จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เรตติ้ง “เทพสามฤดู” 21-22 ต.ค. 60 (เฉพาะในยูทูบ)

เมื่อวันที่ 21-22 ตุลาคมที่ผ่านมา ละครพื้นบ้านเรื่อง “เทพสามฤดู” นั้นออกอากาศตามปกติ อย่างไรก็ตาม ณ ตอนนี้ ยังไม่มีผลสำรวจเรตติ้งความนิยมของผู้ชมโทรทัศน์ในช่วงเวลาดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกมา

แต่ตัวเลขที่สามารถตรวจสอบได้ คือ จำนวนผู้ชมละครพื้นบ้านเรื่องนี้ทางยูทูบ “ฟ้ามีตา ช่อง 7 HD”

โดยสำหรับ “เทพสามฤดู” ตอนที่ 33 ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม มียอดผู้ชมการไลฟ์สดละครอยู่ที่ประมาณ 5 แสนวิว ส่วนยอดผู้ชมคลิปย้อนหลังความคมชัดระดับเอชดี มีประมาณ 1.3 ล้านวิว

ส่วน “เทพสามฤดู” ตอนที่ 34 ในวันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม มียอดผู้ชมการไลฟ์สดละครอยู่ที่ประมาณเกือบ 7 แสนวิว ยอดผู้ชมคลิปย้อนหลังความคมชัดระดับเอชดี มีประมาณ 1.8 ล้านวิว (โดยคลิปดังกล่าวติด “อันดับหนึ่ง” ในเทรนด์ “มาแรง” ของยูทูบอยู่ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง)

ติดตามอ่านข้อมูลเข้มๆ และเกร็ดความรู้แปลกๆ เกี่ยวกับละครจักรๆ วงศ์ๆ ได้ทางเพจเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/chakwongcollege/ 

Advertisements
คนอ่านเพลง

เสียง “แว่ว” อันไพเราะหลากหลายมิรู้จบ…

ภายหลังวันที่ 13 ตุลาคมปีที่แล้ว หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ได้สัมภาษณ์นักร้อง-นักดนตรี-นักแต่งเพลงของวงการเพลงไทยสากลหลายคน ถึง “เพลงพระราชนิพนธ์” ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พวกเขาประทับใจ

หนึ่งในบุคคลผู้ถูกสัมภาษณ์ คือ “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” นักแต่งเพลง-นักร้องนำของวงสี่เต่าเธอ และผู้กำกับ-นักเขียนบทภาพยนตร์ฝีมือดี

เพลงพระราชนิพนธ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่คงเดชประทับใจ คือ “แว่ว” (Echo)

คงเดชระบุว่านอกจากเขาจะชื่นชอบเพลง “แว่ว” หรือ “Echo” ด้วยเหตุผลทางด้านดนตรีแล้ว เวลาฟังเพลงนี้ เขายังสามารถจินตนาการถึงภาพบางอย่างขึ้นมาในหัว นั่นคือภาพหญิงสาว ชายหาด และเรื่องราวความรัก

ในมุมมองของคนดนตรี-นักทำหนังชื่อดัง คุณลักษณะดังกล่าวของเพลงที่สวยงามเพลงนี้ สามารถบ่งชี้ให้เห็นว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นบุคคลที่โรแมนติกเพียงใด

ปลายเดือนตุลาคม 2560 ในวาระที่จะมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บล็อกคนมองหนังได้ทำการคัดเลือกเพลง “แว่ว” (Echo) ที่โดดเด่นจำนวน 10 เวอร์ชั่น มานำเสนอ ณ ที่นี้

“Echo” โดย My Life As Ali Thomas และ Roof

“Echo” โดย อิมเมจ สุธิตา และ ปณต Getsunova

“Echo” โดย พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (ปุ้ม ตาวัน)

“Echo” บรรเลงกีต้าร์โดย แจ๊ค ธรรมรัตน์ ดวงศิริ

“Echo” โดย บีม จารุวรรณ บุญญารักษ์

“Echo” โดย อุ้ย รวิวรรณ จินดา

“แว่ว” โดย ครูอ้วน มณีนุช เสมรสุต

“แว่ว” โดย Mellow Motif

“แว่ว” โดย ชาติ สุชาติ

“Echo” (เวอร์ชั่นภาษาญี่ปุ่น) โดย Qyoto

ขอบคุณภาพประกอบจาก https://www.youtube.com/watch?v=kzZYo2Vlfzk

ข่าวบันเทิง

นักวิจารณ์ต่างชาติเขียนถึง “มะลิลา” หนังไทยคว้ารางวัลจากปูซานว่าอย่างไร? อ่านที่นี่

