ข่าวบันเทิง

หนังสารคดีเรื่องใหม่ของ “Ing K” ติดอันดับยอดเยี่ยมแห่งปีของนักวิจารณ์ฝรั่งเศส

ท่ามกลางข่าวคราวการจัดอันดับหนังยอดเยี่ยมประจำปีของนักวิจารณ์นานาชาติ

คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หากเราจะเห็นชื่อของหนังไทยอย่าง “รักที่ขอนแก่น” ตลอดจน “ดาวคะนอง” ปรากฏอยู่ในลิสต์เหล่านั้น

แต่หนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าแปลกใจมิใช่น้อย เห็นจะเป็นรายชื่อหนังยอดเยี่ยมประจำปีของ Nicole Brenez นักวิจารณ์ภาพยนตร์ผู้ทรงอิทธิพลอย่างสูงของฝรั่งเศส

ที่เลือกให้หนังเรื่อง “Bangkok Joyride” โดย “Ing K” หรือ “สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์” เป็น 1 ใน 5 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 2016 ตามทัศนะของเขา

(อ่านข้อมูลได้ที่นี่ http://yearendlists.com/2016/12/nicole-brenez-5-best-films-of-2016/)

จากการตรวจสอบข้อมูลคร่าวๆ ของบล็อกคนมองหนัง “Bangkok Joyride” เป็นหนังสารคดีบันทึกภาพเหตุการณ์การชุมนุม “ชัตดาวน์ กรุงเทพฯ” ของกลุ่ม กปปส. และเครือข่าย ในกรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงปลายปี 2556-2557

และหนังเรื่องนี้น่าจะยังไม่เคยเข้าฉายอย่างเป็นทางการในที่ใดมาก่อน ถ้ามีข่าวคราวความคืบหน้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังสารคดีเรื่องล่าสุดของ Ing K เราจะนำมารายงานให้ทราบต่อไป

Advertisements
ข่าวบันเทิง, คนมองหนัง, คนอ่านเพลง

คนมองหนัง: ว่าด้วย “หนัง” และ “เพลง” ที่ชอบในปี 2559/2016

หนังไทยที่ชอบ

1. ดาวคะนอง (อโนชา สุวิชากรพงศ์)

%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%87

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

ข้อสังเกตสั้นๆ หลังได้ชมหนังเรื่อง “ดาวคะนอง”

รวมสกู๊ป-งานเขียนเกี่ยวกับ “ดาวคะนอง” จากมติชนสุดสัปดาห์ สองฉบับล่าสุด

ข้อสังเกตเพิ่มเติมถึง “ดาวคะนอง” (หลังดูรอบสอง): เห็ด รา และ “ประวัติศาสตร์” แบบใหม่ๆ

2. มหาสมุทรและสุสาน (พิมพกา โตวิระ)

%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%a3-%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%aa%e0%b9%8c

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

(จริงๆ ชอบ “ดาวคะนอง” และ “มหาสมุทรและสุสาน” พอๆ กัน แต่เพราะ “ดาวคะนอง” สามารถสร้างปริศนาต่างๆ นานา ให้ติดค้างอยู่ในหัวหลังจากดูหนังจบได้มากกว่า เลยยกให้เป็นอันดับ 1)

3. ปั๊มน้ำมัน (ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์)

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99-1

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

“ปั๊มน้ำมัน” : “จักรวาลพิเศษ” ของ “ธัญญ์วาริน”

ความเห็น/ความรู้สึก 11 ข้อ กับหนัง “ปั๊มน้ำมัน”

4. ธุดงควัตร (บุญส่ง นาคภู่)

ธุดงควัตร

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

5. ถึงคน..ไม่คิดถึง (ชาติชาย เกษนัส)

bkkmandalay

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

“ถึงคน..ไม่คิดถึง” มองความสัมพันธ์ “ไทย-พม่า” ในมุมใหม่ๆ

ความรู้สึกต่อ From Bangkok to Mandalay

6. สันติ-วีณา (มารุต-2497)

สันติ วีณา แนวนอน

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

7. ป่า (พอล สเปอร์เรียร์)

theforrest

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

8. โรงแรมต่างดาว (ปราบดา หยุ่น)

%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

หนังเทศที่ชอบ

1. A Lullaby to the Sorrowful Mystery (Lav Diaz)

lullaby-to-the-sorrowful-mystery-a-2016-001-trio-in-jungle-canopy

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

ดูหนังอาเซียนในโตเกียว “การปฏิวัติ” ที่ยังไม่สิ้นสุด และ “ภาพแทนของอดีต” อันหลากหลาย

ลาฟ ดิแอซ, ตำนานปรัมปรา, และนักปลุกระดมฝูงชนชื่อ “ดูแตร์เต้”

โจเอล ซาราโช : เมื่อสามัญชนเลี้ยวออกจาก “ถนนสายปฏิวัติ” ไปสู่ “ถนนสายความเชื่อ”

2. Embrace of the Serpent (Ciro Guerra)

embrace

รู้สึกว่าหนังถ่ายทอด/ฉายภาพความสัมพันธ์ระหว่าง “เจ้าอาณานิคม” กับ “ผู้คน/ดินแดนที่ตกเป็นอาณานิคม” ได้ลุ่มลึกหลากหลายเหลี่ยมมุมดี

คือ อาจอธิบายได้ว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวมันเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยน “ความรู้/ของขวัญ” ระหว่างกัน ที่เต็มไปด้วยการหักเหลี่ยมเฉือนคม ไม่มีใครเป็นผู้ชนะที่เที่ยงแท้ หรือผู้พ่ายแพ้ที่ถาวร

3. POOLSIDEMAN (Hirobumi Watanabe)

poolsideman

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

4. Diamond Island (Davy Chou)

diamond-island

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

ดูหนังอาเซียนในโตเกียว “การปฏิวัติ” ที่ยังไม่สิ้นสุด และ “ภาพแทนของอดีต” อันหลากหลาย

รู้จักคนทำหนังกัมพูชา ผู้คว้ารางวัลสายนักวิจารณ์ที่คานส์

ดาวี่ ชู, Diamond Island และ “เขมรแดง” ที่หายไป

5. River of Exploding Durians (Edmund Yeo)

river

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

“River of Exploding Durians” : การต่อสู้, ประวัติศาสตร์ และหนุ่มสาวผู้ร้าวราน

พาไปดูละครจำลองเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ในหนังมาเลเซีย

