จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

7.382 สถิติใหม่ของเรตติ้ง “สังข์ทอง 2561”!

เรตติ้งสูงสุดของ “สังข์ทอง”

เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง” สร้างประวัติการณ์ได้อีกครั้ง

โดยในวันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม 2561 ละครเรื่องนี้ทำเรตติ้งความนิยมได้มากถึง 7.382

นอกจากจะเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งประจำสัปดาห์ของช่อง 7 และวงการโทรทัศน์ไทยแล้ว

นี่ยังเป็นตัวเลขเรตติ้งสูงสุด เท่าที่ “สังข์ทอง 2561” เคยทำได้!

ข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25rating-week13-19aug-2561/

หนึ่งในบทสนทนาสนุกๆ จากละคร “สังข์ทอง” เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม

ท้าวสามนต์: “555555 ในที่สุด ความสงบสุขก็กลับคืนสู่นครของเราอีกครั้ง 555555”

ท่านอำมาตย์: “หิ่งห้อยหรือจะมาแข่งกับแสงจันทร์ฉันใด ไอ้เงาะก็ต้องพ่ายกับพระบารมีของพระองค์ฉันนั้นพระเจ้าค่ะ”

ท้าวสามนต์: “555555 ถูกใจ ถูกใจจริงๆ ท่านอำมาตย์ แหม่ ถ้ามันมียศสูงกว่านี้นะ เราจะแต่งตั้งให้ท่านเสียตอนนี้เลย เสียดายที่ตำแหน่งมันตันซะแล้ว”

ท่านอำมาตย์: “ตันก็ทรงขยายได้นะพระเจ้าค่ะ ถ้าพระองค์จะทรงพระกรุณาพระเจ้าค่ะ”

ท้าวสามนต์: “(ขำไม่ออก) อื้ม ก็อยากจะกรุณาอยู่หรอก แต่ว่ากลัวมันจะเสียระบบ”

Advertisements
คนมองหนัง

“มา ณ ที่นี้”: “ความเป็นเจ้าของ” “นิทานเปรียบเทียบ” และ “งูปริศนา”

ชวนชมสั้นๆ (สำหรับคนยังไม่ได้ดู)

 

“ปราบดา หยุ่น” มีพัฒนาการการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน หากเทียบกับ “โรงแรมต่างดาว” หนังขนาดยาวเรื่องแรกของเขา ใน “มา ณ ที่นี้” เขาเลือก (หรือจำเป็นต้อง) เล่าเรื่องราวที่มีปัจจัยสลับซับซ้อน (ชวนเถิดเทิง) ลดน้อยลง เช่นเดียวกับจำนวนตัวละครหลักที่เหลืออยู่แค่สองคน นี่คงส่งผลให้ปราบดาสามารถกำกับหนังได้อยู่มือมากขึ้น

– ประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้ “เข้าท่า” “คมคาย” “ชัดเจน” ทว่า ก็ชวนให้ขบคิดตีความได้อย่างยืดหยุ่น คนดูหลายรายน่าจะจับได้ไม่ยากเย็นว่าภายใต้ข้อถกเถียงหรือวิวาทะว่าด้วยประเด็น “ความเป็นเจ้าของ” นี่คือ “หนังการเมือง” แต่ใครจะเทียบเคียง “นิทานเปรียบเทียบกว้างๆ” อย่าง “มา ณ ที่นี้” เข้ากับรายละเอียดจำเพาะเจาะจงแบบไหน ก็คงขึ้นอยู่กับมุมมอง-วิธีคิด-ประสบการณ์ของแต่ละคน

– ใน “ความน้อย” ของแทบทุกองค์ประกอบ “มา ณ ที่นี้” มีงานสร้างที่น่าพอใจทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องเสียงประกอบ หรือการกำกับภาพก็มีผลลัพธ์ที่ได้มาตรฐาน ไม่ขี้เหร่หรือไม่ได้ดูด้อยราคา

– จุดเด่นสำคัญของหนังอยู่ที่การแสดงของนักแสดงทั้งสองคน คือ “ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช” และ “พีรพล กิจรื่นภิรมย์สุข” ซึ่งสามารถรับผิดชอบหนังทั้งเรื่องและบทสนทนาอันเต็มไปด้วยรายละเอียดแยบคายได้อย่างดีเยี่ยม ในฐานะผู้ชาย ขออนุญาตชื่นชม “น้องแพต ชญานิษฐ์” ว่านอกจากจะมีฝีมือด้านการแสดงแล้ว น้องยังมีออร่าที่เปล่งประกายเฉิดฉายมากๆ บนจอภาพยนตร์ ใบหน้าของน้องแพตไม่ได้สวยเข้าขั้น perfect แต่ก็เป็นใบหน้าที่เมื่อจ้องมองดูจะรู้สึกเพลิดเพลินจำเริญใจไม่รู้เบื่อ ซึ่งผู้กำกับและผู้กำกับภาพก็เลือกใช้งานข้อดีดังกล่าวอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วยการ “โคลสอัพ” ใบหน้าของนักแสดงสาวผู้นี้เกือบตลอด น่าดีใจ ที่วงการหนังไทยได้ค้นพบดาวรุ่งหญิงสองรายในเวลาใกล้เคียงกัน ตั้งแต่ “น้องจิงจิง” ใน “App War” จนถึง “น้องแพต” ใน “มา ณ ที่นี้”

มา ณ ที่นี้ แพต

วิเคราะห์ยาวๆ (เปิดเผยรายละเอียดและเนื้อหาของภาพยนตร์)

ความเป็นเจ้าของ, ใครคือเจ้าของ, เจ้าของคือใคร

“มา ณ ที่นี้” เปิดฉากมาด้วยวิถีชีวิตช่วงเช้าตรู่ของหญิงสาววัยยี่สิบกว่าๆ คนหนึ่ง ในห้องพักของเธอ

แต่แล้วขณะจะออกไปทำงาน เธอก็ได้พบกับชายบาดเจ็บซึ่งนอนสลบอยู่หน้าห้อง ระหว่างที่เธอโทรแจ้ง รปภ. ชายผู้นั้นก็แว้บเข้าไปนอนบนโซฟาตรงห้องรับแขกเรียบร้อย

สถานการณ์เดินหน้าไปสู่การเปิดฉากบทสนทนาอันยาวนาน (ที่ไหลเลื่อนเคลื่อนไหวประดุจการเล่นเกมชิงไหวพริบบางอย่าง)

ประเด็นหลักของบทสนทนา คือ ระหว่างหญิงชายคู่นี้ ใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของห้องตัวจริง?

แรกๆ สถานการณ์ดูเอื้อให้ฝ่ายหญิงสาว (ไม่นับรวมเรื่องรูปลักษณ์ที่น่าเอาใจช่วยของเธอ) มากกว่าชายหนุ่มผู้บุกรุก

แต่ไปๆ มาๆ สถานการณ์กลับเอนเอียงไปทางชายหนุ่ม ผู้รับรู้รายละเอียดทุกอย่างในห้องอย่างถ่องแท้ลึกซึ้ง ผิดกับหญิงสาวที่แทบไม่รู้อะไรเลย แถมหลักฐานยืนยันความเป็นเจ้าของห้องของเธอก็ปลาสนาการไปทีละอย่างสองอย่าง

ณ จุดดังกล่าว ชายผู้บุกรุกกลายเป็นฝ่ายได้รับความเชื่อถือมากขึ้นๆ เขาน่าจะเป็นเจ้าของห้องตัวจริงผู้ถูกแย่งชิงทรัพย์สินไป

แล้วบทสนทนาเชือดเฉือน ก็ค่อยๆ แปรสภาพกลายเป็นการใช้กำลัง

หนังฉายภาพให้เห็นว่าชายผู้นี้สูญเสียห้องของตนเองไปได้อย่างไร รวมทั้งเปิดเผยกระบวนการแย่งชิงห้องกลับคืนมาของเขา

มา ณ ที่นี้ ชาย

สถานการณ์หมุนวนกลับ ชายหนุ่มกลายมาเป็นเจ้าของห้องบ้าง ห้องพักของเขาแลดูมีชีวิตชีวา ดูเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ผู้หนึ่ง มากกว่าสภาพห้องพักเนี้ยบๆ เรียบๆ (แต่หาข้าวของไม่ค่อยเจอ) ของหญิงสาว

ชายหนุ่มแลดูเป็นมนุษย์ที่น่าคบหา เขาเป็นปัญญาชนนักอ่านแน่ๆ เขาเป็นที่รู้จักรักใคร่ของคนในชุมชน/คอนโด “ลิเบอร์ตี้แลนด์” (ผิดกับหญิงสาว ที่ถูกเพิกเฉยจากสมาชิกร่วมชุมชนเหล่านั้น)

คนดูคงพอคาดการณ์กันได้ แล้วหญิงสาวก็เป็นฝ่ายบุกรุกกลับเข้ามาทวงห้องคืนบ้าง อย่างไรเสีย ชายหนุ่มยังเป็นฝ่ายได้เปรียบหรือน่าเชื่อถือมากกว่า

ครึ่งหลังของหนังไม่ได้มีลักษณะ “สมมาตร” กับครึ่งแรก หากสั้นกระชับกว่า และทุกอย่างก็จบลง ทั้งยัง “เปลี่ยนแปลง” ไปด้วยประโยคคำพูดปิดท้ายเรื่องของหญิงสาว

ประโยคดังกล่าวบ่งชี้ว่าหญิงสาวรู้อะไรเกี่ยวกับห้องพักนี้เพิ่มขึ้น จากประสบการณ์ที่มีมากขึ้น เธออาจไม่ใช่ผู้ร้าย ไม่ใช่ผู้บุกรุกดังที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็น “เจ้าของใหม่” หรือ “เจ้าของร่วม” ซึ่งต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อจะได้เป็น “เจ้าของห้อง” ที่ดี เท่าเทียมกับชายหนุ่ม

แน่นอน นี่คือ หนังว่าด้วย “ความเป็นเจ้าของ” และผู้กำกับอย่างปราบดาก็อธิบายไว้ชัดเจนในรอบไทยแลนด์พรีเมียร์ว่า “ชายหนุ่ม” คือ “เจ้าของจริง” ของห้องพัก ขณะที่ “หญิงสาว” จะมีสถานะเป็น “เจ้าของร่วม” มากขึ้นเรื่อยๆ ตามวงจรการแย่งชิงที่ค่อยๆ หมุนวนทับถมกันไป พร้อมพัฒนาการ/พลวัตของสถานการณ์ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย

เมื่อหนังดำเนินไปประมาณครึ่งทาง หลายคนคงเชื่อว่าชายหนุ่มเป็นผู้ถูกกระทำ เป็นผู้ถูกฉุดกระชากพรากสิทธิ์อะไรบางอย่างไป ตรงข้ามกับหญิงสาวที่เป็นผู้แย่งชิง เป็นตัวร้ายน่าไม่อาย และด้อยความรู้-ช่างมโนจนน่าเกลียด

โดยส่วนตัวยอมรับว่า ถึงจุดนั้น ผมแอบตีความ/ใส่รหัสว่าชายหนุ่มน่าจะเป็นฝ่ายประชาธิปไตย/ฝ่ายเสรีนิยม ผู้ถูกกระทำ ส่วนฝ่ายหญิงคงจะเป็นสาวสลิ่มคนเมือง (“รองเท้าเหลือง” อีกต่างหาก) อะไรทำนองนั้น

สถานะความเป็นปัญญาชน ความเป็นที่รักของชุมชน ยิ่งทำให้ผมเชื่อมั่นในตัวชายหนุ่มมากขึ้นไปอีก แม้จะรู้สึกติดใจหน่อยๆ ที่คุณลุงริมสระน้ำผู้อ่านหนังสือพิมพ์มติชน บอกกับชายหนุ่มรายนี้ว่าประเทศเราไม่มีข่าวดีมา 80 กว่าปีแล้ว

ผมติดใจว่า “เอ หรือคุณลุงแกจะไม่โปรประชาธิปไตยรึเปล่าวะ?” (เข้าทำนองหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา ประเทศชาติก็มีแต่ความวุ่นวาย)

กระทั่งได้ฟังประโยคปิดท้ายเรื่องจากปากหญิงสาว ผมพลันรู้สึกขึ้นมาว่า

“ฉิบหายแล้ว! ตกลงเธออาจไม่ใช่สลิ่มว่ะ แต่เธอเป็นราษฎรผู้ถูกกล่าวหาว่ายังไม่พร้อมต่างหาก นี่แสดงว่าเราโดนฝ่ายผู้ชายหลอกรึเปล่าวะ?”

(ไม่รวมถึงความรู้สึกที่ว่า “นี่ไง บอกแต่แรกแล้วว่าอยู่ข้างน้องแพตน่ะ ถูกต้องที่สุด 555”)

มา ณ ที่นี้ หญิง

ต้องยอมรับว่าปราบดาวางเงื่อนไขตรงนี้ได้เก่งจริงๆ จนคนดูหลายรายน่าจะเกิดความงุนงงสงสัยลังเลใจขึ้นว่า พวกเขาควรจะเห็นใจหรือสนับสนุนตัวละครฝ่ายไหนมากกว่ากัน? ท่ามกลางสถานการณ์ที่พลิกไปพลิกมาสลับซับซ้อนดังกล่าว

เราอาจตั้งคำถามต่อได้ว่า ชายหญิงคู่นี้คือตัวแทนของความเชื่อต่างฝ่ายอย่างแน่นอนตายตัวหรือไม่? แค่ไหน?

หรือจริงๆ แล้ว นอกจากจะสับเปลี่ยนสถานภาพความเป็นเจ้าของห้อง/ผู้บุกรุก/ผู้กระทำ/ผู้ถูกกระทำ ตลอดเวลา เขาและเธออาจเป็นภาพแทนของคนที่ยังหวั่นไหวโอนไปเอียงมาในทางอุดมการณ์/ความเชื่อด้วย?

หรือหากคิดไกลไปกว่านั้น เขาและเธออาจเป็นภาพแทนของมวลรวมที่เรียกว่า “ประชาชน” ซึ่งมีความคิด ความเชื่อ จุดยืน ท่าทีทางการเมือง ที่หลากหลาย ผสมปนเปกันอยู่?

เขาอาจเป็นทั้งฝ่ายอนุรักษนิยม, ปัญญาชน และเจ้าของสิทธิ์ผู้ถูกโค่นล้ม

เธออาจเป็นทั้งสลิ่มเบาหวิว, ราษฎรผู้กำลังเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ และเจ้าของสิทธิ์ร่วมผู้ถูกฉุดกระชากสิทธิ์ดังกล่าวไปครั้งแล้วครั้งเล่า

สถานภาพ “ความเป็นเจ้าของ-เจ้าของร่วม” นี้ จึงเป็นสิ่งที่ถูกประกอบสร้าง แต่งเติมเสริมต่อ ยื้อแย่งไปมา ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่รู้จบ เหมือนกับภาพอาคารที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งอาจเป็นทั้งบริบทแวดล้อมหรือภาพสะท้อนของ “ลิเบอร์ตี้แลนด์” 

นิทานเปรียบเทียบ

มา ณ ที่นี้ โปสเตอร์

ผมรู้สึกสนุกกับการที่ “มา ณ ที่นี้” เลือกจะวางตัวเป็นเหมือน “นิทานเปรียบเทียบ” ซึ่งพยายามรักษาระยะห่างจากสภาพการณ์จริงๆ บางอย่าง (คล้ายๆ โลกจินตนาการที่ถูกปลอมซ้ำ ดังกรณีภาพวาด “The Snake Charmer” ในหนัง) จนเปิดกว้างต่อการตีความ

แต่อีกด้าน ก็หวั่นวิตกอยู่หน่อยๆ ว่า การที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำตัวเป็น “นิทานเปรียบเทียบ” หรือ “โลกสมมุติ” ทั้งเรื่อง มันจะมีปัญหาอะไรตามมาหรือไม่?

ผมแอบรู้สึกว่า ตราบใดที่คุณภาพของหนังยังไม่สมบูรณ์แบบชนิด 100 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรเสีย การทำตัวเป็น “นิทานเปรียบเทียบ/โลกสมมุติ” ที่ห้อมล้อมด้วยบรรยากาศเซอร์เรียล (เกือบ) ตลอดเวลา ย่อมต้องมีจุดที่ “ไม่ค่อยสมจริง” “ไม่ค่อยเมคเซนส์” หลุดรอดออกมาบ้าง

โดยส่วนตัว ผมเห็นว่า ณ จุดเปลี่ยนผ่านจากสถานการณ์สนทนาโต้เถียงไปสู่เหตุการณ์ไคลแม็กซ์ช่วงกลางๆ เรื่องนั้น มีองค์ประกอบบางประการที่แลดูเป็นละครเวทีทำเล่นๆ หนังสั้นที่ไม่เนียน หรือการกระทำที่ไม่จริง ผุดขึ้นมาให้เห็นนิดหน่อย

(ซึ่งบางที สิ่งเหล่านี้อาจเป็นความตั้งใจของผู้กำกับก็ได้ หากคำนึงว่านี่คือเรื่องราวของการสับเปลี่ยนบทบาทการแสดงบางอย่าง ที่มีการโยกฝ่ายย้ายฝั่งอยู่เสมอ จนมิอาจตัดสินได้ง่ายๆ ว่าอะไรจริงหรือไม่จริง)

อาการลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นกับ “โรงแรมต่างดาว” และ “In the Flesh” (หนังยาวโดย “ก้อง พาหุรักษ์” ผู้กำกับภาพของ “มา ณ ที่นี้”) เช่นกัน

แต่ดูเหมือนมันจะกำเริบน้อยลงกว่าเดิม (หรือ “อาการดีขึ้นพอสมควร”) เมื่อมาถึง “มา ณ ที่นี้”

(แถมท้าย) ว่าด้วย “งูปริศนา”

บางที สิ่งมีชีวิตที่ดำรงตนอยู่ในห้องพักอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุด อาจจะได้แก่ “งูปริศนา”

มีแนวโน้มว่างูตัวนี้จะผูกพันแนบแน่นกับห้องพักดังกล่าวไม่แพ้/ยิ่งกว่าชายหนุ่มและหญิงสาว ตัวละครหลัก

นี่อาจเป็น “เจ้าของ” อีกหนึ่งรายของห้องพักแห่งนั้น

หรือ “งูปริศนา” และภาพวาด “The Snake Charmer” ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมินขั้นต้นว่าใครคือ “เจ้าของห้องที่เหมาะสม” อาจมีสถานะประหนึ่ง “องค์ความรู้สำคัญสูงสุด” ที่คอยทำหน้าที่กำกับ/ควบคุม/ครอบงำชายหญิงคู่นี้ (ตลอดจนความคิด ความเชื่อ ทัศนคติเฉพาะของเขาและเธอ) เอาไว้อย่างแน่นหนา สลัดไม่หลุด!

คนมองหนัง

“BNK48 GIRLS DON’T CRY”: สารคดีเชิงพาณิชย์ศิลป์ที่ลงตัว

หนึ่ง

GDC poster

พิจารณาในภาพรวม แม้นี่จะไม่ใช่งานชั้นดีเลิศของนวพล แต่ก็เป็นหนังสารคดีว่าด้วยนักร้อง/วงดนตรี/วัฒนธรรมดนตรีที่ไม่ขี้เหร่ หนังมีจังหวะสนุกสนาน และมีช่วงเวลาน่าประทับใจ ที่เผยให้คนดูได้สัมผัสถึงบางด้านซึ่งถูกเก็บงำไว้ของตัวศิลปิน

ในฐานะที่ผมไม่ใช่ “โอตะ” ของ “BNK48” จึงเพิ่งมารับรู้แน่ชัดขณะดูหนังว่าคอนเซ็ปท์หลักของไอดอลกรุ๊ปกลุ่มนี้ คือ การมุ่งพัฒนาให้ “เด็กสาวข้างบ้าน” กลายเป็น “ไอดอล”

ด้านหนึ่ง หนังพยายามฉายให้เห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลง/เคี่ยวกรำตนเองและฟาดฟันเพื่อนๆ ในวง ของเด็กสาว “BNK48” รุ่นหนึ่ง อย่างเข้มข้น เปี่ยมสีสัน หลากหลายเฉดอารมณ์

สมาชิก “BNK48” ถูกเต๋อแปรสภาพเป็นตัวละครที่มีบุคลิกลักษณะผิดแผกกันไป

สมาชิกชื่อเสียงระดับกลางๆ บางคน กลายเป็น “แหล่งข่าว/แหล่งข้อมูล” ชั้นดีที่คุยสนุก ในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้

บางคนที่มีจุดอ่อนในเชิงภาพลักษณ์โดยชัดเจนและไม่มีโอกาสได้เป็น “เซ็มบัตสิ” สักที แม้จะมีความพยายามและทีมสปิริตมากมายเพียงไหน ก็แทบจะถูกยกระดับขึ้นเป็น “นางเอกหนังแนวสู้ชีวิต”

ราวกับว่าภาพยนตร์ของเต๋อเป็น “พื้นที่ทางการตลาด” อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งถูกจัดวางสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อให้สมาชิกชั้น “อันเดอร์” บางคนของ “BNK48” ได้มีตัวตนและบทบาท

น่าแปลกใจว่าสมาชิกบางรายที่มีออร่าในยามปกติ กลับถูกทำให้ค่อยๆ เลือนหายจากหนังเรื่องนี้ (แต่ไปปรากฏตัวในหนังเรื่องอื่น –ซึ่งออกฉาย ณ ช่วงเวลาใกล้เคียงกัน-)

ที่น่าสนใจกว่านั้น เห็นจะเป็นสมาชิกระดับนำไม่กี่คน ซึ่งถูกลดทอนเสน่ห์ลงมากพอสมควร และได้รับการขับเน้นให้มีภาพลักษณ์เป็นมนุษย์ผู้ถูกหล่อหลอมในระบบทุนนิยมจนน่ากลัว (ไม่น่ารัก)

สอง

GDC still

แต่อีกด้าน หากมองจากมุมของคนที่ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ แถมมิได้ชื่นชมหน้าตา เรือนร่าง บุคลิก วิธีการพูดจา ฯลฯ ของเด็กสาวเหล่านี้สักเท่าไหร่

ระหว่างนั่งชม “GIRLS DON’T CRY” ผมก็อดจะสงสัยหรือค้างคาใจไม่ได้ว่าพวกผู้ชาย (หลายวัย) ที่ตามไปกรี๊ดกร๊าดคลั่งไคล้น้องๆ นั้น กำลังมองหรือประเมินพวกเธออย่างไร?

ทำไมพวกเขาจึงหลงใหลหรือถึงขั้นเทิดทูนบูชา “ไอดอลสาว” กลุ่มดังกล่าว?

พูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า หนังสารคดีเรื่องนี้คล้ายจะขาดแคลนมิติแง่มุมเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกหรือทัศนคติของผู้รับสาร/ผู้บริโภค/โอตะ ไปอย่างน่าเสียดาย (ซึ่งอาจเป็นความตั้งใจ-จงใจของผู้สร้าง-ผู้กำกับฯ)

ดังนั้น “อุตสาหกรรม/วัฒนธรรม BNK48” ซึ่งถูกนำเสนอถ่ายทอดออกมา จึงยังไม่สมบูรณ์แบบ/ครบวงจรเท่าที่ควร

สาม

GDC รายได้
ข้อมูลจาก ชมรมวิจารณ์บันเทิง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “GIRLS DON’T CRY” มีสถานะอีกด้านเป็นงานเชิงพีอาร์/ประชาสัมพันธ์ หรือคนในแวดวงสื่อมวลชนอาจมองว่านี่คือ “งานลูกค้า”

ไม่ต่างจากพวก advertorial ในเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย หรือสื่อกระดาษ (ที่เราไม่อยากอ่าน ไม่อยากคลิกดู), คลิปวิดีโอจำนวนมาก (ที่เรารู้สึกว่าโปรโมตสินค้าได้ไม่เนียนเอาเสียเลย) หรืออีเวนต์/กิจกรรมพิเศษ ที่สื่อเจ้าต่างๆ ต้องจัด (ทั้งที่ไม่ตรงกับความสนใจของกลุ่มผู้บริโภคหลักของตัวเอง)

แต่กระนั้น หนังสารคดีของเต๋อ นวพล และ “แซลมอน เฮาส์” ซึ่งมี “BNK48” เป็นคู่ค้า ก็ถือเป็น “งานพีอาร์ชั้นดี” ที่น่าสนใจ

จุดน่าสนใจแรก คือ หนังเรื่องนี้เป็น “งานลูกค้า” ที่มีเนื้อหาสลับซับซ้อน (เรื่องราวบางส่วนอาจมีท่าทีวิพากษ์ลูกค้าผู้ว่าจ้างด้วยซ้ำ) และดูสนุกในระดับหนึ่ง

จุดน่าสนใจกว่า คือ หากพิจารณารายได้สี่วันแรกของหนัง ที่ได้ไป 10.55 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเกินมาตรฐานหนังอิสระและหนังสารคดีไทย ทั้งยังมีแนวโน้มจะทำเงินสูงกว่าหนังบันเทิงคดีจากระบบสตูดิโอที่เข้าฉายก่อนหน้า

“GIRLS DON’T CRY” ก็นับเป็น “งานลูกค้า” ที่สามารถเก็บเงินจากกระเป๋าผู้บริโภคได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

นี่คือลักษณะพิเศษอันผิดแผกจาก “งานลูกค้า” ส่วนใหญ่ในระบบนิเวศของสื่อไทย ซึ่งวงจรมัก “จบลง” แค่เพียงสื่อมวลชนรับเงินของผู้ว่าจ้างมาทำงาน/จัดงาน แต่ไม่สามารถเอาชนะใจหรือดึงดูดกำลังทรัพย์ของผู้บริโภคในวงกว้างได้อีกต่อหนึ่ง

สิ่งที่ “ร้ายกาจสุด” ในกรณีของ “BNK48 GIRLS DON’T CRY” คือ แม้หนังจะไม่ได้เปิดโปงผ่านจอภาพยนตร์ว่าเพราะเหตุใด ผู้คนจำนวนมากจึงหลงใหลพร้อมเทใจและทุ่มเงินให้แก่ “ไอดอลกรุ๊ป” วงหนึ่ง

แต่ใช่ว่าเต๋อ นวพล และทีมงานผู้สร้าง จะไม่รู้ซึ้งถึงวิธีคิด-พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ “ภักดี” เหล่านั้น

ตรงกันข้าม พวกเขาเข้าใจและล่วงรู้วิธีกระตุ้นกำลังซื้อของแฟนคลับกลุ่มดังกล่าว อย่างกระจ่างและถ่องแท้

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เรตติ้ง “สังข์ทอง” ยังเกือบถึง 7 – ชมคลิปสนุกๆ เมื่อสื่อโซเชียลสัมภาษณ์ “พระสังข์”

เรตติ้ง “สังข์ทอง” ยังรักษามาตรฐานที่ 6.9

เรตติ้ง “สังข์ทอง 2561” ยังประคองตัวให้อยู่ในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง

โดยในช่วงหยุดยาววันแม่แห่งชาติเมื่อสัปดาห์ก่อน ละครประจำวันที่ 11 และ 12 สิงหาคม โกยเรตติ้งไป 6.548 และ 6.916 ตามลำดับ

ซึ่งน่าจะถือเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของทีวีไทยในช่วงเวลาดังกล่าว แถมยังเป็น “ทัพหลวง” ที่พาช่อง 7 คว้าชัยเหนือคู่แข่งอย่างขาดลอย

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/analysis-10rating-11-13-08-61/

“พระสังข์” ให้สัมภาษณ์เพจ FEED

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม เพจเฟซบุ๊ก FEED ซึ่งเป็นสื่อรุ่นใหม่ที่โดดเด่นทางด้านการผลิต “โซเชียลคลิป” ได้เผยแพร่คลิปสัมภาษณ์ “ม่อน สุรศักดิ์ สุวรรณวงษ์” ผู้รับบท “พระสังข์” ในละครเรื่อง “สังข์ทอง”

คลิปความยาวประมาณ 3 นาทีดังกล่าว มีเนื้อหาสาระกำลังดี และดูเพลินเลยทีเดียว

คนมองหนัง

Shoplifters: ทางเลือกที่ 3 จากปัญหา “ครอบครัว” 2 แบบ และ “ดอกไม้ไฟ” ที่มองไม่เห็น

พื้นที่ตรงกลาง? ระหว่าง “สายเลือด” กับ “สายใยสังคม”

shoplifters poster

ชอบท่าทีและประเด็นหลักของหนัง ซึ่งด้านหนึ่ง “ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ” กำลังพยายามตั้งคำถามกับเรื่องความสัมพันธ์ “ทางสายเลือด” อยู่แน่ๆ แต่ขณะเดียวกัน หนังก็ไม่ได้โรแมนติไซส์ “สายใย/สายสัมพันธ์ทางสังคม” รูปแบบอื่นๆ ที่เข้ามาก่อร่างสร้าง “ครอบครัว” ทดแทนความสัมพันธ์ชนิดแรก

ดังจะเห็นได้ว่าสายสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของ “ครอบครัว (ที่เพิ่งสร้าง)” ในหนัง มันมีลักษณะ “สองหน้า” หรือกระตุ้นให้คนดูรู้สึกคลางแคลงใจได้บ่อยๆ (นับแต่ช่วงครึ่งหลังของเรื่องเป็นต้นไป) ว่าตัวละครเหล่านั้นกำลัง “จริงใจ” หรือ “ไก่กา” ต่อกัน?

“สายสัมพันธ์ทางสังคม” อาจทำให้เกิดภาพความทรงจำดีๆ เช่น การจับกลุ่มไปเที่ยวทะเลสุดแสนรื่นรมย์ หรือการที่ผู้หญิงวัยกลางคนรายหนึ่งกับเด็กหญิงวัยไม่กี่ขวบ ที่ไม่ใช่แม่-ลูกโดยสายเลือด ต่างไถ่ถามถึงรอยแผลเป็นจากเตารีดของกันและกัน ด้วยความห่วงใย

แต่อีกด้าน สายสัมพันธ์แบบนั้นก็เชื่อมร้อยเข้าหากันผ่านการปิดบังความจริงบางอย่าง, การขูดรีดซึ่งกันและกัน และการพร้อมจะทอดทิ้งสมาชิกบางคนที่พลาดท่าเสียที

หรือกล่าวให้ถึงที่สุด การลักเล็กขโมยน้อยที่ “ครอบครัว” นี้กระทำเพื่อหาเลี้ยงตนเอง มันก็เป็นสิ่งที่ “ไม่แฟร์” กับหลายๆ คนในสังคม เช่น เจ้าของร้านชำขนาดเล็กๆ ถ้าเราไม่เหมารวม/ตีความใหญ่โตว่าพฤติการณ์ของพวกเขา คือ การต่อต้านระบบทุนนิยมอะไรทำนองนั้น

การตัดสินใจของ “โชตะ” ตอนท้ายเรื่อง จึงเป็นสิ่งที่เจ็บปวดมาก และเป็นเหมือนการแสวงหา “ทางเลือกที่สาม/อื่นๆ” ที่ยังไม่รู้ชัดว่าจะ “ใช่” หรือไม่?

แต่ครั้นจะให้เขาและคนรุ่นราวคราวเดียวกันเติบโตขึ้นมาท่ามกลาง “สายสัมพันธ์หรือเงื่อนไขทางสังคม” แบบในหนัง ชีวิตก็แลดูโหดร้ายและตีบตันเกินไป

(ทำไม “หลิน” ต้องเป็นบัณฑิตมือวิเศษเจริญรอยตามโชตะ? หรือถ้าโชตะอยากขึ้นครูกับ “อากิ” เรื่องราวมันจะชุลมุนวุ่นวายขนาดไหน?)

ที่สำคัญ ผลลัพธ์จากการตัดสินใจไปบุกเบิกอนาคตใหม่ๆ ของโชตะ ซึ่งสั่นสะเทือนถึงปัจเจกบุคคลผู้เกี่ยวข้องแต่ละคนนั้น มันดันไม่เหมือนและไม่เท่าเทียมกัน (ไม่ยุติธรรม) อีกต่างหาก

หรือถ้าคิดให้สุดขั้ว บางทีการใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายเฉกเช่นที่ตัวละครหลักทุกรายต้องเผชิญในตอนจบ อาจเป็น “ทางออก” จาก “ปัญหาครอบครัว” ซึ่งทรงประสิทธิภาพ-ประสิทธิผลที่สุด (ทว่า พวกเขาก็ต้องพบเจอกับวิกฤตอื่นๆ อยู่ดี)

ดอกไม้ไฟที่มองไม่เห็น

shoplifters

ผมชอบหลายๆ ฉาก หลายๆ โมเมนต์/สถานการณ์ของหนัง

แน่นอนว่าชอบพวกฉากเที่ยวทะเล, ฉากเด็กวัยแตกเนื้อหนุ่มเริ่มเหล่นม “พี่สาว”, ฉากแผลเตารีด, ฉากฟันน้ำนมหลุดที่มาพร้อมโศกนาฏกรรมสำคัญ

อีกรายละเอียดหนึ่งของหนังที่รู้สึกชอบและสะดุดใจ คือ ภูมิหลังชีวิตรักสามเส้า/ชีวิตครอบครัวของคุณย่า

แต่ฉากที่ชอบมากสุดเป็นการส่วนตัว คือ ฉากคนในครอบครัวมาจับกลุ่มแหงนหน้ามองดอกไม้ไฟหน้าบ้าน โดยที่ผู้ชมภาพยนตร์ไม่ได้เห็นพลุ ทว่าเห็นเพียงกลุ่มตัวละครที่กำลังชะเง้อหน้าจ้องมองพลุบนฟากฟ้าอันมืดมิด (ซึ่งแม้แต่พวกเขาเองก็อาจจะมองเห็นมันไม่ชัดเจนเช่นกัน)

ฉากนี้ทำให้ย้อนนึกถึงประสบการณ์ส่วนตัวตอนอยู่เมืองนอก ช่วงนั้นเป็นวันหยุดยาวคริสต์มาส-ปีใหม่พอดี พวกนักเรียนนักศึกษาต่างชาติมักข้ามไปเที่ยวแถบภาคพื้นทวีป หรือผมก็กำลังจะนั่งรถไฟไปเวลส์

คืนหนึ่งก่อนหน้าจะออกเดินทางไม่นาน ผมแวะซื้อไก่ทอดแถวหอพัก (ทางตะวันออกเฉียงใต้ –และเป็นพื้นที่โซนสอง- ของมหานครลอนดอน) แล้วได้ทักทายกับพนักงานขายที่ค่อนข้างสนิทสนมกัน ซึ่งมีพื้นเพเป็นคนเอเชียใต้

ระหว่างรอไก่ ไอ้เราก็ดันทะลึ่งถามพี่คนขายว่า “นี่ยูมีแผนจะไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศที่ไหนบ้างหรือเปล่า?” ชายชาวเอเชียใต้คนนั้นมีท่าทีตกใจมากเมื่อได้รับฟังคำถามของผม ก่อนจะตอบกลับมา (กึ่งสอน) ว่า

“โอ๊ย! ผมไม่มีปัญญาไปไหนไกลหรอก อย่างมากก็แค่เข้าไปดูเค้าจุดดอกไม้ไฟฉลองตอนเคาท์ดาวน์ปีใหม่ที่ลอนดอนชั้นใน เอาจริง! กะอีแค่ไอ้ลอนดอนชั้นในนี่ ผมยังไม่ค่อยได้เข้าไปเลย”

สุดท้าย ไม่รู้ว่าพี่คนขายไก่เขาจะได้ไปดูดอกไม้ไฟที่ใจกลางมหานครลอนดอนตามความประสงค์หรือเปล่า (เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ร้านไก่ทอดแห่งนี้ก็ปิดตัวลง) ส่วนผมก็ไม่ได้เห็นไอ้ดอกไม้ไฟนั่นเหมือนกัน

แต่สิ่งที่ได้ประจักษ์ชัด คือ ข้อจำกัดของมนุษย์ผู้หนึ่ง ซึ่งการดิ้นรนอยากไปดูพลุเฉลิมฉลองเทศกาล ถือเป็นความฝันอันอยู่ไกลแสนไกลเหลือเกิน จากวิถีชีวิตปกติของเขา

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

หยุดยาวอย่างนี้ มาชมภาพสวยๆ ในจอ-นอกจอของ “เจ็ดธิดา” จาก “สังข์ทอง” กันดีกว่า

คราวนี้ ไม่สามารถหาข้อมูลเรตติ้ง “สังข์ทอง 2561” จากสัปดาห์ก่อน มาเผยแพร่ได้ครับ

เลยขออนุญาตแก้ขัดด้วยการประมวลภาพสวยๆ ของ “เจ็ดธิดา” ลูกสาวท้าวสามนต์ มาฝากกัน

เชิญรับชม

รจนา

View this post on Instagram

🌸

A post shared by Kessarin Noiphueng (official) (@pupe_kessarin) on

วิลาวัณย์

พรรณผกา

พนารัตน์

ปัทมา

ผกากรอง

View this post on Instagram

☔️ #GGxxjapan 📷 @plugsweden

A post shared by Kanamon Khaojitphunsuk (@galgam) on

ประคองยศ

คนอ่านเพลง

รีวิว BOYdKO50th #2 Simplified the Concert

หนึ่ง

boydko50th2-simplified-the-concert-2018-hilight

นี่คือภาคต่อจากคอนเสิร์ต “Rhythm and Boyd” เมื่อต้นปี

โครงสร้างก็คล้ายๆ กับคอนเสิร์ตนั้น คือ ถ้าแบ่งคอนเสิร์ตออกได้เป็นประมาณ 4 ส่วน เพลงจากสตูดิโออัลบั้มชุดสองของ “บอย โกสิยพงษ์” ร่วมด้วยงานเกี่ยวเนื่อง คืออีพีชุด “One” และซิงเกิล “Home” จะไปกองอยู่พาร์ทแรก ส่วนสามพาร์ทหลัง ก็เป็นช่วงเพลงฮิตอื่นๆ ของเจ้าตัว (ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างงานชุดสอง กับ “Million Ways to Love Part 1-2”) ในอารมณ์และวิธีการนำเสนอแบบ “เบเกอรี่ รียูเนียน”

แต่ดูเหมือนบอยและทีมงานจะตระหนักถึงจุดอ่อนของคอนเสิร์ตภาคหนึ่งเมื่อตอนต้นปีพอสมควร พวกเขาจึงเพิ่มเติม-เล่นกับรายละเอียดบางด้าน ทำให้โชว์โดยรวมไม่แบ่งเป็นก้อนๆ อย่างขาดห้วงระหว่างกันจนเกินไป

สอง

อัลบั้ม “Simplified” ของบอย วางแผงในปี 2539 สมัยผมเรียน ม.3

22 ปีผ่านไป พอนึกย้อนถึงช่วงเวลานั้น มันถือเป็นห้วงระยะหนึ่งที่รุ่มรวยและรื่นรมย์มากๆ ในความทรงจำส่วนตัว

แน่นอน ค่ายเบเกอรี่คือทางเลือกอันดับต้นๆ ของวัยรุ่นยุคดังกล่าว ถ้าใครอยากจะแสวงหาเพลงป๊อปไทยรสชาติใหม่ๆ นอกเหนือจากสองค่ายหลัก “แกรมมี่-อาร์เอส”

ณ พ.ศ.2539 วงจากเบเกอรี่ มิวสิค ที่ผมชอบมาก คือ “โยคีเพลย์บอย” และ “โซลอาฟเตอร์ซิกส์” ซึ่ง “พี่โป้” นักร้องนำของวงแรก (ก่อนที่แกจะกลายเป็น “โยคีเพลย์บอย” และ “โยคีเพลย์บอย” จะกลายเป็นแก เหมือนในยุคปัจจุบัน) และ “พี่ปึ่ง-พี่ปิงปอง” สมาชิกหลักของวงหลัง ก็มีส่วนร่วมในงานชุด “Simplified” ด้วย

พี่โป้ร้องเพลง “I’m Free” และ “เที่ยงคืน” ส่วนพี่ปึ่ง-พี่ปิงปอง ร้องเพลง “พยาน”

จริงๆ สามเพลงนี้ไม่ดังไม่ติดหูเท่าไหร่ แต่น่าแปลกดีเหมือนกัน ที่ตอนคอนเสิร์ตเมื่อคืนวันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม 2561 ผมกลับร้องตามพี่โป้-พี่ปึ่ง-พี่ปิงปอง ได้แทบทุกประโยคโดยไม่รู้ตัว (และไม่ได้ย้อนกลับไปทำการบ้าน/ฟังงานชุดนี้อย่างจริงจังก่อนจะมาคอนเสิร์ตด้วย)

“นภ พรชำนิ” เป็นอีกคนที่มีบทบาทเยอะมากในอัลบั้มชุดนี้และบนเวทีเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เวลาผมรู้สึกว่าตัวเองเจอหน้าและฟังเสียงพี่นภบ่อยเกินไป ผมก็จะแก้อาการ “เบื่อ” ด้วยการย้อนนึกไปถึงเพื่อนสมัย ม.3 คนหนึ่ง ที่มันชอบเรียกพี่นภว่า “นภพร ชำนิ”

ที่ผมจำได้ไม่ลืม ก็คือ เพื่อนคนนั้นเคยวิจารณ์อัลบั้ม Simplified แบบขำๆ เอาไว้ว่า “นภพร ชำนิ ร้องเกือบทุกเพลงเลยว่ะ”

ต้องยอมรับว่าระหว่างนั่งชมคอนเสิร์ต และคิดถึงผลงานชุด “Simplified” ความทรงจำของผมยังพรั่งพรูไปสู่เรื่องราวอื่นๆ อีกมากมาย

ผมนึกถึง “เพื่อนเก่า” คนหนึ่ง ซึ่งตัวเองรู้สึกแอบปลื้มเธอตั้งแต่สมัยประถมปลาย ผมเจอหน้าเธอโดยบังเอิญในระยะไกลเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อปี 2539 แล้วเราก็ไม่เคยได้พบกันอีกเลย

ผมนึกถึงห้วงเวลาดีๆ ที่ตัวเองในวัย 14-15 ปี ไปหมกตัวอ่านงานประพันธ์ของ “ม.จ.อากาศดำเกิง รพีพัฒน์” ในห้องสมุดโรงเรียน ไล่ตั้งแต่งานดังอย่าง “ละครแห่งชีวิต” จนถึง “ผิวเหลืองหรือผิวขาว” “วิมานทลาย” และ “ครอบจักรวาล”

ผมนึกถึงตัวเองสมัยเรียนห้อง “รองคิง” ตอน ม.3 ซึ่งสอบได้เกือบลำดับสุดท้าย ทั้งที่เกรดเฉลี่ยก็ใกล้ๆ 3.5

ผมนึกถึงตอนตัวเองตัดสินใจเลือกแผนการเรียนสายศิลป์คำนวณ เมื่อกลาง ม.3 เทอมสอง จนโดนครูประจำชั้นและเพื่อนๆ บางคน คัดค้านไม่เห็นด้วย

ผมนึกถึงเพื่อนร่วมห้องสมัย ม.3 คนหนึ่งที่ชอบฟังเพลงเบเกอรี่มาด้วยกัน ขณะนี้ เขาเป็นบล็อกเกอร์ชื่อดัง และเพิ่งตัดสินใจลาออกจากราชการ ก่อนหน้าคอนเสิร์ตหนนี้ไม่นาน

ฯลฯ

สาม

จุดดีๆ ในพาร์ทแรกสุดหรือการโชว์งานเพลงในชุด “Simplified” ของคอนเสิร์ตหนนี้ คือ พี่บอยไม่ได้มาแนวตึงเครียดอัดแน่นจนไม่มีจังหวะพักหายใจแบบคราวคอนเสิร์ต “Rhythm and Boyd”

แกพร้อมจะสลับเรียงเพลงโดยไม่ได้อิงตามลำดับในเทป/ซีดีแบบเป๊ะๆ เช่น พอพี่โป้ขึ้นเวที เขาก็ร้อง “I’m Free” และ “เที่ยงคืน” ติดกันไปเลย ทั้งที่มันคือเพลงที่ 4 และ 6 ในอัลบั้ม

โชว์ยังใช้ประโยชน์จาก “พี่ปั่น ไพบูลย์เกียรติ” ได้ดี คือ แทนที่จะให้แกร้องแค่เพลง “ภาพเก่าๆ” ก็จัดการต่อท้ายเพลงนั้นด้วย “Home” พร้อมมี “พี่ธีร์ ไชยเดช” มาร่วมร้องอีกคน (จนกลายเป็นโมเมนต์น่ารักๆ หวานๆ ประจำงาน)

ตัวพี่บอยเองก็ขยันขึ้นเวทีมาพูดแทรกและสร้างอารมณ์ขันเสริมในพาร์ทแรกของคอนเสิร์ต (ตรงกันข้ามกับเมื่อต้นปี ที่แกแทบไม่โผล่ขึ้นมาแจมในโชว์ส่วนแรกสุด)

สี่

อย่างไรก็ดี มี 3-4 จุดในคอนเสิร์ต ที่ผมรู้สึกว่าน่าเสียดายหรือเห็นว่ามันติดๆ ขัดๆ อยู่บ้าง

จุดแรก เป็นเรื่องความเสียดายเล็กๆ น้อยๆ ที่ในเพลง “เที่ยงคืน” พี่โป้ไม่ได้ร้องกับ “โจอี้ บอย” (ซึ่งคงติดอะไรสักอย่าง) เลยได้ “อุ๋ย บุดดาเบลส” และเพื่อนๆ มาแทน (อันนี้ไม่ได้ตามข่าวใกล้ชิด จึงไม่แน่ใจว่า หรือที่ขึ้นโชว์นั้นคือ สมาชิกบุดดาเบลสยุคปัจจุบัน ก็ไม่รู้?)

จุดสอง ในคอนเสิร์ต “Rhythm and Boyd” มีการปล่อยไม้เด็ด ด้วยการให้พี่นภ และสองพี่น้องแห่งตระกูลศิลาอ่อน มาร้องเพลง “ตัดสินใจ” เต็มๆ เพื่อโปรโมทคอนเสิร์ต “Simplified”

ที่น่าเสียดาย คือ มาถึงคอนเสิร์ตนี้ (ในคืนวันเสาร์) เพลง “ตัดสินใจ” กลับถูกร้องไม่เต็มเพลง

จุดที่สาม ข้อนี้ อาจเป็นความรู้สึกหรือทัศนคติส่วนบุคคล เพราะเห็นหลายคนก็อินหรือซาบซึ้งกันอยู่ คือ ผมรู้สึกว่าพี่บอยพยายามดึงสมาชิกในครอบครัวมาเป็นสาระสำคัญของโชว์มากไปนิด

แน่นอน คนเหล่านี้คือแรงบันดาลใจสำคัญของศิลปินแน่ๆ แต่ผมไม่แน่ใจว่าศิลปินจำเป็นจะต้องทำให้พวกเขามีตัวตนชัดเจน (สุดๆ) ในคอนเสิร์ตด้วยหรือไม่ โดยส่วนตัว ผมเห็นว่ายิ่งคนในครอบครัวศิลปินถูกขับเน้นบทบาท-สถานะ หรือถูกย้ำว่าเป็นบ่อเกิด/จุดกำเนิดของเพลงนี้เพลงนั้นมากขึ้นเท่าไร เพลงดังกล่าวก็จะสูญเสียสถานะ “ความเป็นเพลงป๊อป” ไปอย่างน่าเสียดาย

คือแทนที่เพลงจะมี “ความเป็นนามธรรม” และเปิดกว้างให้คนฟังสามารถสอดแทรกจินตนาการ อารมณ์ ความรู้สึก ความทรงจำ การตีความส่วนบุคคล ใส่ลงไปในบทเพลง (“ฟุ้งกระจาย”) ได้เต็มที่

ตัวตนและเรื่องราวเกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัวของศิลปินกลับแผ่ขยายออกกว้างขวางขื้นเรื่อยๆ กระทั่ง “ระงับ” การพยายามมีส่วนร่วมกับเสียงเพลงของคนฟังเอาไว้ซะอย่างงั้น

IMG_3507

จุดที่สี่ คอนเสิร์ตหนนี้ มี “พี่ตูน” มาเป็นแขกรับเชิญ ซึ่งผมไม่ติดขัดอะไร แล้วก็ไม่แปลกใจที่แกได้รับเสียงปรบมือต้อนรับดังกึกก้อง โดยไม่ต้องมีใครคอยบิวด์

แต่สิ่งที่ผมติดใจมากๆ คือ ทั้งๆ ที่พี่ตูน (ในวันเสาร์) พยายามจะทำตัวเป็นอดีตวัยรุ่นคนหนึ่งที่ชื่นชอบเพลงพี่บอย ณ ปี 2539 เขาพยายามจะย้อนรำลึกถึงตนเองเมื่อคราวต้องซื้อบัตรราคาถูกสุดไปดูคอนเสิร์ตพี่บอยที่เอ็มบีเค

ทว่ากลับเป็นพี่บอย (และพี่นภ) ที่ดันยึดติดกับสถานภาพ “ก้าวคนละก้าว” ของพี่ตูนในปัจจุบันซะจนน่า “อึดอัด” และทำให้การมีอยู่ของเขาบนเวทีกลายเป็นเรื่องทางการ/พิธีกรรมเกินไปหน่อย (ทั้งที่เจ้าตัวเองเหมือนอยากจะมา “ร่วมสนุก” และ “ผ่อนคลาย” มากกว่านี้)

ห้า

นอกจากได้ฟังการแสดงสดบทเพลงที่พี่โป้และสองพี่น้องสุพรรณเภสัช แทบไม่เคยได้ร้องโชว์ที่ไหนแล้ว

มีอีก 3-4 จุดที่ผมประทับใจมากในคอนเสิร์ตนี้

จุดแรก คือ ได้ฟัง “อยากจะรู้” แบบสดๆ นี่เป็นอีกเพลงที่ตอนเผยแพร่ออกมาในอีพี “One” ผมรู้สึกเฉยๆ แต่พอนานๆ ไป ผมกลับรู้สึกคิดถึงมันเป็นระยะ และสามารถจดจำเนื้อหาของเพลงได้อย่างแม่นยำระหว่างชมคอนเสิร์ต

จุดสอง โชว์สั้นๆ ของ “พี่น้อย พรู” ก็ยังสนุกเหมือนเดิม แกมาเปิดตัวเพลงใหม่จากอัลบั้มเดี่ยวชุดแรก ชื่อ “แด่ศาลที่เคารพ” แน่นอนว่าฟังสดแทบไม่รู้เรื่องเลย (คิดถึงตอนวงพรูเปิดตัวด้วยเพลง “เลือกแบบไหน” ใน “Bakery The Concert”) แต่พอกลับบ้านมาฟังเพลงนี้ในสตรีมมิ่ง ก็พบว่างานใหม่พี่น้อยน่าสนใจทีเดียว

(ฟังได้ที่นี่ http://music.sanook.com/music/song/qUCKcdxjKYMDgNwd2Tdb2w==/lyric/)

จุดที่สาม คือ การปรากฏตัวของ “นาเดีย สุทธิกุลพานิช” โอเค เธออาจไม่ได้ร้างลาเวทีไปเป็นทศวรรษ แต่สำหรับผม นี่เป็นครั้งแรกในรอบกว่าสิบปี ที่ได้ดูเธอเล่นคอนเสิร์ต (ตอนเธอออกมา ผมถึงกับเผลอตัวกรีดร้องด้วยซ้ำ 555)

IMG_3561

ระหว่างนาเดียและ “โบว์-จอยซ์” มายืนเรียงกันช่วงท้ายๆ งาน ทำให้นึกได้ว่า เออ! นักร้องวัยรุ่นหญิงค่ายเบเกอรี่/โดโจซิตี้ ยุคต้น 2540 หลายคน (แม้ไม่ใช่ทุกคน) จะมีโครงร่างสูงใหญ่ คือ แม้อาจไม่ถึงขั้นนางงาม-นางแบบ แต่ก็ราวๆ นางเอกอย่างสินจัย, คัทลียา, สิเรียม, มาช่า, หมิว อะไรทำนองนั้น หรืออย่างน้อยที่สุด ทั้งสามคนก็ตัวสูง/โตเกินมาตรฐานเฉลี่ยของ BNK48 ยุคนี้แน่ๆ

นี่คงบ่งชี้ถึง “มาตรฐานความงาม” ที่เปลี่ยนแปลงไป

อีกจุดที่ชอบ ก็คือ คอนเสิร์ตนี้ปิดท้าย (และเชื่อมต่อไปยังคอนเสิร์ต “Million Ways to Love” ต้นปีหน้า) ด้วยการรำลึกถึง “พี่โจ้ พอส” ผ่านการจัดวางแบบเดิมๆ ที่หลายคนคงเดาทางถูก คือ มีพี่บอยมาดีดกีต้าร์-ร้องขึ้นต้นเพลง “รักเธอทั้งหมดของหัวใจ” มีไมค์ว่างๆ อีกตัวมาตั้งทิ้งไว้ แล้วยิงแสงสป็อตไลท์ลงไป ประมวลภาพเก่าๆ ของพี่โจ้เริ่มปรากฏบนจอภาพ ฉับพลัน เสียงร้องของแกก็ดังขึ้น

(ก่อนจะมีพี่ป๊อดมาร้องเพลง “ใคร” ซึ่งเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษดั้งเดิมของเพลงนี้ พี่บอยได้แต่งให้พี่โจ้ในวันที่แกเสียชีวิต)

IMG_3568

ทั้งที่เป็นกระบวนท่าเดิมๆ แต่การรำลึกถวิลหาพี่โจ้ยังได้ผลอยู่เสมอ นอกจากนี้ นี่ยังเป็นโทนอารมณ์ที่ผิดแผก/คอนทราสต์กับจากโชว์ส่วนๆ อื่นในคอนเสิร์ต เพราะมันเป็นเรื่องราวความโศกเศร้าสูญเสีย “จริงๆ”

พอพูดถึงความสูญเสีย พี่บอยก็ค่อยๆ ร้อยรัดความสูญเสียเรื่องพี่โจ้เข้ากับเรื่องที่คนใกล้ตัวรายอื่นๆ ของแก ค่อยๆ เสียชีวิตลงไปเรื่อยๆ ตามวันเวลาที่ผันผ่าน

จุดนี้ผมว่า “เวิร์ก” เมื่อโชว์สามารถทำให้บทเพลงและชีวิตของบุคคลสาธารณะ/ศิลปินอีกคนหนึ่ง ค่อยๆ กลืนกลายเป็นเนื้อเดียวกับบรรดาคนใกล้ตัวของศิลปินเจ้าของคอนเสิร์ตอีกที (ตรงข้ามกับการผลักดันเอาเรื่องราวว่าด้วยคนใกล้ตัวเหล่านั้นเป็นโจทย์ตั้งต้น แล้วพยายามลากเพลง-ดึงโชว์เข้าไปหาพวกเขา)

หก

แถมท้ายสองประเด็น

เพิ่งมาตระหนักเมื่อนั่งชมคอนเสิร์ตว่า งานชุด “Simplified” และอีพี “One” นั้นไม่มีเสียงผู้หญิงเป็นเสียงร้องนำเลย กระทั่งพวกเพลงที่ต้องพึ่งพาเสียงร้องนำมากกว่าหนึ่งเสียง ก็ยังใช้บริการนักร้องชายทั้งหมด (พี่บอยเองยังแซวบนเวทีว่า งานในช่วงนั้นของแกมีลักษณะ “วาย”)

อีกข้อ คือ พบว่าคอนเสิร์ตนี้ใช้งาน Impact Exhibition Hall (1) ได้แปลกดี เพราะเขาใช้สถานที่ดังกล่าวในแนวขวาง (งานอื่นๆ ส่วนใหญ่ จะใช้งานในแนวยาว/ดิ่ง) โดยตั้งเวทีติดผนังด้านขวามือ ที่เหลือเป็นสแตนด์ที่นั่งคนดู ส่งผลให้ผู้ชมได้ใกล้ชิดกับนักร้อง-นักดนตรีบนเวทีอย่างน่าทึ่ง (แต่เหมือนจุดเสียจะอยู่ตรงที่นั่งโซนริมๆ ที่คงเห็นภาพการแสดงไม่ชัดเจนนัก จนผู้จัดต้องแจก “ถุงผ้า” ชดเชย)

ขอบคุณคลิปจาก https://www.youtube.com/user/AAATheAnnie

คนมองหนัง

บันทึกถึง “App War: แอปชนแอป”

(เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ!)

หนึ่ง

app war 1

“ยรรยง คุรุอังกูร” อาจยังไม่ถือเป็นผู้กำกับภาพยนตร์แถวหน้า-ชั้นครีม ของวงการหนังไทยร่วมสมัย

แต่หากพิจารณาผลงานหนังยาวทั้งสองเรื่องของเขา คือ “2538 อัลเทอร์มาจีบ” (2558) และ “App War: แอปชนแอป” (2561) ก็ต้องยอมรับว่ายรรยงเป็นคนเล่าเรื่องสนุก และสามารถคัดเลือกกลุ่มตัวละครที่มีประสบการณ์-ปัญหาชีวิตน่าสนใจ มานำเสนอได้อยู่เสมอ

จากเรื่องราวของพ่อแม่ที่ได้ย้อนรำลึกความสุข-ความผิดพลาดในช่วงชีวิตวัยรุ่นของตนเอง ท่ามกลางเสียงเพลงยุคอัลเทอร์เนทีฟครองเมือง ปลายทศวรรษ 2530

มาถึงความสัมพันธ์สองหน้า ระหว่างหนุ่มสาววัยเริ่มต้นทำงานสองคน/กลุ่ม ที่หวังจะประสบความสำเร็จในธุรกิจไอที สตาร์ทอัพ ต้นทศวรรษ 2561

สอง

app war 2

“App War” บอกเล่าเรื่องราวของหนุ่มสาวคนชั้นกลางสองกลุ่ม ที่พยายามไขว่คว้าหาโอกาสในธุรกิจไอที สตาร์ทอัพ ผ่านการสร้างแอปพลิเคชัน

กลุ่มแรกนำโดย “บอมบ์” หนุ่มโปรแกรมเมอร์มากความสามารถ กลุ่มหลังนำโดย “จูน” สาวนักการตลาด ที่ได้เงินลงทุนก้อนแรกมาจากครอบครัว

“บอมบ์” และ “จูน” มีโอกาสเจอหน้ากันตามงานประกวดแข่งขันโปรเจ็คท์สตาร์ทอัพ คืนหนึ่ง ทั้งคู่มีโอกาสพูดคุยและแวะกินข้าวด้วยกัน กระทั่งต่างคนต่างเกิดไอเดียว่าคงจะดีนะ หากมีใครสร้างแอปพลิเคชันซึ่งช่วยดึงดูดคนที่ไม่รู้จักกัน ให้มาร่วมทำกิจกรรมบางอย่าง อันเกิดจากความสนใจที่ต้องตรงกันของพวกเขา

หลายเดือนผ่านไป จึงเกิดแอปพลิเคชันชื่อ “Inviter” และ “Amjoin” ขึ้นมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ทั้งสองแอปต่างมีฟังก์ชั่นสอดคล้องกับบทสนทนาของ “บอมบ์” และ “จูน” เป๊ะๆ

แอปแรกเป็นผลงานของ “บอมบ์” และเพื่อนๆ ซึ่งมีจุดเด่นที่ระบบจัดการข้อมูล แต่รูปโฉมเบื้องหน้ากลับจืดชืดค่อนข้างเชย ขณะที่แอปหลังเป็นผลงานของ “จูน” และเพื่อนๆ ซึ่งมีระบบโครงสร้างหลังบ้านไม่แข็งแรงนัก สวนทางกับรูปลักษณ์ภายนอก ที่ดึงดูดใจกลุ่มผู้ใช้วัยรุ่นได้ดีกว่า

“บอมบ์” กับ “จูน” จึงหวนกลับมาเจอกันอีกครั้ง ในสงครามระหว่างแอปที่อุบัติขึ้น

สองหนุ่มสาวค่อยๆ สานทอความรักความสัมพันธ์ ไปพร้อมๆ กับการห้ำหั่นเอาเป็นเอาตายในเชิงไอทีและธุรกิจ โดยมีเวทีสตาร์ทอัพ คอนเทสต์ เป็นสังเวียนสุดท้าย ที่เขาและเธอจะต้องลงชิงชัยขับเคี่ยว เพื่อคว้าเงินรางวัลก้อนใหญ่ไปพัฒนาธุรกิจของตนเอง

สาม

app war

หากประเมินจากรูปลักษณ์ ตลอดจนประเด็นแกนกลางของเรื่องเล่า อดคิดไม่ได้ว่า “App War” ผลงานลำดับที่สองของค่าย “ทีโมเมนต์” ที่มี “วิสูตร พูลวรลักษณ์” อดีตผู้บริหารคนหนึ่งของ “จีทีเอช” เป็นหัวเรือใหญ่ ร่วมด้วยทุนสนับสนุนจากเครือ “โมโน” นั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อท้าชนประกบคู่กับ “ฉลาดเกมส์โกง” หนังทำเงิน-ทำกล่องประจำปีก่อนของค่าย “จีดีเอช” พาร์ทเนอร์เก่าของวิสูตร

อย่างไรก็ดี “App War” มิได้เดินซ้ำรอยทางของ “ฉลาดเกมส์โกง” จนปราศจากความคิดสร้างสรรค์ใดๆ

ถ้า “ฉลาดเกมส์โกง” คือหนังไทยที่มีกลุ่มตัวละครหลักเป็นวัยรุ่นช่วงอายุไม่เกิน 20 ปี ซึ่งกำลังสอบเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย และมิตรภาพระหว่างพวกเขาก็ถูกทดสอบเคี่ยวกรำในสนามสอบแข่งขัน

“App War” ก็ขยับขึ้นมาเล่าเรื่องราวของวัยรุ่นอายุ 20 กว่าๆ ซึ่งกำลังเริ่มต้นทำงานด้วยไฟฝันอันร้อนแรง โดยที่สนามแข่งขันทางธุรกิจได้กลับกลายเป็นทั้งเครื่องมือส่งเสริมและขัดขวางสายสัมพันธ์ความรักระหว่างพวกเขาไปพร้อมๆ กัน

แม้จะฉาบหน้าด้วยการแข่งขันแย่งชิงผลประโยชน์ในแวดวงไอที สตาร์ทอัพ แต่ลึกๆ แล้ว ผมเห็นว่า “App War” กำลังพูดถึงสายสัมพันธ์ทั้งรักทั้งชัง ทั้งอยากจะรักและอยากจะเอาชนะ ซึ่งมักเป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นกับคนวัยหนึ่ง ที่โตเกินกว่าจะมี “ปั๊ปปี้เลิฟ” แบบเด็กมัธยม แต่ก็ยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอที่จะก่อร่างสร้างครอบครัว และพร้อมจะเทคแคร์คนรักชนิดสุดหัวจิตหัวใจ

หลายๆ ฉาก/สถานการณ์ในหนัง สามารถอธิบายความสัมพันธ์ที่กำกวมคลุมเครือเช่นนี้ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นฉาก “จูน” ซัด “บอมบ์” จนหมอบตอนเล่นเกมเลเซอร์แท็ก หรือสถานการณ์ที่ทีมงานของ “จูน” ส่งเด็กฝึกงานไปเป็นสปายและขโมยแล็ปท็อปของ “บอมบ์” เช่นเดียวกับที่ทีม “บอมบ์” ส่งคนระดับโค-ฟาวเดอร์ ไปตีเนียนเป็นดีไซเนอร์ให้ฝั่ง “จูน” ซึ่งสร้างความรู้สึกเจ็บปวด-ผิดหวัง ให้แก่หัวหน้าทีมทั้งสองฝ่าย

ทว่าในฉากสุดท้ายของหนัง โทนอารมณ์เจ็บแค้น ชิงชัง อยากจะเอาชนะ ระหว่างตัวละครนำทั้งคู่ ก็ระเหยหายไป และค่อยๆ เปลี่ยนแปลงสู่ความสัมพันธ์อีกรูปแบบ

ราวกับจะเป็นบทสรุปว่าทุกฝ่ายล้วนต้อง “เติบโต” ขึ้น ภายหลังการแข่งขันทางธุรกิจอันตึงเครียดยุติลงและได้ผลลัพธ์สุดท้าย (ว่าฝ่าย “บอมบ์” และเพื่อนเป็นผู้ชนะ ก่อนที่ต่อมา เขาจะถอนตัวออกจากธุรกิจดังกล่าว)

แต่น่าคิดไม่น้อยว่าถ้าบทสรุปแพ้ชนะออกอีกหน้าหนึ่ง คือ ฝ่าย “จูน” (นางเอก) เป็นผู้ชนะ ความสัมพันธ์ระหว่าง “บอมบ์” และ “จูน” จะคลี่คลายไปสู่จุดไหน? จะเหมือนหรือต่างจากฉากสุดท้ายในหนัง?

สี่

app war 3

“App War” ใช้ทีมนักแสดงหลักที่เป็น “หน้าใหม่” หรือ “หน้าค่อนข้างใหม่” ยกชุด

ทั้งหมดสอบผ่านในเรื่องหน้าตา รูปร่าง บุคลิกภาพ รวมถึงฝีมือการแสดง

เคมีระหว่าง “บอมบ์” กับ “จูน” ที่รับบทโดย “ณัฏฐ์ กิจจริต” และ “วริศรา ยู” (ไทยซุปเปอร์โมเดล 2012) ทำให้นึกถึง “ชานน สันตินธรกุล” และ “ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง” ใน “ฉลาดเกมส์โกง” อยู่พอสมควร หากพิจารณาถึงแง่มุมที่ว่ารูปร่าง-บุคลิกของนางเอกดูจะ “ข่ม” พระเอกได้นิดๆ

อีกรายละเอียดเล็กๆ ที่ผมชอบคือ ถ้าเพ่งมองใบหน้าคู่พระคู่นางดีๆ เราจะเห็น “ตำหนิ” บางอย่างชัดเจน โดย “บอมบ์” จะมีติ่งเนื้อ/ต่อมไขมันสองจุดตรงขอบตาขวา ส่วน “จูน” ก็จะเป็นคนมีกระเยอะ จุดตำหนิพวกนี้ส่งผลให้ทั้งสองคน ซึ่งมีหน้าตาบุคลิกดีกว่าคนทั่วไป ยังไม่ได้มีลักษณะเป็น “ดารา” ที่เลิศเลอเพอร์เฟ็คท์เปี่ยมออร่าชนิดร้อยเปอร์เซ็นต์เสียทีเดียว

“จิงจิง วริศรา” และ “ออกแบบ ชุติมณฑน์” นับเป็นตัวแทนของนางแบบ/ซุปเปอร์โมเดลรุ่นใหม่ๆ ที่ก้าวข้ามมาเป็นนักแสดง (ในยุคแห้งเหี่ยวของแม็กกาซีน ขณะที่งานแฟชั่นโชว์ก็กลายเป็นสังคมเล็กๆ แคบๆ ของเหล่าไฮโซ) และพวกเธอก็ทำหน้าที่ใหม่ได้ดีมากๆ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

เมื่อมองภาพกว้างกว่านั้น “จิงจิง” และ “ออกแบบ” คือ “ความงดงาม” อีกประเภทหนึ่งในสื่อบันเทิงไทย พ.ศ.นี้ เพราะเธอทั้งสองคนมีหน้าตา รูปร่าง และวิธีการนำเสนอตัวเอง ที่แตกต่างจากดารา/นักแสดง/ไอดอลหญิงร่วมสมัยส่วนใหญ่อย่างชัดเจน

ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

มาแว้ว! MV “อะไรเอ่ย” (หกเขยลุยเงาะ) เวอร์ชั่นใหม่

ได้ฤกษ์เผยแพร่ออกมาแล้ว เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2561 สำหรับมิวสิควิดีโอเพลง “อะไรเอ่ย” หรือ “หกเขยลุยเงาะ” เพลงจังหวะโจ๊ะๆ เนื้อหาเฮฮา สะท้อนมุมมอง/เสนอเสียงร้องของตัวละคร “หกเขย-หกพระพี่นาง” ที่ใช้ประกอบละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “สังข์ทอง”

อะไรเอ่ย เจ็ดเขย

อะไรเอ่ย หกธิดา

เท่าที่ดูวนไป 2-3 รอบ ถือว่าสนุกสนานไม่แพ้ MV เวอร์ชั่นปี 2550 เลยทีเดียว

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“สังข์ทอง” ครองแชมป์เรตติ้งแบบชิลๆ แถมงานอีเวนต์-โชว์ตัวเริ่มเข้า

“สังข์ทอง” ยังประคองตำแหน่งแชมป์เรตติ้งแบบชิลๆ

จุดพีกของเรตติ้งละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง” เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อยู่ที่ 6.858 ไม่ถึงระดับ 7 และหล่นลงมาจากตัวเลข 6.9 เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านั้นเล็กน้อย

อย่างไรก็ดี ละครเรื่องนี้ยังครองตำแหน่งรายการทีวีที่ได้เรตติ้งสูงสุดระหว่างวันที่ 23-29 กรกฎาคม 2561

ข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-week23-29july2561/

บรรยากาศเจ๋งๆ จากคอนเสิร์ตจ๊ะทิงจาและรายการปลดหนี้

พอเรตติ้ง “สังข์ทอง” ฮิตติดลมบนเรียบร้อย บรรดากิจกรรมอีเวนต์หรืองานโชว์ตัวในรายการโทรทัศน์ประเภทอื่นๆ ก็เริ่มเกิดขึ้นตามมา

เช่น คอนเสิร์ตจ๊ะทิงจา ไทยประกันชีวิต และรายการปลดหนี้

เราเลยขออนุญาตรวบรวมภาพและคลิปเจ๋งๆ ที่เก็บบรรยากาศสนุกสนานของงานเหล่านั้น มาฝากกัน ณ ที่นี้

View this post on Instagram

คอนเสิร์ตจ๊ะทิงจา ไทยประกันชีวิต สังข์ทอง สนุกสนานกับพระสังข์รจนา เจ้าเงาะ เขยสะใภ้ พร้อมเพลงฮิตในเรื่อง สนกกันแล้วอย่าลืมชมกำลังสนุก #สังข์ทอง #ทุกวันเสาร์อาทิตย์ 08.00น. #ช่อง7HD #สามเศียร #หนังเจ้า #ละครจักรๆวงศ์ๆ #ละครพื้นบ้าน #สังข์ทองลูกแม่ @surasak_suwannawong @pupe_kessarin @pond_ophaphoom @naphop_prasoplab @chanuchtra @bookpobsil @tanapat @christian.agle @pimaunya @genetix_james @galgam @rath_rathsil @khwan_pinthip @mansupasin @pleng_chanaradee

A post shared by บริษัท สามเศียร จำกัด (@samsearn) on

View this post on Instagram

คอนเสิร์ตจ๊ะทิงจา ไทยประกันชีวิต สังข์ทอง สนุกสนานกับพระสังข์รจนา เจ้าเงาะ เขยสะใภ้ พร้อมเพลงฮิตในเรื่อง สนกกันแล้วอย่าลืมชมกำลังสนุก #สังข์ทอง #ทุกวันเสาร์อาทิตย์ 08.00น. #ช่อง7HD #สามเศียร #หนังเจ้า #ละครจักรๆวงศ์ๆ #ละครพื้นบ้าน #สังข์ทองลูกแม่ @surasak_suwannawong @pupe_kessarin @pond_ophaphoom @naphop_prasoplab @chanuchtra @bookpobsil @tanapat @christian.agle @pimaunya @genetix_james @galgam @rath_rathsil @khwan_pinthip @mansupasin @pleng_chanaradee

A post shared by บริษัท สามเศียร จำกัด (@samsearn) on

ขอบคุณภาพ-คลิปจาก

https://www.instagram.com/samsearn/

https://www.instagram.com/pond_ophaphoom/

https://www.instagram.com/jukjukwongwong/