ข่าวบันเทิง

“Memoria” ได้ผู้จัดจำหน่ายในทวีปอเมริกาเหนือเจ้าเดียวกับ “Parasite”

สื่อต่างประเทศรายงานข่าวว่า บริษัท NEON จะได้เป็นผู้ถือครองสิทธิในการจัดจำหน่ายภาพยนตร์เรื่อง “Memoria” ของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ในพื้นที่ทวีปอเมริกาเหนือ (รวมถึงสหรัฐอเมริกา)

ทั้งนี้ NEON เพิ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง ในการนำภาพยนตร์เกาหลีดีกรีรางวัลปาล์มทองคำอย่าง “Parasite” ไปบุกตลาดอเมริกา

ณ ปัจจุบัน “Parasite” โกยรายได้ในสหรัฐไปแล้วร่วม 10 ล้านเหรียญ และทำเงินทั่วโลกเกิน 100 ล้านเหรียญ

ที่มา

https://lwlies.com/articles/apichatpong-weerasethakul-tilda-switon-memoria-neon/

https://www.hollywoodreporter.com/news/neon-nabs-memoria-starring-tilda-swinton-north-america-1253137

ภาพประกอบจาก

https://www.instagram.com/burningbluecine/

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“อโนชา” เป็นตัวแทนคนทำหนังจากไทยในโปรเจ็คท์ “Mekong 2030”

เทศกาลภาพยนตร์หลวงพระบางประกาศจัดสร้างภาพยนตร์ “omnibus film” (หนังยาวที่ประกอบด้วยหนังสั้นหลายเรื่องในธีมเดียวกัน) ภายใต้ชื่อโปรเจ็คท์ว่า “Mekong 2030”

ผลงานรวมหนังสั้นข้ามพรมแดนเรื่องนี้ จะมีเนื้อหาว่าด้วยการครุ่นคำนึงถึงอนาคตของแม่น้ำโขงและสภาพชุมชนริมฝั่งน้ำใน ค.ศ.2030 หรืออีกหนึ่งทศวรรษข้างหน้า

นี่เป็นการใช้สื่อภาพยนตร์ส่องสะท้อนชะตากรรมของแม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านประเทศจีน เมียนมา ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับปัญหามลพิษและผลลัพธ์จากการก่อสร้างเขื่อนหลายแห่ง อันก่อให้เกิดวิวาทะข้อถกเถียงตามมา

“Mekong 2030” จะประกอบด้วยหนังสั้นจำนวนห้าเรื่องจากลาว, กัมพูชา, เมียนมา, ไทย และเวียดนาม

mekong 2030

ในส่วนหนังสั้นไทยที่ชื่อ “The Line” นั้น เป็นผลงานการกำกับของ “อโนชา สุวิชากรพงศ์”

หนังจะบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปินรายหนึ่ง ซึ่งกำลังเตรียมตัวเปิดแสดงนิทรรศการศิลปะ ที่มุ่งความสนใจไปยังประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อในเรื่องวิญญาณและสิ่งเหนือธรรมชาติกับระบบนิเวศน์ของแม่น้ำโขง

หนังจะนำเสนอวิถีที่พรมแดนเส้นแบ่งระหว่างงานศิลปะกับโลกที่งานศิลปะดังกล่าวนำเสนอ ได้ค่อยๆ หลอมรวมเข้าหากัน ภายในพื้นที่เฉพาะ ซึ่งเปิดโอกาสให้ความรู้หลากหลายแบบมาประสานบรรจบซึ่งกันและกัน

ทั้งนี้ “Krabi, 2562” หนังยาวเรื่องล่าสุดที่อโนชากำกับฯ ร่วมกับ “เบน ริเวอร์ส” ศิลปินชาวสหราชอาณาจักร เพิ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในงานเอเชีย แปซิฟิก สกรีน อวอร์ดส์

ที่มา

https://www.hollywoodreporter.com/news/mekong-2030-anthology-focus-plight-mekong-river-1251960

https://www.lpfilmfest.org/mekong-2030/

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“โย” นวัตกรรมของ “นางสิบสอง 62” – “เมรีวัยทารก” เธอมีสายเลือดศิลปินเต็มเปี่ยม!

รู้จัก “โย” น้าผีย่อส่วนและลูกพี่ลูกน้องของ “รถเสน”

โย 2

แล้วนวัตกรรมสุดเจ๋งของ “นางสิบสอง 2562” ก็ได้ฤกษ์ออกจอ

นั่นคือ ตัวละครผีโครงกระดูกตัวน้อย (น้าผีขนาดย่อส่วน) ที่ชื่อ “โย”

“โย” เป็นลูกของ “ใย” พี่สาว “เภา” เท่ากับว่าผีโครงกระดูกตนนี้มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้อง (พี่) ของ “รถเสน” นั่นเอง

ตามเรื่องราวของละครเวอร์ชั่นนี้ “โย” คือหนึ่งในทารกบุตร “นางสิบสอง” ที่ตายแต่แรกเกิด ก่อนจะโดนแม่ๆ ป้าๆ น้าๆ ซึ่งถูกควักลูกตา-กักขังอยู่ในถ้ำ นำเนื้อไปย่างกินเพื่อประทังชีวิต

โย 1

ต่อมา ผีโครงกระดูกตัวน้อยญาติๆ ของ “โย” อีกสิบราย ได้เดินหายไปในแสงสว่างที่ปรากฏขึ้นกลางถ้ำ (ไปผุดไปเกิด) ขณะที่ “โย” กลับไม่ยอมเดินตามไป และเฝ้าวนเวียนอยู่กับแม่ ป้าๆ น้าๆ และลูกพี่ลูกน้องภายในถ้ำ

“พระธิดาเมรีตัวน้อย” เธอมีสายเลือดศิลปินเต็มเปี่ยม!

เมรีน้อย

หลายคนอาจคิดว่า “เมรี” ใน “นางสิบสอง” ฉบับนี้ นั้นสวมบทบาทโดยนักแสดงสองคน คือ น้อง “ชาลิสา คูคีรีเขตต์” ในวัยเด็ก และ “กมลวรรณ ศตรัตพะยูน” ในวัยสาว

อย่างไรก็ดี จริงๆ แล้ว ยังมีนักแสดงตัวน้อยๆ อีกหนึ่งรายที่มารับบท “เมรี” ในวัยทารก นั่นก็คือ น้อง “เกศ อิศรางกูร ณ อยุธยา” 

น่าสนใจว่า “น้องเกศ” นั้นมีสายเลือดศิลปิน-นักแสดงอยู่อย่างเต็มเปี่ยม โดยคุณพ่อและคุณย่าของเธอก็ได้ร่วมแสดงในละคร “นางสิบสอง” นี้ด้วย

เพราะย่าของ “น้องเกศ” คือ “อรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา” นักแสดงอาวุโส ผู้รับบท “ยายค่อม”

ส่วนพ่อของ “น้องเกศ” คือ “สาร์รินทร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา” ที่ร่วมแสดงในละครจักรๆ วงศ์ๆ ค่ายสามเศียร มาหลายต่อหลายเรื่อง นอกจากบท “หมื่นยิ่งยวด” ใน “นางสิบสอง 2562” แล้ว ก็ยังมีบทพระพี่เลี้ยงเขยฝรั่งใน “สังข์ทอง 2561” และ “หมื่นมิตร” ใน “เทพสามฤดู 2560” เป็นต้น

ครอบครัวอิศรางกูร 2

เท่ากับว่าปู่ของ “น้องเกศ” นั้นคือ “สักรินทร์ ปุญญฤทธิ์” เอลวิสเมืองไทยผู้ล่วงลับ และคุณทวด (แม่ของย่า) ของเธอคือ “มารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา” นักแสดงอาวุโสวัย 99 ปี

นอกจากนี้ “น้องเกศ” ยังมีศักดิ์เป็นหลานสาวของ “จิระวดี อิศรางกูร ณ อยุธยา” (ซึ่งเป็นน้องสาว “อรสา”) ทั้งยังเป็นลูกพี่ลูกน้องของ “นรินทร ชฎาภัทรวรโชติ” มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2019 (ผู้เป็นหลานตาของ “สักรินทร์”)

ขอบคุณภาพประกอบจาก ยูทูบสามเศียร และ สาร์รินทร์ อิศรางกูร ณอยุธยา

คนมองหนัง

3 ประเด็นเกี่ยวกับ “ดิว ไปด้วยกันนะ”

หนึ่ง

2538

พอได้ฟังพวกเพลง “ดีเกินไป” หรือ “…ก่อน” ตลอดจนวัตถุความทรงจำเกี่ยวกับยุค 90 ภายในหนัง ก็จะเกิดความอยากเรื่องหนึ่งขึ้นมา นั่นคือ ถึงเวลาหรือยังที่เราจะสร้างเรื่องเล่าดีๆ ที่มีวัฒนธรรมในยุค 90 เป็นแก่นกลางของตัวเรื่อง มิใช่บริบทแวดล้อม ฉากหลังรางๆ หรือกิมมิกน่ารักๆ

เพราะผมรู้สึกว่าวัฒนธรรมยุค 90 ยังไม่ได้เป็นแกนกลางในเรื่องเล่าของหนังไทยอย่าง “ดิว ไปด้วยกันนะ” หรือกระทั่ง “2538 อัลเทอร์มาจีบ” เสียทีเดียว

ผมยังอยากอ่านหนังสือหรือดูหนังสารคดี-หนังฟิกชั่น ที่พูดถึงเพลงยุค 90, วัฒนธรรมวิทยุ-โทรทัศน์ยุค 90, วงการหนังไทยยุคโพสต์ต้มยำกุ้ง, พวกอาชีพที่ไม่ค่อยจะเหลือรอดแล้ว เช่น นักวิจารณ์บันเทิงและนักแต่งเพลงในค่ายใหญ่ เรื่อยไปถึงความฝันของสังคมไทยและสภาวะการเมืองไทยตั้งแต่กลาง 2530-กลาง 2540 กันอย่างจริงจังตลอดทั้งเรื่อง/เล่ม

เรื่องเล่าประเภทนี้ (ซึ่งทำให้ “ยุค 90” เป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งที่ดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องอ้างอิงกับปัจจุบันมากนัก) อาจจะทำให้เราพินิจพิจารณาประวัติศาสตร์สังคม-วัฒนธรรมของ “ยุค 90” อย่างแตกต่างออกไป แทนที่จะปฏิบัติต่อมันในฐานะนิทานเปรียบเทียบซึ่งช่วยทำความเข้าใจปัจจุบันหรือความรู้สึกโหยหาอดีตที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน เพียงเท่านั้น

(หรือเปล่า?)

สอง

ตามความเห็นส่วนตัว ประเด็นน่าสนใจที่แฝงอยู่ภายใต้เรื่องราวเกี่ยวกับการกลับชาติมาเกิด/การระลึกชาติเชิงปาฏิหาริย์ ใน “ดิว ไปด้วยกันนะ” ก็คือ ปัญหาว่าด้วยการสืบทอดภารกิจ การส่งมอบคุณค่าบางประการ และการดำรงอยู่ของความมุ่งมั่นใฝ่ฝัน/อุปสรรคบางอย่าง ท่ามกลางภาวะเปลี่ยนผันของวันเวลา

(นี่ทำให้ผมไม่ค่อยรู้สึกมีปัญหากับหนังช่วงครึ่งหลัง และออกจะชอบมันอยู่มากพอสมควร)

อารมณ์ความรู้สึก ความรัก ความทรงจำ เกี่ยวกับ “ดิว” ยังคงอยู่ในตัวตนของ “ภพ” คนเดิม

ขณะเดียวกัน อารมณ์ความรู้สึก ความรัก ความทรงจำ เกี่ยวกับ “ดิว” และ “ภพ” ก็ถูกส่งมอบสืบต่อมาถึง “หลิว”

วัตถุพยานความรักและความใฝ่ฝันส่วนบุคคลของเด็กหนุ่มสองคนเมื่อกว่าสองทศวรรษก่อน ที่ปรากฏผ่านเพลง “…ก่อน” และ กิจกรรม “บันจี้จัมพ์” ยังคงไหลเลื่อนแทรกซึมเข้าสู่สายสัมพันธ์แหวกจารีตระหว่างครูกับศิษย์ ณ ต้นทศวรรษ 2560

บรรทัดฐานทางสังคมต่างชุด ที่คอยจัดการกับกรณี “รักร่วมเพศ” ระหว่างเพื่อน และกรณี “การล่วงละเมิดทางเพศ” ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก คืออุปสรรคกีดกั้นที่คอยขัดขวางความรักบริสุทธิ์ของปัจเจกบุคคลสองรายในทุกยุคสมัย

คล้ายคลึงกับที่ “แม่ดิว” และ “เมียภพ” พยายามทำหน้าที่อย่างเดียวกัน คือ การแสดงออกซึ่งความรักในนามของครอบครัว เพื่อเหนี่ยวรั้ง “ลูกและสามี” ไม่ให้จากไป ทว่าล้มเหลว

ณ ฉากสำคัญช่วงท้ายเรื่อง “ครูรัชนี” ซึ่งเป็นตัวละครคนหนึ่งที่มีบทบาทในทั้งสองช่วงเวลา และรู้จัก “ดิว-ภพ-หลิว” ดี ได้ให้โอวาทแก่ “ครูภพ” หลังกระทำเรื่องพลาดพลั้งซ้ำสองว่า เขาควรจะต้องปล่อยวางอดีตเสียบ้าง อย่าไปยึดติดกับมัน

นี่เป็นคล้าย “สัจธรรม” ที่ฟังดูสมเหตุสมผล และมักเป็นบทสรุปที่หนัง/ละคร/นิยายซึ่งเล่าเรื่องราวผ่านธีมการรำลึกความหลัง มักเลือกจะลงเอย

“สัจธรรม” เช่นนั้นคืออุปสรรคลำดับที่สาม สำหรับ “ภพ” และ “ดิวในร่างหลิว”

อย่างไรก็ดี “ภพ” กับ “หลิว/ดิว” กลับยึดติด ไม่ปล่อยวาง และเลือกจะดิ่งจมลงสู่ห้วงความสัมพันธ์ที่หลายคนพิพากษาว่าเป็นไปไม่ได้ เพื่อสืบสานภารกิจที่พวกตนเคยประสบความล้มเหลว (สำหรับผม การไม่เชื่อฟัง “ครูรัชนี” และการต่อยพ่อของ “ภพ” นั้นแทบจะเป็นการต่อสู้ขัดขืนในลักษณะเดียวกัน)

ด้านหนึ่ง สิ่งที่พวกเขาพยายามสานต่อ อาจเป็น “คุณค่าสากล” (เช่น รักแท้หรือรักบริสุทธิ์) ที่ปักหลักมั่นคงท้าทายกาลเวลา

อีกด้านหนึ่ง นี่อาจเป็นสัญลักษณ์/ภาพแทนของ “จิตวิญญาณ/อารมณ์ความรู้สึกแห่งยุคสมัยหนึ่ง” (จิตวิญญาณ-อารมณ์ความรู้สึกของวัยรุ่นยุค 90) ซึ่งพุ่งทะลุผ่านมิติเวลา โดยมีบางคนเท่านั้นที่พร้อมจะอินและเข้าอกเข้าใจมัน

นี่คือคุณลักษณ์สองด้านที่สอดประสาน-ช่วยผลักดันให้ความใฝ่ฝันและสายสัมพันธ์บางประเภทของผู้คนบางคู่บางกลุ่ม ดำเนินต่อเนื่องไปได้ไม่มีวันสิ้นสุด

สาม

กรณีจับ “เด็กผู้ชายเบี่ยงเบน” ไปฝึกวินัยที่ค่ายทหารในหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงอีกกรณีหนึ่ง สมัยตัวเองขึ้น ม.4

ครั้งนั้น มีเพื่อนร่วมรุ่นของผมจำนวนไม่น้อยที่เกรดเฉลี่ยตอน ม.ต้น ไม่มากพอจะได้เรียนต่อในระดับมัธยมปลาย ทางโรงเรียนจึงจัดโครงการพิเศษ โดยให้เพื่อนๆ กลุ่มดังกล่าว ที่ยังอยากเรียนต่อ ไปบวชเณรที่วัดข้างๆ โรงเรียน และพวกเขาต้องเดินข้ามถนนมาเรียนหนังสือในฐานะสามเณร ตลอดช่วง ม.4 เทอมหนึ่ง

จำได้ว่ามีเพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่งที่มีทั้งรูปลักษณ์หน้าตา ชื่อ และนามสกุล เป็นอาหรับ (แต่ไม่แน่ใจว่าเขานับถือศาสนาอะไร) ซึ่งต้องบวชเณรในโครงการนั้นด้วย

โครงการบวชเณรหนนั้นอาจจัดขึ้นด้วยจุดประสงค์คนละเรื่องกับโครงการจับเด็กไปฝึกทหารใน “ดิวฯ” แต่ทั้งสองโครงการก็สะท้อนให้เห็นวิธีแก้ปัญหาในแบบรัฐไทยที่คล้ายคลึงกัน

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

“ลาฟ ดิแอซ” กับเทคโนโลยีสตรีมมิ่ง

บริการสตรีมมิ่งภาพยนตร์ทางออนไลน์ดูจะเป็นที่นิยมมากขึ้น…

ใช่เลย ตอนนี้หนังของผมก็สตรีมอยู่บนเว็บไซต์ MUBI กับ Grasshopper สตรีมมิ่งมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ไปแล้ว

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ลาฟ ดิแอซ ขณะมาร่วมกิจกรรมฉายหนังที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

คุณไม่ได้คิดว่าระบบสตรีมมิ่งจะทำลายวงการภาพยนตร์

ไม่เลย ผมมักย้อนกลับไปอ้างอิงถึงสิ่งที่ “อ็องเดร บาแซ็ง” (นักวิจารณ์และนักทฤษฎีภาพยนตร์ชาวฝรั่งเศส) เคยระบุเอาไว้ว่า “พวกเราจะใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจธรรมชาติของภาพยนตร์” ดังนั้น ภาพยนตร์ต้องมีวิวัฒนาการอยู่เสมอ

สำหรับประเด็นนี้ (สตรีมมิ่ง) ผมเดาว่าคุณไม่ได้อยู่ในฝ่ายจารีตนิยม

ผมไม่ได้เป็นฝ่ายจารีต เพราะสำหรับผม ภาพยนตร์จะถึงกาลอวสาน ถ้าคนทำหนังเลือกยึดติดกับจารีตเดิมๆ และไม่ต้องการขับเคลื่อนตัวเองไปข้างหน้า เทคโนโลยีมันถูกสร้างขึ้นมาให้เรา ทำไมพวกเราถึงจะไม่ใช้มันล่ะ?

“ลาฟ ดิแอซ” ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวฟิลิปปินส์สนทนากับ “โจวหนิงซู่” แห่ง https://thefilmstage.com

ที่มา https://thefilmstage.com/features/lav-diaz-on-the-desire-for-epic-runtimes-not-voting-for-the-oscars-and-the-problem-with-big-film-festivals/

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เรตติ้ง “นางสิบสอง” ตอน “ควักลูกตาในตำนาน” ไม่แรงอย่างที่คาด!

คลิกอ่าน มีอะไรน่าสนใจในฉาก “ควักลูกตา” ของ “นางสิบสอง 2562”

สุดสัปดาห์ก่อน ละคร “นางสิบสอง 2562” เดินทางมาถึงจุดไคลแมกซ์สำคัญ ณ ช่วงครึ่งเรื่องแรก นั่นก็คือ “ฉากควักลูกตาในตำนาน”

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเรตติ้งของละครในวันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม ซึ่งมีฉากควักลูกตา กลับยังคงตัวอยู่ตรงหลัก 4 ต้นๆ คือ 4.135 ส่วนดัชนีความนิยมของละครในวันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม ก็อยู่ที่ 4.047

เรตติ้งของ “นางสิบสอง 2562” จึงเทียบกับละครจักรๆ วงศ์ๆ ยอดฮิตรุ่นหลังๆ เช่น “แก้วหน้าม้า” หรือ “สังข์ทอง” ไม่ได้ และเอาเข้าจริง ต้องถือว่ากระแสอาจจะแผ่วกว่า “ขวานฟ้าหน้าดำ” ในครึ่งแรกของปี 2562 เสียด้วยซ้ำ

ขณะเดียวกัน ถ้าพิจารณาข้อมูลยอดวิวของผู้ชมผ่านเว็บไซต์ยูทูบสามเศียร ก็ต้องถือว่า “นางสิบสอง” เวอร์ชั่นนี้ ทำผลงานได้ไม่ค่อยหวือหวานัก

โดยเมื่อเวลาผ่านไปราวหนึ่งสัปดาห์ ยอดวิวของคลิปละครตอนที่ 24 และ 25 (เผยแพร่ ณ วันที่ 19 และ 20 ตุลาคม) นั้นอยู่ตรงหลัก 9 แสนกว่าๆ

ผิดกับละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องก่อนหน้านี้ ที่มักจะทำยอดวิวแตะล้านได้อย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่ถึงสัปดาห์

คงจะต้องคิดวิเคราะห์กันต่อไป ว่าอะไรบ้างคือปัจจัยที่ส่งผลให้ “นางสิบสอง” ฉบับใหม่ ไม่ฮอตฮิตเปรี้ยงปร้างเท่าที่ควร?

ข้อมูลเรตติ้งจาก https://www.tvdigitalwatch.com/tv-rating-14-20oct-2019/

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

มีอะไรน่าสนใจในฉาก “ควักลูกตา” ของ “นางสิบสอง 2562”

ผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อวันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม สำหรับฉาก “ควักลูกตาในตำนาน” ของละครจักรๆ วงศ์ๆ “นางสิบสอง” เวอร์ชั่นล่าสุด

ในแง่ความบันเทิง ผมรู้สึกว่าฉากดังกล่าว “ไม่ดิบ” และ “ไม่โหด” อย่างที่คิด

อาจเป็นเพราะเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยขึ้น ทำให้ “ความดิบ” ต่างๆ มีน้อยลง ขณะเดียวกัน ระบบตรวจสอบควบคุมความรุนแรงในสื่อ ก็คงส่งผลให้ “ความโหด” ต้องลดดีกรีลงไปมากพอสมควร

ถ้าเป็นอย่างนี้ แล้ว “ฉากควักลูกตา” และเหตุการณ์ต่อเนื่อง เมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา มีอะไรน่าสนใจ?

ผมชอบวิธีอธิบายความในละคร ที่บ่งชี้ว่าสถานการณ์/ผลลัพธ์หนึ่งๆ อาจเกิดขึ้นจากปฏิบัติการ/ระบบเหตุผลแบบคู่ขนาน

ควักลูกตา 1

เช่น การอธิบายว่าทำไม “เภา” จึงถูกควักลูกตาเพียงข้างเดียวอยู่แค่คนเดียว?

ซึ่งด้านหนึ่ง ละครได้อธิบายผ่านมิติเรื่อง “กรรม” ว่าเพราะพี่ๆ ทั้ง 11 คนที่เหลือ มีพฤติกรรมชอบทารุณสัตว์ (ควักตาปลา) หรือสนับสนุน/ไม่ทักท้วงพฤติกรรมเช่นนั้น ผิดกับ “เภา” ที่เคยพยายามทักท้วง

“เภา” เลยเป็นคนเดียวที่เหลือตาหนึ่งข้าง

ยายค่อม เจ้าแต้ม

แต่อีกด้าน ละครก็เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพฤติการณ์หาญกล้าเปี่ยมคุณธรรมน้ำมิตรของ “ยายค่อม” กับ “เจ้าแต้ม” ที่แอบบุกเข้าไปขอพระราชโองการอภัยโทษนางทั้งสิบสองจาก “ท้าวรถสิทธิ์” (ผู้ตกอยู่ภายใต้มนตร์สะกด/การควบคุมของ “นางยักษ์สันธมาลา” เกือบตลอดเวลา)

แม้พระราชโองการอภัยโทษจะมาช้า แต่อย่างน้อยก็ช่วยเซฟดวงตาดวงสุดท้ายของ “เภา” เอาไว้ได้

หากใครได้ชมละครมาตลอด จะพบว่า “นางสิบสอง 2562” (ผมไม่ได้ตามดูฉบับก่อนๆ อย่างละเอียด) มักชอบเล่นกระบวนท่าอธิบายความทำนองนี้อยู่บ่อยๆ

ตั้งแต่ประเด็นชะตากรรมทนทุกข์ของ “นางสิบสอง” และ “เศรษฐีนนท์” ผู้เป็นพ่อ ซึ่งด้านหนึ่ง ก็คงเป็นกรรมลิขิต-พรหมลิขิต (อำนาจนามธรรม) แต่อีกด้าน ละครก็ฉายภาพให้เห็นชัดๆ ว่าเทวดาผู้มีตัวตนจริงๆ อย่าง “พาลเทพ” นั้นคอยกลั่นแกล้งซ้ำเติมมนุษย์เหล่านี้อยู่ตลอดเวลา

จนถึงกรณีการล่าล้าง “นางสิบสอง” ของ “พระแม่เจ้าสันธมาลา” ซึ่งด้านหนึ่ง นี่ก็เป็นผลมาจากความรักอันแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น เพราะอารมณ์ผิดหวังเสียใจ แต่อีกด้าน พฤติกรรมโหดเหี้ยมอำมหิตข้างต้นก็เกิดจากปัจจัยหนุนเสริมอื่นๆ ด้วย เช่น การแทรกแซง-วางแผนไล่มนุษย์ออกนอกนครทานตะวันของ “แม่ย่า”

แม่ย่า นางสิบสอง

ที่สำคัญ จะสังเกตได้ว่าเหตุผลข้างหนึ่งอันมีส่วนนำไปสู่ภาวะพลิกผันสำคัญๆ ใน “นางสิบสอง” มักเกี่ยวพันกับ “เกมอำนาจ/เกมการเมือง” อยู่เสมอ

ทั้งการทัดทานท้าทายอำนาจผู้ปกครองโดยชาวบ้านราษฎร, ความระหองระแหงระหว่างเทพกับมนุษย์ และการคัดง้างของสองขั้วอำนาจในเมืองยักษ์

วิธีอธิบายความเช่นนี้คือจุดเด่นของบทละครโทรทัศน์เรื่อง “นางสิบสอง 2562”

ขอบคุณภาพจาก ยูทูบสามเศียร

คนมองหนัง

“Joker”: หมดเวลาของ “งานรื่นเริง”

“ชุมพล เอกสมญา” และ “Sat & sun”

ข้อนี้เป็นเกร็ดเล็กๆ

ระหว่างดูหนัง ผมจะคิดถึงเพลง “ตัวตลก” ของ “Wildseed” (ชุมพล เอกสมญา) ซึ่งมีอายุครบ 20 ปีพอดี

ครั้น “โจ๊กเกอร์” ไปป่วนรายการโทรทัศน์ชื่อดังจนเกิดเหตุการณ์ใหญ่ หนังก็นำเพลง “Spanish Flea” มาใช้เป็นเสียงดนตรีเปิดก่อนเข้าช่วงข่าวด่วน

เชื่อว่าคนดูหนังหลายรายคงนึกถึงรายการวิทยุ “Sat & Sun” ของน้าณรงค์ น้านัท และน้ามาลี ซึ่งใช้เพลงดังกล่าวเป็นเพลงเปิดรายการเช่นเดียวกัน

ภาวะโรยราของงานรื่นเริง

joker mob

สำหรับผม ประเด็นน่าสนใจข้อหนึ่งที่อาจแฝงไว้ใน “Joker” ก็คือ การนำเสนอถึงความล้มเหลว/ทางตันของการชุมนุมทางการเมืองในรูปแบบ “เทศกาลรื่นเริง”

การผูกโยงการชุมนุมทางการเมืองบนท้องถนนเข้ากับความเป็น “เฟสติวัล/คาร์นิวัล” ไม่ใช่เรื่องใหม่

เพราะทั้งสองกิจกรรมล้วนมีสถานะเป็นโลก/ชุมชนทางเลือกหรือชั่วขณะพิเศษ ที่เปิดโอกาสให้แก่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ และสภาวะพลิกหัวกลับหางทางอำนาจคล้ายคลึงกัน

ไม่กี่ปีก่อน ดูเหมือนนัยยะความหมายของการชุมนุมทางการเมืองในรูปลักษณ์ “เฟสติวัล/คาร์นิวัล/งานรื่นเริง” จะถูกรื้อฟื้นขึ้นมาเป็นความหวังใหม่ๆ ท่ามกลางขบวนการ Occupy และคำขวัญ “เราคือคนจำนวน 99 เปอร์เซ็นต์”

อย่างไรก็ตาม ความหวังเช่นนั้นได้โรยราลงไปพอสมควร พร้อมๆ กับการผงาดขึ้นครองอำนาจของฝ่ายขวาจำนวนมากในโลกตะวันตก เช่น “โดนัลด์ ทรัมป์” ในสหรัฐอเมริกา

ก่อนที่ “อาร์เธอร์ เฟล็ก” จะถือกำเนิดใหม่เป็น “โจ๊กเกอร์” นั้น เขาเคยใช้นามแฝง “คาร์นิวัล” ในการเดี่ยวไมโครโฟนอันล้มเหลว ไม่ตลก ไร้ความสุข และปราศจากความรื่นเริง

กระทั่ง “อาร์เธอร์” ทนแรงบีบคั้น กดดัน ที่รุมกระหน่ำซ้ำเติมในชีวิตประจำวันไม่ไหว จนต้องระเบิดพลังบ้าคลั่งขำขื่นของปัจเจกบุคคลออกมา เขาจึงได้ก้าวเท้าเข้าสู่ “คาร์นิวัลทางการเมือง”

“อาร์เธอร์” เปลี่ยนโฉมเป็น “โจ๊กเกอร์” สัญลักษณ์ของการชุมนุมอันคุกรุ่นด้วยความเกลียดชังคั่งแค้น, ตัวแทนของชนชั้นล่างในเมืองก็อตแธม และศูนย์กลางในงานรื่นเริงรวมหมู่ของเหล่าคนทุกข์ยาก

เขาคือแรงผลักดันที่ก่อให้เกิดความชุลมุนวุ่นวายระยะสั้นๆ ภาวะอนาธิปไตยย่อยๆ และโอกาสในการปลิดชีวิต/ล้างแค้นชนชั้นนำ ผู้มักมองเห็นคนธรรมดาจำนวนมากเป็นเพียง “ตัวตลก”

แต่ทุกอย่างก็ดำเนินไปในลักษณะชั่วครู่ชั่วคราว และไม่น่าจะส่งผลสะเทือนใดๆ ต่อโครงสร้างสังคมอันอยุติธรรมของเมืองก็อตแธม ภายหลังเหตุจลาจล

เช่นเดียวกับ “โจ๊กเกอร์” ที่ถูกฉวยใช้เป็นสัญลักษณ์ของฝูงชน โดยต้องแลกกับการเจ็บตัวและการโดนจับกุมควบคุมตัว

ชะตากรรมของเขาจึงอาจส่องสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวอ่อนแรงของการต่อสู้ทางการเมืองแบบ “งานเทศกาลรื่นเริง/คาร์นิวัล” ในภาพรวม

“เทศกาลรื่นเริง/คาร์นิวัล” ที่มิได้วางฐานอยู่บนความสนุกสนานมาตั้งแต่ต้น

สู่วิถีชีวิตประจำวัน

joker 4

เมื่อ “คาร์นิวัลทางการเมือง” ในก็อตแธมสิ้นสุดลง น่าสนใจมากๆ ว่า “อาร์เธอร์” หรือ “โจ๊กเกอร์” ได้ถูกนำตัวเข้าโรงพยาบาลจิตเวช

ด้านหนึ่ง สถานพยาบาลดังกล่าวก็ทำงานผ่านกลไกอำนาจในการจำกัดพื้นที่และควบคุมชีวิต-ความคิด-อารมณ์ความรู้สึกของปัจเจกบุคคลผู้ถูกระบุว่าป่วยไข้ทางจิตใจ

อีกด้านหนึ่ง “โจ๊กเกอร์” ก็คงต้องพยายามดิ้นรนอยู่รอดภายใน (หรือพยายามหนีรอดออกจาก) โลกของโรงพยาบาล ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ไม่ว่าเขาจะมีความสุขหรือไม่ก็ตาม (รวมถึงการใช้ความรุนแรง?)

การชุมนุมทางการเมืองแบบ “เฟสติวัล/คาร์นิวัล” ในพื้นที่สาธารณะ จึงย่อขนาดลงสู่การครอบงำ-ต่อต้านทางการเมืองในพื้นที่เฉพาะและในระดับวิถีชีวิตประจำวัน

แม้สเกลของการต่อสู้อย่างหลังจะเล็กกว่า แต่ก็มีความต่อเนื่องยาวนานและต้องอาศัยความอดทนมากกว่า

ข้อสงสัย

joker poster

มีข้อสงสัยเล็กๆ สองประเด็น หลังดูหนังจบ

ข้อแรก ไอ้กลุ่มเด็กเลวข้างถนนที่รุมกระทืบ “อาร์เธอร์” ในช่วงแรกของภาพยนตร์นั้น ได้มาร่วมก่อจลาจลในการชุมนุมที่มี “โจ๊กเกอร์” เป็นสัญลักษณ์ใจกลางด้วยหรือไม่?

ข้อสอง ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณหมอผู้หญิงผิวดำตอนท้ายเรื่อง? เพราะรอยเท้าของ “โจ๊กเกอร์” ที่เดินไปตามพื้นโรงพยาบาลนั้นเลอะรอยเลือด ถ้าคุณหมอถูกทำร้าย เธอก็จะเป็นคนดำรายแรกที่ถูกกระทำโดย “อาร์เธอร์/โจ๊กเกอร์”

ข่าวบันเทิง

“Memoria” หนังเรื่องล่าสุดของ “อภิชาติพงศ์” ปิดกล้องแล้ว

“Memoria” ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกสุดที่ไปถ่ายทำนอกประเทศไทยของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ได้ปิดกล้องลงเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม บัญชีทวิตเตอร์ @kickthemachine ของอภิชาติพงศ์ ได้โพสต์ภาพถ่ายเบื้องหลังการถ่ายทำ พร้อมข้อความภาษาอังกฤษที่แปลเป็นไทยได้ว่

“ขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมในหนังเรื่อง Memoria มากๆ (การถ่ายทำหนังเรื่องนี้) เต็มไปด้วยความทรงจำงดงาม อันเกิดจากผู้คน, สถาปัตยกรรม, ภูมิทัศน์ … ที่ยอดเยี่ยม”

ก่อนหน้านั้น วันที่ 13 ตุลาคม “สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์” ผู้ช่วยผู้กำกับของหนังเรื่องนี้ ก็ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กของตนเอง โดยระบุว่าวันดังกล่าวคือวันสุดท้ายในการถ่ายทำ “Memoria”

สมพจน์ได้เขียนขอบคุณอภิชาติพงศ์, สยมภู มุกดีพร้อม ผู้กำกับภาพ และทุกๆ คนในกองถ่าย สำหรับมิตรภาพและการทำงานร่วมกันอย่างหนัก

บล็อกคนมองหนังขออนุญาตประมวลภาพนิ่งบางส่วนในกองถ่ายภาพยนตร์เรื่อง “Memoria” ที่ถูกเผยแพร่ตามโซเชียลมีเดียต่างๆ มานำเสนอ ณ ที่นี้ เพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนที่หนังจะออกฉายในช่วงต้นปีหน้า

ขอบคุณภาพนำจากทวิตเตอร์ @kickthemachine