ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

มีอะไรซ่อนอยู่ในละครจักรๆ วงศ์ๆ ยอดฮิต “แก้วหน้าม้า”

อิทธิฤทธิ์ “แก้วหน้าม้า” เรตติ้ง 6.66 ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

(มติชนสุดสัปดาห์ 12-18 มิถุนายน 2558)

เมื่อแรกลงจอ คล้ายว่า “แก้วหน้าม้า” ละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่วงเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ ของช่อง 7 สี จะมีสถานะเป็น “ของเดิมๆ” หรือ “สิ่งตกค้าง” ที่รอวันร่วงโรย ในยุคเปลี่ยนผ่านไปสู่ทีวีดิจิตอล

แต่พอฉายไป ละครเรื่องนี้กลับสร้างปรากฏการณ์ “ใหม่” หลายอย่าง

ด้านการผลิต บริษัทสามเศียร หนึ่งในกิจการของตระกูลสังวริบุตร ได้ปรับแผนการสร้างละครจักรๆ วงศ์ๆ เสียใหม่ มีรายงานข่าวว่า ต่อไป ละครยาวระดับ 100 ตอน, 90 ตอน หรือ 60-70 ตอน ซึ่งลากยาวกันเป็นปีหรือเกือบปี จะไม่มีอีกแล้ว

ตรงกันข้าม นอกจากเปิดกล้อง “แก้วหน้าม้า” สามเศียรยังได้ถ่ายทำละครอีกสองเรื่อง คือ “ไกรทอง” และ “สังข์ทอง” ไปพร้อมๆ กัน ส่งผลให้ความยาวของละครแต่ละเรื่องจะอยู่ที่ประมาณ 40-50 ตอนเท่านั้น

(แต่ไม่รู้ว่า หากเรื่องไหนมีเรตติ้งดี จะมีการเพิ่มตอนเข้ามาอย่างกะทันหันหรือเปล่า? เพราะละครจักรๆ วงศ์ๆ กับการ “ด้นสด” นั้น เป็นของคู่กันอยู่แล้ว)

ในด้านการตอบรับของผู้บริโภค มีวี่แววว่า “แก้วหน้าม้า” ฉบับนี้จะเป็นละครฮิต เมื่ออยู่ดีๆ คำว่า “แก้วหน้าม้า” ก็กลายเป็นคำที่ถูกติดแฮชแท็กอย่างแพร่หลาย จนขึ้นเทรนด์ยอดนิยมในสังคมทวิตเตอร์

และถือเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องแรก (รวมถึงเป็นหนึ่งในละครช่อง 7 เพียงไม่กี่เรื่อง) ที่ทะยานขึ้นสู่เทรนด์ทวิตเตอร์ได้

ขณะเดียวกัน เวลา “แก้วหน้าม้า” ลงจอช่วงเช้าเสาร์-อาทิตย์ ก็จะมีสมาชิกเว็บไซต์พันทิปบางคน ที่คอยมาตั้งกระทู้อัพเดตความคืบหน้าของละครแต่ละตอน ผ่านการแคปภาพหน้าจอออกมาเป็นภาพนิ่งจำนวนมาก ทั้งยังบรรยายข้อความประกอบสดๆ ชนิดนาทีต่อนาที

แล้วความฮ็อตของ “แก้วหน้าม้า” ก็ได้รับการยืนยันเด่นชัดโดยเรตติ้งละครโทรทัศน์ประจำเดือนพฤษภาคม 2558 จากการสำรวจของนีลเซ่น

ผลลัพธ์จากการวัดเรตติ้งละครในส่วนของ 5-6 เสือเบอร์ต้นๆ นั้น ไม่น่าแปลกใจ เมื่อเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่างละครหลังข่าวช่อง 7 และช่อง 3 โดยที่ฝ่ายแรกขี่ฝ่ายหลังอยู่พอสมควร

เบอร์หนึ่งจึงตกเป็นของ “นางชฎา” (ช่อง 7) ตามติดมาด้วย “ไม่สิ้นไร้ไฟสวาท” (ช่อง 7), “สุดแค้นแสนรัก” (ช่อง 3), “เพลงรักเพลงลำ” (ช่อง 7), “หนึ่งในทรวง (ช่อง 3) และ “เพื่อนแพง” (ช่อง 7)

ที่น่าสนใจ คือ ตรงช่วงกลางตารางละครฮิตกลับถูกยึดครองโดย “ยอดมนุษย์ดาบเทวดา” ละครแอ๊กชั่นแฟนตาซีแนวยอดมนุษย์แบบไทยๆ ที่ออกฉายทางช่อง 7 ช่วงเย็นเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งโกยเรตติ้งไป 6.69

ที่ใกล้เคียงกัน ก็ได้แก่ “แก้วหน้าม้า” ซึ่งคว้าเรตติ้งไปถึง 6.66 ถือเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ได้เรตติ้งสูงมากในรอบหลายปีหลัง

ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ ละครเช้า-เย็น วันเสาร์-อาทิตย์ จากช่อง 7 สองเรื่องนี้ กลับมีเรตติ้งชนะละครหลังข่าว “ชื่อดี-ภาพลักษณ์เด่น” ของช่อง 3 หลายต่อหลายเรื่อง

ไล่เรียงกันมาตั้งแต่ “เลือดมังกร” (ตอนสิงห์และกระทิง), “กลกิโมโน” ตลอดจน “ข้าบดินทร์” (เรื่องหลังนี้อาจต้องให้ความเป็นธรรมสักหน่อย เพราะในเดือนพฤษภาคมนั้น ละครเพิ่งออกฉายไปไม่กี่ตอน)

แม้กระทั่งละครเย็นแนวเอาใจชาวบ้านร้านตลาด อย่าง “กระสือมหานคร” จากช่อง 3 ก็ยังเก็บเรตติ้งสู้ “ยอดมนุษย์ดาบเทวดา” กับ “แก้วหน้าม้า” ไม่ได้

นอกจากนั้น ต้องไม่ลืมว่า ขณะที่ละครจักรๆ วงศ์ๆ อย่าง “แก้วหน้าม้า” สามารถยึดกุมที่ทางตรงกลางตารางของละครยอดนิยมเอาไว้ได้อย่างมั่นคง

ละครฟอร์มกลาง-ใหญ่จำนวนมาก จากช่องดิจิตอลเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และช่อง 8 อาร์เอส ซึ่งลงทุนกับดาราและโปรดักชั่นมากกว่า “แก้วหน้าม้า” กลับยังไม่สามารถสอดแทรกตนเองเข้ามาในตารางดังกล่าวได้สำเร็จ

โดยส่วนตัว ผมไม่ได้ตามดู “แก้วหน้าม้า” เป็นประจำ แต่พอได้ดูทีไรก็รู้สึกสนุกทุกครั้ง

ครั้งหนึ่ง เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ผมเปิดทีวีไปเจอตอนที่ “แก้ว” ถูกราชาแห่งมิถิลานคร บิดาของ “พระปิ่นทอง” ผู้เป็นพระเอก บีบคั้นว่า ถ้า “แก้ว” อยากแต่งงานกับเจ้าชายหนุ่มรูปงาม เธอก็ต้องมีลูกกับ “พระปิ่นทอง” ให้ได้เสียก่อน

ทำเอา “แก้ว” ต้องพยายามเข้าหาพระเอกในทุกวิถีทาง แบบไม่รักษาอาการกันเลยทีเดียว

จนท่านตาพระฤๅษีต้องปรากฏกายออกมาตักเตือนว่า “แก้ว! เราน่ะเป็นม้านะลูก แล้วก็เกิดปีม้าด้วย ไม่ได้เกิดปีแรด!!!”

เจอมุขนี้เข้าไป ชาวบ้านชาวช่อง ลูกเล็กเด็กแดง หน้าจอโทรทัศน์ คงมีฮากันบ้างแหละ

ล่าสุด สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ดู “แก้วหน้าม้า” อีกครั้ง ซึ่งก็รู้สึกสนุกสนานเช่นเคย จากหลายๆ องค์ประกอบ

องค์ประกอบแรก คือมี “เทวดา” องค์หนึ่งมาคอยช่วยเหลือ “แก้ว” เริ่มตั้งแต่ช่วยให้ “พระปิ่นทอง” ได้เสียกับ “แก้วมณี” (แก้วหน้าม้าเวอร์ชั่นสวย) จนเธอให้กำเนิดโอรสน้อยชื่อ “พระปิ่นแก้ว” ออกมา

ครั้น “แก้ว” ติดตามไปช่วยเหลือ “พระปิ่นทอง” ที่เมืองยักษ์ ไม่มีคนคอยให้นมลูกน้อย ท่านตาฤๅษีก็ขอให้ท่าน “เทวดา เทวโด่” (ตามคำเรียกของฤๅษี) ช่วยเสกน้ำนมให้โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าแทนน้ำฝน เพื่อพระกุมารจะได้ดื่มกิน

แต่พอ “แก้ว” จะถูกราชาแห่งกรุงมิถิลาสั่งตัดหัว ฐานก่อความวุ่นวายในเขตพระราชฐาน “เทวดา” องค์เดิมบนสรวงสวรรค์กลับอยากนอน และบอกว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยแล้ว ส่วนพระฤๅษีก็ติดภารกิจเลี้ยงพระปิ่นแก้วอยู่ในป่าลึก

เมื่ออับจนหนทาง “แก้ว” จึงเรียก “อีโต้วิเศษ” ชื่อ “คมสัน” ซึ่งพระฤๅษีมอบไว้ให้ใช้ติดตัว ออกมาช่วย

ทีนี้ละครก็ดำเนินไปอย่างเมามัน เมื่อ “อีโต้พูดได้” ลอยไปดวลกับดาบของเพชฌฆาต มิหนำซ้ำ ยังไล่ฟันคุณท้าวและเหล่านางกำนัลขี้อิจฉาจนแตกกระเจิง

แม้แต่พระราชา, มเหสี, พระปิ่นทอง และอำมาตย์อาวุโส พี่อีโต้แกก็ไม่เว้น เล่นเอาทั้งวังปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด

เป็นความปั่นป่วนวุ่นวาย เพราะ “อีโต้บ้านๆ” ที่ปกติใช้ทำครัวนี่แหละ

ยิ่งละครฉายภาพให้เห็นว่า ตัวละครในวังมิถิลา “กลัว” มีดอีโต้กันอย่างจริงจังเป็นบ้าเป็นหลัง ผู้ชมหน้าจอก็ยิ่งดูไปขำไป

“อีโต้คมสัน” จึงกลายสถานะเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบน่าสนใจในละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “แก้วหน้าม้า”

เป็นสถานะของสิ่งของที่อยู่ผิดที่ ผิดทาง ผิดฝา ผิดตัว ผิดฐานานุศักดิ์ อย่างสิ้นเชิง ทว่า กลับดำรงอยู่อย่าง “ถูกต้องที่สุด” ในละครเรื่องนี้

เท่าที่ตามดู “แก้ว” จะมีของวิเศษข้างกายอยู่สองชนิด หนึ่ง คือ “เรือเหาะสุพรรณหงส์” ไว้ใช้โดยสารไปไหนมาไหนไกลๆ กับอีกหนึ่ง คือ “อีโต้คมสัน”

หากพิจารณาเฉพาะรูปลักษณ์ ของวิเศษชนิดหลังไม่สามารถเทียบเคียงกับชนิดแรกได้เลย

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึง “หน้าที่” และ “ประโยชน์ใช้สอย” แล้ว ของศักดิ์ต่ำเช่น “อีโต้คมสัน” กลับมีบทบาทเยอะกว่า แถมยังเป็นตัวละครที่มีชีวิตจิตใจมากกว่า เพราะพูดจาสื่อสารกับมนุษย์ได้

บทบาทของ “อีโต้วิเศษ” มีมากเสียจนกระทั่งสามารถไล่ป่วนความศักดิ์สิทธิ์และลำดับศักดิ์อันเคร่งขรึมเป็นระบบระเบียบของผู้คนภายในวังมิถิลาได้

ปั่นป่วนเสียจนผู้เปี่ยมยศศักดิ์และอำนาจทั้งหลายต่างต้องวิ่งหนี “อีโต้” ที่พูดได้และบินได้ กันให้จ้าละหวั่น

ดู “แก้วหน้าม้า 2558” แล้ว ก็คิดถึงโฆษณาพัดลมฮาตาริอันโด่งดังและเปี่ยมอารมณ์ขันเมื่อหลายปีก่อน

ไปๆ มาๆ การสร้างเสียงหัวเราะปลอบประโลมสังคมไทยที่ไม่เหมือนใครในโลกนี่แหละ ซึ่งถือเป็น “หน้าที่” ประการสำคัญของละครจักรๆ วงศ์ๆ อย่าง “แก้วหน้าม้า”

เรตติ้ง 6.66 ของละครฟอร์ม “(เหมือนจะ) เก่า” เรื่องนี้ จึงมิได้มาเพราะโชคช่วยแต่อย่างใด

ท่ามกลางยุคสมัยที่เรตติ้งเฉลี่ยของบรรดาช่องดิจิตอลเกิดใหม่ทั้งหมดยังแตะไม่ถึงหลัก 1.0

———-

สถานการณ์ตลกใน “แก้วหน้าม้า”

(มติชนสุดสัปดาห์ 19-25 มิถุนายน 2558)

ขออนุญาตเขียนถึงละครจักรๆ วงศ์ๆ “แก้วหน้าม้า” ต่ออีกสักหนึ่งสัปดาห์ เพราะยิ่งดู ก็ยิ่งรู้สึกว่าละครสนุก เรื่องนี้มีอะไรให้คิดต่อเยอะอยู่

อย่างเมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา “แก้วหน้าม้า” ก็มีฉากตลกที่ดีมากๆ อยู่ฉากหนึ่ง

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า “ท้าวภูวดลมงคลราช” (รับบทโดยนักแสดงอาวุโส “ไพโรจน์ สังวริบุตร”) ราชาแห่งมิถิลานคร และพระบิดาของพระเอกอย่าง “พระปิ่นทอง” ยังคงหาทางกลั่นแกล้งว่าที่ลูกสะใภ้หน้าม้าไม่หยุดหย่อน

แผนการล่าสุดที่ท้าวภูวดลฯ คิดขึ้นได้ คือ การวางอุบายให้แก้วออกไปตามหา “น้ำค้างกลางหาว” มาให้พระองค์ใช้ล้างหน้า ทั้งๆ ที่ราชาแห่งมิถิลาก็ไม่ทราบหรอกว่า น้ำค้างกลางหาวนี่มันมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร?

เมื่อคนออกคำสั่งยังไม่รู้ คนรับคำสั่งอย่างแก้วก็ยิ่งไม่รู้เข้าไปใหญ่ ว่าตนเองจะไปตามหาน้ำค้างวิเศษได้ที่ไหน นางเอกหน้าม้าจึงออกเดินทางพร้อมอีโต้และเรือเหาะคู่ใจ ไปตามหมู่เมฆบนท้องฟ้า โดยไร้จุดหมายปลายทางแน่ชัด

ระหว่างการดั้นด้นค้นหา “สิ่งที่ไม่มีอยู่จริง” เทวดาบนสรวงสวรรค์ก็กำลังนั่งหาวอยู่ในวิมานด้วยความง่วงนอน คงเพราะอากาศบนสวรรค์นั้นเย็นจัด จึงมีไอควันล่องลอยพวยพุ่งออกมาจากปากเทวดา แล้วไอควันดังกล่าวก็ค่อยๆ จับตัวรวมกันกลายเป็นของแข็งทรงกลม มีลำแสงสะท้อนแวววับ ดังราวกับ “ดวงแก้ววิเศษ”

ดวงแก้วดังกล่าวล่องลอยไปยังเรือเหาะที่แก้วโดยสารอยู่ นางเอกของเราเลยทึกทักเอาเองว่า ดวงแก้ววิเศษนี่แหละที่น่าจะเป็นน้ำค้างกลางหาว เธอจึงรีบนำมันลงมาจากท้องฟ้า

ทว่า ครั้นลงมาถึงพื้นดิน ดวงแก้วกลับหลอมละลายกลายเป็นน้ำ แก้วนำน้ำค้างกลางหาวบรรจุลงในกะลาที่หล่นอยู่บนสนามหญ้าหน้าวัง แล้วนำขึ้นถวายท้าวภูวดลฯ

ในท้องพระโรง ท้าวภูวดลฯ รับน้ำค้างกลางหาวไปด้วยความงุนงง ว่าสิ่งที่ตนเองอุปโลกน์ขึ้นมา มันมีอยู่จริงๆ หรือ? จากนั้น จึงลองวักน้ำจากกะลาขึ้นมาลูบหน้า แต่แล้วราชาแห่งมิถิลากลับต้องสะดุ้งเฮือก เมื่อพบว่าน้ำค้างวิเศษ ซึ่งแก้วหน้าม้านำมาถวาย มีกลิ่นตุๆ คล้ายขี้ฟันคน (อันที่จริงแล้ว คือ “ขี้ฟันเทวดา”)

พระองค์จึงพิโรธ และรับสั่งให้ทหารนำแก้วไปขังคุก

ภายในคุก พี่อีโต้วิเศษเสนอความเห็นว่าจะแหกคุกออกไป แต่แก้วกลับเลือกต่อสู้ด้วยแนวทาง “อารยะขัดขืน” เธอรู้ว่าคำสั่งลงทัณฑ์ที่ตนเองต้องแบกรับอยู่นั้น ปราศจากความชอบธรรม แต่เธอก็พร้อมจะยินยอมรับโทษดังกล่าว

แก้วต้องการพิสูจน์ใจพระปิ่นทองว่า เมื่อเธอต้องรับโทษอย่างไม่เป็นธรรมเช่นนั้น เจ้าชายหนุ่มจะมีท่าทีอย่างไรต่อเรื่องไม่ถูกต้องที่เกิดขึ้น

สุดท้าย พระปิ่นทองก็ไม่ได้ลงมาช่วยเหลืออะไรแก้วหน้าม้าหรอก เป็นพระมเหสีแห่งมิถิลา แม่ของเจ้าชายรูปงามต่างหาก ที่คิดอุบายช่วยเหลือแก้วได้เป็นผลสำเร็จ

พระมเหสีเข้าไปกราบทูลพระสวามี ท่ามกลางเหล่าเสนาอำมาตย์ ตลอดจนคุณท้าวนางใน ในท้องพระโรง ว่า ดูซิ น้ำค้างกลางหาวที่แก้วนำมาถวายนี่มีสรรพคุณดีจริงๆ เพราะหลังจากใช้น้ำค้างวิเศษลูบหน้าแล้ว พระพักตร์ของท้าวภูวดลฯ ก็แลดูอ่อนเยาว์ลงถึง 20-30 ปี จนเหมือนพระองค์กลับไปมีอายุ 25 ใหม่อีกครั้งหนึ่ง

พอพระมเหสีพูดออกไป คุณท้าวคู่ใจก็รีบขานรับ ส่วนอำมาตย์ผู้ใหญ่ก็เร่งรับลูกต่อ ทำเอาคุณท้าวขี้อิจฉาอีกคน ซึ่งต้องการเล่นงานแก้วหน้าม้า ถึงกับปรับแผนการไม่ทัน เช่นเดียวกับพระปิ่นทอง ที่กำลังเง็งอยู่ว่า พ่อของตน มีใบหน้าอ่อนวัยลงจริงๆ หรือ?

