คนมองหนัง

‘จิตร โพธิ์แก้ว’ และงานหนังสั้นมาราธอน

ปีนี้ เป็นปีแรก ที่เทศกาลหนังสั้น ซึ่งจัดโดยมูลนิธิหนังไทย ตัดสินใจงดกิจกรรมฉายหนังสั้นมาราธอนในช่วงก่อนเริ่มต้นเทศกาล (คงเพราะด้วยเหตุผล-ความจำเป็น-ข้อจำกัดบางประการของทางทีมงาน)

ทำให้นึกถึงบทความแปลชิ้นหนึ่งของตัวเองที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2553 ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยความพิเศษและจุดแข็งของงานหนังสั้นมาราธอนในมุมมองของ “คุณจิตร โพธิ์แก้ว” นักดูหนัง ผู้เป็นแฟนประจำของกิจกรรมฉายหนังดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ พยายามค้นหาไฟล์ของบทความชิ้นนี้อยู่นานมาก แต่ก็หาไม่พบ กระทั่งมาเจอเวอร์ชั่นกระดาษของมัน เลยลองสแกนผ่านแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์ (ได้ผลลัพธ์ที่พออ่านออก แต่อาจจะไม่เนี้ยบนัก) แล้วนำมาเผยแพร่อีกครั้งผ่านบล็อกนี้ ในรูปแบบไฟล์พีดีเอฟครับ

มาร่วมรำลึกถึง “งานหนังสั้นมาราธอน” กันครับ

‘จิตร โพธิ์แก้ว’ และงานหนังสั้นมาราธอน (PDF)

จิตร มาราธอน

 

 

Advertisements
ข่าวบันเทิง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เรตติ้ง “เทพสามฤดู” ตอน 3-4 รวมเกร็ด “กระหัง” จากเว็บข่าว-กฎหมายตราสามดวง-นิทานวัดเกาะ

เรตติ้ง “เทพสามฤดู” ตอน 3-4 ยังเกิน 5

ผลการสำรวจเรตติ้งยอดผู้ชมของละครโทรทัศน์แนวจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่น 2560 ประจำวันที่ 8-9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ยังคงมีมาตรฐานใกล้เคียงกับละครที่ออกอากาศสองตอนแรกในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้านั้น

เรตติ้ง 3-4
ภาพจากอินสตาแกรม “สามเศียร”

โดยในตอนที่ 3 และ 4 “เทพสามฤดู 2560” คว้าเรตติ้งไป 5.2 และ 5.4 ตามลำดับ ต่ำกว่าตัวเลข 5.7 ของสอนตอนแรกเล็กน้อย

ต้องจับตาดูว่ากระแสตอบรับที่มีต่อละครพื้นบ้านเรื่องนี้จะดำเนินไปในทิศทางใด ทรง-ทรุด-รุ่ง?

ว่าด้วยประวัติศาสตร์ผี “กระหัง”

กระหังป่า
ภาพจากอินสตาแกรม “สามเศียร”

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายสำนักข่าวต่างเล่นข่าวชาวบ้านหนองเสม็ด อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ พบคน/สิ่งของบินผ่านยอดไม้ยามค่ำคืน จนชาวบ้านเชื่อกันว่าสิ่งดังกล่าวคือ “ผีกระหัง” (อ่านรายละเอียดข่าว ที่นี่)

ต่อมา มีรายงานเกี่ยวเนื่องน่าสนใจ เมื่อเว็บไซต์มติชนออนไลน์ไปสำรวจข้อความจาก “กฎหมายตราสามดวง” ซึ่งมีเนื้อหาที่กล่าวถึง “ผี” จำพวกต่างๆ แต่กลับไม่มีชื่อ “ผีกระหัง” ปรากฏอยู่

โดยทาง ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ จาก ม.รามคำแหง ตั้งคำถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ความเชื่อเรื่องกระหังจะเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ จึงไม่ปรากฏชื่อผีประเภทนี้ในเอกสารโบราณ (อ่าน ที่นี่)

อย่างไรก็ตาม เมื่อบล็อกคนมองหนังลองตรวจสอบนิทานวัดเกาะเรื่อง “สามฤดู” (ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของละครจักรๆ วงศ์ๆ “เทพสามฤดู” ยุคหลัง) ที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อ ร.ศ.108 (พ.ศ.2432) และถูกจัดเก็บในระบบดิจิตอลที่เว็บไซต์ “หนังสือเก่าชาวสยาม”

พบว่ามีตัวละครเจ้างั่ง กระหังป่า ซึ่งแฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ คุ้นเคยกันดี ปรากฏอยู่ในหนังสือนิทานวัดเกาะเรื่อง “สามฤดู” ตั้งแต่เล่มที่ 1

