จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เรตติ้ง “สังข์ทอง” ทะลุ7 ทั้งเสาร์-อาทิตย์ – งานศึกษา “บ้านตายาย” ในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เรตติ้งหลัก 7 งานง่ายของ “สังข์ทอง 2561”

สัปดาห์ที่แล้ว “สังข์ทอง 2561” ยังครองตำแหน่งรายการทีวีที่มีเรตติ้งสูงสุดของวงการโทรทัศน์ไทยได้อีกหนึ่งสมัย

แม้จะไม่สามารถทำลายสถิติเรตติ้ง 7.5 ซึ่งสร้างเอาไว้เมื่อวันที่ 2 กันยายน ทว่าผลสำรวจความนิยมระหว่างวันที่ 8-9 กันยายน อาจถือเป็นหนแรกสุด ที่ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ ทำเรตติ้งได้เกินหลัก 7 ทั้งในวันเสาร์และอาทิตย์

โดยวันเสาร์ที่ 8 ก.ย. ละครพื้นบ้านยอดฮิตทำเรตติ้งได้ 7.106 ส่วนในวันอาทิตย์ที่ 9 ก.ย. ตัวเลขความนิยมก็ขยับขึ้นเป็น 7.414

ดูเหมือนว่าการทำเรตติ้งได้ถึงระดับ 7 จะกลายเป็นเรื่องง่ายดาย สบายๆ ของ “สังข์ทอง 2561” ไปเสียแล้ว

ที่มาข้อมูล https://www.tvdigitalwatch.com/25rating-week3-9sept-2561/

มาตรวัดความดังของ “สังข์ทอง” นอกจากตัวเลขเรตติ้ง

นอกจากเรื่องเรตติ้งแล้ว ถ้าอยากทราบว่า “สังข์ทอง” ฮอตฮิตร้อนแรงขนาดไหน? เราอาจตรวจสอบได้จากปรากฏการณ์เหล่านี้

View this post on Instagram

มาเจอกันน๊าาา😘

A post shared by โด เร ม่อน (@surasak_suwannawong) on

งานศึกษาเรื่อง “บ้านตายาย” ในละครจักรๆ วงศ์ๆ!

บ้านตายาย
ที่มา ยูทูบสามเศียร

“อิทธิเดช พระเพ็ชร” นักศึกษาปริญญาโท สาขาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนองานศึกษาว่าด้วย “บ้านตายาย” ในละครจักรๆ วงศ์ๆ ในการประชุมวิชาการประจำปีด้านมานุษยวิทยาและสังคมวิทยา ครั้งที่ 1

อิทธิเดชเสนอว่า “บ้านตายาย” เป็นพื้นที่ทางสังคมที่มีลักษณะ “ขอบ-ข้าม-เชื่อม”

กล่าวคือ “บ้านตายาย” เป็นจุด “เชื่อม” ระหว่างชนชั้นต่างๆ ตั้งแต่กษัตริย์จนถึงชาวบ้าน

“บ้านตายาย” เป็นพื้นที่ที่มนุษย์-ยักษ์-ปีศาจ สามารถ “ข้าม” ไปมาหรือมีปฏิสัมพันธ์กัน นี่คือการตอกย้ำโลกทัศน์แบบ “ไตรภูมิพระร่วง” ที่ “เทวดา-มนุษย์-สัตว์” ซึ่งมีลำดับชั้นแตกต่างกัน ได้มีชีวิตอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

“บ้านตายาย” ยังเป็น “ขอบเขต” ของอาณาจักร คือ เป็นพื้นที่ที่อยู่พ้นไปจากกำแพงวัง หรือเป็นบริเวณ “ชายขอบ” ของชุมชนทางการเมืองในละครจักรๆ วงศ์ๆ

ผู้สนใจสามารถอ่านรายงานข่าว ซึ่งสรุปประเด็นจากงานศึกษาของอิทธิเดชได้ที่ https://waymagazine.org/social-drama-series-anthropology/

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“กระเบนราหู” สร้างประวัติศาสตร์! เป็นหนังไทยเรื่องแรกที่คว้ารางวัลจากเทศกาลเวนิส

“กระเบนราหู” (Manta Ray) ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ “พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง” สามารถคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ในสายการประกวดรอง Orizzonti Awards ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ครั้งที่ 75 มาครองได้สำเร็จ

กระเบนราหู เวนิส ทางการ

นี่คือหนังไทยเรื่องแรกสุดในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลจากเทศกาลดังกล่าว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสามเทศกาลหนังระดับ “แกรนด์สแลม” ของทวีปยุโรป (นอกจากคานส์และเบอร์ลิน)

kraben-rahu

“กระเบนราหู” เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างผู้อพยพชาวโรฮิงญากับชาวประมงคนไทย ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงประเด็นว่าด้วยอัตลักษณ์อันคลุมเครือ ตลอดจนภาวะเปราะบางบกพร่องของความเป็นมนุษย์

ภายหลังจากเข้าฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่อิตาลี ก็เริ่มมีนักวิจารณ์หลายคนแสดงความเห็นต่อหนังไทยเรื่องนี้

กระเบนราหูคว้ารางวัล

คลาเรนซ์ สุ่ย แห่ง The Hollywood Reporter ชี้ว่า “กระเบนราหู” มิได้เป็นเพียงถ้อยแถลงทางการเมืองที่สำแดงตนผ่านภาพยนตร์ แต่ผลงานของพุทธิพงษ์ยังพยายามสำรวจตรวจสอบประสบการณ์อ้างว้างเดียวดายของผู้อพยพ นอกจากนั้น การขับเน้นความสำคัญของสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ยังส่งผลให้หนังเรื่องนี้มีความโดดเด่น

กระเบนราหูเทศกาลเวนิส

ริชาร์ด ไคเปอร์ส แห่ง Variety ระบุว่าหนังที่พูดถึงประเด็นเกี่ยวกับอัตลักษณ์, การถูกบังคับย้ายถิ่นฐาน และมิตรภาพเรื่องนี้ ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ หลากหลายชั้น จนน่าจะเป็นที่ถูกใจของนักดูหนังบางส่วน

นักวิจารณ์ผู้นี้ยังชื่นชมงานลำดับภาพ, งานออกแบบเสียงประกอบ และงานถ่ายภาพของ “กระเบนราหู”

กระเบนราหู โปสเตอร์ทางการ

หลังได้รับรางวัลจากเวนิส “กระเบนราหู” จะออกตระเวนเดินทางไปร่วมเทศกาลหนังสำคัญแห่งอื่นๆ ในอีกหลายประเทศ อาทิ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต ประเทศแคนาดา เทศกาลภาพยนตร์ซานเซบาสเตียน ประเทศสเปน และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลีใต้

ที่มาข้อมูล

http://www.labiennale.org/en/news/official-awards-75th-venice-film-festival

https://www.hollywoodreporter.com/review/manta-ray-kraben-rahu-film-review-venice-2018-1140244

https://variety.com/2018/film/reviews/manta-ray-review-1202929088/

ที่มาภาพประกอบ

เพจเฟซบุ๊ก Manta Ray กระเบนราหู

เพจเฟซบุ๊ก La Biennale di Venezia

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

7.5! สถิติเรตติ้งใหม่ของ “สังข์ทอง”

เรตติ้ง “สังข์ทอง” พุ่งทะลุ 7.5 สูงสุดนับแต่ออกอากาศมา!

ยังพุ่งแรงอย่างต่อเนื่อง สำหรับเรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง 2561”

โดยล่าสุด ในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 1 และ 2 กันยายน ละครเรื่องนี้โกยเรตติ้งไปได้ 6.678 และ 7.531 ตามลำดับ

ตัวเลข 7.5 ส่งผลให้ “สังข์ทอง” ยึดตำแหน่งรายการทีวีที่มีเรตติ้งมากสุดของประเทศ ต่ออีกหนึ่งสัปดาห์

ขณะเดียวกัน นี่ยังเป็นสถิติ “ตัวเลขความนิยม” สูงสุด เท่าที่ละครพื้นบ้านเรื่องนี้เคยทำได้

ต้องจับตาดูว่าความฮ็อตฮิตของ “สังข์ทอง 2561” จะพุ่งทะยานไปถึงจุดไหน?

ข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25rating-week27aug-2sep-61/

ขอบคุณภาพประกอบจาก https://www.instagram.com/pond_ophaphoom/

คำคม (แถมท้าย)

“ผมไม่ฝากอะไรกับคนรุ่นใหม่นะ ผมไม่ฝาก เพราะว่าคนรุ่นใหม่เขาก็มีแนวคิด มีวิธีคิดของเขา ผมก็เคยเป็นคนรุ่นใหม่ ผมเคยได้เห็นของเก่า 100 จะมี 1 คน 10 จะมี 1 คนที่ชอบ เพราะฉะนั้น เราไม่สามารถไปบีบบังคับให้เขามาชอบ ให้เขามารัก

“แต่มันสำคัญตรงที่ให้เขาได้รู้ ให้เขาได้เห็น แล้วค่อยๆ ซึมซับ เพราะวัฒนธรรมทั้งหลาย ไปยัดเยียดให้หรือไปสอนตามโรงเรียน มันเป็นวัฒนธรรมลอยลม แต่ถ้าให้เขาเห็น ให้เขารู้ เกิดความรักและความชอบ แล้วผ่านการซึมซับ เขาจะแสวงหา และมีวิธีในการอนุรักษ์ และถ่ายทอดสืบทอดต่อไปเอง

“ผมไม่โทษรัฐบาล ไม่โทษหน่วยงานไหนๆ ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะทุกอย่างมันเป็นไปตามสังสารวัฏ เป็นไปตามวัฏจักร ผมไม่ฝาก แต่บอกให้เข้าใจ มันจะเป็นอะไรก็เป็น วัฒนธรรม แต่ขอให้มีสื่อหรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้เขารู้ ทำให้เขาเห็น ใน 100 คน มันจะมีสักคนหนึ่ง ที่มันดูแล้วจุดประกาย แล้วมันไปต่อยอดครับ”

 

ไอยเรศ งามแฉล้ม

อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะการแสดงไทย คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

หัวหน้าคณะมหาเทพบันเทิงศิลป์ สวดคฤหัสถ์

ข่าวบันเทิง

ไม่ควรพลาด! เทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 22 ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

แวะเวียนมาบรรจบอีกคราวกับเทศกาลภาพยนตร์สั้น ครั้งที่ 22 ซึ่งครั้งนี้เป็นหนแรกสุด ที่งานทั้งหมดจะย้ายมาจัด ณ หอภาพยนตร์ ศาลายา ระหว่างวันที่ 8-16 กันยายน 2561

เทศกาลภาพยนตร์สั้นหนนี้ยังอัดแน่นไปด้วยโปรแกรมจัดฉายหนังสั้นทั้งของไทยและต่างประเทศจำนวนมากมายเช่นเคย ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

This slideshow requires JavaScript.

ขณะเดียวกัน ความแปลกใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามา ก็คือ งานเสวนาที่หลากหลาย ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการโพสต์โปรดักชั่นในยุคดิจิทัล, การใช้โอเพ่นซอร์สซอฟแวร์ในการสร้างแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ของตนเอง ไปจนถึง กระบวนการพัฒนาโปรเจ็คท์ภาพยนตร์ขนาดยาว

นอกจากนั้น ในวันอังคารที่ 11 กันยายน ยังจะมี งานประชุมวิชาการด้านภาพยนตร์ศึกษา ครั้งที่ 8 เสริมเข้ามาอีกด้วย

ภาพยนตร์ศึกษา ครั้งที่ 8

ตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับเทศกาล ที่นี่

ลงทะเบียนรับบัตรเข้าชมเทศกาลล่วงหน้า ที่นี่

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“แม่เฒ่าสุเมธา” แห่ง “สังข์ทอง” เธอเป็นอีกคนที่มีดีกรีไม่ธรรมดา!

หลังจากวนเวียนหรือ “ด้น” กับบรรดาตัวละครอย่างเจ้าเงาะ หกเขย หกพระพี่นาง และท้าวสามนต์ มาพอหอมปากหอมคอ

ดูเหมือน “สังข์ทอง 2561” จะได้ฤกษ์ขยับขับเคลื่อนเรื่องราวไปสู่จุดอื่นๆ

ตั้งแต่การที่พระอินทร์จะแปลงกายลงมาท้าตีคลี เพื่อบีบให้พระสังข์ยอมเผยร่างทองของตนเอง

ไปจนถึงเหตุการณ์ล่าสุดในนครยศวิมล ที่อยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมของแม่เฒ่าสุเมธา

มาพูดถึง “แม่เฒ่าสุเมธา” กันบ้าง

ตัวละครรายนี้รับบทโดย “กรองทอง รัชตะวรรณ” อดีตรองอันดับ 1 มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2530 ซึ่งปัจจุบันมีอายุย่าง 52 ปี

กรองทอง หรือ “คุณปู” ถือเป็นนางงามที่มีรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งในยุคดังกล่าว เพราะมีส่วนสูงถึง 170 เซนติเมตร (เธอเคยสัมภาษณ์สื่อว่าตัวสูงขนาดนั้นมาตั้งแต่อายุ 13 ปี)

กรองทองไม่ได้เล่นละครจักรๆ วงศ์ๆ บ่อยครั้งนัก แต่ดูเหมือนเธอจะถูกโฉลกกับสื่อบันเทิงประเภทนี้อยู่ไม่น้อย

เพราะก่อนจะมารับบท “แม่เฒ่าสุเมธา” ใน “สังข์ทอง 2561” ที่โกยเรตติ้งทะลุหลัก 7 ไปเรียบร้อยแล้ว เธอก็เคยสวมบท “คุณท้าวแข่งจันทร์” ตัวร้ายใน “แก้วหน้าม้า 2558” ซึ่งสร้างประวัติการณ์ทำเรตติ้งทะลุหลัก 10 ในช่วงพีกสุดของละคร

เร็วๆ นี้ เราคงจะได้เห็นพระสังข์กลับไปขับเคี่ยวฟาดฟันกับ “แม่เฒ่าสุเมธา” อีกหนึ่งรอบ

ข้อมูลจาก

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87_%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93

https://sootinclaimon.wordpress.com/2017/06/01/star-retro-%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%9A/

ภาพประกอบจาก

https://www.youtube.com/channel/UC25QRZSv1OIjJRYLepOeZog

https://www.instagram.com/krongthong_r

คนมองหนัง

บันทึกถึง “ขุนพันธ์ 2”

ในแง่ความสนุก ความลงตัว ความลื่นไหลของการเล่าเรื่อง ตลอดจนเทคนิคพิเศษต่างๆ หนังภาคนี้ดีกว่าภาคแรกแน่ๆ และมากๆ

ขุนพันธ์ 2 โปสเตอร์แนวตั้ง

จุดน่าสนใจและน่าถกเถียง คือ แก่นกลางหลักของหนัง ที่นำเอาเรื่องราวเกี่ยวกับคาถาอาคม/ความเชื่อเชิงไสยศาสตร์และชุมโจรภาคกลาง มาอธิบายหรือสร้างความชอบธรรมให้แก่แนวคิดกระแสหลักว่าด้วย “อำนาจ-บารมี” แบบไทยๆ มากกว่าจะตีความองค์ประกอบเหล่านั้นในฐานะเรื่องเล่าของความเชื่อ/กลุ่มคน ซึ่ง “ต่อต้านอำนาจรัฐ”

แรกๆ หนังวางบุคลิกลักษณะของตัวละครหลายรายไว้อย่างมีมิติ เช่น คนดูจะได้สัมผัสกับ “เสรีไทย” ในมุมที่ไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยครั้งนัก คือเป็น “เสรีไทยแบบเทาๆ” ที่ก้ำกึ่งระหว่างความเป็นคนรักชาติ/ต้านญี่ปุ่น กับความเป็นคนนอกกฎหมายหรือคนในระบบกฎหมายที่ใช้อำนาจในทางไม่ถูกต้อง

แต่ท้ายสุด ความกำกวมสีเทาๆ เหล่านั้น ก็ค่อยๆ ถูกลบเลือนหายไปอย่างน่าเสียดาย จนเราได้เห็นเพียง “เสรีไทยหนุ่ม” ที่เกรี้ยวกราด อยากสร้างชื่อ แต่ขาดประสบการณ์, เราได้เห็นแค่นักการเมืองหรือคนปรารถนาอำนาจทางการเมืองที่สกปรก หักหลังมิตรสหาย, เราได้เห็นการเลือกตั้งอันฉ้อฉล รวมถึงข้าราชการเลวทรามจำนวนมาก

สภาวะอัปลักษณ์ทั้งหลายดังกล่าวจำเป็นจะต้องถูกขจัดทิ้ง ด้วยคุณอำนาจแห่ง “ความดี-ความศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งรวมศูนย์อยู่ที่ตัวละคร “ขุนพันธ์”

ขุนพันธ์

ผมอดรู้สึกไม่ได้ว่าคนทำหนังเรื่องนี้ ได้สกัดแยกชีวิตด้านต่างๆ ของ “ขุนพันธรักษ์ราชเดช” ตัวจริง ออกเป็นสองส่วน

ส่วนแรกนำไปประกอบสร้างเป็นตัวละคร “ขุนพันธ์” มือปราบตงฉิน-จอมขมังเวทย์-ท่านขุน (ข้าราชการจากระบอบเดิม) คนเดียวของสังคมตำรวจในภาพยนตร์

และส่วนที่สอง ซึ่งถูกเกลี่ยกระจาย/ผลักภาระไปให้ตัวละคร (ผู้ร้าย) รายอื่นๆ อาทิ

“ขุนพันธ์ตัวจริง” ไม่น่าจะแอนตี้นักการเมืองและระบบการเลือกตั้งชนิดหัวเด็ดตีนขาด เหมือนที่ “ตัวละครขุนพันธ์” อยู่ขั้วตรงข้ามกับตัวละครหลวงธำมรงค์และเสือฝ้าย เพราะอย่างน้อย อดีตข้าราชการตำรวจท่านนี้ก็เคยเป็น ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ อยู่หนึ่งสมัย

เอาเข้าจริง “ขุนพันธ์” ก็ไม่ต่างจากหลวงธำมรงค์และเสือฝ้ายในหนัง ที่เริ่มต้นจากการเป็นคนท้องถิ่น-ข้าราชการ ซึ่งค่อยๆ สั่งสมบารมีในพื้นที่ แล้วลงเล่นการเมือง

เช่นเดียวกัน แม้หนังจะสร้างภาพ “ตัวละครขุนพันธ์” ให้มีลักษณะไม่เป็นเนื้อเดียวกับ “เสรีไทย” (เสือฝ้าย-ร.ต.อ.อัศวิน) แต่ในชีวิตจริง ชื่อเสียงในฐานะมือปราบของ “ขุนพันธรักษ์ราชเดช” นั้นกลับขจรขจายในยุค “หลวงอดุลเดชจรัส” ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ

ซึ่งหลวงอดุลฯ ก็มีอีกสถานะเป็นรองหัวหน้าขบวนการเสรีไทย และเป็นผู้เชื่อมประสานเสรีไทยเข้ากับกลไกของระบบราชการ

เท่ากับว่าเวลาเรานั่งดูตัวละครเสือฝ้าย หลวงธำมรงค์ หรือกระทั่ง ร.ต.อ.อัศวิน เงาบางด้านของ “ขุนพันธ์ตัวจริง” ก็กำลังปกคลุมทาบทับตัวละครเหล่านั้นอยู่ด้วย

อัศวิน

ขอยอมรับว่าตัวละครที่ผมแอบเห็นใจมากที่สุดใน “ขุนพันธ์ 2” คือ “ร.ต.อ.อัศวิน” ด้วยความรู้สึกว่าคนหนุ่มอย่างเขาไม่ควรจะต้องถูกลงโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า แถมหนักหนาขึ้นเรื่อยๆ ดังที่ปรากฏบนจอภาพยนตร์

ตำรวจหนุ่มผู้นี้อาจจะมีลักษณะการทำงาน “เอาหน้า” อยู่บ้าง แต่นี่ก็เป็นพฤติกรรมที่ไม่แตกต่างอะไรกับรองเผด็จหรือสารวัตรอิศรา โดยที่สองคนหลังมิต้องรับโทษ/กรรมหนักเท่าอัศวิน

และเพียงแค่อัศวินเชื่อมั่นในหลักการวิทยาศาสตร์และไม่เชื่อในไสยศาสตร์ เขาก็ถึงกับต้องเกือบตายและเสียโฉม กลายเป็นชายหน้าตาอัปลักษณ์

ครั้นจะแก้แค้นคู่กรณีด้วยการหัดชกใต้เข็มขัดบ้าง หนังก็วาดภาพว่านั่นคือพฤติกรรมโหดเหี้ยมต่อผู้หญิง ขณะที่ภาพตอนอัศวินโดนตำรวจด้วยกัน (ซึ่งแฝงตัวไปเป็นโจร) เช่นขุนพันธ์ยิงกรอกปากนั้น กลับถูกนำเสนอออกมาอย่างไม่โหดร้ายสักเท่าไหร่

และแน่นอน พอท้ายสุด อัศวินหันไปเชื่อ ศึกษา และยอมรับในไสยศาสตร์ หนังก็ลงทัณฑ์เขาอย่างสาหัสและเจ็บปวดเกินบรรยาย

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

7.382 สถิติใหม่ของเรตติ้ง “สังข์ทอง 2561”!

เรตติ้งสูงสุดของ “สังข์ทอง”

เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง” สร้างประวัติการณ์ได้อีกครั้ง

โดยในวันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม 2561 ละครเรื่องนี้ทำเรตติ้งความนิยมได้มากถึง 7.382

นอกจากจะเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งประจำสัปดาห์ของช่อง 7 และวงการโทรทัศน์ไทยแล้ว

นี่ยังเป็นตัวเลขเรตติ้งสูงสุด เท่าที่ “สังข์ทอง 2561” เคยทำได้!

ข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25rating-week13-19aug-2561/

หนึ่งในบทสนทนาสนุกๆ จากละคร “สังข์ทอง” เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม

ท้าวสามนต์: “555555 ในที่สุด ความสงบสุขก็กลับคืนสู่นครของเราอีกครั้ง 555555”

ท่านอำมาตย์: “หิ่งห้อยหรือจะมาแข่งกับแสงจันทร์ฉันใด ไอ้เงาะก็ต้องพ่ายกับพระบารมีของพระองค์ฉันนั้นพระเจ้าค่ะ”

ท้าวสามนต์: “555555 ถูกใจ ถูกใจจริงๆ ท่านอำมาตย์ แหม่ ถ้ามันมียศสูงกว่านี้นะ เราจะแต่งตั้งให้ท่านเสียตอนนี้เลย เสียดายที่ตำแหน่งมันตันซะแล้ว”

ท่านอำมาตย์: “ตันก็ทรงขยายได้นะพระเจ้าค่ะ ถ้าพระองค์จะทรงพระกรุณาพระเจ้าค่ะ”

ท้าวสามนต์: “(ขำไม่ออก) อื้ม ก็อยากจะกรุณาอยู่หรอก แต่ว่ากลัวมันจะเสียระบบ”

คนมองหนัง

“มา ณ ที่นี้”: “ความเป็นเจ้าของ” “นิทานเปรียบเทียบ” และ “งูปริศนา”

ชวนชมสั้นๆ (สำหรับคนยังไม่ได้ดู)

 

“ปราบดา หยุ่น” มีพัฒนาการการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน หากเทียบกับ “โรงแรมต่างดาว” หนังขนาดยาวเรื่องแรกของเขา ใน “มา ณ ที่นี้” เขาเลือก (หรือจำเป็นต้อง) เล่าเรื่องราวที่มีปัจจัยสลับซับซ้อน (ชวนเถิดเทิง) ลดน้อยลง เช่นเดียวกับจำนวนตัวละครหลักที่เหลืออยู่แค่สองคน นี่คงส่งผลให้ปราบดาสามารถกำกับหนังได้อยู่มือมากขึ้น

– ประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้ “เข้าท่า” “คมคาย” “ชัดเจน” ทว่า ก็ชวนให้ขบคิดตีความได้อย่างยืดหยุ่น คนดูหลายรายน่าจะจับได้ไม่ยากเย็นว่าภายใต้ข้อถกเถียงหรือวิวาทะว่าด้วยประเด็น “ความเป็นเจ้าของ” นี่คือ “หนังการเมือง” แต่ใครจะเทียบเคียง “นิทานเปรียบเทียบกว้างๆ” อย่าง “มา ณ ที่นี้” เข้ากับรายละเอียดจำเพาะเจาะจงแบบไหน ก็คงขึ้นอยู่กับมุมมอง-วิธีคิด-ประสบการณ์ของแต่ละคน

– ใน “ความน้อย” ของแทบทุกองค์ประกอบ “มา ณ ที่นี้” มีงานสร้างที่น่าพอใจทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องเสียงประกอบ หรือการกำกับภาพก็มีผลลัพธ์ที่ได้มาตรฐาน ไม่ขี้เหร่หรือไม่ได้ดูด้อยราคา

– จุดเด่นสำคัญของหนังอยู่ที่การแสดงของนักแสดงทั้งสองคน คือ “ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช” และ “พีรพล กิจรื่นภิรมย์สุข” ซึ่งสามารถรับผิดชอบหนังทั้งเรื่องและบทสนทนาอันเต็มไปด้วยรายละเอียดแยบคายได้อย่างดีเยี่ยม ในฐานะผู้ชาย ขออนุญาตชื่นชม “น้องแพต ชญานิษฐ์” ว่านอกจากจะมีฝีมือด้านการแสดงแล้ว น้องยังมีออร่าที่เปล่งประกายเฉิดฉายมากๆ บนจอภาพยนตร์ ใบหน้าของน้องแพตไม่ได้สวยเข้าขั้น perfect แต่ก็เป็นใบหน้าที่เมื่อจ้องมองดูจะรู้สึกเพลิดเพลินจำเริญใจไม่รู้เบื่อ ซึ่งผู้กำกับและผู้กำกับภาพก็เลือกใช้งานข้อดีดังกล่าวอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วยการ “โคลสอัพ” ใบหน้าของนักแสดงสาวผู้นี้เกือบตลอด น่าดีใจ ที่วงการหนังไทยได้ค้นพบดาวรุ่งหญิงสองรายในเวลาใกล้เคียงกัน ตั้งแต่ “น้องจิงจิง” ใน “App War” จนถึง “น้องแพต” ใน “มา ณ ที่นี้”

มา ณ ที่นี้ แพต

วิเคราะห์ยาวๆ (เปิดเผยรายละเอียดและเนื้อหาของภาพยนตร์)

ความเป็นเจ้าของ, ใครคือเจ้าของ, เจ้าของคือใคร

“มา ณ ที่นี้” เปิดฉากมาด้วยวิถีชีวิตช่วงเช้าตรู่ของหญิงสาววัยยี่สิบกว่าๆ คนหนึ่ง ในห้องพักของเธอ

แต่แล้วขณะจะออกไปทำงาน เธอก็ได้พบกับชายบาดเจ็บซึ่งนอนสลบอยู่หน้าห้อง ระหว่างที่เธอโทรแจ้ง รปภ. ชายผู้นั้นก็แว้บเข้าไปนอนบนโซฟาตรงห้องรับแขกเรียบร้อย

สถานการณ์เดินหน้าไปสู่การเปิดฉากบทสนทนาอันยาวนาน (ที่ไหลเลื่อนเคลื่อนไหวประดุจการเล่นเกมชิงไหวพริบบางอย่าง)

ประเด็นหลักของบทสนทนา คือ ระหว่างหญิงชายคู่นี้ ใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของห้องตัวจริง?

แรกๆ สถานการณ์ดูเอื้อให้ฝ่ายหญิงสาว (ไม่นับรวมเรื่องรูปลักษณ์ที่น่าเอาใจช่วยของเธอ) มากกว่าชายหนุ่มผู้บุกรุก

แต่ไปๆ มาๆ สถานการณ์กลับเอนเอียงไปทางชายหนุ่ม ผู้รับรู้รายละเอียดทุกอย่างในห้องอย่างถ่องแท้ลึกซึ้ง ผิดกับหญิงสาวที่แทบไม่รู้อะไรเลย แถมหลักฐานยืนยันความเป็นเจ้าของห้องของเธอก็ปลาสนาการไปทีละอย่างสองอย่าง

ณ จุดดังกล่าว ชายผู้บุกรุกกลายเป็นฝ่ายได้รับความเชื่อถือมากขึ้นๆ เขาน่าจะเป็นเจ้าของห้องตัวจริงผู้ถูกแย่งชิงทรัพย์สินไป

แล้วบทสนทนาเชือดเฉือน ก็ค่อยๆ แปรสภาพกลายเป็นการใช้กำลัง

หนังฉายภาพให้เห็นว่าชายผู้นี้สูญเสียห้องของตนเองไปได้อย่างไร รวมทั้งเปิดเผยกระบวนการแย่งชิงห้องกลับคืนมาของเขา

มา ณ ที่นี้ ชาย

สถานการณ์หมุนวนกลับ ชายหนุ่มกลายมาเป็นเจ้าของห้องบ้าง ห้องพักของเขาแลดูมีชีวิตชีวา ดูเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ผู้หนึ่ง มากกว่าสภาพห้องพักเนี้ยบๆ เรียบๆ (แต่หาข้าวของไม่ค่อยเจอ) ของหญิงสาว

ชายหนุ่มแลดูเป็นมนุษย์ที่น่าคบหา เขาเป็นปัญญาชนนักอ่านแน่ๆ เขาเป็นที่รู้จักรักใคร่ของคนในชุมชน/คอนโด “ลิเบอร์ตี้แลนด์” (ผิดกับหญิงสาว ที่ถูกเพิกเฉยจากสมาชิกร่วมชุมชนเหล่านั้น)

คนดูคงพอคาดการณ์กันได้ แล้วหญิงสาวก็เป็นฝ่ายบุกรุกกลับเข้ามาทวงห้องคืนบ้าง อย่างไรเสีย ชายหนุ่มยังเป็นฝ่ายได้เปรียบหรือน่าเชื่อถือมากกว่า

ครึ่งหลังของหนังไม่ได้มีลักษณะ “สมมาตร” กับครึ่งแรก หากสั้นกระชับกว่า และทุกอย่างก็จบลง ทั้งยัง “เปลี่ยนแปลง” ไปด้วยประโยคคำพูดปิดท้ายเรื่องของหญิงสาว

ประโยคดังกล่าวบ่งชี้ว่าหญิงสาวรู้อะไรเกี่ยวกับห้องพักนี้เพิ่มขึ้น จากประสบการณ์ที่มีมากขึ้น เธออาจไม่ใช่ผู้ร้าย ไม่ใช่ผู้บุกรุกดังที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็น “เจ้าของใหม่” หรือ “เจ้าของร่วม” ซึ่งต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อจะได้เป็น “เจ้าของห้อง” ที่ดี เท่าเทียมกับชายหนุ่ม

แน่นอน นี่คือ หนังว่าด้วย “ความเป็นเจ้าของ” และผู้กำกับอย่างปราบดาก็อธิบายไว้ชัดเจนในรอบไทยแลนด์พรีเมียร์ว่า “ชายหนุ่ม” คือ “เจ้าของจริง” ของห้องพัก ขณะที่ “หญิงสาว” จะมีสถานะเป็น “เจ้าของร่วม” มากขึ้นเรื่อยๆ ตามวงจรการแย่งชิงที่ค่อยๆ หมุนวนทับถมกันไป พร้อมพัฒนาการ/พลวัตของสถานการณ์ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย

เมื่อหนังดำเนินไปประมาณครึ่งทาง หลายคนคงเชื่อว่าชายหนุ่มเป็นผู้ถูกกระทำ เป็นผู้ถูกฉุดกระชากพรากสิทธิ์อะไรบางอย่างไป ตรงข้ามกับหญิงสาวที่เป็นผู้แย่งชิง เป็นตัวร้ายน่าไม่อาย และด้อยความรู้-ช่างมโนจนน่าเกลียด

โดยส่วนตัวยอมรับว่า ถึงจุดนั้น ผมแอบตีความ/ใส่รหัสว่าชายหนุ่มน่าจะเป็นฝ่ายประชาธิปไตย/ฝ่ายเสรีนิยม ผู้ถูกกระทำ ส่วนฝ่ายหญิงคงจะเป็นสาวสลิ่มคนเมือง (“รองเท้าเหลือง” อีกต่างหาก) อะไรทำนองนั้น

สถานะความเป็นปัญญาชน ความเป็นที่รักของชุมชน ยิ่งทำให้ผมเชื่อมั่นในตัวชายหนุ่มมากขึ้นไปอีก แม้จะรู้สึกติดใจหน่อยๆ ที่คุณลุงริมสระน้ำผู้อ่านหนังสือพิมพ์มติชน บอกกับชายหนุ่มรายนี้ว่าประเทศเราไม่มีข่าวดีมา 80 กว่าปีแล้ว

ผมติดใจว่า “เอ หรือคุณลุงแกจะไม่โปรประชาธิปไตยรึเปล่าวะ?” (เข้าทำนองหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา ประเทศชาติก็มีแต่ความวุ่นวาย)

กระทั่งได้ฟังประโยคปิดท้ายเรื่องจากปากหญิงสาว ผมพลันรู้สึกขึ้นมาว่า

“ฉิบหายแล้ว! ตกลงเธออาจไม่ใช่สลิ่มว่ะ แต่เธอเป็นราษฎรผู้ถูกกล่าวหาว่ายังไม่พร้อมต่างหาก นี่แสดงว่าเราโดนฝ่ายผู้ชายหลอกรึเปล่าวะ?”

(ไม่รวมถึงความรู้สึกที่ว่า “นี่ไง บอกแต่แรกแล้วว่าอยู่ข้างน้องแพตน่ะ ถูกต้องที่สุด 555”)

มา ณ ที่นี้ หญิง

ต้องยอมรับว่าปราบดาวางเงื่อนไขตรงนี้ได้เก่งจริงๆ จนคนดูหลายรายน่าจะเกิดความงุนงงสงสัยลังเลใจขึ้นว่า พวกเขาควรจะเห็นใจหรือสนับสนุนตัวละครฝ่ายไหนมากกว่ากัน? ท่ามกลางสถานการณ์ที่พลิกไปพลิกมาสลับซับซ้อนดังกล่าว

เราอาจตั้งคำถามต่อได้ว่า ชายหญิงคู่นี้คือตัวแทนของความเชื่อต่างฝ่ายอย่างแน่นอนตายตัวหรือไม่? แค่ไหน?

หรือจริงๆ แล้ว นอกจากจะสับเปลี่ยนสถานภาพความเป็นเจ้าของห้อง/ผู้บุกรุก/ผู้กระทำ/ผู้ถูกกระทำ ตลอดเวลา เขาและเธออาจเป็นภาพแทนของคนที่ยังหวั่นไหวโอนไปเอียงมาในทางอุดมการณ์/ความเชื่อด้วย?

หรือหากคิดไกลไปกว่านั้น เขาและเธออาจเป็นภาพแทนของมวลรวมที่เรียกว่า “ประชาชน” ซึ่งมีความคิด ความเชื่อ จุดยืน ท่าทีทางการเมือง ที่หลากหลาย ผสมปนเปกันอยู่?

เขาอาจเป็นทั้งฝ่ายอนุรักษนิยม, ปัญญาชน และเจ้าของสิทธิ์ผู้ถูกโค่นล้ม

เธออาจเป็นทั้งสลิ่มเบาหวิว, ราษฎรผู้กำลังเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ และเจ้าของสิทธิ์ร่วมผู้ถูกฉุดกระชากสิทธิ์ดังกล่าวไปครั้งแล้วครั้งเล่า

สถานภาพ “ความเป็นเจ้าของ-เจ้าของร่วม” นี้ จึงเป็นสิ่งที่ถูกประกอบสร้าง แต่งเติมเสริมต่อ ยื้อแย่งไปมา ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่รู้จบ เหมือนกับภาพอาคารที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งอาจเป็นทั้งบริบทแวดล้อมหรือภาพสะท้อนของ “ลิเบอร์ตี้แลนด์” 

นิทานเปรียบเทียบ

มา ณ ที่นี้ โปสเตอร์

ผมรู้สึกสนุกกับการที่ “มา ณ ที่นี้” เลือกจะวางตัวเป็นเหมือน “นิทานเปรียบเทียบ” ซึ่งพยายามรักษาระยะห่างจากสภาพการณ์จริงๆ บางอย่าง (คล้ายๆ โลกจินตนาการที่ถูกปลอมซ้ำ ดังกรณีภาพวาด “The Snake Charmer” ในหนัง) จนเปิดกว้างต่อการตีความ

แต่อีกด้าน ก็หวั่นวิตกอยู่หน่อยๆ ว่า การที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำตัวเป็น “นิทานเปรียบเทียบ” หรือ “โลกสมมุติ” ทั้งเรื่อง มันจะมีปัญหาอะไรตามมาหรือไม่?

ผมแอบรู้สึกว่า ตราบใดที่คุณภาพของหนังยังไม่สมบูรณ์แบบชนิด 100 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรเสีย การทำตัวเป็น “นิทานเปรียบเทียบ/โลกสมมุติ” ที่ห้อมล้อมด้วยบรรยากาศเซอร์เรียล (เกือบ) ตลอดเวลา ย่อมต้องมีจุดที่ “ไม่ค่อยสมจริง” “ไม่ค่อยเมคเซนส์” หลุดรอดออกมาบ้าง

โดยส่วนตัว ผมเห็นว่า ณ จุดเปลี่ยนผ่านจากสถานการณ์สนทนาโต้เถียงไปสู่เหตุการณ์ไคลแม็กซ์ช่วงกลางๆ เรื่องนั้น มีองค์ประกอบบางประการที่แลดูเป็นละครเวทีทำเล่นๆ หนังสั้นที่ไม่เนียน หรือการกระทำที่ไม่จริง ผุดขึ้นมาให้เห็นนิดหน่อย

(ซึ่งบางที สิ่งเหล่านี้อาจเป็นความตั้งใจของผู้กำกับก็ได้ หากคำนึงว่านี่คือเรื่องราวของการสับเปลี่ยนบทบาทการแสดงบางอย่าง ที่มีการโยกฝ่ายย้ายฝั่งอยู่เสมอ จนมิอาจตัดสินได้ง่ายๆ ว่าอะไรจริงหรือไม่จริง)

อาการลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นกับ “โรงแรมต่างดาว” และ “In the Flesh” (หนังยาวโดย “ก้อง พาหุรักษ์” ผู้กำกับภาพของ “มา ณ ที่นี้”) เช่นกัน

แต่ดูเหมือนมันจะกำเริบน้อยลงกว่าเดิม (หรือ “อาการดีขึ้นพอสมควร”) เมื่อมาถึง “มา ณ ที่นี้”

(แถมท้าย) ว่าด้วย “งูปริศนา”

บางที สิ่งมีชีวิตที่ดำรงตนอยู่ในห้องพักอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุด อาจจะได้แก่ “งูปริศนา”

มีแนวโน้มว่างูตัวนี้จะผูกพันแนบแน่นกับห้องพักดังกล่าวไม่แพ้/ยิ่งกว่าชายหนุ่มและหญิงสาว ตัวละครหลัก

นี่อาจเป็น “เจ้าของ” อีกหนึ่งรายของห้องพักแห่งนั้น

หรือ “งูปริศนา” และภาพวาด “The Snake Charmer” ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมินขั้นต้นว่าใครคือ “เจ้าของห้องที่เหมาะสม” อาจมีสถานะประหนึ่ง “องค์ความรู้สำคัญสูงสุด” ที่คอยทำหน้าที่กำกับ/ควบคุม/ครอบงำชายหญิงคู่นี้ (ตลอดจนความคิด ความเชื่อ ทัศนคติเฉพาะของเขาและเธอ) เอาไว้อย่างแน่นหนา สลัดไม่หลุด!

คนมองหนัง

“BNK48 GIRLS DON’T CRY”: สารคดีเชิงพาณิชย์ศิลป์ที่ลงตัว

หนึ่ง

GDC poster

พิจารณาในภาพรวม แม้นี่จะไม่ใช่งานชั้นดีเลิศของนวพล แต่ก็เป็นหนังสารคดีว่าด้วยนักร้อง/วงดนตรี/วัฒนธรรมดนตรีที่ไม่ขี้เหร่ หนังมีจังหวะสนุกสนาน และมีช่วงเวลาน่าประทับใจ ที่เผยให้คนดูได้สัมผัสถึงบางด้านซึ่งถูกเก็บงำไว้ของตัวศิลปิน

ในฐานะที่ผมไม่ใช่ “โอตะ” ของ “BNK48” จึงเพิ่งมารับรู้แน่ชัดขณะดูหนังว่าคอนเซ็ปท์หลักของไอดอลกรุ๊ปกลุ่มนี้ คือ การมุ่งพัฒนาให้ “เด็กสาวข้างบ้าน” กลายเป็น “ไอดอล”

ด้านหนึ่ง หนังพยายามฉายให้เห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลง/เคี่ยวกรำตนเองและฟาดฟันเพื่อนๆ ในวง ของเด็กสาว “BNK48” รุ่นหนึ่ง อย่างเข้มข้น เปี่ยมสีสัน หลากหลายเฉดอารมณ์

สมาชิก “BNK48” ถูกเต๋อแปรสภาพเป็นตัวละครที่มีบุคลิกลักษณะผิดแผกกันไป

สมาชิกชื่อเสียงระดับกลางๆ บางคน กลายเป็น “แหล่งข่าว/แหล่งข้อมูล” ชั้นดีที่คุยสนุก ในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้

บางคนที่มีจุดอ่อนในเชิงภาพลักษณ์โดยชัดเจนและไม่มีโอกาสได้เป็น “เซ็มบัตสิ” สักที แม้จะมีความพยายามและทีมสปิริตมากมายเพียงไหน ก็แทบจะถูกยกระดับขึ้นเป็น “นางเอกหนังแนวสู้ชีวิต”

ราวกับว่าภาพยนตร์ของเต๋อเป็น “พื้นที่ทางการตลาด” อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งถูกจัดวางสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อให้สมาชิกชั้น “อันเดอร์” บางคนของ “BNK48” ได้มีตัวตนและบทบาท

น่าแปลกใจว่าสมาชิกบางรายที่มีออร่าในยามปกติ กลับถูกทำให้ค่อยๆ เลือนหายจากหนังเรื่องนี้ (แต่ไปปรากฏตัวในหนังเรื่องอื่น –ซึ่งออกฉาย ณ ช่วงเวลาใกล้เคียงกัน-)

ที่น่าสนใจกว่านั้น เห็นจะเป็นสมาชิกระดับนำไม่กี่คน ซึ่งถูกลดทอนเสน่ห์ลงมากพอสมควร และได้รับการขับเน้นให้มีภาพลักษณ์เป็นมนุษย์ผู้ถูกหล่อหลอมในระบบทุนนิยมจนน่ากลัว (ไม่น่ารัก)

สอง

GDC still

แต่อีกด้าน หากมองจากมุมของคนที่ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ แถมมิได้ชื่นชมหน้าตา เรือนร่าง บุคลิก วิธีการพูดจา ฯลฯ ของเด็กสาวเหล่านี้สักเท่าไหร่

ระหว่างนั่งชม “GIRLS DON’T CRY” ผมก็อดจะสงสัยหรือค้างคาใจไม่ได้ว่าพวกผู้ชาย (หลายวัย) ที่ตามไปกรี๊ดกร๊าดคลั่งไคล้น้องๆ นั้น กำลังมองหรือประเมินพวกเธออย่างไร?

ทำไมพวกเขาจึงหลงใหลหรือถึงขั้นเทิดทูนบูชา “ไอดอลสาว” กลุ่มดังกล่าว?

พูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า หนังสารคดีเรื่องนี้คล้ายจะขาดแคลนมิติแง่มุมเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกหรือทัศนคติของผู้รับสาร/ผู้บริโภค/โอตะ ไปอย่างน่าเสียดาย (ซึ่งอาจเป็นความตั้งใจ-จงใจของผู้สร้าง-ผู้กำกับฯ)

ดังนั้น “อุตสาหกรรม/วัฒนธรรม BNK48” ซึ่งถูกนำเสนอถ่ายทอดออกมา จึงยังไม่สมบูรณ์แบบ/ครบวงจรเท่าที่ควร

สาม

GDC รายได้
ข้อมูลจาก ชมรมวิจารณ์บันเทิง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “GIRLS DON’T CRY” มีสถานะอีกด้านเป็นงานเชิงพีอาร์/ประชาสัมพันธ์ หรือคนในแวดวงสื่อมวลชนอาจมองว่านี่คือ “งานลูกค้า”

ไม่ต่างจากพวก advertorial ในเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย หรือสื่อกระดาษ (ที่เราไม่อยากอ่าน ไม่อยากคลิกดู), คลิปวิดีโอจำนวนมาก (ที่เรารู้สึกว่าโปรโมตสินค้าได้ไม่เนียนเอาเสียเลย) หรืออีเวนต์/กิจกรรมพิเศษ ที่สื่อเจ้าต่างๆ ต้องจัด (ทั้งที่ไม่ตรงกับความสนใจของกลุ่มผู้บริโภคหลักของตัวเอง)

แต่กระนั้น หนังสารคดีของเต๋อ นวพล และ “แซลมอน เฮาส์” ซึ่งมี “BNK48” เป็นคู่ค้า ก็ถือเป็น “งานพีอาร์ชั้นดี” ที่น่าสนใจ

จุดน่าสนใจแรก คือ หนังเรื่องนี้เป็น “งานลูกค้า” ที่มีเนื้อหาสลับซับซ้อน (เรื่องราวบางส่วนอาจมีท่าทีวิพากษ์ลูกค้าผู้ว่าจ้างด้วยซ้ำ) และดูสนุกในระดับหนึ่ง

จุดน่าสนใจกว่า คือ หากพิจารณารายได้สี่วันแรกของหนัง ที่ได้ไป 10.55 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเกินมาตรฐานหนังอิสระและหนังสารคดีไทย ทั้งยังมีแนวโน้มจะทำเงินสูงกว่าหนังบันเทิงคดีจากระบบสตูดิโอที่เข้าฉายก่อนหน้า

“GIRLS DON’T CRY” ก็นับเป็น “งานลูกค้า” ที่สามารถเก็บเงินจากกระเป๋าผู้บริโภคได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

นี่คือลักษณะพิเศษอันผิดแผกจาก “งานลูกค้า” ส่วนใหญ่ในระบบนิเวศของสื่อไทย ซึ่งวงจรมัก “จบลง” แค่เพียงสื่อมวลชนรับเงินของผู้ว่าจ้างมาทำงาน/จัดงาน แต่ไม่สามารถเอาชนะใจหรือดึงดูดกำลังทรัพย์ของผู้บริโภคในวงกว้างได้อีกต่อหนึ่ง

สิ่งที่ “ร้ายกาจสุด” ในกรณีของ “BNK48 GIRLS DON’T CRY” คือ แม้หนังจะไม่ได้เปิดโปงผ่านจอภาพยนตร์ว่าเพราะเหตุใด ผู้คนจำนวนมากจึงหลงใหลพร้อมเทใจและทุ่มเงินให้แก่ “ไอดอลกรุ๊ป” วงหนึ่ง

แต่ใช่ว่าเต๋อ นวพล และทีมงานผู้สร้าง จะไม่รู้ซึ้งถึงวิธีคิด-พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ “ภักดี” เหล่านั้น

ตรงกันข้าม พวกเขาเข้าใจและล่วงรู้วิธีกระตุ้นกำลังซื้อของแฟนคลับกลุ่มดังกล่าว อย่างกระจ่างและถ่องแท้

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เรตติ้ง “สังข์ทอง” ยังเกือบถึง 7 – ชมคลิปสนุกๆ เมื่อสื่อโซเชียลสัมภาษณ์ “พระสังข์”

เรตติ้ง “สังข์ทอง” ยังรักษามาตรฐานที่ 6.9

เรตติ้ง “สังข์ทอง 2561” ยังประคองตัวให้อยู่ในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง

โดยในช่วงหยุดยาววันแม่แห่งชาติเมื่อสัปดาห์ก่อน ละครประจำวันที่ 11 และ 12 สิงหาคม โกยเรตติ้งไป 6.548 และ 6.916 ตามลำดับ

ซึ่งน่าจะถือเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของทีวีไทยในช่วงเวลาดังกล่าว แถมยังเป็น “ทัพหลวง” ที่พาช่อง 7 คว้าชัยเหนือคู่แข่งอย่างขาดลอย

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/analysis-10rating-11-13-08-61/

“พระสังข์” ให้สัมภาษณ์เพจ FEED

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม เพจเฟซบุ๊ก FEED ซึ่งเป็นสื่อรุ่นใหม่ที่โดดเด่นทางด้านการผลิต “โซเชียลคลิป” ได้เผยแพร่คลิปสัมภาษณ์ “ม่อน สุรศักดิ์ สุวรรณวงษ์” ผู้รับบท “พระสังข์” ในละครเรื่อง “สังข์ทอง”

คลิปความยาวประมาณ 3 นาทีดังกล่าว มีเนื้อหาสาระกำลังดี และดูเพลินเลยทีเดียว