จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

อำลา “เจ้าเงาะ” – เปิดตัว “พยนตรา”

“เงาะ” ในสังคมไทย จาก “สังข์ทอง” ถึง “คนัง”

หลังจากฉาก “พระสังข์ถอดรูปและเริ่มตีคลี” ออกอากาศ นั่นก็ย่อมหมายความว่าบทบาทของตัวละคร “เจ้าเงาะ” ใน “สังข์ทอง 2561” จะต้องลดความสำคัญหรือสิ้นสุดยุติลง

ในการนี้ เลยอยากจะขออำลา “เจ้าเงาะ” ด้วยความรู้เกี่ยวกับ “เงาะ” ในสังคมไทย ซึ่งอ่านเจอมาจากบทความ “คนอื่น” ในผืนดินตน : การเดินทางกับการจำแนกชาติพันธุ์ของราษฎรสยามตามถิ่นฐาน ระหว่าง พ.ศ.2428-2453 ในหนังสือ คนไทย/คนอื่น : ว่าด้วยคนอื่นของความเป็นไทย โดย ธงชัย วินิจจะกูล

คนไทยคนอื่น

คำว่า “เงาะ” ในภาษาไทยมีสามความหมาย

ความหมายแรก ใช้เรียกคนพื้นเมืองดั้งเดิม (โอรัง อัสลี) กลุ่มหนึ่ง ที่รู้จักกันในนาม “ซาไก” ซึ่งอาศัยบนคาบสมุทรมลายู ส่วนใหญ่อยู่ตามชายป่าหรือในป่าเขตจังหวัดพัทลุงและตรัง

คนไทยทั่วไปสนใจไปที่สีผิวค่อนข้างดำและผมหยิกหนาของคนเหล่านี้

ความหมายที่สอง ใช้เรียกผลไม้ชนิดหนึ่งที่มีขน เปลือกหนาและสีแดงเข้ม มีถิ่นกำเนิดในคาบสมุทรมลายูเช่นกัน

ทั้งนี้ “เงาะ” ในความหมายแรกน่าจะเกิดจากการสร้างคำจากความหมายที่สอง โดยการเทียบเคียงลักษณะเด่นตามที่รับรู้ทั่วๆ ไป

ความหมายที่สาม คือ ตัวละครในวรรณคดีเอกของไทยเรื่อง “สังข์ทอง” ซึ่งมีที่มาจากนิทานพื้นบ้านไทย/ลาว เป็นเรื่องของเจ้าชายผู้ไม่ยอมเปิดเผยตัวตนและหน้าตาแท้จริง เดิมทีซ่อนตัวในหอยสังข์ จึงเรียกกันว่า “พระสังข์” ต่อมาได้ซ่อนรูปในร่างชายอัปลักษณ์ที่เรียกว่า “เจ้าเงาะ” (เพราะมีลักษณะคล้าย “เงาะ” ในความหมายแรก) จนถูกพระราชาและเจ้าชายองค์อื่นๆ ตัดสินประเมินจากรูปลักษณ์ภายนอก และพากันขับไล่กลั่นแกล้งพระสังข์/เจ้าเงาะด้วยวิธีการต่างๆ นานา

แต่สุดท้าย พระสังข์ก็ได้พิสูจน์ว่าตนมีบุญบารมีเหนือกว่าตัวละครเหล่านั้น

นอกจาก “เจ้าเงาะ” ใน “สังข์ทอง” “เงาะ” อีกคนที่สังคมไทยรู้จักกันดี ก็คือ “คนัง”

ด้านหนึ่ง “คนัง” คือมหาดเล็กชาวซาไก ผู้เป็นต้นเรื่องของบทละครพระราชนิพนธ์เรื่อง “เงาะป่า” ในรัชกาลที่ 5

คนัง เจ้าเงาะ
ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก The National Gallery of Thailand 

แต่อีกด้าน “คนัง” ก็เคยถูกจับแต่งกายเป็น “เจ้าเงาะ” ตัวละครใน “สังข์ทอง” เพื่อถ่ายรูปและมีการอัดภาพดังกล่าวออกวางจำหน่าย

ครั้งหนึ่ง มีการตีพิมพ์หนังสือบทละครพระราชนิพนธ์เรื่อง “เงาะป่า” โดยใช้ภาพปกเป็น “คนัง” ขณะสวมบทบาทเป็น “เจ้าเงาะ” ในสังข์ทอง มาแล้ว

เปิดตัว “พยนตรา 2561”

หลังเสร็จศึกตีคลี ละคร “สังข์ทอง” เวอร์ชั่น 2550 และ 2561 จะมีตัวละครฝ่ายร้ายที่ถูกสร้างเสริมเพิ่มเติมขึ้นมา (ผิดแผกจากฉบับวรรณคดี) นั่นคือ “พยนตรา”

พยนตรา บอย
ภาพจาก http://www.boysapolclub.com/

ในเวอร์ชั่นที่แล้ว ตัวละคร “พยนตรา” รับบทโดย “บอย สพล ชนวีร์” หรือ (ปิยะรัชต์ อรรถกรศิริโพธิ์ – พี่ชายบี มาติกา)

ส่วนในเวอร์ชั่นใหม่ ผู้จะมารับบทเดียวกัน คือ “สุกฤษฏิ์ สงแก้ว” นักแสดงหน้าใหม่วัยเพียง 17 ปี

Advertisements
ข่าวบันเทิง

The Guardian สัมภาษณ์ “อภิชาติพงศ์” ว่าด้วยความย้อนแย้งในสังคมไทย และอาการ “หัวปะทุ” ของเจ้าตัว

เว็บไซต์ The Guardian เผยแพร่บทสัมภาษณ์ “The man with the exploding head: the director inspired by his medical condition” (บุรุษผู้มีอาการหัวปะทุ: แรงบันดาลใจที่ผู้กำกับภาพยนตร์ได้รับจากภาวะป่วยไข้ของเขา) ซึ่ง “ฮันนาห์ เอลลิส-ปีเตอร์เซน” ไปสนทนากับ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังชาวไทย

บล็อกคนมองหนังขออนุญาตสรุปสาระสำคัญหลักๆ ของบทสัมภาษณ์ข้างต้น มานำเสนอดังต่อไปนี้

