ข่าวบันเทิง, คนอ่านเพลง, จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

เรตติ้งล่าสุด “เทพสามฤดู”-ตีความใหม่ “พระอภัยมณี”-รวม “มือระนาด” ช่วย “ป๋อม บอยไทย”

เรตติ้ง “เทพสามฤดู” ทรงๆ แต่ไม่ย่ำแย่

เรตติ้งละคร “เทพสามฤดู” ประจำวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2560 ยังทรงตัวอยู่ในระดับ “เกือบจะ” 6

โดยทั้งวันเสาร์ที่ 18 และอาทิตย์ที่ 19 ละครเรื่องนี้ต่างได้เรตติ้งไป 5.8 เท่ากัน

View this post on Instagram

ขออนุโมทนาสาธุ กับคุณพ่อไพรัช สังวริบุตร และทีมงานนักแสดงสามเศียร ที่ทำบุญถวายภัตตาหาร เพล พระครูบาน้อย เขมปัญโญ เจ้าอาวาสวัดสันปูเลยสะหลีเวียงแก้ว อำเภอดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ พาสามเณร จำนวน 40รูป มาทัศนะศึกษาเยี่ยมชมที่โรงถ่ายลาดหลุมแก้ว ขอสิริมงคล มีแด่ทุกๆคนด้วยเทอญ สาธุ #สามเศียร #ละครจักรๆวงศ์ๆ #ละครพื้นบ้าน #หนังเจ้า

A post shared by บริษัท สามเศียร จำกัด (@samsearn) on

แม้จะไม่ถึงจุดพีกเกิน 7 ดังที่เคยทำได้ แต่ก็ไม่ขี้เหร่มากมาย เพราะคู่แข่งซึ่งออกอากาศในวันเดียวกันที่ชนะ “เทพสามฤดู” ขาดลอยจริงๆ ก็มีแค่ “สุดรักสุดดวงใจ” ละครเย็นที่โกยเรตติ้งถึงระดับ 9-10 ส่วน “ทิวลิปทอง” ละครหลังข่าวศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ผลงานของ “อาหลอง-ฉลอง ภักดีวิจิตร” ก็มีเรตติ้งความนิยม 6 กว่าๆ ถึง 7 นิดๆ เท่านั้น

(ที่มา กระทู้ เรตติ้งละคร-ภาพยนตร์วันศุกร์ที่17/11/2560-วันอาทิตย์ที่ 19/11/2560 โดย แม่น้องซ่า)

“พระอภัยมณี”: การตีความใหม่ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

หากนางผีเสื้อสมุทรคือ “อดีต” เราทุกคนต่างหนีนางผีเสื้อสมุทรของเรา เพื่อเอาชีวิตรอดเหมือนกันทั้งสิ้น

นางผีเสื้อฯ ในพระอภัยมณีนั้นเป็นตัวละครประหลาดนะครับ คือไม่มีที่มาที่ไป นางเงือกยังมีพ่อแม่เป็นตัวเป็นตน ซึ่งได้ช่วยให้พระอภัยและสินสมุทรหนีนางผีเสื้อในระยะแรก แต่นางผีเสื้อไม่มีพ่อมีแม่ หลังจากสิ้นชีวิตแล้ว ก็ไม่มีผีเสื้อตัวอื่นโผล่เข้ามาในท้องเรื่องอีกเลย นางเป็นตัวเดียวหรือคนเดียวในสปีชีส์ของนาง เกิดขึ้นหรือมีขึ้นเพื่อพระอภัย และเป็นของพระอภัยคนเดียวโดยแท้

นางผีเสื้อจึงเป็นอดีตของพระอภัยเพียงคนเดียว และไม่มีใครขจัดเธอออกไปได้นอกจากตัวพระอภัยเอง วิธีขจัดนางผีเสื้อของพระอภัยก็น่าสนใจ เพราะใช้การเป่าปี่จนเธอสิ้นชีวิตลง วิธีที่เราขจัดอดีตอันบาดใจของเรา ก็ใช้วิธีเดียวกันคือเป่าปี่ หรือฟังคนอื่นเป่าปี่ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ หันไปหาสิ่งสวยงามที่จรุงใจให้ลืมอดีตลงได้ อย่างน้อยก็ชั่วคราว

ปี่ของบางคนอาจเป็นศิลปะ บางคนอาจเป็นการทำงานหามรุ่งหามค่ำ บางคนอาจเป็นการสร้างชื่อเสียง บางคนอาจเป็นนางเงือกสาว นางสุวรรณมาลีและนางละเวง

และด้วยเหตุดังนั้น จึงทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ปี่ของพระอภัยทำให้นางผีเสื้อตายลงจริงหรือ หากตายจริงเหตุใดพระอภัยจึงยังต้องหนีนางผีเสื้อต่อไปเกือบตลอดชีวิต ถึงไม่ได้หนีด้วยการว่ายน้ำ แต่ก็หนีด้วยวิธีอื่นๆ ซึ่งน่ากลัวพอๆ กัน คือเข้าทำสงครามนองเลือดกับรัฐโน้นรัฐนี้อย่างไม่หยุดหย่อน หรือต้องเสี่ยงอันตรายเพื่อไปให้ถึง “เกาะแก้วพิสดาร” อันเป็นดินแดนที่พระอภัยเข้าใจว่าปลอดภัยจากนางผีเสื้อ อย่างจะหาความสงบในชีวิตสักชั่วขณะก็ไม่ได้เลย

“เกาะแก้วพิสดาร” ที่ไปได้ถึง อาจเป็นสถานที่ซึ่งนางผีเสื้อไม่อาจล่วงล้ำเข้าไปทำอันตรายได้ แต่นางก็ยืนสกัดอยู่ไม่ไกลในทะเล มองเห็นเงาทะมึนเบื้องหน้า แม้เสียงถอนใจคร่ำครวญยังได้ยิน และความคั่งแค้นน้อยใจก็สัมผัสได้จากสายลม

มหากาพย์การวิ่งหนีอดีตหรือนางผีเสื้อของพระอภัยมาสิ้นสุดลงในตอนจบ ไม่ใช่โดยการฆ่านางผีเสื้อใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่โดยการหยุดหนี และใช้ชีวิตร่วมกันไประหว่างอดีตและปัจจุบัน ประนีประนอมยอมรับให้นางผีเสื้อเข้ามาอยู่ร่วมกับนางสุวรรณมาลีและนางละเวง ด้วยเหตุดังนั้น จึงพากันเดินทางไปพบกับนางเงือกซึ่งพระอินทร์ได้ตัดหางให้แล้วที่เมืองลังกา อย่าลืมว่า หากไม่นับสินสมุทรแล้ว นางเงือกเป็นตัวละครตัวเดียวที่มีชีวิตและบทบาทร่วมกับนางผีเสื้อ หรือ “อดีต” ของพระอภัย

การกลับไปพบกับนางเงือกอีกครั้งหนึ่ง จึงเท่ากับกลับไปเผชิญหน้ากับนางผีเสื้อหรืออดีตได้อย่างสงบเป็นครั้งแรก และเรื่องก็ควรจบลงได้อย่างบริบูรณ์

พระอภัยโชคดีที่ในที่สุดก็สามารถอยู่ร่วมกับนางผีเสื้อได้ ในขณะที่คนอีกมากต้องหนีการไล่ล่าของนางผีเสื้อของตนเอง จนถึงวันสิ้นลม

การบำเพ็ญสมณธรรมของพระอภัยอาจเป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ได้กับการมีชีวิตร่วมกับอดีต แต่นั่นไม่ใช่วิธีเดียวเท่านั้น มีวิธีอื่นๆ อีกมากซึ่งเหมาะแก่แต่ละคน หากต้องเริ่มต้นที่อ่านแล้วทำให้สำนึกได้ว่า หยุดวิ่งหนีนางผีเสื้อของตนเสียที และจะอยู่ร่วมกับนางผีเสื้อของตนอย่างไร

