ข่าวบันเทิง

“อวสานซาวด์แมน” ได้รับรางวัลหนังสั้นยอดเยี่ยมที่เนปาล

หลังเพิ่งคว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์สั้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ล่าสุด “อวสานซาวด์แมน” หนังสั้นของ “สรยศ ประภาพันธ์” ยังเดินหน้ากวาด “กล่อง” ต่อไป โดยได้รับรางวัลภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยม ในสายการประกวด “Changing Perspective” (มุมมองที่เปลี่ยนแปลงไป) จากเทศกาลภาพยนตร์สั้นนานาชาติ Ekadeshma ประเทศเนปาล

คณะกรรมการตัดสินรางวัลดังกล่าวระบุถึงหนังสั้นไทยเรื่องนี้ว่า

อวสานซาวด์แมน เนปาล

“เป็นงานเสียดสีทางการเมืองอันสนุกสนาน ซึ่งมุ่งยกย่องเหล่าฮีโร่ผู้ปิดทองหลังพระแห่งวงการภาพยนตร์”

ภาพและข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก Ekadeshma International Short Film Festival

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

2 ความเท่ห์ใน “เทพสามฤดู 60”: “อำมาตย์อาจอง” กักตัวฝึกพระเวทย์-“สามศรี” มี “สามร่าง”

“เทพสามฤดู 2560” ตอนที่ 41 ประจำวันเสาร์ที่ 18 พ.ย. 2560 นั้นมีเนื้อหาหรือรายละเอียดหลายจุดน่าสนใจมากๆ ครับ

จุดแรก

ดังที่เคยพูดถึงไว้แล้วว่า ดูเหมือนทางสามเศียรจะพยายามหาทางคลี่คลายปัญหาที่เกิดจากอาการเจ็บป่วยของนักแสดงอาวุโส “กิตติ ดัสกร” อย่างละเอียดลออพอสมควร

เริ่มจากการเกลี่ยบทของ “อำมาตย์อาจอง” (ซึ่งแสดงโดยกิตติ) ไปให้ “หมื่นมิตร” ตัวละครที่เป็นลูกน้องคนสนิทของท่านอำมาตย์

อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ทางผู้กำกับ-ผู้เขียนบท ได้มีวิธีจัดการกับการหายตัวไปของ “อำมาตย์อาจอง” ที่ดีและแยบคายกว่านั้น แถมยังเหนือกว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ผ่านๆ มา อีกหลายเรื่อง

(ซึ่งเวลานักแสดงคนใดติดภารกิจสำคัญจนไม่สามารถกลับมาถ่ายละครได้อีก หรือตัวละครที่นักแสดงผู้นั้นรับบทบาทเริ่มหมดความสำคัญในตัวเรื่อง จนผู้กำกับ-ผู้เขียนบทไม่รู้ว่าควรจะไปต่อยังไง ทางค่ายสามเศียรก็มักจะตัดตัวละครดังกล่าวทิ้งไปเสียดื้อๆ)

วิธีการที่ว่าปรากฏอยู่ระหว่างนาทีที่ 35.44-36.36 ของคลิปด้านบน ซึ่งเป็นการเจรจาความกันระหว่าง “ท้าวโคธรรพ์” หนึ่งในตัวร้ายของละคร กับ “หมื่นมิตร” ที่สามารถถอดเป็นบทสนทนาได้ว่า

ท้าวโคธรรพ์: เราจะไปดูสามศรีหน่อย จนป่านนี้แล้วยังไม่ได้เรื่องไม่ได้ราว (ในภารกิจจับตัวองค์อิศรา) หมื่นมิตร!

หมื่นมิตร: พระเจ้าค่ะ

ท้าวโคธรรพ์: ท่านพ่อ (อำมาตย์อาจอง ที่รับบทโดยกิตติ) เป็นยังไงบ้าง?

หมื่นมิตร: ท่านอำมาตย์ยังอยู่ในห้องฝึกพระเวทย์อยู่พระเจ้าค่ะ

ท้าวโคธรรพ์: อือ ถ้าเช่นนั้น เราคงต้องขอฝากทางนี้ไว้กับเจ้าด้วย

หมื่นมิตร: เอ่อ ข้าพุทธเจ้า… (แสดงสีหน้าวิตกกังวล)

ท้าวโคธรรพ์: ไม่ต้องกลัว เราจะให้ภูตดำอยู่กับเจ้า นอกจากภูตดำแล้ว เรายังมีทหารที่เป็นหูเป็นตาให้กับเราได้อีก

หมื่นมิตร: ถ้าเช่นนั้น ข้าพุทธเจ้าจะพยายามสนองพระมหากรุณาธิคุณอย่างสุดความสามารถพระเจ้าค่ะ

เท่าที่ตามดูละครจักรๆ วงศ์ๆ อย่างจริงจังมานานหลายปี นี่น่าจะเป็นครั้งแรกๆ ที่ค่ายสามเศียรตัดสินใจแก้ไขปัญหานักแสดง “ต้อง” หายไปจากหน้าจอ อย่างเป็นระบบ และสร้างคำชี้แจงแก่คนดูผ่านทางบทสนทนาของตัวละคร

นอกจากนี้ การแก้ปัญหาเรื่องตัวละครอำมาตย์อาจอง ยังบ่งชี้ว่าบทละคร “เทพสามฤดู 2560” นั้น ไม่ได้มุ่งหน้าเดินตาม “เทพสามฤดู 2546” แบบเป๊ะๆ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

ทว่า เมื่อถึงคราต้องแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ด้วยการ “ด้นสด” ทางทีมงานก็สามารถดำเนินเรื่องราวไปในทิศทางอันผิดแผกจากโครงสร้าง/รายละเอียดเดิมๆ ได้บ้าง

จุดที่สอง

สามศรีสามร่าง

นี่เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่ง ที่ “เทพสามฤดู 2560” ต่างจาก “เทพสามฤดู 2546”

