพลัดตกลงไป” ก็ตกอยู่ในสภาวะก้ำกึ่งระหว่างการ “เคยมีอยู่” และการ “ไม่เคยมีอยู่”

โดยประสบการณ์ส่วนตัวของจงซู มันก็น่าฉงนสงสัยและติดใจมากๆ ว่า จริงๆ แล้ว “เจ้าแมวบอยล์” นั้น “มีตัวตน” หรือ “ไม่มีตัวตน” กันแน่

ในภาพกว้าง เบนอาจ “ไม่เคย” ตระหนักถึงปัญหาทางการเมืองระหว่าง “เกาหลีเหนือ-ใต้” แต่พอขับรถไปเยี่ยมบ้านจงซู เขาก็ได้รับฟังเสียงตามสาย ที่บ่งชี้ถึงการ “มีอยู่” ของปัญหาดังกล่าว

เช่นเดียวกับที่ครอบครัวอบอุ่นร่ำรวยกินดีอยู่ดีของเบนอาจ “ไม่เคย” หรือ “ไม่ค่อย” พูดคุยกันเรื่องประวัติศาสตร์บาดแผลทางการเมืองภายในประเทศ แต่จริงๆ แล้วภาพแทนของเหตุการณ์เหล่านั้นก็ “มีอยู่” ไม่ไกลจากสถานที่ที่พวกเขากำลังล้อมวงกินอาหารกัน

อย่างไรก็ดี สำหรับผม ยังมีตัวละครอีกหนึ่งรายที่น่าเกรงขาม/น่าค้นหากว่าแฮมีเสียอีก

ตัวละครรายนั้นคือ พี่สาวของจงซู ซึ่งเราพอจะรับรู้ว่าเธอ “มี” ตัวตนอยู่ผ่านคำบอกเล่าหรือบทสนทนาแวดล้อมประปราย แต่เธอกลับ “ไม่เคย” ปรากฏตนหรือแสดงบทบาทใดๆ ออกมาโดยเด่นชัด

เธอผู้นี้คงมีบาดแผลในใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจงซู สองพี่น้องคงเคยร่วมเป็นประจักษ์พยานของความปวดร้าวโหดร้ายต่างๆ มาด้วยกัน

คนชิดใกล้ที่แทบจะ “ไม่มีอยู่” เช่นเธอ อาจเป็นตัวละครรายหนึ่งที่เฉียดกรายเข้าใกล้ภาวะ “เมื่อไม่มีน้ำตา ก็ไม่มีหลักฐานว่ามันคือความเศร้า” มากที่สุด

ภาพประกอบ-คลิปจาก เพจเฟซบุ๊ก Documentary Club

ภาพนำจาก http://blog.asianwiki.com/korean-movies/international-posters-for-lee-chang-dong-directed-film-burning

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ชวนอ่านปริญญานิพนธ์ “อารมณ์ขันในบทละครนอกเรื่องสังข์ทองฯ”

อารมณ์ขันในบทละครนอกเรื่องสังข์ทอง

สังข์ทองพระราชนิพนธ์

เพิ่งได้อ่านปริญญานิพนธ์หัวข้อ “อารมณ์ขันในบทละครนอกเรื่องสังข์ทอง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย” โดย ไพศาล กรุมรัมย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อ พ.ศ.2554

โดยรวมแล้ว งานของคุณไพศาลมีเนื้อหาน่าสนใจดีครับ จึงขออนุญาตคัดลอกข้อความบางส่วนจากบทที่ 6 “สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ” มานำเสนอ ณ ที่นี้

(ผู้สนใจ สามารถอ่านปริญญานิพนธ์ฉบับเต็มได้ที่ http://thesis.swu.ac.th/swuthesis/Tha(M.A.)/Phaisan_K.pdf)

“ประพันธ์บทละครนอกเรื่องสังข์ทองฉบับพระราชนิพนธ์นำเรื่องสังข์ทองที่มีอยู่เดิมมาเป็นต้นเค้าในการประพันธ์ โดยกวีสามารถปรับปรุงให้บทละครนอกฉบับพระราชนิพนธ์มีความสนุกสนานเพลิดเพลินมากขึ้นและได้รับความนิยมสืบมาถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพในการประพันธ์และความเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของคนไทยของกวี

“สาเหตุที่บทละครนอกเรื่องสังข์ทองฉบับพระราชนิพนธ์ได้รับความนิยมเกิดจากการนำปัญหาภายในครอบครัวมาสร้างความขบขันและการล้อเลียนบุคคลที่มีสถานภาพสูงโดยคนที่มีสถานภาพต่ำกว่า เพราะปัญหาครอบครัวเป็นปัญหาพื้นฐานที่มนุษย์ทุกยุคสมัยต้องประสบ ทำให้ผู้อ่านทำความเข้าใจบทละครได้ง่ายและบทละครเองก็เข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้อ่านได้เป็นอย่างดีเช่นกัน แม้ในปัจจุบันครอบครัวไทยเปลี่ยนเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น โดยหลังจากแต่งงานแล้วก็มักแยกตัวไปสร้างครอบครัวใหม่ แต่ครอบครัวเดี่ยวแบบไทยก็ยังมีลักษณะของครอบครัวขยายแบบเดิมอยู่ คือมีความสัมพันธ์กันในระหว่างเครือญาติอย่างแน่นแฟ้น พ่อตาแม่ยายยังมีอำนาจสามารถเข้าไปจัดการเรื่องต่างๆ ในครอบครัวลูกเขยได้ ส่วนการล้อเลียนบุคคลที่มีสถานภาพสูงนั้นเป็นเพราะผู้อ่านส่วนใหญ่เป็นสามัญชน การได้เห็นตัวละครชั้นต่ำเช่นเจ้าเงาะสามารถกลั่นแกล้งตัวละครที่มีสถานภาพสูงกว่าตนย่อมเป็นที่ถูกใจ

“ผลจากการศึกษากลวิธีการสร้างอารมณ์ขันในบทละครนอกเรื่องสังข์ทองฉบับพระราชนิพนธ์แสดงให้เห็นว่าอารมณ์ขันในบทละครนอกเรื่องนี้เป็นการแสดงความตลกผ่านความขัดแย้งของตัวละครและการแสดงพฤติกรรมทางกาย เช่น การกลั่นแกล้ง การทำร้าย การโต้เถียง ฯลฯ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เห็นได้ชัดเจนผ่านภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ใช่อารมณ์ขันที่ต้องขบคิดหรือแสดงความเฉลียวฉลาดทางสติปัญญา ลักษณะเช่นนี้สามารถสะท้อนให้เห็นรสนิยมด้านอารมณ์ขันของคนไทยได้ประการหนึ่ง และยังมีปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน เช่น ในการแสดงตลกของคณะตลกต่างๆ หรือการแสดงบทตลกในละครที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ เป็นต้น

“การนำบทละครนอกเรื่องสังข์ทองฉบับพระราชนิพนธ์ไปดัดแปลงเพื่อใช้ในการแสดงนั้น พบว่าผู้ผลิตละครยังคงรักษาโครงเรื่องและตัวละครหลักของเรื่องไว้ ส่วนการนำเสนออารมณ์ขันนั้นมีทั้งการนำเสนออารมณ์ขันจากบทละครนอกฉบับพระราชนิพนธ์และการเพิ่มเติมอารมณ์ขันที่ไม่ปรากฏในบทพระราชนิพนธ์ โดยเฉพาะการเพิ่มเติมอารมณ์ขันที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์สังคมในช่วงเวลาที่มีการผลิตละครเรื่องนั้นๆ เป็นที่น่าสังเกตว่าอารมณ์ขันในละครฉบับดัดแปลงกับต้นฉบับพระราชนิพนธ์นั้นมีความแตกต่างกันบางประการคือ บทละครฉบับพระราชนิพนธ์นำเสนออารมณ์ขันผ่านตัวละครสำคัญที่มีสถานภาพสูงเป็นหลัก แต่ในบทละครฉบับดัดแปลงมีการเพิ่มเติมอารมณ์ขันจากตัวละครประกอบ

“ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้อารมณ์ขันที่เกิดขึ้นกับผู้อ่านและผู้ชมมีความแตกต่างกัน โดยอารมณ์ขันในบทละครนอกฉบับพระราชนิพนธ์นั้นพุ่งเป้าการหัวเราะไปที่บุคคลสำคัญที่มีความสัมพันธ์ในครอบครัว เช่น กษัตริย์ พ่อตา แม่ยาย ลูกเขย พี่น้อง เป็นต้น ทำให้ผู้อ่านสามารถเชื่อมโยงความรู้สึกขบขันไปถึงครอบครัวและผู้ปกครองในชีวิตจริงได้ ส่วนในละครฉบับดัดแปลง ผู้ชมมักหัวเราะตัวละครประกอบ เช่น สนมกำนัล เสนา อมาตย์ ชาวบ้าน ฯลฯ ถือเป็นบุคคลทั่วไป การได้หัวเราะคนเหล่านี้จึงทำให้ผู้อ่านเชื่อมโยงถึงความรู้สึกที่มีต่อคนทั่วไปในสังคมแทน”

เรตติ้ง “สังข์ทอง” 22 ก.ค.

รายการปลดหนี้!! อาทิตย์ที่29นี้

A post shared by Bookpobsil (@bookpobsil) on

เรตติ้งละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง 2561” ยังพุ่งแรงโดยต่อเนื่องสม่ำเสมอ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ละครเรื่องนี้คว้าเรตติ้งไปได้ 6.975 แม้จะไม่ทะลุหลัก 7 แต่ก็สามารถรักษามาตรฐาน 6.9 ปลายๆ เอาไว้อย่างเหนียวแน่น

แถมยังมีสถานะเป็นรายการทีวีที่มีเรตติ้งสูงสุดประจำสัปดาห์ได้อีกหนึ่งครั้ง

ข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-week16-22july2561/