“มะลิลา” ผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวลำดับที่สองของ “อนุชา บุญยวรรธนะ” คว้ารางวัล “คิม จิซก อวอร์ด” จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน 2017 มาครองได้สำเร็จ

รางวัลดังกล่าวเป็นรางวัลที่ถูกริเริ่มขึ้นใหม่ในปีนี้ เพื่อเป็นเกียรติแก่ “คิม จิซก” ผู้ร่วมก่อตั้งเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานที่เพิ่งเสียชีวิตไป โดยมีภาพยนตร์เอเชีย 10 เรื่อง เข้าร่วมชิงชัย

 

ไม่เพียงเท่านั้น “เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ” หนึ่งในนักแสดงนำของเรื่อง ยังได้รับรางวัล “ดาราเอเชียน่าจับตามอง” (Face of Asia Award) ซึ่งเป็นรางวัลที่นิตยสารมารี แคลร์ จัดมอบร่วมกับเทศกาลภาพยนตร์ปูซาน

 

ก่อนเข้าร่วมเทศกาลที่เกาหลี เรื่องย่อของหนังที่เผยแพร่ออกมาระบุว่า “มะลิลา” เป็นภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวความรักความอาลัยถึงผู้ที่จากไป เมื่อ “เชน” (เวียร์ ศุกลวัฒน์) เจ้าของสวนมะลิผู้มีอดีตอันเจ็บปวด และ “พิช” (โอ อนุชิต สพันธุ์พงษ์) ศิลปินนักทำบายศรี อดีตคนรักของเชนในวัยเด็ก ได้หวนกลับมาพบกันอีกครั้ง ทั้งคู่จึงพยายามเยียวยาบาดแผลในอดีตและรื้อฟื้นความสัมพันธ์ผ่านการทำบายศรีอันงดงาม

หลังเข้าฉายรอบเวิลด์พรีเมียร์ที่ปูซาน รายละเอียดในเรื่องย่อของ “มะลิลา” ก็ดูเหมือนจะได้รับการเปิดเผยเพิ่มเติมขึ้นมากพอสมควร โดยภูมิหลังของเชนนั้นคือชายผู้สูญเสียลูกสาวและแยกทางกับอดีตภรรยา ขณะที่พิชกำลังป่วยหนักด้วยโรคร้าย

จุดหักเหสำคัญในหนังดูคล้ายจะอยู่ที่การตัดสินใจบวชเป็นพระของเชน ด้วยความหวังว่าบุญกุศลที่เขาสร้าง จะสามารถช่วยขจัดโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ชายที่เขารัก

สำหรับฟีดแบ็กที่กรรมการและนักวิจารณ์ต่างชาติมีต่อผลงานของอนุชาก็นับว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมากๆ

โดยคำประกาศส่วนหนึ่งของคณะกรรมการที่มอบรางวัลให้แก่หนังไทยเรื่องนี้ระบุว่า

“มะลิลา” ได้สำรวจภาวะไม่จีรังยั่งยืนผ่านสายตาแบบพุทธศาสนา โดยนำการทำบายศรีมาสื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นอนิจจังของชีวิตและอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์

มะลิลา 6

ขณะที่ “ซาราห์ วอร์ด” จากเว็บไซต์สกรีนเดลี่ เขียนบทวิจารณ์ถึง “มะลิลา” เอาไว้ว่า

หนังเรื่องนี้เผยให้เห็นความอลังการของธรรมชาติและการดำรงอยู่ด้วยความกลัวของมนุษยชาติ ผ่านการนำเอาศิลปะการสร้างสรรค์บายศรี มาเป็นอุปลักษณ์ซึ่งสื่อถึงภาวะเปราะบางของชีวิตและความตายอันมิอาจหลบเลี่ยงไปได้พ้น

วอร์ดชี้ว่า หากเปรียบเทียบกับ “อนธการ” หนังยาวเรื่องแรกของอนุชา (ที่ได้ไปเปิดตัว ณ เทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน) ซึ่งนำเสนอเรื่องราวในโทนมืดมิด ผ่านภาวะคาบเกี่ยวกันระหว่างความตายกับความฝัน

“มะลิลา” ก็คล้ายกำลังจะพาคนดูไปแสวงหาความหวัง ผ่านลักษณะอันสงบนิ่งที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ค่อยๆ พิจารณาไตร่ตรองเรื่องราวอันละเอียดอ่อนของภาพยนตร์

นักวิจารณ์ต่างชาติคนนี้ยังกล่าวถึงบรรดารายละเอียดหรือองค์ประกอบภาพต่างๆ ที่ถูกใส่เข้ามาในแต่ละเฟรมของหนัง ว่าล้วนทำหน้าที่สื่อสารเรื่องราวได้ไม่ต่างจากคำพูดของตัวละคร ขณะที่บทสนทนาในหนังก็ถูกใช้สอยอย่างรอบคอบ เพื่อเพิ่มเติมอารมณ์ความรู้สึกในบางสถานการณ์ แต่มิได้ถูกใส่เข้ามาจนพร่ำเพรื่อ

มะลิลา 1

วอร์ดเห็นว่าสองนักแสดงนำอย่าง “เวียร์ ศุกลวัฒน์” และ “โอ อนุชิต” ได้ฝากผลงานการแสดงอันลึกซึ้งไว้ในหนังเรื่องนี้ โดยพวกเขาสามารถขับเคลื่อนตัวละครให้มีความประสานสอดคล้องเข้ากับสภาพแวดล้อมที่ดำรงอยู่รายรอบกาย

นอกจากนั้น ทั้งคู่ยังสามารถสร้างเฉดสีที่แตกต่างกันระหว่างตัวละครสองคนได้อย่างไม่ลำบากยากเย็นนัก และต่างคนต่างไม่ถ่ายทอดบุคลิกลักษณะของสองตัวละครนำ ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับชีวิต, ความตาย, ความเศร้าโศก, ความเจ็บปวด หรือความไม่แน่นอน ด้วยการแสดงที่โอเวอร์หรือเบาบางจนเกินไป

ภาพยนตร์เรื่อง “มะลิลา” มีกำหนดจะเข้าฉายในเมืองไทยช่วงต้นปีหน้า

ขอบคุณข้อมูลจาก:

เพจเฟซบุ๊ก มะลิลา Malila The Farewell Flower

เฟซบุ๊ก Don Saron

https://www.screendaily.com/reviews/malila-the-farewell-flower-busan-review/5122842.article

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เรตติ้งล่าสุด “เทพสามฤดู” ในทีวีแผ่ว แต่ในยูทูบยังร้อนแรง!

เรตติ้ง “เทพสามฤดู” ประจำวันที่ 14-15 ตุลาคม 2560

แผ่วไปนิดนึงสำหรับยอดเรตติ้งความนิยมทางโทรทัศน์ของละครจักรๆ วงศ์ๆ “เทพสามฤดู” ประจำวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 14-15 ตุลาคมที่ผ่านมา

โดยละครเรื่องนี้ได้เรตติ้ง 6.1 ในวันเสาร์ที่ 14 และ 5.9 ในวันอาทิตย์ที่ 15

(ที่มา กระทู้รายงานเรตติ้งละคร-ภาพยนตร์ วันพฤหัสบดีที่ 12-จันทร์ที่ 16 โดยแม่น้องซ่า)

อย่างไรก็ตาม ความนิยมผ่านช่องทางออนไลน์ของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ กลับยังร้อนแรงต่อเนื่อง

โดยหากพิจารณาข้อมูลจากยูทูบช่อง ฟ้ามีตา ช่อง 7 HD ของค่ายสามเศียร จะพบว่าในวันเสาร์ที่ 14 ยอดชมการไลฟ์สด “เทพสามฤดู” มีถึง 7.5 แสนวิว และยอดผู้ชมคลิปละครย้อนหลังในระบบเอชดีก็มีมากถึง 1.1 ล้านวิว

สำหรับในวันอาทิตย์ที่ 15 ยอดชมการไลฟ์สดละครอยู่ที่ 6.9 แสนวิว ส่วนยอดชมคลิปละครย้อนหลังนั้นพุ่งไปสูงถึง 1.2 ล้านวิว

บทวิเคราะห์ความสำเร็จของ “เทพสามฤดู” ในมติชนสุดสัปดาห์

สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่านบทความ เมื่อ “เทพสามฤดู 2560” ทำเรตติ้งเกิน 7 เป็นครั้งแรก! ในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 13-19 ตุลาคม 2560 สามารถอ่านเวอร์ชั่นออนไลน์ได้ ที่นี่ ครับ

ด้านล่างนี้ คือบางส่วนของเนื้อหาจากบทความชิ้นดังกล่าว:

เทพสามฤดู คมน

สถานะของ “ละครจักรๆ วงศ์ๆ ฉบับรีเมก”

แน่นอนว่า “เทพสามฤดู” นั้นเป็น “ละครจักรๆ วงศ์ๆ ฉบับรีเมก” แต่ “กระบวนการสร้างใหม่” หนล่าสุดนี้ก็มีอะไรชวนขบคิดอยู่พอสมควร

ปกติ เวลาพูดถึง “หนัง/ละครรีเมก” เรามักนึกถึงภาพของ “หนัง/ละคร” ที่นำเรื่องราวเดิมๆ มาสร้างใหม่ พร้อมกับการตีความบทภาพยนตร์/บทละครในมุมมองใหม่ๆ หรือพยายามใส่รายละเอียดปลีกย่อยอันแตกต่างเพิ่มเติมลงไป

แต่ “สิ่งพิเศษ” ของ “เทพสามฤดู 2560” ก็คือ ร้อยละ 90 ของเนื้อหาในละครเวอร์ชั่นนี้แทบจะ “ทำซ้ำ” เรื่องราวของละครเวอร์ชั่นปี 2546 มาแบบช็อตต่อช็อต เหตุการณ์ต่อเหตุการณ์ บทพูดต่อบทพูด

จะแตกต่างก็แค่ภาพที่คมชัดขึ้น ซีจีที่ทันสมัยขึ้น รวมถึงนักแสดงและฉากที่เปลี่ยนแปลงไป

ดังนั้น เมื่อเรานั่งชม “เทพสามฤดู 2560” แล้วเห็นชื่อ “ภาวิต” (นามปากกาของ “รัมภา ภิรัมย์ภักดี” นักเขียนบทอาวุโสแห่งเครือดาราวิดีโอ) หวนกลับมาปรากฏบนเครดิตเริ่มต้นของละครจักรๆ วงศ์ๆ เป็นหนแรกในรอบหลายปี

นี่จึงอาจมิได้หมายความถึงการย้อนคืนมานั่งเขียนบทละครครั้งใหม่ของรัมภา ณ ยุคปัจจุบัน หากเป็นการนำบทละครชิ้นเดิมที่รัมภาเคยเขียนไว้ในอดีต กลับมาถ่ายทำใหม่มากกว่า

ของแถม

สำหรับแฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ สามารถติดตามอ่านข้อมูลแปลกๆ สนุกๆ เกี่ยวกับสื่อบันเทิงประเภทนี้ ซึ่งหาอ่านไม่ค่อยได้จากที่อื่นๆ ได้ทางเพจเฟซบุ๊ก จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย ครับ

ถ้าช่วยกันกดไลก์ได้ ก็จะเป็นการดีมากๆ ครับ

ขอบคุณภาพประกอบจาก อินสตาแกรมสามเศียร 

ข่าวบันเทิง

“เลนิน-ดิแคปริโอ” จาก Marxist Memes ย้อนกลับไปยัง The Propeller Group

lenin meme

เพิ่งได้เห็นภาพล้อเลียนในเพจเฟซบุ๊ก Marxist Memes ที่ทำเป็นใบปิดภาพยนตร์ปลอมๆ เรื่อง Lenin นำแสดงโดย “ลีโอนาร์โด ดิแคปริโอ” และกำกับโดย “สตีเวน สปีลเบิร์ก”

เลยคิดถึงงานศิลปะชุดหนึ่งซึ่งได้ไปดูมาที่นิทรรศการ Yokohama Triennale 2017 เมื่อไม่กี่เดือนก่อน

งานชุดนี้มีชื่อว่า “LENIN AS…” เป็นผลงานของศิลปินกลุ่ม The Propeller Group (Phunam, Matt Lucero และ Tuan Andrew Nguyen)

โดยศิลปินกลุ่มดังกล่าวได้สำรวจกระบวนการสร้างความทรงจำสาธารณะเกี่ยวกับผู้นำการปฏิวัติรัสเซียอย่าง “วลาดิมีร์ เลนิน” ซึ่งเกิดขึ้นในยุคหลังสงครามเย็น ท่ามกลางบริบทของลัทธิทุนนิยมชนิดเข้มข้น ที่ทำงานแนบชิดกับลัทธิบูชาตัวบุคคลและการยกย่องชื่นชมผู้มีชื่อเสียง (เซเล็บ) ในสังคม

The Propeller Group ระบุว่าเมื่อสื่อและความบันเทิงในวัฒนธรรมสมัยนิยม ถูกทำให้มีลักษณะเป็นโลกาภิวัตน์ยิ่งขึ้น รวมถึงทรงอิทธิพลมากขึ้นจนมีสถานะไม่ต่างกับรัฐบาลของประเทศต่างๆ บรรดาเซเล็บในสื่อและอุตสาหกรรมบันเทิง ที่เป็นไอดอลของผู้บริโภคทั่วโลก จึงกลายสถานะเป็นเจ้าลัทธิบูชาตัวบุคคลขึ้นมา

ผู้มีชื่อเสียงเหล่านี้ต้องพยายามธำรงรักษาสถานภาพคนดังของพวกตนเอาไว้ ผ่านการนิยามตัวตนใหม่ๆ ให้แก่ตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อชื่อเสียงของพวกเขาจะได้สามารถยืนยงคงอยู่ ท่ามกลางกระแสความนิยมในวัฒนธรรมบันเทิงสมัยนิยมที่แปรผันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

ศิลปินกลุ่มนี้สร้างผลงานชุด “LENIN AS…” ขึ้นมา ด้วยแนวคิดข้างต้น

พวกเขาได้สร้างซีรีส์ผลงานจิตรกรรม ซึ่งเผยให้เห็นถึงสายสัมพันธ์อันย้อนแย้ง หรือบางทีอาจแลดูบ้าบอไร้สาระ ระหว่างอำนาจ, การเมือง, ความเป็นที่นิยม และบุคลิกลักษณะในทางสาธารณะของผู้มีชื่อเสียง

โดยงานเหล่านี้ชี้เป็นนัยให้เห็นว่าหนังแนวชีวประวัติบุคคลที่สร้างโดยฮอลลีวูด อาจมีประสิทธิภาพในการรื้อฟื้นคืนชีวิตทางการเมืองให้แก่บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ถูกทอดทิ้งหลงลืมไปแล้ว ได้ดีกว่าประติมากรรมประเภทอนุสาวรีย์เสียอีก

ทั้งนี้ ศิลปินกลุ่ม The Propeller Group ได้นำเอาภาพวาดพอร์เทรทของวลาดิมีร์ เลนิน ที่เคยแขวนอยู่ตามอาคารที่ทำการพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วสหภาพโซเวียต มาผสมผสานเข้ากับทรงผมที่ผันแปรไปเรื่อยๆ ตามบทบาทที่เปลี่ยนแปลงในภาพยนตร์แต่ละเรื่อง ของดาราดังอย่างลีโอนาร์โด ดิแคปริโอ

หากมองในแง่นี้ ภาพลักษณ์ของผู้นำการปฏิวัติรัสเซียจึงถูกนำมาใช้เสริมสร้างความเป็นซูเปอร์สตาร์ของวัฒนธรรมโลกร่วมสมัย

ผลงานจิตรกรรมชุดนี้ยังได้รับแรงบันดาลใจมาจากข่าวลือแนวทฤษฎีสมคบคิดในอินเตอร์เน็ตว่าดิแคปริโออาจเป็นญาติที่พลัดพรากของเลนิน เช่นเดียวกับข่าวลือแนวบันเทิงที่ระบุว่านักแสดงชาวอเมริกันผู้นี้กำลังถูกทาบทามให้รับบทเป็นเลนิน ในภาพยนตร์แนวชีวประวัติของอดีตผู้นำโซเวียต

The Propeller Group ประกาศว่าพวกเขาจะผลิตงานชุดนี้เพิ่มเติมต่อไปเรื่อยๆ กระทั่งเส้นทางเลนินและดิแคปริโอได้มาบรรจบกันจริงๆ ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวูด โดยเมื่อถึงเวลานั้น ศิลปินกลุ่มนี้จะสร้างสรรค์ผลงานชิ้นสุดท้ายของซีรี่ส์ ซึ่งมีชื่อว่า “Lenin as Lenin in Lenin”

DSC01459
Lenin as Calvin Candie in Django Unchained
DSC01462
Lenin as J. Edgar Hoover in J. Edgar
DSC01465
Lenin as Jack Dawson in Titanic
DSC01467
Lenin as Frank Wheeler in Revolutionary Road
DSC01469
Lenin as Cobb in Inception

เนื้อหา: http://www.the-propeller-group.com/lenin-as

ภาพประกอบMarxist Memes และ “คนมองหนัง”

ข่าวบันเทิง

ชมฟรี! ผู้สร้างปล่อยหนัง “Baahubali 2” แบบเต็มๆ ทางยูทูบ (เวอร์ชั่นภาษาเตลูกูต้นฉบับ ซับอังกฤษ)

ช่องยูทูบ Baahubali Movie อันเป็นช่องทางการของผู้สร้างภาพยนตร์ชุด Baahubali หนังมหากาพย์ทวิภาคฟอร์มยักษ์เรื่องดังจากประเทศอินเดีย ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอฉบับสมบูรณ์ของภาพยนตร์เรื่อง “Baahubali 2 – The Conclusion” ออกมาแล้ว ด้วยความคมชัดระดับ 4K Ultra HD

หนังเวอร์ชั่นนี้ยังคงเสียงพูดต้นฉบับเป็นภาษาเตลูกู (ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายทางตอนใต้ของอินเดีย จนก่อให้เกิดอุตสาหกรรมภาพยนตร์ “ทอลลีวูด” ตามมา) เอาไว้ โดยมีซับไตเติลภาษาอังกฤษด้านล่างจอ

ชม Baahubali ภาคจบที่นี่

 

แขกรับเชิญ

บันทึกสั้นๆ ถึง “The Frienemies” โดย “มิตรสหายท่านหนึ่งในกรุงลอนดอน”

หมายเหตุ “มิตรสหายท่านหนึ่งในกรุงลอนดอน” ส่งบันทึกสั้นๆ ที่เขาเขียนขึ้นหลังจากชมเนื้อหาบางส่วน (ความยาวราว 20 นาที) ของภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “The Frienemies” ที่กำกับโดย “ภาสกร ประมูลวงศ์” ซึ่งถูกนำไปจัดฉาย ณ SOAS มหาวิทยาลัยลอนดอน เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา

The Frienemies

เป็นสารคดีที่ตั้งโจทย์บนความสัมพันธ์แบบมิตรและศัตรูระหว่าง ปรีดี พนมยงค์ และ จอมพล ป. พิบูลสงคราม

จากฟุตเตจตัวอย่างที่ผู้กำกับคัดเลือกมาฉาย พบว่าหนังใช้ความสัมพันธ์และชะตาชีวิตแบบคู่ขนานของทั้งสองบุคคลมาเป็นจุดเด่นในด้านเนื้อหา

ทั้งคู่นั้นเคยเป็นมิตรกันมาก่อนในฐานะผู้ร่วมก่อการปฏิวัติ 2475 แต่ในเวลาต่อมาทั้งคู่ก็ได้กลายเป็นศัตรูทางการเมืองกัน อย่างไรก็ดี ในบั้นท้ายชะตาชีวิตของทั้งคู่ก็ใกล้เคียงกัน เมื่อต่างต้องจบชีวิตลงในต่างแดน

สารคดีเรื่องนี้มีจุดเด่นตรงที่ได้รับความช่วยเหลือจากนักวิชาการไทยศึกษาในระดับนานาชาติ เช่น การได้รับความช่วยเหลือให้คนทำหนังได้ค้นหาข้อมูลในคลังข้อมูลของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน

หนังยังมีการถ่ายทำในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส โดยเฉพาะในส่วนของญี่ปุ่นเองนั้น สารคดีได้เข้าถึงที่ดินที่พำนักแห่งสุดท้ายของจอมพล ป. รวมทั้งเพื่อนบ้านของจอมพล ป. ที่ยังมีชีวิตอยู่

ไม่ว่าสุดท้ายหนังจะเป็นอย่างไร จะได้ฉายที่ไหน อย่างน้อยๆ หนังน่าจะทำให้เกิดบทสนทนาเกี่ยวกับบุรุษคนสำคัญทั้งสองมากยิ่งขึ้น