คนมองหนัง

อาลัย “มาโนเอล เดอ โอลิเวียร่า” เมื่อผู้กำกับภาพยนตร์วัย 106 ปี อำลาโลก

(มติชนสุดสัปดาห์ 10-16 เมษายน 2558)

ถ้าจำไม่ผิด ก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนถึง “มาโนเอล เดอ โอลิเวียร่า” ลงในมติชนสุดสัปดาห์ รวมทั้งสิ้นสองครั้ง

นับตั้งแต่ปี ค.ศ.2008 เป็นต้นมา ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวโปรตุเกสรายนี้ถูกจดจำในฐานะคนทำหนังที่มีอายุมากที่สุดในโลก ที่ยังคงสร้างผลงานภาพเคลื่อนไหวอยู่

แต่ล่าสุด หนึ่งในตำนานบทสำคัญของวงการภาพยนตร์โลก ที่ผ่านยุคหนังเงียบมาสู่หนังเสียง, หนังขาวดำมาสู่หนังสี และหนังฟิล์มมาสู่หนังดิจิตอล กระทั่งได้ชื่อว่าเป็นคนทำหนังที่เริ่มต้นประกอบอาชีพในยุค “ภาพยนตร์เงียบ” รายสุดท้าย ที่ยังคงเหลือรอดชีวิต

ได้เสียชีวิตลงแล้วอย่างสงบ เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา ขณะมีวัย 106 ปี

เดอ โอลิเวียร่า เกิดเมื่อปี ค.ศ.1908 ที่เมืองปอร์โต้ ครอบครัวของเขาร่ำรวยจากกิจการโรงงานอุตสาหกรรม ขณะที่ตัวเขาเองเริ่มต้นชีวิตในวงการบันเทิง จากการเป็นนักเรียนการแสดง ก่อนจะผันตนเองมาเป็นคนทำหนังในเวลาต่อมา

ปี ค.ศ.1931 คือปีที่ เดอ โอลิเวียร่า เริ่มต้นทำภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต (เป็นหนังสั้น) ตลอดชีวิตการทำหนัง ผู้กำกับรายนี้สร้างผลงานภาพยนตร์รวมทั้งสิ้นมากกว่า 50 เรื่อง

ส่งผลให้เขาได้รับรางวัลสิงโตทองคำเกียรติยศ ด้วยฐานะผู้ประสบความสำเร็จในวิชาชีพคนทำหนัง จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ถึงสองหน (ครั้งแรกได้รับเมื่ออายุ 77 ปี ครั้งที่สองได้รับเมื่ออายุ 96 ปี)

นอกจากนั้น หนังของ เดอ โอลิเวียร่า เคยถูกคัดเลือกให้เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำ จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ถึง 5 ครั้ง ซึ่งแม้จะไม่เคยได้รับรางวัลดังกล่าว แต่สุดท้าย เทศกาลหนังเมืองคานส์ ก็มอบรางวัลปาล์มทองคำเกียรติยศให้แก่ผู้กำกับอาวุโสรายนี้ เมื่อปี ค.ศ.2008

โดยระบุเหตุผลว่า งานของเขาได้หลอมรวมความเอาใจใส่ในเชิงสุนทรียะเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยี

นักดูหนังจัดแบ่งผลงานของ เดอ โอลิเวียร่า ออกเป็น 2 ยุค

ยุคแรก คือช่วงที่เขาสร้างหนังยาวเรื่องแรกๆ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่คนทำหนังในอิตาลีกำลังตื่นตัวกับกระแส “นิโอเรียลลิสม์” อยู่พอดี และดูเหมือนผู้กำกับชาวโปรตุเกสผู้นี้จะได้รับอิทธิพลจากกระแสความคิดดังกล่าวอยู่ไม่น้อย

