ข่าวบันเทิง

มาแล้ว! คอนเสิร์ตใหญ่ของ “ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์”

ได้ฤกษ์เปิดคอนเสิร์ตใหญ่ซะที สำหรับ “ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์” ซูเปอร์กรุ๊ป ที่เกิดจากการรวมตัวกันของสองนักร้องรุ่นใหญ่ ชรัส เฟื่องอารมย์ และ ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว และหนึ่งโปรดิวเซอร์-นักแต่งเพลงรุ่นเก๋า พนเทพ สุวรรณะบุณย์

หลังจากก่อนหน้านี้ ทั้งสามคนและทีมนักดนตรีสนับสนุน ทำการปล่อยคลิปการแสดงดนตรีออกมาขับกล่อมแฟนๆ อย่างต่อเนื่องร่วมครึ่งปี ผ่านทางโซเชียล มีเดีย

รวมถึงเพิ่งจัดกิจกรรมซ้อมโชว์ไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

โดยคอนเสิร์ตใหญ่ของดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์ จะมีขึ้นในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้ ณ จีเอ็มเอ็ม ไลฟ์ เฮาส์ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เวิลด์

ภายใต้ชื่อว่า “อัศจรรย์…รัก” คอนเสิร์ต

และจะมีการเปิดจองบัตร ทางไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ในวันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน ทางวงยังจะจัดกิจกรรมซ้อมโชว์อีกครั้งหนึ่ง ผ่านทางเฟซบุ๊ก ไลฟ์ โดยจะเริ่มโชว์ในเวลา 18.30 น.

ขอบคุณข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก ดึกดำบรรพ์ Boy Band

ข่าวบันเทิง, คนอ่านเพลง

รำลึกถึง “วาสิต มุกดาวิจิตร” จากแฟนเพลงคนหนึ่ง

1. เมื่อครั้งงานแฟตครั้งแรก ผมทั้งไปขายหนังสือทำมือและไปตระเวนดูคอนเสิร์ต นอกจากนี้ ยังฉวยคว้าเอากระดาษซีร็อกซ์ขนาดไม่ถึงเอสี่แผ่นหนึ่ง ซึ่งด้านหน้า มีข้อความประชาสัมพันธ์อะไรสักอย่างเลอะเทอะมากมาย มาติดตัวไว้ เมื่อเจอศิลปินคนโปรดรายไหน ก็ยื่นด้านหลังของแผ่นกระดาษที่ปราศจากรูปภาพ-ข้อความใดๆ ให้เขาเซ็นชื่อเป็นที่ระลึก

หนึ่งในคนที่ผมยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้ ก็คือ พี่อู เดย์ ทริปเปอร์

และนี่คือ ลายเซ็นและข้อความที่แกเขียนให้ผม (ขออนุญาตเซ็นเซอร์ชื่อเล่นจริงๆ ของตัวเองนะครับ 555)

ลายเซ็นอู

2. ในงานแฟตครั้งไหนก็ไม่ทราบ แต่น่าจะเป็นครั้งท้ายๆ ที่จัดขึ้น ณ ชาลเลนเจอร์ ฮอลล์ ผมไปยืนรอดูโชว์ของเดย์ ทริปเปอร์ อยู่คนเดียว ตรงเวทีดาดฟ้าด้านนอก

ยืนรออยู่สักพัก ก็มีผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งมาคนเดียวเหมือนกัน เข้ามายืนข้างๆ เธอบอกว่า ตัวเองเป็นแฟนเพลงของเดย์ ทริปเปอร์ และชอบงานของพวกเขามาก

ขณะนั้น เดย์ ทริปเปอร์ ย้ายไปสังกัดค่ายย่อยในเครือแกรมมี่ พร้อมๆ กับที่บทบาททางดนตรีของพี่ทวน เริ่มขยายตัวโดดเด่นขึ้นมา

แล้วการแสดงก็เริ่มต้นขึ้น

โดยส่วนตัว ผมชอบอัลบั้มชุดแรกของเดย์ ทริปเปอร์ เท่านั้น จึงไม่ค่อยคุ้นหูกับงานยุคหลังของพวกเขามากนัก ผิดกับเพื่อนผู้หญิงคนข้างๆ ที่ยืนร้องเพลงตามเสียงร้องนำของพี่ทวนได้อย่างคล่องแคล่ว แถมยังกรี๊ดกร๊าดสุดเสียงเมื่อเพลงเหล่านั้นจบลง

ช่วงกลางๆ โชว์ ทางวงเริ่มหันไปเล่นเพลงจากสองอัลบั้มแรก ที่น่าแปลกใจ คือ เพื่อนผู้หญิงคนนั้นไม่รู้จักเพลง “ไกลออกไป” ซึ่งน่าจะเป็นเพลงที่ดังที่สุดเพลงหนึ่งของเดย์ ทริปเปอร์

“เฮ้ นาย เพลงนี้อยู่อัลบั้มไหนน่ะ เราไม่เคยฟังมาก่อนเลย” เธอเอ่ยถามผมราวๆ นี้ หลัง “ไกลออกไป” จบลง

แล้วพี่อูและพี่ทวนก็เล่นเพลงจากสองอัลบั้มแรกอีก 1-2 เพลง ที่ผมกลับเป็นฝ่ายร้องตาม (พี่อู) ได้อย่าง “อิน” และแคล่วคล่อง สวนทางกับเพื่อนผู้หญิงคนข้างๆ ที่ยืนโยกหัวฟังเฉยๆ

หลังโชว์สิ้นสุดลง เพื่อนผู้หญิงคนนั้นเอ่ยกับผมทำนองว่า “เออ สงสัย เราต้องไปหาซื้องานสองชุดแรกของวงมาฟังบ้างแล้ว พอมาวันนี้ ถึงรู้ว่า งานชุดแรกๆ มีเพลงเพราะๆ หลายเพลงเลย”

ผมพยักหน้าเห็นด้วยและส่งยิ้มให้เธอ

จากนั้น เราก็แยกย้ายกัน และผมไม่เคยพบเจอเธออีกเลย (หรือถึงมีโอกาสเจอ ก็อาจจำหน้าค่าตากันไม่ได้)

3. นี่คือเพลงจากเสียงร้องหรือฝีมือการแต่งของพี่อูที่ผมชอบมากที่สุด 6 เพลงแรกครับ (เรียงตามลำดับความชอบ)

 

 

 

 

 

ข่าวบันเทิง

“สี่ยอดกุมาร 2559” จะมีตัวละครนำเป็น “หญิงรักหญิง” หรือไม่???

จะมีนวัตกรรมใหม่ๆ ในละครจักรๆ วงศ์ๆ “สี่ยอดกุมาร” หรือไม่?