ตัวใครตัวมัน อย่างที่พูดๆ กันแหละครับ

ใครอ่านถึงตรงนี้ คงมีความเห็นตรงกันว่า เฮ้ย ผมนโนเอาเองนี่หว่า สุนทรภู่ไม่ได้คิดอย่างนี้แน่ ผมก็เห็นด้วยเลยว่าสุนทรภู่ไม่น่าจะคิดอย่างนี้ แม้ผมจะเห็นว่าสุนทรภู่มีสำนึกปัจเจกสูงกว่ากวีร่วมสมัยและก่อนสมัยอย่างเห็นได้ชัดก็ตาม แต่คงไม่ถึงกับวางท้องเรื่องเพื่อเผยชีวิตส่วนในของพระเอกดังที่ผมกล่าวมาแต่ต้น แม้แต่ที่ผมเรียกว่า “ชีวิตส่วนใน” ก็คงเป็นความหมายที่คนรุ่นสุนทรภู่ไม่รู้จัก

แต่เราจะอ่านสุนทรภู่เพื่อรู้ว่าสุนทรภู่คิดอะไรไปทำไมครับ เราอ่านวรรณคดีอะไรก็ตาม เพื่อจะรู้ว่าเราคิดอะไรต่างหาก และนี่คือจุดอ่อนของการเรียนการสอนวรรณคดี (ทั้งไทยและต่างชาติ) ในประเทศไทย คือไม่สนใจว่าอ่านแล้วเราคิดอะไร และทำไม

หยุดเผาวรรณคดี
ภาพจาก https://www.matichonweekly.com

นี่คือจุดตั้งต้นของบทความที่อ่านสนุกมากๆ เรื่อง “หยุดเผาวรรณคดีไทยเสียที” โดยท่านอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ครับ

ในส่วนที่เหลือของบทความ อ.นิธิ จะพยายามอธิบายว่า ทำไมเราจึงควรดึงวรรณคดี/วรรณกรรมลงมาจากหิ้ง หรือควรพรากงานเขียนเหล่านั้นออกมาจากอำนาจการตีความแบบเดิมๆ ที่ถูกผูกขาดโดยครูและผู้รู้

เพื่อนำไปสู่การตีความผ่านแง่มุมใหม่ๆ โดยผู้อ่านร่วมสมัยในโลกยุคปัจจุบัน

อ่านบทความฉบับเต็มที่นี่ครับ https://www.matichonweekly.com/column/article_66090

“สุดยอดมือระนาด” รวมตัว ร่วมใจช่วย “ป๋อม บอยไทย”

ป๋อม บอยไทย
ภาพจากเฟซบุ๊ก ป๋อมบอยไทย อาร์สยาม

คุณป๋อม บอยไทย หรือ “ชัยยุทธ โตสง่า” มือระนาดเอกเจ้าของรางวัลศิลปาธร และเป็นผู้บุกเบิกวง “บอยไทย” รวมทั้ง “บางกอกไซโลโฟน” เพิ่งล้มป่วยลงจากอาการเส้นเลือดในสมองแตก และร่างกายซีกซ้ายอ่อนแรง

เมื่อวันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา บรรดาพี่เพื่อนน้องสุดยอด “มือระนาด” หลายสิบชีวิต จึงได้มารวมตัวกันโชว์ฝีมือลือลั่น ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ในงาน “คนรักดนตรีไทย ร่วมใจช่วย ‘ป๋อม บอยไทย’ ชัยยุทธ โตสง่า” เพื่อระดมเงินบริจาคไปช่วยเหลือป๋อมที่กำลังฟื้นฟูร่างกาย

โชว์เดี่ยวระนาดในวันนั้นกินเวลานานหลายชั่วโมง แต่ “มันส์” และ “แพรวพราว” มากๆ ครับ คิดว่าคนที่ชอบดูละครจักรๆ วงศ์ๆ ชอบฟังดนตรีไทยเดิม หรือเคยประทับใจหนัง “โหมโรง” น่าจะมีความสุขกับการแสดง

ชมคลิปการแสดงได้ตามนี้ครับ

 

 

ส่วนนี่ คือ ผลงานเด่นเพลงหนึ่งที่คุณป๋อมเคยสร้างสรรค์เอาไว้ในอดีต

Advertisements
คนมองหนัง, จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

บันทึกสั้นๆ ว่าด้วยละครชาตรี “นางสิบสาม”

“นางสิบสาม” โดย ประดิษฐ ประสาททอง และคณะละครอนัตตา

หนึ่ง

ดูจากชื่อคล้ายจะเป็นการตีความ​ “นางสิบสอง” ใหม่ แต่จริงๆ แล้ว เนื้อหาและโครงเรื่องของละครชาตรีร่วมสมัยเรื่องนี้ แทบจะเป็น “คนละเรื่อง” กับ “นางสิบสอง” ที่พวกเราคุ้นเคยกัน มีแค่ตัวละคร “นางยักษ์แปลงกาย/นางสิบสาม” เท่านั้นแหละ ที่ไปพ้องกับนิทาน “นางสิบสอง” อยู่รางๆ

สอง

ขณะเดียวกัน ชื่อละคร “นางสิบสาม” ก็มิได้หมายความว่าตัวละครเอกของละครเรื่องนี้จะเป็นผู้หญิงจำนวน “13 คน” ทว่า “นางสิบสาม” คือชื่อเฉพาะของสตรีคนหนึ่ง ถ้าใครได้ไปชมการแสดงก็ย่อมจะพบความนัยลึกซึ้งที่ซ่อนแฝงอยู่ภายใต้นามอันเป็นตัวเลข

fullsizeoutput_5

สาม

โครงเรื่องตั้งต้นของละครเรื่องนี้อยู่ที่คำถามว่า ใครฆ่า “นางสิบสาม”? จากนั้น ตัวละครหลักสามรายจึงพยายามสืบค้นแสวงหาข้อเท็จจริงดังกล่าว เพื่อให้นครที่มีเหตุการณ์สังหารสตรีนางนั้นอย่างฉาวโฉ่ ได้การยอมรับและปราศจากข้อครหาจากประชาคมโลกอีกครั้งหนึ่ง (ฟังดูคุ้นๆ)

แต่พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ประเด็นตั้งต้นก็ค่อยๆ ถูกขยายกระจายออก ส่วนหนึ่ง อาจเกิดจากมุขตลกด้นสดสไตล์ละครชาตรี ที่คนบนเวทีอำกันเอง หรือคนบนเวทีหัน/ลงมาหยอกล้อกับผู้ชม (ซึ่งเป็นจุดเด่นที่แข็งแรงมากของคณะละครอนัตตา แม้ผมยังรู้สึกว่า “อารมณ์ขัน” ของ “นางสิบสาม” จะไม่สุดเท่า “แก้วหน้าหมา” ละครชาตรีเรื่องก่อนหน้าของคณะนี้ก็ตาม)

สี่

ไปๆ มาๆ คำตอบว่าใครฆ่า “นางสิบสาม” ก็ถูกเฉลยอย่างไม่เซอร์ไพรส์มากนัก นอกจากนี้ ประเด็นที่ว่า “นางสิบสาม” คือ “นางยักษ์แปลงกาย” ผู้ถูกกระทำ ก็ไม่ใหม่สดเสียทีเดียว ซึ่งไม่ใช่ข้ออ่อนด้อยของละครแต่อย่างใด

เพราะประเด็นสรุปที่สำคัญกว่า ก็คือ ละครเรื่องนี้ไม่ได้หยุดตัวเองอยู่ตรงการค้นพบความจริงเหล่านั้น แต่กลับมุ่งหน้าไปสู่สถานการณ์ชุลมุนวุ่นวายของการอ้างอิงตนเองเข้ากับความเชื่อ-อารมณ์ความรู้สึกส่วนบุคคล/เฉพาะกลุ่มที่หลากหลาย (ในยุค Post-truth)

fullsizeoutput_c

ห้า

“นางสิบสาม” จึงปิดท้ายในลักษณะที่แทบจะกลายเป็น “หนังฟิล์มนัวร์” ไปเลย คือ ลงเอยแบบปลายเปิดด้วยสถานการณ์หักเหลี่ยมเฉือนคมระหว่างตัวละครนำ 3+1 คน อันได้แก่ เจ้าเมืองอย่างท้าวระเด่นรันตู (ที่ได้อำนาจมาอย่างผิดครรลอง-ระบบ) นางสิบสาม ที่เป็นนางยักษ์แปลง และถูกผู้มีอำนาจใส่ร้ายปรักปรำ ภรรยาคนรองของเจ้าเมือง ซึ่งกลายเป็นตัวแทนของชาวบ้านชาวเมืองที่เลือกอยู่ข้างนางยักษ์ และพระอินทร์ ที่ระแวง/ไม่วางใจคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย

หก

ละครชาตรี “นางสิบสาม” มีกิมมิคที่เล่นกับคนดู ด้วยการให้ตัวละครชี้นิ้วมายังผู้ชมบางราย แล้วขอร้องให้พวกเขายกโทรศัพท์ขึ้นมา “ไลฟ์สด” การแสดง หรือกระบวนการค้นหาความจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของ “นางสิบสาม” บนเวที

น่าสนใจว่า แม้หลายคนจะทึกทักว่าเทคโนโลยีการไลฟ์เหตุการณ์ต่างๆ ด้วยโทรศัพท์มือถือ จะทำให้เราเข้าใกล้ “ความจริง” มากขึ้น แต่บทสรุปของละครเรื่องนี้กลับกลายเป็นว่า ยิ่งสัมผัสกับ “ภาวะเสมือนจริง” ดังกล่าวมากเท่าใด เรากลับยิ่งสับสนงุนงงหนักขึ้นว่าอะไรคือ “ความจริง”?

เจ็ด

โดยสรุป ถ้าวัดกันในแง่ความสนุก เฮฮา แพรวพราวอารมณ์ขัน ผมชอบ “แก้วหน้าหมา” มากกว่า “นางสิบสาม” (ไม่แน่ใจว่าระยะห่างระหว่าง “คนเล่น” กับ “คนดู” ในการแสดงสองรอบแรกของ “นางสิบสาม” ที่ออดิทอเรียม หอศิลป์ กทม. จะส่งผลกระทบต่อประเด็นนี้มากน้อยแค่ไหน? หรืออาจเป็นเพราะ “แก้วหน้าหมา” นั้น อ้างอิงจาก “แก้วหน้าม้า” ที่มีความตลกโดยตัวมันเองอยู่แล้ว)

แต่ถ้าพิจารณาจากความคมชัดของประเด็นการนำเสนอ ผมรู้สึกว่า “นางสิบสาม” มีความหนักแน่จริงจัง ชวนขบคิดมากกว่า

21728053_1461498453929142_5375304128276347884_n

หมายเหตุ

ละครชาตรีเรื่องนี้จะยังเปิดการแสดงอีกสองรอบในวันที่ 25-26 พฤศจิกายน ณ ฟรี ฟอร์ม เฟสติวัล (ระหว่างเอกมัย 13 และ 15) ผู้สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

ข่าวบันเทิง

ชมคลิปเสวนา 5 ผู้กำกับอาเซียน หัวข้อ “อนาคตอุตสาหกรรมหนังในภูมิภาค”

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน มีงานประชุมวิชาการระดับชาติเรื่องภาพยนตร์อาเซียน ครั้งที่ 2 ในหัวข้อ “อุตสาหกรรมภาพยนตร์ สื่อมวลชน และสื่อสังคมในภูมิภาคอาเซียน” ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง

โดยงานประชุมดังกล่าวปิดท้ายด้วยการเสวนาของผู้กำกับภาพยนตร์จาก 5 ชาติอาเซียน ได้แก่ Riri Riza (อินโดนีเซีย), Saw Teong Hin (มาเลเซีย), Kan Lume (สิงคโปร์), Eduardo W. Roy Jr. (ฟิลิปปินส์) และ บัณฑิต สินธนภารดี (ไทย)

ในหัวข้อ “อนาคตอุตสาหกรรมภาพยนตร์อาเซียน” ดำเนินการเสวนาโดย ก้อง ฤทธิ์ดี และ ภาณุ อารี

ติดตามชมคลิปการเสวนาดังกล่าวได้ที่นี่ครับ

 

 

 

ข่าวบันเทิง

“ตากล้องไทย” ได้เข้าชิงรางวัลสำคัญที่สหรัฐ – “มะลิลา” คว้ากล่องจากเทศกาล “ม้าทองคำ”

“สยมภู มุกดีพร้อม” มีชื่อเข้าชิงรางวัลอินดี้ สปิริต อวอร์ดส์

รางวัลอินดี้ สปิริต อวอร์ดส์ รางวัลสำหรับภาพยนตร์อิสระในสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลประจำปีนี้ออกมาแล้ว

โดย “Call Me by Your Name” หนังดราม่าเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ยากลบเลือนของชายคู่หนึ่งในช่วงฤดูร้อนปี 1983 ณ ภาคเหนือของประเทศอิตาลี ผลงานการกำกับภาพยนตร์ของ Luca Guadagnino มีรายชื่อเข้าชิงรางวัลมากถึง 6 สาขา

call-me-by-your-name-42-1503526113

ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม, ลำดับภาพยอดเยี่ยม และกำกับภาพยอดเยี่ยม

ซึ่งผู้ทำหน้าที่กำกับภาพให้แก่หนังเรื่องนี้ จนมีชื่อเข้าชิงรางวัลด้วย ก็คือ ตากล้องชาวไทย “สยมภู มุกดีพร้อม”

สยมภู ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 47 ปี จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เขาเคยมีผลงานการกำกับภาพยนตร์อยู่หนึ่งเรื่อง ในฐานะผู้กำกับร่วมของหนังไทยเรื่อง “ขอบคุณที่รักกัน” (2554)

ในฐานะผู้กำกับภาพหรือตากล้อง สยมภูสะสมเครดิตในระดับประเทศและนานาชาติไว้อย่างมากมาย

ด้านหนึ่ง สยมภูเป็นผู้กำกับภาพคู่ใจของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” โดยฝากผลงานการถ่ายภาพไว้ในหนังเจ้ยหลายเรื่อง เช่น ดอกฟ้าในมือมาร, สุดเสน่หา, แสงศตวรรษ และลุงบุญมีระลึกชาติ

อีกด้านหนึ่ง เขาก็มีผลงานกำกับภาพให้กับหนังสตูดิโอของไทยมาอย่างโชกโชน อาทิ สตรีเหล็ก 2, สยิว, แจ๋ว, เฉิ่ม, หนูหิ่น เดอะมูฟวี่, Me…Myself ขอให้รักจงเจริญ, ไชยา, แฮปปี้เบิร์ธเดย์ และ ฤดูร้อนนั้น ฉันตาย เป็นต้น

สยมภู
ภาพจาก https://mubi.com/cast/sayombhu-mukdeeprom

สยมภูเริ่มรับหน้าที่เป็นผู้กำกับภาพให้แก่ผลงานภาพยนตร์ต่างประเทศตั้งแต่ปี 2551 กับหนังเรื่อง Soi Cowboy และต่อมาคือในปี 2554 กับหนังเรื่อง Hellgate ซึ่งทั้งคู่เป็นหนังต่างชาติที่มีเหตุการณ์ท้องเรื่องเกิดขึ้นในประเทศไทย

อย่างไรก็ดี สยมภูเริ่มโกอินเตอร์อย่างแท้จริงเมื่อปี 2558 กับการเดินทางไปทำงานเป็นตากล้องให้กับภาพยนตร์ไตรภาคชุด Arabian Nights ของ Miguel Gomes ซึ่งนำเนื้อหาบางส่วนของนิทานอาหรับราตรีมาถ่ายทอดผ่านสภาพสังคมโปรตุเกสสมัยใหม่

จากนั้น สยมภูได้กำกับภาพให้กับหนังอิตาลีเรื่อง Antonia ที่เล่าเรื่องราวชีวิตของกวีหญิงชาวอิตาเลียนในทศวรรษ 1930 และหลังจาก Call Me by Your Name เขายังได้ทำงานร่วมกับ Luca Guadagnino อีกครั้ง ในโปรเจ็คท์ภาพยนตร์เรื่อง Suspiria ซึ่งกล่าวถึงมุมมืดลึกลับของโรงเรียนสอนนาฏลีลาแห่งหนึ่งในประเทศเยอรมนี