เห็นได้จากการที่หนังยาวเรื่องแรกของเขา คือ “Aniki-Bóbó” (1942) ซึ่งเล่าเรื่องราวของเด็กข้างถนน ที่เติบโตขึ้นมาในเขตสลัมบริเวณริมแม่น้ำของเมืองปอร์โต้ เลือกพึ่งพาการแสดงอันเป็นธรรมชาติของนักแสดงเด็กมือสมัครเล่น ที่เติบโตอยู่ในเขตสลัมแห่งนั้นจริงๆ รวมทั้งยังถ่ายทำในสถานที่จริงอีกด้วย

โรนัลด์ เบอร์แกน นักวิจารณ์ของ เดอะ การ์เดี้ยน ระบุว่า เราสามารถเรียกงานในยุคแรกของโอลิเวียร่า ซึ่งมักเล่าเรื่องของคนเล็กคนน้อย ผ่านวิธีการถ่ายทำที่เชื่อมร้อยลักษณะการเล่าเรื่องแบบ “สารคดี” และ “เรื่องแต่ง” เข้าไว้ด้วยกัน ได้ว่า “ยุคแห่งเรื่องราวของสามัญชน”

ขณะที่ผลงานในยุคสอง ที่เริ่มต้นตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา อาจถูกขนานนามได้ว่าเป็นงานใน “ยุคแห่งเรื่องราวของกระฎุมพี”

โดยหนังกลุ่มหลังของ เดอ โอลิเวียร่า มักเล่าเรื่องราวว่าด้วยรักที่ไม่สมหวังของเหล่านายทุนคนชนชั้นกลาง โดยมีฉากหลังเป็นภาพสังคมที่เต็มไปด้วยการกดขี่

ภาพยนตร์ในยุคหลังนี้มักดัดแปลงมาจากงานวรรณกรรม นั่นส่งผลให้ผลงานในยุคที่สองของ เดอ โอลิเวียร่า ฉายภาพให้เห็นถึงการปะทะสังสรรค์กันระหว่างธรรมชาติของงานวรรณกรรมที่ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ผ่านตัวอักษร ซึ่งมักถูกแปร/แปลงออกมาเป็นลักษณะการถ่ายภาพที่แช่ยาวและแน่นิ่ง หรือการตัดต่อที่ตอกย้ำช็อตเดิมอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กับวิธีการเล่าเรื่อง ผ่านการเรียบเรียงรวบรวมช็อตสั้นๆ ต่างสถานที่ ต่างเวลา ให้กลายเป็นหนังเรื่องเดียวกัน อันเกิดจากกระบวนการลำดับภาพในแบบภาพยนตร์

น่าสนใจว่า เมื่อล่วงเข้าสู่วัย 55 ปี เดอ โอลิเวียร่า ยังคงมีประวัติการทำหนังยาวอยู่เพียงแค่สองเรื่องเท่านั้น และจนถึงปี ค.ศ.1981 นั่นแหละ ที่ผู้กำกับอาวุโสเพิ่งย้อนกลับมาผลิตภาพยนตร์เป็นประจำ เฉลี่ยราวปีละหนึ่งเรื่อง กระทั่งหนังของเขามักถูกคัดเลือกไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์ชั้นนำของทวีปยุโรป โดยเฉพาะในประเทศฝรั่งเศส

สามารถกล่าวได้ว่า ผลงานส่วนใหญ่ของ เดอ โอลิเวียร่า เพิ่งถูกผลิตขึ้นหลังจากเขามีวัย 70 กว่าปี หรือประมาณสามทศวรรษที่ผ่านมานี่เอง

เพราะแท้จริงแล้ว คนทำหนังชาวโปรตุเกสผู้นี้ มีช่วงเวลาที่ “สูญสลายหายไป” จากโลกภาพยนตร์ ในยุคที่ประเทศบ้านเกิดของเขาถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการภายใต้การนำของ อันโตนิโอ ซาลาซาร์ ตั้งแต่ยุคต้นทศวรรษ 30 ถึงปลาย 60

