คนตัดหญ้าในสนามบอล

ชีวิต “คนทำหนัง” ของ “ยอดผู้รักษาประตู” ทีมชาติไอซ์แลนด์

Getting ready for Saturday! 🇮🇸 #worldcup

A post shared by Hannes Halldórsson (@hanneshalldorsson) on

เมื่อคราวที่ทีมชาติไอซ์แลนด์สร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการผ่านเข้ารอบแปดทีมสุดท้ายฟุตบอลยูโร 2016

บล็อกคนมองหนังเคยถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตสองด้านของ “ฮานเนส ธอร์ ฮัลดอร์สสัน” ผู้รักษาประตูทีมชาติไอซ์แลนด์ ซึ่งทำงานเป็นนักฟุตบอลอาชีพไปพร้อมๆ กับการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ และความฝันเกี่ยวกับโปรเจ็คท์หนังยาวเรื่องแรกของเขา (ซึ่งยังมิได้ถูกสานต่อจนถึงปัจจุบัน)

คลิกอ่าน หนังเรื่องแรกของผู้กำกับภาพยนตร์-ผู้รักษาประตูทีมชาติไอซ์แลนด์

หลังจากไอซ์แลนด์โชว์ฟอร์มในฟุตบอลโลก 2018 นัดแรก ได้อย่างน่าประทับใจเกินคาดหมาย ด้วยการยันเสมออาร์เจนตินา 1-1

แถมฮัลดอร์สสันยังเซฟลูกโทษที่จุดโทษของลิโอเนล เมสซี่ ได้อีกต่างหาก

เราจึงไม่รีรอที่จะไปค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตการทำหนังของเขามานำเสนอเพิ่มเติม

หนึ่ง

ฮัลดอร์สสันเริ่มสร้างผลงานภาพเคลื่อนไหวตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม โดยเขาเคยผลิตมิวสิควิดีโอให้แก่วงเกิร์ลแบนด์ชื่อ “Nylon” ต่อมา เขาได้กำกับมิวสิควิดีโอให้ตัวแทนผู้เข้าแข่งขันจากไอซ์แลนด์ในการประกวดร้องเพลงยูโรวิชั่นปี 2012 แถมยังได้รับรางวัลในฐานะผู้กำกับหนังโฆษณาและรายการโทรทัศน์หลายต่อหลายหน แม้กระทั่งเมื่อถูกเรียกตัวมาเล่นทีมชาติแล้ว

สอง

Back in film business! 🎬

A post shared by Hannes Halldórsson (@hanneshalldorsson) on

หนึ่งในซีรีส์โทรทัศน์ที่ฮัลดอร์สสันเคยทำ คือ รายการ “Our professional players” ซึ่งผู้รักษาประตูไอซ์แลนด์และผู้ดำเนินรายการร่วม ได้ออกเดินทางไปพบปะเยี่ยมเยือนบรรดาเพื่อนๆ นักฟุตบอลอาชีพทั่วประเทศ

รวมทั้ง “ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น” สุดยอดตำนานนักเตะรุ่นพี่ที่ฮัลดอร์สสันเคารพรักบูชา (ก่อนที่ทั้งคู่จะกลายเป็นรูมเมทกัน เมื่อต้องลงแข่งให้ทีมชาติ)

จริงๆ แล้ว เดิมที ฮัลดอร์สสันเคยวางแผนจะเชิญ “เอมิล ฮัลเฟรดส์สัน” (มิดฟิลด์เบอร์ 20 ของทีมชาติไอซ์แลนด์ ที่โชว์ฟอร์มเด่นมากๆ อีกหนึ่งคน ในนัดเจออาร์เจนตินา) มาร่วมรายการ แต่มีความจำเป็นบางอย่างที่ทำให้เขาต้องตัดฮัลเฟรดส์สันออกไป ดังนั้น พอมาพบหน้ากันหนแรกในแคมป์ทีมชาติ ผู้รักษาประตูนักทำหนังจึงออกอาการประหม่าเล็กน้อย

สาม

มีประเพณี (ที่เพิ่งสร้าง) ชนิดหนึ่ง ซึ่งฮัลดอร์สสันริเริ่มขึ้นในแคมป์ทีมชาติ นั่นคือ การเสนอแนะให้ผู้เล่นทีมชาติไอซ์แลนด์มานั่งดูหนังใหม่ๆ ด้วยกัน ช่วง 2-3 วัน (คืน) ก่อนหน้าจะลงแข่งขัน

นอกจากนั้น เพราะมีคอนเน็คชั่นในอุตสาหกรรมบันเทิง ฮัลดอร์สสันจึงสามารถพาเพื่อนๆ นักเตะทีมชาติ ไปร่วมงานฉายหนังรอบปฐมทัศน์โลกของภาพยนตร์บางเรื่องได้

สี่

หนึ่งในผลงานวิดีโอชิ้นล่าสุดของฮัลดอร์สสัน คือ โฆษณาประชาสัมพันธ์แคมเปญฟุตบอลโลกของ โคคา-โคล่า ไอซ์แลนด์ ซึ่งถือเป็นภาพยนตร์โฆษณาเครื่องดื่มโค้กที่ใช้ทุนสร้างสูงสุดในประเทศแห่งนี้

ฮัลดอร์สสัน ในฐานะผู้กำกับ บอกว่าเขาพยายามจะกระตุ้นให้ชาวไอซ์แลนด์ทุกคนต่างรู้สึกมีส่วนร่วมกับหนังโฆษณาดังกล่าว

“ตอนลงสนาม พวกเราอาจมีกันแค่ 11 คน แต่เรากลับไม่เคยรู้สึกโดดเดี่ยว เรารู้สึกได้ถึงเสียงเชียร์อันยอดเยี่ยม เรารู้สึกอย่างชัดเจนว่าชาวไอซ์แลนด์ทุกคนได้มายืนผนึกกำลังร่วมกัน อยู่ตรงด้านหลังพวกเรา”

โคคา-โคล่า ไอซ์แลนด์ ได้ติดต่อให้นายทวารทีมชาติผู้นี้มากำกับหนังโฆษณาทันที หลังจากที่ทีมชาติไอซ์แลนด์ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายฟุตบอลโลกได้เป็นหนแรกสุดในประวัติศาสตร์

ที่มาข้อมูล

https://www.theguardian.com/football/2018/jun/04/hannes-thor-halldorsson-keeper-and-film-director-ready-for-iceland-sequel

http://icelandreview.com/news/2018/06/13/icelands-goalie-films-world-cup-themed-ad

ที่มาภาพประกอบ

https://www.instagram.com/hanneshalldorsson/?hl=en

 

 

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“สังข์ทอง” พิชิตเรตติ้ง 7.0-MV ฮิต “รจนาร่ำไห้”-เส้นทางสายบันเทิงของ “พระธิดาปัทมา”

“สังข์ทอง 2561” เรตติ้งทะลุ 7 ซะที

ในที่สุด “สังข์ทอง 2561” ก็โกยเรตติ้งทะลุหลัก 7 ได้เป็นหนแรก โดยละครตอนที่เผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน 2561 คว้าดัชนีความนิยมไป 7.016

ส่งผลให้ “สังข์ทอง” ผงาดขึ้นเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของช่อง 7 ระหว่างวันที่ 4-10 มิถุนายน

และเป็น “เบอร์สอง” ในสนามแข่งขันระดับประเทศ โดยพ่ายแพ้เพียงการถ่ายทอดสดวอลเลย์บอลหญิงระหว่างทีมชาติไทยกับทีมชาติญี่ปุ่น ทางช่อง 3

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-week4-10june-61/

MV “รจนาร่ำไห้” ยอดผู้ชมเกิน 3 แสนวิวแล้ว

ยูทูบสามเศียรเพิ่งปล่อยคลิปมิวสิควิดีโอเพลง “รจนาร่ำไห้” ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงประกอบละคร “สังข์ทอง” ออกมาเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ปรากฏว่าจนถึงช่วงเช้าวันที่ 16 มิถุนายน เอ็มวีดังกล่าวมียอดผู้เข้าชมประมาณ 3.7 แสนวิวเข้าให้แล้ว

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม สามเศียรได้เผยแพร่เอ็มวีเพลง “เจ้าเงาะเพื่อนจ้าจ๊ะทิงจา แบ๊ะแบ๊” ออกมา ซึ่งจนถึงปัจจุบัน คลิปดังกล่าวมียอดคนดูสูงถึง 9.2 แสนวิว

เส้นทางสายบันเทิงของ “พระธิดาปัทมา”: จักรๆ วงศ์ๆ-นางงาม-จักรๆ วงศ์ๆ

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หนึ่งในตัวละครที่โดดเด่นมากใน “สังข์ทอง 2561” คือ “พระธิดาปัทมา” ที่ชอบเล่นบทโหด ประเคนหมัดเท้าเข่าศอกใส่ “เจ้าชายไชยันต์” (ผู้เพ้อหาแต่เจ้าเงาะ) อยู่เสมอๆ

บล็อกคนมองหนังเคยรายงานว่า “ชนารดี อุ่นทะศรี” ซึ่งรับบท “ปัทมา” พี่สาวคนที่สี่ของ “นางรจนา” มีดีกรีเป็นผู้เข้าประกวดนางสาวไทยปี 2559 และได้เข้าถึงรอบห้าคนสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม จริงๆ แล้ว เส้นทางสายบันเทิงของชนารดี หรือ เพลง กลับมีความสลับซับซ้อนกว่านั้น

“สังข์ทอง 2561” มิใช่ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องแรกสุดของเพลง ชนารดี แต่ก่อนหน้านี้ เธอเคยรับบทเป็นนางร้ายชื่อ “สไบ” ใน “ยอพระกลิ่น 2557”

สไบ ยอพระกลิ่น
ภาพจากยูทูบ สามเศียร

ต่อมา เพลงจึงหันไปโลดแล่นบนเส้นทางสายนางงาม โดยคว้าตำแหน่ง “นางงามไหม” ของจังหวัดขอนแก่น ประจำปี 2558

หลังเข้ารอบห้าคนบนเวที “นางสาวไทย 2559” เพลงมุ่งหน้าไปยังสังเวียนใหญ่กว่าอย่าง “มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2560” (รุ่นเดียวกับมารีญา) เธอได้ผ่านเข้าถึงรอบ 40 และ 16 คน โดยจัดเป็นตัวเต็งรายหนึ่งจากการประเมินของสื่อ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ตำแหน่งใดๆ กลับมา

เพลง mut 20
ภาพจากเพจ Miss Universe Thailand

เข้าสู่ปี 2561 แฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ ได้ต้อนรับการหวนคืนสู่ “บ้านหลังเดิม” ของเพลง ชนารดี กับบทบาทแสบๆ ร้ายๆ ใน “สังข์ทอง”

ขอบคุณภาพนำจาก https://www.instagram.com/pleng_chanaradee/?hl=en

คนตัดหญ้าในสนามบอล, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

ลูเครเซีย มาร์เทล, ปัญหานอนไม่หลับ และ ลิโอเนล เมสซี่

36956136633_95cc10e720_o

“เวลาฉันประสบปัญหานอนไม่หลับ ฉันจะเสิร์ชหาคลิปการทำประตูของเมสซี่ในยูทูบ แล้วดูมันวนซ้ำไปเรื่อยๆ”

วิธีการเช่นนั้นช่วยเยียวยาให้คุณเข้านอนได้จริงๆ ไหม?

“คลิปเหล่านั้นทำให้ฉันรู้สึกสงบสุข เหมือนกับว่าความศรัทธาเชื่อมั่นในใจฉันได้ถูกกู้คืนฟื้นขึ้นมา”

ลูเครเซีย มาร์เทล

ผู้กำกับภาพยนตร์ร่วมสมัยชาวอาร์เจนตินา

21827084921_c33081c513_o

มาร์เทลคือคนทำหนังรายสำคัญของประเทศอาร์เจนตินา ซึ่งเติบโตขึ้นมาในยุค 1990 ที่ภาพยนตร์ถูกคนหนุ่มสาวใช้สอยเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง

นับแต่ปี 2000 เป็นต้นมา เธอมีผลงานซึ่งได้รับการยอมรับ อาทิ The Holy Girl, The Headless Woman และ Zama

มาร์เทลเคยได้รับรางวัลจากเทศกาลเบอร์ลินและซันแดนซ์ รวมถึงเคยเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำของคานส์สองครั้ง

ที่มาเนื้อหา

Lionel Messi: traitor to some, genius to all and carrying the heaviest burden

https://www.theguardian.com/football/2018/jun/15/lionel-messi-argentina-world-cup-final-chance-win

ที่มาภาพ

ลูเครเซีย มาร์เทล โดย Ministerio de Cultura de la Nación Argentina

https://www.flickr.com/photos/culturaargentina/21827084921/

ลิโอเนล เมสซี่ โดย Agencia de Noticias ANDES

https://www.flickr.com/photos/75116651@N03/36956136633

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“เจ้าเงาะกล้ามสวย 2561”: เมื่อ “ตัวตลกบ้าใบ้” ขอแสดงบทบาท “พระเอกรูป (ร่าง) งาม”

คนส่วนใหญ่ที่รู้เรื่อง “สังข์ทอง” คงจะพอจำแนกได้ออกถึงบทบาทหน้าที่อันแตกต่างกันระหว่าง “พระสังข์” รูปทอง กับ “เจ้าเงาะป่า” บ้าใบ้ตัวดำ

กล่าวคือ “พระสังข์” นั้นมีฐานะเป็นพระเอกรูปงาม ส่วน “เจ้าเงาะ” เป็นพระเอกในเวอร์ชั่นตัวตลกผู้มีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์

ทั้งสองตัวละครคือพระเอกในแบบฉบับ “สองคนในร่างเดียว” ซึ่งทำหน้าที่ผิดแผกและแบ่งแยกจากกันอย่างชัดเจน

เงาะ หนำเลี้ยบ
“เงาะป่า” เวอร์ชั่นปี 2550 ก็รับผิดชอบบท “ตัวตลก” เป็นหลัก และมิได้มีมัดกล้ามน่าเกรงขามแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือน “เจ้าเงาะ” ในละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง 2561” ที่รับบทโดย “ปอนด์ โอภาภูมิ ชิตาพัณณ์” จะทำให้เส้นแบ่งดังกล่าวพร่าเลือนกว่าแต่ก่อน

เนื่องจาก “เจ้าเงาะ” ในเวอร์ชั่นใหม่นั้น สวมบทบาทการเป็น “ตัวตลก” สร้างเสียงเฮฮา ไปพร้อมกับการเป็น “ชายหนุ่มรูปร่างกำยำ” มีมัดกล้ามงดงามชวนมอง

ว่ากันว่านี่อาจเป็น “เจ้าเงาะ” ที่หุ่นดีกว่า “พระสังข์” เสียด้วยซ้ำไป

ดังจะเห็นว่า แม้ตัวละครรายอื่นๆ ส่วนใหญ่ในละครจะเหยียดหยามรูปลักษณ์ “เจ้าเงาะ” ตามรอยจารีตของเรื่องเล่าเดิมๆ แต่อย่างน้อย ก็ยังมี “เจ้าชายไชยันต์” ที่คลั่งไคล้ใหลหลงรูปกายดำๆ ทว่าแลดูแข็งแกร่งของคู่เขยรายนี้

“เจ้าเงาะ” ใน “สังข์ทอง 2561” จึงดูคล้ายจะไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “ตัวตลก” เพียงประการเดียว แต่เขายังเปล่งประกาย “ความเป็นพระเอกรูปงาม” ของตนเองออกมา ผ่านเรือนร่างในลักษณะชายชาตรี

ไม่แน่ใจว่าการที่ “เจ้าเงาะ” มีบทบาทแบบ “ทูอินวัน” เสียเองเช่นนี้ จะส่งผลกระทบต่อ “เหรียญอีกด้าน” อย่าง “พระสังข์” หรือไม่?

