ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“บทอวสาน” ที่ “ไม่จบ” ของ “แก้วหน้าม้า”

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 25-31 มีนาคม 2559)

ละครจักรๆ วงศ์ๆ “แก้วหน้าม้า” ฉบับล่าสุด อวสานลงแล้วเมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา ณ ตอนที่ 102

อย่างไรก็ดี ละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่โกยเรตติ้งสูงมาโดยต่อเนื่องเรื่องนี้ กลับถูกแฟนละครในโลกออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์และบ่นใส่มิใช่น้อย

ด้วยข้อหาฉกาจฉกรรจ์ “อวสาน” แบบ “จบไม่ลง”

ทั้งนี้ คงต้องแยกพิจารณาข้อหาดังกล่าวออกเป็น 2 ส่วน

ส่วนแรก คือ ความผิดพลาดของผู้ผลิต ซึ่งก็มีอยู่จริงๆ โดยเฉพาะเรื่องการ “ทิ้งตัวละคร”

ถ้าเข้าใจไม่ผิด ดูเหมือน “นันทนา วีระชน” มือเขียนบทละครจักรๆ วงศ์ๆ คนปัจจุบันของค่ายสามเศียร น่าจะไม่เคยรับมือหรือจัดการกับ “ละครทะลุ 100 ตอน” มาก่อน

เธออาจเคยมีสถานะเป็น “ผู้ร่วม” เขียนบท “สังข์ทอง” (ฉบับปี 2550-2551) ที่ออกอากาศเกิน 100 ตอนเช่นกัน แต่นั่นก็เป็นการมารับช่วงต่อตรงกลางทางจาก “รัมภา ภิรมย์ภักดี” มือเขียนบทจักรๆ วงศ์ๆ คนก่อนหน้า

ด้วยเหตุนี้ งานเขียนบทละครเกิน 100 ตอนแบบเต็มตัวเป็นเรื่องแรกของนันทนา จึงมีส่วนไม่เรียบร้อยหรือมีรอยตะเข็บอยู่พอสมควร (ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากปัญหาเกี่ยวกับคิวงานของนักแสดงด้วย)

ทั้งๆ ที่เธอมักจัดระบบเรื่องราวและเคลียร์ปลายทางให้แก่ตัวละครทุกคนได้ดีเสมอมา เมื่อครั้งต้องรับมือกับการเขียนบทละครจักรๆ วงศ์ๆ ความยาวประมาณ 50-60 ตอน

หลักฐานสำคัญของความไม่เรียบร้อย ก็ได้แก่ การหายสาบสูญไปเสียเฉยๆ ของตัวละคร “สร้อยสุวรรณ” และ “จันทร์สุดา” พระชายายักษ์ของ “พระปิ่นทอง” โดยไม่นับรวมถึงนักแสดงสมทบเพิ่มสีสันบางรายที่หลุดลอยไปจากจอเช่นเดียวกัน

การหายตัวอย่างไร้เหตุผลของสองพระชายายักษ์ ยังนำไปสู่ผลลัพธ์อีกประการ นั่นคือ ตัวละคร “ยักษ์” ใน “แก้วหน้าม้า” ล้วนถูกชำระล้างจนหมดสิ้น

เพราะยักษ์ร้ายๆ ยักษ์ดีๆ ยักษ์ตลกไร้น้ำยา และยักษ์ร้ายที่กลับกลายเป็นดี ต่างทยอยล้มตายลงจนหมดเกลี้ยง ขณะที่สองเจ้าหญิงเมืองยักษ์ ผู้อยากใช้ชีวิตแบบมนุษย์ และอยากมีสามีเป็นมนุษย์ ก็ต้องหมดบทบาทไปแบบดื้อๆ เช่นกัน

รอยตะเข็บเหล่านี้ย่อมสร้างความค้างคาและรำคาญใจให้แก่คนดูละครได้ไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ “อวสาน” แบบ “ไม่จบ” ของ “แก้วหน้าม้า” ยังมีความเกี่ยวพันกับกลวิธีการเล่าเรื่องราวให้จบลงในลักษณะ “ปลายเปิด” ที่เอื้อต่อการคิดตีความและจินตนาการของผู้ชม

ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนว่า กลวิธีแบบนี้ถือเป็นปัญหาหรือไม่เป็นปัญหา?

“ปลายเปิด” ข้อแรก ที่แฟนละครค้างคาใจกันเยอะ คือ เรื่องราวในตอนจบ ซึ่งแก้วหน้าม้าขณะกำลังเสียทีให้แก่พญายักษ์อย่าง “ท้าวกาฬราช” คลอดลูก “แฝดสาม” ออกมากลางนภากาศ

ปรากฏว่าเทวดาและฤษีที่คอยสนับสนุนแก้ว ต่างเหาะเข้ามาช่วยรับทารกไว้ได้เพียงสองคน แต่เด็กอีกหนึ่งรายกลับตกหายไปอย่างไร้ร่องรอย และไม่มี “บทสรุปแน่ชัด” เกี่ยวกับทารกผู้นี้

มีเพียงคำกล่าวของพระฤษีที่ระบุทำนองว่ามนุษย์แต่ละคนล้วนถูกกำหนดมาโดยบุญกรรมของตนเอง แต่ผู้ทรงศีลก็ยังเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าลูกของแก้วหน้าม้าน่าจะเป็นผู้มีบุญญาบารมี และสามารถอยู่รอดปลอดภัยได้

ทว่า สิ่งที่น่าสนใจซึ่งบังเกิดขึ้นพร้อมๆ กับ “แฝดสาม” (ที่หายไปหนึ่ง) ก็ได้แก่ ปรากฏการณ์ที่น้ำคร่ำจากร่างกายของแก้วหน้าม้า สามารถทำลายความเป็นอมตะของท้าวกาฬราช กระทั่งพญายักษ์ตนนี้หมดฤทธิ์ และถูกพระปิ่นทองสังหารในท้ายที่สุด

มองมุมนี้ การเกิดขึ้นของสิ่งใหม่ๆ จึงมีส่วนขจัดชะล้างสิ่งเก่าๆ ที่กำลังก่อปัญหา

 

แต่คำถามที่ละครทิ้งค้างเอาไว้ ก็คือ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าสิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ยังขาดความสมบูรณ์? (กรณีนี้ ได้แก่ การหายตัวไปของแฝดรายที่สาม)

 

หรือจริงๆ แล้ว การเปลี่ยนผ่านของสิ่งเก่ามาสู่สิ่งใหม่ ล้วนประกอบสร้างขึ้นมาจากความไม่สมบูรณ์แบบนานัปการเสมอ

ปัญหามีอยู่ว่า เราจะมองความไม่สมบูรณ์นั้นเป็นเรื่องสามัญธรรมดา หรือประเมินมันในฐานะวิกฤตการณ์?

“ปลายเปิด” ข้อต่อมา ที่สร้างความหงุดหงิดใจให้แฟนๆ “แก้วหน้าม้า” คือ ชะตากรรมของนางเอกใน “รุ่นลูก” อย่างพระธิดา “สุวรรณดารา”

สุวรรณดาราผู้ตัดสินใจนุ่งขาวห่มขาวออกบวช เพราะไม่ต้องการจะอภิเษกสมรสกับทั้ง “พระปิ่นแก้ว” และ “พระปิ่นศิลป์ชัย” โอรสของพระปิ่นทอง

ถ้าดูละครมาโดยตลอด จะพบว่า พระปิ่นแก้ว ผู้เป็นลูกของแก้วหน้าม้า และพระปิ่นศิลป์ชัย ผู้เป็นลูกของ “เจ้าหญิงทัศมาลี” นั้นต่อสู้ขับเคี่ยวกันมาตั้งแต่เด็ก ในฐานะลูกคนละแม่

แม้ตอนโต ทั้งคู่จะมาอยู่ฝ่ายเดียวกัน แต่ก็ไม่ค่อยลงรอยกันนัก โดยเฉพาะเรื่องความรัก ซึ่งเทวดาลิขิต, ชะตาลิขิต และคนลิขิต ได้ก่อให้เกิดเรื่องรักสามเส้าระหว่างสุวรรณดารา พระปิ่นแก้ว และพระปิ่นทอง

ในตอนอวสาน แม้พระปิ่นศิลป์ชัยจะแอบรับรู้ว่าพระปิ่นแก้วหลงรักสุวรรณดารา (แต่ไม่กล้าบอก) และตระหนักว่าพระปิ่นแก้วมีส่วนช่วยเหลือตนหลายครั้งหลายหน ทว่า สุดท้าย พระปิ่นศิลป์ชัยก็เลือก “กินรวบ” ด้วยการประกาศจะอภิเษกสมรสกับสุวรรณดาราและกัณหารัชนี (น้องสาวของสุวรรณดารา ผู้กำลังจะให้กำเนิดทายาทแก่พระปิ่นศิลป์ชัย)

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ส่งผลให้สุวรรณดาราต้องหันไปหา “ทางเลือกที่ 3” ซึ่งสร้างความผิดหวังงงงวยให้แก่เจ้าชายทั้งสองพระองค์

แน่นอน การเลือกจบแบบให้นางเอกออกบวช ส่วนพระเอกสองคนต้องพานพบกับความพลาดหวัง อาจถือเป็นอาหารตาที่มีรสชาติแปร่งปร่าสำหรับคนดูทีวี

อย่างไรก็ดี โดยรสนิยมส่วนตัวแล้ว ผมกลับรู้สึกว่าฉากจบของ “แก้วหน้าม้า” ฉบับนี้ สามารถสื่อแสดงอารมณ์ดราม่าอันเข้มข้นออกมาได้ในระดับน้องๆ ฉากจบของภาพยนตร์เรื่อง “สุริโยไท” โดยท่านมุ้ย ซึ่งฉายภาพการปะทะกันทางสีหน้าแววตาระหว่างสมเด็จพระมหาธรรมราชา (ฉัตรชัย เปล่งพานิช) กับสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (ศรัณยู วงษ์กระจ่าง) เลยทีเดียว

เพียงแต่ฉากจบอันซึมเศร้า ตื่นตะลึง ไปไหนต่อไม่เป็น ของพระปิ่นแก้วและพระปิ่นศิลป์ชัย อาจถูกทำให้เสียอรรถรสความเป็นดราม่าลงไปบ้าง เพราะมุขสองพระโอรสต้องทรง “รับประทานแห้ว” ของบรรดาพระพี่เลี้ยง (ซึ่งอีกนัยหนึ่ง ก็ได้ช่วยตอกย้ำสถานะความเป็น “ละครตลก” ให้แก่ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้)

ไปๆ มาๆ คำวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง “อวสานแบบไม่จบ” ที่มีต่อ “แก้วหน้าม้า” จึงอาจเป็นข้อกล่าวหาที่พอจะแก้ต่างได้อยู่

เพราะอย่างน้อย ก็ไม่เคยมีเรื่องเล่าแนวมุขปาฐะพื้นบ้านเรื่องไหน ที่ปิดฉากเรื่องราวลงอย่างสมบูรณ์

ดังที่ “ภู กระดาษ” เคยตั้งข้อสังเกตอันเฉียบคมเอาไว้ผ่านนวนิยายเรื่อง “เนรเทศ” ของเขา ว่าแม้ตำนานพื้นบ้าน เช่น จันทคาธชาดก และ พญาคันคาก จะแสดงให้เห็นความเป็นไปได้หรือโอกาสแห่งชัยชนะ รวมทั้งช่วงเวลาแห่งการลืมตาอ้าปากของเหล่าคนเล็กคนน้อย คนข้างล่าง ผู้เคยถูกกดขี่ปกครอง

แต่เราก็มิอาจไว้วางใจได้ว่า คนที่เคยถูกกระทำ ซึ่งพลิกผันชะตากรรมมาเป็นฝ่ายชนะและครอบครองอำนาจนั้น จะ “ไม่เปลี่ยนไป” หรือไม่หันกลับมาเอารัดเอาเปรียบขูดรีดขูดเนื้อผู้ด้อยอำนาจรายอื่นๆ อีกทอดหนึ่ง

เนื่องเพราะเรื่องราวการบริหารปกครองบ้านเมืองของผู้ชนะที่เคยถูกกดขี่ข่มเหงมาก่อน มักจะไม่ปรากฏหรือไม่ถูกเล่าถึงในตำนานพื้นบ้านส่วนใหญ่ ซึ่งเลือกปิดฉากแบบ “ปลายเปิด” ลงตรงการได้ครองเมืองและครองรักของเหล่าตัวละครเอก

ผู้ฟัง ผู้อ่าน และผู้ดูตำนานพื้นบ้านในแบบฉบับเรื่องเล่า หนังสือ และละครโทรทัศน์ จึงไม่สามารถหยั่งรู้ได้ว่าพระเอก-นางเอกของพวกตน จะกลายเป็นผู้ปกครองบ้านเมืองที่ดีหรือไม่

เนื่องจาก “บทจบที่ปราศจากความสมบูรณ์” ของเรื่องเล่าพื้นบ้าน จักรๆ วงศ์ๆ ไม่เคยนำพาพวกเขาไปถึงสถานการณ์ ณ จุดนั้น

“แก้วหน้าม้า” ฉบับ 2558-2559 ก็อวสานลงอย่างไม่สมบูรณ์เหมือนๆ กัน เพียงแต่ “จุดจบปลายเปิด” ถูกขยับขับเคลื่อนจากการได้ครองรัก/ครองเมืองแบบ “แฮปปี้ เอ็นดิ้ง” มาสู่ปริศนาว่าด้วยโอรส/ธิดาที่พลัดพรากหายไป (โดยไม่รู้ว่าหายไปไหน และมีชีวิตหรือไม่อย่างไร?) และเจ้าหญิงผู้จากลา (โดยไม่รู้ว่าบรรดาเจ้าชายที่ต้องกินแห้วจะอยู่กันอย่างไรต่อไป?)

ถ้าพิจารณาจากแง่มุมนี้ ดูคล้าย “แก้วหน้าม้า” เวอร์ชั่นล่าสุด จะพาคนดูเดินทางไปยังอาณาจักรที่พวกเขาไม่เคยไปถึงมาก่อน

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“บี พีระพัฒน์-เครสเซนโด” กวาด “สีสัน อะวอร์ดส์” “ธีร์” ได้เพลงยอดเยี่ยมหนสอง

วันที่ 29 มีนาคม 2559 ที่โรงแรมสวิสโฮเท็ล เลอ คองคอร์ด มีงานประกาศรางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ ครั้งที่ 27 ประจำปี 2558 โดยในครั้งนี้ มีการมอบรางวัลทั้งหมด 9 สาขา

รายชื่อผู้ได้รับรางวัล มีดังต่อไปนี้

เพลงบรรเลงยอดเยี่ยม : Natural Order โดย ฟังค์ชั่น

โปรดิวเซอร์ยอดเยี่ยม : มณฑล จิรา และ 25 อาวเออร์ส จากอัลบั้ม Mom & Pop Shop โดย 25 อาวเออร์ส

ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม : สมเกียรติ จากอัลบั้ม _Sara

เพลงร็อคยอดเยี่ยม : ติดเชื้อ คำร้อง/ทำนอง/ศิลปิน สตั๊บบอร์น

บี 3

อัลบั้มยอดเยี่ยม : b3 โดย พีระพัฒน์ เถรว่อง

เพลงในการบันทึกเสียงยอดเยี่ยม : ยิ่งกว่าผลลัพธ์ คำร้อง เขมวัฒน์ เริงธรรม ทำนอง ชินพัฒน์ หงส์อัมพร เรียบเรียง/ศิลปิน เครสเซนโด

ธีร์ โรบิน

เพลงยอดเยี่ยม : เรื่องธรรมดา คำร้อง/ทำนอง/ศิลปิน ธีร์ ไชยเดช

ศิลปินคู่หรือกลุ่มยอดเยี่ยม : เครสเซนโด จากอัลบั้ม อัตตวิถี

ศิลปินชายเดี่ยวยอดเยี่ยม : พีระพัฒน์ เถรว่อง จากอัลบั้ม b3

เครสเซนโด้

ทั้งนี้ ธีร์ ไชยเดช เคยได้รับรางวัลเพลงยอดเยี่ยมของสีสัน อะวอร์ดส์ มาครั้งหนึ่งแล้ว จากเพลง “มากไปหรือเปล่า” ในงานมอบรางวัลครั้งที่ 15 ประจำปี 2545

ส่วน บี พีระพัฒน์ และวงเครสเซนโด เคยได้รับรางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ ร่วมกัน ในนาม “เครสเซนโด” มาแล้ว

โดยในงานมอบรางวัลครั้งที่ 17 ประจำปี 2547 พวกเขาได้รับรางวัลศิลปินคู่หรือกลุ่มยอดเยี่ยม, อัลบั้มยอดเยี่ยม (เครสเซนโด) และเพลงยอดเยี่ยม (โลกหมุนด้วยความรัก)

ต่อมา ในงานมอบรางวัลครั้งที่ 18 ประจำปี 2548 พวกเขาได้รับรางวัลศิลปินคู่หรือกลุ่มยอดเยี่ยม และอัลบั้มยอดเยี่ยม (Second Chance) ก่อนที่บีและเครสเซนโดจะแยกทางกัน

การได้รับรางวัลสำคัญๆ รวมกันถึง 5 สาขา ของบี พีระพัฒน์, เครสเซนโด และธีร์ ไชยเดช จึงเปรียบเสมือนเป็นการนำพารางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ ย้อนกลับไปเยี่ยมเยือนอดีตอันงดงามเมื่อครั้งทศวรรษ 2540 อีกหน

ข่าวบันเทิง

นักทำหนังชื่อดังชาวอิหร่านออกจาก รพ. แล้ว หลังป่วยเป็นมะเร็ง-มีอาการตกเลือดภายใน

The Mehr News Agency รายงานว่าเมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา “อับบาส เคียรอสตามี” ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังชาวอิหร่าน ได้ออกจากโรงพยาบาล เพื่อกลับไปพักฟื้นที่บ้านพักแล้ว โดยมีรายงานข่าวระบุว่า สุขภาพอันเจ็บป่วยของเคียรอสตามียังอยู่ในขั้น “น่าพอใจ”

ก่อนหน้านี้ ผู้กำกับชื่อดังได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ และเพิ่งถูกนำตัวเข้ามารักษาในโรงพยาบาล หลังจากมีอาการโคม่าเพราะสาเหตุตกเลือดภายใน

ต่อมา คณะแพทย์ที่ทำการรักษาอาการป่วยของนักทำหนังอาวุโสรายนี้ ระบุผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งชาติของอิหร่านว่า การผ่าตัดให้เคียรอสตามี่ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของเคียรอสตามี ยังมิได้ออกมาเปิดเผยถึงอาการป่วยของเขาต่อสื่อมวลชนแต่อย่างใด

อับบาส เคียรอสตามี เคยได้รับรางวัลปาล์มทองคำของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์เมื่อปี 1997 จากผลงานเรื่อง “Taste of Cherry”

taste-of-cherry-movie-poster-1997-1020196620

ส่งผลให้เขากลายเป็นหนึ่งในคนทำหนังอิหร่านรายสำคัญ ซึ่งเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ

ที่มา

http://en.radiozamaneh.com/featured/leading-iranian-filmmaker-battles-coma-cancer/

http://en.radiozamaneh.com/featured/ailing-filmmaker-released-from-hospital-to-heal-at-home/

คนอ่านเพลง

10+1 เรื่องราวเกี่ยวกับ Tower Records จากประสบการณ์ส่วนบุคคลของผม

เขียนรำลึกความหลัง เนื่องในโอกาสที่หนังสารคดี All Things Must Pass กำลังจะเข้าฉาย (โดยการดำเนินการของกลุ่ม Documentary Club) ครับ

—–

1.

นี่อาจเป็นข้อเดียวที่ถูกเขียนขึ้นอย่างมีหลักมีการบ้างนิดหน่อย

จากประสบการณ์ตอนวัยรุ่น ผมเห็น Tower Records เป็นห้องสมุดเพลง ที่มีคุณภาพ “โอเคระดับหนึ่ง” หรือจริงๆ แล้ว คือ “ดี” เลย ตามมาตรฐานของบ้านเรา

ในช่วงวัย 14-17 ประมาณ พ.ศ.2538-41 ผมยังสามารถย้อนกลับไปค้นหางานเพลงเก่าๆ ที่ออกวางจำหน่ายประมาณต้นทศวรรษ 2530 จากร้าน Tower Records ได้

เช่น ครั้งหนึ่ง ผมได้อ่านนิตยสารสีสัน ฉบับที่มีการประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลสีสัน อะวอร์ดส์ ครั้งที่ 10 ประจำปี 2540 (แสดงว่านิตยสารวางแผงตอนต้นปี 2541) ซึ่งนอกจากจะมีรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลประจำปีดังกล่าวแล้ว ยังมีการเผยแพร่รายชื่อศิลปินผู้ได้รับรางวัลในครั้งที่ 1-9 อีกด้วย จากนั้น ผมก็มานั่งสำรวจคลังเทปของตนเองและพี่ ว่ายังขาดงานที่ได้รางวัลสีสันชุดไหนอยู่บ้าง แล้วจึงไปตระเวนตามหาผลงานที่ไม่มีในครอบครองจาก Tower Records สาขาต่างๆ

ตะไคร่น้ำสุดขอบฟ้า

เท่าที่จำความได้ อย่างน้อยที่สุด ผมก็สามารถหาซื้อซีดีชุด “ตะไคร่น้ำสุดขอบฟ้า” ของวง “เฉลียง” ที่ออกวางจำหน่ายตั้งแต่ พ.ศ.2534 ได้จาก Tower Records เมื่อตอนต้นทศวรรษ 2540

2.

ตอน ม.4 ผมไปซื้อเทปเพลงชุด “อย่าสัญญา (Don’t Promise)” ซึ่งเป็นงานเดี่ยวชุดแรกและชุดเดียวของ “ธาริณี ทิวารี” จาก Tower Records สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า แล้วใบเสร็จก็ตกค้างอยู่ในไม่กระเป๋านักเรียน ก็หนังสือเรียนนี่แหละ

ธาริณี ทิวารี

ปรากฏว่ามีเพื่อนคนหนึ่งมาพบใบเสร็จดังกล่าวเข้า และพูดทำนองว่า โห! ซื้อมาได้ไง อัลบั้มนี้ ไม่ได้เรื่องเลย เอาทำนองเพลงดี๊ดาดี๊ของ Maria Montell มาร้องเนี่ยนะ?

แต่สุดท้าย ในระยะยาว คนฟังเพลงหลายรายก็ได้ตระหนักว่า อัลบั้มชุดนี้มีดีมากกว่านั้น หรือในทางกลับกัน อาจกล่าวได้ว่า จุดอ่อนเดียวในอัลบั้มของธาริณี ก็คือเพลงโปรโมทชื่อ “อย่างงั้นอย่างงี้ (Di Da Di)” นั่นเอง

3.

ผมไปซื้อซีดีอัลบั้มชุด “Demo Tracks” (1) ซึ่งเป็นงานรวมเดโมของศิลปินหน้าใหม่จากค่ายไมล์สโตนฯ โดยมาโนช พุฒตาล ที่ Tower Records สาขาปิ่นเกล้า

เพราะก่อนหน้านั้น ได้ซื้อเทปไปฟัง และมีเพลงที่ชอบหลายๆ เพลง อาทิ เพลงของไวลด์ซี้ด-ชุมพล เอกสมญา, เอ้-รงค์ สุภารัตน์, The Wanderers และ Eleven (ที่มีหมู มูซู เป็นสมาชิก)

เดโมแทร็กส์

ในอัลบั้มชุดนั้น มีเพลง “นรกในใจ (มึงก็เลว กูก็เลว)” ของ “เอ๋ อีโบล่า” ซึ่งผมชอบชื่อเพลงมาก แต่ตัวเพลงกลับไม่ต้องตรงกับรสนิยมของตนเองสักเท่าไหร่

ตอนหยิบซีดีไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ มีพี่พนักงานคนหนึ่งเอ่ยทักขึ้นว่า นี่น้อง พี่เอ๋เค้าทำงานที่นี่ด้วยนะ ถ้าแกมาเห็นคนซื้อซีดีชุดนี้ คงดีใจแย่

น่าเสียดายที่ตอนนั้น เอ๋ อีโบล่า ไม่อยู่ในร้าน ผมจึงอดได้ลายเซ็นของแกไปตามระเบียบ

4.

แม้อัลบั้มของวง “พราว” จะออกวางจำหน่ายตั้งแต่ปี 2538 แต่ผมเพิ่งมาฟังงานของพวกเขาอย่างจริงจังตอนประมาณปี 2540 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการอ่านกระทู้ที่เขียนถึงพราว ในห้องเฉลิมไทย เว็บไซต์พันทิป

ผมไปตามหาแผ่นซีดีของพราวจาก Tower Records (ไม่แน่ใจว่าสาขาไหนบ้าง) และแน่นอนว่าไม่ผิดหวัง

เธอคือความฝัน music box

เมื่อผมได้มาทั้งซีดีอัลบั้มเต็ม และซีดีแผ่นอีพี “เธอคือความฝัน” เวอร์ชั่นมิวสิค บ็อกซ์

5.

ตอน ม.4 (อีกแล้ว) น่าจะประมาณเทอมสอง ผมไปเดิน Tower Records สาขาปิ่นเกล้า กับเพื่อนชื่อเบนซ์ แล้วอยู่ดีๆ ก็เจอเพื่อนเก่าตอน ม.1 ชื่อต้น ซึ่งไปเรียนต่อที่อังกฤษ หลังจบ ม.3

ผมกับต้นเคยต่อยกัน แต่ก็เป็นกัลยาณมิตรกันในเรื่องเพลง

ครั้งหนึ่ง ตอน ม.1 มันเคยร้องเพลงจากอัลบั้มชุดแรกๆ ของใหม่ เจริญปุระ แล้วโกหกผมว่าเป็นเพลงของวง “คาซอย”

คาซอย

สุดท้าย ผมก็ซื้อเทปของคาซอยมาจริงๆ (ไม่ได้ซื้อจาก Tower Records) ไม่ใช่เพราะเพลงของใหม่ ที่ไอ้ต้นร้องให้ผมฟังหรอก แต่เป็นเพราะผมชอบเพลง “คาซอย” และ “เด็กซอยสนิท” มากกว่า

นอกจากนี้ ผมกับต้นยังเป็นแฟนตัวยงของ “โมเดิร์นด็อก” ตอนออกอัลบั้มชุดแรก และ “บอย โกสิยพงษ์” ตอนออกอีพี “รักคุณเข้าแล้ว”

จำได้ว่า ต้นเป็นคนแนะนำให้ผมลองไปฟังเพลง “เธอ” ของโมเดิร์นด็อก ในช่วงที่ผมยังคงบ้าคลั่งอยู่แค่ “ก่อน” “บุษบา” และ “กะลา”

ส่วนตอน ม.2 ผมก็เป็นคนไปแจ้งข่าวให้มันรู้ว่า อัลบั้ม “ริธึ่ม แอนด์ บอยด์” ออกวางจำหน่ายแล้ว (แม้เราจะอยู่คนละห้องกัน)

TNT red

อีกเรื่องที่อยู่ในความทรงจำ คือ ตอน ม.2 เมื่อ “ธรรพ์ณธร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา” ออกมินิอัลบั้ม ซึ่งมีเพลงขายคือ “ร่ำลา” ผมกับต้นต่างชื่นชอบงานชุดนั้นเป็นอย่างมาก

TNT blue

แต่พอธรรพ์ณธรออกอัลบั้มเต็มชุดแรกตอนเราเรียน ม.3 ผมกับต้นกลับมีความเห็นสวนทางกัน คือ ผมยังชอบงานอัลบั้มเต็มอยู่ ทว่า ต้นกลับไม่ชอบอัลบั้มชุดนั้นเอาเลย เพราะมันมีเพลงช้าเพราะๆ น้อยเกินไป ตามความเห็นของเขา

6.

พูดถึงเพลงต่างประเทศบ้าง อัลบั้มเพลงภาษาต่างประเทศที่ผมประทับใจ ซึ่งซื้อมาจาก Tower Records ไม่สาขาดิ เอ็มโพเรียม ก็แถวๆ สยามฯ (จริงๆ แล้ว น่าจะเป็นยุค CD Warehouse มากกว่า) ก็คือ “Todd Rundgren: The Definitive Rock Collection” และ “Initials S.G.” ของ “Serge Gainsbourg”

todd

sg

เพราะเป็นอัลบั้มที่ยังคงหยิบมาเปิดฟังได้อยู่บ่อยๆ (แม้ในยุค iTunes ก็ยังดาวน์โหลดงานสองชุดนี้มาฟังอยู่ดี)

7.

สมัยเรียนมัธยมฯ ผมชอบแว้บไป Tower Records/CD Warehouse สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า เพราะไม่ไกลจากโรงเรียน แถมเวลาเรียนพิเศษเสาร์-อาทิตย์ โรงเรียนกวดวิชาก็ดันตั้งอยู่ใกล้ๆ เซ็นปิ่น เสียอีก

แต่พอเรียนมหาวิทยาลัยและปริญญาโท แม้จะเรียนอยู่แถวสนามหลวง แต่ผมกลับชอบขับรถและนั่งรถไฟฟ้าไปเดินดูซีดีที่ Tower Records/CD Warehouse สาขาดิ เอ็มโพเรียม, เวิร์ลด์เทรด เซ็นเตอร์, สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ (เข้าใจว่าสองอันหลัง คือ สาขาเดียวกัน แต่มีการโยกย้ายที่ตั้ง?)

ซึ่งบ่อยครั้ง ก็ไม่ได้ซื้ออะไรติดไม้ติดมือกลับมา แต่เป็นการไปยืนทดลองฟังเพลง (หลายครั้ง หูฟังหรือเครื่องเล่นซีดีก็เสีย) หรือดูนั่นดูนี่เฉยๆ

8.

เคยเจอ “โอ๋ ภัคจีรา” ที่สาขาดิ เอ็มโพเรียม เธอ “สวย สูง สว่าง” กว่าตอนอยู่ในจอทีวีมาก

9.

ในช่วงท้ายๆ ก่อนเลิกกิจการ CD Warehouse สาขาดิ เอ็มโพเรียม มีนโยบายรับซื้อซีดีเก่าจากลูกค้า

ผมเองก็เคยหอบซีดีเป็นสิบแผ่นไปขาย โดยหนึ่งในซีดีที่ถูกนำไปเลหลัง ก็ได้แก่ อัลบั้มชุด “ออกไปข้างนอก” ของ “เพนกวิน วิลล่า” เพราะผมรู้สึกว่าเสียงร้องมันง้องแง้งน่ารำคาญยังไงก็ไม่รู้

ออกไปข้างนอก

ครั้นพอมีเพลงของเพนกวิน วิลล่า ปรากฏอยู่ในหนังอภิชาติพงศ์ ครั้นพอได้ฟัง “กลับไปที่โลก” เวอร์ชั่น “เก่ง ธชย”

ผมก็เริ่มมารู้สึกนึกเสียดายย้อนหลัง ที่เผลอนำเอาอัลบั้มชุดนี้ไปขาย แต่จะทำยังไงได้ ก็มันถูกเลหลังไปแล้วนี่

อย่างไรก็ดี ผมนำซีดีใช้แล้วไปขายให้ CD Warehouse แค่ครั้งเดียว เพราะ หนึ่ง จำนวนเงินตอบแทนที่ได้กลับคืนมา ไม่มากเท่าที่ควร และ สอง พอมีเวลาจะรวบรวมซีดีไปขายอีกครั้ง ร้านก็ปิดกิจการเสียแล้ว

10.

ครั้งล่าสุด ที่ได้เยี่ยมเยือน Tower Records ก็คือ เมื่อปีที่แล้ว ตอนไปเที่ยวโอซาก้า

somthinganything

ทำให้ผมได้แผ่นเสียงไวนิลอัลบั้ม “Something/Anything?” ของ “Todd Rundgren” (ผลิตใหม่) มาหนึ่งชุด

11.

อย่างไรก็ตาม ร้านเทป/ซีดีขนาดใหญ่ครบวงจรร้านแรกในชีวิตผม ไม่น่าจะใช่ Tower Records แต่เป็นร้านเทปของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ชิดลม ช่วงกลางๆ ทศวรรษ 2530 มากกว่า

จำได้ว่านักวิจารณ์เพลงชื่อดังในยุคนั้น อย่าง “ขุนทอง อสุนี ณ อยุธยา” เคยเขียนในคอลัมน์หรือเคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อกระดาษ/สื่อทีวี? ว่า ร้านเทปที่ดีที่สุด คือ ร้านเทปของเซ็นทรัล ชิดชม

ตอนอายุ 11 ขวบ ผมไปเดินหาซื้อเทปของ “Bryan Adams” ชุดที่ภาพหน้าปกเป็นรูปเขาถือโทรโข่ง (ซึ่งคล้ายคลึงกับหน้าปกอัลบั้มชุดหนึ่งของบิลลี่ โอแกน ในเวลาต่อมา) เพราะชอบเพลง “(Everything I Do) I Do It For You” จากหนังเรื่อง “Robin Hood: Prince of Thieves”

bryan adams

ภาพที่จำได้คือ พนักงานขายรูปร่างอ้วนใหญ่คนหนึ่ง ทำทียิ้มเยาะและหันไปหัวเราะเบาๆ กับเพื่อนพนักงานข้างกาย เมื่อเด็กอย่างผมเข้าไปพูดจาสอบถามประมาณว่า “มีเทปไบรอัน อดัมส์ ชุดที่ถือโทรโข่งตรงหน้าปกมั้ยครับ?”

แต่ท้ายสุด เขาก็ต้องหยิบเทปชุดนั้นมาให้ผม

ต่อมา เกิดเหตุไฟไหม้ห้างเซ็นทรัล ชิดลม ตามความรู้สึกส่วนตัว หลังจากนั้น ร้านเทป/ซีดีของห้างเซ็นทรัล ทุกสาขา ก็ไม่เคยมีคุณภาพดีเทียบเท่ากับร้านเทปที่ชิดลม สมัยก่อนไฟไหม้ อีกเลย (แม้กระทั่งในยุคเริ่มต้นของ B2S)

ระหว่างเซ็นทรัล ชิดลม ปิดซ่อม ผมก็บังเอิญไปเดินเจอคุณพี่พนักงานอ้วนใหญ่ ที่ร้านเทปของห้างเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า (ถ้าจำไม่ผิด ขณะนั้น ดำเนินการโดยบริษัทเอ็มจีเอ ในเครือแกรมมี่)

ผมจึงทักเขาว่า อ้าว พี่ย้ายมาจากชิดลมใช่มั้ยครับ ซึ่งเขาก็พยักหน้าตอบรับ และแสดงสีหน้าเศร้าๆ แทนคำพูด

ผมส่งเสียงหัวเราะเบาๆ แล้วเดินจากมา (ย้อนคิดดูอีกที ตอนนั้น เราก็นิสัยเลวจริงๆ)

 

ข่าวบันเทิง

อย่าพลาดชมเทศกาลหนังสารคดีนานาชาติศาลายา 26 มี.ค.-3 เม.ย.นี้

ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 3 เมษายนนี้ ขอเชิญชวนคนรักหนังทุกท่าน เข้าร่วมชมเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติศาลายา ครั้งที่ 6

ซึ่งงานจะมีขึ้นที่โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา หอภาพยนตร์ พุทธมณฑลสาย 5 ในวันที่ 26-28 มีนาคม และที่ห้องออดิธอเรียม หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน ในวันที่ 29 มีนาคม-3 เมษายน

โดยในเทศกาลครั้งนี้ จะประกอบไปด้วยโปรแกรมภาพยนตร์สารคดีอันหลากหลาย ได้แก่

Power of Asian Cinema

เป็นชุดสารคดีที่อำนวยการสร้างโดยสถานีโทรทัศน์ KBS สาขาใหญ่ปูซาน และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ภาพยนตร์ชุดนี้ประกอบด้วยหนังสารคดี 10 เรื่อง (แต่เนื่องจากปัญหาบางประการ ทำให้เทศกาลฉายได้แค่ 8 เรื่อง) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจะพัฒนาความเข้าใจในภาพยนตร์เอเชียพร้อมๆ กับการเติบโตและอนาคตที่สดใสของภาพยนตร์เอเชีย หนังแต่ละเรื่องจะครอบคลุมภาพยนตร์และประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ของแต่ละประเทศ ผู้กำกับแต่ละคนได้มองภาพอดีตและปัจจุบันของภาพยนตร์ในประเทศตัวเอง เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจภาพยนตร์เอเชียอย่างลึกซึ้ง

Sense and Sensibility

โปรแกรมพิเศษที่จะพาไปชมเรื่องราวของผู้หญิง หรือ มุมมองของผู้สร้างหนังสารคดีผู้หญิง จากทั่วทุกมุมโลก

Discovery Program

อีกหนึ่งโปรแกรมพิเศษ ซึ่งจะนำเสนอตั้งแต่หนังสารคดีที่พูดถึงประเด็นเรื่องจริยธรรมและความยุติธรรมอย่างเข้มข้นจริงจัง ผ่านกรณีนาซี-สงครามเวียดนาม หนังเกี่ยวกับกลุ่มคนข้ามเพศและเพศวิถี หนังที่พูดถึงภาวะสงครามในอิรัก หนังที่กล่าวถึงบุคคลตกค้างจากยุคสงครามเย็น รวมถึงหนังที่สื่อสารประเด็นผู้อพยพ, พื้นที่ เรื่อยจนถึงชีวิตศิลปินร่วมสมัย

Competition Program

ภาพยนตร์สารคดี 8 เรื่องจากประเทศในกลุ่มอาเซียน ที่จะเปิดโลกทัศน์ของคนดูต่อภูมิภาคแห่งนี้ โดยหนังเหล่านี้ได้รับคัดเลือกให้เข้าประกวดชิงรางวัลภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมของอาเซียนจากทางเทศกาลอีกด้วย

ผู้สนใจ สามารถคลิกเข้าชมรายละเอียดของเทศกาล เรื่องย่อของหนัง และตารางฉายภาพยนตร์ได้ที่ https://www.facebook.com/SalayaDoc

ภาพยนตร์ทุกเรื่อง ชมฟรี

ข่าวบันเทิง

รู้ไหม “แก้วหน้าม้า ตอนอวสาน” ได้เรตติ้งเท่าไหร่???

เว็บไซต์เอจีบีนีลเซ่นเผยแพร่ผลการสำรวจเรตติ้งผู้ชมโทรทัศน์ของกลุ่มช่องฟรีทีวีเดิม ประจำวันที่ 14-20 มีนาคม 2559

ตัวเลขน่าสนใจ คือ ละครจักรๆ วงศ์ๆ “แก้วหน้าม้า” ตอนอวสาน เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ได้เรตติ้งไป 8.816

ถือว่าสูงกว่าเรตติ้งตอนอวสานของละครหลังข่าว “กำไลมาศ” ทางช่อง 3 ที่ออกอากาศในสัปดาห์เดียวกัน ซึ่งมีตัวเลขความนิยมอยู่ที่ 8.409

อย่างไรก็ตาม “แก้วหน้าม้า” ตอนจบ ยังมีเรตติ้งน้อยกว่าละครหลังข่าว “สารวัตรเถื่อน” ทางช่อง 7 ซึ่งเมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา โกยเรตติ้งไปถึง 9.840

นอกจากนี้ เรตติ้งในตอนจบของ “แก้วหน้าม้า” ยังไปไม่ถึง “จุดพีก” หลัก 10 ที่ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้เคยทำได้ในช่วงกลางเรื่อง (สมัยที่ท้าวภูวดลฯ ยังเป็นคนตลก, พี่อีโต้วิเศษยังไม่ได้เป็นอำมาตย์ และบรรดายักษ์ยุค pre-ท้าวกาฬราช ยังมิใช่ตัวเลวร้ายอย่างสุดขั้ว)

ติดตามอ่านบทความที่เขียนถึงตอนอวสานของ “แก้วหน้าม้า” โดยคนมองหนัง ได้ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวางแผงวันที่ 25 มีนาคมนี้

ขอบคุณข้อมูลจาก เอจีบีนีลเซ่น

ข่าวบันเทิง

สายสัมพันธ์ระหว่างวง “เดย์ ทริปเปอร์” “จอร์จ มาร์ติน” และ “เอนนิโอ มอร์ริโคเน่”

เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว มีการจัดคอนเสิร์ต Rock Against Cancer เพื่อหารายได้ไปช่วยเหลือ “วาสิต มุกดาวิจิตร” หรือ “อู เดย์ ทริปเปอร์” ที่กำลังป่วยเป็นโรคมะเร็ง

คอนเสิร์ตดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานนัก หลังข่าวการถึงแก่กรรมของเซอร์จอร์จ มาร์ติน โปรดิวเซอร์ชื่อดัง ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ The Beatles จนได้รับการขนานนามให้เป็น “เต่าทองตัวที่ 5”

george-martin-2.jpg
เซอร์จอร์จ มาร์ติน

รวมถึงข่าวคราวการได้รับรางวัลออสการ์ (สายแข่งขัน) ครั้งแรก ของ เอนนิโอ มอร์ริโคเน่ นักประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ชื่อดังชาวอิตาเลียน

morricone
เอนนิโอ มอร์ริโคเน่

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2544 เดย์ ทริปเปอร์ ได้ออกอัลบั้มชุดแรกของพวกเขา มีชื่อว่า Seven Days โดยประกอบด้วยสมาชิกชุดแรกเริ่มสามคน คือ วาสิต ร้องนำ ทวนทอง นิยมชาติ กีต้าร์ และ จีระศักดิ์ ภักดีโต เบส (ก่อนที่ในชุดต่อๆ มา จะเหลือสมาชิกเพียงแค่วาสิตและทวนทอง)

เดย์ทริปเปอร์

น่าสนใจว่า อัลบั้มชุดดังกล่าวมีร่องรอยบางประการ ที่เชื่อมโยงอยู่กับอิทธิพลทางดนตรีของจอร์จ มาร์ติน และเอนนิโอ มอร์ริโคเน่

โดยแทร็กสุดท้ายของอัลบั้ม คือ เพลง “ทำใจ (George Martin Version)” นั้นเป็นการแสดงความเคารพต่อจอร์จ มาร์ติน (เพลงฉบับออริจินัล เวอร์ชั่น จะอยู่ในแทร็กที่สาม)

ขณะที่แทร็กรองสุดท้าย ซึ่งเป็นเพลงบรรเลงชื่อ “DAY TRIP 2001” ก็ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนบนปกอัลบั้มว่า ถูกจัดทำขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจาก/เพื่อแสดงความเคารพต่อ วงดนตรี The Shadows, เอนนิโอ มอร์ริโคเน และรายการโทรทัศน์ Solid Gold Sunday

ในโอกาสนี้ บล็อกคนมองหนัง ก็ขอให้พี่อูหายป่วยเร็วๆ นะครับ

ข่าวบันเทิง

ชมกันยัง? ทีเซอร์ “ดินน้ำลมไฟ” จักรๆ วงศ์ๆ เรื่องใหม่ ที่จะฉายต่อจาก “แก้วหน้าม้า”

คนมองหนัง

บทสัมภาษณ์อภิชาติพงศ์ใน Film Comment: ปีโนเชต์, อเมริกา, อดีตผู้นำ และหุ่นเชิด

เมื่อ “อภิชาติพงศ์” ขึ้นปก Film Comment บทสัมภาษณ์ว่าด้วยการโหวตคว่ำปีโนเชต์ บทบาทสหรัฐยุคสงครามเย็น และอนุสาวรีย์ “อดีตผู้นำ” ที่ขอนแก่น

(มติชนสุดสัปดาห์ 11-17 มีนาคม 2559)

นิตยสารภาพยนตร์ชื่อดังระดับนานาชาติอย่าง “Film Comment” ฉบับเดือนมีนาคม-เมษายน 2016 ได้นำภาพผู้กำกับหนังชาวไทย “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” มาขึ้นหน้าปก

โดยในเล่ม “วิโอเล็ต ลุคคา” บรรณาธิการดิจิทัลของนิตยสารเล่มนี้ ได้เขียนรายงานขนาดยาวเกี่ยวกับภาพยนตร์ “รักที่ขอนแก่น” ของอภิชาติพงศ์ ภายใต้ชื่อว่า “Dream State” (สภาวะแห่งความฝัน)

อันประกอบไปด้วยบทความปริทัศน์ว่าด้วยหนังเรื่องนี้ และบทสัมภาษณ์คนไทยเจ้าของผลงาน

ต่อไปนี้ คือเนื้อหาน่าสนใจบางส่วนจากบทสัมภาษณ์ดังกล่าว

: ไม่กี่วันก่อนหน้าการสัมภาษณ์ครั้งนี้ คุณเพิ่งนำภาพยนตร์ชิลีเรื่อง “No” ผลงานของ “พาโบล ลาเรน” ไปจัดฉายที่เทศกาลภาพยนตร์คัดสรร Cinema Diverse ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ทำไมคุณถึงเลือกหนังเรื่องนั้นไปฉาย?

(หมายเหตุผู้แปล – ภาพยนตร์เรื่อง “No” เล่าถึงกระบวนการรณรงค์ที่นำไปสู่การลงคะแนนเสียง “โหวต โน” ล้มล้างระบอบการปกครองของนายพลออกุสโต ปีโนเชต์ ในประเทศชิลี)

มันเป็นกระจกเงาที่เหมาะสมกับประเทศไทยแบบสุดๆ นอกจากนี้ มันยังเกือบจะเป็นเรื่องแฟนตาซีสุดเหลือเชื่อด้วย เพราะเรา (คนไทย) ไม่ได้รับโอกาสให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งใดๆ ตลอดปีที่ผ่านมา

จริงๆ แล้ว ผมก็เป็นหนึ่งในคนที่เดินทางไปลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด แต่หลังจากนั้น ก็เกิดเหตุรัฐประหาร คะแนนเสียงของผมจึงหมดความหมาย

ภาพยนตร์เรื่อง “No” ถือเป็นงานอันยอดเยี่ยมที่ช่วยจุดประกายความหวังให้แก่พวกเราว่า “สักวันหนึ่ง เราจะได้เจอสถานการณ์อย่างที่เคยเกิดขึ้นในชิลี”

สำหรับกรณีของชิลียุคปีโนเชต์ ประชาชนที่นั่นต้องรอคอยยาวนานถึง 16 ปี กว่าจะได้ออกไปเลือกตั้ง, 16 ปี เป็นเวลาที่นานมากพอ ซึ่งจะทำให้หลายๆ คน “ลืม”

ในกรณีของประเทศไทยยุคปัจจุบัน อะไรต่อมิอะไรมันเพิ่งผ่านไปแค่ 2 ปีเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงยังต้องเผชิญหน้ากับการถูกละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ในลักษณะนี้ไปอีกนาน

มันอาจต้องใช้เวลามากถึง 10 หรือ 15 ปี กว่าที่เราคนไทยจะได้ระบอบประชาธิปไตยแท้จริงกลับคืนมา ถึงเวลานั้น ผมอาจไม่ได้ทำหนังอีกแล้ว แต่สำหรับผู้ชมจำนวนมากที่เข้าไปดูหนังเรื่อง “No” ผมต้องการจะสื่อสารให้พวกเขาตระหนักว่า

“อย่าลืมนะ ในอนาคต พวกเราจะสามารถสร้างหนังทำนองนี้ขึ้นมาได้ในประเทศของเรา”

: “รักที่ขอนแก่น” ได้ลงโรงฉายในเมืองไทยหรือยัง?

ยัง จริงๆ ผมอยากจะฉายนะ แต่ผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะมีระบบเซ็นเซอร์มากมายเกิดขึ้นในเมืองไทย ณ ขณะนี้

ขณะเดียวกัน ผมก็เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยส่วนบุคคล ของคนที่มีความข้องเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้

: ในหนังเรื่อง “รักที่ขอนแก่น” เจ้าแม่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ปรากฏกายต่อหน้าตัวละคร “ป้าเจน” มีที่มาจากประเทศลาว คุณช่วยกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาวหน่อยได้ไหม?

ตำนานเล่าขานว่าเจ้าแม่เหล่านั้นคือเจ้าหญิงชาวลาว และในยุคสมัยอดีต ภาคอีสานของไทยกับลาวก็ถือเป็นอาณาจักรเดียวกัน

ส่วนผมเองก็ไม่ค่อยมีความรู้สึกที่ดีนักกับกรุงเทพฯ เพราะผมเติบโตขึ้นมาในภาคอีสาน ยิ่งศึกษาประวัติศาสตร์มากขึ้น ผมก็ยิ่งรู้สึกโศกเศร้ามากขึ้น ว่าเพราะการรวมประเทศในครั้งนั้น วัฒนธรรมอันหลากหลายจึงสูญหายไป และไม่ถูกปลุกให้ฟื้นตื่นขึ้นมามีชีวิตชีวากระทั่งบัดนี้

ดังนั้น ในงานช่วงหลังๆ ผมจึงพยายามสืบสาวลงลึกไปในอาณาบริเวณแถบนี้ จนเกือบๆ จะมีอาการคลั่งไคล้ใหลหลงกับการเดินทางไปสัมผัสและนำเอาอดีตคืนกลับมา

เช่นเดียวกับคุณเจนจิรา พงพัศ (ผู้รับบทเป็นตัวละคร “ป้าเจน” ในหนังหลายเรื่องของอภิชาติพงศ์) ซึ่งพ่อผู้ให้กำเนิดเธอเป็นคนลาว ด้วยเหตุนี้ เมื่อประเทศถูกแยกขาดออกจากกัน เธอจึงต้องพลัดพรากกับผู้เป็นพ่อ

: ประวัติศาสตร์ของพื้นที่แถบนี้ยังเกี่ยวพันกับการแพร่กระจายของลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งถูกทำให้ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อรัฐบาลอเมริกันเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการของไทย?

รัฐบาลสหรัฐเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาลไทยอย่างสำคัญมากๆ ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ ซึ่งแพร่กระจายจากเวียดนาม ผ่านลาว มาถึงไทย

คนไทยจำนวนไม่น้อยรู้สึกจับใจกับแนวคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งให้ความหวังถึงอนาคตที่ดีกว่าเดิม ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงร่วมมือกับสหรัฐในการกำจัดคอมมิวนิสต์

แต่ขณะเดียวกัน สหรัฐก็มีส่วนสร้างปีศาจหลายต่อหลายตนขึ้นมาในสังคมไทย (หัวเราะ) และหนึ่งในปีศาจเหล่านั้น (อดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง) ก็ปรากฏกายขึ้นเป็นภาพนูนต่ำบนฝาผนังในภาพยนตร์เรื่องนี้

: คุณเลือกสรรสถานที่ถ่ายทำอย่างไร?

ขอนแก่นคือบ้านเกิดของผม ผมจึงรู้จักสถานที่ทุกแห่ง ซึ่งใช้ในการถ่ายทำ โดยส่วนใหญ่ ผมเลือกสถานที่ถ่ายทำจากความทรงจำส่วนตัว ซึ่งเติบโตมากับโรงพยาบาล โรงหนัง และโรงเรียน ผมพยายามผนวกสถานที่เหล่านี้เข้ามาในหนัง

และในช่วงเตรียมงานก่อนการถ่ายทำจริง ผมก็ย้ายไปเขียนบทภาพยนตร์ที่จังหวัดบ้านเกิด เพราะผมเริ่มรู้สึกว่า เรื่องที่ต้องการเล่า ชักจะมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่นั่นมีภาพประติมากรรมนูนต่ำเป็นรูปหนึ่งในอดีตนายกฯ ของระบอบการปกครองที่โหดร้ายที่สุด แน่นอน ผู้คนยังให้ความเคารพนับถือเขา สืบเนื่องมาจากเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อชนิดต่างๆ

จังหวัดขอนแก่น บ้านเกิดผม มีอนุสาวรีย์ของอดีตผู้นำคนนี้ตั้งอยู่ เพราะเขาได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้นำการพัฒนามาสู่ภาคอีสาน แต่สำหรับผม มันกลับค่อนข้างเป็นเรื่องน่าตกใจ ที่ได้มาเห็นรูปปั้นและภาพสลักเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาที่นี่

: อยากให้คุณช่วยอธิบายความหมายของซีนที่มีผู้คนจำนวนมากเดินไปมาอย่างไร้เป้าหมาย แถวๆ ทะเลสาบ?

ผมค้นพบว่า บางครั้ง นักแสดงประกอบ (เอ็กซ์ตรา) มักแสดงหนังได้ไม่ดีนัก แต่ในซีนดังกล่าว ผมกลับรู้สึกว่าภาพที่ออกมามันสวยจริงๆ เพราะมันแสดงให้เห็นถึงกระบวนการถ่ายทำหนัง ซึ่งทุกๆ อย่าง จะถูกควบคุมเอาไว้หมด มันจึงเป็นเรื่องของมนุษย์ที่ถูกกำกับบงการให้กลายเป็นเพียงหุ่นเชิด

ดังนั้น ในซีนทะเลสาบ ผมจึงต้องการเน้นย้ำถึงแนวคิดเรื่องการเชิดหุ่นกับการถ่ายหนัง ตลอดจนความรู้สึกที่ผมมีต่อเมืองไทย ณ ยุคปัจจุบัน

: เมื่อปีก่อน คุณมีงานกึ่งละครเวทีที่เกาหลีใต้ ชื่อ “Fever Room” ซึ่งเหมือนจะเป็นส่วนขยายของหนังเรื่อง “รักที่ขอนแก่น”?

(หมายเหตุผู้แปล – “Fever Room” เป็นงานแสดงสดประกอบภาพเคลื่อนไหวบนเวที ที่ใช้ชื่อไทยว่า “เมืองแสงหมด”)

งานทั้งสองชิ้นอยู่ในโลกใบเดียวกัน อยู่ในความฝันของการป่วยไข้คล้ายๆ กัน หรือจริงๆ แล้ว มันออกจะเป็นฝันร้ายมากกว่า

งานทั้งสองชิ้นใช้สองนักแสดงนำร่วมกัน คือ ป้าเจน และทหารผู้นอนหลับฝันชื่ออิฐ พูดถึงความฝันแบบเดียวกัน และสื่อแสดงถึงภาพของห้องความทรงจำอันเจ็บป่วยเหมือนๆ กัน

แต่ “เมืองแสงหมด” มีความเป็นนามธรรมมากกว่า เพราะไม่ได้มุ่งเล่าเรื่องราวใดๆ อย่างเด่นชัด งานสองชิ้นนี้จึงเปรียบเสมือนฝาแฝด ที่มีรูปลักษณ์ต่างกัน

นี่เป็นครั้งแรก ที่ผมได้ทำงานละครเวที และเมื่อก้าวขึ้นไปบนเวทีหลังการแสดงจบลง ผมก็รู้สึกราวกับว่า “สิ่งนี้แหละคือภาพยนตร์”

เพราะข้างบนเวที คือ สถานที่ที่เรื่องราวในหนังบังเกิดขึ้น และคนดูตรงเบื้องหน้าเวทีก็อยู่ในสภาวะที่ใกล้เคียงที่สุด กับการได้เดินทางเข้าไปในโลกของภาพยนตร์ หรือบางทีอาจเป็นการท่องเข้าไปในครรภ์ของมารดา ก่อนที่ทารกชื่อภาพยนตร์จะถือกำเนิดออกมา

ผมจึงคิดว่า บางที คนดูอาจรู้สึกว่าตนเองกำลังมีส่วนร่วมกับงานชิ้นนี้อยู่ เพราะนักแสดงและผู้ชมต่างประกอบกิจกรรมอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน และเมื่อแสงไฟบนเวทีสาดส่องกลับไปยังเหล่าคนดู นี่ก็เป็นการสะท้อน (หรือสลับแลก) สถานะกันไปมา ระหว่างผู้ดูกับผู้ถูกดู

มันเลยสอดคล้องกันพอดีกับแนวคิดของ “รักที่ขอนแก่น” รวมทั้งแนวคิดเรื่องการฝันและการหลับ เพราะบางคราว คุณก็มีประสบการณ์กับอะไรบางอย่าง ในลักษณะผลุบๆ โผล่ๆ หรือเข้านอกออกใน

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง มันคือการที่เราได้พยายามทดลองเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อสรรพสิ่งต่างๆ นั่นเอง

ที่มา http://www.filmcomment.com/article/apichatpong-weerasethakul-cemetery-of-splendor/

 

ข่าวบันเทิง, คนมองหนัง

“รอน บรรจงสร้าง” เตรียมประทับมือบนลานดารา 19 มี.ค.นี้

รอน 1

วันเสาร์ที่ 19 มีนาคมนี้ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ขอเชิญทุกท่าน มาร่วมเป็นสักขีพยานกับ “รอน บรรจงสร้าง” ที่จะเดินทางมาประทับรอยมือรอยเท้าบนลานดารา เป็นดาวดวงที่ 165 เพื่อให้เป็นอมตนุสรณ์ในฐานะนักแสดงภาพยนตร์คนสำคัญ และร่วมบอกเล่าประสบการณ์การทำงานในวงการภาพยนตร์ ณ โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

โดยจะมีการฉายผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกของรอน คือ “สะพานรักสารสิน” (2530) ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ทั้งนี้ ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมกิจกรรมแต่อย่างใด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 482 2013-14 ต่อ 111 หรือเว็บไซต์ หอภาพยนตร์.com

ประวัติและผลงานการแสดงภาพยนตร์ของ รอน บรรจงสร้าง

รอน 2

รอน บรรจงสร้าง มีชื่อจริงว่า ถิรยุทธ ตันติพิพัฒน์ เกิดเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๗ ในครอบครัวที่มีคุณพ่อเป็นนายทหาร ซึ่งเป็นแบบอย่างให้เขาคิดฝันอยากเจริญรอยตาม แต่เมื่อไม่สมหวัง เขาได้หันเหไปเรียนแผนกไฟฟ้าที่โรงเรียนช่างกล ขส.ทบ. ในระดับ ปวช. และเรียนต่อที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวะศึกษา วิทยาเขตเทคนิคนนทบุรี จนจบระดับ ปวส. ตามลำดับ รวมทั้งเริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการถ่ายแบบลงนิตยสารและมีผลงานแสดงมิวสิกวิดีโอ

ในระหว่างที่กำลังวางแผนเรียนต่อระดับปริญญาตรี รูปลักษณ์ของนายแบบหนุ่มคนนี้ได้ไปเตะตา เปี๊ยก โปสเตอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ผู้มีชื่อในเรื่องการปั้นนักแสดงหน้าใหม่ จึงทาบทามให้เขามารับบทพระเอกประกบคู่กับนางเอกชื่อดัง จินตหรา สุขพัฒน์ ในภาพยนตร์เรื่อง สะพานรักสารสิน ซึ่งดัดแปลงมาจากโศกนาฏกรรมในชีวิตจริงของคู่รักหนุ่มสาวชาวภูเก็ตที่ถูกกีดกันเรื่องความรัก จนตัดสินใจกระโดดจากสะพานสารสินลงทะเลเพื่อฆ่าตัวตายด้วยกัน และกลายเป็นข่าวโด่งดังในอดีต

สะพานรักสารสิน ออกฉายในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ความโด่งดังของภาพยนตร์เป็นจุดเริ่มต้นให้พระเอกหน้าใหม่ที่ใช้ชื่อในการแสดงว่า “รอน บรรจงสร้าง” เป็นที่รู้จักแก่สาธารณชนอย่างรวดเร็ว และเป็นจุดเปลี่ยนให้เขาเข้ามาสู่วงการมายาอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษ ๒๕๓๐ เขามีผลงานการแสดงภาพยนตร์ในบทบาทที่หลากหลายออกมามากมายร่วม ๒๐ เรื่อง เช่น กลิ่นสีและกาวแป้ง (๒๕๓๑) เพชรลุยเพลิง (๒๕๓๑) มีหัวใจไว้บอกรัก (๒๕๓๑) กลิ่นสี 2 ตอน จีบสาวจิ๊จ๊ะ (๒๕๓๒) เรือนแพ (๒๕๓๒) กองร้อยสบาย สบาย (๒๕๓๒) วิวาห์พาฝัน (๒๕๓๓) กามเทพท่าจะบ๊องส์ (๒๕๓๓) แรงรักแรงพยาบาท (๒๕๓๕) แม่นาคพระโขนง (๒๕๓๗) ฯลฯ

นอกจากภาพยนตร์ เขายังมีผลงานละครโทรทัศน์อีกจำนวนมาก และเคยคว้ารางวัลโทรทัศน์ทองคำ สาขานักแสดงสนับสนุนชายดีเด่นมาครองได้ถึง ๒ ครั้ง นับเป็นหนึ่งในดารายอดนิยมที่ได้รับการยอมรับในฝีมือการแสดงและอยู่ในวงการมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

ผลงานภาพยนตร์ในระยะหลังของ รอน บรรจงสร้าง ได้แก่ ยุวชนทหาร เปิดเทอมไปรบ (๒๕๔๓) โรงแรมผี (๒๕๔๕) ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (๒๕๕๐) และ 2538 อัลเทอร์มาจีบ (๒๕๕๘) แม้จะเริ่มมีบทบาททางจอเงินน้อยลง แต่ รอน บรรจงสร้าง ยังคงมีผลงานทางจอแก้วออกมาให้เห็นอย่างสม่ำเสมอในปัจจุบัน นอกจากนี้ เขายังได้ผันตัวมาเป็นผู้กำกับและผู้จัดละครโทรทัศน์ ร่วมกับ ปรารถนา สัชฌุกร คู่ชีวิตซึ่งเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงเช่นเดียวกัน

หมายเหตุ โดย คนมองหนัง

หากพูดถึงรอน บรรจงสร้าง ผมมักนึกถึงละครโทรทัศน์อิงประวัติศาสตร์ที่เขามีบทบาทร่วมแสดงเมื่อปี 2531 เรื่อง “สงครามเก้าทัพ”

ละครเรื่องนั้น ที่กำกับโดย วรยุทธ พิชัยศรทัต มีส่วนก่อรูปความคิดให้คนดูอย่างผมตระหนักว่า หนัง/ละครอิงประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะ “เอียงขวา” สักเพียงไร ก็สามารถมีความสนุกได้อยู่ ตราบใด ที่มันยังมุ่งนำเสนอชีวิตชีวาของเหล่าตัวละคร ผู้เป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญ

โอกาสนี้ จึงขอนำเอาเนื้อหาบางส่วน จากบทความที่ผมเคยเขียนถึงละครเรื่อง “สงครามเก้าทัพ” ลงในนิตยสารไบโอสโคป เมื่อปี 2552 มาเผยแพร่อีกครั้ง เพื่อเป็นเกียรติแก่รอน

—–

รอน

สงครามเก้าทัพอาจมีจุดหมายสำคัญในการเชิดชูเจ้านาย เพื่อให้คนดูเกิดความรู้สึกจงรักภักดีต่อบุรพกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ในยุคก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ อย่างไรก็ตาม ละครเรื่องนี้ยังพูดถึงชีวิตของตัวละครไพร่กลุ่มหนึ่งอย่างคู่ขนานกับชีวิตของบรรดาเจ้านายไปตลอดทั้งเรื่อง ไพร่ที่มีชีวิตจิตใจ มีความเป็นมนุษย์ ตลอดจนได้รับการบาดเจ็บล้มตายจากสงคราม

และหากมองจากมุมของไพร่ พระเอกของสงครามเก้าทัพก็คือตัวละครชื่อ “ไอ้สุก” (รอน บรรจงสร้าง)

ไอ้สุกเป็นคนรับใช้ประจำวังหน้า เขาเป็นหนุ่มเจ้าสำราญชอบเล่นเพลงเรือ อ่อนแอ ขี้ขลาด ไม่อยากเป็นนักรบ สุกไปหลงรัก “อีพะยอม” นางกำนัลของวังหลัง แต่พะยอมแสดงอาการดูแคลนและท้าทายให้สุกไปออกรบอย่างชายชาตรี ไอ้สุกจึงตัดสินใจออกศึกเพื่อหวังทำความดีความชอบและนำยศฐาบรรดาศักดิ์มาเอาชนะใจเธอ

กว่าสุกจะตัดสินใจร่วมรบ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเจ้านายของเขาก็ยกทัพไปรบกับอังวะที่ลาดหญ้าแล้ว เขาจึงตัดสินใจสมัครเข้าร่วมกับกองทัพของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข เพื่อขึ้นไปรบกับตองอูที่หัวเมืองเหนือ แต่ไอ้สุกอ่อนแอเกินไปจนไม่สามารถผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นทหารประจำทัพวังหลัง

ทว่าสุดท้ายแล้วสุกก็ได้เข้าร่วมกับกองโจรของพระองค์เจ้าขุนเณร ซึ่งมีหน้าที่ดักปล้นเสบียงและสรรพาวุธของกองทัพอังวะในป่าแถบกาญจนบุรี

เมื่อผ่านการสู้รบและได้พบเห็นเพื่อนสนิทบาดเจ็บล้มตายไปต่อหน้า ไอ้สุกก็มีจิตใจและร่างกายที่เข้มแข็งขึ้นจนกลายเป็นทหารกล้ามีฝีมือ กระทั่งได้เข้าร่วมในกองทัพวังหน้าซึ่งตั้งค่ายอยู่ที่ลาดหญ้า รวมทั้งได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหมู่

หลังจากทัพวังหน้าได้ชัยชนะที่ลาดหญ้า เหล่าทหารก็เดินทางกลับมาที่กรุงเทพฯ แต่แล้วนายทหารคนหนึ่งคือ “พันเทพฤทธิ์” กลับถูกนักเลงจีนรุมฆ่า ขณะเข้าไปเล่นพนันที่บ่อนแถวสำเพ็ง ไอ้สุกจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “พันเทพฤทธิ์” แทน

แม้ยศฐาบรรดาศักดิ์ของเขาจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็วสมใจปรารถนา แต่สุกกลับผิดหวังในความรัก เมื่อพะยอมถูกหลวงศรีสมบัติ ข้าราชการเชื้อสายจีน หัวหน้านักเลงสำเพ็ง และหลานชายของพระยาราชาเศรษฐี มารับตัวไปเป็นนางละครประจำคณะละคร ทั้งยังหวังจะได้เธอเป็นเมีย

ในเบื้องต้น ภาพลักษณ์ของหลวงศรีสมบัติ พระยาราชาเศรษฐี ตลอดจนบรรดานักเลงสำเพ็ง ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเป็นคนจีนที่กักขฬะหยาบคาย เข่นฆ่าทหารไทยที่ออกรบเพื่อ “ชาติ” และเอาแต่ค้าขายหาประโยชน์ใส่ตัว

ยิ่งกว่านั้น เมื่ออีพะยอมไม่ยอมเป็นเมียของหลวงศรีสมบัติ เธอจึงหนีกลับมาหาพระชายาของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุขที่วังหลังขณะที่เจ้าของวังไปออกรบที่เมืองเหนือ พระยาราชาเศรษฐีก็ถึงกับพานักเลงมาล้อมวังเพื่อบีบคั้นเอาตัวพะยอมกลับคืน

จนตัวละครเจ้านายบางคน เช่น พระชายาของวังหลังและกรมหลวงจักรเจษฎา เคยพูดเอาไว้ว่าเมื่อเสร็จศึกพม่าแล้วก็เห็นจะต้องกลับมากวาดล้างพวกนักเลงจีนที่สำเพ็ง เช่นกันกับกรมพระราชวังหลังที่กล่าวว่าระบบระเบียบของกรุงรัตนโกสินทร์นั้นยังไม่เรียบร้อย เพราะคนยังละเลยในขนบธรรมเนียมเก่าๆ จนไม่เคารพเจ้านายอย่างแต่ก่อน

ไอ้สุกได้ออกศึกอีกครั้งกับทัพหลวงที่นำโดยรัชกาลที่ 1 กรมหลวงจักรเจษฎา และกรมหลวงเทพหริรักษ์ ซึ่งยกขึ้นไปช่วยทัพของวังหลังที่หัวเมืองเหนือ เช่นเดียวกับหลวงศรีสมบัติที่นำทหารจีนอาสาไปร่วมรบในศึกครั้งนี้ด้วย สุกกับหลวงศรีฯ เกลียดขี้หน้ากัน เพราะความขัดแย้งกรณีการตายของพันเทพฤทธิ์คนเก่าและเรื่องอีพะยอม (หลวงศรีฯ ไม่ทราบว่าสุกรักพะยอม ทว่าสุกรู้ว่าหลวงศรีฯ มาเอาตัวพะยอมไป)

แต่เจ้านายที่นำทัพก็ตัดสินใจมอบหมายให้ทั้งสองไปสอดแนมกองทัพตองอูร่วมกัน แม้ในช่วงแรกขุนนางจีนจะพยายามหักหลังทหารไทย ทว่าเมื่อพม่าคือศัตรูหลัก ทั้งจีนและไทยจึงร่วมแรงร่วมใจกันจัดการพม่า กระทั่งสามารถนำข่าวศึกมาแจ้งแก่กองทัพไทยจนเป็นฝ่ายรบชนะ ส่งผลให้ไอ้สุกและหลวงศรีสมบัติต่างรู้สึกเคารพนับถือซึ่งกันและกันในที่สุด

นับจากนั้นเป็นต้นมา หลวงศรีสมบัติก็กลายเป็นคนดี เป็นเพื่อนรักของไอ้สุก ไม่กดขี่ข่มเหงอีพะยอม และขับไล่นักเลงลูกน้องที่เกเรออกไป ดังนั้นตัวละครขุนนางจีนที่ดูเหมือนจะมีแต่ความร้ายกาจในตอนต้น จึงสามารถเข้ามามีตำแหน่งแห่งที่อยู่ใน “ชุมชนชาติไทย” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

เมื่อเสร็จศึกที่หัวเมืองเหนือ ไอ้สุกได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหมื่นพิชิตสงคราม ส่วนหลวงศรีสมบัติได้เลื่อนเป็นพระศรีสมบัติ อย่างไรก็ตาม ไอ้สุกกลับต้องตรอมใจในความรักหนักขึ้น เพราะอีพะยอมตัดสินใจลอบหนีออกจากวังหลังในคราวที่พระยาราชาเศรษฐีนำนักเลงมาล้อมวัง แต่เธอกลับไปเจอกับพระศรีสมบัติเข้าโดยบังเอิญ จนถูกรับตัวกลับไปยังคณะละครของขุนนางจีนอีกครั้ง

ไอ้สุกจึงเข้าไปกินเหล้าเมาอาละวาดในเขตวังหลัง จนเผลอแสดงกริยาไม่ดีต่อหน้ากรมพระราชวังบวรสถานพิมุข กระทั่งถูกลงโทษจับเข้าคุก จริงๆ แล้วกรมพระราชวังหลังรวมทั้งพระชายาของวังหน้าพร้อมจะอภัยโทษและให้สุกกลับมารับราชการตามเดิม แต่เขากลับรู้สึกสำนึกผิดและต้องการพิสูจน์ว่าตนเองไปรบเพื่อ “ชาติ” ไม่ใช่เพราะหวังจะได้ยศฐาบรรดาศักดิ์มาเอาชนะใจหญิงสาวอย่างที่ปรารถนาในตอนต้น

เมื่อคิดเช่นนั้นไอ้สุกจึงตัดสินใจหันหลังให้กับการรับราชการเป็นทหาร และกลับไปเป็นไพร่รับใช้ประจำวังหน้าตามเดิม

แต่ไอ้สุกก็ได้ออกรบอีกครั้งในตอนจบของละคร เมื่อกรมพระราชวังบวรสถานมงคลยกทัพไปรบกับพม่าที่สามสบและเขาได้ติดตามไปรับใช้พระองค์ด้วย

ครั้นทัพไทยจวนพลาดท่าเสียที สุกก็ตัดสินใจวิ่งฝ่ากระสุนปืนเพื่อนำเอาดินปืนไประเบิดประตูค่ายอันแข็งแกร่งของอังวะ จนสามารถนำชัยชนะเด็ดขาดมาสู่กองทัพไทย นอกจากนี้เมื่อกลับมากรุงเทพฯ เขายังได้ครองรักกับอีพะยอมที่ได้รับอิสระจากพระศรีสมบัติเช่นกัน

ชีวิตของไอ้สุกและอีพะยอมจึงมีขึ้นลง มีดีเลว มีถูกผิด และมีแง่มุมด้านอื่นๆ นอกเหนือไปจากการทำทุกอย่างเพื่อบ้านเมืองหรือการออกรบกับอริราชศัตรูเพียงเท่านั้น

มิหนำซ้ำ ท้ายที่สุดแล้วไพร่อย่างสุกก็กลายเป็นวีรบุรุษสงคราม โดยไม่ต้องมีสถานะเป็นเจ้านายหรือเป็นทหารมียศศักดิ์แต่อย่างใด ราวกับจะเป็นการบอกว่าไพร่ก็มีส่วนสำคัญในการสร้าง “ชาติ” ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าชนชั้นนำ

แม้สงครามเก้าทัพจะมีสถานะเป็นละครเทิดพระเกียรติโดยมีกองทัพบกเป็นผู้ให้การสนับสนุน ทว่าประเด็นชีวิตไพร่ที่แฝงในละครก็ชวนให้นึกถึงนวนิยายของนักเขียนฝ่ายซ้ายอย่าง “คนดีศรีอยุธยา” ของเสนีย์ เสาวพงศ์ หรือ “ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข” ของสุภา ศิริมานนท์ (แน่นอน ว่ารวมถึงบทประพันธ์ต่างๆ ของหลวงวิจิตรวาทการด้วย) อยู่ไม่น้อย