หนึ่ง

Apichatpong 4

อภิชาติพงศ์เพิ่งได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Artes Mundi prize ประจำปี 2018 นี่คือรางวัลซึ่งมอบให้แก่บุคลากรในแวดวงศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร

สอง

เอลลิส-ปีเตอร์เซน ฉายภาพความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย ตลอดจนโลกทัศน์ของอภิชาติพงศ์เอง นั่นคือ ภาวะขัดกันระหว่างความเชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ กับระบบเหตุผลที่เป็นวิทยาศาสตร์ในโลกสมัยใหม่

“ถึงแม้ว่าผมจะพยายามทำความเข้าใจโลกด้วยมุมมองที่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ผมก็ไม่สามารถสลัดอารมณ์ความรู้สึกที่เชื่อว่ามีวิญญาณต่างๆ วนเวียนอยู่รอบตัวเรา ออกไปได้” อภิชาติพงศ์กล่าวและว่า “ผมรู้สึกว่าเมื่อตัวเองอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เขียวขจี ผมจะสามารถสื่อสารกับต้นไม้ทั้งหลาย สื่อสารกับความทรงจำของผืนป่า และสื่อสารกับตัวเอง ได้อยู่เสมอ”

Apichatpong Portrait Trees

เอลลิส-ปีเตอร์เซน ระบุว่า ไม่เพียงเท่านั้น ภายในสังคมไทยยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างคู่ตรงข้ามมากมาย

ตั้งแต่ความเชื่อเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติแบบโบราณ ซึ่งดำรงอยู่เคียงคู่กับภาวะทุนนิยมสมัยใหม่ชนิดเข้มข้น

การเป็น “สยามเมืองยิ้ม” ซึ่งถูกปกครองโดยระบอบเผด็จการทหาร ขณะที่บางพื้นที่ของประเทศ เช่น ภาคอีสานยังมี “บาดแผล” อันเกิดจากนโยบายปราบปรามคอมมิวนิสต์ตกค้างอยู่

ไปจนถึงสภาพการณ์ที่คนไทยราว 95% นับถือศาสนาพุทธ แต่กลับมีพระสงฆ์ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริตฉ้อโกงทรัพย์สินจำนวนมหาศาล หรือมีพระสงฆ์ที่ถือกระเป๋าหลุยส์วิตตองขณะโดยสารเครื่องบินส่วนตัว ประเด็นอื้อฉาวเหล่านี้ล้วนย้อนแย้งกับแนวคิดต่อต้านลัทธิวัตถุนิยม ซึ่งถูกเชื่อว่าดำรงอยู่ในหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนา

IMG_8121

อภิชาติพงศ์อธิบายว่าหนังของเขาพยายามปอกเปลือกความขัดแย้งต่างๆ อันแสนซับซ้อนในสังคมไทย แล้วนำเสนอมันออกมาอย่างนุ่มนวลแต่ไม่ประนีประนอมยอมความ

“ในประเทศนี้ มันเต็มไปด้วยสัจจะ ความเป็นจริง หลายระดับชั้นมากๆ” อภิชาติพงศ์อธิบายและกล่าวต่อว่า “(ในบางด้าน) บ้านเมืองพัฒนาไปสู่ความเป็นสมัยใหม่อย่างรวดเร็ว แต่พอมาถึงเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศนี้มีการปราบปรามคนเห็นต่าง แต่ขณะเดียวกัน มันก็เปี่ยมล้นความมีชีวิตชีวา ผมรู้สึกลุ่มหลงในความลักลั่นดังกล่าว”

สาม

Cemetery_018

ระยะหลัง อภิชาติพงศ์มักนำเสนอภาวะ “หลับใหล” ในภาพยนตร์ของตนเอง เพราะเขามองว่านั่นคืออาณาเขตแห่งการต่อต้านขัดขืน ที่อำนาจเซ็นเซอร์ของรัฐไม่สามารถก้าวล่วงเข้ามาได้

สี่

ระหว่างพัฒนาโครงการภาพยนตร์เรื่อง “Memoria” ซึ่งจะไปถ่ายทำที่ประเทศโคลอมเบียและนำแสดงโดย “ทิลดา สวินตัน” อภิชาติพงศ์ค้นพบว่าตนเองป่วยเป็นโรค “หัวปะทุ” โดยมีอาการได้ยินเสียงดังมากมายในหัวและมองเห็นแสงสว่างวาบยามตื่นนอน

Apichatpong SleepCinemaHotel 2018

ผู้กำกับรางวัลปาล์มทองคำค่อยๆ แปรอาการเจ็บป่วยให้กลายเป็นองค์ประกอบในภาพยนตร์เรื่องใหม่ เขาไปสัมภาษณ์พูดคุยกับบรรดาหมอและนักจิตวิทยา แล้วเริ่มสนใจในแนวคิดว่าด้วยบาดแผลทางใจ, ความเจ็บปวดรวดร้าว และความทรงจำ

ห้า

อย่างไรก็ตาม อภิชาติพงศ์ยังไม่หมดหวังกับประเทศไทยเสียทีเดียว

เขาหวังที่จะริเริ่มขบวนการผลิตภาพยนตร์สารคดีในบ้านเกิดเมืองนอน

เขายังอยากที่จะทำหนังสยองขวัญแนวฆาตกรโรคจิต และบางที อาจจะรีเมกหนังเรื่อง Grizzly (1976) ซึ่งเป็นผลงานที่อภิชาติพงศ์ชื่นชอบมากที่สุด หากเทียบกับงานเรื่องอื่นในภาพยนตร์ตระกูลนี้

ทว่าในทางการเมือง อภิชาติพงศ์ยังไม่เชื่อว่าจะมีอะไรดีขึ้นหลังการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เขาบอกว่าประชาชนต่างยอมแพ้ในเรื่องนี้ และมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เป็นเหมือนตัวตลก

“ห้าปีที่แล้ว ผมยังมองโลกในแง่บวกมากๆ แต่ตอนนี้ ผมกลับไม่มีความหวังมากนักต่ออะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นในชั่วชีวิตของตัวเอง”

AW BW

“ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย” นี่คือข้อสรุปสั้นๆ ของอภิชาติพงศ์

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.kickthemachine.com/downloads/index.html

ข่าวบันเทิง, จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

สองนคราเรตติ้งทีวีไทย “พระสังข์ถอดรูป” ชนะ “เปิดตัวฆาตกรฆ่าประเสริฐ” มากน้อยแค่ไหน?

