คนมองหนัง

บันทึกถึง Insects in the Backyard (2553-2560)

หนึ่ง

22853356_1493101690745406_349948089735554640_n

จำได้ว่าเคยดู Insects in the Backyard ครั้งแรก ในเทศกาลใดเทศกาลหนึ่ง ก่อนที่หนังจะโดนแบน แล้วจากนั้น ก็ไปสนใจเรื่องกระบวนการต่อสู้เพื่อให้หนังเรื่องนี้ได้กลับมาฉาย โดยค่อยๆ ลืมเลือนเรื่องราว จุดเด่น จุดด้อยของตัวหนังไปทีละน้อยๆ กระทั่งจำอะไรแทบไม่ได้เลยในอีก 7 ปีต่อมา

สอง

แมลง พ่อ

พอมาดูอีกครั้ง จึงพบว่าหนังมีอะไรหลายอย่างน่าสนใจดี

ข้อแรกเลย คือ พบว่าหนังมี “ความสดดิบ” ที่มาพร้อมกับการ (เพิ่งจะ) ขยับขยายขอบเขตการทำงาน ณ ตอนนั้น ของคนทำ จาก “หนังสั้น” มาสู่ “หนังยาว (อินดี้)”

นี่ทำให้คนดูได้ย้อนไปเห็นถึงข้อจำกัดบางอย่างในขั้นตอนการผลิต ทั้งเรื่องคุณภาพของงานโปรดักชั่น (ภาพ-เสียง) ภาษาภาพสไตล์หนังสั้นเมื่อทศวรรษที่แล้ว ซึ่งใน พ.ศ.นี้ อาจดูเชย (หรือไม่มีเด็กฟิล์มคนไหนตัดหนัง-ถ่ายหนังแบบนี้กันอีกแล้ว) หรือเรื่องการแสดงที่ดูแปลกๆ แปร่งๆ แข็งๆ ทื่อๆ อยู่ไม่น้อย

สาม

แมลง โปสเตอร์ 2

อย่างไรก็ตาม Insects in the Backyard นั้นมีโครงเรื่องที่น่าสนใจมากๆ

หนังเริ่มต้นขึ้นมาด้วยภาวะสับสนพร่าเลือนระหว่าง “กาละ” (เวลา) และ “เทศะ” (พื้นที่) ซึ่งปรากฏผ่านการเดินทาง (ทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม) ของตัวละครหลักสามคน

พร้อมๆ กับฉายให้เห็นภาวะซ้ำซากจำเจที่แสดงผ่านการดำเนินชีวิตประจำวัน สภาพปัญหาส่วนบุคคล และความคิดฝันของกลุ่มตัวละครข้างต้น

ก่อนที่หนังจะค่อยๆ นวดและขมวดปมให้พวกเขาและเธอที่ร่อนเร่พเนจรไปเผชิญหน้ากับสถานการณ์ในชีวิตที่ผิดแผกแตกต่างกัน ได้กลับมาพบเจอ “จุดร่วม” อะไรบางอย่าง พร้อมๆ กันอีกครั้งหนึ่ง

แต่ใช่ว่าชีวิตของตัวละครทั้งสามจะหวนกลับมาบรรจบกันได้อีกหน

สี่

แมลง ครอบครัว

อีกจุดที่ควรพูดถึง คือ หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นในปี 2553 (แถมมีเกร็ดว่าด้วยความขัดแย้งทางการเมือง ณ ปีนั้น โผล่มาให้เห็นนิดๆ หน่อยๆ) และน่าจะเป็นหนังไทยในทศวรรษ 2550 เรื่องแรกๆ/กลุ่มแรกๆ ที่แสดงอาการกระวนกระวายใจเกี่ยวกับ “ปัญหาสายสัมพันธ์ในครอบครัว” ของกลุ่มตัวละครหลักออกมา

ในกรณีของหนังเรื่องนี้ คือ “ธัญญ่า” ไม่สามารถทำหน้าที่ “พ่อ” เหมือนที่ลูกๆ และบรรทัดฐานทางสังคมคาดหวัง แต่สถานะของเธอต้องเลื่อนไถลไปเป็น “พี่สาวคนโต” ของลูกสาวลูกชายแทน

ส่วน “เจนนี่” กับ “จอห์นนี่” ก็หลุดลอยออกไปไกลมากๆ จากการเป็น “ลูก” หรือ “สมาชิกที่ดีของครอบครัว”

ไปๆ มาๆ ผู้ชายของเจนนี่ก็เคยเป็นผู้ชายของธัญญ่ามาก่อน ขณะเดียวกัน ธัญญ่าก็กลายเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ต้องขจัดทิ้ง ในความฝันหรือจิตใต้สำนึกของจอห์นนี่

ยิ่งกว่านั้น สิ่งที่วัยรุ่นทั้งสองคนทำ (มาหาเลี้ยงชีพ) ยังถือเป็นปฏิปักษ์ต่อ “สถาบันครอบครัว” หรือ “สถาบันการแต่งงาน” เลยด้วยซ้ำ

ขณะที่ “ซาร่า” ผู้เป็นแม่ ก็ไม่มีชีวิตอยู่บนโลกซะอีก แม้เธอจะกลับมาทำหน้าที่ “ศูนย์รวมจิตใจ” ของทุกคนในช่วงท้าย แต่มันก็เป็นอะไรที่คล้ายจะผิดฝาผิดตัวผิดที่ผิดทาง ลอยล่องบางเบา และไม่สามารถสมานจิตใจของทุกคนให้กลับมารวมเป็นปึกแผ่นได้อีกครั้ง

ปัญหาดังกล่าวสวนทางสิ้นเชิงกับภาพฝันทั้งหลายหรือสิ่งต่างๆ ที่ธัญญาพยายามจะทำให้เป็นจริงใน “บ้านของเธอ”

บ้านที่สวยงาม เลิศหรู เหมือนจะตามรอยครอบครัวของคนชั้นสูง/คนชั้นกลางระดับสูง (ในจินตนาการ) แต่ก็แลดูน่าตลก โดดเดี่ยวอ้างว้าง และไม่จริงไปพร้อมๆ กัน

ถ้าไปย้อนดูหนังไทยในทศวรรษ 2550 เราจะพบว่ามีผลงาน (โดยเฉพาะหลังจาก Insects) อีกเป็นจำนวนมาก ที่แสดงอาการกระวนกระวายลักษณะเดียวกันออกมา

นั่นอาจเป็นชุดนิทานเปรียบเทียบที่บ่งชี้ถึงอารมณ์ความรู้สึกร่วมอันไม่มั่นคง/อ่อนไหวของสังคมไทย (หรืออย่างน้อยก็คนชั้นกลางในสังคมไทย) ณ ห้วงเวลานั้น

ห้า

แมลง คดี

พอได้มาดู Insects in the Backyard ในปีนี้ จึงพบว่ามีมรดกบางอย่างจากหนังยาวเรื่องแรกของผู้กำกับ คือ “ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์” ที่ตกทอดมาถึงหนังยาวเรื่องหลังๆ ของเธอ (อย่างน้อยก็ “It gets better ไม่ได้ขอให้มารัก” และ “ปั๊มน้ำมัน”)

จนอดคิดเล่นๆ ไม่ได้ (แม้จะไม่ใช่แนวทางที่ดีนัก) ว่า ถ้าสมมุติหนังเรื่องนี้ไม่ได้เข้าฉาย แล้วผู้กำกับเกิดตัดสินใจรีเมกมันใหม่ซะเลย ก็น่าเชื่อว่าด้วยประสบการณ์การทำหนังที่มีมากขึ้น เทคโนโลยีการผลิตที่ดีขึ้น หนังเวอร์ชั่นใหม่อาจกลายเป็นหนังในระดับดีมากๆ เพราะมีตัวเรื่องที่แข็งแรงรองรับอยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี Insects in the Backyard (2553) ที่ได้เข้าฉายในปี 2560 ก็ถือเป็นประจักษ์พยานสำคัญของการต่อสู้อันยาวนานในทางข้อกฎหมาย

