จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เปิดตัว 12 นักแสดงหญิง ผู้สวมบทบาท “นางสิบสอง” 2562

เนื้อหาของละคร “นางสิบสอง 2562” ซึ่งแพร่ภาพในวันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม จะเคลื่อนผ่านไปสู่ช่วงเวลาที่พี่น้องตัวละครนำทั้ง 12 นาง เติบใหญ่เป็นสาวรุ่นกันแล้ว

บล็อกคนมองหนังขออนุญาตพาแฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ ไปทำความรู้จักนักแสดงที่จะมาสวมบท “นางสิบสอง” เวอร์ชั่นใหม่ แบบคร่าวๆ

โดยทางค่ายสามเศียรได้แบ่งสัดส่วนนักแสดงที่จะมารับบทบาทเป็น “นางสิบสอง” ไว้ในลักษณะ 50-50

คือมี 6 คน ที่เคยผ่านการแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ มาแล้ว ส่วนอีก 6 คน ถือเป็นมือใหม่ในแวดวงละครพื้นบ้าน

นางสิบสอง 1

โดยนักแสดง 6 คนแรก ซึ่งคงเป็นที่คุ้นตาบรรดาแฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ ยุคใหม่ ก็ได้แก่

วรัญภรณ์ ณ พัทลุง (พัฒน์ช่วย) รับบท “บัว” พี่สาวคนโต

View this post on Instagram

💝 cr. @annzaa_saturday

A post shared by Mean Waranporn (@mean_waranporn) on

“มีน วรัญภรณ์” ผ่านงานละครจักรๆ วงศ์ๆ มาอย่างหลากหลาย คือ เริ่มต้นด้วยการเป็นนางเอกใน “อุทัยเทวี 2560” เป็นนางไม้ใน “เทพสามฤดู 2560” และเป็นนางเงาะป่าใน “สังข์ทอง 2561”

นอกจากนี้ วรัญภรณ์ยังเคยผ่านเวทีประกวดนางงามระดับชาติ โดยมีดีกรีเป็นมิสมอเตอร์โชว์ 2015 (พ.ศ.2558) และเข้ารอบ 12 คนสุดท้าย นางสาวไทย พ.ศ.2559

ชนุชตรา สุขสันต์ รับบท “ผัน” พี่สาวคนที่สอง

คนทั่วไปอาจรู้จัก “นาย ชนุชตรา” จากการเป็นภรรยาของ “เคลลี่ ธนะพัฒน์” แต่ในจักรวาลค่ายสามเศียร เธอถือเป็นนักแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ ผู้มีงานชุกและต่อเนื่องมากๆ รายหนึ่ง ไล่ตั้งแต่ “มนต์นาคราช 2556” “แก้วหน้าม้า 2558” “เทพสามฤดู 2560” “สังข์ทอง 2561” และ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562”

ชนุชตราเป็นดาราละครพื้นบ้านอีกหนึ่งคน ที่เคยประกวดนางงามมาก่อน โดยเธอผ่านเวทีมิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2013 (พ.ศ.2556) และเป็นรองอันดับ 1 มิสเอิร์ธไทยแลนด์ 2013

ชนารดี อุ่นทะศรี รับบท “อี่” พี่สาวคนที่สาม

“เพลง ชนารดี” ถือเป็นนักแสดงหญิงระดับแกนหลักอีกคนของสามเศียร โดยเธอได้รับบทเด่นทั้งใน “สังข์ทอง 2561” และ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562”

ชนารดีเคยเข้าถึงรอบ 5 คนสุดท้าย ในการประกวดนางสาวไทย พ.ศ.2559 รวมทั้งเคยเข้าประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2017 (พ.ศ.2560)

ทั้งนี้ ก่อนจะเข้าสู่แวดวงนางงาม ชนารดีก็เคยร่วมแสดงละครพื้นบ้านมาแล้วรอบหนึ่ง โดยเธอเป็นนักแสดงสมทบใน “ยอพระกลิ่น 2557”

อัญรส ปุณณโกศล รับบท “ปอง” พี่สาวคนที่สี่

“พิมพ์ อัญรส” เคยแสดงเป็นพระธิดาฉันทา นางร้ายใน “อุทัยเทวี 2560” และเป็นหนึ่งใน “หกพระพี่นาง” ใน “สังข์ทอง 2561”

เธอคือนักแสดงหญิงค่ายสามเศียรรุ่นปัจจุบันเพียงไม่กี่คน ที่ไม่เคยผ่านเวทีการประกวดนางงามระดับชาติมาก่อน

กัญจน์อมล เคล้าจิตพูลสุข รับบท “ใย” พี่สาวคนที่เจ็ด

“แก้ม กัญจน์อมล” เคยร่วมแสดงใน “สี่ยอดกุมาร 2559” “สังข์ทอง 2561” และ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562”

โดยกัญจน์อมลมีดีกรีเป็นผู้เข้าประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2015 (พ.ศ.2558)

เกศรินทร์ น้อยผึ้ง รับบท “เภา” น้องสาวคนสุดท้อง

“ปูเป้ เกศรินทร์” มีสถานะเป็นนางเอกจักรๆ วงศ์ๆ คนสำคัญในช่วงไม่กี่ปีให้หลัง แถมยังเป็นดาราหญิงดาวรุ่งของช่อง 7 อีกด้วย

เธอได้รับบทเด่นเป็นเจ้าหญิงที่ถูกเลี้ยงดูเยี่ยงเด็กผู้ชายใน “สี่ยอดกุมาร 2559” ก่อนจะสวมบทรจนาในละครฮิต “สังข์ทอง 2561”

เกศรินทร์มีลักษณะคล้ายคลึงกับอัญรส คือ ไม่เคยเข้าประกวดนางงามเวทีใหญ่ๆ มาก่อน แต่เติบโตมาในฐานะเด็กปั้นของค่ายสามเศียร

นางสิบสอง 2

ขณะที่นักแสดงหญิงน้องใหม่ 6 รายหลัง จะประกอบไปด้วย

แพรวรรณ สมศักดิ์ รับบท “คล้อง” พี่สาวคนที่ห้า

ในอินสตาแกรมของ “แพร แพรวรรณ” ระบุว่าเธอเป็นผู้ชนะการประกวด Boy and Girl Thailand 2019

จิดาภา วัชรสินาพร รับบท “คล้าย” พี่สาวคนที่หก

“ปิ๊ง จิดาภา” เคยผ่านการประกวดมิสทีนไทยแลนด์ 2015 (พ.ศ.2558) และมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2016 (พ.ศ.2559) มาแล้ว

นอกจากนี้ เธอยังเรียนหนังสือเก่ง จนได้เป็นนิสิตคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ภัทรภร สินธิภักดิ์ รับบท “ไพ” พี่สาวคนที่แปด

“แพรวา ภัทรภร” เป็นอีกคน ที่ผ่านเวทีประกวดนางแบบ-นางงามมามากมาย ทั้งอีลิทโมเดลลุคไทยแลนด์ 2016 (พ.ศ.2559) ไทยซูเปอร์โมเดลคอนเทสต์ 2018 (พ.ศ.2561) มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2018 (พ.ศ.2561) ล่าสุด เธอเพิ่งคว้าตำแหน่งรองอันดับ 3 จากเวทีมิสเตอร์โชว์ 2019 (พ.ศ.2562) มาครอง

นิรดา เจษฎาปริยากุล รับบท “แสด” พี่สาวคนที่เก้า

“ตั๊ก นิรดา” เป็นผู้มีประสบการณ์จากเวทีนางงาม โดยเธอเคยเข้าประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2014 (พ.ศ.2557) มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2015 (พ.ศ.2558) และ 2017 (พ.ศ.2560) รวมทั้งยังได้เป็นตัวแทนสาวไทยไปประกวดมิสเอิร์ธ 2018 (พ.ศ.2561) อีกด้วย

ซาราห์ สายสกุลเศรษฐ์ รับบท “ปี่” พี่สาวคนที่สิบ

“ซาร่า” เคยเข้าประกวดนางสาวไทย พ.ศ.2553 และเป็นรองอันดับ 2 มิสมอเตอร์โชว์ 2011 (พ.ศ.2554)

ฐาปนีย์ ศุภรัตนาภิรักษ์ รับบท “ปลอด” พี่สาวคนที่สิบเอ็ด

“น้ำว้า ฐาปนีย์” เคยเข้าประกวดมิสทีนไทยแลนด์ 2014 (พ.ศ.2557) ปัจจุบัน เธอเรียนหนังสือที่ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์

ขอบคุณภาพนำจาก https://www.instagram.com/lorddida/

สำหรับผู้อยากรู้จักนักแสดงทั้ง 12 คนเพิ่มเติม สามารถดูคลิปเนื้อหาดีๆ ได้ที่ ช่องยูทูบพชรปพน

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“นางสิบสอง 2562” เมื่อปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่อง “ลูกมากยากจน”

นวัตกรรมใน “นางสิบสอง” ฉบับล่าสุด

ละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่อง 7 เรื่องล่าสุด อย่าง “นางสิบสอง 2562” แพร่ภาพมาได้ 5 ตอนแล้ว

บทเกริ่นนำของละครเรื่องนี้นั้นมีความแปลกใหม่ ไม่ซ้ำรอยเวอร์ชั่นเดิมๆ

กล่าวคือ “เศรษฐีนนท์” และ “นางจัน” ผู้เป็นเมีย มิได้ประสบปัญหา “ลูกมากยากจน” ในระดับปัจเจกบุคคลหรือครอบครัว

ทว่าทั้งคู่ รวมถึงลูกสาว “สิบสองนาง” ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเชิงโครงสร้างหรือปัญหาความขัดแย้งทางความเชื่อบางประการ ที่อยู่นอกเหนือการกำหนดควบคุมของมนุษย์ธรรมดารายใดรายหนึ่งหรือผู้คนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

เศรษฐีนนท์ นางจัน

ตั้งแต่ตอนแรกสุด ละครเรื่อง “นางสิบสอง” ฉบับใหม่ วางบทให้ “เศรษฐีนนท์” ที่พลาดหวังจากการบนบานขอทายาทสืบสกุลมาครั้งแล้วครั้งเล่า เกิดอาการเสื่อมสิ้นศรัทธา ไม่เชื่อถือในเทวดา-สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แถมยังก่นด่าอำนาจเหนือธรรมชาติเหล่านั้นอีกต่างหาก

อย่างไรก็ตาม “นางจัน” กลับแตกต่างจากผัวโดยสิ้นเชิง เพราะเธอยังฝากความหวังการมีลูก ไว้ที่การบนบานศาลกล่าว ด้วยฐานความเชื่อที่เคารพ ศรัทธา หวาดกลัวต่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก

ละครช่วงต้นๆ ฉายภาพการปะทะชนกันของ “สองความเชื่อ” นี้ อย่างน่าสนใจ

ละครไม่ได้เฉลยชัดๆ ว่า เหตุการณ์พายุฝนตกหนัก จนน้ำไหลทะลักท่วมบ้าน “เศรษฐีนนท์” กระทั่งสิ้นเนื้อประดาตัวนั้น เกิดจากภัยธรรมชาติหรือการดลบันดาลของอำนาจเหนือธรรมชาติ?

(แต่อย่างน้อยที่สุด ผู้ถือครองอำนาจประเภทหลังก็มีอาการ “เกียร์ว่าง” คือ ยืนดูสองผัวเมียตกทุกข์ได้ยากอยู่เฉยๆ โดยไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ)

ครั้นพออดีตเศรษฐีสามีภรรยาตกอับ กลายเป็นคู่ผัวเมียชาวบ้านธรรมดา ที่มีฐานะอดอยากปากแห้ง ต้องหาเช้ากินค่ำ

จู่ๆ “นางจัน” ก็ตั้งครรภ์ และคลอดลูกสาวแฝดสาม แฝดสาว เป็นว่าเล่น ครั้งแล้วครั้งเล่า

ก่อนจะครบถ้วนสมบูรณ์เป็น “นางสิบสอง” ภายในเวลาอันรวดเร็ว

ผู้กำกับฯ และผู้เขียนบท ไม่ปิดบังว่าปรากฏการณ์มหัศจรรย์เช่นนั้น คือ ผลลัพธ์จากการกำหนด/แทรกแซง/กลั่นแกล้งของ “1 เทวดา 1 รุกขเทวา 1 เจ้าป่าเจ้าเขา” ซึ่งไม่ชอบใจท่าทีการต่อต้านขัดขืนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของ “นายนนท์” มาเนิ่นนาน

เทวดา รุกขเทวา เจ้าป่าเจ้าเขา

เท่ากับว่าไทม์ไลน์ของ “นางสิบสอง 2562” นั้นมิได้ไล่เลียงจาก (1) เศรษฐีและภรรยาไปขอลูกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (2) เขาและเธอได้ลูกสาวมาทั้งหมด 12 คน และ (3) ครอบครัวเศรษฐีตกยากเพราะมีลูกมากเกินไป

หากไล่ลำดับจาก (1) เศรษฐีและภรรยาบนบานขอลูกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์แต่ไม่สำเร็จ (2) เขาและเธอเริ่มมีทัศนคติต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผิดแผกแตกต่างกัน (3) เกิดอุทกภัย จนครอบครัวเศรษฐีสิ้นเนื้อประดาตัว (4) เทวดา-รุกขเทวา-เจ้าป่าเจ้าเขา ลงทัณฑ์เศรษฐีผู้กระด้างกระเดื่อง ด้วยการดลบันดาลให้เขาและภรรยามีลูกสาวมากมายถึง 12 คน ในยามยากไร้ขัดสน

แต่เรื่องตลกร้ายก็บังเกิดในละครตอนที่ 4 เมื่อ “นายนนท์” ผู้ไม่เชื่อถืออำนาจเหนือธรรมชาติใดๆ เสมอมา เริ่มทุกข์ตรมกับปัญหาต่างๆ นานา จนต้องหันไปพึ่งพา “นายโชค” เพื่อนร่วมหมู่บ้าน ผู้มีความสามารถพิเศษด้านการดูดวง-นั่งทางใน

“นายโชค” ยืนยันชัดเจนว่า ภายภาคหน้า ลูกสาวทั้ง 12 คน ของเพื่อนบ้าน จะได้ดิบได้ดี ได้ใช้ชีวิตสูงส่งในเวียงวัง และช่วยเกื้อหนุนให้พ่อแม่สุขสบายตามไปด้วย

เพราะยึดมั่นในคำทำนายของหมอดูข้างบ้าน “นายนนท์” จึงตัดสินใจเด็ดเดี่ยวที่จะนำลูกสาวทั้งหมดไปปล่อยทิ้งกลางป่า เนื่องจากอย่างไรเสีย โชคชะตาก็ได้กำหนดเอาไว้เรียบร้อยแล้วว่าทุกคนจะไม่ตาย แถมยังจะกลายเป็นเหล่าสตรีสูงศักดิ์ในอนาคต

ก่อนที่เรื่องราวของ “นางสิบสอง 2562” จะเคลื่อนไปสู่บทตอนใหม่ๆ เมื่อ “นางยักษ์สันธมาลา” มารับเด็กหญิงทั้ง 12 คน ไปเลี้ยงดูประหนึ่งบุตรสาว

จุดใหญ่ใจความที่ปรากฏในระยะเริ่มต้นของละคร คล้ายกำลังบอกว่าชะตากรรมของคน อาจมิได้เป็นผลลัพธ์จากการตัดสินใจหรือการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันของมนุษย์ตัวเล็กๆ

หากยังเชื่อมร้อยกับอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และยึดโยงกับโชคชะตาที่ใครลิขิตไว้ก็ไม่รู้ อย่างลึกซึ้ง

นี่คือ “โครงสร้างสังคม” ที่ดำรงตั้งมั่น ครอบคลุม และแผ่ไพศาลอยู่ในจักรวาลของละครจักรๆ วงศ์ๆ ค่ายสามเศียร

สรุปความนิยม 5 ตอนแรกของ “นางสิบสอง 2562”

ตอนที่ 1 (28 ก.ค.) เรตติ้ง 4.061 ยอดวิวยูทูบ 1.7 ล้านวิว

ตอนที่ 2 (3 ส.ค.) เรตติ้ง 4.042 ยอดวิวยูทูบ 1.2 ล้านวิว

ตอนที่ 3 (4 ส.ค.) เรตติ้ง 4.518 ยอดวิวยูทูบ 1 ล้านวิว

ตอนที่ 4 (10 ส.ค.) เรตติ้ง 4.311 ยอดวิวยูทูบ 8.7 แสนวิว

ตอนที่ 5 (11 ส.ค.) เรตติ้ง 4.539 ยอดวิวยูทูบ 8.1 แสนวิว

ข้อมูลเรตติ้งจาก https://www.tvdigitalwatch.com/

ยอดวิวยูทูบ สำรวจเมื่อช่วงเช้า วันที่ 17 สิงหาคม 2562

ขอบคุณภาพประกอบจาก ยูทูบสามเศียร

คนมองหนัง

สัพเพเหระคดีว่าด้วย “Parasite: ชนชั้นปรสิต”

“ชนชั้นปรสิต” และเรื่องอื่นๆ

Burning-FP1111

ระหว่างและหลังดู “Parasite” จะคิดถึงงานเขียนและหนัง-ซีรี่ส์จำนวนหนึ่ง

เริ่มต้นด้วยการนึกถึงเรื่องสั้นแนวสยองขวัญ “เก้าอี้พิศวาส” ของ “เอโดงาวะ รัมโป”

แต่นักเขียนสตรีฐานะดีในเรื่องสั้นดังกล่าวยังตระหนักรู้ถึงการแทรกซึมเข้ามาของ “ชายแปลกหน้า” (หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ได้รับรู้ความคิดจิตใจของเขา)

ผิดกับคนรวย-ชนชั้นสูงในหนังเกาหลีเรื่องนี้ ที่ “ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย”

ขณะเดียวกัน ก็นึกถึงบทกวีชิ้น “ใหญ่” และ “ยาว” ของ “ไม้หนึ่ง ก. กุนที” ผู้ล่วงลับ

เริ่มต้นด้วยเนื้อความที่ไม้หนึ่งเขียนว่า “เสรีชนแพร่ลามเหมือนแบคทีเรีย แทะนรกสวรรค์แบ่งดีชั่ว…”

อย่างไรก็ตาม “ปรสิต” ในหนังเรื่องนี้ ไม่เหมือน “แบคทีเรีย (เสรีชน)” ในบทกวีชิ้นนั้น ตรงที่การดำรงอยู่และไหลเลื่อนเคลื่อนไหวของพวกเขา มิได้นำไปสู่การแบ่งแยก “ดี-ชั่ว” หากแต่ก่อให้เกิดทางหลายแพร่งทางจริยธรรม ท่ามกลางสภาวะเหลื่อมล้ำต่ำสูงในสังคมมากกว่า

ในบทประพันธ์ชิ้นเดียวกันของไม้หนึ่ง ยังมีบทที่เขียนว่า “เหนื่อยอาภัพหยาบกร้านมานานนัก ข้าวปลาผักคุณปรุงกินกันหอมกรุ่น แหงนมองตาปริบๆ ผู้มีบุญ จากใต้ถุนสังคมเสมอมา

(ทั้งนี้ เนื้อหาในสองวรรคหลัง นำมาจากการอ่านบทกวีสดๆ ของไม้หนึ่ง ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2552 ขณะที่ในฉบับตีพิมพ์ เนื้อความจะเปลี่ยนแปลงเป็น “เหนื่อยอาภัพหยาบกร้านมานานนัก ข้าวปลาผักคุณปรุงกินกันหอมกรุ่น แต่ตอบแทนเขาด้วยเนรคุณ กินไม่อิ่มนอนไม่อุ่นเสมอมา”)

แน่นอน ถ้าจะนำบทกวีของไม้หนึ่งมา “ส่องทาง” ให้แก่ “Parasite” ผมย่อมชอบและสะเทือนใจกับคำว่า “ใต้ถุนสังคม” ในเวอร์ชั่นการอ่านสดมากกว่า

ทว่าคนจาก “ใต้ถุนสังคม” ในภาพยนตร์ของ “บงจุนโฮ” ก็มิได้ “แหงนมองตาปริบๆ ผู้มีบุญ” อย่าง passive แต่พยายามคิดฝันและก่อปฏิบัติการบางอย่างที่ active มากๆ ตามมา

ประมาณหนึ่งปีหลังมานี้ ผมดูซีรี่ส์เกาหลีร่วมสมัยมากขึ้น เช่น Something in the Rain, One Spring Night และ Good Manager

ซีรีส์กลุ่มนั้นมักกล่าวถึงรอยปริแยกในหมู่ชนชั้นกลาง ผ่านปัญหาครอบครัว ปัญหาระหว่างพ่อแม่วัยเกษียณกับลูกๆ วัยขึ้นต้นด้วยเลข 3 ที่ยังลงหลักปักฐานไม่ค่อยได้ ปัญหาความรักที่ยึดโยงกับสถานภาพ-ปทัสถานทางสังคม ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นนำกับชนชั้นกลาง หรือระหว่างชนชั้นกลางระดับบนกับชนชั้นกลางระดับกลาง-ล่าง

ก่อนที่ซีรี่ส์ 2-3 เรื่องดังกล่าว จะพยายามหาทางสมานรอยแยกทั้งหลายให้สอดประสานแนบเนียนที่สุด เท่าที่จะสามารถกระทำได้

ผิดกันลิบลับกับหนังเกาหลีซึ่งมีที่ทางในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ ที่ผมได้ดูในช่วงหลังๆ ไล่ตั้งแต่ “Burning” มาจนถึง “Parasite”

เนื่องจากหนังคู่นี้ได้ฉายภาพการปะทะพุ่งชนกันระหว่าง “ชนชั้นสูง” และ “ชนชั้นล่าง” ที่ลงเอยด้วยความพินาศ ฉิบหาย เลื่อนลอย และว่างเปล่า

โลกของการดิ้นรนที่ผสมผสานระหว่าง “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ”

สมัยดู “Burning” ของ “อีชางดง” ผมลองมองหนังเรื่องนั้น ผ่านสายสัมพันธ์และความย้อนแย้งระหว่าง “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ” หรือระหว่างสิ่งที่เป็น “รูปธรรม” กับ “นามธรรม”

คลิกอ่าน Burning: ว่าด้วยการ “มี/ไม่มี” และ “จินตนาการ/ปฏิบัติการ”

ผมรู้สึกว่าเราสามารถวิเคราะห์ “Parasite” ด้วยกรอบการมองชนิดเดียวกัน

“หินภูมิทัศน์/หินนำโชค” ซึ่งเป็นวัตถุใจกลางสำคัญของหนังเรื่องนี้ สะท้อนถึงสัมพันธภาพระหว่าง “จินตนาการ/นามธรรม” กับ “ปฏิบัติการ/รูปธรรม” ได้เป็นอย่างดี

ในทางกายภาพ มันคือรูปธรรมอันหนักแน่น ที่ใครก็ไม่อาจปฏิเสธสถานะเช่นนั้นได้ (ยิ่งตอนท้ายเรื่อง สถานะที่ว่ายิ่งปรากฏชัดเจน)

ในทางนามธรรม “หินนำโชค” คือ ความหวัง ความฝัน ถึงชีวิตที่ดีกว่าเดิม ของครอบครัวพ่อ-แม่-ลูกชาย-ลูกสาว ที่เป็นชนชั้นระดับ “ใต้ถุนสังคม”

ผู้ชมหลายคนย่อมตระหนักได้ว่าวิถีทางที่ 4 พ่อ แม่ ลูก ตระกูลคิม ค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่บ้านของครอบครัวพักนั้น คือ การค่อยๆ ร้อยรัดรูปธรรม นามธรรม ปฏิบัติการ จินตนาการ เข้าด้วยกัน

พวกเขาไม่ได้คิดฝัน เพ้อหวัง กันเปล่าๆ แต่ฉวยโอกาสวางแผน-ลงมือทำงาน (ปลอมแปลงตน) กันอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ในจังหวะเวลา และ/หรือความบังเอิญ อันเหมาะสม

กระทั่งในช่วงครึ่งหลัง ที่พ่อแม่ลูกตระกูลคิมเริ่มเผชิญหน้ากับสภาวะ “ผิดแผน” (แผนที่วางไว้ในหัวกับสถานการณ์ในโลกความเป็นจริง ชักไม่คลิกกัน)

นั่นก็คือความย้อนแย้งไม่ลงรอยระหว่าง “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ” ที่สะท้อนผ่านการ “คิดผิดทำผิด” เป็นระลอกๆ

จนต้อง “คิดใหม่ทำใหม่” เพื่อแก้/หนี (รวมทั้งเพิ่ม) ปัญหา

น่าเศร้าใจว่า ในขณะที่บัณฑิตสาขาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ผู้เป็นชนชั้นกลางระดับล่างอย่าง “จงซู” ใน “Burning” ได้ปลดปล่อยจินตนาการของตัวเองแบบสุดขั้ว ด้วยการระเบิดพฤติกรรมบางอย่าง ณ ตอนจบของหนังเรื่องนั้น

แต่ในบทปิดฉากของ “Parasite” “คิมกีอู” หนุ่มอันเดอร์ด็อกผู้ไม่มีโอกาสแม้แต่จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย กลับต้องหวนคืนสู่ “ใต้ถุนสังคม” แห่งเดิม แล้วทำได้เพียงคิด-ฝันลมๆ แล้งๆ แต่ยังไม่รู้ว่าจะลงมือสานฝันให้สำเร็จได้อย่างไร

จากหินนำโชค สู่รหัสมอร์สและกลิ่นสาบคนจน

parasite stone

นอกจาก “หินนำโชค” ที่เป็นวัตถุเชื่อมโยง “จินตนาการ/นามธรรม” กับ “ปฏิบัติการ/รูปธรรม” อย่างสำคัญแล้ว

ยังมีอะไรอีกสองอย่างในหนังเรื่องนี้ที่ทำหน้าที่คล้ายๆ กัน แม้อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ผิดแผกกันบ้าง

สิ่งแรก คือ “กลิ่น” (เหม็นสาบคนจน) ซึ่งคุณพักและลูกชายคนเล็กสัมผัสได้ถึงภาวะแปลกแยกดังกล่าว แม้จะ “จับต้อง” มันไม่ได้

การตระหนักรู้ในสภาวะที่จับต้องไม่ได้อย่าง “กลิ่น” คือ ความรู้จริงๆ ประการเดียว ที่บางคนในบ้านพักมีเกี่ยวกับครอบครัวตระกูลคิม

และ “การได้กลิ่น” ของคุณพัก ก็นำไปสู่การระเบิดพฤติกรรมรุนแรงของ “คิมกีแท็ก” ผู้พ่อ ซึ่งก่อให้เกิดหายนะ-โศกนาฏกรรมอัน “จับต้อง” ได้

(น่าสังเกตว่า คิมผู้พ่อนั้นอ่อนไหวกับอาการไวต่อ “กลิ่น” ของคุณพัก ขณะที่คุณพักก็แสดงอาการหวั่นไหวหรือรู้สึกว่าตนถูกคุกคาม/ลามปามเช่นกัน เมื่อคนขับรถคิมพูดถึง “ความรัก” ระหว่างเจ้านายและภรรยา -ซึ่งเป็นภาวะนามธรรมจับต้องไม่ได้เหมือนๆ กัน- เพียงแต่คุณพักเลือกจะเก็บกดอารมณ์ไม่พอใจเอาไว้ ไม่ระเบิดมันออกมาเป็นพฤติกรรมรุนแรงแข็งกร้าว -หลายคนอาจนิยามว่านี่คือ “นิสัยดีของคนรวย”-)

อีกองค์ประกอบที่น่าสนใจ คือ การส่ง-ถอด “รหัสมอร์ส” (ทำไม ตอนผมเรียนลูกเสือสำรอง ลูกเสือสามัญ ลูกเสือสามัญลูกใหญ่ แถมเคยอบรมนายหมู่ด้วย ในแบบไทยๆ มันถึงมีแต่การผูกเงื่อน เดินทางไกล แบกอาวุธ เรียบอาวุธ วะ? 555)

การรับส่ง “รหัสมอร์ส” คือ การครุ่นคิด-ตีความ-ลงมือทำ นี่เป็นการหลอมรวมระหว่าง “จินตนาการ-ปฏิบัติการ” ที่มีสัมฤทธิผล คือ ส่งสาร-รับสารได้

แต่น่าตลกร้าย ที่สัมฤทธิผลเหล่านั้นไม่เคยนำไปสู่ปฏิบัติการอันประสบความสำเร็จสมบูรณ์ ณ เบื้องท้าย

รวยแบบ passive จนแบบ active

parasite indian

ชีวิตคนจน-คนชั้นล่างใน “Parasite” นั้นช่างกระตือรือร้นขันแข็ง (active) ทั้งในเชิงความคิดและการกระทำ

พ่อแม่ลูกตระกูลคิมคิดเยอะ-ทำแยะ ในภารกิจต้มตุ๋นคนรวยตระกูลพัก (ส่วนเรื่องถูก-ผิด และผลที่ตามมา เป็นอีกประเด็นหนึ่ง)

พวกเขายังต้องปากกัดตีนถีบเมื่อประสบปัญหาน้ำเอ่อท่วม “บ้านชั้นใต้ถุนของสังคม”

หรือเมื่อแผนที่วางเอาไว้ประสบความผิดพลาด พวกเขาก็ต้องลงแรงบู๊ล้างผลาญกับคนยากไร้ คนที่ต้องดิ้นรนสู้ชีวิต เหมือนๆ กัน

ตรงกันข้าม คนรวยบ้านพัก กลับคิดและทำอะไรน้อยมากๆ จนเข้าขั้น passive

พวกเขาประสาทแ-ก อ่อนไหว เก็บกด ถูกหลอกง่ายดายเหลือเกิน ไม่รู้จักบ้านที่ตนเองอยู่อาศัย และไม่ว่องไวต่อสิ่งแปลกปลอม

คุณพักแลดูร่ำรวยจากธุรกิจที่น่าจะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่เราก็ไม่เห็นแกทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากนั่งรถไปมา

แค่เจอฝนกระหน่ำแคมป์พักแรม ครอบครัวพักก็เผ่นกลับบ้านที่ “(คล้ายจะ) ปลอดภัย” ผิดกับครอบครัวคิมที่ต้องรีบวิ่งกลับลงไปเผชิญอุทกภัยบริเวณ “ใต้ถุนสังคม”

พ่อแม่บ้านพักพยายามจัดปาร์ตี้ฉลองวันเกิดให้บุตรชาย แต่มันก็กลับกลายเป็น “งานรื่นเริงอันล้มเหลว”

คนในครอบครัวพัก โดยเฉพาะคุณและคุณนายพักนั้น passive ไม่รู้เรื่องราว เสียจนคนอื่นพูดถึงพวกเขาได้ในเพียงแง่มุม “นิสัยดี” กับ “ฐานะร่ำรวย”

ผู้ชมไม่มีโอกาสกระทั่งจะเห็นพวกเขาทำ “เรื่องเลวๆ” ด้วยซ้ำ (หนังไม่ยอมฉายภาพ-เปิดเสียง ให้เห็น-ฟังว่าพวกเขาไล่ “แม่บ้าน-คนขับรถเก่า” ออกจากงานอย่างไม่เป็นธรรมอย่างไร ด้วยคำพูดแบบไหน)

สมาชิกรายเดียวในบ้านพัคที่เหมือนจะ active และรู้เดียงสากว่าคนอื่นๆ กลับกลายเป็นเจ้าหนูน้อย “ทาซง”

อย่างไรก็ดี “ทาเฮ” พี่สาวของ “ทาซง” นั้นเคยนินทา-วิจารณ์น้องชายเอาไว้อย่างตรงจุด ว่าหมอนี่น่ะเสแสร้งทำเป็นลึกซึ้ง ทำเป็นมีอะไร แต่จริงๆ ไม่ค่อยมีอะไรหรอก

การแต่งกายเป็นอินเดียนแดง บ้ายิงธนู กางเตนท์กลางสายฝนบนสนามหญ้าเขียวขจี จึงเป็นการละเล่นแบบเด็กๆ (หรือเป็นนาฏกรรมว่างเปล่าบนจอกระจกใสกว้างขวาง) ที่ไม่ส่งผลอะไร

“ทาซง” อุตส่าห์ถอด “รหัสมอร์ส” ของสามี “แม่บ้านมุนกวัง” ได้สำเร็จ แต่เด็กเช่นเขาก็ไม่ได้คิดหรือลงมือทำอะไรต่อ

“ทาซง” ยังเป็นเด็กน้อยที่ “เปราะบาง” แค่เจอ “ผี” หรือ “คนแปลกหน้า” ผู้ไม่คุ้นเคย เขาก็หงายท้องสิ้นสติเสียแล้ว

ถ้าจะทดลองตีความให้ใหญ่โตกว่าภาพที่มองเห็น ลูกชายคนเล็กของบ้านพักอาจเป็นภาพแทน (หรือกรณีตัวอย่างแบบผลักไปให้สุดทาง) ของสมาชิกที่เหลือในครอบครัว ตลอดจนเพื่อนร่วมชนชั้นของพวกเขา

ผมจึงค่อนข้างเห็นพ้องกับหลายๆ คน ที่เสนอว่า “ปรสิต” แท้จริงในภาพยนตร์เกาหลีเรื่องนี้ อาจเป็น “คนข้างบน” เช่น พ่อแม่ลูกตระกูลพัก ที่ไม่ทำอะไร ไม่ประสีประสา ไม่ทุกข์ร้อน แต่ยังอยู่สบาย บนความกระเสือกกระสนแร้นแค้นของ “คนข้างล่าง” เช่น ครอบครัวคิม

บ้านของสถาปนิก

parasite park

“บ้านหรูหรา” ในหนัง คือผลงานการออกแบบของสถาปนิกระดับอาจารย์ที่ขายต่อให้ตระกูลพัก

การกล่าวถึงสถาปนิกใน “Parasite” ทำให้ผมนึกถึงซีรี่ส์เกาหลีเรื่อง “Good Manager” ซึ่งมีตัวละครรายหนึ่งถูกนิยามให้เป็น “สถาปนิกทางการเมือง” โดยที่งานจริงๆ ของเขา คือ การเป็นล็อบบี้ยิสต์ คอยทำงานต่อรองลับๆ หรือเก็บกวาดปัญหาต่างๆ ลงใต้ดิน ให้แก่นักการเมือง-นักธุรกิจระดับชนชั้นนำ

เราอาจเคยได้ยินคำว่า “สถาปนิก (ทาง) การเมือง” ในสังคมไทยอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายนัก อย่างน้อยที่สุด คือ ไม่พบเจอการใช้คำนี้ในสื่อบันเทิงแน่ๆ

ขณะที่สื่อบันเทิงเกาหลี คล้ายจะถนัดคุ้นชินกับการจับคู่ “สถาปัตยกรรม-การเมือง” อยู่พอสมควร

“บ้าน” ของตระกูลพัก ที่ออกแบบมาเป็นอย่างดีและสลับซับซ้อนโดย “อาจารย์สถาปนิก” ก็สะท้อนถึงการทำงานร่วมระหว่าง “จินตนาการ/นามธรรม” กับ “ปฏิบัติการ/รูปธรรม” เช่นกัน

“บ้านหลังนี้” ได้รับการออกแบบ โดยเอื้อให้คนชั้นสูงใช้ชีวิตหรูหรา จมอยู่กับภาพฝัน-โรงละครกระจกใสอันว่างเปล่าเบื้องหน้า โดยไม่รู้เรื่องราว ไม่ทุกข์ร้อนอะไรบ้างเลย

แล้วสถาปนิกคนเดียวกันก็ออกแบบซอกหลืบใต้ดินที่ซุกซ่อนอยู่ตรงโลกด้านล่าง

“หน้าที่” เบื้องต้น (ในจินตนาการ) ของมันอาจเป็น “หลุมหลบภัยจากอาวุธสงครามของเกาหลีเหนือ” แต่ท้ายสุด คนยากจน คนตกอับ คนเล็กคนน้อย ก็ลงมือฉวยใช้พื้นที่ดังกล่าว เป็นที่ซ่อนตัว เป็นที่ซุกหัวนอน เป็นแหล่งยังชีพอย่างกระเบียดกระเสียร และเป็นสนามเพลาะแห่งการกดขี่ขูดรีดกันเอง ไปวันๆ

parasite kim

“บ้านหลังนี้” เป็นอุปมาของ “เมืองใหญ่” ที่ย่านคนรวย ซึ่งครอบครัวพักอาศัยอยู่ นั้นคือยอดพีระมิด ก่อนจะลดหลั่นลงไปเรื่อยๆ จนถึง “ก้นบึ้งใต้ถุนสังคม” ของครอบครัวคิม

“บ้านหลังนี้” คืออุปลักษณ์ของสังคมเกาหลี และอีกหลายๆ สังคมทั่วโลก

การออกแบบบ้าน-เมือง-สังคม จึงเป็นการออกแบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่กำหนดให้ผู้คนต้องใช้ชีวิต-คิดอ่าน-ต่อสู้ต่อรอง ตามแบบแปลนที่จัดทำไว้แล้ว

แม้เมื่อคนชั้นล่างบางรายใช้ชีวิตผิดแผน จนต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของตนเอง “บ้าน” ที่ออกแบบมาอย่างซับซ้อน ก็ได้จัดวาง “พื้นที่หลบภัย/สถานที่กักกันตนใต้ดิน” เอาไว้ให้พวกเขาเรียบร้อย (และพร้อมเปิดรับเจ้าของบ้านผู้ร่ำรวยรายใหม่ ณ โลกเบื้องบน)

“บ้าน” และการตรึงสถานภาพของผู้คนในสังคม จึงกลายเป็นสิ่งที่ “ออกแบบได้” ไม่ต่างกัน

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

วิเคราะห์ “ขวานฟ้าหน้าดำ” ตอนจบ: เมื่อผู้มีอำนาจ “เสียศูนย์”

ละครจักรๆ วงศ์ๆ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ปิดฉากอวสานไปแล้วเมื่อวันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม

ถ้าให้สรุปภาพรวมในฐานะคนที่ตามดูละครเรื่องนี้มาครบทั้ง 37 ตอน ก็ต้องบอกว่า “ขวานฟ้าหน้าดำ” เวอร์ชั่นล่าสุด นั้นดำเนินเรื่องสนุก-ฉับไว ฉากบู๊-เทคนิคพิเศษด้านภาพอยู่ในเกณฑ์ดี

ขาดไปแค่เพียงอารมณ์ขันในลักษณะ “หัวร่อต่ออำนาจ” ซึ่งเป็นคุณลักษณ์โดดเด่น ที่ละครจักรๆ วงศ์ๆ ยอดฮิต “ต้อง” มี

ยิ่งกว่านั้น เพราะเป็นละครที่สร้างมาจาก “นิทานจักรๆ วงศ์ๆ ยุคใหม่” (บทประพันธ์ของ “เสรี เปรมฤทัย” หรือ “เปรมเสรี”) ผนวกกับถูกดัดแปลงแก้ไขให้มีความทันสมัยขึ้น (ละครเวอร์ชั่นล่าสุด เขียนบทโดย “อัศศิริ ธรรมโชติ” ภายใต้นามปากกา “บางแวก”)

“ขวานฟ้าหน้าดำ” จึงมีบางองค์ประกอบที่หลุดกรอบของ “ละครจักรๆ วงศ์ๆ” ทั่วไป

ทั้งการขับเน้นประเด็น “คุณธรรมน้ำมิตร” และการสร้างบุคลิกลักษณะเฉพาะหรือความสามารถพิเศษเหนือธรรมชาติ ตลอดจนจักรวาลโครงข่ายความสัมพันธ์อันกว้างขวางซับซ้อน ให้แก่บรรดาตัวละครมากหน้าหลายตา คล้าย “นิยายกำลังภายใน” (รวมถึงพวก “คอมิกส์” ด้วย)

ส่วนโครงเรื่องก็คล้ายคลึงกับการฝ่าฟันด่านต่างๆ ใน “เกมคอมพิวเตอร์” มากกว่าจะเป็นการชักนำตัวละครหลักทุกรายไปกองรวม ณ “วันพิพากษาสุดท้าย” ในตอนจบของละคร เหมือนละครจักรๆ วงศ์ๆ ส่วนใหญ่

ดังจะเห็นว่า “ขวาน” ต้องเผชิญหน้าและฆ่าสองผัวเมียมนุษย์กาเป็นด่านแรก, ปราบนางยักษ์กาขาวเป็นด่านที่สอง, ฟื้นคืนชีพจากการถูกอำมาตย์แสงเพชรสังหารในด่านที่สาม, พิชิตพระเจ้าแสงเพชรและพวกพ้องในด่านที่สี่

แล้วจึงพิฆาตแสงเดช ณ ด่านสุดท้าย

แม้จะออกอากาศด้วยจำนวนตอนน้อยกว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ ร่วมสมัยในระยะหลังๆ

ทว่า “ขวานฟ้าหน้าดำ” กลับมีฉากรุนแรงในเปอร์เซ็นต์สูงกว่าอย่างชัดเจน เห็นได้จากตัวละครหลัก ทั้ง “ฝ่ายดี” และ “ฝ่ายไม่ดี” ที่ถูกฆ่าตายตลอดทั้งเรื่อง

ไล่ตั้งแต่สองมนุษย์กา, เมียอำมาตย์โสฬส, นางยักษ์กาขาว, บุรีรมย์ราชา, เศรษฐีปัญจะ, แม่ขวาน, กานต์กาสร (มนุษย์ควายบินได้), ศรีสมิง (เสือสมิงฝ่ายธรรมะ), แม่มดนาถสุดา, หมื่นสุรไกร, หมื่นสีหนาท, อำมาตย์ทินกร, อำมาตย์/พระเจ้าแสงเพชร และแสงเดช

(ไม่รวมทหารเลว-สามัญชนคนเล็กคนน้อยอีกจำนวนหนึ่ง)

มิหนำซ้ำ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ตอนอวสาน ยังมีการเข่นฆ่า “คนดี” อีกล็อตใหญ่ ก่อนที่ทั้งหมดจะได้รับการชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ (สอดคล้องกับประเด็นสำคัญในเนื้อหาส่วนถัดไป)

“ขวานฟ้าหน้าดำ” ตอนอวสาน คล้ายจะมีหลักใหญ่ใจความอยู่ตรงการฟื้นคืนชีพของ “ตัวร้ายเบอร์สอง” อย่าง “แสงเดช”

ในละครตอนก่อนหน้านั้น “แสงเดช” ถูก “ขวาน/สุธาเทพ” ฆ่าตาย แต่แล้ว สายฝน สายฟ้า และแสงแดด ก็ตกกระทบมายังร่างไร้วิญญาณของเขาพร้อมเพรียงกัน

ส่งผลให้วิญญาณกลับคืนร่าง

หลังมีชีวิตใหม่ “แสงเดช” ได้รับการอัพสกิลขึ้น จนมีฤทธิ์สูงกว่า “แสงเพชร” ผู้พ่อเสียอีก

กระทั่งผู้วิเศษ เช่น “เจ้าพ่อเขาเขียว” และ “ฤาษีอุปคุปต์” ก็ต้านทานไม่ได้ ส่วน “ขวาน/สุธาเทพ” ที่กลายสถานะเป็น “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” เหนือหัวองค์ใหม่แห่งบุรีรมย์นคร ก็ต้านทานไม่ไหว

ท่ามกลางปริศนาค้างคาใจว่าทำไม “แสงเดช” จึงไม่ตาย แถมยังเก่งขึ้นผิดหูผิดตา?

แล้ว “สุริยะเทพ” ก็ปรากฏกายขึ้น เพื่อแจ้งข่าวร้ายกับ “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” ว่าเป็นเพราะพระองค์เผลอไปส่องแสงอาทิตย์ระหว่างฝนตก-ฟ้าผ่าพอดี

“แสงเดช” เลยกลับมาสร้างความปั่นป่วนระลอกใหม่

เท่ากับว่าการฟื้นคืนชีพของ “แสงเดช” และความผิดพลาดของ “สุริยะเทพ” ถือเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน

แม้เทพแห่งแสงสว่างจะตระหนักว่าพระองค์ทำพลาดไปแล้ว แต่ก็ไม่กล้าช่วยเหลือ “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” ปราบอธรรม อย่างตรงไปตรงมาหรือออกนอกหน้า ด้วยเกรงว่าพระองค์เองจะ “เสียศูนย์”

“สุริยะเทพ” จึงทำได้เพียงบอกใบ้วิธีโค่น “แสงเดช” ให้แก่ “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” ก่อนพระองค์จะไปร่วมด้วยช่วยกันในช่วงเผด็จศึก

เทพเจ้าพระองค์นี้ยอม “เสียศูนย์” อีกรอบ โดยชุบชีวิต “ขุนพลจ้อย” “อำมาตย์โสฬส” และ “หมื่นวิษณุ” ซึ่งเป็นบรรดาตัวละครฝ่ายธรรมะที่ถูก “แสงเดช” (เวอร์ชั่นอัพสกิล) ฆ่าตาย ให้ฟื้นคืนชีวิตขึ้น

การ “เสียศูนย์” ของ “สุริยะเทพ” จึงอาจหมายถึงการลงไปแทรกแซงชะตากรรมของมนุษยชาติก็ได้ หรือจะหมายถึงการแก้ไข “ข้อผิดพลาด” ของพระองค์เอง ก็ได้เช่นเดียวกัน

ท้ายสุด เมื่อเรื่องราวทั้งหมดจบลงแบบ “แฮปปี้เอ็นดิ้ง” “สุริยะเทพ” ก็เรียก “ขวานวิเศษ” คืนจาก “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ”

เหตุผลข้อแรก อาจเป็นเพราะพระองค์ต้องนำเอาอาวุธวิเศษชนิดนี้ไปปราบหมู่มารในแหล่งอื่นๆ ตามที่ให้เหตุผลไว้ในละคร

ทว่าเหตุผลอีกข้อ ก็อาจเป็นเพราะพระองค์หวั่นเกรงว่า “พระเจ้าขวานฟ้าสุธาเทพ” จะใช้อำนาจ (อันมี “ขวาน” เป็นสัญลักษณ์) ไปในทางที่ผิด หรืออย่างต่ำที่สุด ก็ใช้มันอย่างบกพร่องโดยไม่รู้ตัว

ดังที่องค์ “สุริยะเทพ” เอง ก็เคยกระทำผิดพลาดมาแล้ว ในกรณี “แสงเดช”

ขอบคุณภาพประกอบจากยูทูบ “สามเศียร”

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“นางสิบสอง 2562” และผู้กำกับจักรๆ วงศ์ๆ หน้าใหม่คนแรกในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ!

ไว้อาลัยอดีตผู้กำกับละครจักรๆ วงศ์ๆ มือทอง แห่งทศวรรษ 30

ขอเริ่มต้นสุดสัปดาห์นี้ ด้วยการไว้อาลัยต่อการจากไปของ “สมชาย สังข์สวัสดิ์” ผู้กำกับรุ่นเก๋าของเครือดาราวิดีโอ-ดีด้า-สามเศียร

คุณสมชายถือเป็นผู้กำกับละครจักรๆ วงศ์ๆ มือทองในยุคทศวรรษ 2530 ซึ่งมีผลงานน่าจดจำมากมาย อาทิ กายเพชรกายสุวรรณ โม่งป่า เกราะเพชรเจ็ดสี แก้วหน้าม้า นางสิบสอง และ พระสุธนมโนราห์ เป็นต้น

View this post on Instagram

เสียใจกับการจากไปของ สมชาย สังข์สวัสดิ์ หรือ นันทนันท์ สังข์สวัสดิ์ หรือ พี่ช้าง ผู้กำกับละครพื้นบ้านสมัยยุค 90 ขอให้ไปสู่สุขติครับ ตามภาพคือผลงานกำกับการแสดงละครพื้นบ้านของพี่ช้าง บางเรื่องกำกับร่วมกับพี่ลอร์ด สยม สังวริบุตร —————————————————— ละครปัจจุบันพี่ช้างก็กำกับนะครับ เรื่องที่ชอบที่สุดคือเรื่อง พิศวาสอลเวง

A post shared by Lakornthaiboranละครพื้นบ้านไทย (@lakornthaiboranofficial) on

นอกจากนี้ เมื่อ 3 ปีก่อน คุณสมชายยังได้มาช่วยกำกับละคร “ดินน้ำลมไฟ” (2559) ซึ่งเป็นภาคต้นของ “สี่ยอดกุมาร” (2559) อีกด้วย

“นางสิบสอง 2562” และผู้กำกับละครจักรๆ วงศ์ๆ น้องใหม่รายล่าสุด!

ถัดจากผู้กำกับละครจักรๆ วงศ์ๆ รุ่น “สมชาย สังข์สวัสดิ์” และ “สยม สังวริบุตร” ในทศวรรษ 2530

ผู้กำกับละครจักรๆ วงศ์ๆ เจนถัดมา ก็คือ “ประทุม สินธุอุส่าห์ (มิตรภักดี)” และ “หนำเลี้ยบ ภิพัชพนธ์ อภิวรสิทธิ์”

โดยในช่วงเกือบๆ ยี่สิบปีให้หลัง “หนำเลี้ยบ” ได้กลายเป็นผู้กำกับเบอร์หนึ่ง หนึ่งเดียว ของละครพื้นบ้านค่ายสามเศียร ขณะที่สมชายและประทุมหันไปกำกับละครแนวร่วมสมัย

ปลื้ม สังวริบุตร
(จากซ้ายไปขวา) สยาม, ปลื้ม, หนำเลี้ยบ และสยม : ภาพจาก https://www.youtube.com/watch?v=LP6u5wYm1Hg

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า สำหรับ “นางสิบสอง” เวอร์ชั่นล่าสุดนี้ มีการเปลี่ยนแปลงผู้กำกับเป็น “ปลื้ม สังวริบุตร” ทายาทรุ่นที่ 3 แห่งตระกูลสังวริบุตร บุตรชายของ “สยาม สังวริบุตร” บิ๊กบอสค่ายดาราวิดีโอ

และได้ “ประทุม มิตรภักดี” มาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาผู้กำกับ

นี่คือการเปลี่ยนตัวผู้กำกับละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่อง 7 เป็นครั้งแรกในรอบเกือบสองทศวรรษ!

เผยเรตติ้ง “ขวานฟ้าหน้าดำ” ตอนอวสาน – “นางสิบสอง” ตอนแรก

เรตติ้ง “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ตอนอวสาน เมื่อวันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม นั้นอยู่ที่ 5.106 ขึ้นไม่ถึงหลัก 6 เหมือนที่เคยทำได้เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม

ขณะที่ เรตติ้ง “นางสิบสอง 2562” ตอนแรก ในวันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม นั้นอยู่ที่ 4.061 ถือว่าไม่น้อยเลย สำหรับละครเพิ่งออกอากาศ

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/tvrating-week-22-28-july-62/

ขอบคุณภาพนำจาก https://www.instagram.com/lorddida/