นักเดินทางฝึกหัด

ปีใหม่ 2013 และร้านไก่ทอดแห่งหนึ่งชานกรุงลอนดอน

28 ธันวาคม 2012

สักประมาณสี่ทุ่ม ผมเดินไปซื้อไก่ทอด-เฟรนช์ฟรายแถวๆ หอพัก

ร้านไก่ทอด-พิซซ่าแห่งนี้ ถือเป็นเจ้าประจำของผม แม้ว่ารสชาติของอาหารขยะเหล่านั้นจะไม่ได้เรื่องสักเท่าไหร่ (ขณะที่คนขายซึ่งค่อนข้าง “ซี้” กับผม มักชอบอวดอ้างถึงความเอร็ดอร่อยของพิซซ่าจากร้านของเขา)

แต่ทางเลือกของคนที่มีฝีมือการทำอาหารห่วยแตก ซึ่งอาศัยอยู่แถวสถานี “นิว ครอส เกต” ก็มีอยู่ไม่มากนัก

วันนั้น ผมเข้าไปทักทายกับคนขายตามปกติ ถ้าจำไม่ผิด เขาเป็นคนบังกลาเทศ (ผมรู้เรื่องนี้จากการแอบฟังเขาพูดคุยกับลูกค้ารายหนึ่ง ซึ่งเป็นคนมาเลเซีย เมื่อราวๆ เดือนก่อน)

ผมถามเขาว่าช่วงปีใหม่นี้มีแผนจะไปเที่ยวต่างจังหวัด “นอกลอนดอน” บ้างไหม?

เขาตอบกลับมาแบบ “กลับหัวกลับหาง” ว่า เขาอยากจะเดินทางเข้าไปเที่ยว “ข้างในใจกลางกรุงลอนดอน” มากกว่า เพราะที่นั่นจะมีคนมาร่วมเฉลิมฉลองกันเยอะแยะ มีการจุดพลุ มีเทศกาลกินดื่ม บลา บลา บลา

บทสนทนาระหว่างเรากลายเป็นประเด็นน่าสนใจขึ้นมา

เนื่องจากผมตั้งคำถามผ่านโลกทัศน์ที่คิดว่าตัวเองอยู่ “ในลอนดอน” คือ แม้จะอยู่โซนนอกๆ แต่ก็สามารถเดินทางเข้าไปในใจกลางเมืองหลวงได้ง่ายๆ และบ่อยครั้งตามใจปรารถนา

ทว่า สำหรับคนขายไก่ทอดชาวบังกลาเทศ เขาคงคิดว่าตนเองอาศัยอยู่ “นอกกรุงลอนดอน” และนานๆ ครั้ง เขาจึงจะมีโอกาส (ในแง่ “เวลา” และ “กำลังทรัพย์”) ได้เข้าไปเดินเที่ยวตรงใจกลางเมืองหลวงสักที

แล้วประเด็นการพูดคุยก็ไถลออกจากเรื่องวันปีใหม่

คนขายไก่ทอดเริ่มพูดถึงเรื่อง “ชีวิต”

เขาบอกว่าตนเองไม่สามารถจำกัดนิยามความหมายของคำว่า “ชีวิต” ได้ เพราะชีวิตใครก็ชีวิตมันแตกต่างกันไป นอกจากนี้ ชีวิตยังเกี่ยวพันอยู่กับการตัดสินใจ เพราะจะมีช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งในชีวิต ที่คุณต้องตัดสินใจในเรื่องหนึ่งๆ และการตัดสินใจครั้งนั้นจะ “เปลี่ยน” ทางเดินชีวิตของคุณไปสู่ทางสายใหม่อีกเส้นหนึ่งโดยทันที อย่างไม่มีวันหวนกลับ

ผมไม่แน่ใจว่า วันนั้น เราหยุดคุยกัน (หรือกล่าวให้ตรงไปตรงมายิ่งขึ้น คือ ผมหยุดฟังเขาพูด) ตรงจุดไหน? เมื่อใด?

แต่หลังจากรับไก่ทอด-เฟรนช์ฟราย และจ่ายเงินเรียบร้อย ผมก็เดินฝ่าอากาศหนาวปลายเดือนธันวาคมกลับมาที่หอ

เมื่อถึงห้องพัก ผมเปิดคอมพิวเตอร์ เข้าเว็บไซต์ยูทูบ เพื่อเสิร์ชหาเพลง “Something Changed” ของวงพัลพ์

หลังวันขึ้นปีใหม่ 2013 ผ่านพ้นไปเพียงไม่กี่เดือน ร้านไก่ทอดเจ้านั้นก็ปิดกิจการ

ผมไม่ได้รับสัญญาณเรื่องนี้ล่วงหน้าจากคนขายไก่ทอดชาวบังกลาเทศ

เวลาผ่านไปไม่นานนัก ร้านไก่ทอดเจ้าใหม่ก็เปิดให้บริการในพื้นที่เดิมของร้านไก่ทอดเจ้าเก่าซึ่งเพิ่งปิดตัวลง

พนักงานในร้านกลายเป็นคนหน้าใหม่ กลุ่มใหม่

นอกจากไก่ทอด-เฟรนช์ฟรายแบบเดิมๆ แล้ว เมนูพิซซ่ารสชาติแย่ๆ สูญหายไป และถูกแทนที่ด้วยซี่โครงหมูบาร์บีคิว รสชาติพอกินได้

ผมไม่ได้เจอคนขายไก่ทอดชาวบังกลาเทศอีกเลย เพราะเขาคงหันเห (หรือถูกบังคับให้หันเห) ชีวิตของตนเองไปยังเส้นทางสายใหม่ๆ เรียบร้อยแล้ว

Advertisements
คนมองหนัง

ข้อสังเกตเบื้องต้นเกี่ยวกับ “ศรีอโยธยา”

(หมายเหตุ เป็นการตั้งข้อสังเกตในฐานะคนที่ตามดู “หนัง/ละครอิงประวัติศาสตร์ไทย” มาพอสมควร และสนใจเรื่องการสร้าง “ภาพแทน” ของชนชั้นนำในประวัติศาสตร์ผ่านสื่อบันเทิงไทยอยู่บ้าง แต่ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์อยุธยาและมิได้เป็นคนที่ตามผลงานของ “หม่อมน้อย” มาอย่างเข้มข้นจริงจัง)