ภายใต้กฎหมายเซ็นเซอร์อันหนักหน่วงของระบอบเผด็จการ เดอ โอลิเวียร่า ถูกบีบให้ต้องเงียบเสียงและเว้นวรรคจากการสร้างสรรค์ผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวไปพักใหญ่ เขาจึงใช้ชีวิตในวัยกลางคนไปกับการบริหารจัดการธุรกิจของครอบครัว และใช้เวลาว่างไปกับงานอดิเรก อาทิ การขับรถแข่ง

แม้เมื่อซาลาซาร์เสียชีวิตลงในปี ค.ศ.1970 เดอ โอลิเวียร่า ก็ไม่สามารถหวนกลับมาทำหนังยาวได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากกิจกรรมการสร้างหนังถูกตั้งข้อหาจากเหล่านักสังคมนิยม ที่ผงาดขึ้นมามีบทบาททางการเมืองในยุคนั้น ว่าเป็น “บาป” ของชนชั้นนำ

ส่งผลให้ เดอ โอลิเวียร่า ต้องอดทนรอคอยเวลาในการหวนกลับคืนสู่โลกภาพยนตร์อย่างยาวนาน

แต่ขณะเดียวกัน เขากลับมีเวลาอย่างเต็มที่ในการสำรวจตรวจตราประเด็นต่างๆ ที่จะกลายมาเป็นแก่นแกนสำคัญในภาพยนตร์ของเขา นั่นก็ได้แก่ ความปรารถนา, ความกลัว, ความรู้สึกผิดบาป และภาวะพังพินาศ

ซึ่งทั้งหมดจะถูกเน้นย้ำด้วยอารมณ์ความรู้สึกแห่งการพยายามเยียวยาความโศกเศร้าของผู้คนในสังคมโปรตุเกส

เดอ โอลิเวียร่า เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารภาพยนตร์ฉบับหนึ่ง ถึงสภาวะที่หนังยาวเรื่องแรกและเรื่องที่สองเขามีช่องว่างห่างจากกันนานถึงกว่า 20 ปี ขณะเดียวกัน ช่องว่างระหว่างหนังยาวเรื่องที่สองกับเรื่องที่สาม ก็มีระยะห่างมากถึงหนึ่งทศวรรษ ซึ่งทั้งหมดเป็นผลมาจากการเซ็นเซอร์อย่างเข้มงวดของระบอบเผด็จการ

เดอ โอลิเวียร่า ชี้ว่า ในช่วงเวลาเงียบงันอันน่าอึดอัดดังกล่าว เขาได้หันไปอุทิศเวลาให้กับการทำเกษตรกรรม เขาเห็นว่าเกษตรกรรมคือบทเรียนชั้นดี ที่ทำให้ตนเองได้ตระหนักถึงมุมมองของธรรมชาติและมุมมองของมนุษย์ อันเป็นผลมาจากการได้ทำงานร่วมกับบรรดาคนงานภายในไร่

ในช่วงเวลานั้นเช่นกัน ที่ผู้กำกับอาวุโสชาวโปรตุเกสมีโอกาสได้ตรึกตรองสะท้อนคิดถึงกระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์ นั่นส่งผลให้เขาได้แง่คิดอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการทำหนัง

เดอ โอลิเวียร่า พิเคราะห์เรื่องร้ายๆ ผ่านการมองโลกในแง่ดี ว่า ถ้าหากเขาได้ทำหนังอย่างต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆ ไร้จุดสะดุด ตั้งแต่ทศวรรษ 1930 เขาคงได้รับอิทธิพลจากกระแสนิยมต่างๆ ในแต่ละยุคสมัยอันผ่านพ้น จนมิได้กลายเป็นคนทำหนังที่ “แตกต่าง” จากเพื่อนร่วมวิชาชีพรายอื่นๆ

หรือไม่ได้กลายเป็นคนทำหนังที่ต่อต้านปทัสถานต่างๆ ในโลกภาพยนตร์และในทางการเมือง อย่างที่เขาเป็น (จนสิ้นอายุขัย)