พระสังข์ถอดรูปเงาะ จุดพีกของ “สังข์ทอง 2561”?

พระสังข์นาคี

เปิดเผยออกมาแล้วสำหรับผลเรตติ้งรายการโทรทัศน์ไทย ระหว่างวันที่ 15-21 ตุลาคม 2561

แชมป์ไร้เทียมทานประจำสัปดาห์ยังคงเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่อง 7 เรื่อง “สังข์ทอง”

โดยในวันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม “สังข์ทอง” ตอน “พระสังข์ถอดรูปเงาะ-เริ่มตีคลีกับพระอินทร์” โกยเรตติ้งไปได้ถึง 8.472 ทำลายสถิติเก่า 8.412 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน ได้สำเร็จ!

สรุปแล้ว จากวันที่ 8 กันยายน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่พระอินทร์ลงมาท้าแข่งตีคลีกับท้าวสามนต์ จนถึงวันที่ 21 ตุลาคม ซึ่งพระสังข์เริ่มดวลกับพระอินทร์

ละครพื้นบ้านยอดฮิตแห่งปีใช้เวลากับกระบวนการถอดรูปเงาะไปทั้งสิ้น 14 ตอน!

ต้องจับตาดูว่าเรตติ้ง 8.472 จะกลายเป็นจุดพีกสูงสุดของละครเรื่องนี้หรือเปล่า?

เปิดตัวมือสังหารกู๋เสริฐ จุดพีกในมาตรฐานช่องวัน?

เมธ เหม

ขณะเดียวกัน ซีรีส์จากช่องวันของค่ายนาดาวที่ถูกพูดถึงกันมากมายในโซเชียลมีเดีย คือ “เลือดข้นคนจาง” ก็ทำเรตติ้งได้ดีในมาตรฐานของตนเอง

โดยในวันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม ซีรีส์เรื่องนี้คว้าเรตติ้งไป 1.572 ก่อนที่วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม ซึ่งมีการเฉลยเงื่อนปมว่าใครคือฆาตกรฆ่าประเสริฐ เรตติ้งจะพุ่งสูงขึ้นอีกเป็น 1.779

จุดท้าทายของ “เลือดข้นคนจาง” คงอยู่ที่เป้าหมายเรตติ้ง 2.0 ในอีก 6 อีพีที่เหลือ

ข้อมูลเรตติ้งจาก https://www.tvdigitalwatch.com/rating-week15-21oct2561/

ภาพประกอบจาก ยูทูบสามเศียร และเพจเฟซบุ๊ก Nadao Series

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ห้ามกะพริบตา! ฉาก “พระสังข์ถอดรูปเงาะ-ตีคลี” ออนแอร์สุดสัปดาห์นี้แน่นอน

ค่อนข้างเป็นที่แน่นอนแล้วว่าฉาก “พระสังข์ถอดรูปเงาะ” และ “พระสังข์ตีคลีกับพระอินทร์” ใน “สังข์ทอง 2561” จะแพร่ภาพช่วงสุดสัปดาห์นี้ ระหว่างวันเสาร์ที่ 20 หรือวันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม

ซึ่งก็ถือเป็นวาระเวลาอันเหมาะสม หลังจากละครพยายามด้นเรื่องราวไปพลาง ประคองเรตติ้งไปพลาง มานานเกินควร

พระอินทร์ ช้างเอราวัณ สังข์ทอง

กระทั่งเรตติ้งที่เกินหลัก 8 ติดต่อกันร่วม 1 เดือน ได้ตกลงสู่ระดับ 7 กว่าๆ เมื่อสัปดาห์ก่อน คือ 7.646 ในวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม และ 7.650 ในวันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคมตามลำดับ

พระสังข์ขี่นาค

ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่าการถอดรูปไปตีคลีของพระสังข์จะช่วยให้ “สังข์ทอง” กลับมาโกยเรตติ้งทะลุ 8 ได้อีกหนหรือไม่? ถ้าทะลุจริงๆ จะเกิน 8 ไปไกลแค่ไหน?

ข้อมูลเรตติ้งจาก https://www.tvdigitalwatch.com/rating-week8-14oct-2561/

ขอบคุณคลิปและภาพประกอบจาก ยูทูบสามเศียร

ข่าวบันเทิง

“กระเบนราหู-มะลิลา” ชิงรางวัลใหญ่ระดับภูมิภาค – หนังและนักแสดงไทยที่เทศกาลม้าทองคำ

“กระเบนราหู-มะลิลา” ชิงรางวัลใหญ่ใน “เอเชีย แปซิฟิก สกรีน อวอร์ดส์”

งานมอบรางวัลภาพยนตร์ “เอเชีย แปซิฟิก สกรีน อวอร์ดส์ ครั้งที่ 12” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 29 พฤศจิกายน ณ เมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย ประกาศรายนามผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสาขาต่างๆ ออกมาแล้ว

ปีนี้ มีภาพยนตร์ 46 เรื่อง จาก 22 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เข้าร่วมชิงรางวัล

โดยหนังไทยสองเรื่องมีโอกาสลุ้นรางวัลสาขาสำคัญ

2018-apsa-bestfeaturefilm

ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม “กระเบนราหู” ของ “พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง” คือ ตัวแทนจากประเทศไทยที่ได้เข้าชิงรางวัล โดยมีคู่แข่งขันสุดแข็งแกร่ง ได้แก่ “Shoplifters” (ญี่ปุ่น), “Burning” (เกาหลีใต้), “The Gentle Indifference of the World” (คาซักสถาน) และ “Balangiga: Howling Wilderness” (ฟิลิปปินส์)

kraben-rahu

ขณะเดียวกัน “นวโรภาส รุ่งพิบูลโสภิษฐ์” ผู้กำกับภาพของ “กระเบนราหู” ก็ได้เข้าชิงรางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยม ควงคู่กับ “ชัยพฤกษ์ เฉลิมพรพานิช” ตากล้องของ “มะลิลา”

malila cover

ข้อมูลจาก https://www.asiapacificscreenawards.com/news-events/2018-apsa-nominees-announced

