จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

แนะนำนักแสดงรุ่นหนุ่ม-สาว “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562”

“ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” เปลี่ยนโหมดเข้าสู่ช่วงวัยที่เติบโตเป็นหนุ่มสาวของเหล่าตัวละครหลักเรียบร้อยแล้ว

และผลตอบรับก็ดูเหมือนจะ “ดี” ทีเดียว หากพิจารณาจากเรตติ้งของละครในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 8-9 มิถุนายน ซึ่งได้ไป 5.029 และ 5.632

“ขวานฟ้าหน้าดำ” นั้นมีตัวละครหลักไม่มาก ส่งผลให้ไม่ต้องใช้บริการนักแสดงเยอะแยะเท่าละครจักรๆ วงศ์ๆ อีกหลายเรื่อง

โดยใน “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” นักแสดงผู้รับบทบาทสำคัญช่วงหนุ่มสาว จะประกอบไปด้วย

“ข้าวตู พลพจน์ พูลนิล” ผู้รับบท “ขวาน” หรือ “สุธาเทพ” อีกหนึ่งเด็กปั้นแห่งค่ายสามเศียร-ดีด้า-ดาราวิดีโอ ซึ่งเส้นทางนักแสดงจักรๆ วงศ์ๆ ของเขา ดูจะเคยก้าวไปสู่จุดพีกหนหนึ่ง เมื่อครั้งแสดงเป็น “พระราหู” ใน “เทพสามฤดู 2560”

ถัดมา คือ “ขวัญ ปิ่นทิพย์ อรชร” รองนางสาวไทยอันดับ 1 ประจำปี 2559 ผู้จะมารับบทเป็น “พระธิดาบุษยา” นางเอกของเรื่อง หลังจากเคยชิมลางลงจอด้วยฐานะหนึ่งในพระพี่นางของ “รจนา” ใน “สังข์ทอง 2561” มาก่อน

สำหรับ “หนูฟาง” อีกหนึ่งผู้ช่วยคน/ร่างใหม่ของ “ขวาน” ในตอนโตนั้น จะสวมบทโดย “เพลง ชนารดี อุ่นทะศรี” ดีกรีเข้ารอบห้าคนสุดท้าย นางสาวไทย 2559 (รุ่นเดียวกับ “ขวัญ ปิ่นทิพย์”) ทั้งนี้ “เพลง ชนารดี” เคยแสดงละครเรื่อง “ยอพระกลิ่น 2557” ก่อนจะมุ่งมั่นไปเอาดีบนเส้นทางการประกวดนางงาม แล้วย้อนคืนสู่แวดวงละครจักรๆ วงศ์ๆ อีกหนใน “สังข์ทอง 2561”

เพื่อน กวี แสงเดช
ภาพจาก ยูทูบสามเศียร

ตัวร้ายรุ่นหนุ่มแน่นอย่าง “แสงเดช” ทายาท “อำมาตย์แสงเพชร” จะรับบทโดย “เพื่อน กวี วงศ์จันทรา” ซึ่งเคยร่วมแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ มาแล้วไม่น้อย รวมถึงการสวมบท “บุญหลาย” พระพี่เลี้ยงเขยลาวใน “สังข์ทอง 2561”

ปิดท้ายด้วย “มิตรแท้/พี่ชายที่แสนดี” ของ “ขวาน” อย่าง “จ้อย” ซึ่งเวอร์ชั่นนี้รับบทโดย “โจ้ จักรกฤษณ์ คชรัตน์” อดีตนักแสดงเด็กผู้เคยโด่งดังจากละคร “สี่ยอดกุมาร” และ “เทพสังวาลย์” ช่วงปลายทศวรรษ 2520 ณ ปัจจุบัน ในวัย 44 ปีเต็ม “โจ้ จักรกฤษณ์” ได้หวนคืนสู่หน้าจอละครจักรๆ วงศ์ๆ อีกครั้ง และเขาก็ถือเป็น “พี่ใหญ่” ของบรรดานักแสดงรุ่นหนุ่มสาวใน “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562”

ข้อมูลเรตติ้งจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25rating-week-3-9june62/

Advertisements
ข่าวบันเทิง

อัพเดตเทรลเลอร์-เอ็มวี-โปสเตอร์ “Where We Belong”

20 มิถุนายนนี้ ภาพยนตร์ไทยเรื่อง “Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า” ผลงานการกำกับของ “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” นำแสดงโดย “เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ” (เจนนิษฐ์ BNK48) และ “แพรวา สุธรรมพงษ์” (มิวสิค BNK48) ก็จะได้ฤกษ์เข้าฉายในโรงภาพยนตร์

ระหว่างนี้ ทางทีมงานผู้สร้างเลยค่อยๆ ทยอยปล่อยวัตถุดิบในการโปรโมทภาพยนตร์ออกมาเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นเทรลเลอร์หนัง, มิวสิควิดีโอเพลง “Let U Go” ซึ่งเป็นเพลงนำภาพยนตร์ และโปสเตอร์ ผลงานการถ่ายภาพนิ่งโดย “ธาดา วาริช”

บล็อกคนมองหนังจึงได้ทำการรวบรวมสิ่งต่างๆ เหล่านั้น มาเผยแพร่ซ้ำอีกหน ณ พื้นที่นี้

wwb poster 0wwb poster 1wwb poster 2wwb poster 3wwb poster 4wwb poster 5

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Where We Belong

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

4 ประเด็นน่าสนใจใน “ขวานฟ้าหน้าดำ” (ช่วงเด็ก)

เป็นอันว่า “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ได้เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านวัยของเหล่าตัวละครหลักเรียบร้อยแล้ว เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

บล็อกคนมองหนังจึงอยากจะขออนุญาตสรุปประเด็นน่าสนใจ 4 ข้อ ซึ่งปรากฏในละคร ช่วงที่ตัวละครนำยังเป็นเด็กอยู่

มิตรภาพระหว่าง “ขวาน” กับ “จ้อย”

จ้อยขวาน

ต้องยอมรับว่าประเด็น “มิตรภาพ” ระหว่าง “ขวาน” กับ “จ้อย” นั้นพบได้ไม่บ่อยนักในละครจักรๆ วงศ์ๆ ทั่วไป

หากคำนึงว่า “มิตรภาพ” ระหว่างทั้งคู่ คือ ความเป็นเพื่อนของชาวบ้านสามัญชน ที่ดำรงผ่านสัมพันธภาพอันเท่าเทียม และต้องต่อสู้ต่อต้านอำนาจ (รัฐ) ที่เหนือกว่าร่วมกัน

ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าชายต่างเมือง, เจ้าชายกับพระพี่เลี้ยง หรือมนุษย์กับอมนุษย์ที่มีศักดิ์ด้อยกว่า ดังที่เรามักคุ้นเคยในละครจักรๆ วงศ์ๆ ส่วนใหญ่

“อำมาตย์แสงเพชร” และเครือข่ายอำนาจ

อำมาตย์แสงเพชร

เท่าที่เคยดูละครจักรๆ วงศ์ๆ มา “อำมาตย์แสงเพชร” น่าจะเป็นตัวละคร “อำมาตย์” ที่มีฤทธิ์เดชพิษสงมากที่สุดรายหนึ่งในจักรวาลของละครประเภทนี้

จากที่ปกติ เรามักจะได้เห็นแต่อำมาตย์ที่รับบทเป็น “ลูกขุนพลอยพยัก” ตลอดจนอำมาตย์ผู้คิดคด/จงรัก ซึ่งไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตามอุดมการณ์ของตนได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องพึ่งพาฤทธิ์เดชของตัวช่วย/ตัวละครอมนุษย์-อภิมนุษย์รายอื่น

ที่สำคัญ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ยังฉายภาพ “อำมาตย์แสงเพชร” ในฐานะ “นักการเมือง” ได้อย่างสมจริง ผ่านการสร้างเครือข่าย/คอนเนกชั่นอันกว้างขวางซับซ้อนของตัวละครรายนี้ ซึ่งมีพี่เพื่อนน้องเป็นทั้งมนุษย์กา เรื่อยไปถึงนางยักษ์กาขาว

ขณะที่เราจะไม่ค่อยเห็น “ความเป็นนักการเมือง” แบบนี้ ใน “อำมาตย์” ของละครพื้นบ้านเรื่องอื่นๆ สักเท่าไหร่

เทพระดับรอง-ผู้วิเศษ ณ เบื้องล่าง

สุริยะเทพ

น่าสนใจว่าโลกของ “ขวานฟ้าหน้าดำ” นั้นมีเทพหลายองค์ แต่เทพที่มีบทบาทสำคัญๆ ในละครล้วนเป็นเทพระดับรองๆ ทั้งสิ้น

ตัว “ขวาน” เอง ก็มีอดีตชาติเป็น “สุธาเทพ” ผู้ทำหน้าที่ “เทพบริวาร” คอยล้างเท้าให้เหล่าเทวดานางฟ้าบนสรวงสวรรค์

เทพชั้นสูงที่คอยช่วยเหลือ “ขวาน” คือ “สุริยะเทพ” ซึ่งในช่วงต้น ได้รับบัญชาจากพระอินทร์ (มาอีกทอด) ให้ไปปราบพยศ “สุธาเทพ” หลังครอบครองอาวุธวิเศษ

ครั้น “สุธาเทพ” ลงมาเกิดบนโลกมนุษย์ “สุริยะเทพ” ก็รับภาระเป็นผู้คอยดูแลพิทักษ์ “ขวาน” ต่อไป

น่าสังเกตด้วยว่าเทพองค์อื่นๆ หรือผู้วิเศษที่คอยช่วยเหลือ “ขวาน” นั้นมักมีนัยยะที่เชื่อมโยงกับโลกเบื้องล่างหรือชาวบ้านสามัญชน มากกว่าโลกเบื้องบน

เช่น พระแม่ธรณี, นางไม้, เจ้าพ่อเขาเขียว รวมถึงพี่หุ่นฟางจากพระฤาษี

“ความเป็นทหาร-ความเป็นเด็ก”

อำมาตย์โสฬส

“ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ดูจะสร้างภาวะคลุมเครือให้แก่แนวคิดเรื่อง “ความเป็นทหาร” และ “ความเป็นเด็ก” เอาไว้อย่างน่าสนใจ

ในด้านหนึ่ง “อำมาตย์โสฬส” แห่งนครคันธมาทน์ ก็ถูกวาดภาพให้เป็น “ทหารผู้จงรักภักดี” ต่อองค์เหนือหัว

เช่นเดียวกับ “ขวาน” และ “จ้อย” ตอนหนุ่ม ที่ไปอาสารับราชการเป็น “ทหารระดับล่าง” ในบุรีรมย์นคร เพื่อรับใช้ (กอบกู้) บ้านเมือง และสืบข่าวคราวเกี่ยวกับแผนร้ายของ “พระเจ้าแสงเพชร”

แต่อีกด้าน “อำมาตย์แสงเพชร” กับพวกพ้อง ก็ถือเป็น “ทหาร” ผู้ฉ้อฉล มักใหญ่ใฝ่สูง ละโมบโลภมาก และไม่จงรักภักดี

รัก ยม

ขณะเดียวกัน สองกุมาร “รัก-ยม” ที่ “อำมาตย์โสฬส” เลี้ยงเอาไว้ ก็มักต่อว่าต่อขาน “พ่ออำมาตย์” ว่าเป็น “เผด็จการ” เมื่อทั้งคู่โดนสั่งให้ไปทำงานบางอย่างโดยไม่เต็มใจหรือถูกกักขังลงโทษ

นี่คือเสียงแห่ง “ความเป็นขบถ” ของตัวละครเด็กในละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้

แต่อีกทางหนึ่ง ตัวละคร “นางไม้” ที่เคยช่วยเหลือ “ขวาน-จ้อย” ก็วิพากษ์วิจารณ์เด็กส่วนใหญ่ใน “สมัยนี้” ว่าเป็นพวกที่คิดว่าตนเองเก่งไปหมดเสียทุกอย่าง

นี่คือวิวาทะ/นิยามอันหลายหลากว่าด้วย “ความเป็นทหาร” และ “ความเป็นเด็ก” ที่ปรากฏใน “ขวานฟ้าหน้าดำ”

ขอบคุณภาพประกอบจาก ยูทูบสามเศียร

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“ขวานฟ้าหน้าดำ” ขึ้น 7 สีคอนเสิร์ต – เพลงละคร “ขุนช้างขุนแผน” โดย “ป๋อม บอยไทย”?

“ขวานฟ้าหน้าดำ” ใน 7 สีคอนเสิร์ต

วันเสาร์ที่ 25 พฤษภาคม ทีมนักแสดงจาก “ขวานฟ้าหน้าดำ” ได้ไปร่วมสร้างสีสันในงาน “7 สีคอนเสิร์ตออนทัวร์” ที่บิ๊กซี พระราม 2 สาขา 2

บรรยากาศของการแสดงนับว่าสนุกสนานถูกใจผู้ชมดีทีเดียว

ที่สำคัญ ยังมีการโชว์ตัวของผู้จะมารับบท “ขวาน” และ “พระธิดาบุษยา” ตอนโต ซึ่งได้แก่ “ข้าวตู พลพจน์ พูลนิล” และ “ขวัญ ปิ่นทิพย์ อรชร”

เพลงละคร “ขุนช้างขุนแผน” โดย “ป๋อม บอยไทย”?

ป๋อม บอยไทย ขาวดำ

วงการดนตรีไทยเดิม-ปี่พาทย์เพิ่งสูญเสียมือระนาดชั้นยอดอย่าง “ชัยยุทธ โตสง่า” หรือ “ป๋อม บอยไทย” ซึ่งอำลาโลกไปขณะมีวัย 53 ปี เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม

นอกจากจะเคยผลิตสตูดิโออัลบั้มในนาม “บอยไทย” และ “แบงค็อก ไซโลโฟน” ตลอดจนนำเพลงไทยเดิมมาบรรเลงและบันทึกเสียงใหม่แล้ว (รวมทั้งเคยมีผลงานในฐานะนักร้องอยู่บ้าง)

หากผมจำไม่ผิด “ป๋อม บอยไทย” ดูเหมือนจะเคยรับหน้าที่แต่งเพลงและทำดนตรีประกอบให้แก่ละครเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ที่กำกับโดย “เศรษฐา ศิระฉายา” เมื่อปี 2542 (ออกอากาศทางช่อง 3)

เพราะผมเคยผ่านตาจากบทสัมภาษณ์หรือข่าวบันเทิงของหนังสือพิมพ์ในยุคนั้น ซึ่งผู้กำกับอย่างคุณเศรษฐาระบุว่าได้ “ป๋อม บอยไทย” มาช่วยทำดนตรีให้แก่ละครเรื่องนี้

อย่างไรก็ดี พอมาไล่ดูคลิปย้อนหลังในยูทูบ ไตเติ้ลของละคร “ขุนช้างขุนแผน 2542” กลับระบุว่า คนทำเพลงไตเติ้ล-เพลงประกอบ นั้นคือผู้ใช้นามแฝงว่า “ป. เพลิงชมพู”

ป. เพลิงชมพู

หลายปีที่ผ่านมา ผมไม่แน่ใจนักว่า “ป. เพลิงชมพู” คือใคร? จะใช่ “ป๋อม บอยไทย” หรือไม่?

กระทั่งเมื่อได้ทราบว่าคุณป๋อมเสียชีวิต ผมจึงลองสืบค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแกไปเรื่อยๆ ในอินเตอร์เน็ต และพบว่ามือระนาดผู้นี้จบการศึกษาจากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีสัญลักษณ์ประจำคณะเป็น “เพลิงชมพู”

ด้วยเหตุนี้ ถ้าความทรงจำที่อ้างอิงไปถึงบทสัมภาษณ์เก่าของคุณเศรษฐาซึ่งยังวนเวียนอยู่ในหัวผมนั้น เป็นสิ่งถูกต้องจริงๆ และไม่ได้มโนขึ้นเอง

นามแฝง “ป. เพลิงชมพู” ก็อาจหมายถึง “ป๋อม ผู้จบการศึกษาจากคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ” หรือ “ป๋อม ชัยยุทธ โตสง่า” แห่งวง “บอยไทย” นั่นเอง

ภาพนำจาก https://www.instagram.com/samsearn/ และ ช่องยูทูบ Naan Ping

ข่าวบันเทิง

มาแล้ว! ทีเซอร์ “Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า”

ในที่สุด ภาพยนตร์เรื่อง “Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า” ผลงานการกำกับของ “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” ซึ่งนำแสดงโดย “เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ” (เจนนิษฐ์ BNK48) และ “แพรวา สุธรรมพงษ์” (มิวสิค BNK48) ก็ได้ฤกษ์ปล่อยทีเซอร์แรกออกมาให้แฟนๆ ได้รับชม

โดยภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้จะบอกเล่าเรื่องราวของสองสาวเพื่อนสนิท คือ “ซู” ที่กำลังจะจากจังหวัดจันทบุรี บ้านเกิด ไปเรียนต่อต่างประเทศ กับ “เบล” ที่จะยังไม่ไปไหน

ก่อนออกเดินทาง “ซู” ลงมือเขียนเช็กลิสต์ถึงสิ่งต่างๆ มากมาย ซึ่งควรทำก่อนขึ้นเครื่องบิน แม้จะตระหนักดีว่า สุดท้ายแล้วยังมีบางสิ่งบางอย่างในชีวิตที่เธอต้อง “ปล่อยผ่านไป”

หนังตั้งคำถามว่าหลังจัดกระเป๋าเดินทางเสร็จเรียบร้อย มีสิ่งใดบ้างที่ “ซู” ทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง และมีสิ่งใดบ้างที่เธอนำติดตัวไปข้างหน้า?

“Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า” จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ วันที่ 20 มิถุนายนนี้

ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับหนังเพิ่มเติมที่เพจ Where We Belong

ขอบคุณภาพนำจาก ช่องยูทูบ BNK48

ย้อนอ่านข่าว จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์ “Where We Belong”

 

คนมองหนัง

“รอยแหว่งวิ่น” ใน “นคร-สวรรค์”

หนึ่ง

 

ในแง่กระบวนการ-วิธีการ ความเป็นภาพยนตร์ “สารคดีผสมเรื่องแต่ง” ของ “นคร-สวรรค์” มิได้แปลกใหม่กว่าหนังอินดี้ไทยร่วมสมัยจำนวนหนึ่งแน่ๆ

เช่น เมื่อ 5 ปีก่อน ภาพยนตร์เรื่อง “Mother” ของ “วรกร ฤทัยวาณิชกุล” (ปัจจุบัน เป็นสมาชิกและผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่) ก็บอกเล่าปัญหาชีวิตครอบครัวของผู้กำกับด้วยกระบวนท่า “กึ่งสารคดีกึ่งเรื่องแต่ง” คล้ายคลึงกัน

ทว่า “นคร-สวรรค์” นั้นมีเสน่ห์เฉพาะในแบบฉบับของตัวเอง

หนังเล่าเรื่องราวคู่ขนาน ระหว่างเนื้อหาส่วนสารคดีที่ “โรส” (พวงสร้อย) บันทึกปฏิสัมพันธ์ของตัวเธอเองกับพ่อและแม่ (ซึ่งกำลังป่วยหนัก) กับเนื้อหาส่วนเรื่องแต่ง ว่าด้วยการเดินทางไปลอยอังคารแม่ที่จังหวัดนครสวรรค์ของตัวละครหญิงอีกรายชื่อ “เอย”

“นคร-สวรรค์” อาจมีความใกล้เคียงกับ “Mother” ของวรกร แต่ขณะที่ผลงานชิ้นหลังมีรอยแบ่งแยกชัดเจนระหว่าง “สารคดี” กับ “เรื่องแต่ง” ผ่านกลวิธีการนำเสนอ องค์ประกอบทั้งสองขั้วในผลงานของพวงสร้อยกลับดำรงอยู่อย่างคลุมเครือ-พร่าเลือน และต่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

แม้องค์ประกอบที่เป็น “สารคดี” (จริงๆ สามารถเรียกว่า “หนังบ้าน” หรือ “home movie” ได้ด้วยซ้ำ) กับ “เรื่องแต่ง” ใน “นคร-สวรรค์” จะไม่ได้ประกบเข้าหากันชนิดลงล็อกเป๊ะๆ หรือนวลเนียนไร้ตะเข็บรอยต่อเสียทีเดียว

ขณะเดียวกัน ภาวะที่ทั้งยั่วล้อ, แปลกแยก และผสมกลมกลืนกันระหว่างสององค์ประกอบดังกล่าวก็มิได้แปรสภาพกลายเป็นอาการชวนเหวอ-ดูไม่รู้เรื่อง ที่อาจทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าคนทำหนังมีความ “หนักมือ” จนเกินไป

สอง

นคร สวรรค์ 1

“นคร-สวรรค์” ให้ความสำคัญแก่ “บันทึกความทรงจำ” หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ภาพเคลื่อนไหว (หนังและวิดีโอ), การจดบันทึกข้อความลงสมุด, ภาพนิ่ง (ฟิล์มและดิจิตอล) ตลอดจนไฟล์เสียงสนทนาระหว่างบุคคล

แต่ “บันทึกความทรงจำ” ที่ถูกนำมาเรียงร้อยกันเหล่านั้น ก็เต็มไปด้วย “รอยแหว่งวิ่น” และ “ช่องว่าง” (หรือ “-” ) นานัปการ

นี่เป็น “รอยแหว่งวิ่น-ช่องว่าง” ที่จำเป็นต้องมีอยู่ เมื่อผู้กำกับฯ เลือกนำเรื่องราวชีวิต (หรือบาดแผล) ส่วนตัว/ครอบครัว มาถ่ายทอดให้สาธารณชนได้รับชม

ไม่รวมถึงข้อจำกัดอื่นๆ เช่น การต้องเดินทางไปมา/ความห่างไกลระหว่างประเทศไทยกับเยอรมนีในช่วงถ่ายทำสารคดี

ด้านหนึ่ง “รูโหว่” ที่ปรากฏตามรายทาง ก็สร้างความคาใจให้แก่คนดู ซึ่งไม่อาจรับรู้ได้หรอกว่าบรรดาอารมณ์อ้างว้างเคว้งคว้างที่ล่องลอยภายในหนังเรื่องนี้ จะกลายเป็น “ความเศร้า” ชั่วครั้งคราว หรือ “ความเสียใจ” ที่ดำรงอยู่ไปตลอดกาล

อีกด้านหนึ่ง นั่นก็ถือเป็น “ภาวะเปิดกว้าง” ต่อการตีความ ที่คนทำหนังคล้ายจะจงใจละเอาไว้ให้ผู้ชมได้ลองค้นคว้าคิดหาคำตอบอันหลากหลาย และพยายามแทนที่ชีวิตจริง/ชีวิตสมมุติของบุคคลต่างๆ ในภาพยนตร์ ด้วยประสบการณ์ส่วนตัวของตนเอง

โดยส่วนตัว ระหว่างดูหนังเรื่องนี้ ผมแอบตั้งคำถามว่าสายสัมพันธ์ลึกๆ ระหว่าง “พ่อ” กับ “แม่” ไม่ว่าจะในเนื้อหาส่วนสารคดีหรือเรื่องแต่งนั้น เป็นอย่างไรกันแน่? (แตกร้าว?, ลงรอย? หรือให้อภัยกัน?)

ผมชอบอารมณ์ครึ่งกลางค้างคาที่ปกคลุมตัวละครอย่าง “เอย” กับเพื่อนชายของเธอ ในฉากห้องพักโรงแรม ซึ่งค่อยๆ ระเหยหายคลี่คลายไปโดยปราศจากคำเฉลยชัดเจนใดๆ

เช่นเดียวกับรายละเอียดเล็กๆ บางประการที่ไม่สำคัญนัก แต่มีอารมณ์ขันดี อาทิ เมื่อ “ป้าของเอย” ระบายความโศกเศร้าในใจให้หมอนวดชายคนสนิทรับฟัง พร้อมทั้งฝากปลาเผาจากสิงห์บุรีไปให้ลูกชายของเขา ฉากต่อมา หนังก็พาคนดูไปติดตามชมพฤติกรรมของชายคนหนึ่ง ซึ่งเรามิอาจรู้ชัดว่าเขาคือใคร? (และไม่แน่ใจว่าตำแหน่งแห่งที่ของเขาอยู่ในสารคดีหรือเรื่องแต่ง?)

ชายคนนั้นขี่มอเตอร์ไซค์ไปตกปลาริมคลอง ก่อนจะหมดบทบาทลงอย่างสงบเงียบ

สาม

นคร สวรรค์ 2

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “เอิงเอย ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” ผู้รับบท “เอย” นั้นฝากฝีมือที่น่าประทับใจเป็นพิเศษไว้ใน “นคร-สวรรค์”

จากที่มีแววดีเมื่อครั้งแสดงหนังยาวเรื่องแรก คือ “โรงแรมต่างดาว” ของ “ปราบดา หยุ่น” มาถึง “นคร-สวรรค์” เอิงเอยมีซีนน่าจดจำจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะซีนบีบคั้น-ปลดปล่อยอารมณ์ในห้องพักโรงแรม

ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมปัจจัยอื่นๆ เช่น “รอยสักอันเรียบง่ายแต่โดดเด่นบนแผ่นหลัง” ซึ่งขับเน้นให้เรือนร่างของเอิงเอยมีเสน่ห์/เอกลักษณ์ที่แตกต่างไปจากนางเอกไทยส่วนใหญ่ และอาจบอกเป็นนัยว่าตัวละคร “เอย” นั้นมีริ้วรอย/รอยแยกบางประการในชีวิต

ด้วยทักษะการแสดงและออร่าส่วนบุคคล คงไม่ใช่เรื่องยากที่ “ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” จะค่อยๆ ขยับขับเคลื่อนตนเอง จากสถานะ “นางเอกของวงการหนังอินดี้ไทยยุคใหม่” ไปสู่การเป็น “ดาราคนสำคัญ” ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในทศวรรษ 2560

คนอ่านเพลง

รำลึกถึง “ป๋อม บอยไทย” (2509-2562)

หนึ่ง

ในฐานะของคนที่เริ่มฟังเพลงอย่างจริงจัง ณ ช่วงปลายทศวรรษ 2530 ถึงต้นทศวรรษ 2540 ผมมักเห็นแย้งเสมอเวลาใครพยายามผูกโยงว่า “วงการเพลงอินดี้ไทย” ยุค 90 นั้น “เท่ากับ” ดนตรีแนว “อัลเทอร์เนทีฟร็อก”

แน่นอน วงการเพลงอินดี้ยุคนั้นก่อตัวขึ้นจากกระแสอัลเตอร์ฯ และศิลปินอินดี้จำนวนมากก็เป็นที่รู้จักจากการผลิตผลงานแนว “อัลเทอร์เนทีฟร็อก”

แต่ก็ยังมีศิลปินแนวอื่นๆ ที่เข้ามาบุกเบิกแผ้วถางที่ทางเฉพาะของตน และสร้างสีสันอันแตกต่างให้แก่วงการเพลงอินดี้หรืออุตสาหกรรมดนตรีไทยยุค 90

“บอยไทย ยุคแรก” ที่นำโดย “ชัยยุทธ โตสง่า” หรือ “ป๋อม บอยไทย” คือหนึ่งในนั้น

boy thai

สอง

“บอยไทย” คล้ายจะมีสถานะเป็นผู้สานต่อแนวทางที่วางรากฐานเอาไว้โดย “ฟองน้ำ”

แต่พวกเขาหรือป๋อมเอง ก็เหมือนจะมีปณิธานในการทำงานที่ผิดแผกออกไป

การผสมผสานดนตรีไทยเดิมเข้ากับดนตรีสากลของ “บอยไทย ยุคแรก” ไม่ได้วางน้ำหนักอยู่ที่การโชว์เท่านั้น ทว่ายังให้ความสำคัญกับการผลิตสตูดิโออัลบั้มที่มีมาตรฐานสูงและมีแนวโน้มจะเข้าถึงผู้ฟังในวงกว้าง (กว่าเดิม)

ผ่านการตีความเพลงไทยเดิมในมุมมองใหม่ การคัฟเวอร์เพลงฝรั่งให้มีกลิ่นอายไทยเดิม และการแต่งเพลงใหม่อันเป็นผลมาจากการสังเคราะห์แลกเปลี่ยนกันระหว่างสอง (หรือหลาย) วัฒนธรรม

กระทั่งผลงานเพลงแต่งใหม่ของ “บอยไทย” ที่นำโดยป๋อม สามารถคว้ารางวัลเพลงบรรเลงยอดเยี่ยมบนเวทีสีสัน อวอร์ดส์ มาได้ถึงสองหน คือ “A Day on Sado Island” จากอัลบั้มชุดแรก “Siamese Samba” ที่ออกจำหน่ายในปี 2538 และ “Tataku” จากอัลบั้มชุดที่สาม “Spicy Brazil” ที่ออกจำหน่ายในปี 2543

ยิ่งกว่านั้น งานของ “วงบอยไทยยุคป๋อม” ยังสร้างภาพจำผ่านกลยุทธการสอดแทรกเพลงร้องซึ่งไพเราะติดหู บ้างก็คัฟเวอร์เพลงไทยเดิม บ้างก็คัฟเวอร์เพลงลูกกรุง ลงในอัลบั้ม โดยมี “ป๋อม บอยไทย” เป็นผู้ร้องนำ ด้วยลีลาน้ำเสียงที่ละม้ายคล้ายคลึงกับ “พี่แจ้ ดนุพล แก้วกาญจน์”

สถานะ “มือระนาดเอก-นักร้องนำ” ของป๋อม ที่ปรากฏบนเครดิตอัลบั้มในปกเทป-ซีดี นั้นไม่ใช่สถานภาพปกติทั่วไปที่เคยเกิดขึ้นกับวงปี่พาทย์หรือวงดนตรีไทยเดิมประยุกต์ยุคก่อนหน้าแน่ๆ

สาม

ผมรู้สึก/ตีความเอาเองว่า “ป๋อม บอยไทย” พยายามจะพิสูจน์ว่านักดนตรีไทยเดิมที่เติบโตจากยุทธจักรวงการปี่พาทย์ ก็สามารถอยู่ได้ อยู่ดี และมีที่ทาง ในตลาด/อุตสาหกรรมเพลง (ป๊อป) ไทย

ดังจะเห็นว่าสตูดิโออัลบั้มที่เป็นผลงานเพลงไทยเดิมประยุกต์-ร่วมสมัยชุดสุดท้ายของเขา ซึ่งออกในนาม “แบงค็อก ไซโลโฟน” นั้น ได้โยกย้ายไปอยู่กับสังกัด “จีนี่ เรคคอร์ดส์” (ซึ่งไม่ได้มีแค่เพลงร็อกน่าเบื่อ!) ในเครือแกรมมี่

ในยุคสมัย “ก่อนโหมโรง” เหมือนป๋อมจะทดลองท้าทายหรือบอกกับสังคมว่า นักดนตรีไทยเดิม/ปี่พาทย์ ก็เป็นนักดนตรีอาชีพได้ ไม่จำเป็นจะต้องดำรงตนประหนึ่ง “จอมยุทธเร้นร่าง” ตามหน่วยงานราชการต่างๆ ในฐานะข้าราชการระดับล่าง-กลาง

เห็นได้จากนักดนตรีไทยเดิมจำนวนไม่น้อยที่ยังต้องเลี้ยงชีพ-แสวงหาหลักประกันในชีวิต ภายใต้การอุปถัมภ์ขององค์กรรัฐหลายแห่ง ซึ่งมิได้มีภาระหน้าที่หลักทางด้านศิลปวัฒนธรรมโดยตรงแต่อย่างใด

(ส่วนภารกิจข้อนี้ของป๋อมจะสำเร็จหรือล้มเหลวในเบื้องท้ายนั้น ถือเป็นอีกประเด็นหนึ่ง)

pom boythai
ภาพจากเฟซบุ๊ก ป๋อมบอยไทย ชัยยุทธ โตสง่า

สี่

โดยส่วนตัว ผมยอมรับว่าค่อนข้างผิดหวัง ที่หลังจากกระแสฮิตชั่วครั้งคราวของหนังเรื่อง “โหมโรง” ในปี 2547 แล้ว ผลงานแนวดนตรีไทยเดิมประยุกต์-ร่วมสมัย ก็แทบไม่มีที่ทางมั่นคงในอุตสาหกรรมเพลงไทย (ซึ่งกำลังเริ่มเข้าสู่ภาวะขาลง/ชะลอตัวเช่นกันพอดี)

หลังกระแส “โหมโรง” ป๋อมและเพื่อนๆ ร่วมวงหลายราย เลือกเดินออกมาจาก “บอยไทย” และก่อตั้งวง “แบงค็อก ไซโลโฟน” ทว่าวงดนตรีดังกล่าวก็มีผลงานอัลบั้มเพียงแค่ชุดเดียว ขณะที่โปรเจ็คท์อื่นๆ ในแนวทางใกล้เคียงกันของป๋อม ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จในวงกว้างเท่ายุค “บอยไทยสามชุดแรก” อีกเลย

สอดคล้องกับบรรยากาศการประยุกต์ดัดแปลงดนตรีไทยเดิมให้มีความร่วมสมัยในหลายปีหลัง ซึ่งกลายเป็นเรื่องของสีสันการโชว์และการกลับไปผลิตซ้ำ/บรรเลงซ้ำ “เพลงไทยเดิม” มากกว่าจะเป็นการแต่งเพลงใหม่เพื่อออกสตูดิโออัลบั้ม

(กระทั่งป๋อมเองก็ติดอยู่ในวังวนนี้)

ห้า

ขออนุญาตส่งท้าย ด้วยผลงานบางส่วนของ “บอยไทย” และ “แบงค็อก ไซโลโฟน” ที่ผมคิดว่ามีเสน่ห์น่าสนใจ (และที่สำคัญ คือ พอจะเสิร์ชหาได้ในยูทูบ)

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

“วิคกี้ ครีปส์” ว่าด้วย “The Young Karl Marx” และ “Phantom Thread”

หมายเหตุ – เมื่อสัปดาห์ก่อนไปชมภาพยนตร์เรื่อง “The Young Karl Marx” กลายเป็นว่าค่อนข้างประทับใจกับผลงานการแสดงของ “วิคกี้ ครีปส์” นักแสดงหญิงชาวลักเซมเบิร์ก ซึ่งในฐานะ “เจนนี่ มาร์กซ์” เธอมีบทบาทไม่เยอะนัก แต่กลับแฝงเร้นพลังบางอย่างเอาไว้มหาศาล

สถานภาพดังกล่าวดูจะสอดคล้องลงรอยกับอีกหนึ่งบทบาทที่สร้างชื่อให้แก่ครีปส์ในวงกว้าง นั่นก็คือ บท “อัลม่า” ใน “Phantom Thread”

เมื่อลองค้นข้อมูลดูจึงพบว่าเคยมีสื่อต่างประเทศบางสำนักชวนครีปส์คุยในประเด็นข้างต้นจริงๆ ด้วย

ขณะเดียวกัน ก็ยังมีข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับปู่ของนักแสดงหญิงรายนี้ ซึ่งเคยถูกลงโทษโดยระบอบนาซี ด้วยข้อหาครอบครองหนังสือที่เขียนโดย “คาร์ล มาร์กซ์” ไว้ในบ้าน

krieps the young karl marx

ปู่ของฉันกับ “คาร์ล มาร์กซ์”

“…คุณปู่ของฉันถูกจับเข้าค่ายกักกันตั้งแต่ยังอายุน้อยมากๆ ฉันคิดว่าน่าจะตอนเขาอายุ 21 หรือ 20 หรือน้อยกว่านั้น นั่นหมายความว่าเขายังเป็นเด็กอยู่มากๆ สาเหตุที่ทำให้เขาต้องเข้าค่ายกักกันก็เพราะ ‘คาร์ล มาร์กซ์’ เนื่องจากพวกนาซีพบหนังสือหลายเล่มที่เขียนโดยมาร์กซ์ในบ้านของปู่

“จริงๆ หนังสือทั้งหมดเป็นของคุณปู่ทวด ดังนั้นปู่ทวดของฉันจึงถูกตัดสินลงโทษในทันที แล้วต่อมา คุณปู่ก็ถูกนำตัวไปขึ้นศาลนาซีบ้าง พวกนั้นเห็นว่าปู่ฉันยังเด็กอยู่มากๆ พวกเขาจึงเริ่มต้นพูดด้วยข้อความทำนองว่า ‘คุณครีปส์ หนังสือที่คุณครอบครองอยู่น่ะ มันคืองานของคาร์ล มาร์กซ์ นั่นคงเป็นสิ่งที่ตกทอดมาจากพ่อของคุณใช่ไหม? มันคงเป็นหนังสือของพ่อคุณที่เหลือค้างอยู่ในตู้ของคุณเท่านั้นใช่ไหม?’

“มันเหมือนกับว่าพวกนาซีพยายามยื่นมือช่วยเหลือเพื่อให้คุณปู่ของฉันพ้นโทษ และไม่ต้องถูกส่งตัวไปยังค่ายกักกัน แต่ปู่กลับแจ้งต่อศาลว่า ‘ไม่ ไม่ หนังสือพวกนั้นมันเป็นของผมเอง’

“แน่นอน สิ่งที่พวกนาซีเกลียดที่สุด ก็คือ คนที่ปฏิเสธความช่วยเหลือหรือความเห็นของพวกเขา หลังจากนั้น ปู่ของฉันจึงถูกส่งตัวเข้าค่ายกักกันในทันที

“เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเหตุผลและจุดยึดโยงอันเข้มแข็งสำหรับฉัน แบบว่าเธอต้องไปเล่นเป็นภรรยาคาร์ล มาร์กซ์ เพื่อคุณปู่ของเธอนะ…

“นี่คือชะตากรรม และเป็นเหมือนการมอบความยุติธรรมกลับคืนแก่ใครบางคน ซึ่งเคยได้รับความไม่เป็นธรรมมาก่อน”

ที่มา https://www.pastemagazine.com/articles/2018/02/vicky-krieps-talks-about-what-we-dont-really-talk.html?

phantom thread

“อัลม่า” กับ “เจนนี่”

(คำถาม – ในหนังเรื่อง “The Young Karl Marx” และ “Phantom Thread” คุณได้รับบทเป็นผู้หญิงที่พยายามยืนหยัดทัดทานผู้ชายซึ่งทรงอำนาจและเป็นที่เคารพเลื่อมใส ทั้งยังเป็นสามีของพวกเธอเอง คุณคิดว่าอัลม่าและเจนนี่มีความสำคัญอย่างไรในเรื่องราวว่าด้วยบุรุษผู้ยิ่งใหญ่สองคนนั้น?)

ผู้หญิงทั้งสองรายนี้เป็นคนพิเศษ เพราะพวกเธอต่างซ่อนความเข้มแข็งของตัวเองเอาไว้ภายใต้ความนิ่งเงียบ พวกเธอพร้อมที่จะยืนอยู่ตรงเบื้องหลัง แม้ว่าจะแข็งแกร่งกว่าผู้คนตรงเบื้องหน้า ซึ่งได้รับความสนใจจากสาธารณชนก็ตาม พวกเธอไม่ได้แสวงหาการเป็นที่รู้จักหรือความยอมรับนับถือใดๆ

“บางทีนี่อาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากในยุคปัจจุบัน แต่ฉันไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผู้หญิงแบบนั้นอยู่เลยในยุคนี้ ปัจจุบัน นอกจากจะมีความเข้มแข็งแล้ว ผู้หญิงอย่างพวกเรายังถูกคาดหวังให้เป็นภรรยาที่ดี แม่ที่ดี เป็นสตรีผู้มีการศึกษาสูงส่ง เป็นคนมีอารมณ์ขัน อ่อนไหว และเปี่ยมไหวพริบ

“เราเป็นทุกอย่างในคนคนเดียว การเป็นผู้หญิงคนหนึ่งนั้นต้องแบกรับอะไรไว้มากมายเหลือเกิน แต่จริงๆ แล้ว ผู้หญิงทั้งหลายไม่ได้ต้องการคำบรรยายสรรพคุณเกี่ยวกับตัวตนของพวกเธอจากบุคคลภายนอกเลย พวกเธอไม่ได้มีความคิดทำนองว่า ‘ฉันรู้ว่าฉันเป็นผู้หญิงที่ดี เพราะฉันได้รับใบปริญญาจากมหาวิทยาลัย เพราะฉันเป็นคนสวย และเพราะฉันเป็นแม่ที่ดี’ หรอก

“ท้ายสุด สิ่งที่จะทำให้พวกเธอแข็งแกร่งมากๆ ไม่ใช่เรื่องพวกนั้น แต่เป็นอย่างอื่น นั่นคือ มันเคยมีบริบทช่วงเวลาที่ผู้หญิงสามารถให้การสนับสนุนผู้ชายบางคนอย่างมุ่งมั่นสงบเงียบอยู่ตรงเบื้องหลัง

“แต่นี่มันอาจเป็นการเปรียบเทียบที่แลดูโง่เง่าผิดฝาผิดตัวพอสมควร เพราะถ้า ‘เจนนี่ มาร์กซ์’ มีชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน เธอก็คงมีไอโฟนติดตัว และจิตใจของเธอก็คงต้องไขว้เขวไปตามสิ่งเร้าต่างๆ เช่นเดียวกัน”

ที่มา http://floodmagazine.com/48914/in-conversation-vicky-krieps-phantom-thread/

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ใกล้ถึงบทอวสาน “นางยักษ์กาขาว” และบทอำลา “ขวานน้อย”

จวนถึงบทอวสาน “นางยักษ์กาขาว” และบทอำลา “ขวานน้อย”

อินสตาแกรมสามเศียรเพิ่งเผยแพร่คลิปตัวอย่างละคร “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ซึ่งน่าจะออกอากาศจริงไม่วันเสาร์ก็อาทิตย์นี้

โดยในตัวอย่างดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าบทอวสานของ “นางยักษ์กาขาว” นั้นจวนจะมาถึงในเร็ววัน เช่นเดียวกับบทอำลาของตัวละคร “ขวาน-จ้อย” วัยเด็ก ตลอดจนสถานการณ์รัฐประหารยึดอำนาจในบุรีรมย์นคร

เรตติ้ง “ขวานฟ้าหน้าดำ” ยังเกือบๆ 5

เรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ประจำวันที่ 11-12 พฤษภาคม ยังวนเวียนอยู่แถวๆ หลัก 4

โดยในวันเสาร์ที่ 11 ละครเรื่องนี้มีดัชนีความนิยมอยู่ที่ 4.673 ก่อนเรตติ้งจะหล่นลงมาเล็กน้อยเป็น 4.408 ในวันอาทิตย์ที่ 12

คงต้องลุ้นกันต่อไปว่า “ขวานฟ้าหน้าดำ” ฉบับนี้ จะคว้าเรตติ้งได้เกิน 5 อีกเมื่อไหร่? และจะมีโอกาสโกยความนิยมถึงหลัก 6-7 หรือไม่?

ที่มาข้อมูล https://www.tvdigitalwatch.com/top5rating-10-12-05-62/

ภาพนำ (นางยักษ์กาขาวปะทะพี่หุ่นฟาง) จาก ยูทูบสามเศียร

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ใครๆ ก็มีฤทธิ์ และอำนาจใหญ่โตของคนเล็กคนน้อยใน “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562”

ออกอากาศมาได้ 15 ตอนแล้ว (ณ วันที่ 11 พฤษภาคม) สำหรับ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562”

ในฐานะที่เคยได้ยินแค่ชื่อเสียง แต่แทบไม่เคยรับชม “ขวานฟ้าหน้าดำ” มาก่อนเลย (เวอร์ชั่นปี 2526 ออกฉายขณะที่ผู้เขียนยังเด็กเกินจะดูทีวีรู้เรื่อง ส่วนเมื่อเวอร์ชั่นปี 2540-41 ออกฉาย ผู้เขียนก็อยู่ในช่วงวัยรุ่นก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งกำลังมองว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ เป็นสื่อบันเทิงที่เชยและล้าหลัง)

ผู้เขียนค่อนข้างชื่นชอบองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ของ “ขวานฟ้าหน้าดำ” ฉบับปัจจุบัน ที่แลดูผิดแผกแตกต่างจากละครจักรๆ วงศ์ๆ ส่วนใหญ่ทั่วไป

โดยไม่แน่ใจว่านี่คือองค์ประกอบที่รับสืบทอดมาจากละครฉบับก่อนๆ รวมถึงงานประพันธ์ต้นฉบับของ “เสรี เปรมฤทัย” หรือว่าเป็นสิ่งที่เพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่โดย “บางแวก” หรือ “อัศศิริ ธรรมโชติ” ผู้เขียนบทละครเวอร์ชั่นปัจจุบัน

ทีนี้ ก็มาว่าถึงองค์ประกอบหรือลักษณะเด่นที่น่าสนใจในเรื่องราวของ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” กันเลยดีกว่า

ใครๆ ต่างก็มีวิชาดี

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ผู้มีฤทธิ์มีวิชาอาคมใน “ขวานฟ้าหน้าดำ” นั้น ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่พระเอก-เทพ-ฤษี-ยักษ์-ปีศาจ-อสูร อันเป็นโครงสร้างเรื่องราวที่พวกเราคุ้นชิน

ทว่ามนุษย์ระดับ “ชนชั้นนำ” แทบทั้งหมดในละครเรื่องนี้ ต่างมีฤทธิ์ (ไม่มากก็น้อย) กันเกือบถ้วนหน้า

อำมาตย์แสงเพชร

ต้องไม่ลืมว่าตัวร้ายสำคัญสูงสุดที่มีฤทธิ์มากมายและมีเครือข่ายเป็นอมนุษย์สุดแสนกว้างขวาง คือ “อำมาตย์แสงเพชร” แห่งบุรีรมย์นคร

ขณะเดียวกัน “อำมาตย์โสฬส” แห่งนครคันธมาทน์ ก็มีฤทธิ์เดชใช่ย่อยเช่นกัน หากพิจารณาจากการชุบเลี้ยงสองกุมาร “รัก-ยม” และการมีดาบประจำตระกูล

อำมาตย์โสฬส

เท่ากับว่าตัวละคร “อำมาตย์” ซึ่งปกติจะไม่ค่อยมีวิชาเก่งกล้ามากนักในละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องอื่นๆ ได้กลับกลายเป็นผู้มีฤทธิ์เดชใน “ขวานฟ้าหน้าดำ”

นอกจากนี้ ตัวละครผู้มีฤทธิ์ใน “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ยังแพร่กระจายไปไกลอย่างน่าทึ่ง “บุรีรมย์ราชา” ผู้มีสุขภาพอ่อนแอ ก็มีวิชาดีติดตัวอยู่ไม่น้อย, ตัวละคร “พราหมณ์” ซึ่งเพิ่งปรากฏตัวในตอนที่ 15 ก็น่าจะมีของดีพอสมควร (ส่วนจะต่อกรกับ “นางยักษ์กาขาว” ได้หรือไม่? เป็นอีกประเด็นหนึ่ง)

และแน่นอน เราต้องไม่ลืม “เจ้าพ่อเขาเขียว” แห่งศาลตายายที่เป็นแหล่งยึดเหนี่ยวจิตใจชาวบ้าน ซึ่งบทบาทเริ่มห่างหายไปในช่วงนี้

อำนาจของคนตัวเล็กตัวน้อย

รัก ยม

การปรากฏตัวขึ้นของสองกุมารตัวจิ๋ว “รัก-ยม” ผู้เป็น “ลูก” ของ “อำมาตย์โสฬส” นอกจากจะสร้างความบันเทิง (ประเภทเสกม้าไม้ให้วิ่งได้ หรือคอยต่อว่า “พ่ออำมาตย์” ด้วยถ้อยคำแสบๆ คันๆ ว่าเป็น “เผด็จการ”) และทำให้ตัวละครเด็กใน “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” มีความหลากหลายยิ่งขึ้นแล้ว

สองกุมารร่างมินิยังช่วยตอกย้ำให้เรามองเห็นถึงเหล่าคนเล็กคนน้อยผู้มีฤทธิ์เดช/อำนาจใหญ่โตเกินตัว

“รัก-ยม” คือ ตัวแทนคนเล็กคนน้อยเหล่านั้น “เจ้าพ่อเขาเขียว” ก็เช่นเดียวกัน

สด ขวานฟ้า

ต้องยอมรับว่าเราแทบไม่ได้เห็นตัวละครที่มีบุคลิกลักษณะดังกล่าวในละครจักรๆ วงศ์ๆ ร่วมสมัย เรื่องอื่นๆ

คู่เปรียบเทียบที่ใกล้เคียงกับ “รัก-ยม-เจ้าพ่อเขาเขียว” มากที่สุด ก็เห็นจะเป็น “หญ้าเขียว-หญ้าแดง” ใน “จันทร์ สุริยคาธ”

ขอบคุณภาพประกอบจาก ยูทูบสามเศียร