เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

วิธีเสพ “ภาพยนตร์สังคมเก่า” ของสมาชิกกองทัพประชาชนในเขตป่าเทือกเขาบรรทัด

ขอไว้อาลัยต่อการจากไปของสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

อาจารย์ยิ้ม
ที่มา https://www.matichon.co.th/news/677714

แต่กระนั้น คุณกมลเป็นคนที่พิเศษคนหนึ่งในหมู่พวกเราทีเดียว เพราะเราเพิ่งทราบว่า การมีคุณกมลทำให้เรามีภาพยนตร์สังคมเก่าฉายบนกองทัพได้ โดยเฉพาะภาพยนตร์ฝรั่งไม่ว่าเรื่องอะไร พยัคฆ์ร้าย 007, สปาตาร์คัส, พิภพวานร, ขุมทองแมคเคนน่า, เจ็ดคู่ชู้ชื่น, บุษบาริมทาง เป็นต้น คุณกมลเล่าเรื่องได้หมด พร้อมทั้งอธิบายผู้แสดงและภูมิหลังของเรื่องได้เสร็จ เราจึงเรียกกันเล่นว่าๆ ‘กมลเธียเตอร์’ ดังนั้น เมื่อเวลาสหายเหงาก็สามารถใช้ “บริการกมลเธียเตอร์” ได้ โดยเฉพาะคุณแก้ว คุณกาย คุณอรุณ ได้ใช้บริการอยู่เสมอ แต่จุดอ่อนของ ‘กมลเธียเตอร์’ อยู่ที่หนังจีนกำลังภายใน ผมเคยถามให้เล่าเรื่อง หงษ์ทองคนองศึก ปรากฏว่า ‘กมลเธียเตอร์’ ส่ายหัว

หงษ์ทองคนองศึก

ผมไม่ได้ใช้บริการด้านภาพยนตร์ของคุณกมล แต่ใช้บริการอีกด้านหนึ่ง คือด้านหนังสือ ผมไม่เคยอ่านนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง สถาบันสถาปนา ของไอแซค อาซิมอฟ มาก่อน และบนกองทัพก็ไม่มีหนังสือนี้ คุณกมลเป็นคนเล่าให้ฟังเป็นบทเป็นฉาก ทำให้ผมได้รู้จัก ‘ฮาริ เซลดอน ผู้สร้างวิชาอนาคตประวัติศาสตร์’ และ ‘มโนมัย ผู้บิดเบนอนาคตของประวัติศาสตร์’ ได้โดยที่ไม่ต้องอ่านหนังสือเล่มนั้น ไม่เพียงแต่เรื่องนี้ ยังมีเรื่อง เมฆสีดำ ซึ่งคุณกมลขึ้นต้นเรื่องว่า

“สมพร เราน่ะคุ้นเคยกับการพบเห็นสิ่งมีชีวิตเป็นของแข็ง คุณลองจินตนาการสิว่าถ้าสิ่งมีชีวิตเป็นก๊าซ อะไรจะเกิดขึ้น ความรู้สึกมันจะละเอียดอ่อน บอบบางมาก…”

น้ำป่า

ที่มา หนังสือ “น้ำป่า: บันทึกการต่อสู้ในเขตป่าเทือกเขาบรรทัด” โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ (หน้า 372)

Advertisements
ข่าวบันเทิง

หนังไทย-หนังอาเซียนน่าสนใจ ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017

เวียนมาบรรจบอีกครั้งสำหรับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม-3 พฤศจิกายน 2560

ในปีนี้ มีหนังไทยถูกคัดเลือกไปฉายในเทศกาล 3 เรื่องด้วยกัน ได้แก่

“มา ณ ที่นี้” หรือ “Someone from Nowhere”

Someone from Nowhere

นี่คือหนังยาวลำดับที่สองของ “ปราบดา หยุ่น” ซึ่งจะได้เข้าประกวดในสาย “เอเชี่ยน ฟิวเจอร์” (ช่วงหลัง หนังที่ชนะเลิศการประกวดสายนี้ มักไปได้ดีในระดับนานาชาติทั้งสิ้น ตั้งแต่ “มหาสมุทรและสุสาน” เมื่อสองปีก่อน และ “Birdshot” เมื่อปีที่แล้ว)

หนังเรื่องนี้จะถ่ายทอดเรื่องราวของสาววัย 20 กว่าๆ ซึ่งยามเช้าอันแสนสุขของเธอได้พลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อมีชายบาดเจ็บรายหนึ่งโผล่เข้ามาในห้องพัก

ภาพยนตร์แนวดราม่า-ลึกลับเรื่องนี้มีจุดเด่นอยู่ที่การถ่ายทำ ซึ่งจะดำเนินไปในห้องพักเพียงห้องเดียว

“สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย”

สิ้นเมษา

ผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องเยี่ยมของ “วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์” ซึ่งเริ่มต้นออกเดินทางในเทศกาลระดับนานาชาติตั้งแต่เมื่อราวห้าปีก่อน

โดยหนังเรื่องนี้จะถูกนำมากลับมาฉายอีกครั้งในโปรแกรม CROSSCUT ASIA ของเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว 2017

ซึ่งในปีนี้ โปรแกรมดังกล่าวจะนำเสนอผลงานของผู้กำกับรุ่นใหม่ๆ ที่น่าสนใจจากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แตกต่างจากสามปีแรก ที่จะโฟกัสไปยังภาพยนตร์ของแต่ละประเทศเป็นรายๆ ไป เริ่มจากไทย, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ตามลำดับ

จุดน่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ หนังที่ได้เข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA ประจำปี 2017 จะถูกแนะนำ/เลือกสรรมาโดยผู้กำกับระดับบิ๊กเนมของอาเซียน ซึ่งผู้แนะนำ “สิ้นเมษาฯ” ให้แก่ทางเทศกาล ก็ได้แก่ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล”

(คลิกอ่านบทความที่เขียนถึง “สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย” ที่นี่)

“ป๊อปอาย มายเฟรนด์”

ป๊อปอาย แปด

หนังเกี่ยวกับเมืองไทยที่เพิ่งได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนของประเทศสิงคโปร์ ให้เข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ ประจำปีหน้า จะเข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA เช่นเดียวกัน

สำหรับผู้แนะนำหนังเรื่องนี้ให้เข้าฉายในโปรแกรมดังกล่าว คือ “เอริค คู” ผู้กำกับชื่อดังชาวสิงคโปร์

นอกจากนี้ ยังมีหนังอาเซียนอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งจะได้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017 อาทิ

“AQÉRAT” หรือ “We the Dead”

main_Aqerat
(c)Pocket Music, Greenlight Pictures

ผลงานล่าสุดของ “เอ็ดมันด์ โหย่ว” คนทำหนังรุ่นใหม่ฝีมือดีจากมาเลเซีย (ซึ่งเคยบรรจุฉากละครสั้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ลงไปในหนังยาวเรื่องแรกของเขา คลิกอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนั้นได้ ที่นี่) ที่จะได้เข้าฉายในสายการประกวดหลัก

หนังเล่าเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งภาวะขาดแคลนเงินเลี้ยงชีพ ส่งผลให้เธอต้องหันไปทำงานในธุรกิจค้ามนุษย์ โดยหนังจะพูดถึงประเด็นการเดินทางมายังประเทศมาเลเซียของกลุ่มผู้อพยพชาวโรฮิงญา ไปพร้อมๆ กับการสำแดงตนเป็นบทกวีที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงการเดินทางทางจิตวิญญาณของสตรีผู้หนึ่ง

Yasmin-san

Yasmin-san
(c)Greenlight Pictures

นี่คือผลงานอีกเรื่องหนึ่งของเอ็ดมันด์ โหย่ว ที่ได้เข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA

ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ จะบันทึกเบื้องหลังการถ่ายทำหนังสั้นเรื่อง “Pigeon” ของ “อิซาโอะ ยูกิซาดะ” (ตอนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง “Reflections” ที่ออกฉายในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียวเมื่อปีที่แล้ว คลิกอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ที่นี่)

โดยหนังสารคดีเรื่องดังกล่าวจะมุ่งสำรวจประเด็นว่าด้วยกระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์, การมีเอกภาพ, ชะตากรรม และประวัติศาสตร์ ผ่านวิธีการมองที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ยาสมิน อาหมัด” คนทำหนังสตรีผู้ล่วงลับชาวมาเลเซีย

Cambodian Young Cinema

176
©BOPHANA CENTER ©Anti Archive & Apsara Films

นี่เป็นภาพยนตร์รวมหนังสั้นสี่เรื่อง ผลงานของผู้กำกับรุ่นใหม่ห้าคนจากกัมพูชา ที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวหลากแง่มุมของสังคมกัมพูชาร่วมสมัย โดยถูกคัดเลือกเข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA

คนมองหนัง

Mother!: แรงกาย-หัวใจของผู้หญิง, โลกภายในบ้าน และการผลิตซ้ำ

(เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์)

หนึ่ง

อยากลองตีความหนังสนุกเรื่องนี้เล่นๆ โดยมีโจทย์/ข้อจำกัดใหญ่ๆ สองข้อ คือ (1) จะพยายามไม่มองมันผ่านกรอบเรื่องคริสต์ศาสนา เพราะเห็นหลายคนทำกันไปแล้ว และ (2) ด้วยความที่เป็นคนดูหนังมาไม่เยอะนัก ผมเลยไม่มีความสามารถมากพอจะเชื่อมโยงหนังเรื่องนี้เข้ากับภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่มีมาก่อนหน้า ในฐานะ “สัมพันธบท” ระหว่างกัน

นอกจากนี้ ผมยังได้รับแรงบันดาลใจเล็กๆ อีกหนึ่งประการ หลังจากดู “Mother!” จบลงที่โรงภาพยนตร์แถวปิ่นเกล้า กล่าวคือ ตรงที่นั่งด้านหลังผมมีคู่รักชาย-หญิง ซึ่งตีตั๋วมาดูหนังเรื่องนี้ด้วยกัน ระหว่างเอ็นด์เครดิตขึ้นจอ ทั้งสองคนพยายามขบคิดตีความว่าสัญลักษณ์ต่างๆ ในหนังนั้นหมายถึงอะไรบ้าง? แล้วฝ่ายชายก็เริ่มพูดถึงพระเจ้า ศาสนาคริสต์ ฯลฯ

พอเขาพูดบรรยายไปได้นิดหน่อย คุณผู้ชายคนนั้นก็สรุปความเอาไว้อย่างน่าสนใจทำนองว่า

สุดท้าย “ความรัก” ก็ทำให้โลกดำรงอยู่ เพราะไม่ว่าโลกจะวุ่นวายสับสนเต็มไปด้วยเหตุการณ์รุนแรงบ้าคลั่งขนาดไหน แต่โลกใบนี้ก็สามารถกลับมารีเซ็ตตั้งต้นใหม่ได้ทุกครั้ง ด้วย “ความรัก” ของผู้หญิง

ผมฟังการตีความของคุณพี่ผู้ชายท่านนั้นอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน แต่อีกใจหนึ่ง ก็เกิดคำถามขึ้นว่าไอ้การเอามือแหวกอกควักหัวใจผู้หญิงคนหนึ่งออกมา มันคือ ปฏิสัมพันธ์ที่วางฐานอยู่บน “ความรัก” จริงๆ เหรอ?

mother-poster

สอง

เท่าที่อ่านบทวิจารณ์/งานเขียนภาษาไทย ที่พยายามตีความ-คิดต่อจาก “Mother!” ผมค่อนข้างมีความเห็นสอดคล้องกับการตีความของ Filmsick โดยเฉพาะในประเด็นการขูดรีดแรงงานของพระแม่ เพื่อการดำรงอยู่ซึ่งความรักของพระเจ้า (อ่านรายละเอียดที่นี่)

บทความชิ้นนี้ก็จะดำเนินไปในแนวทางใกล้เคียงกันกับความเห็นของ Filmsick โดยอาจมีจุดแตกต่างหรือส่วนขยายเพิ่มเติมเล็กๆ น้อยๆ ดำรงอยู่บ้าง

สาม

จุดแรกที่สะดุดใจผมมากๆ เมื่อดูหนังเรื่องนี้ไปได้พักหนึ่ง ก็คือ การยึดโยงผูกติด “ผู้หญิง/แม่” เข้ากับ (พื้นที่ภายใน) “บ้าน”

ตรรกะของเรื่องราวในหนังดำเนินไปตามรากฐานความคิดบางอย่างของ “โลกตะวันตก” ที่ “โลกในบ้าน” เป็นพื้นที่สำหรับผู้หญิง ส่วน “โลกนอกบ้าน” เป็นพื้นที่สำหรับผู้ชาย

จากรากฐานความคิดเช่นนั้น ก็มีการคิดเชิงวิพากษ์ติดตามมาว่า ขณะที่ผู้ชายคล้ายจะออกไปทำงาน ลงแรงผลิตงาน ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกคนอื่นๆ ของสังคม ผ่านการแลกเปลี่ยนคุณค่าต่างๆ อันนำมาซึ่งการได้รับเกียรติยศศักดิ์ศรีหรือผลตอบแทนบางอย่าง ณ โลกภายนอกบ้าน

แต่ผู้หญิงก็ต้องลงแรงหนักไม่แพ้กัน (หรืออาจหนักกว่า) ในกระบวนการผลิตซ้ำวัตถุ/คุณค่าบางอย่าง อยู่เงียบๆ ภายในบ้าน เพื่อเป็นฐานค้ำจุนสถานะทางเศรษฐกิจ-สังคมและอำนาจทางการเมืองของผู้ชาย

ผมรู้สึกว่าเนื้อหาของ “Mother!” นั้นเดินไปตามระบบวิธีคิดเชิงวิพากษ์ชุดนี้

af2200bc2dde4fa5b770ef276f610e62_e157fbac952940c885effaacf89dd69f_header

เราจึงได้เห็นผู้หญิงลงมือลงแรงสร้าง-ซ่อมแซมบ้าน ตลอดจน (น่าจะ) ผลิตซ้ำ (reproduce) บุตรชาย อยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นวงจรไม่รู้จบ

ส่วนผู้ชายคือผู้ที่คอยติดต่อสื่อสารหรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนภายนอกบ้าน (รวมถึงเป็นผู้ที่สามารถเดินทางออกไปยังโลกข้างนอกได้)

และการเปิดรับคนนอกเข้ามาในบ้านของผู้ชายนี่เอง ที่สร้างความฉิบหายวายป่วงตามมาเป็นระลอกๆ

อย่างไรก็ดี มีรายละเอียดอีกด้านของหนังที่ย้อนแย้งกับกรอบความคิดข้างต้นเช่นกัน

โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่ว่า แม้จะติดต่อกับโลกภายนอกหรือออกเดินทางสู่โลกภายนอกเป็นครั้งคราว แต่ผู้ชายก็นั่งทำงาน (เขียน) อยู่ภายในบ้านเป็นหลักเหมือนกัน

โลกภายในบ้านของหนังเรื่องนี้ จึงประกอบไปด้วยสององค์ประกอบหลัก คือ ผู้หญิงที่ทุ่มเทแรงกายของตน/ถูกขูดรีดแรงงานอย่างหนัก กับผู้ชายที่ทำงานผ่านความคิด/จินตนาการเป็นหลัก โดยไม่ต้องออกแรงอะไรมากนัก

ก่อนที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายคู่นี้จะค่อยๆ คลี่คลายและฉายภาพให้เห็นว่า แม้กระทั่ง “บ้าน” ก็อาจมิใช่พื้นที่ของผู้หญิงดังที่มักเข้าใจกัน

สี่

ดังนั้น จึงอาจเป็นไปได้ว่าเรื่องราวทั้งหมดใน “Mother!” นั้นคือ โลก/บ้านที่ “ผู้ชาย” เขียน/สร้าง/กำหนดขึ้น ผ่านความคิด-จินตนาการของเขา

แม้แต่ชีวิตของผู้หญิงก็ถูกกำหนด/เขียนขึ้นโดยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของผู้ชาย

อย่างไรก็ตาม ผมอยากทดลองเสนออะไรให้มันยุ่งยากขึ้นอีกนิดว่า ผู้ชายอาจไม่ได้ใช้อำนาจสัมบูรณ์ที่มีอยู่ในมือ/หัว แบบทื่อๆ ตรงๆ ด้วยการสร้างเสกชีวิตของผู้หญิงขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า คนแล้วคนเล่า (ประหนึ่งพระเจ้าผู้สร้างโลกและสรรพชีวิต) แล้วผลักไสชีวิตของพวกเธอไปตามกฎเกณฑ์ที่เขาวางไว้ และความยุ่งเหยิงวุ่นวายที่เขาพลั้งเผลอทำพลาดไป

ทว่า ผู้ชายอาจต้องทำงาน/เล่นเกมทางความคิดอย่างละเอียดแยบคายพอสมควร เพื่อจะโน้มน้าวให้ผู้หญิงตกเป็นฝ่ายเชื่อมั่นยึดมั่นว่าตัวเธอเองต้องทุ่มเทลงแรง ต้องรับภาระผลิตซ้ำนู่นนี่ อยู่ตลอดเวลา ไม่รู้จักจบสิ้น เพื่อผู้ชายของเธอ และเพื่อ “บ้านของเรา” (ซึ่งสุดท้าย ก็ไม่ใช่ “บ้านของเธอ”)

หรือพูดอีกอย่างได้ว่า ผู้หญิงอาจลงแรงอย่างกระตือรือร้นจริงจังตั้งใจ (ไม่ใช่ทำทุกอย่างชนิดไร้ชีวิตชีวา ราวกับเป็นหุ่นชักหรือตัวละครบนแผ่นกระดาษ ในมือ/จากปลายปากกาของผู้ชาย) เพื่อก่อร่างสร้าง “บ้านของเรา” ขึ้นมา แต่ความกระตือรืนร้นดังกล่าวก็ดำเนินไปภายใต้ระบบความคิด-ความเข้าใจโลกอันจำกัดจำเขี่ยของเธอ ที่ถูกครอบงำหรือก่อรูปโดยอิทธิพลของผู้ชาย (เธออ่านและเชื่อในตัวหนังสือของเขา) และเป็นไปเพื่อค้ำจุนอำนาจของเขา

ความสัมพันธ์ทางอำนาจลักษณะนี้วนเวียนเป็นวงจรสามัญปกติจนคล้ายกับเป็นเรื่องธรรมชาติสากล (จึงไม่แปลก ที่ระหว่างดูหนัง เราจะสามารถเชื่อมโยงตัวละครหลักหญิง-ชายใน “Mother!” เข้ากับเรื่องเล่าว่าด้วยนางมัทรี-พระเวสสันดร, สีดา-ราม, พระแม่-พระเจ้า กระทั่งไม้ขีดไฟ-ดอกทานตะวัน ถ้าไม้ขีดไฟเป็นผู้หญิง) แต่จริงๆ ทั้งหมดมันคือวัฒนธรรม วิถีชีวิต รหัสความหมาย ที่ล้วนถูกออกแบบและกำหนดกฏกติกาโดยผู้ชายมากกว่า

mother-poster

มองในแง่นี้ ผู้หญิงในบ้านจึงไม่ได้ถูกเอารัดเอาเปรียบในเชิงแรงงานเท่านั้น

แต่เธอยังตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ของการถูกขูดรีดความคิด-จินตนาการ-อารมณ์ความรู้สึก

เรื่องความคิด-จินตนาการ ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่าเธอถูกบล็อกจินตนาการ และถูกทำให้เชื่อให้ทึกทักแต่เพียงว่าตัวเองต้องลงแรงกายทุกอย่างเพื่อผู้ชาย เพื่อบ้านของเขา (และเธอ) และเพื่อลูกชายของเขา (และเธอ) ขณะที่เขาแทบไม่เคยลงมือทำสิ่งใดหรือคิดอะไรเพื่อเธอเลย

สำหรับในแง่อารมณ์ความรู้สึก สุดท้ายเราจะเห็นได้ว่า แม้แต่อารมณ์ความรู้สึกที่สำคัญที่สุดชนิดหนึ่งของมนุษย์อย่าง “ความรัก” ก็ยังถูกแปรให้มีลักษณะเป็นรูปธรรม และถูกรีดเร้นแหวกแยกออกมาจากร่างกายของผู้หญิง

ทั้งนี้ ก็เพื่อธำรงสถานะให้ (พวก) เธอเป็น “มารดา!” ผู้ต้องคอยผลิตซ้ำหรือค้ำจุนวงจรชีวิตแบบเดิมๆ ที่มีผู้ชายเป็นผู้ครอบครองอำนาจต่อไป ตราบนานเท่านาน

ข่าวบันเทิง

“หนังพูดไทย” 2 เรื่อง ถูกส่งชิงออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม!

คณะกรรมการภาพยนตร์ของสิงคโปร์ลงมติเลือกภาพยนตร์เรื่อง “Pop Aye” ให้เป็นตัวแทนของประเทศ เข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 90 สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม

หนังเรื่องนี้เป็นผลงานของผู้กำกับหญิง “เคิร์สเตน ธาน” ซึ่งถ่ายทำในประเทศไทย รวมถึงใช้นักแสดงไทย และนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับสังคมไทย

หนังบอกเล่าถึงชีวิตวัยกลางคน-เริ่มต้นชราของสถาปนิกรุ่นเก่า (รับบทโดยธเนศ วรากุลนุเคราะห์) ที่ออกเดินทางพร้อมกับเพื่อนช้างในวัยเยาว์ เพื่อย้อนกลับไปยัง “บ้านเดิม” ของพวกเขาในพื้นที่ชนบท

ป๊อป อาย จีน

“Pop Aye เป็นเรื่องราวว่าด้วยการค้นหาตนเอง ซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาอย่างงดงามโดยทีมผู้สร้างชาวสิงคโปร์ รวมถึงตัวผู้กำกับ-คนเขียนบท เคิร์สเตน ธาน โปรดิวเซอร์ ไหลเว่ยเจี่ยและหวงเวินหง ตลอดจนผู้อำนวยการสร้าง แอนโธนี่ เฉิน หนังเรื่องนี้สามารถสร้างอารมณ์สั่นสะเทือนให้แก่คนดูทั้งในประเทศและคนดูนานาชาติ”

โจอาคิม อึ้ง ผู้อำนวยการคณะกรรมการภาพยนตร์ของสิงคโปร์ ระบุเหตุผลที่เลือกหนังเรื่องนี้เป็นตัวแทนของประเทศ

นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หนังลูกครึ่งสิงคโปร์-ไทยเรื่องนี้ ได้ออกเดินทางไปคว้ารางวัลระดับนานาชาติมามากมาย รวมทั้งรางวัลจากเทศกาลใหญ่ๆ อย่าง “ซันแดนซ์” และ “ร็อตเตอร์ดัม”

ดาวคะนอง ใหม่

ก่อนหน้านี้ สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ (ของไทย) ได้เสนอชื่อ “ดาวคะนอง” ผลงานของอโนชา สุวิชากรพงศ์ เป็นตัวแทนหนังไทยเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม

โดย Pop Aye หรือในชื่อไทย “ป๊อปอายมายเฟรนด์” ก็เป็นหนึ่งใน “หนังไทย” ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจำนวนห้าเรื่อง ซึ่งถูกนำไปพิจารณาคัดเลือกด้วยเช่นกัน ก่อนที่คณะกรรมการจะลงมติเป็นเอกฉันท์เลือก “ดาวคะนอง” ในท้ายที่สุด

นี่จึงส่งผลให้มี “หนังพูดภาษาไทย” สองเรื่อง ถูกจัดส่งเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมของการประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 90

ที่มา http://variety.com/2017/film/asia/singapore-pop-aye-foreign-language-oscar-contention-1202569547/

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

พาไปสัมผัส “พระราหู” เวอร์ชั่นอ่อนแอ ใน “สามฤดู” ฉบับวัดเกาะ

“พระราหู” เวอร์ชั่นอ่อนแอเพราะรักเธอมากกว่า

ราหู 1

“จะกล่าวถึงราหูภูวนราถ
เมื่อไสยาศน์ลืมองค์หลงหลับใหล
ครั้งรุ่งแจ้งสร่างแสงอะโณไทย
เธอค่อยได้กลับจิตร์ฟื้นนิทรา
ผวาสอดกอดเจ้าเยาวเรศ
ผิดสังเกตไม่ยลยอดเสน่หา
พัดระฆังข้างที่ศรีไสยา
ก็เปล่าตาไม่เห็นให้เย็นทรวง
โอ้ตัวเราคราวนี้ก็มีทุกข์
บังเกิดยุคยากไร้เปนใหญ่หลวง
เสียเจ้ายอดกัลยาสุดาดวง
ดังใครล้วงเอาชีวาตมาฟาดฟัน
พัดชีวากับระฆังดังชีวิต
ก็มาปลิดจากอุราเพียงอาสัญ
โอ้ครั้งนี้น่าที่ถึงชีวัน
เสียสำคัญของรักภักคินี
ให้แค้นจิตร์เกิดเปนชายเสียดายชาติ์
มาพลั้งพลาดสาระพัดจะบัดสี
ต้องเสียชื่อฦาทั่วธรณี
มาเสียทีเสียน้องในห้องนอน
เสียของรักรักษาไว้หาได้
อยู่ไปใยอายชนให้คนข้อน
พระทุ่มทอดกายาลงอาวรณ์
ฤไทยถอนซ้อนซบสลบไป”

ตัดตอนคำกลอนส่วนนี้มาจากวรรณกรรมวัดเกาะ “สามฤดู” เล่มที่ 6 ครับ

เหตุการณ์ก่อนหน้านั้น มีอยู่ว่า “พระราหู” ได้ “สุวรรณอำพร” ธิดาท้าวคันทมาศและพระนางรัชฎาแห่งนครโรมวิไสย มาเป็นภรรยา

ส่วนพญายักษ์ “ปราบไตรจักร์” ที่แปลงกายมาเป็นบุรุษรูปงาม ก็ได้อภิเษกสมรสกับ “อับษรสวรรค์” ธิดาคนรองของท้าวคันทมาศ

(ในนิทานวัดเกาะระบุรายละเอียดไว้ด้วยว่า สุวรรณอำพรอายุ 15 ปี ส่วนอับษรสวรรค์ อายุเพียง 13 ปี)

สถานการณ์ตามคำกลอนข้างต้น เกิดขึ้นเมื่อปราบไตรจักร์มาแอบลักสุวรรณอำพรและของวิเศษข้างกายของตัวละครเอก “สามฤดู” ถึงในกระท่อมยามค่ำคืน ขณะที่พระราหูหลับสนิท

จุดที่น่าสนใจสำหรับเรื่องราวฉบับวรรณกรรมวัดเกาะก็คือ ของวิเศษที่ เหล่า “สามฤดู” พกติดตัวนั้น มีทั้งระฆังวิเศษที่ใช้เรียกมิตรสหาย/บริวารมาช่วยเหลือ และพัดชีวิต

อีกจุดที่แปลกดีก็คือ พระราหูในวรรณกรรมวัดเกาะนั้น ดูจะมีความอ่อนแออ้อนแอ้นสไตล์พระเอกวรรณคดีไทยอยู่มากพอสมควร เห็นได้จากการหมดอาลัยตายอยากจนถึงกับสลบไสล ภายหลังถูกหยามหมิ่นเกียรติยศศักดิ์ศรี และถูกแย่งของ/คนรักไป

เห็นทีต้องเรียก “พระราหู” ในเวอร์ชั่นนี้ ว่า “พระราหูฉบับอ่อนแอเพราะรักเธอมากกว่า” เสียแล้ว

ราหู 2

(ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก ฐานข้อมูลหนังสือเก่าชาวสยาม)

เรตติ้ง 7.0 ที่ยังมาไม่ถึง

ผลเรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ “เทพสามฤดู 2560” ประจำวันที่ 16-17 กันยายน ยังคงตัวต่อเนื่องจากช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยในวันเสาร์ที่ 16 ละครเรื่องนี้ได้เรตติ้งไป 6.0 ส่วนวันอาทิตย์ที่ 17 เรตติ้งเพิ่มขึ้นมาเป็น 6.3

ถือว่ายังสามารถรักษามาตรฐานเรตติ้งเกิน 6 ไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ แต่มิอาจทะลุเพดาน 7.0 ซะที

สำหรับตัวเลขยอดผู้ชมทางยูทูบ

ในวันเสาร์ที่ 16 กันยายน มีคนชมไลฟ์สดละคร “เทพสามฤดู” ผ่านทางช่องยูทูบ “ฟ้ามีตา ช่อง 7 HD” (ซึ่งเป็นช่องทางเผยแพร่ผลงานของค่ายดีด้า-สามเศียร) เป็นจำนวนประมาณ 6.8 แสนวิว

และมีคนชมคลิปเอชดีหลังจากนั้น เป็นจำนวนประมาณ 5.3 แสนวิว

ส่วนในวันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน มีคนชมไลฟ์สดละคร “เทพสามฤดู” เป็นจำนวนราว 4.8 แสนวิว

และมีคนชมคลิปเอชดีหลังจากนั้น เป็นจำนวนราว 7.5 แสนวิว (นอกจากนี้ ต่อมา ยังมีการเผยแพร่คลิปเอชดีเวอร์ชั่นแก้ไขเพิ่มเติมอีกหนึ่งคลิป ซึ่งมีคนดูราว 1.5 แสนวิว)

(ขอบคุณข้อมูลจาก กระทู้รายงานเรตติ้งละครโดย “แม่น้องซ่า” จากเว็บไซต์พันทิป และ ช่องยูทูบ “ฟ้ามีตา ช่อง 7 HD”)

ภาพประกอบจาก อินสตาแกรมสามเศียร

คนมองหนัง

“เพื่อน..ที่ระลึก” อีกหนึ่ง “ลักษณะอาการ” ของ “หนังไทยหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง”

หนึ่ง

มือปืนโลกพระจัน

เมื่อวันศุกร์ที่ 15 กันยายน 2560 มีโอกาสไปร่วมฟังงานประชุมวิชาการด้านภาพยนตร์ศึกษาครั้งที่ 7 จัดโดยสถาบันหนังไทย หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

โดยส่วนตัว หนึ่งในการนำเสนอที่น่าสนใจมากๆ ของงานวันนั้น ก็คือ งานวิชาการหัวข้อ “จาก ‘โหยหา’ ถึง ‘โมโห’: เมื่อ ‘ตลกเตะฝรั่ง’ ในบริบทภาพยนตร์ไทยหลังภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ (พ.ศ.2540-2546)” โดยอิทธิเดช พระเพ็ชร นักศึกษาปริญญาโทสาขาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ประเด็นหลักที่อิทธิเดชนำเสนอ คือ ลักษณะเด่น “สองแง่มุม” ที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่เคียงคู่กันของหนังไทยยุคหลังวิกฤตเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” ปี 2540

ด้านหนึ่ง มีหนังไทยจำนวนไม่น้อยที่พยายามสร้างภาพ “หมู่บ้าน” ในชนบทขึ้นมา เพื่อสะท้อนถึงอารมณ์โหยหาอดีตหรือความต้องการหวนคืนรากเหง้า

แต่อีกด้านหนึ่ง หนังไทยยุคนั้นหลายเรื่อง ก็พยายามสร้าง “ศัตรูร่วม” ให้แก่ “หมู่บ้าน” ในจินตกรรมของตนเอง ก่อนจะระบายความโกรธแค้นเดือดดาลลงสู่ “ความเป็นอื่น” หรือ “ภัยคุกคามภายนอก” ดังกล่าว

ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ “บางระจัน” ที่หยิบยืมเอาประวัติศาสตร์ชาตินิยมแบบเดิม มาสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในยุควิกฤต 2540 โดยนำ “พม่า” มาเป็นตัวแทนของเศรษฐกิจทุนนิยมโลกาภิวัตน์หรือไอเอ็มเอฟ

ก่อนที่ “เรื่องเล่า” ในแนวทางนี้จะคลี่คลายตัวเข้าสู่การพุ่งเป้ากล่าวโทษไปยัง “ฝรั่ง” ซึ่งสอดคล้องต้องตรงกับบริบทร่วมสมัยมากกว่า

ดังจะเห็นได้จากการใช้นักแสดงตลกคาเฟ่ไปเตะ ต่อย ปาระเบิดใส่ “ตัวร้ายฝรั่ง” ใน “มือปืน/โลก/พระ/จัน” (อิทธิเดชมิได้กล่าวถึงพัฒนาการขั้นถัดมา ซึ่งมีการนำ “นักบู๊ภูธร” มาสร้างความตกตะลึงพรึงเพริด และกระหน่ำหมัดเท้าเข่าศอกเข้าใส่ “ฝรั่ง” ดังปรากฏใน “องค์บาก”)

ตามความเห็นของอิทธิเดช ปฏิกิริยาที่หนังไทยยุคหลังปี 2540 สนองตอบต่อวิกฤตเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง” จึงมีทั้งอาการโหยหาอดีต และอาการโมโหโกรธาต่อ “ความเป็นอื่น” (ที่อาจเปลี่ยนแปรรูปไปได้ไม่รู้จบ)

สอง

เพื่อนที่ระลึก 2

เกือบ 20 ปีต่อมา นับจากการก่อตัวของ “หนังไทยยุคหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง” หนังเรื่อง “เพื่อน..ที่ระลึก” โดย โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ ก็เข้ามาช่วยขยับเขยื้อนประเด็น ให้เราได้มองเห็นถึง “อาการ” รูปแบบใหม่ๆ ที่ภาพยนตร์ไทยกระแสหลักมีปฏิกิริยาสนองตอบต่อวิกฤตเศรษฐกิจคราวนั้น

กล่าวคือ ตัวละคร “พม่า” และ “ฝรั่ง” อันเป็นภาพแทนของ “ความเป็นอื่น” ที่ก่อให้เกิดวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ได้คลี่คลายมาสู่ตัวละคร “ผี”

อย่างไรก็ดี “พม่า-ฝรั่ง” ในหนังไทยทศวรรษ 2540 กับ “ผี” ในหนังไทยของปี 2560 นั้นมีความแตกต่างกันอยู่แน่ๆ

เพราะขณะที่ “พม่า-ฝรั่ง” เป็นตัวแทนของผู้ที่ทำให้เกิดวิกฤต “ผี” ในหนัง “เพื่อน..ที่ระลึก” กลับเป็นผลลัพธ์หรือหนึ่งในผู้ถูกกระทำจากวิกฤตครานั้น

“ผี” ในหนังของโสภณ จึงเป็น “บาดแผลตกค้าง” จากวิกฤตเมื่อ 20 ปีก่อน มิใช่ผู้ก่อวิกฤต

นอกจากนี้ ถ้าพิจารณาว่า “พม่า” “ฝรั่ง” และ “ผี” ล้วนเป็นภัยคุกคามเช่นเดียวกัน ความแตกต่างระหว่างภัยสองชนิดแรกกับภัยชนิดหลังสุดก็ยังมีให้เห็น

เนื่องจาก “พม่า-ฝรั่ง” นั้นมีสถานะเป็น “ภัยคุกคามจากภายนอก” ผิดกับ “ผี” (ใน “เพื่อน..ที่ระลึก”) ซึ่งเป็น “ภัยคุกคามจากภายใน”

เพราะ “ผี” ในที่นี้ คือ “เพื่อนเก่า” “เพื่อนร่วมชะตากรรม” “คนกันเอง” และอาจหมายถึง “ความรู้สึกผิดบาปในจิตใจตัวเอง” เสียด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ ในหนังเรื่อง “เพื่อน..ที่ระลึก” “ผี” และคน สองเจนเนอเรชั่น ต่างต้องแบกรับรอยแตกร้าว, ภาวะพังทลาย และมรดกบาป อันเป็นพันธะผูกพันแน่นหนา ที่ถูกส่งมอบจากคนรุ่นพ่อแม่มาสู่ลูกๆ

ดังนั้น “ปัญหา” ที่ตัวละครไม่ว่าจะคนหรือ “ผี” ต้องเผชิญหน้า จึงเป็น “ความขัดแย้ง” ที่ถูกสืบทอดบ่มเพาะขึ้นมาจากภายใน/บนผืนดินของสังคมไทยเอง

ไม่ใช่ภัยที่ถูกอิมพอร์ตเข้ามาโดย “ปีศาจแห่งความเป็นอื่น” จากภายนอก

สาม

เพื่อนที่ระลึก 3

สำหรับ “เพื่อน..ที่ระลึก” “ปัญหา” ที่เชื่อมโยงสังคมไทยสองยุคใน พ.ศ.2540 และ 2560 เข้าหากัน คือ “ปัญหาเศรษฐกิจ”

ตัวละครอันเป็นศูนย์กลางของเรื่องราวอย่าง “บุ๋ม” คือ ผู้หญิงที่ครอบครัวล่มสลายในวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ก่อนจะค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาใหม่หลังวิกฤต

ชีวิตของเธอดูน่าจะลงตัวดี แต่แล้วปัญหาต่างๆ ก็กลับมารุมเร้าอีกครั้งในปี 2560 ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ (ว่าด้วยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว) ปัญหาครอบครัว (ความปลอดภัยของลูกสาว) และปัญหาคั่งค้างจากอดีตเมื่อสองทศวรรษที่แล้ว (ที่ชักนำเธอไปพบกับ “ผี”)

แน่นอนว่าสำหรับสังคมไทยนอกภาพยนตร์เรื่องนี้ ปัญหาที่ค่อยๆ สุมรุมซ้อนทับในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา นั้นไม่ได้มีเพียง “ปัญหาเศรษฐกิจ”

เพราะในกรอบเวลาดังกล่าว บ้านเราต้องประสบกับปัญหาทางด้านการเมือง-สังคม อีกมากมายหลายด้าน

ไม่ว่าจะประเมินอย่างไร ผ่านมุมมองแบบไหน “สภาพสังคมไทยปัจจุบัน” ก็เป็นผลมาจากปัญหาสลับซับซ้อนหลายหน้าเหล่านั้น

หรืออย่างน้อยที่สุด หน้าตา รูปร่าง คุณลักษณ์ และลักษณะอัปลักษณ์ของ “สังคมไทย 2560” ก็มิได้ก่อร่างขึ้นมาจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งแบบเพียวๆ

และหากจะนับเอา “ปัญหาเศรษฐกิจ” เป็นปัจจัยสำคัญ ความเสียหายย่อยยับต่อศูนย์กลางทางธุรกิจที่เมืองหลวงและฐานะทางเศรษฐกิจของชนชั้นนำ-ชนชั้นกลางเมื่อปี 2540 ก็อาจส่งอิทธิพลมายัง “สังคมไทยยุคปัจจุบัน” ไม่เท่ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจ-รูปแบบการผลิตและบริโภคในภาคชนบท นับตั้งแต่ครึ่งหลังของทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา ด้วยซ้ำไป

การละเว้นไม่กล่าวถึงปัญหา/สภาพการณ์ด้านอื่นๆ (หรือละไว้ในฐานที่เข้าใจ) ใน “เพื่อน..ที่ระลึก” อาจนำไปสู่การตั้งคำถามเล่นๆ ได้อีกชุดใหญ่ เช่น

ในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย/เริ่มมีครอบครัวตอนอายุ 20 ปี บุ๋มมีท่าทีอย่างไรต่อชัยชนะของพรรคไทยรักไทย

ในวัยกลาง 20 บุ่มอยู่ตรงไหนท่ามกลางปรากฏการณ์หวาดกลัวหรือพยายามขับไล่ “ผีทักษิณ” ที่ก่อตัวขึ้น

ตอนบุ๋มอายุเกือบๆ 30 จนถึงกลาง 30 เธอมีปฏิสัมพันธ์อย่างไรกับเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า, การแบ่งสีเสื้อ, การเป่านกหวีด ตลอดจนการรัฐประหารสองหนภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ

สี่

เพื่อนที่ระลึก 1

เอาเข้าจริง วิธีเผชิญหน้ากับปัญหาเศรษฐกิจ-ครอบครัว-การคุกคามของ “ผี” ที่ตัวละครนำอย่างบุ๋มเลือกใช้นั้น มันอาจสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการมีปฏิสัมพันธ์กับปัญหาชุดอื่นๆ ของเธออยู่เหมือนกัน

ตัวอย่างน่าสนใจมากๆ ที่ปรากฏใน “เพื่อน..ที่ระลึก” คือ เมื่อประสบทางตันยามต้องปะทะกับผี-ต้องช่วยชีวิตลูกสาว-ต้องกอบกู้ธุรกิจส่วนตัว บุ๋มเองก็มีอาการบ้าคลั่งหน้ามืด แล้วดึงคนอื่นเข้ามาร่วมเผชิญปัญหาด้วยอย่างที่เขาไม่เต็มใจ

เห็นได้ชัดจากชะตากรรมของเด็กน้อยในไซต์ก่อสร้างคอนโดผีสิงที่ชื่อ “ม่อน”

ยามเข้าตาจน บุ๋มอยากโวยวาย-ทวงขอความเป็นธรรมจาก “ผีเพื่อนเก่า” ครั้นเธอพบว่าเด็กชายอายุไม่กี่ขวบอย่างม่อน เป็น “คนเห็นผี” บุ๋มก็ใช้ทุกวิถีทางในการบีบคั้นให้ม่อนช่วยเหลือเธอ รวมถึงการขู่จะไล่ครอบครัวแปดชีวิตของเด็กน้อยออกจากงาน

แล้วพอม่อนพยายามจะช่วยเหลือนายจ้าง แต่ภารกิจล้มเหลว ตัวเด็กน้อยเองโดนผีเล่นงานแทบเป็นบ้า บุ๋มก็ดำเนินชีวิตส่วนตัวอย่างสับสนหลงทางไปอีกพักใหญ่ และทิ้งม่อนไว้ ณ เบื้องหลัง

คนดูไม่อาจรับรู้ได้ว่าหลังจากโดนผีเล่นงานในคืนนั้น สภาพจิตใจของม่อนจะเป็นเช่นไร? แม่และครอบครัวของม่อนยังจะตัดสินใจทำงานที่ไซต์ก่อสร้างแห่งเดิมอยู่อีกหรือไม่? หรือต่อให้พวกเขาเลือกปักหลักทำงานกันต่อ แต่พอบุ๋มตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะไม่รีโนเวตคอนโดผีสิงแล้ว ครอบครัวของม่อนจะโยกย้ายไปทำงาน-อาศัยที่ไหน?

การหมกมุ่นกับการแก้ไขปมชีวิตส่วนตัว หรือการเผชิญโลกด้วยวิธีคิดที่นึกถึงแต่ตัวเองเป็นหลัก ทว่า เพิกเฉย/ละเลย/หลงลืมปัญหาอีกจำนวนหนึ่งที่ตนเองมีส่วนก่อขึ้นและส่งผลกระทบต่อผู้อื่น (ซึ่งก็สอดคล้องกับพล็อต/ประเด็นหลักของหนัง ที่ผลักดันให้ “ผี” ต้องกลับมาทวงสัญญา) อาจเป็นลักษณะเฉพาะในการดีลกับปัญหาต่างๆ ของตัวละครคนชั้นกลางกรุงเทพฯ อย่างบุ๋ม ก็ได้

ห้า

เพื่อนที่ระลึก ปก

อย่างไรก็ตาม การพยายามหาทางออกในช่วงท้ายเรื่องของบุ๋ม ก็ดูคล้ายจะเป็นการคิดต่อจากประเด็นที่ตั้งไว้ในเปเปอร์วิชาการของอิทธิเดชอยู่ไม่น้อย (โดยบังเอิญ)

นั่นคือ เหมือน “เพื่อน..ที่ระลึก” จะลองตั้งคำถามชวนให้คนดูฉุกคิดว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่เราจะเผชิญหน้าวิกฤต (ในกรณีนี้ คือ วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตชีวิตครอบครัว และวิกฤตจากข้อผิดพลาด-ความทรงจำบาดแผลส่วนบุคคล) ผ่านท่าทีที่ไปให้พ้นจากความเดือดดาล และการสร้าง “ความเป็นอื่น” หรือสร้างศัตรู/ภัยคุกคามบางประการ ขึ้นมาแบกรับความโกรธแค้นชิงชังในใจเรา

หรือถ้าพูดในบริบทเฉพาะของหนังเรื่องนี้ ก็คือ การไปให้พ้นจากภาวะ “ผีก็บ้า คนก็บอ”

อาจอธิบายขยายความต่อจากคำถามดังกล่าวได้ว่า

ในขณะที่หลายคนพยายามเดินหน้าชนวิกฤตการณ์หรือปัญหาบางชุด ด้วยอารมณ์โกรธ เกลียด คลั่ง แค้น ขาดสติ จนก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้นมาระลอกแล้วระลอกเล่า

เราจะสามารถเผชิญหน้ากับวิกฤต/ปัญหา ซึ่งอาจหมายถึงการรับมือกับผลตกค้างของความผิดพลาดจากอดีต และบาดแผลของความบกพร่องในปัจจุบันได้อย่างไร?

โดยไม่ต้องสร้าง “ศัตรู” “ภัยคุกคาม” หรือ “ความเป็นอื่น” ขึ้นมาเป็นกระโถนคอยรองรับการระเบิดอารมณ์โกรธเกลียดชังต่างๆ นานา อย่างไร้จุดสิ้นสุด

เราจะสามารถรับมือกับวิกฤต/ปัญหาต่างๆ ด้วยอารมณ์ ความรู้สึก ทัศนคติ และภูมิปัญญาแบบอื่นๆ ได้หรือไม่?

ผมรู้สึกว่าคำถามชุดนี้อาจกินความไปถึงปัญหา/วิกฤตการณ์ด้านอื่นๆ ในสังคมไทย ที่หนังเรื่อง “เพื่อน..ที่ระลึก” (จงใจ) ไม่ได้กล่าวถึงเอาไว้ด้วย

อย่างไรก็ดี คงต้องพึงตระหนักไว้เช่นกันว่า บุ๋มนั้นมีปฏิสัมพันธ์กับ “ผี” ในฐานะ “เพื่อน” ที่เท่าเทียมกัน และสามารถเจรจาต่อรองกันได้ (หลังจากค่อยๆ ตั้งสติ และลดทอนความหวั่นวิตกต่างๆ ลง)

ดังนั้น เมื่อเธอหยุดเตลิดเปิดเปิง ผีก็หยุดหลอกหลอน

การก้าวข้ามให้พ้นจากอารมณ์โกรธแค้นเดือดดาล จึงมีภาวะเสมอภาคเป็นหนึ่งในตัวแปร/ปัจจัยสำคัญ

 

คนมองหนัง

เขียนถึง “หนังสั้น 21” เท่าที่ได้ดู (2)

ย้ายรัง (ติณห์นวัช จันทร์คล้อย)

ย้ายรัง

ในแง่ “ความเป็นหนัง” แบบ “เพียวๆ” หนังสารคดีเรื่องนี้อาจไม่โดดเด่นทรงพลังมากนัก

แต่ผมชอบสิ่งที่ “ย้ายรัง” พยายามนำเสนอ นั่นคือ การฉายภาพให้เห็นถึง “กระบวนการแทบทุกส่วน” ของการทำหนังสารคดี เพื่อตอบโจทย์ทางสังคมและโจทย์ขององค์กรที่มอบเงินทุนสนับสนุน

หากพิจารณาลงลึกไปในแต่ละเสี้ยวส่วน “ย้ายรัง” อาจไม่ได้มีอะไรใหม่หรือเตะตาแบบสุดๆ เช่น การเผยให้เห็นตัวตน-วิธีคิดของคนทำหนัง/กิจกรรมเพื่อสังคม หรือ การให้บรรดาซับเจ็คท์ในหนังได้มีส่วนร่วมกับการสร้างสรรค์เรื่องราว ก็มีหนังสารคดีเรื่องอื่นทำกันมาจนเกร่อแล้ว

หรือเอาเข้าจริง ในตอนจบที่ฉายให้เห็นผลลัพธ์ของโครงการพัฒนาที่หนังสารคดีเรื่องนี้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ก็ออกจะดู “แปลกๆ” และ “ผิดที่ผิดทาง” ด้วยซ้ำ

แต่พอเอาทุกส่วนของหนังมาเขย่ารวม-ประกอบเข้าด้วยกัน ผมกลับรู้สึกค่อนข้างโอเคกับมัน

เพราะนอกจากจะได้เห็นการพยายามขับเคลื่อนอะไรบางอย่างจากจุดเริ่มต้นไปสู่บทสรุป (ในระดับหนึ่ง) อย่างสอดคล้อง เป็นลำดับขั้นตอน เป็นเหตุเป็นผลต่อกันแล้ว

เรายังได้เห็นภาวะลักลั่นย้อนแย้งบางประการซ่อนแฝงอยู่ด้วย (ซึ่งเป็นเสน่ห์ชวนฉุกคิดดี) อาทิ หนังเปิดเรื่องราวด้วยสถานการณ์ตึงเครียด เมื่อชาวบ้านคนจนเมืองในชุมชนแห่งหนึ่งมีความขัดแย้งกับหน่วยงาน/เจ้าหน้าที่รัฐ จากปัญหาเรื่องพื้นที่อยู่อาศัย แต่อีกด้าน หนังก็สรุปปิดท้ายเอาไว้ว่ามีองค์การมหาชนหน่วยงานหนึ่ง (ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐในอีกรูปแบบหนึ่ง) ได้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านกลุ่มนี้ และหนังก็กำลังบอกเล่าเรื่องราวในนามขององค์การมหาชนแห่งนั้นอยู่

อาญิง แซ่จาง (เกียรติศักดิ์ กิ่งแก้ว)

อาญิง

เรื่องราวในภาพรวมของหนังสารคดีเรื่องนี้อาจจะ “ไม่ใหม่” แล้ว แต่ขณะเดียวกัน ถ้าทำให้ถึง เรื่องราวประเภทนี้ก็สามารถตรึงใจคนดูไว้ได้เสมอ รวมถึงในกรณีของ “อาญิง แซ่จาง” ซึ่งมีองค์ประกอบบางส่วน (ในแง่การถ่ายทำ) ที่ไม่น่าจะดึงดูดให้คนดู “อิน” กับหนังได้ง่ายนัก แต่พอถึงจุดสำคัญจริงๆ หนังก็ยังจัดการคนดูได้อย่างอยู่หมัดพอสมควร

หนังสารคดีเรื่องนี้เล่าเรื่องของสตรีวัยกลางคนจากดอยสูงภาคเหนือ ที่เดินทางไปทำงานถึงสุดขอบแดนใต้ ชีวิตความเป็นอยู่ของหญิงคนนี้ไม่เดือดร้อน เธอไม่ใช่ “บุคคลไร้สัญชาติ” ด้วยซ้ำ แต่เธอต้องกลายสถานะเป็น “บุคคลเถื่อนไร้ตัวตน” ด้วยความผิดพลาดในการกรอกข้อมูลบางอย่าง และการต้องติดต่อกับระบบราชการเพื่อแก้ไขปัญหาก็ดำเนินไปอย่างยืดเยื้อไร้จุดสิ้นสุด

ในแง่เนื้อหา หนังนำเสนอประเด็นบางอย่างที่น่าสนใจดี คือ สุดท้าย การแก้ไขปัญหาข้างต้นก็ต้องอาศัยพลังของระบบอุปถัมภ์ค้ำจุนบางอย่าง

หรือกล่าวได้อีกอย่างว่าระบบราชการที่ซับซ้อนเชื่องช้าจะทำงานรวดเร็วทันใจขึ้น ไม่ใช่เพราะมีชาวบ้านไปติดต่อทวงถาม แต่ระบบนี้จะเวิร์ก ต่อเมื่อมีคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจ/สังคมสูงส่งพอสมควร และเป็นผู้อุปถัมภ์ชาวบ้านอีกต่อหนึ่ง เดินทางไปถึงที่ว่าการอำเภอ เพื่อทำหน้าที่เป็นปากเสียงประสานงานแทนชาวบ้าน

ในแง่เทคนิคการถ่ายทำ-เล่าเรื่อง “อาญิง แซ่จาง” เหมือนจะเดินสวนทางกับ “ย้ายรัง” อยู่พอสมควร เพราะในขณะที่หนังสารคดีเรื่องก่อนหน้าฉายให้เห็นถึงกระบวนการทำหนังที่ค่อนข้างครบถ้วนกระบวนความ แต่หนังเรื่องนี้กลับถ่ายทอดให้ผู้ชมได้รับรู้เลยว่าคนทำกำลังผลิตหนังเรื่องนี้ด้วย “เงื่อนไขข้อจำกัด” หรือ “ความบกพร่องขาดแคลน” บางประการ

ทั้งความขาดแคลนทางด้านอุปกรณ์-เทคนิค (ภาพและเสียง) และข้อจำกัดในแง่ที่หนังไป (แอบ) ถ่ายทำในสถานที่ราชการ จนไม่สามารถบันทึกเหตุการณ์บางอย่างได้อย่างครบถ้วนเป็นทางการ

(แต่ก็มีบางซีนที่หนังจงใจจะรักษาระยะห่างของตัวเองเอาไว้ในข้อจำกัดบางประการ เช่น ตอนที่คนทำหนังติดตามอาญิงไปเคารพหลุมศพของคนรัก -อยู่ห่างๆ- ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ดีเลยทีเดียว)

บางครั้ง ความขาดแคลนดังกล่าวได้ส่งผลให้หนังไร้พลังลงอย่างน่าเสียดาย แต่ในบางคราว ความขาดแคลนบางด้านก็อาจช่วยขับเน้นให้คนดูได้ตระหนักถึงความบกพร่องโอกาสหรือการดำเนินชีวิตอันแหว่งหวิ่น ที่ซับเจ็คท์ในหนังต้องเผชิญหน้ามาอย่างยาวนาน จนช่วยทวีพลังให้แก่หนังสารคดีเรื่องนี้ได้เช่นกัน

สวรรคาลัย (อภิชน รัตนาภายน)

สวรรคาลัย

คนทำหนังเรื่องนี้เข้าไปบันทึกภาพเหตุการณ์-บรรยากาศในโรงพยาบาลศิริราชเมื่อช่วงบ่าย-ค่ำ วันที่ 13 ตุลาคม 2559

“สวรรคาลัย” สามารถจับเอาอารมณ์โศกเศร้าตกตะลึงของผู้คนจำนวนมากมาได้ ผ่านสายตาแหลมคมของผู้สังเกตการณ์

อย่างไรก็ดี จุดที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจมากๆ ในหนัง ก็คือ พร้อมๆ กับการบันทึกอารมณ์ความรู้สึกโศกเศร้ามวลใหญ่ หนังสารคดีเรื่องนี้ยังสามารถจับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ บางประการ เอาไว้ได้ด้วย

เช่น การจับภาพคนที่มานั่งในโรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่ยังไม่มี “ข่าวความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่” ถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ เราจึงจะได้เห็นอากัปกิริยาที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปของคนเหล่านั้น จากการมีลักษณะทีเล่นทีจริง กังวลสลับผ่อนคลาย ไปสู่ภาวะตึงเครียด และโศกเศร้าในท้ายที่สุด

การจับความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ตรงจุดนี้ได้นี่แหละ ที่ทำให้เราตระหนักว่าความสูญเสียซึ่งเกิดขึ้นนั้น ส่งผลสะเทือนต่อปัจเจกบุคคลแต่ละรายอย่างลึกซึ้งเพียงใด

ขณะเดียวกัน ผมชอบที่หนังจับภาพของ “เด็กเล็กๆ” ที่อยู่ในโรงพยาบาลศิริราชอยู่เป็นระยะๆ โดยเด็กที่ยังอายุน้อยมากๆ บางคน อาจไม่สามารถเปล่งแสดงความรู้สึกโศกเศร้าออกมาได้อย่างเอ่อท้นเทียบเท่าผู้ใหญ่ใกล้ๆ ตัว

แต่การดำรงอยู่ของเยาวชนเหล่านี้ ท่ามกลางสถานการณ์แห่งความสูญเสียเช่นนั้น ย่อมมีนัยยะสำคัญอย่างแน่นอน เพราะพวกเขาคือกลุ่มคนที่จะค่อยๆ เติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากยุคสมัยของความเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559