“นคร-สวรรค์” ท่องเทศกาลที่ไต้หวัน – ปีทองของ “เอิงเอย ประภามณฑล”

เอย นครสวรรค์

หลังจากเปิดตัวรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน “นคร-สวรรค์” หนังยาวเรื่องแรกของ “พวงสร้อย อักษรสว่าง” ก็ได้เดินทางต่อไปยังเทศกาลภาพยนตร์ม้าทองคำที่ไทเป ประเทศไต้หวัน โดยจะเข้าฉายในสาย Windows on Asia

ทั้งนี้ “เอิงเอย – ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” นางเอกของ “นคร-สวรรค์” ยังจะมีผลงานการแสดงนำในภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่อง ที่เข้าร่วมเทศกาลม้าทองคำครั้งนี้เช่นกัน

นั่นคือ “Only the Mountain Remains” ภาพยนตร์สั้นความยาว 31 นาที ซึ่งเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปั๊มน้ำมันเปลี่ยวร้างท่ามกลางหุบเขา ณ ที่แห่งนั้น ชายหญิงต่างชาติสองคนกำลังเฝ้ารอคอยความช่วยเหลือ และเมื่อทั้งคู่ได้พบกับตำรวจสายตรวจ การไล่ล่าก็บังเกิดขึ้น

only the mountain remains

หนังสั้นเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของ “เจียง ไว เหลียง” ผู้กำกับวัย 31 ปี ชาวสิงคโปร์ ซึ่งเดินทางมาทำงานด้านภาพยนตร์ที่ประเทศไต้หวัน

“Only the Mountain Remains” ถ่ายทำในระบบ VR 360 และได้เข้าฉายในโปรแกรม Golden Horse Film Academy 10th Anniversary Special VR Project

ten years thailand ke

นอกจากนั้น หนังเรื่อง “Ten Years Thailand” ก็จะเข้าร่วมเทศกาลนี้ ในโปรแกรมพิเศษ Ten Years พร้อมกันกับ “Ten Years” ต้นฉบับจากฮ่องกง, “Ten Years Taiwan” และ “Ten Years Japan”

ข้อมูลจาก http://www.goldenhorse.org.tw

คนมองหนัง

บันทึกถึง “แผลเก่า” ของ “เชิด ทรงศรี” (ฉบับบูรณะใหม่)

หนึ่ง

นันทนา

สิ่งแรกเลยที่ตื่นตะลึง คือ ความงดงามของ “นันทนา เงากระจ่าง” จะนิยามว่านี่คือ “ความสวยแบบไทยๆ” ได้หรือเปล่า? ก็ไม่ค่อยแน่ใจ

แต่อย่างน้อย นี่เป็น “ความสวยงาม” ที่หาได้ยากมากใน “วัฒนธรรมภาพเคลื่อนไหว” นานาชนิดของสังคมไทยยุคปัจจุบัน ซึ่งคอนเซ็ปท์เรื่อง “ความสวย” ของสตรีได้เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว

พอเห็นหน้าคุณนันทนา ก็นึกถึงประเด็นหนึ่งขึ้นมาได้ คือ ในวัยประมาณ 8-9 ขวบ ผมมีโอกาสไปวิ่งเล่นอยู่ใกล้ๆ กองถ่ายภาพยนตร์ “ทวิภพ” ของคุณเชิด และติดตากับรูปลักษณ์ที่สวยเด่นของ “จันทร์จิรา จูแจ้ง” นางเอกหนังเรื่องนั้นมากๆ

ดูเหมือนทั้งคุณนันทนาและคุณจันทร์จิราจะมีลักษณะ “คมขำ” คล้ายคลึงกันอยู่ไม่น้อย

%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%a2-1

ขณะเดียวกัน ถ้าให้เทียบกับ “นางเอกไทยร่วมสมัย” ระหว่างนั่งยลคุณนันทนาใน “แผลเก่า” (2520) ที่สกาล่า ผมจะคิดถึง “ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” นักแสดงนำจากหนังเรื่อง “โรงแรมต่างดาว” ของ “ปราบดา หยุ่น” และ “นคร-สวรรค์” ของ “พวงสร้อย อักษรสว่าง”

สอง

แผลเก่า 3

ผมชอบการตัดต่อหลายๆ จังหวะใน “แผลเก่า” ฉบับคุณเชิด

โดยเฉพาะพวกซีนที่ตัดสลับระหว่างเส้นเรื่องหลักกับการแสดงนาฏศิลป์แบบไทยๆ (รวมถึงการตัดสลับระหว่างการบรรเลงขลุ่ยไทยกับดนตรีฝรั่ง) ซึ่งมิได้เป็นแค่การเทียบเคียงหรือวางชน ทว่าเป็นการเปรียบเทียบ/ปรับประสานต่อรองระหว่างสองเหตุการณ์ต่างบริบทกัน อันจะนำไปสู่ความคืบหน้า/เปลี่ยนผันของสถานการณ์ในภาพรวม

เท่าที่มีความรู้แบบงูๆ ปลาๆ เราคงพอจะเรียกการตัดต่อหลายจังหวะใน “แผลเก่า” ฉบับนี้ ว่าเป็นการลำดับภาพแบบ Soviet montage ได้กระมัง?

สาม

แผลเก่า 4

วิธีการตัดต่อข้างต้นยังมีความสอดคล้องกับวิธีการนำเสนอ “เนื้อหาสาระสำคัญ” ใน “แผลเก่า 2520” อย่างน่าทึ่ง

ณ ช่วงต้นภาพยนตร์เรื่อง “แผลเก่า” ฉบับนี้ มีการขึ้นข้อความที่เน้นย้ำถึงบทบาทในการอนุรักษ์/สำแดง “ความเป็นไทย” ของตนเอง (ผมไม่เคยเห็นถ้อยแถลง/ปณิธานทำนองนี้แบบชัดๆ ใน “แผลเก่า” ฉบับอื่นๆ)

ขณะเดียวกัน น่าสนใจว่าช่วงเวลาการสร้างหนังเรื่องนี้ก็ใกล้เคียงมากๆ กับการก่อกำเนิดขึ้นของคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ยิ่งกว่านั้น หนังยังได้รับโล่เกียรติยศภาพยนตร์ที่เชิดชูเอกลักษณ์ไทยยอดเยี่ยมจากรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์

แต่ที่ตลกร้าย คือ ภายใต้ฉากหน้า “ความเป็นไทย” ที่หนังนำเสนออย่างหลงรักและจริงใจ (ผ่านนาฏศิลป์พื้นบ้าน รวมถึงบรรยากาศ/วิถีชีวิตแบบชนบท) นั้น กลับซ่อนเร้นไว้ซึ่ง “อัปลักษณะ” นานัปการของสังคมไทย

ตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างคนสองกลุ่มที่ไม่มีทางคืนดี/สมานฉันท์

การกดขี่ผู้หญิงในโลกของผู้ชาย (กระทั่ง “ขวัญ” เอง บุคคลคนเดียวที่เขารักก่อนตาย ก็คือ “พ่อ” ไม่ใช่ “เรียม” ที่ผันแปรน่าผิดหวัง)

การปะทะกันระหว่างยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง, ความผิดแผกแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบท และความขัดแย้งทางชนชั้น

สังคมที่แก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยความรุนแรงตลอดทั้งเรื่อง (หลังดูหนังเสร็จ ผมเจอเพื่อนที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีฝีมือเยี่ยม เขาตั้งข้อสังเกตว่า “ขวัญ” เป็นพระเอกที่ฆ่าคนตายเยอะมากๆ) และไม่เปิดโอกาสให้ตัวละครเอกได้ “ห่มผ้าเหลือง” หรือ “กลับตัวกลับใจ”

รวมถึง “เจ้าพ่อต้นไทร” ที่เป็นสักขีพยานความรัก ความหวัง ความผิดหวัง และโศกนาฏกรรม ทว่าเยียวยาหรือช่วยแก้ไขปัญหาใดๆ ไม่ได้เลย จนมีสถานะประหนึ่ง “สิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งไร้พลวัต”

คำถามต่อเนื่อง คือ ถ้าเช่นนั้น ความย้อนแย้ง/การปะทะกันระหว่างคำประกาศก่อนเริ่มเรื่อง กับเนื้อหาจริงๆ ใน “แผลเก่า” ฉบับคุณเชิด กำลังนำ/คลี่คลายไปสู่ผลลัพธ์อะไร?

ศิโรตม์ วิเคราะห์แผลเก่า

ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับการตีความโดย “ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์” ซึ่งชี้ว่า “แผลเก่า 2520” นั้นอาจซ่อนนัยยะของการวิพากษ์ “ความรุนแรง” กรณี 6 ตุลาคม และประดิษฐกรรม “ความเป็นไทย” ยุคหลังจากนั้น

คลิกอ่าน

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ : แผลเก่า, เชิด ทรงศรี และการวิพากษ์ความเป็นไทยหลัง 6 ตุลา

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ : แผลเก่ากับความเป็นไทยแบบใหม่ หลังการฆ่าหมู่ 6 ตุลาฯ

สี่

ข้างหลังภาพ เชิด

อย่างไรก็ดี ผมไม่แน่ใจว่าเราจะสามารถจับคุณเชิดใส่ลงไปในบล็อกของอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใดแบบหนึ่งได้อย่างตายตัว

ในบทความของคุณศิโรตม์ได้อ้างอิงคำสัมภาษณ์จากหนังสือ “12 ผู้กำกับหนังไทยร่วมสมัย” ซึ่งคุณเชิดเปิดใจว่าหนังที่แกอยากทำมากที่สุด คือ ภาพยนตร์ชีวประวัติ “จิตร ภูมิศักดิ์”

ผมจำได้ว่าเคยอ่านจากที่ไหนสักแห่ง ว่าคุณเชิดอยากทำหนังซึ่งดัดแปลงจากนิยายเรื่อง “ดิน น้ำ และดอกไม้” ของ “เสนีย์ เสาวพงศ์”

แน่นอน หลายคนทราบดีว่าคุณเชิดเคยทำหนัง “ข้างหลังภาพ” จากบทประพันธ์ของ “ศรีบูรพา”

แต่ก็มีข้อเท็จจริงที่มิอาจปฏิเสธอีกด้านว่าคุณเชิดเคยทำภาพยนตร์ “ทวิภพ” จากงานเขียนของ “ทมยันตี” รวมถึง “เรือนมยุรา” จากนิยายของ “แก้วเก้า/ว.วินิจฉัยกุล”

เชิด ทวิภพ เรือนมยุรา

ผมเชื่อว่าคุณเชิดนั้นตระหนักดีว่าตนเองต้องเผชิญหน้าอยู่กับทางแพร่งแห่งความขัดแย้งทางอุดมการณ์ในสังคมไทย ทว่าแก (และคนรุ่นแก) อาจมีวิธีการรับมือกับความขัดแย้งดังกล่าว อย่างแตกต่างไปจากบรรดาผู้มีความกระตือรือร้นทางการเมืองยุคปัจจุบัน

หมายเหตุ

“แผลเก่า” (2520) ฉบับบูรณะใหม่ จะเข้าฉายเชิงพาณิชย์ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคมเป็นต้นไป ในโรงภาพยนตร์สองแห่ง คือ

วันที่ 18 -24 ตุลาคม รอบเวลา 12.00 น. ณ โรงภาพยนตร์สกาลา สามารถซื้อบัตรล่วงหน้าได้ที่จุดจำหน่ายบัตร

วันที่ 18-21 ตุลาคม รอบเวลา 19.00 น. ณ SF World Cinema เซ็นทรัลเวิลด์ สามารถซื้อบัตรล่วงหน้าได้ที่จุดจำหน่ายบัตรหรือ www.sfcinemacity.com

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ใกล้จะถึงฉาก “พระสังข์ตีคลี” – พระธิดา “วิลาวัณย์” เข้าพิธีวิวาห์กับ “เคลลี่ ธนะพัฒน์”

“สังข์ทอง” ยังโกยเรตติ้งเกิน 8 ต่อเนื่อง

“สังข์ทอง 2561” ยังโกยเรตติ้งเกิน 8 ได้อย่างต่อเนื่อง โดยในวันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้เก็บตัวเลขความนิยมไป 8.186

ส่วนเรตติ้งของละครในวันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม นั้นอยู่ที่ 7.390

คงต้องจับตาดูว่าเมื่อถึงตอนพระสังข์ถอดรูปเงาะ เรตติ้งของ “สังข์ทอง” ฉบับนี้ จะพุ่งขึ้นมากเท่าไหร่?

ข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25rating-week1-7oct-61/

ตัวอย่าง “พระสังข์ตีคลี” มาแล้ว! แต่ตัวจริงจะมาเมื่อไหร่?

กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ยูทูบและอินสตาแกรมสามเศียร ปล่อยคลิปโปรโมทฉากพระสังข์ถอดรูปเงาะเพื่อตีคลีกับพระอินทร์ออกมาแล้ว

ทั้งมุขตลกและคอมพิวเตอร์กราฟฟิกจัดว่าน่าดูชมทีเดียว

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนฉาก “ตีคลี” จะยังไม่เผยโฉมในละครตอนที่เผยแพร่ระหว่างวันที่ 13-14 ตุลาคม

มีกระแสข่าววงในแจ้งว่า “สังข์ทอง” ตอน “พระสังข์ตีคลี” จะออกโทรทัศน์/ลงยูทูบจริงๆ ในช่วงวันที่ 20 หรือ 21 ตุลาคม โน่นแหละ

“นาย ชนุชตรา” แต่งงานกับ “เคลลี่ ธนะพัฒน์”

หลังจากคบหาดูใจกันมานานพอสมควร “นาย ชนุชตรา สุขสันต์” ผู้รับบทเป็นพระพี่นางองค์โต หรือ พระธิดาวิลาวัณย์ ใน “สังข์ทอง” ฉบับนี้ ก็เข้าพิธีวิวาห์กับ “เคลลี่ ธนะพัฒน์” พระเอกรุ่นพี่ ผู้มีอายุมากกว่าเธอถึง 21 ปี (นายอายุ 27 เคลลี่อายุ 48) เรียบร้อย

สำหรับ “นาย ชนุชตรา” ถือเป็นนักแสดงสำคัญคนหนึ่งในละครจักรๆ วงศ์ๆ ยุคหลังของค่ายสามเศียร ก่อนหน้า “สังข์ทอง” เธอเคยร่วมแสดงในละครเรื่อง “มนต์นาคราช” (2556) “แก้วหน้าม้า” (2558) และ “เทพสามฤดู” (2560)

ข่าวบันเทิง

“Where We Belong” โปรเจ็คท์ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของ “คงเดช” ที่เพิ่งได้รับรางวัลจากปูซาน

(อัปเดตข้อมูลเพิ่มเติม 23 ตุลาคม 2561)

โปรเจ็คท์ภาพยนตร์เรื่อง “Where We Belong” ของคงเดช จาตุรันต์รัศมี (มีโสฬส สุขุม  ทำหน้าที่โปรดิวเซอร์) ได้รับรางวัลซีเจ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ อวอร์ด ซึ่งเป็นเงินสดมูลค่า 10,000 เหรียญสหรัฐ ภายหลังเป็น 1 ใน 29 โครงการภาพยนตร์ซึ่งได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมงานเอเชียน โปรเจ็คท์ มาร์เก็ต ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน 2018

where we belong

“Where We Belong” จะเล่าเรื่องราวของ “ซู” (Sue) ที่กำลังจะจากจังหวัดจันทบุรี บ้านเกิด ไปเรียนต่อต่างประเทศ หลังได้รับทุนการศึกษา

ซูไม่ได้บอกให้พ่อของเธอทราบเรื่องนี้ เพราะทั้งสองคนทะเลาะและไม่ยอมพูดคุยกัน

ซูที่ไม่เคยไปต่างประเทศมาก่อน ลงมือจัดกระเป๋าเดินทางโดยมีเพื่อนสนิทชื่อ “เบล” (Belle) มาเป็นผู้ช่วย นอกจากนั้น ซูยังทำเช็กลิสต์สิ่งที่เธอควรทำก่อนขึ้นเครื่องบิน ซึ่งมีมากมายหลายข้อ อาทิ

คืนหนังสือการ์ตูนที่เธอยืมแล้วลืมส่งคืนมาเนิ่นนาน, เข้ากรุงเทพฯ เพื่อจัดการเรื่องการเงินร่วมกับแม่, คุยกับพ่อหลังไม่ได้สนทนากันมาพักใหญ่, ดูแลร้านบะหมี่ ซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัว, มอบเสื้อผ้าของตัวเองให้น้อง/พี่ชาย, เรียนแต่งหน้า, กลับไปแจมกับเพื่อนๆ ร่วมวงดนตรี, ขอโทษ “มิว” (Mew), ช่วยให้เบลได้ออกเดทกับครูสอนภาษาอังกฤษ, สารภาพความรู้สึกส่วนตัวกับ “เก่ง” (Keng) สักครั้ง

ซูและเบลยังเปรียบเทียบชีวิตของกันและกัน คนหนึ่งกำลังจากบ้านเกิดเพื่อออกเดินทางไกล อีกคนจะยังใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ เหมือนที่ผ่านมา

ซูตระหนักว่า ไม่ว่าเธอจะทำภารกิจในเช็กลิสต์ได้ครบถ้วนหรือไม่ อย่างไรเสีย ยังมีบางสิ่งบางอย่างในชีวิตที่เธอต้อง “ปล่อยผ่าน” ไป

สิ่งต่างๆ ในเมืองเล็กๆ ที่ซูคุ้นเคยจะต้องเปลี่ยนแปลง ยกเว้น “ความทรงจำ” ที่เธอและเบลมีร่วมกัน

ซูจัดกระเป๋าเดินทางเสร็จเรียบร้อย มีสิ่งใดบ้างที่เธอทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง และมีสิ่งใดบ้างที่เธอนำติดตัวไปข้างหน้า?

มิวสิค เจนนิษฐ์
ขอบคุณภาพจาก Major Group

มีรายงานว่า “Where We Belong” จะนำแสดงโดยสองสมาชิกวง BNK48 คือ “มิวสิค-แพรวา สุธรรมพงษ์” และ “เจนนิส-เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ” 

ทั้งนี้ ซีเจ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เจ้าของเงินรางวัล ซึ่งเป็นบริษัทลงทุน-จัดจำหน่ายภาพยนตร์ชื่อดังของเกาหลีใต้ จะเป็นเอกชนรายแรกที่ได้สิทธิ์เลือกว่าจะเข้าไปเป็นผู้ร่วมผลิต, ผู้ร่วมลงทุน, ผู้ขาย หรือผู้จัดจำหน่ายให้แก่ “Where We Belong”

นอกจากโครงการของคงเดชแล้ว ยังมีหนังไทยอีกหนึ่งเรื่องที่ได้เข้าร่วมเอเชียน โปรเจ็คท์ มาร์เก็ต 2018 นั่นคือ “Anatomy of Time” โดยจักรวาล นิลธำรงค์

โปรเจ็คท์ของจักรวาลจะเล่าเรื่องราวสองช่วงเวลา

anatomy

ย้อนไปในเมืองชนบทช่วงทศวรรษ 1960 ความตึงเครียดของยุคสงครามเย็นก่อตัวอยู่ภายนอก ส่วนภายในประเทศก็ถูกปกครองโดยผู้นำทหาร

“แหม่ม” (Mam) คือหญิงสาวที่เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับชีวิตจากพ่อของเธอ ช่างซ่อมนาฬิกาผู้รอบรู้

แหม่มพัฒนาความสัมพันธ์กับชายสองคน คนแรก คือผู้หมวดทหารหนุ่ม ผู้ชอบครุ่นคิดวางแผนและเปี่ยมความทะเยอทะยาน อีกคน คือ เพื่อนเก่าที่เคยผ่านอดีตอันยากลำบากมาด้วยกันกับเธอ

หลังอำนาจทางการเมืองในมือกองทัพเปลี่ยนผัน นายร้อยหนุ่มชักชวนแหม่มให้ออกเดินทางไกลไปด้วยกัน หลังเขาถูกโยกย้ายตำแหน่ง

ตัดกลับมาที่กรุงเทพฯ ยุคปัจจุบัน อดีตผู้หมวดหนุ่มไฟแรงกลายเป็นนายพลซึ่งกำลังป่วยหนักในสภาพน่าเวทนา

แหม่มในวัยชราใช้ชีวิตอยู่กับสามีผู้มีพฤติกรรมเลวร้ายและรุมเร้าด้วยปัญหา ทั้งคู่ผ่านช่วงเวลาอันหนักหนาสาหัส ซึ่งเต็มไปด้วยความสูญเสีย, ความผิดหวัง และการทรยศหักหลัง

ในภาวะปัจฉิมวัย แหม่มมองย้อนกลับไปยังอดีตด้วยความโศกเศร้าเสียใจ เธอตั้งใจจะอุทิศตนในการดูแลสามีตราบจนวันสุดท้าย

ที่มาเนื้อหา

https://variety.com/2018/film/asia/busan-project-market-awards-1202973683/

http://apm.asianfilmmarket.org/Template/Builder/00000001/page.asp?page_num=3986

http://apm.asianfilmmarket.org/eng/database/view_ppp_history.asp?order_year=2018&idx=85&no=2

http://apm.asianfilmmarket.org/eng/database/view_ppp_history.asp?order_year=2018&idx=92&no=25

ขอบคุณภาพประกอบจาก

เฟซบุ๊ก Thongdee Sukhum

เพจเฟซบุ๊ก ASIAN PROJECT MARKET (APM)

ข่าวบันเทิง

“6 หนังไทย” ในปูซาน และหนังสั้นใหม่ของ “อภิชาติพงศ์”

6 หนังไทยในปูซาน 2018

ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานประจำปี 2018 ที่เกาหลีใต้ จะมีหนังไทยเข้าร่วมฉายรวมทั้งสิ้น 6 เรื่อง

kraben-rahu

เริ่มต้นด้วย “กระเบนราหู” ผลงานของพุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง ซึ่งเพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ เป็นหนังไทยเรื่องแรกสุดที่คว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสมาครอง จะเข้าฉายรอบ “เอเชียน พรีเมียร์” ในสาย A Window on Asian Cinema

ten years thailand wp ตัดคำ

เช่นเดียวกับ “Ten Years Thailand” โดยอาทิตย์ อัสสรัตน์, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, จุฬญาณนนท์ ศิริผล และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่จะฉายรอบ “เอเชียน พรีเมียร์” ในสายเดียวกัน

ทั้งนี้ ภาพยนตร์เรื่อง “Ten Years Japan” และ “Ten Years Taiwan” ก็จะเข้าฉายในสายดังกล่าวพร้อมๆ กันด้วย

GDC poster

ขณะที่ “BNK48: Girls Don’t Cry” ของนวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ก็จะไปเปิดตัวรอบ “อินเตอร์เนชั่นแนล พรีเมียร์” ในสาย Wide Angle

แผลเก่า 2520

ส่วน “แผลเก่า” ฉบับเชิด ทรงศรี ซึ่งได้รับการบูรณะโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ก็จะออกฉายที่เกาหลีใต้เป็นครั้งแรกสุด ในสาย Busan Classics

อย่างไรก็ตาม หนังไทยสองเรื่องที่จะเปิดตัวรอบ “เวิลด์ พรีเมียร์” หรือ “ปฐมทัศน์โลก” ในเทศกาลภาพยนตร์ปูซานปีนี้ คือ หนังยาวเรื่อง “นคร-สวรรค์” โดยพวงสร้อย อักษรสว่าง และหนังสั้นเรื่อง “คราบ” โดยนันทณัฐ ดวงธิสาร

เอย นครสวรรค์

“นคร-สวรรค์” คือหนังยาวเรื่องแรกของพวงสร้อย เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครชื่อ “เอย” ซึ่งออกเดินทางไปลอยอังคารของแม่ที่ปากน้ำโพ พร้อมด้วยพ่อ, สมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ และเพื่อนเก่าของเธอซึ่งบวชเป็นพระสงฆ์

พวงสร้อยจะนำเรื่องแต่งดังกล่าวไปนำเสนอเทียบเคียงกับฟุตเทจสารคดีงานศพแม่และชีวิตการทำงานอันโดดเดี่ยวในโรงงานยางพาราของพ่อเธอ

นครสวรรค์ โปสเตอร์

“นคร-สวรรค์” เป็นภาพยนตร์ไทยอีกหนึ่งเรื่องที่จะเข้าฉายในสาย A Window on Asian Cinema