โดยบทเปิดตัวของตัวละครผีกระหังรายนี้มีเนื้อความว่า

“จะกล่าวถึงอ้ายงั่งกระหังเปรต
สถิตย์ในหิมเวศเปนเพศผี
แต่ก่อนนั้นมันเปนคนกายตนดี
อยู่กินที่เรือนบ้านมีภรรยา
แต่โง่เง่าเป็นงั่งเที่ยวนั่งจ้อ
ในใจคอร้ายนักเหมือนยักษา
กินของสดพุงไส้ตับไตตา
เนื้อ โค ม้า ทิง ถึก มฤคคี
กินดิบๆ หยิบลากใส่ปากเคี้ยว
ตัวเหม็นเขียวสาบสางเหมือนอย่างผี
ในตาปลิ้นลิ้นแลบถึงนาพี
ขนหัวชี้เขี้ยวงอกกลอกหน้าตา
เวลาค่ำออกหาภักษาหาร
สุริฉานเร่งเร่กลับเคหา
วันนั้นไปไม่พานอาหารมา
เต็มประดาหิวโหยโรยกำลัง
เห็นเมียนอนอยู่กับบุตร์สุดจะอยาก
หักคอลากกินไม่เหลือทั้งเนื้อหนัง
ไม่อิ่มหนำซ้ำบุตร์หยุดประทัง
ค่อยอิ่มนั่งกลอกหน้าในตาวาว
หมดลูกเมียเสียดายร้องไห้หา
ทั้งลูกยาก็เสียอีกเมียสาว
ตัวผู้เดียวอยู่ใยไม่ยืดยาว
ไปอยู่ดาวแดนดงพงพนา”

งั่ง

เกร็ดน่าสนใจต่อเนื่องกันก็คือ นิทานวัดเกาะเรื่อง “สามฤดู” เมื่อ ร.ศ.108 นั้น อาจแต่งโดยหลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์) ผู้ประพันธ์หนังสือ “นิราศหนองคาย” อันโด่งดัง

โดยในสำเนาต้นฉบับลายมือเขียนอัตชีวประวัติของหลวงพัฒนพงศ์ภักดี ซึ่งปัจจุบันเผยแพร่ในเว็บไซต์วชิรญาณ มีเนื้อหาส่วนหนึ่งระบุว่าเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ดำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) เจ้านายของหลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ขณะดำรงตำแหน่งเป็นขุนจบพลรักษ์) ได้สั่งให้ขุนจบฯ แต่งหนังสือเล่นบทละครหลายเรื่อง ทั้งที่แต่งเองโดยไม่อาศัยสำเนาเรื่องเดิม และแต่งตาม/แต่งต่อจากสำเนาเรื่องเดิม

luang-patanaphong-pakdi-bio-4

ในส่วนที่แต่งจากสำเนาเรื่องเดิมนั้น มีเรื่อง “สามฤดู” รวมอยู่ด้วย โดยเหตุการณ์ช่วงที่ขุนจบพลรักษ์ (ทิม) แต่งหนังสือเล่นบทละครดังกล่าวน่าจะเกิดขึ้นก่อนหน้าที่เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ดำรงจะล้มป่วยลงใน ร.ศ.113 (ซึ่งสอดคล้องกับกับเวลาการตีพิมพ์หนังสือนิทานวัดเกาะช่วง ร.ศ.108 พอดี)

 

ข่าวบันเทิง

รำลึกถึง “ชุมพร เทพพิทักษ์” ผ่านบทบาท “ปุโรหิต” ใน “เกราะกายสิทธิ์”

บล็อกคนมองหนังขออนุญาตรำลึกถึงดาราอาวุโส “ชุมพร เทพพิทักษ์” ผู้ล่วงลับ ผ่านบทบาทหนึ่งที่เขาเคยร่วมแสดงในละครจักรๆ วงศ์ๆ

ย้อนไปเมื่อปี 2549 “คุณชุมพร” เคยร่วมแสดงในละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “เกราะกายสิทธิ์” โดยรับบทเป็น “ปุโรหิตตัวร้าย”

ด้วยความที่ละครเรื่องดังกล่าวออกอากาศอย่างยาวนานถึง 11 เดือน เงื่อนปมของเรื่องราวจึงถูกผูกให้ทวีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับบท “ปุโรหิต” ของคุณชุมพร ที่มีส่วนร่วมกับละครอยู่เกือบทั้งเรื่อง

ตามความเห็นส่วนตัว ตัวละคร “ปุโรหิต” ในเกราะกายสิทธิ์นั้นเต็มไปด้วยพลวัตที่น่าสนใจยิ่ง

ชุมพร

ตอนต้นเรื่อง “ท่านปุโรหิต” เป็นตัวร้ายตามแบบฉบับของละครพื้นบ้านทั่วไป กล่าวคือเขามีลูกสาวเป็นพระชายาลำดับสองของราชาผู้ครองเมือง แน่นอน “ปุโรหิต” และลูกสาวย่อมหาทางที่จะเขี่ยชายาลำดับแรกออกจากตำแหน่ง

ปมปัญหามีความซับซ้อนขึ้นอีกลำดับ เมื่อ “ศรุตเทพ” ผู้ตัดสินใจลัก “เกราะกายสิทธิ์” ไปเป็นสมบัติส่วนตัว ถูก “มหาเทพวิษุวัติ” สังหารทิ้ง แล้วสาปให้ลงมาเกิดบนโลกมนุษย์ในครรภ์ของพระชายาลำดับแรก และถือกำเนิดเป็นพวก “เกราะกายสิทธิ์เจ็ดตน” 

ขณะเดียวกัน “มหาเทพวิษุวัติ” ก็ส่ง “เทพทรงพล” เทพบริวารของตนลงมาเกิดในครรภ์ของพระชายาลำดับสอง เป็นพระโอรสชื่อ “บดีศร” เพื่อให้คอยป่วนรังควานบรรดาพระเอก-นางเอกในชุด “เกราะกายสิทธิ์”