รวมทั้งยังเป็นภาพยนตร์ที่ฉายให้เห็นถึงพัฒนาการหรือวิถีเคลื่อนตัวของวงการหนังอิสระไทย ตลอดจนสังคมไทยโดยรวม ในช่วงเวลาประมาณหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

สามเศียรเปิดตัวยูทูบ SAMSEARN OFFICIAL แจง นี่คือ “ช่องทางการช่องแรก” ของบริษัท

เป็นเรื่องน่าเซอร์ไพรส์ไม่น้อย ที่จู่ๆ อินสตาแกรมทางการของบริษัทสามเศียร ผู้ผลิตละครจักรๆ วงศ์ๆ ป้อนช่อง 7 สี ก็ประกาศเปิดตัวยูทูบช่อง SAMSEARN OFFICIAL โดยได้เริ่มมีการเผยแพร่คลิปย้อนหลังของละคร “เทพสามฤดู” (เริ่มจากตอนที่ 47) ลงในช่องทางดังกล่าว รวมทั้งจะมีการนำคลิปละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องเก่าๆ มาเผยแพร่ในช่องนี้อีกด้วย

ขณะเดียวกัน ทางอินสตาแกรมสามเศียรยังแจ้งแฟนๆ ว่า SAMSEARN OFFICIAL นั้นคือ “ช่องยูทูบทางการ” ช่องแรกของบริษัท

ก่อนหน้านี้ หลายฝ่ายเคยเข้าใจว่ายูทูบช่อง “ฟ้ามีตา ช่อง 7 HD” ซึ่งดำเนินกิจกรรมไลฟ์สดและเผยแพร่คลิปย้อนหลัง “เทพสามฤดู 2560” จนมีคลิปติดอันดับต้นๆ ใน “เทรนด์มาแรง” เป็นประจำ คือ ช่องยูทูบทางการของบริษัทดีด้า-สามเศียร (เพราะมีสัญลักษณ์ verification อยู่ด้านหลังชื่อช่อง)

 

คนมองหนัง

บันทึกสั้นๆ ถึง “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” และ “มะลิลา”

ไม่มีสมุยสำหรับเธอ

หนึ่ง

นี่เป็นหนังของพี่ต้อม เป็นเอก ที่ผมชอบ แต่ไม่ได้ชอบในระดับ “มากที่สุด” นอกจากนี้ ถ้าให้เปรียบเทียบกับงานอื่นๆ ของแก ผมเห็นว่า “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” มีลักษณะร่วมกับ “ฝนตกขึ้นฟ้า” ชัดเจน อย่างน้อย ก็ในแง่ “ประเด็นหลัก” ของเรื่อง (ตามการตีความของผม)

สอง

ถ้าให้สรุปประเด็นอย่างรวบรัดและไม่เฉลยเนื้อเรื่องเกินไป ผมตีความว่า “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” กำลังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “ความหลากหลาย/การพลิกผันของเรื่องเล่า” และ “โครงสร้างอันแข็งตัวของอำนาจ”

หนังพยายามหาคำตอบให้กับคำถามที่ว่า ถ้าเราลองพลิกมุม เปลี่ยนโทน สลับสับเปลี่ยนตัวละคร หรือเคลื่อนย้ายฉากหลังของเรื่องราว จนเกิดเป็นเรื่องเล่าลื่นไหลหลากชนิดว่าด้วยผู้อยู่ใต้อำนาจและผู้มีอำนาจ โครงสร้างอำนาจที่แลดูแข็งแกร่งตายตัวจะสั่นคลอนหรืออ่อนแอลงบ้างหรือไม่?

(จริงๆ นอกจาก “เรื่องเล่า” ที่มีหลายระนาบแล้ว อีกจุดที่น่าสนใจ คือ หนังยังพาคนดูไปสัมผัสกับมุมมอง/การมองโลกหลายๆ แบบ ผ่านงานเทคนิคด้านภาพ ทั้งการมองโลกสีขาวดำแบบสุนัข การมองโลกสีปกติแบบคนธรรมดาทั่วไป การมองโลกแบบพร่าเลือนผ่านสายตาของคนชราป่วยหนัก)

ไม่มีสมุย นำ

สาม

หนังมีบางจุดที่ชี้ชวนให้ระลึกถึงงานชิ้นก่อนๆ ของผู้กำกับ ผ่านทั้ง “กิมมิก” เล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงลักษณะการนำพาเรื่องราวให้เลยเถิดเตลิดเปิดเปิงไปเรื่อยๆ ผ่านความบังเอิญ ความสะเพร่า ความน่าชวนหวัว ตลอดจนความไม่น่าเชื่อถือ (แต่สนุกสนานเพลิดเพลินตามสมควร)

คนที่ชอบหนังอย่าง “ฝัน บ้า คาราโอเกะ” และ “เรื่องตลก 69” ก็น่าจะจูนติดกับ “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ”

สี่

ตัวละครในเรื่องที่มีเสน่ห์ ก็เช่น แม่ของกาย (เดวิด อัศวนนท์) ซึ่งโปรดิวเซอร์บอกว่า “ปรากฏการณ์มหัศจรรย์” ภายในหนัง ที่เกิดกับตัวละครหญิงชรา น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากชีวิตจริงของแม่พี่ต้อม เป็นเอก

สำหรับตัวละครของกาย แม้จะเต็มไปด้วยองค์ประกอบแปลกๆ ไม่น่าเชื่อถือ แต่พอนำตัวละครรายนี้ไปประกบทาบกับสามีฝรั่งของวิ (พลอย เฌอมาลย์) มันกลับทำให้เราได้เห็นภาพที่หลากหลายของ “ฝรั่ง” ในเมืองไทย

ขณะที่ตัวละคร “เจ้าคณะ” หรือ “เดอะ โฮลี่ วัน” เท่าที่จับจากบทสนทนาช่วงต้นๆ ผมเข้าใจว่าเผลอๆ ทีแรก พี่ต้อมคงอยากให้เป็นพระสงฆ์จริงๆ เลยด้วยซ้ำ (มั้ง?) แต่เมื่อต้องปรับโจทย์มาเป็นเจ้าลัทธิที่ไม่ได้ออกบวชเต็มตัว มันก็พอกล้อมแกล้มไปได้ และมีรายละเอียดบางอย่างมารองรับในท้ายที่สุด

ไม่มีสมุย เดวิด

ห้า

อีกจุดเด่นหนึ่งที่มักปรากฏในภาพยนตร์ของเป็นเอกเสมอมา คือ การเลือกใช้นักแสดงหญิงได้อย่างเก่งกาจ

“ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” มิได้มีแค่ดาวร้ายละครทีวีที่รับบทโดย “พลอย เฌอมาลย์” เป็นตัวละครหญิงผู้โดดเด่นรายเดียว เพราะยังมีตัวละคร/นักแสดงหญิงลึกลับอีกหนึ่งราย ซึ่งจะปรากฏกายขึ้นมาพร้อมบทบาทสำคัญมากในช่วงท้าย

ตัวละครหญิงคนนี้ทำให้ผมคิดถึงบทบาทของ “พรทิพย์ ปาปะนัย” ใน “มนต์รักทรานซิสเตอร์” และ “พลอย” เพราะพวกเธอต่างเป็นตัวละครระดับรองๆ ที่มีโอกาสออกจอในเวลาไม่มากนัก

ทว่า บุคลิกลักษณะและฝีมือการแสดงของตัวละคร/นักแสดงหญิงเหล่านี้กลับน่าจดจำเป็นอย่างยิ่ง

หก

ที่น่าเสียดาย คือ ผมรู้สึกว่าพวกตัวละครสมทบเล็กๆ น้อยๆ ในหนัง ไม่ได้มีเสน่ห์เฉพาะตนหรือไม่มีอารมณ์ตลกหน้าตายซื่อๆ ใสๆ แบบบรรดานักแสดงสมทบที่น่าจดจำในงานชิ้นแรกๆ ของพี่ต้อม แม้ดูเหมือนว่าแกพยายามจะสร้างตัวละครประเภทนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ใน “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ก็ตาม

เช่นเดียวกับเรื่องเพลงประกอบ ที่หลายครั้ง พี่ต้อมมักเลือกเพลงของศิลปินที่ไม่ค่อยดัง มาใส่ในหนังของแกได้อย่างแพรวพราวเหมาะเจาะ แต่คุณสมบัติดังกล่าวไม่ได้ปรากฏออกมาอย่างโดดเด่นนักในหนังเรื่องนี้

มะลิลา

มะลิลา 4

หนึ่ง

ระหว่างดูค่อนข้างเซอร์ไพรส์อยู่นิดๆ เพราะทีแรก เข้าใจว่าเส้นเรื่องความรัก-สายสัมพันธ์-ความพลัดพรากระหว่าง “เชน” (เวียร์ ศุกลวัฒน์) กับ “พิช” (โอ อนุชิต) ที่มีสัญลักษณ์สื่อกลาง คือ “การทำบายศรี” จะเป็นเส้นเรื่องหลักเส้นเรื่องเดียวของหนัง

แต่ปรากฏว่า เอาเข้าจริง หนังแยกออกเป็นสองพาร์ท โดยมี “เชน” เป็นแกนกลาง เนื้อหาอีกพาร์ทหนึ่ง จะว่าด้วยการออกธุดงค์ในป่าของพระบวชใหม่ (เชน) และพระผู้มีอาวุโสกว่า ซึ่งเคยเป็นนายทหารมาก่อน เพื่อฝึกปฏิบัติธรรมและปลดปลงความทุกข์ (แต่ผู้ชมยังจะได้พบโอ อนุชิต ในพาร์ทนี้)

“มะลิลา” เลยก่อตัวขึ้นจากองค์ประกอบน่าสนใจ ที่ไม่น่าจะนำมาเขย่ารวมกันได้ ทั้งเรื่องเกย์, บายศรี, พุทธศาสนา, ป่า และกองทัพ ทั้งหมดเพื่อส่องสะท้อนถึงพันธะจากอดีต ปัจจุบันของตัวละคร (และอาจรวมถึงอนาคตของพวกเขา)

สอง

หนังคละเคล้า “ความงดงาม” กับ “ความอัปลักษณ์” ให้ผสมผสานกันได้อย่างลงตัวทีเดียว คนดูจะได้เห็นฉากเลิฟซีนสวยๆ และเข้าถึงอารมณ์ระหว่างเชนกับพิช, เห็นกระบวนการทำบายศรีอันประณีตวิจิตรบรรจง หรือได้สัมผัสกับความเขียวขจีของพื้นที่ป่าในฤดูฝน ขณะเดียวกัน เราก็จะกลายเป็นประจักษ์พยานของความเจ็บป่วย ความสูญเสีย ความเสื่อมโทรม อ้วก เลือด หนอน และซากศพ (มากกว่าหนึ่ง) ของทั้งมนุษย์และสัตว์

สาม

ถ้าพิจารณาว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนัง “พุทธศาสนา” (โดยเฉพาะในพาร์ทหลัง) ผมคิดว่า “มะลิลา” สามารถถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับ “ธุดงควัตร” ได้ ทั้งในแง่คุณภาพ, โครงสร้างเรื่องราว (การเรียนรู้ฝึกฝนตนเองของพระบวชใหม่), ความสัมพันธ์ของตัวละคร (พระอาจารย์กับพระใหม่ และมายาที่พวกเขายังติดยึด) และพื้นที่ในหนัง (ป่าเขาลำเนาไพร)

จุดต่างสำคัญข้อหนึ่ง อาจอยู่ที่ “มะลิลา” พยายามจะเปิดเปลือยให้คนดูได้ตระหนักถึงสภาพความเป็นมนุษย์ (ผู้ยังหลุดไม่พ้นบ่วงทุกข์) ของตัวละคร “พระอาจารย์” อย่างชัดเจนกว่า

ใน “ธุดงควัตร” คนดูจะได้ยินเพียงเสียงร้องไห้ ที่สามารถอนุมานว่าน่าจะเป็นเสียงของพระอาจารย์ แต่ใน “มะลิลา” คนดูจะได้เห็นรายละเอียดของประเด็นปัญหาคล้ายๆ กัน ทว่า คมและลึกกว่า

มะลิลา พระ

สี่

อีกจุดที่ส่งผลให้พาร์ท “พุทธศาสนา” ของ “มะลิลา” ดูมีอะไรมากขึ้น ก็คือ การใส่รายละเอียดเกี่ยวกับ “ทหาร” ลงไป

ทั้งตัวละครพระอาจารย์ที่มีภูมิหลังเป็นทหาร จนถูกคนเรียกขานว่า “หลวงพี่นายพัน” (หนังแสดงให้เห็นด้วยว่าหลวงพี่ท่านนี้ยังมีความรู้สึกผิดบาปบางประการหลงเหลืออยู่ในจิตใจ แต่มิได้ระบุชัดถึงรายละเอียดของเรื่องราวดังกล่าว)

และการที่พระสองรูปออกธุดงค์ในผืนป่า ซึ่งถูกอธิบายว่าอยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่สู้รบ มีรถทหารวิ่งผ่าน มีซากศพคนตายถูกนำมาทิ้งขว้างตลอดเวลา

ส่วนตัว ผมไม่ได้มองว่า “พื้นที่สู้รบ/พื้นที่ทหาร” ในหนัง คือ ภาพสะท้อนที่เป็นจริงของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งบนแผนที่ประเทศไทย เช่น เป็นภาพสะท้อนของเขตอีสานใต้บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หรือเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้

แต่ผมมองว่าหนังอาจพยายามสร้างฉากหลังตรงส่วนนี้ ให้เป็นเหมือนนิทานเปรียบเทียบของสังคมไทยทั้งสังคม สังคมที่ทหารหรือกองทัพยังมีอำนาจอิทธิพลยิ่งใหญ่อยู่ในทุกแห่งหน และสังคมที่ความรุนแรงสูญเสียมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ

ห้า

อีกจุดเล็กๆ ที่ผมชอบ คือ ในหนังเรื่องนี้มี “งูเหลือม” เป็นตัวละครสำคัญด้วย แม้จะออกมาไม่มากและไม่เห็นทั้งตัวแบบจะๆ ก็ตาม

บทบาทของเจ้างูเหลือมใน “มะลิลา” เป็นภาพที่มักปรากฏในจินตนาการของผู้คน แต่ไม่ค่อยปรากฏในหนังเรื่องอื่นๆ มากนัก (แม้กระทั่งในคลิปหรือข่าวแปลกๆ ทั้งหลาย)

ผมเลยรู้สึกว่ามัน “แปลกดี” ที่หนังเลือกนำเสนอภาพและบทบาทของงูเหลือมในมุมนั้น

ขณะเดียวกัน “งูเหลือม” ยังทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของ “บาดแผลจากอดีต” ซึ่งฝังตรึงอยู่ในใจเชน (และข้ามผ่านไปได้ไม่ง่ายนัก)

(พร้อมๆ กับเรื่องงูเหลือม ยังปรากฏเรื่องเล่าว่าด้วยการปรักปรำคนเป็น “ผีปอบ” ซึ่งนับเป็นอีกจุดเล็กๆ ที่มีความสำคัญไม่น้อย ณ ช่วงต้นของหนัง)

มะลิลา นำ

หก

โดยส่วนตัว แม้ยังรู้สึกเสียดายนิดๆ ที่ “มะลิลา” ดูจะมุ่งให้ความสำคัญกับการคลี่คลายความทุกข์/ความผิดบาป/บาดแผลส่วนบุคคลของปัจเจก มากกว่าจะทดลองขยับ-เขย่าประเด็นเชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้น (ซึ่งมีปรากฏให้เห็นรางๆ เป็นฉากหลังในหนัง) แต่นี่ก็ถือเป็นภาพยนตร์ไทยที่น่าพอใจมากๆ ในรอบปี

“ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” กับ “มะลิลา”

ถ้าให้เปรียบเทียบระหว่างหนังไทยสองเรื่องนี้

ผมคิดว่า “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ไปไกลกว่า ในแง่การพยายามแตะประเด็นเรื่องโครงสร้างทางอำนาจ

ส่วน “มะลิลา” มีความละเอียดลออ เบามือ และเป็นผู้ใหญ่ (สุขุมลุ่มลึก) มากกว่า ในกระบวนการเล่าเรื่องซึ่งเพ่งพินิจพิจารณาถึงชีวิตของปัจเจกบุคคล

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

กำเนิด-ความเป็นมาของ “พระพาย” อีกหนึ่งตัวละครสำคัญใน “เทพสามฤดู”

“พระพาย” คือ เทพเจ้าแห่งสายลม ตำนานเกี่ยวกับกำเนิดความเป็นมาของพระองค์นั้นมีหลากหลายมากๆ

ในเวอร์ชั่นหนึ่งเล่าว่า พระพายมีอีกนามว่า “มารุต” เป็นบุตรพระกัศยป เทพบิดร กับพระนางทิติ มเหสีฝ่ายซ้าย

โดยหลังจากเหตุการณ์คราวกวนเกษียรสมุทรที่พวกแทตย์และอสูร อันเป็นโอรสของพระนางทิติ ต้องพ่ายแพ้ให้ฝ่ายเทวดา ซึ่งเป็นโอรสของพระนางอทิติ มเหสีฝ่ายขวาของพระกัศยป

พระนางทิติจึงไปเข้าเฝ้าพระสวามี และทูลขอโอรสองค์ใหม่ที่เก่งกล้าสามารถกว่าพวกเทวดา พระกัศยปจึงแนะนำให้มเหสีฝ่ายซ้ายไปบำเพ็ญตบะร้อยปี แล้วก็จะได้โอรสผู้เก่งกล้าสมความปรารถนา

เรื่องนี้ไปเข้าหูพระอินทร์ หัวหน้าเทวดาบนสรวงสวรรค์ ผู้เป็นโอรสของพระนางอทิติ มเหสีฝ่ายขวา พระองค์เกิดความไม่ไว้ใจ จึงไปเฝ้าปฏิบัติรับใช้พระนางทิติ ราวกับเป็นพระมารดาแท้ๆ

กระทั่งพระนางทิติ ซึ่งแรกๆ ไม่ค่อยชอบพวกเทวดานัก นึกรักพระอินทร์เหมือนลูกของตัวเอง และทำให้นางเปลี่ยนความตั้งใจ จากที่เคยหวังจะให้ลูกคนใหม่เป็นศัตรูของเทวดา ก็ตั้งปณิธานให้เขาเกิดมาเป็นมิตรกับพระอินทร์แทน

แต่พระอินทร์ยังไม่หยุดแค่นั้น เพราะเมื่อพระนางทิติเผลอนอนหลับผิดทิศ พระองค์ก็ได้โอกาสสำแดงฤทธิ์สอดแทรกร่างเข้าไปในช่องคลอดของนาง แล้วเอาวัชระตัดทารกในครรภ์ออกเป็น 7 ภาค

เมื่อพระนางทิติตื่นขึ้นมารับรู้เรื่องราว จึงรู้ว่าตนพลาดท่าเสียที และได้แต่ยอมมอบลูกทั้งเจ็ดให้เป็นบริวารของพระอินทร์

โอรสทั้งหมดได้นามว่า “มารุต” และได้รับมอบหมายจากพระอินทร์ให้ทำหน้าที่กำกับลมทั้งเจ็ด ได้แก่ ลมตะวันออก, ลมตะวันตก, ลมเหนือ, ลมใต้, ลมพัดในเทวโลก, ลมพัดในพรหมโลก และทิพยวายุ (ลมในอากาศ)

เท่ากับว่า “พระพาย” กับ “เทพมารุตทั้งเจ็ด” เป็นเทพองค์เดียวกัน

แต่บางตำนานอธิบายว่าเทพมารุตนั้นก็เป็นโอรสของพระพายนั่นแหละ โดยทำหน้าที่คอยบันดาลให้เกิดเสียงฟ้าคำราม ฟ้าผ่า พัดพาฝนไปสู่มนุษย์ และช่วยพระอินทร์ต่อสู้ศัตรู

นอกจากนี้ สถานะของ “พระพาย” ยังถูกบอกเล่าแตกต่างกันไป เช่น บางแหล่งบอกว่าพระองค์เป็นเพื่อนสนิทของพระอินทร์ ถึงขนาดประทับบนรถคันเดียวกัน โดยมีพระอินทร์ทำหน้าที่เป็นสารถีเสียด้วย

แต่บางแหล่งก็ยืนยันว่าพระพายเป็นบริวารของพระอินทร์ พ่วงด้วยการเป็นกษัตริย์ปกครองเหล่าคนธรรพ์

คราวนี้ มาถึงตำนานเกี่ยวกับ “พระพาย” ที่หลายคนคุ้นเคยกันบ้าง

ใน “รามเกียรติ์” ของไทย บอกว่าพระพายเป็นพระบิดาของหนุมาน ซึ่งหากพิจารณาตามเนื้อเรื่อง พระองค์ก็เป็นพ่อแต่เพียงในนามเท่านั้น เพราะจริงๆ แล้ว เป็นพระอิศวรต่างหากที่ทรงมอบหมายให้พระพายนำ (พัด) กำลังและอาวุธของพระองค์ไปซัดเข้าปากนางสวาหะ จนก่อกำเนิดเป็นพญาลิง

ประเด็นนี้ มหากาพย์ “รามายณะ” ของอินเดีย ก็เล่าต่างไปอีกว่า หนุมานเป็นบุตรของนางอัญชนา มเหสีท้าวเกศรีกปิราช แต่นางอัญชนามีบุตรกับพระพาย จึงต้องแอบไปคลอดลูกชายทิ้งไว้ในป่า

ส่วนในมหากาพย์ “มหาภารตะ” ก็บอกว่าพระพายเป็นบิดาของภีมะ โอรสของพระนางกุนตี มเหสีฝ่ายซ้ายของท้าวปาณฑุ

ยิ่งกว่านั้น ยังมีเรื่องเล่าในแง่มุม “ร้ายๆ” เกี่ยวกับ “พระพาย” ปรากฏอยู่เหมือนกัน เช่น เรื่องที่เล่าว่าพระพายได้พบเห็นธิดา 100 นางของพระกุศนาภ แล้วเกิดหลงใหล จึงชักชวนพวกนางมาร่วมเสพเมถุน แต่นางทั้งร้อยกลับไม่ยินยอม พระพายจึงสาปให้นางทั้งหมดกลายเป็นหญิงหลังค่อม!

สำหรับรูปลักษณ์ของ “พระพาย” นั้น ว่ากันว่าทรงมีผิวกายสีขาว มี 4 กร ถือลูกศรและธง (บางแห่งว่าถือเขนงหรือแตรเขาสัตว์สำหรับใช้เป่า) มีกวางเป็นพาหนะ (บ้างก็บอกว่าทรงรถที่ประดิษฐ์จากแก้ว แล้วเทียมด้วยม้าสีแดงหรือม่วง)

ส่วนเนื้อหาที่กำลังดำเนินไปในเทพสามฤดู ก็อาจถือเป็นเรื่องเล่าว่าด้วย “พระพาย” อีกหนึ่งเวอร์ชั่นได้เหมือนกัน

(ข้อมูลจากหนังสือ “กำเนิดเทวดา” โดย “มาลัย”)

คนมองหนัง

เขียนถึง “Die Tomorrow” (แบบไม่ค่อยเกี่ยวกับหนัง)

ว่าด้วยงานศพ

Die Tomorrow ไม่มีฉากงานศพ แต่จำได้รางๆ ว่า ในช่วง 1-2 วันแรกที่หนังเข้าฉาย เหมือนจะมีใครเคยเปรียบเทียบเอาไว้ทำนองว่าหนังเรื่องนี้มีลักษะที่คล้าย “หนังสืองานศพ”

หลังดู Die Tomorrow จบ ผมก็คิดถึง “งานศพ” เหมือนกัน แต่เมื่อหนังไม่มีภาพงานศพใดๆ ปรากฏอยู่ สิ่งที่จะเขียนในหัวข้อนี้จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวหนังโดยตรงเสียทีเดียว

ปกติ ผมเป็นคนที่หลีกเลี่ยงการไปร่วมงานศพ, งานแต่งงาน แล้วก็การไปเยี่ยมคนป่วย

พูดถึงเฉพาะกรณีงานศพ งานศพที่ผมไปจริงๆ จึงมักเป็นงานของญาติสนิท, เพื่อนร่วมงาน, พ่อแม่เพื่อนร่วมงาน, และคนที่เคยมีอดีตผูกพันกันในบางด้าน (จนผมรู้สึกว่าควรต้องไปอำลาเขาเสียหน่อย)

ความรู้สึกเวลาไปงานศพของผมจึงอาจแบ่งออกได้เป็นสองแบบ

แบบแรก คือ การไปนั่งฟังพระสวดหรือช่วยงานนิดหน่อยอย่างเงียบๆ เบามือ วางระยะห่างให้พอดี เมื่อหมดภาระก็ปลีกตัวจากมา (ความรู้สึกแบบนี้จะเกิดขณะไปร่วมงานของญาติ, คนรู้จัก, เพื่อนร่วมงาน)

ผมคิดต่อว่าความรู้สึกแบบแรกนี้นี่แหละที่ดูเหมือนจะเป็นอารมณ์หรือบรรยากาศหลักๆ ในหนัง Die Tomorrow

มันเป็นอารมณ์และบรรยากาศที่ความแปลกแยกขณะดำรงชีวิตอยู่กับการจากลาเพราะความตาย มาซ้อนทับหรือพร่าเลือนระหว่างกัน ณ ห้วงเวลาและพื้นที่หนึ่งๆ

ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบอารมณ์ความรู้สึกทำนองนี้หรือไม่ แต่คิดว่าพอเข้าใจเหตุผลในการดำรงอยู่ของมัน

อย่างไรก็ตาม เราจะพบว่า Die Tomorrow นั้นนำเสนอประเด็นความตายของคนหนุ่มสาวล้วนๆ (อาจมีตอนน้าค่อม ที่เป็นเรื่องของชายวัยกลางคนแทรกเข้ามา แต่นั่นก็คือชีวิตพ่อลูกที่เหมือนจะอยู่กันโดยลำพังเพียงสองคน) และกลายเป็นว่าคุณปู่ผู้มีประสบการณ์ชีวิตสูงสุด กลับเป็นคนที่ไม่มีประสบการณ์ตรงในประเด็นดังกล่าว

ฉะนั้น พอความตายถูกผูกอยู่กับวัยหนุ่มสาวหรือครอบครัวขนาดเล็กๆ พันธะ-ภาระที่ยุ่งเหยิงตามมาเลยมีไม่มากนัก เราจึงได้สัมผัสกับบรรยากาศเจือจาง เคว้งคว้าง เวิ้งว้าง เหมือนที่หนังนำเสนอ แต่หากความตายผูกติดกับผู้ใหญ่หรือวัยชรา ในครอบครัวขยาย ผมคิดว่าสถานการณ์อาจเป็นตรงกันข้าม

(แม้แต่ตอนหนึ่งที่ดีมากๆ ในหนัง คือ ตอนของพลอยกับซันนี่มันก็เข้าข่ายนี้ คือ พอเป็นคู่ชีวิตที่ไม่ได้รัก เกลียด ร่วมสุข แบกทุกข์กันมายาวนานหลายทศวรรษ เมื่อถึงเวลาพรากจากกัน มันเลยเกิดอาการว่างๆ โหวงๆ เหว่ว้า แทนที่จะเป็นการต้องจัดการกับปัญหาต่างๆ นานาในครอบครัว จนชุลมุนวุ่นวาย)

พลอย ซันนี่

แต่อารมณ์อีกแบบที่เกิดขึ้นเวลาผมไปงานศพ (ซึ่งเกิดขึ้นนานๆ ครั้ง ระดับหลายปีจะมีสักหน) คือ การไปงานของคนที่เคยมีอดีตผูกพันกัน

สมัย ป.2 ผมเคยมี conflict กับพระอาจารย์รูปหนึ่งซึ่งมาสอนวิชาจริยธรรมที่โรงเรียน ในประเด็นเกี่ยวกับวิธีการลงโทษของแก ก่อนจะมีการเคลียร์กันระหว่างพระอาจารย์กับผู้ปกครองของผม

หลังจากนั้นไม่นาน พระอาจารย์รูปนั้นก็บินไปเรียนต่อปริญญาเอกที่อินเดีย (แกน่าจะมีแผนการอยู่เดิมแล้ว คงไม่เกี่ยวกับความขัดแย้งจากกรณีของผมหรอก)

เราไม่ได้พบกัน 2-3 ปี จำได้ว่าพอผมขึ้น ป.6 เหมือนพระอาจารย์จะกลับเมืองไทย แล้วก็มาสวดมนต์ในงานบุญของโรงเรียน พร้อมทั้งถามหาผมว่ายังเรียนอยู่ที่นี่ไหม? ตอนนี้อยู่ที่ไหนแล้ว?

ข่าวคราวสุดท้ายเกี่ยวกับพระอาจารย์ที่ผมทราบก่อนจะขึ้นชั้นมัธยมฯ คือ แกจบปริญญาเอกมาแล้ว และก็มีสถานะเป็น “พระดาวรุ่ง” ในมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งหนึ่ง

แล้วผมก็ไม่ได้ข่าวของแก (หรือไม่สนใจจะสืบหาข่าวของแก) เป็นเวลาอีกกว่า 20 ปี ผมอาจนึกถึงแกแว้บๆ 2-3 หน พร้อมทั้งจินตนาการว่า “โห! ป่านนี้ พระอาจารย์คงได้เป็นเจ้าคุณชั้นเทพ ชั้นธรรม เป็นอย่างต่ำ ไปแล้วมั้ง?”

[สำหรับคนไม่คุ้น ระดับสมณศักดิ์ของพระสงฆ์จะไล่จากชั้นสามัญ, ราช, เทพ, ธรรม, พรหม และสมเด็จ]

ต้นปี 2560 จู่ๆ ผมก็เห็นเพื่อนในเฟซบุ๊กคนหนึ่ง (ซึ่งไม่ใช่เพื่อนสมัยประถมด้วย แต่เป็นนักวิชาการที่เคยบวชเรียนมาก่อน) แชร์โพสต์ที่แจ้งข่าวการเสียชีวิตของพระอาจารย์รูปนั้น

ผมใจหายพอสมควรที่คนรู้จัก (แม้จะเคยขัดแย้งกันด้วยเรื่องนิดๆ หน่อยๆ) ต้องเสียชีวิตลง จากนั้น สิ่งที่ผมค่อนข้างตกใจ ก็คือ ผมพบว่าพระอาจารย์ที่มรณภาพในวัย 70 ปี มีสมณศักดิ์อยู่ที่ชั้นราช ไม่ใช่ชั้นสูงกว่านั้นอย่างที่ผมเคยจินตนาการไว้

ที่สำคัญ พอเช็คข้อมูลเพิ่มเติม ผมพบว่าแกเพิ่งมาได้รับสมณศักดิ์ชั้นราชเมื่อเดือนธันวาคม 2559 ก่อนจะเสียชีวิตต้นเดือนมกราคม 2560 จากอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง

ผมตัดสินใจไปงานสวดของแกหนึ่งคืน เพื่อจะขอขมาลาโทษ/ขออโหสิกรรม/ชำระล้างความขุ่นข้องหมองใจที่เคยมีต่อกัน

สถานการณ์บนศาลาก็ดำเนินไปอย่างเรียบๆ ที่น่าตื่นเต้นหน่อย คือมีพระพิธีธรรมจากวัดราชสิทธารามมาสวดพระอภิธรรมทำนองหลวงด้วยลูกคอระดับสุดยอด (ราวๆ ทศพล หิมพานต์) จนพวกญาติโยมต่างตกตะลึง อมยิ้ม และชื่นชมไปตามๆ กัน

เสร็จพิธี ผมไปนั่งสงบนิ่งหน้าโลงศพพระอาจารย์ประมาณหนึ่งนาที แล้วก็กำลังจะเดินลงศาลา โดยคิดว่าภารกิจของตัวเองคงเสร็จสิ้นเรียบร้อยดี “เราไม่น่ามีอะไรค้างคากันแล้วนะครับ พระอาจารย์”

ปรากฏว่าระหว่างก้าวเท้าเดินลงบันไดศาลานั่นเอง เสียงหลวงพี่ที่เป็นโฆษกประจำงานก็ประกาศนู่นนี่ไปเรื่อยๆ แล้วแกก็อ้างถึงคำพูดประโยคท้ายๆ ของพระอาจารย์ที่โรงพยาบาล (เป็นประโยคแนว “อำ” ที่น่าสนใจมากๆ) ก่อนจะเปล่งหัวเราะ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ออกมาดังๆ

พอฟังเสร็จ ผมคิดทันทีว่า “เฮ้ย! สงสัย วันเผาพระอาจารย์เราคงต้องมาอีกวันว่ะ อย่างน้อยพวกหนังสือที่แจกคงมีอะไรดีๆ แน่ๆ”

ถึงวันเผาศพในอีกหลายเดือนต่อมา ผมก็แอบไปยืนซุ่มอยู่แถวหน้าเมรุด้วย ท่ามกลางแขกเหรื่อที่ส่วนใหญ่เป็นพระสงฆ์ แล้วก็มีญาติโยมรวมทั้งผมยืนอออยู่นอกศาลา

พอได้อ่านหนังสือที่แจกในงาน ผมก็พบว่าชีวิตของพระอาจารย์รูปนี้น่าสนใจจริงๆ และบางทีถ้าผมมาพบแกตอนโต เราอาจจะคุยกันถูกคอก็ได้ (ไม่ใช่ตอนที่ผมยังเป็นเด็กน้อย ส่วนแกเป็นพระหนุ่มไฟแรง)

เช่น ผมพบว่าพระอาจารย์มีปมชีวิตเรื่องหนึ่ง คือ การสอบบาลีไปติดที่ระดับ “เปรียญ 8” โดยแกพยายามเข้าสอบให้ได้เปรียญ 9 หลายครั้งมากๆ กระทั่งตอนอายุเยอะๆ หรือหลังจบปริญญาเอกเป็น ดร. มาจากเมืองนอกแล้ว แต่สุดท้าย แกก็ยังตกประโยค 9 อยู่ร่ำไป จนเลิกสอบและบ่นท้อเรื่องนี้กับเพื่อนสนิท

อีกเรื่องที่สนุก คือ ผมไม่แน่ใจว่าพระอาจารย์คิดอย่างไรกับสมณศักดิ์ของตนเอง แต่มีเพื่อนของแกที่เป็นฆราวาสเขียนแซวเรื่องนี้เอาไว้ในหนังสืองานศพ

เป็นที่ทราบกันในหมู่คนรู้จักสนิทสนมว่าสมณศักดิ์ของพระอาจารย์นั้น “ติด” อยู่ตรงชั้นสามัญ (เจ้าคุณขั้นแรก) นานมากๆ จนแกคิดว่าตัวเองคงอยู่ชั้นนี้ไปตลอดชีวิต แต่เพื่อนฆราวาสคนหนึ่งกลับเรียกขานแกขำๆ ว่า “สมเด็จ… (ต่อด้วยชื่อสมณศักดิ์ชั้นสามัญของพระอาจารย์)” (หรือเป็นการนำเอาสมณศักดิ์พระราชาคณะชั้นต่ำสุดและสูงสุดมาประกบกันเสียอย่างงั้น) แล้วการเรียกแกแบบติดตลกว่าสมเด็จฯ นี่ก็ลามไปถึงคนระดับ “ราษฎรอาวุโส” เลยทีเดียว

นอกจากนี้ ยังมีเกร็ดน่าสนใจอีกมากมาย (ทั้งจากหนังสืองานศพ และคำกล่าวไว้อาลัยหน้าเมรุโดยพระผู้ใหญ่ซึ่งเป็นรุ่นน้องและเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาของแกในมหาวิทยาลัย) เช่น ผมเพิ่งทราบว่าช่วงปลาย 2520-ต้น 2530 พระอาจารย์และพระราชรัตนโมลี (นคร เขมปาลี) ศิษย์เอก “พระพิมลธรรม” จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยสงฆ์ ในการไปติดต่อ/ประชุมกับประเทศทางค่ายสังคมนิยม ขณะที่พระรุ่นใหม่อีกส่วนจะถูกมอบหมายให้ไปติดต่อกับฝั่งโลกเสรีประชาธิปไตย

หรือผมเพิ่งได้รู้ว่าพระอาจารย์ในวัยหนุ่มเคยเป็นผู้ช่วยรายสำคัญสมัยที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ) มีตำแหน่งเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยสงฆ์ และพระหนุ่มกลุ่มนั้นทั้งหมดก็พยายามเข้าไปเคลื่อนไหวผลักดันให้สภาผู้แทนฯ ในช่วงครึ่งหลังทศวรรษ 2510 ออก พ.ร.บ. รับรองมหาวิทยาลัยสงฆ์ให้มีสถานะถูกต้องตามกฎหมาย แต่ทุกอย่างก็ถูกพับเก็บหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19

ที่น่าสนใจ คือ สมณศักดิ์ชั้นราชที่พระอาจารย์ได้รับก่อนจะเสียชีวิตไม่นานนั้น ไม่ได้เป็นชื่อสมณศักดิ์ที่มีอยู่ในระบบปกติทั่วไป แต่เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นใหม่ให้แกโดยเฉพาะ โดยอ้างอิงกับตำแหน่งทางวิชาการของบุคลากรมหาวิทยาลัยสงฆ์ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับเก่าที่แกเคยพยายามผลักดัน ซึ่งไม่ได้แบ่งเป็นอาจารย์, รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ เหมือนมหาวิทยาลัยทั่วไป แต่จำแนกเป็นอาจารย์, วราจารย์ และปวราจารย์แทน

ที่เขียนมายืดยาวนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับ “หนังเต๋อ” เลย

เพียงแต่ผมรู้สึกว่านี่เป็นอารมณ์ ความรู้สึก ความสนใจใคร่รู้ ความยุ่งเหยิงวุ่นวาย อีกประเภทหนึ่ง ที่สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อเราสัมผัสกับความตายของคนบางคน

และนี่เป็นอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่มีปรากฏอยู่ใน Die Tomorrow (ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะหนังเลือกแล้วที่จะเดินไปอีกทาง)

24058752_1592941440744524_2925565101496703338_n

ตามความเห็นส่วนตัว ตอนหนึ่งของหนังที่น่าจะขยับขยายออกเป็นหนังยาว แล้วเพิ่มเติมแตกแขนงรายละเอียดภูมิหลัง ความขัดแย้ง การตบตีแย่งชิงเข้าไปได้อย่างน่าสนุกและเมามัน ก็คือ ตอนของเต้ย

หรือเอาเข้าจริง ผมแอบคิดเล่นๆ ว่า คนที่น่าจะพูดคุยเรื่องราวจิปาถะอื่นๆ ได้สนุกสนานซับซ้อนหลากหลาย (นอกจากประเด็นความตาย) ก็คือ “คุณปู่เปรม”

ว่าด้วยโซเชียล มีเดีย และอัตราส่วนภาพ

 

จุดเด่นอีกข้อใน Die Tomorrow คือ ลูกเล่นเรื่องอัตราส่วนภาพ ที่สลับกันระหว่างภาพที่เกือบจะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสกับภาพจอกว้างตามมาตรฐานภาพยนตร์ปกติ

การเลือกใช้ภาพแบบเกือบจะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสคงได้รับอิทธิพลมาจากโซเชียล มีเดีย โดยเฉพาะพวกคลิปวิดีโอในเฟซบุ๊ก (อย่างที่รู้กันว่าคนไทยบ้าเฟซบุ๊ก!)

ขณะเดียวกัน ผมยังรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่า พร้อมๆ กับที่เลือกหยิบมันมาใช้สอย เต๋อก็วิพากษ์และแสดงให้เห็นข้อจำกัดของอัตราส่วนภาพแบบดังกล่าวไปพร้อมๆ กัน

อย่างไรก็ดี ผมอยากตั้งข้อสังเกตหรือชวนคุยเพิ่มเติมอีกเรื่อง ที่ไม่เกี่ยวกับหนังโดยตรง (อีกเช่นเคย)

คือ ถ้าเราประเมินผ่านมุมมองที่มี “ภาพยนตร์” หรือ “โรงภาพยนตร์” เป็นศูนย์กลาง ไอ้อัตราส่วนภาพแบบ (หรือเกือบจะเป็น) สี่เหลี่ยมจัตุรัสเช่นนี้ ย่อมถือเป็นสิ่งแปลกปลอม แปลกตา ผิดมาตรฐาน ซึ่งบ่งชี้ถึงนัยยะความหมายที่คนทำ/คนดูไม่คุ้นเคย ตลอดจนขีดจำกัดบางอย่าง

แต่หากประเมินจากมุมมองที่ใช้ “โซเชียลมีเดีย” (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเฟซบุ๊ก) และ “สมาร์ทโฟน” เป็นศูนย์กลาง อัตราส่วนภาพที่ว่าก็คือสิ่งปกติ สิ่งที่เป็นมาตรฐาน สิ่งที่รับประกันยอดรีชและยอดผู้เข้าชม

ปัจจุบัน คนทำงานสื่อไทยที่ต้องเกี่ยวข้องกับแพล็ตฟอร์มเฟซบุ๊ก แทบจะเห็นตรงกันหมดแล้วว่า คลิปภาพแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสนั้นมีแนวโน้มจะ “คลิก” หรือ “เวิร์ก” กับผู้ใช้สมาร์ทโฟน (ซึ่งเป็นเครืองมือหลักที่ใช้เสพโซเชียลมีเดียประเภทนี้) มากที่สุด และกลายเป็นว่าภาพอัตราส่วน 16:9 หรือใกล้เคียงต่างหาก ที่กลายเป็น “ภาพเรียวๆ ยาวๆ ไม่เต็มจอ” ภาพที่ผิดปกติ ไม่ได้มาตรฐาน ในสื่อ/เครื่องมือชนิดใหม่

แต่ความซับซ้อนมันยังมีตามมา เพราะพอย้ายจากเฟซบุ๊กไปยูทูบหรือกระทั่งพวกไลน์ทีวี ก็ดูเหมือนว่าอัตราส่วนภาพแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสจะกลายเป็นความผิดปกติ หรือขนาดที่ยัง “ไม่ลงตัว” กับแพล็ตฟอร์มดังกล่าวอีกหน (ทั้งในแง่การตอบรับจากผู้บริโภค ตลอดจนเจ้าของแพล็ตฟอร์ม)

ผมเลยรู้สึกว่านอกจากการเล่นกับอัตราส่วนภาพของเต๋อจะทำให้เราเห็นข้อแตกต่างหรือข้อจำกัดของมุมมอง/ประสบการณ์เปรียบเทียบสองแบบ ดังที่นำเสนอในหนังแล้ว มันยังอาจฉายภาพให้เราเห็นถึงปรากฏการณ์การปะทะกันบางประการในวัฒนธรรมสื่อร่วมสมัย ซึ่งเคลื่อนตัวและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

ข่าวบันเทิง

คนทำหนังไทยกวาดหลายรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์สิงคโปร์

ประกาศผลออกมาแล้ว สำหรับรางวัลสาขาต่างๆ ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ 2017

เริ่มต้นจากสายการประกวดหลัก “ซิลเวอร์ สกรีน อวอร์ดส์” ซึ่งพิจารณามอบรางวัลสาขาต่างๆ ให้แก่ภาพยนตร์ขนาดยาวจากภูมิภาคอาเซียนนั้น รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม ตกเป็นของ “อนุชา บุญยวรรธนะ” จากหนังไทยเรื่อง “มะลิลา”

คณะกรรมการระบุถึงเหตุผลในการมอบรางวัลให้แก่อนุชาเอาไว้ว่า

24174424_1881816388514544_3781894476038859976_n
ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก Singapore International Film Festival – SGIFF

“รางวัลนี้มอบให้แก่ความเงียบสงบ, การสั่นสะเทือนอารมณ์อย่างสูง รวมถึงการมุ่งสำรวจองค์ประกอบพื้นฐานในการดำรงอยู่ของมนุษย์ผ่านการถ่ายภาพอันสวยงาม อันเป็นผลงานของผู้กำกับภาพยนตร์

“หนังเรื่องนี้ผลักดันคนดูอย่างแผ่วเบาให้ก้าวเข้าไปสู่สภาวะแห่งการเพ่งสมาธิ ซึ่งเปิดโอกาสให้เราได้ไตร่ตรองตรวจสอบตนเอง และความหมายของการดำรงอยู่ในช่วงเวลาปัจจุบันขณะ

“นี่คือหนังว่าด้วยการดำรงอยู่กับปัจจุบัน การดำรงอยู่กับชีวิต และการดำรงอยู่กับความตาย”

ส่วนในสายการประกวดภาพยนตร์สั้นอาเซียนยอดเยี่ยม ปรากฏว่า “สรยศ ประภาพันธ์” ได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม จากหนังสั้นเรื่องดัง “อวสานซาวด์แมน”

สรยศ again
ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก Singapore International Film Festival – SGIFF

“ผู้กำกับหนังสั้นเรื่องนี้มีความชำนิชำนาญในการเล่าเรื่องเป็นอย่างยิ่ง

“การเทียบเคียงภาวะของการส่งเสียงกับความเงียบงัน เพื่อถ่ายทอดแก่นเรื่องและประเด็นต่างๆ ภายในหนัง ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ โดยไม่ต้องพยายามจะทำอะไรให้หนักมือเกินควร

“แนวทางการกำกับเช่นนั้นส่งผลให้หนังสั้นเรื่องนี้มีทั้งความเฉียบคมและตรงเป้าเป็นอย่างมาก” คณะกรรมการกล่าวยกย่องสรยศ

ขณะเดียวกัน “อวสานซาวด์แมน” ยังได้รับรางวัล Youth Jury Prize จากทางเทศกาลไปอีกหนึ่งรางวัล

นอกจากนี้ Southeast Asian Film Lab ซึ่งเป็นกิจกรรมเวิร์กช็อปแนวทางการพัฒนาเรื่องราวให้แก่ผู้กำกับภาพยนตร์หน้าใหม่ของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีโครงการหนังยาวเรื่องแรกอยู่ในมือ ยังมอบรางวัล the Most Promising Project หรือ “โครงการที่น่าจับตาที่สุด” (ตัดสินจากการนำเสนอโปรเจ็คท์หนังยาวต่อหน้าบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์) ให้แก่ โครงการหนังยาวเรื่อง “A Useful Ghost” โดย “รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค”

อุ้ย
ขอบคุณภาพประกอบจากเฟซบุ๊ก Vorakorn Ruetaivanichkul

ข้อมูลจาก http://sgiff.com/silver-screen-awards/

คนมองหนัง

บันทึกสั้นๆ ถึง {private conversation} : A Farewell to Love of Siam

ขอเขียนถึงการแสดงเดี่ยวของ พิช หรือ วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล แบบสั้นๆ ครับ การแสดงยังเหลืออีกสองรอบช่วงเสาร์-อาทิตย์นี้

(นี่คือช่องทางการซื้อบัตร https://www.ticketmelon.com/event/farewelltoloveofsiam แต่เห็นว่า sold out หมดแล้ว)

DSC02332

หนึ่ง

ตอนนั่งดูช่วงแรกๆ จะมีความรู้สึกนิดๆ ว่า บทบาท “มิว” ใน “รักแห่งสยาม” นี่มันกลายเป็น “กรงขัง” ที่กักกั้น “พิช” ไว้ได้ยาวนานเหมือนกับที่การแสดงนี้นำเสนอเลยหรือ?

แต่พอดูไปได้สักพัก (และมานั่งคิดหลังดูจบ) ก็พบว่า เออ! สงสัยจะจริง เพราะถ้าถามตัวเองว่าเราจำอะไรเกี่ยวกับ “พิช” ได้บ้าง ภาพจำที่จะโผล่ขึ้นมาทันทีแล้วถูกพอสไว้แค่นั้นก็คือ “มิว” ใน “รักแห่งสยาม” ไม่ใช่ภาพของตัวละครรายอื่นๆ ที่เขาเคยรับบทบาท (หรือกระทั่งเพลงที่เขาเคยร้อง)

[สวนทางกับภาพของ “มาริโอ้” หรือ “โต้ง” ที่พลิกผัน/คลี่คลาย/เติบโตไปไกลสุดกู่ จนคนไม่ได้จดจำ “มาริโอ้” ในฐานะ “โต้ง” อีกต่อไป]

นี่มันอาจเป็นความขัดแย้งระหว่าง “ชีวิต/ภาพลักษณ์สาธารณะ” (ความเป็นคุณในแบบที่สาธารณชนคาดหวังอยากให้เป็นหรือจดจำมันได้ขึ้นใจ จนไม่พร้อมจะรู้จักคุณในสถานะ/รูปลักษณ์อื่นๆ) กับ “ชีวิตส่วนตัว” (ที่คุณมีความฝัน ความปรารถนา ความหวัง ความสุข ความทุกข์ ฯลฯ ของตนเอง)

เราอาจเข้าใจประเด็นนี้ดีขึ้น ด้วยการอ่านบทสัมภาษณ์ “พี่เบิร์ด ธงไชย” โดย “จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์” แห่ง The Cloud (https://readthecloud.co/bird-1/)

DSC02329

สอง

ในแง่รายละเอียดของการแสดง ผมชอบองค์ประกอบอยู่สองจุด

จุดแรก คือ การกำหนดให้ “มิว” พูดประโยคซ้ำๆ เกี่ยวกับความทรงจำช่วงหนึ่งที่เกี่ยวพันกับชีวิตของเขาและอาม่า ราวกับว่านั่นคือ แกนกลางของความทรงจำหรือความทรงจำหลัก ซึ่งถ้าหากมิวเผลอหลงลืมเลอะเลือนอดีตของตัวเองไป เมื่อเขารีเซ็ตความทรงจำขึ้นใหม่ สิ่งแรกที่จะแวบเข้ามาในหัว ก็ย่อมเป็นความทรงจำช่วงดังกล่าวเสมอ

อันนี้คือสิ่งที่ผมอินเป็นการส่วนตัวและมากเป็นพิเศษ เพราะตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมา ผมลองหัดเขียนบันทึกความทรงจำว่าด้วยชีวิตช่วงหนึ่งในอดีตของตนเอง สมมุติว่าชีวิตช่วงนั้น มีเหตุการณ์ต่างๆ ที่เราจดจำได้และอยากนำมาบันทึกประมาณ 10 เรื่อง

แต่ไปๆ มาๆ จะมีอยู่เพียงหนึ่งเหตุการณ์เท่านั้น ที่เราจดจำมันได้แม่นยำที่สุด รู้สึกรู้สากับมันมากที่สุด

ด้วยเหตุนี้ ถ้าเราต้องเขียนบันทึกความทรงจำถึงชีวิตช่วงนั้นประมาณ 10 ร่าง ผลลัพธ์จะปรากฏว่าสำหรับ 9 เหตุการณ์ที่เหลือ มันอาจถูกเขียนเป็นเรื่องราวต่างๆ หลากหลายถึง 10 เวอร์ชั่น โดยมีรายละเอียดหรือกระทั่งโครงเรื่องแตกต่างกันไป

แต่ไอ้เหตุการณ์หลักเหตุการณ์เดียวนั้นแหละที่จะ “คงเดิม” และ “กระจ่างชัด” อยู่เสมออยู่ในหัวเรา ไม่ว่าเราจะเขียนมันใหม่กี่ครั้ง มันก็แทบจะ “เหมือนเดิมแบบ 100 เปอร์เซ็นต์” (โดยไม่ต้อง copy-paste)

ผมรู้สึกว่าไอ้แกนหลักหรือแกนกลางของความทรงจำที่ติดตรึงฝังแน่นอยู่ในหัวเรา มันอาจคล้ายคลึงกับสภาวะที่ผู้คนต่างๆ สามารถจดจำ “ภาพลักษณ์สาธารณะ” เดิมๆ ของใครบางคนได้อย่างขึ้นใจ และไม่สามารถยอมรับภาพลักษณ์ในเวอร์ชั่นอื่นๆ ของเขาได้

สาม

อีกจุดที่ผมชอบในการแสดง คือ แรกๆ ดูเหมือน “มิว” จะเป็นฝ่ายที่หลงๆ เพ้อๆ เลอะๆ เลือนๆ ไม่มั่นใจกับการดำรงอยู่ของตัวเอง และถูกซัดโดย “พิช”

แต่พอเนิ่นนานเข้า การดำรงอยู่ของ “มิว” ก็สามารถคุกคามและตั้งคำถามกลับใส่ “พิช” จนความมั่นใจหรืออารมณ์ชิลล์ๆ ที่เคยปรากฏขึ้นของฝ่ายหลัง พลอยหดหายไปเหมือนกัน

นี่เป็นดุลยภาพหรือการกัดกร่อนซึ่งกันและกันที่น่าสนใจดี

DSC02323

สี่

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชม คือ ผู้สร้างพยายามฉายภาพให้เห็นด้วยว่า นอกจากตัวตนของ “พิช/มิว” ที่ทั้งแน่นิ่งและไหลเลื่อนเคลื่อนไหวแล้ว สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมากมายขนาดไหน จากปี 2550-60 อย่างไรก็ดี ความเปลี่ยนแปลงที่ว่ายังมีสถานะเป็นเพียงฉากหลังรางๆ ไม่ถึงกับเคลื่อนเข้ามาเป็นสาระสำคัญของละคร

ห้า

เข้าใจว่าแวดวง “ดารา” คงตอบรับการแสดงนี้กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง เห็นมีภาพ “มาริโอ้” ไปร่วมชม รอบที่ผมไปดู ก็มี “พี่บุ๋ม รัญญา” นั่งอยู่ใกล้ๆ ส่วนด้านหน้านั้น “ใบเฟิร์น” มานั่งชมคู่กับ “ท็อป จรณ”

หลังการแสดงจบ ใบเฟิร์นเข้าไปกอดพิชแล้วร้องไห้ใหญ่เลย (มีท็อปยืนอยู่ไม่ห่าง) ส่วนไอ้ผมก็ทำได้แค่ยืนมองอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ 555