จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“สังข์ทอง” ตอนที่ 100 เรตติ้งไม่ปัง! – “ขวานฟ้าหน้าดำ” อาจได้ศิลปินแห่งชาติมาเขียนบทให้!!

“สังข์ทอง” ทะลุตอนที่ 100 แต่เรตติ้งซึมๆ

สังข์ทอง 102

ทะลุไปถึงตอน 100-101 เมื่อวันเสาร์ที่ 9 และวันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สำหรับละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “สังข์ทอง”

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเรตติ้งของละครสองตอนดังกล่าวกลับไม่ได้หวือหวาฟู่ฟ่ามากมายนัก แม้จะสามารถประคองตัวเองเป็นโปรแกรมโทรทัศน์ยอดนิยมอันดับสองในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เอาไว้ได้ (รองจากละครค่ำ “สารวัตรใหญ่”)

โดยเรตติ้งของ “สังข์ทอง” ตอนที่ 100 (ออกอากาศวันที่ 9 กุมภาพันธ์) อยู่ที่ 5.597 ก่อนจะกระเตื้องขึ้นมาเป็น 6.112 ในตอนที่ 101 (10 กุมภาพันธ์)

ไม่แน่ใจว่าเมื่อละครดำเนินไปถึงฉากอวสานในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เรตติ้งของ “สังข์ทอง 2561” ตอนสุดท้ายจะพุ่งแตะหลัก 7-8 หรือซึมๆ อยู่ตรงหลัก 5-6

ข้อมูลเรตติ้งจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-week4-10feb62/

“ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” อาจได้ศิลปินแห่งชาติ-เจ้าของรางวัลซีไรต์ มาเขียนบทให้

อินสตาแกรม lakornpurnbanthai_official ได้โพสต์ภาพนิ่ง ซึ่งเป็นกราฟิกบางส่วนจากทีเซอร์โปรโมตละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องใหม่ของค่ายสามเศียร นั่นคือ “ขวานฟ้าหน้าดำ” พร้อมทั้งระบุว่าละครเรื่องนี้จะแพร่ภาพทางช่อง 7 HD (35) ในเดือนมีนาคม (ถัดจาก “สังข์ทอง”)

ภาพนิ่งดังกล่าวได้บ่งชี้ประเด็นน่าสนใจว่าคนเขียนบทละครโทรทัศน์ของ “ขวานฟ้าหน้าดำ” ฉบับนี้ จะเป็น “อัศศิริ ธรรมโชติ” ศิลปินแห่งชาติ เจ้าของรางวัลซีไรต์ และนักเขียน-นักหนังสือพิมพ์อาวุโส วัยย่าง 72 ปี

นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่ผู้เขียนบทละครโทรทัศน์จักรๆ วงศ์ๆ ของสามเศียร จะไม่ใช่ “นันทนา วีระชน” และ “รัมภา ภิรมย์ภักดี”

อย่างไรก็ตาม อัศศิรินั้นเคยทำงานเขียนบทละครโทรทัศน์มาแล้วหลายเรื่อง รวมถึง “อุทัยเทวี” ฉบับปี 2545

หากอัศศิริมาเขียนบทละครโทรทัศน์ให้ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” จริง ก็เท่ากับว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ “ขวานฟ้าหน้าดำ” สามเวอร์ชั่น จะใช้ผู้เขียนบทไม่ซ้ำหน้ากันเลย

โดย “ขวานฟ้าหน้าดำ 2526” ได้ “วาณิช จรุงกิจอนันต์” มาเป็นผู้เขียนบท ส่วน “ขวานฟ้าหน้าดำ 2541” เขียนบทโดย “ภาวิต” ซึ่งเป็นนามปากกาหนึ่งของรัมภา

อีกหนึ่งความบังเอิญที่ควรบันทึกไว้ คือ วาณิชและอัศศิริต่างเป็นนักเขียนรางวัลซีไรต์ทั้งคู่ โดยวาณิชได้รับรางวัลในปี 2527 ส่วนอัศศิริได้รับรางวัลในปี 2524

ภาพนำจาก ยูทูบสามเศียร

Advertisements
คนมองหนัง, สัมภาษณ์พิเศษ

อ่าน 2 บทวิจารณ์ 1 บทสัมภาษณ์ ก่อน/หลังไปชมหนัง 3 เรื่องของ “ลาฟ ดิแอซ”

15-17 กุมภาพันธ์นี้ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ FILMVIRUS จะจัดฉายภาพยนตร์ขนาดยาว 3 เรื่องของ “ลาฟ ดิแอซ” ยอดผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์ พร้อมด้วยกิจกรรมเสวนาน่าสนใจ ในโปรแกรม Sine ni Lav Diaz

สามารถตรวจสอบรายละเอียดโปรแกรมได้ ที่นี่

(แม้การจองตั๋วผ่านระบบออนไลน์น่าจะเต็มแล้ว แต่ผู้ที่เดินทางไปยังหอภาพยนตร์อาจจะมีลุ้นได้รับตั๋วหน้างานอยู่บ้าง)

เนื่องในโอกาสอันดีนี้ บล็อกคนมองหนังขออนุญาตนำบทความ-บทสัมภาษณ์เก่าที่เคยเขียน/พูดคุยถึงหนัง 2 ใน 3 เรื่องของโปรแกรมดังกล่าว มาเผยแพร่ให้อ่านกัน (ก่อนหรือหลังชมภาพยนตร์) อีกครั้งหนึ่ง

A Lullaby to the Sorrowful Mystery

lullaby

ในที่สุด ก็มีโอกาสได้ชมหนังฟิลิปปินส์เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ของ “ลาฟ ดิแอซ” ซึ่งคว้ารางวัลหมีเงิน Alfred Bauer Prize (มอบแก่ผลงานที่เผยให้เห็นถึงแง่มุมใหม่ๆ ของศิลปะภาพยนตร์) จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน ครั้งที่ 66 ขณะเดินทางไปร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวครั้งที่ 29

หนังเรื่องนี้ถูกพูดถึงในสื่อนานาชาติมิใช่เพียงเพราะรางวัลสำคัญที่ได้รับ หรือเพราะเนื้อหาและมาตรฐานการสร้างที่ยอดเยี่ยม หากแต่ยังเป็นเพราะความยาว 8 ชั่วโมง 5 นาทีของมัน

“โยชิฮิโกะ ยาตาเบะ” โปรแกรม ไดเร็กเตอร์ ที่เลือกหนังเรื่องนี้เข้าฉายในสาย World Focus ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว บอกว่า แม้จะเป็นเรื่องยากลำบาก สำหรับการเลือกหนังยาว 8 ชั่วโมง เข้ามาฉายในเทศกาล เพราะนั่นเท่ากับว่าคุณจะต้องคัดหนังเรื่องอื่นๆ ออกไปประมาณ 3 เรื่อง

แต่เขากลับไม่ลังเลใจเลยในการตัดสินใจฉายหนัง 8 ชั่วโมงของลาฟ เพราะนี่คือหนังประเภทที่ผู้ชมจะหาดูได้จาก “เทศกาลภาพยนตร์” เพียงเท่านั้น และถ้าผู้จัดเทศกาลฯ ไม่มีความกล้าหาญพอจะจัดฉายหนังประเภทนี้ มันก็เปล่าประโยชน์ที่คุณจะจัดงาน “เทศกาลภาพยนตร์” ขึ้นมา

นอกจากนั้น การที่หนังเรื่องนี้ได้รางวัลจากเบอร์ลิน ก่อนที่ผลงานอีกเรื่องของลาฟ (The Woman Who Left) จะไปคว้ารางวัลสูงสุดจากเวนิสภายในปีเดียวกัน ก็บ่งชี้ถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ลาฟ ดิแอซ คือหนึ่งในคนทำหนัง “ชั้นครู” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทวีปเอเชียยุคปัจจุบัน

ดังนั้น เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวจึงมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้จัดฉายหนังความยาวเกิน 8 ชั่วโมงเรื่องนี้

ทางเทศกาลโตเกียวเลือกวิธีการจัดฉาย “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ในแบบเดียวกับเทศกาลเบอร์ลิน คือ ฉายหนังครึ่งแรกประมาณ 4 ชั่วโมง แล้วจึงให้คนดูพักยาว 1 ชั่วโมง ก่อนจะกลับมาฉายหนังครึ่งหลังอีกราวๆ 4 ชั่วโมง

และปิดท้ายด้วยการถาม-ตอบกับทีมงานผู้สร้าง 30 นาที

ภาพยนตร์ “มหากาพย์” เรื่องนี้ เล่าเรื่องราวในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งชาวฟิลิปปินส์รวมตัวกันจัดตั้งขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปฏิวัติปลดแอกตนเองจากเจ้าอาณานิคม “สเปน”

หนังถ่ายทอดยุคสมัยแห่งการต่อสู้ ผ่าน “เรื่องเล่า” หลากชั้นหลายระดับที่ถูกนำมาจัดวางคลอเคลียกันไปอย่างเปี่ยมชั้นเชิง

“เรื่องเล่า” เหล่านั้นมีตั้งแต่ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ว่าด้วยสตรีที่ออกเดินทางตามหาสามี ผู้เป็น “บิดาแห่งการปฏิวัติของประเทศ” ซึ่งสูญหายไปในป่าใหญ่

ขณะเดียวกัน ลาฟก็หยิบยืมตัวละครบางรายจากนวนิยายยุคปฏิวัติของ “โฮเซ รีซัล” ให้เข้ามามีบทบาทโลดแล่นในหนังเรื่องนี้

“ประวัติศาสตร์นิพนธ์” และ “นวนิยาย” ถูกนำเสนอเคียงคู่กับ “บทกวี” ของรีซัล “เพลงรัก” ที่กลายเป็นเครื่องมือการต่อสู้ของนักปฏิวัติ เรื่อยไปจนถึง “ตำนานปรัมปรา” ท้องถิ่น

โดยยังไม่นับรวมพฤติการณ์ของบรรดาตัวละครที่ลาฟสร้างสรรค์ขึ้นมาเองอีกจำนวนหนึ่ง

การเล่าเรื่องราวผ่าน “เรื่องเล่า” หลากชนิด โดยไม่ได้เลือกพินิจพิเคราะห์ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ผ่านแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งอย่างจำกัดจำเขี่ย หากแต่เลือกที่จะประกอบสร้าง-สานทอองค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ของยุคสมัยแห่งการปฏิวัติเข้าด้วยกัน จนกลายเป็น “ภาพรวมขนาดใหญ่” ย่อมส่งผลให้หนังเรื่องนี้มีความยาวเกิน 8 ชั่วโมง โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้

“เรื่องเล่า” แต่ละส่วนภายในโครงสร้างใหญ่ของ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ล้วนมีเอกลักษณ์และความสำคัญเฉพาะตน

มิอาจปฏิเสธว่า “เรื่องเล่า” จาก “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” และ “นวนิยาย” ของรีซัล ได้ถูกพัฒนาให้มีสถานะเป็นเส้นเรื่องหลักสำคัญสองสาย ที่มีชีวิตยืนยาวตั้งแต่ต้นจนจบ ขณะที่ “เรื่องเล่า” อื่นๆ นั้น เข้ามามีบทบาทส่งเสริม-แทรกแซง เป็นการชั่วครู่

ชีวิตของนักดนตรีหนุ่มผู้ขับขานเพลงรัก-เพลงปฏิวัติอย่างน่าประทับใจ ถูกเล่าถึงสั้นๆ ภายในกรอบเวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมงแรกของหนัง แต่แน่นอนว่าเสียงเพลงที่ริเริ่มโดยเขากลับดังก้องกังวานไปตลอดทั้งเรื่อง เช่นเดียวกับบทกวีของรีซัล ซึ่งถูกผลิตซ้ำประปรายอยู่เรื่อยๆ โดยตัวละครหลายคน

“ตำนานปรัมปรา” ก็เป็นอีกหนึ่งสีสันสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น “ตำนานแห่งการต่อสู้ปลดแอก” หรือ “ตำนานที่มอมเมาผู้คนไม่ให้ลุกฮือ”

ตำนานในหนังของลาฟ สื่อให้เห็นถึง “ความเชื่อ” ที่ชักจูงบรรดานักปฏิวัติให้เวียนวนหลงทางอยู่ในป่าใหญ่ หรือชักนำให้พวกเขาเดินออกนอกเส้นทางการต่อสู้ จน “การปฏิวัติจริงๆ” ประสบความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาจนถึงยุคปัจจุบัน

ตำนานในผืนป่ายังผูกโยงไปถึง “ความเชื่อทางคริสต์ศาสนา” ที่ผสมผสานปนเปกับ “ความเชื่อท้องถิ่น” จนก่อให้เกิดภารกิจหลักสองด้าน

ทั้งการมอบความหวังที่ไม่มีทางเป็นไปได้ให้แก่ฝูงชนผู้ทุกข์ยาก-ไร้ทางออกในชีวิต และการขูดรีดบีบบังคับสามัญชนให้ต้องมาแสดงบทบาทเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนความศักดิ์สิทธิ์อย่างไร้ทางเลือก

ฤทธานุภาพแห่ง “ตำนานปรัมปรา” มักออกทำงานในพื้นที่ “ป่า” ซึ่งถือเป็นตัวละครสำคัญรายหนึ่งของหนังเรื่องนี้

“โจเอล ซาราโช” นักแสดงชื่อดังของฟิลิปปินส์ที่ร่วมแสดงใน “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ซึ่งเดินทางมาพบปะกับผู้ชมที่ญี่ปุ่น เคยถามลาฟว่า สุดท้ายแล้วตัวละครจาก “เรื่องเล่า” หลายระนาบของหนังจะถูกเชื่อมร้อยเข้าหากันได้อย่างไร?

ผู้กำกับภาพยนตร์เบอร์ต้นๆ ของเอเชีย ตอบว่า ทุก “เรื่องเล่า” จะถูกสานทอเข้าด้วยกันใน “ป่า” ซึ่งเป็นพื้นที่อันเปิดกว้างต่อทุกๆ “ความเป็นไปได้”

นำมาสู่ฉากเล็กๆ สั้นๆ ที่ตัวละครจากทุกชั้นของ “เรื่องเล่า” ได้มาดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันกลางป่าเขา แม้ต่างฝ่ายคล้ายจะไม่รับรู้ถึงการดำรงอยู่ของฝ่ายอื่นๆ ก็ตาม

นอกจากนี้ “ป่า” ยังอาจเป็นพื้นที่เปิดรับความฝัน จินตนาการ และอุดมการณ์การต่อสู้อันเป็นนามธรรม ซึ่งไหลเลื่อนเคลื่อนไหวไม่เคยหยุดนิ่ง

กระทั่งคนตายผู้หายสาบสูญไปในป่าก็ยังถูกคาดหวังให้มีชีวิตอยู่ ตราบใดที่คนข้างหลังยังค้นหาศพของเขาไม่พบ

เมื่อกล่าวถึงประเด็นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะวิเคราะห์ถึงบทบาทของเหล่า “ตัวละครหญิง” ในหนัง

ตั้งแต่ภรรยาของนักปฏิวัติผู้สูญหาย เมียและแม่ของชาวบ้านนักต่อสู้ที่สูญเสียครอบครัว หญิงสาวท้องถิ่นที่เคยหลงผิดแปรพักตร์ไปสนับสนุนนายทหารสเปน จนคนในหมู่บ้านของเธอถูกสังหารหมู่ และมีสตรีหลายรายถูกข่มขืน

ตลอดจนสาวคนรักของนักดนตรีผู้ขับร้องเพลงปฏิวัติ และเด็กหญิงตาบอดผู้ตระเวนท่องบทกวีของ โฮเซ รีซัล ตามท้องถนน

น่าสนใจว่าตัวละครสตรีทั้งหลายมีสถานะเป็นสักขีพยานแห่งความสูญเสียและมรณกรรมของเหล่าบุรุษ พวกเธอเป็นผู้แบกรับเรื่องราวความเศร้าโศกแทนบรรดาผู้ชายที่จากไป

ทว่าขณะเดียวกัน ผู้หญิงก็ยังมีหน้าที่ผลิตซ้ำอุดมการณ์แห่งการต่อสู้และปฏิวัติ รวมถึงบทกวีและบทเพลงอันเกี่ยวเนื่องกับอุดมการณ์ดังกล่าว ให้มีชีวิตยืนยาวออกไปไม่รู้จบสิ้น

หากมองผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้ ผู้หญิงในช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ จึงมิได้จ่อมจมอยู่กับความทุกข์โศกไปวันๆ หากยังมีหน้าที่สืบสานภารกิจการปฏิวัติอย่างแข็งขันอีกด้วย

สําหรับบริบทเฉพาะทางประวัติศาสตร์ในภาพยนตร์ “จุดมุ่งหมายแห่งการปฏิวัติ” หรือ “เสรีภาพที่แท้จริงของชาวฟิลิปปินส์” คือ “การปลดแอกจากสเปน”

ซึ่งผู้ชมหลายคนย่อมตระหนักได้ว่านี่เป็นเพียงการอุปมาเปรียบเทียบไปถึงการต่อสู้บนสนามอื่นๆ ในช่วงเวลาอื่นๆ

ดังที่ตัวละครบางรายสนทนากัน ณ ช่วงท้ายของหนังว่า “การปฏิวัติ” ย่อมไม่จบลงตรงชัยชนะเหนือสเปน และคนรุ่นหลังจะต้องรับหน้าที่ประเมินสถานการณ์ในอนาคตว่า “คู่ต่อสู้” รายต่อไปของพวกตนนั้นคือใคร?

ไม่ต้องคาดเดาว่า “ศัตรูในภายภาคหน้า” (หลังจากยุคสมัยของหนัง) ย่อมมีสถานภาพและตัวตนที่สลับซับซ้อนมากขึ้น

เพราะกระทั่งในยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของหนังเรื่องนี้ ก็ยังมีตัวละครนักปฏิวัติบางคนที่พร้อมเปิดอก “พูดคุย” กับชนชั้นนำสเปน เช่นเดียวกับตัวละครผู้หญิงชาวบ้านบางรายที่ยอมพลีกายอุทิศตนให้เจ้าอาณานิคม

แม้แต่ตัวละครจาก “ตำนานปรัมปรา” ก็ยังให้ความร่วมมือกับ “อำนาจภายนอก” อันอาจหมายความว่า “ตำนานท้องถิ่น” สามารถถูกฉวยใช้จนกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของ “อำนาจต่างถิ่น” ได้

หรือในยุคปัจจุบัน ลาฟ ดิแอซ ก็เป็นคนหนึ่งซึ่งยืนกรานหนักแน่นว่าสังคมฟิลิปปินส์ต้องต่อสู้กับประธานาธิบดี “โรดริโก ดูแตร์เต” ที่เขามองว่าเป็นนักปลุกระดม ผู้หลอกลวงประชาชนผ่านการสร้าง “มายาคติร่วมสมัย” ซึ่งมีพลานุภาพไม่ต่างจาก “ตำนานปรัมปรา” ยุคเก่า

ยุคสมัยแห่งการปลดแอกจากอำนาจของสเปนที่ถูกนำเสนอในภาพยนตร์เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” อาจสิ้นสุดลงไปแล้ว

แต่ดูคล้ายภารกิจ “ปฏิวัติ” กลับยังมิได้ยุติปิดโครงการลงตามไปด้วย

“การปฏิวัติ” ในฟิลิปปินส์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือในที่อื่นๆ จึงอาจมีสถานะเป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนาน

ยาวนานยิ่งกว่าความยาว 485 นาทีของหนังเรื่องนี้เสียอีก

Season of the Devil

season of the devil

หนึ่ง

งานของลาฟที่ได้ดูก่อนหน้านี้ คือ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ซึ่งหนังเรื่องนั้นกับเรื่องนี้ดูจะเชื่อมโยงถึงกันพอสมควร อย่างน้อย ก็ได้แก่เรื่องบทบาทของ “เพลง/กวี” ในการต่อสู้ทางการเมือง และการกล่าวถึงโปรเจ็คท์การต่อสู้ปลดแอกทางการเมืองที่ไม่มีวันสิ้นสุด

สอง

ตามข้อมูล นี่คือ “หนังเพลง” ที่ตัวละครหลักๆ ร้องเพลงกันแทบทั้งเรื่องตลอดเวลาสี่ชั่วโมง โดยมีบทสนทนาปกติน้อยมาก แต่เมื่อเพลงในหนังไม่มีเสียง (เครื่อง) ดนตรีประกอบ หากเป็นการเอื้อนเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงสูงต่ำราวท่วงทำนองดนตรีจากปากมนุษย์ เพลงต่างๆ ของหนังเรื่องนี้ จึงมีลักษณะโน้มเอียงไปทางบทกวีมากพอสมควร (ขณะเดียวกัน พระเอกของเรื่องก็เป็นกวีด้วย)

สาม

ตามการตีความส่วนตัว ลาฟพยายามฉายภาพการต่อสู้ระหว่างอำนาจเผด็จการกับการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและเพรียกหาความจริงของพลเมือง ผ่านการปะทะกันระหว่าง “เพลง/กวี” ของทหาร/กองกำลังติดอาวุธของรัฐบาล กับ “เพลง/กวี” ของประชาชนที่ลุกขึ้นสู้ และถึงที่สุด ทั้งสองฝ่ายต่างก็สร้าง myth มาห้ำหั่นกัน

ดังจะเห็นได้ว่า ต่างฝ่ายต่างจะมีตัวละครที่เป็นเหมือน “บุคคลในจินตนาการ” หรือ “บุคลาธิษฐาน” ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมอุดมการณ์หรือถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจของพวกตน

สี่

แต่อีกด้าน พอถึงช่วงหลังๆ ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า การที่หนังเลือกห่อหุ้มตัวเองด้วย “เพลง/กวี” นั้น มันทำให้ความขัดแย้งระหว่างตัวละครสองกลุ่มที่ควรจะแหลมคมรุนแรงกว่านี้ กลับอ่อนโยนและมีลักษณะเหนือจริงเกินไปหรือเปล่า?

ห้า

อีกประเด็นที่ระหว่างดูจะรู้สึกอึดอัดหน่อยๆ คือ เหมือนลาฟจะเล่าเรื่องราวแบบย้ำคิดย้ำทำพอสมควร ผ่าน “เพลง/กวี” ชิ้นเดิมที่ถูกผลิตซ้ำเรื่อยๆ และโครงสร้างเรื่องราวที่หมุนวนเป็นวงกลม แต่พอถึงฉากจบ ก็พบว่าสิ่งที่เขาเลือกทำมันส่งผลกระทบหนักหนาสาหัสต่ออารมณ์คนดูไม่น้อย

หก

ถ้าใครได้ดูหนัง หลังเดินออกมาจากโรงภาพยนตร์/สถานที่จัดฉาย คงจะต้องมีเสียงร้อง “ลา ลา ล้า ลา หล่า หล่า ลา ลา ล้า ลา ลา” ติดหัวมาบ้างล่ะ

(สัมภาษณ์พิเศษ)

สนทนากับคนทำหนังชั้นครูจากฟิลิปปินส์ ประวัติศาสตร์ บาดแผล การต่อสู้ และ “ดูแตร์เต”

เมื่อปลายปี 2559 “ลาฟ ดิแอซ” คนทำหนังจากประเทศฟิลิปปินส์ ได้นำภาพยนตร์ความยาว 8 ชั่วโมง 5 นาที เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ปีนี้ นับเป็นปีทองของลาฟ ผู้กำกับภาพยนตร์วัยใกล้หกสิบ เมื่อเขาสามารถคว้าสองรางวัลสำคัญจากสองเทศกาลหนังระดับ “เมเจอร์” ของโลกตะวันตก

เรื่องแรก คือ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ที่ได้รับรางวัลอัลเฟรด บาวเออร์ ไพรซ์ จากเทศกาลหนังเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

เรื่องที่สอง คือ “The Woman Who Left” ที่ได้รับรางวัลสิงโตทองคำ อันเป็นรางวัลสูงสุดของเทศกาลหนังเวนิส ประเทศอิตาลี

ทีมข่าวมติชนทีวี มีโอกาสได้สัมภาษณ์พิเศษ “ลาฟ ดิแอซ” ที่กรุงโตเกียว เพื่อพูดคุยถึงหนังยาวกว่า 8 ชั่วโมง ที่ได้รับรางวัลจากเบอร์ลิน โดยเฉพาะ

และเพราะคนทำหนังที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “ผู้กำกับภาพยนตร์ชั้นครู” รุ่นปัจจุบันของทวีปเอเชีย มักอธิบายให้สื่อนานาชาติรับรู้อยู่เสมอ ว่าหนังที่มีความยาวเกินมาตรฐานปกติของเขา ไม่จัดเป็น “สโลว์ ซีเนม่า” แถมยังตั้งคำถามกลับไปว่าทำไมจึงต้องนิยามภาพยนตร์จากความยาวของมันด้วย?

คำถามเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวจึงอาจไม่จำเป็นในบทสนทนานี้

แต่ลาฟยังพูดถึงประเด็นน่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย ที่ชวนขบคิด ไม่ว่าจะเป็น “ประวัติศาสตร์” “การต่อสู้” “ความหมายแท้จริงของการปฏิวัติ” รวมถึงประธานาธิบดี “โรดริโก ดูแตร์เต”

คำตอบของเขาจะเข้มข้นแค่ไหน เชิญอ่าน

ลาฟ มติชน

-หลังจากหนังหลายเรื่องของคุณได้รับรางวัลใหญ่ๆ ในเทศกาลภาพยนตร์สำคัญระดับนานานาชาติ ชีวิตในการทำหนังของคุณเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม?

ไม่เปลี่ยนเลย พวกเราไม่ได้ทำหนังเพื่อหวังรางวัลเหล่านั้น แต่แน่นอนว่ารางวัลมันช่วยเหลือเราในบางด้าน เช่น ช่วยให้หนังมีช่องทางในการเผยแพร่เพิ่มมากขึ้น เป็นต้น

-ผลตอบรับจากคนดูหนังชาวฟิลิปปินส์ที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

มันก็เติบโตขึ้น แต่ยังเป็นสัดส่วนที่เล็กน้อยอยู่ อย่างไรก็ตาม นี่คือส่วนหนึ่งของการต่อสู้ โดยที่เราต้องไม่ไปเร่งรัดคนดู ที่อยู่ภายใต้วัฒนธรรมหนังฮอลลีวูดมาเป็นร้อยปี อยู่ภายใต้อุตสาหกรรมภาพยนตร์กระแสหลักของฟิลิปปินส์มาเป็นร้อยปี ซึ่งอุตสาหกรรมหนังฟิลิปปินส์ก็ก็อปปี้ภาพยนตร์ฮอลลีวูดมาอีกทีอยู่เสมอมา อย่างในปัจจุบัน กระแสหนังรอม-คอม (โรแมนติก คอมเมดี้) ก็ครอบงำตลาด หรือเมื่อก่อนก็เคยมียุครุ่งเรืองของหนังแอ๊คชั่น ดังนั้น นี่จึงเป็นการต่อสู้ในระยะยาว และเราก็ต้องเคลื่อนไหวผ่านการทำหนังต่อไปเรื่อยๆ

-หนังเรื่องนี้ถูกนำเสนอผ่าน “เรื่องเล่า” หลากหลายชั้นมากๆ จากประวัติศาสตร์ สู่นวนิยาย บทกวี หรือเพลง เรื่องเล่าทั้งหมดเหล่านั้นมันมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างไร?

หนังพูดถึงยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ปฏิวัติฟิลิปปินส์ ค.ศ.1897 เพลงในหนังก็เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติ และกลายเป็นบทเพลงสรรเสริญการปฏิวัติในเวลาต่อมา ส่วนตัวละครนักปฏิวัติในหนังก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนวนิยายสองเรื่องของ “โฮเซ รีซัล” นอกจากนี้ ยังมีตำนานปรัมปราว่าด้วยอมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้า ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของยุคสมัยดังกล่าวเช่นกัน

-เรื่องเล่าเหล่านั้นมันหนุนเสริมหรือขัดแย้งกันอย่างไรบ้าง?

ถ้าคุณศึกษาถึงธรรมชาติของวิชาประวัติศาสตร์ ก็จะเห็นว่ามีความจำเป็นที่ต้องผนวกรวมองค์ประกอบเหล่านี้เข้าไว้ด้วยกัน คุณไม่ได้กำลังนำเสนอแค่ภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ที่มากกว่านั้น คือ บางครั้ง คุณควรวิพากษ์ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ เพื่อแสดงให้เห็นภาพกว้างของยุคสมัยดังกล่าว

ถ้าคุณทำแบบนั้น ประวัติศาสตร์ก็จะกลายเป็นปรัชญา หรือการมีมุมมองเชิงวิพากษ์ต่อยุคสมัยที่ผ่านพ้น

คุณต้องไม่โฟกัสไปที่ภาพน่าตื่นตาตื่นใจหรือตัวเหตุการณ์ แต่คุณต้องโฟกัสไปที่ตัวบุคคลที่เคยมีชีวิตอยู่จริงๆ โฟกัสไปยังสรรพสิ่งที่จะช่วยให้เราเข้าใจยุคสมัยดังกล่าวมากขึ้น นี่แหละคือประเด็นสำคัญ

มันคือการศึกษายุคสมัยทางประวัติศาสตร์ในเชิงวิพากษ์ ซึ่งจะส่งผลให้คุณสามารถค้นพบหลายๆ คำถามที่ผุดขึ้นมาจากยุคสมัยนั้นๆ ไม่ใช่ผุดขึ้นมาจากตัวเรื่องเล่า, ตัวละคร หรือเหตุการณ์

-ขอถามถึง “ป่า” ซึ่งนับเป็นตัวละครหลักตัวหนึ่งของหนัง อยากทราบว่า “ป่า” มีความหมายลึกซึ้งอย่างไรบ้าง?

“ป่า” คือ มาตุภูมิ เป็นพื้นที่แห่งการแสวงหาจิตวิญญาณ เป็นพื้นที่แห่งการ “หลงทาง” และค้นหา “ความหมาย” บางอย่างในชีวิต หรืออาจเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนที่เดินทางเข้าไปในนั้น ได้สัมผัสถึง “ความแปลกแยก”

-ผมรู้สึกประทับใจตัวละคร Tikbalang (อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้า) สามตนภายในหนังมาก คุณช่วยอธิบายความหมายของพวกเขาที่ดำรงอยู่ในวัฒนธรรมฟิลิปปินส์หน่อยได้ไหม?

Tikbalang เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ เป็นส่วนหนึ่งในตำนานปรัมปราของเรา จนปัจจุบัน คนจำนวนมากก็ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับ Tikbalang กันอยู่

ตัวละครในตำนานเหล่านี้ยังมีความสัมพันธ์กับกระบวนการสร้าง “มายาคติ” คุณสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่จริง สร้างการมีมุมมองเฉพาะต่อสิ่งต่างๆ หรือกระทั่งทฤษฎี แล้วสิ่งเหล่านั้นก็จะกลายเป็น “สัจจะ”

กลับมาที่ปัจจุบัน กับการสร้าง “มายาคติ” ผ่านการเมืองระบบตัวแทนในประเทศของเรา ทำไมคนงี่เง่าอย่าง “ดูแตร์เต” ถึงกลายมาเป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ก็เพราะมีการสร้างมายาคติ เขาเป็นนักปลุกระดมฝูงชน เขาทำงานกับประชาชน โดยสร้างความคิดนามธรรมบางอย่างขึ้นมา แล้วประชาชนก็เชื่อเขา

นี่คือการมองเห็นโลกผ่านมายาคติและตำนานปรัมปราที่ถูกสร้างขึ้น คุณสามารถนำมุมมองแบบนั้นมาใช้เล่าเรื่องราวในปัจจุบันได้ เพราะเรื่องแบบบี้มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นความเชื่อหนึ่งที่ฝังลึกในจิตใจของพวกเรา มันเป็นวงจรอุบาทว์ ของคนที่พยายามขยายอิทธิพลเข้าไปควบคุมมวลชน

นักปลุกระดมฝูงชนทำงานตรงจุดนี้ แล้วเขาก็ได้ครอบครองอำนาจจากการหลอกลวงผู้คน

-ขอถามถึงบทบาทของตัวละครผู้หญิงในหนังเรื่องนี้ ผมสังเกตว่าตัวละครผู้หญิงส่วนใหญ่ในเรื่องมักจะต้องแบกรับความโศกเศร้า ต้องเผชิญหน้ากับภาวะสูญเสียสามีหรือครอบครัว คำถามคือตัวละครผู้หญิงสามารถมีภาระหน้าที่อื่นๆ ได้อีกไหม ในยุคสมัยแห่งการปฏิวัติ?

ภาพลักษณ์ของผู้หญิงมีศักยภาพในการแบกรับบาดแผลของการต่อสู้และการไถ่บาปทางประวัติศาสตร์อยู่เสมอมา

มันเป็นการดีที่จะ “ใช้” ภาพลักษณ์ของผู้หญิง โดยเฉพาะในวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของฟิลิปปินส์ หากคุณต้องทำงานในประเด็นว่าด้วยบาดแผลทางประวัติศาสตร์และการต่อสู้อันยาวนาน

เกือบสี่ร้อยปีในการต่อสู้กับสเปน เกือบร้อยปีที่เราถูกปกครองโดยอเมริกา รวมทั้งยุคมืดของการประกาศใช้กฎอัยการศึก การเข้ามาข่มขืนผู้หญิงท้องถิ่นของทหารญี่ปุ่น นี่คือบาดแผลติดตัวเรา นี่คือสิ่งที่เราต้องจ่ายเพื่อการไถ่บาป

ดังนั้น ถ้าเราจะใส่ภาพลักษณ์ของผู้หญิงฟิลิปปินส์ลงไปในหนัง พวกเธอก็มักต้องแบกรับบาดแผลเหล่านี้ เพราะมันเป็นการอุปมาเปรียบเทียบถึงการต่อสู้ได้เป็นอย่างดี

-ในท้องเรื่องของหนังเรื่องนี้ จุดประสงค์ของการปฏิวัติหรือความหมายแท้จริงของเสรีภาพ คือ การปลดแอกตนเองออกจากเจ้าอาณานิคมสเปน ถ้าปัจจุบันเรายังต้องการการปฏิวัติอยู่ อยากทราบว่าอะไรคือจุดมุ่งหมายของมัน?

เรื่องราวในหนังมันเป็นแค่พื้นผิว แต่ในความเป็นจริง พวกเรายังต้องทำงานให้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ทุกๆ ชาติ ก็เป็นอย่างนี้กันทั้งนั้น ตอนนี้ พวกเรามีเสรีภาพกันจริงๆ ไหมล่ะ? นี่คือคำถาม

ปัจจุบันนี้ เราย้อนกลับไปมีประธานาธิบดีที่เป็นนักปลุกระดม นี่คือสิ่งที่ผมถ่ายทอดไว้ในหนัง เป็นฉากผู้คนเดินหลงวนไปมารอบต้นไม้ นั่นคือวิธีเลือกผู้นำของพวกเขา (ประชาชน) คุณคิดว่าตอนนี้มันมีเสรีภาพจริงไหมล่ะ?

ประชาชนเลือกผู้นำคนนี้ เพราะเชื่อว่าตนเองจะได้เป็นส่วนหนึ่งของชาติ พวกเขาเคยถูกกีดกันออกไปเป็นคนชายขอบ แต่ “ดูแตร์เต” เป็นนักปลุกระดมที่เดินไปบอกคนเหล่านั้นว่า ถ้าคุณเลือกผม คุณจะได้กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชาติ นี่คือวิธีปลุกระดม

ดังนั้น ประเด็นการปลดแอกตนเองหรือการได้มาซึ่งเสรีภาพ มันจึงกว้างขวางมาก

ภาพแทนของ “สามัญชน” ในสถานการณ์ปฏิวัติ

โจเอล ซาราโช

“โจเอล ซาราโช” นักแสดงชื่อดังของฟิลิปปินส์ ผู้รับบทเป็นตัวละครชื่อ “แมง คาร์โย” ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้เดินทางมาประเทศญี่ปุ่นพร้อม “ลาฟ ดิแอซ”

โดยเขาได้อธิบายถึงบทบาทของตัวละครรายดังกล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

“แมง คาร์โย” คือตัวละครที่เป็นภาพแทนของคนธรรมดาสามัญ ซึ่งต้องการเข้าร่วมเป็นหนึ่งของการปฏิวัติ แต่กลับไม่ได้รับโอกาสเช่นนั้น

เพราะเขามีอาการเจ็บป่วย นอกจากนี้ เขายังเป็นภาพแทนของคนชายขอบ ผู้เข้าไม่ถึงโอกาสที่จะได้เข้าร่วมในขบวนการเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่เขาก็ยังคงต้องการอุทิศเสียสละตนแด่การปฏิวัติ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเขาจึงตัดสินใจเข้าร่วมภารกิจค้นหาร่างของ “อันเดรส โบนิฟาซิโอ” (บิดาแห่งการปฏิวัติฟิลิปปินส์) ในป่า

ระหว่างเดินทางในป่า เขาพบว่าอาการเจ็บป่วยของตนเองสามารถถูกรักษาให้หายได้ด้วยเวทมนตร์ของตัวละครจากตำนานปรัมปราอย่างพวก Tikbalang โดยไม่ได้ตระหนักว่า “ความเชื่อ” ดังกล่าวไม่ใช่ “ความจริง” นั่นเพราะเขาเพียงแค่ต้องการจะหายขาดจากความป่วยไข้ที่รุมเร้าร่างกายหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงค่อยๆ เดินเลี้ยวออกจาก “ถนนสายปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม” ไปสู่ “ถนนสายความเชื่อ” เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง

นี่อาจเป็นคำอธิบายว่า ทำไมการปฏิวัติของเราจึงแตกสลายเป็นส่วนเสี้ยวเล็กน้อย ทำไมการปฏิวัติจึงล้มเหลวลง

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

สัปดาห์นี้ “สังข์ทอง 2561” จะออกอากาศทะลุ 100 ตอนแล้วจ้า!!!

ในวันเสาร์ที่ 9 และอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “สังข์ทอง 2561” ตอนที่ 100 และ 101 จะได้ฤกษ์แพร่ภาพออกสู่สายตาคุณผู้ชม

เป็นที่แน่นอนว่า “สังข์ทอง” เวอร์ชั่นนี้ น่าจะมีความยาวมากกว่า “แก้วหน้าม้า 2558” ซึ่งออกอากาศรวมทั้งสิ้น 102 ตอน

และนับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา ก็มีละครจักรๆ วงศ์ๆ ของค่ายสามเศียรเพียงแค่ 3 เรื่องเท่านั้น ซึ่งออกฉายโทรทัศน์ด้วยความยาวเกิน 100 ตอน

ได้แก่ “สังข์ทอง 2550” (106 ตอน) “แก้วหน้าม้า 2558” และ “สังข์ทอง 2561”

สำหรับตัวเลขเรตติ้งล่าสุดของ “สังข์ทอง” ฉบับปัจจุบัน ก็ยังอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ

โดยเมื่อวันที่ 2 และ 3 กุมภาพันธ์ ละครเรื่องนี้ได้เรตติ้งไป 6.633 และ 6.269 ตามลำดับ

จะเป็นรองก็แค่ “สารวัตรใหญ่” ละครหลังข่าววันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชายคาช่อง 7

มีกระแสข่าวว่า “สังข์ทอง 2561” อาจมีความยาวทั้งหมดรวม 110 ตอน และจะไปอวสานเอาในช่วงกลางเดือนมีนาคม

โดยละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องใหม่ที่จะมาลงจอแทน มีแนวโน้มสูงว่าอาจเป็น “ขวานฟ้าหน้าดำ”

(คลิกอ่านข่าวคราวเบื้องต้นของ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ที่นี่)

ข้อมูลเรตติ้งจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25rating-week28jan-3feb-2562/

ขอบคุณภาพประกอบจาก ยูทูบสามเศียร

ข่าวบันเทิง

“Last Night I Saw You Smiling” หนังสารคดีกัมพูชาที่เพิ่งได้รับรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์ร็อตเตอร์ดัม

ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “Last Night I Saw You Smiling” ของ “กวิช เนียง” ผู้กำกับหนุ่มจากกัมพูชา เพิ่งคว้ารางวัล NETPAC award ในเทศกาลหนังนานาชาติร็อตเตอร์ดัม 2019 ซึ่งมอบให้แก่ภาพยนตร์เอเชียที่มาฉายรอบปฐมทัศน์โลก ณ เทศกาล ซึ่งมีความโดดเด่นสูงสุด

คณะกรรมการระบุว่าหนังสารคดีเรื่องนี้มีความพยายามอย่างกล้าหาญ ที่จะมุ่งเปิดเผยภาวะล่มสลายของสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเปลี่ยนผ่านอันเชี่ยวกรากรุนแรง

“Last Night I Saw You Smiling” เป็นภาพยนตร์สารคดีความยาว 75 นาที ที่เล่าถึงการทุบทำลายอาคารที่พักแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ โดยครอบครัวของกวิช เนียง ก็เคยอาศัยอยู่ในอาคารดังกล่าว

ผู้คนรู้จักอาคารแห่งนี้ในนาม The White Building นี่คือผลงานการออกแบบร่วมกันระหว่างสถาปนิกผู้มีชื่อเสียงชาวกัมพูชาและโซเวียต

ทั้งยังเป็นประจักษ์พยานแห่งความรุ่งโรจน์และร่วงโรยของระบอบเขมรแดง ต่อมามันกลายเป็นชุมชนของคนศิลปะที่เปี่ยมชีวิตชีวา ก่อนจะถูกรื้อทิ้งในปัจจุบัน

เนียงซึ่งถือกำเนิดในอาคารที่พักอันเสื่อมสลายแห่งนี้เช่นเดียวกัน คือ เด็กหนุ่มที่มีความใฝ่ฝันอยากจะถ่ายทำหนังยาวแนวเล่าเรื่อง ณ The White Building แต่เมื่อโลกความเป็นจริงวิ่งไปเร็วกว่าโปรเจ็คท์ภาพยนตร์ เขาจึงหันมาถ่ายทำหนังสารคดีขนาดยาวเรื่องแรกในชีวิต โดยมี “บ้านเก่า” เป็นสถานที่ถ่ายทำ

เนียงได้บันทึกภาพกิจกรรมต่างๆ, ภาวะวิตกกังวล และช่วงเวลาแห่งความสั่นสะเทือนอารมณ์ เมื่อพ่อแม่ของเขา และผู้พักอาศัยรายอื่นๆ จำเป็นต้องอพยพออกจากบ้านที่กำลังถูกทุบทิ้ง ด้วยสไตล์การถ่ายภาพที่สงบนิ่ง

ที่มา

http://www.antiarchive.com/lastnightisawyousmiling.html

https://iffr.com/en/2019/films/last-night-i-saw-you-smiling

https://iffr.com/en/blog/presentperfect-wins-main-prize-at-iffr-2019

https://www.screendaily.com/news/rotterdam-film-festival-2019-winners-revealed/5136437.article

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

มุมมอง “โจนัส เมคัส” ว่าด้วยหนังเรื่อง “Lady Bird” และภาพยนตร์แอคชั่นฮอลลีวูด

jonas_mekas

“โจนัส เมคัส” คนทำหนังอาวองการ์ดรุ่นอาวุโส ผู้บุกเบิกวงการหนังทดลองใต้ดินอเมริกัน เพิ่งจะเสียชีวิตลงในวัย 96 ปี เมื่อสัปดาห์ก่อน

หลังจากนั้น “ไซม่อน แฮตเตนสโตน” ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์สุดท้ายของเมคัสลงในเว็บไซต์เดอะการ์เดี้ยน โดยเนื้อหาส่วนหนึ่ง มีการพูดถึงหนังเรื่อง “Lady Bird” และหนังแอคชั่นฮอลลีวูดเอาไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

เมื่อแฮตเตนสโตนถาม โจนัส เมคัส ว่าเขาชอบหนังรุ่นใหม่ๆ เรื่องไหนบ้าง?

เมคัสก็กล่าวถึง “Lady Bird” ของเกรต้า เกอร์วิก

lady bird

“นี่เป็นหนังเรื่องเดียวที่ประสบความสำเร็จในการนำเสนอประเด็นว่าด้วยชีวิตจริง แล้วพวกเขาก็ละเลยหนังเรื่องนี้บนเวทีออสการ์ หนังเรื่องนี้ถูกละเลยเพราะมันดี เพราะมันเฉลียวฉลาด ทั้งยังกำกับโดยผู้หญิง ถ้าหนังประเภทนี้ถูกสร้างโดยผู้ชาย สิ่งที่เราชอบนึกทึกทักเอาเองเกี่ยวกับผู้หญิงสาววัย 15-20 ปี ก็จะถูกเล่าซ้ำเล่าซากต่อไป แต่ทุกๆ องค์ประกอบของหนังเรื่องนี้กลับเต็มไปด้วยความสดใหม่”

ทว่าสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ “Lady Bird” ในมุมมองเมคัส ก็คือ นี่เป็นหนังที่ปราศจากพล็อต

“โดยปกติ หนังทั่วไปจะเต็มไปด้วยคลิเช่นู่นนี่ที่ซ้ำซากน่าเบื่อหน่าย แต่หนังเรื่องนี้กลับวางฐานอยู่บนสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งสถานการณ์หนึ่งๆ ก็ไม่ได้เชื่อมโยงกับสถานการณ์ถัดไป หนังไม่ได้ตั้งใจจะเล่าว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่พยายามถ่ายทอดสภาวะตัวตนของผู้กำกับ/ตัวละครนำมากกว่า หนังเลยประกอบด้วยสถานการณ์จำนวนมากราวๆ 120 สถานการณ์เห็นจะได้ นี่มันเป็นงานศิลปะคอลลาจชัดๆ”

จากนั้น โจนัส เมคัส ก็นิยามถึงหนังดีในมุมมองของเขา

“หนังเชิงพาณิชย์ที่ดีที่สุดในปัจจุบันคือหนังแอคชั่น ซึ่งพล็อตของหนังเหล่านี้จะถูกสร้างขึ้นจากจุดจุดหนึ่ง ไม่เหมือนหนังฮิตช์ค็อก ที่ทุกๆ ซีน ซึ่งไล่เรียงกันไปเรื่อยๆ จะต้องมีความเชื่อมโยงกับซีนสุดท้ายในเรื่อง แต่พวกหนังแอคชั่นจะมีสไตล์คล้ายๆ กับเรื่องเล่าใน The Arabian Nights (อาหรับราตรี) มากกว่า”

ข้อดีดังกล่าวส่งผลให้พวกเราไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า คนทำหนังแอคชั่นในฮอลลีวูด นั้นกำลังประกาศอุดมการณ์ของตนเอง, เล่นหัวกับตัวเอง หรือต้องการจะสื่อความหมายอื่นใดกันแน่

ที่มาเนื้อหา https://www.theguardian.com/film/2019/jan/24/jonas-mekas-last-interview-godfather-underground-film-avant-garde-john-yoko-dali-warhol

ภาพโจนัส เมคัส โดย Furiodetti [CC BY 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by/3.0)], via Wikimedia Commons

คลิกอ่านเรื่องราวของเมคัสเพิ่มเติมได้ ที่นี่

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

รู้จักผู้รับบท “หงส์ฟ้า/โหงพราย” นางร้าย “สังข์ทอง” เธอคืออีกหนึ่งคนที่มาจากเวทีนางงาม

หนึ่งในตัวละครฝ่ายร้ายที่มีบทบาทโดดเด่นใน “สังข์ทอง 2561” ช่วงหลังๆ ก็คือ “โหงพราย” หรือ “(อดีต) พระมเหสีหงส์ฟ้า”

นี่คือตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ใน “สังข์ทอง” ฉบับนี้โดยเฉพาะ เพราะมีการปรับบทให้ “แม่เฒ่าสุเมธา” เสก “โหงพราย” ผีหัวกะโหลกบริวารคู่ใจให้กลายร่างเป็นมนุษย์

เพื่อแก้ไขปัญหาที่ “อ้อม ประถมาภรณ์ รัตนภักดี” ผู้รับบท “จันทาเทวี” ต้องไปคลอดลูกในช่วงกลางเรื่อง กระทั่งมีการเปลี่ยนบทให้ตัวละครรายนี้เสียชีวิตลง เนื่องจากโดนแม่เฒ่าเจ้าเล่ห์วางยา

แรกๆ โหงพรายในร่างมนุษย์สตรี ถูก “แม่เฒ่าสุเมธา” ส่งตัวไปเป็นมเหสีใหม่ของ “ท้าวยศวิมล” ในนาม “มเหสีหงส์ฟ้า” ต่อมาเมื่อ “ท้าวยศวิมล” ต้องหลบหนีออกจากพระนคร “หงส์ฟ้า” ก็กลายสภาพกลับไปเป็น “นางโหง” บริวารรับใช้แม่เฒ่าและปีศาจ “พยนตรา”

สำหรับผู้รับบท “โหงพราย/หงส์ฟ้า/นางโหง” นี้ ก็คือ “กมลวรรณ ศตรัตพะยูน” หรือ “พิงค์”

พ.ศ.2554 “พิงค์ กมลวรรณ” เคยเข้าประกวดมีสทีนไทยแลนด์ 2011 และคว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 มาครอง

จากนั้น พอมีวัย 20 ปี เธอก็เข้าประกวดนางสาวไทย พ.ศ.2559 รุ่นเดียวกับปิ่นทิพย์ อรชร (พระธิดาพรรณผกา), ชนารดี อุ่นทะศรี (พระธิดาปัทมา) และวรัญภรณ์ พัฒน์ช่วย (รจนาสวมรูปเงาะ)

“พิงค์ กมลวรรณ ศตรัตพะยูน” จึงถือเป็นอีกหนึ่งนางงามยุคใหม่ที่ก้าวเข้ามาชิมลางในวงการบันเทิงไทย ผ่านละครโทรทัศน์จักรๆ วงศ์ๆ

ภาพนำจาก https://www.facebook.com/pinkkamonwan.sataratpayoon

ข่าวบันเทิง

“อภิชาติพงศ์” คว้า Artes Mundi Prize รางวัลศิลปะใหญ่ของสหราชอาณาจักร

“อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับภาพยนตร์และศิลปินชาวไทย ได้รับรางวัล Artes Mundi รางวัลศิลปะร่วมสมัยที่สำคัญที่สุดของสหราชอาณาจักร พร้อมเงินรางวัล 4 หมื่นปอนด์ (ราว 1.6 ล้านบาท)

รางวัลดังกล่าวจะมอบให้แก่ศิลปินร่วมสมัยนานาชาติที่ทำงานซึ่งมีเนื้อหาข้องเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์, ความเป็นจริงทางสังคม และประสบการณ์ชีวิต

ในนิทรรศการ Arte Mundi prize ประจำปีนี้ อภิชาติพงศ์ได้ส่งผลงานวิดีโอของตนเองชื่อ “Invisibility” ไปร่วมจัดแสดง

โดยคณะกรรมการตัดสินรางวัลนิยามวิดีโอชิ้นนี้ว่าเป็น “อาวุธอันทรงพลังในยุคสมัยแห่งความสับสนอลหม่าน”

“ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก มีหลายคราว ที่การพูดจาเรื่องการเมืองอย่างตรงไปตรงมากลายเป็นสิ่งไม่ปลอดภัย อภิชาติพงศ์ได้มอบเครื่องมือการต่อสู้ต่อต้านอันบอบบางทว่าเฉียบแหลมให้แก่พวกเรา” คณะกรรมการยกย่อง

ผลงานดังกล่าวเพิ่งจัดแสดงในสหราชอาณาจักรเป็นครั้งแรก ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติคาร์ดิฟฟ์ โดยนำเสนอภาวะประหนึ่งความฝัน ผ่านจอภาพสองจอ ซึ่งฉายให้เห็นตัวละครสองรายบนเตียงนอน ที่ตั้งอยู่ในคนละห้อง

เว็บไซต์คิกเดอะแมชชีนของอภิชาติพงศ์อธิบายว่าผลงานชิ้นนี้เป็นดังกระจกที่ส่องสะท้อนให้เห็นถึง “สภาพปัญหา” ของการเมืองไทย

“งานชิ้นนี้นำเสนอภาพจินตนาการเกี่ยวกับอนาคตที่ค่อยๆ เสื่อมสลายลง ในขณะที่ใครบางคนต้องการจะหลีกเลี่ยงความเป็นจริงไปตลอดกาล ประสบการณ์การรับชมผลงานชิ้นนี้จะสลับสับเปลี่ยนระหว่างการมองเห็นและการมองไม่เห็น, ข้อเท็จจริงกับเรื่องแต่ง, พื้นที่และความว่างเปล่า” คิกเดอะแมชชีนบรรยาย

คณะกรรมการยังระบุถึงผลงานในภาพรวมของนักทำหนังชาวไทยว่า

“แม้ในโลกตะวันตก อภิชาติพงศ์อาจเป็นที่รู้จักกันมากในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ขนาดยาว แต่พวกเราปรารถนาที่จะแสดงความคารวะต่อการมุ่งมั่นตั้งคำถามอย่างกระตือรือร้นผ่านผลงานศิลปะในแกลเลอรี่ ทั้งที่เป็นภาพเคลื่อนไหว, การเล่าเรื่อง ตลอดจนการประกาศตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมและการเมือง ของศิลปินผู้นี้”

“ผ่านการละเล่นกับเวลาและแสง อภิชาติพงศ์ได้สร้างสะพานที่แทบไม่มีใครมองเห็น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ท่องข้ามระหว่างโลกความจริงกับโลกแห่งจินตนาการ”

ด้านผู้กำกับฯ ชาวไทย กล่าวว่าตนเองรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับรางวัล Artes Mundi

“การชนะรางวัลในลักษณะนี้ ช่วยกระตุ้นให้ผมทำงานของตัวเองต่อไป รวมทั้งยืนหยัดที่จะตั้งคำถามต่อโลกที่พวกเราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ”

ที่มา https://www.bbc.com/news/uk-wales-46947242

https://www.theguardian.com/culture/2019/jan/24/thai-film-maker-wins-uk-contemporary-art-prize-artes-mundi

ภาพนำจาก http://www.kickthemachine.com/downloads/index.html

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

รวมมิตรข่าวจักรๆ วงศ์ๆ ต้นปี 2562 (ลือว่า “ขวานฟ้าหน้าดำ” จะลงจอต่อจาก “สังข์ทอง”!)

“ขวานฟ้าหน้าดำ” รีเทิร์นจอโทรทัศน์!?

เมื่อ “สังข์ทอง 2561-62” ดำเนินเรื่องมาถึงช่วงปลายๆ มีแนวโน้มใกล้อวสานเต็มที

แฟนๆ ละครจักรๆ วงศ์ๆ ต่างพากันสืบหาข่าวคราวว่าละครเรื่องใดจะมาลงจอต่อใน “ช่วงเวลาทอง” ของเช้าวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ทางช่อง 7 สี หรือ 35 HD

ก่อนหน้านี้ มีข่าวลือว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องใหม่ ที่น่าจะแพร่ภาพภายในช่วงปลายไตรมาสแรกหรือต้นไตรมาสสองของปีนี้ อาจเป็น “นางสิบสอง”

แต่ก็ไม่มีหลักฐานภาพถ่ายใดๆ มายืนยัน

กระทั่งล่าสุด อินสตาแกรมของ “สยม สังวริบุตร” ผู้บริหารค่ายดีด้า-สามเศียร ได้โพสต์รูปคู่ระหว่างสยมกับนักแสดงเด็กรายหนึ่ง ซึ่งแต่งหน้าแต่งกายและถืออาวุธคู่ใจคล้ายตัวละครนำของ “ขวานฟ้าหน้าดำ”

จึงเกิดกระแสข่าวว่า ละครเรื่องใหม่ที่จะมาแทน “สังข์ทอง” อาจพลิกโผกลายเป็น “ขวานฟ้าหน้าดำ”

ก่อนหน้านี้ “สามเศียร” เคยผลิต “ขวานฟ้าหน้าดำ” เป็นละครโทรทัศน์สองครั้ง

ครั้งแรก ระหว่างเดือนธันวาคม 2526 – เมษายน 2527 ครั้งที่สอง ระหว่างเดือนธันวาคม 2540 – เมษายน 2541

ทั้งยังมีการนำเนื้อเรื่องเดียวกันไปต่อยอดเป็นภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชั่นทางโทรทัศน์เรื่อง “อภินิหารขวานฟ้า”

ทั้งนี้ “ไพรัช สังวริบุตร” เคยกล่าวอธิบายไว้ในนิตยสารอะเดย์เมื่อปี 2547 ว่า “ขวานฟ้าหน้าดำ” นั้นเป็นบทประพันธ์ที่เขียนขึ้นใหม่ ไม่ใช่นิทานพื้นบ้านดั้งเดิม

ขวานฟ้าฯ นี่ เราซื้อเรื่องเขามา ซื้อขาด ผู้เขียนเคยอยู่เดลินิวส์ แต่ชื่ออะไรผมจำไม่ได้ ซื้อเป็นกรรมสิทธิ์ แต่คนทั้งหลายเขาก็ไม่รู้ ก็เอามาเล่น คิดว่าเป็นนิยายพื้นบ้าน

ไพรัชให้สัมภาษณ์ “สืบสกุล แสงสุวรรณ” ในรายงานพิเศษหัวข้อ “The King of Fantasia” (นิตยสารอะเดย์ ฉบับที่ 42 เดือนกุมภาพันธ์ 2547)

ขณะที่ในไตเติ้ลของละคร “ขวานฟ้าหน้าดำ 2540-41” และการ์ตูน “อภินิหารขวานฟ้า” ระบุตรงกันว่าเจ้าของบทประพันธ์เรื่องนี้ คือ “เสรี เปรมฤทัย” นักเขียนหนังสือนิทาน/หนังสือสรุปย่อเนื้อหาวรรณคดีชื่อดัง

อย่างไรก็ดี นอกจาก “สังข์ทอง” ทางช่อง 7 แล้ว “ขุนแผนแสนสะท้าน” ละครจักรๆ วงศ์ๆ ทางช่องดาวเทียมจ๊ะทิงจาของบริษัทสามเศียร ก็กำลังจะอำลาจอพร้อมๆ กัน

จึงมีความเป็นไปได้ว่า ระหว่าง “นางสิบสอง” กับ “ขวานฟ้าหน้าดำ” อาจมีเรื่องหนึ่งที่จะฉายออกจอช่อง 7 หลัง “สังข์ทอง” อวสาน ส่วนอีกเรื่องจะต้องมาแทนที่ “ขุนแผนแสนสะท้าน” ในช่องดาวเทียม

“น้ำผึ้ง ธนภัทร” สำเร็จการศึกษาจากรามคำแหง ระหว่างเป็นนิสิตจุฬาฯ

นอกจากจะมีความสามารถด้านการแสดงและการขับร้องเพลง (เป็นเจ้าของเสียงร้องในเพลงนำละคร “สังข์ทอง” เวอร์ชั่นล่าสุด)

“น้ำผึ้ง ธนภัทร ดิษฐไชยวงศ์” ผู้รับบทพระธิดา “ประคองยศ” ใน “สังข์ทอง 2561-62” ยังเป็นคนที่ชอบศึกษาหาความรู้ และมีผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีมาก

ปัจจุบัน นอกจากกำลังศึกษาอยู่ที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย น้ำผึ้งซึ่งเริ่มลงทะเบียนเรียนในคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง ตั้งแต่ยังเป็นเด็กมัธยมปลายที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ ก็ได้สำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตใหม่ของ ม.รามฯ เรียบร้อย

โดยเธอจะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรใบแรกของชีวิตในเดือนมีนาคมนี้

หลังปีใหม่ เรตติ้ง “สังข์ทอง” แตะ 7 อีกหน

มาว่ากันถึงตัวเลขเรตติ้งล่าสุดของ “สังข์ทอง 2561-62” กันบ้าง

โดยเรตติ้งของ “สังข์ทอง” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม วันส่งท้ายช่วงหยุดยาวเทศกาลปีใหม่นั้น พุ่งไปสูงถึง 6.976 ซึ่งจะอนุโลมให้ปัดขึ้นเป็น 7.0 ก็ยังได้

อย่างไรก็ตาม เรตติ้งของละครในสัปดาห์ถัดมากลับดร็อปลง เป็น 5.220 ในวันเสาร์ที่ 12 และ 6.476 ในวันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม

ขอบคุณภาพนำจาก https://www.instagram.com/lorddida/

ข้อมูลเรตติ้งจาก https://www.tvdigitalwatch.com

ข่าวบันเทิง

“Destination Nowhere – วงษ์กลม” นิทรรศการวิดีโอและงานศิลปะของ “ประพัทธ์ จิวะรังสรรค์”

“ประพัทธ์ จิวะรังสรรค์” ศิลปินชาวไทยกำลังจัดแสดงนิทรรศการ “Destination Nowhere – วงษ์กลม” ที่ Gallery VER Project Room ระหว่างวันที่ 12 มกราคม – 16 กุมภาพันธ์นี้

นิทรรศการดังกล่าวจะประกอบด้วยวีดีโอศิลปะเรื่อง “Destination Nowhere” และชิ้นงานศิลปะอื่นๆ

destination nowhere5

“Destination Nowhere” ถ่ายทอดเรื่องราวของบุคคลคนหนึ่งที่เกิดในญี่ปุ่น แม่ของเขาเป็นแรงงานชาวไทยซึ่งอาศัยอยู่ที่ประเทศดังกล่าวมานานหลายปีอย่างผิดกฎหมาย ไม่นานมานี้ เธอได้มอบตัวและถูกส่งกลับไทย

ศาลตัดสินเบื้องต้นว่าให้ส่งลูกของเธอกลับประเทศไทยด้วย แต่เขากำลังต่อสู้เพื่อสิทธิที่จะอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นต่อไป

วิดีโอของประพัทธ์พยายามตั้งคำถามว่า เราควรตัดสินใจอย่างไรในกรณีนี้ เราควรยึดตามหลักกฎหมายหรือหลักมนุษยธรรม?

วีดีโอเรื่อง “Destination Nowhere” ได้รับการจัดฉายมาแล้วในเกือบ 10 เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ เช่น International Film Festival Rotterdam (The Netherlands), Open City Documentary Festival (UK), Singapore Art Museum, Winnipeg Underground Film Festival (Canada), Uppsala International Short Film Festival (Sweden)

และได้รับรางวัล Jury Prize ที่ Kinodot Film Festival (Russia)

director photo prapat

“ประพัทธ์ จิวะรังสรรค์” เกิดที่กรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2522 เขาเป็นศิลปินทัศนศิลป์ชาวไทยที่มีพื้นฐานการทำงานด้านสหศาสตร์ศิลป์และการวิจัย

ประพัทธ์สร้างสรรค์งานจากสื่อหลากชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานภาพถ่ายและวีดีโอ งานของเขามักเกี่ยวข้องกับการสืบค้นและสื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างประวัติศาสตร์, ความทรงจำ และการเมืองการปกครองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการอพยพย้ายถิ่นฐาน

ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา ประพัทธ์ได้ทำการวิจัยและพัฒนาผลงานที่แสดงถึงประสบการณ์ของแรงงานต่างด้าวที่ออกมาทำงานนอกประเทศของตน

ผลงานศิลปะจัดวางของเขาได้ถูกนำไปจัดแสดงมาแล้วทั้งในและต่างประเทศ เช่น กรุงเทพฯ ลอนดอน ฮ่องกง โตเกียว และกวางจู

ในขณะที่ผลงานจากสื่อวีดีโอก็ได้ถูกนำไปจัดฉายในงานแสดงระดับนานาชาติมากมาย อาทิ Canada’s Image Festival, International Film Festival Rotterdam, Experimenta India และ Onion City Experimental Film and Video Festival

ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิทรรศการ “Destination Nowhere – วงษ์กลม” ได้ที่ https://www.facebook.com/events/1619359241544155/#

คนมองหนัง

ท่องเทศกาลหนังสิงคโปร์ 2018

เดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีโอกาสไปท่องเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์เป็นหนที่สอง

เลยถือโอกาสนำบันทึกซึ่งเขียนถึงหนังเรื่องต่างๆ ที่ได้ดู มาเผยแพร่ในบล็อกนี้ครับ (ยกเว้น “กระเบนราหู” ที่จะเขียนแยกเป็นอีกโพสต์หนึ่ง ช่วงหลังปีใหม่ 2562)

Season of the Devil (ลาฟ ดิแอซ)

season of the devil

หนึ่ง งานของลาฟที่ได้ดูก่อนหน้านี้ คือ A Lullaby to the Sorrowful Mystery ซึ่งหนังเรื่องนั้นกับเรื่องนี้ดูจะเชื่อมโยงถึงกันพอสมควร อย่างน้อย ก็ได้แก่เรื่องบทบาทของ “เพลง/กวี” ในการต่อสู้ทางการเมือง และการกล่าวถึงโปรเจ็คท์การต่อสู้ปลดแอกทางการเมืองที่ไม่มีวันสิ้นสุด

สอง ตามข้อมูล นี่คือ “หนังเพลง” ที่ตัวละครหลักๆ ร้องเพลงกันแทบทั้งเรื่องตลอดเวลาสี่ชั่วโมง โดยมีบทสนทนาปกติน้อยมาก แต่เมื่อเพลงในหนังไม่มีเสียง (เครื่อง) ดนตรีประกอบ หากเป็นการเอื้อนเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงสูงต่ำราวท่วงทำนองดนตรีจากปากมนุษย์ เพลงต่างๆ ของหนังเรื่องนี้ จึงมีลักษณะโน้มเอียงไปทางบทกวีมากพอสมควร (ขณะเดียวกัน พระเอกของเรื่องก็เป็นกวีด้วย)

สาม ตามการตีความส่วนตัว ลาฟพยายามฉายภาพการต่อสู้ระหว่างอำนาจเผด็จการกับการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและเพรียกหาความจริงของพลเมือง ผ่านการปะทะกันระหว่าง “เพลง/กวี” ของทหาร/กองกำลังติดอาวุธของรัฐบาล กับ “เพลง/กวี” ของประชาชนที่ลุกขึ้นสู้ และถึงที่สุด ทั้งสองฝ่ายต่างก็สร้าง myth มาห้ำหั่นกัน

ดังจะเห็นได้ว่า ต่างฝ่ายต่างจะมีตัวละครที่เป็นเหมือน “บุคคลในจินตนาการ” หรือ “บุคลาธิษฐาน” ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมอุดมการณ์หรือถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจของพวกตน

สี่ แต่อีกด้าน พอถึงช่วงหลังๆ ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า การที่หนังเลือกห่อหุ้มตัวเองด้วย “เพลง/กวี” นั้น มันทำให้ความขัดแย้งระหว่างตัวละครสองกลุ่มที่ควรจะแหลมคมรุนแรงกว่านี้ กลับอ่อนโยนและมีลักษณะเหนือจริงเกินไปหรือเปล่า?

ห้า อีกประเด็นที่ระหว่างดูจะรู้สึกอึดอัดหน่อยๆ คือ เหมือนลาฟจะเล่าเรื่องราวแบบย้ำคิดย้ำทำพอสมควร ผ่าน “เพลง/กวี” ชิ้นเดิมที่ถูกผลิตซ้ำเรื่อยๆ และโครงสร้างเรื่องราวที่หมุนวนเป็นวงกลม แต่พอถึงฉากจบ ก็พบว่าสิ่งที่เขาเลือกทำมันส่งผลกระทบหนักหนาสาหัสต่ออารมณ์คนดูไม่น้อย

หก ถ้าใครได้ดูหนัง หลังเดินออกมาจากโรงภาพยนตร์/สถานที่จัดฉาย คงจะต้องมีเสียงร้อง “ลา ลา ล้า ลา หล่า หล่า ลา ลา ล้า ลา ลา” ติดหัวมาบ้างล่ะ

The Ashes and Ghosts of Tayug 1931 (คริสโตเฟอร์ โกซัม)

the ashes of ghosts

หนังเล่าเรื่องราวชีวประวัติของ “เปโดร คาโลซ่า” ซึ่งเป็นคล้ายๆ ผู้นำกบฏชาวนา/ผีบุญของฟิลิปปินส์ ผ่านเหตุการณ์สามช่วงเวลา คือ ปี 1931, 1966 และ 2017

ปี 1931 เปโดรถูกเนรเทศออกมาจากฮาวาย โทษฐานไปก่อตั้งสหภาพแรงงานที่นั่น พอกลับมาบ้านเกิด เขาก็ไปนำขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านอเมริกา โดยอิงกับความเชื่อทางคริสตศาสนาแบบท้องถิ่น จนก่อให้เกิดการลุกฮือครั้งสำคัญ ซึ่งเป็นเหมือน “ชัยชนะของคนแพ้” คือ บรรดาแกนนำถูกจับ ชาวบ้าน/ชาวนาที่ร่วมเป็นกบฏถูกฆ่าตายหลายราย (ชาวเมืองไม่ร่วมมือกับกบฏ) แต่ก็สร้างแรงบันดาลใจแก่นักต่อสู้รุ่นต่อมา

ปี 1966 (ยุคมาร์กอสเพิ่งขึ้นมามีอำนาจ) มีนักวิชาการสองคนเดินทางขึ้นเขาไปสัมภาษณ์เปรโด ถึงการลุกฮือเมื่อกว่าสามทศวรรษก่อน ก่อนที่ในอีกหนึ่งปีต่อมา เขาจะถูกสังหารอย่างทารุณโดยเจ้าหน้าที่รัฐ

ปี 2017 ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงคนหนึ่ง (เป็นตัวละครสมมุติ) พยายามสร้างหนังเกี่ยวกับเปโดร โดยเธอได้ตระหนักว่าเรื่องราวของเขาคือความทรงจำที่เลือนหายไปจากการรับรู้ของผู้คนรุ่นหลัง เขาคือวีรบุรุษผู้ถูกหลงลืม

ระหว่างดูจะรู้สึกว่าช่วงเวลาของหนังนั้นคาบเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองหน้าสำคัญๆ ของบ้านเราพอดี

ปี 1931 ก็ใกล้เคียงกับเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ส่วนปี 1966 ก็คือยุคสงครามเย็นหรือสงครามปราบคอมมิวนิสต์ (ในหนังระบุว่าพรรคคอมมิวนิสต์มาชักชวนเปโดรเข้าร่วมต่อสู้ แต่เขาไม่ได้ตอบตกลง)

โดยส่วนตัวจะรู้สึกว่าพาร์ทเรื่องราวภาคปัจจุบันของหนังนั้น แสดงอาการผิดหวังฟูมฟายกับการหลงลืมประวัติศาสตร์ของคนยุคปัจจุบันมากเกินไปหน่อย

อย่างไรก็ดี จุดเด่นสุดๆ ของหนังเรื่องนี้อาจมิใช่เนื้อหา แต่อยู่ตรงรูปแบบการนำเสนอ หนังตัดสลับเหตุการณ์สามช่วงเวลาไปมา โดยเหตุการณ์ปี 1931 ถูกนำเสนอในลักษณะ “ภาพยนตร์เงียบ” เหตุการณ์ปี 1966 จะเลียนพวก “หนังสารคดีชาติพันธุ์นิพนธ์” ส่วนเหตุการณ์ปี 2017 จะเป็นการนำภาพนิ่งมาร้อยเรียงกันโดยมีเสียงวอยซ์โอเวอร์ของตัวละครผู้กำกับหญิงคอยบรรยายประกอบ

ผู้กำกับอธิบายว่ารูปแบบการนำเสนอสามประเภทจะล้อไปกับลักษณะเด่นของภาพยนตร์ (หรืออาจจะเรียกได้ว่า visual culture) ในยุคนั้นๆ

กรณีเหตุการณ์ช่วงปัจจุบัน เขาก็อ้างอิงไปถึงวัฒนธรรมการถ่ายรูปในยุคดิจิทัล (ถ้าให้ผมอธิบายเพิ่มเติม คือ มันมีการนำเสนอในลักษณะเซลฟี่นิดๆ เพราะแม้จะออกเดินทางตามหาความทรงจำว่าด้วยวีรบุรุษผู้ถูกลืม แต่คนที่มีรูปเยอะสุดในพาร์ทนี้ ดันเป็นตัวละครผู้กำกับหญิง 555)

Long Day’s Journey into Night (ไป๋กัน)

long day

ไม่ได้ดูรู้เรื่องทั้งหมด และระหว่างดูก็ต้องปะติดปะต่อเรื่องราวในหัวตัวเองอยู่เป็นระยะๆ

ประเด็นหลักๆ มันน่าจะเป็นการเดินทางย้อนกลับไปทบทวนความทรงจำ/อดีตของชายวัยกลางคนรายหนึ่ง ที่มีต่อรักเก่า/เพื่อนเก่า ท่ามกลางภาวะปัจจุบันที่เปลี่ยวเหงาว่างเปล่า

ซึ่งถ้าประเด็นหลักเป็นอย่างนี้จริงๆ ผมก็จะ “อิน” กับมันในระดับสูงเลย (ด้วยเหตุผลส่วนตัวบางอย่าง)

ครึ่งแรก หนังทำตัวเป็นโร้ดมูฟวี่, ภาพยนตร์สืบสวนสอบสวน ที่พระเอก ซึ่งเป็นนักเลงใหญ่คุมกาสิโน หวนกลับมาบ้านเกิด หลังพ่อของเขาเสียชีวิต ที่นั่นเขาได้พบรูปถ่าย ซึ่งนำไปสู่การพยายามแกะรอยสืบหาผู้หญิงคนหนึ่ง ว่าปัจจุบัน เธอไปอยู่ไหน ทำอะไร มีชีวิตอย่างไร

แต่หนังก็พาคนดูเดินทางไปพบกับความคลุมเครือ ภาวะสับสนระหว่างความจริงกับความไม่จริง ความทรงจำที่ดำรงอยู่เป็นห้วงๆ และดำเนินไปอย่างกระท่อนกระแท่น

หนังไม่ฟันธงชี้ชัดว่า “หญิงสาว” ที่พระเอกได้พบเจออีกครั้ง คือ บุคคลที่เขาตามหาจริงๆ หรือเปล่า หรือสุดท้าย เขาทำได้เพียงแค่จวนจะเจอเธอ แต่เธอที่เจอก็ไม่ใช่ตัวจริง กระทั่งต้องปล่อย “เธอ” หลุดหายเข้าไปในปล่องโพรงลึกลับซับซ้อนของความทรงจำครั้งแล้วครั้งเล่า

จุดหักเหหรือจุดไคลแม็กซ์ซึ่งพาหนังไปสู่ครึ่งหลังอันน่าตื่นตา ก็คือการหลุดเข้าไปสู่โลกภาพยนตร์สามมิติ

น่าสนใจว่า ก่อนหน้านั้น ตัวละครได้พูดเปรียบเทียบ “หนัง” กับ “ความทรงจำ” ไว้ว่าในขณะที่ “ความทรงจำ” มีทั้งเรื่องจริงและไม่จริงปนเปกันไป แต่ทุกอย่างในหนังคือสิ่งไม่จริง

นอกจากนั้น เรื่องราวของหนังในภาคสามมิติ ก็เป็นเหมือนภวังค์ฝัน ซึ่งขับเคลื่อนผ่านระลอกของเหตุการณ์เหนือจริงห้วงแล้วห้วงเล่า

อย่างไรก็ดี น่าตลกร้ายว่า “ความไม่จริง” และ “ความฝัน” ดังกล่าว กลับถูกนำเสนอด้วยภาพสามมิติ ซึ่งแลดู “สมจริง” กว่า (หนังสองมิติ) เดิม

โดยส่วนตัว จุดน่าสนใจซึ่งเข้าท่าดีของพาร์ทสามมิติในหนัง คือ มันแสดงให้เห็นถึงวิธีการฉายภาพหรือเล่าเรื่องราวว่าด้วย “ความทรงจำ-ความฝัน” ที่เปลี่ยนแปลงไป

ก่อนหน้านี้ เราอาจมีกลวิธีบางอย่างในการเล่าถึงองค์ประกอบดังกล่าวผ่านสื่อเดิมๆ เช่น หนังสือนิยายหรือภาพเคลื่อนไหวสองมิติ

แต่เราไม่มีทางที่จะพูดถึงความลี้ลับพิศวงของ “ความทรงจำ-ความฝัน” ผ่านเทคโนโลยี 3D แน่ๆ

อีกรายละเอียดหนึ่งที่ผมชอบมาก คือ ความเปรียบตอนท้ายๆ เรื่อง เมื่อพระเอกมอบ “นาฬิกา” ให้สตรีปริศนา ส่วนเธอมอบ “ไฟเย็น” ให้เขาเป็นการแลกเปลี่ยน

“นาฬิกา” หมายถึงภาวะอันเป็นนิรันดร์ (น่าเสียดายที่มันพัง) ส่วน “ไฟเย็น” คือ ภาวะที่เกิดขึ้นชั่วครั้งคราวเพียงประเดี๋ยวประด๋าว

เมื่อนำนัยยะความหมายของทั้งสองสิ่งมารวมกัน มันก็คงคล้ายคลึงกับพันธกิจของพระเอกในหนังเรื่องนี้ นั่นคือ การเดินทางไปทบทวนความทรงจำแหว่งวิ่นที่ติดตรึงอยู่ในใจจนยากลบเลือน ทว่าบ่อเกิดแห่งความทรงจำนั้น กลับเป็นเพียงสายสัมพันธ์สว่างไสวระยะสั้นๆ ซึ่งวูบดับลับหายไปจนหมดสิ้นแล้ว

The Chambermaid (ลิล่า อาวิเลซ)

chambermaid

อาจไม่ใช่หนังดีมากๆ หรือเจ๋ง/แปลกใหม่แบบสุดๆ

แต่เผลอๆ นี่อาจเป็นหนังที่ผมชอบมากที่สุดในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ปีนี้ และอาจเป็นหนึ่งในหนังที่ชอบมากๆ ในรอบปี 2561 ด้วย

หนังเล่าเรื่องของแม่บ้านทำความสะอาดห้องพักในโรงแรมหรู วัย 24 ปี ซึ่งมีลูกชายวัย 4 ขวบ แต่เธอว่าจ้างให้คนอื่นมาช่วยเลี้ยง เพราะไม่มีเวลามากพอ (ส่วนพ่อเด็กนั้น หนังไม่กล่าวถึง)

หนังพาเราไปพบกับบรรดาแขกบนชั้น 21 (ซึ่งตัวละครนำดูแลอยู่) ที่มีบุคลิกหลากหลาย และมีความแปลกประหลาดผิดเพี้ยนกันไปคนละอย่างสองอย่าง (ออกแนว “หลายชีวิตในโรงแรมใหญ่”) หรือแขกบางคนก็ไม่ปรากฏกายออกมาเลย แต่มีความสำคัญต่อจิตใจคุณแม่บ้านมิใช่น้อย

พร้อมๆ กันนั้น หนังก็ค่อยๆ คลี่คลายให้เราเห็นมิติซับซ้อนของชีวิตตัวละครนำ ผ่านสถานการณ์เล็กๆ น้อยๆ นานาประการ

ตั้งแต่ฉากที่เธอโทรศัพท์ไปคุยกับลูกและคนเลี้ยงลูก (หรือฉากที่เธอไปรับจ๊อบเลี้ยงเด็กเล็ก ซึ่งเป็นลูกของแขกโรงแรมคนหนึ่ง ระหว่างที่แม่ของเด็กอาบน้ำ)

ฉากที่เธอเล่นบทพ่อแง่แม่งอนกับเพื่อนร่วมงานเพศชาย (พนักงานทำความสะอาดกระจก) ซึ่งเข้ามาจีบเธอ อันนำไปสู่โมเมนต์สำคัญของหนัง ที่ทำให้ฉากระหว่างอนันดา-พรทิพย์ใน “พลอย” ของเป็นเอก แลดูจิ๊บๆ ไปเลย

ฉากที่เธอไปเรียนหนังสือภาคค่ำ และได้ทำความรู้จักกับเพื่อนพนักงานใหม่ๆ

ตลอดจนการพยายามไต่เต้าและความมุ่งมาดปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมของเธอ ผ่านการเฝ้าทวงถามเรื่องการได้สิทธิถือครองชุดราตรีที่มีลูกค้าลืมไว้ หรือความต้องการจะเลื่อนขั้นเลื่อนระดับในการทำงาน

หนังเล่าเรื่องราวเหล่านี้ไปอย่างเรียบเรื่อยทว่าเพลิดเพลิน และบทจะต้องเร้าอารมณ์ มันก็เร้าขึ้น

โดยรวมๆ โลกของตัวละครนำเหมือนจะรื่นรมย์อยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็หนักไปทางอมทุกข์มากกว่า

อย่างไรก็ตาม หนังไม่ได้ทำแค่แสดงความเห็นใจหรือเอาใจช่วยเธอ แต่หนังยังขับเน้นให้เห็นถึงความตึงเครียด, การหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง, การไม่มีเพื่อน และความทะเยอทะยานที่เกินขีดไปบ้างจนน่าหวั่นกลัวของตัวละครรายนี้

(พูดง่ายๆ ลักษณะนิสัยเฉพาะของเธอได้ผลักไสให้ชีวิตที่ต้องดิ้นรนหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว มีความทุกข์ยากขึ้นไปอีก)

บทสรุปของหนัง “เจ๋ง” และ “เหวอ” พอสมควร กล่าวคือ เมื่อคุณแม่บ้านตัวละครนำแกเลื่อนไปเป็นพนักงานระดับดีเลิศประจำ “ชั้นหรู” ไม่ได้เสียที (แถมยังคล้ายจะโดนหักหลังนิดๆ โดยเพื่อนใหม่ด้วยซ้ำ) สิ่งที่เธอทำ จึงได้แก่การทดลองสลับสับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเองจากแม่บ้านทำความสะอาดไป (เลียนแบบ/สวมรอย) เป็น “แขกโรงแรม” ดูบ้างซะเลย

ป.ล.

ขณะเดียวกัน ผมก็ชอบรายละเอียดเล็กๆ จำนวนหนึ่งในหนัง เช่น การฉายภาพให้เห็นว่าเวลาแขกมันทำห้องพักในโรงแรมเละนั้น มันเละเทะได้ถึงขั้นไหน

หรือหนังจะเน้นให้เห็นว่าตัวละครนำเธอเป็นคน “มือหนัก” ระดับที่ขัดส้วมได้สะอาดเอี่ยม แต่ไอ้อาการมือหนักนั้น ก็ลามไปถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย ตั้งแต่เวลาเธออาบน้ำ หรือเวลาเธอแอบหยิบจับข้าวของของแขกขึ้นมาดู

ตัวละครสมทบอีกรายที่น่าประทับใจ ได้แก่ คุณป้าที่คอยทำหน้าที่กดลิฟท์โดยสารให้บรรดาพนักงาน แกเล่าว่าตัวเองก็เคยเป็นแม่บ้านทำความสะอาดห้องพักมาก่อน แต่เพราะมีปัญหาด้านร่างกายจากการปฏิบัติงาน จึงต้องมารับหน้าที่นี้ อีกรายละเอียดที่น่าสนใจดี คือ ระหว่างต้องยืนขึ้นๆ ลงๆ พร้อมลิฟท์ คุณป้าจะชอบอ่านหนังสือฆ่าเวลาไปด้วย

Our Time (คาร์ลอส เรย์กาดาส)

our time

อาจไม่ได้ชอบมันมาก ไม่ได้เข้าใจมันมาก (มีวูบหลับไปเล็กน้อย ตื่นมาต้องปะติดปะต่อเรื่องราวอยู่พักใหญ่)

แต่ถึงที่สุด รู้สึกว่าหนังมันทะเยอทะยานดี

ในแง่เรื่องราว หนังเล่าถึงชีวิตคู่/ครอบครัวที่มีปัญหาระหองระแหงทางความสัมพันธ์ (การนอกใจ) หรืออาจกล่าวได้ว่า นี่คือหนังว่าด้วยปัญหาความรัก-ปัญหาชีวิตของกวี (ระหว่างดูจะนึกถึงหนังหลายๆ เรื่องของวูดดี้ อัลเลน)

นี่จึงเป็นเรื่องราวว่าด้วย “โลกส่วนตัว” ของปัญญาชนที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร

แต่ “โลกส่วนตัว” หรือเรื่องราวส่วนบุคคลเล็กๆ กลับถูกนำเสนอผ่านหนังที่ยาวกว่า 3 ชั่วโมง เต็มไปด้วยรายละเอียดยุบยิบ เล่นใหญ่ มากมาย

หลายๆ ซีนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องหลักมากนัก ถูกนำเสนออย่างวิจิตรบรรจง ละเอียดลออ เช่น ฉากการแสดงดนตรีคลาสสิก ฉากขับรถยนต์ของนางเอก ที่ค่อยๆ เจาะลึกไปถึงระบบเครื่องยนต์กลไกของรถ ฉากเปิดเรื่องว่าด้วยความสุขสดใสอันงดงามของวัยเยาว์ หรือฉากปิดเรื่องว่าด้วยการเอาตัวรอดหรือความโหดร้ายในระบบแพ้คัดออกของธรรมชาติ

ด้านหนึ่ง เราอาจตั้งคำถามได้ว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ต้องถูกนำเสนอออกมาอย่างอลังการเป็นมหากาพย์ขนาดนั้น?

แต่อีกด้าน ก็อาจถามกลับได้เช่นกันว่า ทำไมเราถึงจะเล่าเรื่องราวความรัก ชีวิตครอบครัว ผุๆ พังๆ ของคนธรรมดา ให้เป็นมหากาพย์อันยิ่งใหญ่ ไม่ได้ล่ะ?

Graves Without a Name (ฤทธี ปานห์)

graves without a name

หนังใหม่ของฤทธี ปานห์

สิ่งที่ชอบ คือ เหมือนหนังจะนำเสนอว่ามันมีวิธีวิทยาและญาณวิทยาที่หลากหลาย ในการเข้าถึงความจริงและความทรงจำบาดแผลยุคเขมรแดง

แน่นอน วิธีการหนึ่งที่จำเป็นต้องมี คือ การสัมภาษณ์แบบ talking head บรรดาผู้ที่เคยอยู่ร่วมเหตุการณ์ในครั้งนั้น

ซึ่งชาวบ้านตัวเล็กๆ ที่ถูกสัมภาษณ์ ก็มีบทบาททั้งในฐานะ “ผู้กระทำการ” คือ เคยเข้าร่วมกับเขมรแดงอย่างกระตือรือร้น และ “ถูกกระทำ” กล่าวคือ แม้ชาวชนบทเช่นพวกเขาจะไม่ถูกทำร้ายทรมาน แต่หลายคนก็ตระหนักว่า ภายหลังความตายของผู้คนชาวเมืองที่ร่ำรวยจำนวนมากมาย ก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้น ความเท่าเทียมที่เคยหวังไม่ปรากฏ หรือสุดท้ายแล้ว พวกเขาโดนหลอกนั่นเอง

(ชาวบ้านคนหนึ่งพูดปลงๆ ทำนองว่า ถ้าพื้นโลกมันไม่ “ราบเป็นหน้ากลอง” ความเท่าเทียมก็ไม่มีอยู่จริงหรอก)

การสัมภาษณ์ “ผู้กระทำการ/ผู้ถูกกระทำ” ในหนังเรื่องนี้ให้ผลลัพธ์ที่ตื้นตันชวนฉุกคิดดีอยู่เหมือนกัน แม้จะไม่ได้บีบคั้น กดดัน ทารุณ เท่ากับงานของ “โจชัว ออพเพนไฮเมอร์” ในกรณีฝ่ายขวาอินโดนีเซีย

แต่สิ่งที่ผมตื่นตาตื่นใจจริงๆ กลับเป็นเนื้อหาในส่วนของการติดต่อวิญญาณคนตาย/เหยื่อผู้เสียชีวิต และการเสาะแสวงหาร่องรอยของพวกเขา (ซึ่งไม่ใช่กระดูกหรือร่างแท้จริงด้วยซ้ำ) ผ่าน “ไสยศาสตร์”

ซึ่ง “ไสยศาสตร์” ในหนังก็มีหลากหลายมาก ตั้งแต่พิธีกรรม “การเกิดใหม่” แบบพุทธ-ผี, การเข้าทรง, การนั่งทางใน หรือการตั้งไข่ เพื่อสื่อสารกับวิญญาณ

ปานห์จึงกำลังบอกคนดูว่า การเข้าถึง “ความจริง” และ/หรือ “ความทรงจำ” นั้นมีหลายแบบ และบางที “ความจริง” ที่เยียวยาเราอาจจะ “ไม่จริง” ก็ได้

ดุจเดียวกับ “ก้อนหิน” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่เขาใช้สื่อแทน “กระดูกผู้วายชนม์”

ดังนั้น จุดเด่นของหนังสารคดีเรื่องนี้ จึงได้แก่ สารที่บอกว่าการเดินทางเสาะแสวงหาสัจจะทางการเมืองนั้น มีมิติเรื่อง “จิตวิญญาณ” ดำเนินคู่ขนานกันไป

บ่อยครั้ง มิติอย่างหลังกลายเป็นสิ่งที่ช่วยปลดปล่อย หรืออย่างน้อยก็ผ่อนคลายเรา จากพันธะหนักอึ้งของอดีตและความทรงจำ