เพราะอย่างน้อยที่สุด คุณสมบัติ “ความเป็นพระเอกรูป (ร่าง) งาม” ที่ “พระสังข์” เคยครอบครองอยู่คนเดียว ก็ต้องถูกแบ่งสรรปันส่วนมายัง “เจ้าเงาะ” มากพอสมควร

ผิดกับองค์ประกอบ “ความเป็นตัวตลก” ที่ “เจ้าเงาะ” มิได้ถ่ายโอนไปให้ทางฝ่าย “พระสังข์” สักเท่าไหร่

ภาพนำจาก https://www.instagram.com/pond_ophaphoom/?hl=en

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

พ่อ “รจนา” ชื่อ “ท้าวสามนต์” ไม่ใช่ “ท้าวสามล”!

ดูจะมีความเข้าใจผิดกันไม่น้อยว่าตัวละครสำคัญรายหนึ่งใน “สังข์ทอง” คือ พระบิดาของนางรจนานั้นมีชื่อว่า “ท้าวสามล”

อย่างไรก็ดี เมื่อตรวจสอบบทละครนอกเรื่อง “สังข์ทอง” จากเว็บไซต์วชิรญาณแล้ว พบว่ามีการระบุถึงชื่อของตัวละครรายนี้ว่า “ท้าวสามนต์”

“ท้าวสามนต์” เป็นชื่อที่มีความหมายชัดเจน

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานและฉบับมติชนนิยามไว้ตรงกันว่า “สามนต์” เป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง “รอบๆ” หรือ “ใกล้เคียง”

ส่วน “สามนตราช” (ซึ่งน่าจะเป็นที่มาของชื่อ “ท้าวสามนต์”) นั้นหมายถึง “พระราชาแห่งแคว้นที่ใกล้เคียง” หรือ “เจ้าประเทศราช”

น่าสนใจว่าหากพิจารณาจากความหมายของชื่อตัวละคร “ท้าวสามนต์” อาจไม่ใช่พระราชาแคว้นใหญ่นัก แต่อาจเป็น “เจ้าประเทศราช” หรือหนึ่งในเครือข่ายทางอำนาจระดับย่อมๆ ซึ่งรายล้อมศูนย์กลางอำนาจที่มี “พลังทางการเมือง” สูงและเข้มแข็งกว่า

ถ้ามองในแง่นี้ ท่าทีเอาแต่ใจ ชอบยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (จนคนดูเฮฮาขบขัน) ของตัวละคร “ท้าวสามนต์” ดังที่ละคร “สังข์ทอง” อย่างน้อยก็ในเวอร์ชั่นปี 2550 และ 2561 พยายามนำเสนอ

จึงถือเป็นการเล่น “ตลกร้าย” กับนัยยะความหมายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชื่อเสียงเรียงนามของตัวละคร ได้อย่างคมคาย

ของแถม

ขออนุญาตรายงานเรตติ้งของละคร “สังข์ทอง 2561” ประจำสัปดาห์ที่แล้วกันสักเล็กน้อย

โดยละครตอนที่ 28 ในวันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน 2561 ได้รับเรตติ้งจากการวัดของนีลเซ่นไป 6.1 (ยอดผู้ชมคลิปย้อนหลังทางยูทูบสามเศียร 1.2 ล้านวิว)

ส่วนละครตอนที่ 29 ในวันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน ได้รับเรตติ้งไป 6.6 (ยอดผู้ชมคลิปย้อนหลัง 1.4 ล้านวิว)

ที่มาข้อมูล https://pantip.com/topic/37736745 และ ยูทูบสามเศียร

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

“จุดเปลี่ยน” ของภาพยนตร์ในมุมมอง “อภิชาติพงศ์”

“แน่นอน ผมสร้างหนังเพื่อออกฉายในพื้นที่ดังกล่าว (โรงภาพยนตร์)

“หลายครั้ง ผมมักรู้สึกว่าดีวีดีหรืออะไรก็ตามที่คล้ายคลึงกัน นั้นไม่ใช่หนังสำหรับผม ผมเป็นคนรุ่นเก่า พวกเรายังคงผูกผันกับการดูหนัง ในฐานะที่มันเป็นประสบการณ์รวมหมู่

“และไม่ใช่แค่ในแง่มุมของผู้ชม เพราะเมื่อเรามาเป็นคนทำหนัง เราก็มักเพิ่มเกรนหรือแก้สีเพื่อให้งานภาพของตัวเองมีลักษณะเหมือนถูกถ่ายด้วยฟิล์ม

“แต่คนรุ่นใหม่จำนวนมากเขาไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้อีกแล้ว นี่คือจุดเปลี่ยนของภาพยนตร์ เราทำได้แค่ยอมรับมัน และครุ่นคิดจินตนาการถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมา”

เจ้ย ฟิล์ม

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทยสนทนากับ เจสสิก้า เกียง

ที่มาเนื้อหา The Thai director who shows the future of cinema
http://www.bbc.com/culture/story/20180523-the-thai-director-who-shows-the-future-of-cinema

ที่มาภาพประกอบ http://www.kickthemachine.com/downloads/index.html

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

อิทธิฤทธิ์ “เจ้าเงาะ-หกเขย”? พา “สังข์ทอง” เรตติ้งพุ่งต่อเนื่อง!

เรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “สังข์ทอง” (2561) ยังคงพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง

โดยล่าสุด เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 พ.ค. ละครเรื่องนี้โกยเรตติ้งไป 6.790 (หรือ 6.8) นับว่าสูงกว่าเรตติ้งของรายการมาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์ ซีซั่น 2 ตอนจบ (6.563) อีกหนึ่งโปรแกรมเด็ดแห่งช่อง 7 สีทีวีเพื่อคุณ เสียอีก

ขณะที่เรตติ้ง “สังข์ทอง” ในวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. ก็ได้ไป 5.8

น่าสังเกตว่าเรตติ้งของ “สังข์ทอง 2561” กำลังค่อยๆ ทะยานขึ้นจนจวนจะถึงหลัก 7 เมื่อเนื้อหาละครดำเนินมาถึงเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าเงาะ-นางรจนา-หกเขย-หกพระพี่นาง-ท้าวสามนต์-พระมเหสีมณฑา

ขณะเดียวกัน หากพิจารณาสถิติจากยูทูบช่องสามเศียร ก็จะพบว่าละครตั้งแต่ตอนที่ 22 เป็นต้นมา (หลังเจ้าเงาะป่าเดินทางมาถึงเมืองท้าวสามนต์) นั้นมียอดผู้ชมเกิน 1 ล้านวิวตลอด (แถมหลายคลิปยังเฉียดหรือถึง 1.5 ล้านวิวด้วย) ดังรายละเอียดตามนี้

ตอนที่ 22 (12 พ.ค.) 1.2 ล้านวิว
ตอนที่ 23 (13 พ.ค.) 1.4 ล้านวิว
ตอนที่ 24 (19 พ.ค.) 1.4 ล้านวิว
ตอนที่ 25 (20 พ.ค.) 1.3 ล้านวิว
ตอนที่ 26 (26 พ.ค.) 1.5 ล้านวิว
ตอนที่ 27 (27 พ.ค.) 1.2 ล้านวิว

ข้อมูลจาก

https://www.tvdigitalwatch.com/rating-25-week21-27may-61/

https://pantip.com/topic/37713013

ยูทูบสามเศียร

ขอบคุณภาพประกอบจาก

https://www.instagram.com/pond_ophaphoom/?hl=en

คนมองหนัง

โน้ตสั้นๆ ถึง “น้อง.พี่.ที่รัก”

หนึ่ง

ฉากรำลึกซีรีส์กำลังภายในเรื่อง “กระบี่ไร้เทียมทาน” คือ ซีนที่ถูกจดจำได้มากที่สุดซีนหนึ่งของหนังไทยเรื่อง “แฟนฉัน” ผลงานเปิดตัวสร้างชื่อของ “จีทีเอช/จีดีเอช”

ขณะนั่งดูสายสัมพันธ์ระหองระแหงระหว่าง “พี่ขอย” กับ “น้องเจน” ใน “น้อง.พี่.ที่รัก” ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ “วิทยา ทองอยู่ยง” (หนึ่งในผู้กำกับฯ “แฟนฉัน”) ผมดันย้อนนึกไปถึงฉากสำคัญฉากหนึ่งใน “ยอดยุทธจักรมังกรฟ้า” ซีรีส์ภาคต่อของ “กระบี่ไร้เทียมทาน” ขึ้นมา

นั่นคือฉากที่ “ฮุ้นปวยเอี๊ยง” ตัวละครซึ่งน่าจะเป็นพระเอก ถูกบรรดามารจากพรรคบัวขาวรุมฆ่าตายอย่างอนาถ ภายหลังเขาเพิ่งตระหนักว่า “มารชมพู” มือสังหารเหี้ยมเกรียมแห่งยุทธภพ เป็นน้องสาวแท้ๆ ต่างแม่ ที่ถูกกล่อมประสาท

ระหว่างตกตะลึงทำอะไรไม่ถูก มารชมพูหรือ “ต๊กโกวหงส์” ก็จัดการเป่าเข็มอาวุธลับใส่คอหอย “ฮุ้นปวยเอี๊ยง” นำไปสู่จุดจบอันชวนรันทดใจของสุดยอดจอมยุทธ

การนำ “ยอดยุทธจักรมังกรฟ้า” มาซ้อนทับกับ “น้อง.พี่.ที่รัก” คล้ายจะเป็นการเปรียบเทียบที่ผิดฝาผิดตัว แต่วิธีการเทียบเคียงเช่นนี้ก็มีความชอบธรรมอยู่มิใช่น้อย หากประเมินว่าผลงานของวิทยานั้นดำเนินเรื่องแบบ “การ์ตูน” จนตัดข้ามความเป็นไปได้จริงๆ ไปมากพอสมควร (ไม่ต่างจาก “ซีรีส์กำลังภายใน”)

ที่สำคัญ ชะตากรรมของพี่ชายและน้องสาวในหนังไทยเรื่องนี้ ยังมีศักยภาพสูงพอซึ่งจะพัฒนาไปสู่รูปแบบความสัมพันธ์อัน “เจ็บปวดร้าวราน” มากที่สุดหนหนึ่งในจักรวาลภาพยนตร์ “จีทีเอช/จีดีเอช”

ไม่ต่างอะไรกับโศกนาฏกรรมระหว่าง “ฮุ้นปวยเอี๊ยง” กับ “ต๊กโกวหงส์”

ทว่าเรื่องราวของ “น้อง.พี่.ที่รัก” ก็มิได้ดำเนินไปสู่ทิศทางเช่นนั้น เพราะหนังยังต้องปิดฉากลงอย่างแฮปปี้มีความหวังสอดคล้องกับแนวคิด “Gross Domestic Happiness” ตามชื่อค่าย

สอง

ทำไม “น้องเจน” ต้องให้อภัย “พี่ชัช/พี่ขอย” อยู่เสมอ?

ตามความเห็นส่วนตัว “พี่ชัช/พี่ขอย” อาจถูกคนทำหนังใส่สีตีไข่/รวบยอด/เหมารวมมากไปหน่อย ในเรื่องที่เขาเป็นคนเละเทะ ไม่รับผิดชอบ ไม่ดูแลบ้านอย่างสิ้นเชิง (ถ้าแย่ขนาดนั้น เขาคงทำงานเป็นเออีไม่ได้ คงไม่มีเสื้อสูทเนี้ยบๆ ใส่ บ้านและรถสปอร์ตสวยๆ คงผุพังไม่มีชิ้นดี หรือเลี้ยงนกฮูกไม่รอด)

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าพิจารณาจากวิธีคิดหรือการตัดสินใจในหลายเรื่อง “พี่ขอย” ก็เป็นพี่ชายหรือกระทั่งเป็นเพื่อนมนุษย์ที่นิสัยห่วย ไม่น่าคบหาด้วยจริงๆ

ถ้าครอบครัวของ “พี่ขอย” และ “น้องเจน” เป็นครอบครัวชนชั้นกลาง รายได้ปานกลาง หรือเป็นมนุษย์เงินเดือนทั่วๆ ไป (ไม่ต้องถึงขั้นปากกัดตีนถีบ) ก็แทบไม่มีเหตุผลอะไรเลย ที่น้องสาวจะต้องพยายามสอดมือเข้าไปช่วยเหลือประคับประคองพี่ชายคนนี้ (ควรจะใช้ชีวิตแบบ “ตัวใครตัวมัน” ดีที่สุด)

เว้นเสียแต่ว่าครอบครัวของสองพี่น้องจะมีฐานะ มีกิจการส่วนตัวใหญ่โต มีหน้ามีตาในสังคม กระทั่งสายสัมพันธ์หรือเกียรติยศศักดิ์ศรีของครอบครัวเป็นอะไรมากกว่าความสัมพันธ์เชิงสายเลือดปกติ

(หรืออย่างน้อยๆ ก็ควรเป็นครอบครัวขยาย ที่มีวงศาคณาญาติเข้ามาเกี่ยวพันมากมาย จนต้องการ “ดุลยภาพ” บางอย่างมาคอยประคับประคองสมาชิกทั้งหมดเอาไว้)

และชีวิตที่ล้มเหลวย่อยยับของสมาชิกรายหนึ่งอาจส่งผลให้สถานภาพดั้งเดิม/สภาวะสมดุลของทุกคนในครอบครัวต้องพังทลายลง

อย่างไรก็ตาม ภาพของครอบครัว “พี่ขอย-น้องเจน” ที่หนังฉายออกมานั้นกลับพร่าเลือนและกำกวมพอสมควร

พวกเขาเหมือนจะร่ำรวยแต่ก็ไม่ถึงขั้นนั้น เหมือนจะลำบากนิดหน่อยแต่ก็ไม่ยากจน เหมือนแต่ละคนจะยืนอยู่ได้เพราะมีครอบครัวสนับสนุน แต่อีกด้าน ต่างฝ่าย (สมาชิกแค่สี่คนในครอบครัว) ต่างก็มีศักยภาพในการเอาชีวิตรอดด้วยฐานะปัจเจกบุคคลของตัวเอง

เมื่อสถานภาพว่าด้วย “ความเป็นครอบครัว” เหล่านี้ไม่ชัดเจน คนดูบางส่วนจึงอาจรู้สึกว่า “น้องเจน” ช่วย “พี่ชัช/พี่ขอย” แล้วได้อะไรขึ้นมา? หรือทำไมเธอจึงต้องประพฤติตนประหนึ่ง “แม่พระ” ผู้คอยอุปถัมภ์ค้ำจุน จนถึงขั้นฝากงานและโอนบ้านให้พี่ชายฟรีๆ

น้องพี่ 1

สาม

ความสงสัยประการหนึ่งที่ปรากฏขึ้นหลังชม “น้อง.พี่.ที่รัก” จบลง ผุดขึ้นท่ามกลางข้อเท็จจริงที่ว่าหนังเริ่มต้นเรื่องราวในยุคปัจจุบัน (ซึ่งผู้คนติดต่อกันทางเฟซบุ๊กและไลน์) และยุติ/คลี่คลายเรื่องราวในยุคอนาคต อีกประมาณ 4-5 ปีข้างหน้า (ประเมินจากอายุลูกชายคนโตของนางเอก)

สิ่งที่แปลกมากๆ คือ หนังได้ฉายภาพสายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องที่ห่างเหิน หมางเมิน ผุพัง รอคอยการซ่อมแซม ซึ่งพร้อมจะแตกสลายหรือเชื่อมประสาน (ณ พ.ศ. 2565-66) ในบรรยากาศ-บริบทของการติดต่อสื่อสาร/การดำเนินชีวิตแบบเดิมๆ เหมือนช่วงเวลาปัจจุบันเป๊ะ

น่าตั้งคำถามว่าอีกครึ่งทศวรรษถัดจากนี้ เทคโนโลยีรายรอบกายมนุษย์จะเคลื่อนหน้าไปถึงจุดไหน? จะทำให้ผู้คนเกลียดชังกันมากกว่าเดิม? หรือจะช่วยให้พวกเขาปรับความเข้าใจกันได้ง่ายขึ้น?

และ “ความสุข” “การมีอารมณ์ดี” “ความคิดมุมบวก” จะมีลักษณะเป็น “สากล-ไม่เปลี่ยนแปลง” ท่ามกลางความผันแปรดังกล่าวจริงหรือ?

ของแถม

มีจุดเล็กๆ สองข้อ ที่รู้สึกว่าน่าสนใจใน “น้อง.พี่.ที่รัก”

เรื่องแรก ตัวละคร “น้องเจน” “พี่ชัช/พี่ชอย” พร้อมทั้งแม่และป้า/ลุง ล้วนเป็นคนมหาสารคามหมด แต่แทบไม่มีลักษณะความเป็น “คนอีสาน” หลงเหลืออยู่เลย (โดยเฉพาะคู่พี่น้อง ที่มองยังไงก็เป็นเด็กกรุงเทพฯ 555)

นี่อาจเป็นข้อด้อยหรือข้อเด่น (เช่น แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ของกระบวนการ bangkoknize คนหนุ่มสาวต่างจังหวัด) ก็ได้

อีกเรื่องหนึ่ง คือ ตรงฉากงานแต่งงาน มีผู้บริหารห้างเซ็นทรัลท่านหนึ่งมาร่วมแสดงด้วย ในบทผู้อวยพรเจ้าบ่าวเจ้าสาวบนเวที

พอเอ็นด์เครดิตขึ้น จึงพบว่าด็อกเตอร์/ผู้บริหารท่านนี้มารับบทบาทเป็น “ส.ส.” ประจำพื้นที่

น่าตั้งคำถามเหมือนกันว่า ทำไมจึงงานวิวาห์ของ “เจน” จึงมี ส.ส. มาเป็นประธาน ไม่ใช่ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกอะไรสักอย่าง

หรือจริงๆ แล้ว พี่ๆ ที่ “จีดีเอช” ก็ชักเริ่มอยากเลือกตั้งเหมือนกัน 555

 

 

คนมองหนัง

“ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ” คนทำหนังญี่ปุ่นรายล่าสุด ผู้คว้า “ปาล์มทองคำ”

หมายเหตุ ปรับปรุงแก้ไขจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 25-31 พฤษภาคม 2561 ซึ่งมีจุดผิดพลาดตรงข้อมูลสถิติเรื่องแวดวงภาพยนตร์ญี่ปุ่นกับรางวัลปาล์มทองคำ

“ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ” วัย 55 ปี เพิ่งพาหนังใหม่ของตนเองเรื่อง “Shoplifters” คว้า “ปาล์มทองคำ” อันเป็นรางวัลสูงสุดของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ครั้งที่ 71

นี่คือครั้งที่ 7 ซึ่งหนังของเขาได้รับคัดเลือกให้ร่วมฉายในเทศกาลเมืองคานส์ โดยเป็นการเข้าประกวดสายหลักเสีย 5 เรื่อง (โคเรเอดะได้เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำหนแรกจากหนังเรื่อง “Distance” เมื่อปี 2001)

ผู้กำกับฯ แนวหน้าจากญี่ปุ่น เคยเฉียดใกล้ปาล์มทองคำมากที่สุด เมื่อคราวนำหนังเรื่อง “Like Father, Like Son” คว้าจูรี่ไพรซ์ (รางวัลสำคัญอันดับสามของเทศกาล) มาครองเมื่อปี 2013

หนังเล่าเรื่องราวของสามีภรรยาชนชั้นกลางซึ่งเพิ่งตระหนักว่าลูกชายวัย 6 ปี ที่พวกตนเลี้ยงดูมา ไม่ใช่ “บุตรโดยสายเลือด” แต่เขาถูกสับเปลี่ยนกับเด็กทารกอีกคน ผู้ถือกำเนิดจากครอบครัวซึ่งมีฐานะยากจนกว่า เมื่อแรกเกิดที่โรงพยาบาล

ส่วนผลงานซึ่งทำให้โคเรเอดะเป็นที่รู้จักในวงกว้างนอกประเทศญี่ปุ่น คือ “Nobody Knows” (2004)

หนังพูดถึงกลุ่มเด็กเร่อนถูกทอดทิ้ง พร้อมตั้งคำถามแหลมคมว่าบรรดาปัจเจกบุคคลควรรับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่พวกตนก่อขึ้น หรือว่าเราควรกล่าวโทษสังคมที่หล่อเลี้ยงคนเหล่านั้นขึ้นมา

ภาพยนตร์เรื่องนี้ส่งผลให้ “ยูยะ ยากิระ” ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ขณะมีวัยเพียง 14 ปี

 

บางคนเปรียบเทียบโคเรเอดะกับ “เคน โลช” นักทำหนังอาวุโสชาวอังกฤษผู้มีแนวคิดสังคมนิยมชนิดเข้มข้น (และเคยคว้าปาล์มทองคำมาสองหน) เพราะทั้งคู่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวการต่อสู้ชีวิตของเหล่าสามัญชนคนยากไร้ผ่านศิลปะภาพยนตร์ได้อย่างจับใจผู้ชมเหมือนๆ กัน

กระทั่งมีการขนานนามให้โคเรเอดะเป็น “เคน โลช แห่งญี่ปุ่น”

ขณะเดียวกัน บางคนก็เปรียบเปรยเขากับปรมาจารย์ร่วมชาติอย่าง “ยาสึจิโร โอสุ” โดยพิจารณาจากภาวะโศกเศร้าสะเทือนอารมณ์ อันเป็นจุดเด่นซึ่งมักปรากฏในภาพยนตร์ของสองยอดนักทำหนังต่างยุค

“Shoplifters” ภาพยนตร์ลำดับที่ 13 ของโคเรเอดะ เล่าเรื่องราวการสู้ชีวิตของครอบครัวชาวบ้านฐานะยากจน ซึ่งอาศัยอยู่ ณ บ้านหนึ่งชั้นสภาพทรุดโทรมในกรุงโตเกียว

ทุกชีวิตในบ้านต่างหวังพึ่งพาเบี้ยคนชราซึ่งคุณยาย สมาชิกอาวุโสสูงสุดของครัวเรือน ได้รับจากหน่วยงานรัฐ แต่เงินจำนวนนั้นก็ยังไม่เพียงพอกับการยังชีพ สมาชิกที่เหลือ (มีทั้งที่ผูกพันกันทางสายเลือดและไม่ใช่) จึงต้องออกตระเวนลักเล็กขโมยน้อย

เท่ากับว่าสายสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของครอบครัวในหนัง ถูกเชื่อมร้อยเข้าหากันด้วยการก่ออาชญากรรม

 

โคเรเอดะให้สัมภาษณ์ลิซ แช็กเกิลตัน แห่งสกรีนเดลี่ ว่า ตนเองทำหนังเรื่องนี้จากคำถามตั้งต้นว่าอะไรคือสายสัมพันธ์ที่ยึดโยงสมาชิกครอบครัวเข้าไว้ด้วยกัน?

เป็นสายเลือดหรือเวลาที่พวกเขาได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน?

คำถามสองข้อนี้ถูกผนวกเข้ากับข่าวคราวที่เขาอ่านพบเมื่อไม่กี่ปีก่อน ซึ่งสื่อมวลชนรายงานว่ามีครอบครัวฐานะขัดสนไม่ยอมแจ้งภาครัฐว่าสมาชิกวัยชราในบ้านได้เสียชีวิตลงแล้ว เพราะต้องการจะนำเงินบำนาญคนสูงอายุมาใช้จ่ายดูแลสมาชิกที่เหลือ

“ความแตกต่างทางชนชั้นในสังคมญี่ปุ่นถูกถ่างขยายให้กว้างขึ้นในช่วงห้าปีที่ผ่านมา จนมีผู้คนจำนวนมากไม่ได้รับสิทธิคุ้มครองอย่างที่พวกเขาพึงจะได้รับ” เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำรายล่าสุดบรรยาย

นอกจากนั้น “Shoplifters” ยังเจริญรอยตามผลงานหลายเรื่องก่อนหน้านี้ของโคเรเอดะ ซึ่งพยายามตั้งคำถามกับแนวคิด/คุณค่าเรื่อง “สายเลือด” ที่สังคมญี่ปุ่นยึดมั่นถือมั่น

โดยส่วนตัว เขาเชื่อว่ายังมีสายสัมพันธ์ทางสังคมชนิดอื่นๆ ที่สำคัญและลึกซึ้งไม่แพ้เรื่องสายเลือด และการยึดถือคติว่า “เลือดข้นกว่าน้ำ” ก็ส่งผลให้ระบบรัฐสวัสดิการในประเทศญี่ปุ่นไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร

 

โคเรเอดะเป็นชาวโตเกียวโดยกำเนิด เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยวาเซดะ และเริ่มต้นทำงานด้วยอาชีพนักเขียนนิยาย ก่อนจะหันเหสู่วงการโทรทัศน์

หนังยาวเรื่องแรก คือ “Maborosi” ของโคเรเอดะประสบความสำเร็จ ด้วยการคว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์เวนิสและชิคาโก้ เมื่อปี 1995

นอกจากผลงานเด่นๆ ที่อ้างอิงไว้ในช่วงต้นบทความ งานสร้างชื่อชิ้นอื่นๆ ของเขาก็มีอาทิ Air Doll, Our Little Sister, After the Storm และ The Third Murder (หนังส่วนใหญ่ของโคเรเอดะถูกนำเข้ามาฉายที่เมืองไทย และมีฐานแฟนประจำเหนียวแน่นไม่ใช่น้อย)

อย่างไรก็ดี เมื่อลงลึกไปที่เส้นทางการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ของเขา โคเรเอดะกลับมีสถานะประหนึ่ง “คนนอก” ในอุตสาหกรรมหนังญี่ปุ่น

เขามีเส้นทางวิชาชีพที่ค่อนข้างแตกต่างจากคนทำหนังรุ่นก่อนหน้าและรุ่นเดียวกัน เพราะหลังจากทำภาพยนตร์สารคดีป้อนบริษัทผลิตรายการโทรทัศน์อยู่ระยะสั้นๆ โคเรเอดะก็กระโดดไปกำกับหนังยาวเรื่องแรก

ผิดกับพี่/เพื่อนร่วมวิชาชีพรายอื่นๆ ที่ต้องใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ยาวนานหลายปี ในบทบาทผู้ช่วยผู้กำกับฯ หรือรับตำแหน่งรองๆ ประจำกองถ่าย

วิถีทางเช่นนั้นหล่อหลอมเขาให้เลือกทำหนังบันเทิงคดีด้วยวิธีคิดแบบสารคดี

“หนังโคเรเอดะ” มักก่อรูปขึ้นจากเหตุการณ์จริง และประสบการณ์ชีวิตจริงๆ ของตัวผู้กำกับฯ เอง ผิดแผกจากหนังเชิงพาณิชยศิลป์ทั่วไปของญี่ปุ่น ที่มักต่อยอดมาจากหนังสือการ์ตูน (มังงะ) หรือเรื่องแต่งประเภทอื่นๆ

ยิ่งกว่านั้น โคเรเอดะยังชอบปรับเปลี่ยนบทภาพยนตร์ในลักษณะ “ด้นสด” ระหว่างถ่ายทำ เพื่อให้เนื้อหาของหนังมีความสอดคล้องกับศักยภาพจริงของเหล่านักแสดง หรือเพื่อผลักดันให้เรื่องราวมีพลวัตก้าวไกลไปมากกว่าตัวสคริปต์

สวนทางกับขนบของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่น ที่ต้องมี “คณะกรรมการควบคุมงานสร้าง” อันประกอบด้วยผู้ร่วมลงทุนหลายเจ้า มาคอยกำหนด ตรวจสอบ และอนุมัติเห็นชอบบทภาพยนตร์ก่อนถ่ายทำ

 

ถึงกระนั้น หนังหลายเรื่องของโคเรเอดะก็ประสบความสำเร็จเชิงรายได้ เช่น “Like Father, Like Son” ที่ทำเงินทั้งหมดรวม 3.2 พันล้านเยน หรือราว 900 ล้านบาท (และถูกซื้อไปรีเมคโดยค่ายดรีมเวิร์กส์ สตูดิโอ ด้วยคำแนะนำของ “สตีเวน สปีลเบิร์ก”)

เขาจึงเป็นแบบอย่างของคนทำหนังที่เลือก “ทางสายกลาง” ไม่ใช่สายอินดี้-เข้าไม่ถึงผู้คนวงกว้าง-ยากจน หรือสายพาณิชย์-ตลาดจ๋า-ยอมถูกจำกัดความคิดสร้างสรรค์

ภาพยนตร์ของโคเรเอดะบ่งชี้ความเป็นไปได้ที่คนทำหนังผู้หนึ่งจะถูกชมเชยด้วยคำวิจารณ์เชิงบวก พร้อมกับตัวเลขสวยงามในบ็อกซ์ออฟฟิศ

แม้การมีผลงานถูกคัดเลือกไปเทศกาลเมืองคานส์ถึง 7 ครั้ง จะช่วยรับประกันที่ทาง “ตรงกลาง” อันปลอดภัยให้แก่โคเรเอดะ ทว่าเขาก็ควรได้รับการยกย่องเชิดชู จากการเลือกวิธีทำงานที่สวนกระแสอุตสาหกรรมภาพยนตร์ภายในประเทศอย่างแหลมคมและมั่นคงเสมอมา

 

“Shoplifters” เป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นลำดับที่ห้าซึ่งคว้า “ปาล์มทองคำ” ถัดจาก “The Eel” โดย “โชเฮ อิมามุระ” เมื่อปี 1997 หรือ 21 ปีก่อน

นักวิจารณ์บางรายชี้ว่ารางวัลนี้จะช่วยเสริมส่งสถานะให้โคเรเอเดะกลายเป็นตัวแทนผู้กำกับฯ ชั้นครูแห่งแดนอาทิตย์อุทัย ในประชาคมหนังนานาชาติ ต่อจาก “ยาสึจิโร โอสุ”, “อากิระ คุโรซาวะ” และ “มิกิโอะ นารุเสะ”

นอกจากนั้น ผลงานล่าสุดของโคเรเอดะยังเป็นหนังญี่ปุ่นเรื่องแรกนับแต่ปี 2002 ที่คว้ารางวัลสูงสุดในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติระดับแกรนด์สแลม (คานส์, เวนิส และเบอร์ลิน)

หลังจากภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง “Spirited Away” โดย “ฮายาโอะ มิยาซากิ” คว้ารางวัล “หมีทองคำ” ของเทศกาลเบอร์ลิน เมื่อ 16 ปีที่แล้ว

โคเรเอดะมีปณิธานส่วนบุคคลที่เชื่อว่า “ภาพยนตร์นั้นมีศักยภาพในการเชื่อมร้อยผู้คนและประเทศต่างๆ ที่เคยขัดแย้งกัน ให้สามารถสมัครสมานกันได้”

สอดคล้องกับลักษณะการทำงานของเขา ที่ด้านหนึ่ง ก็พยายามประสานร่วมมือกับผู้คนหลายฝ่าย เช่น การเป็นโปรดิวเซอร์ของหนังเรื่อง “Ten Years Japan” เพื่อดูแลนักทำหนังรุ่นใหม่ในโปรเจ็กท์

อีกด้านหนึ่ง โคเรเอดะก็มีโครงการใหม่ๆ มากมายอยู่ในหัว รวมถึงหนังที่ตั้งใจฉายภาพความผิดบาปของญี่ปุ่นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้เจ้าตัวจะตระหนักดีว่านั่นมิใช่งานง่ายดายปราศจากอุปสรรค

“คนญี่ปุ่นต่างต้องการลบล้างความผิดพลาดครั้งนั้นออกจากความทรงจำของพวกตน แต่ในฐานะคนทำหนัง ผมรู้สึกว่าตัวเองควรจะต้องกล้าชนกับประเด็นดังกล่าว เหมือนที่ยอดผู้กำกับฯ เช่น นางิสะ โอชิมะ และโชเฮ อิมามุระ เคยแผ้วถางหนทางเอาไว้ในอดีต” เขาให้สัมภาษณ์สกรีนเดลี่

ก่อนการมาถึงของงานใหม่ๆ “หนังรางวัลปาล์มทองคำ” ฝีมือโคเรเอดะ จะเข้าฉายที่เมืองไทยช่วงต้นเดือนสิงหาคม

ที่มาข้อมูล

http://www.asahi.com/ajw/articles/AJ201805200022.html

https://www.japantimes.co.jp/culture/2018/05/20/films/hirokazu-kore-edas-shoplifters-steals-show-win-cannes-palme-dor/#.WwO0ru6FOUl

https://www.japantimes.co.jp/culture/2018/05/20/films/director-hirokazu-kore-eda-master-humanism/#.WwHe70iFNPY

https://www.japantimes.co.jp/culture/2018/05/21/films/young-filmmakers-looking-follow-hirokazu-kore-edas-footsteps-work-cut/#.WwO-Qe6FOUl

https://english.kyodonews.net/news/2018/05/be42f5f5fdbb-japans-koreeda-wins-cannes-palme-dor-for-shoplifters.html

http://the-japan-news.com/news/article/0004452938

https://www.screendaily.com/features/palme-dor-winner-hirokazu-kore-eda-on-the-family-ties-that-inspired-shoplifters/5129549.article

http://sahamongkolfilm.com/saha-news/shoplifters-cannes71-palme-dor/

 

ภาพประกอบโดย Georges Biard [CC BY-SA 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0)%5D, from Wikimedia Commons

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ดาราจักรๆ วงศ์ๆ มาจากไหน?: วิเคราะห์นักแสดง “3 กลุ่มหลัก” ของค่ายสามเศียร

หลังจากที่ผ่านมาบล็อกคนมองหนังพูดถึงนักแสดง/ตัวละครหลักของ “สังข์ทอง 2561” มาแล้วหลายหน

คราวนี้ จึงอยากจะขอวิเคราะห์ภาพรวมหรือมองหาแบบแผนอะไรบางอย่าง เพื่อตอบคำถามว่านักแสดงของละครจักรๆ วงศ์ๆ ยุคปัจจุบันนั้น เป็นใครมาจากไหนกันบ้าง?

ลูกหม้อ/เด็กปั้น/ขาประจำ

กลุ่มแรกที่อยากกล่าวถึง คือ นักแสดงที่เป็น “ลูกหม้อ/เด็กปั้น” ของค่ายสามเศียร ที่เห็นชัดๆ เลย ก็ได้แก่ เหล่าดารานำ คู่พระคู่นางทั้งหลายจากละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องต่างๆ

ส่วนใหญ่ของนักแสดงหนุ่มสาวเหล่านี้จะเซ็นสัญญากับทางค่ายดาราวิดีโอ-ดีด้า-สามเศียร และมีผลงานการแสดงในละครของทางค่ายเท่านั้น

อย่างไรก็ดี นอกจากบรรดาพระเอกนางเอกแล้ว ยังมีนักแสดงลูกหม้อ/เด็กปั้นอีกหลายคน ที่ถือเป็น “ขาประจำ” ผู้โดดเด่น ซึ่งมักได้รับบทบาทสมทบสำคัญๆ ในละครจักรๆ วงศ์ๆ ร่วมสมัยแทบทุกเรื่อง เช่น พบศิลป์ โตสกุล, โอภาภูมิ ชิตาพัณณ์, ณพบ ประสบลาภ และอรศศิพัชร์ มามีเกตุรัตน์

พบศิลป์ หรือ “เขยหก” แห่ง “สังข์ทอง 2561” นั้นได้ร่วมแสดงในละครจักรๆ วงศ์ๆ ห้าเรื่องหลังสุด (แก้วหน้าม้า, ดินน้ำลมไฟ/สี่ยอดกุมาร, อุทัยเทวี, เทพสามฤดู และสังข์ทอง)

ส่วนโอภาภูมิ หรือ “เจ้าเงาะป่า” หุ่นกำยำ ก็เป็นนักแสดงระดับ “ยาสามัญประจำบ้าน” ที่เริ่มปรากฏตัวตั้งแต่เจ้าหญิงแตงอ่อน, จันทร์สุริยคาธ, มนต์นาคราช, ยอพระกลิ่น, ดินน้ำลมไฟ/สี่ยอดกุมาร, อุทัยเทวี, เทพสามฤดู และสังข์ทอง พูดอีกอย่าง คือ ช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เขามีส่วนร่วมกับละครจักรๆ วงศ์ๆ ค่ายสามเศียร เกือบทุกเรื่อง

ขณะที่ณพบ หรือ “เขยหนึ่ง” ก็เล่นทั้งบทร้ายและดีในละครจักรๆ วงศ์ๆ หลายเรื่อง ได้แก่ จันทร์สุริยคาธ, มนต์นาคราช, ดินน้ำลมไฟ/สี่ยอดกุมาร, อุทัยเทวี, เทพสามฤดู และสังข์ทอง

ทางด้านอรศศิพัชร์ที่ทำให้แฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ หลงรักจากบท “นางพันธุรัต” ก็มีผลงานการแสดงในละครประเภทนี้สองเฟส เฟสแรกเป็นช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2540 เฟสที่สอง เริ่มต้นด้วยแก้วหน้าม้า (2558-59), อุทัยเทวี, เทพสามฤดู และสังข์ทอง

นางงาม

ละครจักรๆ วงศ์ๆ ค่ายสามเศียรระยะหลังนั้นพึ่งพาวงการนางงามอยู่ไม่น้อย นอกจากลูกศร อรศศิพัชร์ ที่เคยประกวดมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สปี 2544 แล้ว

วรัญภรณ์ พัฒน์ช่วย หรือ มีน ผู้รับบทนางเอกในอุทัยเทวีและนางไม้ในเทพสามฤดู ก็เคยประกวดนางสาวไทยปี 2559 มาก่อน

แม้แต่บุญญาณี สังข์ภิรมย์ ที่รับบทเป็น “พรรณี” นางยักษ์บริวารของนางพันธุรัตใน “สังข์ทอง 2561” ก็มีดีกรีเป็นมิสอินเตอร์คอนติเนนตัลไทยแลนด์ จากเวทีมิสแกรนด์ไทยแลนด์ปี 2558

ก่อนหน้านี้ หากใครจำได้ ค่ายสามเศียรและอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ เคยจับมือกันทำแคมเปญให้ผู้เข้าประกวดนางสาวไทยปี 2559 ไปร่วมกิจกรรมชาลเลนจ์เล่นละครพื้นบ้าน

ผลลัพธ์ของกิจกรรมดังกล่าวดูจะสร้างประโยชน์ให้ทางสามเศียรมากพอสมควร เพราะไม่เพียงแต่จะได้นางเอกใหม่อย่าง มีน วรัญภรณ์ มาโลดแล่นหน้าจอ

ทว่าสอง (จากเจ็ด) พระธิดาของท้าวสามนต์ใน “สังข์ทอง 2561” ยังเป็นผู้เข้าประกวดนางสาวไทย 59 ที่เคยผ่านแคมเปญนี้มาแล้วเหมือนกัน

คนแรก ได้แก่ ปิ่นทิพย์ อรชร (รองอันดับหนึ่งนางสาวไทย 2559) ซึ่งรับบทเป็น พรรณผกา” พระธิดาองค์ที่สอง

คนต่อมา ได้แก่ ชนารดี อุ่นทะศรี (เข้ารอบห้าคนสุดท้ายนางสาวไทย 2559) ซึ่งรับบทเป็น ปัทมา” พระธิดาองค์ที่สี่

นักแสดงรุ่นเก๋า-รุ่นกลาง

ละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่อง 7 ยังได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมนักแสดงเก่าๆ หลากรุ่นหลายราย ซึ่งส่วนใหญ่จะมารับบทเป็นเสด็จพ่อ, เสด็จแม่, ท่านอำมาตย์, ท่านหมื่น, คุณท้าว, เทวดา, ตา-ยาย หรือพระฤาษี

อาทิ ธรรมศักดิ์ สุริยน และ ดอน จมูกบาน (ผู้ล่วงลับ) ที่ได้สวมบทบาทแนวนี้ในละครพื้นบ้านดังๆ ช่วง 5-6 ปีหลัง

tv181-1

ใน “สังข์ทอง 2561” เอง ก็มีคนบันเทิงอาวุโสมาลงจอกันมากหน้าหลายตา ทั้งธรรมศักดิ์ ในบท “เทพารักษ์” ใจดี

พอเจตน์ สุรพล สังข์ทอง

พอเจตน์ แก่นเพชร อดีต “ชายกลาง” แห่งต้นทศวรรษ 2520  ในบท “อำมาตย์เดชา” คนสนิทมเหสีจันทา ซึ่งมีลูกคู่คือ “หมื่นอำนาจ” หรือ สุรพล ไพรวัลย์ นักแสดงขาประจำดั้งเดิมขนานแท้อีกรายของค่ายดาราวิดีโอ-ดีด้า-สามเศียร

ตายาย

ร่วมด้วย ครรชิต ขวัญประชา และ เยาวเรศ นิศากร ในบท “ตา-ยาย” ผู้คอยช่วยเหลือมเหสีจันเทวียามตกยาก

ขณะเดียวกัน ละครประเภทนี้ยังเป็นเวทีสำหรับนักแสดงรุ่นกลางๆ ซึ่งเริ่มไม่ค่อยมีที่ทางในจอโทรทัศน์มากนัก เช่น ฉัตรมงคล บำเพ็ญ อดีตพระเอก/ตัวร้ายของละครจักรๆ วงศ์ๆ ท็อปฮิตหลายเรื่องยุค 2530-40 (ก่อนจะประสบมรสุมชีวิตในเวลาต่อมา) ที่หลังจากแก้วหน้าม้า (2558) ก็เพิ่งได้กลับมารับบทเป็น “ท่านหมื่น” แห่งนครสามนต์ใน “สังข์ทอง 2561”

ฉัตรมงคล

รวมทั้ง เพชรฎี (รัฐธรรมนูญ) ศรีฤกษ์ หรือ “ท้าวสามนต์” อดีตพระเอกดาวรุ่งช่อง 7 ผู้เปิดตัวกับละครเรื่อง “111/ตองหนึ่ง” (2539) ที่ระยะหลังๆ หันมารับบทเสด็จพ่อในละครพื้นบ้านเรื่องต่างๆ

ท้าวสามนต์

ส่วนทางฟากนักแสดงหญิงรุ่นกลาง คนหนึ่งที่โดดเด่นมากๆ ในแวดวงละครพื้นบ้านร่วมสมัย ก็เห็นจะเป็น แคนดี้ ชุติมา เอเวอรี่ ซึ่งระยะหลังๆ ยึดบท “มเหสี/เสด็จแม่” ไว้อย่างเหนียวแน่น ตั้งแต่เจ้าหญิงแตงอ่อน, มนต์นาคราช, แก้วหน้าม้า, ดินน้ำลมไฟ/สี่ยอดกุมาร, อุทัยเทวี และสังข์ทอง

แคนดี้ สังข์ทอง

สำหรับสตรีอีกสองรายที่ได้รับบทสำคัญใน “สังข์ทอง” เวอร์ชั่นใหม่ คือ อ้อม ประถมาภรณ์ รัตนภักดี หรือ “มเหสีจันทา” นางเอกละครจักรๆ วงศ์ๆ ยุค 2540 ซึ่งหวนกลับมาเล่นละครประเภทนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี

อ้อม สังข์ทอง

เช่นเดียวกับ ปนัดดา โกมารทัต ผู้รับบท “มเหสีมณฑา” ซึ่งผลงานละครพื้นบ้านก่อนหน้านี้ ได้แก่ “ดาบเจ็ดสี มณีเจ็ดแสง” (2553-54)

ปนัดดา สังข์ทอง

ยิ่งกว่านั้น ยังมีนักแสดงรุ่นเก๋าที่ห่างจอไปนาน ซึ่งหวนมาร่วมแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ ค่ายสามเศียรอย่างน่าเซอร์ไพรส์ เช่น สุริยัน ปฏิพัทธ์ นักแสดงอาวุโสผู้เคยฝากผลงานเด่นๆ ผ่านจอช่อง 3 ช่วงทศวรรษ 2530 ที่เพิ่งรับบทเป็น “ท่านอำมาตย์ใหญ่” แห่งนครพันธุธานี ใน “สังข์ทอง 2561”

สุริยัน สังข์ทอง

แหล่งที่มาภาพนำ: อินสตาแกรม และ ยูทูบ “สามเศียร”