คนมองหนัง

Burning: ว่าด้วยการ “มี/ไม่มี” และ “จินตนาการ/ปฏิบัติการ”

(เปิดเผยเนื้อหา เหมาะสำหรับผู้ชมภาพยนตร์แล้ว)

มี/ไม่มี: จินตนาการ/ปฏิบัติการ

burning

แน่นอน ใครที่ดูหนังมาเรียบร้อยแล้ว คงตระหนักได้ว่าประเด็นหลักอันเป็นจุดใหญ่ใจความของ “Burning” คือ ข้อถกเถียงเรื่อง “การมีอยู่” หรือ “การไม่มีอยู่” ของสิ่งของ/ผู้คนต่างๆ

ขณะเดียวกัน “การมีอยู่” และ “การไม่มีอยู่” ก็มิได้ดำรงอยู่โดยแยกขาดจากกัน หากมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างซับซ้อน

สิ่งที่ “ไม่มี” อยู่จริง อาจปรากฏว่า “มีขึ้น” ในจินตนาการความคิดฝันได้ หากเรา “ลืม” ว่ามัน “ไม่มีอยู่”

นี่คือฐานของการมองโลกแบบ “แฮมี-จงซู” ผู้เป็นคนระดับล่างๆ และไร้ตัวตน-ตำแหน่งแห่งที่ในสังคม

เช่นเดียวกัน สิ่งที่เคย “มี” อยู่จริง ก็อาจสาบสูญกลายเป็น “ไม่มี” ได้ ด้วยปฏิบัติการ/การกระทำบางอย่างในโลกความจริง (หรือจินตนาการฟุ้งลอยในหัวของใครบางคน ที่ได้รับการปลอมแปลงจนมีความคล้ายคลึงกับปฏิบัติการจริงๆ ดังกล่าว)

พร้อมๆ กันนั้น การ “หายไป” หรือ “ไม่มี” ของบางสิ่ง/บางคน ก็นำไปสู่ปฏิบัติการหลายหลากตามมา

(นิทานเรื่อง) การเผาเรือนเพาะชำ ก็ถือเป็นปฏิบัติการชนิดหนึ่ง หรืออย่างน้อยที่สุด ก็เป็นจินตนาการที่แฝงเร้นอยู่ในรูปปฏิบัติการ

การออกวิ่งสำรวจหาเรือนเพาะชำที่อาจถูกเผา ย่อมถือเป็นปฏิบัติการแน่ๆ

การออกตามหาคนที่หายตัวไปชนิดไร้ร่องรอย และการสะกดรอยผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ก็ถือเป็นปฏิบัติการชนิดหนึ่ง

กระทั่งการลงมือทำลายล้างคนผู้หนึ่งให้มอดไหม้ดับสูญไป ก็ถือเป็นปฏิบัติการ (หรือขั้นต่ำสุด ก็เป็นจินตนาการที่ใฝ่ฝันถึงปฏิบัติการอันถอนรากถอนโคนอย่างยิ่ง)

ขณะเดียวกัน รอยแยกระหว่าง “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ” ก็ค่อยๆ พร่าเลือนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อหนังเรื่องนี้ดำเนินไป

เราเริ่มรู้จัก “แฮมี” จากการทำงานเป็นพริตตี้แนวเต้นกินรำกิน เธอบอกกับจงซูตั้งแต่ต้นเรื่องว่า เธอชอบงาน “ใช้แรงกาย” ทำนองนี้

ทว่าอีกด้านหนึ่ง แฮมีก็หมกมุ่นกับแง่มุมทางจินตนาการหรือจิตวิญญาณมิใช่น้อย

เธอไปเรียนละครใบ้ จนสามารถอธิบายโลก (ผลส้มในจินตนาการ) ผ่านวิธีคิด “ลืมว่ามันไม่มี” ได้อย่างแนบเนียนชวนหลงใหล

เธอพยายามเสาะแสวงหาความหมายของชีวิตอย่างหิวโหย จนต้องดั้นด้นออกเดินทางไปตามหา “the great hunger” ที่ทวีปแอฟริกา

ไม่ต่างอะไรกับเพื่อนเก่าแก่ของแฮมีอย่าง “จงซู”

พวกเรารู้จักเขาครั้งแรกผ่านงานที่ต้องลงแรงอย่างการแบกหามสินค้า (หลังปลดประจำการจากภารกิจทหารเกณฑ์) มิหนำซ้ำ ในเวลาต่อมา เขายังต้องกลับไปเลี้ยงวัวหนึ่งตัว แทนพ่อที่กลายเป็นผู้ต้องหาในคดีทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่รัฐ

แต่อีกมิติหนึ่ง ชายหนุ่มจากครอบครัว “ชนชั้นกลางระดับล่าง” ก็จบการศึกษาด้าน “การเขียนเชิงสร้างสรรค์” เขามีความใฝ่ฝันจะประกอบอาชีพเป็นนักเขียนนิยาย

ในช่วงครึ่งท้ายของหนัง จงซูยิ่งจมดิ่งลงสู่ภาวะคร่ำเคร่งกับการใช้จินตนาการมากขึ้นๆ

ทั้งการคิดถึง คิดแทน ซ่อมแซมตรวจสอบความทรงจำของแฮมี

ทั้งการวิเคราะห์พฤติกรรมและอ่านใจเบน

ไปๆ มาๆ “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ” ก็เป็นสองอย่างที่ค่อยๆ ไหลเข้ามาผสมผสานหลอมรวมกัน โดยไม่แปลกแยก

ตามความเห็นส่วนตัว ผมรู้สึกว่าประโยคที่พ่อหนุ่มสำรวยสำอางอย่าง เช่น “เบน” ชอบพูดย้ำเรื่องการใช้ชีวิตให้รื่นรมย์ (ใช้ชีวิตตามหัวใจ) กระทั่งได้ยินเสียงทุ้มจากแรงสั่นสะเทือนของกระดูกบริเวณหน้าอกด้านซ้ายนั้น ฉายภาพให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันของ “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ” ได้เป็นอย่างดี (หรือจะนับรวมประเด็น “เล่น” ไป “ทำงาน” ไป ด้วยก็ได้)

ชีวิตอันรื่นรมย์ตาม “ความคิดความฝัน” จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อเราได้รับรู้ภาวะรูปธรรมของ “เสียง” อันกำเนิดจาก “แรงสะเทือน” (การลงมือปฏิบัติงาน) ของกระดูก

คนรวยที่คล้ายจะใช้ชีวิตเลื่อนลอยไร้แก่นสารอย่างเบนยังเปรียบเปรยเรื่องการทำอาหารไว้อย่างน่าสนใจ

ด้านหนึ่ง อาหารสำหรับเขา คือ เครื่องเซ่นสังเวยพระเจ้าในเชิงอุปลักษณ์

แต่อีกด้าน อาหารที่เขาทำขึ้นเพราะจุดมุ่งหมายในเชิงนามธรรม ก็ต้องเป็นของอร่อยที่กินได้อิ่มท้องด้วย

นี่เป็นอีกครั้ง ที่ “จินตนาการ” (นามธรรม) และ “ปฏิบัติการ” (รูปธรรม) เชื่อมโยงเข้าหากันอย่างแนบสนิท

สำหรับเบน การบรรลุถึงจุดสมดุลดังกล่าว อาจส่งผลให้เขากลายเป็นเบนที่อยู่ในทุกหนแห่ง เบนที่เป็นสากล หรือกระทั่งเถลิงอำนาจขึ้นเป็นพระเจ้าเสียเอง!

อย่างไรก็ดี แฮมีกับจงซูก็สามารถบรรลุถึงจุดสมดุลระหว่าง “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ” ได้เช่นกัน

การปุ๊นจนเมา แล้วออกท่าร่ายรำโหยหาความหมายแห่งชีวิตท่ามกลางแสงสุดท้ายของวัน คือ ภาวะบรรจบกันระหว่างความคิดฝันกับโลกความจริงที่แฮมีเดินทางไปถึงอย่างหมดจดงดงาม

ไม่ต่างอะไรกับการคิดๆ ๆ ๆ ๆ วิ่งๆ ๆ ๆ ๆ ขับรถๆ ๆ ๆ ๆ เขียนๆ ๆ ๆ ๆ ที่ชักนำให้จินตนาการในหัวและปฏิบัติการผ่านสองมือสองเท้าของจงซูค่อยๆ ผนึกกำลังรวมกัน ก่อนจะระเบิดออกเป็นพฤติการณ์ “ฆ่าและเผา” ณ เบื้องท้าย

ที่น่าคิดคือ แฮมีและจงซูล้วนบรรลุถึงสถานะสูงสุดเช่นนั้นด้วยลักษณาการแห่ง “ความเปล่าเปลือย”

เพื่อเป้าประสงค์ที่ว่า เขาและเธอจำต้องเปิดเผยภาวะความเป็นมนุษย์ขั้นพื้นฐานที่สุดออกมา

แฮมีและจงซูกลายเป็นมนุษย์ของทุกหนแห่ง เป็นสากล ด้วยการพลีสังเวยเรือนกายอันบริสุทธิ์ของพวกตน

สงครามจินตนาการ

เสียงทุ้มในใจ

เวลากล่าวถึงกระบวนการครอบงำทางความคิด เรามักนึกถึงภาพผู้คนจำนวนมากที่ยอมยึดถือ ปฏิบัติตาม โฆษณาชวนเชื่อของระบบการปกครอง/ระบบเศรษฐกิจ/ชนชั้นปกครอง/ความเชื่อทางศาสนา อย่างทื่อๆ เซื่องๆ

แต่เอาเข้าจริง วิธีการครอบงำความคิดผู้คนอาจหลากหลายและซับซ้อนกว่านั้น เช่น กลุ่มคนที่มีอำนาจอาจปล่อยให้บรรดาคนด้อยอำนาจ มีความคิด มีความฝัน มีจินตนาการได้ แต่ทำอย่างไร ความคิดจินตนาการดังกล่าวจึงจะตกอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ทางอำนาจอันไม่เท่าเทียมตลอดไป ทำอย่างไร คนมีอำนาจจึงจะขูดรีดจินตนาการของคนด้อยอำนาจได้อย่างมีประสิทธิภาพและแนบเนียนที่สุด

มีประโยคหนึ่งของเพื่อนเบน ซึ่งปรากฏขึ้นในวงสนทนาตอนท้ายๆ ของหนัง ที่พูดเปรียบเทียบไว้อย่างชวนคิดว่าขณะที่สหรัฐและจีนชอบทำตัวเป็น “ศูนย์กลางของโลก” พวกเกาหลี (ใต้) กลับมีนิสัยชอบคิดถึงคนอื่นๆ ก่อนเสมอ

ถ้าคิดตามนี้ คนที่มีอำนาจเหนือกว่า เข้าถึงทรัพยากรมากกว่า ก็อาจครอบงำจินตนาการคนข้างล่าง ด้วยการวางโครงสร้างทางความคิดให้คนที่ด้อยกว่าเหล่านั้น ต้องคิดนู่นคิดนี่ หรือประสาทแดกแทนพวกตน

กล่าวอีกอย่างคือ การขูดรีดทางจินตนาการและความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียมจะยังดำเนินไปไม่สิ้นสุด ตราบใดที่คนด้อยอำนาจต่างรู้สึกเป็นทุกข์เป็นร้อนแทน (หรือเพราะ) ผู้มีอำนาจ แต่ฝ่ายหลังกลับไม่เคยทุกข์ร้อนแทนฝ่ายแรกในระดับเดียวกัน

อาการทำนองนี้ปรากฏชัดกับจงซู ภายหลังการหายตัวอย่างเป็นปริศนาของแฮมี และเมื่อเขาเริ่มสงสัย-เฝ้าติดตามกิจวัตรประจำวันของเบน

จงซูคิดถึงแฮมี เป็นห่วงแฮมี พยายามมอง/ทำความเข้าใจโลกในมุมแฮมี

เขาเริ่มคิดอะไรแทนเบน พยายามคาดการณ์พฤติกรรมที่น่าจะเป็นของเบน

จงซูคิดๆ ๆ ๆ ๆ หมกมุ่นๆ ๆ และทำสิ่งบ้าบอต่างๆ จนเลยเถิด เข้าขั้นคลั่ง

เท่ากับว่าเขาถูกสองคนนั้นครอบงำความคิดและจินตนาการไปโดยปริยาย

แต่เอาเข้าจริง การทำสงครามทางจินตนาการในกรณีนี้ ก็มิได้มีลักษณะ “บนลงล่าง” โดยเบ็ดเสร็จสมบูรณ์

อย่างน้อย เบนก็หันมาอ่านวรรณกรรมของ “วิลเลียม โฟล์คเนอร์” ตามรอยจงซู ไม่นับรวมพฤติกรรมอีก 1-2 อย่าง ที่บ่งชี้ว่าเขาก็พยายามจะอ่านความคิดหรือลองคิดอะไรแทนจงซูอยู่บ้างเหมือนกัน (แม้จะเพื่อความสนุกสนาน รื่นรมย์ แบบชิลๆ ก็เถอะ)

ที่สำคัญที่สุด คือ ครั้นจินตนาการที่ถูกขูดรีดถูกกดทับอยู่ในหัวของจงซูระเบิดตูมออกมา ผลลัพธ์ของมันกลับน่าสนใจและวอดวายเกินคาดคิด

เพราะอย่างน้อยจงซูก็ไม่ได้ร้อนรนอยู่ตัวคนเดียว แถมเขายังมิใช่คนถูกพระเพลิงเผาผลาญด้วยซ้ำ

ถ้าเราเชื่อว่าฉากสุดท้ายของหนังเป็นการกระทำ/ปฏิบัติการอันคลั่งแค้นที่เกิดขึ้นในโลกความจริง นี่ก็คือการล้มกระดานการทำสงครามทางความคิด แล้วหันมาลงมือโค่นเบนอย่างถอนรากถอนโคนด้วยปฏิบัติการอันจับต้องได้

แต่หากเราเชื่อว่าฉากสุดท้ายดังกล่าวเป็นเพียงความคิดฝันหรือการมโนของนักเขียนอย่างจงซู

นี่ก็ถือเป็นจินตนาการที่พวยพุ่งทะลุทะลวงกรอบเพดานชนิดเดิมๆ ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าของหมากบนเกม (ความคิด) กระดานเก่าเสียใหม่

“แฮมี” ในจินตนาการ

the great hunger

เอาเข้าจริง จงซูอาจมีหนทางพลิกเอาชนะเบนได้ทั้งในจินตนาการความนึกคิด และผ่านปฏิบัติการโหดเหี้ยมในโลกความจริง

แต่คนที่ยังสามารถขูดรีดจินตนาการของจงซูต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทางถูกเขาโค่นล้ม ก็คือ “แฮมี” ผู้เลือกจะ (หรือถูกทำให้) ปลาสนาการไปซะเฉยๆ

การ “ไม่มีอยู่” ยิ่งทำให้ผู้หญิงอย่าง “แฮมี” ทรงอำนาจอย่างไร้จุดสิ้นสุด

สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ เมื่อหัวใจของจงซูถูกครอบงำโดย “แฮมี” แล้วหัวใจของมนุษย์คนอื่นๆ จะถูกครอบงำโดยคนอย่าง “แฮมี” ด้วยหรือไม่?

เราทุกคนล้วนมี “แฮมี” เป็นของตัวเองกันหรือเปล่า?

สำหรับผม “แฮมี” อาจมีฟังก์ชั่นไม่แตกต่างกับ “น้อยหน่า” ใน “แฟนฉัน” (เพียงแต่รายหลังดำรงอยู่ท่ามกลางภาวะซอฟต์ๆ ใสๆ ไร้มลพิษ)

คนอย่าง “แฮมี” คือเพื่อนเก่า/รักเก่า/ความทรงจำเก่า ที่มีชีวิตผุดขึ้นมาในหัวเราอยู่เสมอ และทำให้เราหมกมุ่นเสียเวลากับการคิดถึงเธอ (หรือเขา) ได้บ่อยครั้ง

“แฮมี” คืออดีตที่ติดตรึงฝังแน่นอยู่ในใจกลางความทรงจำ (ซึ่งรายล้อมด้วยองค์ประกอบ รางๆ เลือนๆ ถูกๆ ผิดๆ) เธอคืออดีตที่ครอบงำความคิดในปัจจุบัน และกำหนดควบคุมความใฝ่ฝันถึงอนาคตของเรา ไม่มากก็น้อย

“แฮมี” ไม่ได้ไร้ตัวตนจับต้องมิได้ถึงขนาดเป็น “แฟนในจินตนาการ” (เหมือนกับ “แมว/ส้มในจินตนาการ”) อย่างไรก็ดี พลานุภาพของเธอจะปรากฏชัดในความคิดจินตนาการหรืออาการหมกมุ่นครุ่นคิดของเรา มิใช่ในโลกความจริง

ด้วยเหตุนี้ “แฮมี” จึงต้องหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยดังเช่นหมู่ควัน

ถ้าเธอมีบทบาทโลดแล่นอยู่ในหนังไปเรื่อยๆ “แฮมี” อาจสร้างความหงุดหงิดให้แก่จงซูได้ไม่รู้จบ นอกจากก่นด่าเธอว่าเต้นระบำโป๊เปลือยเหมือนอีตัวแล้ว ชายหนุ่มอาจต้องอารมณ์เสียและตั้งคำถามว่าทำไมหญิงสาวเพื่อนเก่าถึงก่อหนี้สินมากมายและใช้จ่ายสิ้นเปลือง ทำไมเธอต้องไปศัลยกรรม หรือทำไมเธอถึงโกหกเก่ง (กว่าเขาซึ่งเป็นนัก –อยาก- เขียนนิยาย)

ถ้า “แฮมี” ยังปรากฏตัว เธออาจมีบทลงเอยเหมือนกับเบนก็ได้ ใครจะรู้

แต่พอ “แฮมี” ไม่มีอยู่ ในทางจินตนาการ จงซูจึงได้แต่เฝ้าคิดถึงโหยหาเธอ ส่วนในทางปฏิบัติการ เขาก็ทำได้มากที่สุดเพียงแค่การสำเร็จความใคร่ให้ตัวเอง (และคิดฝันว่า “แฮมี” กำลังยื่นมือมาสำเร็จความใคร่ให้ ขณะนอนเคียงข้างกันบนเตียงนอน)

ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ ส่งผลให้ “แฮมี” สามารถครอบงำจงซูได้อย่างสัมบูรณ์ หรือในทางกลับกัน จงซูก็สามารถนำ “แฮมี” มาล้อมกรอบเป็นกรงกักขังตนเองได้อย่างอยู่หมัด

แม้ “แฮมี” อาจเป็นเพียงสตรีคนหนึ่งที่ผ่านเข้ามาแล้วก็ล่วงเลยไปในชีวิตเพลย์บอยของเบน

แต่คำถามน่าคิด คือ เบนจะมีคนอย่าง “แฮมี” ดำรงอยู่ในความคิดจิตใจของตนเองบ้างหรือไม่?

ดีไม่ดี หัวใจของเบนอาจถูกครอบงำเอาไว้ในอาการเดียวกับที่จงซูตกเป็นเบี้ยล่างของ “แฮมีในจินตนาการ”

พฤติกรรมเปลี่ยนผู้หญิงไปเรื่อยๆ ของเขา อาจเกิดขึ้นเพราะเบนสลัดไม่หลุดจากคนในอดีตบางราย คนที่ยึดกุมความทรงจำ-ความคิดของเขาได้อย่างเบ็ดเสร็จ

คนคนนั้นอาจเกาะกุมเหนี่ยวรั้งจินตนาการความใฝ่ฝันของเบนไว้อย่างแน่นหนา จนเขาไม่อาจปลงใจไปคบหาผู้หญิงอื่นๆ ได้อย่างจริงจัง

หากมองในแง่นี้ พวกเราหลายๆ คนก็อาจมี “แฮมี” อยู่ในห้วงคำนึงส่วนบุคคล

แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเราต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของเธอ หากปล่อยให้เธอย่างกรายเข้ามาสู่พื้นที่ทางจินตนาการในหัวเรา แต่อีกมุมหนึ่ง เราก็อาจมีความสุขกับ (หรือหล่อเลี้ยงชีวิตได้ด้วย) สายสัมพันธ์รวดร้าวประเภทนั้น

โดยมิได้ต้องการจะมีปฏิสัมพันธ์กับเธอในโลกความเป็นจริงสักเท่าไหร่

คิดเล่นๆ เรื่อง “มี/ไม่มี” (ในเชิงรูปธรรม)

แมวบอยล์

นอกจากข้อถกเถียงหรือภาวะกำกวมเรื่อง “การมี/ไม่มีอยู่” จะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์-ความคิดเชิงนามธรรมดังได้กล่าวไปแล้ว

พอมานั่งคิดดูดีๆ เราจะพบว่าหนังยังเล่นกับประเด็นนี้ผ่านข้อเท็จจริงที่มีลักษณะรูปธรรมด้วย

หลายคนอาจติดใจกับวรรคทอง “เมื่อไม่มีน้ำตา ก็ไม่มีหลักฐานว่ามันคือความเศร้า”

แต่เอาเข้าจริง มีปรากฏการณ์จำนวนไม่น้อยใน Burning ซึ่งไม่ได้ดำรงอยู่ในลักษณะ “ไม่มี” ซ้อน “ไม่มี”

แต่มันดำรงอยู่อย่างลักลั่นกำกวมบนทางแยกระหว่าง “การมี” และ “การไม่มี” นี่แหละ

แรกๆ ตัวละครอย่างเบน เหมือนจะเป็น “the great Gatsby” ผู้หรูหราฟู่ฟ่าโดย “ไม่มี” ที่มามูลเหตุ แต่ท้ายสุด เราก็พบว่าเขา “มี” ครอบครัวชนชั้นกลางระดับสูงของตนเองเป็นแบ็คกราวด์สำคัญในการดำเนินชีวิต

จงซูใช้ชีวิตประหนึ่ง “ไม่มี” แม่ (ผู้ถูกเขาและพ่อร่วม “เผาผลาญ” เมื่อครั้งกระโน้น) แต่สุดท้าย เราก็พบว่าเขา “มี” แม่ (แถม “แม่” ยังอาจเป็นภาพสะท้อนของ “แฮมี” ได้ด้วยซ้ำ)

ผ่านคำบอกเล่าของผู้คน “บ่อน้ำที่แฮมีเคยพลัดตกลงไป” ก็ตกอยู่ในสภาวะก้ำกึ่งระหว่างการ “เคยมีอยู่” และการ “ไม่เคยมีอยู่”

โดยประสบการณ์ส่วนตัวของจงซู มันก็น่าฉงนสงสัยและติดใจมากๆ ว่า จริงๆ แล้ว “เจ้าแมวบอยล์” นั้น “มีตัวตน” หรือ “ไม่มีตัวตน” กันแน่

ในภาพกว้าง เบนอาจ “ไม่เคย” ตระหนักถึงปัญหาทางการเมืองระหว่าง “เกาหลีเหนือ-ใต้” แต่พอขับรถไปเยี่ยมบ้านจงซู เขาก็ได้รับฟังเสียงตามสาย ที่บ่งชี้ถึงการ “มีอยู่” ของปัญหาดังกล่าว

เช่นเดียวกับที่ครอบครัวอบอุ่นร่ำรวยกินดีอยู่ดีของเบนอาจ “ไม่เคย” หรือ “ไม่ค่อย” พูดคุยกันเรื่องประวัติศาสตร์บาดแผลทางการเมืองภายในประเทศ แต่จริงๆ แล้วภาพแทนของเหตุการณ์เหล่านั้นก็ “มีอยู่” ไม่ไกลจากสถานที่ที่พวกเขากำลังล้อมวงกินอาหารกัน

อย่างไรก็ดี สำหรับผม ยังมีตัวละครอีกหนึ่งรายที่น่าเกรงขาม/น่าค้นหากว่าแฮมีเสียอีก

ตัวละครรายนั้นคือ พี่สาวของจงซู ซึ่งเราพอจะรับรู้ว่าเธอ “มี” ตัวตนอยู่ผ่านคำบอกเล่าหรือบทสนทนาแวดล้อมประปราย แต่เธอกลับ “ไม่เคย” ปรากฏตนหรือแสดงบทบาทใดๆ ออกมาโดยเด่นชัด

เธอผู้นี้คงมีบาดแผลในใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจงซู สองพี่น้องคงเคยร่วมเป็นประจักษ์พยานของความปวดร้าวโหดร้ายต่างๆ มาด้วยกัน

คนชิดใกล้ที่แทบจะ “ไม่มีอยู่” เช่นเธอ อาจเป็นตัวละครรายหนึ่งที่เฉียดกรายเข้าใกล้ภาวะ “เมื่อไม่มีน้ำตา ก็ไม่มีหลักฐานว่ามันคือความเศร้า” มากที่สุด

ภาพประกอบ-คลิปจาก เพจเฟซบุ๊ก Documentary Club

ภาพนำจาก http://blog.asianwiki.com/korean-movies/international-posters-for-lee-chang-dong-directed-film-burning

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ชวนอ่านปริญญานิพนธ์ “อารมณ์ขันในบทละครนอกเรื่องสังข์ทองฯ”

อารมณ์ขันในบทละครนอกเรื่องสังข์ทอง

สังข์ทองพระราชนิพนธ์

เพิ่งได้อ่านปริญญานิพนธ์หัวข้อ “อารมณ์ขันในบทละครนอกเรื่องสังข์ทอง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย” โดย ไพศาล กรุมรัมย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อ พ.ศ.2554

โดยรวมแล้ว งานของคุณไพศาลมีเนื้อหาน่าสนใจดีครับ จึงขออนุญาตคัดลอกข้อความบางส่วนจากบทที่ 6 “สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ” มานำเสนอ ณ ที่นี้

(ผู้สนใจ สามารถอ่านปริญญานิพนธ์ฉบับเต็มได้ที่ http://thesis.swu.ac.th/swuthesis/Tha(M.A.)/Phaisan_K.pdf)

“ประพันธ์บทละครนอกเรื่องสังข์ทองฉบับพระราชนิพนธ์นำเรื่องสังข์ทองที่มีอยู่เดิมมาเป็นต้นเค้าในการประพันธ์ โดยกวีสามารถปรับปรุงให้บทละครนอกฉบับพระราชนิพนธ์มีความสนุกสนานเพลิดเพลินมากขึ้นและได้รับความนิยมสืบมาถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพในการประพันธ์และความเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของคนไทยของกวี

“สาเหตุที่บทละครนอกเรื่องสังข์ทองฉบับพระราชนิพนธ์ได้รับความนิยมเกิดจากการนำปัญหาภายในครอบครัวมาสร้างความขบขันและการล้อเลียนบุคคลที่มีสถานภาพสูงโดยคนที่มีสถานภาพต่ำกว่า เพราะปัญหาครอบครัวเป็นปัญหาพื้นฐานที่มนุษย์ทุกยุคสมัยต้องประสบ ทำให้ผู้อ่านทำความเข้าใจบทละครได้ง่ายและบทละครเองก็เข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้อ่านได้เป็นอย่างดีเช่นกัน แม้ในปัจจุบันครอบครัวไทยเปลี่ยนเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น โดยหลังจากแต่งงานแล้วก็มักแยกตัวไปสร้างครอบครัวใหม่ แต่ครอบครัวเดี่ยวแบบไทยก็ยังมีลักษณะของครอบครัวขยายแบบเดิมอยู่ คือมีความสัมพันธ์กันในระหว่างเครือญาติอย่างแน่นแฟ้น พ่อตาแม่ยายยังมีอำนาจสามารถเข้าไปจัดการเรื่องต่างๆ ในครอบครัวลูกเขยได้ ส่วนการล้อเลียนบุคคลที่มีสถานภาพสูงนั้นเป็นเพราะผู้อ่านส่วนใหญ่เป็นสามัญชน การได้เห็นตัวละครชั้นต่ำเช่นเจ้าเงาะสามารถกลั่นแกล้งตัวละครที่มีสถานภาพสูงกว่าตนย่อมเป็นที่ถูกใจ

“ผลจากการศึกษากลวิธีการสร้างอารมณ์ขันในบทละครนอกเรื่องสังข์ทองฉบับพระราชนิพนธ์แสดงให้เห็นว่าอารมณ์ขันในบทละครนอกเรื่องนี้เป็นการแสดงความตลกผ่านความขัดแย้งของตัวละครและการแสดงพฤติกรรมทางกาย เช่น การกลั่นแกล้ง การทำร้าย การโต้เถียง ฯลฯ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เห็นได้ชัดเจนผ่านภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ใช่อารมณ์ขันที่ต้องขบคิดหรือแสดงความเฉลียวฉลาดทางสติปัญญา ลักษณะเช่นนี้สามารถสะท้อนให้เห็นรสนิยมด้านอารมณ์ขันของคนไทยได้ประการหนึ่ง และยังมีปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน เช่น ในการแสดงตลกของคณะตลกต่างๆ หรือการแสดงบทตลกในละครที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ เป็นต้น

“การนำบทละครนอกเรื่องสังข์ทองฉบับพระราชนิพนธ์ไปดัดแปลงเพื่อใช้ในการแสดงนั้น พบว่าผู้ผลิตละครยังคงรักษาโครงเรื่องและตัวละครหลักของเรื่องไว้ ส่วนการนำเสนออารมณ์ขันนั้นมีทั้งการนำเสนออารมณ์ขันจากบทละครนอกฉบับพระราชนิพนธ์และการเพิ่มเติมอารมณ์ขันที่ไม่ปรากฏในบทพระราชนิพนธ์ โดยเฉพาะการเพิ่มเติมอารมณ์ขันที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์สังคมในช่วงเวลาที่มีการผลิตละครเรื่องนั้นๆ เป็นที่น่าสังเกตว่าอารมณ์ขันในละครฉบับดัดแปลงกับต้นฉบับพระราชนิพนธ์นั้นมีความแตกต่างกันบางประการคือ บทละครฉบับพระราชนิพนธ์นำเสนออารมณ์ขันผ่านตัวละครสำคัญที่มีสถานภาพสูงเป็นหลัก แต่ในบทละครฉบับดัดแปลงมีการเพิ่มเติมอารมณ์ขันจากตัวละครประกอบ

“ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้อารมณ์ขันที่เกิดขึ้นกับผู้อ่านและผู้ชมมีความแตกต่างกัน โดยอารมณ์ขันในบทละครนอกฉบับพระราชนิพนธ์นั้นพุ่งเป้าการหัวเราะไปที่บุคคลสำคัญที่มีความสัมพันธ์ในครอบครัว เช่น กษัตริย์ พ่อตา แม่ยาย ลูกเขย พี่น้อง เป็นต้น ทำให้ผู้อ่านสามารถเชื่อมโยงความรู้สึกขบขันไปถึงครอบครัวและผู้ปกครองในชีวิตจริงได้ ส่วนในละครฉบับดัดแปลง ผู้ชมมักหัวเราะตัวละครประกอบ เช่น สนมกำนัล เสนา อมาตย์ ชาวบ้าน ฯลฯ ถือเป็นบุคคลทั่วไป การได้หัวเราะคนเหล่านี้จึงทำให้ผู้อ่านเชื่อมโยงถึงความรู้สึกที่มีต่อคนทั่วไปในสังคมแทน”

เรตติ้ง “สังข์ทอง” 22 ก.ค.

รายการปลดหนี้!! อาทิตย์ที่29นี้

A post shared by Bookpobsil (@bookpobsil) on

เรตติ้งละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง 2561” ยังพุ่งแรงโดยต่อเนื่องสม่ำเสมอ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ละครเรื่องนี้คว้าเรตติ้งไปได้ 6.975 แม้จะไม่ทะลุหลัก 7 แต่ก็สามารถรักษามาตรฐาน 6.9 ปลายๆ เอาไว้อย่างเหนียวแน่น

แถมยังมีสถานะเป็นรายการทีวีที่มีเรตติ้งสูงสุดประจำสัปดาห์ได้อีกหนึ่งครั้ง

ข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-week16-22july2561/

ข่าวบันเทิง

“A Room with a Coconut View” หนังสั้นไทยในเทศกาล “โลคาร์โน”

“A Room with a Coconut View” ภาพยนตร์สั้นความยาว 29 นาที โดย “ตุลพบ แสนเจริญ” ได้รับการคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย “Signs of Life” ของเทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

หนังจะเล่าเรื่องของ “กันยา” ไกด์สาวและตัวแทนโรงแรมชาวไทย ที่พานักท่องเที่ยวต่างชาติชื่อ “อเล็กซ์” เดินทางไปชายหาดบางแสน

a room 1

การนำเที่ยวของกันยาดำเนินไปในกรอบกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดตายตัว และพยายามนำเสนอภาพความงดงามของสถานที่ต่างๆ อย่างจงใจ ด้วยการพูดจาที่แข็งทื่อประหนึ่งหุ่นยนต์

อเล็กซ์จึงตัดสินใจออกไปเยี่ยมชมค้นหาและจินตนาการถึงเมืองบางแสนด้วยตัวเอง ผ่านชุดประสบการณ์ที่หลุดออกจากข้อจำกัดของไกด์ชาวไทย

เทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โนจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 1-11 สิงหาคม ทั้งนี้ สาย “Signs of Life” ของเทศกาลดังกล่าว เป็นแหล่งรวบรวมผลงานภาพเคลื่อนไหวที่นำเสนอรูปแบบการเล่าเรื่องและภาษาทางภาพยนตร์แบบใหม่ๆ

ภาพ-เนื้อหาจาก https://www.locarnofestival.ch/pardo/program/archive/2018/film.html?fid=1040016&eid=71

ข่าวบันเทิง

“กระเบนราหู” ของ “พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง” ได้ฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่เวนิส

กระเบนราหู ประกาศ

“กระเบนราหู” หรือ Manta Ray ภาพยนตร์โดย “พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง” ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวด Orizzonti ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสครั้งที่ 75

หนังความยาว 105 นาที เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ หมู่บ้านริมทะเล เมื่อชาวประมงท้องถิ่นไปพบชายบาดเจ็บคนหนึ่งนอนหมดสติในป่า เขาตัดสินใจช่วยเหลือชายแปลกหน้า ที่ทำไม่ได้แม้กระทั่งพูดจาสื่อสาร

ชาวประมงตั้งชื่อให้ชายผู้นั้นว่า “ธงชัย”

ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันและค่อยๆ สานก่อสายสัมพันธ์ที่มิได้ถือกำเนิดขึ้นจากบทสนทนาใดๆ

วันหนึ่ง ชาวประมงออกไปหาปลายามค่ำคืนแล้วไม่หวนกลับมาอีกเลย ธงชัยจึงอาศัยอยู่ในบ้านเพียงผู้เดียว เขาค่อยๆ คืบคลานเข้าครอบครองวิถีชีวิต, บ้านเรือน, อาชีพ และอดีตภรรยาของชาวประมง

Manta Ray 1

พุทธิพงษ์ระบุว่าหนังเรื่อง “กระเบนราหู” ถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่เหยื่อผู้อพยพชาวโรฮิงญา

โดยภาพยนตร์จะกล่าวถึงภาวะคลุมเครือของอัตลักษณ์ ซึ่งในด้านหนึ่ง ทุกผู้คนก็มีสิทธิพื้นฐานในการถือครองอัตลักษณ์ของตนเอง (ไม่ว่าจะผ่านเอกสารราชการหรือไม่ก็ตาม) แต่ในอีกด้าน ทุกคนต่างก็อาศัยอยู่บนโลกใบเดียวกัน และชื่อหนึ่งชื่อสามารถถูกครอบครองโดยคนหลายคนได้ ไม่ว่าเขาจะเป็นผู้อพยพ, คนแปลกหน้า หรือเซเล็บในสังคม

พุทธิพงษ์บอกว่าเขาเข้าใจในความขุ่นเคืองของตัวละครชาวประมงที่จะมีต่อชายแปลกหน้า ซึ่งตนเองเคยช่วยเหลือชีวิตเอาไว้ แต่อีกทางหนึ่ง เขาก็เข้าใจว่าชายแปลกหน้าอย่าง “ธงชัย” มิได้มีความมุ่งมาดปรารถนาที่จะยึดครองวิถีชีวิตและทรัพย์สินของชาวประมง

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เขาไม่เข้าใจ คือ โศกนาฏกรรมดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ณ ที่แห่งนั้น

ท้ายสุด พุทธิพงษ์ไม่ได้ต้องการจะประณามหรือลงทัณฑ์ตัวละครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เขาหวังเพียงว่า “กระเบนราหู” จะสามารถสะท้อนภาวะเปราะบางและความบกพร่องไม่สมบูรณ์ของมนุษย์

ทั้งนี้ สายการประกวด Orizzonti จะนำเสนอแนวโน้มของการเล่าเรื่องและรูปแบบทางสุนทรียศาสตร์ใหม่ๆ ในแวดวงภาพยนตร์นานาชาติ

ที่มารูปภาพ-เนื้อหา

เพจเฟซบุ๊ก Manta Ray กระเบนราหู

http://www.diversion-th.com/mantaray/

ข่าวบันเทิง

“ชิโนบุ ฮาชิโมโตะ” นักเขียนบทคู่ใจ “อากิระ คุโรซาวะ” เสียชีวิตในวัย 100 ปี

“ชิโนบุ ฮาชิโมโตะ” ผู้เขียนบทภาพยนตร์คลาสสิกเรี่อง “Rashomon” และ “Seven Samurai” ซึ่งกำกับโดย “อากิระ คุโรซาวะ” ได้ถึงแก่กรรมด้วยอาการปอดบวม ที่บ้านพักในกรุงโตเกียว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ขณะมีวัย 100 ปี

ฮาชิโมโตะเป็นบุคลากรสำคัญคนหนึ่งใน “ยุคทอง” ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่นช่วงทศวรรษ 1950 โดยสไตล์การเขียนบทของเขามีความโดดเด่นจากการมุ่งสำรวจตรวจสอบธรรมชาติของมนุษย์ ผ่านประเด็นคู่ตรงข้ามอันขัดแย้งกัน อาทิ ความดีกับความเลว หรือความรักกับความเกลียดชัง

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ฮาชิโมโตะถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร ทว่ากลับล้มป่วยด้วยโรควัณโรคระหว่างการฝึก จึงถูกส่งไปรักษาตัวในโรงพยาบาลทหารผ่านศึกรวมเวลาสี่ปี

ณ สถานที่ดังกล่าว มีคนไข้บางรายได้แนะนำให้เขารู้จักกับนิตยสารภาพยนตร์ ฮาชิโมโตะจึงเริ่มอ่านนิตยสารเหล่านั้น และมีความสนใจในงานเขียนบทหนัง

หลังสงคราม ฮาชิโมโตะทำงานเป็นเสมียนบัญชี ไปพร้อมๆ กับการเคี่ยวกรำฝึกเขียนบทภาพยนตร์

Shinobu-Hashimoto
(Photo: The Criterion Collection)

ในที่สุด “Rashomon” บทภาพยนตร์ชิ้นแรกของเขา ก็ส่งผลให้ฮาชิโมโตะได้ร่วมงานกับคุโรซาวะ ก่อนที่หนังเรื่องนี้จะข้ามน้ำข้ามทะเลไปคว้ารางวัลสิงโตทองคำจากเวนิสในปี 1951(รวมทั้งได้ออสการ์เกียรติยศ ในฐานะหนังภาษาต่างประเทศที่มีความโดดเด่น)

หลังจากนั้น ฮาชิโมโตะได้สร้างสรรค์ผลงานร่วมกับยอดผู้กำกับญี่ปุ่นผู้นี้ในภาพยนตร์หลายเรื่อง อาทิ “Seven Samurai” “To Live” และ “The Hidden Fortress” (เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้แก่หนังชุด “Star Wars”)

โดยรวมแล้ว ฮาชิโมโตะมีผลงานการเขียนบทภาพยนตร์กว่า 70 เรื่อง และเคยลงมือกำกับหนัง 3 เรื่อง รวมทั้ง “I Want to Be a Shellfish” หนังดราม่าว่าด้วยสภาพสังคมญี่ปุ่นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งดัดแปลงจากบทละครโทรทัศน์ที่เขาเขียนขึ้น

ฮาชิโมโตะเพิ่งเลิกเขียนบทภาพยนตร์ในช่วงที่มีอายุขึ้นต้นด้วยเลข 9 เพราะล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง

เมื่อปี 2013 ฮาชิโมโตะได้รับรางวัล “ฌอง เรอนัวร์ อวอร์ด” จากสมาคมวิชาชีพผู้เขียนบทแห่งอเมริกาฟากตะวันตก ร่วมกับคุโรซาวะ, เรียวโซ คิคุชิมะ และฮิเดโอะ โอกุนิ

ทั้งหมดนี้คือทีมงานเขียนบทภาพยนตร์ของคุโรซาวะ ผู้ชื่นชอบสร้างสรรค์เรื่องราวด้วยวิธีการระดมสมอง (ฮาชิโมโตะเป็นคนสุดท้ายในทีมเขียนบทชุดนี้ ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ในงานมอบรางวัล)

ครั้งหนึ่งฮาชิโมโตะเคยสนทนากับ “โยจิ ยามาดะ” ยอดนักทำหนังอีกรายของญี่ปุ่น โดยเขาได้เปรียบเปรยการเขียนบทภาพยนตร์กับการเพาะปลูกพืชพันธุ์ มีใจความว่า

“คนเขียนบทภาพยนตร์เป็นดั่งเกษตรกรผู้หว่านเพาะเมล็ดพันธุ์ลงบนผืนดิน ในกาลต่อมา เขายังต้องคอยเอาใจใส่ต้นพืชดังกล่าวในเรื่องสภาพน้ำและอากาศ รวมถึงต้องคอยวิตกกังวลเรื่องฝูงแมลงศัตรูพืชโดยต่อเนื่องสม่ำเสมอ นี่คืองานที่คนทำต้องมีความอดทนและมุ่งมั่นเป็นอย่างยิ่ง”

นอกจากจะเป็นการได้ร่วมงานกันครั้งแรกระหว่างฮาชิโมโตะกับคุโรซาวะ “Rashomon” ยังเป็นหนังญี่ปุ่นเรื่องแรกที่ได้รับการยอมรับกว้างขวางในระดับนานาชาติ

ขณะเดียวกัน ชื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ยังกลายเป็นคำศัพท์ที่บ่งชี้ถึงสภาวะการดำรงอยู่ของมุมมองต่อความจริงอันแตกต่างหลากหลาย

เช่นเดียวกับการรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อคราวที่ฮาชิโมโตะและคุโรซาวะได้พบปะกันหนแรกสุดในปี 1949

ยอดนักเขียนบทเล่าไว้ในหนังสือบันทึกความทรงจำของตนเองว่า เขานั่งรถไฟไปหาคุโรซาวะที่บ้าน ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของกรุงโตเกียว

“การพบกันครั้งแรกของพวกเราจบลงอย่างเรียบง่าย แต่ไม่สมบูรณ์ เราปริปากพูดคุยกันแค่ 1-2 นาที แล้วจากนั้น ผมก็เป็นฝ่ายเก็บต้นฉบับงานเขียนของตนเองใส่ลงกระเป๋า”

นี่คือความทรงจำของฮาชิโมโตะ ซึ่งผิดแผกจากหนังสือบันทึกความทรงจำของคุโรซาวะอย่างสิ้นเชิง

ยอดผู้กำกับชาวญี่ปุ่นเล่าถึงสถานการณ์เดียวกันเอาไว้ว่า

“ฮาชิโมโตะมาพบผมที่บ้าน แล้วผมกับเขาก็ได้พูดคุยกันนานหลายชั่วโมง เขาดูเป็นคนมีของเลยทีเดียวแหละ”

ที่มาข้อมูล

https://www.japantimes.co.jp/culture/2018/07/20/entertainment-news/screenwriter-shinobu-hashimoto-worked-iconic-kurosawa-films-dies-age-100/#.W1J0ZNIzZPZ

https://www.hollywoodreporter.com/news/shinobu-hashimoto-dead-screenwriter-seven-samurai-rashomon-was-100-1128623

https://variety.com/2018/film/asia/shinobu-hashimoto-scriptwriter-akira-kurosawa-dies-dead-at-100-1202879323/

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ข้อสังเกตต่อภาพรวมเรตติ้ง “สังข์ทอง 2561”

ด้วยความที่ครองสถานะเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของประเทศได้หลายครั้งในระยะ (ช่วงสัปดาห์) หลังๆ

ในที่สุดเว็บไซต์ www.tvdigitalwatch.com จึงจัดทำรายงานข่าวชิ้นเยี่ยมว่าด้วยภาพรวมเรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง 2561”

นับว่าสถิติที่เว็บไซต์ดังกล่าวรวบรวมไว้ นั้นน่าสนใจไม่น้อย

ภาพรวมเรตติ้ง

ระหว่างวันที่ 25 กุมภาพันธ์ – 15 กรกฎาคม 2561 ผลปรากฏว่า “สังข์ทอง” 41 ตอนแรก ได้เรตติ้งเฉลี่ยไป 5.547

(แชมป์เรตติ้งสูงสุดในช่วงครึ่งปีแรกของช่อง 7 คือ ละครหลังข่าว “สัมปทานหัวใจ” มีเรตติ้งเฉลี่ยทั้งเรื่อง 7.627 ขณะที่เต็งแชมป์ประจำปีนี้อย่าง “บุพเพสันนิวาส” ช่อง 3 มีเรตติ้งเฉลี่ยทั้งเรื่อง 13.384)

ละคร “สังข์ทอง 2561” ตอนที่ได้รับความนิยมสูงสุด (ณ ปัจจุบัน) ออกแพร่ภาพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม (ตอนที่ 37) โดยได้เรตติ้งไป 7.169

เรตติ้งต่างจังหวัด-กรุงเทพฯ

เมื่อพิจารณารายละเอียดเชิงพื้นที่ พบว่าเรตติ้งเฉลี่ยของผู้ชม “สังข์ทอง” ในต่างจังหวัด นั้นอยู่ที่ 5.696 สูงกว่าเรตติ้งเฉลี่ยของคนดูใน กทม. (4.667) เล็กน้อย

ซึ่งนับว่าพลิกโผจากรายการของช่อง 7 สีส่วนใหญ่ ซึ่งเรตติ้งความนิยมในต่างจังหวัดจะทิ้งห่างเรตติ้งในเมืองหลวงค่อนข้างเยอะ หรือมีฐานผู้ชมที่ต่างจังหวัดมากกว่าเมืองกรุงชัดเจน

ขณะเดียวกัน ก็จะแตกต่างจากรายการส่วนมากของช่อง 3 ซึ่งมีฐานคนดูใน กทม. หนาแน่นกว่าในต่างจังหวัด

เอาเข้าจริงรูปแบบเรตติ้ง “ต่างจังหวัด-กทม.” ที่ค่อนข้างสมดุลกันดังในกรณีของ “สังข์ทอง” นี้ ดูจะคล้ายคลึงกับรายการวาไรตี้ชั้นนำของช่อง “เวิร์กพอยท์ทีวี”

hello beach boy …c-u-to-mor-row💖

A post shared by Pond_ophaphoom (@pond_ophaphoom) on

แฟนละครที่ภาคใต้และการหายไปของภาคอีสาน

อีกประเด็นที่น่าคิดต่อมากๆ คือ หากเจาะลึกลงไปในพื้นที่ต่างจังหวัดแล้ว สถิติชี้ว่าภูมิภาคซึ่งมีคนดู “สังข์ทอง” เยอะที่สุด คือ ภาคใต้ (เรตติ้งเฉลี่ย 6.381)

จุดนี้น่าจะเซอร์ไพรส์หลายๆ คน (รวมถึงแอดมินบล็อกคนมองหนังเอง) ซึ่งคาดว่าฐานคนดูกลุ่มใหญ่ของ “สังข์ทอง” อาจอยู่แถวๆ ภาคอีสาน

อย่างไรก็ดี แทนที่จะข้ามขั้นไปไกลถึงการวิเคราะห์ภูมิหลังในเชิงสังคมศาสตร์-ประวัติศาสตร์ บลา บลา บลา

จุดน่าสนใจเบื้องต้น อาจอยู่ที่เรื่องพฤติกรรมการใช้เวลาว่างของผู้บริโภคในภูมิภาคต่างๆ เพราะเมื่อคราวกระแสฮิต “บุพเพสันนิวาส” ครองเมือง เรตติ้งเฉลี่ยของละครพีเรียดระดับปรากฏการณ์ ก็ไปต่ำสุดที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เป็นไปได้ไหมว่าคนอีสานใช้เวลาว่างกับโทรทัศน์ค่อนข้างน้อย? หรืออีกทางหนึ่ง คนอีสานที่เลือกใช้กิจกรรมดูทีวีเป็นการพักผ่อนหย่อนใจ อาจคือกลุ่มคนที่เคลื่อนย้ายอพยพออกจากบ้านเกิดมาเป็นแรงงานพลัดถิ่นในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดในภาคอื่นๆ

ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่ว่าคนใต้ดู “สังข์ทอง” เยอะที่สุด ก็น่าใส่ใจไม่แพ้กัน

เราไม่สามารถเหมารวมง่ายๆ ว่าคนภาคใต้มีพฤติกรรมการดูโทรทัศน์โดยเฉลี่ยมากกว่าประชากรภาคอื่นๆ เพราะตอนกระแส “บุพเพสันนิวาส” กำลังมา กลุ่มผู้ชมละครเรื่องดังกล่าวในภาคนี้ก็มีปริมาณน้อยสุดเป็นลำดับสองรองจากภาคอีสาน

หรือจะเป็นเพราะว่าคนใต้คือแฟนพันธุ์แท้ของช่อง 7? ข้อสังเกตนี้น่านำไปศึกษาต่อเหมือนกัน เนื่องจากเรตติ้งเฉลี่ยของละครเรื่อง “สัมปทานหัวใจ” นั้นก็มีแพทเทิร์นสอดคล้องกับ “สังข์ทอง” กล่าวคือ มีคนภาคใต้เป็นผู้ชมกลุ่มใหญ่ที่สุด (กรุงเทพฯ 6.163, ภาคเหนือ 6.829, ภาคใต้ 9.863, ภาคอีสาน 7.584 และภาคกลาง 7.778)

ช่วงอายุและเพศ

สำหรับสถิติ 2-3 ข้อสุดท้ายเกี่ยวกับเรตติ้ง “สังข์ทอง 2561” นั้นไม่น่าแปลกใจเท่าใดนัก

เริ่มจากช่วงอายุ (คนดู) ที่ติดตามชมละครมากที่สุด อันได้แก่ ช่วงอายุ 6-9 ปี (10.609) และ 10-14 ปี (9.456)

ส่วนช่วงอายุที่ติดตามชมละครพื้นบ้านเรื่องนี้น้อยที่สุด คือ 20-24 ปี (3.294)

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าหลายคนคงอยากเห็นเรตติ้งเฉลี่ยของกลุ่มผู้ชมสูงอายุที่เฝ้าหน้าจอรอดู “สังข์ทอง” อยู่เหมือนกัน

ปิดฉากด้วยการสำรวจเรตติ้งเฉลี่ยแบบแยกเพศ ซึ่งพบว่า คนดูผู้หญิง (6.553) ติดละคร “สังข์ทอง” มากกว่าผู้ชาย (4.492)

มีเรื่องน่าแซวนิดนึง คือ แม้ “สังข์ทอง 2561” จะพยายามพูดถึงประเด็นเพศสภาพที่เลื่อนไหลผ่านตัวละครอย่าง “เจ้าชายไชยันต์” ทว่านีลเซ่นกลับยังวัดเรตติ้งผู้ชมโดยแบ่งเพศ “ชาย-หญิง” อยู่เลย 555

ข้อมูลจาก

https://www.tvdigitalwatch.com/analysis-ch7-sangthong25feb-15july61/

https://www.tvdigitalwatch.com/analysis-rating-sampatan-h-ch7-2561/

https://www.tvdigitalwatch.com/analysis-buppesanniwas-12-05-61/

ขอบคุณภาพประกอบจาก

https://www.instagram.com/pond_ophaphoom

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

เรียวอิชิ ซากาโมโตะ: สังคมอเมริกันและโลกภายนอก

2459733138_256824f97a_b

“คนญี่ปุ่นเฝ้าจ้องมองและสังเกตการณ์คนอเมริกัน, วัฒนธรรมอเมริกัน และวัฒนธรรมตะวันตกตลอดมา ในทางตรงกันข้าม คนอเมริกันกลับไม่ได้เพ่งพินิจวัฒนธรรมของญี่ปุ่นหรือเอเชียมากในระดับเดียวกัน มันเป็นสิ่งที่ไม่สมดุลอย่างยิ่ง อะไรคือข้อแตกต่างระหว่างคนเวียดนามกับคนญี่ปุ่นในสายตาคนอเมริกัน?

“นานมาแล้ว ผมเคยได้ยินเรื่องเล่าที่ตลกมากๆ

“เพื่อนของผม เล่าถึงเหตุการณ์ตอนที่เขายังหนุ่มแน่นแล้วเดินทางท่องเที่ยวไปในแถบเซาธ์เท็กซัส เขาเจอชาวนาอเมริกันคนหนึ่ง และเริ่มแนะนำตัวกับชาวนารายนั้น โดยบอกว่าตนเองมาจากปารีส

“เพื่อนผมเขาเป็นคนฝรั่งเศส แต่ชาวนาคนดังกล่าวกลับเชื่อโดยอัตโนมัติว่าเพื่อนของผมมาจากเมืองปารีสในรัฐเท็กซัส พอเพื่อนผมปฏิเสธว่า ‘ไม่ใช่, ไม่ใช่, ไม่ใช่ ผมมาจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส’ ชาวนาอเมริกันคนเดิมก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมเชื่อ

“หรืออีกมุมหนึ่ง แกไม่สามารถบอกได้ว่าไอ้กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส นี่มันอยู่ตรงส่วนไหนบนแผนที่โลก”

เรียวอิชิ ซากาโมโตะ

นักประพันธ์ดนตรีชาวญี่ปุ่น

ที่มาเนื้อหา https://www.gq.com/story/ryuichi-sakamoto-interview

ภาพประกอบ “Ryuichi Sakamoto” by Joi Ito is licensed under CC BY 2.0

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

เดวิด โครเนนเบิร์ก: ซีรีส์เน็ตฟลิกซ์ = นวนิยาย, หนังฉายโรง = เรื่องสั้น

1024px-Director_DAVID_CRONENBERG_of_the_film_'Spider'_during_the_Toronto_International_Film_Festival

“ผมเริ่มที่จะคิดว่า บางที สื่อภาพยนตร์ที่เทียบเท่าได้กับงานเขียน ‘นวนิยาย’ คือ ‘ซีรีส์เน็ตฟลิกซ์’ ซึ่งอาจจะดำเนินเรื่องติดต่อกันยาวนาน 5 ปี หรือ 7 ปี

“จริงๆ แล้ว ซีรีส์เหล่านี้คือศิลปะชนิดใหม่ ที่ไม่เหมือนกับซีรีส์โทรทัศน์ยุคเก่า ผมได้ดูซีรีส์เน็ตฟลิกซ์บางเรื่อง ซึ่งผมคิดว่ามันมีคุณภาพยอดเยี่ยมทีเดียว อย่างเช่น Babylon Berlin ของทอม ทีคแวร์ งานประเภทนี้มีทั้งความมหัศจรรย์และความคล้ายคลึงกับนวนิยาย

“ผมคิดว่าบางที ‘ภาพยนตร์ฉายโรง’ อย่างที่พวกเรารู้จักกัน น่าจะเปรียบได้กับการเขียน ‘เรื่องสั้น’ แต่ถ้าคุณต้องการเขียนนวนิยาย (ผ่านสื่อภาพยนตร์) คุณก็ต้องหันมาทำซีรีส์

“ผมเริ่มคิดว่า บางทีตัวเองอาจยังเดินทางไปไม่ถึงจุดสุดท้ายของภาพยนตร์ หากเรามองเห็นวิวัฒนาการของมัน เป็นไปได้ว่าแทนที่จะลงมือเขียนนวนิยาย ผมอาจลองไปผลิตซีรีส์ป้อนเน็ตฟลิกซ์”

เดวิด โครเนนเบิร์ก

ผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นเก๋าชาวแคนาดา

ที่มาเนื้อหา https://www.screendaily.com/news/cinema-is-already-dead-says-david-cronenberg-/5130906.article

ภาพประกอบ By http://www.ficg (Toronto Film Festival) [CC BY 2.0 (https://creativecommons.org/licenses/by/2.0)], via Wikimedia Commons

คนตัดหญ้าในสนามบอล, คนอ่านเพลง

“Three Lions” เส้นทางกลับบ้านอันยาวไกลและซับซ้อนของทีมชาติอังกฤษ

หนึ่ง

การทะลุเข้าถึงรอบสี่ทีมสุดท้ายในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2018 ของทีมชาติอังกฤษ ส่งผลให้เพลงเชียร์อมตะนิรันดร์กาลอย่าง “Three Lions” ถูกนำมาขับขานโดยกว้างขวางอีกคำรบ

แฟนบอลอังกฤษยุคร่วมสมัยหลายรายอาจทึกทักว่านี่คือเพลงที่มีชื่อว่า “Football’s coming home” ตามท่อนฮุกอันลือลั่น

บางคนอาจนึกว่านี่เป็นเพลงเชียร์สามัญประจำบ้านของทีมชาติอังกฤษ ยามลงแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหญ่ มานานแสนนาน

ทว่าในข้อเท็จจริง เพลงที่สะท้อนถึงอารมณ์ปลื้มปีติและความหวังครั้งใหม่ (ซึ่งเพิ่งแหลกสลายลง) ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 22 ปีก่อน

สอง

ปี 1996 อังกฤษรับบทบาทเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป โดยทีมสิงโตคำรามสามารถผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ก่อนจะแพ้เยอรมนีในการดวลจุดโทษ (นักเตะรายเดียวของอังกฤษที่ยิงลูกโทษพลาด คือ “แกเร็ธ เซาธ์เกต” ผู้จัดการทีมทรีไลออนส์ชุดปัจจุบัน)

ก่อนหน้ายูโร 96 จะเปิดฉากฟาดแข้ง “เดวิด บัดเดียล” และ “แฟรงก์ สกินเนอร์” สองนักแสดงตลกและพิธีกรรายการทีวียอดฮิต “แฟนตาซี ฟุตบอล” ได้ร่วมมือกับ “เอียน เบราดี้” แห่งวงดนตรี “เดอะ ไลท์นิง ซีดส์” เขียนเพลงชื่อ “Three Lions” ขึ้นมา

เพลงที่ใช้ชื่อซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากตราสัญลักษณ์บนเสื้อแข่งของทีมชาติอังกฤษ มีเนื้อหาแปลกประหลาดกว่าเพลงเชียร์ฟุตบอลทั่วไป

กล่าวคือ มันได้นำเสนอภาวะ “หวานอมขมกลืน” ของแฟนบอลอังกฤษ ที่ทั้งรัก-ส่งใจเชียร์ทีมชาติของตนเอง และต้องเจ็บปวดรวดร้าวเศร้าสร้อยซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อขุนพลสิงโตคำรามบุกบั่นไปไม่ถึงฝั่งฝันเสียที

บัดเดียลและสกินเนอร์บอกว่า พวกเขาต้องการแต่งเพลงที่สะท้อนถึงความรู้สึกนึกคิดจริงๆ ของแฟนบอลทีมชาติอังกฤษ

“นี่คือบทเพลงที่พูดถึงความพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่าของอังกฤษ แต่ขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นบทเพลงที่พวกเราอยากจะกู่ร้องมันออกมา” บัดเดียล พูดถึงลักษณะลักลั่นที่แสนโดดเด่นของเพลง “Three Lions”

ในแง่มุมโศกเศร้า เนื้อหาของเพลงกล่าวถึงระลอกความผิดหวังที่ทีมฟุตบอลและกองเชียร์อังกฤษต้องประสบ นับแต่การคว้าแชมป์โลก ณ บ้านเกิดเมื่อปี 1966

ในทางกลับกัน เพลงเพลงนี้ก็บรรจุความหวังเรืองรองไว้ในท่อนฮุกติดหู ซึ่งมีเนื้อร้องขึ้นต้นว่า “It’s coming home”

ตามความตั้งใจแรกเริ่ม บัดเดียลและสกินเนอร์เพียงแค่ต้องการจะร่วมเฉลิมฉลองวาระที่อังกฤษได้รับหน้าเสื่อจัดทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลระดับเมเจอร์อีกหน

หลังจากประเทศแห่งนี้เคยจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรกและครั้งเดียว เมื่อ 3 ทศวรรษก่อนหน้านั้น

แต่ต่อมา นัยยะของเนื้อร้องท่อนฮุกสั้นๆ ง่ายๆ ก็ถูกขยายความไปไกลกว่าเดิม

“การกลับบ้าน” เริ่มยึดโยงกับความฝันใฝ่ว่าทีมชาติอังกฤษจะคว้าแชมป์รายการใหญ่ได้อีกครั้ง ซ้ำรอยความสำเร็จหนึ่งเดียวในปี 1966

สิ่งที่จะ “กลับบ้าน” จึงไม่ใช่การเป็นเจ้าภาพทัวร์นาเมนต์ระดับใหญ่ แต่ควรเป็น “ถ้วยรางวัลชนะเลิศ” ระดับทวีปหรือระดับโลก

สาม

กลางปี 1996 แม้ “Three Lions” จะไม่ใช่เพลงเชียร์อย่างเป็นทางการของทีมชาติอังกฤษ แถมสมาคมฟุตบอลอังกฤษออกจะไม่ชอบเนื้อร้อง ในส่วนที่ตัดพ้อผลงานน่าผิดหวังของขุนพลสิงโตคำรามด้วยซ้ำ

แต่ระหว่างการแข่งขันฟุตบอลยูโร 96 ผลงานดนตรีของบัดเดียล, สกินเนอร์ และเบราดี้ กลับขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตเพลงยอดนิยม

จากเพลงฮิตในบริบทเฉพาะ “Three Lions” ค่อยๆ กลายเป็นเพลงยอดนิยมข้ามกาลเวลา ซึ่งถูกผลิตซ้ำหนแล้วหนเล่า โดยใช้ทำนองป๊อปติดหูแบบเดิม แต่ปรับเปลี่ยนเนื้อร้องบางท่อน (หรือทุกท่อน) เสียใหม่

ตามความเห็นของหนึ่งในผู้แต่งอย่างบัดเดียล ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ “Three Lions” ผงาดขึ้นเป็นเพลงชาติแห่งวงการฟุตบอลอังกฤษ โดยเข่นฆ่าเพลงฟุตบอลอื่นๆ ทั้งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าและถูกผลิตตามมาภายหลัง จนตายเรียบ

ก็คือ เนื้อหาแนว “หวานอมขมกลืน” ซึ่งจับใจแฟนบอลต่างเจเนอเรชั่นจนอยู่หมัด

แฟนบอลที่มีความหวัง, เข้าใกล้ความหวัง, ผิดหวัง แต่ก็ยังหวังกันต่อไป

สี่

“โอเว่น แบล็กเฮิร์สต์” บรรณาธิการบทความของนิตยสารมุนเดียล วิเคราะห์เพิ่มเติมว่าถ้า “Three Lions” เมื่อปี 1996 ทำให้คนอังกฤษโหยหายุคทองในปี 1966

การกลับมาของผลงานเก่าอายุ 22 ปีเพลงนี้ (หากพิจารณาจากการถูกขับขานโดยแฟนฟุตบอลจำนวนมหาศาล และการติดชาร์ตเพลงดาวน์โหลดยอดนิยม ณ ค.ศ.2018)

ก็อาจบ่งชี้ถึงภาวะโหยหาอดีตอันงดงามเมื่อปี 1996 ของผู้คนยุคปัจจุบัน

ตามทัศนะของแบล็กเฮิร์สต์ ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 (หรือ “ยุค 90” ในภาษาบ้านเรา) คือ ห้วงเวลาสุด “คูล” ของเพลงดีๆ เทศกาลวัฒนธรรมเจ๋งๆ

มิหนำซ้ำ ทีมชาติอังกฤษชุด “ยูโร 96” ภายใต้การคุมทีมของ “เทอร์รี่ เวนาเบิลส์” ก็ไม่เพียงมีผลการแข่งขันอันน่าภาคภูมิใจ แต่พวกเขายังเล่นฟุตบอลได้ดีจนน่าประทับใจ

แบล็กเฮิร์สต์บอกว่าหลังจากพลพรรค “ทรีไลออนส์” ร่วงโรยลงเรื่อยๆ นับแต่ปี 2002 พวกเขาก็กลับมาจุดประกายความหวังของคนในชาติให้ลุกโชนขึ้นอีกคำรบในปี 2018

ด้วยความกระตืนรือร้นของทีมพลังหนุ่ม ซึ่งมีนักฟุตบอลพื้นเพหลากหลายจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ แถมยังเล่นระบบวิงแบ๊กเหมือนยุคเวนาเบิลส์เป๊ะๆ

ห้า

อังกฤษจบศึกฟุตบอลโลกที่รัสเซียด้วยตำแหน่งอันดับสี่ ถือเป็น “ความสำเร็จขั้นต่ำ” ดุจเดียวกับผลงานเมื่อปี 1990

มนตราของเพลง “Three Lions” ดูเหมือนจะยังเข้มขลังอยู่เสมอ ตราบใดที่ทีมอังกฤษยังคงเป็น “ผู้แพ้”

มายาดังกล่าวอาจยุติสิ้นสูญลง หากทีมสิงโตคำรามพลิกสถานการณ์ขึ้นเป็น “ผู้ชนะสูงสุด” แล้วนำพาฟุตบอล (ถ้วยรางวัลชนะเลิศ) กลับคืนสู่ “บ้าน” ของพวกเขาและเหล่าแฟนบอลร่วมชาติอย่างแท้จริง

มิใช่ “บ้านแห่งอุดมคติ” ในบทเพลง

หก

อย่างไรก็ตาม น่าตั้งคำถามว่า “บ้าน” ที่ฟุตบอลกำลังจะกลับไปหา คือ “บ้าน” หลังไหน?

“จอห์น วิลเลียมส์” นักวิชาการสาขาสังคมวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ตั้งประเด็นว่า บางที “การกลับบ้าน” อาจมิได้หมายถึงการเจาะเวลาหาอดีตหวนไปยังปี 1966

หาก “บ้าน” ที่หลายคนกู่ก้องร้องเรียก อาจหมายถึงสถานภาพการเป็นบิดาแห่ง “การแข่งขันฟุตบอลสมัยใหม่” ของประเทศอังกฤษ

แทบทุกคนต่างรับทราบว่ากฎกติกาของเกมฟุตบอลยุคใหม่ รูปแบบสมาคม/สหพันธ์ฟุตบอลแห่งชาติ การแข่งขันฟุตบอลถ้วยและลีก ล้วนเริ่มต้นที่อังกฤษ ก่อนจะมีการเผยแพร่บรรทัดฐานลักษณะนี้ไปทั่วยุโรปและบางส่วนของอเมริกาใต้

ทว่า “บ้าน” หลังนั้นก็พยายามโดดเดี่ยวตนเองจากโลกภายนอก

นอกจากจะเผยแพร่รูปแบบการแข่งขันฟุตบอลสมัยใหม่ไปตามประเทศต่างๆ ที่มีชุมชนคนอังกฤษอาศัยอยู่แล้ว

วิลเลียมส์ชี้ว่าระหว่างปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ทีมชาติอังกฤษกลับไม่เคยลงปะทะฝีเท้ากับทีมชาติอื่นๆ นอกสหราชอาณาจักรเลย

ถ้าพิจารณาผ่านปรากฏการณ์อันแปลกแยก ณ ห้วงเวลานั้น ฟุตบอลจึงไม่ต้อง “กลับบ้าน” เพราะฟุตบอลอังกฤษไม่เคยยอมออกไปเผชิญหน้าโลกภายนอก (บ้าน)

เมื่อแรกก่อตั้งสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือฟีฟ่าที่ประเทศฝรั่งเศสในปี 1904 อังกฤษตัดสินใจไม่เข้าร่วมกิจกรรมด้วย เพราะฐานความคิดเรื่อง “กีฬา” ที่ผิดแผกกันระหว่าง “เกาะอังกฤษ” กับ “ยุโรปภาคพื้นทวีป”

สังคม/ชนชั้นนำอังกฤษยุคต้นศตวรรษที่ 20 ยังยึดถือผูกพันกับการเล่นกีฬาแบบ “สมัครเล่น” ซึ่งวางวัตถุประสงค์ให้บรรดาสุภาพบุรุษผู้ดีได้มุ่งมั่นพัฒนาสุขภาพร่างกายและจิตใจของตนจนแข็งแรงแจ่มใส

ขณะเดียวกัน ก็แอนตี้ “กีฬาอาชีพ” ที่ถูกประเมินว่าเป็นการกระตุ้นให้ผู้เล่นหวังผลชัยชนะและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นๆ (เช่น เงินรางวัล) นอกเหนือจากเกมกีฬา อันอาจส่งผลเสียหายต่อหลักการ “แฟร์เพลย์”

ยิ่งกว่านั้น อังกฤษมองว่ากีฬากับการเมืองควรแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด สวนทางกับฟีฟ่าซึ่งเห็นว่าควรใช้ฟุตบอลมาเป็นเครื่องมือเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ต้องรอจนถึงปี 1950 ทีมชาติอังกฤษจึงตัดสินใจเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก ทั้งๆ ที่เวิลด์คัพหนแรกสุด เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 1930 หรือ 2 ทศวรรษก่อนหน้า

นักสังคมวิทยาแห่ง ม.เลสเตอร์ สะกิดแถมท้ายด้วยว่า หรือหากปี 1966 คือ “ยุคทอง-บ้านหลังเก่า” ที่แฟนบอลอังกฤษพึงปรารถนาจริงๆ

ทุกคนก็พึงตระหนักว่า “บ้าน” หลังนั้นเป็นภาพสะท้อนสังคมก่อนยุค “พหุชาติพันธุ์” เพราะทีมชาติอังกฤษชุดแชมป์โลกไม่มีนักเตะผิวดำร่วมอยู่เลย เช่นเดียวกับกองเชียร์ส่วนใหญ่ซึ่งล้วนเป็นคนผิวขาว

threelions-xlarge_trans_NvBQzQNjv4BqGIRJtgEaK4etefHCFUFBeHIIofnIm3psvZm9nJ6FExU

ข้อมูลจาก

https://www.bbc.com/news/newsbeat-44711564

https://www.theguardian.com/football/2018/jun/27/three-lions-england-paul-macinnes-baddiel-skinner-world-cup

https://theconversation.com/england-fans-sing-footballs-coming-home-but-where-is-home-really-99479

(หมายเหตุ ติดตามอ่านบทความฉบับเต็มได้ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับหน้าครับ)

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เรตติ้งล่าสุด “สังข์ทอง” – “แว่นตาท้าวสามนต์” ไม่ใช่ของใหม่ มีมาตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์!

เรตติ้ง 6.9 ของ “สังข์ทอง”

จุดพีกของเรตติ้ง “สังข์ทอง 2561” ประจำสัปดาห์ที่แล้ว คือการขึ้นไปแตะตัวเลข 6.619 ณ วันที่ 8 กรกฎาคม ยังไม่ถึงหลัก 7.0 หรือ 7.1 ซึ่งเคยทำได้ก่อนหน้านี้

สังข์ทอง 6.9

ขณะเดียวกัน หากพิจารณาจากสถิติระหว่างวันที่ 2-8 กรกฎาคม 2561 “สังข์ทอง” ก็ไม่ใช่โปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของช่อง 7 และของประเทศไทย เฉกเช่นสัปดาห์ก่อนหน้า

เพราะอย่างน้อยยังมีละคร “เพชรร้อยรัก” (ตอนอวสาน) ที่ออกอากาศทางช่อง 7 เหมือนกัน ซึ่งโกยเรตติ้งไปถึง 7.759

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเฉพาะในวันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม “สังข์ทอง” ยังถือเป็นรายการยอดฮิตอันดับแรกประจำวันนั้น

แม้ว่าวันดังกล่าวจะเป็น “ดีเดย์” ของจุดเริ่มต้นปฏิบัติการพาสมาชิกทีม “หมูป่า อะคาเดมี” ออกจากถ้ำหลวง

แต่รายการข่าวและรายงานสถานการณ์สดของช่องไทยรัฐทีวีและช่อง 7 ที่ว่ามาแรง ด้วยตัวเลขความนิยม 3 ปลายๆ ถึง 4 กลางๆ

ก็ยังสู้เรตติ้งไม่ถึง 7 ของ “สังข์ทอง” ไม่ได้

ที่มาข้อมูล

https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-week2-8july-61/

https://www.tvdigitalwatch.com/analysis-10rating-8-07-2561/

“แว่นตาท้าวสามนต์” ของเก่าของแก่ มิใช่เพิ่งมีในละครจักรๆ วงศ์ๆ ยุคใหม่

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า “แว่นตา” ของ “ท้าวสามนต์” นั้น เป็นไอเดียใหม่ๆ แผลงๆ ของคนทำละครจักรๆ วงศ์ๆ ในปี 2550 และ 2561

แต่เมื่อตรวจสอบเนื้อหาของบทละครนอกเรื่อง “สังข์ทอง” ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 แล้ว กลับพบประเด็นน่าตื่นเต้นมากๆ เพราะมีการระบุถึง “แว่นตา” ของ “ท้าวสามนต์” เอาไว้ในบทประพันธ์ด้วย!

แว่นตาท้าวสามนต์

โดยใน “ตอนที่ 8 พระสังข์ตีคลี” ได้กล่าวถึง “แว่นตาท้าวสามนต์” ไว้ว่า

เมื่อนั้น
ท้าวสามนต์ร้องรับให้ดีพ่อ
ตบมืออือเออชะเง้อคอ
เห็นลูกเขยเป็นต่อหัวร่อคัก
ลุกขึ้นโลดเต้นเขม้นมุ่ง
พลัดผลุงลงมาขาแทบหัก
มึนเมื่อยเหนื่อยบอบหอบฮัก
พิงพนักนั่งโยกตะโพกเพลีย
ฉวยคนโทถมยามาดื่มน้ำ
หกคว่ำสำลักแล้วบ้วนเสีย
หยิบบุหรี่จุดไฟไหม้ลามเลีย
วัดถูกจมูกเมียไม่รู้ตัว
สาละวนตึงตังกำลังวุ่น
แม่คุณขอโทษอย่าโกรธผัว
พี่ก็พานแก่ชราหูตามัว
ไม่เห็นตัวว่าใครข้างไหนเลย
ว่าพลางทางเรียกเอาแว่นตา
ใส่จมูกแหงนหน้าดูลูกเขย
ลุกขึ้นมองร้องเออชะเง้อเงย
ยายเอ๋ยอย่าปรารมภ์เป็นรองเรา
แล้วผินมาด่าหกเขยใหญ่
เอออะไรกินข้าวสุกเสียเปล่าเปล่า
สำคัญคิดว่าดีอ้ายขี้เค้า
ออกตีคลีแพ้เขาประเดี๋ยวใจ

มิใช่แค่ “ท้าวสามนต์” หากตัวละครอื่นๆ บางราย ในบทละครนอกเรื่อง “สังข์ทอง” ก็มี “แว่นตา” ใส่เช่นกัน อาทิ “โหราจารย์” (ผู้มีส่วนร่วมในการปั้นความเท็จใส่ร้าย “พระสังข์” ตอนเด็ก) ของ “ท้าวยศวิมล”

ดังบทประพันธ์ใน “ตอนที่ 1 กำเนิดพระสังข์” ที่บรรยายไว้ว่า

บัดนั้น
โหรใหญ่สงสัยเป็นหนักหนา
รับเอาหนังสือที่มือมา
ใส่แว่นตาดูก็รู้ความ
นิ่งนึกตรึกตรองอยู่ในใจ
โลภเห็นแต่จะได้ไม่เกรงขาม
แม้นกูมิรับกลับความ
ทองคำสามชั่งจะคืนไป
ถ้ากูแก้ไขนางจันทา
เงินตราห้าชั่งนั้นจะได้
จึงว่ากับสาวศรีด้วยดีใจ
พอแก้ไขได้เป็นไรมี
แลเหลียวเปลี่ยวคนที่บนเรือน
อิดเอื้อนจะใคร่ประสมศรี
สาวใช้เจ้าเข้าไปในที่
วานหยิบบุหรี่ที่ริมเตียง

ทั้งนี้ “แว่นสายตา” คือประดิษฐกรรมที่ถูกคิดค้นสร้างสรรค์ (ต่อยอด) ขึ้นเป็นครั้งแรกทางตอนเหนือของอิตาลี ตั้งแต่ ค.ศ.1290

มีหลักฐานระบุว่า “แว่นสายตา” ได้ถูกนำเข้ามายังเมืองจีนในช่วงศตวรรษที่ 15 หรือราวๆ 600 ปีก่อน

L0005542 Benjamin Franklin. Coloured aquatint by P. M. Alix, 1790, af

บุคคลสำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกายุคก่อตั้งประเทศอย่าง “เบนจามิน แฟรงคลิน” ก็ต้องพึ่งพา “แว่นสายตา” เนื่องจากเขามีทั้งอาการสายตาสั้นและสายตายาว

แฟรงคลินมีชีวิตระหว่าง ค.ศ.1706-1790 (พ.ศ.2249-2333) ขณะที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ในหลวงรัชกาลที่ 2) เสด็จพระราชสมภพเมื่อ พ.ศ.2310 และเสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ.2367 โดยทรงครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2352-2367

จึงเป็นไปได้สูงว่าในสมัยรัชกาลที่ 2 นั้น คนไทย/คนสยามบางส่วน (เช่น ชนชั้นนำของสังคม) น่าจะรู้จักและเริ่มใช้สอย “แว่นสายตา” กันบ้างแล้ว

หลักฐานที่ช่วยยืนยันสมมุติฐานข้างต้น ก็คือ บทละครนอกเรื่อง “สังข์ทอง”

ที่มาข้อมูล

บทละครนอกเรื่องสังข์ทอง

https://en.wikipedia.org/wiki/Glasses

ภาพประกอบ (สังข์ทอง)

ยูทูบสามเศียร

ภาพประกอบ (เบนจามิน แฟรงคลิน)

Benjamin Franklin. Coloured aquatint by P. M. Alix, 1790, af Wellcome L0005542.jpg

See page for author [CC BY 4.0 (https://creativecommons.org/licenses/by/4.0)], via Wikimedia Commons