คนอ่านเพลง

“ผู้หญิง” ในเพลงของ “พัลพ์”

(มติชนสุดสัปดาห์ 15-21 พฤษภาคม 2558)

เมื่อปีที่แล้ว ผมเขียนบทความชื่อ “Common People : หนึ่งในเพลงว่าด้วยความขัดแย้งทาง “ชนชั้น” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล” โดยเป็นการแปล-เรียบเรียงเนื้อหาจากบทความในนิตยสารดนตรี “NME” ของอังกฤษ ซึ่งยกย่องให้เพลงดังกล่าวติดอยู่ในอันดับที่ 6 จากรายชื่อ “500 เพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล”

ล่าสุด สื่อต่างประเทศเพิ่งนำเสนอเกร็ดย่อยๆ น่าสนุก อันเกี่ยวเนื่องกับเพลงเพลงนี้

เลยขออนุญาตนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังอีกครั้ง

เพลง “Common People” ของวง “พัลพ์” เป็นหนึ่งในเพลงฮิตยุค 1990 ของบรรดาวัยรุ่นบนเกาะอังกฤษ ท่ามกลางกระแสร้อนแรงของวัฒนธรรมดนตรีแบบ “บริต ป๊อป”

เนื้อเพลงที่เขียนโดย “จาร์วิส ค็อกเกอร์” นักร้องนำและสมาชิกแกนหลักของวง เล่าเรื่องราวของสาวนักเรียนนอกชาวกรีก ซึ่งได้มาพบเจอกับหนุ่มอังกฤษ (ที่น่าจะมาจากชนชั้นแรงงาน) ใน “เซนต์ มาร์ตินส์ คอลเลจ” วิทยาลัยศิลปะชื่อดังแห่งกรุงลอนดอน

เธอกล่าวกับเขาว่า เธออยากใช้ชีวิตแบบ “สามัญชน” คนอังกฤษ เธออยากกินอยู่หลับนอนกับ “สามัญชน” คนอังกฤษ เช่นเขา

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวในเพลงกลับคลี่คลายไปสู่จุดที่ว่า หญิงสาวนักเรียนนอกชาวกรีกผู้ร่ำรวยรายนั้น ย่อมไม่สามารถลดตัวลงมาใช้ชีวิตแบบชนชั้นล่างได้ในความเป็นจริง

ความเป็นจริงที่ระเบิดปะทุขึ้นพร้อมกับอารมณ์เกรี้ยวกราดของสามัญชนชาวอังกฤษ ผู้ร่ำร้องขับขานบทเพลง

ค็อกเกอร์ให้สัมภาษณ์หลังจากเพลง Common People โด่งดัง และกลายเป็นเพลงอมตะเพลงหนึ่งของวงการดนตรีสหราชอาณาจักรว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจในการเขียนเนื้อร้องของเพลงนี้ มาจากประสบการณ์ขณะที่เขายังเป็นนักศึกษาสาขาวิชาภาพยนตร์ของวิทยาลัยเซนต์ มาร์ตินส์

ในสองสัปดาห์แรกของภาคการศึกษาที่ 2 ทางวิทยาลัยจะจัดให้มีตารางสอนพิเศษซึ่งเรียกว่า “ครอสส์โอเวอร์” เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาทุกคนสามารถสับเปลี่ยนไปเรียนสาขาวิชาอื่นๆ นอกเหนือวิชาเอกของพวกตน

เด็กฟิล์มอย่างค็อกเกอร์เลือกไปทดลองเรียนวิชาประติมากรรม ในชั้นเรียนนั้น เขาได้พบเจอกับนักศึกษาสาวชาวกรีกรายหนึ่ง แล้วสาวกรีกคนดังกล่าวก็เข้ามาบอกกับค็อกเกอร์ว่า เธออยากใช้ชีวิตเหมือน “สามัญชน” คนธรรมดาทั่วไป

อีกไม่กี่ปีต่อมา ประสบการณ์ที่ว่าได้ถูกแปรสภาพกลายเป็นเพลงฮิตที่สุดของพัลพ์

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ยังคงเป็นปริศนาค้างคาในวงการเพลง ก็คือ แท้จริงแล้ว นักศึกษาสาวชาวกรีกที่จาร์วิส ค็อกเกอร์ ได้พบปะพูดคุย คือใครกันแน่?

สถานีโทรทัศน์บีบีซีถึงกับเคยทำสารคดีเพื่อพยายามดั้นด้นค้นคว้าหาตัวตนของสตรีคนนั้น แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

ล่าสุด “ดิ อินดีเพนเดนต์” ได้อ้างอิงรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์ “เอเธนส์ วอยซ์” ของประเทศกรีซ ที่ระบุว่า สาวชาวกรีกในเพลง Common People อาจเป็นภรรยาของ “ยานิส วารูฟาคิส” รมว.คลัง คนปัจจุบัน ของรัฐบาลกรีซ

ภรรยาของ รมว.คลัง กรีซ มีชื่อว่า “ดาแน สตราตู” เธอเคยเข้าศึกษาที่วิทยาลัยเซนต์ มาร์ตินส์ ระหว่างปี ค.ศ.1983-88 อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ค็อกเกอร์เข้าเรียนในวิทยาลัยแห่งนั้นพอดี

สตราตูเป็นบุตรสาวคนโตของเจ้าของกิจการอุตสาหกรรมผู้มั่งคั่งในประเทศกรีซ ส่วนแม่ของเธอเป็นศิลปินและประติมากร ส่งผลให้สตราตูเริ่มสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ก่อนจะเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาศึกษาต่อด้านดังกล่าวเป็นการเฉพาะที่เซนต์ มาร์ตินส์

น่าสนใจว่า วารูฟาคิส สามีของสตราตู เป็นนักการเมืองคนสำคัญแห่งพรรคไซรีซา พรรครัฐบาลปัจจุบัน และพรรคการเมืองซ้ายจัดของประเทศกรีซ

นโยบายสำคัญโดดเด่นของพรรคการเมืองนี้ ก็คือ การให้สมาชิกพรรคไม่ผูกเนคไท เพื่อแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับบรรดา “ชนชั้นกรรมาชีพ”

ถ้าสตราตูคือหญิงสาวชาวกรีกในเพลง Common People จริง บรรดาสื่อมวลชนก็พากันแซวเธอทิ้งท้ายว่า อดีตนักศึกษาสาวชาวกรีกคนนั้น คงได้พบเจอและใช้ชีวิตกับ “สามัญชน” (ฝ่ายซ้าย) เรียบร้อยแล้วสินะ

สตราตูกับสามี
สตราตูกับสามี

อย่างไรก็ตาม เมื่อผมลองมาอ่านทบทวนหนังสือรวมเนื้อเพลงคัดสรรของค็อกเกอร์ที่ชื่อ “Mother, Brother, Lover” (มารดา, ภราดา และคนรัก) ผมกลับพบว่าการคาดเดาของ “เอเธนส์ วอยซ์” ที่บรรดาสื่ออังกฤษ รวมทั้ง “ดิ อินดีเพนเดนต์” นำมาขยายประเด็นต่อ มีความ “ไม่น่าเชื่อถือ” ประการหนึ่งดำรงอยู่

ในหนังสือเล่มดังกล่าว ค็อกเกอร์เขียนอธิบายเอาไว้ว่า การที่เขาได้พบกับนักศึกษาสาวชาวกรีกในชั้นเรียนประติมากรรม ระหว่างช่วงเวลา “ครอสส์โอเวอร์” ก็ย่อมแสดงว่า นักศึกษาทุกคนในชั้นเรียนนั้น ณ ช่วงเวลานั้น น่าจะไม่ใช่เด็กเอกประติมากรรม รวมทั้งสาวกรีกผู้อยากเป็น “สามัญชน” ด้วย

ขณะที่ข้อมูลในสื่อระบุว่า ดาแน สตราตู จบการศึกษาจากภาควิชาประติมากรรม ที่เซนต์ มาร์ตินส์ คอลเลจ

สอดคล้องกับที่ผู้ใช้ทวิตเตอร์จำนวนไม่น้อย ได้เสนอว่ายังมีสตรีชาวกรีกอีกรายหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนเพลง Common People ให้แก่นักร้องนำวงพัลพ์

สตรีรายนั้น คือ “แคทเทอริน่า คานา” ผู้เคยเป็นนักศึกษาของเซนต์ มาร์ตินส์ โดยเธอให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ภาษากรีกที่ชื่อ “ไลโฟ” ว่า ณ วิทยาลัยศิลปะชื่อดังแห่งกรุงลอนดอน เธอได้พบกับ จาร์วิส ค็อกเกอร์

แถมยังบอกกับเขาไปว่า เธอต้องการใช้ชีวิตแบบ “สามัญชน” คนอังกฤษ และทำทุกสิ่งอย่างแบบที่สามัญชนทั่วไปบนเกาะอังกฤษกระทำกัน

พอกล่าวถึง “ผู้หญิง” ในเพลง Common People แล้ว ก็ทำให้หวนนึกถึง “ผู้หญิง” อีกคน ที่มีชีวิตอยู่ในอีกหนึ่งเพลงดังของพัลพ์ นั่นคือ “Disco 2000”

Disco 2000 ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในอัลบั้ม “Different Class” เช่นเดียวกับ Common People ถือเป็นหนึ่งในเพลงที่ช่วยฉายส่องความเป็น “นักเล่าเรื่องชั้นยอด” ของ จาร์วิส ค็อกเกอร์ ได้เป็นอย่างดี

ในเพลงดังกล่าว ค็อกเกอร์เขียนเล่าเรื่องราวของ “ผม” (I) กับเพื่อนผู้หญิงวัยเด็กชื่อ “เดโบราห์” ทั้งคู่ลืมตาดูโลก ภายในระยะเวลาที่ห่างกันเพียงแค่ชั่วโมงเดียว จนแม่ของเขาและเธอต่างกล่าวว่า ทั้งสองคนน่าจะเป็นพี่น้องกัน

บรรดาแม่ๆ ยังมโนไปไกลกว่านั้น ด้วยการพูดแซวเล่นๆ ว่า เด็กหญิงชายคู่นี้จะโตขึ้น แล้วแต่งงานโดยไม่มีวันแยกขาดจากกัน อย่างไรก็แล้วแต่ คำพยากรณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริง แม้ “ผม” จะเคยคิดอยากให้มันเกิดขึ้นจริงๆ อยู่บ่อยครั้งก็ตาม

ค็อกเกอร์บรรยายไว้ว่า เดโบราห์เป็นเด็กผู้หญิงคนแรกของชั้นเรียนที่เริ่มมีนม เพื่อนผู้ชายคนหนึ่งที่ชื่อ “มาร์ติน” ถึงกับเอ่ยปากว่า “เธอเป็นผู้หญิงที่โคตรแจ๋วที่สุด” เช่นเดียวกับเพื่อนผู้ชายรายอื่นๆ ที่ต่างตกหลุมรักเธอ

ยกเว้น “ผม” ที่มีแต่ความสับสนงงงวยอยู่ภายในจิตใจของตนเอง

“ผม” ต้องกลายเป็นประจักษ์พยาน ผู้เฝ้ามองดูบรรดาเด็กผู้ชายวัยเดียวกันพยายามจับเดโบราห์แก้ผ้า โดยที่เขาแทบไม่อยู่ในสายตาของเธอ

เมื่อ “ผม” วิ่งไปร้องเรียกเดโบราห์ที่บ้านหลังเล็กๆ ซึ่งติดวอลเปเปอร์ราคาถูกๆ ของเธอ เธอกลับไม่เคยสังเกตเห็นเขา

เมื่อ “ผม” เดินกลับบ้านคู่กับเดโบราห์ในบางครั้งคราว เขาก็คิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่าใดๆ ในสายตาเธอ เพราะเธอ “ป๊อป” เกินไปสำหรับเขา

ตัดมา กลางทศวรรษ 1990 “ผม” พยายามจะติดต่อชักชวนเดโบราห์ให้กลับไปร่วมรื้อฟื้นความทรงจำครั้งเยาว์วัยเหล่านั้น

เขานัดเธอให้ไปเจอกัน ณ ลานน้ำพุใจกลางเมืองเชฟฟิลด์ ในปี ค.ศ.2000

ในอนาคตดังกล่าว ถึงแม้เดโบราห์จะแต่งงานไปแล้ว “ผม” ก็ไม่แคร์ เขาเพียงแค่อยากจะพบปะพูดคุยกับเธออีกสักครั้ง ต่อให้เธอหอบลูกตัวน้อยติดมาด้วย เขาก็พร้อมยินยอมแต่โดยดี

เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงกับ จาร์วิส ค็อกเกอร์ ก็คล้ายคลึงกับเรื่องราวในบทเพลง

(ทว่า “เดโบราห์” ใน Disco 2000 กลับมีชีวิตจริงอันกระจ่างชัดกว่า “สาวกรีก” ใน Common People มากมายนัก)

ค็อกเกอร์ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 19 กันยายน 1963 (พ.ศ.2506) ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ณ เมืองเชฟฟิลด์ อีกไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น ผู้หญิงตั้งครรภ์ซึ่งนอนอยู่บนเตียงถัดไปจากแม่ของเขาก็ให้กำเนิดลูกสาว ที่ต่อมามีชื่อว่า “เดโบราห์ ฟาร์เนลล์”

เขาและเดโบราห์ได้เรียนห้องเดียวกันเสมอในสมัยประถมศึกษา

จาร์วิส ค็อคเกอร์ กับ
จาร์วิส ค็อคเกอร์ กับ “เดโบราห์”

ต่อมา เดโบราห์ เติบโตกลายเป็นพยาบาลผู้มีชื่อเสียง เมื่อช่วงขึ้นปีใหม่ ค.ศ.2015 เธอมีรายชื่อได้เข้ารับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น “เอ็มบีอี” อันเนื่องมาจากผลงานการสร้างสรรค์บริการรูปแบบใหม่ๆ เพื่อดูแลเด็กและเยาวชน ผู้มีอาการเครียดและวิตกกังวลภายในจิตใจ

ช่วงเวลาเดียวกัน เดโบราห์ตัวจริงก็กำลังป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งที่กระดูก เธอสิ้นลมขณะมีวัย 51 ปี เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ.2014 ทิ้งให้ “โคลิน โบน” สามี (คนที่สอง) ในชีวิตจริงของเธอ ต้องเดินทางไปรับพระราชทานเครื่องราชฯ แทนภรรยา

ไม่ใช่แค่ เดโบราห์ โบน ที่ลาจากโลกนี้ เพราะแม้แต่ลานน้ำพุใจกลางเมืองเชฟฟิลด์ ซึ่งเป็นแหล่งนัดพบสำคัญของผู้คนชาวเมือง และถูกกำหนดให้เป็นจุดนัดพบของ “ผม” และ “เดโบราห์” ในเพลง Disco 2000 ก็ถูกรื้อถอนทำลายทิ้งลงไปแล้วเช่นกัน เมื่อปี ค.ศ.1998 ก่อนหน้าปี ค.ศ.2000 เพียงแค่สองปี

ทว่า “เดโบราห์” ผู้เป็นตัวละครในเพลงดังอีกหนึ่งเพลงของวงพัลพ์ ยังคงมีชีวิตอยู่

อย่างน้อยก็เกือบสองทศวรรษเข้าให้แล้ว

Advertisements
คนมองหนัง

ปิดฉาก “ตำนานพระนเรศ”

(มติชนสุดสัปดาห์ 24-30 เมษายน 2558)

เมื่อสองสัปดาห์ก่อน มีโอกาสได้ไปชมภาพยนตร์เรื่อง “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 6” ตอน “อวสานหงสา” ซึ่งถือเป็นภาคปิดท้ายของหนังชุดนี้ ที่ท่านมุ้ย หรือ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ทุ่มเทอุทิศเวลาในการสร้างรวมทั้งหมดทุกภาค ร่วมหนึ่งทศวรรษครึ่ง

ไปชมในฐานะคนดูที่รู้สึกสนุกกับหนังสองภาคแรกอยู่ไม่น้อย ก่อนจะผิดหวังกับภาค 3 รวมทั้งไม่ได้ชมหนังภาค 4 กับ 5 (ถ้าจำไม่ผิด เหมือนเคยดูภาค 4 ผ่านๆ ที่ไหนสักแห่ง แต่สุดท้ายก็ดูไม่จบ)

ก่อนตีตั๋วเข้าชมตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ ภาคสุดท้าย ได้ยินเสียงบ่นจากหลายคนว่าเทคนิคคอมพิวเตอร์ กราฟิก หรือ ซีจี ของหนังภาคนี้ อยู่ในระดับ “แย่มาก”

เมื่อไปดูก็พบว่า ในหลายๆ ฉาก เทคนิคการทำซีจีอยู่ในระดับที่ “แย่มากจริงๆ” แย่โดยที่ไม่ได้เปรียบเทียบกับหนังฮอลลีวู้ดทุนยักษ์ทั้งหลาย แต่แย่เมื่อเปรียบเทียบกับตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ ภาคก่อนหน้านี้ (อย่างน้อยก็ภาค 1-3 ที่ผมมีโอกาสได้ดู) หรือแย่กว่าหนังไทยทุนสร้างหลักสิบล้านหลายต่อหลายเรื่อง

บางคนเปรียบเทียบถึงขนาดว่า ซีจีตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ ภาค 6 แย่ในระดับเดียวกับละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่อง 7

ซึ่งข้อนี้ ผมขออนุญาตเถียงสักเล็กน้อย ในฐานะแฟนจักรๆ วงศ์ๆ คนหนึ่ง

กล่าวคือ ละครจักรๆ วงศ์ๆ ส่วนใหญ่นั้นวางฐานตัวเองอยู่บนเรื่องเล่าแบบแฟนตาซี ซึ่งเป็นเรื่องที่ “ไม่จริง” หรือ “ไม่สมจริง” อยู่แล้วโดยพื้นฐาน

ดังนั้น ถ้าซีจีที่ไม่เนียนพอแบบจักรๆ วงศ์ๆ สามารถดำเนินคู่กับเนื้อเรื่องว่าด้วยโลกแฟนตาซีที่ไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผลนัก อย่างพอกล้อมแกล้มไปได้ ผู้ชม (ฟรี) ก็คงพอรับได้อยู่

แต่สำหรับกรณีของภาพยนตร์ชุด “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” แม้ท่านมุ้ยจะขึ้นต้นชื่อหนังด้วยคำว่า “ตำนาน” หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า พยายามจะแยกหนังออกจาก “ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์”

อย่างไรเสีย ตลอด 5 ภาคที่ผ่านมา (รวมถึงเมื่อคราวสร้างภาพยนตร์เรื่อง “สุริโยไท”) หนังชุด/กลุ่มนี้ก็นำเสนอตัวเองเป็นภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ ซึ่งพยายามสร้าง “ภาพแทน” ที่ “สมจริง” ในระดับหนึ่ง

แม้จะมิได้ “สมจริง” ในประเด็นถกเถียงใหญ่ๆ ทางประวัติศาสตร์ เช่น พระมหาอุปราชาตายเพราะถูกฟันหรือถูกปืนยิง, สามารถมีการชนไก่ในวังพม่าได้ไหม, มณีจันทร์เป็นลูกบุเรงนองจริงหรือเปล่า ฯลฯ

แต่เป็นการพยายามสร้างความชอบธรรมในเชิงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ด้านโปรดักชั่น ว่า คนยุคโน้น เขาแต่งตัวออกรบกันอย่างนั้น เขาใช้อาวุธกันอย่างนี้ หรืออาณาจักรโบราณต่างๆ มันยิ่งใหญ่ “จริงๆ”

ทว่า เมื่อซีจีในหลายฉากของหนังภาคสุดท้าย เต็มไปด้วยความ “ไม่สมจริง” เสียแล้ว ความชอบธรรมที่ท่านมุ้ยพยายามสรรค์สร้างมาตั้งแต่ครั้งสุริโยไท ก็สูญสิ้นลงไปเกือบหมด จนน่าเสียดาย

อนึ่ง ผมเข้าใจว่า ด้วยเหตุผลหลายประการ หนังภาค “อวสานหงสา” น่าจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินหรือมีทุนสร้างที่น้อยลงมากพอสมควร (เผลอๆ จะน้อยที่สุด ในบรรดา 6 ภาค?) ด้วยเหตุนี้ สเกลและความประณีตในงานสร้างจึงลดระดับลงเกือบหมด

ไม่ใช่แค่คอมพิวเตอร์ กราฟิก ที่ด้อยคุณภาพลง แต่ถ้าเข้าใจไม่ผิด นอกจากฟุตเทจที่เหลือจากห้าภาคแรก ฟุตเทจส่วนที่ถ่ายเพิ่มใหม่เพื่อหนังภาค 6 โดยเฉพาะ ก็น่าจะเป็นการถ่ายเจาะด้วยมุมกล้องแคบๆ ถ่ายอย่างไม่ใช้คนเยอะ และไม่ได้ถ่ายฉากใหญ่ๆ

(จนส่วนหนึ่ง ต้องพยายามใช้เทคนิคพิเศษเข้าช่วย กระทั่งเกิดปัญหาเรื่องซีจีคุณภาพแย่ตามมา เพราะเงินที่ใช้ทำคอมพิวเตอร์ กราฟิก ก็คงมีไม่มากเช่นกัน)

ดังจะเห็นได้ว่า หนังเลือกใช้วิธีการให้ตัวละครบางรายพูดถึงเหตุการณ์ใหญ่ๆ แทนที่จะนำเสนอเหตุการณ์นั้นเป็นภาพเคลื่อนไหว หรือมีการเอ่ยถึงตัวละครสำคัญบางคนผ่านบทสนทนา มากกว่าจะนำเสนอให้เห็นภาพหรือรูปร่างหน้าตาของตัวละครนั้นๆ

เชื่อว่า ถ้าเป็นยุคถ่ายทำสุริโยไท หรือตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ 2-3 ภาคแรก ท่านมุ้ยจะต้องใช้ทุนและลงแรงถ่ายฉากเหล่านี้อย่างละเอียดยิบอลังการแน่นอน

อย่างไรก็ตาม หากตัดเรื่องคุณภาพงานสร้างออกไป หนังภาคปิดท้ายของ “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ก็พูดถึงเนื้อหาสาระที่น่าสนใจอยู่มิใช่น้อย

นั่นคือ พร้อมๆ กับที่นำเสนอภาพความล่มสลายของหงสาวดีและพระเจ้านันทบุเรง ท่านมุ้ยก็พยายามอย่างเต็มที่ ที่จะนำเสนอภาพพระนเรศในช่วงปัจฉิมวัย ในฐานะมนุษย์ปกติธรรมดาคนหนึ่ง ผู้มีทั้งความแค้นและการให้อภัย, ผู้มีโอกาสตัดสินใจผิดพลาดในบางเรื่องราว และผู้ต้องเผชิญหน้ากับวันเวลาแห่งความร่วงโรยโดยมิอาจหลีกเลี่ยง

อย่างน้อย ภาพยนตร์ภาคนี้ก็บอกเป็นนัยว่า อยุธยาไม่ประสบความสำเร็จในการตีตองอู และการตัดสินใจยกทัพไปตองอูของพระนเรศก็ถูกทักท้วง (แม้จะไม่เป็นผล) จากพระเอกาทศรถและพระราชมนู

แม้สุดท้าย ท่านมุ้ย ในฐานะคนทำหนัง จะเลือกหนทางประนีประนอม ด้วยการหาทางออกให้ศึกระหว่างอยุธยาและตองอูยุติลง ผ่านการอโหสิกรรมให้แก่พระเจ้านันทบุเรงโดยพระนเรศก็ตาม

นอกจากนี้ ท่านมุ้ยยังนำเสนอ “ห่วง” ที่พระนเรศทรงมีในใจได้อย่างคมคาย นั่นคือ ความห่วงใยในอนาคตของมเหสี “มณีจันทร์” และ “พระโอรส” ซึ่งกำลังจะถือกำเนิด ที่ดำรงอยู่เคียงคู่กับความห่วงใยในเสถียรภาพทางการเมืองของพระอนุชา อย่างพระเอกาทศรถ

ซึ่งหนังก็พยายามหาหนทางคลี่คลายปมปัญหาดังกล่าวให้นุ่มนวลและประนีประนอมที่สุด ทว่า ปมที่หนังทิ้งค้างเอาไว้ กลับกลายเป็นคำถามที่ติดค้างอยู่ในใจคนดูจำนวนไม่น้อย

เช่น หลังจากผมดูหนังเรื่องนี้จบ ผมลงลิฟต์มาพร้อมกับครอบครัวหนึ่ง ประกอบด้วยคุณแม่สูงอายุ และลูกอายุราว 30 ขึ้นไป อีก 3 คน ปรากฏว่าสิ่งที่พวกเขาตั้งข้อสงสัยกัน ก็คือ ตกลงแล้วลูกพระนเรศมีตัวตนจริงหรือไม่ ถ้ามีจริง พระองค์มีชะตากรรมเช่นไร กระทั่งคนเป็นลูกชายต้องพยายามเสิร์ชหาข้อมูลดังกล่าวจากอินเตอร์เน็ตในสมาร์ตโฟนโดยทันทีทันใด

อีกฉากหนึ่งที่ผมประทับใจมากๆ ในหนัง คือ ฉากที่แสดงการปะทะกันระหว่างแนวคิดที่ใช้อธิบายอาการประชวรของพระนเรศ ตลอดจนอาการล้มป่วยของเหล่าแม่ทัพ นายกอง ทหารแห่งกองทัพอยุธยา

ฉากดังกล่าวฉายภาพให้พระสงฆ์ ผู้มีบุคลิกเหมือนจะเชี่ยวชาญคาถาอาคม บาทหลวงฝรั่ง และธิดาเจ้าเมืองเมาะตะมะ มาให้เหตุผลของอาการเจ็บป่วยที่แตกต่างกันออกไป

พระสงฆ์ให้คำอธิบายในเชิงไสยศาสตร์หรือเรื่องเหนือธรรมชาติ, บาทหลวงบอกว่าสามารถรักษาอาการเจ็บไข้ได้ด้วยการกรีดข้อมือถ่ายเลือดผู้ป่วย ส่วนธิดาเจ้าเมืองเมาะตะมะ เท้าความว่า พวกมอญมักป่วยด้วยอาการเช่นนี้ในช่วงนี้ของทุกปี เพราะฤทธิ์ของยุง ดังนั้น ต้องนำไม้ชนิดหนึ่งมาเผาเพื่อป้องกันยุง

ฉากนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อและวัฒนธรรมอันหลากหลาย ที่ท้ายสุด ก็หลีกหนี “สัจธรรม” สูงสุดไปไม่พ้น

ขอปิดท้ายด้วย “นัดจินหน่อง” หนึ่งในตัวละครที่โดดเด่นมากๆ ในหนังภาคนี้ และดูเหมือนท่านมุ้ย ตลอดจนอาจารย์สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์พม่าและผู้เขียนบทร่วม จะพยายามปูพื้นบางอย่างให้ตัวละครรายนี้มาตั้งแต่ภาค 2

แต่แล้ว “นัดจินหน่อง” กลับถูกทิ้งหายไปเฉยๆ ก่อนหวนคืนมามีบทบาทอีกครั้งในภาคสุดท้าย จนแทบจะกลายเป็นพระรองใน “อวสานหงสา” เลยด้วยซ้ำ

นี่ยังไม่นับว่า บุคลิก สีหน้า แววตาของ “น.ท.จงเจต วัชรานันท์” ผู้รับบทบาทนี้นั้น ดูมีประกายหรือเสน่ห์ความเป็นดารามากกว่านักแสดงนำอย่าง “ผู้พันเบิร์ด” หรือ “ท่านโฆษกต๊อด” เสียอีก

และเท่าที่เคยฟังจากรายการวิทยุซึ่งอาจารย์สุเนตรจัดร่วมกับ คุณวีระ ธีรภัทร รวมถึงการลองค้นข้อมูลคร่าวๆ จากอินเตอร์เน็ต ก็พบว่าชีวิตของบุคคลในประวัติศาสตร์ผู้นี้น่าจะนำไปทำเป็นหนังได้สนุกดี

คนที่เป็นทั้งนักรบและกวีเอก คนที่ชอบสตรีอายุมากกว่าผู้มีศักดิ์เป็นอาของตัวเอง พระเจ้าตองอูที่เข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์ เพราะหันไปร่วมมือทางการเมืองกับทหารโปรตุเกส ก่อนจะปิดฉากชีวิตด้วยการถูกประหาร

พูดแล้ว ก็น่าลุ้นให้ท่านมุ้ยสร้างภาพยนตร์ “ตำนานนัดจินหน่อง” ขึ้นมาอีกหนึ่งเรื่อง (ล้อเล่นนะครับท่าน ฮ่า ฮ่า ฮ่า)


(adsbygoogle = window.adsbygoogle || []).push({});