คนมองหนัง

ประเด็นเล็กๆ จากหนัง 4 เรื่อง ที่ได้ดูช่วงปลาย เม.ย. 60

หมายเหตุ นี่ไม่ใช่การรีวิวหรือบทความที่วิเคราะห์-วิจารณ์หนังอย่างรอบด้านจริงจังนะครับ เพียงแต่ระหว่างวันที่ 22-29 เมษายน มีโอกาสได้ดูหนังอยู่สี่เรื่อง และพบว่าแต่ละเรื่องมี “จุดเล็กๆ” บางอย่าง ที่ตัวเองสนใจและติดใจเป็นพิเศษ ทว่า ยังไม่สามารถขยาย “จุดเล็กๆ” เหล่านั้น ให้กลายเป็นบทความที่เขียนถึงหนังแต่ละเรื่องโดยมีเนื้อหาขนาดยาวๆ ได้เหมือนงานชิ้นก่อนๆ

เลยตัดสินใจ มาเขียนถึงหนังทั้งสี่เรื่องรวมกัน ณ ที่นี้

Apprentice (บูจุนเฟิง)

Apprentice-Poster.ai

ข้อนึงที่รู้สึกว่าน่าสนใจดี คือ มันเป็นหนังที่ไม่วอกแวกเลย เหมือนจะเล่าประเด็นหลักอะไรก็มุ่งหน้าไปสู่ประเด็นนั้น ไม่แวะข้างทางให้วุ่นวายออกนอกเรื่อง (เราเลยไม่เห็นชีวิตด้านอื่นๆ ของตัวละคร เช่น ชีวิตรัก/ครอบครัวของพระเอกและลุงเพชฌฆาต รวมถึงชีวิตย่าพระเอก ที่ถูกกล่าวถึงผ่านบทสนทนา)

อีกข้อที่มาคิดต่อเอาเองหลังจากได้ดูหนังสิงคโปร์เรื่องนี้ ก็คือ ประเด็นหลักที่หนังต้องการพูดน่าจะเป็นเรื่องที่ “รัฐ” มันค่อยๆ ตบ/เกลา “พลเมือง” ในสังคม ให้ดำเนินชีวิตไปในรูปรอยของ “วินัย” ที่รัฐอยากให้เป็น

พระเอกไม่ได้ถูกขังในคุก ซึ่งเป็นสถานที่ที่เข้มงวดกวดขันทางด้านวินัยอย่างสูงสุด แต่ความคิด/การดำรงชีวิตของเขาก็ถูกตีกรอบโดยรัฐ พระเอก่จึงพยายามทุกทางที่จะไม่เผลอผลักให้ชีวิตของตนเองตกลงไปในหลุมดำแบบเดียวกับพ่อของเขา ที่กลายเป็น “พลเมืองแย่ๆ” ผู้สมควรถูกกำจัดทิ้ง จนในที่สุด เขาเลยกลายเป็น “อีกด้าน” ของพ่อตัวเองอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ที่เคยเป็นทหาร ก่อนมาเป็นผู้คุม และเป็นเพชฌฆาตในช่วงท้าย

การที่พระเอกอยู่ในขั้วตรงข้ามกับพ่อบังเกิดเกล้าได้ขนาดนี้ มันชี้ให้เห็นว่าอำนาจของรัฐ (ครอบครัวแห่งชาติ) ที่ทำงานในหัวคน ที่กำหนดรูปแบบวินัยในชีวิตคน นั้นทรงประสิทธิภาพเพียงใด

In the Flesh (ก้อง พาหุรักษ์)

intheflesh

โอเค คงคล้ายๆ กับหลายคนที่รู้สึกว่าหนังมันยัง “ไม่ถึงพร้อม” ทั้งๆ ที่ “สาร” หรือ “ประเด็น” ที่มันอยากสื่อออกมานั้นน่าสนใจมากๆ อยู่

ผมไม่แน่ใจด้วยว่าปัญหาของหนังมาจากเรื่องโปรดักชั่น/งบประมาณจริงหรือไม่? แต่เหมือนมันมี “ม่านบางๆ” บางอย่าง ที่กั้นคนดูเอาไว้ไม่ให้ “อิน” กับโลกเฉพาะ/สังคมจำลองของหนังถึงขีดสุด

หนังสั้นไทยจำนวนมากก็มีโปรดักชั่นหรือเลือกใช้สถานที่ถ่ายทำบ้านๆ แบบ In the Flesh แต่ก็มีหลายเรื่องที่สามารถชักจูงคนดูให้หลุดเข้าไปในโลกเฉพาะที่หนังสร้างขึ้นมาได้

ไปๆ มาๆ ผมรู้สึกว่าไอ้พวกกฎเกณฑ์ ระบบตรรกะ หรือรูปแบบความสัมพันธ์ทางอำนาจในโลกเฉพาะ/สังคมจำลองใน In the Flesh ต่างหาก ที่อาจเป็นอีกหนึ่งจุดอ่อนของหนัง เนื่องจากมัน “ง่าย” “ทื่อ” และ “ซับซ้อน” น้อยเกินไป (“ทหาร” เหมือนเป็น “กระสอบทราย” ให้คนทำหนังมาวิพากษ์เล่นไปหัวเราะใส่หน้าไป) ซึ่งพอรู้ว่าหนังเริ่มกระบวนการสร้างและถ่ายทำไปแล้วประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่เมื่อราวห้าปีก่อน เลยพอเข้าใจที่มาของ “ความง่าย” และ “การลดทอนความซับซ้อน” เหล่านั้น (ลองนึกถึงพวกงานศิลปะแขนงต่างๆ ที่โปรประชาธิปไตยหลังปี 2553-54 ดูก็ได้)

แน่นอนว่า สภาพการณ์ปัจจุบันของโลกข้างนอกหนัง มัน “พัฒนา?” ไปไกล มันน่าเศร้า มันสู้ด้วยยากขึ้น และมันเต็มไปด้วยเหลี่ยมมุมมากกว่านั้นเยอะ

หรือปัญหาจะเกิดจากเรื่องการแสดง? อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกัน

อีกประเด็นที่นึกแว้บๆ ขึ้นมาขณะดูหนังเรื่องนี้ คือ ถ้าเอานิยายของ “ทินกร หุตางกูร” มาทำหนัง มันน่าจะเป็นแนวๆ In the Flesh นี่แหละ และบางที มันอาจพบเจอปัญหาคล้ายๆ กัน

อย่างไรก็ตาม ผมชอบบางองค์ประกอบของหนัง เช่น ชอบวิธีการฆ่าตัวละครหลักๆ ช่วงท้ายเรื่อง หรือชอบประเด็นซ่อนๆ ที่เหมือนหนังจะพยายามนำเสนอว่าไม่ว่าคุณจะมาจากชนชั้นไหน (คนชั้นกลางระดับบนๆ หน่อยหรือคนชั้นกลางระดับล่าง) ถ้าคุณไม่ใช่อีลิทจริงๆ คุณก็โดนรัฐกดทับข่มขู่ทั้งนั้นแหละ

แล้วก็มีจุดหนึ่งซึ่งน่าสนใจดี และเหมือนจะเป็น “ข้อเสนอด้านกลับ” ที่ถกเถียงกับ Apprentice

กล่าวคือ ขณะที่หนังสิงคโปร์มันเสนอว่าอำนาจของรัฐนั้นทรงพลังและแยบคายถึงขนาดเปลี่ยนปัจเจกบุคคล ให้กลายเป็น “ลูกที่ดีของรัฐ” แต่ไม่ใช่ “ลูกที่เดินตามรอยพ่อแท้ๆ ของตัวเอง”

หนังของก้องกลับตั้งข้อสังเกตอีกแบบ ถึงลูกสาวที่ค่อยๆ กลายสภาพเปลี่ยนเป็น “แม่ของตัวเอง” โดยทั้งเธอและแม่ต่างก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจอิทธิพลของรัฐในโลกเฉพาะ และไม่มีทางจะหนีหายไปสู่โลกอื่นที่ดีกว่า หรือกล่าวอีกอย่าง คือ พวกเธอต่างเป็น “ลูกที่ดีของรัฐ” ด้วยกันทั้งคู่

I Am Not Madame Bovary (เฝิงเสี่ยวกัง)

Bovary_Poster_1200x750

เรื่องเฟรมภาพแปลกตา ภาพชนบทในเฟรมวงกลม ภาพเมืองในเฟรมสี่เหลี่ยมจัตุรัส และสัดส่วนภาพ 16:9 ในตอนท้าย คิดว่าคนที่อธิบายได้ดีมากๆ คือ คุณรัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค (อ่านได้ที่นี่)

แต่มีประเด็นหนึ่งในหนังที่ผมรู้สึกเอะใจเป็นพิเศษ (เป็นเรื่องปลีกย่อยจากการวิพากษ์ระบบราชการของจีนอีกที) ก็คือ สถานะของ “ศาล” ในการเมืองจีน

ถ้าดูจากหนังเราจะพบว่า “ศาล” หรือ “ผู้พิพากษา” คล้ายจะอยู่อันเดอร์ (หรือเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของ) ฝ่ายการเมือง/ข้าราชการประจำ ดังจะเห็นได้ว่าตั้งแต่นายกเทศมนตรีไล่ไปถึงนายอำเภอ สามารถสั่งหรือขู่ “ศาล” ได้หมด (ในแง่นี้ มันเลยดันไปคล้ายกับศาลไคฟง 555)

ซึ่งเอาเข้าจริง นี่เป็นโครงสร้างที่แปลกอยู่ เพราะเรามักจะคุ้นเคยกับอำนาจสามเส้าที่แบ่งแยกกันระหว่าง “บริหาร-นิติบัญญัติ-ตุลาการ” (จะมีจริงหรือเปล่า -สำหรับในบางประเทศ- เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

มันเลยจะมีภาพแปลกตา เช่น ผู้พิพากษารุ่นเด็กขี่มอเตอร์ไซค์ไปสอพลอนายอำเภออะไรอย่างงี้ ซึ่งในสังคมที่เรียกผู้พิพากษาว่า “ท่าน” นั้น มันจะนึกถึงกระบวนการแบบนี้ไม่ค่อยออก

Ho Chi Minh in Siam (Bui Tuan Dung)

hoinsiam

จริงๆ นี่เป็นหนังที่อยากดูมานาน แต่พอไปดูจริงๆ กลับไม่สนุกกับมัน มีวูบหลับอีกต่างหาก (เป็นหนังโรงเรื่องแรกของปีนี้เลยมั้ง ที่ผมเผลอหลับขณะดู)

ปัญหาหลักคงมาจากวัฒนธรรมทางการเมืองชนิดหนึ่ง ที่พอต้องพูดถึงตัวละครทางการเมือง/ประวัุติศาสตร์ในระดับ “บิดาประเทศ” แล้ว มันต้องผ่านกระบวนการที่จะส่งผลให้คนเหล่านั้นบริสุทธิ์ ผุดผ่อง ดีงาม วิเศษ แต่แบนและไม่เป็นมนุษย์

แล้วความน่าเบื่อตรงนั้น และภาษาภาพยนตร์อย่างการนำ “ดินจากบ้านเกิด” มาต่างแดนเพื่อรำลึกถึงมาตุภูมิ ผนวกกับฉากบู๊และฉากตลกที่ “ไม่ดี” ก็ทำให้หนังมีภาพรวมที่แย่หนักขึ้น

แต่มี “จุดเล็กๆ” ที่น่าสนใจอยู่ คือ การนำเสนอท่าทีของรัฐบาลสยามต่อพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในหนัง ซึ่งเป็นอะไรที่ “บวก” เอามากๆ

เช่น ตัวละครนายอำเภอที่พิจิตร ซึ่งพูดกับสายลับของรัฐบาลฝรั่งเศสที่เป็นคนเวียดนามว่า สยามเปิดกว้างและให้เสรีภาพต่อความเชื่อทางการเมืองทุกประเภท

นอกจากนี้ มีประเด็นหนึ่งซึ่งหนังยกขึ้นมา คือ รัฐบาลสยามค่อนข้างเปิดให้พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเข้ามาเคลื่อนไหวในประเทศได้ ส่วนหนึ่งเพราะสยามเองก็ขัดแย้งกันกับฝรั่งเศส

ผมไม่รู้ประวัติศาสตร์ส่วนนี้เท่าไหร่นัก เลยไม่แน่ใจว่า ยุคนั้น รัฐบาลสยามประเมินพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามอย่างไรกันแน่? ประเมินแบบที่หนังเรื่องนี้บอก หรือประเมินเป็นอย่างอื่น?

และอะไรบ้างคือปัจจัยที่ผลักดันให้สยาม “เปิดโอกาส” ให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเข้ามาเคลื่อนไหวในเขตแดนของตนเอง?

คนมองหนัง

“มหาลัยวัวชน” : ประวัติศาสตร์ บทเพลง และคนแพ้ที่เพิ่งสร้าง

หนึ่ง

เมื่อหลายปีก่อน ขณะไปนั่งฟังการประชุมประจำปีของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรในหัวข้อ “ผู้คน ดนตรี ชีวิต”

หนึ่งในนักวิชาการต่างชาติที่มาบรรยายในการประชุมครั้งนั้น เป็นนักมานุษยวิทยาดนตรีเชื้อสายไอริช

วรรคทองหนึ่งซึ่งแกพูดขึ้นมา แล้วสร้างความฮือฮา-ซาบซึ้งให้แก่ผู้ฟังเป็นอย่างยิ่ง ก็คือ

“ผู้ชนะเขียนประวัติศาสตร์ ส่วนผู้แพ้ก็แต่งเพลงกันไป”

เมื่อมาดูหนังเรื่อง “มหาลัยวัวชน” ผลงานล่าสุดของ “บุญส่ง นาคภู่” ผมก็ย้อนนึกไปถึงวรรคทองของนักมานุษยวิทยาไอริชคนนั้นอีกครั้ง

เพราะผมรู้สึกในแวบแรกๆ ว่า “มหาลัยวัวชน” พยายามจะพูดถึงประเด็นหลักๆ อยู่สองเรื่อง

เรื่องแรก คือ การต่อสู้ในโลกร่วมสมัยหรือการแสวงหาตำแหน่งแห่งที่ในฐานะปัจเจกบุคคล ของตัวละครนำผู้มีบุคลิกเป็น “คนแพ้” อย่าง “พงศ์” “พี่โอ” และผองเพื่อน

เรื่องต่อมา คือ การดำรงอยู่อย่างรางเลือนของ “ประวัติศาสตร์” (ทั้งในระดับ “ท้องถิ่น” และ “ชาติ”)

สอง

เอาเข้าจริง ผมไม่ค่อยจะอินกับเรื่องราว/ประสบการณ์/การตัดสินใจของตัวละครหลักใน “มหาลัยวัวชน” มากนัก

แต่ก็ยังพอตระหนักและสัมผัสได้ถึง “ความพ่ายแพ้” ที่พวกเขาต้องเผชิญหน้าและแบกรับ

ไอ้หนุ่มอย่าง “พงศ์” วิ่งไล่ตามความฝันทางด้านดนตรี แต่ก็ไปไม่ค่อยถึงไหน (จนกระทั่งช่วงท้ายของหนัง)

เขาพลาดหวังเรื่องความรัก และเมินเฉยไม่เหลียวแลหญิงใกล้ตัวที่หลงรักตนเอง

ทางด้าน “พี่โอ” เอง แม้จะเป็นเหมือนพี่ใหญ่ แต่การงานและความใฝ่ฝันของเขาก็ยังไม่สามารถลงหลักปักฐานได้อย่างมั่นคง

เขาต้องแบมือขอเงินพ่อแม่มาสร้างโลกในอุดมคติของตนเองและน้องๆ นักดนตรี

ส่วนแฟนสาวที่สอบบรรจุเป็นข้าราชการครูได้ ก็เริ่มเอือมระอาเขา

หรือขนาดชวนน้องๆ ไปพนันวัวชน พี่โอยังพาน้องๆ ไปเจ๊งเลย

แน่นอน “ภาวะแพ้พ่าย” ของเหล่าตัวละครหลัก ถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วย “เสียงเพลง” (ตลอดจน “ชายลึกลับ” ที่แวะเวียนมาบรรเลงดนตรีประกอบด้วยกลิ่นอาย “สัจนิยมมหัศจรรย์” อย่างสม่ำเสมอ)

สาม

“ประวัติศาสตร์” ที่ถูกลืมในหนัง ก็คือ กรณี “ถังแดง” และการเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ของชาวบ้าน ที่เป็นทั้งภาพแทนของการถูกกระทำโดยรัฐ และการลุกขึ้นต่อสู้ทวงคืนความยุติธรรมของคนท้องถิ่น

แต่เมื่อตัวละครหลักของ “มหาลัยวัวชน” คือ คนร้อง คนเล่น คนแต่ง “เพลง”

“ประวัติศาสตร์” จึงกลายเป็นเพียงฉากหลังหรือบริบทรางๆ เท่านั้น

“พงศ์” อาจเอะใจหรือแสดงความใคร่รู้ เมื่อแรกได้พบคำว่า “ถังแดง” แต่หลังจากเขาอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวอยู่พักเดียว เจ้าหนุ่มพัทลุงก็กลับไปอกหักรักคุด และอยากเป็น “พี่ตูน” ต่อไป

หรือแม้ “คุณลุงลึกลับอดีตแนวร่วมคอมมิวนิสต์” จะพร่ำบอกเนื้อเพลงเกี่ยวกับคนพื้นเมืองดั้งเดิมบนเทือกเขาบรรทัดให้ “พงศ์” ได้จดจำเอาไว้ (โดยมี “พี่โอ” ได้ยินได้ฟังอยู่ห่างๆ)

แต่พอ “พี่โอ” และคณะพาราฮัท ถ่ายทอดบทเพลง (หรือประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ถูกหลงลืม) ซึ่งเพิ่งถูกบันทึกเอาไว้ ออกมาในบรรยากาศรอบกองไฟ กลับมี “ชาวมันนิ” บนเทือกเขาบรรทัดหลายๆ คน ที่นั่งฟังเพลงดังกล่าวด้วยแววตาเหม่อลอย

ไม่รู้ว่าเพราะเศร้า โหยหา หรือไม่อินกันแน่?

มหาลัยวัวชน 4

สี่

จนถึงส่วนสุดท้ายของหนัง หนังเรื่องนี้ก็ยังมุ่งเน้นย้ำอย่างชัดเจนถึง “โลกใบเล็กๆ” ของหนุ่มสาวชาวปักษ์ใต้ และ “บทเพลงคนแพ้” ของพวกเขา

“เพลงคนแพ้” ที่เป็นเพลงเฉพาะกลุ่ม มีคนมาชมการแสดงสดเพียงหลักสิบ เพลงที่แม้แต่พ่อแม่ของนักร้องนักดนตรีซึ่งมานั่งฟังอยู่ด้วย ก็ยังแสดงแววตาเหม่อลอย คล้ายไร้ความรู้สึกเชื่อมโยงใดๆ

ส่วนพี่ๆ “มาลีฮวนน่า” ก็เพียงแวะลงจากรถตู้มาทักทายให้กำลังใจพวกเขาราวๆ 1-2 นาที แล้วรีบจรจากไป

บทเพลงของ “พี่โอ” “พงศ์” และเพื่อนๆ จึงเป็นดังเสียงดนตรีแห่งเสรีชนทวนกระแส ผู้หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี และพอใจใน “ชุมชนขนาดย่อม” ของตนเอง

พวกเขาปฏิเสธไม่ยอมเข้าค่ายเพลงเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ (แต่เอาเข้าจริง การอยู่รอดในธุรกิจดนตรียุคปัจจุบัน ก็แทบไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมี/ไม่มีค่ายต้นสังกัดอีกต่อไป) ไม่เข้าระบบการศึกษาแบบทางการ (แต่สร้างโรงเรียนทางเลือก) ไม่ได้แนบสนิทกับรัฐ (ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือครู)

ห้า

มองในมุมหนึ่ง “มหาลัยวัวชน” จึงเป็นหนังที่เล่าเรื่องของ “คนแพ้เขียนเพลง” ซึ่งไม่มีอำนาจในการเขียน/กำหนด “ประวัติศาสตร์” (ขณะเดียวกัน “ประวัติศาสตร์” ก็มิใช่สิ่งสำคัญสูงสุดที่บรรดาตัวละครนำให้ความใส่ใจ)

“ประวัติศาสตร์” อาจเป็นผลผลิตของรัฐ/อำนาจส่วนกลางที่อยู่ไกลออกไป ซึ่งคนหนุ่มสาวในหนังไม่ค่อยอยาก/ไม่อาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย (“พี่โอ” ไม่ยอมไปสอบเป็นข้าราชการ เขาเหินห่างกับแฟนสาวที่เพิ่งสอบบรรจุรับราชการได้ ส่วน “พงศ์” ก็ถูกแฟนทิ้งไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ)

แต่ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดว่า ถ้า “ประวัติศาสตร์” และ “บทเพลง” มีสถานะเป็น “เรื่องเล่า” ต่างประเภทกัน

“บทภาพยนตร์” ก็อาจมีสถานะเป็น “เรื่องเล่า” ที่ผิดแผกออกไป อีกประเภทหนึ่ง

ผมเห็นว่าถึงแม้ “เรื่องเล่า” ใน “บทภาพยนตร์” ของ “มหาลัยวัวชน” จะกล่าวถึงการปะทะหรือการดำรงอยู่เคียงคู่กันของ “ประวัติศาสตร์” และ “บทเพลง” ตรงฉากหน้า

แต่ตัวแนวคิดเบื้องหลัง “เรื่องเล่าดังกล่าว” ในฐานะ “บทภาพยนตร์” กลับคล้ายจะมิได้มุ่งบันทึก “ประวัติศาสตร์” ที่ถูกหลงลืมหรือซุกซ่อนเอาไว้ ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้มุ่งถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก/ดนตรีแห่งความเจ็บปวดรวดร้าวของ “คนแพ้”

เพราะแท้จริงแล้ว “เรื่องเล่าหลัก” ใน “มหาลัยวัวชน” คือ การมุ่งมั่นสร้างเรื่องราวว่าด้วยชีวิตและโลกอุดมคติอันงดงามเปี่ยมความหวังของ “คนแพ้” ขึ้นมาใน “ภาพแทน” อย่าง “จอภาพยนตร์”

อาจกล่าวได้ว่า นี่เป็นเรื่องราว/เรื่องเล่า/นิทาน/นิยาย/ตำนานของ “คนแพ้ที่เพิ่งสร้าง” (ที่ไม่ใช่ทั้งประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของผู้ชนะ หรือบทเพลงที่คร่ำครวญถึงความพ่ายแพ้อันเป็นสัจนิรันดร์)

และในความเป็นจริง/ชีวิตจริง “พี่โอ” “พงศ์” รวมถึงเพื่อนๆ ก็ไม่ได้ “พ่ายแพ้” อีกต่อไป (เหมือนในหนัง)

หากพิจารณาที่ยอดคลิกเข้าฟังเพลงของพวกเขาในยูทูบ

ข่าวบันเทิง

คนทำหนัง “อนธการ-ดาวคะนอง” ถูกจับตาจากสื่อต่างชาติ ในฐานะ “ผู้กำกับหญิง” ที่โดดเด่น

เว็บไซต์ feminisminindia.com ได้ตีพิมพ์บทความหัวข้อ “10 ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงที่น่าสนใจมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียใต้ยุคปัจจุบัน”

โดยนอกจากบทความชิ้นนี้จะกล่าวถึง “คนทำหนังสตรี” จากอินเดีย บังกลาเทศ และปากีสถานแล้ว ผู้เขียนคือ ” Sil Smit” ยังได้นับรวมคนทำหนังจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เข้าไปอยู่ในลิสต์ของ “ผู้กำกับหญิงเอเชียใต้” ด้วย

สำหรับ “คนทำหนังหญิง” หนึ่งเดียวจากไทย ซึ่งติดอยู่ใน 10 อันดับผู้กำกับภาพยนตร์หญิงที่น่าสนใจมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียใต้ ก็คือ “อนุชา บุญยวรรธนะ”

อนุชา
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Anucha Boonyawatana

บทความชิ้นนี้ระบุว่า “อนธการ” หนังยาวเรื่องแรกของอนุชา คือ ภาพยนตร์ดราม่าสุดจับใจ ที่เล่าเรื่องราวของเกย์วัยรุ่นซึ่งถูกกลั่นแกล้ง เขาตกหลุมรักกับเด็กหนุ่มวัยเดียวกัน ณ สระว่ายน้ำที่มีบรรยากาศเหนือจริงเจือปนอยู่

“อนุชาสามารถสลับสับเปลี่ยนหนังของเธอ ให้เดินทางไปมาระหว่างความเป็นสัจนิยมมหัศจรรย์ กับความเป็นดราม่าที่มุ่งจุดสนใจไปยังเรื่องการเติบโต-เรียนรู้ ได้อย่างสบายมือ” Smit ระบุ

อนธการ โปสเตอร์

ขณะเดียวกัน เว็บไซต์ Little White Lies ยังได้เผยแพร่บทความ “25 หนังใหม่ของผู้กำกับหญิง ที่พวกคุณต้องดู” ซึ่งเขียนโดย “Eve Watling”

โดยหนึ่งในหนัง 25 เรื่อง ที่บทความยกขึ้นมา คือ หนังไทยเรื่อง “ดาวคะนอง” โดย “อโนชา สุวิชากรพงศ์”

อโนชา ดาวคะนอง

บทความระบุว่าอโนชา คือ แสงสว่างนำทางให้แก่วงการภาพยนตร์อินดี้ไทยร่วมสมัย ผลงานเรื่อง “เจ้านกกระจอก” เมื่อปี 2009 ของเธอ ได้รับรางวัลไทเกอร์ อวอร์ด จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติร็อตเตอร์ดัม 2010

สำหรับ “ดาวคะนอง” มีจุดกำเนิดเรื่องราวที่ตัวละครผู้กำกับภาพยนตร์หญิงรายหนึ่ง ซึ่งพยายามจะฉายภาพของการลุกขึ้นต่อสู้โดยกลุ่มนักศึกษาในอดีต

“ก่อนที่เรื่องราวจะพาเราไปสำรวจประเด็นทางชนชั้น ประวัติศาสตร์ และจิตวิญญาณของสังคมไทยสมัยใหม่ อย่างไร้จุดสิ้นสุดและเต็มไปด้วยพลังแห่งจินตนาการ” Watling บรรยาย

%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%87

ที่มา https://feminisminindia.com/2017/04/13/ten-female-directors-south-asia/ และ http://lwlies.com/articles/25-new-films-by-female-directors-sofia-coppola-kathryn-bigelow/

คนอ่านเพลง

ชมคลิปการแสดงสดสุดไพเราะ (บางส่วน) ของ “ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์” เมื่อวันที่ 12 เม.ย. 60

ก่อนหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ มีโอกาสไปชมมินิคอนเสิร์ตของวง “ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์” อันประกอบไปด้วยสามสมาชิกหลัก “พนเทพ สุวรรณะบุณย์” “ชรัส เฟื่องอารมย์” และ “ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว” ที่ร้านปาร์คกิ้ง ทอยส์ ถนนเกษตร-นวมินทร์

โดยรวมแล้ว โชว์ถือว่า “ดีงามตามท้องเรื่อง” และตามมาตรฐานระดับสูงของพวกลุงๆ น้าๆ ครับ

ทุกๆ เพลงที่เล่นยังไพเราะเหมือนเดิม ขณะเดียวกัน บรรยากาศของคนฟังก็ยอดเยี่ยมและสนุกมากๆ มีการร้องคลอตามศิลปินเกือบทุกเพลง

โดยส่วนตัว เพลงในเพลย์ลิสต์ของการแสดงครั้งนี้ที่ผมชอบมากสุด คือ “เพียงแค่ใจเรารักกัน” เพราะส่วนใหญ่ เวลา “ดึกดำบรรพ์ฯ” ขึ้นโชว์ เพลงนี้มักถูกร้องท่อนแรกๆ โดยพี่ตุ่น พนเทพ ก่อนจะมีศิลปินรับเชิญขึ้นมาร้องต่อ (คุณตุ๊ก วิยะดา และคุณโรส ศิรินทิพย์)

แต่เมื่อค่ำวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา เพิ่งมีโอกาสได้ฟังพี่ตุ่น (ซึ่งเป็นคนแต่งทำนอง) ร้องเพลงนี้เต็มๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ

นอกจากนี้ หลังการแสดงเสร็จสิ้นลง ผมออกไปยืนรับลมตรงหลังร้านปาร์คกิ้ง ทอยส์ แล้วก็ได้พบเห็นบรรยากาศดีๆ เมื่อมีผู้แนะนำให้พี่ตุ่น พนเทพ ทำความรู้จักกับ “คุณอิด อาวินน์ ระวียัน” ฟรอนท์แมนของวง “ลิเบอร์ตี้” โดยในคำแนะนำมีการระบุด้วยว่าลิเบอร์ตี้เคยได้รับรางวัลสีสัน อะวอร์ดส์

(“ลิเบอร์ตี้” มีอัลบั้มเต็มสองชุด ซึ่งได้รับสีสัน อะวอร์ดส์ รวมทั้งสิ้นสามรางวัล ในอัลบั้มชุดแรก “Flying Free” พวกเขาได้รับรางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยมประจำปี 2546 ก่อนที่อัลบั้มชุดที่สอง “Liberalization” จะทำให้พวกเขาได้รับรางวัลศิลปินกลุ่มยอดเยี่ยมและอัลบั้มยอดเยี่ยมประจำปี 2556-57 – แต่ถ้าวัดจากรสนิยมส่วนตัวแล้ว ผมยังชอบงานชุดแรกมากกว่าครับ แหะๆ)

หลังจากนั้น ก็เห็นพี่ตุ่นและคุณอิดยืนคุยกันอยู่พักใหญ่ ก่อนจะแชะรูปคู่เป็นที่ระลึก ถือเป็นการพบปะสังสรรค์ระหว่างศิลปินสองรุ่นที่อบอุ่นดีครับ

คราวนี้ ผมบันทึกคลิปการแสดงสดของ “ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์” มาเยอะพอสมควร แต่ก็ด้วยคุณภาพที่หลากหลายครับ คือ มีทั้งคลิปที่ถ่ายจากโทรศัพท์มือถือ จนเบลอร์นิดหน่อย คลิปที่ถ่ายจากกล้องถ่ายรูปดิจิทัล คุณภาพค่อนข้างชัด มีทั้งคลิปที่เสียงค่อนข้างโอเค พอฟังได้ และคลิปที่มีเสียงรบกวนค่อนข้างเยอะ

ถือว่ารับชมเอาบรรยากาศก็แล้วกันครับ

ข่าวบันเทิง

“หนัง (เรื่องเมือง) ไทย” ในคานส์, หนังสั้น “เจ้ย” ที่ฮ่องกง และรางวัลล่าสุดของ “ดาวคะนอง”

มี “หนังเกี่ยวกับเมืองไทย” ในคานส์ 2017

prayer

ภาพยนตร์เรื่อง “A Prayer Before Dawn” โดย “Jean-Stéphane Sauvaire” ได้รับการคัดเลือกเข้าฉายในสาย “Midnight Screening” ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ 2017

โดยหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นจากประสบการณ์ชีวิตจริงของ “บิลลี่ มัวร์” นักโทษชาวต่างชาติ ที่ต้องแสวงหาวิธีการ “อยู่รอด” ภายในคุกไทย ด้วยการฝึกมวยไทยจนกลายเป็นแชมเปี้ยน

“หนังสั้นอภิชาติพงศ์” ที่ฮ่องกง

ablaze

ในโปรแกรม “Short Film Competition Programme I” ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติฮ่องกง 2017

มีหนังสั้นชื่อ “Ablaze” ของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” รวมอยู่ด้วย

เว็บไซต์ของเทศกาลไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มากนัก นอกจากการระบุสั้นๆ ว่า หนังจะนำเสนอภาวะที่เงาของแมกไม้กลายเป็นบทกวี และสภาวะที่อารมณ์ความรู้สึกของคนคู่หนึ่งถูกแชร์ร่วมกัน

อีกหนึ่งรางวัลของ “ดาวคะนอง”

ดาวคะนองอิตาลี

นอกจากโกยรางวัลสำคัญๆ ในประเทศไทยไปได้แล้ว “ดาวคะนอง” ภาพยนตร์ของ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” ยังเดินหน้าคว้ารางวัลระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด หนังเพิ่งได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์ลุคคา ประเทศอิตาลี

ยินดีด้วยจ้า

คนมองหนัง

ว่าด้วย “สยามสแควร์”

“สยามสแควร์” กับ “The Inerasable”

the-inerasable-2015

ระหว่างดู “สยามสแควร์” ผมนึกถึงหนังญี่ปุ่นเรื่อง “The Inerasable” (Yoshihiro Nakamura) อยู่รางๆ

เพราะทั้งสองพยายามเล่นกับ “พื้นที่” “เวลา” และประเด็น “ผีในผี” เหมือนๆ กัน

ในแง่ “พื้นที่” ทั้ง “สยามสแควร์” และ “The Inerasable” คล้ายจะเริ่มต้นด้วยการ “ตรึงผี” ไว้ ณ พื้นที่เฉพาะ พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง อย่างจำกัด แน่นอน และตายตัว

แต่ไปๆ มาๆ หนังทั้งสองเรื่องกลับแสดงให้เห็นว่า “ผี” นั้นมีศักยภาพในการไหลเลื่อนไปหลอกหลอนผู้คนยัง “พื้นที่” อื่นๆ ได้ด้วย

ราวกับว่าเมื่อ “เรื่องเล่าเกี่ยวกับผี” หรือ “ความหวาดกลัวผี” ตามติดเข้าไปในจิตใจหรือความหมกมุ่นของผู้คน “ผี” ก็ย่อมติดตาม “คน” ไปยังพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างน่าทึ่ง

ในแง่ “เวลา” ทั้ง “สยามสแควร์” และ “The Inerasable” พูดถึง “ผี” ที่ดำรงอยู่โดยข้ามผ่านช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์อันยาวนานและบริบททางยุคสมัยอันแตกต่างหลากหลาย

อย่างไรก็ดี ขณะที่หนังไทยพยายามเชื่อมโยงความต่างของยุคสมัย ผ่านประเด็นความสัมพันธ์ในหมู่วัยรุ่นอันเป็น “สากล” หนังญี่ปุ่นกลับพูดถึงยุคสมัยต่างๆ ผ่านบริบท/เรื่องเล่าเฉพาะของมัน (ก่อนจะร้อยเรียงความแตกต่างเหล่านั้นด้วย “ผี” อีกทีหนึ่ง)

สุดท้าย หนังสองเรื่องนี้ต่างพูดถึงประเด็น “ผีในผี” ทว่า ด้วยท่าทีผิดแผกกัน

เพราะสำหรับ “The Inerasable” การมี “ผีในผี” คือ การมี “ผี” หลายตน ซ้อนกันเป็นชั้นๆ (เมื่อ “ผีตนหนึ่ง” หลอกคนจนตาย คนที่ตายก็กลายเป็น “ผี” ต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ)

แต่สำหรับ “สยามสแควร์” การมี “ผีในผี” หรือ “ผีคู่ขนาน” สองตัว กลับมิได้หมายถึงการมี “ผี” หลายตน แต่มันเชื่อมโยงไปถึงคำถามที่มีต่อพลานุภาพของ “เรื่องเล่า” ตลอดจนประเด็นคำถามเรื่อง “ตัวตน” ของปัจเจกบุคคล (เราจะเป็นใคร? ระหว่างการเป็นตัวของเราแบบที่เราเป็น หรือการเป็นเราตามแบบเรื่องเล่าของคนอื่นๆ)

นี่ทำให้เห็นว่า “ผี” ในหนังสองเรื่องสองสัญชาติมี “หน้าที่” ต่างกัน

“ผี” ใน “The Inerasable” นั้นเป็น “ผีจริงๆ” ที่ทำหน้าที่หลอกหลอนคนเป็นหลัก แม้จะมีประเด็นทางสังคมหรือประเด็นเรื่องการเติบโตเปลี่ยนผ่านมารายล้อม “ผี” แต่ท้ายสุด “ผี” ในหนัง ก็ยังทำ “หน้าที่ดั้งเดิม” ของมันอย่างแน่วแน่ต่อไป

ตรงข้ามกับ “สยามสแควร์” ที่สร้างเส้นเรื่องว่าด้วย “ความสัมพันธ์ฉันมิตรสหายในหมู่วัยรุ่น” ให้กลายเป็นอีกหนึ่ง “เส้นเรื่องหลัก” ซึ่งดำเนินคู่ขนานไปกับ “เรื่องผี”

ดังนั้น หนังไทยเรื่องนี้จึงค่อยๆ คลี่คลายปมของตัวเองลงทีละเปลาะ ด้วยการมัดรวมปัญหาบน “เส้นเรื่องสองเส้น” ให้กลายเป็นปัญหาเดียวกัน (แต่คนละหน้า)

“ผี” ใน “สยามสแควร์” จึงมิได้มี “หน้าที่สำคัญสูงสุด” เป็นการหลอกคน แต่มันมี “หน้าที่สำคัญไม่แพ้กัน” เป็นการส่องสะท้อนให้เห็นถึงประเด็นปัญหาอื่นๆ ของ “มนุษย์” ที่ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งคำถามที่มีต่อ “เรื่องเล่า” “ตัวตน” รวมถึงภาวะผ่านวันพ้นวัยของคนหนุ่มสาว

และแน่นอน “ผี” ต้องมีส่วนช่วยในการ “คลี่คลาย” ปมปัญหาเหล่านั้น (พร้อมๆ กับที่คนต้องช่วยเหลือปลดปล่อย “ผี”)

อาจกล่าวได้ง่ายๆ ว่า “ผี” ใน “สยามสแควร์” เป็น “ผีเพื่อการเปลี่ยนผ่าน” ขณะที่ “ผี” ใน “The Inerasable” เป็น “ผีที่เปลี่ยนไม่ผ่าน”

“เรื่องเล่า” และ “ตัวตน”

สยามสแควร์ เรื่องเล่า

พลานุภาพของ “เรื่องเล่า” และความสลับซับซ้อนของ “ตัวตน/อัตลักษณ์” เป็นประเด็นที่ค่อยๆ ถูกคลี่ออกมา ถัดจากประเด็นเรื่อง “ผี” ก่อนที่ประเด็นเหล่านี้จะห่อคลุมห่มทับเรื่องราว “ผีๆ” อีกที

ผมชอบประเด็นเกี่ยวกับ “เรื่องเล่า” ในหนังมากๆ

หนังฉายภาพให้เห็นว่า “เรื่องเล่า” (รวมถึง “เรื่องกอสซิป”) มันมีพลานุภาพสองด้าน หรือเป็น “ดาบสองคม” เสมอ

ด้านหนึ่ง “เรื่องเล่า” สามารถช่วยโหมกระพือความหวาดกลัวที่คน (หลากรายหลายกลุ่ม) มีต่อ “ผี” หรือช่วยขับเน้นให้เห็นถึง “อำนาจเหนือธรรมชาติ” (ที่อาจไม่มีอยู่จริง) ของ “ผี”

อีกด้านหนึ่ง ก็อย่างที่รู้กันว่า “เรื่องเล่าเชิงนินทาว่าร้าย” นั้นมีส่วนในการทำลายล้างใครคนใดคนหนึ่งหรือผลักไสเขาออกไปจากสังคม

“สยามสแควร์” ไฮไลท์ให้คนดูมองเห็นภาวะ “ดาบสองคม” เช่นนั้นได้อย่างดีเยี่ยม

เช่นเดียวกับประเด็นเรื่อง “ตัวตน” สองด้าน (คือ หนึ่ง เราควรเป็นอย่างที่เราเป็น กับสอง หรือเราต้องเป็นในสิ่งที่คนอื่นๆ มองว่าเราเป็น) ที่หนังนำเอา “ผี” มาใช้เป็น “เครื่องมือ” เพื่อถ่ายทอดสภาวะดังกล่าวได้อย่างชัดเจน

แต่นั่นก็นำไปสู่คำถามอีกชุด/ระนาบหนึ่ง นั่นคือ “ผี” ในหนังมีสถานะเป็น “ผีจริงๆ” หรือสุดท้าย มันไม่เคยมี “ผี” อยู่เลย แต่ “ผี” เป็นเพียงภาพแทนของ “วิกฤตอัตลักษณ์” และอำนาจแห่ง “เรื่องเล่า”?

“ผีในผี”, “ผีหลอกผี”, “นิด” คือ “ผี” หรือ “คนหลงยุค”?

สยามสแควร์ นิด

ดังที่เขียนไปข้างต้นแล้วว่าลักษณะการดำรงอยู่ของ “ผีในผี” ใน “สยามสแควร์” นั้น (อาจ) ไม่ได้หมายถึงการมี “ผี” มากกว่าหนึ่งตน แต่ “ผี” กลายเป็นภาพแทนของ “วิกฤตตัวตน” กลายเป็น “แรงพลัง” หนุนส่ง “เรื่องเล่า”

ทว่า เมื่อ “ผี” ต้องไปแบกรับภาระในการอธิบาย/สื่อแสดงให้เห็นถึงปัญหาของ “คน” ตัวตน “ความเป็นผี” ก็เลยพลอยจางหายหรือถูกลดทอนอิทธิพลลงไป กระทั่ง “ผี” ในหนังเรื่องนี้อาจไม่มีอยู่จริงเลยด้วยซ้ำ

ใจหนึ่ง (ในฐานะคนดู ซึ่งเอาเข้าจริงไม่ค่อยถูกโฉลกกับ “หนังผี” เท่าไหร่) ผมยังอยากให้ “สยามสแควร์” มุ่งมั่นที่จะเป็น “หนังผี” ที่พูดเรื่อง “ผีจริงๆ” มากกว่านี้

ผมแอบคิดซนๆ ไปว่า จะเป็นยังไง ถ้า “นิด” เธอปะทะกับ “ผีด้ายแดง” ที่โรงเรียนสอนพิเศษ แล้วเธอถูกผีหลอก หรือในทางกลับกัน เธอหลอกผีกลับไป?

การหลอกกันแบบนั้น ย่อมให้ผลลัพธ์อันแตกต่างไปจากการตั้งคำถามว่าระหว่าง “นิด” กับ “ผี” ใครกันแน่คือผู้ถือครอง “อัตลักษณ์/ตัวตนที่แท้จริง” เอาไว้

แน่นอนว่าสำหรับตัวละครนำอย่าง “นิด” นอกจากเธอจะเผชิญหน้ากับปัญหา “วิกฤตอัตลักษณ์” ที่โอนเอนเพราะพลังของ “เรื่องเล่า” ซึ่งโหมกระพือโดยผู้คน/สังคมรอบข้างแล้ว

สถานะในฐานะตัวละครของเธอก็มีความกำกวมอย่างยิ่ง

นิดคือผีไหม? ถ้าใช่ แล้วผีด้ายแดงคืออะไร? หรือจะเป็นอย่างที่นิดอธิบายว่าเธอเหมือนเป็นคนหลงยุคข้ามเวลา? แล้วการที่นิดกลับเข้า “ห้องน้ำ” ไปนั้น หมายความว่าเธอจะกลับไปไหน? กลับไปสู้ชีวิตต่อในฐานะเฟรชชี่มหาวิทยาลัยช่วงต้นทศวรรษ 2530? (ซึ่งแสดงว่า “ผีด้ายแดง” เป็นเรื่องโกหกพกลม) หรือกลับไปเป็นวิญญาณจ๋องๆ ที่ถูกกักขังไว้ในห้องน้ำ?

เหล่านี้คือคำถามแรกๆ ที่ผมคิดขึ้นหลังดูหนังจบ

เมื่อ “ผี” = “คน”

สยามสแควร์ นิดเมย์

ไอ้ความคลุมเครือตรงสถานะของ “นิด” และ/หรือ “ผีด้ายแดง” ยังส่งผลให้ไปๆ มาๆ “ผี” ในสยามสแควร์ ไม่ได้มีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติจนไร้ทางต่อต้านซะทีเดียว

แต่กลับปรากฏดุลยภาพทางอำนาจระหว่าง “ผี” กับ “คน” ในหนังเรื่องนี้

เพราะแค่พวกเด็กๆ วัยรุ่น ปิดตา แสร้งทำเป็นไม่รับรู้ถึงการดำรงอยู่ของ “ผี” “ผี” ก็ทำอะไรพวกเขาและเธอไม่ได้

ตัวละครมนุษย์ในหนังมีโอกาสสั่งสอน/เจรจาต่อรองกับ “ผี”

“คน” ในหนัง มีส่วนสำคัญในการช่วยปลดปล่อย “ผี” (ที่น่าสนใจ คือ หัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการกำหนด/วางแผนกระบวนการปลดปล่อยกลับเป็น “เด็กเนิร์ดกลัวผี” อย่าง “นิวตัน” ถ้าเรายึดเอา “นางนาก” เป็นหมุดหมายอะไรบางอย่างของ “หนังผีไทยยุคใหม่” ไอ้เจ้า “นิวตัน” นี่ก็มาไกลจาก “สมเด็จพระพุฒาจารย์โต” ลิบลับ)

แถม “ผี” ยังมีการมาสารภาพความผิดบาปครั้งอดีตกับ “คน” เสียอีก (ในหนังผีทั่วไป มักมีแต่ “คน” ที่มาสารภาพบาป ซึ่งตนเคยกระทำผิดต่อ “ผี”)

ที่แสบกว่านั้น คือ ถ้าเรายึดถือ “นิด” เป็น “ผี” หรืออย่างน้อยก็เป็น “อดีตบาดแผลที่ตามมาหลอกหลอนดุจดังภูตผีปีศาจ” คนที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันอย่าง “ดาว” กลับไม่หวาดผวาเกรงกลัว “ผี/อดีต” ดังกล่าวเลย แถมยังเพิกเฉย ไม่อยากเหลือบแล เหยียดหยาม ปั้นปึ่งใส่ “ผี/อดีต” ที่ว่าเสียด้วย

ลองจินตนาการว่าถ้าเรามีเพื่อนสนิทวัยมัธยมที่ผิดใจกัน ซึ่งหายสาบสูญไปนาน 3 ทศวรรษ แล้วอยู่ดีๆ มันดันกลับมาหาเรา โดยที่เราอยู่ในสภาพเกือบหง่อมแล้ว แต่มันยังคงเป็นเด็กดื้อตาใสอยู่

เราคงไม่ “กล้าท้าผี” เหมือนอย่างที่ดาวทำแน่ๆ

แต่จุดหนึ่งที่ผมจะติดๆ อยู่หน่อย ก็คือ ทำไม “จุ๊บเล็ก” มันต้องรับ “มรดกความร้ายกาจ” สืบทอดมาจากดาวขนาดนั้น 555

เพราะสำหรับคู่ของ “นิด” กับ “เมย์” ไอ้ปัญหาร่วมกันที่พวกเธอต้องเผชิญ มันยังมีสถานะเป็น “ปัญหาสากล” ที่วัยรุ่นทุกยุคสมัยมีโอกาสพบเจอ

แต่พอ “จุ๊บเล็ก” กับ “ดาว” ดันเป็นแม่-ลูกกัน ไอ้ปัญหาหรือนิสัยเสียๆ บางอย่างที่วัยรุ่น (กระทั่งคนทั่วไป) พึงมี มันเลยกลายเป็นลักษณะทางกรรมพันธุ์ ที่สืบสายเลือดกันมาซะงั้น

ความไร้พลังของประวัติศาสตร์

สยามสแควร์ ปวศ.

เอาเข้าจริง จุดหนึ่งที่ผมไม่ค่อยชอบเกี่ยวกับ “สยามสแควร์” ก็คือ หนังตั้งท่าว่าจะนำเอาช่วงเวลายาวนานทางประวัติศาสตร์หรือบริบททางยุคสมัยที่ผันแปรไป มาเป็นองค์ประกอบสำคัญของเรื่องที่หนังกำลังจะเล่า

แต่พอเรื่องราวดำเนินไปเรื่อยๆ พลังของประวัติศาสตร์กลับไม่ถูกนำมาใช้อย่างหนักแน่นจริงจังมากนัก

มิหนำซ้ำ มันกลับถูกกร่อนเซาะลงด้วยการตั้งประเด็นว่า “วัยรุ่นต่างยุค” ล้วนต้องเผชิญ “ปัญหาสากล” บางประการร่วมกัน

พลังอำนาจของ “ประวัติศาสตร์” ยังอาจลดน้อยถดถอยลงไปอีก ถ้าเราเชื่อว่าการส่ง “นิด” กลับเข้า “ห้องน้ำ” ไป คือ ความสามารถในการแก้ไขเปลี่ยนแปลง “อดีต” ได้

“บุคคลนิรนาม” ในแชท

สยามสแควร์ แชท

แต่ขณะเดียวกัน มันก็มีจุดที่ผม “อิน” มากๆ ใน “สยามสแควร์” เหมือนกัน นั่นคือ การที่ “เติร์ก” ปลอมตัวเข้าไปแชทกับสาวที่เขาแอบชอบ แต่เธอมีท่าทีเหมือนจะเกลียดขี้หน้าเขา

ผมเป็นคนรุ่นที่โตมากับวัฒนธรรมห้องแชทในเว็บไซต์ยุคแรกๆ ที่อินเตอร์เน็ตยังอืดเป็นเรือเกลือ ที่สำคัญ ช่วงเวลาประมาณ ม.ปลาย ซึ่งผมชอบเข้าไปแชทในห้องต่างๆ นั้น ผมแทบไม่เคยเปิดเผยตัวตนจริงๆ เลย แต่อำพรางตัวเองเป็นนู่นนี่ไปเรื่อย (ทั้งในแง่อาชีพ อายุ เพศสภาพ ฯลฯ)

สำหรับผม วัฒนธรรมการแชทมันจึงเชื่อมโยงกับภาวะ “นิรนาม/ปกปิดตัวตน” อย่างไม่อาจแยกขาด

จนมาถึงยุคเอ็มเอสเอ็น ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย-เพิ่งจบปริญญาตรี ผมก็ยัง “ปลอมตัว” เข้าไปแชทกับเพื่อนผู้หญิงที่ตัวเองแอบชอบ แต่ไม่กล้าพูดคุยด้วยในชีวิตจริง

วัฒนธรรมอำพรางตัวตนดังกล่าวมาถูกบังคับให้ต้องมีความ “ชัดเจน/เปิดเผย (บางด้าน)” มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ก็ในยุค “เฟซบุ๊ก” นี่แหละ

“วิกฤตตัวตน” ของ “สยามสแควร์”

สยามสแควร์ โปสเตอร์

“สยามสแควร์” เป็นหนังที่น่าจะติดอยู่ในหัวผมไปอีกนานพอสมควร โดยส่วนตัว ผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นงานที่ “วิเศษเลิศเลอ” มากมาย แต่มันมีดีตรงการเลือกพูดเลือกเล่าในประเด็นที่น่าสนใจ (และยังไม่ค่อยมีหนังไทยเรื่องอื่นๆ เลือกเล่าเรื่องราวมุมนี้)

ขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่า “สยามสแควร์” อาจประสบ “ปัญหาวิกฤตตัวตน” เหมือนกับที่ตัวละครนำในหนังต้องเผชิญนั่นแหละ

เนื่องจากเราในฐานะคนดูย่อมสามารถตั้งข้อสงสัยได้ว่า ตกลงหนังอยากจะเป็น “หนังผี” หรือ “หนัง coming-of-age” ที่ใช้ “ผี” เป็นเครื่องมือ/ตัวหลอกกันแน่?

แต่นี่ก็คือเสน่ห์ของความคลุมเครือมิใช่หรือ?

ข่าวบันเทิง

ย้อนดู “Mobile Men” หนังสั้นอภิชาติพงศ์ ในยุคที่ผู้โดยสาร “ห้ามนั่งกระบะหลัง”

“Mobile Men” เป็นผลงานภาพยนตร์สั้นความยาวประมาณ 3 นาที ของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ที่ได้รับการผลิตออกมาเมื่อปี 2551

หนังเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของผลงานภาพยนตร์, ศิลปะ และวรรณกรรม ที่สร้างขึ้นในโครงการเฉลิมฉลองวาระ 60 ปี ของ “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน”

หนังถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กหนุ่มสองคนที่นั่งอยู่บนท้ายกระบะของรถปิ๊กอัพ และพวกเขาต่างกำลังบันทึกภาพของอีกฝ่ายเอาไว้

แม้ชายหนุ่มทั้งคู่คล้ายจะมาจากคนละพื้นที่ของโลก แต่กล้องถ่ายภาพยนตร์ก็เป็นเครื่องมือ ที่ช่วยให้ทั้งคู่ได้พบเจอซึ่งกันและกัน

พวกเขาต่างฝ่ายต่างค่อยๆ เริ่มบันทึกภาพของกันและกัน จากการโคลสอัพไปยังบางเสี้ยวส่วนของร่างกาย ไปสู่การจับภาพให้เห็นร่างกายทั้งเรือนร่าง

อภิชาติพงศ์เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าเขาสร้างหนังเรื่องนี้ในช่วงหลังรัฐประหารปี 2549 ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัด 5 แห่ง ได้ออกคำสั่งห้าม “แรงงานต่างชาติ” (จากเมียนมา, ลาว และกัมพูชา) ออกจากที่พักในยามค่ำคืน ห้ามพวกเขาใช้โทรศัพท์มือถือ และห้ามออกมาชุมนุมกันในจำนวนเกินห้าคน

ใน “Mobile Men” เขาจึงตัดสินใจใช้นักแสดงนำเป็น “แรงงานต่างชาติ” หนึ่งในนั้น คือ “ใจ” (Jaai) แรงงานจากรัฐฉาน ซึ่งได้งานและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีในเมืองไทย แต่ยังมีคนแบบ “ใจ” อีกหลายราย ที่ต้องพบเจอกับสภาพชีวิตอันแตกต่างตรงกันข้าม

อย่างไรก็ตาม วันนี้ ผมหาหนังเรื่อง “Mobile Men” มาชมอีกครั้ง หลังจากมีการออกคำสั่งตาม ม.44 ห้ามผู้โดยสารนั่งบนกระบะหลังของรถปิ๊กอัพ

ขอบคุณข้อมูล-ภาพจาก http://www.kickthemachine.com

ขอบคุณข้อมูลจาก http://art-for-the-world.blogspot.com