การประกาศผลรางวัลอินดี้ สปิริต อวอร์ดส์ครั้งนี้ จะจัดขึ้นในวันที่ 3 มีนาคม ปีหน้า หนึ่งวันก่อนการประกาศรางวัลออสการ์ส

ถึงแม้รายชื่อผู้เข้าชิงและผู้ได้รับรางวัลอินดี้ สปิริต อวอร์ดส์ มักไม่ใช่ “ภาพสะท้อน” ที่แม่นยำตรงเป๊ะของผลรางวัลออสการ์สเสียทีเดียว แต่ก็สามารถนำมาใช้เป็นดัชนีบ่งชี้แนวโน้มผู้น่าจะได้เข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทองสหรัฐได้ในระดับหนึ่ง

ทั้งนี้ “Call Me by Your Name” มีกำหนดการจะเข้าฉายในไทยช่วงเดือนธันวาคม ที่โรงภาพยนตร์เฮาส์ อาร์ซีเอ

“มะลิลา” ได้รางวัลที่ไต้หวัน

“มะลิลา” ผลงานภาพยนตร์โดย “อนุชา บุญยวรรธนะ” คว้ารางวัลจากเทศกาลหนังนานาชาติได้อีกแล้ว

นุชชี่ ไต้หวัน
ภาพจาก Anucha Boonyawatana

คราวนี้ หนังได้รับรางวัล NETPAC Award หรือรางวัลจากเครือข่ายสนับสนุนส่งเสริมภาพยนตร์เอเชีย ในเทศกาลภาพยนตร์ม้าทองคำแห่งไทเป ประเทศไต้หวัน

โดย “มะลิลา” ซึ่งเล่าเรื่องราวสายสัมพันธ์และความพลัดพรากของชายคู่หนึ่ง ผ่านกระบวนการทำบายศรีและแนวคิดทางพุทธศาสนา จะเข้าฉายในเมืองไทยช่วงต้นปีหน้า

ข่าวบันเทิง

“อวสานซาวด์แมน” ได้รับรางวัลหนังสั้นยอดเยี่ยมที่เนปาล

หลังเพิ่งคว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์สั้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ล่าสุด “อวสานซาวด์แมน” หนังสั้นของ “สรยศ ประภาพันธ์” ยังเดินหน้ากวาด “กล่อง” ต่อไป โดยได้รับรางวัลภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยม ในสายการประกวด “Changing Perspective” (มุมมองที่เปลี่ยนแปลงไป) จากเทศกาลภาพยนตร์สั้นนานาชาติ Ekadeshma ประเทศเนปาล

คณะกรรมการตัดสินรางวัลดังกล่าวระบุถึงหนังสั้นไทยเรื่องนี้ว่า

อวสานซาวด์แมน เนปาล

“เป็นงานเสียดสีทางการเมืองอันสนุกสนาน ซึ่งมุ่งยกย่องเหล่าฮีโร่ผู้ปิดทองหลังพระแห่งวงการภาพยนตร์”

ภาพและข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก Ekadeshma International Short Film Festival

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

2 ความเท่ห์ใน “เทพสามฤดู 60”: “อำมาตย์อาจอง” กักตัวฝึกพระเวทย์-“สามศรี” มี “สามร่าง”

“เทพสามฤดู 2560” ตอนที่ 41 ประจำวันเสาร์ที่ 18 พ.ย. 2560 นั้นมีเนื้อหาหรือรายละเอียดหลายจุดน่าสนใจมากๆ ครับ

จุดแรก

ดังที่เคยพูดถึงไว้แล้วว่า ดูเหมือนทางสามเศียรจะพยายามหาทางคลี่คลายปัญหาที่เกิดจากอาการเจ็บป่วยของนักแสดงอาวุโส “กิตติ ดัสกร” อย่างละเอียดลออพอสมควร

เริ่มจากการเกลี่ยบทของ “อำมาตย์อาจอง” (ซึ่งแสดงโดยกิตติ) ไปให้ “หมื่นมิตร” ตัวละครที่เป็นลูกน้องคนสนิทของท่านอำมาตย์

อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ทางผู้กำกับ-ผู้เขียนบท ได้มีวิธีจัดการกับการหายตัวไปของ “อำมาตย์อาจอง” ที่ดีและแยบคายกว่านั้น แถมยังเหนือกว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ผ่านๆ มา อีกหลายเรื่อง

(ซึ่งเวลานักแสดงคนใดติดภารกิจสำคัญจนไม่สามารถกลับมาถ่ายละครได้อีก หรือตัวละครที่นักแสดงผู้นั้นรับบทบาทเริ่มหมดความสำคัญในตัวเรื่อง จนผู้กำกับ-ผู้เขียนบทไม่รู้ว่าควรจะไปต่อยังไง ทางค่ายสามเศียรก็มักจะตัดตัวละครดังกล่าวทิ้งไปเสียดื้อๆ)

วิธีการที่ว่าปรากฏอยู่ระหว่างนาทีที่ 05.10-05.59 ของคลิปด้านบน ซึ่งเป็นการเจรจาความกันระหว่าง “ท้าวโคธรรพ์” หนึ่งในตัวร้ายของละคร กับ “หมื่นมิตร” ที่สามารถถอดเป็นบทสนทนาได้ว่า

ท้าวโคธรรพ์: เราจะไปดูสามศรีหน่อย จนป่านนี้แล้วยังไม่ได้เรื่องไม่ได้ราว (ในภารกิจจับตัวองค์อิศรา) หมื่นมิตร!

หมื่นมิตร: พระเจ้าค่ะ

ท้าวโคธรรพ์: ท่านพ่อ (อำมาตย์อาจอง ที่รับบทโดยกิตติ) เป็นยังไงบ้าง?

หมื่นมิตร: ท่านอำมาตย์ยังอยู่ในห้องฝึกพระเวทย์อยู่พระเจ้าค่ะ

ท้าวโคธรรพ์: อือ ถ้าเช่นนั้น เราคงต้องขอฝากทางนี้ไว้กับเจ้าด้วย

หมื่นมิตร: เอ่อ ข้าพุทธเจ้า… (แสดงสีหน้าวิตกกังวล)

ท้าวโคธรรพ์: ไม่ต้องกลัว เราจะให้ภูตดำอยู่กับเจ้า นอกจากภูตดำแล้ว เรายังมีทหารที่เป็นหูเป็นตาให้กับเราได้อีก

หมื่นมิตร: ถ้าเช่นนั้น ข้าพุทธเจ้าจะพยายามสนองพระมหากรุณาธิคุณอย่างสุดความสามารถพระเจ้าค่ะ

เท่าที่ตามดูละครจักรๆ วงศ์ๆ อย่างจริงจังมานานหลายปี นี่น่าจะเป็นครั้งแรกๆ ที่ค่ายสามเศียรตัดสินใจแก้ไขปัญหานักแสดง “ต้อง” หายไปจากหน้าจอ อย่างเป็นระบบ และสร้างคำชี้แจงแก่คนดูผ่านทางบทสนทนาของตัวละคร

นอกจากนี้ การแก้ปัญหาเรื่องตัวละครอำมาตย์อาจอง ยังบ่งชี้ว่าบทละคร “เทพสามฤดู 2560” นั้น ไม่ได้มุ่งหน้าเดินตาม “เทพสามฤดู 2546” แบบเป๊ะๆ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

ทว่า เมื่อถึงคราต้องแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ด้วยการ “ด้นสด” ทางทีมงานก็สามารถดำเนินเรื่องราวไปในทิศทางอันผิดแผกจากโครงสร้าง/รายละเอียดเดิมๆ ได้บ้าง

จุดที่สอง

สามศรีสามร่าง

นี่เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่ง ที่ “เทพสามฤดู 2560” ต่างจาก “เทพสามฤดู 2546”

กล่าวคือ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนเช่นกัน มีฉากดวลกันระหว่าง “พระราหู” ตัวละครพระเอกกึ่งเทพกึ่งอสูรขวัญใจแม่ยก กับ “สามศรี” ตัวร้ายหน้าหล่อครึ่งคนครึ่งวัวขวัญใจสาวๆ

ปรากฏว่ามีจังหวะหนึ่ง (นาทีที่ 8.27 จนจบคลิปด้านบน) ที่ “สามศรี” แยกร่างตัวเองออกเป็น “สามร่าง” เพื่อเล่นงาน “พระราหู”

เมื่อตรวจสอบดูฉากเดียวกันใน “เทพสามฤดู 2546” พบว่า “สามศรี” เวอร์ชั่นที่แล้ว ไม่ได้เล่นงาน “พระราหู” ด้วยกลยุทธ์ “แยกสามร่าง” เช่นนี้ (นาทีที่ 10.08-12.24 ในคลิปด้านล่าง)

อย่างไรก็ตาม การแยกร่างของ “สามศรี” ใน “เทพสามฤดู 2546” เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น เมื่อเขาแยกร่างตัวเองออกเป็น “4 คน” เหมือนเป็นการสร้าง “มายาภาพ” หลอกล่อ “สุวรรณอัมพร” คนรักของ “พระราหู” (นาทีที่ 8.46-9.32 ในคลิปเดียวกัน)

ดังนั้น การแยกสามร่างของ “สามศรี” จึงถือเป็นนวัตกรรมของ “เทพสามฤดู 2560” ซึ่งไปสอดคล้องต้องกันพอดีกับเรื่องราวฉบับ “วรรณกรรมวัดเกาะ” ที่เล่าว่า

“โคธรรพ์ฤาษี” ได้นำตัวบุตรชายไปประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ ท่ามกลางการชุมนุมของเทวดา ครุฑ นาค ยักษ์ ก่อนจะปั้นหุ่นดินขึ้นมาสองตัว จากนั้น พระฤาษีจึงนำน้ำอมฤตรดใส่ร่างบุตรชาย พร้อมๆ กับการนำหุ่นดินสองตัวไปสุมไฟ

ท้ายสุด หุ่นดินคู่นั้นก็กลับกลายเป็นมีชีวิต ทั้งยังมีรูปร่างหน้าตาประดุจเดียวกันกับบุตรชายของโคธรรพ์ฤาษีไม่ผิดเพี้ยน

ด้วยเหตุนี้ พระฤาษีจึงตั้งชื่อบุตรชายว่า “พระสามศรี” (เพราะมีสามร่าง) โดยกุมารดินอีกสองตนที่ถูกเสกขึ้นมานั้น ก็จะมีหน้าที่คอยช่วยดูแลอารักขากุมารตัวจริง รวมถึงช่วยสร้างความพะวักพะวนให้แก่ศัตรู ยามต้องรบทัพจับศึกอีกด้วย

(ที่มา https://konmongnangetc.com/2017/09/17/samsri-threeseasons/)

ขอบคุณภาพประกอบจากยูทูบ ฟ้ามีตา ช่อง 7 HD

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

อีกหนึ่งวิธีเสพ “เทพสามฤดู” ในโลกออนไลน์ – รวมภาพนิ่งหลากอารมณ์จากเหล่านักแสดง

คลิปเล่าเรื่องย่อบนยูทูบ อีกหนึ่งวิธีเสพ “เทพสามฤดู” ในโลกออนไลน์

นอกจากการเผยแพร่ภาพผ่านทางโทรทัศน์, วิดีโอในเว็บไซต์ BUGABOO ของช่อง 7, ไลฟ์สดและคลิปย้อนหลังทางยูทูบ (มากกว่าหนึ่งช่อง) แล้ว

อีกหนึ่งวิธีการเสพ “เทพสามฤดู 2560” ที่น่าสนใจในโลกออนไลน์ ก็คือ การรับฟังเนื้อหาล่วงหน้าของละครผ่าน “คลิปเล่าเรื่องย่อ”

ช่องยูทูบที่ทำคลิปแนวนี้อย่างจริงจังแข็งขัน คือ ช่องของคุณ Pim ChaYa

ข้อได้เปรียบหนึ่งของการทำคลิปประเภทนี้ ก็ได้แก่การที่สามเศียรเลือกสร้าง “เทพสามฤดู 2560” โดยนำเอาบทละครเมื่อปี 2546 มาใช้ถ่ายทำแบบแทบจะช็อตต่อช็อต ดังนั้น เรื่องย่อที่เล่าในคลิปจึงมีความแม่นยำค่อนข้างสูง

และจำนวนคนคลิกเข้ามาฟังคลิป (พร้อมดูภาพนิ่งประกอบ) ก็ถือว่าน่าพอใจทีเดียว คือ มีหลักหมื่นวิวอัพ

โดยส่วนตัว เมื่อลองฟังคลิปเหล่านี้ในสื่อใหม่ทางออนไลน์ ผมกลับย้อนนึกไปถึงสื่อเก่าสองชนิด

ชนิดแรก คือ ละครวิทยุ อีกชนิด คือ เรื่องย่อละครทีวี ไม่ว่าจะเป็นที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์หัวสี หรือพิมพ์ขายเป็นหนังสือราคาย่อมเยา แล้ววางจำหน่ายตามแผงหนังสือและร้านเซเว่นฯ

ปรากฏการณ์เช่นนี้ นำไปสู่ความกำกวมบางอย่าง

กล่าวคือ ด้านหนึ่ง มันอาจชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยยังมีลักษณะเป็น “สังคมมุขปาฐะ” (ชอบพูด/ฟัง หรือดู มากกว่า อ่าน/เขียน) ถ้าพิจารณาว่าลักษณะของคลิปเรื่องย่อ “เทพสามฤดู 2560” วางน้ำหนักอยู่บนเรื่องเล่าประหนึ่งละครวิทยุ (ตลอดจนเทปเล่านิทานเด็กเมื่อราว 30 กว่าปีก่อน)

ทว่า อีกด้าน ปรากฏการณ์ข้างต้นก็อาจไม่ได้ถูกตรึงอยู่ตรงทางแยกของคู่ตรงข้ามระหว่างการ “พูด/ฟัง/ดู” กับการ “อ่าน/เขียน” หากพิจารณาว่าคลิปเรื่องย่อ “เทพสามฤดู 2560” มีลักษณะพ้องกับเรื่องย่อละครต่างๆ ในเวอร์ชั่นสิ่งพิมพ์ ไปในคราวเดียวกัน

ถึงที่สุดแล้ว “คลิปเล่าเรี่องย่อเทพสามฤดู” ออนยูทูบ จึงอาจแสดงให้เห็นถึงการไหลวนของเรื่องเล่าแบบเดิมๆ ซึ่งตัวคนดู/คนฟัง/คนอ่าน/ผู้บริโภคก็คล้ายจะพอใจกับลักษณะไหลวนไปมาในวิถีทางเดิมๆ เช่นนั้น

ขออนุญาตปิดท้ายเนื้อหาส่วนนี้ ด้วยคำสัมภาษณ์ที่ผมเคยให้ไว้กับเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งอาจอธิบายถึงข้อสรุปดังกล่าวได้อยู่บ้าง

ขณะเดียวกันคนไทยอาจไม่ได้นิยมเสพความบันเทิงซ้ำๆ ด้วยเหตุผลว่าพวกเขาไม่สนใจเรื่องราว ไม่สนใจเนื้อหาสาระ เพราะการได้ดูมหรสพเรื่องเดิมๆ อาจมี ‘หน้าที่’ บางอย่างของมันอยู่ การดูหนัง ดูละคร ที่มีโครงเรื่องเก่าๆ ซ้ำเดิม หมายความว่าคนดูจะสามารถ ‘คาดการณ์’ เรื่องราวของมหรสพนั้นๆ ได้

“มองในบางแง่ การคาดการณ์เรื่องราวได้อาจแสดงให้เห็นถึงอำนาจ และการเข้าถึงความรู้ของคนดู แทนที่พวกเขาจะกลายเป็นผู้รับเรื่องราวใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึงจากผู้ผลิตละคร ในฐานะคนที่ไม่รู้หรือแทบไม่รู้อะไรเลย”

นอกจากนี้ การคาดการณ์เรื่องราวต่างๆ ล่วงหน้าได้ ยังอาจทำให้การชมมหรสพมีรสชาติขึ้น ในกรณีของการชมละครจักรๆ วงศ์ๆ เราอาจนึกถึงภาพกลุ่มคนมาดูละครประเภทนี้หน้าจอทีวี ไปพร้อมๆ กับการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันว่าเรื่องราวจะดำเนินอย่างไรต่อไป ใครจะรักกับใคร ใครจะอยู่ ใครจะตาย อาจก่อให้เกิดชุมชนของคนดู หรือการสื่อสารในทิศทางอื่นๆ นอกเหนือไปจากการสื่อสารทางเดียวระหว่างภาพในจอกับคนดู ที่ต้องเพ่งสมาธิในการชม ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้มีความสำคัญ แต่มักถูกมองข้ามไป

(ที่มา https://prachatai.com/journal/2017/08/72704)

รวมภาพนิ่งหลากอารมณ์จากเหล่านักแสดง “เทพสามฤดู 2560”

คุยเรื่องเครียดๆ กันไปแล้ว ก็เลยขอปิดท้ายด้วยภาพหลากอิริยาบถ ตั้งแต่น่ารัก เฮฮา จนถึงโศกเศร้า ของบรรดานักแสดงจาก “เทพสามฤดู 2560” ครับ

โดยล่าสุด อินสตาแกรมสามเศียรได้ปล่อยภาพดีๆ มาหลายรูป

นี่คือบางส่วนของรูปภาพเหล่านั้น เชิญรับชมครับ

ข่าวบันเทิง

เคล็ดลับการคัดเลือก “นักแสดงสมัครเล่น” ในหนังอภิชาติพงศ์

“คริส ชีลด์ส” จาก Film Comment ชวนคนในวงการภาพยนตร์นานาชาติหลายๆ ราย มาพูดคุยเกี่ยวกับกระบวนการคัดเลือกนักแสดงให้แก่หนังที่ไม่ใช้ “นักแสดงมืออาชีพ” มาสวมบทบาทเป็นตัวละคร แต่กลับสรรหาคนธรรมดาทั่วไปมารับบทเหล่านั้นแทน

หนึ่งในบุคลากรที่ชีลด์สพูดคุยด้วย ก็คือ “สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์” ผู้ช่วยผู้กำกับในหนังหลายเรื่องของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (ซึ่งเพิ่งมีผลงานภาพยนตร์สารคดีขนาดยาวเรื่อง “หมอนรถไฟ” ของตนเองไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา)

สมพจน์ หมอนรถไฟ

สมพจน์บอกว่าเขาทำหน้าที่เป็นผู้คัดเลือกนักแสดงให้แก่หนังหลายเรื่องของอภิชาติพงศ์ สำหรับในหนังยาวเรื่องล่าสุด “รักที่ขอนแก่น” นั้น นอกจากนักแสดงนำสองคนแล้ว ตัวละครที่เหลือล้วนสวมบทบาทโดยนักแสดงสมัครเล่นที่ใช้ชีวิตจริงอยู่ในจังหวัดขอนแก่น บ้านเกิดของผู้กำกับ อันเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังทั้งเรื่อง เพราะทีมงานต้องการนักแสดงที่มีบุคลิกลักษณะเหมือนผู้คนธรรมดาทั่วไป ซึ่งพวกเราสามารถพบเห็นได้ในวิถีชีวิตประจำวัน

ปัจจัยสำคัญที่สุด ซึ่งตัดสินว่านักแสดงสมัครเล่นรายใดจะได้รับการคัดเลือกมาร่วมเล่นหนังของอภิชาติพงศ์ ก็คือ “ความเป็นธรรมชาติ” ของพวกเขา และการมีสัญชาตญาณที่ดีพอจะ “ด้นสด” ในสถานการณ์ต่างๆ อย่างลื่นไหล

สมพจน์เปิดเผยว่าในกระบวนการแคสติ้ง ทีมงานจะจู่โจมผู้มาคัดตัวเป็นนักแสดงด้วยการสุ่มโยนคำถามมั่วๆ ใส่พวกเขา หรือทำให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับอะไรบางอย่างที่เหนือการคาดเดา

“ยกตัวอย่างเช่นเราอาจถามเขาว่า ‘ที่ไปเที่ยวทะเลกับวิมลมาเมื่ออาทิตย์ก่อนเป็นยังไงบ้าง? ผมได้ยินว่าเธอยังอยู่ในช่วงพักฟื้นจากการรักษามะเร็งใช่มั้ย?’ จากนั้นเรื่องราวเกี่ยวกับคนชื่อวิมลก็จะถูกแต่งเติมเสริมต่อโดยคนที่มาแคสติ้ง”

สมพจน์อธิบายว่า คำถามตั้งต้นทำนองนั้นช่วยทำให้เรามองเห็นว่าผู้มาคัดตัวแต่ละคนจะสนองตอบต่อคำถามที่คาดไม่ถึงด้วยวิธีการเช่นใด และพวกเขาและเธอจะสามารถแต่งเติมเสริมสร้างเรื่องราวของ “วิมล” ให้มีความน่าเชื่อถือได้มากน้อยเพียงไหน

ซึ่งอภิชาติพงศ์เคยบอกเอาไว้ว่า กระบวนการคัดเลือกแบบนี้จะทำให้เราประจักษ์ว่าใครคือคนที่โกหกได้เก่งที่สุด

cemetery-of-splendour-06-1024x578

สมพจน์เล่าว่าทีมงานจะบันทึกภาพผู้มาแคสติ้ง ตั้งแต่ช่วงที่พวกเขาแนะนำตัว เรื่อยไปจนถึงตอนที่พวกเขาเริ่มทดลองทำการ “แสดง” เพราะต้องการพิจารณาว่าคนเหล่านั้นจะสามารถรักษา “ความคงเส้นคงวา” เอาไว้ได้หรือไม่

“โดยปกติ คนทั่วไปมักจะมีอาการตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพวกเขาต้องเริ่มต้นด้นสดกับบทบาทการแสดงที่ได้รับ พลังงานในตัวพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงไป แต่เราต้องการคนที่สามารถรักษาระดับอารมณ์เอาไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ จนเราไม่อาจบอกได้ว่าเรื่องที่เขาเล่าให้พวกเราฟังนั้น เป็นความจริงหรือสิ่งหลอกลวง”

อีกข้อหนึ่งที่ทีมงานคัดเลือกนักแสดงในภาพยนตร์ของอภิชาติพงศ์มักนำมาพิจารณาประกอบ ก็คือ ผู้จะมาร่วมแสดงในหนังเรื่องนั้นๆ สามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อนนักแสดงคนอื่นๆ ได้ดีเพียงใด

เพราะการจะทำหนังสักเรื่องหนึ่งนั้น เราต้องมองไปที่ภาพรวมและการทำงาน “ร่วมกัน” เป็นสำคัญ

จุดนี้อาจส่งผลให้กระบวนการคัดเลือกนักแสดงมีความยืดเยื้อเกินคาด อาทิ ในหนังเรื่อง “สัตว์ประหลาด” ซึ่งกว่าทีมงานจะหานักแสดงที่เหมาะสมมารับบทเป็นตัวละคร “ทหาร” ได้ ก็ต้องใช้เวลายาวนานกว่าหนึ่งปีเลยทีเดียว

ที่มา https://www.filmcomment.com/article/one-in-a-million/

ข่าวบันเทิง

“อวสานซาวด์แมน” ได้รับรางวัลที่สวิส ผู้กำกับกล่าวรำลึก “ชัยภูมิ ป่าแส” บนเวที

“อวสานซาวด์แมน” หนังสั้นของ “สรยศ ประภาพันธ์” (นักบันทึกเสียงประกอบในภาพยนตร์อินดี้ไทย-อาเซียนหลายเรื่อง) ที่ก่อนหน้านี้เดินทางไปร่วมเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติหลายแห่ง เพิ่งได้รับรางวัลชมเชยจากเทศกาลหนังสั้นนานาชาติ Kurzfilmtage Winterthur ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งในคำกล่าวหลังขึ้นรับรางวัลบนเวทีของสรยศ ได้มีการรำลึกถึง “ชัยภูมิ ป่าแส” นักกิจกรรมทางสังคม-นักทำหนังสั้นชาวลาหู่ที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐวิสามัญฆาตกรรมเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ชัยภูมิ ป่าแส

“เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เอ็นจีโอนักทำหนังคนหนึ่ง ซึ่งเป็นนักบันทึกเสียงประกอบภาพยนตร์ด้วย ได้ถูกยิงเสียชีวิตโดยเจ้าหน้าที่ ซึ่งกล่าวหาว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติด

“แต่เมื่อพวกเราขอร้องให้มีการเผยแพร่ภาพเหตุการณ์วิสามัญฆาตกรรมที่ถูกบันทึกไว้โดยกล้องวงจรปิด พวกเขากลับไม่รับฟังเสียงเรียกร้องของพวกเรา

“แน่นอน ผมยังคงจะทำหนังสั้นเรื่องนี้ แม้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่ได้เกิดขึ้น แต่เมื่อเรื่องน่าเศร้านั้นได้บังเกิดขึ้นมา ผมจึงตัดสินใจใส่เสียงลั่นกระสุนปืนประกอบลงไปในหนัง เพื่อย้ำเตือนถึงสิ่งที่พวกเขากระทำกับพวกเรา”

สรยศเปิดเผยข้อความดังกล่าวผ่านสเตตัสภาษาอังกฤษ ที่เขาโพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวและตั้งค่าเข้าถึงเป็นสาธารณะ ซึ่งเจ้าตัวระบุว่าปรับปรุงมาจากคำกล่าวบนเวทีรับรางวัล

อวสานซาวด์แมน

เมื่อครั้งที่ “อวสานซาวด์แมน” ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดของเทศกาลภาพยนตร์เวนิส เว็บไซต์ของเทศกาลได้เผยแพร่เนื้อหาย่อของหนังสั้นเรื่องนี้เอาไว้ว่า

“เสียงของผู้คนมักเป็นสิ่งหนึ่งที่ถูกละเลยเพิกเฉยอยู่เสมอ เช่นเดียวกับเสียงประกอบในภาพยนตร์ ซึ่งมักไม่ค่อยถูกสนใจไยดีโดยบรรดาผู้ชม ในหนังเรื่องนี้ ตัวละครที่เป็นนักบันทึกเสียงสองคนกำลังทำงานมิกซ์เสียงในขั้นตอนท้ายสุดให้แก่หนังสั้นเรื่องหนึ่ง น่าตั้งคำถามว่าจะมีใครบ้างไหมที่ได้ยินสรรพเสียงเหล่านั้น?”

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยแนวคิดเบื้องหลังในการทำหนังสั้น “อวสานซาวด์แมน” ของสรยศ ซึ่งเขาระบุว่า

“เสียงคือส่วนประกอบสำคัญในภาพยนตร์ ซึ่งช่วยแต่งแต้มเรื่องราวลงบนชีวิต แต่ผมมักพบว่าคนดูหนังชอบส่งเสียงดังสอดแทรกขึ้นมาในโรงภาพยนตร์ จนดูเหมือนว่ามีคนไม่มากนักที่จะสนใจฟังสุ้มเสียงซึ่งผมบันทึกเอาไว้ ยิ่งกว่านั้น ผมยังอาศัยอยู่ในสถานที่ ที่เสียงของตัวผมเองไม่ได้ถูกรับฟังแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ ผมจึงทำหนังเรื่องนี้ขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเชื่อส่วนตัวว่าเสียงในภาพยนตร์นั้นมีสถานะสำคัญ ไม่ต่างกันกับเสียงของประชาชน”

ขอบคุณเนื้อหาและภาพบางประกอบจาก Sorayos Minimal Prapapan

ข่าวบันเทิง, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

ทำความรู้จัก “อานเญส วาร์ดา” ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงคนแรก ที่คว้า “ออสการ์เกียรติยศ”

“อานเญส วาร์ดา” ผู้กำกับหญิงวัย 89 ปี ผู้ถือกำเนิดที่ประเทศเบลเยี่ยม และเป็นคนทำหนังสตรีเพียงรายเดียวในขบวนการ “เฟรนช์ นิว เวฟ” ของฝรั่งเศส เพิ่งได้รับรางวัลออสการ์เกียรติยศ ในงาน Governors Awards เมื่อวันเสาร์ที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา

นับเป็นผู้กำกับภาพยนตร์สตรีรายแรกที่ได้รับรางวัลสาขานี้

varda oscars 1

ก่อนหน้านี้ วาร์ดาเคยกล่าวในเชิงตัดพ้อถึงการมอบรางวัลเกียรติยศดังกล่าวอยู่บ้าง ว่าตนเองได้รับรางวัลเกียรติคุณแห่งความสำเร็จบ่อยครั้งมากๆ ในระดับสามเดือนต่อหนึ่งรางวัล

“ฉันแก่แล้ว พวกเขาก็เลยไม่รู้ว่าจะให้อะไรกับฉันดี” วาร์ดากล่าวและว่า “มันน่าหัวร่อมาก ที่แม้จะมีชื่อเสียง แต่ฉันยังคงยากจนอยู่ ทั้งยากจนกลุ่มคนดู และยากจนรายได้ในบ็อกซ์ ออฟฟิศ รางวัลที่ได้จึงเป็นเหมือนการปลอบขวัญมากกว่า”

“ลูกสาวฉันบอกว่าฉันควรเดินทางมารับรางวัลนี้ที่สหรัฐ แต่มันเป็นแค่งานชายขอบของออสการ์ มันไม่ได้จัดมอบในเดือนกุมภาพันธ์ แต่มอบกันตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ฉันคิดว่านี่มันเป็นรางวัลออสการ์สำหรับคนยากจน” ผู้กำกับหญิงระบุ

อย่างไรก็ตาม เมื่อขึ้นรับรางวัลจริงๆ บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความชื่นมื่น

“ฉันเคยได้รับรางวัลมามากมาย แต่ที่นี่คือฮอลลีวูด เมกกะของวงการภาพยนตร์ ที่ซึ่งฉันได้รับรางวัลที่สำคัญที่สุด” วาร์ดากล่าวตอนหนึ่ง ขณะขึ้นไปรับรางวัลบนเวที ก่อนจะปิดท้ายพิธีการอย่างประทับใจ ด้วยการร่วมเต้นรำกับ “แองเจลิน่า โจลี่” นักแสดงหญิงชื่อดัง ที่ขึ้นมาประกาศเกียรติคุณของเธอ

ทั้งนี้ การมอบรางวัลออสการ์เกียรติยศในงาน Governors Awards ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2009 ซึ่งอีกนัยหนึ่ง นี่คือการถูกเขี่ยออกมาจากการถ่ายทอดสดงานประกาศผลรางวัลออสการ์ในช่วงต้นปี

ในระยะหลังๆ สถาบันศิลปวิทยาการภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกามักมอบรางวัลเกียรติยศให้แก่บรรดาคนทำหนัง ที่ไม่เคยเฉียดกรายเข้าใกล้รางวัลออสการ์ปกติมาก่อน ดังเช่นวาร์ดาที่ไม่เคยแม้แต่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์

ซึ่งตัวเธอเองก็พูดด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดใจว่า “ฉันไม่เคยคิดว่าคนในฮอลลีวูดจะชอบงานของฉัน”

ขณะที่ “จอห์น ไบลีย์” ประธานสถาบันฯ ระบุว่า “วาร์ดาคือมรดกของขบวนการเฟรนช์ นิว เวฟ เธออาจไม่ค่อยชอบคำนี้ เพราะเธอยังคงเป็นคนทำหนังที่มีชีวิตชีวาและเปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น แต่อย่างไรเสีย วาร์ดาก็ถือเป็นมรดกที่ยังมีลมหายใจของประวัติศาสตร์หน้านั้น”

วาร์ดาเริ่มต้นการทำงานด้วยการเป็นช่างภาพนิ่ง ก่อนจะมากำกับภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตอย่าง “La Pointe Courte” ซึ่งหลายคนเห็นว่าเป็นจุดกำเนิดของเฟรนช์ นิว เวฟ ทั้งยังมีผลงานอันเป็นที่รู้จักในหมู่คนรักหนังหรือคอหนังเทศกาลอีกมากมาย อาทิ “Cléo from 5 to 7” “Vagabond” และ “The Beaches of Agnès”

ภาพยนตร์ของวาร์ดามักถูกประเมินว่ามีลักษณะที่แหกคอกและแหวกแนวจากผลงานของเพื่อนคนทำหนังกลุ่มเฟรนช์ นิว เวฟ รายอื่นๆ ตลอดเส้นทางการทำงานอันยาวไกล เธอทดลองทำมาแล้วทั้งภาพยนตร์ฟิกชั่น, หนังสารคดี, หนังสั้น และศิลปะจัดวาง

วาร์ดาเคยกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างการทำหนังฟิกชั่นกับสารคดีเอาไว้ว่า “เมื่อฉันทำหนังฟิกชั่น แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสามัญชน ฉันก็ต้องเขียนบท ฉันมีแนวความคิดของตัวเอง ฉันต้องจัดเรียงบทสนทนา ภาพยนตร์แนวฟิกชั่นคือหนังของฉัน แต่เมื่อฉันทำหนังสารคดี ฉันมีหน้าที่ต้องรับใช้ผู้คน ซึ่งปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนั้น”

varda

ยิ่งกว่านั้น วาร์ดายังถือเป็นคนทำหนังเพศหญิงรุ่นบุกเบิก ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้แก่สตรีรุ่นหลังๆ โดยเมื่อครั้งที่เริ่มสร้างสรรรค์ผลงานภาพยนตร์ เธอประมาณการว่าในประเทศฝรั่งเศส มีคนทำหนังผู้หญิงอยู่เพียงสามคนเท่านั้น อย่างไรก็ดี จุดตั้งต้นในการทำหนังของวาร์ดาไม่ได้อยู่ที่เรื่องเพศสภาพเสียทีเดียว

“ตอนเริ่มทำหนัง จุดที่ฉันสนใจไม่ใช่เรื่องความเป็นผู้หญิง แต่เพราะฉันต้องการทำหนังที่มีลักษณะถึงรากถึงโคน ทว่า ปัจจุบัน ผู้กำกับภาพยนตร์จำนวน 25 เปอร์เซ็นต์ในฝรั่งเศส คือ ผู้หญิง เรามีผู้กำกับหนังและผู้กำกับภาพที่เป็นสตรีในจำนวนมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ ฉันขอบอกว่าที่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ ก็เพราะพวกเราพยายามผลักดันแนวคิดที่ว่า พวกเธอสามารถทำหนังได้ มันไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะบ่งบอกว่าพวกเธอไม่มีศักยภาพในการทำงานประเภทนี้ ผู้หญิงสามารถทำงานทุกส่วนในกระบวนการสร้างภาพยนตร์ เพราะพวกเธอมีความฉลาดและเข้มแข็ง” วาร์ดา กล่าว

faces places

ผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของวาร์ดา คือ “Faces Places” ซึ่งเธอกำกับร่วมกับ “เจอาร์” ศิลปินหนุ่มแนวสตรีทวัย 34 ปี

ในหนังเรื่องนี้ คู่หูต่างเพศ ต่างวัย ต่างแนวทางการทำงานสองคน ออกเดินทางไปยังย่านชนบทของประเทศฝรั่งเศส เพื่อพบปะกับผู้คนธรรมดาสามัญจำนวนมาก แล้วรับฟังเรื่องเล่าของพวกเขา ก่อนจะทำการถ่ายภาพพอร์เทรทขนาดใหญ่ของคนเหล่านั้น เพื่อนำไปแปะติดตามอาคารสถานที่ต่างๆ

“เราพยายามที่จะแจ่มใส โลกใบนี้มันช่างสับสนวุ่นวาย เราตัดสินใจที่จะไม่พูดถึงความอลหม่านดังกล่าวไปมากกว่านี้” วาร์ดาพูดถึงคอนเซ็ปท์รวมๆ ของหนังเรื่องล่าสุด และว่า “บางทีเราก็ร่าเริง บางครั้งเราชอบที่จะยิ้มแย้ม บางคราว เราก็รักผู้คนทั้งหลายเหลือเกิน และเราก็อยากให้พวกคุณรักพวกเขาเช่นเดียวกัน”

รวมคมคิดของวาร์ดา

“ฉันไม่อยากถ่ายภาพยนตร์เกี่ยวกับคนที่มีอำนาจ แต่ฉันสนใจในบรรดาขบถ หรือผู้คนที่พยายามต่อสู้เพื่อชีวิตของพวกเขาเองมากกว่า”

“ฉันไม่เคยทำหนังที่เล่าเรื่องราวของชนชั้นกระฎุมพี ฉันปรารถนาที่จะอุทิศตนให้แก่การเล่าเรื่องราวของกรรมกรท่าเรือ, ชาวประมง, คนไร้บ้าน, ชนชั้นแรงงาน หรือผู้คนที่เข้าไม่ถึงอำนาจ นอกจากนี้ ตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ฉันพยายามจะบอกกับผู้หญิงคนอื่นๆ ว่า ได้โปรดออกมาจากห้องครัว แล้วมาสร้างเครื่องมือเปลี่ยนแปลงสังคมกันเถอะ”

1504550_636604686389428_1780515677_n

“มันเป็นเรื่องง่ายที่จะพูดว่า ‘อานเญส เราขอมอบรางวัลให้คุณ’ แต่พอฉันย้อนถามไปว่า ‘แล้วเงินทำหนังล่ะอยู่ที่ไหน?’ ก็ไม่มีคำตอบใดๆ หวนกลับมา ที่บ้านฉันมีสิงสาราสัตว์อยู่เต็มไปหมด ทั้งเสือดาว, หมี, หมา และสิงโต จากแทบทุกประเทศในทวีปยุโรป ฉันขอบคุณมากๆ นะ ที่ให้รางวัลเหล่านี้มา แต่ทำไมพวกคุณไม่ให้เงินทุนมาสนับสนุนการทำหนังเรื่องต่อไปของฉันล่ะ”

(คำถาม – คุณเคยเป็นช่างภาพก่อนมาเป็นคนทำหนัง อยากทราบว่าคุณคิดอย่างไรกับคนรุ่น ‘อินสตาแกรม เจเนอเรชั่น’?)

“รูปภาพต่างๆ ได้ถูกทำให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นและถูกลดมูลค่าลงไป นี่คือผลลัพธ์ของพัฒนาการทางสังคม เมื่อตอนฉันเป็นสาวๆ ฉันชื่นชอบงานจิตรกรรม ฉันเดินทางไปพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์สองครั้งต่อสัปดาห์ แล้วก็พบว่ามันเป็นสถานที่อันร้างไร้ผู้คนอยู่เสมอ ตรงกันข้ามกับปัจจุบัน ที่นิทรรศการแสดงผลงานของโกยาและปิกัสโซถือเป็นกิจกรรมการออกสังคมในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีนะ เพราะฉันพยายามที่จะมองความเปลี่ยนแปลงต่างๆ บนโลกใบนี้ ในแง่มุมที่เป็นบวก ฉันเห็นด้วยกับสิ่งที่อันโตนิโอ กรัมชี่ เคยระบุเอาไว้ทำนองว่า เมื่อคุณกำลังพินิจพิเคราะห์โลก คุณต้องมองมันในแง่ร้าย แต่หากคุณกลายสภาพมาเป็นคนลงมือปฏิบัติงาน คุณก็จำเป็นต้องมองอะไรในแง่ดีเข้าไว้”

ที่มาเนื้อหา

http://www.france24.com/en/20171112-cinema-agnes-varda-hollywood-honorary-oscar-award-french-filmmaking-legend

https://www.washingtonpost.com/national/agnes-varda-reflects-on-her-ridiculous-honorary-oscar/2017/11/09/50dc43b8-c564-11e7-9922-4151f5ca6168_story.html?utm_term=.068cb91d2bd5

http://variety.com/2017/film/awards/agnes-varda-faces-places-governors-awards-2017-1202606838/

http://www.elperiodicodearagon.com/noticias/escenarios/recibir-premios-tiene-algo-ridiculo-porque-no-tengo-dinero_1229838.html

ที่มาภาพประกอบ

เพจเฟซบุ๊ก Agnès Varda Officiel

https://www.instagram.com/agnes.varda