เท่ากับว่า “ปุโรหิต” มีหลานชายเป็น “เทพบริวาร” ที่ถูกส่งลงมาเกิดเป็น “ตัวร้าย” อีกราย เพื่อคอยกลั่นแกล้งรังแกพระเอก-นางเอก

แรกๆ เหมือนกับว่าตัวร้ายที่ถูกส่งลงมาจากสวรรค์กับตัวร้ายบนโลกมนุษย์ ที่นำโดย “ปุโรหิต” จะทำงานสอดคล้องกันได้ดี

แต่ไปๆ มาๆ ผลประโยชน์และเป้าหมายปลายทางของทั้งสองกลุ่มก็แตกต่างและถ่างห่างออกจากกันมากขึ้นเรื่อยๆ

สุดท้าย “มหาเทพวิษุวัติ” จึงคืนความทรงจำในอดีตชาติให้ “บดีศร” แล้วดึงตัวเขากลับไปรับใช้พระองค์ในฐานะ “เทพทรงพล”

ส่วน “ปุโรหิต” ก็ต้องสูญเสียกำลังสำคัญอย่างหลานชายไป มิหนำซ้ำ เขายังพลาดท่าเสียทีถูก “แม่มดเกลียวทอง” ตัวร้ายอีกหนึ่งคนที่เข้ามาเป็นพันธมิตรของ “มหาเทพวิษุวัติ” ล่อลวงให้ไปรับเชื้อปอบ จนกลายเป็น “ผีปอบ” ในช่วงท้ายๆ ของละคร

สำหรับผม ตัวละคร “ปุโรหิต” ในละคร “เกราะกายสิทธิ์” นั้น เต็มไปด้วยสีสันและชะตากรรมอันผันผวนปรวนแปร

ภาพจำของตัวละครรายนี้อาจไม่ “สวยสดงดงาม” นัก แต่ก็นับเป็นบทบาทที่น่าจดจำมากๆ ครั้งหนึ่งในชีวิตนักแสดงของ “คุณชุมพร” เลยทีเดียว

ข่าวบันเทิง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เรตติ้ง “เทพสามฤดู” 2ตอนแรก, รู้ไหม? ใครคือ “เจ้างั่ง” ปี30, ภาพใหม่ๆ ของ “อุทัยเทวี” ช่อง3

“เทพสามฤดู” ประเดิมไม่เลว คว้าเรตติ้งสองตอนแรก 5.7

เปิดเผยออกมาแล้ว สำหรับตัวเลขเรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ “เทพสามฤดู” 2560 ที่เริ่มประเดิมออกอากาศในวันที่ 1-2 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ผลปรากฏว่าทั้งสองตอนได้เรตติ้งเท่ากันที่ 5.7

เทพสามฤดู เรตติ้งสองตอนแรก

นับว่าไม่เลวทีเดียวสำหรับละครที่เพิ่งออนแอร์สองตอนแรก

ต้องจับดูกันว่าเมื่อละครตอนต่อๆ ไป ค่อยๆ ขยายเรื่องราวให้เข้มข้นขึ้น พร้อมกับการเพิ่มเติมตัวละครสมทบอีกมากหน้าหลายตา เรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้จะพุ่งทะยานไปถึงระดับไหน?

ขอบคุณภาพและข้อมูลจากอินสตาแกรม samsearn

เปิดภาพใหม่ๆ ของ “อุทัยเทวี” ช่อง 3

อินสตาแกรม penputtv ยังคงปล่อยภาพ-คลิปเรียกน้ำย่อยของ “อุทัยเทวี” เวอร์ชั่นช่อง 3 ออกมาเพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ

อุทัยเทวี พระเอกนางเอก ช่อง3

ซึ่งโทนภาพโดยรวมก็สอดคล้องกับกระแสข่าวที่ระบุว่าละครเวอร์ชั่นนี้จะเป็น “ละครแนวแฟนตาซี” มากกว่า “ละครจักรๆ วงศ์ๆ แบบดั้งเดิม”

ต้องมาพิสูจน์กันว่า “อุทัยเทวี” เวอร์ชั่นนี้จะถูกตีความ-นำเสนอออกมาอย่างไร? และจะโดนใจผู้ชมขนาดไหน?

แต่เบื้องต้นคงต้องรอวันแพร่ภาพที่แน่นอนก่อนเป็นลำดับแรกสุด

รู้ไหม? ใครรับบท “เจ้างั่ง กระหังป่า” เมื่อปี 2530

หนึ่งในตัวละครสมทบที่โดดเด่นของ “เทพสามฤดู” ทุกเวอร์ชั่น ก็คือ “เจ้างั่ง กระหังป่า”

โดยในเวอร์ชั่นล่าสุด ตัวละครรายนี้ถูกสวมบทบาทโดย “ทับ ท่ากระดาน”

ขณะที่ย้อนไปในเวอร์ชั่นปี 2546 “ภิภัชพนธ์ อภิวรสิทธิ์” หรือ “หนำเลี้ยบ” (ขณะนั้น น่าจะใช้ชื่อว่า “คูณฉกาจ วรสิทธิ์”) ก็โด่งดังแบบสุดๆ จากการควบบทบาทผีกระหังจอมกวนและผู้กำกับละครฉบับดังกล่าว

น่าสนใจว่าเมื่อย้อนไปในปี 2530 ผู้ที่มารับบทเจ้างั่ง ก็คือ “ถั่วแระ เชิญยิ้ม” ดาวตลกดัง ซึ่งตามข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ตอนนั้น “ถั่วแระ” น่าจะยังใช้ชื่อในวงการว่า “ปาน บิ๊กโจ๊ก”

งั่ง 30

 

คนอ่านเพลง

รำลึก “พี่แหวน” ผ่านเสียงของ “นักร้องชายรุ่นหลัง”

บล็อกคนมองหนังขออนุญาตรำลึกถึง “พี่แหวน ฐิติมา สุตสุนทร” ในแง่มุมที่แตกต่างจากสื่อทั่วไปเล็กน้อย

กล่าวคือ เราอยากจะเชิญชวนให้แฟนเพลงมาร่วมฟังเพลงของ “พี่แหวน” ผ่านการขับร้องโดยศิลปินรุ่นหลังๆ

อันแสดงให้เห็นว่าผลงานเพลงจำนวนมากของ “พี่แหวน” นั้นมีคุณค่ายั่งยืนข้ามกาลเวลาและยุคสมัย

อีกด้านหนึ่ง เราจงใจเลือกเฉพาะผลงานคัฟเวอร์ “เพลงพี่แหวน” ที่ถ่ายทอดใหม่โดยนักร้องชายหรือวงดนตรีชายล้วน

เพราะหลายคนคงมิอาจปฏิเสธว่า “พี่แหวน” คือหนึ่งในศิลปินหญิง ที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์หรือภาพแทนของ “ความเป็นหญิง” แบบใหม่ๆ ในสังคมไทยยุคปลายทศวรรษ 2520-2530

“ความเป็นหญิงแบบใหม่” ที่ผสมผสานเข้ากับ “บุคลิกแข็งแกร่ง” และ “ดนตรีร็อก” ซึ่งสำหรับสังคมไทยยุคนั้น มักถูกผูกติดอยู่กับเพศชาย

จึงเป็นการดีไม่น้อย ถ้าเราจะรำลึกถึง “พี่แหวน ฐิติมา” ผ่านการตีความหรือการสนทนากับ “ความเป็นหญิง” ที่ (เคย) แปลกและแตกต่าง โดยเหล่านักร้องชาย

ไดอารี่สีแดง โดย ปราโมทย์ วิเลปะนะ

อาจจะเป็นคนนี้ โดย จิมมี่ – สุรชัย มาลัยยะ (ผู้เข้าประกวด The Voice Thailand 2014)

เรามีเรา โดย RRR&B

ฟ้ายังมีฝน โดย เครสเชนโด

อยากให้คิดอีกครั้ง โดย วิศรุตเทพ สุพรรณเภสัช (ปิงปอง โซลอาฟเตอร์ซิกส์)

ขอบคุณภาพประกอบจากยูทูบ GMM GRAMMY ครับ

ข่าวบันเทิง

รับสมัคร “หนังสั้น 90 วินาที” ในหัวข้อ “สีสัน ITALY” ชิงรางวัลรวมกว่าแสนบาท

หนังสั้นอิตาลีขอเชิญผู้สนใจร่วมสร้างสรรค์ผลงานหนังสั้นความยาว 90 วินาที เข้าประกวดใน ITALIAN-THAI 90 SECONDS SHORT FILM COMPETITION ภายใต้แนวคิด “สีสัน ITALY”

โดยการประกวดนี้เป็นส่วนหนึ่งของงาน ITALIAN FILM FESTIVAL BANGKOK 2017

โจทย์ในการประกวดเป็นการเปิดกว้างให้ผู้ส่งผลงานสามารถนำเสนอเรื่องราวของสีสัน “ความเป็นอิตาลี” ผ่านมุมมองและแนวคิด แบบไม่จำกัดเทคนิค ไอเดีย และความแพรวพราวใดๆ ในการผลิต เพื่อชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท

มาร่วมตีความ “สีสัน ITALY” ในแบบของคุณ ไม่ว่าจะเป็นรูป รส กลิ่น เสียง แล้วเล่ามาเป็น “เรื่องสั้น สั้น”

 

สำหรับ 14 ผลงานที่ได้รับการคัดเลือก จะถูกนำไปฉายที่โรงภาพยนตร์ ในเทศกาล ITALIAN FILM FESTIVAL BANGKOK 2017 ตลอดทั้งเทศกาล

กรอกใบสมัครออนไลน์และส่งผลงานได้ทาง https://www.ticketmelon.com/event/italianthai90secondsshortfilmcompetition ตั้งแต่วันนี้–15 สิงหาคม 2560 (ตัวผลงานหนังสั้นต้องส่งมาเป็นลิงก์ Dropbox หรือ wetransfer)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 098-4744900 หรือ 90secondsfilmfest@gmail.com

อ่านกฎกติกาละเอียดๆ ที่นี่

กติกาหนังสั้นอิตาลี 1

กติกาหนังสั้นอิตาลี 2

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก https://www.facebook.com/italianthai90secondsshortfilmcompetition/

คนมองหนัง

Pop Aye: การเดินทางเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย

(เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนในภาพยนตร์)

หนึ่ง

ป๊อปอาย หนึ่ง

โดยสรุปแล้ว หนังเรื่องนี้เป็นการพยายามทำความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคนวัยเกือบๆ หรือกว่า 60 โดยคนรุ่นประมาณ 30 ต้นๆ

ซึ่งถ้าหนังออกมาเร็วกว่านี้สักห้าปีเป็นอย่างน้อย ผมในวัยเพิ่งขึ้นต้นด้วยเลข 3 หรืออาจยังไม่ถึงเลข 3 คงจะไม่ค่อยชอบมันเท่าไหร่นัก

แต่พอหนังออกฉายในปีนี้ ปีที่ตัวเองอายุสามสิบกลางๆ แล้ว ผมกลับรู้สึก “อิน” กับ “Pop Aye” มากอยู่

เพราะระยะหลังๆ ในชีวิตประจำวันและชีวิตการทำงาน ผมมักต้องหัดพยายามมองโลกด้วยสายตาแบบเดียว/คล้ายๆ กับคนทำหนังเรื่องนี้ (ซึ่งคงมีอายุไล่เลี่ยกัน)

กล่าวคือ มันเป็นการพยายามทำความเข้าใจโลกจากที่ทางของคนที่ยังไม่แก่ชรา แต่ก็ไม่ใช่คนหนุ่มสาวผู้เปี่ยมพลังแห่งความเยาว์วัยอีกต่อไป

โดยด้านหนึ่งของเรา คือคนรุ่นอายุไม่เกิน 30 หรือเพิ่งเกิน 30 มาไม่นาน ซึ่งมีความเข้าใจ-เข้าถึงเทคนิควิธี เทคโนโลยี ตัวเลขสถิติ หรือองค์ความรู้สมัยใหม่มากมาย

ส่วนอีกด้าน คือ คนรุ่น 50-60-70 ที่บ่อยครั้ง พวกเขามักมองโลกผ่าน “คุณค่า” “ประสบการณ์” “ความฝังใจ” บางชุดจากอดีต ซึ่งหลายครั้ง มันก็ทาบไม่สนิทกับ “ข้อเท็จจริง” ณ ปัจจุบัน

และก็มีหลายครั้ง ที่คนสองกลุ่มนี้จะ “ชน” หรือ “ปะทะ” กัน ด้วยความไม่เข้าใจ หรือมุมมองต่อโลกที่ต่างกันจนยากประสาน

ถ้าตัวเองยังอายุแค่ 20 ปลายๆ ถึง 30 ต้นๆ ผมคงมีแนวโน้มจะเอนเอียงหรือพร้อมดีเฟนด์ให้แก่ฝ่ายคนหนุ่มสาวโดยไม่มีเงื่อนไข

แต่น่าแปลกที่ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ผมชักจะเริ่มเข้าใจพวกคนแก่มากขึ้น ว่าทำไมพวกเขาต้องยึดโยงตัวเองอยู่กับนามธรรมลอยๆ หรือข้อเท็จจริงที่ตกยุคไปแล้วบางอย่าง

และถ้าไม่ยึดติดกับชุดคุณค่าพวกนั้นหรือหันหลัง 180 องศาให้กับมัน ชีวิตของพวกเขาจะพังพินาศขนาดไหน

ไปๆ มาๆ ถ้าชีวิต-อารมณ์ความรู้สึกของพวกเขาพังย่อยยับ เราและคนรุ่นเด็กกว่าเราก็จะไม่ได้อะไรจากการพังทลายดังกล่าวเหมือนกัน

สอง

ป๊อปอาย สอง

กลับมาพูดถึงตัวหนัง ผมรู้สึกเพลิดเพลินกับการเดินทางของตัวเอกอย่าง “ธนา” มากทีเดียว

โดยรู้สึกว่าตลอดรายทางของการเดินทางในหนังเรื่องนี้มีสีสันมากพอสมควร และมีรสชาติกลมกล่อมกำลังดี

(กระทั่งฉากที่ไม่น่าจะซ่อนนัยอะไร อย่างฉากช้างเดินผ่านซากงูตาย ก็ยังมีความน่าประทับใจบางอย่าง จนติดอยู่ในหัวผม หลังจากดูหนังจบมาแล้ว 2-3 วัน)

ตั้งแต่อาการประสาทกิน-ภาวะอ่อนแอทางร่างกายตามประสาคนชั้นกลางวัยกลางคนในเมืองใหญ่ของตัวละครนำ เมื่อเริ่มเดินเท้าออกเดินทาง

การเล่นกับสัญลักษณ์แตงโมเหลือง-แดง ที่ตกแตกเรี่ยราดกลางถนน ซึ่งคงมีความเชื่อมโยงอะไรบางอย่างกับสภาพการเมืองไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ชีวิตกับความใฝ่ฝันของหมอดูบุคลิกเพี้ยน ที่เริ่มต้นอย่างขัดเขินพอสมควร (ด้วยบทสนทนาแข็งๆ แปลกๆ) ก่อนจะคลี่คลายไปสู่ความโศกเศร้าระคนกับความงดงาม พร้อมปมปัญหาค้างคาบางประการ

เรื่องราวหลากมุมในร้านเหล้าบ้านๆ ตั้งแต่ปัจจุบันอันขมขื่นของกะเทยรุ่นใหญ่ มาจนถึงการตอกย้ำให้เห็นถึงภาวะเสื่อมทรุดของอำนาจเชิงกายภาพ กระทั่งมิอาจสำแดงพลังแห่งความเป็นชายของตัวละครนำ (เนื้อหาส่วนนี้อาจดูไม่ค่อยใหม่นัก จึงน่าดีใจ ที่หนังนำพาตัวเองให้ออกเดินทางไปไกลมากๆ จากจุดดังกล่าว)

และแน่นอนว่าประเด็นภาพชนบทที่ไม่เป็นดังความคาดหวัง/ความทรงจำครั้งอดีตของคนชั้นกลาง กทม. (ที่เติบโตมาจากการเป็นเด็กชนบทเข้ากรุง) ก็นับเป็นจุดไคลแม็กซ์ที่คล้ายจะราบเรียบ ทว่า ทรงพลังมากๆ ของหนังเรื่องนี้

สาม

ป๊อปอาย สามสี่

บนเส้นทางอันระหกระเหินและอิ่มเอม เรื่องราวต่างๆ ใน “Pop Aye” ถูกจัดวางไว้ในกรอบโครงที่เป็นระบบระเบียบอย่างยิ่ง

อย่างน้อย พอดูหนังจบ คนดูน่าจะพอสัมผัสได้ว่าชีวิตของหมอดูซอมซ่อ, กะเทยขายบริการ และธนานั้น มีความเชื่อมโยงหรือสอดคล้องต้องตรงกันอยู่

เพราะพวกเขาเหล่านั้นต่างไขว่คว้า โหยหา คิดถึง “อดีต” บางอย่าง ซึ่งเอาเข้าจริง แต่ละคนต่างไม่รู้ว่า “ภาพฝันครั้งอดีต” ดังกล่าวยังดำรงคงอยู่หรือไม่ หรือเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงไหน

“อดีต” บางชนิดอาจไม่มีตัวตนอยู่บนโลกมนุษย์แล้วด้วยซ้ำ แต่พวกเขาบางคนก็เชื่อมั่นว่าตนเองกำลังจะได้พบกับ “อดีต” ที่ว่านั้นอีกครั้งหนึ่งในไม่ช้า

พี่ชายบนสวรรค์, ผู้หญิงที่ตนแอบรักเมื่อกาลครั้งโน้น, ความรุ่งโรจน์ในทางวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการค้าบริการทางเพศหรือธุรกิจสถาปัตยกรรม, ช้างและบ้านเกิดที่เคยถูกเจ้าของทอดทิ้งและหนีเข้าเมืองหลวง จึงถูกมัดรวมให้เกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง

สี่

พี่ชาย

อย่างไรก็ตาม มีบางองค์ประกอบที่ผมรู้สึกติดขัดกับหนังเรื่องนี้อยู่บ้าง

ข้อแรก คือ ผมค่อนข้างจะรู้สึกสะดุดกับเส้นเรื่องเกี่ยวกับตำรวจและพระสงฆ์ที่แบนๆ หรือนำเสนอภาพเหมารวมในแง่มุมลบๆ ของคนสองกลุ่มนี้แบบ “ทื่อ” ไปหน่อยนึง

หรือพูดอีกอย่างคือ ผมรู้สึกว่าตำรวจกับพระเป็นตัวแทนอำนาจรัฐที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาเยอะจนพรุนแล้วในสื่อบันเทิงต่างๆ ด้วยเหตุนี้ ถ้าการวิพากษ์วิจารณ์ครั้งหลังๆ ไม่มีอะไร “ใหม่” จริง จึงย่อมก่อให้เกิดความจำเจขึ้นเป็นธรรมดา

กับอีกส่วนที่เหมือนหนังเกือบจะทำได้เนียน แต่ก็ยังมีอะไรแปลกๆ หลุดออกมาบ้างนิดๆ หน่อยๆ นั่นคือ วิธีการพูดจาหรือบทสนทนาของตัวละคร ที่บางครั้ง คนดูยังพอจับได้อยู่ว่า “นี่ไม่ใช่หนังไทยที่คนไทยกำกับ”

แต่เอาเข้าจริง “Pop Aye” ก็ถือเป็นหนังของผู้กำกับต่างชาติที่กำกับนักแสดงไทย-เรื่องราวแบบไทยได้ดีมากๆ (เผลอๆ อาจดีที่สุดเรื่องหนึ่ง)

โดยส่วนตัว ผมชอบหนังสิงคโปร์-ไทยเรื่องนี้ พอๆ กับ “พี่ชาย My Hero” ของ “จอช คิม”

ที่ตลกร้าย คือ หนังลูกครึ่งไทยพวกนี้ดันเล่าเรื่องราวของสังคมไทยร่วมสมัยได้ดีและลึกกว่าหนังไทยแท้ๆ ส่วนใหญ่ในท้องตลาดยุคปัจจุบัน

ห้า

นอกจากนี้ หนังมีรายละเอียดบางอย่างที่น่าสนใจ เช่น การเล่นกับ “มรดกตกค้าง” จากยุคสงครามเย็น ผ่านบทเพลง “จดหมายจากเมียเช่า”

ระยะหลังๆ เวลาหนังหรือผลงานศิลปะร่วมสมัยแถบอาเซียนพูดถึงสถานการณ์การเมืองระดับภูมิภาคในยุค 60 หลายเรื่อง/ชิ้นมักพูดถึงประวัติศาสตร์ช่วงนั้นในฐานะ “บาดแผล” ของผู้ถูกกระทำ หรือ “บาปที่รอวันชำระ” ของผู้ที่ร่วมมือกับฝ่ายอเมริกัน

แต่ “Pop Aye” กลับเอาเพลงที่ตกค้างจากยุคนั้นมาใช้เป็นสื่อที่เชื่อมร้อยอารมณ์ความรู้สึกถวิลหา-เศร้าสร้อยของคนแก่ๆ หมดสภาพ 2-3 คน เข้าหากัน ซึ่งเป็นอะไรที่แปลกดี สำหรับงานศิลปะทางเลือกยุคปัจจุบัน

เพราะแทนที่เราจะก่นด่าประณามว่ารัฐไทยเคยร่วมมือกับรัฐบาลอเมริกันอย่างไร

หรือคนไทย/สังคมไทยได้ประโยชน์จากการร่วมมือดังกล่าว ขณะยืนอยู่บนความทุกข์ยากของประเทศเพื่อนบ้านหรือผู้คนบางส่วนในประเทศอย่างไรบ้าง

หนังกลับเลือกให้ตัวละครรุ่นอายุราวๆ 50-60 แสดงความรู้สึกซาบซึ้งตรึงใจในฐานะปัจเจกบุคคล กับผลงานทางวัฒนธรรมที่ตกทอดมาจากยุคสมัยของประวัติศาสตร์บาดแผล

คนแก่เหล่านี้ไม่ได้นึกคิด (แม้อาจจะพอตระหนักรู้อยู่บ้าง) ถึงความผุพังและรอยแตกร้าวจากยุคสงครามเย็น ทว่า พวกเขาโหยหาถึงแง่งามปนเศร้าของมัน ผ่านประสบการณ์แบบปัจเจก

เราอาจไม่เห็นด้วยกับท่าทีแบบนี้ หรือมองเห็นถึงความละเลยเพิกเฉยอันเกิดจากท่าทีดังกล่าว แต่เราก็ควรต้องทำความเข้าใจและยอมรับว่าคนจำนวนไม่น้อยในสังคมนั้นมีอารมณ์ความรู้สึก/ท่าทีแบบนี้อยู่จริงๆ

หก

น่าตีความเล่นๆ ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครนำกับเพลง “จดหมายจากเมียเช่า” และสายสัมพันธ์ของธนากับหมอดูจรจัดนั้นอาจมีลักษณะ “ล้อ” กันอยู่พอสมควร

อาการรำลึกความหลังถึงวันชื่นคืนสุขด้วยบทเพลงยุคสงครามเย็น โดยไม่คำนึงถึงบาดแผลของผู้คนอื่นๆ และสังคมในช่วงเวลาเดียวกัน

อาจคล้ายคลึงกับความพยายามของธนาที่จะสานฝันของหมอดูคนเพี้ยนให้เป็นความจริงหรือเข้าใกล้ความจริงมากที่สุด ณ เงื่อนไขปัจจุบัน

โดยในอีกด้านหนึ่ง ก็เป็นธนาเองนั่นแหละ ที่ฉุดกระชากหมอดูซอมซ่อผู้มองชีวิตในแง่บวกออกจากโลกความฝันส่วนตัวอันงดงามและปลอดภัย จนเขามิอาจจะสานฝันได้สำเร็จด้วยตัวเอง

ธนาจึงเป็นทั้งคนที่มีส่วนทำลายความฝันของหมอดู และคนที่พยายามสานต่อความฝันของเขาให้สำเร็จลุล่วง

หนักกว่านั้น ความสัมพันธ์สองแบบข้างต้นยังอาจส่องสะท้อนให้เห็นถึงสายสัมพันธ์สองเหลี่ยมมุมระหว่างธนากับช้างเพื่อนยาก

ซึ่งครั้งหนึ่ง ธนาเคยขายมันทิ้งเพื่อหาเงินเข้ากรุงเทพฯ กระทั่งเวลาผ่านเลยไปหลายปี เขาจึงซื้อเจ้า “ป๊อปอาย” กลับมา แล้วพยายามนำมันหวนคืนบ้านเกิด

เจ็ด

ป๊อปอาย แปด

อีกจุดที่เป็นรายละเอียดซึ่งหนังไม่ได้ระบุไว้ชัดๆ แต่ผมทึกทักเอาเองว่าหนังบอกเป็นนัยๆ เอาไว้ ก็คือ ภูมิหลังในเมืองใหญ่ของธนา

เรารู้แค่ว่าธนาน่าจะเป็น “สถาปนิก” รุ่นเก๋า ที่กำลังถึงคราปลดระวาง เขาเป็นเด็กจากเมืองเลยผู้หันหลังให้ครอบครัวและบ้านเกิดอย่างเกือบจะสิ้นเชิง เพื่อเข้ามาแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าในกรุงเทพฯ

แต่คนดูไม่รู้ว่าเส้นทางชีวิตในกรุงเทพฯ ของธนา ก่อนจะมารุ่งโรจน์ในบริษัทออกแบบชื่อดังนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

มีเพียงคำพูดที่ธนาบอกกับตัวละครบางคนระหว่างเดินทางกลับคืนบ้านเกิดว่า เขาเคย “ทำงานก่อสร้าง” มาก่อน

นั่นทำให้ผมคิดต่อเล่นๆ ว่า ธนาคงไม่ได้เป็นเด็กประเภทเรียนดีมีเงิน แล้วเอ็นทรานซ์ติดคณะสถาปัตย์ ในมหาวิทยาลัยดังทันที เมื่อแรกเข้ากรุงเทพฯ

แต่เขาคงเข้ามาทำงานก่อสร้าง/รับเหมาฯ ในกทม. แล้วค่อยๆ เติบโตจากสายโฟร์แมน หรือเริ่มตั้งต้นเรียนรู้วิชาออกแบบจากการทำงานไป เรียนสายอาชีวะไป ก่อนจะ “ต่อยอด” คุณวุฒิของตนเอง ด้วยประสบการณ์และทุนทรัพย์ที่มีมากขึ้น

หากเป็นอย่างที่ผม “มโน” ก็เป็นไปได้ว่าความขัดแย้งไม่ลงรอยระหว่างธนากับลูกชายเจ้าของบริษัทนั้น อาจไม่ใช่แค่เรื่องความแตกต่างระหว่างวัย แต่มีประเด็นเรื่องความแตกต่างทางชนชั้นแฝงอยู่ด้วย (แม้ธนาจะอัพเกรดตัวเองขึ้นเป็นคนชั้นกลางระดับสูงมานานหลายปีแล้วก็ตาม)

แปด

ป๊อปอาย เจ็ด

องค์ประกอบและเรื่องราวปลีกย่อยต่างๆ ในหนัง ได้ค่อยๆ สั่งสมและถ่ายทอดพลังมายังบทสรุปสุดท้ายของ “Pop Aye”

เอาเข้าจริง บทสรุปดังกล่าวเกือบจะออกมา “เลี่ยน” และ “ห้วน” ด้วยซ้ำ

แต่พอเรานำบทสรุปที่ว่าไปประกบกับ “ความจริง” ที่ธนาเพิ่งตระหนักจากการเดินทางกลับบ้าน เราก็จะพบว่าตัวละครรุ่นเขานั้นเคว้งคว้างและน่าจะต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจมากมายขนาดไหน

อย่างที่เคยเกริ่นไปแล้วว่าธนาเป็นชายที่บกพร่องในแง่ความเป็นสามี (และรวมไปถึงการเป็นหัวหน้าครอบครัว)

เขาคือคนที่พยายามไขว่คว้าหาอดีตอันบริสุทธิ์งดงาม แต่อดีตก็คือ “อดีต” ซึ่งไม่มีทางแนบสนิทกับ “ปัจจุบัน”

เขาคือคนที่พยายามจะยึดกุมช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ในทางวิชาชีพของตนเองเอาไว้ ทว่า กาลเวลาก็ผ่านเลยไปเรื่อยๆ หรือกัดกินตัวเองอยู่ทุกวัน พร้อมๆ กับคลื่นลูกใหม่ที่สาดซัดทับถมเข้ามา

สิ่งท้ายๆ ที่ธนาพยายามยึดเกาะไว้ จึงได้แก่ “อดีต” ที่จวนจะเสื่อมสลายในเมืองใหญ่ แต่ยังไม่สูญสลายหายไปเหมือน “อดีต” ในชนบท

อย่างไรก็ดี แม้แต่ซาก “อดีต” ที่เหลืออยู่อย่างร่อยหรอ ก็จะต้องถูกทุบทำลายทิ้งไปในไม่ช้า แล้วแทนที่ด้วยสิ่งใหม่ ซึ่งตอบโจทย์ผู้คนในสังคมร่วมสมัยได้มากกว่า

มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากธนาจะต้องกลับไปหาภรรยาคู่ชีวิตและช้างเพื่อนยาก แล้วยึดเหนี่ยวตนเองกับคนและสัตว์เหล่านั้นเอาไว้ให้แนบแน่นที่สุด ผ่านอารมณ์ความรู้สึก/สายสัมพันธ์ที่ทั้งโรแมนติก ชวนฝัน รำลึกความหลัง และอ้างว้างเดียวดายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

เพราะนั่นคือ “คุณค่าในชีวิต” สองลำดับสุดท้าย ที่หลงเหลืออยู่ของเขา

สรุป

โดยสรุปแล้ว ในภาวะที่สังคมต้องเผชิญหน้ากับปัญหาช่องว่างระหว่างเจเนอเรชั่นมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ผมรู้สึกว่า “Pop Aye” พยายามจะสนทนากับปัญหาดังกล่าวและ “ตัวละครหลัก” ของปัญหา อย่าง “ผู้สูงอายุ” ผ่านท่าที, น้ำเสียง และกลวิธีที่อ่อนโยน-ละมุนละม่อม-พร้อมจะทำความเข้าใจในมุมมองที่แตกต่าง แต่ก็ทรงพลังไปพร้อมๆ กัน

ผมจึงเห็นว่าฉาก “ร่วมลงมือ-ออกแรงปิดกระบะท้ายรถบรรทุก/ปิกอัพ” โดยตัวละครสองราย (ธนาและคนอื่นๆ ซึ่งหมุนเวียนเปลี่ยนหน้ากันไป) ที่ถูกนำเสนอซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหนัง นั้นมีนัยยะสำคัญอยู่ไม่น้อย