คนมองหนัง

“ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ” คนทำหนังญี่ปุ่นรายล่าสุด ผู้คว้า “ปาล์มทองคำ”

หมายเหตุ ปรับปรุงแก้ไขจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 25-31 พฤษภาคม 2561 ซึ่งมีจุดผิดพลาดตรงข้อมูลสถิติเรื่องแวดวงภาพยนตร์ญี่ปุ่นกับรางวัลปาล์มทองคำ

“ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ” วัย 55 ปี เพิ่งพาหนังใหม่ของตนเองเรื่อง “Shoplifters” คว้า “ปาล์มทองคำ” อันเป็นรางวัลสูงสุดของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ครั้งที่ 71

นี่คือครั้งที่ 7 ซึ่งหนังของเขาได้รับคัดเลือกให้ร่วมฉายในเทศกาลเมืองคานส์ โดยเป็นการเข้าประกวดสายหลักเสีย 5 เรื่อง (โคเรเอดะได้เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำหนแรกจากหนังเรื่อง “Distance” เมื่อปี 2001)

ผู้กำกับฯ แนวหน้าจากญี่ปุ่น เคยเฉียดใกล้ปาล์มทองคำมากที่สุด เมื่อคราวนำหนังเรื่อง “Like Father, Like Son” คว้าจูรี่ไพรซ์ (รางวัลสำคัญอันดับสามของเทศกาล) มาครองเมื่อปี 2013

หนังเล่าเรื่องราวของสามีภรรยาชนชั้นกลางซึ่งเพิ่งตระหนักว่าลูกชายวัย 6 ปี ที่พวกตนเลี้ยงดูมา ไม่ใช่ “บุตรโดยสายเลือด” แต่เขาถูกสับเปลี่ยนกับเด็กทารกอีกคน ผู้ถือกำเนิดจากครอบครัวซึ่งมีฐานะยากจนกว่า เมื่อแรกเกิดที่โรงพยาบาล

ส่วนผลงานซึ่งทำให้โคเรเอดะเป็นที่รู้จักในวงกว้างนอกประเทศญี่ปุ่น คือ “Nobody Knows” (2004)

หนังพูดถึงกลุ่มเด็กเร่อนถูกทอดทิ้ง พร้อมตั้งคำถามแหลมคมว่าบรรดาปัจเจกบุคคลควรรับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่พวกตนก่อขึ้น หรือว่าเราควรกล่าวโทษสังคมที่หล่อเลี้ยงคนเหล่านั้นขึ้นมา

ภาพยนตร์เรื่องนี้ส่งผลให้ “ยูยะ ยากิระ” ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ขณะมีวัยเพียง 14 ปี

 

บางคนเปรียบเทียบโคเรเอดะกับ “เคน โลช” นักทำหนังอาวุโสชาวอังกฤษผู้มีแนวคิดสังคมนิยมชนิดเข้มข้น (และเคยคว้าปาล์มทองคำมาสองหน) เพราะทั้งคู่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวการต่อสู้ชีวิตของเหล่าสามัญชนคนยากไร้ผ่านศิลปะภาพยนตร์ได้อย่างจับใจผู้ชมเหมือนๆ กัน

กระทั่งมีการขนานนามให้โคเรเอดะเป็น “เคน โลช แห่งญี่ปุ่น”

ขณะเดียวกัน บางคนก็เปรียบเปรยเขากับปรมาจารย์ร่วมชาติอย่าง “ยาสึจิโร โอสุ” โดยพิจารณาจากภาวะโศกเศร้าสะเทือนอารมณ์ อันเป็นจุดเด่นซึ่งมักปรากฏในภาพยนตร์ของสองยอดนักทำหนังต่างยุค

“Shoplifters” ภาพยนตร์ลำดับที่ 13 ของโคเรเอดะ เล่าเรื่องราวการสู้ชีวิตของครอบครัวชาวบ้านฐานะยากจน ซึ่งอาศัยอยู่ ณ บ้านหนึ่งชั้นสภาพทรุดโทรมในกรุงโตเกียว

ทุกชีวิตในบ้านต่างหวังพึ่งพาเบี้ยคนชราซึ่งคุณยาย สมาชิกอาวุโสสูงสุดของครัวเรือน ได้รับจากหน่วยงานรัฐ แต่เงินจำนวนนั้นก็ยังไม่เพียงพอกับการยังชีพ สมาชิกที่เหลือ (มีทั้งที่ผูกพันกันทางสายเลือดและไม่ใช่) จึงต้องออกตระเวนลักเล็กขโมยน้อย

เท่ากับว่าสายสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของครอบครัวในหนัง ถูกเชื่อมร้อยเข้าหากันด้วยการก่ออาชญากรรม

 

โคเรเอดะให้สัมภาษณ์ลิซ แช็กเกิลตัน แห่งสกรีนเดลี่ ว่า ตนเองทำหนังเรื่องนี้จากคำถามตั้งต้นว่าอะไรคือสายสัมพันธ์ที่ยึดโยงสมาชิกครอบครัวเข้าไว้ด้วยกัน?

เป็นสายเลือดหรือเวลาที่พวกเขาได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน?

คำถามสองข้อนี้ถูกผนวกเข้ากับข่าวคราวที่เขาอ่านพบเมื่อไม่กี่ปีก่อน ซึ่งสื่อมวลชนรายงานว่ามีครอบครัวฐานะขัดสนไม่ยอมแจ้งภาครัฐว่าสมาชิกวัยชราในบ้านได้เสียชีวิตลงแล้ว เพราะต้องการจะนำเงินบำนาญคนสูงอายุมาใช้จ่ายดูแลสมาชิกที่เหลือ

“ความแตกต่างทางชนชั้นในสังคมญี่ปุ่นถูกถ่างขยายให้กว้างขึ้นในช่วงห้าปีที่ผ่านมา จนมีผู้คนจำนวนมากไม่ได้รับสิทธิคุ้มครองอย่างที่พวกเขาพึงจะได้รับ” เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำรายล่าสุดบรรยาย

นอกจากนั้น “Shoplifters” ยังเจริญรอยตามผลงานหลายเรื่องก่อนหน้านี้ของโคเรเอดะ ซึ่งพยายามตั้งคำถามกับแนวคิด/คุณค่าเรื่อง “สายเลือด” ที่สังคมญี่ปุ่นยึดมั่นถือมั่น

โดยส่วนตัว เขาเชื่อว่ายังมีสายสัมพันธ์ทางสังคมชนิดอื่นๆ ที่สำคัญและลึกซึ้งไม่แพ้เรื่องสายเลือด และการยึดถือคติว่า “เลือดข้นกว่าน้ำ” ก็ส่งผลให้ระบบรัฐสวัสดิการในประเทศญี่ปุ่นไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร

 

โคเรเอดะเป็นชาวโตเกียวโดยกำเนิด เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยวาเซดะ และเริ่มต้นทำงานด้วยอาชีพนักเขียนนิยาย ก่อนจะหันเหสู่วงการโทรทัศน์

หนังยาวเรื่องแรก คือ “Maborosi” ของโคเรเอดะประสบความสำเร็จ ด้วยการคว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์เวนิสและชิคาโก้ เมื่อปี 1995

นอกจากผลงานเด่นๆ ที่อ้างอิงไว้ในช่วงต้นบทความ งานสร้างชื่อชิ้นอื่นๆ ของเขาก็มีอาทิ Air Doll, Our Little Sister, After the Storm และ The Third Murder (หนังส่วนใหญ่ของโคเรเอดะถูกนำเข้ามาฉายที่เมืองไทย และมีฐานแฟนประจำเหนียวแน่นไม่ใช่น้อย)

อย่างไรก็ดี เมื่อลงลึกไปที่เส้นทางการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ของเขา โคเรเอดะกลับมีสถานะประหนึ่ง “คนนอก” ในอุตสาหกรรมหนังญี่ปุ่น

เขามีเส้นทางวิชาชีพที่ค่อนข้างแตกต่างจากคนทำหนังรุ่นก่อนหน้าและรุ่นเดียวกัน เพราะหลังจากทำภาพยนตร์สารคดีป้อนบริษัทผลิตรายการโทรทัศน์อยู่ระยะสั้นๆ โคเรเอดะก็กระโดดไปกำกับหนังยาวเรื่องแรก

ผิดกับพี่/เพื่อนร่วมวิชาชีพรายอื่นๆ ที่ต้องใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ยาวนานหลายปี ในบทบาทผู้ช่วยผู้กำกับฯ หรือรับตำแหน่งรองๆ ประจำกองถ่าย

วิถีทางเช่นนั้นหล่อหลอมเขาให้เลือกทำหนังบันเทิงคดีด้วยวิธีคิดแบบสารคดี

“หนังโคเรเอดะ” มักก่อรูปขึ้นจากเหตุการณ์จริง และประสบการณ์ชีวิตจริงๆ ของตัวผู้กำกับฯ เอง ผิดแผกจากหนังเชิงพาณิชยศิลป์ทั่วไปของญี่ปุ่น ที่มักต่อยอดมาจากหนังสือการ์ตูน (มังงะ) หรือเรื่องแต่งประเภทอื่นๆ

ยิ่งกว่านั้น โคเรเอดะยังชอบปรับเปลี่ยนบทภาพยนตร์ในลักษณะ “ด้นสด” ระหว่างถ่ายทำ เพื่อให้เนื้อหาของหนังมีความสอดคล้องกับศักยภาพจริงของเหล่านักแสดง หรือเพื่อผลักดันให้เรื่องราวมีพลวัตก้าวไกลไปมากกว่าตัวสคริปต์

สวนทางกับขนบของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่น ที่ต้องมี “คณะกรรมการควบคุมงานสร้าง” อันประกอบด้วยผู้ร่วมลงทุนหลายเจ้า มาคอยกำหนด ตรวจสอบ และอนุมัติเห็นชอบบทภาพยนตร์ก่อนถ่ายทำ

 

ถึงกระนั้น หนังหลายเรื่องของโคเรเอดะก็ประสบความสำเร็จเชิงรายได้ เช่น “Like Father, Like Son” ที่ทำเงินทั้งหมดรวม 3.2 พันล้านเยน หรือราว 900 ล้านบาท (และถูกซื้อไปรีเมคโดยค่ายดรีมเวิร์กส์ สตูดิโอ ด้วยคำแนะนำของ “สตีเวน สปีลเบิร์ก”)

เขาจึงเป็นแบบอย่างของคนทำหนังที่เลือก “ทางสายกลาง” ไม่ใช่สายอินดี้-เข้าไม่ถึงผู้คนวงกว้าง-ยากจน หรือสายพาณิชย์-ตลาดจ๋า-ยอมถูกจำกัดความคิดสร้างสรรค์

ภาพยนตร์ของโคเรเอดะบ่งชี้ความเป็นไปได้ที่คนทำหนังผู้หนึ่งจะถูกชมเชยด้วยคำวิจารณ์เชิงบวก พร้อมกับตัวเลขสวยงามในบ็อกซ์ออฟฟิศ

แม้การมีผลงานถูกคัดเลือกไปเทศกาลเมืองคานส์ถึง 7 ครั้ง จะช่วยรับประกันที่ทาง “ตรงกลาง” อันปลอดภัยให้แก่โคเรเอดะ ทว่าเขาก็ควรได้รับการยกย่องเชิดชู จากการเลือกวิธีทำงานที่สวนกระแสอุตสาหกรรมภาพยนตร์ภายในประเทศอย่างแหลมคมและมั่นคงเสมอมา

 

“Shoplifters” เป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นลำดับที่ห้าซึ่งคว้า “ปาล์มทองคำ” ถัดจาก “The Eel” โดย “โชเฮ อิมามุระ” เมื่อปี 1997 หรือ 21 ปีก่อน

นักวิจารณ์บางรายชี้ว่ารางวัลนี้จะช่วยเสริมส่งสถานะให้โคเรเอเดะกลายเป็นตัวแทนผู้กำกับฯ ชั้นครูแห่งแดนอาทิตย์อุทัย ในประชาคมหนังนานาชาติ ต่อจาก “ยาสึจิโร โอสุ”, “อากิระ คุโรซาวะ” และ “มิกิโอะ นารุเสะ”

นอกจากนั้น ผลงานล่าสุดของโคเรเอดะยังเป็นหนังญี่ปุ่นเรื่องแรกนับแต่ปี 2002 ที่คว้ารางวัลสูงสุดในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติระดับแกรนด์สแลม (คานส์, เวนิส และเบอร์ลิน)

หลังจากภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง “Spirited Away” โดย “ฮายาโอะ มิยาซากิ” คว้ารางวัล “หมีทองคำ” ของเทศกาลเบอร์ลิน เมื่อ 16 ปีที่แล้ว

โคเรเอดะมีปณิธานส่วนบุคคลที่เชื่อว่า “ภาพยนตร์นั้นมีศักยภาพในการเชื่อมร้อยผู้คนและประเทศต่างๆ ที่เคยขัดแย้งกัน ให้สามารถสมัครสมานกันได้”

สอดคล้องกับลักษณะการทำงานของเขา ที่ด้านหนึ่ง ก็พยายามประสานร่วมมือกับผู้คนหลายฝ่าย เช่น การเป็นโปรดิวเซอร์ของหนังเรื่อง “Ten Years Japan” เพื่อดูแลนักทำหนังรุ่นใหม่ในโปรเจ็กท์

อีกด้านหนึ่ง โคเรเอดะก็มีโครงการใหม่ๆ มากมายอยู่ในหัว รวมถึงหนังที่ตั้งใจฉายภาพความผิดบาปของญี่ปุ่นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้เจ้าตัวจะตระหนักดีว่านั่นมิใช่งานง่ายดายปราศจากอุปสรรค

“คนญี่ปุ่นต่างต้องการลบล้างความผิดพลาดครั้งนั้นออกจากความทรงจำของพวกตน แต่ในฐานะคนทำหนัง ผมรู้สึกว่าตัวเองควรจะต้องกล้าชนกับประเด็นดังกล่าว เหมือนที่ยอดผู้กำกับฯ เช่น นางิสะ โอชิมะ และโชเฮ อิมามุระ เคยแผ้วถางหนทางเอาไว้ในอดีต” เขาให้สัมภาษณ์สกรีนเดลี่

ก่อนการมาถึงของงานใหม่ๆ “หนังรางวัลปาล์มทองคำ” ฝีมือโคเรเอดะ จะเข้าฉายที่เมืองไทยช่วงต้นเดือนสิงหาคม

ที่มาข้อมูล

http://www.asahi.com/ajw/articles/AJ201805200022.html

https://www.japantimes.co.jp/culture/2018/05/20/films/hirokazu-kore-edas-shoplifters-steals-show-win-cannes-palme-dor/#.WwO0ru6FOUl

https://www.japantimes.co.jp/culture/2018/05/20/films/director-hirokazu-kore-eda-master-humanism/#.WwHe70iFNPY

https://www.japantimes.co.jp/culture/2018/05/21/films/young-filmmakers-looking-follow-hirokazu-kore-edas-footsteps-work-cut/#.WwO-Qe6FOUl

https://english.kyodonews.net/news/2018/05/be42f5f5fdbb-japans-koreeda-wins-cannes-palme-dor-for-shoplifters.html

http://the-japan-news.com/news/article/0004452938

https://www.screendaily.com/features/palme-dor-winner-hirokazu-kore-eda-on-the-family-ties-that-inspired-shoplifters/5129549.article

http://sahamongkolfilm.com/saha-news/shoplifters-cannes71-palme-dor/

 

ภาพประกอบโดย Georges Biard [CC BY-SA 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0)%5D, from Wikimedia Commons

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ดาราจักรๆ วงศ์ๆ มาจากไหน?: วิเคราะห์นักแสดง “3 กลุ่มหลัก” ของค่ายสามเศียร

หลังจากที่ผ่านมาบล็อกคนมองหนังพูดถึงนักแสดง/ตัวละครหลักของ “สังข์ทอง 2561” มาแล้วหลายหน

คราวนี้ จึงอยากจะขอวิเคราะห์ภาพรวมหรือมองหาแบบแผนอะไรบางอย่าง เพื่อตอบคำถามว่านักแสดงของละครจักรๆ วงศ์ๆ ยุคปัจจุบันนั้น เป็นใครมาจากไหนกันบ้าง?

ลูกหม้อ/เด็กปั้น/ขาประจำ

กลุ่มแรกที่อยากกล่าวถึง คือ นักแสดงที่เป็น “ลูกหม้อ/เด็กปั้น” ของค่ายสามเศียร ที่เห็นชัดๆ เลย ก็ได้แก่ เหล่าดารานำ คู่พระคู่นางทั้งหลายจากละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องต่างๆ

ส่วนใหญ่ของนักแสดงหนุ่มสาวเหล่านี้จะเซ็นสัญญากับทางค่ายดาราวิดีโอ-ดีด้า-สามเศียร และมีผลงานการแสดงในละครของทางค่ายเท่านั้น

อย่างไรก็ดี นอกจากบรรดาพระเอกนางเอกแล้ว ยังมีนักแสดงลูกหม้อ/เด็กปั้นอีกหลายคน ที่ถือเป็น “ขาประจำ” ผู้โดดเด่น ซึ่งมักได้รับบทบาทสมทบสำคัญๆ ในละครจักรๆ วงศ์ๆ ร่วมสมัยแทบทุกเรื่อง เช่น พบศิลป์ โตสกุล, โอภาภูมิ ชิตาพัณณ์, ณพบ ประสบลาภ และอรศศิพัชร์ มามีเกตุรัตน์

พบศิลป์ หรือ “เขยหก” แห่ง “สังข์ทอง 2561” นั้นได้ร่วมแสดงในละครจักรๆ วงศ์ๆ ห้าเรื่องหลังสุด (แก้วหน้าม้า, ดินน้ำลมไฟ/สี่ยอดกุมาร, อุทัยเทวี, เทพสามฤดู และสังข์ทอง)

ส่วนโอภาภูมิ หรือ “เจ้าเงาะป่า” หุ่นกำยำ ก็เป็นนักแสดงระดับ “ยาสามัญประจำบ้าน” ที่เริ่มปรากฏตัวตั้งแต่เจ้าหญิงแตงอ่อน, จันทร์สุริยคาธ, มนต์นาคราช, ยอพระกลิ่น, ดินน้ำลมไฟ/สี่ยอดกุมาร, อุทัยเทวี, เทพสามฤดู และสังข์ทอง พูดอีกอย่าง คือ ช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เขามีส่วนร่วมกับละครจักรๆ วงศ์ๆ ค่ายสามเศียร เกือบทุกเรื่อง

ขณะที่ณพบ หรือ “เขยหนึ่ง” ก็เล่นทั้งบทร้ายและดีในละครจักรๆ วงศ์ๆ หลายเรื่อง ได้แก่ จันทร์สุริยคาธ, มนต์นาคราช, ดินน้ำลมไฟ/สี่ยอดกุมาร, อุทัยเทวี, เทพสามฤดู และสังข์ทอง

ทางด้านอรศศิพัชร์ที่ทำให้แฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ หลงรักจากบท “นางพันธุรัต” ก็มีผลงานการแสดงในละครประเภทนี้สองเฟส เฟสแรกเป็นช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2540 เฟสที่สอง เริ่มต้นด้วยแก้วหน้าม้า (2558-59), อุทัยเทวี, เทพสามฤดู และสังข์ทอง

นางงาม

ละครจักรๆ วงศ์ๆ ค่ายสามเศียรระยะหลังนั้นพึ่งพาวงการนางงามอยู่ไม่น้อย นอกจากลูกศร อรศศิพัชร์ ที่เคยประกวดมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สปี 2544 แล้ว

วรัญภรณ์ พัฒน์ช่วย หรือ มีน ผู้รับบทนางเอกในอุทัยเทวีและนางไม้ในเทพสามฤดู ก็เคยประกวดนางสาวไทยปี 2559 มาก่อน

แม้แต่บุญญาณี สังข์ภิรมย์ ที่รับบทเป็น “พรรณี” นางยักษ์บริวารของนางพันธุรัตใน “สังข์ทอง 2561” ก็มีดีกรีเป็นมิสอินเตอร์คอนติเนนตัลไทยแลนด์ จากเวทีมิสแกรนด์ไทยแลนด์ปี 2558

ก่อนหน้านี้ หากใครจำได้ ค่ายสามเศียรและอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ เคยจับมือกันทำแคมเปญให้ผู้เข้าประกวดนางสาวไทยปี 2559 ไปร่วมกิจกรรมชาลเลนจ์เล่นละครพื้นบ้าน

ผลลัพธ์ของกิจกรรมดังกล่าวดูจะสร้างประโยชน์ให้ทางสามเศียรมากพอสมควร เพราะไม่เพียงแต่จะได้นางเอกใหม่อย่าง มีน วรัญภรณ์ มาโลดแล่นหน้าจอ

ทว่าสอง (จากเจ็ด) พระธิดาของท้าวสามนต์ใน “สังข์ทอง 2561” ยังเป็นผู้เข้าประกวดนางสาวไทย 59 ที่เคยผ่านแคมเปญนี้มาแล้วเหมือนกัน

คนแรก ได้แก่ ปิ่นทิพย์ อรชร (รองอันดับหนึ่งนางสาวไทย 2559) ซึ่งรับบทเป็น พรรณผกา” พระธิดาองค์ที่สอง

คนต่อมา ได้แก่ ชนารดี อุ่นทะศรี (เข้ารอบห้าคนสุดท้ายนางสาวไทย 2559) ซึ่งรับบทเป็น ปัทมา” พระธิดาองค์ที่สี่

นักแสดงรุ่นเก๋า-รุ่นกลาง

ละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่อง 7 ยังได้ชื่อว่าเป็นแหล่งรวมนักแสดงเก่าๆ หลากรุ่นหลายราย ซึ่งส่วนใหญ่จะมารับบทเป็นเสด็จพ่อ, เสด็จแม่, ท่านอำมาตย์, ท่านหมื่น, คุณท้าว, เทวดา, ตา-ยาย หรือพระฤาษี

อาทิ ธรรมศักดิ์ สุริยน และ ดอน จมูกบาน (ผู้ล่วงลับ) ที่ได้สวมบทบาทแนวนี้ในละครพื้นบ้านดังๆ ช่วง 5-6 ปีหลัง

tv181-1

ใน “สังข์ทอง 2561” เอง ก็มีคนบันเทิงอาวุโสมาลงจอกันมากหน้าหลายตา ทั้งธรรมศักดิ์ ในบท “เทพารักษ์” ใจดี

พอเจตน์ สุรพล สังข์ทอง

พอเจตน์ แก่นเพชร อดีต “ชายกลาง” แห่งต้นทศวรรษ 2520  ในบท “อำมาตย์เดชา” คนสนิทมเหสีจันทา ซึ่งมีลูกคู่คือ “หมื่นอำนาจ” หรือ สุรพล ไพรวัลย์ นักแสดงขาประจำดั้งเดิมขนานแท้อีกรายของค่ายดาราวิดีโอ-ดีด้า-สามเศียร

ตายาย

ร่วมด้วย ครรชิต ขวัญประชา และ เยาวเรศ นิศากร ในบท “ตา-ยาย” ผู้คอยช่วยเหลือมเหสีจันเทวียามตกยาก

ขณะเดียวกัน ละครประเภทนี้ยังเป็นเวทีสำหรับนักแสดงรุ่นกลางๆ ซึ่งเริ่มไม่ค่อยมีที่ทางในจอโทรทัศน์มากนัก เช่น ฉัตรมงคล บำเพ็ญ อดีตพระเอก/ตัวร้ายของละครจักรๆ วงศ์ๆ ท็อปฮิตหลายเรื่องยุค 2530-40 (ก่อนจะประสบมรสุมชีวิตในเวลาต่อมา) ที่หลังจากแก้วหน้าม้า (2558) ก็เพิ่งได้กลับมารับบทเป็น “ท่านหมื่น” แห่งนครสามนต์ใน “สังข์ทอง 2561”

ฉัตรมงคล

รวมทั้ง เพชรฎี (รัฐธรรมนูญ) ศรีฤกษ์ หรือ “ท้าวสามนต์” อดีตพระเอกดาวรุ่งช่อง 7 ผู้เปิดตัวกับละครเรื่อง “111/ตองหนึ่ง” (2539) ที่ระยะหลังๆ หันมารับบทเสด็จพ่อในละครพื้นบ้านเรื่องต่างๆ

ท้าวสามนต์

ส่วนทางฟากนักแสดงหญิงรุ่นกลาง คนหนึ่งที่โดดเด่นมากๆ ในแวดวงละครพื้นบ้านร่วมสมัย ก็เห็นจะเป็น แคนดี้ ชุติมา เอเวอรี่ ซึ่งระยะหลังๆ ยึดบท “มเหสี/เสด็จแม่” ไว้อย่างเหนียวแน่น ตั้งแต่เจ้าหญิงแตงอ่อน, มนต์นาคราช, แก้วหน้าม้า, ดินน้ำลมไฟ/สี่ยอดกุมาร, อุทัยเทวี และสังข์ทอง

แคนดี้ สังข์ทอง

สำหรับสตรีอีกสองรายที่ได้รับบทสำคัญใน “สังข์ทอง” เวอร์ชั่นใหม่ คือ อ้อม ประถมาภรณ์ รัตนภักดี หรือ “มเหสีจันทา” นางเอกละครจักรๆ วงศ์ๆ ยุค 2540 ซึ่งหวนกลับมาเล่นละครประเภทนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี

อ้อม สังข์ทอง

เช่นเดียวกับ ปนัดดา โกมารทัต ผู้รับบท “มเหสีมณฑา” ซึ่งผลงานละครพื้นบ้านก่อนหน้านี้ ได้แก่ “ดาบเจ็ดสี มณีเจ็ดแสง” (2553-54)

ปนัดดา สังข์ทอง

ยิ่งกว่านั้น ยังมีนักแสดงรุ่นเก๋าที่ห่างจอไปนาน ซึ่งหวนมาร่วมแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ ค่ายสามเศียรอย่างน่าเซอร์ไพรส์ เช่น สุริยัน ปฏิพัทธ์ นักแสดงอาวุโสผู้เคยฝากผลงานเด่นๆ ผ่านจอช่อง 3 ช่วงทศวรรษ 2530 ที่เพิ่งรับบทเป็น “ท่านอำมาตย์ใหญ่” แห่งนครพันธุธานี ใน “สังข์ทอง 2561”

สุริยัน สังข์ทอง

แหล่งที่มาภาพนำ: อินสตาแกรม และ ยูทูบ “สามเศียร”

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

“โคเรเอดะ” กับโปรเจ็กท์หนัง “สงครามโลกครั้งที่ 2”

ลิซ แช็กเกิลตัน: ผลงานก่อนหน้านี้อย่าง “The Third Murder” นับเป็นแนวทางการทำงานใหม่ๆ ของคุณอย่างแท้จริง สำหรับผลงานชิ้นต่อไป คุณยังมีแผนที่จะสำรวจตรวจสอบประเด็นอื่นๆ อีกบ้างไหม หรือจะย้อนกลับมาเล่าเรื่องราวสายสัมพันธ์ในครอบครัวอีกครั้ง?

Hirokazu_Kore-eda_Cannes_2015

ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ: ยังมีหลายประเด็นที่ผมอยากนำมาทำเป็นหนัง รวมทั้งโปรเจ็กท์เกี่ยวกับบทบาทของประเทศญี่ปุ่น ในฐานะผู้ก่อความผิดพลาดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่มันก็เป็นเรื่องยากที่จะมัดรวมโครงการต่างๆ เหล่านี้เข้าไว้ด้วยกัน เพราะคนญี่ปุ่นต่างต้องการลบล้างความผิดบาปครั้งนั้นออกจากความทรงจำของพวกตน แต่ในฐานะคนทำหนัง ผมรู้สึกว่าตัวเองควรจะต้องกล้าชนกับประเด็นดังกล่าว เหมือนที่ยอดผู้กำกับฯ เช่น นางิสะ โอชิมะ และโชเฮ อิมามุระ เคยแผ้วถางหนทางเอาไว้ในอดีต อย่างไรก็ตาม เรื่องราวหรือโปรเจ็กท์ว่าด้วยครอบครัวดูจะสามารถนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ได้สะดวกง่ายดายกว่า ดังนั้น นี่คือสิ่งที่ผมกำลังจะลงมือทำในปัจจุบัน

ที่มา https://www.screendaily.com/features/palme-dor-winner-hirokazu-kore-eda-on-the-family-ties-that-inspired-shoplifters/5129549.article

ติดตามอ่านบทความเรื่อง รู้จัก ‘ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ’ คนทำหนังญี่ปุ่นรายที่ 5 ผู้คว้า ‘ปาล์มทองคำ’ จากคานส์ ได้ในมติชนสุดสัปดาห์เล่มใหม่

ภาพประกอบโดย Georges Biard [CC BY-SA 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0)%5D, from Wikimedia Commons

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เรตติ้งล่าสุด “สังข์ทอง” จวนเจียนจะถึง 7 แล้วจ้า!

เว็บไซต์ http://www.tvdigitalwatch.com รายงานภาพรวมเรตติ้งของทีวีดิจิทัลไทยประจำวันที่ 14-21 พฤษภาคม 2561

ในแง่สถานีโทรทัศน์ ช่อง 7 ยังครองอันดับหนึ่ง ด้วยเรตติ้งเฉลี่ย 2.011 เหนืออันดับสอง คือ ช่อง 3 ซึ่งมีเรตติ้งเฉลี่ย 1.389

ในเชิงรายละเอียด สามกำลังสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ช่อง 7 ประสบชัยชนะอย่างงดงาม ก็ได้แก่ สองละครหลังข่าว และหนึ่งละครจักรๆ วงศ์ๆ

โดยโปรแกรมยอดฮิตเบอร์หนึ่งประจำช่อง 7 ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ ละคร “สัมปทานหัวใจ” ซึ่งเมื่อวันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม โกยเรตติ้งไป 8.439

ถัดมาเป็น “สังข์ทอง” ซึ่งในวันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม คว้าเรตติ้งไป 6.691

ส่วนเบอร์สาม ได้แก่ ละคร “เล็บครุฑ” ในวันที่ 17 พฤษภาคม ซึ่งมีเรตติ้งความนิยม 6.590

น่าสังเกตว่าเรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “สังข์ทอง” ดูจะขยับขึ้น หลังตัวละครเอกเติบโตเข้าสู่วัยหนุ่ม พร้อมด้วยการปรากฏตนของตัวละครสำคัญรายอื่นๆ ทั้งนางรจนา ท้าวสามนต์ พระนางมณฑา พระพี่นางและพี่เขยทั้งหก

ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าผลงานล่าสุดของค่ายสามเศียรจะโกยเรตติ้งได้ถึงหลัก 7 หรือไม่?

ที่มาข้อมูล http://www.tvdigitalwatch.com/25rating-week-14-21may-2561/

ขอบคุณภาพประกอบจาก https://www.instagram.com/samsearn

คนมองหนัง, เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

เมื่อ “เทศกาลเมืองคานส์” ไม่ใช่ “เทศกาลภาพยนตร์” (สำหรับทุกคน)

ปิดฉากลงไปแล้วสำหรับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ประจำปี 2018 พร้อมกับการก้าวขึ้นคว้ารางวัลปาล์มทองคำของ “ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ” (ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น ที่ผลงานของเขาได้เข้ามาฉายในเมืองไทยโดยต่อเนื่อง) จากหนังเรื่องล่าสุดอย่าง “Shoplifters”

อย่างไรก็ตาม เราอยากจะพาคอหนังไปสัมผัสกับมุมมองเชิงวิพากษ์ที่มีต่อเทศกาลหนังเมืองคานส์กันบ้าง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “ดินา ยอร์ดาโนวา” ศาสตราจารย์ด้านภาพยนตร์โลกและวัฒนธรรมสร้างสรรค์ แห่งมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์ส ได้เขียนบทความหัวข้อ Cannes is not a film festival – it’s a club for insiders เผยแพร่ในเว็บไซต์ https://theconversation.com

Dina-on-shore-Balat-2013

“เทศกาลเมืองคานส์” ที่ไม่ใช่ “เทศกาลภาพยนตร์”!

นักวิชาการผู้นี้เสนอว่าถ้ายึดตามความหมายอย่างเคร่งครัด “เทศกาลเมืองคานส์” ก็ไม่ใช่ “เทศกาลภาพยนตร์” แต่เป็นมหกรรมของอุตสาหกรรม (บันเทิง) ที่มีการจัดฉายหนังให้เซเล็บและผู้อยู่ในแวดวงคนอื่นๆ ได้รับชมเป็นหลัก

ขณะเดียวกัน ความสำคัญจริงๆ ของเทศกาลนี้ ก็คือ การทำตัวเป็น “ตลาดกลาง” ให้บุคลากรในธุรกิจภาพยนตร์ได้มาพบปะและเจรจาร่วมงานกัน

สำหรับคนดูในวงกว้าง “เทศกาลเมืองคานส์” เป็นเหมือนเวทีกลางที่แสดงบทบาทผ่านจอมอนิเตอร์, โทรศัพท์มือถือ และนิตยสารแฟชั่น

ยอร์ดาโนวาชี้ว่า ด้านหนึ่ง คานส์เป็นเวทีอวดโฉมของเหล่าเซเล็บที่ฉาบหน้าด้วยความเป็นเทศกาลภาพยนตร์ เห็นชัดจากการที่มีสื่อสายแฟชั่นมาร่วมงานในจำนวนพอๆ กับนักวิจารณ์หนัง

เทศกาลนี้มุ่งเน้นเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจของแบรนด์สินค้าหรูหราพอๆ กับเรื่องหนัง

และดราม่าความขัดแย้งว่าด้วย “สถานะศักดิ์สิทธิ์” ของ “พรมแดง” กับข้อห้ามต่างๆ นานา เช่น ห้ามสวมรองเท้าผ้าใบ หรือห้ามเซลฟี่ บนพื้นที่ดังกล่าว ก็กลายเป็นจุดขายหนึ่งของ “เทศกาลเมืองคานส์”

ตลาดกลางที่เสื่อมมนต์ขลัง

อีกแง่หนึ่ง ศาสตราจารย์ด้านภาพยนตร์ผู้นี้วิจารณ์ว่าความเป็นตลาดกลางของการจัดจำหน่ายภาพยนตร์ ซึ่งเคยเป็นจุดเด่นของคานส์ ก็เริ่มเสื่อมมนต์ขลังลงทุกที

ในอดีต มีความเชื่อว่าภาพยนตร์ที่ได้รับการคัดเลือกให้ร่วมฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่ทรงอิทธิพล ย่อมจะถูกจัดจำหน่ายผ่านช่องทางที่ดีที่สุด จนหนังมีโอกาสเข้าถึงกลุ่มคนดูที่กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ณ ช่วงเวลาหลังจากนั้น

แต่ผู้ชนะรางวัลที่คานส์ในช่วงสองทศวรรษหลัง กลับมิได้มีตำแหน่งแห่งที่อันโดดเด่นในภูมิทัศน์ภาพยนตร์ร่วมสมัยมากนัก

ไปๆ มาๆ รางวัลของเทศกาลเมืองคานส์อาจเป็นเกียรติยศหรือมีมูลค่าในเชิงวัฒนธรรม ทว่ามิได้ให้หลักประกันถึงความสำเร็จในเชิงเศรษฐกิจหรือการจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิผล

ยิ่งกว่านั้น ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยียังบั่นทอนอิทธิพลของวิธีการจัดจำหน่ายภาพยนตร์แบบเดิมๆ ซึ่งผู้จัดจำหน่ายต้องรับภาระเป็นคนกลางระหว่างผู้สร้างภาพยนตร์และผู้ฉายภาพยนตร์

ทว่าการเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งภาพยนตร์ผ่านระบบออนไลน์ เช่น เน็ตฟลิกซ์ กลับสามารถผลักดันให้ภาพยนตร์รุ่นใหม่ๆ มีโอกาสเข้าถึงผู้ชมวงกว้างได้ง่ายดายขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาตลาดกลางอย่างคานส์ รวมถึงเทศกาลภาพยนตร์อื่นๆ

สมาคมชนชั้นนำ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่จริงๆ ของ “เทศกาลคานส์” ในมุมมองของยอร์ดาโนวา คือ การทำตัวเป็น “สมาคม” สำหรับชนชั้นนำเฉพาะกลุ่ม มากกว่าจะเป็นพื้นที่แจ้งเกิดแก่ “หนังแนวทางใหม่ๆ” และ “นักทำหนังหน้าใหม่ๆ”

คานส์กลายเป็นเวทีของนักทำหนังเฉพาะกลุ่ม ซึ่งผลงานของพวกเขาจะถูกพิจารณาอย่างใส่ใจและถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดหลัก ด้วยกระบวนการเลือกหนังที่ไม่ได้โปร่งใสเปิดเผยเสียทีเดียว

ส่วนใหญ่ ผลงานของ “สมาชิกระดับชนชั้นนำ” ในสมาคม จะถูกคัดเลือกกลับเข้ามาอยู่เรื่อยๆ และอาจมีบ้าง ที่จะมีสมาชิกหน้าใหม่โผล่เข้ามา แต่เขาเหล่านั้นก็ต้องมีดีกรีไม่ธรรมดา เช่น เคยได้รางวัลออสการ์มาแล้ว

“ความเป็นสมาคม” ยังถูกขับเน้นจนเห็นได้ชัด จากนโยบายใหม่ที่ทางเทศกาลงดฉายหนังรอบสื่อมวลชน ก่อนหน้ารอบกาล่าพรีเมียร์ เพื่อปกป้องหนังจากนักวิจารณ์ หรือไม่ให้มีเสียงวิจารณ์หนังในทางลบเผยแพร่สู่สาธารณะก่อนรอบเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

นี่เป็นจุดยืนที่มองว่า “สมาชิกสมาคม” ย่อมต้องมาก่อน “สาธารณชน”

คานส์ไม่ใช่พื้นที่ของผู้หญิง

“ความเป็นสมาคม” ยังส่งผลให้ผู้กำกับหญิงถูกกีดกันออกไปโดยปริยาย

ผู้จัดงานเทศกาลเมืองคานส์อ้างว่ากระบวนการคัดเลือกหนังของที่นี่จะไม่คำนึงถึงเรื่องโควต้า แต่จะเลือกผลงานที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

นักวิชาการรายนี้ทักท้วงว่าถ้าหากคานส์คัดเลือกภาพยนตร์โดยพิจารณาเรื่องคุณภาพของผลงานเป็นหลักจริงๆ เราคงไม่ได้เห็นพาดหัวข่าวประเภท “ผู้กำกับคนนี้ได้หวนกลับมาที่คานส์” หรือ “ผู้กำกับคนนั้นอพยพจากเวนิส/เบอร์ลินมายังคานส์”

ทั้งนี้ ทัศนคติดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการคัดเลือกหนังของคานส์ มีจุดประสงค์เพื่อช่วยธำรงรักษาสถานภาพของคนทำหนังเฉพาะกลุ่ม มากกว่าจะคำนึงถึงคุณภาพความโดดเด่นของภาพยนตร์เป็นเรื่องๆ ไป

การเลือกหนังเข้าสู่สายประกวดหลักของคานส์ จึงเป็นการรับรองว่า “งานชิ้นใหม่” ของสมาชิกหน้าเดิมในสมาคม มีคุณภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐาน มากกว่าจะเป็นการคัดเลือกหนังที่ยอดเยี่ยมที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก

จากระบบดังกล่าว หนังของผู้หญิงจึงมักเป็นผลงานชายขอบซึ่งถูกเพิกเฉยอยู่เสมอ แม้จะมีการประท้วงและแคมเปญเรียกร้องความเสมอภาคเกิดขึ้นที่คานส์ในปีนี้ แต่เสียงเหล่านั้นอาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสั่นคลอนวัฒนธรรมอันฝังรากลึกได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วนัก

คานส์คือแบรนด์

ยอร์ดาโนวาสรุปว่า จริงๆ แล้ว “เทศกาลเมืองคานส์” คือ แบรนด์ทางการตลาด-วัฒนธรรม ระดับสัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศส และนี่เป็นแบรนด์ที่ติดตลาดไปเรียบร้อย

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพูดถึง “เทศกาลภาพยนตร์” อย่างไรเสีย คนก็มักนึกถึงคานส์เป็นลำดับแรก (แม้อาจจะมีเทศกาลหนังที่ดีกว่าคานส์ก็ตาม)

ทว่าสถานะพิเศษข้างต้นกับการเป็นพื้นที่แห่งความหลากหลายและความเท่าเทียมนั้นมิใช่เรื่องเดียวกัน

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เปิดตัว “หกเขย” ที่หลากหลายทั้ง “ชาติพันธุ์” และ “เพศสภาพ” ใน “สังข์ทอง 2561”

“สังข์ทอง 2561” ดำเนินเรื่องมาถึงตอนที่ “หกเขย” ต้องเข้าร่วมพิธีเสี่ยงมาลัย และต้องปะทะกับ “เจ้าเงาะป่า” บ้าใบ้กันแล้ว

แน่นอนว่า การปรากฏตัวของ “หกเขย” ย่อมมาพร้อมกับความเฮฮาและสารพัดสารพันมุข

ตัวละคร “หกเขย” ในละครเวอร์ชั่นนี้ประกอบไปด้วย

เจ้าชายสิงหล (เขยแขก) รับบทโดย ณพบ ประสบลาภ, เจ้าชายมังราย (เขยพม่า) รับบทโดย รัฐศิลป์ นลินธนาพัฒน์, เจ้าชายจิโอวานนี (เขยฝรั่ง) รับบทโดย คริสเตียน เอเกิล, เจ้าชายไชยันต์ (เขยไทยผู้มีเพศสภาพชวนขบคิด) รับบทโดย สุพศิน แสงรัตนทองคำ, องค์ชายซิยิ่นกุ้ย (เขยจีน) รับบทโดย ธรศักดิ์ จิตตพงษ์ และเจ้าชายมโนรมย์ (เขยลาว) รับบทโดย พบศิลป์ โตสกุล

นอกจากนี้ เจ้าชายทั้งหกยังมีผู้ติดตามคนสนิท (ลูกคู่) ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไป

น่าสนใจว่า “หกเขย” เวอร์ชั่นนี้มี “ความหลากหลาย” กว่าฉบับก่อนๆ ในหลายมิติ

เช่น นี่เป็นครั้งแรกที่มี “เขยฝรั่ง” พูดภาษาอังกฤษ และ “เขยลาว” เว้าลาวออกจอ มาสู่ขอลูกสาวท้าวสามล

ขณะเดียวกัน อัตลักษณ์ที่หลากหลายของ “หกเขย” ก็มิได้ปรากฏผ่านลักษณะทางชาติพันธุ์เพียงองค์ประกอบเดียว หากยังมีความเชื่อมโยงไปถึงประเด็นเพศสภาพด้วย ดังกรณีเจ้าชายไชยันต์ ซึ่งน่าจะเป็นตัวละครที่โดดเด่นมากๆ รายหนึ่งใน “สังข์ทอง” ฉบับล่าสุด

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวข้อง

เปิดตัว “หกพระพี่นาง” แห่ง “สังข์ทอง 2561”

ดาราจักรๆ วงศ์ๆ มาจากไหน?: วิเคราะห์นักแสดง “3 กลุ่มหลัก” ของค่ายสามเศียร

“เจ้าเงาะกล้ามสวย 2561”: เมื่อ “ตัวตลกบ้าใบ้” ขอแสดงบทบาท “พระเอกรูป (ร่าง) งาม”

พ่อ “รจนา” ชื่อ “ท้าวสามนต์” ไม่ใช่ “ท้าวสามล”!

เรตติ้งล่าสุด “สังข์ทอง” – “แว่นตาท้าวสามนต์” ไม่ใช่ของใหม่ มีมาตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์!

“สังข์ทอง” ยังมีเรตติ้งเกิน 8-วรรคทอง “คนเหมือนกัน” โดย “เจ้าชายไชยันต์”

สองนคราเรตติ้งทีวีไทย “พระสังข์ถอดรูป” ชนะ “เปิดตัวฆาตกรฆ่าประเสริฐ” มากน้อยแค่ไหน?

ขอบคุณภาพประกอบจาก อินสตาแกรมสามเศียร

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

คลิปเล่าเรื่องย่อ “สังข์ทอง” (ฉบับบทละครนอก) แบบแสบๆ มันๆ กวนๆ สนุกๆ

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่สนใจวรรณคดีและนิทานไทย คงน่าจะรู้จัก “คุณวิว ชนัญญา” อยู่บ้าง

เธอเป็น youtuber และนักเขียนรุ่นใหม่ ที่พยายามนำเอาวรรณคดีและนิทานเก่าแก่ทั้งหลาย มาถ่ายทอดให้เข้าใจง่าย มีอารมณ์ขัน เสริมด้วยข้อสังเกตหรือมุขตลกแสบๆ กวนๆ ร่วมสมัย

หนังสือรวมบทความชื่อ “วรรณคดีไทยไดเจสต์” ของคุณวิว นั้นเป็นหนังสือภาษาไทยที่ผมชอบมากๆ เล่มหนึ่ง ในช่วง 2-3 ปีหลัง

วรรณคดีไทยไดเจสต์

ปลายปี 2559 คุณวิวเคยทำคลิปความยาวสามตอนจบ บอกเล่าเรื่องราวอย่างย่นย่อของบทละครนอกเรื่อง “สังข์ทอง” ซึ่งเป็นคลิปที่ดู/ฟังสนุกทีเดียว

ใครที่เป็นแฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง 2561” ขอแนะนำให้ลองชม/ฟังคลิปนี้ประกอบ เพื่อจะได้รับทราบโครงสร้างของเรื่องราวโดยรวม

แม้ว่ารายละเอียดเนื้อหาของ “สังข์ทอง” ฉบับบทละครนอกกับละครทีวียุคปัจจุบัน คงจะมีความแตกต่างระหว่างกันอยู่มากพอสมควร

อย่างน้อย จุดหนึ่งซึ่งต่างกันแน่ๆ ก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง “พระสังข์” กับ “นางพันธุรัต”

ในละครโทรทัศน์ฉบับล่าสุดนั้น พยายามแสดงให้เห็นว่าพระสังข์รู้สึกผิดและยังมีความผูกพันลึกซึ้งกับนางพันธุรัตมิเสื่อมคลาย

ผิดกับในบทละครนอก ที่พระสังข์เคยรับปากว่าจะกลับไปจัดงานศพให้นางพันธุรัต แต่ก็ลืมเลือนซะเฉยๆ

จนคุณวิวถึงกับเอ่ยผ่านคลิปว่าพระสังข์ในบทละครนอกนี่ “อกตัญญูสุดๆ” 555

ขอบคุณภาพประกอบจากยูทูบ สามเศียร

ข่าวบันเทิง

“วิศิษฏ์-จุฬญาณนนท์” ตัวแทนผู้กำกับ Ten Years Thailand เปิดใจผ่านเว็บไซต์คานส์

เว็บไซต์ทางการของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ขนาดสั้น ที่ Tarik Khaldi พูดคุยกับวิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง และจุฬญาณนนท์ ศิริผล สองตัวแทนผู้กำกับจากหนัง Ten Years Thailand

ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

คุณเข้ามามีส่วนร่วมกับหนังเรื่อง Ten Years Thailand ได้อย่างไร?

วิศิษฏ์: ผมได้รับคำเชิญชวนจากคนทำหนังอิสระบางราย ให้มาร่วมกำกับภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาว่าด้วยสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทย ผมต้องการใช้หนังเรื่องนี้สื่อสารไปยังคนดูทั่วโลกว่าอะไรกำลังขึ้นที่นั่น ผมต้องการให้ผู้คนนอกประเทศได้ตระหนักถึงสถานการณ์ดังกล่าว ประชาชนชาวไทยติดอยู่ในกับดักมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ปี 2014 ประเทศถูกปกครองด้วยรัฐบาลทหาร ซึ่งควบคุมความเห็นต่าง, การแสดงออกในพื้นที่สาธารณะ และความหลากหลายทางความคิด

catopia

หนังตอน Catopia เล่าเรื่องราวของชายหนุ่มที่ประจักษ์ว่าตนเองคือมนุษย์คนเดียว ผู้หลงเหลืออยู่ในโลกของฝูงแมวที่ประพฤติตัวประหนึ่งมนุษย์ ดังนั้น เขาจึงต้องพยายามทำตัวให้เหมือนพวกแมวเหล่านั้น…

วิศิษฏ์: หนังตอนนี้เล่าเรื่องของผู้คนที่อาศัยอยู่ในสังคมอันป่วยไข้จากภาวะความขัดแย้งเรื้อรังขั้นรุนแรง ปัญหาดังกล่าวดูคล้ายจะดำรงคงอยู่ไปเรื่อยๆ และเราก็ต้องแสวงหาหนทางที่จะใช้ชีวิตร่วมกับมัน เราต่างต้องอำพรางตัวตน เพื่อจะกลืนกลายไปกับคนอื่นๆ

สำหรับหนังตอน Planetarium คุณได้จินตนาการถึงประวัติศาสตร์ว่าด้วยโครงสร้างอำนาจของรัฐบาล ที่พยายามจะดัดนิสัยประชาชนผู้ไม่ยอมเชื่อฟังรัฐ โดยกระบวนการบำบัดด้วยแสง ส่งผลให้ผู้คนที่เคยดื้อแพ่งเหล่านั้นมีอาการยิ้มอยู่ตลอดเวลาและกลายเป็นคนว่านอนสอนง่าย อะไรคือสารที่คุณต้องการสื่อผ่านหนังตอนนี้?

จุฬญาณนนท์: ในสถานการณ์อย่างที่พวกเรารับรู้กัน เราสามารถเข้าใจภาวะที่เกิดขึ้นในหนังตอนนี้ได้ เมื่อเราถูกกระทำจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อการติดต่อสื่อสารระหว่างปัจเจกบุคคลถูกควบคุม อำนาจรัฐวางเป้าหมายที่จะกำหนดบงการทุกสิ่งทุกอย่าง ผมต้องการแสดงให้ผู้ชมได้เห็นว่า โลกที่ทุกอย่างถูกกำหนดควบคุมชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้น มีลักษณะเป็นเช่นไร

planet

ทำไมการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้มาฉายในคานส์จึงมีความสำคัญ?

จุฬญาณนนท์: ก่อนมาร่วมทำหนังเรื่องนี้ ผมก็อุทิศงานทุกชิ้นของตนเองให้แก่ประเด็นทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมสนใจเสมอมา การที่หนังได้มาฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ถือเป็นโอกาสอันดีเยี่ยม ที่จะช่วยให้มันมีเกราะป้องกันตัวอันแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และทำให้เรายังพอมีความหวังว่าหนังจะสามารถเข้าฉายในประเทศไทยได้

ที่มา https://www.festival-cannes.com/en/festival/actualites/articles/10-years-thailand-in-conversation-with-chulayarnnon-siriphol-and-wisit-sasanatieng

ข่าวบันเทิง

เผยรอบฉายปฐมทัศน์โลก “Ten Years Thailand” พร้อมเรื่องย่อ

หลังได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย Special Screenings ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ประจำปีนี้

ล่าสุด มีการประกาศออกมาแล้วว่า หนังไทยเรื่อง “Ten Years Thailand” จะได้ฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่คานส์ในวันที่ 10 พฤษภาคม โดยจะมีผู้กำกับทั้งสี่คนและนักแสดงเดินทางไปร่วมงานด้วย

ภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้ประกอบด้วยหนังสั้นจำนวน 4 เรื่องของ 4 ผู้กำกับ ได้แก่

Sunset โดย อาทิตย์ อัสสรัตน์ เล่าเรื่องราวของทหารที่เข้าไปตรวจสอบนิทรรศการจัดแสดงผลงานศิลปะ, Planetarium โดย จุฬญาณนนท์ ศิริผล เป็นการเสียดสีชนชั้นนำไทยผ่านรูปแบบแฟนตาซีเหนือจริง, Catopia โดย วิศิษฏ์ ศาสนาเที่ยง นิทานเปรียบเทียบแนวเขย่าขวัญ ที่เล่าเรื่องราวของบรรดามนุษย์แมวฆาตกร ซึ่งออกไล่ล่าคนผู้ยังเหลือรอดในกรุงเทพฯ และ Song of the City โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่นำเสนอเหตุการณ์ซึ่งตัวละครชายรายหนึ่งกำลังพยายามเสนอขาย “เครื่องช่วยนอนหลับ” ให้แก่คุณหมอในโรงพยาบาล

ten years thailand wp

ในมุมมองของแอนดรูว์ ชอย ลิม-หมิง ผู้อำนวยการสร้างโปรเจ็คท์หนัง Ten Years เขาเห็นว่า “Ten Years Thailand” มีความใกล้เคียงกับหนังต้นฉบับของฮ่องกงมากที่สุด ในแง่การถ่ายทอดภาวะผันผวนป่วนปั่นทางการเมือง

สอดคล้องกับอาทิตย์ หนึ่งในผู้กำกับ ซึ่งเห็นว่าตลอด 12 ปีที่ผ่านมา มีความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองจำนวนมากมายเกิดขึ้นในประเทศไทย

“เกิดรัฐประหารขึ้นสองครั้ง และจนถึงตอนนี้ พวกเราก็ยังคงเฝ้ารอคอยการเลือกตั้ง ซึ่งจะนำพาประเทศกลับคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตย ดังนั้น ผมจึงมองว่าคำถามเกี่ยวกับอนาคตภายภาคหน้าย่อมเป็นปริศนาที่พวกเราทุกคนล้วนกำลังครุ่นคิดถึงมัน และในฐานะคนทำหนัง เราก็มีช่องทางที่จะตั้งคำถามของตัวเองผ่านการสร้างภาพยนตร์”

ทั้งนี้ นอกจากประเทศไทยแล้ว โครงการ Ten Years เวอร์ชั่นไต้หวันและญี่ปุ่น ก็กำลังอยู่ในกระบวนการผลิตเช่นกัน

โดย Ten Years Taiwan จะพูดถึงประเด็นสิ่งแวดล้อม, สิทธิของแรงงาน และการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (หนึ่งในผู้กำกับของโปรเจ็กท์นี้คือ เลา เก็ก-ฮวต ผู้กำกับหนังสารคดีเรื่อง Absent without Leave)

ขณะที่ Ten Years Japan มี ฮิโรคาซึ โครีเอดะ ผู้กำกับดัง เป็นผู้อำนวยการสร้าง โดยหนังพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม, เทคโนโลยี และการนำสงครามมาเป็นจุดขายทางการเมืองในสังคมญี่ปุ่น

ข้อมูลจากเพจ 10 Years Thailand และ http://www.scmp.com/magazines/post-magazine/arts-music/article/2143262/hong-kong-hit-film-ten-years-adapted-japan-taiwan

ภาพประกอบจากเพจ 10 Years Thailand

หมายเหตุ อ่านบทสัมภาษณ์ คุยกับ โปรดิวเซอร์, ผู้กำกับ, นักแสดงนำ ‘Ten Years Thailand’ หนังไทยไปคานส์เรื่องล่าสุด ได้ที่ https://prachatai.com/journal/2018/05/76737