กล่าวคือ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนเช่นกัน มีฉากดวลกันระหว่าง “พระราหู” ตัวละครพระเอกกึ่งเทพกึ่งอสูรขวัญใจแม่ยก กับ “สามศรี” ตัวร้ายหน้าหล่อครึ่งคนครึ่งวัวขวัญใจสาวๆ

ปรากฏว่ามีจังหวะหนึ่ง (นาทีที่ 8.27-11.58 ในคลิปเดิมด้านบน) ที่ “สามศรี” แยกร่างตัวเองออกเป็น “สามร่าง” เพื่อเล่นงาน “พระราหู”

เมื่อตรวจสอบดูฉากเดียวกันใน “เทพสามฤดู 2546” พบว่า “สามศรี” เวอร์ชั่นที่แล้ว ไม่ได้เล่นงาน “พระราหู” ด้วยกลยุทธ์ “แยกสามร่าง” เช่นนี้ (นาทีที่ 10.08-12.24 ในคลิปด้านล่าง)

อย่างไรก็ตาม การแยกร่างของ “สามศรี” ใน “เทพสามฤดู 2546” เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น เมื่อเขาแยกร่างตัวเองออกเป็น “4 คน” เหมือนเป็นการสร้าง “มายาภาพ” หลอกล่อ “สุวรรณอัมพร” คนรักของ “พระราหู” (นาทีที่ 8.46-9.32 ในคลิปเดียวกัน)

ดังนั้น การแยกสามร่างของ “สามศรี” จึงถือเป็นนวัตกรรมของ “เทพสามฤดู 2560” ซึ่งไปสอดคล้องต้องกันพอดีกับเรื่องราวฉบับ “วรรณกรรมวัดเกาะ” ที่เล่าว่า

“โคธรรพ์ฤาษี” ได้นำตัวบุตรชายไปประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ ท่ามกลางการชุมนุมของเทวดา ครุฑ นาค ยักษ์ ก่อนจะปั้นหุ่นดินขึ้นมาสองตัว จากนั้น พระฤาษีจึงนำน้ำอมฤตรดใส่ร่างบุตรชาย พร้อมๆ กับการนำหุ่นดินสองตัวไปสุมไฟ

ท้ายสุด หุ่นดินคู่นั้นก็กลับกลายเป็นมีชีวิต ทั้งยังมีรูปร่างหน้าตาประดุจเดียวกันกับบุตรชายของโคธรรพ์ฤาษีไม่ผิดเพี้ยน

ด้วยเหตุนี้ พระฤาษีจึงตั้งชื่อบุตรชายว่า “พระสามศรี” (เพราะมีสามร่าง) โดยกุมารดินอีกสองตนที่ถูกเสกขึ้นมานั้น ก็จะมีหน้าที่คอยช่วยดูแลอารักขากุมารตัวจริง รวมถึงช่วยสร้างความพะวักพะวนให้แก่ศัตรู ยามต้องรบทัพจับศึกอีกด้วย

(ที่มา https://konmongnangetc.com/2017/09/17/samsri-threeseasons/)

ขอบคุณภาพประกอบจากยูทูบ ฟ้ามีตา ช่อง 7 HD

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

อีกหนึ่งวิธีเสพ “เทพสามฤดู” ในโลกออนไลน์ – รวมภาพนิ่งหลากอารมณ์จากเหล่านักแสดง

คลิปเล่าเรื่องย่อบนยูทูบ อีกหนึ่งวิธีเสพ “เทพสามฤดู” ในโลกออนไลน์

นอกจากการเผยแพร่ภาพผ่านทางโทรทัศน์, วิดีโอในเว็บไซต์ BUGABOO ของช่อง 7, ไลฟ์สดและคลิปย้อนหลังทางยูทูบ (มากกว่าหนึ่งช่อง) แล้ว

อีกหนึ่งวิธีการเสพ “เทพสามฤดู 2560” ที่น่าสนใจในโลกออนไลน์ ก็คือ การรับฟังเนื้อหาล่วงหน้าของละครผ่าน “คลิปเล่าเรื่องย่อ”

ช่องยูทูบที่ทำคลิปแนวนี้อย่างจริงจังแข็งขัน คือ ช่องของคุณ Pim ChaYa

ข้อได้เปรียบหนึ่งของการทำคลิปประเภทนี้ ก็ได้แก่การที่สามเศียรเลือกสร้าง “เทพสามฤดู 2560” โดยนำเอาบทละครเมื่อปี 2546 มาใช้ถ่ายทำแบบแทบจะช็อตต่อช็อต ดังนั้น เรื่องย่อที่เล่าในคลิปจึงมีความแม่นยำค่อนข้างสูง

และจำนวนคนคลิกเข้ามาฟังคลิป (พร้อมดูภาพนิ่งประกอบ) ก็ถือว่าน่าพอใจทีเดียว คือ มีหลักหมื่นวิวอัพ

โดยส่วนตัว เมื่อลองฟังคลิปเหล่านี้ในสื่อใหม่ทางออนไลน์ ผมกลับย้อนนึกไปถึงสื่อเก่าสองชนิด

ชนิดแรก คือ ละครวิทยุ อีกชนิด คือ เรื่องย่อละครทีวี ไม่ว่าจะเป็นที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์หัวสี หรือพิมพ์ขายเป็นหนังสือราคาย่อมเยา แล้ววางจำหน่ายตามแผงหนังสือและร้านเซเว่นฯ

ปรากฏการณ์เช่นนี้ นำไปสู่ความกำกวมบางอย่าง

กล่าวคือ ด้านหนึ่ง มันอาจชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยยังมีลักษณะเป็น “สังคมมุขปาฐะ” (ชอบพูด/ฟัง หรือดู มากกว่า อ่าน/เขียน) ถ้าพิจารณาว่าลักษณะของคลิปเรื่องย่อ “เทพสามฤดู 2560” วางน้ำหนักอยู่บนเรื่องเล่าประหนึ่งละครวิทยุ (ตลอดจนเทปเล่านิทานเด็กเมื่อราว 30 กว่าปีก่อน)