หมายเหตุ : เนื้อหาในส่วนบทสัมภาษณ์ของ เดอ โอลิเวียร่า ดัดแปลงมาจากข้อความบนหน้าเฟซบุ๊ก ของ คุณไกรวุฒิ จุลพงศธร อดีตหัวหน้ากองบรรณาธิการนิตยสารไบโอสโคป ซึ่งปัจจุบันกำลังศึกษาปริญญาเอกด้านภาพยนตร์ศึกษาอยู่ที่สหราชอาณาจักร

Advertisements
คนมองหนัง, คนอ่านเพลง

“2538 อัลเทอร์มาจีบ” : ความลักลั่นของการย้อนอดีต วัฒนธรรมย่อยยุค 90 และคุณพ่อทหารมาดดุ

(มติชนสุดสัปดาห์ 27 มีนาคม – 2 เมษายน 2558)

2538

เพิ่งมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์ไทยเรื่อง “2538 อัลเทอร์มาจีบ” ผลงานการกำกับฯ ของ ยรรยง คุรุอังกูร ซึ่งมีหน้าหนังดึงดูดคนวัย 30 อัพอยู่ไม่น้อย

เนื่องจากหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาว่าด้วยการย้อนเวลากลับไปหา “วัฒนธรรมย่อย” อย่างดนตรีแนวอัลเทอร์เนทีฟ เมื่อปี พ.ศ.2538

หลังดูหนังเสร็จ คงต้องกล่าวว่า “2538 อัลเทอร์มาจีบ” เป็นภาพยนตร์ไทยที่มีคุณภาพระดับกลางๆ

คือ มีทั้งส่วนที่ดี เช่น การแสดงของ พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ ในบทของ “ส้ม”, เพลงประกอบ ที่คง “เพราะ” สำหรับคนดูบางกลุ่ม ตลอดจนแก๊กเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารผ่านเพจเจอร์หรือโทรศัพท์สาธารณะที่สูญหาย (หรือเกือบจะสูญหาย) ไปแล้วในยุคปัจจุบัน และส่วนที่ไม่กลมกล่อมลงตัวสักเท่าไหร่ อาทิ บทภาพยนตร์ รวมถึงรายละเอียดในเชิงโปรดักชั่น

ขณะที่พล็อตหลักของหนัง ว่าด้วยเรื่องของ “ก้อง” เด็กหนุ่มอายุไม่ถึง 20 ในปี พ.ศ.2558 ซึ่งย้อนเวลากลับไปยังสองทศวรรษก่อน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาชีวิตคู่ให้แก่พ่อแม่ของตนในอนาคต ก็ไม่ได้มีความแปลกใหม่อะไรมากนัก มิหนำซ้ำ ยังมีรูโหว่อยู่บ้างพอสมควร

อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่า มีองค์ประกอบ 2-3 ข้อของ “2538 อัลเทอร์มาจีบ” ที่น่าสนใจและชวนขบคิดต่อ ดังจะกล่าวถึงต่อไปนี้

ขอเริ่มต้นด้วยประเด็นเรื่อง “การย้อนเวลา” ภายในหนัง ซึ่งมีตรรกะไม่แน่นอน ไม่แจ่มชัด อยู่บ้าง จนส่งผลให้เรื่องราวในตอนท้าย ที่ “ก้อง” ต้องเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่าง “ปัจจุบัน” กับ “อดีต” มีความสะดุดติดขัดอยู่ไม่น้อย รวมทั้งทำให้โครงเรื่องโดยรวมเกิดปัญหาลักลั่นบางประการ

เช่น ถ้า “ก้อง” สามารถย้อนเวลาไปช่วยพ่อแม่แก้ปัญหาชีวิตคู่ได้จริงๆ จนทั้งสองให้กำเนิดเขาออกมา พ่อแม่ในวัย 30 ปลายๆ – 40 ต้นๆ ก็น่าจะจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า ทำไมลูกตัวเองถึงหน้าตาเหมือนกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเคยแวบเข้ามาในชีวิตของพวกเขาเมื่อ 20 ปีก่อน ทว่า หนังไม่ได้เคลียร์ปริศนาตรงนี้แต่อย่างใด

หรือกรณีของ “ส้ม” ตัวละครที่เกือบๆ จะเป็น “มือที่สาม” ในความรักระหว่างพ่อกับแม่ของ “ก้อง” จนอาจส่งผลให้พระเอกในเรื่องไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมา

น่าสนใจว่า ชะตากรรมของ “ส้ม” นั้นมีหนทางสองแบบซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับว่าการเข้าไปแทรกแซงเปลี่ยนแปลงอดีตในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ “ส้ม” เสียใหม่ของ “ก้อง” นั้น จะมีสัมฤทธิผลหรือไม่

แม้ในตอนจบของหนัง จะสร้างบทสรุปปลายเปิดไว้ว่า การแทรกแซงดังกล่าวอาจประสบผลสำเร็จ แต่ก่อนหน้านั้นไม่นาน (และตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา) พ่อของ “ก้อง” ก็ยังจดจำอดีตเกี่ยวกับ “ส้ม” ในเวอร์ชั่นแบบที่ปราศจากการเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆ

อย่างไรก็ดี ความไม่ชัดเจนลงตัวหรือความลักลั่นในประเด็นเรื่อง “การย้อนเวลา” ของหนังเรื่องนี้ กลับนำไปสู่ประเด็นอื่นที่น่าสนใจตามมา นั่นคือ หนังอาจแสดงให้เห็นโดยไม่ได้ตั้งใจว่า พ่อกับแม่ของ “ก้อง” ในวัยเกือบๆ จะถึงหรือขึ้นต้นด้วยเลข 4 นั้น “หลงลืม” หรือพยายามลบเลือนอดีตบางอย่างในชีวิตของตนเอง

ไม่ว่า “อดีต” นั้นจะเป็นการมีตัวตนของ “ก้อง” ในปี พ.ศ.2538 หรือ การมีชีวิตอยู่ของ “ส้ม”

กระทั่งวัฒนธรรมดนตรีแบบอัลเทอร์เนทีฟ ที่เป็นจุดขายหนึ่งของหนังเอง ก็อาจถูกตัวละครพ่อแม่ของ “ก้อง” ที่เติบโตมาพร้อมกับวัฒนธรรมย่อยดังกล่าว ลืมเลือนไปแล้วเหมือนกัน

ความปรารถนาจะจดจำอดีตอันงดงามเกี่ยวกับดนตรี “อัลเทอร์ฯ” ของ “ส้ม” และ การหลงเข้าไปรับรู้อดีตของ “ก้อง” จึงดำรงอยู่เคียงคู่กับการ “ลืมเลือน” อดีตบางด้าน ของตัวละครบางคน

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่น่าอภิปราย ก็คือ ดนตรีประกอบของหนังเรื่องนี้ ที่ระดมเอาเพลงอัลเทอร์เนทีฟในยุค พ.ศ.2538 มาใช้เป็นเครื่องมือในการดึงดูดคนดูกลับสู่อดีต

สำหรับคนดูที่ชอบและคิดถึงอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของป้าง นครินทร์ กิ่งศักดิ์, อัลบั้มชุดแรกของสไมล์ บัฟฟาโล่, งานของ อรอรีย์ จุฬารัตน์, งานของเดอะ มัสต์, งานของสี่เต่าเธอ และงานของพราว เพลงประกอบใน “2538 อัลเทอร์มาจีบ” คงทำให้คุณรู้สึกดื่มด่ำกับเสียงแห่งอดีตได้อย่างงดงามพอสมควร

