ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

หัวร่อให้ถึงขีดสุดไปกับ “แก้วหน้าหมา”

(มติชนสุดสัปดาห์ 4-10 ธันวาคม 2558)

“แก้วหน้าม้า” เวอร์ชั่นละครโทรทัศน์จักรๆ วงศ์ๆ ประจำปี 2558 นั้น ฮิตติดลมบนไปเรียบร้อยแล้ว โดยทะยานขึ้นเป็นรายการโทรทัศน์ที่มีเรตติ้งสูงสุดในประเทศ มาหลายต่อหลายสัปดาห์ อย่างยากที่ใครจะโค่นลงได้ง่ายๆ

เว้นเสียแต่ละครเย็นวันธรรมดาของค่ายเดียวกัน อย่าง “สาวน้อยอ้อยควั่น” (ที่ไม่สามารถยืดตอนได้ยาวเท่ากับ “แก้วหน้าม้า” เพราะเวลาละครเย็นเป็นช่วงเวลาที่ทางช่อง 7 ถือครองอยู่ และนำมาแบ่งสันปันส่วนให้แก่หลายๆ ค่ายละคร ขณะที่เวลาเช้าเสาร์-อาทิตย์ เป็นช่วงเวลาที่สามเศียร-ดีด้า ซื้อไปบริหารจัดการเอง) หรือการถ่ายทอดสดการแข่งขันนัดสำคัญของทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ซึ่งกำลังสร้างผลงานได้ดี

ก็คงต้องถกเถียงกันต่อไป ว่าทำไม “แก้วหน้าม้า” ถึงฮิตได้ขนาดนี้?

เพราะสังคมไทยและโลกทัศน์ของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมไทย ไม่เคยเดินหน้าไปไหนไกล แถมยังหมุนวนกลับหลังอยู่เรื่อยๆ ดังนั้น ละครกึ่งลิเกอย่าง “แก้วหน้าม้า” จึงเป็นที่นิยม

หรือเพราะสภาพสังคมร่วมสมัยที่น่าอึดอัด ได้บีบบังคับให้ละคร/ภาพยนตร์หัวก้าวหน้า ซึ่งควรบอกเล่าเรื่องราวสลับซับซ้อน, รายการข่าว-รายการสัมภาษณ์-รายการสารคดีชั้นดี และวงเสวนาวิชาการอันเข้มข้น ไม่สามารถทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างเที่ยงตรง เต็มเม็ดเต็มหน่วย

(ผู้กำกับภาพยนตร์บางรายถึงกับเลือกไม่นำผลงานของตนมาเผยแพร่ในบ้านเกิด เพราะไม่ต้องการสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบอบ/ระบบปัจจุบัน ที่กำลังกุมหางเสือของประเทศอยู่)

แต่มหรสพพื้นบ้านอย่าง “แก้วหน้าม้า” กลับสามารถแสวงหาช่องว่างเก่าๆ เครื่องมือเดิมๆ และกลยุทธ์ทางวัฒนธรรมแบบบ้านๆ มาใช้ช่วยระบายความอึดอัดคับข้องใจดังกล่าว ได้อย่างทรงพลานุภาพ

ใครจะเห็นอย่างไร คงขึ้นอยู่กับมุมมองส่วนบุคคลของแต่ละคน ทว่า โดยส่วนตัว ผมค่อนข้างเชื่อในสมมุติฐานแบบหลังมากกว่าแบบแรก

สมมุติฐานแบบหลังที่ว่า ถูกตอกย้ำให้มีความหนักแน่นยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยละครเวที “แก้วหน้าหมา” ผลงานของคณะละครอนัตตา กำกับการแสดงโดย ประดิษฐ ประสาททอง ซึ่งออกแสดงในเทศกาลละครกรุงเทพ ครั้งที่ 13 เมื่อเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา

“แก้วหน้าหมา” มีรูปแบบการแสดงเป็นละครชาตรี ดูเผินๆ คล้ายมีผู้แสดงเป็น “ชาย” ล้วน แต่ข้อเท็จจริง คือ มีนักแสดงข้ามเพศฝีมือเยี่ยมมารับบทเด่นอยู่หลายคน

แก้วหน้าหมา

เรื่องย่อมีอยู่ว่า เมื่อพระอินทร์ส่งนางมณีสุนัขามาสืบทายาท กุลาหลหรรษาก็บังเกิด ปลิ้นทองจะเสียว่าวหรือเสียตัว ท้าวกระบองโตจะปั้นลูกคนได้ทันการหรือไม่ หรือดวงเมืองจะถึงการแตกดับ?

ในเชิงรูปแบบ ประดิษฐและคณะละครอนัตตา เล่นสนุกกับรูปแบบการแสดงของมหรสพพื้นบ้านอย่างเต็มศักยภาพ

คือ มีทั้งการพร่าเลือนพรมแดนระหว่างละครกับคนดู โดยพยายามเปิดโอกาสให้นักแสดงได้หยอกล้อกับคนดู ซึ่งอาจถูกกำหนดเอาไว้แล้วล่วงหน้าในบทละคร หรือเกิดจากการด้นสดเอาเองของผู้แสดง

ด้วยเหตุนี้ จึงมีการหยอกล้อคนดูเซเลบบางราย ที่มานั่งชมละคร ขณะที่เมื่อจบการแสดง คนดูมีชื่อซึ่งถูกหยอกเย้า ก็ได้โอกาสเล่นหัว/มอบรางวัลกลับไปยังคณะนักแสดงเช่นกัน

จนถือเป็นบรรยากาศการเล่นและชมมหรสพที่สนุกสนาน เปี่ยมไปด้วยมิตรจิตมิตรใจอยู่มิใช่น้อย

นอกจากนี้ พรมแดนระหว่างนักแสดงกับคนเบื้องหลังที่อยู่ด้านหน้าเวที อย่างคนบอกบท ก็ถูกทุบทำลายลง ด้วยการเปิดช่องให้คนบอกบทเข้าไปมีส่วนร่วมแทรกแซงในการแสดง ในฐานะตัวประกอบ คอยเดินตามเหล่าตัวละครหลัก แต่มักสร้างความจี๊ดจ๊าดให้แก่ละครได้อย่างสม่ำเสมอ (แถมยังต้องรับผิดชอบถึง 3 บทบาท เสียด้วย)

ลูกเล่นดังกล่าวสร้างเสียหัวเราะให้แก่คนดูได้เป็นอย่างมาก และเป็นองค์ประกอบอันน่าประทับใจลำดับต้นๆ ของละครเวทีเรื่องนี้

ในแง่เนื้อเรื่อง นอกจากการเล่นตลกกับชื่อตัวละคร เช่น แก้วหน้าหมา หรือ “ปลิ้นทอง คล่องชักว่าว” แล้ว ผู้กำกับฯ และคณะละครยังพยายามฉวยใช้ประโยชน์จาก “สภาวะยกเว้น” ซึ่งดำรงอยู่ในการแสดงแบบพื้นบ้านอย่างเต็มที่ และอาจกล่าวได้ว่า พวกเขาผลักดันละครของตนเองไปถึง “ขีดสุด” ของข้อยกเว้นเลยด้วยซ้ำ

ประดิษฐเล่นหัวกับสภาวะกลับหัวกลับหาง ที่สามารถเกิดมีขึ้นได้ในละครนอก/ละครชาตรี/ละครจักรๆ วงศ์ๆ เช่น การพลิกกลับสถานะของ “แก้วหน้าม้า” ลูกสาวชาวบ้าน ให้กลายเป็น “แก้วหน้าหมา” ธิดาเจ้าเมือง ส่วน “เจ้าชายปิ่นทอง” ก็กลับถูกลดขั้นให้เป็นเพียงชายหนุ่มสามัญชนนาม “ปลิ้นทอง”

เช่นเดียวกับการเล่นตลกใส่ตัวละครเจ้าเมืองและมเหสี ที่สามารถเกิดขึ้นได้ในการแสดงลักษณะนี้ โดยไม่ต้องยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณีมากมาย

ยิ่งกว่านั้น “แก้วหน้าหมา” ในละคร ยังมิใช่หญิงสาวแสนดีผู้มองโลกในแง่บวก แต่กลับเป็นตัวละครตลกร้ายที่ฆ่าคนราวผักปลา จนเหลือเพียงแค่พระอินทร์และปลิ้นทองเท่านั้น ที่เธอไม่กล้าเอาชีวิต

แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นเพราะว่า “แก้วหน้าหมา” เกรงกลัวเกรงใจเทวดาและชายคนรัก ทว่า ละครสร้างคำอธิบายเอาไว้ว่า การปลิดชีวิตบุรุษทั้งสอง จะทำให้โครงสร้างเรื่องเล่าปรัมปราที่ถูกถ่ายทอดแบบมุขปาฐะต่อเนื่องกันมาเนิ่นนาน โดนทำลายทิ้งไปต่างหาก

เมื่อพล็อตจักรๆ วงศ์ๆ ธรรมดา ถูกพลิกเหลี่ยมมุมนิดหน่อย และมีการหยอดมุขตลกที่มีความร่วมสมัยลงไปเป็นระยะๆ ละครของประดิษฐและคณะละครอนัตตาจึงเต็มเปี่ยมไปด้วยความสนุกอย่างไม่น่าเชื่อ

ทั้งนี้ มุขตลกร่วมสมัยที่ผู้สร้างละครประดิษฐ์ขึ้น ก็ถือเป็นตัวชูรสสำคัญของ “แก้วหน้าหมา” จนส่งผลให้ละครเวทีเรื่องนี้ “ไปไกล” กว่าละครทีวีเรื่อง “แก้วหน้าม้า” (แต่ขณะเดียวกัน ก็เข้าถึงคนดูวงเล็กกว่ามาก)

ทั้งยังช่วยผลักดันให้คนดูได้เปล่งเสียงหัวเราะ (ต่อสิ่งที่ไม่น่าหัวร่อใส่) ออกมาอย่างเต็มเหนี่ยว โดยไม่ต้องพึ่งพามิคาอิล บัคติน ตลอดจนการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ที่ไหน

น่าเสียดาย ที่ผมคงไม่สามารถเฉลยมุขตลกเหล่านั้นในพื้นที่คอลัมน์นี้ได้

จึงได้แต่หวังว่า “แก้วหน้าหมา” จะกลับมาขึ้นเวทีการแสดงอีกครั้งในวาระอื่นๆ ภายภาคหน้า เพื่อให้ผู้ชมกลุ่มอื่นๆ ได้มีโอกาสสัมผัส ซึมซับ และหัวร่อไปกับมุขตลกร่วมสมัยของละครเรื่องนี้ ด้วยตนเอง

Advertisements
คนมองหนัง

“คนทำหนังอินดี้ตัวพ่อ” จากฟิลิปปินส์ และผลงานเรื่องล่าสุดของเขา

(ปรับปรุงแก้ไข จากบทความที่ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 20-26 พฤศจิกายน 2558)

“คิดลัท ทาฮิมิก” เป็นผู้กำกับภาพยนตร์วัย 73 ปี คนไทยบางส่วนอาจเคยเห็นชื่อเขาแบบผ่านๆ เมื่อ 3 ปีก่อน เพราะเขาเป็นผู้ได้รับรางวัล “ฟุกุโอกะ ไพรซ์” ในปีเดียวกับ “ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” นักประวัติศาสตร์ชาวไทย

เมื่อ พ.ศ.2555 (ค.ศ.2012) ขณะที่อาจารย์ชาญวิทย์ได้รับรางวัลดังกล่าวในสาขา “วิชาการ” ทาฮิมิก ก็ได้รับรางวัลในสาขา “ศิลปะและวัฒนธรรม”

แท้จริงแล้ว “คิดลัท ทาฮิมิก” ซึ่งเป็นภาษาตากาล็อกที่แปลว่า “ฟ้าแลบอันเงียบงัน” เป็นนามแฝงของ “อีริก เดอ กีอา”

เดอ กีอา มีชีวิตที่น่าสนใจไม่น้อย เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่บ้านเกิด จากยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ เดอะ ฟิลิปปินส์ โดยได้ชื่อว่าเป็นนักศึกษานักกิจกรรมตัวยง

หลังจากนั้น เขาเดินทางไปเรียนต่อที่ “วอร์ตัน สคูล” อันโด่งดัง แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และจบการศึกษาระดับปริญญาโท ในสาขาบริหารธุรกิจ

ระหว่าง ค.ศ.1968-72 (พ.ศ.2511-15) เดอ กีอา ได้เข้าทำงานเป็นนักวิจัยประจำองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

แต่แล้วเขากลับหันหลังให้แก่วิถีชีวิตที่กำลังก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางของการเป็นชนชั้นนำใน “สังคมตะวันตก” เสียดื้อๆ แล้วเดินทางไปใช้ชีวิตในคอมมูนของเหล่าศิลปินมังสวิรัติ ที่เบอร์ลิน

ณ ที่แห่งนั้น คนทำหนังนาม “คิดลัท ทาฮิมิก” ได้ถือกำเนิดขึ้น โดยเขาเรียนรู้กระบวนการสร้างภาพยนตร์จากสมาชิกคอมมูนหลายๆ คน จนสามารถสร้าง กำกับฯ และนำแสดงในภาพยนตร์ที่มีชื่อว่า “Perfumed Nightmare” ที่ได้รับรางวัลจากสหพันธ์นักวิจารณ์นานาชาติ ในเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน เมื่อ ค.ศ.1977

หลังใช้ชีวิตที่เบอร์ลินอยู่ห้าปี ทาฮิมิกก็เดินทางกลับมายังฟิลิปปินส์ พร้อมภรรยาผู้เป็นศิลปินชาวเยอรมัน และลูกชายที่เป็นลูกครึ่งสองคน

เขายังเคลื่อนไหวทางสังคมและทำหนังอิสระอย่างต่อเนื่อง จนได้รับการขนานนามให้เป็น “บิดาแห่งวงการภาพยนตร์อิสระของฟิลิปปินส์”

ผลงานของทาฮิมิก ถูกจัดเป็นภาพยนตร์จากโลกที่สาม ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์ผลกระทบหรือผลต่อเนื่องจากยุคอาณานิคม ตลอดจนสภาวะอาณานิคมแบบใหม่ ในยุคโลกาภิวัตน์ร่วมสมัย เช่นเดียวกับผลงานเรื่องล่าสุดชื่อยาวมากของเขา “BalikBayan#1: Memories of Overdevelopment Redux III.5 (Working Title, 1979-2015)”

balikbayan

BalikBayan#1

หนังเรื่องนี้ ใช้เวลาสร้างยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ โดยถูกบันทึกผ่านฟิล์ม 16 มิลลิเมตร วิดีโอ เรื่อยมาจนถึงไฟล์ดิจิตอล และเล่าเรื่องราวคู่ขนาน ระหว่างประวัติศาสตร์อันเป็นจุดเริ่มต้นของการล่าอาณานิคมเมื่อราว 5 ศตวรรษก่อน ที่ถูกรื้อสร้างกลับหัวกลับหางเสียใหม่ กับชีวิตการเดินทางหวนคืนสู่ “บ้านเกิดเมืองนอน” ของตัวทาฮิมิกและครอบครัว

นี่จึงเป็นหนังที่บอกเล่าประวัติศาสตร์โลกเคียงคู่ไปกับประวัติส่วนตัว ทั้งยังถูกนำแสดงโดยเหล่าสมาชิกครอบครัวและคนใกล้ตัวของผู้กำกับฯ เอง

ใน ค.ศ.2021 จะครบวาระ 500 ปี แห่งการเดินทางรอบโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของคณะเดินทางที่นำโดย “เฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน”

อย่างไรก็ตาม ทาฮิมิกได้พยายามตีความใหม่และยั่วล้อประวัติศาสตร์หน้าดังกล่าว ด้วยการนำเสนอแบบทีเล่นทีจริงผ่านหนังเรื่องนี้ว่า การเดินทางรอบโลกครั้งนั้น ประสบสำเร็จได้ด้วย “เอ็นริเก้” ทาสและล่ามชาวมะละกา (รับบทโดยทาฮิมิก) มากกว่า ขณะที่มาเจลลันนั้นต้องเสียชีวิต เพราะถูก (ฮีโร่) ชนพื้นเมืองสังหาร ที่เกาะมักตัน

นอกจากนี้ หนังยังเล่าเรื่องราวของหนุ่มฝรั่งในช่วงเวลาปัจจุบัน (รับบทโดยลูกชายลูกครึ่งของทาฮิมิก) ที่มุ่งมั่นออกเดินทางตามหาศิลปินพื้นบ้านชาวฟิลิปปินส์คนหนึ่ง ซึ่งมีรูปลักษณ์คล้ายทาสชื่อเอ็นริเก้กลับชาติมาเกิด (เพราะตัวละครรายนี้ก็รับบทโดยทาฮิมิกเช่นเดียวกัน)

ขณะที่ยังพูดถึงการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่าง “ยุโรป” กับ “เอเชีย” หรือ “ตะวันตก” กับ “ตะวันออก” แต่ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันของหนังกลับมีลักษณะพลิกกลับด้าน เมื่อผู้มีรูปลักษณ์เป็นทาสเมื่อ 500 ปีก่อน กลายเป็น “ผู้รู้” ที่เป็นแรงบันดาลใจของชาวต่างชาติจากแดนไกล แถมยังมีชื่อว่า “เฟอร์ดินานโด้” (คล้ายชื่อแรกของมาเจลลัน) อีกต่างหาก

ในทางตรงกันข้าม ฝรั่งที่บุกป่าฝ่าดงขึ้นเขาไปแสวงหาความรู้จากชายชราร่างเล็กชาวฟิลิปปินส์ กลับมีชื่อว่า “เอ็นริเก้” ดุจเดียวกับตัวละครทาสชาวมะละกา

ตัวละครเอ็นริเก้ในยุคปัจจุบัน ที่รับบทโดยลูกชายของทาฮิมิก ยังอาจเป็น “ตัวแทน” ของทาฮิมิกเอง ซึ่งเติบโตและสั่งสมความรู้ใน “สังคมตะวันตก” ก่อนจะเดินทางกลับมายังฟิลิปปินส์ แล้วมุ่งมั่นเรียนรู้ในสิ่งที่อาจจะเรียกได้ว่า “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” ที่คนท้องถิ่นใช้ในการฟื้นฟูสภาพป่าและวัฒนธรรมพื้นถิ่น

“BalikBayan” นั้นแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “กลับบ้าน”

สอดคล้องกับที่ “ชิมิสึ ฮิโรมุ” ศาสตราจารย์ทางด้านมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยเกียวโต ซึ่งติดตามงานของทาฮิมิกมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ตีความเอาไว้ว่า นอกจากหนังเรื่องล่าสุดของผู้กำกับฯ อาวุโสชาวฟิลิปปินส์ จะเริ่มต้นเรื่องราวด้วยการกล่าวถึงประวัติศาสตร์ ณ จุดเริ่มต้นของกระแสโลกาภิวัตน์แล้ว

หนังยังพูดถึงการเดินทางทางจิตวิญญาณไปสู่ “ความเป็นชาวฟิลิปปินส์ที่แท้จริง”

เช่นเดียวกับที่ทาฮิมิกเฝ้าย้ำอยู่เสมอว่า ตนเองทำหนังโดยให้ความสำคัญกับ “มุมมองแบบเอเชีย” โดยมุมมองอันมีลักษณะเฉพาะดังกล่าวก็ถูกสำแดงผ่านสัญลักษณ์ “กล้องถ่ายหนังไม้ไผ่” ที่เขาพกพาติดตัวไปตามเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ จนกลายเป็นภาพชินตา รวมถึงเมื่อครั้งที่เขาเดินทางมาสนทนากับคนดูในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวครั้งล่าสุดด้วย

ก่อนการเริ่มต้นสนทนากับผู้ชม หลังหนังที่มีความยาว 150 นาทีปิดฉากลง ทาฮิมิกเดินเข้ามาในโรงภาพยนตร์ ด้วยเครื่องแต่งกายคล้ายบัณฑิตใหม่ พร้อมมีม้วนกระดาษเสมือนปริญญาบัตรถืออยู่ในมือ เขาเริ่มต้นแสดงละครขนาดสั้นๆ ที่วิพากษ์วิจารณ์การได้มาซึ่งปริญญาบัตรของตัวเอง (ทาฮิมิกระบุว่าเป็นปริญญาบัตรจากฮอลลีวู้ด)

ก่อนที่ผู้กำกับฯ วัย 73 ปี จะถอดเสื้อครุยทิ้ง เหลือเพียงเรือนร่างเล็กๆ กับชุดพื้นเมือง เขาหยิบฆ้องขึ้นมาตี พร้อมกล่าวถึงการเดินทางกลับมาหา “แม่พระธรณี” หรือการกลับคืนสู่ธรรมชาติ

ทาฮิมิกยกกล้องไม้ไผ่ขึ้นมาทำท่าถ่ายผู้คนในโรงภาพยนตร์ แล้วจึงนั่งลงตอบคำถาม

อย่างไรก็ดี น่าตั้งคำถามไม่น้อยว่า อะไรกันคือ “ความเป็นชาวฟิลิปปินส์ที่แท้จริง”? และอะไรกันคือ “มุมมองแบบเอเชีย”?

“ความเป็นชาวฟิลิปปินส์ที่แท้จริง” หรือ “มุมมองแบบเอเชีย” ถูกประดิษฐ์หรือกล่าวอ้างขึ้นมา เพียงเพื่อเป็นขั้วตรงข้ามของ “โลกตะวันตก” โดยปราศจากพลวัตความหลากหลายใดๆ?

หรือว่าแท้จริงแล้ว “อัตลักษณ์เฉพาะ” ดังกล่าว ก็มีความหลากหลาย ความเปลี่ยนแปลง และความสลับซับซ้อน ในตัวเอง รวมทั้งมีความสัมพันธ์ที่แยกไม่ขาดจาก “อัตลักษณ์อื่นๆ” เช่น “ความเป็นฝรั่ง” หรือ “ความเป็นตะวันตก” ฯลฯ

เพราะกระทั่งทาฮิมิกเอง ก็มีภรรยาเป็นชาวเยอรมัน มีลูกชายที่มีรูปลักษณ์เป็นฝรั่ง และก็ได้รับความรู้ในการทำหนัง “ด้วยมุมมองแบบเอเชีย” มาจากฝรั่ง

ตัวละครทาสชาวมะละกาที่ชื่อเอ็นริเก้ใน BalikBayan ก็จับพลัดจับผลูได้เมียเป็นเจ้าหญิงฝรั่ง และแลกเปลี่ยนเรียนรู้อะไรหลายอย่างกับสังคมฝรั่ง ขณะที่ตัวละครฝรั่งชื่อเดียวกัน ก็ไม่ได้มีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อ “ความเป็นฟิลิปปินส์”

ยิ่งกว่านั้น ช่วงเวลาปัจจุบันของหนังเรื่องดังกล่าว ยังฉายภาพให้เห็นการเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ ในประเทศฟิลิปปินส์ ของปราชญ์ท้องถิ่นอย่างเฟอร์ดินานโด้ เพื่อเรียนรู้ภาษาอันแตกต่างหลากหลายบนหมู่เกาะแห่งนี้

แม้ถ้าพิจารณาจากการพูดจา ทาฮิมิกจะมีท่าทีต่อต้านฝรั่งตะวันตกและเชิดชูคุณค่าของ “เอเชีย” แบบโต้งๆ ชัดๆ ทว่า สารที่ซ่อนอยู่ในหนังของเขา และวิถีชีวิตของตัวเขาเอง กลับมีความสลับซับซ้อนมากกว่านั้น

และหนังเรื่องล่าสุดของทาฮิมิกอาจมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นไปอีก ดังที่ศาสตราจารย์ชิมิสึตั้งข้อสังเกตไว้ว่าสัญลักษณ์และตัวเลข “#1” ที่อยู่ต่อท้ายชื่อหนังเรื่องนี้นั้น หมายความว่า หนังที่เริ่มออกตระเวนฉายตามเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเรื่องนี้ ยังไม่ใช่เวอร์ชั่นสมบูรณ์ที่สุด

แต่หนังเวอร์ชั่นสมบูรณ์น่าจะถูกจัดฉายในปี ค.ศ.2021 อันเป็นวาระครบรอบ 500 ปี แห่งการเดินทางรอบโลกของมาเจลลัน

คนมองหนัง

“รุ่นพี่” : ผลงานสื่อผสมของ “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง”

(มติชนสุดสัปดาห์ 11-17 ธันวาคม 2558)

 

“รุ่นพี่” เป็นผลงานชิ้นใหม่ของ “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง” หนึ่งในบุคลากรจากวงการโฆษณา ที่เข้ามาพลิกฟื้นคืนชีพอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง หรือช่วงต้นทศวรรษ 2540

เพื่อนร่วมรุ่นของวิศิษฏ์อย่าง “เป็นเอก รัตนเรือง” ดูเหมือนจะยังผลิตผลงานภาพยนตร์ออกมาเป็นระยะๆ แม้จะไม่จี๊ดจ๊าดแหวกแนวเหมือนเดิม แต่ก็ถือว่า “มีของ” สำหรับคนทำหนังที่อายุขึ้นต้นด้วยเลข 5

ขณะที่เพื่อนรุ่นเดียวกันอีกคนอย่าง “นนทรีย์ นิมิบุตร” ดูคล้ายจะโรยราไปพอสมควร ทั้งในวงการภาพยนตร์ และในวงการโทรทัศน์

วิศิษฏ์น่าจะคล้ายคลึงกับเป็นเอก คือเป็นชายวัยกลางคนที่ยังมีไฟ และเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ทั้งยังมีหลักคิดมุมมองต่อสังคมไทยและการเมืองไทย ที่คมชัด และไม่ไหวเอนไปตามกระแสรอบตัว

“รุ่นพี่” ผลงานล่าสุดของวิศิษฏ์ ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อสองชนิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน หนึ่ง คือ นวนิยายวัยรุ่น อีกหนึ่ง คือ ภาพยนตร์

ทั้งนวนิยายและภาพยนตร์เล่าเรื่องราวเหมือนกัน ว่าด้วยเด็กสาวบุคลิกแปลกแยกที่สามารถดมกลิ่น/สื่อสารกับวิญญาณได้ (แต่มองไม่เห็น) เธอเล่าเรียนอยู่ในโรงเรียนคอนแวนต์แห่งหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นพื้นที่วังเก่าของหม่อมเจ้าหญิงที่ถูกฆาตกรรมเมื่อหลายสิบปีก่อน โดยกระบวนการยุติธรรมได้ตัดสินลงโทษประหารชีวิตคนสวนประจำวัง ในฐานะฆาตกร

อย่างไรก็ตาม ได้มีวิญญาณชายหนุ่ม “รุ่นพี่” ตนหนึ่ง พยายามติดต่อสื่อสารกับเด็กสาว เพื่อวอนขอให้เธอร่วมมือกับเขา ในการช่วยรื้อฟื้นและสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าวใหม่อีกครั้งหนึ่ง

วรรคทองที่วิญญาณรุ่นพี่ผู้นี้อ้อนวอนต่อเด็กสาวผู้ได้กลิ่นวิญญาณ ก็คือ “ความยุติธรรม แม้แต่คนตายก็ต้องการ”

สําหรับในฉบับงานเขียน ต้องนับว่านวนิยายเรื่องแรกของวิศิษฏ์นั้น อ่านได้เพลินและสนุกสนานทีเดียว จนสามารถอ่านได้รวดเดียวจบ หรืออย่างน้อยก็ทยอยอ่านจนจบเล่มได้ ภายใน 1-2 วัน

อย่างไรก็ดี แม้นิยายจะวางพล็อต สร้างโครงเรื่องได้น่าสนใจ มีลูกล่อลูกชนแพรวพราวในระดับหนึ่ง ทว่า ก็ไม่มีองค์ประกอบอะไรที่ “ใหม่” “แปลก” “แหวกแนว” หรือมีลักษณะริเริ่มสร้างสรรค์ในระดับสูง เฉกเช่นภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง ของผู้เขียน

ส่วนที่ผมชอบจริงๆ ในนิยายเรื่องนี้ กลับกลายเป็นช่วงบทต้นๆ ซึ่งกล่าวถึงเพื่อนสองคนที่โรงเรียนเก่าของนางเอก (ก่อนเธอจะย้ายมาที่โรงเรียนคอนแวนต์) ในฐานะเรื่องราวอันเป็น “นิทานเปรียบเทียบ” ขนาดสั้นๆ ของเนื้อหาหลักในนิยายส่วนที่เหลือ (น่าเสียดาย ที่เนื้อหาส่วนนี้ไม่ถูกนำเสนอในฉบับภาพยนตร์)

ขณะเดียวกัน เรื่องราวเกี่ยวกับเพื่อนสนิทคนเดียวของนางเอกที่โรงเรียนคอนแวนต์ ก็สนุกใช้ได้ และสามารถนำเสนอถึงแง่ลบของสื่อสังคมออนไลน์ได้อย่างหนักแน่นทีเดียว

เพียงแต่ผมรู้สึกว่าเรื่องราวส่วนนี้ถูกสรุปปิดท้ายอย่างโฉ่งฉ่างล้นเกินไปสักหน่อย (แม้หลายคนจะรู้สึกชอบ “ผีป๊อปคอร์น” โดยเฉพาะในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ก็ตาม)

ที่น่าเสียดาย คือ ตัวคดีฆาตกรรมหลัก กลับไม่ได้ดำเนินไปสู่จุดที่สนุกถึงขีดสุด หรือไม่มีอะไรใหม่ๆ ให้น่าประทับใจ

นอกจากนี้ วิศิษฏ์สู้อุตส่าห์พยายามประคับประคองให้นิยายของตัวเองเป็น “นิทานเปรียบเทียบ” ของอะไรก็แล้วแต่ มาได้จนเกือบจะจบเล่มแล้ว

แต่สุดท้าย ไม่รู้ว่าเพราะผู้เขียนกลัวว่างานเขียนชิ้นแรกจะไม่แหลมคมหรือไม่ชัดเจนพอหรืออย่างไร เขาจึงตัดสินใจใส่รายละเอียดหรือจิ๊กซอว์บางอย่างลงไปในหน้าท้ายๆ ของนิยาย เพื่อให้ “สาร” ที่ถูกซ่อนแฝงไว้ โผล่ผงาดออกมา จนเห็นได้เด่นชัด (ขณะที่ “ความเป็นนิทานเปรียบเทียบ” ที่ดี กลับถูกทำลายลงไป)

เมื่อพูดถึง “ความเป็นนิทานเปรียบเทียบ” ผมรู้สึกไม่ค่อยเห็นด้วยกับวิธีการพยายามเสาะแสวงหาคำตอบอย่างเคร่งครัดว่า ตัวละคร A เท่ากับนาย ก ตัวละคร B เท่ากับนาง ข ฯลฯ ในโลกความจริง

เพราะโดยส่วนตัวเชื่อว่า คนเขียนหนังสือหรือคนทำหนังที่มีกึ๋นระดับหนึ่ง คงไม่เลือกจะพูดถึงสังคม ผ่านการผลิตงานศิลปะใดๆ อย่างเถรตรงถึงขนาดนั้น รวมถึงกรณีของวิศิษฏ์กับนิยายเรื่อง “รุ่นพี่” ด้วย

ทว่า “รุ่นพี่” เป็นนิทานเปรียบเทียบที่มีประสิทธิภาพในแง่ที่ว่า นิยายเรื่องนี้สามารถสะท้อนอารมณ์ ความรู้สึก คำถามค้างคาใจ การไร้ซึ่งศรัทธา หรือความทรงจำบาดแผลของคนบางกลุ่มในสังคมร่วมสมัย ได้ค่อนข้างดีต่างหาก

เมื่อมาถึงฉบับภาพยนตร์ ดูคล้ายวิศิษฏ์จะนำเสนอจุดเน้นและประสบกับปัญหาที่แตกต่างออกไปจากฉบับนวนิยาย

เริ่มจากการกำหนดให้ตัวละครนำ มีคุณลักษณ์พิเศษในการ “ดมกลิ่น” วิญญาณได้ ซึ่งถือเป็นการวางพล็อตที่น่าสนใจไม่น้อย และไม่มีปัญหามากนักสำหรับสื่อนวนิยาย ที่ผลักภาระในการจินตนาการเรื่องราวไปให้ผู้อ่านแทบจะเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

ผิดกับสื่อภาพยนตร์ที่ต้องสร้างสรรค์สภาพแวดล้อม อย่างน้อยคือทางด้านภาพและเสียง ให้ผู้ชมรู้สึกเชื่อจนสนิทใจ ทว่า ศักยภาพในการถ่ายทอด “กลิ่น” กลับถือเป็นจุดตายข้อหนึ่งของสื่อชนิดนี้พอดี

ดังนั้น ความสามารถในการดมกลิ่นวิญญาณของนางเอกหนังเรื่อง “รุ่นพี่” จึงต้องถูกนำเสนออกมา ผ่านภาพลักษณ์/การปรากฏกายของวิญญาณ ด้วยเทคนิคคอมพิวเตอร์ กราฟิก (เท่ากับเป็นการผลักภาระสำคัญของจมูกกลับไปสู่ดวงตาอีกครั้ง) และการแสดงท่าทางดมกลิ่นวิญญาณของนักแสดงนำ ซึ่งนับว่ามีความลักลั่นอยู่พอสมควร

การแสดงท่าดมกลิ่นวิญญาณของนักแสดงนำ ที่โด่งดังมาจากการเป็นเซเลบในโลกออนไลน์ อย่าง “พลอยชมพู-ญานนีน ภารวี ไวเกล” เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการแสดงในภาพรวม เพราะต้องยอมรับว่า พลอยชมพูยังแสดงหนังได้ไม่ดีนัก เช่นเดียวกับนักแสดงวัยรุ่นคนอื่นๆ ภายในเรื่อง

ถ้าจะให้อธิบายง่ายๆ ก็คือ คนดูไม่สามารถเชื่อได้ว่า นักแสดงวัยรุ่นเหล่านี้กำลังหัวเราะ ร้องไห้ มีความสุข มีความเศร้า ดังที่บทภาพยนตร์กำหนดให้พวกเธอและเขาเป็น แม้กระทั่งบทสนทนาธรรมดา นักแสดงกลุ่มนี้ก็ยังถ่ายทอดออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย

สวนทางกับนักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง สะอาด เปี่ยมพงศ์สานต์, พรพรรณ เกษมมัสสุ, เปียทิพย์ คุ้มวงศ์ และ อรสา พรหมประทาน ที่พอจะประคับประคองมาตรฐานการทำงานของตนเองเอาไว้ได้ (โดยโน้มเอียงไปในทางการแสดงละครโทรทัศน์อยู่นิดๆ) ไม่นับรวม คาร่า พลสิทธิ์ ที่มาปรากฏกายอยู่ไม่กี่ฉาก ในบทหม่อมเจ้าหญิง ผู้ถูกฆาตกรรม

อีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดเน้นที่แตกต่างระหว่างนวนิยายกับภาพยนตร์ก็คือ ในเวอร์ชั่นหนังยาว วิศิษฏ์ตัดสินใจลบเหลี่ยมมุมแหลมคมทางการเมืองออกไปมากพอสมควร จนอาจกล่าวได้ว่า “ความเป็นนิทานเปรียบเทียบ” อันโดดเด่น ที่ปรากฏอยู่ใน “รุ่นพี่” ฉบับนวนิยาย ได้ระเหยหายไปในฉบับภาพยนตร์

ตัวอย่างเด่นชัด ก็ได้แก่ “จิ๊กซอว์เปิดหน้าชก” ที่ถูกเปิดเผยในช่วงท้ายของนิยาย ซึ่งไม่ได้ถูกนำมาเสนอในฉบับภาพยนตร์ (จริงๆ แล้ว อาจถือเป็น “ข้อดี”)

นอกจากนี้ เมื่อรูปแบบการเป็นหนังสืบสวนสอบสวน-วัยรุ่น ติดกลิ่นอายญี่ปุ่น (ที่งานด้านภาพในหลายช็อตหลายฉาก ทำออกมาได้ดีมาก) ถูกผนวกเข้ากับการแสดงที่ค่อนข้างอ่อน ก็ส่งผลให้ “รุ่นพี่” กลายเป็นหนังสืบสวนสอบสวนที่ดูสนุกพอตัว แต่กลับไม่มี “จุดเชื่อมต่อ” (อันจับต้องได้) ไปยังสถานการณ์ทางสังคมหรือเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ใดๆ นอกโรงภาพยนตร์

กระทั่งวรรคทองอย่าง “ความยุติธรรม แม้แต่คนตายก็ต้องการ” ก็ดูเป็นเพียงคำพูดลอยๆ ที่ไม่มีน้ำหนักและความหมายมากนัก เมื่อหลุดออกมาจากปากของตัวละครที่แสดงเป็นวิญญาณ “รุ่นพี่” (บอม-พงศกร โตสุวรรณ) ซึ่งเล่นแข็งเหมือนกับนักแสดงรุ่นเดียวกันคนอื่นๆ

ผู้กำกับฯ มากประสบการณ์อย่างวิศิษฏ์น่าจะตระหนักได้ดีระหว่างกระบวนการเขียนบท-ถ่ายทำ ว่า “สารทางสังคม-การเมือง” หลายๆ ประการ ไม่สามารถถูกถ่ายทอดออกมาอย่างชัดเจนในภาพยนตร์

เขาจึงเลือกแทนที่ “สาระ” ที่หายไป ด้วยการกำหนดให้ตัวละครเดิน/ขี่จักรยาน วนเวียนอยู่แถวถนนราชดำเนินและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แต่สุดท้าย ปัญหาในการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของนักแสดง และการโหมประโคมมิวสิกวิดีโอเข้ามาเป็นระยะๆ ก็ค่อยๆ กลบกระทืบฉากหลังดังกล่าว จนไม่สามารถสอดแทรกหรือพลิกสถานะกลับขึ้นมาเป็นหนึ่งในเนื้อหาหลักของภาพยนตร์ได้

ถ้าให้เปรียบเทียบผลงานหนังยาวเรื่องที่ผ่านๆ มาของวิศิษฏ์ กับ “รุ่นพี่”

ผมรู้สึกว่า “ฟ้าทะลายโจร” มีงานโปรดักชั่นและสไตล์การนำเสนอ ที่ทรงพลังและน่าตื่นตามากกว่า

ส่วน “หมานคร” แม้จะมีปัญหาคล้ายคลึงกับ “รุ่นพี่” ตรงที่คู่นักแสดงนำ ไม่สามารถรับบทบาทเป็นตัวละครได้ดีนัก แต่สุดท้าย เนื้อหาสาระน่าสนใจในหนังเรื่องนั้น ก็ยังไม่ถูกกลบเกลื่อนโดยงานโปรดักชั่นอันโดดเด่นสะดุดตาของวิศิษฏ์ และปัญหาเรื่องการแสดง

แน่นอนว่า “เปนชู้กับผี” ก็เล่าเรื่องได้สนุก น่าติดตามกว่า “รุ่นพี่” เยอะ

ไปๆ มาๆ ผมจึงมีความเห็นว่า “รุ่นพี่” มีคุณภาพใกล้เคียงกับ “อินทรีแดง” ผลงานก่อนหน้านี้ของวิศิษฏ์ ซึ่งท้ายที่สุด วิธีการเล่าเรื่อง, งานสร้าง และการแสดง ไม่สามารถโอบอุ้มเนื้อหาสาระที่แหลมคมทางการเมืองของหนังเอาไว้ได้ อย่างที่ควรจะเป็น

ขอแถมท้ายด้วยเรื่องเพลง เพราะแฟนหนังหลายคนคงจะทราบว่า วิศิษฏ์นั้นเป็นนักฟังเพลงที่ยอดเยี่ยม ทั้งยังเป็นนักแต่งเพลงฝีมือดี

แต่ตามความเห็นและรสนิยมส่วนตัวของผม การเลือกใช้เพลงประกอบใน “รุ่นพี่” กลับไม่เวิร์กเอาเลย แถมยังมีส่วนผลักคนดูออกจากเรื่องราว/ประเด็นหลักของหนังด้วยซ้ำไป (ทั้งๆ ที่เพลงนำภาพยนตร์ ก็เป็นผลงานการแต่งเนื้อร้อง-ทำนองของวิศิษฏ์)

ผมยังคิดถึงการเล่นกับเพลงยุคสุนทราภรณ์ใน “ฟ้าทะลายโจร”

ยังคิดถึงการเล่นกับเพลง “ก่อน” อย่างชาญฉลาดและมีเสน่ห์ใน “หมานคร”

เหมือนกับที่ยังคิดถึงเพลงลูกทุ่ง “แม่สาวเสื้อฟ้า” ที่วิศิษฏ์แต่งขึ้น เพื่อใช้ใน “หมานคร” ตลอดจน “ทหารเกณฑ์คนเศร้า” ที่เขาแต่งให้กับหนัง “มนต์รักทรานซิสเตอร์” ของเป็นเอก

อย่างไรก็ดี ถึง “รุ่นพี่” จะไม่ใช่ผลงานน่าดูลำดับต้นๆ ของ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง แต่นี่ก็ถือเป็นหนังไทยเชิงพาณิชย์ที่โดดเด่นเรื่องหนึ่งประจำปี 2558

คนมองหนัง

หนังญี่ปุ่น ในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว ไดอารี่ขาวดำ, แอนดรอยด์มีชีวิต, ประวัติจิตรกรเอก และผีแหกขนบ

(มติชนสุดสัปดาห์ 13-19 พฤศจิกายน 2558)

ระหว่างการร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว ประจำปี 2015 ทางผู้จัดงานพยายามเชิญชวนให้สื่อมวลชนต่างชาติที่ได้รับเชิญมาร่วมงาน หาโอกาสเข้าชมภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ถูกจัดฉายในเทศกาล โดยเฉพาะหนังญี่ปุ่นสามเรื่อง ซึ่งถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดหลัก

ผมมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์ทั้งสามเรื่องนั้น บวกกับหนังอีกหนึ่งเรื่องที่อยู่ในสายการประกวดสำหรับภาพยนตร์ญี่ปุ่นโดยเฉพาะ

จึงอยากนำเกร็ดน่าสนใจ มาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้

7 days
7 Days

หนังเรื่องแรกที่ได้ชม คือ “7 Days” ผลงานการกำกับของ “ฮิโรบูมิ วาตานาเบะ” ซึ่งจัดเป็นหนังที่โดดเด่นมากเรื่องหนึ่ง ในบรรดาภาพยนตร์ราวสิบเรื่อง ที่ผมมีโอกาสได้ดูในเทศกาล แม้จะมิได้อยู่ในสายการประกวดหลักก็ตาม

7 Days เป็นภาพเคลื่อนไหวขาว-ดำ ไร้บทสนทนาโดยสิ้นเชิง ที่มีลักษณะคล้ายหนังสารคดีบันทึกภารกิจประจำวันอันเรียบเรื่อยในรอบหนึ่งสัปดาห์ ของหลานชายตัวอ้วนๆ หน้าโหดๆ (รับบทโดยตัวผู้กำกับเอง) ที่ใช้ชีวิตอยู่กับคุณย่าที่นั่งหลับเกือบตลอดทั้งวัน (รับบทโดยย่าวัย 98 ปี ของผู้กำกับ)

หนังจับภาพชายหนุ่มทำงานบ้าน นั่งกินข้าวกับย่า แล้วเดินเท้าไปทำงานยังฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ก่อนจะมีรายละเอียด (รวมถึงแก๊กตลก) เล็กๆ น้อยๆ ถูกแทรกเสริมเข้ามา เมื่อจำนวนวันเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับการที่ภาพกิจวัตรซ้ำเดิมบางอย่างถูกตัดทอนลงไป

เสียง/ดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่รับผิดชอบโดย “ยูจิ วาตาเบะ” โปรดิวเซอร์และน้องชายของผู้กำกับ ก็มีความโดดเด่นมาก คือ มีทั้งเพลงคลาสสิกแบบตะวันตก, เพลงพื้นบ้านญี่ปุ่น รวมถึงเสียงธรรมชาติ ซึ่งถูกนำมาใช้ถ่ายทอดหลากหลายอารมณ์ความรู้สึก อันแปรผันตามภาพในจอที่เปลี่ยนแปลงไป

หนังที่อาจไม่มีเนื้อเรื่องให้จับต้องได้มากนัก แต่มอบประสบการณ์สุดพิเศษในโรงภาพยนตร์เรื่องนี้ เข้าฉายในสายเจแปนีส ซีเนมา สแปลช ทว่า น่าเสียดายที่ไม่ได้รับรางวัลใดๆ ติดมือ

sayonara
Sayonara

เรื่องที่สอง เป็นหนังญี่ปุ่นที่ได้เข้าฉายในสายการประกวดหลัก เรื่อง “Sayonara” ผลงานการกำกับของ “โคจิ ฟุกาดะ” ซึ่งจุดเด่นสำคัญสุดของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือ การมี “แอนดรอยด์” เป็นหนึ่งในนักแสดงนำ

หนังกล่าวถึงประเทศญี่ปุ่นในภาวะที่โรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ระเบิด จนกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลและรัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ผู้คนจึงต้องพากันทยอยอพยพออกนอกประเทศ

แต่ก็จะมีคนบางกลุ่มที่ตกค้างอยู่ในประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นคนชายขอบในทางชาติพันธุ์ หรือผู้เคยก่อคดีอาชญากรรมมาก่อน รวมถึงตัวละครหลัก ซึ่งเป็นสาวฝรั่งผิวขาวชาวแอฟริกาใต้ที่อพยพลี้ภัยมายังญี่ปุ่น (ตาม “ความทรงจำ” ของหญิงสาว หลังนโยบายแบ่งแยกสีผิวในประเทศแอฟริกาใต้สิ้นสุดลง คนขาวก็ตกเป็นเหยื่อถูกไล่ล่าบ้าง จนครอบครัวของเธอต้องอพยพมาที่เอเชีย)

ชีวิตของตัวละครรายนี้ดำเนินไปอย่างซ้ำซาก จำเจ ไร้ซึ่งความหวัง เธอเป็นคนป่วยมีโรคประจำตัวและรอวันตาย ซึ่งมี “แอนดรอยด์” เป็นมิตรคอยเคียงข้าง แม้เธอจะมีแฟนเป็นคนเชื้อสายเกาหลีในญี่ปุ่น แต่สุดท้าย เขาและครอบครัวก็ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล ให้สามารถเดินทางออกนอกประเทศ เพื่ออพยพหนีภัยนิวเคลียร์ และตัดสินใจทิ้งเธอเอาไว้ข้างหลัง

Sayonara พยายามพูดถึงประเด็นน่าสนใจหลายข้อ ทั้งเรื่องความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับแอนดรอยด์ เช่น การหลงลืมของมนุษย์กับการถูกป้อนความจำ (อย่างไม่มีวันลืม) ของแอนดรอยด์ ฯลฯ, การแบ่งแยกกันเองในหมู่มนุษย์ รวมถึง การถ่ายทอดรสนิยมและความใฝ่ฝันระหว่างกัน ของมนุษย์กับแอนดรอยด์

ดูคล้าย 7 Days กับ Sayonara จะมีลักษณะสอดคล้องกันประการหนึ่ง นั่นคือ หนังนำเสนอภาพการใช้ชีวิตประจำวันไปแบบเหงาๆ ว่างเปล่า เดียวดาย และไร้จุดหมายปลายทาง

ไม่แน่ใจว่า ความสอดคล้องดังกล่าวบ่งบอกอะไรถึงวิธีคิดของคนญี่ปุ่นร่วมสมัยหรือไม่?

FUJITA
Foujita

ภาพยนตร์เรื่องถัดมา คือ “Foujita” ผลงานของผู้กำกับอาวุโสชาวญี่ปุ่น “โคเฮอิ โอกุริ” ที่ได้เข้าฉายในสายการประกวดหลักเช่นกัน

โอกุริ ได้ชื่อว่าเป็นคนทำหนังยอดฝีมือ ที่นานปีจะผลิตภาพยนตร์ออกมาสักเรื่องหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เขากลับเคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม รวมถึงเคยได้รับรางวัลในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่คานส์และเบอร์ลินมาแล้ว

ในหนังเรื่องล่าสุด โอกุริเล่าเรื่องราวชีวิตบางส่วนเสี้ยวของ “ซึกุฮารุ ฟุจิตะ” จิตรกรเอกชาวญี่ปุ่น ที่สร้างชื่อจากการนำเอาเทคนิคการใช้หมึกแบบญี่ปุ่นไปผสมผสานกับงานจิตรกรรมตะวันตก

ช่วงปลายทศวรรษ 1910 ถึงตลอดทศวรรษ 1920 ฟุจิตะ เดินทางไปทำงานสร้างชื่อเสียง ใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟู่ฟ่า และพบรักกับหญิงต่างชาติที่ฝรั่งเศส จากนั้น เขาร่อนเร่ไปใช้ชีวิตในทวีปอเมริกาใต้ ก่อนจะกลับสู่ประเทศบ้านเกิด ในฐานะปรมาจารย์ทางด้านศิลปะ ผู้วาดภาพแนวโฆษณาชวนเชื่อ รับใช้จักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ตอนท้ายของหนัง บอกเล่าเหตุการณ์ช่วงที่ฟุจิตะหลบภัยสงครามไปใช้ชีวิตในเขตชนบท ร่วมกับภรรยาชาวญี่ปุ่น จนกระทั่งหลังสงครามสิ้นสุด ซึ่งเขาตัดสินใจเดินทางไปใช้ชีวิตที่ฝรั่งเศสอีกหน และเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์

ภาพยนตร์เรื่อง Foujita เป็นดังการเรียงร้อยภาพพอร์ทเทรตจำนวนมาก เพื่อนำเสนอชีวิตแต่ละช่วงของจิตรกรเอก อย่างไรก็ดี ช่วงชีวิตเหล่านั้นไม่ได้ถูกเชื่อมโยงหรือปะติดปะต่อเข้าหากันอย่างเรียบเนียนเสียทีเดียว หากมีช่องว่างหรือรายละเอียดบางส่วนที่ถูกละไว้ไม่พูดถึง

ขณะเดียวกัน งานด้านภาพของหนังก็มีความสวยงามอย่างยิ่ง จนหลายช็อตเป็นเหมือนงานจิตรกรรมชั้นยอด ซึ่งถูกเจือด้วยบรรยากาศเหนือจริงและสัจนิยมมหัศจรรย์ อันเปี่ยมเสน่ห์

The_Inerasable-p1
The Inerasable

ภาพยนตร์เรื่องสุดท้าย เป็นหนังผีชื่อ “The Inerasable” ผลงานการกำกับของ “โยชิฮิโร นากามุระ” ที่อยู่ในสายการประกวดหลักเหมือนกัน

โดยส่วนตัว ผมไม่แน่ใจว่า หนังเรื่องนี้ถือเป็น “หนังดี” หรือไม่ เพราะในหลายๆ ช่วง หนังก็มีจังหวะที่ล้นเกิน หรือมีจังหวะตลกแบบการ์ตูนๆ เจือปนอยู่ แต่ก็ต้องยอมรับว่า นี่คือ “หนังผี” ที่น่ากลัวและท้าทายขนบดั้งเดิมมากๆ เรื่องหนึ่ง

หนังเปิดฉากด้วยเรื่องราวของนักเขียนหญิง ผู้คอยรับจดหมายบอกเล่าประสบการณ์การเจอวิญญาณจากคนทางบ้าน เพื่อนำมาแต่งเติมเสริมต่อเป็นนิยายลงในนิตยสาร

แล้วหนังก็มุ่งโฟกัสไปยังเคสหลัก ซึ่งเป็นเรื่องราวของหญิงสาวนักศึกษาสถาปัตย์ ที่เจอเสียงแปลกๆ ในห้องเช่า นักเขียนจึงร่วมมือกับคนต้นเรื่อง เพื่อสืบหาที่มาของเสียงแปลกๆ ดังกล่าว ซึ่งปรากฏว่า พอตามไปตามมา เรื่องก็ชักจะยุ่งเหยิงหนักขึ้นและเกี่ยวพันกับผู้คนมากหน้าหลายตา ในต่างพื้นที่และยุคสมัย

นอกจากนั้น ผี (ซึ่งมีจริงแน่ๆ) ยังไม่ได้มีแค่ตนเดียว แต่กลายเป็นว่า ผีหรือคนที่ตายไปแล้ว ก็ตายเพราะถูกผีตัวก่อนหน้าหลอกหลอนจนประสาทเสียอีกต่อหนึ่ง เรื่องราวของเสียงประหลาดในอพาร์ตเมนต์ จึงถูกสืบสาวลากยาวไปถึงรากเหง้าเมื่อราวศตวรรษก่อน (ในอีกแง่หนึ่ง หนังเรื่องนี้ก็ถือเป็นภาพยนตร์แนวสืบสวนสอบสวนที่ดูสนุกทีเดียว)

ท่าไม้ตายสำคัญจริงๆ ของ The Inerasable ก็คือ หนังเปิดเรื่องด้วยขนบเดิมๆ ของหนังผีส่วนใหญ่ ที่มักจะทำให้คนดูเชื่อว่าผีถูกผูกติดเชื่อมโยงอยู่กับพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง (หรืออย่างน้อยก็วัตถุชิ้นใดชิ้นหนึ่ง) อันมีลักษณะเป็นรูปธรรม

แต่สุดท้าย พื้นที่กับผีในหนังเรื่องนี้ กลับไม่ใช่สองสิ่งที่ยึดโยงกันอย่างแนบแน่นเสียทีเดียว ทว่า ผีกลับยึดโยงอยู่กับคำสาปและความผิดบาปเก่าแก่ อันเป็นนามธรรม ที่มีศักยภาพในการหลอกหลอนมนุษย์ โดยทะลุทะลวงข้ามผ่านปัจจัยเรื่องพื้นที่และกาลเวลา

ช่วงก่อนจบ หนังเล่นท่าหลอกอีกตลบหนึ่ง ด้วยการทำให้เรื่องผีมีสถานะเป็นเพียงแค่ประสบการณ์หนึ่งในชีวิต ที่ตัวละครจะต้องเดินข้าม ไปสู่การเปลี่ยนผ่านเติบโตตามช่วงอายุ

แต่แล้วในตอนจบ คนทำกลับบิดผันโครงเรื่องอีกรอบหนึ่ง ด้วยการหันมาสรุปยืนยันอย่างหนักแน่นมั่นคงว่า หนังเรื่องนี้คือ “หนังผี” ที่มีเรื่องราวว่าด้วยภูตผีวิญญาณและคำสาปดำมืดเป็นแก่นแกนสำคัญจริงๆ ไม่ได้เป็นแค่หนังที่ใช้ผีเป็น “เครื่องมือ” หรือ “พาหนะ” นำไปสู่สาระสำคัญอื่นๆ

มนุษย์คนแล้วคนเล่าที่ถูกคุกคามจึงขยายวงต่อไปเรื่อยๆ ตามต้นกำเนิดของผีที่สลับซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับผีหลากเจเนอเรชั่นที่ขยายวงในการหลอกหลอนออกจากพื้นที่และช่วงเวลาเดิมๆ

ส่วนคนที่ย้ายที่อยู่เพื่อหนีผี ก็ยังหนีผีไม่พ้น และต้องเจอผีหลอกต่อไป

ภาพยนตร์ญี่ปุ่นทั้งสี่เรื่องนี้ เล่าเรื่องราวที่แตกต่างกันไป คือ มีทั้งหนังที่มุ่งพิจารณาชีวิตของบุคคลในอดีต มีทั้งหนังที่พูดถึงความผิดบาปในอดีตที่ตกทอดมาถึงคนรุ่นปัจจุบัน มีหนังที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตของคนในสังคมร่วมสมัย และมีหนังที่กล่าวถึงชีวิตอันน่าหดหู่และวิทยาการในอนาคต

ขณะที่หนังไทย (และผลงานศิลปะร่วมสมัยแขนงอื่นๆ) ส่วนใหญ่ ยังมีประเด็นหลักอยู่ที่การหาวิธีเผชิญหน้ากับความทรงจำ และความงุนงงสับสนกับภาวะปัจจุบัน เพราะคนทำหนัง (หรือศิลปิน) แต่ละราย ก็ตกอยู่ในภาวะเดียวกันกับคนดูหนัง/คนเสพงานศิลปะจำนวนมาก

ที่ยังไม่แน่ใจและไม่กล้าคาดเดาว่าอนาคตของตนเองและของประเทศจะมีรูปลักษณ์เป็นเช่นใด