จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เฉลย! “สุวิชา” ผู้เขียนบท “นางสิบสอง 2562” คือมือเก๋า “รัมภา ภิรมย์ภักดี”

เพิ่งเสิร์ชเจอบทสัมภาษณ์ ชีวิต-แนวคิดการเขียนบทละครจักรๆ วงศ์ๆ ของ “รัมภา ภิรมย์ภักดี” ต้นตอวลี “แม่ไม่ปลื้ม” โดย กันตพงศ์ ก้อนนาค ซึ่งเผยแพร่ในเว็บไซต์ศิลปวัฒนธรรม ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2562

นี่คือบทสัมภาษณ์ “ครูตุ้ม รัมภา ภิรมย์ภักดี” ว่าด้วยงานเขียนบทโทรทัศน์ละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่เข้มข้นจริงจังชิ้นหนึ่ง และทำให้ได้รับทราบข้อมูลชัวร์ๆ แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าผู้เขียนบท “นางสิบสอง 2562” ผ่านนามปากกา “สุวิชา” ก็คือ รัมภา นั่นเอง

ตีความใหม่ “นางสิบสอง”

สุวิชา นางสิบสอง

ครูตุ้มเล่าให้กันตพงศ์ฟังถึงการเขียนบท “นางสิบสอง” ฉบับใหม่ ซึ่งสอดแทรกประเด็นบางอย่างที่แตกต่างไปจากฉบับเดิมๆ โดยเฉพาะข้อขัดแย้งระหว่าง “เศรษฐีนนท์” คนธรรมดาปากไม่ดี กับ “พาลเทพ” เทวดาเจ้าคิดเจ้าแค้นจอมกลั่นแกล้ง

“ใช่ครูกำลังเขียนเรื่องนางสิบสอง ซึ่งตอนนี้เขียนไปได้แล้วประมาณสามตอน การผลิตครั้งนี้ต่างไปจากครั้งก่อน ครูปรับลักษณะนิสัยตัวละคร จากครั้งก่อนคือตัวพ่อของนางทั้งสิบสองที่จะค่อยๆ จนลง อาจโดนโกง จนถึงนำลูกทั้งสิบสองคนไปปล่อยในป่า แต่ครั้งนี้ครูปรับตัวเศรษฐีให้เป็นคนปากไม่ดี ท้าเทวดาจนเทวดาไม่พอใจ ใช้วิธีการต่างๆ กลั่นแกล้งจนเศรษฐีหมดตัว และการมีลูกถึงสิบสองคนนั้นเกิดจากการกลั่นแกล้งของเทวดา เหมือนกับผู้อำนาจที่คอยแกล้งชาวบ้าน การทำแบบนี้ทำให้เห็นว่าเป็นการกระทำที่ผู้มีอำนาจไม่ควรกระทำต่อผู้ที่อยู่ภายใต้การปกครอง”

วิธีการเขียนบทละครจักรๆ วงศ์ๆ

รัมภา-ภิรมย์ภักดี
รัมภา ภิรมย์ภักดี (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม)

วิธีการเขียนบทละครโทรทัศน์ของรัมภานั้นจะเป็นการเขียนเรื่องราวให้มีความต่อเนื่องขยับขยายไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการร่างโครงสร้างใดๆ ขึ้นมาก่อน ดังที่เธอระบุว่า

“ครูไม่ทำทรีตเม้นท์ไม่ร่างไม่แร่ง (หัวเราะ) ครูเขียนออกมาเลย จินตนาการครูออกมาเต็ม แต่เราต้องคุมเรื่องให้ได้ เราจึงรู้สึกสนุก เคยมีครั้งหนึ่งสถานีโทรทัศน์ขอทรีตเม้นท์ก่อน แต่เราก็บอกว่า…ไม่มี (หัวเราะ) พยายามเขียนแต่เรามีอิสระมาก เช่น การ์ตูนจ้ะทิงจา ครูเขียน อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ ในสุดสาครยังมีมือถือเลย (หัวเราะ) ไปแบบสุด”

รัมภายังเล่าถึงวิธีการดัดแปลงนิทานวัดเกาะมาเป็นละครทีวีไว้อย่างน่าสนใจว่า

“โครงเรื่องโดยส่วนใหญ่มาจากนิทานวัดเกาะ ซึ่งเนื้อเรื่องจะยาว พระเอกนางเอกเจอกันมีลูกมีหลานว่าไปเรื่อย เป็นคนละเรื่องไปเลย เหมือนเป็นการฝึกไปด้วย เรื่องแรกที่เขียนของละครจักรๆ วงศ์ๆ คือเรื่อง “เทพสามฤดู” (ปี 2530) ตอนแรกเราก็เขียนไม่เป็น ก็ว่าตามหนังสือ ครูอ่านทั้งเล่ม ซึ่งเป็นร้อยกรองทั้งหมด แล้วเขียนตามเขาทั้งเล่ม จนน้าหรั่ง (ไพรัช สังวริบุตร) เรียกไปคุย ตัวละครในเรื่องจะหมดแล้ว (ต้อง) แตกไปเรื่อย เขาเลยสอนใหม่ นำหนังสือมาแค่คู่แรก แล้วเรามาขยายความต่อเอง ยากมากเลย มันมีแค่นิดเดียว แต่ครูเรียนจบด้านวรรณคดีอังกฤษมา ครูนำมาปรับให้เป็นของไทยค่อนข้างเยอะ ตอนเด็กอ่านนิทานกริมม์ นิทานแอนเดอร์เซน นิทานอีสป ครูก็ปรับมาใช้ในละคร ปรับมาเรื่อยจนเรื่องที่สอง ปรับให้ร่วมสมัย ปรับสิ่งรอบตัวในปัจจุบันให้เป็นอดีต ให้คนปัจจุบันเข้าใจ เหมือนให้คนดูเข้าไปอยู่ในเรื่องได้”

การเขียนบทโดยไม่วางโครงเรื่องก็ดี และการนำนิทานวัดเกาะมาแต่งเสริมเติมต่อก็ดี อาจนำมาสู่ลักษณะ “ด้นสด” หรือ “ออกทะเล/มหาสมุทร” (มีความหมายทั้งในแง่บวกและลบ) ซึ่งเป็นอัตลักษณ์สำคัญของละครจักรๆ วงศ์ๆ ค่ายสามเศียร

ผู้สร้างสรรค์ “เจ้าชายไชยันต์” แห่ง “สังข์ทอง 2561”

สรุป ไชยันต์

ในฐานะผู้เขียนบท “สังข์ทอง 2561” ครูตุ้มพูดคุยกับกันตพงศ์ถึงกระบวนการสร้างตัวละครเพศทางเลือกอย่าง “เจ้าชายไชยันต์” เอาไว้ว่า

“คนชื่นชอบมากเลยตัวละครตัวนี้ หนึ่งในเขยของท้าวสามล ครูไม่ได้เขียนให้มันดราม่า แรง ตัวละครตัวนี้ไม่ได้ตั้งใจมาเลือกคู่ เขามาดูผู้ชาย มันตื่นตาตื่นใจ แต่พวงมาลัยที่ธิดาท้าวสามลเสี่ยงดันมาทางเขา พ่อแม่บังคับให้มีเมีย สมัยใหม่ก็เป็นแบบนี้อยากให้ลูกมีหลานไว้สืบสกุล สมัยก่อนไม่อยากให้ใครรู้ว่าลูกเป็นเลยให้แต่งงาน สมัยนี้เปิดเยอะกว่า ตอนจบต้องทำให้ดูว่าเขาไม่สามารถกลับเป็นผู้ชาย มันง่ายไป เป็นไปไม่ได้ ตัวละครขอโทษ เขามีพี่ชายฝาแฝด เป็นการปลอบใจ เมียเสียใจ จะเปลี่ยนได้อย่างไร”

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“Memoria” ได้ผู้จัดจำหน่ายในทวีปอเมริกาเหนือเจ้าเดียวกับ “Parasite”

สื่อต่างประเทศรายงานข่าวว่า บริษัท NEON จะได้เป็นผู้ถือครองสิทธิในการจัดจำหน่ายภาพยนตร์เรื่อง “Memoria” ของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ในพื้นที่ทวีปอเมริกาเหนือ (รวมถึงสหรัฐอเมริกา)

ทั้งนี้ NEON เพิ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง ในการนำภาพยนตร์เกาหลีดีกรีรางวัลปาล์มทองคำอย่าง “Parasite” ไปบุกตลาดอเมริกา

ณ ปัจจุบัน “Parasite” โกยรายได้ในสหรัฐไปแล้วร่วม 10 ล้านเหรียญ และทำเงินทั่วโลกเกิน 100 ล้านเหรียญ

ที่มา

https://lwlies.com/articles/apichatpong-weerasethakul-tilda-switon-memoria-neon/

https://www.hollywoodreporter.com/news/neon-nabs-memoria-starring-tilda-swinton-north-america-1253137

ภาพประกอบจาก

https://www.instagram.com/burningbluecine/

ข่าวบันเทิง

“อโนชา” เป็นตัวแทนคนทำหนังจากไทยในโปรเจ็คท์ “Mekong 2030”

เทศกาลภาพยนตร์หลวงพระบางประกาศจัดสร้างภาพยนตร์ “omnibus film” (หนังยาวที่ประกอบด้วยหนังสั้นหลายเรื่องในธีมเดียวกัน) ภายใต้ชื่อโปรเจ็คท์ว่า “Mekong 2030”

ผลงานรวมหนังสั้นข้ามพรมแดนเรื่องนี้ จะมีเนื้อหาว่าด้วยการครุ่นคำนึงถึงอนาคตของแม่น้ำโขงและสภาพชุมชนริมฝั่งน้ำใน ค.ศ.2030 หรืออีกหนึ่งทศวรรษข้างหน้า

นี่เป็นการใช้สื่อภาพยนตร์ส่องสะท้อนชะตากรรมของแม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านประเทศจีน เมียนมา ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับปัญหามลพิษและผลลัพธ์จากการก่อสร้างเขื่อนหลายแห่ง อันก่อให้เกิดวิวาทะข้อถกเถียงตามมา

“Mekong 2030” จะประกอบด้วยหนังสั้นจำนวนห้าเรื่องจากลาว, กัมพูชา, เมียนมา, ไทย และเวียดนาม

mekong 2030

ในส่วนหนังสั้นไทยที่ชื่อ “The Line” นั้น เป็นผลงานการกำกับของ “อโนชา สุวิชากรพงศ์”

หนังจะบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปินรายหนึ่ง ซึ่งกำลังเตรียมตัวเปิดแสดงนิทรรศการศิลปะ ที่มุ่งความสนใจไปยังประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อในเรื่องวิญญาณและสิ่งเหนือธรรมชาติกับระบบนิเวศน์ของแม่น้ำโขง

หนังจะนำเสนอวิถีที่พรมแดนเส้นแบ่งระหว่างงานศิลปะกับโลกที่งานศิลปะดังกล่าวนำเสนอ ได้ค่อยๆ หลอมรวมเข้าหากัน ภายในพื้นที่เฉพาะ ซึ่งเปิดโอกาสให้ความรู้หลากหลายแบบมาประสานบรรจบซึ่งกันและกัน

ทั้งนี้ “Krabi, 2562” หนังยาวเรื่องล่าสุดที่อโนชากำกับฯ ร่วมกับ “เบน ริเวอร์ส” ศิลปินชาวสหราชอาณาจักร เพิ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในงานเอเชีย แปซิฟิก สกรีน อวอร์ดส์

ที่มา

https://www.hollywoodreporter.com/news/mekong-2030-anthology-focus-plight-mekong-river-1251960

https://www.lpfilmfest.org/mekong-2030/

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“โย” นวัตกรรมของ “นางสิบสอง 62” – “เมรีวัยทารก” เธอมีสายเลือดศิลปินเต็มเปี่ยม!

รู้จัก “โย” น้าผีย่อส่วนและลูกพี่ลูกน้องของ “รถเสน”

โย 2

แล้วนวัตกรรมสุดเจ๋งของ “นางสิบสอง 2562” ก็ได้ฤกษ์ออกจอ

นั่นคือ ตัวละครผีโครงกระดูกตัวน้อย (น้าผีขนาดย่อส่วน) ที่ชื่อ “โย”

“โย” เป็นลูกของ “ใย” พี่สาว “เภา” เท่ากับว่าผีโครงกระดูกตนนี้มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้อง (พี่) ของ “รถเสน” นั่นเอง

ตามเรื่องราวของละครเวอร์ชั่นนี้ “โย” คือหนึ่งในทารกบุตร “นางสิบสอง” ที่ตายแต่แรกเกิด ก่อนจะโดนแม่ๆ ป้าๆ น้าๆ ซึ่งถูกควักลูกตา-กักขังอยู่ในถ้ำ นำเนื้อไปย่างกินเพื่อประทังชีวิต

โย 1

ต่อมา ผีโครงกระดูกตัวน้อยญาติๆ ของ “โย” อีกสิบราย ได้เดินหายไปในแสงสว่างที่ปรากฏขึ้นกลางถ้ำ (ไปผุดไปเกิด) ขณะที่ “โย” กลับไม่ยอมเดินตามไป และเฝ้าวนเวียนอยู่กับแม่ ป้าๆ น้าๆ และลูกพี่ลูกน้องภายในถ้ำ

“พระธิดาเมรีตัวน้อย” เธอมีสายเลือดศิลปินเต็มเปี่ยม!

เมรีน้อย

หลายคนอาจคิดว่า “เมรี” ใน “นางสิบสอง” ฉบับนี้ นั้นสวมบทบาทโดยนักแสดงสองคน คือ น้อง “ชาลิสา คูคีรีเขตต์” ในวัยเด็ก และ “กมลวรรณ ศตรัตพะยูน” ในวัยสาว

อย่างไรก็ดี จริงๆ แล้ว ยังมีนักแสดงตัวน้อยๆ อีกหนึ่งรายที่มารับบท “เมรี” ในวัยทารก นั่นก็คือ น้อง “เกศ อิศรางกูร ณ อยุธยา” 

น่าสนใจว่า “น้องเกศ” นั้นมีสายเลือดศิลปิน-นักแสดงอยู่อย่างเต็มเปี่ยม โดยคุณพ่อและคุณย่าของเธอก็ได้ร่วมแสดงในละคร “นางสิบสอง” นี้ด้วย

เพราะย่าของ “น้องเกศ” คือ “อรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา” นักแสดงอาวุโส ผู้รับบท “ยายค่อม”

ส่วนพ่อของ “น้องเกศ” คือ “สาร์รินทร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา” ที่ร่วมแสดงในละครจักรๆ วงศ์ๆ ค่ายสามเศียร มาหลายต่อหลายเรื่อง นอกจากบท “หมื่นยิ่งยวด” ใน “นางสิบสอง 2562” แล้ว ก็ยังมีบทพระพี่เลี้ยงเขยฝรั่งใน “สังข์ทอง 2561” และ “หมื่นมิตร” ใน “เทพสามฤดู 2560” เป็นต้น

ครอบครัวอิศรางกูร 2

เท่ากับว่าปู่ของ “น้องเกศ” นั้นคือ “สักรินทร์ ปุญญฤทธิ์” เอลวิสเมืองไทยผู้ล่วงลับ และคุณทวด (แม่ของย่า) ของเธอคือ “มารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา” นักแสดงอาวุโสวัย 99 ปี

นอกจากนี้ “น้องเกศ” ยังมีศักดิ์เป็นหลานสาวของ “จิระวดี อิศรางกูร ณ อยุธยา” (ซึ่งเป็นน้องสาว “อรสา”) ทั้งยังเป็นลูกพี่ลูกน้องของ “นรินทร ชฎาภัทรวรโชติ” มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2019 (ผู้เป็นหลานตาของ “สักรินทร์”)

ขอบคุณภาพประกอบจาก ยูทูบสามเศียร และ สาร์รินทร์ อิศรางกูร ณอยุธยา

คนมองหนัง

3 ประเด็นเกี่ยวกับ “ดิว ไปด้วยกันนะ”

หนึ่ง

2538

พอได้ฟังพวกเพลง “ดีเกินไป” หรือ “…ก่อน” ตลอดจนวัตถุความทรงจำเกี่ยวกับยุค 90 ภายในหนัง ก็จะเกิดความอยากเรื่องหนึ่งขึ้นมา นั่นคือ ถึงเวลาหรือยังที่เราจะสร้างเรื่องเล่าดีๆ ที่มีวัฒนธรรมในยุค 90 เป็นแก่นกลางของตัวเรื่อง มิใช่บริบทแวดล้อม ฉากหลังรางๆ หรือกิมมิกน่ารักๆ

เพราะผมรู้สึกว่าวัฒนธรรมยุค 90 ยังไม่ได้เป็นแกนกลางในเรื่องเล่าของหนังไทยอย่าง “ดิว ไปด้วยกันนะ” หรือกระทั่ง “2538 อัลเทอร์มาจีบ” เสียทีเดียว

ผมยังอยากอ่านหนังสือหรือดูหนังสารคดี-หนังฟิกชั่น ที่พูดถึงเพลงยุค 90, วัฒนธรรมวิทยุ-โทรทัศน์ยุค 90, วงการหนังไทยยุคโพสต์ต้มยำกุ้ง, พวกอาชีพที่ไม่ค่อยจะเหลือรอดแล้ว เช่น นักวิจารณ์บันเทิงและนักแต่งเพลงในค่ายใหญ่ เรื่อยไปถึงความฝันของสังคมไทยและสภาวะการเมืองไทยตั้งแต่กลาง 2530-กลาง 2540 กันอย่างจริงจังตลอดทั้งเรื่อง/เล่ม

เรื่องเล่าประเภทนี้ (ซึ่งทำให้ “ยุค 90” เป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งที่ดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องอ้างอิงกับปัจจุบันมากนัก) อาจจะทำให้เราพินิจพิจารณาประวัติศาสตร์สังคม-วัฒนธรรมของ “ยุค 90” อย่างแตกต่างออกไป แทนที่จะปฏิบัติต่อมันในฐานะนิทานเปรียบเทียบซึ่งช่วยทำความเข้าใจปัจจุบันหรือความรู้สึกโหยหาอดีตที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน เพียงเท่านั้น

(หรือเปล่า?)

สอง

ตามความเห็นส่วนตัว ประเด็นน่าสนใจที่แฝงอยู่ภายใต้เรื่องราวเกี่ยวกับการกลับชาติมาเกิด/การระลึกชาติเชิงปาฏิหาริย์ ใน “ดิว ไปด้วยกันนะ” ก็คือ ปัญหาว่าด้วยการสืบทอดภารกิจ การส่งมอบคุณค่าบางประการ และการดำรงอยู่ของความมุ่งมั่นใฝ่ฝัน/อุปสรรคบางอย่าง ท่ามกลางภาวะเปลี่ยนผันของวันเวลา

(นี่ทำให้ผมไม่ค่อยรู้สึกมีปัญหากับหนังช่วงครึ่งหลัง และออกจะชอบมันอยู่มากพอสมควร)

อารมณ์ความรู้สึก ความรัก ความทรงจำ เกี่ยวกับ “ดิว” ยังคงอยู่ในตัวตนของ “ภพ” คนเดิม

ขณะเดียวกัน อารมณ์ความรู้สึก ความรัก ความทรงจำ เกี่ยวกับ “ดิว” และ “ภพ” ก็ถูกส่งมอบสืบต่อมาถึง “หลิว”

วัตถุพยานความรักและความใฝ่ฝันส่วนบุคคลของเด็กหนุ่มสองคนเมื่อกว่าสองทศวรรษก่อน ที่ปรากฏผ่านเพลง “…ก่อน” และ กิจกรรม “บันจี้จัมพ์” ยังคงไหลเลื่อนแทรกซึมเข้าสู่สายสัมพันธ์แหวกจารีตระหว่างครูกับศิษย์ ณ ต้นทศวรรษ 2560

บรรทัดฐานทางสังคมต่างชุด ที่คอยจัดการกับกรณี “รักร่วมเพศ” ระหว่างเพื่อน และกรณี “การล่วงละเมิดทางเพศ” ระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก คืออุปสรรคกีดกั้นที่คอยขัดขวางความรักบริสุทธิ์ของปัจเจกบุคคลสองรายในทุกยุคสมัย

คล้ายคลึงกับที่ “แม่ดิว” และ “เมียภพ” พยายามทำหน้าที่อย่างเดียวกัน คือ การแสดงออกซึ่งความรักในนามของครอบครัว เพื่อเหนี่ยวรั้ง “ลูกและสามี” ไม่ให้จากไป ทว่าล้มเหลว

ณ ฉากสำคัญช่วงท้ายเรื่อง “ครูรัชนี” ซึ่งเป็นตัวละครคนหนึ่งที่มีบทบาทในทั้งสองช่วงเวลา และรู้จัก “ดิว-ภพ-หลิว” ดี ได้ให้โอวาทแก่ “ครูภพ” หลังกระทำเรื่องพลาดพลั้งซ้ำสองว่า เขาควรจะต้องปล่อยวางอดีตเสียบ้าง อย่าไปยึดติดกับมัน

นี่เป็นคล้าย “สัจธรรม” ที่ฟังดูสมเหตุสมผล และมักเป็นบทสรุปที่หนัง/ละคร/นิยายซึ่งเล่าเรื่องราวผ่านธีมการรำลึกความหลัง มักเลือกจะลงเอย

“สัจธรรม” เช่นนั้นคืออุปสรรคลำดับที่สาม สำหรับ “ภพ” และ “ดิวในร่างหลิว”

อย่างไรก็ดี “ภพ” กับ “หลิว/ดิว” กลับยึดติด ไม่ปล่อยวาง และเลือกจะดิ่งจมลงสู่ห้วงความสัมพันธ์ที่หลายคนพิพากษาว่าเป็นไปไม่ได้ เพื่อสืบสานภารกิจที่พวกตนเคยประสบความล้มเหลว (สำหรับผม การไม่เชื่อฟัง “ครูรัชนี” และการต่อยพ่อของ “ภพ” นั้นแทบจะเป็นการต่อสู้ขัดขืนในลักษณะเดียวกัน)

ด้านหนึ่ง สิ่งที่พวกเขาพยายามสานต่อ อาจเป็น “คุณค่าสากล” (เช่น รักแท้หรือรักบริสุทธิ์) ที่ปักหลักมั่นคงท้าทายกาลเวลา

อีกด้านหนึ่ง นี่อาจเป็นสัญลักษณ์/ภาพแทนของ “จิตวิญญาณ/อารมณ์ความรู้สึกแห่งยุคสมัยหนึ่ง” (จิตวิญญาณ-อารมณ์ความรู้สึกของวัยรุ่นยุค 90) ซึ่งพุ่งทะลุผ่านมิติเวลา โดยมีบางคนเท่านั้นที่พร้อมจะอินและเข้าอกเข้าใจมัน

นี่คือคุณลักษณ์สองด้านที่สอดประสาน-ช่วยผลักดันให้ความใฝ่ฝันและสายสัมพันธ์บางประเภทของผู้คนบางคู่บางกลุ่ม ดำเนินต่อเนื่องไปได้ไม่มีวันสิ้นสุด

สาม

กรณีจับ “เด็กผู้ชายเบี่ยงเบน” ไปฝึกวินัยที่ค่ายทหารในหนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงอีกกรณีหนึ่ง สมัยตัวเองขึ้น ม.4

ครั้งนั้น มีเพื่อนร่วมรุ่นของผมจำนวนไม่น้อยที่เกรดเฉลี่ยตอน ม.ต้น ไม่มากพอจะได้เรียนต่อในระดับมัธยมปลาย ทางโรงเรียนจึงจัดโครงการพิเศษ โดยให้เพื่อนๆ กลุ่มดังกล่าว ที่ยังอยากเรียนต่อ ไปบวชเณรที่วัดข้างๆ โรงเรียน และพวกเขาต้องเดินข้ามถนนมาเรียนหนังสือในฐานะสามเณร ตลอดช่วง ม.4 เทอมหนึ่ง

จำได้ว่ามีเพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่งที่มีทั้งรูปลักษณ์หน้าตา ชื่อ และนามสกุล เป็นอาหรับ (แต่ไม่แน่ใจว่าเขานับถือศาสนาอะไร) ซึ่งต้องบวชเณรในโครงการนั้นด้วย

โครงการบวชเณรหนนั้นอาจจัดขึ้นด้วยจุดประสงค์คนละเรื่องกับโครงการจับเด็กไปฝึกทหารใน “ดิวฯ” แต่ทั้งสองโครงการก็สะท้อนให้เห็นวิธีแก้ปัญหาในแบบรัฐไทยที่คล้ายคลึงกัน