หนึ่ง

ศรีอโยธยา พระเจ้าเอกทัศน์

ไม่รู้เป็นข้อดีหรือข้อเสีย (ณ ตอนนี้ ยังประเมินได้ไม่ชัด) แต่เหมือน “หม่อมน้อย” จะ “ทบทวนวรรณกรรม” มาเยอะมาก

จนเห็นได้ว่าผลงานเรื่องนี้มีจุดอ้างอิงถึงผู้มาก่อนหน้าเต็มไปหมด จนแทบกลายเป็น “ยำใหญ่ใส่สารพัด”

ในแง่นิยาย/ละคร แน่นอน “ศรีอโยธยา” มีองค์ประกอบบางด้านที่เหมือน/คล้าย “เรือนมยุรา” มีตัวละครเดินเรื่องกลุ่มหนึ่งที่ไปพ้องกับ “ฟ้าใหม่” มีตัวละคร “หลวงไกร” ที่อาจได้รับแรงบันดาลใจจาก “สายโลหิต” หน่อยๆ พ่วงด้วยพล็อตกลับชาติมาเกิด ที่โดยส่วนตัวทำให้ผมนึกถึง “เจ้ากรรมนายเวร” (หรืออาจรวมถึงงานบางกลุ่มของ “ทมยันตี”) อยู่นิดๆ

ในแง่หนัง ผมรู้สึกว่า “หม่อมน้อย” อาจจะอยากเดินไปบนเส้นทางสายเดียวกับ “ทวิภพ” ฉบับสุรพงษ์ พินิจค้า ผ่านการรีเสิร์ชงานวิชาการที่หนักพอตัว (แม่นไม่แม่น ถูกไม่ถูกเป็นอีกเรื่อง) อย่างน้อยๆ หม่อมแกก็อ่าน “การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี” แน่ๆ (ดูจากสารคดีโปรโมท)

ทั้งนี้ การทำงานหนักดังกล่าว ก็มีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อที่จะทำให้การนำเสนอแง่มุมเชิงบวกเกี่ยวกับชนชั้นนำในหน้าประวัติศาสตร์สามารถมีมิติ ลุ่มลึก ซับซ้อนได้มากขึ้น (หรือพลิกแง่มุมไปเลย)

คงต้องยอมรับว่า “พระเจ้าเอกทัศน์” ใน “ศรีอโยธยา” ทรงเป็น “พระเจ้าเอกทัศน์” ที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือแตกต่างชัดเจนจากประวัติศาสตร์นิพนธ์และเรื่องเล่าส่วนใหญ่เกี่ยวกับพระองค์

สอง

ศรีอโยธยา รัดเกล้า อดีต

เอาเข้าจริง จุดที่ทำให้ผมซึ่งเริ่มต้นดู “ศรีอโยธยา” แบบผ่านๆ หันมาตามดูงานชิ้นนี้อย่างจริงจัง ก็คือ การเล่นกับประเด็นมิติของอดีต-ปัจจุบันที่ซ้อนทับ, การกลับชาติมาเกิด และการนำเสนอเรื่องราวแบบหนัง (อิงประวัติศาสตร์) ซ้อนหนัง (อิงประวัติศาสตร์)

ผมเข้าใจว่าการเขย่ารวมองค์ประกอบสามก้อนลักษณะนี้ น่าจะไม่เคยมีมาก่อนในหนัง/ละครอิงประวัติศาสตร์ไทย (แต่จะดีแค่ไหน เป็นอีกประเด็น และเท่าที่ดู มันมีบางก้อนที่คล้ายจะเลอะๆ ออกแนวโปกฮาเลยด้วยซ้ำ)

อีกข้อที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ ประเด็นกลับชาติมาเกิด ซึ่งซับซ้อนพอสมควร คือ มีทั้งตัวละครสมมุติในประวัติศาสตร์ที่กลับชาติมาเกิดเป็นตัวละครสมมุติในปัจจุบัน และตัวละครที่มีตัวตนจริงอยู่ในพงศาวดารที่กลับชาติมาเกิดเป็นตัวละครสมมุติในปัจจุบัน (กลุ่มตัวละครที่แสดงโดยรัดเกล้า อามระดิษ, พิมดาว พานิชสมัย และฮัท เดอะสตาร์)

นี่น่าจะเป็นครั้งแรก ที่มีหนัง/ละคร (หรืออาจรวมถึงนิยาย) ไทย ซึ่งนำเสนอเนื้อหาทำนองว่ากรมขุนท่านนั้น เจ้าฟ้าท่านนี้ ที่ถูกระบุชื่อไว้ในเอกสารทางประวัติศาสตร์ กลับชาติมาเกิดเป็นตัวละครสามัญชนคนนู้นคนนี้ในชาติปัจจุบัน

ศรีอโยธยา รัดเกล้า ปจบ

นอกจากนั้น มันยังเหมือนจะมีการเปลี่ยนขั้ว/จุดยืน/สถานภาพไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนชาติภพ เช่น ตัวละครที่รับบทโดยก้อง ปิยะ และซานิ เอเอฟ ที่คล้ายจะเป็น “ตัวร้าย” สมัยก่อนเสียกรุง แต่กลับมาเป็นพวกผู้ช่วยพระเอกในชาติภพปัจจุบัน (เท่าที่ดูมาห้าตอน)

จากที่ดูละครตอนแรกๆ ผมประเมินว่า “หม่อมน้อย” คงให้ความสำคัญกับ “ปัจจุบัน” และ “อดีต” พอๆ กัน (ทำให้ “ศรีอโยธยา” ไม่ได้มีสถานะเป็นหนัง/ละครอิงประวัติศาสตร์แบบเพียวๆ) และแกน่าจะอยากพูดถึง “อดีต” มากพอๆ กับการอยากพูดถึงเรื่องราวของ “ปัจจุบัน”

สาม

ศรีอโยธยา แพรว

“ศรีอโยธยา” ยังมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจอื่นๆ อีก เช่น นี่น่าจะเป็นหนัง/ละครไทยเรื่องแรกๆ เลยกระมังที่นำเสนอภาพ “พระเจ้าตาก” ในฐานะ “ลูกจีน” แบบชัดๆ ระดับที่บิดาของพระองค์นั้นไว้เปียและพูดภาษาจีนในชีวิตประจำวัน (ไม่แน่ใจว่า การผลิตงานป้อนกลุ่มทรู/ซีพี จะมีผลต่อการกำหนดลักษณะคาแรคเตอร์ดังกล่าวมากน้อยเพียงใด)