ด้านท้าวภูวดลฯ เอง จากที่ตอนแรก มีท่าทีคลางแคลงใจต่อคำยอของพระมเหสี แต่พอมีคุณท้าวและท่านอำมาตย์มาช่วยยืนยันนั่งยัน พระองค์ก็เริ่มเขว กระทั่งถึงกับ “เชื่ออย่างสนิทใจ” ไปเลย เมื่อบรรดาหมื่นและหัวหมู่ทั้งหลาย คอยป้อยอเจ้านายด้วยอีกแรง

บางคนบอกก็เห็นอยู่ทนโท่ว่าท้าวภูวดลฯ หนุ่มขึ้นจริงๆ ขณะที่บางคนกล่าวว่า ใบหน้าที่อ่อนเยาว์ลงของพระองค์นั้น เป็นความจริงที่มิอาจปฏิเสธได้

เจอลูกนี้เข้าไป ราชาแห่งมิถิลาถึงกับเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนี้ จะไม่เชื่อก็คงจะไม่ได้ ก็ถ้าหลักฐานมันเห็นกันอยู่ทนโท่อย่างนี้”

พระองค์จึงทั้งเคลิ้ม ทั้งเพริด และยินยอมปล่อยตัวแก้วหน้าม้า ผู้นำน้ำค้างกลางหาวมาถวาย อย่างง่ายดาย

มีบางสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับฉากตลกในท้องพระโรงของละครจักรๆ วงศ์ๆ “แก้วหน้าม้า”

ประการแรก นี่เป็นวิธีการเล่นตลกหรือเล่าเรื่องตลก ที่พบเจอได้ไม่บ่อยครั้งนักในมหรสพบันเทิงยุคหลัง

กล่าวคือ สื่อบันเทิงสมัยใหม่ส่วนใหญ่ มักเล่นตลกโชว์คนดู ผ่านการใช้มุขหรือแก๊กสั้นๆ ที่เป็นคำพูดฮาๆ หรือพฤติกรรมแปลกๆ ของตัวละคร หรือไม่ก็มีการนำบุคลิกภาพผิดเพี้ยนของนักแสดงบางคนมาขับเน้นให้กลายเป็นเรื่องราวชวนขำขัน

แต่มีน้อยมาก ที่พยายามเล่าเรื่องตลกผ่านสถานการณ์ยาวๆ อย่างน้อยก็ 4-5 นาที ดูเหมือนภาพยนตร์ของค่ายจีทีเอชบางเรื่องจะพยายามใช้วิธีนี้ ทว่า ตามความเห็นและรสนิยมส่วนตัวของผม สถานการณ์ตลกแบบหนังจีทีเอช กลับยัง “ไม่คม”

และไม่ติดแน่นอยู่ในความทรงจำ ได้เท่ากับสถานการณ์ตลกใน “แก้วหน้าม้า”

ประการต่อมา ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับข้อแรก ก็คือ เมื่อสื่อบันเทิงเล่าเรื่องตลกผ่านสถานการณ์ ไม่ได้หมายความว่า ตัวละครทุกคนในสถานการณ์ดังกล่าวจะต้องเล่นตลกไปเสียทั้งหมด (หรือไม่จำเป็นต้องมีเสียงฮาของคนดูดังขึ้นมาในฐานะซาวด์ประกอบ เหมือนที่บรรดาละครซิตคอมชอบทำ)

ในฉากยอวาทีใส่ท้าวภูวดลฯ นั้น จะเห็นว่า ตัวละครหลายรายไม่ได้กำลัง “แสดงตลก” อยู่

เช่น คุณท้าวขี้อิจฉา (ที่รับบทโดยอดีตนางเอกจักรๆ วงศ์ๆ อย่าง “รุ่งรัตน์ ดวงขวัญ”) ก็เปิดเผยเพียงท่าทีหงุดหงิดใจออกมา

อำมาตย์อาวุโส (รับบทโดยนักแสดงรุ่นเก่าอีกคน อย่าง “มานพ อัศวเทพ”) ก็ไม่มีบุคลิกทะลึ่งทะเล้นสักนิด หากเทียบกับพวกตัวละครหัวหมื่น หัวหมู่หนุ่มๆ

ส่วนพระปิ่นทองก็ทำหน้ามึนงง ในลักษณะไปไม่เป็น อย่างเดียว

สถานการณ์ตลกจึงมิได้หมายถึง ภาวะที่ทุกคนผู้อยู่ร่วมสถานการณ์จะต้องพร้อมใจกันหัวเราะออกมา มิได้หมายถึง ภาวะที่ทุกคนสามารถถูกอำได้ เพราะอาจมีบางคนซึ่งไม่เข้าใจหรือไม่ตระหนักในไวยากรณ์ของเสียงหัวเราะที่กำลังก้องดังอยู่

หรืออาจกล่าวได้ว่า ในทุกๆ สถานการณ์ตลกนั้น ย่อมมีทั้งคนขำและคนไม่ขำ ดำรงอยู่อย่างผสมปนเปกันไป

โจทย์จึงมีอยู่ว่า ต้องทำอย่างไร เสียงหัวเราะถึงจะสามารถกลืนกลายคนไม่ขำให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศแห่งความขำขันได้ มิใช่ปล่อยให้เขาตัดสินใจทำลายสถานการณ์ตลกรายรอบตัว ด้วยความไร้อารมณ์ขัน

คําถามน่าสนใจประการสุดท้ายคือ ผู้สร้างละคร “แก้วหน้าม้า” ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ฉากตลกว่าด้วยสรรพคุณปลอมๆ ของน้ำค้างกลางหาว มาจากไหน?

บางคนอาจมองว่า สถานการณ์ตลกดังกล่าวน่าจะได้รับแรงบันดาลใจแบบไทยๆ มาจากสำนวนอย่าง “ลูกขุนพลอยพยัก” หรืออิศรญาณภาษิต (ถ้าพวกเขาเห็นว่าท้าวภูวดลฯ เป็นฝ่ายเริ่มต้นยืนยันถึงสรรพคุณของน้ำค้างกลางหาวด้วยตนเอง ก่อนที่ผู้คนแวดล้อมจะเฮตาม อย่างไม่สามารถปฏิเสธได้)

อย่างไรก็ตาม หากดูละครจะพบว่าท้าวภูวดลฯ เป็นฝ่ายถูกรุมอำ กระทั่งพลอยเชื่อว่าความเท็จเป็นความจริง ซึ่งสถานการณ์ตลกเช่นนี้อาจชวนให้หลายคนนึกถึง “นิทานฝรั่ง” บางเรื่อง

ถ้าฉากตลกที่ว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิทานฝรั่งจริงๆ ก็ต้องยอมรับว่า เมื่อแรงบันดาลใจจากแดนไกลถูกปรับปรุงดัดแปลงเพื่อนำมาใส่ลงในละครจักรๆ วงศ์ๆ แล้ว กลิ่นนมเนยได้สูญสลายหายไปเยอะมาก ทั้งยังมีรสชาติจัดจ้านเผ็ดร้อนถูกชูขึ้นแทนที่

สถานการณ์ตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ เรตติ้งสูงเรื่องนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องขำขันชวนหัวร่อธรรมดาๆ แต่อย่างใด

คนมองหนัง

“Mad Max : Fury Road” นาฏกรรมกลวงเปล่าของสงคราม และการต่อต้านอำนาจอันสมจริง

ปรับปรุงแก้ไขจากบทความใน มติชนสุดสัปดาห์ 22-28 พฤษภาคม 2558

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไปซื้อตั๋วเข้าชมภาพยนตร์เรื่อง “Mad Max : Fury Road” ของผู้กำกับอาวุโสวัย 70 ปี “จอร์จ มิลเลอร์”

หนังเรื่องนี้ “มัน” มากสมคำร่ำลือ เป็นความมันจากสถานการณ์ไล่ล่าของกลุ่มตัวละคร ที่พลิกผันหรือขับเคลื่อนไปข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง ข้างทางบ้าง อยู่แทบตลอดเวลา จนเกือบไม่มีเวลาหยุดพัก

น่าสนใจว่า ความสนุกแทบทั้งหมดทั้งมวลของหนังไม่ได้อยู่ที่ “ความเปลี่ยนแปลง” มากเท่ากับ “ความผันผวนปรวนแปร” ที่เกิดขึ้นเป็นระลอกๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ใช่ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะมิได้พูดถึงประเด็นเรื่อง “ความเปลี่ยนแปลง” เอาไว้เลย

แถมยังพูดได้น่าสนใจมากๆ เสียด้วย

ขออนุญาตเริ่มต้นด้วยจุดเด่นเล็กๆ ข้อหนึ่ง ที่ผมรู้สึกว่าเป็น “เอกลักษณ์” ของ Mad Max ภาคนี้ นั่นคือ คนทำหนังแทบไม่พิรี้พิไรกับชะตากรรมของตัวละครเอาเลย

ตัวละครคนไหนต้องตายก็คือตาย พอตายแล้วก็ตัดไปสถานการณ์อื่น ความตายทำให้พวกเขาและเธอหมดสิ้นบทบาทลง แล้วหายไปจากหน้าจอและการรับรู้ของคนดู

โดยไม่มีความพยายามจะทำให้ตัวละครเหล่านั้นค้างคาอยู่ในความรู้สึกความทรงจำของตัวละครที่ยังหลงเหลือ รวมทั้งคนดูในโรงภาพยนตร์ (แม้แต่ตัวละคร “ผี” ที่ตามหลอกหลอน “แม็กซ์” (ทอม ฮาร์ดี้) พระเอกของเรื่อง ก็ยังไม่ใช่ตัวละครจากหนังภาคนี้)

วิธีการฆ่าตัวละครอย่างไม่อ้อยอิ่ง เลือดเย็น และสิ้นเยื่อขาดใยเช่นนี้ ชวนให้นึกถึงหนังจีนชอว์ บราเดอร์ส ละครจักรๆ วงศ์ๆ ตอนเช้า รวมถึงนิยายกำลังภายในของโกวเล้ง

ดูเหมือนจะมีเพียงแค่ตัวละคร “ฟิวริโอซ่า” (ชาร์ลิซ เธอรอน) กับคุณยายที่ชอบเก็บสะสมเมล็ดพันธุ์พืชเท่านั้นกระมัง ที่หนังพยายามประคับประคองชีวิตเอาไว้ ไม่ให้ตายจากไปอย่างง่ายดาย

มาถึงประเด็นสำคัญข้อแรกที่ทำให้ผมรู้สึกสนุกสนานกับหนังเรื่องนี้มาก

กล่าวคือ ดูคล้ายคนทำหนังจะให้ภาพว่า การก่อสงคราม ตลอดจนการระดมอาวุธหนักเข้าห้ำหั่นกัน ที่ดำเนินไปตลอดภาพยนตร์เรื่องนี้นั้น ไม่ได้มีประสิทธิภาพในการทำลายล้างสูงมากนัก

การสาดกระสุนอย่างคั่งแค้นภายในหนัง ไม่ได้ส่งผลให้ใคร (อย่างน้อยก็ตัวละครหลักสำคัญๆ) ตายโดยทันทีเสียทีเดียว เพราะบทจะมีใครตาย มันก็ฆ่ากันได้ง่ายกว่านั้น โดยอาศัยความกล้า ความบ้าระห่ำ ความดิบเถื่อน เป็นหลัก

หาใช่ความใหญ่โตทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพของบรรดาตัวอาวุธหรือยานพาหนะไม่

ไปๆ มาๆ การทำสงครามและการระดมสรรพาวุธ กลับมี “หน้าที่” ในการโชว์ความอลังการของเครื่องไม้เครื่องมือ หรือการโชว์ความอลังการของการเคลื่อนพล (ทำให้คิดถึงท่อนหนึ่งของบทสวดมนต์ตอนเด็กๆ ที่กล่าวบรรยายการเคลื่อนทัพของพญามารไว้อย่างสละสลวยว่า “รุมพลพหลพยุหปาน” แม้ว่าพระสมุทรจะไม่ทะนองมาก็ตาม เนื่องจาก “น้ำ” ถือเป็นทรัพยากรหายากในโลกของหนังเรื่องนี้)

ตัวอย่างชัดเจนประการหนึ่ง ซึ่งบ่งชี้ถึงลักษณะ “อลังการดาวล้านดวง” ในการทำสงคราม ก็คือ ตัวละครคุณพี่มือกีตาร์พ่นไฟมหากาฬโคตรเท่ ที่คนดูจำนวนมากต่างเทใจให้อย่างล้นหลาม

คุณพี่มือกีตาร์ “เสื้อแดง” รายนี้ ไม่ได้มีหน้าที่รบราฆ่าฟันกับใครแต่อย่างใด ทว่า แกมีหน้าที่โหมประโคมบทเพลง-แสดงกายกรรมประกอบพิธีกรรมการยกทัพ

(และเอาเข้าจริง คนดูก็แทบจะไม่เคยได้ยินฝีมือการโซโล่กีตาร์ของแกแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยเลยด้วยซ้ำ เพราะพอพี่แกเริ่มจะลงมือโซโล่ สำเนียงดนตรีอึกทึกครึกโครมจากวงมโหรีหรือตัวพิธีกรรมการแสดงในภาพใหญ่ ก็ส่งเสียงดังกลบเสียงกีตาร์เดี่ยวๆ ไปจนหมดสิ้น)

อาจกล่าวได้ว่า การทำสงคราม และการประกาศศักยภาพผ่านการระดมกำลังสรรพาวุธใน Mad Max ภาคนี้ มีค่าเท่ากับ การประกอบพิธีกรรม หรือการแสดงอันหรูหรา โอ่อ่า ตระการตา ของผู้มีอำนาจ

สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการ “แสดง” อำนาจ อย่างมิต้องสงสัย แต่ก็ไม่แน่นักว่า ความหรูหราโอ่อ่าดังกล่าวจะนำไปสู่การควบคุมคนได้อย่างมีประสิทธิผล หรือเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจริงๆ

เพราะสุดท้ายแล้ว ถ้าผู้บัญชาการ เสนาธิการ หรือแม่ทัพ กลายเป็นพวก “กลวงเปล่า” ความหรูหราโอ่อ่าตระการตาก็จะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกเสียจากเครื่องบ่งชี้ความไร้น้ำยาของผู้กุมอำนาจและอาวุธไว้ในมือ

ขณะเดียวกัน ความโอ่อ่าตระการตาเช่นนั้น ยังช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมกองทัพของบางประเทศจึงต้องการซื้ออาวุธทันสมัย ราคาแพงๆ กันอย่างไม่รู้จักพอ ทั้งที่เมื่อหาซื้อมาแล้ว ก็ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่ หรือไม่ได้เอาไปใช้รบรากับใคร

ทั้งนี้ ก็เพราะอาวุธเหล่านั้นถูกซื้อเข้ามา เพื่อใช้ “แสดง” อำนาจนั่นเอง

หลายคนคงเห็นตรงกันว่า ประเด็นหลักที่หนังเรื่องนี้ต้องการสื่อสาร คือ ประเด็น “อำนาจกับการต่อต้าน”

(ผู้ชมบางท่านอาจเจาะลึกลงไปถึงประเด็นเรื่องการเมืองระหว่างชายกับหญิง หรือการเมืองเรื่องเพศสภาพ แต่ผมขออนุญาตไม่ลงลึกถึงประเด็นดังกล่าวในที่นี้)

และนี่ก็เป็นประเด็นสำคัญข้อสอง ที่ทำให้ผมรู้สึก “อิน” กับ Mad Max ภาคล่าสุด

จอร์จ มิลเลอร์ และทีมงานเขียนบทภาพยนตร์ พูดถึงประเด็นการต่อต้านอำนาจไว้ได้อย่างคมคายสมจริง

กล่าวคือ กว่าครึ่งค่อนเรื่อง เหล่าตัวละครเอกเพศหญิงต่างพยายามออกเดินทางไปแสวงหา “โลกใบใหม่” หรือ “โลกใบเก่าก่อน” ที่ดีกว่าระบอบอำนาจปัจจุบัน อันกดขี่ข่มเหงขูดรีดพวกเธอ

ทว่า สุดท้าย “ความเป็นจริง” ที่ถูกแสดงออกผ่านคำแนะนำของผู้ชายเดี่ยวโดดอย่าง “แม็กซ์” ก็โหดร้ายพอ ที่จะชักนำพวกเธอให้จำเป็นต้องเดินทางย้อนกลับไปหาระบอบอำนาจซึ่งกำลังดำรงอยู่

แทนที่จะคลำทางมุ่งหน้าไปสู่อนาคต ซึ่งยังเห็นภาพไม่ชัดเจนและคล้ายว่าจะไร้ความหวัง หลังจากสตรีกลุ่มนี้ต้องผิดหวังเมื่อตระหนักว่าโลกใบเก่าอันเขียวชอุ่มได้สูญสลายไปหมดสิ้นแล้ว มาครั้งหนึ่ง

คนเขียนบทคล้ายจะเสนอว่า สุดท้าย มนุษย์จะสามารถ “เปลี่ยนแปลง” สังคมได้ ก็ด้วยการเข้าไปขลุกอยู่ข้างใน (และพยายามปรับปรุงแก้ไข) ระบอบอำนาจที่กำลังดำรงคงอยู่ มิใช่การหนีออกไปสร้างยูโทเปียหรือทางเลือกใหม่ อันตัดขาดออกจากโลกใบปัจจุบัน

แม้แต่แม็กซ์เอง ในตอนจบ เขาก็เดินกลืนหายเข้าไปในฝูงชน ราวจะบอกเป็นนัยว่า การเปลี่ยนแปลงสังคมจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อผู้ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงนั้นได้เข้าไปขลุกตัวอยู่กับทั้งระบอบอำนาจ “ข้างบน” และกลืนกลายไปกับฝูงชนคนสามัญซึ่งถูกเอารัดเอาเปรียบ “ข้างล่าง”

ไม่ใช่หนีออกไปผจญภัยหรือตายเอาดาบหน้า เพื่อตามหาดินแดนแห่งอุดมคติที่ไม่มีอยู่จริง “ข้างนอก”

อย่างไรก็ตาม หนังวาดภาพให้การเปลี่ยนแปลงสังคมดำเนินไปอย่างค่อนข้างราบรื่น

สาวน้อย สาวใหญ่ เด็กหนุ่มผู้ป่วยไข้ และชายมาดโหดนักบู๊บ้าระห่ำ จึงสามารถร่วมมือร่วมใจกันเอาชนะผู้กุมอำนาจกลุ่มเดิมได้โดยไม่ยากเย็น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงระบอบอำนาจใดๆ ในโลกความจริง คงจะไม่ดำเนินไปง่ายดายปานนั้น

ยกเว้นแต่ “ผู้กุมอำนาจ” จะอ่อนแอถึงขีดสุดจริงๆ ณ จุดนี้ Mad Max ภาคใหม่ ฉายภาพความอ่อนแอของผู้มีอำนาจได้อย่างน่าสนใจ เพราะพวกเขาแต่ละคนล้วนมีสภาพร่างกายไม่แข็งแรงสมบูรณ์นัก บางคนมีเนื้องอกเต็มตัว บางคนต้องพึ่งพาเครื่องช่วยหายใจตลอดเวลา บางคนทุพพลภาพ ส่วนบางคนก็โดนเล่นงานจนพิการขณะออกศึก

ครั้นพอทารกผู้ “สมบูรณ์แบบ” บุตรของผู้ทรงอำนาจอย่าง “อิมมอร์ทัน โจ” ถูกนำร่างออกมาจากท้องแม่ เด็กน้อยก็กลับหาชีวิตไม่เสียอีก

ดังนั้น นอกจาก จะเล่าเรื่องแนวบู๊สะบั้นหั่นแหลกได้อย่างถึงอกถึงใจคอหนังแล้ว “Mad Max : Fury Road” ยังเป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงความกลวงเปล่าตระการตาของสงคราม และหนทางการต่อต้านอำนาจได้อย่างลึกซึ้ง

ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง