คนอ่านเพลง

เก็บตก “โมเดิร์นด็อก 22”

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 24-30 มีนาคม 2560)

“โมเดิร์นด็อก 22” เป็นคอนเสิร์ตครบรอบ 22 ปี ของวงดนตรีคณะ “โมเดิร์นด็อก” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

หลังชมคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งล่าสุดของวงดนตรีผู้ร่วมบุกเบิกกระแส “อัลเทอร์เนทีฟไทย” เมื่อปี 2537 จบลง ในระยะเวลาร่วม 3 ชั่วโมง พร้อมกับจำนวนเพลง 30 เพลง

ผมบันทึกความคิดเห็นออกมาเป็นข้อๆ ดังนี้  

IMG_1635

หนึ่ง นี่เป็นคอนเสิร์ต (ไทย) ที่น่าประทับใจมาก เพราะความกลมกล่อมลงตัวของแทบทุกองค์ประกอบ

ทั้งการแสดงดนตรีบนเวทีที่ “ดี” การเลือกเพลงมาเล่นได้ “เจ๋ง” รวมไปถึงงานวิช่วล กราฟิก อันเป็นฉากหลัง ที่แพรวพราวน่าสนใจ โดย “ไม่ทำตัวรกรุงรังรบกวนโชว์หลัก” หรือ “ไม่ทำตัวราบเรียบจำเจ” จนผู้ชมรู้สึกว่าจะมีหรือไม่มีก็ได้

ขณะเดียวกัน อารมณ์ตอบสนองของคนดูเรือนหมื่น ก็ส่งผลให้คอนเสิร์ตมีบรรยากาศสนุกสนานกินใจ ถึงแม้จำนวนผู้ชมอาจไม่เต็มความจุของฮอลล์เสียทีเดียว (มีที่ว่างตรงโซนนั่ง) แต่คนที่ตีตั๋วเข้ามาชม (โดยเฉพาะในโซนยืน) ก็สามารถรับ-ส่ง “พลัง” กับ “โมเดิร์นด็อก” บนเวทีได้เป็นอย่างดี

บางคนอาจเห็นว่า “โมเดิร์นด็อก 22” เป็น “คอนเสิร์ตที่ดี” เพราะนี่คือการแสดงสดที่ย้อนกลับไปให้ความสำคัญกับเรื่อง “เพลง/ดนตรี” เป็นหลัก

อย่างไรก็ดี ผมกลับไม่ค่อยเห็นด้วยกับความเห็นทำนองนั้นเสียทีเดียว เพราะส่วนตัวรู้สึกว่า “โมเดิร์นด็อก” และทีมงานของพวกเขา คิดคำนึงถึงรายละเอียดอะไรหลายอย่าง ที่มากกว่าเรื่อง “เพลง/ดนตรี”

อาทิ ประเด็นเรื่องแสง วิช่วล กราฟิก และโปรดักชั่นประกอบดนตรี ซึ่งคอนเสิร์ตครั้งนี้เปิดฉากบรรเลงเพลงแรกในบรรยากาศสว่างแจ้ง โดยที่จอภาพสีขาวด้านหลังนั้นปราศจากฟังก์ชั่นใดๆ

ในเพลงต่อมา ฮอลล์จึงค่อยๆ มืดลง ภาพประกอบด้านหลังเริ่มทำงานผ่านจอหนังกลางแปลง ก่อนที่งานภาพประกอบด้วยเทคนิคขั้นสูง และโปรดักชั่นแวดล้อมต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับดนตรีโดยตรง จะถูกประเคนออกมาแบบจัดเต็ม

หรืองานขายสินค้าที่ระลึกหน้าฮอลล์คอนเสิร์ต ก็ถูกจัดระบบระเบียบไว้อย่างละเอียดลออมิใช่น้อย เพื่อรองรับผู้บริโภคหลักพันหลักหมื่นคน

จนต้องยอมรับว่า “โมเดิร์นด็อก” และทีมงาน ทำงานในเรื่องนี้หนักพอสมควร เมื่อพิจารณาว่าตัววงดนตรีซึ่งกำลังจะเปิดโชว์ ไม่ได้สังกัดค่ายใหญ่ใดๆ และไม่มีหน่วยงานองค์กรมารับผิดชอบงานขายสินค้าเชิงพาณิชย์ดังกล่าวอย่างจริงจัง

ดังนั้น เราคงไม่สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำนักว่า “โมเดิร์นด็อก 22” คือ คอนเสิร์ตที่เน้นเรื่องดนตรีแบบ “เพียวๆ”

IMG_1637

สอง อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่างานด้านดนตรี คือ จุดเด่นสุดของคอนเสิร์ตครั้งนี้ โดยเฉพาะการคัดเลือกเพลงมาโชว์บนเวที

ตลอดเวลาเกินกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา “โมเดิร์นด็อก” ผลิตสตูดิโออัลบั้มรวมทั้งหมด 6 ชุด บวกด้วยซิงเกิลอื่นๆ อีกพอสมควร เท่ากับว่าพวกเขามีเพลงของตนเองประมาณ 70 เพลง

การคัดเลือกเพลงมาโชว์ในคอนเสิร์ตใหญ่ฉลอง 22 ปี เพียง 30 เพลง จึงนับเป็นภารกิจท้าทายมิใช่น้อย แต่ “โมเดิร์นด็อก” ก็ทำงานดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

คอนเสิร์ตเปิดตัวด้วย “บางสิ่ง” (ถ้าไม่นับช่วงอินโทรที่เล่นเพลง “Very Good”) หนึ่งในเพลงดีจากอัลบั้มชุดแรกของ “โมเดิร์นด็อก” นี่เป็นเพลงเท่ๆ ที่มีคนฟังหลงรักอยู่มิใช่น้อย แต่หลายคนก็คาดไม่ถึงว่าพวกเขาจะเลือกเปิดฉากโชว์ใหญ่ด้วยผลงานที่ไม่จัดเป็น “เพลงเอกระดับเอบวก” เพลงนี้

เก้าเพลงแรกของคอนเสิร์ตจัดเป็น “เพลย์ลิสต์ในฝัน” ของ “เหล่าแฟนพันธุ์แท้โมเดิร์นด็อก” ที่ประกอบด้วยเพลงดีๆ (แต่ไม่ดังถึงขีดสุด) จากแทบทุกอัลบั้ม

ที่สำคัญ ยังรวมถึงเพลงบรรเลงอย่าง “Happiness is …” และเพลงที่ไม่ค่อยถูกนำมาแสดงสดอย่าง “อีสานคลาสสิค” ที่ได้เครื่องดนตรี “ฆ้องมอญ” มาร่วมแจม ด้วยโทนอารมณ์แบบมันๆ ไม่ใช่ซีเรียสจริงจังกับ “ของสูง” หรือ “จารีตประเพณี” อะไรทำนองนั้น

หรือช่วงที่ ธนชัย อุชชิน เมธี น้อยจินดา และ ปวิณ สุวรรณชีพ ข้ามมาเล่นดนตรีแนวอะคูสติกสี่เพลงบนเวทีเล็กใจกลางฮอลล์ก็สามารถสร้างความน่าประทับใจได้ไม่น้อย และอาจทำให้หลายคนย้อนนึกไปถึงคอนเสิร์ต “The Very Common of Moderndog” เมื่อปี 2545

การที่วงดนตรีวงหนึ่งมีอายุยืนยาวกว่าสองทศวรรษ โดยสมาชิกชุดแรกเริ่มเกือบทั้งหมดยังคงเกาะกลุ่มกันได้อย่างเหนียวแน่น และเคยลองผิด ลองถูก หรือทำงานทดลองแนวทางต่างๆ มาด้วยกัน

ย่อมส่งผลให้ “เพลย์ลิสต์” ในคอนเสิร์ต “โมเดิร์นด็อก 22” มีเฉดสีอันหลากหลายและเต็มไปด้วยพลวัต

นี่คือ “คุณสมบัติ” ที่วงดนตรีซึ่งมีเวลารวมตัวกันน้อยกว่านี้ไม่สามารถเทียบเคียงได้

ขณะเดียวกัน แม้วงดนตรีบางคณะอาจมีอายุยืนยาวในหลักหลายทศวรรษ แต่หากพวกเขามุ่งทำงานที่ซ้ำรอยทางเดิมๆ อยู่เรื่อยๆ “เพลย์ลิสต์” บนเวทีคอนเสิร์ตใหญ่ของวงดนตรีเหล่านั้น ก็คงไม่เปี่ยมสีสันเท่ากับของ “โมเดิร์นด็อก”

สาม โดยส่วนตัว มี 2-3 จุดที่ “น่าเสียดาย” ในคอนเสิร์ตหนนี้

“เสียดายแรก” ได้แก่ การไม่มีบางเพลงที่ตัวเองชอบและเชียร์อยู่ใน “เพลย์ลิสต์” ในกรณีของผม มีอยู่ 3 เพลง คือ “คล้าย” (จากอีพี “รูปไม่หล่อ”) “ผ่าน” (จากอัลบั้ม “แดดส่อง”) และ “ดอกไม้บ้าน” (จากอัลบั้ม “ป๊อด/โป้ง/เมธี”)

“เสียดายที่สอง” คือ การไม่มีมือเบสยุคบุกเบิก (ที่ร่วมทำงานในอัลบั้มชุดแรกและชุดที่สาม) ของวงอย่าง “สมอัตถ์ บุณยะรัตเวช” บนเวทีคอนเสิร์ต โดยภาพของสมอัตถ์เพียงปรากฏอยู่ในบางสไลด์โชว์ตรงฉากหลังของเวทีเท่านั้น

“เสียดายสุดท้าย” คือ การที่คอนเสิร์ตมีภาวะ “เสียงหาย” อยู่สองครั้ง ครั้งแรก ตอนบรรเลงเปียโนเพลง “ลึกซึ้ง” ในช่วงที่สามสมาชิกหลักกำลังเดินทางจากเวทีใหญ่ไปยังเวทีอะคูสติก และครั้งที่สอง ตอนที่ธนชัยร้องเนื้อท่อนแรกของเพลง “รูปไม่หล่อ” หลังจากสามสมาชิกหลักเพิ่งเดินทางจากเวทีอะคูสติกกลับมายังเวทีใหญ่

เข้าใจว่าข้อบกพร่องทั้งหมดน่าจะเกิดจากปัญหาทางด้านเทคนิคบางอย่างในช่วง “เปลี่ยนผ่าน” เวที

(ส่วนการที่พี่ป๊อดร้องเพลง “ที่จริงในใจ” ผิด จนต้องเล่นใหม่อีกรอบ ยังถือเป็น “ข้อบกพร่อง” ซึ่งได้รับการแก้ไข จนพออนุโลมให้ได้)

IMG_1644

สี่ ช่วงที่ “ซาบซึ้งสุด” ของคอนเสิร์ตครั้งนี้ ย่อมได้แก่การปรากฏตัวขึ้นของ “แขกรับเชิญ” เพียงรายเดียว นั่นคือ “พราย ปฐมพร ปฐมพร” ผู้เขียนเพลง “…ก่อน” ผลงานสร้างชื่อของ “โมเดิร์นด็อก” ซึ่งเป็นเพลงที่มีส่วนขับเคลื่อนผลักดันความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมเพลงสากลไทยในช่วงปลายทศวรรษ 2530-ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 อย่างสำคัญ

ตรงกันข้ามกับความโด่งดังในวงกว้างของเพลง “…ก่อน” “พราย ปฐมพร ปฐมพร” กลับเป็นศิลปินที่ได้รับการยอมรับอยู่ในหมู่แฟนเพลง-เพื่อนร่วมวงการเฉพาะกลุ่ม

การออกมาร่ำร้องบทเพลงและกระโดดโลดเต้นต่อหน้าผู้ชมนับหมื่นของ “พราย” เมื่อวันที่ 18 มีนาคม จึงน่าจะเป็นการทำงานที่ “แมส” ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา (นอกจากการแต่งเพลง “…ก่อน”)

และการ “กล่าวคำขอบคุณสามเส้า” เมื่อ “โมเดิร์นด็อก” ขอบคุณ “พราย” “พราย” ขอบคุณ “โมเดิร์นด็อก” ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะขอบคุณ “แฟนเพลง/คนดู” ร่วมกัน ก็ก่อให้เกิดคลื่นพลังมหาศาลในอิมแพ็ค อารีน่า

นอกจากนี้ ถ้าเรานับว่า “การ (ลงสี) คาดหน้า” อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ “พราย” นั้นคือ “การสวมใส่หน้ากาก” ประเภทหนึ่ง “พราย ปฐมพร ปฐมพร” ก็อาจถือเป็น “The Mask Singer/Songwriter” ผู้มาก่อนกาล

น่าสนใจว่าด้วยเงื่อนไขอะไรหลายๆ อย่าง (รวมทั้งความพึงพอใจของเจ้าตัวเอง) “พราย” ได้เลือกที่จะดำรงตนอยู่ “ภายใต้หน้ากาก” มาจนถึงปัจจุบัน

วิถีแห่งการ “ปลีกตัวเอง” หรือชะตากรรมอัน “แปลกประหลาด” ในแวดวงดนตรีของ “พราย” ก็ไม่ต่างอะไรกับสถานะ “ที่น่าพิศวง” ในยุคเมืองไทย 4.0 ของเพลง “…ก่อน”

เพราะใครจะไปคาดคิดว่า เพลงที่ฮิตที่สุดของ “โมเดิร์นด็อก” เพลงนี้ กลับเป็นเพลงที่ “ไม่มีตัวตน” อยู่ในระบบสตรีมมิ่งใดๆ

ห้า คอนเสิร์ต “โมเดิร์นด็อก 22” ยังมีบรรยากาศแบบเป็นกันเอง ซึ่งช่วยเฉลยคำตอบให้คนดูได้รับรู้ในบางสิ่งที่พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อน

ยกตัวอย่างเช่น ที่มาของเพลง “มา” ซิงเกิลที่ไม่ถูกบรรจุอยู่ในอัลบั้มเต็มชุดไหน ซึ่งหลายคนรวมทั้งผมเคยเข้าใจว่าธนชัยน่าจะเขียนเพลงนี้ เพื่อสื่อถึงแง่มุมงดงามของการ “มีลูก” หรือ “มีครอบครัว”

แต่ในคอนเสิร์ต เจ้าตัวกลับแจงว่าเขาเขียนเพลงนี้ให้ “พระพุทธเจ้า” โดยไม่ได้อธิบายเหตุผลเพิ่มเติมมากกว่านั้น

หรือเพลง “โอน้อยออก” ในอัลบั้มเต็มชุดล่าสุด ซึ่งหลายคนงุนงงกับเนื้อหาที่ค่อนข้างเป็นรูปธรรมเปิดกว้างแก่การตีความ เช่น “โปรดบอกกันให้รู้ความจริง บอกมาได้เลยทุกสิ่ง ถ้าเธอมองเห็นมันตำตา ถ้าหากสิ่งที่ฉันเคี้ยวลงไป มองเห็นสีเขียวภายใน ที่มันยังค้างคา…”

บางคนพากันขบคิดอย่างยุ่งเหยิงว่า “สีเขียวภายใน” นั้นหมายถึงอะไรกันแน่? แต่คำอธิบายของธนชัยบนเวทีคอนเสิร์ตใหญ่กลับเรียบง่ายกว่านั้น เพราะสำหรับผู้แต่ง นี่คือเพลงที่พูดเรื่องธรรมดาๆ ว่า “ถ้าเราเป็นคนรักกัน เมื่อเห็นผักติดฟันคู่รัก ก็ต้องช่วยบอกกัน”

แค่นั้นเอง

อีกเรื่องเล็กๆ ที่คนดูคอนเสิร์ตหลายรายรู้สึกทึ่งกันมาก ก็คือการได้เห็น “เรี่ยวแรง” ของพี่ป๊อด ธนชัย นักร้องนำแห่ง “โมเดิร์นด็อก”

เป็นที่รับรู้กันตลอดมาว่าพี่ป๊อดคือคนมีพลังเหลือเฟือ เห็นได้จากการร้อง การเต้น และการทำงานสร้างสรรค์อื่นๆ

แต่น้อยคนนักที่จะเคยมีโอกาสเห็นว่าคนรูปร่างเล็กกะทัดรัด ออกแนวค่อนข้างบอบบางอย่างพี่ป๊อดนั้น มีเรี่ยวแรงมหาศาลขนาดไหน?

กระทั่งเมื่อช่วงค่ำวันที่ 18 มีนาคม 2560 ซึ่งแฟนเพลงหลายคนได้ร่วมเป็นประจักษ์พยานในเหตุการณ์ที่พี่ป๊อดขว้างเสื้อยืดที่ระลึกจากเวทีไปยังกลุ่มผู้ชมบนอัฒจันทร์ชั้นสองโน่น

โดยส่วนตัว ผมยังไม่เคยเห็นนักร้องหรือศิลปินคนไหน ซึ่งสามารถขว้างเสื้อยืดแจกแฟนเพลงในระยะทางที่ไกลขนาดนี้มาก่อน!

moderndog 22

Advertisements
ข่าวบันเทิง

เมื่อ “ณฐพล บุญประกอบ” มือเขียนบท “เมย์ไหน-SuckSeed” ถ่ายทำวิดีโอสั้นถึง “ชัยภูมิ ป่าแส”

ชื่อของ “ณฐพล บุญประกอบ” เคยปรากฏอยู่ในภาพยนตร์และซีรีส์หลายเรื่องของจีทีเอช

ทั้งการเป็นนักแสดงในหนังเรื่อง “ฟรีแลนซ์ฯ” และ “สี่แพร่ง” (รวมถึงเป็นนักแสดงใน “36” หนังยาวเรื่องแรกของ “เต๋อ นวพล”)

นอกจากนั้น ณฐพล ยังมีเครดิตในการเป็นผู้เขียนบทของภาพยนตร์เรื่อง “เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ” และ “SuckSeed ห่วยขั้นเทพ” ที่กำกับโดย ชยนพ บุญประกอบ

ตลอดจนการเป็นทีมงานเบื้องหลังหนังเรื่อง “ฟรีแลนซ์ฯ” และซีรีส์ “ฮอร์โมน”

เช่นเดียวกับที่เขามีสถานะเป็นผู้กำกับมิวสิควิดีโอดังๆ หลายเพลง

ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ณฐพล ได้เผยแพร่ผลงานชื่อ “17” วิดีโอความยาว 2 นาที ที่มีเนื้อหาข้องเกี่ยวกับกรณีวิสามัญฆาตกรรม “ชัยภูมิ ป่าแส” นักกิจกรรมชาวลาหู่ (เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560) ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยตั้งค่าเข้าถึงเป็นสาธารณะ และพิมพ์ข้อความว่า

ยิ่งโตยิ่งรู้สึกว่าเป็นเรื่องจำเป็น ที่ต้องตั้งคำถามต่อสังคมที่เราอยู่

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อบทบาทของเราเองในฐานะคนทำงานสร้างสรรค์

ไม่ใช่แค่ ‘บทบาท’ แต่ผมคิดว่าเป็น ‘หน้าที่’

การได้มีโอกาสประกอบอาชีพทำงานสร้างสรรค์ ผมถือว่าเป็นอภิสิทธิ์ที่ยืนอยู่บนความเสียสละของชนชั้นอื่นๆ เพราะต้นทุนชีวิตของเราไม่เท่ากัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องบาปบุญจากชาติก่อน แต่เป็นเพราะโครงสร้างและทัศนคติของคนในสังคมที่ไม่เอื้อให้เกิดความเท่าเทียม

จึงเกิดคำถามว่า

แล้วเราซึ่งมีสิทธิพิเศษนั้น ควรทำหน้าที่อย่างไร

เพื่อไม่ให้เรื่องของชัยภูมิจางหายไปกับกระแสข่าวร้ายอื่นๆ

เพื่อไว้เตือนตัวเอง ว่าเราเป็นพยานที่เย็นชาต่อความชิบหายทางสามัญสำนึกที่เกิดขึ้นตรงหน้า

ที่มา Nottapon Boonprakob

คนมองหนัง

รีวิวหนังสารคดี Salaya Doc: นิรันดร์ราตรี

นิรันดร์ราตรี (วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย)

หนังสารคดีที่เล่าเรื่องราวของ “สัมฤทธิ์” ชายชาวชนบท ซึ่งเข้ามาประกอบอาชีพฉายหนังในโรงภาพยนตร์สแตนด์อะโลน (โรงหนังชั้นสอง) แถวฝั่งธนบุรี

เอาเข้าจริง ดูเหมือนช่วงเวลา “รุ่งเรือง” สำหรับชายผู้นี้จะเกิดขึ้นเพียงแค่ในระยะสั้นๆ คือ ระหว่างปี 2534 ที่เขาเริ่มเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ จนถึงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ 2540

ขณะที่จากปี 2540-กลางทศวรรษ 2550 กลับกลายเป็นช่วงซบเซาซึมเศร้ายาวของธุรกิจโรงหนังประเภทนี้

และ “การปิดตัว” ก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

หนังถ่ายทอดและเล่าเรื่องราวชีวิตของชายฉายหนัง (ตลอดจนเพื่อนร่วมงานของเขา) ได้อย่างสนุก มีอารมณ์ขัน น่าติดตาม แฝงอารมณ์เศร้าหม่นอยู่ลึกๆ และละเอียดลออมากพอสมควร

นี่ก็คือแกนเรื่องหลักใน “ครึ่งทางแรก” ของ “นิรันดร์ราตรี” ซึ่งเชื่อมร้อยอยู่กับประเด็นเรื่อง “ความเปลี่ยนแปลง” อันเป็นนิรันดร และ “อวสาน” ของโรงภาพยนตร์

ก่อนที่หนังจะเดินทางไปสู่ “ครึ่งหลัง” ที่สัมฤทธิ์เดินทางกลับไปใช้ชีวิตยังบ้านเกิด

ความชำนาญเฉพาะจากการทำงานในโรงภาพยนตร์มาเป็นเวลาหลายสิบปีของเขา แทบจะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง จากมุมมองของภรรยา ซึ่งต้องหาเลี้ยงครอบครัว (ทั้งคู่มีลูกสาวหนึ่งคนชื่อ “น้องฟิล์ม”) ด้วยการเป็น “ชาวสวนยาง”

ภรรยามองว่าสามีผู้เพิ่งล้มเหลวกลับมาจากกรุงเทพฯ มีสภาพประหนึ่ง “ผีดิบ” ที่คุ้นเคยและแทบไม่เคยปลีกตนออกมาจากการทำงานแบบ “อินดอร์” หรือ “ในร่ม”

สำหรับเธอ ความพ่ายแพ้ที่เขาประสบไม่ได้เกิดจาก “ความเปลี่ยนแปลง” แต่เป็นเพราะเขา “ไม่เคยเปลี่ยนตัวเอง” ต่างหาก

ชายฉายหนังกลายเป็นคนกรีดยางที่ย่อหย่อนประสิทธิภาพและไร้ประสิทธิผล เขาปรับตัวและหางาน (กลางแจ้ง) ในชนบทไม่ได้

แม้กระทั่งสิ่งที่สัมฤทธิ์น่าจะรับมือได้สบายๆ อย่างการซ่อมแซมเครื่องเล่น “ดีวีดี” ในบ้าน เขาก็ยังทำมันไม่สำเร็จ

ที่ กทม. ชายฉายหนังพยายาม “หลีกหนี” จากภาวะอวสานของโรงภาพยนตร์ ด้วยการอ่านศึกษาหนังสือธรรมะ แต่ที่บ้านนอก สัมฤทธิ์เลือกจะเยียวยาตนเองด้วย “สุรา” ซึ่งส่งผลให้สายสัมพันธ์ระหว่างเขากับลูกสาวที่ไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ยิ่งมีความห่างเหินกันมากขึ้น

“นิรันดร์ราตรี” ปิดฉากลงโดยไม่ได้เฉลยคำตอบแน่ชัดใดๆ หนังค่อยๆ ปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกร้าวลึกและภาวะห้วงฝันอันล่องลอยลี้ลับ ให้ออกมาเอ่อท้นท่วมจอภาพยนตร์

ขณะที่คนดูก็ได้ตระหนักถึงภาวะ “กลับไม่ได้ไปไม่ถึง” ของชายฉายหนังผู้เป็น subject หลักของเรื่อง

นิรันดร์ราตรี

ระหว่างชมภาพยนตร์ ผมรู้สึกว่ามันมี “สององค์ประกอบน่าสนใจ” ที่ดำรงอยู่เคียงคู่กันในหนังสารคดีเรื่องนี้

องค์ประกอบแรก คือ ความเป็นศิลปินรุ่นใหม่ผู้เชี่ยวชาญช่ำชองในงานด้านภาพเคลื่อนไหวที่เล่นกับ “แสง” อย่างหนักหน่วงพริ้วไหวของวรรจธนภูมิ

องค์ประกอบเหล่านี้ปรากฏอยู่ตามรายทางในทั้งสองพาร์ทของหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” จากครึ่งแรกมายังครึ่งหลัง และ “ช่วงทิ้งท้าย” ก่อนหนังจะจบ

ภาวะภาพฝันอันแปลกประหลาดและเป็นปริศนา ก็ถือกำเนิดขึ้นจากความสามารถเยี่ยมยอดตรงจุดนี้

แต่อีกองค์ประกอบหนึ่ง คนดูอาจพอจับได้ว่า วรรจธนภูมิ (ซึ่งเพิ่งทำหนังยาวเป็นเรื่องแรก) นั้นเลือกจะเล่าเรื่องของ subject ผ่าน “กระบวนท่า” ที่ไม่ยากหรือสลับซับซ้อนจนเกินไปนัก

นี่นำมาสู่การตัดแบ่งหนังออกมาเป็นสองช่วงอย่าง “เด่นชัด” และ “สมมาตร” ซึ่งด้านหนึ่ง คงทำให้ผู้ชมสามารถตามเรื่องได้อย่างไม่ยากลำบาก แต่อีกด้าน มันกลับเหมือนเป็นการลดทอนเสน่ห์หรือความซับซ้อนในชีวิตและวิธีการมองโลกของสัมฤทธิ์ให้ “ซอฟท์” ลง

ไม่แน่ใจว่าความเป็นระบบระเบียบเรียบร้อยเช่นนั้น จะส่งผลถึงการเลือกเพลงประกอบด้วยหรือไม่ เพราะการเลือกใช้เพลงลูกทุ่งคลาสสิคระดับมาตรฐานอย่าง “คิดถึงพี่ไหม” มาปิดท้ายครึ่งแรกของหนัง ก็เป็นอะไรที่ซาบซึ้งพอสมควร แต่ไม่ใหม่หรือไม่น่าตื่นเต้นถึงขีดสุด

ไปๆ มาๆ ช่วงที่ผมชอบและคิดว่ามันดิ้นไกลออกไปจากโครงสร้างการเล่าเรื่องแบบชัดๆ ที่วรรจธนภูมิจัดวางเอาไว้ กลับกลายเป็นเรื่องเล่าย่อยๆ เล็กๆ ในหนัง เช่น เรื่องราวเกี่ยวกับ “นที” เพื่อนร่วมงานของสัมฤทธิ์ หรือเรื่องราวที่ภรรยาสัมฤทธิ์ไปเจอสิ่งที่เธอเชื่อว่าน่าจะเป็นภูตผีดวงวิญญาณในระหว่างการกรีดยาง (ซึ่งอาจเชื่อมโยงมาถึงชะตากรรมของสัมฤทธิ์ก่อนหนังจบ)

เชื่อว่าในผลงานลำดับถัดไป วรรจธนภูมิคงจะค่อยๆ สามารถถ่ายทอดบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างผ่อนคลายยืดหยุ่นมากขึ้น และมีลักษณะเป็นโครงสร้างแข็งแรงตายตัวน้อยลง

ซึ่งความลื่นไหลเช่นนั้นน่าจะสอดรับกันเป็นอย่างดีกับศักยภาพในการทำงานด้านภาพเคลื่อนไหวอันแพรวพราวของเขา

หมายเหตุ “นิรันดร์ราตรี” เพิ่งจะคว้ารางวัล Special Mention จากสายการประกวด NEXT:WAVE Award ในเทศกาล CPH:DOX ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

คนมองหนัง

รีวิวหนังสารคดี Salaya Doc: “Absent without Leave”

Absent without Leave (Lau Kek-Huat)

หนังสารคดีเกี่ยวกับครอบครัวคนจีนในประเทศมาเลเซียเรื่องนี้ เริ่มต้นด้วยปมง่ายๆ ที่พวกเราคุ้นเคย คือ ความห่างเหินระหว่างพ่อกับลูกชาย (ตัวผู้กำกับเอง)

แต่แล้วผู้กำกับกลับค่อยๆ ขยับขยายความสงสัยใคร่รู้ส่วนตัวและพรมแดนเนื้อหาของหนังให้แผ่คลี่ออกไปกว้างไกลกว่านั้น

พร้อมๆ กับการไม่รู้จัก “พ่อ” เขาก็พบว่าตนเองและสมาชิกครอบครัว ตั้งแต่ “ย่า” ลงมา แทบไม่พูดถึง “ปู่” เลย

แล้วเขาก็ได้ค้นพบว่า “ปู่” ออกไปร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์มลายา และถูกเจ้าหน้าที่รัฐยิงเสียชีวิตตั้งแต่เมื่อวัยยังไม่ถึง 30 ปี

เท่านั้น ยังไม่พอ เพราะคุณผู้กำกับไม่ได้หยุดเรื่องราวของหนังไว้ที่เรื่องราวเกี่ยวกับปู่ของตนเอง

absent 1

แต่เขากลับพาหนังออกเดินทางไกล เพื่อไปทำความรู้จักกับครอบครัวของชาวจีนคนอื่นๆ ในมลายา/มาเลเซีย อีกหลากหลายรุ่น ที่ต้องประสบชะตากรรมพลัดพรากระหว่างสมาชิกในบ้าน หรือพลัดพรากจาก “แผ่นดิน” อันเป็นที่รัก หลังตัดสินใจเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์

จากการตั้งต้นด้วย “เรื่องเล่าเล็กๆ ว่าด้วยครอบครัว” ครอบครัวหนึ่ง หนังได้เปลี่ยนทิศทางของตนเองไปสู่การมุ่งสำรวจ “ประวัติศาสตร์/ความทรงจำร่วม” อันเป็น “บาดแผล” ของคนจีนหลายเจเนอเรชั่นในประเทศมาเลเซีย

จากความสนใจในตัว “ปู่” ของผู้กำกับ ซึ่งหายสาบสูญจากครอบครัว หนังค่อยๆ ถ่ายเทความสนใจไปยัง “พรรคคอมมิวนิสต์มลายา” ที่ปลาสนาการจากประวัติศาสตร์มาเลเซีย

ตามความเข้าใจส่วนตัว (ซึ่งไม่แม่นยำหรือแทบไม่รู้ประวัติศาสตร์ส่วนนี้เอาเลย – จึงต้องเสิร์ชหาข้อมูลแบบผิวเผินเอาจากอินเตอร์เน็ต) เราอาจแบ่งกลุ่มคนจีนที่หนังพูดถึงหรือพยายามไปทำความรู้จักออกได้เป็นสองกลุ่มหลักๆ

กลุ่มแรก คือ คนจีนที่เข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์มลายา เพื่อต่อต้านจักรวรรดินิยมอังกฤษ แล้วต่อมาก็ต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น (โดยร่วมมือกับอังกฤษ) ด้วยอารมณ์ความรู้สึกปนเปทั้ง “ชาตินิยมจีน” (หลัง “จีนแผ่นดินใหญ่” ถูกกองทัพญี่ปุ่นบดขยี้) และ “ชาตินิยมมลายา” (ที่ถูกญี่ปุ่นบุกเช่นกัน) ก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายเป็นการเรียกร้องเอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

คนกลุ่มนี้มีบทบาททางการเมืองช่วงก่อน-ระหว่าง-หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ก่อนที่ต่อมา บางส่วนจะถูกเนรเทศกลับจีน (พอกลับจีน ก็มีบางคนที่ต้องเสียชีวิตลงในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม) บางส่วนต้องโทษ แล้วพอพ้นโทษก็ย้ายไปอยู่ประเทศอื่นๆ เช่น ฮ่องกง หรือมีบางส่วนข้ามแดนไปที่ไทย แถบอำเภอเบตง เพื่อปักหลักสู้ต่อ

“ปู่” ของผู้กำกับ คือ คนจีนที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์มลายาในเจเนอเรชั่นนี้

absent 3

คนอีกกลุ่ม คือ พวกที่เข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์มลายาหลังทศวรรษ 2490 ที่ทางพรรคกับรัฐบาลมาเลเซียหาข้อตกลงทางการเมืองร่วมกันไม่ได้ แล้วสถานการณ์ความขัดแย้งก็ลากยาว (คู่ขนานกับ “สงครามเย็น”) มาถึงยุค 1960-1970-1980 ก่อนจะมีสนธิสัญญาสันติภาพในปี 1989

คนกลุ่มนี้ คือ ชายหญิงวัยประมาณ 60 กว่าปี ที่ปรากฏตัวในหนัง ซึ่งเคยมีฐานที่มั่นการต่อสู้อยู่ที่ อ.เบตง จ.ยะลา

(รวมถึงตัวละครคู่ที่มีความรักและมีลูกระหว่างการสู้รบในเขตป่า แต่ต้องส่งลูกออกไปให้คนอื่นเลี้ยง จนความสัมพันธ์พ่อแม่ลูกถูกตัดขาดในเวลาต่อมา – ผมเข้าใจว่ากรณีของไทย ก็มีอะไรแบบนี้อยู่ไม่น้อย เช่น “เสกสรรค์-จิระนันท์” ที่ให้กำเนิด “แทนไท” ในป่า แล้วต้องส่งลูกออกมาในเมือง ทว่า หลายๆ กรณีของไทย ครอบครัวแบบพ่อ-แม่-ลูกยังสามารถกลับมารวมตัวกันใหม่ได้ หลังพ่อแม่หวนคืนสู่เมือง)

เอาเข้าจริง ผมรู้สึกว่าเจเนอเรชั่นของคนจีนในมาเลเซียที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์มลายานั้น คล้ายคลึงกับประวัติศาสตร์ช่วงเดียวกันในสยาม/ไทยอยู่ไม่น้อย ซึ่งบทบาทของคนเชื้อสายจีนและการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์จะเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนหน้า 2475 แล้วค่อยๆ ลากยาวมาถึงขบวนการ “ฝ่ายซ้าย” ก่อน 2500 แล้วตัดไปที่ช่วงกำเนิด “สงครามประชาชน” ปลายทศวรรษ 2500 และช่วงที่นักศึกษา-ปัญญาชน-คนหนุ่มสาวกลุ่มใหญ่เดินทางเข้าป่าในช่วงปลายทศวรรษ 2510

ถ้าจะมีจุดต่างอยู่บ้าง ก็เห็นจะเป็น หนึ่ง ในกรณีของไทย ไม่ได้มีเรื่องเรียกร้องเอกราชแบบชัดๆ แรงๆ ด้วยบริบทเฉพาะที่แตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ กับ สอง อัตลักษณ์เรื่องการเป็น “ลูกจีน” และการเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ในไทยยุคหลัง 2500 (โดยเฉพาะในทศวรรษ 2510) อาจไม่ได้ผูกพันกันอย่างแนบแน่นเป็น “เนื้อเดียว” หรือเป็น “สองด้านของเหรียญ” แบบกรณีของมาเลเซีย

จุดที่ผมชอบสุดๆ ในหนังเรื่องนี้ คือ การที่ผู้กำกับสามารถขยับขยายพรมแดนของหนังไปได้กว้างไกลมากๆ จากเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว ไปสู่เรื่องชาติพันธุ์และการเมือง จากการเมืองระดับชาติ ก็ค่อยๆ เพิ่มขอบเขตไปถึงโครงข่ายความสัมพันธ์ที่มีลักษณะข้ามชาติ/ประเทศ

การบุกไปตามหาและพูดคุยกับอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายา (หรือลูกหลานของพวกเขา) ถึงในจีนแผ่นดินใหญ่ ในฮ่องกง และในไทย จึงทรงพลังอย่างมาก และทำให้หนังเต็มไปด้วยเหลี่ยมมุมสลับซับซ้อน ที่คาดเดาไม่ค่อยได้ว่าผู้กำกับจะพาเราไปพบกับใคร ที่ไหนอีก

อีกข้อที่อาจไม่ใช่เรื่องใหม่นัก แต่หนังก็นำเสนอออกมาได้ดีมากๆ คือ การแสดงให้เห็นว่า “ผู้ปราชัยทางการเมือง” มักเก่งกาจเสมอ ในการฉวยใช้ “เครื่องมือทางวัฒนธรรม” บางอย่าง มาเยียวยารักษาแผลใจของตนเอง

ฉากกิจกรรมพบปะสังสรรค์ของบรรดาอดีตแนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ที่เบตงอาจ “ไม่ใหม่” นักสำหรับคนที่เคยดูหนังสารคดีเรื่อง “The Last Communist” และ “Village People Radio Show” ของ “อามีร์ มูฮัมหมัด” ทว่า ฉากร้องเพลงอย่างอินและซาบซึ้งสุดๆ ของบรรดาคุณย่าคุณยายที่เมืองจีนใน “Absent without Leave” นั้น สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์ได้สูงยิ่งทีเดียว

absent 4

นอกจากนี้ บรรดา subjects ที่จีนแผ่นดินใหญ่ ยังแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่น่าสนใจออกมา คือ ในสมัยหนึ่ง พวกเขาและเธออาจเคยเข้าร่วมการต่อสู้ในมลายา โดยมีอารมณ์ความรู้สึก “ชาตินิยมจีน” เป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่เมื่อพวกเขาและเธอต้องถูก “บีบบังคับ” ให้โยกย้ายกลับมาใช้ชีวิตที่จีนแผ่นดินใหญ่อย่างถาวร สิ่งที่หลายคนโหยหา (อย่างหลบๆ ซ่อนๆ) ในอีกหลายทศวรรษต่อมา กลับกลายเป็นวิถีชีวิต/วัฒนธรรมท้องถิ่นแบบมาเลย์หรือเปอรานากัน (ลูกผสมจีน-มาเลย์)

ถ้าจะกล่าวให้งงหนักขึ้น ด้านหนึ่ง คนชราเหล่านี้ก็เป็นทั้ง “คนจีน (แผ่นดินใหญ่)” และ “คนมาเลเซีย” แต่อีกด้าน พวกเขาก็อาจไม่ได้เป็นทั้ง “คนจีน (แผ่นดินใหญ่)” และ “คนมาเลเซีย” เช่นเดียวกัน

หากจะให้หา (เรื่อง) จุดบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ผมเห็นว่าการพยายามดึงหรือตบหนังกลับมาสู่บทสรุปเกี่ยวกับประเด็น “ครอบครัว” ซึ้งๆ ของปัจเจกบุคคลต้นเรื่องในตอนท้าย อาจไม่ค่อยมีความจำเป็นเท่าไหร่นัก

เพราะในระหว่างทาง หนังได้พูดถึงชะตากรรมของ “ครอบครัวขยาย” ที่มิได้ผูกพันกันทางสายเลือด แต่กลับมีขอบข่ายความสัมพันธ์กว้างขวางใหญ่โตมากกว่านั้น ไปเรียบร้อยแล้ว แถมยังเล่าได้อย่างจับใจและน่าสนใจมากๆ อีกด้วย

หมายเหตุ “Absent without Leave” เพิ่งได้รับรางวัลภาพยนตร์สารคดีอาเซียนยอดเยี่ยม จากเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติศาลายาครั้งที่ 7 ในการประกาศผลรางวัลเมื่อช่วงค่ำวันที่ 26 มีนาคม 2560

ข่าวบันเทิง

“Bangkok Joyride” หนังสารคดีบันทึกเหตุการณ์ชัตดาวน์กรุงเทพฯ ของ “อิ๋ง เค” เริ่มเปิดตัวที่ปารีส

เทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติ “Cinéma du Réel 2017″ ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม – 2 เมษายนนี้ ได้จัดโปรแกรมเรโทรสเปคทีฟให้แก่ “อิ๋ง เค” หรือ “สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์” ผู้กำกับหนังชาวไทย ภายใต้ชื่อโปรแกรมว่า “Ing K: At work”

โดยจะมีการจัดฉายผลงานภาพยนตร์ของอิ๋ง ตั้งแต่ “คนกราบหมา” (2541 – ถูกแบนในไทย) “พลเมืองจูหลิง” (2551) “เช็คสเปียร์ต้องตาย” (2555 – ถูกแบนในไทย) “เซ็นเซอร์ต้องตาย” (2556)

รวมถึงหนังสองเรื่องล่าสุดของอิ๋ง ได้แก่ Bangkok Joyride. Part 1. “How We Became Superheroes” และ Bangkok Joyride. Part 2. “Shutdown Bangkok”

bkkjoyride1

โดยภาคแรกของ Bangkok Joyride จะเป็นสารคดีที่บันทึกภาพการชุมนุม “ชัตดาวน์ กรุงเทพฯ” ระหว่างปี 2556-2557 ซึ่งอิ๋งเห็นว่าเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่ถูกหลงลืมไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่ในหนังภาคสอง จะเป็นการจับจ้องลงลึกไปยังคาแรคเตอร์พิเศษเฉพาะส่วนบุคคลของผู้ชุมนุมบางราย ซึ่งเข้ามาร่วมเคลื่อนไหว “ปิดกรุงเทพฯ”

bkkjoyride2

นอกจากนี้ ทางเทศกาลยังได้จัดกิจกรรม Masterclass Ing K ซึ่งอิ๋งจะร่วมสนทนากับ Jean-Michel Beurdeley ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย “ใหม่เอี่ยม” ที่จังหวัดเชียงใหม่ และ Nicole Brenez ภัณฑารักษ์ผู้จัดโปรแกรมเรโทรสเปคทีฟครั้งนี้

ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว Brenez ซึ่งมีอีกสถานะหนึ่งเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์ผู้ทรงอิทธิพลอย่างสูงของฝรั่งเศส ได้เลือกให้หนังเรื่อง “Bangkok Joyride” ติดอันดับ 1 ใน 5 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 2016 ตามทัศนะของเขา

เทศกาลภาพยนตร์สารคดี Cinéma du Réel มีประวัติความเป็นมาย้อนไปได้ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1970 โดยปัจจุบัน องค์กรผู้ดำเนินการจัดเทศกาล คือ หอสมุดข้อมูลข่าวสารสาธารณะ และกลุ่มเพื่อนภาพยนตร์สารคดี

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.cinemadureel.org/en/programme-2017/ing-k-at-work

ข่าวบันเทิง

“สองคลิป-สองเรื่องเล่า” กรณีวิสามัญฯ “ชัยภูมิ ป่าแส”

หลายวันผ่านไป “ความจริง” ในกรณีเจ้าหน้าที่ทหารวิสามัญฆาตกรรม “ชัยภูมิ ป่าแส” ยังไม่ปรากฏต่อสาธารณชนอย่างชัดเจน

บางสำนักข่าวพยายามเข้าไปขุดคุ้ยหาคำให้การหรือเรื่องเล่าจากปากชาวบ้านในพื้นที่เกิดเหตุ

ขณะที่สำนักข่าวส่วนใหญ่ยังต้องถ่ายทอดข้อมูลเรื่องเล่าจากทางฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐเป็นหลัก

คลิปด้านล่างสองคลิปนี้ อาจช่วยแสดงให้เห็นถึง “เรื่องเล่า” สองชุด ที่ตัด/ขัดกันอย่างชัดเจน ในกรณีการวิสามัญฆาตกรรมเด็กหนุ่มชาวลาหู่ (ซึ่งมีชีวิตด้านหนึ่งเป็น “คนทำหนัง”) ผู้นี้

 

ข่าวบันเทิง

“ลี ชาตะเมธีกุล” คว้ารางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยมตัวที่สาม จากงานเอเชียน ฟิล์ม อวอร์ดส์

เมื่อเดือนมกราคม บล็อกคนมองหนังรายงานข่าวที่ “ลี ชาตะเมธีกุล” มือตัดต่อภาพยนตร์อันดับต้นๆ ของไทยและทวีปเอเชีย มีรายชื่อเข้าชิงรางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยมของงานประกาศรางวัลเอเชียน ฟิล์ม อวอร์ดส์ ครั้งที่ 11 ร่วมกับ “นาตาลี โซห์” ในผลงานที่พวกเขาตัดต่อหนังสิงคโปร์เรื่อง “Apprentice” ด้วยกัน

ล่าสุดเมื่อคืนวันที่ 21 มีนาคมที่ผ่านมา ผลรางวัลเอเชียน ฟิล์ม อวอร์ดส์ ครั้งล่าสุด ได้ประกาศออกมาแล้ว ปรากฏว่า “ลี” และ “นาตาลี โซห์” เป็นผู้ได้รับรางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยมไปครอง

นี่ถือเป็นครั้งที่สาม ที่ “ลี ชาตะเมธีกุล” ได้รับรางวัลดังกล่าวจากงานเอเชียน ฟิล์ม อวอร์ดส์

โดยเขาเคยได้รับรางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยมจากหนังเรื่อง “แสงศตวรรษ” ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ในงานประกาศรางวัลครั้งที่ 1 และกลับมาได้รับรางวัลเดียวกัน จากหนังมาเลเซียเรื่อง “Karaoke” ในงานประกาศรางวัลครั้งที่ 4