อีกส่วนที่ชวนคิดคือ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเพิ่มบทบาทให้ “เจ้าฟ้าสุทัศน์” (พระราชโอรสของพระมหากษัตริย์) และ “พระพันวัสสาน้อย” (พระราชมารดาของพระมหากษัตริย์) นั้นน่าจะผ่านการคิดใคร่ครวญมาเป็นอย่างดีพอสมควร

สำหรับ “หม่อมน้อย” การดำรงอยู่อย่างสำคัญของตัวละครสองพระองค์นี้คงมีเหตุผลและหน้าที่อยู่แน่ๆ เช่นเดียวกับการเลือกตัดตัวละครบางรายออกไป อาทิ “กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท/นายสุดจินดา” ทั้งที่ตัวโครงเรื่องนั้นเอื้อต่อการดำรงอยู่ของพระองค์

สี่

ศรีอโยธยา สามตัวละครนำ

การมีตัวละครนำกลุ่มหนึ่งเป็น “คุณทองด้วง” (รัชกาลที่ 1) “คุณสิน” (พระเจ้าตากสิน) และ “คุณบุนนาค” (ต้นตระกูลบุนนาค) นั้น คงได้รับอิทธิพลมาจาก “ฟ้าใหม่” อย่างไม่อาจโต้เถียง

ทว่า งานของหม่อมน้อยก็แชร์ข้อจำกัดบางประการร่วมกับกับละคร “ฟ้าใหม่” ของค่ายดีด้า ช่อง 7 สีด้วยเช่นกัน

กล่าวคือ หนัง/ละครคู่นี้จะต้องนำเสนอชีวิตของตัวละครเหล่านั้น นับตั้งแต่เมื่อครั้งพวกท่านยังเป็น “เด็กหนุ่ม” ไปจนถึงการได้ “ครองแผ่นดิน” และขึ้นเป็น “ขุนนางผู้ใหญ่”

แต่ขณะเดียวกันทั้งสองเรื่องก็ตัดสินใจเลือกใช้นักแสดงชุดเดียว/ช่วงอายุเดียว มารับภาระหนักอึ้ง ในการถ่ายทอดช่วงชีวิตอันยาวนานและเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงของท่านเหล่านั้น

(อย่างไรก็ดี ผมเข้าใจว่าดีด้า เรื่อยมาถึงหม่อมน้อย คงมีเหตุผลสำคัญเบื้องหลังการตัดสินใจดังกล่าว เช่น ในตัวละครหลักกลุ่มนี้ มีถึงสองพระองค์ที่ต่อมาได้ทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์-มหาราช ดังนั้น ภาพแทนของพระองค์จึงควรมีสถานะเป็นต้นแบบ, รูปเคารพ, รูปปฏิมา อันคงทนสถาวร และควรถูกแตะต้องหรือทำให้แปรผันน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้)

ส่งผลให้ตัวละครคุณทองด้วง คุณสิน และคุณบุนนาค วัยหนุ่ม ไม่ได้แลดูอ่อนวัยกว่าบรรดาตัวละครที่ควรจะมีอาวุโสสูงกว่าพวกท่าน

ในกรณี “ฟ้าใหม่” คุณคนใหญ่/รัชกาลที่ 1 (ภูธฤทธิ์ พรหมบันดาล) คุณคนกลาง/พระเจ้าตาก (ชินมิษ บุนนาค) คุณคนเล็ก/กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (คงกะพัน แสงสุริยะ)  จึงแลดูมีวัยไม่ต่างกับเจ้าฟ้ากุ้ง (อัษฎาวุธ เหลืองสุนทร) และขุนหลวงหาวัด (ดนุพร ปุณณกันต์) แต่อาจจะแลดูอ่อนวัยกว่าพระเจ้าเอกทัศน์ (ศตวรรษ ดุลยวิจิตร)

ขณะที่ “แสน” (ณัฐวุฒิ สกิดใจ) ตัวละครสมมุติที่ชวนให้นึกถึงต้นตระกูลบุนนาค คือ ตัวละครหลักเพียงรายเดียวที่มีสองช่วงวัย (วัยเด็กและผู้ใหญ่)

เช่นเดียวกับใน “ศรีอโยธยา” ที่คุณทองด้วง (ธีรภัทร์ สัจจกุล) คุณสิน (ศรราม เทพพิทักษ์) และคุณบุนนาค (ชินมิษ บุนนาค) แลดูมีวัยพอๆ กับพระเจ้าเอกทัศน์ (นพชัย ชัยนาม) และขุนหลวงหาวัด (เพ็ญเพ็ชร เพ็ญกุล) อย่างไม่น่าเป็นไปได้

ศรีอโยธยา กรมหมื่นจิตสุนทร

ยิ่งกว่านั้น กองถ่ายยังต้องแต่งหน้าให้ตี๋ เอเอฟ ซึ่งรับบทเป็นกรมหมื่นจิตรสุนทร หนึ่งในเจ้าสามกรม กลายเป็นคนแก่ผมขาวแบบไม่น่าเชื่อถือไปเลย เพราะในความเป็นจริง ตี๋นั้นอายุน้อยกว่าธีรภัทร์, ศรราม, ชินมิษ, นพชัย, เพ็ญเพ็ชร อยู่สิบกว่าปี แต่ต้องรับบทเป็นตัวละครที่อายุมากกว่านักแสดงรุ่นพี่เหล่านั้นทั้งหมด (จริงๆ กรมหมื่นจิตรสุนทรอาจมีวัยใกล้เคียงกับพระเจ้าเอกทัศน์และขุนหลวงหาวัด แต่หม่อมน้อยตีความต่างออกไป ด้วยการกำหนดให้กรมหมื่นท่านนี้เป็นเหมือนพระราชโอรสองค์โตของพระเจ้าบรมโกศ)

เท่าที่ผมนึกออก สื่อบันเทิงชุดเดียวที่พยายามแสดงให้เห็นถึงภาวะการเจริญเติบโตหรือเปลี่ยนผ่านช่วงวัยของพระมหากษัตริย์ในอดีต ก็คือ “สุริโยไท-ตำนานสมเด็จพระนเรศวร” ของ “ท่านมุ้ย” (กระทั่งสมัยที่ช่อง 3 ทำละครชุดเดียวกันเมื่อทศวรรษ 2530 ผมก็จำได้ว่าละครสองเรื่องนั้น มิได้นำเสนอภาพในวัยเยาว์ของพระมหากษัตริย์สมัยอยุธยา)