แต่ขณะเดียวกัน การดำรงอยู่ของเพลงเหล่านี้ ก็พลันทำให้เราระลึกได้ว่า วัฒนธรรมการฟังเพลงของวัยรุ่นในยุคปลายทศวรรษ 2530-ต้นทศวรรษ 2540 มีความหลากหลายเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากในช่วงเวลานั้น ได้เกิดค่ายเพลงขนาดเล็กจำนวนมาก ที่ผลิตงานออกมาท้าทายสองยักษ์ใหญ่อย่างแกรมมี่ และอาร์เอส ไม่นับสายเพื่อชีวิต ซึ่งยังทรงอิทธิพลอยู่พอสมควร

(ความหลากหลายดังกล่าวส่งผลให้เมื่อมีใครพยายามนำเพลงในยุคนั้นมาขายเป็น “สินค้าโหยหาอดีต” กลุ่มลูกค้าที่ได้จึงเป็นคนกลุ่มย่อยๆ ไม่เหมือนการรำลึกถึงเพลงในยุค 80 หรือปลาย 2520 ถึง 2530 ที่ความหลากหลายเชิงผลิตภัณฑ์ซึ่งมีน้อยกว่า กลับส่งผลให้คนขายของสามารถเข้าถึงลูกค้าที่เป็นกลุ่มก้อนใหญ่ได้มากกว่า)

เห็นได้จากการที่หนังเรื่อง “Concrete Clouds ภวังค์รัก” โดย ลี ชาตะเมธีกุล และ “2538 อัลเทอร์มาจีบ” ล้วนรำลึกถึงอดีตในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แต่ภาพแทนของดนตรียุคกลาง 90 ในหนังเรื่องแรก (มีตั้งแต่เพลงอาร์เอส เรื่อยไปจนถึง ติ๊ก ชิโร่) กับหนังเรื่องหลังกลับผิดแผกจากกัน

และอาจกล่าวได้ว่า ในความเป็นจริงแล้ว วัฒนธรรมดนตรีในยุคดังกล่าว มีขอบเขตกว้างขวางยิ่งกว่า “ภาพแทน” สองแบบในหนังทั้งสองเรื่องเสียอีก

ค่ายเพลงอินดี้ที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในปี พ.ศ.2538 ไม่ได้สร้างแต่ศิลปินแนวอัลเทอร์เนทีฟล้วนๆ

เพราะในปีนั้น “ฟอร์ด สบชัย” ก็ออกอัลบั้มชุดแรกอันโด่งดังไม่น้อย วงการเพลงบรรเลงซึ่งไม่ใหญ่โตนัก มีโอกาสได้ต้อนรับผลงานชุดแรกของ “บอยไทย” ที่ผสานดนตรีไทยเดิมเข้ากับดนตรีสากลอย่างน่าสนใจ เพลงของ “ฤทธิพร อินสว่าง” ยังขายได้

ทางด้านค่ายยักษ์ใหญ่อย่างแกรมมี่ “ไมโคร” ในยุคไร้ “อำพล ลำพูน” ได้ออกอัลบั้มที่ว่ากันว่าดีที่สุดของวง และ “ทาทา ยัง” กำลังพุ่งผงาดเป็นพลุแตกในฐานะ “สาวน้อยมหัศจรรย์”

ย้อนไปก่อนหน้านั้นหนึ่งปี ใน พ.ศ.2537 “โมเดิร์นด็อก” ก็ไม่ได้เป็นปรากฏการณ์โดดเด่นเดียวของวงการเพลง แต่ยังมี “บิลลี่ โอแกน” ที่เดินออกจากแกรมมี่ แล้วมาสร้างความฮือฮากับอัลบั้ม “บิลลี่ บันลือโลก” มีงานเท่ๆ เก๋าๆ ของ “ไทร็อก” ขณะที่ “จรัล มโนเพ็ชร” ยังคงผลิตผลงานสตูดิโอ อัลบั้ม อยู่

ส่วนทางด้านอาร์เอส ก็มีอัลบั้ม “อาร์เอส อันปลั๊ก” หรือ “ร็อกอำพัน” ที่ขายดีสูสีกับงานเพลงแนวเอาใจวัยรุ่นของค่าย

ยังไม่นับวง “คาซอย” ที่สร้างสีสันให้กับรายการทีวีช่วงบ่ายๆ ได้ไม่น้อย

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงรู้สึกชอบเป็นพิเศษ ที่ตัวละครคนหนึ่งใน “2538 อัลเทอร์มาจีบ” คือ “อาเจ็ก เจ้าของร้านเทป” พูดถึงศิลปินอย่าง “อัสนี-วสันต์” หรือ “ไมโคร”

รวมทั้งชอบช็อตหนึ่งในหนังที่แสดงให้เห็นว่าแผงเทปของอาเจ็กนั้น มีเทปชุดแรกของ “เสือ ธนพล อินทฤทธิ์” วางเรียงกันเป็นตับ เช่นเดียวกับบทพูดที่กล่าวถึง “ยูโฟร์” และ “ยูเอชที” (แม้มุขที่เล่นประกอบจะไม่ค่อยดีนักก็ตาม)

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เพลงแนวอัลเทอร์เนทีฟก็เป็นเพียงวัฒนธรรมย่อยแขนงหนึ่ง ในยุคสมัยที่มันถือกำเนิดขึ้นมาและโลดแล่นอย่างมีชีวิตชีวาพอสมควร

ขอปิดท้ายด้วยองค์ประกอบเล็กๆ ที่มีความสำคัญไม่น้อยใน “2538 อัลเทอร์มาจีบ” ได้แก่ การพูดถึงประเด็นเรื่องการท้องก่อนแต่งและท้องในวัยเรียน

น่าสนใจว่า เมื่อตัวละครหนุ่มสาววัยนักศึกษาในเรื่อง (เมื่อสองทศวรรษก่อน) ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตครอบครัว แทนที่จะเอาลูกออก ตัวละครรายเดียวที่ออกอาการฮึดฮัดไม่พอใจ ก็คือ พ่อของฝ่ายหญิง ซึ่งผู้เขียนบทกำหนดให้เป็นนายทหารวัยกลางคนยศพันเอก ใน พ.ศ.2538

แต่สุดท้าย “คุณพ่อทหารมาดดุ” ก็จำเป็นต้องโอนอ่อนผ่อนตาม เมื่อเผชิญหน้ากับการตัดสินใจเด็ดเดี่ยวของคนรุ่นลูก

ดังนั้น แทนที่จะหักปัญหา หรือห้ามความเปลี่ยนแปลง (ซึ่งตนเห็นว่าเกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนด) ไม่ให้เกิดขึ้น เขากลับต้องทำใจยอมรับมัน และร่วมแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ไปพร้อมกับคนรุ่นหนุ่มสาว ซึ่งมีส่วนได้เสียกับปัญหา มากกว่าคนรุ่นพ่อแม่

ในช่วงท้าย หนังกล่าวถึงตัวละครคนนี้อ้อมๆ ผ่านบทพูดของตัวละครรายอื่นๆ ว่าเขาได้กลายสถานะจาก “คุณพ่อมาดเข้ม” มาเป็น “คุณตาใจดี” ของหลานชายเสียแล้ว

พอลองมานั่งคำนวณดูเล่นๆ ก็พบว่า ถ้าตัวละคร “คุณพ่อทหารมาดดุ” มีตัวตนอยู่จริง ในปัจจุบัน แกคงเป็นนายทหารเกษียณวัยประมาณ 70 ปี รุ่นราวคราวเดียวกับผู้นำระดับ “พี่ใหญ่” ของ คสช./รัฐบาล พอดี

ทว่า หนังก็เป็นเพียงแค่หนัง และเพลง “เธอคือความฝัน” (ที่ “เธอ” อาจไม่มีอยู่จริง) ก็ยังคงก้องดังอยู่ในหนังเรื่องนี้