ทางด้าน “คราบ” เป็นหนังสั้นที่เล่าเรื่องราวของพระสงฆ์รูปหนึ่ง ซึ่งใช้ชีวิตอย่างสุขสงบในโลกศาสนา กระทั่งวันหนึ่ง ที่ท่านได้พบกับชายหนุ่มผู้ซุกซ่อนความลับดำมืดเอาไว้

เมื่อพระสงฆ์ต้องบวชให้ชายหนุ่ม ฝ่ายแรกจึงเผชิญหน้ากับบาดแผลในอดีตของตนเองและทางแยกสำคัญในชีวิต

the stain

“คราบ” จะเข้าฉายในสาย Wide Angle และมีสิทธิ์ชิงรางวัล Sonje Award ซึ่งมอบให้แก่หนังสั้นเกาหลีและเอเชียยอดเยี่ยมของสายดังกล่าว

ชมหนังสั้นใหม่ของ “อภิชาติพงศ์”

เชิญชมหนังสั้นเรื่อง “ตะวันดับ” หรือ Blue ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

สำหรับใครที่อยากดูงานชิ้นนี้ในจอใหญ่ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Ghost2561

 

 

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“สังข์ทอง” ยังมีเรตติ้งเกิน 8-วรรคทอง “คนเหมือนกัน” โดย “เจ้าชายไชยันต์”

เรตติ้ง “สังข์ทอง” ยังเกิน 8

“สังข์ทอง 2561” ทำเรตติ้งเกินหลัก 8 ได้ติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่สาม

โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ มีเรตติ้งความนิยมอยู่ที่ 8.187

อย่างไรก็ดี สถิติสูงสุดที่ละครพื้นบ้านแห่งปี 2561 เคยไปถึง ยังเป็นตัวเลขเรตติ้ง 8.412 เมื่อวันที่ 16 กันยายน

ซึ่งจุดพีกดังกล่าวนี่เองที่พา “สังข์ทอง” พุ่งทะยานเป็นรายการที่มีเรตติ้งสูงสุดประจำเดือนกันยายน 2561

คงต้องจับตาดูว่าเมื่อถึงครา “เจ้าเงาะถอดรูปเป็นพระสังข์” เรตติ้งของละครตอนนั้นจะฮอตฮิตขนาดไหน?

ที่มาข้อมูล

https://www.tvdigitalwatch.com/25rating-week24-30sept-61/

https://www.tvdigitalwatch.com/analysis-10rating-sept-2561/

วรรคทองของ “เจ้าชายไชยันต์” อีกหนึ่ง “พระ/นางเอก” ตัวจริงใน “สังข์ทอง”

ไปๆ มาๆ นอกจาก “เจ้าเงาะป่าบ้าใบ้” ผู้แสนล่ำบึ้กและมีลูกฮาสุดแพรวพราวแล้ว ตัวละครอีกรายที่น่าประทับใจมากๆ ใน “สังข์ทอง” ฉบับนี้ เห็นจะเป็น “เจ้าชายไชยันต์” หรือ “เขยไทย”

ผู้เขียนบทละครได้วางคาแรกเตอร์ของตัวละครรายนี้เอาไว้อย่างน่าสนใจทีเดียว

เริ่มต้นจากการทำให้เขาเป็นเจ้าชายผู้มีรสนิยมชื่นชอบผู้ชายด้วยกันอย่างไม่ปิดบัง

แรกๆ ดูเหมือนการจัดวางคาแรกเตอร์เช่นนั้นจะนำไปสู่มุขตลกเหยียดเพศแย่ๆ ดาดๆ หรืออย่างดีที่สุด ก็คือมุข “พระสติ พระเจ้าข้า พระสติ” ที่ “พระพี่เลี้ยงสะท้าน” ต้องคอยกล่าวเตือน “เจ้าชายไชยันต์” มิให้เผลอหลุดอาการตุ้งติ้งออกมาเกินควร

ทว่ายิ่งนานวันเข้า รสนิยมชมชอบผู้ชายของ “เจ้าชายไชยันต์” กลับยิ่งนำไปสู่ “ความดีงาม” ที่หลบซ่อนอยู่ตรงอีกด้านของเหรียญ

กลายเป็นว่ายิ่งเจ้าชายผู้นี้หลงรักหลงใหล “เจ้าเงาะ” มากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งเป็น “คนหัวเดียวกระเทียมลีบ/เสียงส่วนน้อย” ท่ามกลางท้าวสามนต์-พระมเหสีมณฑา-หกพระพี่นาง-ห้าเขย หรือเหล่าชนชั้นนำในสามนตนคร

กล่าวคือ “เจ้าชายไชยันต์” เป็นคนเดียวเดี่ยวโดด (หากตัด “รจนา” ออกไป) ที่มีมนุษยธรรม แสดงความเห็นอกเห็นใจ และไม่คิดร้ายต่อ “พี่เงาะ”

มิหนำซ้ำ ขณะที่ “รจนา” เพียรร้องขอให้ “พระสังข์” ถอดรูปเงาะ (จนถึงขั้นพยายามจะเผาทำลาย “หน้ากากเงาะ” ทิ้ง) “เจ้าชายไชยันต์” กลับเป็นหนึ่งเดียวที่ยืนกรานชื่นชมรูปลักษณ์และตัวตนของ “พี่เงาะ” 

เหนือสิ่งอื่นใด “เจ้าชายไชยันต์” ยังประกาศออกมาชัดเจนว่า “เจ้า/พี่เงาะ” นั้น ก็เป็น “คนเหมือนกัน” เช่นเดียวกับบรรดาผู้สูงศักดิ์ในนครท้าวสามนต์

ไชยันต์ คนเหมือนกัน

ดังบทสนทนาต่อไปนี้

พระธิดาปัทมา: โอ๊ย! นี่ถ้าหากเจ้าพี่รู้เรื่องเกี่ยวกับศิลปวิทยามากกว่านี้ เราก็คงไม่ต้องมานั่งง้อเอาอกเอาใจไอ้คนป่าบ้าใบ้ให้มันเสียศักดิ์ศรีแบบนี้หรอกนะเพคะ

เจ้าชายไชยันต์: อย่าไปว่าเค้า

พระธิดาปัทมา: อ้าว! แล้วทำไมน้องถึงจะว่าไม่ได้ล่ะเพคะ?

เจ้าชายไชยันต์: ก็เค้าเป็นคนเหมือนกับเราไง