เมื่อเพจเฟซบุ๊ก Lakornthaiboran ละครพื้นบ้านไทย จุดประเด็นขึ้นมาด้วยรูปภาพและข้อความว่า

หญิงรักหญิง สี่ยอดกุมาร

เอ๊ะ..อะไรยังไงคู่นี้… 5555+ สาววายเตรียมฟินได้แล้ว

 

ช่องอื่นมีชาย-ชาย ช่อง 7 จัดบ้าง สามเศียร หญิง-หญิง

 

แต่หญิงแท้อย่างมัลลิกานารีไม่ทราบนิว่าเพชรราชกุมารเป็นหญิงไม่ใช่ผู้ชายอย่างที่นางคิด..อะไรจะเกิดขึ้นกับคู่นี้

 

ความอลวนปนเปของคู่นี้จะดำเนินไปแบบไหน

 

ฝากติดตามด้วยครับ สี่ยอดกุมาร

 

ขอบคุณภาพน้องปูเป้ Kessarin Noiphueng

เรื่องของเรื่องก็คือ สี่ยอดกุมาร 2559 นั้นเติบโตเป็นหนุ่มสาวแล้ว และ “เพชรราชกุมาร” ซึ่งแท้จริงแล้วเป็น “หญิง” (อย่างน้อยก็ในทางกายภาพ) หากแต่งตัวเป็น “ชาย” นั้น ถูกจับเข้าไปในเมืองยักษ์ มิหนำซ้ำ ยังตกเป็นที่หลงใหลหมายปองของธิดาพญายักษ์อย่าง “มัลลิกานารี”

ซึ่งสร้างกระแสร้อนแรงในหมู่แฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ ได้ไม่น้อย พร้อมคำถามคลางแคลงใจว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง “เพชรราชกุมาร” และ “มัลลิกานารี” จะถูกผลักไปจนสุดทางแค่ไหน? และ “สี่ยอดกุมาร 2559” จะเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องแรก ที่นำเสนอประเด็นเรื่อง “เพศทางเลือก” อย่างปกติสามัญหรือไม่?

ต่อมา แอดมินเพจ Lakornthaiboran ละครพื้นบ้านไทย ได้ชี้แจงกรณีนี้เพิ่มเติม ในสองประเด็น

ข้อแรก คือการยืนยันว่า “เพชรราชกุมาร” นั้นเป็น “ผู้หญิง” ในทางกายภาพแน่ๆ (มิใช่ตัวละครชาย ที่สวมบทบาทโดยนักแสดงหญิง)

ข้อสอง “เพชรราชกุมาร” จะได้คู่เป็นชายหรือหญิง?

คำถามข้อนี้ แอดมินเพจดังกล่าวก็ยังไม่ทราบคำตอบเช่นกัน โดยระบุว่า “สี่ยอดกุมาร” และ “ดินน้ำลมไฟ” เวอร์ชั่นเดิมๆ ไม่เคยแตะประเด็นนี้มาก่อน

ข้อสังเกตบล็อกคนมองหนัง

ละคร “ดินน้ำลมไฟ” ที่มีเนื้อหาคล้ายคลึงกับ “สี่ยอดกุมาร” และใช้โครงเรื่องของนิทาน “จำปาสี่ต้น” เหมือนกันนั้น เคยถูกสร้างมาแล้วครั้งหนึ่งในปี 2534 และก็มีตัวละครเอกหนึ่งคนเป็นผู้หญิงเหมือนกับ “ดินน้ำลมไฟ/สี่ยอดกุมาร” เวอร์ชั่นปัจจุบัน (เพียงแต่ในเวอร์ชั่นก่อน เด็กผู้หญิงเป็นตัวแทนของธาตุน้ำ แต่ในเวอร์ชั่นนี้ เด็กผู้หญิงเป็นตัวแทนของธาตุไฟ)

ผมไม่ได้ดูละครเรื่องนั้น เลยไม่ทราบว่า ตัวละครหญิงหนึ่งในตัวแทนธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อ 25 ปีก่อน เติบโตขึ้นมามีความรักหรือไม่? และความรักของเธอเป็นเช่นไร?

อย่างไรก็ตาม เป็นที่รู้กันว่า ผู้เขียนบทละครจักรๆ วงศ์ๆ ณ พ.ศ.นี้ คือ “นันทนา วีระชน” ซึ่งหนึ่งในนิยายคลาสสิคยุคท้ายๆ ของนันทนา ก็ได้แก่ “ดงดอกเหมย” ที่แสดงให้เห็นถึงจุดยืน “พหุนิยมทางวัฒนธรรม” ทั้งในประเด็นชาติพันธุ์และเพศสภาพ ของผู้เขียน

ที่น่าสนใจ คือ หนึ่งในตัวละครนำของนิยายดงดอกเหมยนั้น เปิดเผยตนเองว่าเป็น “หญิงรักหญิง” อย่างชัดแจ้ง (ในเวอร์ชั่นละครโทรทัศน์ รับบทโดย “อ้อม สุนิสา”)

โดยมิได้ถูกประณามเบียดขับจากตัวละครรายอื่นๆ แต่อย่างใด

อ้อม ดงดอกเหมย

คนมองหนัง

ระลึกถึง “ท่านครู” และ “ทิพย์” (ฉบับสมบูรณ์)

ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ 20-26 พฤษภาคม 2559 (ปรับปรุงจากบทความที่เผยแพร่ในบล็อกก่อนหน้านี้)

“คุณอดุลย์ ดุลยรัตน์” และ “คุณประจวบ ฤกษ์ยามดี” สองนักแสดงอาวุโส เพิ่งล่วงลับลงในเวลาใกล้เคียงกัน

ข้อเขียนชิ้นนี้พยายามจะรำลึกถึงทั้งสองท่าน ผ่านมุมมอง การตีความ และประสบการณ์อันจำกัดจำเขี่ยของคนดูหนังรายหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ติดตามผลงานของทั้งคู่มามากมายและละเอียดลออนัก

ท่านครู

ผมคงเป็นเช่นเดียวกับแฟนหนังรุ่นหลังอีกหลายคน ที่จดจำคุณอดุลย์ได้จากบทบาท “ท่านครู” ในภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง” (อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์, 2547)

ตามความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่า ตัวละคร “ท่านครู” ในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว มี “นัยยะความหมายทางสังคม-วัฒนธรรม” อันสำคัญยิ่ง

จนสำคัญยิ่งกว่าเรื่องราว “ดราม่า-ซาบซึ้ง” ในจอภาพยนตร์ ทว่า เป็นความสำคัญที่หลุดลอยออกมาสู่บริบทการต่อสู้ทางสังคม-การเมืองนอกโรงหนัง นับแต่ช่วงก่อนเดือนกันยายน 2549 จนถึงปัจจุบัน

กล่าวคือ ท่านครูในโหมโรง มิใช่ตัวแทนของ “ความเป็นไทยแท้บริสุทธิ์” ที่ไม่ยอมเจือปนกับองค์ประกอบแปลกปลอมใดๆ ที่ “ไม่ไทย” เสียทีเดียว

เพราะถ้ายังจำกันได้ ฉากคลาสสิกหนึ่งของโหมโรง ก็คือ ฉากที่ท่านครูตีระนาดผสานการบรรเลงเปียโนของลูกชาย อันแสดงให้เห็นถึงกระบวนการปรับประสานต่อรองซึ่งกันและกัน ระหว่าง “ดนตรีไทย” กับ “ดนตรีฝรั่ง”

จุดยืนของหนังเรื่องโหมโรง ก็ไม่ต่างกับ “ทวิภพ” ฉบับ “สุรพงษ์ พินิจค้า” ที่ออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน

ภาพยนตร์เรื่องทวิภพของสุรพงษ์มิได้นำเสนอภาพชนชั้นนำสยาม (ใหม่) ที่ปฏิเสธฝรั่งอย่างถึงรากถึงโคน หรือตั้งเป้าจะยอมพลีชีพในการรบกับฝรั่ง

หากชนชั้นนำเหล่านั้นพร้อมจะปรับประสานต่อรองทางอำนาจกับชาติตะวันตก และยินดีจะแสวงหา-สั่งสมองค์ความรู้ใหม่ๆ ในแบบฉบับของฝรั่ง

ด้วยเหตุนี้ โหมโรงและทวิภพ จึงมิได้ปฏิเสธหรือยืนกรานต่อต้านอิทธิพลในทางความคิด-วัฒนธรรมของ “ต่างชาติ/ฝรั่ง/ตะวันตก” อย่างหัวเด็ดตีนขาด

แต่คำถามสำคัญที่หนังสองเรื่องตั้งขึ้น ก็ได้แก่ คนไทยกลุ่มไหนกัน? ซึ่งควรจะเป็น “ด่านหน้า” ในการนำเข้าแนวคิด-วัฒนธรรมเหล่านั้นมาสู่สังคมไทย แล้วค่อยๆ ปรับแปร/ดัดแปลง “ของนอก” ให้กลายเป็น “ของไทยๆ”

อันง่ายต่อการซึมซับซึมซาบลงสู่วิธีคิด-วิถีชีวิต-พฤติกรรมของคนไทยส่วนใหญ่ และไม่สูญเสีย “เอกลักษณ์ไทย”

คำตอบที่หนังให้ ก็คือ ผู้ต้องแบกรับภาระหน้าที่ดังกล่าว ควรเป็น “ชนชั้นนำจารีต” อันมี ท่านครู, ขุนอัครเทพวรากร และหลวงราชไมตรี เป็น “ภาพแทน” ขั้นเบื้องต้นสุด

มากกว่าจะเป็นนายทหารในระบอบ “พิบูลสงคราม” และนักการเมือง-นักธุรกิจในกระแสโลกาภิวัตน์

ทิพย์

ไม่ต่างจากกรณีคุณอดุลย์ ผมได้ดูหนังที่คุณประจวบแสดงอยู่เพียงไม่กี่เรื่อง

ถ้าจำไม่ผิด อาจมีแค่ “โรงแรมนรก” (รัตน์ เปสตันยี, 2500) และ “ชั่วฟ้าดินสลาย” (มารุต, 2498)

หากวัดเอาจากความตลกและความมีเสน่ห์ ผมคงชอบบทบาทของคุณประจวบในโรงแรมนรกมากกว่าในชั่วฟ้าดินสลาย

อย่างไรก็ตาม บทบาทและไดอะล็อกสั้นๆ ในชั่วฟ้าดินสลายของคุณประจวบ กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนบางอย่างในใจผมได้มากล้นและยั่งยืนกว่า

ไดอะล็อกที่ว่า เกิดขึ้นหลังจากมีตัวละครคนงานขนไม้เดินตัดหน้าจนแทบจะชน “ทิพย์” ผู้จัดการปางไม้ ซึ่งรับบทโดยคุณประจวบ

ทิพย์จึงด่าคนงานกลับไปว่า “เฮ้ย! เดินดูตาม้าตาเรือซะบ้างสิ ไอ้นี่มีความรู้สึกจองหองในใจนี่”

(ขอขอบคุณสเตตัสเฟซบุ๊กของ คุณมนทกานติ รังสิพราหมณกุล บรรณาธิการบริหารนิตยสารมาดามฟิกาโร ที่ชี้ชวนให้นึกถึงเหตุการณ์และไดอะล็อกนี้)

ก่อนหน้าจะได้ชม “ชั่วฟ้าดินสลาย” เวอร์ชั่นดังกล่าว (เอาเข้าจริง คือ เวอร์ชั่นแรกที่ผมได้ดู) และก่อนหน้าจะได้อ่านนิยายของ “มาลัย ชูพินิจ”

ผมเคยเข้าใจมาโดยตลอดว่า จุดใหญ่ใจความในหนัง/นิยายเรื่องนี้ คือ เรื่องราวการแสดงอำนาจสัมบูรณ์ของ “นายห้างพะโป้” ที่สามารถบงการและลงทัณฑ์หนุ่มสาวผู้ฝ่าฝืนท้าทายกฎเกณฑ์ของเขาได้อย่างอยู่หมัดและเด็ดขาด

ทว่า พอได้ดู “ชั่วฟ้าดินสลาย ปี 2498” ผมกลับพบว่า ตนเองเข้าใจอะไรผิดไปเยอะแยะ

เพราะท่ามกลางการจัดการกับขบถรุ่นเยาว์อย่าง “ส่างหม่อง” และ “ยุพดี” พะโป้และปางไม้ของเขา กลับต้องประสบกับปัญหาสำคัญ อันเนื่องมาจากภาวะความชอบธรรมทางอำนาจที่ตกต่ำลดลงจนเห็นได้เด่นชัด

ภาวะที่ว่า ปรากฏผ่านหลายสถานการณ์ในหนัง เช่น แม้นายห้างพะโป้อาจมีอำนาจสิทธิ์ขาด และสามารถตบหน้าคนใช้ที่พูดจาเสียดแทงใจตนเองได้ แต่อย่าลืมว่าคนใช้ก็สามารถเดินเข้าไปพูดจากระทบกระแทกจิตใจของเจ้านายได้อย่างกล้าหาญเช่นกัน

เช่นเดียวกับยุพดี ที่ถูกบรรดาคนใช้พยายาม “ลองของ” ในตอนต้นเรื่อง

แม้แต่ทิพย์ที่มีสถานะเป็นผู้ช่วยของนายห้าง ก็ยังแสดงกิริยาอาการกดขี่คนงานต่างๆ ตลอดเวลา จนคล้ายกับเขากำลังพยายามลอกเลียนการใช้อำนาจของผู้เป็นนายอยู่

ที่น่าสนใจ คือ คนงานในปางไม้กลับมีทีท่าเพิกเฉยไม่สนใจไยดีต่อการใช้อำนาจ “ปลอมๆ” ของทิพย์

และไดอะล็อกของทิพย์ที่ก่นด่าคนงานว่า “มีความรู้สึกจองหองในใจ” ก็เป็นอาการบ่งชี้ข้อหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พะโป้และระบอบอำนาจของเขา กำลัง “ควบคุมสถานการณ์เอาไว้ไม่อยู่”

ก่อนที่โศกนาฏกรรมความรักจะเกิดขึ้นกับส่างหม่องและยุพดี ก่อนที่คนงานปางไม้จะก่อหวอดประท้วงพะโป้ เพราะไม่เห็นด้วยกับการลงโทษคู่รักหนุ่มสาวอย่างโหดเหี้ยมไร้ขีดจำกัด

กระทั่งมีการขว้างปาก้อนหินใส่รูปเหมือนของนายห้าง กระทั่งนายห้างต้องสิ้นใจตายกลางกองเพลิงที่ตนเองเป็นผู้จุดขึ้น

ขออนุญาตสรุปปิดท้ายว่า คุณค่าจากผลงานเก่าๆ ของคุณอดุลย์และคุณประจวบนั้นมีอยู่แน่ๆ และคุณค่าเช่นนั้นจะเปล่งประกายอย่างเจิดจ้า หากสามารถนำมาใช้อธิบาย “ปัจจุบัน” ได้

คนมองหนัง

“ศัตรู” อันเป็นอนันต์

ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 3-9 กุมภาพันธ์ 2555

“The Wind that Shakes the Barley” กำกับโดย “เคน โลช” เป็นหนังรางวัลปาล์มทองคำประจำปี 2006 จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ซึ่งเข้าฉายในเมืองไทยช่วงปลายเดือนสิงหาคม พ.ศ.2549 ก่อนหน้ารัฐประหาร 19 กันยาฯ ราว 3 สัปดาห์

หนังเล่าเรื่องราวของ “เท็ดดี้-เดเมี่ยน โอซุลลิแวน” สองพี่น้องชาวไอริช ที่ต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากสหราชอาณาจักรในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

“ศัตรูแรกเริ่ม” ของเท็ดดี้และเดเมี่ยน คือ ทหารอังกฤษ ซึ่งมีพฤติกรรมกดขี่ข่มเหงรังแกคนเล็กคนน้อยในไอร์แลนด์

จาก “ผู้หญิง” ถึง “คนแก่” จาก “เด็กหนุ่ม” ถึง “พนักงานการรถไฟ”

เช่น “มิฮอย” เด็กหนุ่มวัย 17 ผู้ไม่ยอมเรียกชื่อตนเองเป็นภาษาอังกฤษ ที่ถึงกับถูกทหารของเจ้าอาณานิคมรุมซ้อมจนตายต่อหน้าครอบครัว

ที่สุด เท็ดดี้กับเดเมี่ยนจึงตัดสินใจจับปืนสู้รบกับอังกฤษ

โดยพี่ชายมีลักษณะเป็นขาบู๊ นักรบ ขณะที่น้องชายซึ่งเป็นหมอ มีลักษณะของปัญญาชนผู้เห็นใจคนตกทุกข์ได้ยาก

รบไปรบมา “จุดเปลี่ยน” สำคัญพลันบังเกิดขึ้น เมื่อเท็ดดี้ถูกจับตัวและนำไปทรมานด้วยวิธีการถอดเล็บ

แม้เดเมี่ยนจะสามารถช่วยพี่ชายและพรรคพวกบางส่วนให้หนีออกจากสถานคุมขังได้สำเร็จ แต่เขากลับต้องละทิ้งเพื่อนร่วมรบอีก 3 คนเอาไว้ในห้องขัง กระทั่งผู้ถูกทอดทิ้งถูกตัดสินประหารชีวิตในเวลาต่อมา

ความสูญเสียครั้งนั้นส่งผลให้หมอหนุ่มอย่างเดเมี่ยนเริ่มต้นลั่นไกปืนสังหารคนเป็นครั้งแรกในชีวิต เมื่อเขาต้องรับบทเพชฌฆาตประหารเด็กชายร่วมชาติ ซึ่งนำความลับของขบวนการกู้ชาติไอริชไปเปิดเผยกับเจ้าหน้าที่อังกฤษ

“ความเปลี่ยนแปลง” ในวิถีความคิดและตัวตนของสองพี่น้อง เกิดขึ้นพร้อมกันกับสนธิสัญญาสงบศึกระหว่างสหราชอาณาจักรกับไอร์แลนด์

อย่างไรก็ตาม ชาวไอริชยังไม่ได้รับเอกราช เพราะสนธิสัญญาดังกล่าวระบุให้ไอร์แลนด์มีสถานะเป็นรัฐอิสระอยู่ในสหราชอาณาจักร และต้องภักดีต่อราชวงศ์อังกฤษ

หลังผู้นำสองฝ่ายลงนามในสนธิสัญญา เท็ดดี้ผู้เคยฮาร์ดคอร์ ได้กลับกลายเป็นนักการเมืองที่เลือกประนีประนอมกับอังกฤษ

ผิดกับเดเมี่ยนที่ตัดสินใจไม่ประนีประนอม ด้วยความเชื่อว่าหากยินยอมให้การต่อสู้ยุติลงด้วยสนธิสัญญาฉบับนี้ อังกฤษก็จะยังคงมีอำนาจครอบงำเหนือไอร์แลนด์ โดยใช้ชนชั้นนำ-คนรวยชาวไอริช ซึ่งได้รับประโยชน์จากการยอมประนีประนอม มาแสดงบทบาทเป็น “รัฐบาลหุ่น” ส่วนชาวไอริชที่ทุกข์ยากอับจนก็คงต้องลำบากลำบนต่อไป

เดเมี่ยนจึงต้องรบกับเท็ดดี้

เมื่อ “ศัตรู” ได้เปลี่ยนรูปจาก “ทหารอังกฤษ” มาเป็น “คนไอริช” ด้วยกันเอง

เมื่อครึ่งหนึ่งของ “มิตรร่วมรบ/พี่น้องร่วมท้องเดียวกัน” ได้แปลงร่างจาก “กองกำลังต่อต้านรัฐ” ไปเป็น “ผู้ถือครองอำนาจรัฐ” เสียเอง

เท็ดดี้อาจจะประนีประนอมกับอังกฤษและน้องชาย ที่เขาแนะนำอย่างหวังดีให้กลับไปสอนหนังสือและรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของผู้คน แต่เขาไม่สามารถประนีประนอมกับเพื่อนร่วมชาติชาวไอริชที่ต่อต้านสนธิสัญญาสงบศึก

เช่นเดียวกันกับปัญญาชนผู้ผันตนมาเป็นนักรบอย่างเดเมี่ยน ซึ่งเดินทางมาไกลเกินกว่าจะย้อนกลับไปยังมุมสงบของชีวิตอัน “ปลอดการเมือง”

เดเมี่ยนและพวกตัดสินใจบุกปล้นคลังแสงอาวุธของรัฐบาล บางคนถูกฆ่า บางคนถูกจับ

หมอหนุ่มเป็นหนึ่งในกลุ่มคนประเภทหลัง

ในคุกแห่งเดิมที่พวกเขาเคยถูกทหารอังกฤษนำมาจับขังไว้รวมกัน เท็ดดี้ภายใต้เครื่องแบบเจ้าหน้าที่รัฐ พยายามอ้อนวอนขอให้ผู้เป็นน้องชายยอมสารภาพบอกที่ซ่อนของปืนที่ถูกปล้น ตลอดจนคนปล้นซึ่งหนีรอดไปได้

เดเมี่ยนไม่ยอมปริปากเรื่องนั้น เขากล่าวแต่เพียงว่าตนเองสังหารคนเป็นครั้งแรกในชีวิต ก็เพราะเด็กชายร่วมชาติทรยศต่อเพื่อน

ด้วยเหตุนี้ ตัวเขาเองจะไม่ยอมทรยศมิตรสหายเป็นอันขาด

สุดท้าย เดเมี่ยนจึงถูกปลิดชีวิตด้วยการยิงเป้า โดยมีพี่ชายแท้ๆ ทำหน้าที่บัญชาการประหาร

เรื่องเล่าใน “The Wind that Shakes the Barley” อาจพูดถึง “ศัตรู” ของ “ชาติ” ที่เปลี่ยนรูปแปลงร่างไป จาก “ศัตรูภายนอก” สู่ “ศัตรูภายใน”

แต่ “ศัตรู” ก็ยังคงเป็น “ศัตรู” ที่ต้องดำรงอยู่เสมอไม่เคยขาดตอน ราวกับ “ชาติ” ต้องการ “ศัตรู” ตลอดเวลา

ประวัติศาสตร์ว่าด้วย “ชาติ” และ “ศัตรูของชาติ” จึงเดินทางเป็น “วงกลม”

เฉกเช่นชะตากรรมของหลากหลายตัวละครในหนังเรื่องนี้

ทั้งคนไอริชที่เข่นฆ่ากันเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า, คนเล็กคนน้อยอย่างผู้หญิงและคนแก่ที่ถูกบุกเข้ามาเผาบ้าน-ค้นบ้าน ทั้งโดยกองกำลังติดอาวุธของอังกฤษและไอร์แลนด์

ตลอดจนหญิงสาวคนหนึ่งที่ต้องช็อกสุดขีดสองครั้ง ครั้งแรก เมื่อเธอสูญเสียน้องชาย, บ้าน และถูกจับกล้อนผมโดยทหารอังกฤษ กับครั้งหลัง เมื่อเธอสูญเสียชายคนรัก จากกระสุนปืนของทหารไอริช

หลายครั้ง เราต้องอาศัยระยะเวลายาวนานในการเฝ้ารอให้ “วงจร” ดังกล่าวถูก “ตัดขาด” เพื่อนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

ทว่า หลายครา “การเดินทางมาถึงของอิสรภาพก็ยาวนานเกินกว่าที่ผู้ต่อสู้เพื่อมันเคยคาดหวังเอาไว้” ดังเนื้อหาในจดหมายที่เดเมี่ยนเขียนถึงคนรัก ก่อนถูกประหารชีวิต

ความเปลี่ยนแปลงแท้จริงก็คงเดินทางมาถึงจุดหมายช้ากว่าที่ผู้หวังจะมองเห็นมันเคยคาดคิดเอาไว้เช่นกัน

และระหว่างทาง “เรา” อาจต้อง “ทำร้าย” กันเองครั้งแล้วครั้งเล่า

 

ข่าวบันเทิง

เมื่อ “เคน โลช” ได้ปาล์มทองคำเป็นหนที่สอง

เคน โลช ผู้กำกับภาพยนตร์อาวุโสชาวอังกฤษ นำหนังเรื่อง “I, Daniel Blake” ขึ้นคว้ารางวัลปาล์มทองคำ จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ครั้งล่าสุด ที่เพิ่งปิดฉากลง

นี่เป็นครั้งที่สอง ที่โลช นักรณรงค์ทางสังคมและนักทำหนังเจ้าของผลงานกว่า 50 เรื่อง วัยย่าง 80 ปี สามารถคว้ารางวัลเกียรติยศดังกล่าวมาครอบครอง หลังจาก “The Wind That Shakes the Barley” หนังที่เล่าเรื่องราวว่าด้วยขบวนการปฏิวัติไอริชของเขา เคยได้รับรางวัลปาล์มทองคำเมื่อปี 2006

“I, Daniel Blake” เป็นผลงานลำดับที่ 13 ของโลช ที่ได้ร่วมประกวดในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์

หนังเล่าเรื่องราวของชายวัยกลางคนชาวเมืองนิวคาสเซิล ผู้ล้มป่วยด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน จนไม่สามารถประกอบอาชีพการงานได้ตามปกติอีกต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบของภาครัฐกลับระบุว่าเขายังสามารถทำงานได้ตามปกติ ชายผู้นี้จึงไม่ได้รับสวัสดิการสังคม ซึ่งตนควรจะได้รับ จนนำไปสู่ภาวะตกทุกข์ได้ยากในที่สุด

คณะกรรมการตัดสินรางวัลยังได้ยกย่องการแสดงของเดฟ จอห์นส์ นักแสดงนำในเรื่องว่า สามารถเปิดเผยให้เห็นถึงชะตากรรมของตัวละคร ที่ตกอยู่ในสภาพสิ้นไร้ไม้ตอก และถูกแวดล้อมด้วยรั้วรวดหนามของระบบรัฐสวัสดิการอังกฤษอันพิกลพิการ

I Daniel Blake

โลชกล่าวขณะขึ้นรับรางวัลว่า “เราจำเป็นต้องส่งสารแห่งความหวัง เราจำเป็นต้องบอกกล่าวออกไปถึงความเป็นไปได้ ในการมีระบบสังคมแบบอื่นๆ”

“โลกปัจจุบันของพวกเรากำลังตกอยู่ในภาวะอันตราย เรากำลังถูกโอบรัดด้วยโครงการรัดเข็มขัดทางเศรษฐกิจอันน่าสะพรึงกลัว ซึ่งถูกผลักดันโดยแนวคิดที่เราเรียกกันว่าลัทธิเสรีนิยมใหม่ ภาวะเช่นนี้ กำลังนำพาพวกเราไปสู่หายนะ”

โลชให้สัมภาษณ์ด้วยว่า เขาต้องการใช้หนังเรื่องนี้เปิดโปงระบบรัฐสวัสดิการของสหราชอาณาจักร

“ผมต้องการทำให้ผู้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้หัวใจสลาย และรู้สึกโกรธแค้น”

รู้ไว้ใช่ว่า

ภายหลังการเสียชีวิตของมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีจากพรรคอนุรักษ์นิยม เมื่อปี 2013 โลชได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า แธตเชอร์ คือ นายกรัฐมนตรีที่ก่อให้เกิดการแบ่งแยกและการทำลายล้างมากที่สุด ในประวัติศาสตร์อังกฤษยุดใหม่

“มรดกที่เธอให้ไว้ คือ ภาวะว่างงานของมวลชน, การปิดตัวลงของโรงงานอุตสาหกรรรม, และการถูกทำลายลงของชุมชนต่างๆ แธตเชอร์เป็นนักสู้ ทว่า ศัตรูของเธอกลับกลายเป็นชนชั้นแรงงานอังกฤษ ชัยชนะของเธอได้รับการสนับสนุนจากบรรดาผู้นำพรรคแรงงานและสหภาพแรงงาน ที่มีความฉ้อฉลในทางการเมือง มันก็เป็นเพราะนโยบายหลายอย่างที่เธอเริ่มต้นขึ้นนั่นแหละ พวกเราถึงได้ชุลมุนวุ่นวายกันอยู่ในทุกวันนี้”

 

“จำได้ไหม? ว่าแธตเชอร์เคยบอกว่า (เนลสัน) แมนเดล่า เป็นผู้ก่อการร้าย มิหนำซ้ำ เธอยังไปนั่งดื่มชากับอาชญากรและนักละเมิดสิทธิมนุษยชนชื่อปิโนเชต์ เราควรให้เกียรติเธออย่างไรดีล่ะ? อ้อ มา ‘แปรรูป’ งานศพเธอกันดีไหม ด้วยการเปิดโอกาสให้มีผู้เข้ามาแข่งขันเพื่อประมูลจัดงานศพ ใครเสนอราคาถูกสุด คนนั้นก็ได้จัดงาน นี่น่าจะเป็นสิ่งที่แธตเชอร์ต้องการนะ”

คนอ่านเพลง

ก่อนจะเป็น “ทะเลใจ”

(เผยแพร่ครั้งแรกในบล็อกคนมองหนัง “เก่า” เมื่อเดือนตุลาคม 2549)

เมื่อ พ.ศ. 2533 ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว ออกผลงานเดี่ยวของตนเองในชื่อชุด “โนพลอมแพลม” โดยเพลงเพลงหนึ่งที่มีเนื้อหาน่าสนใจในผลงานชุดดังกล่าว ก็คือ “ภควัทคีตา” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากคัมภีร์ภควัทคีตา อันเป็นส่วนหนึ่งของมหากาพย์มหาภารตะ

เพลง ภควัทคีตา มีเนื้อหาว่าด้วยการที่ กฤษณะ เตือนให้ อรชุน ตัดสินใจยิงศรออกไปเพื่อพิฆาตข้าศึกซึ่งเป็นญาติวงศ์ของ อรชุน เอง ณ มหาสงครามที่ทุ่งกุรุเกษตร

ยืนยง เขียนเนื้อร้องตอนหนึ่งของเพลงดังกล่าวไว้อย่างคมคายว่า

“โอ้อรชุน ไยไม่ยิงศร ดูเจ้าอาวรณ์ เหนือความเป็นธรรม จิตเจ้าโลเล ใจเจ้าเหลียวหลัง แรงเจ้าอ่อนล้า ตาเจ้ามืดมัว ทั่วปฐพี มีเพียงคมศร อิทธิฤทธิ์รอน ลดความรุนแรง แสงแห่งเทวัญ อาตมันกาย กฤษณารายณ์ ชายผู้ชี้นำ …รบเถิดอรชุน”

ในนิตยสารสีสัน ปีที่ 3 ฉบับที่ 12 ซึ่งวางจำหน่ายในช่วงส่งท้ายปี 2533 ปณิธาน หล่อเลิศวิทย์ นักวิจารณ์อิสระ ได้เขียนถึงเพลง ภควัทคีตา ซึ่งอยู่ในอัลบั้มโนพลอมแพลม อันเป็นหนึ่งในห้าอัลบั้มเพลงไทยสากลที่เขาชื่นชอบประจำปีนั้น ลงในคอลัมน์ 5 ชอบ 5 ไม่ชอบของนิตยสารวิจารณ์บันเทิงฉบับดังกล่าวว่า

“…งานเดี่ยวชุดที่สี่-แต่เป็นชุดแรกในชื่อจริงของ แอ๊ด คาราบาว จึงตีเข้าแสกหน้ารัฐบาลชาติชายและปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคมแบบเนื้อ ๆ งานดนตรีใช้ได้ เนื้อหาชัด ตรง สะใจ นับได้ว่าเป็นเพลงการเมืองที่มีพลังเด่นชัดที่สุดในรอบหลายปี เพลงที่แฝงนัยไว้ได้แรงที่สุด คือ ภควัทคีตา ฟังเสียงชี้ชวนอรชุนให้แผลงศรแล้วอาจมีคนนึกเรียกหา สุจินดา ขึ้นมาบ้าง”

แล้วในช่วงต้นปี 2534 ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว และอัลบั้มโนพลอมแพลมของเขา ก็สามารถคว้ารางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ ประจำ พ.ศ. 2533 ไปครองได้ถึง 2 รางวัล คือ รางวัลศิลปินชายเดี่ยวยอดเยี่ยม และรางวัลอัลบั้มยอดเยี่ยม

หลังจากนั้นไม่นาน ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ก็เกิดรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งมี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทย เป็นนายกรัฐมนตรี โดยกลุ่มนายทหารระดับผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้ง 4 เหล่า ที่เรียกตัวเอง คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)

หลังจากทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ชาติชาย ได้สำเร็จ คนชั้นกลางในกรุงเทพมหานครจำนวนมากต่างนำดอกไม้ไปมอบให้กับแกนนำรสช. เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว คะแนนนิยมของรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย กำลังตกต่ำลงอย่างหนัก ทั้งจากปัญหาคอร์รัปชั่น ไปจนถึง การถูกกล่าวหาเรื่อง “คดีลอบสังหาร”

ภายในเวลาไม่นานนัก รสช. ได้สรรหานายกรัฐมนตรีที่เป็นพลเรือนให้เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นการชั่วคราว อานันท์ ปันยารชุน คือ นายกรัฐมนตรีคนนั้น ตามสายตาของคนชั้นกลางและคนชั้นสูงในกรุงเทพฯ จำนวนมาก อดีตนักการทูต/อดีตนักเรียนอังกฤษ/เชื้อสายขุนนางผู้ดีเก่าคนนี้ คือนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมานับจนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกัน กระบวนการยึดทรัพย์สินนักการเมืองคนสำคัญในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชุดก่อนหน้าก็ดำเนินไปอย่างเข้มข้นจริงจัง โดยเริ่มจากการอายัดทรัพย์สินของนักการเมืองเหล่านั้นไว้ก่อน

อีกราว 1 ปีต่อมา ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2535 รัฐบาลอานันท์ 1 ได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ผลปรากฏว่า พรรคสามัคคีธรรม ที่นำโดย ณรงค์ วงศ์วรรณ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งเป็นจำนวนมากที่สุด แม้พรรคการเมืองดังกล่าวจะสามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ณรงค์กลับไม่สามารถดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้ เพราะเขามีรายชื่ออยู่ในบัญชีดำที่รัฐบาลสหรัฐฯ ห้ามเข้าประเทศ สุดท้ายแล้ว แกนนำที่สำคัญที่สุดในรสช. อย่าง พล.อ.สุจินดา คราประยูร จึงเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่เคยกล่าวคำสัตย์เอาไว้ว่า ตนเองจะไม่เข้ามาเล่นการเมืองเป็นอันขาด ทว่าหลังจากรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อดีตแกนนำรสช.คนนี้กลับแถลงออกมาว่า ตนเองจำเป็นต้อง “เสียสัตย์เพื่อชาติ”

เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 เกิดการชุมนุมใหญ่ต่อต้านรัฐบาลที่นำโดย พล.อ.สุจินดา คราประยูร แกนนำการชุมนุมคือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายทหาร จปร. 7 ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีความขัดแย้งกับนายทหาร จปร. 5 อันเป็นรุ่นของ พล.อ.สุจินดา พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล และ พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี แกนนำของรสช. การชุมนุมดังกล่าวถูกขับเคลื่อนโดยฝูงชนคนชั้นกลางในกทม. ที่เริ่มมีพลังแข็งแรงทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม จน เอนก เหล่าธรรมทัศน์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ในขณะนั้น (และอดีตนักการเมืองผู้ล้มเหลวในขณะนี้) ได้ขนานนามการชุมนุมดังกล่าวว่าเป็น ม็อบมือถือ

(ขณะที่กลุ่มนักศึกษาที่เคยมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์เดือนตุลาคม พ.ศ. 2516 และ 2519 กลับไม่มีบทบาทมากเท่าที่ควรในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 หนังที่สามารถแสดงภาพตัวแทนของนักศึกษาในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 ได้อย่างน่าสนใจและสมจริง ก็คือ “สยิว” ของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี และ เกียรติ ศงสนันท์ ทั้งนี้ นายกสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยในช่วงปี 2535 มีชื่อว่า ปริญญา เทวนฤมิตรกุล)

ในฝูงชนที่มารวมตัวกันเพื่อชุมนุมต่อต้านรัฐบาลทหารที่นำโดย พล.อ.สุจินดา นั้น มี ยืนยง ในฐานะศิลปินเพลงเพื่อชีวิตชื่อดังปรากฏกายอยู่ด้วย

แล้วเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 ก็กลายเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่มีการเข่นฆ่าฝูงชนซึ่งมาร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาล จนเรารู้จักกันในนามของเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ

ส่วนยืนยงนั้น เขาได้หนีออกไปก่อนเหตุการณ์ความรุนแรงจะเกิดขึ้น เนื่องจากได้รับคำขู่ว่าจะมีการฆ่าหรือจับกุมตัวผู้นำการเคลื่อนไหว

หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ยืนยงได้แต่งเพลง “ทะเลใจ” ขึ้นมา เพื่อระลึกถึง พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี ที่เคยเป็นคนรักใคร่ชอบพอกัน แต่สุดท้ายก็ต้องกลายมาเป็นศัตรูกันในเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะความที่จิตใจของคนเรานั้นมีความคิดที่แตกต่างกัน ขณะที่คนหนึ่งอยากเป็นใหญ่ แต่อีกคนกลับทิ้งความเป็นใหญ่ และพยายามเอาชนะใจอันยากหยั่งถึงที่เปรียบเสมือนท้องทะเลอันกว้างใหญ่ของตนเอง เพื่อจะสามารถอยู่กับใจของตนเองได้อย่างเป็นสุข (เรียบเรียงจากนิตยสาร MTV TRAX ฉบับที่ 32 เดือนกันยายน พ.ศ. 2548)

ด้วยเหตุนี้ เพลง ทะเลใจ จึงมีความข้องเกี่ยวกันอย่างลึกซึ้งกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อปี 2535 และดูเหมือนจะมีความหมายที่ย้อนแย้งกันเป็นอย่างยิ่งกับเพลง ภควัทคีตา ซึ่งยืนยงเขียนขึ้นในปี 2533 ก่อนที่รสช.จะทำรัฐประหาร

แม้ทั้ง ทะเลใจ และ ภควัทคีตา จะเป็นเพลงที่คนฟังอาจทำความเข้าใจได้ไม่ง่ายนัก และมีการแฝงความนัยที่สำคัญไว้ในตัวบทของเพลงเหมือน ๆ กัน แต่ระดับการซ่อนความนัยในเพลง ทะเลใจ กับ ภควัทคีตา ก็ดูเหมือนจะมีความแตกต่างกันอยู่

เพราะอย่างน้อยความนัยอันแฝงไว้ใน ภควัทคีตา ก็ยังมีการสื่อความหมายที่ชัดเจนในระดับหนึ่ง เช่น “โอ้อรชุน ไยไม่ยิงศร” ไปจนถึง “รบเถิดอรชุน” ในขณะที่ ความนัยอันแฝงเร้นไว้ใน ทะเลใจ กลับไม่มีการสื่อความหมายที่หนักแน่นชัดเจนใด ๆ ดังที่ปรากฏใน ภควัทคีตา เลย

อาจกล่าวได้ว่า ทะเลใจ ถือเป็นเพลงที่มีเนื้อหาเป็นปรัชญาและเป็นนามธรรมอย่างยิ่ง ทว่า เพลงเพลงนี้ไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงเพลงที่มีเนื้อหาลึกซึ้งที่สุดในชีวิตการแต่งเพลงของยืนยงเท่านั้น แต่ยังมีสถานะเป็นเพลงที่โด่งดัง อันถูกนำไปเปิดและร้องตามสถานที่ต่างๆ มากที่สุดอีกเพลงหนึ่ง

เคยมีคนกล่าวเอาไว้ว่า ยิ่งเพลงเพลงหนึ่งมีเนื้อหาที่เป็นนามธรรมมากเท่าใด เพลงเพลงนั้นก็จะยิ่งเป็นที่นิยมของผู้คนจำนวนมากในวงกว้าง เนื่องจากใครๆ ก็สามารถนำความรู้สึกนึกคิดของตนเองใส่เข้าไปในเพลงดังกล่าวได้อย่างไม่เคอะเขิน ว่าเพลงเพลงนั้นจะเป็นสมบัติหรือเรื่องราวส่วนตัวของคนแต่งหรือคนร้องเพียงผู้เดียว

ทะเลใจ ก็อาจถือเป็นเพลงในกรณีดังกล่าวได้ แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามก็คือ ท่ามกลางเสียงเพลง ทะเลใจ ที่ดังก้องในผับเพื่อชีวิต หรือท่ามกลางเสียงเพลง ทะเลใจ ที่ถูกร้องไปทั่วในร้านคาราโอเกะนั้น คนจำนวนมากที่มีปฏิสัมพันธ์กับเพลง ทะเลใจ ในยุคปัจจุบัน สามารถนำเพลงเพลงนี้ไปเชื่อมโยงกับเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 หรือเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อราวๆ 1 ปีก่อนหน้านั้นได้หรือไม่?

ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า เพลง ทะเลใจ มีความหมายเปลี่ยนแปลงไปในช่วงเวลา 14 ปีที่ผ่านมา แม้ในด้านหนึ่ง เพลง เพลงนี้ยังคงดำรงอยู่อย่างยิ่งใหญ่ในจิตใจของผู้คนจำนวนมาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้คนจำนวนมากเหล่านั้นต่างก็แทบจะลืมเลือนความหมายดั้งเดิม รวมทั้งบริบทของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่แฝงเร้นอยู่ในเพลงเพลงนี้ไปจนเกือบหมดสิ้น

หลังเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศไทยได้เดินหน้าไปอย่างมีพัฒนาการพอสมควร แม้จะต้องประสบปัญหาขลุกขลักเป็นระยะๆ

พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกทำรัฐประหารโดยรสช. สามารถรอดพ้นจากการถูกยึดทรัพย์สินและกลับเข้ามาเล่นการเมืองอีกครั้ง จนเกือบจะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ในช่วงที่รัฐบาลของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ใกล้หมดอำนาจ ก่อนที่ต่อมา พล.อ.ชาติชายจะเสียชีวิตขณะเข้ารับการรักษาอาการป่วย ณ โรงพยาบาลที่ประเทศอังกฤษ

นักการเมืองจำนวนมากที่ถูกตีตราว่าเป็นพวกคอร์รัปชั่นและถูกอายัดทรัพย์สินโดยรสช. สามารถรอดพ้นจากข้อกล่าวหากรณีร่ำรวยผิดปกติและรอดพ้นจากการถูกยึดทรัพย์สินมาได้ทุกคน พวกเขาเหล่านั้นยังเวียนว่ายอยู่ในแวดวงการเมืองต่อไป มีบางคนที่รุ่งโรจน์ได้เป็นถึงนายกรัฐมนตรี แต่ก็มีอีกหลายคนที่ประสบความล้มเหลวบนเส้นทางการเมือง และมีจำนวนหนึ่งที่เสียชีวิตไปแล้ว

นายทหารแกนนำของรสช. ทุกคนยังสามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุขและร่ำรวยในสังคมไทย พวกเขาหลายคนยังมีชีวิตอยู่มาจนถึงปัจจุบัน แต่ก็มีเช่นกันที่เสียชีวิตไปแล้ว อย่างไรก็ตาม พวกเขาทั้งหมดไม่ต้องรับผิดชอบหรือรับโทษใดๆ ทั้งสิ้น กับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 รวมถึงความล้มเหลวทางการเมืองไทยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ทหารจากกองทัพได้กลับเข้ากรมกองและไม่กล้าแสดงบทบาททางการเมืองใดๆ ที่อยู่นอกเหนือการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นเวลา 14 ปี กับอีก 4 เดือน

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ยังเล่นการเมืองต่อไป แต่ก็ประสบความล้มเหลวลงเรื่อยๆ ทว่า สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่เขาทำให้กับสังคมการเมืองไทยในยุคปัจจุบันก็คือ การชักนำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักธุรกิจด้านการสื่อสารโทรคมนาคมผู้ประสบความสำเร็จเข้ามาสู่แวดวงการเมือง ก่อนที่ต่อมาเขาจะเข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในการดำเนินกิจกรรมต่อต้านนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

อานันท์ ปันยารชุน กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 ภายหลังจากการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร นับจากนั้นมาจนถึงปัจจุบัน ชื่อของอานันท์จะได้รับการกล่าวถึงอยู่เสมอ เมื่อสังคมการเมืองไทยประสบกับภาวะวิกฤตในด้านต่างๆ ราวกับเขามีสถานะเป็นยาสามัญประจำบ้านชนิดหนึ่งของสังคมการเมืองไทย

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ที่สงวนบทบาทและท่าทีอยู่พอสมควรในช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เดินทางไปศึกษาต่อทางด้านนิติศาสตร์จนจบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากประเทศเยอรมนี ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งเป็นรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เคยเสนอความคิดให้ขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ตามมาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 (ที่เพิ่งถูกฉีกไป)

ส่วน ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว ยังคงออกผลงานเพลงทั้งในนามของศิลปินเดี่ยวและศิลปินกลุ่มกับเพื่อนร่วมวง คาราบาว อย่างต่อเนื่อง (แม้ว่าผลงานเพลงในช่วงหลังๆ ของเขาจะไม่ดีและดังเท่ากับผลงานเพลงในช่วงแรกๆ ก็ตาม) ล่าสุดยืนยงเพิ่งจะแต่งเพลง ทหารพระราชา ออกมาชื่นชมการทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลพรรคไทยรักไทยที่นำโดยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ของ 4 เหล่าทัพ ซึ่งเรียกตนเองว่า คปค. (ขออภัยที่จำชื่อเต็มอันยาวเหยียดไม่ได้)

หลายคนคงคาดหวังว่า ยืนยงจะสามารถแต่งเพลงที่มีเนื้อหาลึกซึ้งและมีท่วงทำนองไพเราะอย่าง ทะเลใจ ได้อีกสักหนึ่งครั้งในชีวิตการแต่งเพลงของเขา แต่หลายคนคงภาวนาเช่นกันว่า ถ้ายืนยงจะสามารถแต่งเพลงเพลงนั้นได้จริง ก็ขอให้เพลงดังกล่าวมีความทัดเทียมกับ ทะเลใจ ในด้านเนื้อหาและท่วงทำนองเพียงเท่านั้น ขออย่าให้เพลงดังกล่าวมีจุดกำเนิดที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกับเพลงทะเลใจเลย

เพราะเราคงไม่ต้องการให้บริบททางสังคมการเมืองที่ก่อให้เกิดเพลง ทะเลใจ ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2535 ย้อนกลับมาหาผู้คนในสังคมการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง