จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ย้อนรอยที่มา “นิทานนางสิบสอง-พระรถเมรี”

วันนี้ (อาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม) ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “นางสิบสอง” (2562) จะได้ฤกษ์ประเดิมจอ

บล็อกคนมองหนังจึงอยากนำเสนอถึงรากเหง้า-ที่มาของนิทานโบราณเรื่อง “นางสิบสอง-พระรถเมรี” อย่างย่นย่อ

“นางสิบสอง-พระรถเมรี” (รวมถึงภาคต่อ คือ “พระสุธนมโนห์รา”) เป็นนิทานสำคัญหรือวัฒนธรรมร่วมของดินแดนในแถบอุษาคเนย์มาเนิ่นนาน

“สุจิตต์ วงษ์เทศ” อธิบายว่า “พระรถเมรี” กับ พระสุธนมโนห์รา” คือละครชาวบ้านเก่ายุคอยุธยา ซึ่งมีผู้คนนิยมชมชอบราวหลัง พ.ศ.2000 เป็นต้นมา

ละครทั้ง 2 เรื่องได้รับความนิยมแพร่หลาย เพราะมีโครงสร้างการดำเนินเรื่องแบบบ้านๆ ไม่ตายตัว สามารถปรับเปลี่ยนให้ถูกจริตชาวบ้านในยุคสมัยต่างๆ ได้ตลอดเวลา

สุจิตต์ยังเสนอว่า “พระรถเมรี-พระสุธนมโนราห์” คือ ตำนานบรรพชนลาวลุ่มน้ำโขง ซึ่งเคลื่อนย้ายตามชนกลุ่มนี้มาสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฟากตะวันตก ตั้งแต่หลัง พ.ศ.1500 โดยฟักตัวอยู่ในรัฐสุพรรณภูมิและรัฐเพชรบุรี แล้วแพร่กระจายไปถึงนครศรีธรรมราช

(ข้อมูลจาก สุจิตต์ วงษ์เทศ : พระรถ เมรี, สุธน มโนห์รา ละครชาวบ้านเก่าสุด ยุคอยุธยา https://www.matichon.co.th/columnists/news_115582)

หนังสือนาง 12

เมื่อ พ.ศ.2560 สถาบันภาษาศาสตร์และวัฒนธรรมศึกษาราชนครินทร์ และ คณะกรรมการฝ่ายวิจัย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดพิมพ์หนังสือเล่มใหญ่ “นางสิบสอง-พระรถเมรีศึกษา” ซึ่งรวบรวมบทความจากการประชุมวิชาการระดับชาติเรื่อง “ขับนิทานนางสิบสอง ขานทำนองพระรถเมรี: นิทานมรดกแห่งอุษาคเนย์” ออกวางจำหน่าย

“รัตนพล ชื่นค้า” อาจารย์ประจำภาควิชาวรรณคดี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บรรณาธิการของหนังสือ ชี้ว่านิทาน “นางสิบสอง-พระรถเมรี” เป็น “นิทานมรดกแห่งอุษาคเนย์” ซึ่งแพร่หลายทั้งในไทย, เมียนมา, ลาว และกัมพูชา

ในบทความ “นิทานเรื่องนางสิบสอง-พระรถเมรี: การถ่ายทอดเรื่องเล่าพื้นบ้านในอุษาคเนย์” เขียนโดย รัตนพล ชื่นค้า, ธันวพร เสรีชัยกุล และ จริยา สุพรรณ ระบุว่านอกจากนิทาน “นางสิบสอง” หรือ “พระรถเมรี” จะเป็นตำนานบรรพชนกลุ่มชาวลาว ซึ่งปรากฏอยู่ในตอนต้นพงศาวดารล้านช้าง และแพร่หลายไปตามการอพยพของชาวลาว คล้ายข้อเสนอของสุจิตต์แล้ว

คณะผู้เขียนยังอ้างอิงวิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิตหัวข้อ “การศึกษาเชิงเปรียบเทียบเรื่องพระรถ-เมรีฉบับต่างๆ” ของ “นันทพร พวงแก้ว” ซึ่งเสนอว่านิทานเรื่องนี้อาจมีที่มาจากนิทานอินเดียแถบเบงกอลและแคชเมียร์

โดยน่าจะแพร่หลายเข้ามาผสมผสานอยู่ในวัฒนธรรมท้องถิ่นของอุษาคเนย์

ขอบคุณภาพนำจาก ยูทูบสามเศียร

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“ขวานฟ้าหน้าดำ” ตอนอวสาน จะคว้าเรตติ้งเท่าไหร่? จะ “โหดสัส” ขนาดไหน?

วันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2562 ละคร “ขวานฟ้าหน้าดำ” เวอร์ชั่นล่าสุดจะปิดฉากอวสานลงในตอนที่ 37 โดยมี 2 ประเด็นน่าจับตา ดังนี้

เรตติ้งตอนจบจะสวยงามแค่ไหน?

พอออกอากาศในช่วงโค้งสุดท้าย เรตติ้งของ “ขวานฟ้าหน้าดำ” ก็พุ่งกระฉูดขึ้นมา จากเดิมที่วนเวียนอยู่แถวๆ หลัก 4-5 แต่สัปดาห์ก่อน ความนิยมกลับขยับไปอยู่ตรงตัวเลข 5 และ 6

โดยในวันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม (ตอนที่ 35) ละครเรื่องนี้ได้เรตติ้ง 5.689 ส่วนวันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม (ตอนที่ 36) เรตติ้งก็ทะยานไปถึง 6.278 ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับแต่ออกอากาศมา

คำถามน่าสนใจ คือ ตอนอวสานของ “ขวานฟ้าหน้าดำ” จะคว้าเรตติ้งไปได้เท่าไหร่? จะถึงหลัก 7 หรือไม่?

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/tvrating-week-15-21-july-62/

บทอำลาจะ “โหดสัส” ขนาดไหน?

นอกจากจะเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่มีความยาวน้อยที่สุดในรอบหลายปีแล้ว

อีกหนึ่งลักษณะเด่น ที่ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” อาจจะมีความแตกต่างจากผลงานระยะหลังๆ ของค่ายสามเศียร ก็คือ บทสรุปของบรรดาตัวละคร

ละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่อง 7 ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มักมีบทอวสานที่ “คลีน” พอสมควร

ดังเช่น “เทพสามฤดู 2560” ที่แทบจะไม่มีตัวละครหลัก ทั้งฝ่ายร้ายและฝ่ายดี ต้องเสียชีวิตลงเลย

ขณะที่ใน “สังข์ทอง 2561” ผู้ที่ต้องดับสูญ ก็คือ บรรดาตัวร้าย ไม่ใช่ตัวละครสมทบฝ่ายธรรมะ อาทิ พี่หอยทากและหกพระพี่เลี้ยง (ซึ่งเคยต้องพลีชีพใน “สังข์ทอง 2550”)

อย่างไรก็ดี สำหรับกรณีของ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” แค่ยังไม่ถึงตอนจบ ตัวละครทั้งสองฝ่ายต่างก็ทยอยตายลงไปเป็นจำนวนมาก ไล่ตั้งแต่บุรีรมย์ราชา, เศรษฐีปัญจะ, แม่ของขวาน, ศรีสมิง, แม่มดนาถสุดา, หมื่นสุรไกร-หมื่นสีหนาท, อำมาตย์ทินกร และ อำมาตย์แสงเพชร (แถมยังไม่แน่ใจชะตากรรมของพี่หุ่นฟาง)

นอกจากนี้ เมื่อทางสามเศียรปล่อยคลิปตัวอย่างของละครตอนจบออกมา ก็น่าจะมีตัวละครฝ่ายดีและฝ่ายร้ายที่ต้องม้วยมรณาอีกหลายราย

“ขวานฟ้าหน้าดำ” จึงอาจเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ดุเดือดเลือดพล่านและ “โหดสัส” ที่สุดในรอบหลายปี

ขอบคุณภาพนำจาก https://www.instagram.com/khawtuasnl/

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เปิดตัวนักแสดงนำ “นางสิบสอง 2562” เตรียมประเดิมจอ 28 กรกฎาคม!

อัพเดตข่าวล่าสุด

เปิดตัว 12 นักแสดงหญิง ผู้สวมบทบาท “นางสิบสอง” 2562

รู้จัก “ณพบ ประสบลาภ” ผู้สวมบท “ท้าวรถสิทธิ์ 2562” (พร้อมอัพเดตเรตติ้งละคร “นางสิบสอง”)

“นางสิบสอง 2562” และผู้กำกับจักรๆ วงศ์ๆ หน้าใหม่คนแรกในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ!

“หนำเลี้ยบ” กลับมากำกับ “นางสิบสอง” หลัง “ปลื้ม สังวริบุตร” คุมงานช่วง 5 ตอนแรก

“ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” อวสานที่ 37 ตอน

ได้ฤกษ์บวงสรวงเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา สำหรับละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “นางสิบสอง” (2562) ซึ่งจะแพร่ภาพตอนแรกในวันที่ 28 กรกฎาคมนี้ ถัดจาก “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562”

เท่ากับว่า “ขวานฟ้าหน้าดำ” เวอร์ชั่นล่าสุด จะออกอากาศรวมทั้งสิ้น 37 ตอน ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติของละครจักรๆ วงศ์ๆ ค่ายสามเศียร ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา (ก่อนหน้านี้ “อุทัยเทวี 2560” ที่กระแสไม่เปรี้ยงปร้างนัก ก็ยังออกอากาศถึง 40 ตอน)

ต้องจับตาดูว่า เรตติ้งตอนอวสานของ “ขวานฟ้าหน้าดำ” นั้นจะเป็นอย่างไร? จะสามารถทำได้ดีกว่ามาตรฐานเฉลี่ย 4-5 ของตัวเองได้หรือไม่?

“นางสิบสอง 2562” ละครฟอร์มยักษ์ตัวจริงประจำปีนี้ของค่ายสามเศียร

ถ้าพิจารณาจากจำนวนตัวละครอันมากมายและกองทัพนักแสดงที่ยกมาเกือบหมดค่าย ก็ต้องยอมรับว่า “นางสิบสอง” นั้นมีสเกลใหญ่กว่า “ละครขัดตาทัพ” เช่น “ขวานฟ้าหน้าดำ” ชัดเจน

ขณะเดียวกัน “นางสิบสอง” ก็มีโอกาสจะโกยเรตติ้งหรือดึงดูดใจมหาชน (ชาวไทยและประเทศเพื่อนบ้าน) ได้สูงกว่า “ขวานฟ้าหน้าดำ”

ทั้งเพราะรสชาติเรื่องราว ที่มีทั้งความโหดเหี้ยม (ควักลูกตา-กินเด็กทารก) ผนวกด้วยบทลงเอยในแบบโศกนาฏกรรมระหว่าง “พระรถเสน” กับ “นางเมรี”

และการเป็นนิทานสำคัญหรือวัฒนธรรมร่วมของหลายๆ ดินแดนในแถบอุษาคเนย์ มาแต่เดิม

นี่จึงเป็นละครฟอร์มยักษ์ตัวจริงประจำปี 2562 ของค่ายสามเศียร

เปิดตัวนักแสดง “นางสิบสอง 2562”

สำหรับผู้รับบท “ท้าวรถสิทธิ์” ใน “นางสิบสอง” เวอร์ชั่นใหม่ คือ “ณพบ ประสบลาภ” ซึ่งถือเป็นการหวนกลับมาสวมบทเด่นในละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่อง 7 อีกครั้งหนึ่งของเขา หลังจากต้องถอยไปรับบทรองๆ มาพักใหญ่ (ทั้งนี้ ไม่นับบท “ขุนแผน” ในช่องจ๊ะทิงจา)

ส่วนเหล่า “นางสิบสอง” นั้น มีทั้งนักแสดงหน้าใหม่ และนักแสดงหน้าเดิม ที่หลายคนเคยผ่านบทพระธิดาใน “สังข์ทอง 2561” หรือบทบาทอื่นๆ ในละครพื้นบ้านมาแล้ว อาทิ

“นาย ชนุชตรา สุขสันต์” “พิมพ์ อัญรส ปุณณโกศล” “เพลง ชนารดี อุ่นทะศรี” “แก้ม กัญจน์อมล เคล้าจิตพูลสุข” “มีน วรัญภรณ์ พัฒน์ช่วย”

รวมถึง “ปูเป้ เกศรินทร์ น้อยผึ้ง” ที่ผันตนเองจากบท “รจนา” พระธิดาองค์เล็กของท้าวสามนต์ มาสู่ “เภา” น้องคนสุดท้องในบรรดา “นางสิบสอง”

คลิกอ่าน เปิดตัว “หกพระพี่นาง” แห่ง “สังข์ทอง 2561”

ด้าน “นางยักษ์สันธมาลา” จะรับบทโดย “แคนดี้ ชุติมา เอเวอรี่” ซึ่งปัจจุบัน กลายเป็นนักแสดงจักรๆ วงศ์ๆ มากประสบการณ์ไปแล้ว

คลิกอ่าน ท่องนคร “ทานตะวัน” เมืองยักษ์ใน “นางสิบสอง 2562”

ข้ามไปยังตัวเอกรุ่นลูกกันบ้าง

ผู้รับบท “พระรถเสน” ก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจาก “ข้าวตู พลพจน์ พูลนิล” (หรือ “ขวาน/สุธาเทพ” แห่ง “ขวานฟ้าหน้าดำ”)

View this post on Instagram

ถึงน้องจะเป็นยักษ์ พี่ก็รักน้องเมรีของพี่นะครับ😍😍😍😍😍 มาเปนกลอนจ้า พระรถเสน-เมรี (พระรถเมรี) ติดตามชม นางสิบสอง (ตอนแรก) วันอาทิตย์ที่ 28 ก.ค.นี้ 08.00 น. ช่อง 7hd ——————————————– รถเสน รับบทโดย พลพจน์ พูลนิล เมรี รับบทโดย พิงค์ กมลวรรณ #นางสิบสอง #พระรถเสน #นางเมรี #พระรถเมรี #นางสิบสอง2562 #สามเศียร #ดีด้าวิดีโอ #ช่อง7hd #ละครพื้นบ้าน #ละครจักรๆวงศ์ๆ #หนังเจ้า @khawtuasnl @pinkkamonwan_missteen11 Credit @khawtu_ppfans 🥰🥰🥰🥰🥰🥰🥰🥰🥰🥰 ฝากติดตามผลงานของพี่ข้าวตูและพี่พิงค์ด้วยนะครับ พระนางคู่ใหม่ นางสิบสอง 2562

A post shared by lakornthaipeunban_official (@lakornthaipeunban_official) on

แต่ที่เซอร์ไพรส์คือผู้สวมบท “เมรี” ในฉบับนี้ ซึ่งพลิกโผเป็น “พิงค์ กมลวรรณ ศตรัตพะยูน” อดีตรองอันดับหนึ่ง มิสทีนไทยแลนด์ 2011 และผู้เข้าประกวดนางสาวไทย พ.ศ.2559

ที่เลื่อนชั้นมาจากบท “โหงพราย/หงส์ฟ้า” อันกึ่งร้ายกึ่งตลก ใน “สังข์ทอง 2561”

คลิกอ่าน รู้จักผู้รับบท “หงส์ฟ้า/โหงพราย” นางร้าย “สังข์ทอง” เธอคืออีกหนึ่งคนที่มาจากเวทีนางงาม

นอกจากนี้ ตัวละครสมทบจำนวนมากใน “นางสิบสอง 2562” ยังเต็มไปด้วยนักแสดงดาวเด่นของสามเศียร

ไม่ว่าจะเป็น “ขวัญ ปิ่นทิพย์ อรชร” “ม่อน สุรศักดิ์ สุวรรณวงษ์” “ปอนด์ โอภาภูมิ ชิตาพัณณ์” “บุ๊ค พบศิลป์ โตสกุล” “รัฐ รัฐศิลป์ นลินธนาพัฒน์” “ปลั๊ก สวีเดน ทะสานนท์” “แมน สุพศิน แสงรัตนทองคำ” “บีท สุกฤษฏิ์ สงแก้ว”

คลิกอ่าน เปิดตัว “หกเขย” ที่หลากหลายทั้ง “ชาติพันธุ์” และ “เพศสภาพ” ใน “สังข์ทอง 2561”

ไล่ไปถึงรุ่นใหญ่อย่าง “ลูกศร อรศศิพัชร์ มามีเกตุรัตน์” และ “ไพโรจน์ สังวริบุตร”

ที่สำคัญ ยังมีนักแสดงอาวุโสท่านหนึ่งมาร่วมแสดงใน “นางสิบสอง 2562” ด้วย นั่นคือ “อรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา” ซึ่งจะสวมบท “ยายค่อม” (ที่ตนเองเคยแสดงเอาไว้หนหนึ่งแล้ว ใน “นางสิบสอง 2543”)

ถือว่าคุณป้าอรสาเลือกรับงานได้เด็ดขาดทีเดียว หลังจากเมื่อช่วงครึ่งปีแรกของ พ.ศ.2562 แกก็ร่วมแสดงในละคร “กรงกรรม” โปรแกรมเรตติ้งสูงของฝั่งช่อง 3

ขอบคุณ ภาพนำจากเพจ Ch7HD Entertainment

เกร็ดความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ “นางสิบสอง”

“นางสิบสอง 2562” เมื่อปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่อง “ลูกมากยากจน”

ย้อนรอยที่มา “นิทานนางสิบสอง-พระรถเมรี”

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“ศรีสมิง” ตัวละครลับรายสุดท้ายของ “ขวานฟ้าหน้าดำ”

ศรีสมิง 2

แม้จะเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนอวสาน แต่ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ก็ยังมีตัวละครหน้าใหม่ๆ ปรากฏออกมา

ตัวละครรายล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัว คือ นางเสือสมิง หรือ “ศรีสมิง” ซึ่งต่อไปจะกลายเป็นหนึ่งในผู้ช่วยสำคัญของขวาน-พระธิดาบุษยา เช่นเดียวกับ “พี่หุ่นฟาง” และสองกุมาร “รัก-ยม”

นี่แสดงให้เห็นว่าฝ่ายขวานหรือสุธาเทพ ก็มีพันธมิตรพรรคพวกเพื่อนฝูงเป็นอมนุษย์ผู้ทรงฤทธิ์เหมือนกัน ไม่ต่างอะไรจากพระเจ้า/อำมาตย์แสงเพชร และท่านหญิง/แม่มดนาถสุดา

ศรีสมิง 1

สำหรับผู้รับบท “ศรีสมิง” นั้นเป็นนักแสดงหน้าใหม่ของค่ายสามเศียร (แต่เคยมีผลงานในแวดวงบันเทิงมาบ้างก่อนหน้านี้) ชื่อ “อเล็กซองดร้า เลอมีร์”

ผู้สนใจสามารถทำความรู้จักอเล็กซองดร้าให้มากขึ้น ได้จากคลิปของคุณ “พชรปพน” ซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้ละครจักรๆ วงศ์ๆ ท่านหนึ่ง และมีข้อมูลเกี่ยวกับดารานักแสดงละครประเภทนี้ที่แน่นปึ้กทีเดียว

ขอบคุณภาพประกอบจาก ยูทูบสามเศียร

คนมองหนัง

บทแนะนำ “กระเบนราหู” (Manta Ray)

หมายเหตุ

กระเบนราหู โปสเตอร์ทางการ

นี่เป็น “บทแนะนำ” มากกว่าจะเป็น “บทวิจารณ์” หรืองานเขียนวิเคราะห์ตีความหนังอย่างจริงจัง เพราะเขียนขึ้นจากโน้ตย่อๆ ที่ผมบันทึกเอาไว้ หลังชม “กระเบนราหู” ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์เมื่อปลายปีก่อน

ระหว่างรื้อฟื้นบันทึกสั้นๆ เพื่อนำมาแปรสภาพเป็นงานเขียน เมื่อเวลาผ่านพ้นไปหลายเดือน ความทรงจำเกี่ยวกับรายละเอียดจำนวนมากในหนังจึงตกหล่นบกพร่องพอสมควร

คิดว่าอาจมีงานเขียนขนาดยาวกว่านี้ หลังผมได้ชม “กระเบนราหู” อีกรอบ ในเมืองไทย

ว่าด้วยการ “แทนที่”

ลักษณะเด่นประการแรกสุด ที่หนังสาธิตให้ผู้ชมเห็น คือ การทดลองนำคนไทยไป “แทนที่” ผู้อพยพชาวโรฮิงญา และทดลองนำผู้อพยพชาวโรฮิงญามา “แทนที่” คนไทย

โดยให้ฝ่ายหนึ่งลองกลายเป็นบุคคลที่มีบาดแผล ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างอยุติธรรม ไร้อัตลักษณ์ตัวตน ไร้บ้าน หรือแทบจะสิ้นไร้ทุกอย่าง

แล้วเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ลองมีอัตลักษณ์ตัวตน มีบ้าน มีเมีย หรือมีเกือบทุกอย่างที่ตนเองเคยขาด

เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีชุด “ประสบการณ์” ร่วมกัน หรืออาจพูดในแบบไทยๆ ได้ว่า “เอาใจเขามาใส่ใจเรา”

อย่างไรก็ดี “กระเบนราหู” คล้ายจะย้ำเตือนให้คนดูตระหนักว่า “การแทนที่” ทำนองนี้ ไม่สามารถ “แทน” กันได้ “แนบสนิท”

เพราะด้านหนึ่ง ผู้อพยพชาวโรฮิงญา เช่น “ธงชัย” ก็ไม่อาจเป็น “เจ้าของบ้าน” ซึ่งครอบครองทุกอย่าง-ทุกคนได้โดยแท้จริง

อีกด้านหนึ่ง แม้ชาวประมงคนไทยอาจตกระกำลำบาก ถูกกระทำอย่างโหดร้ายทารุณ แต่เขาก็ยังมิได้สูญสิ้นความเป็นมนุษย์ จนถึงขั้นไร้เสียงพูด (ไร้สิทธิ์) และมีเหลือเพียงเสียงลมหายใจร่ำร้องเพื่อเอาชีวิตรอด ดังเช่นเพื่อนผู้อพยพ

หนัง “มนุษยธรรม-มนุษยนิยม” ที่ไปไกลกว่าการมี “มนุษย์” เป็นศูนย์กลาง

กระเบนราหู 1

หลายคนอาจประเมินว่า “กระเบนราหู” ให้ความสำคัญแก่เรื่องมนุษยธรรมและหลักการมนุษยนิยม

เนื่องจากหนังไม่เพียงสื่อสารประเด็นเกี่ยวกับ “ชาวโรฮิงญา” หากยังพยายามสำรวจตรวจสอบสภาพ “ความเป็นมนุษย์” ไปจนถึงระดับรากฐานที่สุด นั่นคือ การเป็นมนุษย์ผู้เปลือยเปล่า ไร้ตัวตน ไร้ที่อยู่อาศัย ไร้ภาษา

ทว่าพร้อมๆ กันนั้น หนังก็ฉายภาพให้เห็นว่าสรรพสิ่งและสรรพชีวิตต่างๆ เช่น แสงไฟ LED ที่ทำให้บ้านไม้โทรมๆ กลายสภาพเป็นดิสโก้เธค และทำให้มนุษย์ธรรมดาเป็นมาก/น้อยกว่ามนุษย์ปกติ, หินสีลึกลับทรงคุณค่าในพื้นที่ป่า ตลอดจนกระเบนราหูในท้องทะเล ล้วนโอบล้อมชะตากรรม-โศกนาฏกรรมของมนุษย์เอาไว้

วัตถุสิ่งของ-สิ่งมีชีวิตที่มิใช่มนุษย์เหล่านี้ อาจเป็นภาพแทน-สัญลักษณ์-บริบทของความทุกข์ตรม ความโศกเศร้า ความอยุติธรรม ความโดดเดี่ยว ความหวัง ต่างๆ นานา ที่มนุษย์ต้องเผชิญหน้า, อยากจะหลีกเลี่ยง หรือใฝ่ฝันถึง

หรืออาจเป็นสภาวะแวดล้อมที่ดำรงอยู่เคียงขนาน แต่ไม่เกี่ยวข้องใดๆ เลยกับวิถีความเป็นไปของมนุษย์ และข้ามพ้นไปจากความรู้-ความเข้าใจของมนุษย์ส่วนใหญ่

หากมองในแง่นี้ หนังยาวของพุทธิพงษ์จึงทั้งแคร์มนุษย์ และทดลองจะเล่าเรื่องราวซึ่งไปไกลเกินกว่าการมี “มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” อันเป็นระลอกความเคลื่อนไหวของแวดวงวิชาการสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ร่วมสมัย

สำหรับผู้สนใจประเด็นวิชาการดังกล่าว แนะนำให้ลองดู-ฟังคลิปการบรรยายโดย ดร.ไกรวุฒิ จุลพงศธร

บางรูปธรรมที่ขาดหาย

กระเบนราหู 11 กค

ถ้าถามว่าโดยส่วนตัวรู้สึก “ติดขัด” อะไรกับ “กระเบนราหู” บ้างหรือไม่?

ผมจะรู้สึกว่าหนังมีลักษณะเป็นนามธรรมค่อนข้างสูงและนำเสนอข้อถกเถียงในเชิงปรัชญาอย่างเข้มข้นจริงจังลึกซึ้ง จนคนดูที่คาดหวังความบันเทิงอาจเข้าถึงได้ไม่ง่ายนัก

ท่วงท่าลีลาการเล่าเรื่องเช่นนั้น ยังส่งผลให้ประเด็นรูปธรรมบางอย่างขาดหายไป

แม้หนังจะกล่าวถึงกระบวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอุตสาหกรรมประมง ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องผู้อพยพ “ชาวโรฮิงญา”

แต่บทบาทของ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ซึ่งมีส่วนปราบปราม/กีดกัน/กอบโกยผลประโยชน์จาก “ชาวโรฮิงญา” เช่นกัน กลับมิได้ปรากฏชัดเจนนักในหนังเรื่องนี้

(ผมไม่แน่ใจว่า “ตัวละครปริศนา” ที่ซุ่มซ่อนอยู่ในป่า คือ “เจ้าหน้าที่รัฐ” หรือไม่?)

คนมองหนัง

ครุ่นคิดถึง “Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า”

(เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ)

หนึ่ง

เห็นด้วยว่าอย่างน้อยที่สุด หนังแตกต่างจาก “Snap” หรือ “ตั้งวง” แน่ๆ กล่าวคือ “Where We Belong” ไม่ได้มีบริบททางการเมืองเป็นฉากหลังของเรื่องราวอย่างชัดเจน (มีแค่บทสนทนาเรื่องวัยรุ่นอายุ 18 ปี มีสิทธิ์เลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งก็ยังไม่มาถึงเสียที ณ ช่วงต้นๆ)

ดังนั้น เราจึงไม่จำเป็นจะต้องอ่านหนังเรื่องล่าสุดของ “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” ผ่านกรอบว่าด้วยความขัดแย้งในสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย หรือประทับตราว่าหนังเรื่องนี้ คือ “ภาพยนตร์การเมือง”

(นี่อาจเป็นคนละประเด็นกับเรื่องการนำเสนออารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในบางเจนเนอเรชั่น ซึ่งนำไปสู่ปฏิบัติการทางสังคมหรือผลกระทบทางการเมืองบางอย่าง)

สอง

ก๋วยเตี๋ยวหมูเลียง

ระหว่างดูหนังไปราวๆ ครึ่งเรื่อง จะนึกถึงแนวคิดที่ได้มาจากนักวิชาการชาวต่างประเทศคนหนึ่ง (ซึ่งผมสรุปเอาตามความเข้าใจของตัวเองอีกที)

นักวิชาการคนนั้นเสนอว่า ความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมจำนวนมากมักถูกค้ำจุนไว้ด้วยโครงสร้างความคิดบางอย่าง ที่คอยกด-กำหนดกรอบความคิดจินตนาการของผู้คนในฝ่ายที่เสียเปรียบ/ด้อยอำนาจเอาไว้

กระทั่งพวกเขามิเพียงยินยอมจะถูกกดขี่ขูดรีด/ใช้สอยอยู่ในวังวนเดิมๆ เรื่อยไป แต่ยังมักวิตกกังวลแทน-ทุกข์ร้อนแทน-ชอบคิดปกป้องผลประโยชน์ให้ฝ่ายที่ได้เปรียบ/มีอำนาจมากกว่า ทั้งๆ ที่คนฝ่ายหลังไม่เคยเป็นเดือดเป็นร้อนแทนพวกเขาเลย

แนวคิดนี้แว้บเข้ามาในหัวผม เมื่อได้ตามติดชีวิตของ “เบล” และย่าของเธอไปเรื่อยๆ

ย่าของเบลไม่เพียงต้องนั่งจมจ่อมอยู่ในบ้าน เพราะปัญหาเรื่องอายุและข้อจำกัดทางด้านกายภาพ หากแกยังผูกมัดตนเองเข้ากับภาพฝันจินตนาการว่าด้วยอารมณ์รักใคร่ครั้งแรกๆ ในชีวิต ซึ่งสาบสูญไปอย่างรวดเร็วในความเป็นจริง แต่ติดแน่นเหลือเกินในความทรงจำ

เบลก็ไม่ต่างจากย่า ตรงที่เธอมักพาตัวเองเข้าไปเป็นฝ่ายเสียเปรียบ/ผู้ต้องอุทิศแรงกายแรงใจ ภายใต้โครงสร้างความสัมพันธ์ที่คล้ายจะเสมอภาคแต่ไม่เท่าเทียมกัน ในนามของ “มิตรภาพ”

เบลไม่เพียงต้องเสียสละความฝัน-ความสุขส่วนตัวให้แก่ครอบครัว ทว่าเธอยังกลายเป็น “ตัวเสือก” ที่พยายามทุกข์ร้อน วิตกกังวล กระทั่งเจ็บตัวแทน “เพื่อนรัก” โดยไม่หวังอะไรเป็นการตอบแทน (และก็แทบไม่ได้รับอะไรเป็นการตอบแทนจริงๆ)

เด็กสาวอย่างเบลไม่ได้รู้สึกมีปัญหากับโครงสร้างความสัมพันธ์แบบเดิมๆ ที่เธอเป็นฝ่ายถูกขูดรีด/ใช้สอย

อาจเพราะจินตนาการของเบลได้ถูกกล่อมเกลาครอบงำเอาไว้อย่างเบ็ดเสร็จแล้ว ว่าเธอต้องอยู่ใน “สถานที่” แห่งนี้ และอยู่กับสถานภาพเช่นนี้ตลอดไป

เป็น “ซู” ต่างหากที่หวังจะหลีกหนีออกจากโครงสร้างความสัมพันธ์ข้างต้น เธอไม่ต้องการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น หรือพูดอีกอย่าง คือ การแบกรับกิจการร้านก๋วยเตี๋ยวหมูเลียงของพ่อ

เธอไม่พยายามผูกพันกับใครในชุมชนให้แน่นเหนียวเกินไป (หรือพยายามรักษาระยะห่างจากพวกเขา) เพื่อจะไม่ต้องตกเป็น “เบี้ยล่าง” (เฉกเช่นเบล)

รวมทั้งพยายามปลดเปลื้องพันธนาการรายรอบตัวต่างๆ ทั้งที่มาในรูปความทรงจำ ความคาดหวัง และสถานที่/พื้นที่ (ซึ่งสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง)

น่าสนใจว่า ระหว่างทางของการหลบหนีออกจากข้อจำกัดเดิมๆ ซูค่อยๆ ขยับเขยื้อนสถานะของตนเอง ไปสู่จุดที่สามารถขูดรีดกดดันเพื่อนรักและคนรู้จักอีกหลายรายได้มากขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้โครงสร้างความสัมพันธ์แบบเก่าที่เธอกำลังจะสลัดทิ้งนั่นแหละ

สาม

wwb poster 2

แม้ชื่อหนัง-ประเด็นหลักของหนัง ดูจะผูกพันอยู่กับ “สถานที่/พื้นที่” แต่พอเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ อีกประเด็นที่ถูกให้ความสำคัญไม่แพ้กัน ก็คือ “ตัวตน” ที่ผันแปร/เปลี่ยนแปลง/สลับสับเปลี่ยนไป

ซูกับเบลเคยสนทนากันว่าพวกเธอในวัย 30 หรือ 40 ปี จะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน จากช่วงวัยสิบปลายๆ ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย

“Where We Belong” มิได้ให้คำตอบชัดเจนต่อคำถามข้อนี้ หนังทำได้เพียงแสดงนัยยะว่าซูคงไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ภายหลังการตัดสินใจสำคัญช่วงท้ายเรื่อง

แต่จุดที่น่าสนใจจริงๆ เกี่ยวกับประเด็น “ตัวตน” อันไม่หยุดนิ่ง กลับปรากฏผ่านกรณี “หัวใจ” ของ “แม่ซู” และบทบาทของ “คนทรง/ลุงกู้ภัย”

ซูเคยเชื่อว่า “ตัวตนแก่นแท้” ของแม่ผู้ล่วงลับ นั้นไม่ใช่เรื่องจิตวิญญาณ หากเป็น “อวัยวะหัวใจ”

ความเชื่อเช่นนี้เริ่มถูกสั่นคลอน เมื่อเธอพบว่า “คนทรง” เพศชาย สามารถปฏิบัติตนเป็นสื่อกลางที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณของแม่ออกมาได้อย่างเต็มเปี่ยม

ก่อนที่ความเชื่อทั้งหมดทั้งมวลจะพังทลายลง เมื่อซูตระหนักว่ามนุษย์ผู้มี “หัวใจแม่เธอ” อยู่ในร่าง คือ เด็กสาวใจแตกและยังไม่พร้อมจะเป็น “แม่คน”

“คนทรง” ที่ปรากฏกายขึ้นสั้นๆ ไม่เพียงทำให้ซูสงสัยเรื่อง “ตัวตนแก่นแท้” ของแม่ แต่ “แม่ในร่างคนทรง” ยังกระตุกให้เด็กสาวเกิดภาวะลังเลใจว่าเธอควรปักหลักอยู่ที่จันทบุรีบ้านเกิด หรือเดินทางไปเมืองนอกตามความปรารถนา

“สถานที่อื่น” นั้นเหมาะสมกับซู มากกว่า “สถานที่ปัจจุบัน” จริงหรือไม่?

แต่ในอีกสถานภาพหนึ่ง “คนทรง” ก็กลายเป็น “คุณลุงขับรถกู้ภัย” ที่เข้ามาช่วยเหลือซู-เบล จากเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทตบตีกับแก๊งของ “หญิงสาวผู้ครอบครองหัวใจแม่”

“คุณลุงกู้ภัย” คือคนที่กระตุ้นให้ซูยอมรับว่าบ้านนี้เมืองนี้มันก็จะย่ำแย่เหมือนที่มันเคยแย่ และความเชื่อที่ว่าถ้าเราทนใช้ชีวิตต่อไป ทุกอย่างจะลงตัวและดีขึ้นเองนั้นเป็นเพียงคำพูดโกหก

“ตัวตน” ที่ผันแปรเปลี่ยนแปลง จึงมีความเชื่อมโยงกับการตัดสินใจว่าเราจะปักหลักฝังตรึงตนเองลงใน “สถานที่/พื้นที่” ใด “สถานที่/พื้นที่” หนึ่งหรือไม่? และการทะลุกรอบคิดจินตนาการชนิดเดิมๆ ที่เหนี่ยวรั้งชีวิตมนุษย์เอาไว้

สี่

where we belong

ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับคนที่มองว่า “Where We Belong” ไม่ใช่ “หนังวัยรุ่นจริงๆ” แต่เป็นหนังที่ฉวยใช้ตัวละครวัยรุ่นในการสื่อสารประเด็นอะไรบางอย่าง

จากประสบการณ์ส่วนตัว โลกสมัยวัยรุ่นของผมไม่ได้หม่นเศร้า เคว้งคว้าง เลื่อนลอย หนืดเนือย เหมือนโลกของซู-เบล

แม้กระทั่งโลกของวัยรุ่นยุคปัจจุบัน (ที่ชื่นชอบ BNK48) ก็อาจไม่ได้หม่นหมอง หรือเต็มไปด้วยการไตร่ตรองสะท้อนคิดขนาดนั้น

หนังไม่ได้บรรจุไว้ซึ่งอารมณ์เร่าร้อน ความหุนหันพลันแล่น ความสนุกสนาน หรือวิถีชีวิตแบบวัยรุ่น (หนึ่งตัวอย่างในเชิงรูปธรรม คือ หนังให้เวลากับพฤติกรรมการใช้/เล่นโซเชียลมีเดียของเด็กยุคใหม่น้อยมากๆ)

ผมออกจะรู้สึกว่าภาวะจะไปหรือไม่ไปจากบ้านเกิดดี รวมถึงภาวะต้องปักหลักอยู่กับพื้นที่/วิถีชีวิตเดิมตลอดไป เพื่อจะรับผิดชอบชีวิตผู้อื่นนั้น มีแนวโน้มจะเป็นปัญหาของมนุษย์วัยกลางคน มากกว่าเด็กสาววัยรุ่น (ส่วนใหญ่)

เวลาซู-เบล ถกเถียง ตั้งคำถาม สนทนากัน ผมจึงมักนึกถึงสเตตัสเฟซบุ๊กของเพื่อนบางคน (วัย 30 กลางๆ) ที่มุ่งหมายจะไปทำงานและใช้ชีวิตครอบครัวในเมืองนอก เพราะทนไม่ไหวกับความผิดปกติต่างๆ ในสังคมไทย ทว่าอีกด้านหนึ่ง เขา/เธอก็ยังครุ่นคิด/หัวเสียถึงบ้านเกิดอยู่เสมอๆ

อาการละล้าละลังของสองเด็กสาวในหนังคงเดช ทำให้ผมนึกถึงบทสนทนาระหว่างตนเองกับเพื่อนเก่าสมัยมัธยม ในงานเลี้ยงรุ่นเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

เราสองคนคุยกันเรื่องธุรกิจของครอบครัวที่กำลังประสบปัญหาเพราะเทคโนโลยีดิจิทัล และต่างก็ไม่รู้ชัดจะไปยังไงกันต่อ หรือสิ่งที่พยายามแก้ไขปัญหากันอยู่ มันถูกต้องจริงหรือไม่

เพื่อนคนนั้นเพิ่งมีลูกสาวอายุ 1 ขวบ แต่ก็เริ่มมองหาลู่ทางในอนาคตให้ลูกไว้แล้ว แน่นอน เขาคงส่งเด็กน้อยเข้าโรงเรียนอินเตอร์ หลังจากนั้น เธอคงมีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยีและภาษาต่างประเทศสูงกว่าคนรุ่นพ่อแม่

อย่างไรก็ตาม พอเพื่อนผมถามตัวเองว่าลูกสาวควรเรียนอะไรดีในระดับมหาวิทยาลัย เขากลับยังคาดการณ์อนาคตไม่ออก เพราะคนรุ่นพวกเราไม่อาจหยั่งรู้ว่าโลกในวันข้างหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปไกลขนาดไหน

ขณะเดียวกัน แค่การสืบสานธุรกิจที่บ้านในปัจจุบัน และการต้องทุ่มเทเวลา-รับผิดชอบค่าใช้จ่ายจำนวนมากเพื่อดูแลเลี้ยงลูกคนเดียว นั่นก็คือภาระหนักหนาสาหัสมากๆ แล้ว

ด้วยเหตุนี้ แม้ “Where We Belong” จะมิใช่ “นิทานเปรียบเทียบ” ว่าด้วยความขัดแย้งทางการเมืองยุคปัจจุบัน

ทว่าผมอยากเสนอว่านี่เป็น “นิทานเปรียบเทียบ” ว่าด้วยการครุ่นคิด-อาการวิตกกังวล-ความไม่แน่ใจต่อชีวิตและสภาพสังคมรอบข้าง ในอดีต/ปัจจุบัน/อนาคต ของมนุษย์วัยกลางคน (ประมาณ 35-54 ปี ถ้าพูดในภาษาการตลาดออนไลน์ 555) ผู้กลับไม่ได้ไปไม่ถึงและมีเรื่องให้ห่วงหน้าพะวงหลังเยอะแยะวุ่นวาย

โดยทั้งหมดถูกบอกเล่าผ่านตัวละครเด็กสาวอายุต่ำกว่า 20 ปี

นี่อาจเป็นได้ทั้ง “จุดเด่น” และ “จุดด้อย” ของภาพยนตร์เรื่อง “Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า”

(หนังสั้นพรีเควลของ “Where We Belong” เพิ่งได้รับการเผยแพร่ออกมา ผมเองก็ยังไม่ได้ดูเหมือนกัน 555)

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ปิดกล้องแล้ว! ละครจักรๆ วงศ์ๆ คิวถัดไป คือ “นางสิบสอง”

สุดสัปดาห์นี้ “ขวานฟ้าหน้าดำ” จะแพร่ภาพเป็นตอนที่ 31 และ 32 แต่ขณะเดียวกัน ก็มีข้อมูลจากอินสตาแกรมของนักแสดงนำและทีมงานถ่ายทำว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ ได้ปิดกล้องลงเรียบร้อยแล้ว

จึงเป็นไปได้ว่าความยาวของ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” น่าจะอยู่ราวๆ 40 ตอน

แม้เรตติ้งของ “ขวานฟ้าหน้าดำ” ฉบับนี้ จะวิ่งไปมาอยู่แถวๆ หลัก 4-5 แต่ปัจจัยดังกล่าวคงไม่ถึงกับทำให้ละครถูกตัดตอนหรือรวบรัดให้สั้นลง

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาโครงสร้างเรื่องราวของ “ขวานฟ้าหน้าดำ” ซึ่งจัดเป็นนิทานจักรๆ วงศ์ๆ รุ่นใหม่แล้ว เราต้องยอมรับว่าพล็อตเรื่องมีลักษณะกระชับตายตัวชัดเจน ไม่มีช่องว่างในการเล่นมุขแบบด้นสดมากนัก ตัวละครต่างๆ ไม่ได้มีเยอะแยะมากมาย อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครก็ไม่สลับซับซ้อน

จนผู้ผลิตละครโทรทัศน์ไม่สามารถขยายความ (หรือพาเรื่องออกทะเล) ให้ยืดยาว ได้เหมือนกับละครจักรๆ วงศ์ๆ ซึ่งมีที่มาจากนิทานพื้นบ้านดั้งเดิม เช่น “สังข์ทอง” หรือ “แก้วหน้าม้า”

หากเปรียบเทียบกับ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2540” ละครเวอร์ชั่นนั้นก็ออกอากาศประมาณสี่เดือน ใกล้เคียงกับ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ที่เริ่มต้นแพร่ภาพเมื่อกลางเดือนมีนาคม และอาจอวสานลงในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม

สำหรับละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องถัดไปของค่ายสามเศียรนั้น ถ้าไม่มีอะไรพลิกโผ คงจะเป็น “นางสิบสอง” ซึ่งเปิดกล้องพร้อมๆ กับ “ขวานฟ้าหน้าดำ” นั่นเอง

โดยล่าสุด อินสตาแกรม lakornthaijukwong รายงานว่า จะมีงานบวงสรวงละคร “นางสิบสอง 2562” อีกครั้ง ในวันที่ 18 กรกฎาคมนี้

View this post on Instagram

๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๒ บวงสรวงละคร นางสิบสอง ณ โรงถ่ายละครลาดหลุมแก้วปทุมธานี เวลา ๐๙.๐๐ ณ. – เช่นเดิมค่ะ ทางเราไปและไลฟ์สดทางเพจไอจีเหมือนเดิมค่ะ – รอบนี้น่าจะแค่นางสิบสองกับพระรถเมรีนะคะ พระสุธนมโนราห์คงจะอีกรอบนึง #นางสิบสอง #พระรถเมรี #พระสุธนมโนราห์ #สู่เวรกรรมพ่อแม่นำน้องปล่อยพนา #โฉมสคราญสิบสองนางแรกรุ่น

A post shared by ℒ𝒶𝓀𝑜𝓇𝓃𝓉𝒽𝒶𝒾𝒿𝓊𝓀𝓌𝑜𝓃𝑔 👁💠 (@lakornthaijukwong) on

ขอบคุณภาพนำจาก ยูทูบ Ch7HD

ข่าวบันเทิง

“ลี ชาตะเมธีกุล” คนเชื้อสายไทยลำดับสี่ ที่ได้เป็นกรรมการออสการ์

“ลี ชาตะเมธีกุล” นักลำดับภาพคนสำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ได้รับการเสนอชื่อเข้าเป็นสมาชิกของสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา

ส่งผลให้เขามีสถานะเป็นกรรมการผู้มีสิทธิ์โหวตคัดเลือกผลงานที่จะได้รับรางวัลออสการ์

57-09-143_BAIHUMPOK_G-Kim

ลีทำงานตัดต่อภาพยนตร์มาเกือบสองทศวรรษ ภายหลังจบการศึกษาจากสหรัฐ

ในแวดวงภาพยนตร์ไทย เขามีส่วนร่วมกับทั้งหนังอาร์ตเฮาส์และหนังสตูดิโอ อาทิ สุดเสน่หา, สัตว์ประหลาด และลุงบุญมีระลึกชาติ (อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล), คืนไร้เงา (พิมพกา โตวิระ), วันเดอร์ฟูลทาวน์ (อาทิตย์ อัสสรัตน์), ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ (บรรจง ปิสัญธนะกูล และ ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ), รักแห่งสยาม (ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล) นาคี 2 (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) และ นคร-สวรรค์ (พวงสร้อย อักษรสว่าง) เป็นต้น

นอกจากนี้ ลียังเป็นนักตัดต่อหนังระดับทวีป เมื่อเขาเคยได้รับรางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยมจากเอเชียน ฟิล์ม อวอร์ดส์ ถึงสามหน จากหนังไทยเรื่องแสงศตวรรษ, หนังมาเลเซียเรื่อง Karaoke และหนังสิงคโปร์เรื่อง Apprentice (เครดิตการตัดต่อร่วมกับนาตาลี โซห์)

ลีมีผลงานกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวอยู่หนึ่งเรื่อง คือ “ภวังค์รัก” (Concrete Clouds)

ปัจจุบัน เขามีสถานะเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านโพสต์โปรดักชั่น ที่มีผลงานดูแลกระบวนการหลังการถ่ายทำของทั้งหนังไทย, หนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, หนังตะวันออกกลาง และหนังยุโรป รวมถึงภาพยนตร์เรื่องดังอย่าง Call Me by Your Name ในนามบริษัท “ไวท์ ไลท์ สตูดิโอ” ซึ่งเขาร่วมหุ้นกับเพื่อนๆ

ลีคือคนเชื้อสายไทยลำดับที่สี่ ที่ได้รับเชิญเป็นกรรมการออสการ์ ถัดจากอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (ผู้กำกับภาพยนตร์), สุทธิรัตน์ ลาลาภ (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย) และ สยมภู มุกดีพร้อม (ผู้กำกับภาพ) ซึ่งเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนของไวท์ ไลท์ สตูดิโอ เช่นกัน

ภาพประกอบจาก หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

ข้อมูลบางส่วนจาก บางกอกโพสต์

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวข้อง

รู้ไหม? นอกจาก “อภิชาติพงศ์” ยังมีคนเชื้อสายไทยอีกหนึ่งราย ที่ได้สิทธิ์โหวตออสการ์

ข่าวดี “สยมภู” ได้รับเชิญเป็นกรรมการตัดสินออสการ์!

“อภิชาติพงศ์” เตรียมหันหลังให้ภารกิจ “โหวตออสการ์” เผยต้องเสียทั้ง “เวลา” และ “เงิน”!