ทว่า อีกด้าน ปรากฏการณ์ข้างต้นก็อาจไม่ได้ถูกตรึงอยู่ตรงทางแยกของคู่ตรงข้ามระหว่างการ “พูด/ฟัง/ดู” กับการ “อ่าน/เขียน” หากพิจารณาว่าคลิปเรื่องย่อ “เทพสามฤดู 2560” มีลักษณะพ้องกับเรื่องย่อละครต่างๆ ในเวอร์ชั่นสิ่งพิมพ์ ไปในคราวเดียวกัน

ถึงที่สุดแล้ว “คลิปเล่าเรี่องย่อเทพสามฤดู” ออนยูทูบ จึงอาจแสดงให้เห็นถึงการไหลวนของเรื่องเล่าแบบเดิมๆ ซึ่งตัวคนดู/คนฟัง/คนอ่าน/ผู้บริโภคก็คล้ายจะพอใจกับลักษณะไหลวนไปมาในวิถีทางเดิมๆ เช่นนั้น

ขออนุญาตปิดท้ายเนื้อหาส่วนนี้ ด้วยคำสัมภาษณ์ที่ผมเคยให้ไว้กับเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งอาจอธิบายถึงข้อสรุปดังกล่าวได้อยู่บ้าง

ขณะเดียวกันคนไทยอาจไม่ได้นิยมเสพความบันเทิงซ้ำๆ ด้วยเหตุผลว่าพวกเขาไม่สนใจเรื่องราว ไม่สนใจเนื้อหาสาระ เพราะการได้ดูมหรสพเรื่องเดิมๆ อาจมี ‘หน้าที่’ บางอย่างของมันอยู่ การดูหนัง ดูละคร ที่มีโครงเรื่องเก่าๆ ซ้ำเดิม หมายความว่าคนดูจะสามารถ ‘คาดการณ์’ เรื่องราวของมหรสพนั้นๆ ได้

“มองในบางแง่ การคาดการณ์เรื่องราวได้อาจแสดงให้เห็นถึงอำนาจ และการเข้าถึงความรู้ของคนดู แทนที่พวกเขาจะกลายเป็นผู้รับเรื่องราวใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึงจากผู้ผลิตละคร ในฐานะคนที่ไม่รู้หรือแทบไม่รู้อะไรเลย”

นอกจากนี้ การคาดการณ์เรื่องราวต่างๆ ล่วงหน้าได้ ยังอาจทำให้การชมมหรสพมีรสชาติขึ้น ในกรณีของการชมละครจักรๆ วงศ์ๆ เราอาจนึกถึงภาพกลุ่มคนมาดูละครประเภทนี้หน้าจอทีวี ไปพร้อมๆ กับการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันว่าเรื่องราวจะดำเนินอย่างไรต่อไป ใครจะรักกับใคร ใครจะอยู่ ใครจะตาย อาจก่อให้เกิดชุมชนของคนดู หรือการสื่อสารในทิศทางอื่นๆ นอกเหนือไปจากการสื่อสารทางเดียวระหว่างภาพในจอกับคนดู ที่ต้องเพ่งสมาธิในการชม ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้มีความสำคัญ แต่มักถูกมองข้ามไป

(ที่มา https://prachatai.com/journal/2017/08/72704)

รวมภาพนิ่งหลากอารมณ์จากเหล่านักแสดง “เทพสามฤดู 2560”

คุยเรื่องเครียดๆ กันไปแล้ว ก็เลยขอปิดท้ายด้วยภาพหลากอิริยาบถ ตั้งแต่น่ารัก เฮฮา จนถึงโศกเศร้า ของบรรดานักแสดงจาก “เทพสามฤดู 2560” ครับ

โดยล่าสุด อินสตาแกรมสามเศียรได้ปล่อยภาพดีๆ มาหลายรูป

นี่คือบางส่วนของรูปภาพเหล่านั้น เชิญรับชมครับ

ข่าวบันเทิง

เคล็ดลับการคัดเลือก “นักแสดงสมัครเล่น” ในหนังอภิชาติพงศ์

“คริส ชีลด์ส” จาก Film Comment ชวนคนในวงการภาพยนตร์นานาชาติหลายๆ ราย มาพูดคุยเกี่ยวกับกระบวนการคัดเลือกนักแสดงให้แก่หนังที่ไม่ใช้ “นักแสดงมืออาชีพ” มาสวมบทบาทเป็นตัวละคร แต่กลับสรรหาคนธรรมดาทั่วไปมารับบทเหล่านั้นแทน

หนึ่งในบุคลากรที่ชีลด์สพูดคุยด้วย ก็คือ “สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์” ผู้ช่วยผู้กำกับในหนังหลายเรื่องของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (ซึ่งเพิ่งมีผลงานภาพยนตร์สารคดีขนาดยาวเรื่อง “หมอนรถไฟ” ของตนเองไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา)

สมพจน์ หมอนรถไฟ

สมพจน์บอกว่าเขาทำหน้าที่เป็นผู้คัดเลือกนักแสดงให้แก่หนังหลายเรื่องของอภิชาติพงศ์ สำหรับในหนังยาวเรื่องล่าสุด “รักที่ขอนแก่น” นั้น นอกจากนักแสดงนำสองคนแล้ว ตัวละครที่เหลือล้วนสวมบทบาทโดยนักแสดงสมัครเล่นที่ใช้ชีวิตจริงอยู่ในจังหวัดขอนแก่น บ้านเกิดของผู้กำกับ อันเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังทั้งเรื่อง เพราะทีมงานต้องการนักแสดงที่มีบุคลิกลักษณะเหมือนผู้คนธรรมดาทั่วไป ซึ่งพวกเราสามารถพบเห็นได้ในวิถีชีวิตประจำวัน