สุริโยไท ใบปิด

การตัดสินใจของท่านมุ้ยส่งผลให้สายสัมพันธ์ของตัวละครบางส่วนมีความสลับซับซ้อนหรือมีพลวัตน่าสนใจยิ่งขึ้น เช่น สายสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับสมเด็จพระมหาธรรมราชา

หรือหากเปรียบเทียบกับสื่อบันเทิงที่นำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในยุคใกล้เคียงกับ “ฟ้าใหม่” และ “ศรีอโยธยา” ผมเห็นว่า “สงครามเก้าทัพ” ละครโทรทัศน์เมื่อปี 2531 โดย “วรยุทธ พิชัยศรทัต” ก็เลือกหนทางที่ต่างออกไป แต่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจไม่น้อย

กล่าวคือ ผู้สร้างละครเรื่องนั้นคงตระหนักเช่นกันว่ามีภาพแทนของเจ้านายบางพระองค์ ที่ควรถูกแตะต้องในฐานะตัวละครให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สิ่งที่คุณวรยุทธทำก็คือ การนำลำดับศักดิ์ของพระบรมวงศานุวงศ์ยุคต้นรัตนโกสินทร์มาเทียบเคียงซ้อนทับกับสถานภาพของตัวละครนำในละครที่ถูกสร้างขึ้น

ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ในหลวงรัชกาลที่ 1 (สมบัติ เมทะนี) จะทรงมีบุคลิกประหนึ่งรูปปฏิมาอันน่าเคารพเลื่อมใส

กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (ฉัตรชัย เปล่งพานิช) จะทรงมีบุคลิกเป็นนักรบผู้ดุดัน จริงจัง เข้มแข็ง

ก่อนที่คุณวรยุทธจะค่อยๆ แต่งเติมสีสันให้เจ้านายระดับรองลงไปพระองค์อื่นๆ เช่น กรมพระราชวังหลัง (เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์) และเจ้านายทรงกรมหลายพระองค์ มีอารมณ์ความรู้สึกร่วมกับผู้ชมที่เป็นสามัญชนทั่วไป คือ มีภาวะหวาดหวั่น วิตกกังวลก่อนเริ่มสงคราม บางพระองค์ได้รับบาดเจ็บจากการออกศึก หรือบางพระองค์ก็ถูกกล่าวอ้างถึงว่าทรงเคยเป็นขุนนางมาก่อนเมื่อสมัยแผ่นดินที่แล้ว

แน่นอน โจทย์และโครงสร้างเรื่องเล่าของ “ฟ้าใหม่-ศรีอโยธยา” และ “สงครามเก้าทัพ” นั้นแตกต่างกันพอสมควร จึงย่อมส่งผลต่อทางเลือกในการเล่าเรื่องที่แตกต่างกันตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม วิธีการเขียนบทให้เจ้านายก่อนเสียกรุงบางพระองค์กลับชาติมาเกิดเป็นสามัญชนยุคปัจจุบันของหม่อมน้อย นั้นดูจะมี “จุดร่วม” กับวิธีการของคุณวรยุทธอยู่รางๆ

คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ผลลัพธ์สุดท้ายของแนวทางที่หม่อมน้อยเลือก จะออกมาน่าพอใจมากน้อยแค่ไหน?

(ที่มาภาพนิ่ง “ศรีอโยธยา”SriAyodhaya Official)

 

 

 

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

สายสัมพันธ์ “โกมินทร์-นาจา” ข้อสังเกตศาสตราจารย์ปรัชญาการเมือง-เจ้าพ่อละครจักรๆ วงศ์ๆ

สมมติฐานว่าด้วย “โกมินทร์” กับ “นาจา” โดย ชัยวัฒน์ สถาอานันท์

ชัยวัฒน์
ภาพจาก http://m.matichon.co.th/readnews.php?newsid=1422330214

“…ผมสงสัยต่อไปว่า นาจาในเชิงวัฒนธรรมน่าจะต้องเป็นญาติกับอะไรหรือใครในอารยธรรมไทยแน่นอน และผมคิดว่าญาติสนิทของ ‘นาจา’ น่าจะชื่อ ‘โกมินทร์’ โดยมีสมมติฐาน (hypothesis) คือ

‘นาจาเป็นญาติกับโกมินทร์’

“ผมรอวันพิสูจน์สมมติฐานนี้ และดีใจเหมือนได้แก้วเมื่อได้เห็นภาพเหรียญนี้ (ภาพที่ 3)

spd_2011032610053_b
ภาพจาก http://amata-amulet-thailand.tarad.com/product.detail_911282_th_3743687

“เป็น ‘เหรียญนาจา’ ออกโดยวัดนาจา แต่เรียกว่า ‘เจ้าพ่อโกมินทร์’ แสดงว่าสมมติฐานผมถูก

“แต่โกมินทร์เป็นใคร?

“โกมินทร์เป็นกุมาร ได้ทวนได้อาวุธอะไรมาและไปปราบนาค เอาชนะนาคเมื่อลงไปสู้กันในบาดาล แต่พลั้งมือฆ่านาคตาย พวกนาคก็โกรธ ยกกำลังขึ้นมาสู้กับมนุษย์ ในที่สุดโกมินทร์ก็กลายเป็นฮีโร่

“คนที่เขียนโกมินทร์ หรือภาพยนตร์เรื่อง โกมินทร์ ซึ่งเข้าใจว่าสร้างมาหลายครั้ง ผมพยายามไปหาชุดแรก ซึ่งเข้าใจว่า สุริยา ชินพันธุ์ เป็นผู้แสดง ปรากฏว่าหาใน Youtube ไม่ได้ มีแต่ยุคหลังๆ

“แค่ค้นพบปกของ โกมินทร์กุมาร หนังสือการ์ตูนที่เขียนโดย ทวี วิษณุกร (ภาพที่ 4) ผมก็ดีใจมากแล้ว เพราะแสดงว่าสมมติฐานของผมมีเค้าถูก (อีกแล้ว)

โกมินทร์กุมาร
ภาพจาก http://taweewitsanukorn.blogspot.com/2017/05/blog-post.html (คนละภาพกับที่ปรากฏในหนังสือ “สิงสาราสัตว์ฯ”)

“เพราะนาจากับโกมินทร์สัมพันธ์กันจนกลายเป็นคน (องค์) เดียวกัน ผมจึงสงสัยต่อไปว่าคงต้องมีความสัมพันธ์บางอย่างระหว่างมังกรกับนาค แต่มังกรคือนาคเช่นนั้นหรือ?…”

จากบทความ “มังกร” โดย ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหนังสือ “สิงสาราสัตว์: มานุษยวิทยาว่าด้วยสัตว์และสัตว์ศึกษา” สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ บรรณาธิการ จัดพิมพ์โดยมูลนิธิเพื่อการศึกษาประชาธิปไตยและการพัฒนา (โครงการจัดพิมพ์คบไฟ) กันยายน พ.ศ.2560

โกมินทร์
ภาพจาก http://www.tlcthai.com/education/star/79374.html

ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับที่มาของ “โกมินทร์” โดย ไพรัช สังวริบุตร

1411807881-pi2JPG-o
ภาพจาก https://pantip.com/topic/32635556

“…โกมินทร์ เรื่องจริงๆ มันมาจากจีน เขาก็มีเหาะขึ้นไปแล้วมีกงจักรอยู่ที่เท้า เราค้นคว้าเจอ นั่นก็คือใช่ แต่เดิมคงเป็นเรื่องจีน แล้วเอามาแต่งเป็นไทย มันถึงได้ชื่อ ‘โก’ ไง เหมือน โกฮับ โกอะไรอย่างเนี้ย

บทสัมภาษณ์ไพรัช สังวริบุตร จากสกู๊ป “The King of Fantasia” โดย สืบสกุล แสงสุวรรณ ในนิตยสาร a day ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2004 (พ.ศ.2547)

a day 42
ภาพจาก http://www.daypoets.com

 

คนอ่านเพลง

สถานีวิทยุบีบีซีเชฟฟิลด์ฉลอง 50 ปี ด้วย MV เพลง “Common People” เวอร์ชั่นท้องถิ่น

สถานีวิทยุบีบีซีเชฟฟิลด์ได้เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการก่อตั้ง ด้วยการจัดทำมิวสิควิดีโอเวอร์ชั่นท้องถิ่นให้แก่เพลง “Common People” ผลงานฮิตตลอดกาลของคณะ Pulp ซึ่งถูกยกย่องเปรียบเปรยให้เป็นเพลงชาติของแคว้นเซาธ์ยอร์คเชียร์

โดยได้รับความร่วมมือจากกลุ่มนักร้องประสานเสียงท้องถิ่น รวมถึงผู้คนในแถบนั้นอีกร่วม 300 ชีวิต

แคทรินา บังเกอร์ บรรณาธิการบริหารของสถานีวิทยุบีบีซีเชฟฟิลด์บอกว่าเอ็มวีชิ้นนี้คือความพยายามที่จะประสานความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้คน และนำเสนอความรู้สึกภาคภูมิใจในท้องถิ่นออกมา

“Pulp เป็นวงดนตรีจากเชฟฟิลด์ ส่วนเพลง Common People คือหนึ่งในสิ่งที่ผู้คนย่านนี้มีความรู้สึกยึดโยงด้วย และข้อเท็จจริงที่ว่ามีคนหลายร้อยชีวิตได้ร่วมกันสร้างสรรค์มิวสิควิดีโอชิ้นนี้ขึ้นมา ก็แสดงให้เห็นถึงความคิดมวลรวมอันตกตะกอนจากจินตนาการร่วมของพวกเขาเหล่านั้นอย่างแท้จริง” บังเกอร์ แสดงความเห็น

ด้านจาร์วิส ค็อคเกอร์ นักร้องนำของ Pulp กล่าวว่าตนเองรู้สึกเป็นเกียรติและตื่นเต้นที่มีการนำเพลงของ Pulp ไปใช้ในมิวสิควิดีโอแห่งการเฉลิมฉลองดังกล่าว

ส่วนนิก แบงค์ส มือกลองของ Pulp ระบุว่าสถานีวิทยุ, เสียงเพลง และชุมชนล้วนมีความผูกพันเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก ที่เขาได้เห็นเพลง Common People ถูกนำไปใช้ในการเฉลิมฉลองครั้งนี้

ทั้งนี้ มิวสิควิดีโอดังกล่าวถูกถ่ายทำในหลายสถานที่ของแคว้นเซาธ์ยอร์คเชียร์และนอร์ธดาร์บีเชียร์ โดยฉากสุดท้ายของวิดีโอถ่ายทำกันในลีดมิลล์ ไนท์คลับ ณ ใจกลางเมืองเชฟฟิลด์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ Pulp ขึ้นแสดงสดเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1980

ที่มา http://www.bbc.co.uk/programmes/articles/mfgQ6cXFlv3ymcCcFdN9Wh/remaking-pulps-common-people และ http://www.nme.com/news/music/pulp-common-people-bbc-radio-sheffield-2161472

ภาพประกอบจาก http://www.bbc.co.uk/programmes/p05n16xs/p05n17y5

ข่าวบันเทิง

คนทำหนังสตรีมีลุ้นออสการ์จากไทย-ลาว-สิงคโปร์ กับประเด็น “ผู้หญิง-ภาพยนตร์-มนุษย์”

ปีนี้ มีหนังนานาชาติถูกส่งเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม มากถึง 92 เรื่อง

ที่สำคัญ หนังเหล่านั้นเป็นผลงานของผู้กำกับภาพยนตร์หญิงมากถึง 27 ราย เว็บไซต์วาไรตี้จึงได้ไปสนทนากับบรรดาคนทำหนังสตรีจากทวีปเอเชีย ซึ่งกำลังมีลุ้นในรางวัลสาขานี้ ผ่านคำถามสำคัญๆ จำนวนหนึ่ง

หนึ่งในนั้น คือ คำถามว่า “คุณอยากให้โลกรับรู้อะไรเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของคนทำหนังสตรี และอะไรคือสารที่คุณอยากจะสื่อออกไป?”

บล็อกคนมองหนังคัดเลือกคำตอบของผู้กำกับภาพยนตร์หญิงสามราย ที่ผลงานลุ้นรางวัลออสการ์ของพวกเธอเคยเข้าฉายเชิงพาณิชย์ในบ้านเรา มาฝากกัน

แม็ตตี้ โด (น้องฮัก – ตัวแทนจากประเทศลาว)

mattie
ภาพจาก ນ້ອງຮັກ Dearest Sister – A Lao Horror Film

“ถ้ามีอะไรที่ฉันอยากบอกให้โลกรับรู้เกี่ยวกับการเป็นผู้กำกับหญิงจากลาว สิ่งนั้นก็คือความยากลำเค็ญสุดๆ จากหลากหลายเหตุผล

“เริ่มจากการเป็นผู้กำกับหนังในประเทศ ซึ่งวงการภาพยนตร์ยุคใหม่เพิ่งจะตั้งไข่ นี่จึงเป็นการเริ่มต้นอย่างไม่ราบรื่นเท่าไหร่ ตามมาด้วยการเป็นผู้กำกับหญิงเพียงคนเดียวในประเทศ ซึ่งการทำหนังยาวยังเป็นเรื่องยุ่งยากใหญ่โตมากๆ

“อย่างไรก็ดี ฉันคิดว่าการได้รับโอกาสให้กำกับและสร้างสรรค์ภาพยนตร์ในสถานที่ที่ผู้คนมีความรู้เรื่องนี้ไม่มากนัก รวมถึงการได้สร้างภาษาภาพยนตร์ทั้งหมดด้วยตัวเอง ก็ส่งผลให้ประสบการณ์การเป็นผู้กำกับภาพยนตร์สตรีจากประเทศลาว กลายเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมงดงาม

“ทุกๆ ประเด็น ทุกๆ อุปสรรค และทุกๆ ปัญหา ที่ฉันต้องเผชิญ ได้ช่วยเพิ่มเติมความลึกซึ้งและรุ่มรวยให้แก่เรื่องราว ซึ่งฉันสามารถนำไปบอกเล่าบนจอภาพยนตร์ให้คนดูได้รับชม ฉะนั้น ได้โปรดตีตั๋วมาดูหนังของพวกเรากันเถอะค่ะ”

อโนชา สุวิชากรพงศ์ (ดาวคะนอง – ตัวแทนจากประเทศไทย)

mai
ภาพจาก ดาวคะนอง By the Time It Gets Dark

“สารที่ฉันอยากสื่อออกไป ไม่ได้จำเพาะเจาะจงอยู่ที่การเป็นผู้กำกับภาพยนตร์หญิงจากประเทศไทย แต่มันคือสารจากผู้กำกับหญิงคนหนึ่งมากกว่า

“พวกเรายังต้องร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้หญิงได้เข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ผู้กำกับสตรีต้องได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกับคนทำหนังเพศชาย นอกจากนี้ พวกเรายังต้องพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมในทุกๆ สนาม ตั้งแต่สนามของหนังฮอลลีวูดทำเงิน จนถึงสนามของแวดวงภาพยนตร์อินดี้”

เคิร์สเตน ธาน (ป๊อปอาย – ตัวแทนจากประเทศสิงคโปร์)

kirsten
ภาพจาก POP AYE

“ก่อนจะไปถึงข้อเท็จจริงที่ว่าฉันเป็นผู้หญิงหรือฉันเป็นคนสิงคโปร์ สถานะแรกสุดและสำคัญสุดของฉันก็คือการเป็นมนุษย์ผู้มีเรื่องราวอยากจะบอกเล่าสื่อสาร

“ฉันปรารถนาเสมอมาที่จะทำหนังเพื่อเชิดชูคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่พวกเราทุกคนต่างมีร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงหวังว่าผลงานของตัวเองจะไม่ถูกกักอยู่ในกรอบ ซึ่งต้องทำความเข้าใจผ่านแนวคิดเรื่องเพศสภาพและเชื้อชาติเพียงเท่านั้น ในเมื่อชีวิตของพวกเราต่างมีอะไรที่ลึกซึ้งและซับซ้อนมากเกินกว่านั้น

“สำหรับฉัน ธรรมชาติขั้นพื้นฐานสุดของภาพยนตร์คือศักยภาพในการก้าวข้ามผ่านพรมแดน สื่อประเภทนี้จึงสามารถนำเสนอทั้งสิ่งที่แปลกแยกสุดๆ และใกล้ตัวเราสุดๆ ได้พร้อมกันในช่วงเวลาเดียว”

ที่มา http://variety.com/2017/film/asia/oscar-foreign-language-female-directors-on-their-fims-1202628504/

ข่าวบันเทิง

“สยมภู มุกดีพร้อม” คนไทยที่เข้าใกล้รางวัล “ออสการ์” มากที่สุด!

เพิ่งได้อ่านบทสัมภาษณ์ “สมยภู มุกดีพร้อม” ตากล้องชาวไทย ที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง จากการเข้าไปมีส่วนร่วมกับหนังเรื่อง Call Me By Your Name โดยคุณก้อง ฤทธิ์ดี ในเว็บไซต์บางกอกโพสต์ เลยขออนุญาตเก็บความมาเป็นประเด็นสั้นๆ เพื่อเล่าสู่กันฟังครับ

(สำหรับใครที่พออ่านภาษาอังกฤษได้ แนะนำให้อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม ที่นี่)

หนึ่ง

แม้จะมีคู่แข่งน่ากลัวอีกหลายรายในสาขากำกับภาพยอดเยี่ยม แต่สยมภูยังถือเป็น “คนไทยที่มีโอกาสใกล้เคียงที่สุดกับการเข้าชิงรางวัลออสการ์” เมื่อกระแสของหนัง Call Me By Your Name ยังแรงดีไม่มีตก แถมตัวสยมภูยังเริ่มได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยมจากสถาบันต่างๆ ในช่วงส่งท้ายปี

ข้อมูลหนึ่งที่ผมเพิ่งทราบก็คือ นอกจากจบปริญญาตรี ที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ แล้ว สยมภูยังเคยเดินทางไปศึกษาต่อที่ Gerasimov Institute of Cinematograpy (Vgik) ณ กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย

sayon 02
ภาพจาก https://www.moviemaker.com/archives/moviemaking/directing/love-desire-luca-guadagnino-walter-fasano-call-me-by-your-name/

สอง

สยมภูยืนยันว่าสภาพของแสงในทวีปยุโรปกับในเมืองไทยนั้นไม่เหมือนกัน ด้วยปัจจัยหลายประการ อาทิ เรื่องมุมตกกระทบของแสงอาทิตย์ และความชื้น ส่งผลให้ภาพที่ถ่ายได้มีคุณภาพผิดแผกกันตามไปด้วย

เขาบอกว่าความชื้นที่น้อยกว่า ส่งผลให้สีสันของภาพที่ถ่ายในยุโรปมีความเข้มข้นเปี่ยมชีวิตชีวามากกว่า แต่ช่างภาพก็อาจประสบปัญหาได้เช่นกัน หากต้องถ่ายหนังในช่วงแสงสุดท้ายของวัน เพราะเลนส์จะถูกปกคลุมด้วยสีบางสี เช่น สีม่วงแดง จนความแตกต่างระหว่างกลางคืนกับกลางวันปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด

สาม

สยมภูบอกว่าเขาจะไม่พยายามปิดกั้นกักขังตัวเองไว้ในกรอบของเทคนิคและกฎเกณฑ์ต่างๆ ว่าด้วยการถ่ายทำภาพยนตร์

เขาจะไม่พยายามดูงานของคนอื่นเพื่อนำมาใช้เป็นไอเดียอ้างอิง รวมถึงไม่พยายามทำสตอรี่บอร์ด ซึ่งจะกลายเป็นขีดจำกัดทางความคิด เขามีการวางแผนเตรียมงานล่วงหน้า แต่ก็พร้อมที่จะปรับตัวอยู่ตลอดเวลาขณะออกกองถ่าย

“นี่คงเหมือนจอมยุทธในนิยายจีนกำลังภายใน ซึ่งคุณจะค้นพบกระบี่ของตัวเองระหว่างการออกท่องยุทธภพ” ผู้กำกับภาพมือทอง บอกกับก้อง

สี่

อีกหนึ่งลักษณะเด่นของหนังเรื่อง Call Me By Your Name ก็คือ ผู้กำกับภาพอย่างสยมภูเลือกจะถ่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยฟิล์ม 35 มม.

อย่างไรก็ดี เจ้าตัวไม่ค่อยเห็นด้วยนักกับความคิดที่ว่าการถ่ายหนังด้วยระบบดิจิทัล คือ ทางเลือกของ “คนขี้เกียจ”

สยมภูอธิบายว่าทางเลือกระหว่างระบบฟิล์มหรือดิจิทัล คือการคุยกันเรื่อง “เครื่องมือ” โดยเครื่องมือแต่ละชนิดก็จะให้ผลลัพธ์แตกต่างกันออกไปตามความต้องการของผู้เลือก

ในมุมมองส่วนตัว เขารู้สึกว่าการใช้กล้องฟิล์มสามารถจับภาพ “ความจริง” (ที่เขาต้องการ) ได้ดีกว่ากล้องดิจิทัล ด้วยเหตุนี้ กล้องฟิล์มจึงเป็นอุปกรณ์ที่ตอบสนองความต้องการของเขา

แต่มิได้หมายความว่ากล้องฟิล์มจะดีกว่ากล้องดิจิทัล

sayom 01
ภาพจาก http://www.imdb.com/character/ch0569854/mediaviewer/rm3110747904

ห้า

แน่นอนว่าใบเบิกทางสำคัญสู่แวดวงภาพยนตร์นานาชาติของสยมภู ได้แก่ การเป็นผู้กำกับภาพให้แก่หนังไทยเรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

สยมภูพูดถึงจุดเด่นของผู้กำกับรางวัลปาล์มทองคำรายนี้ว่า อภิชาติพงศ์ชอบลงทุนเรื่องคนและเวลา มากกว่าเรื่องวัสดุอุปกรณ์

ดังนั้น การทำงานร่วมกับอภิชาติพงศ์ คือ กระบวนการแสวงหาความคิดสร้างสรรค์ร่วมกันภายในโลกเฉพาะ ที่คุณจะถูกขับเคลื่อนด้วยสภาวะแวดล้อม สถานที่ถ่ายทำ และเหล่านักแสดง

ที่มา https://www.bangkokpost.com/lifestyle/social-and-lifestyle/1376419/shooting-star

คนมองหนัง

บันทึกถึง Insects in the Backyard (2553-2560)

หนึ่ง

22853356_1493101690745406_349948089735554640_n

จำได้ว่าเคยดู Insects in the Backyard ครั้งแรก ในเทศกาลใดเทศกาลหนึ่ง ก่อนที่หนังจะโดนแบน แล้วจากนั้น ก็ไปสนใจเรื่องกระบวนการต่อสู้เพื่อให้หนังเรื่องนี้ได้กลับมาฉาย โดยค่อยๆ ลืมเลือนเรื่องราว จุดเด่น จุดด้อยของตัวหนังไปทีละน้อยๆ กระทั่งจำอะไรแทบไม่ได้เลยในอีก 7 ปีต่อมา

สอง

แมลง พ่อ

พอมาดูอีกครั้ง จึงพบว่าหนังมีอะไรหลายอย่างน่าสนใจดี

ข้อแรกเลย คือ พบว่าหนังมี “ความสดดิบ” ที่มาพร้อมกับการ (เพิ่งจะ) ขยับขยายขอบเขตการทำงาน ณ ตอนนั้น ของคนทำ จาก “หนังสั้น” มาสู่ “หนังยาว (อินดี้)”

นี่ทำให้คนดูได้ย้อนไปเห็นถึงข้อจำกัดบางอย่างในขั้นตอนการผลิต ทั้งเรื่องคุณภาพของงานโปรดักชั่น (ภาพ-เสียง) ภาษาภาพสไตล์หนังสั้นเมื่อทศวรรษที่แล้ว ซึ่งใน พ.ศ.นี้ อาจดูเชย (หรือไม่มีเด็กฟิล์มคนไหนตัดหนัง-ถ่ายหนังแบบนี้กันอีกแล้ว) หรือเรื่องการแสดงที่ดูแปลกๆ แปร่งๆ แข็งๆ ทื่อๆ อยู่ไม่น้อย

สาม

แมลง โปสเตอร์ 2

อย่างไรก็ตาม Insects in the Backyard นั้นมีโครงเรื่องที่น่าสนใจมากๆ

หนังเริ่มต้นขึ้นมาด้วยภาวะสับสนพร่าเลือนระหว่าง “กาละ” (เวลา) และ “เทศะ” (พื้นที่) ซึ่งปรากฏผ่านการเดินทาง (ทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม) ของตัวละครหลักสามคน

พร้อมๆ กับฉายให้เห็นภาวะซ้ำซากจำเจที่แสดงผ่านการดำเนินชีวิตประจำวัน สภาพปัญหาส่วนบุคคล และความคิดฝันของกลุ่มตัวละครข้างต้น

ก่อนที่หนังจะค่อยๆ นวดและขมวดปมให้พวกเขาและเธอที่ร่อนเร่พเนจรไปเผชิญหน้ากับสถานการณ์ในชีวิตที่ผิดแผกแตกต่างกัน ได้กลับมาพบเจอ “จุดร่วม” อะไรบางอย่าง พร้อมๆ กันอีกครั้งหนึ่ง

แต่ใช่ว่าชีวิตของตัวละครทั้งสามจะหวนกลับมาบรรจบกันได้อีกหน

สี่

แมลง ครอบครัว

อีกจุดที่ควรพูดถึง คือ หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นในปี 2553 (แถมมีเกร็ดว่าด้วยความขัดแย้งทางการเมือง ณ ปีนั้น โผล่มาให้เห็นนิดๆ หน่อยๆ) และน่าจะเป็นหนังไทยในทศวรรษ 2550 เรื่องแรกๆ/กลุ่มแรกๆ ที่แสดงอาการกระวนกระวายใจเกี่ยวกับ “ปัญหาสายสัมพันธ์ในครอบครัว” ของกลุ่มตัวละครหลักออกมา

ในกรณีของหนังเรื่องนี้ คือ “ธัญญ่า” ไม่สามารถทำหน้าที่ “พ่อ” เหมือนที่ลูกๆ และบรรทัดฐานทางสังคมคาดหวัง แต่สถานะของเธอต้องเลื่อนไถลไปเป็น “พี่สาวคนโต” ของลูกสาวลูกชายแทน

ส่วน “เจนนี่” กับ “จอห์นนี่” ก็หลุดลอยออกไปไกลมากๆ จากการเป็น “ลูก” หรือ “สมาชิกที่ดีของครอบครัว”

ไปๆ มาๆ ผู้ชายของเจนนี่ก็เคยเป็นผู้ชายของธัญญ่ามาก่อน ขณะเดียวกัน ธัญญ่าก็กลายเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ต้องขจัดทิ้ง ในความฝันหรือจิตใต้สำนึกของจอห์นนี่

ยิ่งกว่านั้น สิ่งที่วัยรุ่นทั้งสองคนทำ (มาหาเลี้ยงชีพ) ยังถือเป็นปฏิปักษ์ต่อ “สถาบันครอบครัว” หรือ “สถาบันการแต่งงาน” เลยด้วยซ้ำ

ขณะที่ “ซาร่า” ผู้เป็นแม่ ก็ไม่มีชีวิตอยู่บนโลกซะอีก แม้เธอจะกลับมาทำหน้าที่ “ศูนย์รวมจิตใจ” ของทุกคนในช่วงท้าย แต่มันก็เป็นอะไรที่คล้ายจะผิดฝาผิดตัวผิดที่ผิดทาง ลอยล่องบางเบา และไม่สามารถสมานจิตใจของทุกคนให้กลับมารวมเป็นปึกแผ่นได้อีกครั้ง

ปัญหาดังกล่าวสวนทางสิ้นเชิงกับภาพฝันทั้งหลายหรือสิ่งต่างๆ ที่ธัญญาพยายามจะทำให้เป็นจริงใน “บ้านของเธอ”

บ้านที่สวยงาม เลิศหรู เหมือนจะตามรอยครอบครัวของคนชั้นสูง/คนชั้นกลางระดับสูง (ในจินตนาการ) แต่ก็แลดูน่าตลก โดดเดี่ยวอ้างว้าง และไม่จริงไปพร้อมๆ กัน

ถ้าไปย้อนดูหนังไทยในทศวรรษ 2550 เราจะพบว่ามีผลงาน (โดยเฉพาะหลังจาก Insects) อีกเป็นจำนวนมาก ที่แสดงอาการกระวนกระวายลักษณะเดียวกันออกมา

นั่นอาจเป็นชุดนิทานเปรียบเทียบที่บ่งชี้ถึงอารมณ์ความรู้สึกร่วมอันไม่มั่นคง/อ่อนไหวของสังคมไทย (หรืออย่างน้อยก็คนชั้นกลางในสังคมไทย) ณ ห้วงเวลานั้น

ห้า

แมลง คดี

พอได้มาดู Insects in the Backyard ในปีนี้ จึงพบว่ามีมรดกบางอย่างจากหนังยาวเรื่องแรกของผู้กำกับ คือ “ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์” ที่ตกทอดมาถึงหนังยาวเรื่องหลังๆ ของเธอ (อย่างน้อยก็ “It gets better ไม่ได้ขอให้มารัก” และ “ปั๊มน้ำมัน”)

จนอดคิดเล่นๆ ไม่ได้ (แม้จะไม่ใช่แนวทางที่ดีนัก) ว่า ถ้าสมมุติหนังเรื่องนี้ไม่ได้เข้าฉาย แล้วผู้กำกับเกิดตัดสินใจรีเมกมันใหม่ซะเลย ก็น่าเชื่อว่าด้วยประสบการณ์การทำหนังที่มีมากขึ้น เทคโนโลยีการผลิตที่ดีขึ้น หนังเวอร์ชั่นใหม่อาจกลายเป็นหนังในระดับดีมากๆ เพราะมีตัวเรื่องที่แข็งแรงรองรับอยู่แล้ว

อย่างไรก็ดี Insects in the Backyard (2553) ที่ได้เข้าฉายในปี 2560 ก็ถือเป็นประจักษ์พยานสำคัญของการต่อสู้อันยาวนานในทางข้อกฎหมาย

รวมทั้งยังเป็นภาพยนตร์ที่ฉายให้เห็นถึงพัฒนาการหรือวิถีเคลื่อนตัวของวงการหนังอิสระไทย ตลอดจนสังคมไทยโดยรวม ในช่วงเวลาประมาณหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา