คนมองหนัง

เมื่อหนังความยาวกว่า 8 ชั่วโมงจากฟิลิปปินส์ คว้ารางวัล “หมีเงิน” ที่เบอร์ลิน

(มติชนสุดสัปดาห์ 26 ก.พ.-3 มี.ค. 2559)

คนรักหนังกลุ่มไม่ใหญ่ในเมืองไทย คงคุ้นเคยกับชื่อของ “ลาฟ ดิแอซ” ผู้กำกับภาพยนตร์วัย 57 ปีอยู่บ้าง

เพราะแม้หนังของเขาจะไม่เคยเข้าฉายเชิงพาณิชย์ในบ้านเราเลย แต่หลายๆ เรื่อง ก็เคยถูกนำมาจัดฉายให้บรรดาคอหนังฮาร์ดคอร์ชาวไทยได้รับชม

ภาพยนตร์ของดิแอซมักมีความยาวมากกว่าหนังโรงทั่วๆ ไป และมุ่งวิพากษ์สังคมฟิลิปปินส์อย่างเข้มข้นจริงจัง ผ่านจังหวะท่วงทำนองราวบทกวี อย่างไรก็ดี เมื่อคนทำหนังชาวฟิลิปปินส์รายนี้เริ่มมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติมากขึ้น คุณภาพงานโปรดักชั่นในหนังของเขาก็ถูกยกระดับให้สูงขึ้น และมีดาราดังๆ ของประเทศบ้านเกิด เข้ามาร่วมงานด้วยเยอะขึ้น

หนังเรื่องล่าสุดของดิแอซที่ชื่อ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” เพิ่งถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดหลักของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลินครั้งที่ 66

หนังเรื่องนี้ถูกจับตามองจากสื่อต่างชาติ เพราะความยาว 485 นาที (8 ชั่วโมง 5 นาที) ของมัน จนต้องมีการพักครึ่งการฉายเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง

และกลายเป็นภาพยนตร์ในสายการประกวดหลักที่มีขนาดยาวที่สุด ในประวัติศาสตร์ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน

เว็บไซต์ของเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน ระบุว่า “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” บอกเล่าเรื่องราวว่าด้วย “อันเดรส โบนีฟาซีโอ อี เด กัสโตร” หนึ่งในวีรบุรุษผู้ทรงอิทธิพล ซึ่งนำชาวฟิลิปปินส์ลุกฮือขึ้นต่อสู้ต่อต้านเจ้าอาณานิคมอย่างสเปน ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 กระทั่งเขาถูกขนานนามให้เป็น “บิดาแห่งการปฏิวัติของฟิลิปปินส์” ในการรับรู้ของผู้คนยุคปัจจุบัน

ในหนังเรื่องล่าสุด ดิแอซได้มุ่งสำรวจตรวจสอบตำนาน/เรื่องเล่า/มายาคติเกี่ยวกับ “บิดาแห่งการปฏิวัติ” ทั้งยังสร้างสรรค์คณะตัวละครกลุ่มหนึ่งขึ้นมา (รวมทั้งหยิบยืมตัวละครบางรายมาจากเรื่องเล่าของผู้อื่น) แล้วสอดแทรกพวกเขาลงไปในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของประเทศฟิลิปปินส์

เรื่องราวย่อยๆ ที่สานทอเข้าหากันอย่างหลวมๆ ในหนังเรื่องนี้ ถูกผนวกรวมเป็นหนึ่งเดียว ผ่านประเด็นหลัก คือ การสำรวจบทบาทของปัจเจกชนในช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนความเกี่ยวข้องกับพัฒนาการทางการเมืองและสังคมของปัจเจกบุคคลเหล่านั้น

อาทิ ภรรยาหม้ายของโบนีฟาซีโอซึ่งพยายามค้นหาศพที่สูญหายของสามี อย่างไรก็ตาม เมื่อเธอและผู้ติดตามเดินหลงทางโซซัดโซเซเข้าไปยังป่าลึก ทั้งหมดกลับต้องเผชิญหน้ากับความผิดบาปและภาระความรับผิดชอบของพวกตน ซึ่งพัวพันกันอย่างยุ่งเหยิง

ทางด้านผู้ปกครองชาวสเปนก็ต้องสรรหาวิธีในการวางหมากให้กลุ่มกบฏพื้นเมืองอันหลากหลาย (ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีวิสัยทัศน์ถึงอุตมรัฐอย่างแตกต่างและขัดแย้งกันเอง) ต้องมาชน ปะทะ หรือฟาดฟันกัน

ขณะเดียวกัน สหายร่วมอุดมการณ์ของโบนีฟาซีโอที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสก็กำลังไตร่ตรองสะท้อนคิดถึง “บรรดาเหยื่อ” ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในฐานะผลพวงอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ของการปฏิวัติ

เว็บไซต์ของเทศกาลหนังเบอร์ลินบอกอีกว่า การบันทึกภาพในหนังเป็นสีขาว-ดำที่ตัดกันอย่างเด่นชัด ได้ช่วยทำให้การเดินทางกลับคืนสู่อดีตมีความเป็นนามธรรมมากยิ่งขึ้น

กระทั่งตำนาน, ข้อเท็จจริง และอารมณ์ความรู้สึกที่มีชีวิตชีวาของประวัติศาสตร์ ถูกหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน

ดิแอซกล่าวปฏิเสธกับสื่อมวลชนนานาชาติที่เบอร์ลินว่า ตนเองไม่ใช่นักทำหนังในแนว “สโลว์ ซีเนมา” (หนังที่มีขนาดยาวกว่าปกติ, เต็มไปด้วยฉากลองเทก, ถูกถ่ายทำผ่านสายตาที่มุ่งจับจ้องเหตุการณ์อยู่ห่างๆ ในฐานะผู้สังเกตการณ์ระยะไกล และไม่มีหรือแทบไม่มีเรื่องเล่าที่จับต้องได้ใดๆ ปรากฏอยู่บนจอภาพยนตร์) ดังที่หลายคนเข้าใจ

“เรา (ดิแอซและผู้กำกับฯ ที่สร้างงานในลักษณะคล้ายๆ กันรายอื่นๆ) มักถูกตีตราว่าเป็นพวกคนทำหนังแนว ‘สโลว์ ซีเนมา’ แต่หนังของผมไม่ใช่หนังสโลว์ มันเป็นหนังปกตินี่แหละ”

 

“ผมไม่เข้าใจว่า ทำไม ในทุกๆ ครั้งที่เราพยายามนิยามหรือให้คำจำกัดความเกี่ยวกับภาพยนตร์ เราจึงมักมุ่งความสนใจไปที่ความยาวของมัน”

 

“หนังเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ปกติทั่วไป ซึ่งก็เหมือนกับงานศิลปะแขนงอื่นๆ เช่น บทกวี, เพลง และภาพวาด ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างอิสระเสรี ไม่ว่าจะบนผ้าใบผืนเล็ก หรือผืนผ้าใบขนาดมหึมา ดังนั้น ศิลปะภาพยนตร์จึงไม่ควรถูกกำหนดด้วยกรอบกฎเกณฑ์ใดๆ เช่นเดียวกัน” ดิแอซกล่าวกับผู้สื่อข่าวในเทศกาล

ภายหลังการฉาย “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” รอบแรกที่เบอร์ลิน ปิดฉากลง ปรากฏว่าโรงภาพยนตร์ซึ่งจุคนดูได้ 1,600 ที่นั่ง ยังมีผู้ชมเหลืออยู่เกินครึ่ง และ “ผู้รอดชีวิต” หลายร้อยรายก็ตอบแทนดิแอซ ทีมงาน และนักแสดง ด้วยเสียงปรบมือ และเสียงกู่ร้องว่า “บราโว่” (ไชโย)

แกร์ฮาร์ด เรดา นักทำหนังสมัครเล่นชาวเยอรมัน ซึ่งปกติดูภาพยนตร์ 10 ถึง 15 เรื่องต่อสัปดาห์ นิยามการฉายหนังของดิแอซว่าเป็น “บททดสอบความกล้าหาญส่วนบุคคล”

เรดาบอกว่าตนเองเริ่มต้นดูหนังขนาดยาวมากๆ เรื่องอื่นๆ ของดิแอซ เมื่อปีที่แล้ว แต่ก็ต้องยอมแพ้ หลังหนังเหล่านั้นฉายไปได้ราว 1 ชั่วโมง

“เขา (ดิแอซ) สามารถสร้างซีนความยาว 45 นาที โดยทั้งซีนมีแค่ผู้คนพูดคุยกัน หรือผู้คนเดินผ่านท้องทุ่ง”

 

“บางคนจึงรักเขา ขณะที่บางคนก็เกลียดเขา แต่เขามักท้าทายคนดูอยู่เสมอ”

เมื่อ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ฉายไปได้ราวหนึ่งชั่วโมง เรดาก็ค่อยๆ ลงมือมวนบุหรี่ ขณะนั่งชมหนัง ก่อนจะออกมาพักสูบบุหรี่ข้างนอกโรงภาพยนตร์ชั่วครู่คราว

ส่วนนักวิจารณ์ภาพยนตร์จากไต้หวัน เฉิน ยุ่นหัว บอกว่า เธอรู้สึกโอเคมากๆ กับหนัง

“นี่คือประสบการณ์การดูหนังที่มหัศจรรย์สุดๆ และควรค่าแก่การไปดูในโรงภาพยนตร์”

 

“หนังจำเป็นต้องมีขนาดยาวอย่างนี้จริงๆ เพื่อคนดูจะได้สามารถจมดิ่งลงไปในเรื่องราวของภาพยนตร์”

เอ็นริโก้ เซโฮวิน ชาวอิตาเลียนวัย 27 ปี เปรียบเทียบประสบการณ์การดูหนังของดิแอซ (ซึ่งเขาบอกว่า “เหมาะสมกับคนรักหนังเฉพาะกลุ่ม”) เข้ากับการบ้าเล่นวิดีโอเกมแบบข้ามวันข้ามคืน

“เราต้องใช้เวลา 8-10 ชั่วโมง ในการเล่นเกมบางเกม และคุณก็ไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่า ตัวเองสละเวลาเหล่านั้นไปเพื่ออะไร? มันก็คงเหมือนกับการดูหนังขนาดยาวๆ นี่แหละ”

 

“อย่างไรก็ตาม การดูหนังเรื่องนี้นับเป็นประสบการณ์ที่ผมอาจจะไม่ได้พบเจออีกแล้วในอนาคต”

คาร์ลา เชอร์เมล นักพัฒนา วัย 36 ปี ยอมรับว่า เธอไม่รู้เรื่องประวัติศาสตร์การปฏิวัติของประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งปรากฏในภาพยนตร์มากนัก

“แม้หนังจะยาวมาก แต่ฉันคิดว่าตัวเองยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ”

คำกล่าวของเชอร์เมลบ่งชี้ว่า คนดูบางกลุ่มอาจเข้าถึงเรื่องราวในหนังของดิแอซได้ยากลำบากพอสมควร

สวนทางกับ ฮูเบิร์ต สไปช์ นักวิจารณ์จากสถานีโทรทัศน์สาธารณะของเยอรมนี ที่บอกว่าหนังของดิแอซ “ยอดเยี่ยมมาก”

“ดิแอซมีรูปแบบการเล่าเรื่องในลักษณะบทกวีที่เป็นลายเซ็นของตัวเอง ส่วนภาพในหนังก็ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างล้ำเลิศวิจิตรบรรจง”

 

“เขาต้องการ ‘ผืนผ้าใบ’ ขนาดนี้ เพื่อจะเล่าเรื่องราวที่เขาต้องการเล่า โดยลงลึกถึงทุกๆ รายละเอียดอันซับซ้อน ในขอบเขตประวัติศาสตร์อันกว้างขวาง มันจึงไม่มีแม้แต่ช็อตเดียวที่เป็นส่วนเกินของหนัง”

 

“ดิแอซแสดงให้พวกเราเห็นว่าสื่อภาพยนตร์นั้นมีศักยภาพเพียงใด”

ท้ายที่สุด คณะกรรมการพิจารณารางวัลก็ตัดสินให้ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ได้รับรางวัลหมีเงิน สาขา “อัลเฟรด บาวเออร์ ไพรซ์” ในฐานะที่เป็นภาพยนตร์ซึ่งช่วยเปิดโลกทัศน์มุมมองใหม่ๆ ให้แก่ผู้ชม

“เมอรีล สตรีป” นักแสดงยอดฝีมือชาวอเมริกัน ผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการตัดสินรางวัลของเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลินประจำปีนี้ กล่าวถึงดิแอซและหนังที่มีความยาวเกิน 8 ชั่วโมงของเขาว่า

“หนังเรื่องนี้ คนทำหนังคนนี้ ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบโมเลกุลภายในร่างกายของดิฉัน”

Advertisements
ข่าวบันเทิง

คอหนังไม่ควรพลาด ดีวีดี “หนังกล่อง” ประจำปี 58 “อนธการ-พี่ชาย My Hero”

ในฤดูกาลประกาศรางวัลภาพยนตร์ไทยประจำปี 2558 ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2559 ดูเหมือนว่า หนังอินดี้อย่าง “อนธการ” (กำกับโดย อนุชา บุญยวรรธนะ) และ “พี่ชาย My Hero” (กำกับโดย จอช คิม) จะเป็นสองในตัวแสดงหลักเพียงไม่กี่ราย ที่มีชื่อได้เข้าชิงรางวัลในสาขาสำคัญๆ อย่างมากมาย เป็นกอบเป็นกำ

น่ายินดีว่า ล่าสุด หนังไทยทั้งสองเรื่องจะถูกผลิตออกมาในรูปแบบดีวีดีเพื่อวางจำหน่าย

ดีวีดีพี่ชาย

ดีวีดี บ็อกซ์เซ็ต “พี่ชาย My Hero”

DVD BOXSET “พี่ชาย My Hero”

799.- (จากปกติ 999.-)

พร้อมจองแล้ว…วันนี้!

ขั้นตอนการจองดีวีดี

1. แจ้งชื่อ-นามสกุล, ที่อยู่จัดส่ง, เบอร์โทรศัพท์ และจำนวนดีวีดีที่ต้องการ มายังช่องทางใดก็ได้ ดังต่อไปนี้

• FACEBOOK DIRECT MESSAGES : กล่องข้อความของเพจเฟซบุ๊ก พี่ชาย My Hero

• EMAIL : ทางอีเมล pchaimyhero@gmail.com

2. เมื่อทางทีมงานตอบกลับ และแจ้งจำนวนเงินที่ต้องโอน สามารถโอนเงินมาได้ในบัญชีต่อไปนี้

– นาย ชลัท ศิริวาณิชย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย เลขที่บัญชี 045-500999-2

– นาย ชลัท ศิริวาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ เลขที่บัญชี 772-2-25406-0

3. เมื่อโอนเงินเรียบร้อย กรุณาส่งสลิปหลักฐานการโอนเงินมายังทีมงาน เพื่อเป็นการยืนยันการจองดีวีดี

4. ทีมงานจะจัดส่งดีวีดีต่อเมื่อเสร็จสมบูรณ์ทั้ง 3 ขั้นตอน / การสั่งจองดีวีดีจะ “สมบูรณ์” ต่อเมื่อโอนเงินแล้วเท่านั้น

อนธการดีวีดี

ดีวีดี บ็อกซ์เซ็ต “อนธการ”

“อนธการ” วางจำหน่ายแล้ววันนี้ในรูปแบบดีวีดี ราคา 229 บาท สามารถซื้อได้ที่ร้าน ลิโด้ ดีวีดี‬ หรือสั่งซื้อออนไลน์ทางแฟนเพจ The Blue Hour – Onthakan

โดยจะเป็นดีวีดี 9 และไม่มีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ

ในดีวีดีมี ‪‎Special Features‬ มากมายดังนี้

1. Making of The Blue Hour อนธการ : บทสัมภาษณ์ ผกก. นักแสดง และทีมงานถึงแนวคิดในการสร้างภาพยนตร์

2. Deleted Scenes & Outtakes : ฉากที่ถูกตัดออกและเทคที่ไม่ได้เลือก

3. Q&A Session with Director and Actors : วิดีโอบันทึกการพูดคุยของผกก. และนักแสดงในการฉายรอบปฐมทัศน์

4. Original Soundtrack : ดนตรีประกอบภาพยนตร์ 12 เพลง พร้อมภาพ Photo Gallery

5. Director’s Commentary : ชมภาพยนตร์พร้อมเสียงบรรยายจากผกก. อนุชา บุญยวรรธนะ ซึ่งเล่าถึงแนวคิด การตีความ และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการถ่ายทำฉากต่างๆ

วิธีซื้อดีวีดี‬ มี 2 แบบ

1. ซื้อได้ที่ร้าน ลิโด้ ดีวีดี ทุกสาขาเลย ร้านตั้งอยู่ที่ไหนบ้างดูได้ในเว็บไซต์ http://www.lidodvd.com

2. สั่งซื้อผ่านทางแฟนเพจ โดยมีขั้นตอนดังนี้

– DVD ราคาแผ่นละ 229 บาท รวมค่าจัดส่งทั่วประเทศ 50 บาท เป็น 279 บาท

– โอนเงิน 279 บาทมาที่ ชื่อบัญชี : วุฒิภัทร ณีสกุล ธนาคารกสิกรไทย 009-1-67616-8

-แจ้งการโอนโดยถ่ายรูปสลิปโอน‬ พร้อมฝาก ‪ชื่อ‬ ‪ที่อยู่‬ ‪เบอร์โทร‬ มาใน Inbox ของแฟนเพจ The Blue Hour – Onthakan (รบกวนส่งข้อมูลให้ครบถ้วนชัดเจน เพื่อการจัดส่งที่ถูกต้อง)

– หลังการจัดส่งสินค้า แอดมินจะแจ้งเลขพัสดุ (tracking number) ให้ผู้สั่งซื้อทราบ

จะมีการจัดส่ง DVD ในวันอังคารและวันศุกร์ของทุกสัปดาห์ โดยถ้าต้องการให้จัดส่งในวันอังคาร รบกวนโอนเงินและส่งข้อมูลมาก่อนวันจันทร์ บ่าย 3 โมง / ถ้าต้องการให้จัดส่งภายในวันศุกร์ รบกวนโอนเงินและส่งข้อมูลมาก่อนวันพฤหัส บ่าย 3 โมง

ข่าวบันเทิง

ชมคลิป-ภาพชุดสุดประทับใจ จากการซ้อมโชว์ของวงดนตรีรุ่นเก๋า “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์”

ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับการ “ซ้อมโชว์” (จริงๆ จะเรียกว่า “มินิคอนเสิร์ต” ก็คงได้) ที่ร้านคอฟฟี่ โมเดล เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ของวงดนตรีระดับซูเปอร์กรุ๊ป “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์” ท่ามกลางคนดูที่อุ่นหนาฝาคั่งหลายร้อยคน

ขณะที่น้าๆ ทั้งที่เป็นสมาชิกหลักและนักดนตรีสมทบของวง (จริงๆ มีหนุ่มอยู่หนึ่งคน) ก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างน่าประทับใจ อาจมีพลาด มีหลุดบ้าง เล็กๆ น้อยๆ แต่โดยมวลรวมแล้ว โชว์วันนั้นถือว่าอยู่ในระดับ “ดี”

ไม่อยากเขียนอะไรมากกว่านี้

ดังนั้น ไปชมคลิปและภาพนิ่ง “บางส่วน” จากการซ้อมโชว์ในวันนั้น กันเลยดีกว่า

DSC00826
ผู้ชมอุ่นหนาฝาคั่ง
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
เมื่อมาถึงร้านคอฟฟี่ โมเดล เจอน้องคนนี้ขึ้นโชว์อยู่ น้ำเสียงและฝีไม้ลายมือไม่เลวเลยทีเดียว
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
พี่ตุ๊ก วิยะดา โกมารกุล ณ นคร ขึ้นโชว์เพลง “ปล่อยใจฝัน”
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
บิลลี่ โอแกน มากับเพลง “วันนั้น วันนี้ วันไหน”
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ฟอร์ด สบชัย ขึ้นร้องเพลง “รักเธอ” (เพลงนี้ไม่ถูกเรียกเก็บลิขสิทธิ์แน่ๆ 555)
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
น้าปั่นกับน้าแต๋ม เริ่มทักทายผู้ชม
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
สามทหารเสือเตรียมพร้อม!!!
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
น้าแตน เศกสิทธิ์ ฟูเกียรติสุทธิ์ สมาชิกสมทบ ที่เครดิตชื่อชั้นไม่เป็นรองสามสมาชิกหลักเลย
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
แอบถ่ายน้าแต๋ม
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
น้าตุ่นตั้งใจเล่นแบบสุดๆ
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ที่เห็นอยู่ไกลๆ แต่โฟกัสชัดเจนสุด คือ น้าป้อม เกริกศักดิ์ ยุวะหงษ์ สมาชิกสมทบที่เล่นเครื่องเคาะ และร้องประสานด้วยน้ำเสียงกังวานใส

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
คุณโอ ศราวุธ ฤทธิ์นันท์ มือเบส และคนที่อายุน้อยที่สุดบนเวที

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
อยู่ด้านหลังโปรดิวเซอร์ ผู้ทำงานเบื้องหลังมาอย่างยาวนาน
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
น้าแต๋มโชว์เป่าฮาร์โมนิก้า

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ใครตัวจริง? ใครตัวปลอม? 555
ข่าวบันเทิง

หนังสารคดีอิตาลี บอกเล่าปัญหาผู้อพยพในยุโรป คว้ารางวัลหมีทองคำ

“Fire at Sea” ภาพยนตร์สารคดีที่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาวิกฤตผู้อพยพในทวีปยุโรป กลายเป็นหนังที่ได้รับรางวัล “หมีทองคำ” หรือภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ประจำเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลินครั้งล่าสุด ไปครอบครอง

หนังสารคดีของผู้กำกับชาวอิตาเลียน จานฟรังโก้ โรซี ฉายภาพวิถีชีวิตบนเกาะแลมเปดูซาในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองหน้าด่านสำคัญ ที่ผู้อพยพจากทวีปแอฟริกาจะเดินทางผ่านเข้ามา ก่อนแยกย้ายไปยังเมืองต่างๆ ทั่วยุโรป

โดยโรซีได้นำเสนอภาพเปรียบเทียบระหว่างผู้อพยพที่ทุกข์ยาก ซึ่งพยายามเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมายังทวีปยุโรป กับการใช้ชีวิตประจำวันของประชากรบนเกาะแลมเปดูซา

“ผมหวังว่าหนังเรื่องนี้จะก่อให้เกิดความตระหนักรู้ มันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้เลย ที่มีผู้คนจำนวนมากต้องเสียชีวิตลงขณะกำลังเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล เพื่อพยายามหลีกหนีออกจากโศกนาฏกรรมแห่งชีวิตของพวกเขา” ผู้กำกับชาวอิตาลี กล่าวภายหลังได้รับรางวัล

fire at sea 2

นอกจากนี้ เขายังอุทิศผลงานของตนเองให้แก่ผู้คนบนเกาะแลมเปดูซา ที่เปิดหัวใจต้อนรับบรรดาผู้อพยพ ซึ่งต้องผ่านการเดินทางอันยากลำบาก ก่อนจะมาถึงเกาะแห่งนี้

ขณะที่ประธานคณะกรรมการตัดสินรางวัล อย่างเมอรีล สตรีพ ระบุว่า หนังเรื่องนี้เป็นการผสมผสานภาพฟุตเทจในเชิงสารคดีเข้ากับเรื่องเล่าที่ผ่านการคิดใคร่ครวญมาเป็นอย่างดี ได้อย่างกล้าหาญ ส่งผลให้คนดูได้ตระหนักถึงศักยภาพของภาพยนตร์สารคดี ซึ่งมีทั้งความฉับไวทันสถานการณ์, เปี่ยมจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ และมีความเป็นหนังอย่างที่ภาพยนตร์ที่ดีพึงมี

การได้รับรางวัลหมีทองคำของโรซี ถือเป็นการได้ครองรางวัลสูงสุดจากเทศกาลหนังระดับเมเจอร์หนที่สองของเขา โดยก่อนหน้านี้ หนังสารคดีเรื่อง “Sacro Gra” ของผู้กำกับชาวอิตาเลียนรายนี้ เคยได้รับรางวัล “สิงโตทองคำ” จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส  เมื่อปี 2013

ส่งผลให้ชื่อของโรซีถูกจับตาจากแวดวงภาพยนตร์นานาชาติ เพราะมีไม่บ่อยครั้งนัก ที่ภาพยนตร์สารคดีจะสามารถเบียดหนังเล่าเรื่องขึ้นมาคว้ารางวัลใหญ่ของเทศกาลหลัก ทว่า เขากลับสามารถสร้างปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ซ้ำกันถึงสองหน ในสองเทศกาล

ก่อนหน้าจะได้รับรางวัล โรซีให้สัมภาษณ์กับ เดอะ ฮอลลีวู้ด รีพอร์ทเตอร์ ว่าเป็นโอกาสอันดี ที่หนังเรื่องนี้ได้มาฉายที่เบอร์ลิน ซึ่งเป็นเมืองที่มีการทุบทำลาย “กำแพง” ที่ใช้แบ่งแยกผู้คนออกจากกัน เขาระบุว่า ในปัจจุบัน ประชาคมยุโรปกำลังก่อร่างสร้างกำแพงชนิดใหม่ขึ้นมา เพื่อแยกประชากรของตนเองออกจากผู้คนที่ต้องอพยพหนีภัยสงครามและความตาย

fire at sea 3

“นี่ไม่ใช่สิ่งที่ประชาคมยุโรปควรจะทำ ผมต้องการให้พวกเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งซึ่งช่วยแก้ไขปัญหา”

ทั้งนี้ ผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์ “ลาฟ ดิแอซ” ก็ได้นำภาพยนตร์ความยาวร่วม 8 ชั่วโมง เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ขึ้นไปคว้ารางวัลหมีเงิน สาขาอัลเฟรด บาวเออร์ ไพรซ์ ซึ่งมอบให้แก่ภาพยนตร์ที่เปิดมุมมองใหม่ๆ ให้แก่ผู้ชม

ที่มา บีบีซี, อินดี้ไวร์ และ ฮอลลีวู้ด รีพอร์ทเตอร์

ข่าวบันเทิง

วงการวรรณกรรมลดธงครึ่งเสา ไว้อาลัยฮาร์เปอร์ ลี-อุมแบร์โต เอโก

ฮาร์เปอร์ ลี นักเขียนสตรีเจ้าของบทประพันธ์เรื่อง “To Kill a Mockingbird” ถึงแก่กรรมแล้วในวัย 89 ปี

หนังสือเล่มนี้ถือเป็นงานวรรณกรรมชิ้นสำคัญของสังคมอเมริกัน ที่เล่าเรื่องราวของทนายความผิวขาว ซึ่งพยายามปกป้องชายผิวดำ ผู้ถูกกล่าวหาว่าก่อคดีข่มขืน ในภาคใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา

ผลงานวรรณกรรมชิ้นแรกและกลายเป็นงานสร้างชื่อของลี มียอดขาย 40 ล้านเล่มทั่วโลก และหลังจากนั้น นักอ่านก็ต้องรอเวลาอีกถึง 55 ปี ลีจึงมีผลงานเล่มที่สองในชีวิต ชื่อ “Go Set a Watchman” (วางจำหน่ายในปี 2015) ซึ่งเป็นภาคต่อของ “To Kill a Mockingbird”

นักเขียนหญิงชาวแอละแบมาผู้นี้ ได้ชื่อว่าเป็นคนเก็บตัว และไม่ค่อยให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนมากนัก แม้กระทั่งในช่วงที่เธอมีชื่อเสียงโด่งดัง

อุมแบร์โต เอโก นักเขียนและนักปรัชญาชาวอิตาเลียน ซึ่งมีผลงานนิยายที่เป็นที่รู้จักอย่าง “The Name of the Rose” หรือ “สมัญญาแห่งดอกกุหลาบ” ได้เสียชีวิตลงแล้วในวัย 84 ปี

นอกจากการเขียนนวนิยาย เอโกยังเขียนความเรียง, หนังสือสำหรับเด็ก เรื่อยไปถึงงานวิจารณ์วรรณกรรม

“หนังสือแต่ละเล่มล้วนกำลังพูดถึงเรื่องราวในหนังสือเล่มอื่นๆ อยู่ และเรื่องราวทุกๆ เรื่อง ก็ล้วนกำลังบอกเล่าเรื่องราวที่เคยถูกเล่ามาแล้วทั้งสิ้น” เอโก เคยระบุ

นอกจากนี้ เขายังระบุถึงสถานะการเป็นนักเขียนของตนเองเอาไว้ว่า “ผมเป็นนักปรัชญา … ผมจะเขียนนิยายแค่ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น”

ในโลกวิชาการ เอโกเคยเป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณและสอนวิชาสัญศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโบโลญญ่า และเคยเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในช่วงต้นทศวรรษ 1990

ที่มา บีบีซี และ การ์เดี้ยน

ข่าวบันเทิง

หนังฟิลิปปินส์ยาว 8.30 ชม. เปิดตัวชิงรางวัลหลักเทศกาลเบอร์ลิน คนหลายร้อยร่วมชมจนจบ

คนรักหนังหลายร้อยราย ได้เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการฉายภาพยนตร์ที่มีขนาดยาวที่สุด ซึ่งมีโอกาสได้ชิงรางวัลหลักของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน นับแต่เทศกาลหนังแห่งนี้ดำเนินการจัดงานมาเป็นเวลา 66 ปี

ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว เป็นหนังฟิลิปปินส์มีชื่อว่า “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ผลงานการกำกับของลาฟ ดิแอซ (ผลงานของเขาหลายเรื่องเคยเข้ามาฉายที่เมืองไทย) ซึ่งมีความยาว 8.30 ชั่วโมง โดยมีการพักเบรกระหว่างฉายหนึ่งหน

หนังมีเนื้อหาว่าด้วยประวัติศาสตร์การปฏิวัติ และตำนานเล่าขานเกี่ยวกับประเทศที่เสื่อมโทรมยากจนอย่างฟิลิปปินส์

หลังฉายหนังจบ ปรากฏว่าโรงภาพยนตร์ซึ่งจุคนดูได้ 1,600 ที่นั่ง ยังมีผู้ชมเหลืออยู่เกินครึ่ง และคนดูเหล่านั้นก็ตอบแทนหนังด้วยเสียงปรบมือ และเสียงร้องคำว่า “บราโว่” (ไชโย)

หนังเรื่องล่าสุดของดิแอซ เป็นภาพยนตร์ 1 ใน 18 เรื่อง ที่ได้เข้าชิงรางวัล “หมีทองคำ” ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของเทศกาลเบอร์ลิน โดยในปีนี้ มีนักแสดงหญิงมากความสามารถอย่าง เมอรีล สตรีพ มาเป็นประธานคณะกรรมการตัดสิน

ดิแอซ

© Bradley Liew

แกร์ฮาร์ด เรดา นักทำหนังสมัครเล่นชาวเยอรมัน ซึ่งปกติดูภาพยนตร์ 10 ถึง 15 เรื่อง ต่อสัปดาห์ เรียกการฉายหนังของดิแอซว่า เป็น “บททดสอบความกล้าหาญส่วนตัว”

เรดาบอกว่าตนเองเริ่มต้นดูหนังขนาดยาวมากๆ เรื่องอื่นๆ ของดิแอซ เมื่อปีที่แล้ว แต่ก็ต้องยอมแพ้ หลังหนังเหล่านั้นฉายไปได้ราว 1 ชั่วโมง

“เขา (ดิแอซ) สามารถสร้างซีนความยาว 45 นาที โดยทั้งซีนมีแค่ผู้คนพูดคุยกันหรือผู้คนเดินผ่านท้องทุ่ง”

 

“บางคนจึงรักเขา ขณะที่บางคนก็เกลียดเขา แต่เขามักท้าทายคนดูเสมอ”

เมื่อ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ฉายไปได้ราวหนึ่งชั่วโมง เรดาก็ค่อยๆ ลงมือมวนบุหรี่ ขณะนั่งชมหนัง ก่อนจะออกมาพักสูบบุหรี่ข้างนอกโรงภาพยนตร์

ส่วนนักวิจารณ์ภาพยนตร์จากไต้หวัน เฉิน ยุ่นหัว บอกว่า เธอรู้สึกโอเคมากๆ กับหนัง

“นี่คือประสบการณ์การดูหนังที่มหัศจรรย์สุดๆ และควรค่าแก่การดูในโรงภาพยนตร์”

 

“หนังจำเป็นต้องมีขนาดยาวอย่างนี้จริงๆ เพื่อคนดูจะได้สามารถจมดิ่งลงไปในเรื่องราวของภาพยนตร์”

เอ็นริโก้ เซโฮวิน ชาวอิตาเลียนวัย 27 ปี เปรียบเทียบประสบการณ์การดูหนังของดิแอซ ซึ่งเขาบอกว่า “เหมาะสมกับเฉพาะกลุ่มคนรักหนัง” เข้ากับการบ้าเล่นวิดีโอเกมแบบข้ามวันข้ามคืน

“เราต้องใช้เวลา 8-10 ชั่วโมง ในการเล่นเกมบางเกม และคุณก็ไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่า ตัวเองสละเวลาเหล่านั้นไปเพื่ออะไร? มันก็คงเหมือนกับการดูหนังขนาดยาวๆ นี่แหละ”

 

“อย่างไรก็ตาม การดูหนังเรื่องนี้นับเป็นประสบการณ์ ที่ผมอาจจะไม่ได้พบเจออีกแล้วในอนาคต”

คาร์ลา เชอร์เมล ผู้ปฏิบัติงานด้านการพัฒนา วัย 36 ปี ยอมรับว่า เธอไม่รู้เรื่องการปฏิวัติของฟิลิปปินส์ ซึ่งปรากฏในภาพยนตร์มากนัก

“แม้ว่าหนังจะยาวมาก แต่ฉันคิดว่าตนเองยังต้องเรียนรู้อีกมาก”

คำกล่าวของเชอร์เมลบ่งชี้ว่า คนดูบางกลุ่มอาจเข้าถึงเรื่องราวในหนังของดิแอซได้ไม่มากนัก

สวนทางกับฮูเบิร์ท สไปช์ นักวิจารณ์จากสถานีโทรทัศน์สาธารณะของเยอรมนี ที่บอกว่าหนังของดิแอซ “ยอดเยี่ยมมาก”

“ดิแอซมีรูปแบบการเล่าเรื่องในลักษณะบทกวีที่เป็นลายเซ็นของตัวเอง ส่วนภาพในหนังก็ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างล้ำเลิศ”

 

“เขาต้องการ ‘ผืนผ้าใบ’ ขนาดนี้ เพื่อจะเล่าเรื่องราวที่เขาต้องการเล่า โดยลงลึกถึงทุกๆ รายละเอียดอันซับซ้อน ในขอบเขตประวัติศาสตร์อันกว้างขวาง มันจึงไม่มีแม้แต่ช็อตเดียวที่เป็นส่วนเกินของหนัง”

 

“ดิแอซแสดงให้เห็นว่าสื่อภาพยนตร์นั้นมีศักยภาพถึงระดับไหน”

ที่มา รายงานข่าวเอเอฟพี โดย เดโบราห์ โคล

http://news.yahoo.com/weary-crowd-cheers-eight-hour-epic-berlin-film-200723119.html

ภาพประกอบ © Bradley Liew

ข่าวบันเทิง

ตามไปชมฝีมือบรรเลงกีต้าร์แบบ “เหนือๆ” ของ Hikaru Tanimoto

หลังจากสัปดาห์ก่อน บล็อกของเราได้เผยแพร่เรื่องราวของมือกีต้าร์ฝีมือดีจากญี่ปุ่น นาม Hikaru Tanimoto ซึ่งเดินเข้าไปลองแอมป์อคูสติก ในร้านขายเครื่องดนตรีแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท แถมยังฝากลวดลายการเล่นกีต้าร์อันน่าจดจำเอาไว้ จนมีผู้ถ่ายคลิปแล้วนำไปเผยแพร่ในโลกออนไลน์

ล่าสุด เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้ตามไปชมการแสดงสดของ Tanimoto ที่ VIT 33 ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 3 ของร้านอาหารญี่ปุ่น Inakape ในซอยสุขุมวิท 33

ซึ่งฝีมือการบรรเลงกีต้าร์อันน่าตื่นตะลึงของนักดนตรีหนุ่มวัย 32 ปี รายนี้ ก็ดำเนินไปอย่างน่าประทับใจ พร้อมด้วยการแสดงของศิลปินชาวญี่ปุ่นรายอื่นๆ

แม้ทางเราจะฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ออกเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ก็สัมผัสได้ถึงความไพเราะของเสียงดนตรี โดยเฉพาะเสียงกีต้าร์อคูสติก ที่เกิดขึ้นในวันนั้น

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
การแสดงเปิดเวที ก่อน Tanimoto ขึ้นโชว์
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
คุณพี่คนนี้เป็นทั้งมือกลอง มือเพอร์คัสชั่น คนเก็บค่าเข้าชม และร้องเพลงฝรั่งได้เสียงนุ่มสุดๆ
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ร็อคแอนด์โรลล์ก็มี
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
Tanimoto เป็นคนไนซ์ทีเดียว ระหว่างนั่งรอขึ้นแสดง เขาก็มาคอยมิกซ์เสียงให้เพื่อนๆ ที่กำลังโชว์บนเวทีด้วย
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
แล้วก็ถึงคิวของพระเอกในงาน
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
นักร้องสาวผู้เปิดเวที ก็ถ่ายคลิปการแสดงของ Tanimoto เช่นกัน
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
หนุ่มน้อยคนนี้ก็ถ่ายคลิปการบรรเลงของ Tanimoto
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
มีแขกรับเชิญมาโชว์คั่นหนึ่งเพลง ถ้าให้เทียบกับงานของศิลปินไทยยุคหลังๆ เพลงของพี่คนนี้ออกแนว “ไทร-อำนาจ ศิระวงษ์ธรรม”
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ช่วงท้าย มีเพลงร้องสองเพลง คือ Subaru และ Nada Soso
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
หลังโชว์จบ มีทักทายและถ่ายรูปกับแฟนเพลงตามสมควร

นอกจากนี้ ล่าสุด ทาง Tanimoto ยังได้ฝากคลิปโปรโมตการแสดงของเขา มาให้ผู้อ่านบล็อกคนมองหนัง ได้รับชมกันอีกด้วย

มาชมกันเลยดีกว่า

 

ข่าวบันเทิง

จากโรงหนัง สู่สนามบอล และพ็อคเก็ตบุ๊ค เตรียมพบกับหนังสือ “Snap ส่วนประกอบของความคิดถึง”

แม้ตัวหนังจะไม่ได้ทำรายได้มากมายนัก

แต่ “สแน็ป แค่…ได้คิดถึง” ผลงานภาพยนตร์ของคงเดช จาตุรันต์รัศมี คงสร้าง “ผลกระทบ” บางอย่าง ได้ไม่มากก็น้อย ต่อผู้ชมที่มีโอกาสตีตั๋วเข้ามาดูหนังเรื่องนี้

จนผลกระทบเหล่านั้นถูกดัดแปลง ตีความ กลายเป็นเรื่องเล่า หรือผลงานศิลปะแขนงอื่นๆ

เห็นได้จากภาพแปรอักษรในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 71 ที่แปรสารอันนุ่มนวลคลุมเครือในภาพยนตร์ ให้กลายเป็นอาวุธอันแหลมคมได้อย่างน่าทึ่ง

ล่าสุด สำนักพิมพ์ Geek Book ได้เผยแพร่รูปภาพ พร้อมข้อความบรรยายว่า

ภาพประกอบหนังสือสแน็ป

 

ภาพแรกจากหนังสือ “Snap ส่วนประกอบของความคิดถึง”

 

บันทึกเรื่องราวมากมายที่หลับใหลอยู่ในหนังไทยที่อยู่ในใจใครหลายคนกับ “Snap แค่…ได้คิดถึง” ที่นำแสดงโดย โทนี่ รากแก่น และอิ้งค์ – วรันธร เปานิล

 

เขียนโดย คงเดช จาตุรันต์รัศมี

 

ปลายเดือนมีนาคมนี้พบกันครับ

คิดว่าแฟนหนังคงเดช และผู้ชื่นชอบภาพยนตร์เรื่องสแน็ป คงไม่พลาดแน่ๆ

ขอบคุณภาพและข้อมูลดีๆ จาก Geek Book

ข่าวบันเทิง

เชิญชมคลิปเสวนา “อาชญากรรมรัฐในอุษาคเนย์”

มาแล้วครับ! คลิปวิดีโอบันทึกการเสวนาหัวข้อ “อาชญากรรมรัฐในอุษาคเนย์” เมื่อวันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ SF World Cinema เซ็นทรัลเวิร์ล ซึ่งคั่นกลางระหว่างการฉายหนังสารคดี The Act of Killing และ The Look of Silence รอบพิเศษ

โดยมี ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และ รศ.ดร. พวงทอง ภวัครพันธุ์ เป็นวิทยากร ชนม์ธิดา อุ้ยกูล แห่งกลุ่มฟิล์มกาวัน เป็นผู้ดำเนินรายการ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

โดยส่วนตัว ชอบการให้ภาพสังคมการเมืองอินโดนีเซียในยุคนั้น และการอธิบายเงื่อนไขที่ทำให้การนำตัวผู้ก่ออาชญากรรมมาลงโทษยังเป็นไปไม่ได้ (แม้แต่พื้นที่ความทรงจำของเหยื่อก็ยังไม่มี) ของ อ.พวงทอง

ชอบการเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างการสังหารหมู่ทางการเมืองที่อินโดนีเซีย กับการสังหารหมู่ทางการเมืองอื่นๆ ในอีกหลายกรณี ของ อ.พวงทอง ซึ่งชี้ให้เห็นว่า

ในกรณีของกัมพูชา สมัยเขมรแดง ในกรณีของจีน ยุคเหมาและปฏิวัติวัฒนธรรม เรื่อยไปถึงกรณีของโซเวียต สมัยสตาลิน และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของฮิตเลอร์ นั้นเป็นระบอบปฏิวัติที่พยายามสร้างสังคมใหม่ ด้วยการขจัดสิ่งแปลกปลอม ที่ถูกมองว่ามีอันตรายและเป็นภัยคุกคามออกไป หรือที่เรียกว่าเป็นการสร้าง Bloodly Utopia

แต่ในอินโดฯ นั้น เป็นการสร้างความรุนแรงเพื่อค้ำจุนอำนาจของกองทัพและเครือข่ายชนชั้้นนำกลุ่มเดิมๆ

นอกจากนี้ การอุปมาเปรียบเทียบว่า เหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่ผ่านๆ มาของไทยเป็นแค่ระดับ “รามเกียรติ์” ส่วนของอินโดฯ เป็นระดับ “มหาภารตะ” ที่ซับซ้อนกว่า โดย อ.ชาญวิทย์ ก็น่าสนใจไม่น้อย น่าเสียดาย ทีแกลงรายละเอียดไม่ลึกเท่าไหร่

อนึ่ง คำทำนายเกี่ยวกับเมืองไทยในอนาคตของ อ.ชาญวิทย์ นั้นน่ากลัวมาก

ขอขอบคุณคลิปดีๆ จาก Documentary Club

เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

“วัตถุแห่งการขัดขืน” เมื่อสัญลักษณ์การประท้วงทั่วโลกถูกรวบรวมจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์

(มติชนสุดสัปดาห์ 1-7 สิงหาคม 2557)

ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2557 ถึง 1 กุมภาพันธ์ 2558 พิพิธภัณฑ์ “เดอะ วิคตอเรีย แอนด์ อัลเบิร์ต” ที่กรุงลอนดอน จะจัดแสดงนิทรรศการศิลปะที่น่าสนใจอย่างยิ่งนิทรรศการหนึ่ง

นิทรรศการดังกล่าวมีชื่อว่า “Disobedient Objects” หรือ “วัตถุแห่งการขัดขืน”

โดยนิทรรศการศิลปะครั้งนี้ จะเก็บรวบรวมวัตถุสิ่งของที่ถูกนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหว เพื่อท้าทาย หรือกระทั่งโค่นล้มระบอบระเบียบดั้งเดิม จากหลายประเทศทั่วโลก

ตั้งแต่การรณรงค์เรียกร้องให้ผู้หญิงมีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20 เรื่อยมาจนถึงขบวนการ “ออคคิวพาย” ที่มีเป้าหมายหลักในการต่อต้านความไม่เป็นธรรมของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในโลกตะวันตก

เกวิน กรินดอน นักวิชาการที่สนใจประเด็นการสร้างสรรค์งานศิลปะของนักกิจกรรมทางสังคม และศิลปกรรมของขบวนการเคลื่อนไหวต่างๆ ในศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นภัณฑารักษ์ร่วมของนิทรรศการ “วัตถุแห่งการขัดขืน” ชี้ว่า สิ่งของที่ถูกผู้คนนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้นั้น มักถูกมองข้ามจากพิพิธภัณฑ์ต่างๆ

“แนวคิดของการจัดนิทรรศการนี้ ก็คือ การรวบรวมผลงานศิลปกรรมต่างๆ จากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา” กรินดอนกล่าวและว่า “นี่เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่การศึกษาที่สำคัญ ที่พวกเราควรให้ความสนใจ”

หมวดหมู่การจัดแสดงของนิทรรศการ “วัตถุแห่งการขัดขืน” ถูกแบ่งออกเป็น 4 หมวด ตาม “ยุทธวิธี” การเปลี่ยนแปลงสังคมอันแตกต่างของขบวนการเคลื่อนไหวในแต่ละช่วงเวลา ได้แก่ “การท้าทายซึ่งหน้า”, “การลงมือสร้างโลก”, “ความสมัครสมานสามัคคี” และ “การเปล่งเสียงสู่สังคม”

“วัตถุแห่งการขัดขืน” เหล่านี้ เคยช่วยให้กลุ่มคนบางกลุ่มได้รับสิทธิ์ที่พวกตนพึงได้ เคยเปลี่ยนแปลงกฎหมายบางฉบับ กระทั่งเคยมีส่วนในการโค่นล้มรัฐบาลมาแล้วหลายชุด

กรินดอน ให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า สิ่งของหลายๆ ชนิด ที่ถูกขบวนการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงสังคมนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้นั้น เป็นวัตถุที่ใช้สอยได้ในชีวิตประจำวันหรือในความเป็นจริง แต่ขณะเดียวกัน พวกมันก็สื่อแสดงถึงความใฝ่ฝันในสังคมแห่งอุดมคติด้วย

นี่คือตัวอย่างบางส่วนของ “วัตถุแห่งการขัดขืน” ที่ถูกนำมาจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้

หนึ่งในวัตถุที่ถูกนำมาจัดแสดง ก็คือ ถ้วยน้ำชาเซรามิกที่คล้ายจะมีโลโก้กาแฟสตาร์บัคส์ประทับอยู่ แต่แท้จริงแล้ว โลโก้ดังกล่าวกลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของขบวนการรณรงค์เพื่อสิทธิเลือกตั้งของสตรี เมื่อราว 200 ปีก่อน

สาเหตุที่สัญลักษณ์เช่นนั้นถูกประทับลงไปบนถ้วยน้ำชา ก็เพื่อว่า เนื้อหาของการรณรงค์จะได้มีโอกาสเดินทางไปถึงความรับรู้ของบรรดาชนชั้นสูงในสังคม

เมื่อปี ค.ศ.2001 เครื่องครัวจำนวนมาก ก็ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหวของชาวอาร์เจนตินา ที่กำลังประท้วงต่อต้านรัฐบาล ซึ่งออกคำสั่งอายัดบัญชีเงินฝากธนาคารของประชาชนจำนวน 18 ล้านคน

ว่ากันว่า นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติต่อต้านลัทธิทุนนิยม-เสรีนิยมใหม่ ที่ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน

“เราต้องการแสดงให้เห็นถึง ‘พลังร่วม’ ที่ซ่อนอยู่ในข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน เมื่อวัตถุเหล่านั้นถูกผนวกรวมเข้ากับเป้าประสงค์ทางการเมือง” กรินดอน อธิบาย

สอดคล้องกับภัณฑารักษ์ร่วมอีกหนึ่งราย อย่าง แคทเธอรีน ฟลัด ที่เห็นว่า ความหมายของวัตถุสิ่งของหลายต่อหลายชิ้น ได้หลุดลอยออกจากเป้าประสงค์ดั้งเดิมของผู้ออกแบบรายแรกเริ่ม ก่อนที่พลังอันชัดแจ้งมีชีวิตชีวาของสิ่งของทั้งหลายจะเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีผู้สร้างเป้าหมายเฉพาะในประเด็นใหม่ๆ ใส่ลงไปในวัตถุเหล่านั้น

อีกหนึ่งวัตถุจัดแสดงที่สนใจ ก็คือ หน้ากากป้องกันแก๊สน้ำตาแบบทำมือ ซึ่งถูกประดิษฐ์โดยกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลในประเทศตุรกี

ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการแสดงทัศนะว่า หน้ากากชนิดนี้แสดงให้เห็นถึง “วิธีการที่เรียบง่าย” ทว่านำไปสู่ “ปลายทางอันรุ่มรวย” เป็นอย่างยิ่ง

หน้ากากป้องกันแก๊สน้ำตาเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาจากวัตถุดิบอย่างขวดน้ำพลาสติกและหน้ากากหมอผ่าตัด ที่มีผู้นำมาบริจาคให้แก่ผู้ชุมนุมประท้วง หลังจากทุกคนเริ่มเห็นแนวโน้มว่า เจ้าหน้าที่รัฐพยายามจะสลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตา

“ดังนั้น ผู้ประท้วงจึงต้องเริ่มใช้ปฏิภาณไหวพริบในการแสวงหาวิธีการต่อสู้รูปแบบใหม่ๆ ทั้งเพื่อการต่อต้านอำนาจ และการช่วยเหลือเกื้อกูลมิตรสหายผู้ร่วมเคลื่อนไหวรายอื่นๆ” กรินดอน อธิบาย

วัตถุจัดแสดงอีกหนึ่งชิ้นที่ดึงดูดความสนใจของหลายคน ก็ได้แก่ “หินกรวดเป่าลมขนาดยักษ์” ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยกลุ่มผู้เคลื่อนไหวด้านแรงงาน ในเบอร์ลินและบาร์เซโลนา เมื่อปี ค.ศ.2012

ภัณฑารักษ์อย่างกรินดอน กล่าวถึงคุณูปการของ “วัตถุแห่งการขัดขืนชนิดนี้” ว่า เมื่อต้องเผชิญหน้ากับมัน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะรู้สึกงุนงง และไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรดี

ถ้าตำรวจเขวี้ยงลูกโป่งเป่าลมนี้กลับไปยังผู้ประท้วง พวกเขาจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมการแสดงที่แปลกประหลาดของกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยหรือไม่?

หรือว่า ตำรวจต้องจับกุมหินกรวดเป่าลมดังกล่าว แล้วพยายามยัดมันเข้าไปในรถแวนของตนเอง?

หรือ ตำรวจจะต้องจู่โจมเข้าหามัน แล้วปล่อยลมออกมาให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป?

แต่ไม่ว่าเรื่องราวจะคลี่คลายไปในทิศทางไหน เมื่อคลิปเหตุการณ์การเผชิญหน้าระหว่างตำรวจกับ “หินกรวดเป่าลมขนาดยักษ์” ถูกแพร่กระจายออกไป เจ้าหน้าที่ก็คล้ายจะเป็นฝ่ายเสียท่าและเสียหน้ามากกว่า

เมื่ออำนาจรัฐต้องถูกกร่อนเซาะลงโดยสิ่งของบ้านๆ ที่ถูกผู้ประท้วงบนท้องถนน นำมาประยุกต์ใช้ในการเคลื่อนไหวได้อย่างชาญฉลาด

ขณะที่ “หินกรวดเป่าลม” ถูกนำมาใช้ในการก่อความสับสนงงงวย และล้อเลียนเจ้าหน้าที่ “วัตถุแห่งการขัดขืน” อีกหลายอย่าง ก็ถูกออกแบบมาเพื่อเป้าหมายในการเตะตาสื่อมวลชนโดยเฉพาะ

“ผมคิดว่า คนสมัยนี้จำนวนมากต่างใช้ทวิตเตอร์เป็นเครื่องมือสื่อสาร ดังนั้น พวกเขาล้วนตระหนักดีว่าสิ่งของที่ตนเองนำมาใช้ในการเคลื่อนไหว จะต้องถูกบันทึกภาพเอาไว้ แล้วนำไปทวีตต่อในโลกออนไลน์” กรินดอนวิเคราะห์ และว่า

“ดังนั้น ด้านหนึ่ง วัตถุพวกนี้จึงเป็นสิ่งของทำมืออย่างซื่อๆ ง่ายๆ แต่ในอีกด้าน สิ่งของเหล่านี้ก็ถูกสร้างขึ้นมาด้วยความตระหนักรู้ว่า พวกมันจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารยุคใหม่”

จึงเห็นได้ว่า จากที่แต่ก่อน สิ่งของที่ถูกนำมาใช้ในการประท้วง มักมีสถานะเป็น “สัญลักษณ์ร่วม” ซึ่งแสดงถึงความสมัครสมานสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผู้คนจำนวนมาก ในฐานะมวลชนกลุ่มหนึ่ง

ทว่า ราวครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา แนวโน้มความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ก็คือสัญลักษณ์ในเหตุการณ์ประท้วงหนึ่งๆ มักเต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลาย และสื่อให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของปัจเจกบุคคลมากกว่า

น่าภูมิใจ (?) ว่า มี “วัตถุแห่งการขัดขืน” บางชิ้น ในนิทรรศการครั้งนี้ ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศเพื่อนบ้านของเรา

สิ่งของชิ้นนั้น ได้แก่ แบงก์กาโม่ของนักกิจกรรมฝ่ายประชาธิปไตยในประเทศพม่า ที่ถูกพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี ค.ศ.1989

หากมองเผินๆ แผ่นกระดาษใบดังกล่าวมีรูปลักษณ์เป็นธนบัตรปลอมมูลค่า 1 จัต ซึ่งมีภาพของ นายพลออง ซาน ปรากฏอยู่

สาเหตุที่ฝ่ายประชาธิปไตยต้องหันไปใช้รูป นายพลออง ซาน มาเป็นสัญลักษณ์ ก็เพราะพวกเขาไม่สามารถตีพิมพ์เผยแพร่ภาพของ ออง ซาน ซูจี ต่อสาธารณะได้ เนื่องจากถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายในช่วงเวลาดังกล่าว

ทว่าที่ลึกซึ้งกว่านั้น ก็คือ ศิลปินผู้ออกแบบแบงก์กาโม่ชุดนี้ ได้ซ่อนลายน้ำของรูปบุคคลอีกหนึ่งคนไว้ใต้ภาพ นายพลออง ซาน บนธนบัตร

ด้วยเหตุนี้ เมื่อผู้คนลองส่องดูธนบัตรปลอมที่ว่าผ่านแสงสว่าง พวกเขาก็จะได้พบภาพของ ออง ซาน ซูจี ปรากฏขึ้นมา

ในนิทรรศการ “วัตถุแห่งการขัดขืน” มีศิลปกรรมแห่งการประท้วงรวมทั้งหมด 99 ชิ้น ถูกนำมาจัดแสดง ทั้งนี้ ภัณฑารักษ์ผู้จัดงาน ได้ท้าทายผู้เข้าชมและนักกิจกรรมเคลื่อนไหวร่วมสมัย ด้วยการทิ้งพื้นที่ว่างเอาไว้ สำหรับ “วัตถุแห่งการขัดขืนชิ้นที่ 100” ซึ่งจะถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้นในอนาคต

ส่วนจะเกิดขึ้นที่มุมไหนของโลกนั้น ก็ต้องติดตามดูกันต่อไป