ปัจจัยสำคัญที่สุด ซึ่งตัดสินว่านักแสดงสมัครเล่นรายใดจะได้รับการคัดเลือกมาร่วมเล่นหนังของอภิชาติพงศ์ ก็คือ “ความเป็นธรรมชาติ” ของพวกเขา และการมีสัญชาตญาณที่ดีพอจะ “ด้นสด” ในสถานการณ์ต่างๆ อย่างลื่นไหล

สมพจน์เปิดเผยว่าในกระบวนการแคสติ้ง ทีมงานจะจู่โจมผู้มาคัดตัวเป็นนักแสดงด้วยการสุ่มโยนคำถามมั่วๆ ใส่พวกเขา หรือทำให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับอะไรบางอย่างที่เหนือการคาดเดา

“ยกตัวอย่างเช่นเราอาจถามเขาว่า ‘ที่ไปเที่ยวทะเลกับวิมลมาเมื่ออาทิตย์ก่อนเป็นยังไงบ้าง? ผมได้ยินว่าเธอยังอยู่ในช่วงพักฟื้นจากการรักษามะเร็งใช่มั้ย?’ จากนั้นเรื่องราวเกี่ยวกับคนชื่อวิมลก็จะถูกแต่งเติมเสริมต่อโดยคนที่มาแคสติ้ง”

สมพจน์อธิบายว่า คำถามตั้งต้นทำนองนั้นช่วยทำให้เรามองเห็นว่าผู้มาคัดตัวแต่ละคนจะสนองตอบต่อคำถามที่คาดไม่ถึงด้วยวิธีการเช่นใด และพวกเขาและเธอจะสามารถแต่งเติมเสริมสร้างเรื่องราวของ “วิมล” ให้มีความน่าเชื่อถือได้มากน้อยเพียงไหน

ซึ่งอภิชาติพงศ์เคยบอกเอาไว้ว่า กระบวนการคัดเลือกแบบนี้จะทำให้เราประจักษ์ว่าใครคือคนที่โกหกได้เก่งที่สุด

cemetery-of-splendour-06-1024x578

สมพจน์เล่าว่าทีมงานจะบันทึกภาพผู้มาแคสติ้ง ตั้งแต่ช่วงที่พวกเขาแนะนำตัว เรื่อยไปจนถึงตอนที่พวกเขาเริ่มทดลองทำการ “แสดง” เพราะต้องการพิจารณาว่าคนเหล่านั้นจะสามารถรักษา “ความคงเส้นคงวา” เอาไว้ได้หรือไม่

“โดยปกติ คนทั่วไปมักจะมีอาการตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพวกเขาต้องเริ่มต้นด้นสดกับบทบาทการแสดงที่ได้รับ พลังงานในตัวพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงไป แต่เราต้องการคนที่สามารถรักษาระดับอารมณ์เอาไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ จนเราไม่อาจบอกได้ว่าเรื่องที่เขาเล่าให้พวกเราฟังนั้น เป็นความจริงหรือสิ่งหลอกลวง”

อีกข้อหนึ่งที่ทีมงานคัดเลือกนักแสดงในภาพยนตร์ของอภิชาติพงศ์มักนำมาพิจารณาประกอบ ก็คือ ผู้จะมาร่วมแสดงในหนังเรื่องนั้นๆ สามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อนนักแสดงคนอื่นๆ ได้ดีเพียงใด

เพราะการจะทำหนังสักเรื่องหนึ่งนั้น เราต้องมองไปที่ภาพรวมและการทำงาน “ร่วมกัน” เป็นสำคัญ

จุดนี้อาจส่งผลให้กระบวนการคัดเลือกนักแสดงมีความยืดเยื้อเกินคาด อาทิ ในหนังเรื่อง “สัตว์ประหลาด” ซึ่งกว่าทีมงานจะหานักแสดงที่เหมาะสมมารับบทเป็นตัวละคร “ทหาร” ได้ ก็ต้องใช้เวลายาวนานกว่าหนึ่งปีเลยทีเดียว

ที่มา https://www.filmcomment.com/article/one-in-a-million/

ข่าวบันเทิง

“อวสานซาวด์แมน” ได้รับรางวัลที่สวิส ผู้กำกับกล่าวรำลึก “ชัยภูมิ ป่าแส” บนเวที

“อวสานซาวด์แมน” หนังสั้นของ “สรยศ ประภาพันธ์” (นักบันทึกเสียงประกอบในภาพยนตร์อินดี้ไทย-อาเซียนหลายเรื่อง) ที่ก่อนหน้านี้เดินทางไปร่วมเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติหลายแห่ง เพิ่งได้รับรางวัลชมเชยจากเทศกาลหนังสั้นนานาชาติ Kurzfilmtage Winterthur ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งในคำกล่าวหลังขึ้นรับรางวัลบนเวทีของสรยศ ได้มีการรำลึกถึง “ชัยภูมิ ป่าแส” นักกิจกรรมทางสังคม-นักทำหนังสั้นชาวลาหู่ที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐวิสามัญฆาตกรรมเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ชัยภูมิ ป่าแส

“เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เอ็นจีโอนักทำหนังคนหนึ่ง ซึ่งเป็นนักบันทึกเสียงประกอบภาพยนตร์ด้วย ได้ถูกยิงเสียชีวิตโดยเจ้าหน้าที่ ซึ่งกล่าวหาว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด

“แต่เมื่อพวกเราขอร้องให้มีการเผยแพร่ภาพเหตุการณ์วิสามัญฆาตกรรมที่ถูกบันทึกไว้โดยกล้องวงจรปิด พวกเขากลับไม่รับฟังเสียงเรียกร้องของพวกเรา

“แน่นอน ผมยังคงจะทำหนังสั้นเรื่องนี้ แม้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่ได้เกิดขึ้น แต่เมื่อเรื่องน่าเศร้านั้นได้บังเกิดขึ้นมา ผมจึงตัดสินใจใส่เสียงลั่นกระสุนปืนประกอบลงไปในหนัง เพื่อย้ำเตือนถึงสิ่งที่พวกเขากระทำกับพวกเรา”

สรยศเปิดเผยข้อความดังกล่าวผ่านสเตตัสภาษาอังกฤษ ที่เขาโพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวและตั้งค่าเข้าถึงเป็นสาธารณะ ซึ่งเจ้าตัวระบุว่าปรับปรุงมาจากคำกล่าวบนเวทีรับรางวัล

อวสานซาวด์แมน

เมื่อครั้งที่ “อวสานซาวด์แมน” ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดของเทศกาลภาพยนตร์เวนิส เว็บไซต์ของเทศกาลได้เผยแพร่เนื้อหาย่อของหนังสั้นเรื่องนี้เอาไว้ว่า

“เสียงของผู้คนมักเป็นสิ่งหนึ่งที่ถูกละเลยเพิกเฉยอยู่เสมอ เช่นเดียวกับเสียงประกอบในภาพยนตร์ ซึ่งมักไม่ค่อยถูกสนใจไยดีโดยบรรดาผู้ชม ในหนังเรื่องนี้ ตัวละครที่เป็นนักบันทึกเสียงสองคนกำลังทำงานมิกซ์เสียงในขั้นตอนท้ายสุดให้แก่หนังสั้นเรื่องหนึ่ง น่าตั้งคำถามว่าจะมีใครบ้างไหมที่ได้ยินสรรพเสียงเหล่านั้น?”

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยแนวคิดเบื้องหลังในการทำหนังสั้น “อวสานซาวด์แมน” ของสรยศ ซึ่งเขาระบุว่า

“เสียงคือส่วนประกอบสำคัญในภาพยนตร์ ซึ่งช่วยแต่งแต้มเรื่องราวลงบนชีวิต แต่ผมมักพบว่าคนดูหนังชอบส่งเสียงดังสอดแทรกขึ้นมาในโรงภาพยนตร์ จนดูเหมือนว่ามีคนไม่มากนักที่จะสนใจฟังสุ้มเสียงซึ่งผมบันทึกเอาไว้ ยิ่งกว่านั้น ผมยังอาศัยอยู่ในสถานที่ ที่เสียงของตัวผมเองไม่ได้ถูกรับฟังแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ ผมจึงทำหนังเรื่องนี้ขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเชื่อส่วนตัวว่าเสียงในภาพยนตร์นั้นมีสถานะสำคัญ ไม่ต่างกันกับเสียงของประชาชน”

ขอบคุณเนื้อหาและภาพบางประกอบจาก Sorayos Minimal Prapapan

ข่าวบันเทิง, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

ทำความรู้จัก “อานเญส วาร์ดา” ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงคนแรก ที่คว้า “ออสการ์เกียรติยศ”

“อานเญส วาร์ดา” ผู้กำกับหญิงวัย 89 ปี ผู้ถือกำเนิดที่ประเทศเบลเยี่ยม และเป็นคนทำหนังสตรีเพียงรายเดียวในขบวนการ “เฟรนช์ นิว เวฟ” ของฝรั่งเศส เพิ่งได้รับรางวัลออสการ์เกียรติยศ ในงาน Governors Awards เมื่อวันเสาร์ที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา

นับเป็นผู้กำกับภาพยนตร์สตรีรายแรกที่ได้รับรางวัลสาขานี้

varda oscars 1

ก่อนหน้านี้ วาร์ดาเคยกล่าวในเชิงตัดพ้อถึงการมอบรางวัลเกียรติยศดังกล่าวอยู่บ้าง ว่าตนเองได้รับรางวัลเกียรติคุณแห่งความสำเร็จบ่อยครั้งมากๆ ในระดับสามเดือนต่อหนึ่งรางวัล

“ฉันแก่แล้ว พวกเขาก็เลยไม่รู้ว่าจะให้อะไรกับฉันดี” วาร์ดากล่าวและว่า “มันน่าหัวร่อมาก ที่แม้จะมีชื่อเสียง แต่ฉันยังคงยากจนอยู่ ทั้งยากจนกลุ่มคนดู และยากจนรายได้ในบ็อกซ์ ออฟฟิศ รางวัลที่ได้จึงเป็นเหมือนการปลอบขวัญมากกว่า”

“ลูกสาวฉันบอกว่าฉันควรเดินทางมารับรางวัลนี้ที่สหรัฐ แต่มันเป็นแค่งานชายขอบของออสการ์ มันไม่ได้จัดมอบในเดือนกุมภาพันธ์ แต่มอบกันตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ฉันคิดว่านี่มันเป็นรางวัลออสการ์สำหรับคนยากจน” ผู้กำกับหญิงระบุ

อย่างไรก็ตาม เมื่อขึ้นรับรางวัลจริงๆ บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความชื่นมื่น

“ฉันเคยได้รับรางวัลมามากมาย แต่ที่นี่คือฮอลลีวูด เมกกะของวงการภาพยนตร์ ที่ซึ่งฉันได้รับรางวัลที่สำคัญที่สุด” วาร์ดากล่าวตอนหนึ่ง ขณะขึ้นไปรับรางวัลบนเวที ก่อนจะปิดท้ายพิธีการอย่างประทับใจ ด้วยการร่วมเต้นรำกับ “แองเจลิน่า โจลี่” นักแสดงหญิงชื่อดัง ที่ขึ้นมาประกาศเกียรติคุณของเธอ

ทั้งนี้ การมอบรางวัลออสการ์เกียรติยศในงาน Governors Awards ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2009 ซึ่งอีกนัยหนึ่ง นี่คือการถูกเขี่ยออกมาจากการถ่ายทอดสดงานประกาศผลรางวัลออสการ์ในช่วงต้นปี

ในระยะหลังๆ สถาบันศิลปวิทยาการภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกามักมอบรางวัลเกียรติยศให้แก่บรรดาคนทำหนัง ที่ไม่เคยเฉียดกรายเข้าใกล้รางวัลออสการ์ปกติมาก่อน ดังเช่นวาร์ดาที่ไม่เคยแม้แต่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์

ซึ่งตัวเธอเองก็พูดด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดใจว่า “ฉันไม่เคยคิดว่าคนในฮอลลีวูดจะชอบงานของฉัน”

ขณะที่ “จอห์น ไบลีย์” ประธานสถาบันฯ ระบุว่า “วาร์ดาคือมรดกของขบวนการเฟรนช์ นิว เวฟ เธออาจไม่ค่อยชอบคำนี้ เพราะเธอยังคงเป็นคนทำหนังที่มีชีวิตชีวาและเปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น แต่อย่างไรเสีย วาร์ดาก็ถือเป็นมรดกที่ยังมีลมหายใจของประวัติศาสตร์หน้านั้น”

Retour d’Hollywood. 🌴 J’ai l’OSCAR dans les chaussettes mais pas le moral ! 😊

A post shared by agnesvardaofficiel (@agnes.varda) on

วาร์ดาเริ่มต้นการทำงานด้วยการเป็นช่างภาพนิ่ง ก่อนจะมากำกับภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตอย่าง “La Pointe Courte” ซึ่งหลายคนเห็นว่าเป็นจุดกำเนิดของเฟรนช์ นิว เวฟ ทั้งยังมีผลงานอันเป็นที่รู้จักในหมู่คนรักหนังหรือคอหนังเทศกาลอีกมากมาย อาทิ “Cléo from 5 to 7” “Vagabond” และ “The Beaches of Agnès”

ภาพยนตร์ของวาร์ดามักถูกประเมินว่ามีลักษณะที่แหกคอกและแหวกแนวจากผลงานของเพื่อนคนทำหนังกลุ่มเฟรนช์ นิว เวฟ รายอื่นๆ ตลอดเส้นทางการทำงานอันยาวไกล เธอทดลองทำมาแล้วทั้งภาพยนตร์ฟิกชั่น, หนังสารคดี, หนังสั้น และศิลปะจัดวาง

วาร์ดาเคยกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างการทำหนังฟิกชั่นกับสารคดีเอาไว้ว่า “เมื่อฉันทำหนังฟิกชั่น แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสามัญชน ฉันก็ต้องเขียนบท ฉันมีแนวความคิดของตัวเอง ฉันต้องจัดเรียงบทสนทนา ภาพยนตร์แนวฟิกชั่นคือหนังของฉัน แต่เมื่อฉันทำหนังสารคดี ฉันมีหน้าที่ต้องรับใช้ผู้คน ซึ่งปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนั้น”

varda

ยิ่งกว่านั้น วาร์ดายังถือเป็นคนทำหนังเพศหญิงรุ่นบุกเบิก ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้แก่สตรีรุ่นหลังๆ โดยเมื่อครั้งที่เริ่มสร้างสรรรค์ผลงานภาพยนตร์ เธอประมาณการว่าในประเทศฝรั่งเศส มีคนทำหนังผู้หญิงอยู่เพียงสามคนเท่านั้น อย่างไรก็ดี จุดตั้งต้นในการทำหนังของวาร์ดาไม่ได้อยู่ที่เรื่องเพศสภาพเสียทีเดียว

“ตอนเริ่มทำหนัง จุดที่ฉันสนใจไม่ใช่เรื่องความเป็นผู้หญิง แต่เพราะฉันต้องการทำหนังที่มีลักษณะถึงรากถึงโคน ทว่า ปัจจุบัน ผู้กำกับภาพยนตร์จำนวน 25 เปอร์เซ็นต์ในฝรั่งเศส คือ ผู้หญิง เรามีผู้กำกับหนังและผู้กำกับภาพที่เป็นสตรีในจำนวนมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ ฉันขอบอกว่าที่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ ก็เพราะพวกเราพยายามผลักดันแนวคิดที่ว่า พวกเธอสามารถทำหนังได้ มันไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะบ่งบอกว่าพวกเธอไม่มีศักยภาพในการทำงานประเภทนี้ ผู้หญิงสามารถทำงานทุกส่วนในกระบวนการสร้างภาพยนตร์ เพราะพวกเธอมีความฉลาดและเข้มแข็ง” วาร์ดา กล่าว

faces places

ผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของวาร์ดา คือ “Faces Places” ซึ่งเธอกำกับร่วมกับ “เจอาร์” ศิลปินหนุ่มแนวสตรีทวัย 34 ปี

ในหนังเรื่องนี้ คู่หูต่างเพศ ต่างวัย ต่างแนวทางการทำงานสองคน ออกเดินทางไปยังย่านชนบทของประเทศฝรั่งเศส เพื่อพบปะกับผู้คนธรรมดาสามัญจำนวนมาก แล้วรับฟังเรื่องเล่าของพวกเขา ก่อนจะทำการถ่ายภาพพอร์เทรทขนาดใหญ่ของคนเหล่านั้น เพื่อนำไปแปะติดตามอาคารสถานที่ต่างๆ

“เราพยายามที่จะแจ่มใส โลกใบนี้มันช่างสับสนวุ่นวาย เราตัดสินใจที่จะไม่พูดถึงความอลหม่านดังกล่าวไปมากกว่านี้” วาร์ดาพูดถึงคอนเซ็ปท์รวมๆ ของหนังเรื่องล่าสุด และว่า “บางทีเราก็ร่าเริง บางครั้งเราชอบที่จะยิ้มแย้ม บางคราว เราก็รักผู้คนทั้งหลายเหลือเกิน และเราก็อยากให้พวกคุณรักพวกเขาเช่นเดียวกัน”

รวมคมคิดของวาร์ดา

“ฉันไม่อยากถ่ายภาพยนตร์เกี่ยวกับคนที่มีอำนาจ แต่ฉันสนใจในบรรดาขบถ หรือผู้คนที่พยายามต่อสู้เพื่อชีวิตของพวกเขาเองมากกว่า”

“ฉันไม่เคยทำหนังที่เล่าเรื่องราวของชนชั้นกระฎุมพี ฉันปรารถนาที่จะอุทิศตนให้แก่การเล่าเรื่องราวของกรรมกรท่าเรือ, ชาวประมง, คนไร้บ้าน, ชนชั้นแรงงาน หรือผู้คนที่เข้าไม่ถึงอำนาจ นอกจากนี้ ตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ฉันพยายามจะบอกกับผู้หญิงคนอื่นๆ ว่า ได้โปรดออกมาจากห้องครัว แล้วมาสร้างเครื่องมือเปลี่ยนแปลงสังคมกันเถอะ”

1504550_636604686389428_1780515677_n

“มันเป็นเรื่องง่ายที่จะพูดว่า ‘อานเญส เราขอมอบรางวัลให้คุณ’ แต่พอฉันย้อนถามไปว่า ‘แล้วเงินทำหนังล่ะอยู่ที่ไหน?’ ก็ไม่มีคำตอบใดๆ หวนกลับมา ที่บ้านฉันมีสิงสาราสัตว์อยู่เต็มไปหมด ทั้งเสือดาว, หมี, หมา และสิงโต จากแทบทุกประเทศในทวีปยุโรป ฉันขอบคุณมากๆ นะ ที่ให้รางวัลเหล่านี้มา แต่ทำไมพวกคุณไม่ให้เงินทุนมาสนับสนุนการทำหนังเรื่องต่อไปของฉันล่ะ”

(คำถาม – คุณเคยเป็นช่างภาพก่อนมาเป็นคนทำหนัง อยากทราบว่าคุณคิดอย่างไรกับคนรุ่น ‘อินสตาแกรม เจเนอเรชั่น’?)

“รูปภาพต่างๆ ได้ถูกทำให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นและถูกลดมูลค่าลงไป นี่คือผลลัพธ์ของพัฒนาการทางสังคม เมื่อตอนฉันเป็นสาวๆ ฉันชื่นชอบงานจิตรกรรม ฉันเดินทางไปพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์สองครั้งต่อสัปดาห์ แล้วก็พบว่ามันเป็นสถานที่อันร้างไร้ผู้คนอยู่เสมอ ตรงกันข้ามกับปัจจุบัน ที่นิทรรศการแสดงผลงานของโกยาและปิกัสโซถือเป็นกิจกรรมการออกสังคมในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีนะ เพราะฉันพยายามที่จะมองความเปลี่ยนแปลงต่างๆ บนโลกใบนี้ ในแง่มุมที่เป็นบวก ฉันเห็นด้วยกับสิ่งที่อันโตนิโอ กรัมชี่ เคยระบุเอาไว้ทำนองว่า เมื่อคุณกำลังพินิจพิเคราะห์โลก คุณต้องมองมันในแง่ร้าย แต่หากคุณกลายสภาพมาเป็นคนลงมือปฏิบัติงาน คุณก็จำเป็นต้องมองอะไรในแง่ดีเข้าไว้”

ที่มาเนื้อหา

http://www.france24.com/en/20171112-cinema-agnes-varda-hollywood-honorary-oscar-award-french-filmmaking-legend

https://www.washingtonpost.com/national/agnes-varda-reflects-on-her-ridiculous-honorary-oscar/2017/11/09/50dc43b8-c564-11e7-9922-4151f5ca6168_story.html?utm_term=.068cb91d2bd5

http://variety.com/2017/film/awards/agnes-varda-faces-places-governors-awards-2017-1202606838/

http://www.elperiodicodearagon.com/noticias/escenarios/recibir-premios-tiene-algo-ridiculo-porque-no-tengo-dinero_1229838.html

ที่มาภาพประกอบ

เพจเฟซบุ๊ก Agnès Varda Officiel

https://www.instagram.com/agnes.varda

 

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“อำมาตย์อาจอง” เริ่มหายไปจากละคร “เทพสามฤดู 60” – สงครามออนไลน์ของยูทูบ “ฟ้ามีตาฯ”

เรตติ้งละครทีวี “เทพสามฤดู” 4-5 พ.ย. 2560

ในที่สุด ตัวเลขเรตติ้งความนิยมทางโทรทัศน์ของละครเรื่อง “เทพสามฤดู” ก็ได้รับการเปิดเผยอีกครั้งหนึ่ง หลังจากสถิติดังกล่าวต้องงดเผยแพร่ไปหลายสัปดาห์ เนื่องจากประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะ/รัฐพิธีสำคัญ

ปรากฏว่าตัวเลขเรตติ้งระหว่างวันที่ 4-5 พฤศจิกายน 2560 ของ “เทพสามฤดู” อยู่ในสถานการณ์ไม่ค่อยดีนัก เพราะได้รับความนิยมไปเพียง 5.3 (เสาร์ที่ 4 พ.ย.) และ 5.7 (อาทิตย์ที่ 5 พ.ย.)

ต้องตามติดกันต่อไปว่า “เทพสามฤดู 2560” จะหวนกลับมาทำเรตติ้งเกิน 7 ได้อีกครั้งหรือไม่? เมื่อไหร่?

ที่มาข้อมูล กระทู้รายงานเรตติ้งละคร-ภาพยนตร์ วันศุกร์ที่ 3/11/60 – วันอาทิตย์ที่ 5/11/60 โดย แม่น้องซ่า

เมื่อยูทูบ “ฟ้ามีตา ช่อง 7 HD” เผชิญสงครามออนไลน์

ฟ้ามีตา

แม้เรตติ้งในทีวีจะมีอาการทรงๆ ทรุดๆ แต่ต้องยอมรับว่าความนิยมของ “เทพสามฤดู 2560” ในยูทูบนั้นพุ่งสูงเอามากๆ ดังที่บล็อกคนมองหนังได้รายงานสถิติส่วนนี้อย่างใกล้ชิด ตลอดหลายสัปดาห์/เดือนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี เมื่อถึงสุดสัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายน 2560 (เหตุเกิดในวันเสาร์ที่ 4) จู่ๆ ยูทูบ “ฟ้ามีตา ช่อง 7 HD” ซึ่งมีสัญลักษณ์ verification จากทางบริษัทยูทูบ ก็ถูกลบหายไปเสียเฉยๆ

จากประสบการณ์ส่วนตัว ที่พยายามเปิดดูยูทูบช่องดังกล่าวในช่วงเช้าตรู่วันที่ 4 พฤศจิกายนพอดี พบว่ามีการขึ้นข้อความทำนองว่าช่องนี้ถูกระงับ เนื่องจากเผยแพร่สแปมและละเมิดข้อห้ามของทางยูทูบ

แอดมินบล็อกคนมองหนังเข้าใจมาตลอดว่ายูทูบช่อง “ฟ้ามีตา ช่อง 7 HD” น่าจะเป็นช่องยูทูบอย่างเป็นทางการของค่าย “ดีด้า-สามเศียร” (เพราะมีสัญลักษณ์ verification อย่างเป็นกิจจะลักษณะ) แต่เมื่อยูทูบช่องนี้ถูกลงโทษด้วยมาตรการดังกล่าว แอดมินจึงงุนงงไปไม่น้อยเหมือนกัน

นอกจากนี้ การหายสาบสูญของช่อง “ฟ้ามีตา ช่อง 7 HD” ยังส่งผลให้ยูทูบช่องอื่นๆ ที่นำคลิปย้อนหลังของ “เทพสามฤดู” มาเผยแพร่ในลักษณะเดียวกัน ต่างได้รับอานิสงส์เรื่องจำนวนยอดวิวไปตามๆ กัน เช่น ช่อง iTim TV หรือ HoyThak TV

ล่าสุด ยูทูบ “ฟ้ามีตา ช่อง 7 HD” เวอร์ชั่นใหม่ได้หวนกลับคืนสังเวียนอีกครั้ง (แต่ยังไม่มีสัญลักษณ์ verification) รวมทั้งได้ทำการไลฟ์สดและนำเสนอคลิปละคร “เทพสามฤดู” ย้อนหลังอย่างเป็นปกติ ในวันที่ 11-12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

โดยแอดมินของช่องได้ตอบคำถามที่ผู้ชมสอบถามถึงการหายสาบสูญไปของช่อง “ฟ้ามีตาฯ” เดิม เอาไว้ว่า

“ช่องเดิม ถูกผู้ไม่หวังดี ก๊อปข้อมูลในช่อง แล้วอ้างตัวทำการรีพอร์ตเรา จึงทำให้เกิดปัญหา เรากำลังดำเนินการแก้ไขอยู่ค่ะ ยังไงก็ติดตามช่องนี้กันไปก่อนนะคะ”

ที่มา https://goo.gl/wbAhFN

เมื่อ “อำมาตย์อาจอง” เริ่มหายตัวไปจากจอ “เทพสามฤดู”

ข่าวคราวของ “กิตติ ดัสกร” ผู้รับบท “ขันธมาร” ใน “เทพสามฤดู 2546” และ “อำมาตย์อาจอง” ใน “เทพสามฤดู 2560” ดูจะถูกขยายความใหญ่โตเกินเรื่องอาการเจ็บป่วยของเจ้าตัวไปไกลลิบ

เพราะมีเรื่องสภาพบ้านเรือนความเป็นอยู่ที่สกปรกทรุดโทรมจนน่าตระหนก และปริศนาเกี่ยวกับชีวิตคู่-ครอบครัวมาข้องเกี่ยวด้วย (ซึ่งทางบล็อกคนมองหนัง คงไม่ขอลงรายละเอียดในเรื่องราวที่ยังไม่มีบทสรุปชัดเจนเหล่านั้น)

อย่างไรก็ดี การต้องพักรักษาตัวของกิตติเริ่มส่งผลต่อละคร “เทพสามฤดู” ที่กำลังออกอากาศแล้ว เห็นได้จากฉากในนครโคธรรพ์ ซึ่งปกติ เวลา “โคธรรพ์” ออกว่าราชการ มักต้องมีพ่อตาอย่างอำมาตย์อาจอง ภูติดำ และหมื่นมิตร อยู่ร่วมด้วย

อำมาตย์อาจองหาย

แต่ในละครเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน “อำมาตย์อาจอง” กลับหายตัวไป และตัวละครสมทบบทไม่เยอะอย่าง “หมื่นมิตร” ได้ถูกขยับสถานะให้กลายมาเป็นเจ้าของบทพูดและเป็นต้นคิดในแผนการชั่วร้ายบางอย่าง ซึ่งเดิมที น่าจะถูกกำหนดไว้ให้เป็นหน้าที่หรือบทบาทของอำมาตย์อาจอง

อำมาตย์อาจองหาย 2

ต้องดูกันยาวๆ ว่า ตัวละคร “อำมาตย์อาจอง” จะหายไปจาก “เทพสามฤดู 2560” โดยถาวรเลย หรือจะย้อนกลับมามีบทบาทสมทบเล็กๆ น้อยๆ ในช่วงท้าย?