6. Sword Master (Derek Yee)

sm-01

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

7. The Witch (Robert Eggers)

witch_ver3

หนังทำให้นึกถึงคลาสส์เรียนตอนปริญญาโท ที่อาจารย์อเมริกันคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ผลลัพธ์ “ด้านกลับ” ประการหนึ่งจากการก่อตัว/เคลื่อนไหวของพวก Puritans ก็คือ การพยายามเข้าไปปฏิรูป/จัดการ/จัดระเบียบพวก Feast พวกงานรื่นเริงพื้นบ้าน ที่หยาบคาย กักขฬะ ตลกขบขัน ซึ่งถูกมองว่าเป็นพฤติกรรม “นอกรีต”

ทั้งๆ ที่ “ความเป็นพื้นบ้าน” เหล่านั้น มัน (เคย) สามารถถ่วงดุล/หยอกล้ออำนาจอันเคร่งขรึมของชนชั้นนำหรือคริสตจักรได้

ไปๆ มาๆ การเบียดขับ “ความเป็นพื้นบ้าน” ออกไป โดยกลุ่มปฏิรูปศาสนาที่ “เคร่งครัด” ไม่แพ้กลุ่มอำนาจทางคริสตศาสนาแบบเดิม ก็กลายมาเป็นรากฐานของการประกอบสร้าง “สังคมอเมริกัน”

8. Tea Time (Maite Alberdi)

tea time ๅ

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

9. Shin Godzilla (Hideaki Anno, Shinji Higuchi)

shingodzilla_5

ได้ดูระหว่างนั่งเครื่องบิน ปกติจะไม่ค่อยชอบดูหนังบนเครื่องบินสักเท่าไหร่ (ถึงดูก็ดูไม่จบ หรือค่อยๆ ถอดหูฟังออกสักช่วงกลางเรื่อง) เพราะจอมันเล็ก และถูกรบกวนสมาธิได้ง่าย แต่สำหรับ Shin Godzilla นี่ พอลองดูแล้ว ต้องดูต่อจนจบ

และก็เห็นตรงกันกับหลายคน ว่าเรื่องราว “ระหว่างทาง” หรือการฉายภาพกระบวนการทำงานของ “ภาครัฐ/ภาคการเมือง” ในหนังเรื่องนี้ นี่ทำออกมาได้ดีและสนุกมากๆ อย่างไม่น่าเชื่อ

10. Baahubali: The Beginning (S.S. Rajamouli)

bahubali_the_beginning_ver10_xlg

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

11. After the Curfew (Usmar Ismail-1954)

afterthecurfew

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

(เพิ่งเห็นตอนทำลิสต์ว่า หนังอินโดนีเซียเรื่องนี้ออกฉายปีเดียวกับ “สันติ-วีณา” เลย -1954/2497- และต่อมาก็กลายเป็น “หนังบูรณะ” เหมือนกันด้วย แต่ “สันติ-วีณา” คล้ายจะบูรณะออกมาได้สมบูรณ์กว่า เพราะมีฉากหนึ่งของ “After the Curfew” ฉบับบูรณะ ซึ่งออกอาการภาพเบลอร์ไม่ชัดเจน)

12. Your Name (Makoto Shinkai)

your-name

หนังมันฮิต แต่ประเด็นที่มันสื่อสารออกมาก็ “ดี” ด้วย แถมยังตีความต่อได้สนุกและหลากหลาย อย่างน้อยที่สุด นี่ไม่ใช่หนังที่บังเอิญดัง โดยไม่มีองค์ประกอบอะไรที่ดีหรือน่าสนใจเลย

หนังสั้น

1. Take Me Home (Abbas Kiarostami)

take-me-home

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

2. Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์ (นัชชา ตันติวิทยาพิทักษ์)

คนหมายเลขศูนย์

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

3. หมอชิต (วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์)

หมอชิต

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

4. นิมิตลวง (พิมพกา โตวิระ)

prelude font

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

5. ฝนเม็ดน้อย (บุญฤทธิ์ เวียงนนท์)

ฝนเม็ดน้อย

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

6. SHINIUMA Dead Horse (Brillante Mendoza)

deadhorse

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

นักแสดง/ตัวละครที่รัก

“ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” (ไลล่า) จากโรงแรมต่างดาว

%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%a2-1

เมื่อได้ดูการแสดง-บุคลิกลักษณะ-อารมณ์ความรู้สึก-สีหน้าแววตาของประภามณฑลในโรงแรมต่างดาว ก็ชวนให้นึกถึงตอนได้เห็นสายป่านครั้งแรกในพลอยอยู่ไม่น้อย

“วิศรา วิจิตรวาทการ” (แอน) จากดาวคะนอง

%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b2

ไม่แน่ใจว่าเธอแสดงหนังเก่งไหม (และเธอก็คงไม่จัดเป็นคนสวยด้วย) แต่วิธีการพูด สีหน้า ตลอดจนจังหวะการเดินเหินของเธอในหนัง มันมีเสน่ห์ดี

“แปะอิ่น” จากหนังสารคดีสั้นเรื่อง “แปะอิ่น” โดย พริมริน พัวรัตน์

แปะอิ่น

จริงๆ ถ้าใครอยากทำหนังสารคดี เรื่อยไปจนถึงโฆษณาที่ขับเน้นประเด็นเรื่องการใช้ชีวิตกับ “ความพอดี-ความพอเพียง-ความเรียบง่าย” อย่าง “สมจริง” กรณี/ไลฟ์สไตล์ของ “แปะอิ่น” คือหนึ่งในตัวอย่างที่เหมาะสมเลยนะ

“หน่อง” (อัจฉรา สุวรรณ์) ในดาวคะนอง

%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87

เธอคือ “แม่บ้านมหัศจรรย์” ผู้ก้าวข้ามทุก “กาละ” และ “เทศะ” ได้อย่างชวนเหวอ!

“เจ๊มัท-ฝน” (เพ็ญพักตร์ ศิริกุล-อาภา ภาวิไล) ในปั๊มน้ำมัน

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99-4

เป็นตัวละครที่แต้มเติมให้บรรยากาศซ้ำซาก จำเจ เลื่อนลอย เคว้งคว้างภายในหนัง เอ่อท้นด้วยอารมณ์ความรู้สึก

“ต้อย” (ยศวัศ สิทธิวงค์) ในมหาสมุทรและสุสาน

มหาสมุทรและสุสาน โร้ด มูฟวี่

ถ้า “เรา” เป็นคนกรุงเทพฯ ที่ดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์เอสเอฟ เซ็นทรัลเวิลด์ “ต้อย” คือ ตัวละครที่เราจะสามารถทั้งหัวเราะเยาะใส่, เห็นใจอย่างยิ่ง และเข้าใจอย่างมาก ไปพร้อมๆ กัน

เพราะ “เรา” ก็คือ “ต้อย” นั่นเอง

“Musikero” (Ely Buendia) ใน A Lullaby to the Sorrowful Mystery

จริงๆ นี่เป็นตัวละครที่มีบทบาทอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ ท่ามกลางระยะเวลายาวนานของหนัง “ลาฟ ดิแอซ”

แต่ผมกลับ “อิน” กับชะตากรรมของตัวละครรายนี้มากเป็นพิเศษ “อิน” เสียจนเวลาเขียนบทความเกี่ยวกับหนัง ก็ไม่อยากเขียนถึงเขามากนัก “อิน” จนตอนได้สัมภาษณ์ลาฟ ก็ตัดสินใจไม่ชวนคุยถึงตัวละครนักดนตรีคนนี้

ตัวละครนักดนตรีใน A Lullaby to the Sorrowful Mystery ทำให้ผมย้อนนึกถึง “ไม้หนึ่ง ก. กุนที”

โรงหนังแห่งปี

โรงหนังเฮาส์

house

จริงๆ ไม่ค่อยได้ไปดูหนังที่นี่บ่อยนัก เพราะเดินทางลำบาก แต่วิธีการจัดวางตัวเองในช่วงปลายปีของเฮาส์ ซึ่งกลายเป็นการเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้วงการหนังอินดี้ไทย (ทั้งในมุมคนทำและคนดู) ได้อย่างน่าชื่นชม ก็ถือเป็นเรื่องที่ควรปรบมือให้

เพลงที่ชอบ

Timothy B. Schmit

Red Dirt Road

The Island

โมเดิร์นด็อก

ดอกไม้บาน

https://www.fungjai.com/artists/moderndog/musics/bloom 

Jake Bugg

Love, Hope and Misery

โพลีแคท

เพื่อนไม่จริง

ภักดี

ปืน

https://www.fungjai.com/artists/polycat/musics/pistol

เวลาเธอยิ้ม

ตัวร้ายที่รักเธอ (เวอร์ชั่น กิ๊ฟท์ จุฑาทิพย์)

การแสดงสดที่ชอบ

การแสดงสดของ Hikaru Tanimoto ที่ VIT 33

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

น่าทึ่ง!

คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่

งานซ้อมโชว์-คอนเสิร์ตใหญ่ของ “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์”

ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์ สปด.

ตามความเห็นส่วนตัว รู้สึกว่าตอนซ้อมโชว์สนุกกว่าคอนเสิร์ตใหญ่เล็กน้อย

คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่

“อัศจรรย์…รัก” โดย ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์

ชมคลิป-ภาพชุดสุดประทับใจ จากการซ้อมโชว์ของวงดนตรีรุ่นเก๋า “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์”

คอนเสิร์ต “ให้เธอ…เจอ ฟลุก แอร์เฮด”

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ออกแนวอัลเทอร์มาจีบดี 555

คลิกอ่านรายละเอียด-ชมคลิปที่นี่

โซเชียลมีเดียคนดนตรี

เฟซบุ๊กของ “กุลวัฒน์ พรหมสถิต”

kullavat

มีเกร็ดข้อมูลสนุกๆ เยอะดี แกดูเป็นคนจริงใจ ตรงไปตรงมา และที่สำคัญ มีทัศนะในหลายๆ เรื่อง ซึ่งไม่ค่อยเหมือนกับ (อดีต) ศิลปิน-นักแต่งเพลงค่ายใหญ่ส่วนมาก

คนมองหนัง

ดู “หนังญี่ปุ่นร่วมสมัย” ในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว 2016

มติชนสุดสัปดาห์ 23-29 ธันวาคม 2559

บทความนี้จะเป็นชิ้นส่งท้ายของชุดงานเขียน ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วย “เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2016”

โดยในชิ้นสุดท้ายจะขอกล่าวถึงภาพยนตร์ญี่ปุ่นร่วมสมัยสามเรื่อง ที่ผมมีโอกาสได้ชมในเทศกาลประจำปีนี้

ขอเริ่มต้นจากหนังที่ประทับใจน้อยที่สุดกันก่อน นั่นคือ “Snow Woman” ผลงานของนักแสดง-ผู้กำกับฯ หญิง “กิกิ ซูกิโนะ”

snow-woman

หนังเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตำนาน “เจ้าหญิงหิมะ” ของญี่ปุ่น ผ่านเนื้อหา-โครงเรื่องที่ดูได้เพลินๆ แต่ก็ค่อนข้างราบเรียบและไม่มีอะไรแปลกใหม่ (ทั้งในแง่การตีความ รวมถึงงานด้านโปรดักชั่น)

กล่าวอย่างง่ายๆ คือ หนังเรียบร้อยเกินไป และไม่กล้าแหวกจารีตเดิมๆ มากนัก

ไปๆ มาๆ สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดใน “Snow Woman” กลับกลายเป็นการทดลองเล่นกับ “แสง” (ไฟนีออน) ตอนช่วงต้นๆ เรื่อง

แต่องค์ประกอบที่ว่าก็ไม่ได้ถูกสานต่อหรือขยายความในหนังมากเท่าที่ควร

หนังญี่ปุ่นอีกเรื่องที่ผมได้ชมและค่อนข้างพอใจ ก็คือ “Japanese Girls Never Die” โดยผู้กำกับฯ หนุ่ม “ไดโกะ มัตซุย”

Japanese Girls Never Die

แม้จะเป็นผลงานของคนทำหนังเพศชาย แต่หนังดูสนุกเรื่องนี้กลับมีธีมหลักที่เอนเอียงไปหาแนวคิดแบบ “เฟมินิสต์” ผ่านการพูดถึงตัวละครผู้หญิงสามคน/กลุ่ม

คนแรก เป็นสาวออฟฟิศวัยยี่สิบกว่าๆ ที่การผิดหวังจากความรักครั้งล่าสุด ส่งผลให้เธอตัดสินใจ “หายตัวไป” จากสังคม และการหายตัวดังกล่าวก็กลายมาเป็น “ประเด็นใจกลาง” ของหนัง

คนต่อมา เป็นเด็กผู้หญิงวัยรุ่นที่เพิ่งจบมัธยม เธอคบหาอยู่กับเพื่อนชายคนหนึ่ง โดยเธอและเขา รวมทั้งเพื่อนผู้ชายรุ่นเดียวกันอีกคน ได้ตระเวนพ่นภาพกราฟิตี้เป็นรูปของ “หญิงคนแรก” ที่หายตัวไป ตามพื้นที่สาธารณะ กระทั่งภาพกราฟิตี้เหล่านั้นโด่งดังเป็นกระแสขึ้นมา

แต่สุดท้าย พอมีสมาชิกในกลุ่มถูกตำรวจจับกุม จากความผิดฐานทำลายทรัพย์สินสาธารณะ หนุ่มสาวนักพ่นกราฟิตี้กลุ่มนี้ก็แตกกระเจิงและแยกย้ายกันไปคนละทาง

ที่โหดร้ายกว่านั้น คือ หลังจากสถานการณ์คลี่คลายลง เด็กหนุ่มสองคนในกลุ่มก็ได้กลายสถานะมาเป็นศิลปินต้นแบบของชุมชน ซึ่งมีพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะกราฟฟิตี้แนว “ขบถ” ของตนเอง ผิดกับเพื่อนสาวอีกคนที่ไม่ถูกระบุถึงในสื่อและถูกทอดทิ้งเอาไว้ข้างหลัง

กลุ่มสุดท้าย ได้แก่ บรรดาเด็กหญิงนักเรียนมัธยม ที่รวมตัวกันเป็น “เกิร์ล แก๊ง” ซึ่งออกไล่ล่ารุมทำร้ายผู้ชายที่เดินไปไหนมาไหนคนเดียวยามค่ำคืน เพื่อเป็นการล้างแค้นที่ “ผู้หญิง” มักถูกกระทำจาก “ผู้ชาย” (ไม่ว่าจะในเชิงโครงสร้าง กายภาพ หรืออารมณ์ความรู้สึก)

หนังเชื่อมโยงให้เห็นว่าแม้แต่ชายหนุ่มแฟนเก่าของผู้หญิงคนแรก ตลอดจนเด็กหนุ่มคนหนึ่งในทีมกราฟิตี้ ก็ล้วนเคยตกเป็น “เหยื่อ” ที่ถูกซ้อม/กระทืบโดยเด็กผู้หญิงกลุ่มนี้มาแล้วทั้งนั้น

จริงๆ แล้ว ประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้นั้นน่าสนใจมาก ส่วนเรื่องราวก็ดำเนินไปอย่างเพลิดเพลินไม่ติดขัด

น่าเสียดาย ที่หนังถูกนำเสนอออกมาเป็น “การ์ตูน” เกินไปหน่อย มิหนำซ้ำ บทสรุปสุดท้ายก็ดันพลิกผัน “ฟุ้งลอย” ประหนึ่งภาพ “แฟนตาซี” ซึ่งหลุดออกจากความสมจริงไปเลย

ภาพยนตร์ที่พยายามจะมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพสังคมร่วมสมัยเรื่องนี้ จึงมิอาจสนทนากับประเด็นปัญหาของโลกยุคปัจจุบันได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

น่าสนใจว่า “Snow Woman” และ “Japanese Girls Never Die” คือ สองตัวแทนจากญี่ปุ่นในสายการประกวดหลักของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวครั้งล่าสุด

อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ไม่ได้รับรางวัลใดๆ กลับไป และผู้ที่ตั้งข้อสังเกตถึงหนังสองเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ก็เห็นจะเป็น “ฌอง-ฌากส์ บีนีกซ์” ประธานคณะกรรมการตัดสินรางวัลในสายการประกวดหลัก ซึ่งบอกว่าตัวแทนจากญี่ปุ่นคู่นี้เป็นคล้าย “ขั้วตรงข้าม” ของกันและกัน

กล่าวคือ ในขณะที่ “Snow Woman” เล่าเรื่องราวแบบญี่ปุ่นโบราณตามจารีตประเพณี “Japanese Girls Never Die” กลับมีรูปแบบการนำเสนออันบ้าคลั่ง โดยเรื่องราวในหนังได้ถูกทำให้แตกตัวพลิกหัวกลับหางผ่านกระบวนการลำดับภาพ

บีนีกซ์เห็นว่าหนังทั้งสองเรื่องสะท้อนให้เห็นถึงกลุ่มผลงาน “สองกระแส” ในวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น แต่บางที “โลกความจริง” อาจมีตำแหน่งแห่งที่อยู่ตรงจุดกึ่งกลางระหว่าง “สองกระแส” ดังกล่าว

กลายเป็นว่าหนังญี่ปุ่นที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางจริงๆ และได้รับรางวัลในสายรองของเทศกาลประจำปีนี้ (รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของสายการประกวด “The Japanese Cinema Splash”) คือ “POOLSIDEMAN” ผลงานของ “ฮิโรบูมิ วาตานาเบะ”

poolsideman

ในเทศกาลปีก่อน ผมได้ดูหนังเรื่อง “7 Days” ของผู้กำกับภาพยนตร์รายนี้ ซึ่งเป็นหนังขาวดำ บอกเล่าวิถีชีวิตสามัญและกิจวัตรประจำวันอันคล้ายจะซ้ำซากจำเจในช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์ของย่าและหลานชายคู่หนึ่ง (หลานชายแสดงโดยตัวผู้กำกับฯ เอง) แล้วก็รู้สึกชอบมาก

มาปีนี้ พอเห็นว่าหนังของวาตานาเบะได้กลับมาฉายในเทศกาลอีกหน เลยไม่ลังเลใจที่จะเดินเข้าไปชมผลงานเรื่องล่าสุดของเขา

ก่อนจะพบว่านี่คือภาพยนตร์ที่น่าประทับใจมากๆ เรื่องหนึ่ง

“POOLSIDEMAN” ยังคงถูกนำเสนอผ่านการถ่ายภาพแบบข่าวดำ ในช่วงต้นๆ หนังเล่าเรื่องราวการใช้ชีวิตประจำวันของหนุ่ม พนักงานประจำสระว่ายน้ำผู้โดดเดี่ยว

เขาอยู่บ้านตัวคนเดียว ไม่มีญาติพี่น้อง ไม่สุงสิงกับเพื่อนร่วมงาน ไม่ปริปากพูดคุยกับใคร เพียงแค่ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองไปเรื่อยๆ นั่งฟังข่าววิทยุซ้ำเดิมทุกวัน กินอาหารแบบเดิมๆ แล้วก็มีงานอดิเรกเป็นการดูหนัง (น่าจะเกี่ยวกับสงคราม) ในโรงภาพยนตร์เกือบร้างแห่งเดิม

ถ้าหนังตลอดทั้งเรื่องดำเนินไปในวงจรจำเจเช่นนั้น “POOLSIDEMAN” ก็อาจก้าวเดินซ้ำลงบนรอยทางเดิมของ “7 Days”

แต่วาตานาเบะก็มีของมากพอ จนไม่พลัดตกลงไปใน “กับดักหลุมพราง” ดังกล่าว

“POOLSIDEMAN” เพิ่มเติม “จุดเปลี่ยนเล็กๆ” เข้าไปในตอนกลางเรื่อง ผ่านการกำหนดสถานการณ์ให้พระเอกต้องไปปฏิบัติงานที่สระว่ายน้ำแห่งอื่นเป็นการชั่วคราว ร่วมกับเพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่ง (ซึ่งแสดงโดยตัวผู้กำกับภาพยนตร์ – ฮิโรบูมิ วาตานาเบะ)

เพื่อนร่วมงานคนนี้กล่าวอ้างว่าตนเองเป็นพวกแปลกแยกจากกระแสสังคมเหมือนกันกับพระเอก แต่เขาไม่ใช่คนเงียบ และเอาแต่จ้อๆๆๆ เรื่องสังคม การเมือง วัฒนธรรมร่วมสมัย ฯลฯ โดยมีพระเอกเป็นฝ่ายรับฟังอยู่เงียบๆ

การเพิ่มเนื้อหาส่วนนี้และตัวละครสมทบรายนี้เข้ามากลายเป็นสีสันที่สนุกสนานอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยบทสนทนาจิกกัดสังคมที่ตัวละครเพื่อนพระเอกเกือบจะเป็นผู้พร่ำพูดอยู่เพียงฝ่ายเดียว

บทพูดหนึ่งที่เปี่ยมอารมณ์ขันและชวนขบคิดมากๆ เกิดขึ้นเมื่อเพื่อนพระเอกตั้งข้อสังเกตว่าคนรุ่นเขา คือ พวกเจเนอเรชั่น “ดราก้อนบอล” ซึ่งต้องต่อสู้กับจุดมุ่งหมายอะไรบางอย่างหรือพิสูจน์บางสิ่งบางอย่างภายในจิตวิญญาณของตนเอง (พูดอีกแบบ คือ มีลักษณะเติบโตเปลี่ยนผ่านในลักษณะปัจเจกบุคคล)

 

ผิดกับเด็กวัยรุ่นยุคปัจจุบัน ที่เป็นพวกเจเนอเรชั่น “วันพีซ” ซึ่งต้องตัดสินใจหรือคิดทำอะไรในแบบรวมหมู่ ร่วมกันคิด-ร่วมกันทำ หรือพอใครเริ่มต้นทำอะไร ก็เฮตามๆ กันไป ซึ่งเพื่อนพระเอกเห็นว่าเป็นสิ่งไม่เข้าท่าสักเท่าไหร่

แต่หนังก็เพิ่มเติมแง่มุมตลกร้ายที่ทำให้บทพูดของตัวละครรายนี้มีความย้อนแย้งในตัวเอง เมื่อในอีกไม่กี่ฉากต่อมา ตัวละครคนเดิมได้พร่ำบ่นขึ้นมาว่า มนุษย์ในสังคมปัจจุบันนั้นมีลักษณะตัวใครตัวมัน โดยต่างฝ่ายต่างเห็นแก่ตัว และไม่คิดถึงหัวอกคนอื่น

ทว่า หลังจากค่อยๆ สอดแทรก “จุดเปลี่ยน” ขำๆ เข้ามาในหนัง วาตานาเบะก็ตลบหลังผู้ชมอีกหนึ่งรอบ ด้วยการค่อยๆ เปิดเผยพฤติกรรมบางด้านของพระเอก ว่าเขาอาจมีปมและความสนใจเฉพาะตัวบางอย่าง

หนังชี้ให้เห็นแนวโน้มเป็นนัยๆ ว่า พระเอกอาจคือหนึ่งในชาวญี่ปุ่นที่ต้องการเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อไปร่วมสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับกลุ่มไอเอส!

แล้วสุดท้าย พระเอกก็ตัดสินใจละทิ้งวิถีชีวิตประจำวันอันซ้ำซากและเปล่าเปลี่ยวในสระว่ายน้ำขึ้นมาจริงๆ หนังมิได้เฉลยอย่างชัดเจนว่าจุดมุ่งหมายลำดับถัดไปของเขาคือสถานที่ใดและการลงมือทำอะไร

เพราะวาตานาเบะถ่ายทอดให้ผู้ชมมองเห็นเพียงภาพรางๆ ที่ยิ่งขับเน้นความโดดเดี่ยวแปลกแยกของปัจเจกบุคคล ซึ่งกำลังเดินดุ่มมุ่งหน้าเข้าไปผสานกลืนกลายกับฝูงชนกลุ่มใหญ่

แน่นอนว่าจุดแข็งสำคัญประการหนึ่ง ที่ส่งผลให้ภาพยนตร์ของวาตานาเบะโดดเด่นออกมาจากหนังญี่ปุ่นเรื่องอื่น ๆ ในเทศกาล ก็ได้แก่การพยายามสร้างบทสนทนากับสถานการณ์โลกร่วมสมัย

เหมือนดังที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตถึงหนังเรื่องนี้เอาไว้ว่า “POOLSIDEMAN” เป็นหนึ่งใน “ภาพยนตร์การเมือง” ที่หาได้ยากยิ่งในประเทศซึ่งพยายามแสดงตนว่า “ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง” อย่างญี่ปุ่น

ขณะเดียวกัน หนังก็ท้าทายความเชื่ออันใสซื่อที่เห็นว่าญี่ปุ่นเป็น “เกาะอันโดดเดี่ยว” ซึ่งแยกตัวออกจากความยุ่งเหยิงวุ่นวายต่างๆ ของโลกภายนอก

คนมองหนัง

“ปั๊มน้ำมัน” : “จักรวาลพิเศษ” ของ “ธัญญ์วาริน”

มติชนสุดสัปดาห์ 16-22 ธันวาคม 2559

“ปั๊มน้ำมัน” คือภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ “ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์”

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเช่นเดียวกับหนังยาวหลายเรื่องของธัญญ์วาริน ที่ด้านหนึ่ง มิได้เป็น “หนังอาร์ต” ดูยากสุดขั้ว แต่อีกด้าน ก็มิได้เป็น “หนังตลาด” ฉาบฉวย ที่ปราศจากแง่มุม “ลึกซึ้ง” ใดๆ

กล่าวได้ว่า “ปั๊มน้ำมัน” เป็นงานที่ “ดูไม่ยาก” ทว่า ใน “ความ (เหมือนจะ) ง่าย” กลับมีกระบวนท่าสวยๆ น่าจดจำ และมีประเด็นเล็กๆ น้อยๆ ชวนขบคิด ดำรงอยู่ตามรายทางมากมาย

หนังเล่าเรื่องราวของ “มั่น” ชายหนุ่มที่อาศัยอยู่เพียงลำพังใน “ปั๊มน้ำมัน” เก่าๆ โทรมๆ ซึ่งตั้งอยู่อย่างเดียวดายอ้างว้างริมถนนลูกรัง ณ พื้นที่ “ชนบท” แห่งหนึ่ง

เขาดำเนินชีวิตประจำวันอย่างซ้ำซากจำเจเพื่อรอคอยการกลับมาของภรรยาชื่อ “นก” ที่หายตัวไปโดยไม่ทราบเหตุผลแน่ชัด

อย่างไรก็ตาม “นก” ไม่ได้มีสถานะเป็น “บุคคลหายสาบสูญ” เธอเดินทางกลับมาหา “มั่น” เป็นครั้งคราว (บางคราว กลับมาพร้อม “ภาระ” และ “ความผิดบาป” บางประการ) แต่สุดท้าย ก็มักหนีหายจากไกลไปอีกโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย

ณ ปั๊มน้ำมันอันเปลี่ยวร้าง จะมีก็เพียงสาวใหญ่ผู้มีครอบครัวแล้วอย่าง “เจ๊มัท” และเด็กสาวชื่อ “ฝน” เท่านั้น ที่เฝ้าคอยแวะเวียนมาเกาะแกะ ดูแลห่วงใย ร่วมกินดื่ม และสร้างความรำคาญให้แก่ “มั่น”

เพราะพวกเธอต่างหลงรัก “มั่น” ทว่า “มั่น” ไม่ได้รักพวกเธอ และยังคงเฝ้ารอคอยการกลับมาของ “นก” อย่างแน่วแน่

จุดแรกที่ผมชอบมากๆ ใน “ปั๊มน้ำมัน” ก็คือ “จักรวาล” ของหนัง ซึ่ง “แปลกแยก” ออกจากโลกปกติธรรมดา ทั้งในแง่สถานที่, พื้นที่, การแต่งกายหลุดโลกของนักแสดง (ชุดคาวบอย, ชุดราตรีประกวดนางงาม ชุดคอสเพลย์นานาชนิด และชุดแฟชั่นนิสต้า)

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความแปลกแยกเหล่านั้น ตัวละครส่วนใหญ่ภายในจักรวาลอันผิดเพี้ยนกลับใช้ชีวิตอยู่กับความหวัง ความฝัน และพฤติกรรมที่ซ้ำซาก จำเจ ย้ำคิดย้ำทำ (มีแค่ “นก” ที่กลับมาแต่ละครั้งพร้อม “ความเปลี่ยนแปลง” เช่นเดียวกับ “ฝน” ผู้ค่อยๆ เติบโตขึ้นทีละน้อย)

คล้ายกับที่นักวิจารณ์อย่าง “วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา” ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า จริงๆ แล้ว “ปั๊มน้ำมัน” มีสถานะเป็นแค่พื้นที่แห่ง “การเปลี่ยนผ่าน” คือเป็นที่ที่ผู้คนเดินทางผ่านมาแล้วก็จากไป แต่ตัวละครหลักของหนังเรื่องนี้กลับติดค้าง ถูกทอดทิ้ง และเฝ้ารอคอยใครสักคนหรือความหวังบางอย่าง อยู่ตรงพื้นที่ “เปลี่ยนผ่าน” ดังกล่าว

ดูเหมือนช่วงหลังๆ จะมีหนังไทยหลายเรื่องที่พยายามถ่ายทอดเรื่องราว ผ่านการสร้าง/นำเสนอภาพแทนของ “พื้นที่เฉพาะ/พิเศษ” ซึ่งอาจหมายถึง “ยูโทเปีย” “พื้นที่ทางเลือก” “พื้นที่ยกเว้น” “พื้นที่ของความสัมพันธ์ที่กลับหัวกลับหาง” หรือ “พื้นที่เปลี่ยนผ่าน” ออกมาได้อย่างน่าตื่นเต้น

ไล่มาตั้งแต่ “อนธการ” “มหาสมุทรและสุสาน” และล่าสุด คือ “ปั๊มน้ำมัน”

การถือกำเนิดขึ้นของ “พื้นที่เฉพาะ/พิเศษ” ในโลกภาพยนตร์ มักนำไปสู่ “ความเป็นไปได้” ชนิดใหม่ๆ

สำหรับผม “ความเป็นไปได้ใหม่ๆ” ที่เกิดขึ้นใน “โลกเฉพาะ” ของหนังเรื่องนี้ ก็คือ บทบาทหน้าที่ของตัวละครชาย-หญิง ซึ่งถูกพลิกให้กลับหัวกลับหางหรือผิดฝาผิดตัว อย่างมีนัยยะน่าสนใจ

กลายเป็นว่าตัวละครชายรายเดียวใน “ปั๊มน้ำมัน” ต้องมีภาระในการแบกรับความทุกข์ตรม, การถูกทอดทิ้ง (ตัดขาด) ให้อยู่ใน “ชนบท?” หรือโลกแห่งความแปลกแยกอันแน่นิ่ง, การต้องเป็นประจักษ์พยาน/สักขีพยานแห่งความพลัดพราก และการเป็นตัวแทนของ “ความไม่ (ยอม) เปลี่ยนแปลง”

ผิดกับในภาพยนตร์ นวนิยาย และเรื่องเล่าส่วนมาก ที่บทบาทอันน่าหดหู่นี้มักตกเป็นของผู้หญิง

เผลอๆ การพลิกด้านให้ผู้ชายมาแบกรับภาระตรงนี้ อาจสื่อแสดงถึงภาวะเสื่อมถอยทรุดโทรมของความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบ “ชายเป็นใหญ่” ด้วยซ้ำไป

ในทางกลับกัน บรรดาตัวละครหญิงก็กลายมาเป็นตัวแทนของ “ความเปลี่ยนแปลง”, เป็น “ผู้กระทำการที่กระตือรือร้น”, เป็นฝ่ายที่ออกเดินทางไปติดต่อกับ “โลกภายนอก” กระทั่งเป็นฝ่ายรู้เดียงสาและ “เปิดรับ/เปิดกว้าง” เรื่องเพศมากกว่าผู้ชาย

ทั้งๆ ที่หน้าที่ส่วนนี้มักถูกผูก (ขาด) ให้เป็นบทบาทหลักของผู้ชาย

นอกจากนี้ การปรากฏกายขึ้นของ “ซินเดอเรลล่า” หรือ “ซิน” ลูกสาวตัวน้อยของ “นก” ก็ถือเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ความเปลี่ยนแปลง” “ความแปลกแยก” “ความแตกต่างหลากหลาย” หรือ “ความผิดบาป” ที่น่าครุ่นคิดตีความต่อมากๆ

แต่ท้ายสุด ดูคล้ายหนังจะพยายาม “เลือน” สถานะ “ผิดแผกโดดเด่น” ของตัวละครหญิงทั้งหลายให้ “จางบาง” ลงพอสมควร

เพราะอีกด้านหนึ่ง พวกเธอก็ค่อยๆ ถูกฉายภาพให้กลายมาเป็นผู้แบกรับความทุกข์/ความหวังบางอย่างอยู่ในใจ พวกเธอมี “ปมปัญหา” บางชนิด ที่ส่งผลให้ “บางด้าน” ของชีวิตไม่อาจปรับเปลี่ยนแปรผัน

หรือเอาเข้าจริงตัวละครอย่าง “เจ๊มัท” ก็ฝังตรึงรัดรึงตนเองเข้ากับความซ้ำซากจำเจนานัปการ ไม่ต่างจาก “มั่น”

ขณะที่วิธีการจัดเรียงตัวละครผู้หญิงสามคนให้มีความทับซ้อนกัน ซึ่งส่งผลให้ตัวละครสองคนมีสถานะเป็นดัง “ภาพแทน” ของตัวละครอีกรายหนึ่ง ก็เป็นกระบวนท่าน่าสนใจไม่น้อย

แม้สุดท้าย “ภาพแทน” จะเป็นได้แค่ “ภาพแทน” ที่แทนอย่างไรก็แทนได้ไม่ครบ และแทนได้ไม่เหมือน “ของ/คนจริง”

เท่ากับว่า ไปๆ มาๆ ตัวละครหญิงบางรายก็ถูกฉวยใช้เป็นเพียง “เครื่องมือทางความทรงจำ” ที่ช่วยกระตุ้นเตือนให้ “ผู้ใช้เครื่องมือ/ผู้ชาย” สามารถระลึกถึงตัวละครหญิงอีกคน

ก่อนที่หนังจะหาหนทางคลี่คลายให้พวกเธอกลับกลายเป็น “มนุษย์ผู้มีชีวิตจิตใจ” (ที่ทั้งเหี่ยวเฉารอวันแหลกสลาย และเติบโตเปลี่ยนผ่านไปสู่อีกช่วงวัยหนึ่ง) ได้อย่างงดงามในตอนท้าย

ในมุมมองของผม “จุดอ่อน” ของ “ปั๊มน้ำมัน” กลับไปอยู่ที่การจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของนางเอกอย่าง “นก”

ลักษณะกำกวม ผลุบๆ โผล่ๆ เข้ามาใน “จักรวาลปั๊มน้ำมัน” ชั่วครั้งคราว แล้วจากไปแบบไม่ค่อยเห็นเหตุผลแน่ชัดของ “นก” นั้นมีเสน่ห์ และส่งผลให้ธีมว่าด้วย “ความหวังและการรอคอยอันเลื่อนลอย” ของ “มั่น” ตลอดจนตัวละครหลักรายอื่นๆ ถูกขับเน้นอย่างทรงพลัง

แต่พอเธอต้องกลับคืนสู่จักรวาลดังกล่าวอีกครั้งในช่วงท้าย ทั้งยังต้องรับภาระหนักในการเฉลยเงื่อนปม/ข้อมูลใหม่บางประการ สถานการณ์ส่วนนี้กลับแลดูอ่อนพลัง และอันที่จริง อาจไม่จำเป็นต่อตัวภาพยนตร์สักเท่าไหร่

ที่สำคัญ ผมรู้สึกว่า “ปูมหลัง” ซึ่งถูกคลี่ออกก่อนหนังจบ ไม่สามารถอธิบายมูลเหตุในพฤติกรรมของตัวละครบางรายได้อย่างหมดจด และแน่นอนว่าไม่สามารถลบล้าง “ความผิดพลาด/ผิดบาป” บางด้านของตัวละครรายนั้นลงได้ด้วย

ผมเข้าใจว่าธัญญ์วารินตั้งใจจะปิดฉากหนังเรื่องนี้ให้ “สมบูรณ์/สมดุล” ที่สุด ด้วยการกำหนดให้คู่พระ-นาง ต่างต้องแบกรับ “ภาระหนักหนา” และมี “บาดแผล” ในชีวิตอย่าง “เท่าเทียม/เสมอภาคกัน”

อย่างไรก็ตาม เจตนาดีที่ว่ากลับนำไปสู่ผลลัพธ์อันน่าเสียดาย เพราะมันส่งผลให้ความสัมพันธ์ชาย-หญิง ที่ “บิดเบี้ยวแปลกประหลาด” ใน “โลกเฉพาะ/พิเศษ” ของหนังเรื่องนี้ ถูกปรับเปลี่ยนกลับคืนสู่สภาวะ “สมดุล” และ “ปกติธรรมดา”

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว “ความบิดเบี้ยว” ซึ่งปรากฏในเนื้อหาประมาณ 95% ของหนังนี่แหละ ที่ช่วย “ถ่วงดุล” เรื่องเล่าว่าด้วยความสัมพันธ์ชาย-หญิง “กระแสหลัก” ซึ่งถูกผลิตขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกลื่อนกลาด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกองค์ประกอบของ “ปั๊มน้ำมัน” ซึ่งน่าสนใจ ก็คือ “กรอบเวลา” อันยาวนานนับทศวรรษของเรื่องราวภายในหนัง

กรอบเวลาเกือบ 20 ปีของหนัง อาจแฝงนัยยะทาง “สังคมการเมือง” เอาไว้ หรืออาจไม่แฝงอะไรไว้เลยก็ได้ (แล้วแต่ใครจะตีความ)

เหตุการณ์ในหนังลากยาวจากปี 2539 (ปีที่ “มั่น” เริ่มรู้จัก “นก” และมีเพศสัมพันธ์กับ “เจ๊มัท”) มาถึงปี 2558 (ที่ “จักรวาลปั๊มน้ำมัน” ทั้งถูก “เติมเต็ม” และ “พร่องหาย” เมื่อใครบางคนหวนคืนกลับมา และอีกหลายคนต้องลาจากไป)

ซึ่งเหมือนจะเป็นสองปีที่ไม่มีความหมายอะไรพิเศษ ถ้าเทียบกับขวบปีอื่นๆ ที่บรรดาตัวละครต้องเผชิญ

“มั่น” กับ “นก” น่าจะแต่งงานกันเมื่อปี 2544 เพราะมีบทสนทนาก่อนแต่งว่าทั้งคู่คบกันมา 5 ปี 9 เดือนแล้ว

หากพิจารณาไปที่โลกนอก “จักรวาลปั๊มน้ำมัน” ปีนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “รัฐบาลไทยรักไทย” พอดี

หนังยังชี้ว่า “นก” ที่หนีหายจาก “มั่น” ไปนานสามปีหลังแต่งงาน (นับตามรอยสักรูปนกสามตัวบนแขนของฝ่ายชาย) เกือบประสบภัยสึนามิที่ภูเก็ตเมื่อปี 2547

ตอนปี 2553 “เจ๊มัท” และ “ฝน” มานั่งพูดคุย/ปรับทุกข์/แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน พร้อมกับมีฉันทามติว่าพวกเธอจะ “สู้ต่อ” เพื่อหาทางพิชิตหัวใจผู้ชายอย่าง “มั่น” ให้ได้

น่าสนใจว่าคราวนั้น ทั้งคู่ต่างแต่งกายด้วย “โทนสี” ที่สอดคล้องกับขบวนการมวลชนจากชนบท (โดยเฉพาะภาคอีสาน-เหนือ) ซึ่งลุกฮือเข้ากรุงเทพฯ ในปีดังกล่าวพอดี

ตลกร้ายที่พอ “ฝน” เติบโตขึ้นเป็นพนักงานธนาคารและต้องแต่งกายด้วยชุดเรียบร้อยเป็นทางการแทนชุดคอสเพลย์ โทนสีของเครื่องแบบสาวออฟฟิศกลับ “สวนทาง” กับสีของชุดที่เธอสวมใส่ตอนปี 2553 อย่างสิ้นเชิง

หลายปีที่ผ่านมา หนัง “การเมืองไทย” มักอ้างอิงตัวเองกับกรอบเวลาที่ยาวนานนับ/หลายทศวรรษ

ตั้งแต่ “October Sonata รักที่รอคอย” มาถึง “Snap แค่…ได้คิดถึง” กระทั่ง “ดาวคะนอง” (ที่อดีตกับปัจจุบันทับซ้อนกันจนเกิดสภาวะพร่าเลือน)

น่าสนใจว่าแม้แต่ภาพยนตร์ไทยที่ไม่มีภาพลักษณ์เป็น “หนังการเมือง” มากนัก อย่าง “ปั๊มน้ำมัน” ก็หันมาใช้กรอบเวลาแบบนี้เช่นกัน

นี่อาจสื่อให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกร่วมสมัย ที่มองว่าสังคมไทยมีลักษณะ “แน่นิ่ง” และขยับขับเคลื่อนไป “ช้า” เหลือเกิน

หรืออาจเป็นความรู้สึกซึ่งเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือผลลัพธ์จากกระบวนการที่ดำเนินมาอย่าง “ต่อเนื่องยาวนาน” มิใช่ผลลัพธ์ชนิดประเดี๋ยวประด๋าวของสถานการณ์ในระยะสั้นๆ

แม้ “ปั๊มน้ำมัน” จะมีจุดอ่อนแทรกอยู่บ้างท่ามกลางองค์ประกอบโดดเด่นชวนขบคิดจำนวนมาก แต่หนังเรื่องนี้ก็จัดเป็นผลงาน “ชั้นครีม” ของธัญญ์วาริน ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับ “It Gets Better ไม่ได้ขอให้มารัก” หนังยาวที่ดีที่สุดของเขา ตามความเห็นของผม

ข่าวบันเทิง

“อภิชาติพงศ์” เข้ารับพระราชทานรางวัล Prince Claus Award ที่เนเธอร์แลนด์ (คลิป)

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทย ได้เข้ารับพระราชทานรางวัล Prince Claus Award จากเจ้าชายคอนสแตนตินแห่งเนเธอร์แลนด์ โดยในพิธีดังกล่าว มีสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลม-อเล็กซานเดอร์แห่งเนเธอร์แลนด์ สมเด็จพระราชินีแม็กซิม่า ตลอดจนเจ้าหญิงเบียทริกซ์ (อดีตสมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์) เสด็จพระราชดำเนินมาร่วมเป็นเกียรติด้วย

2016 Prince Claus Awards Ceremony

ในปีนี้ มีบุคลากรทางด้านวัฒนธรรมและการพัฒนาจากนานาชาติ ที่ได้รับรางวัลดังกล่าวจำนวน 6 คน โดยอภิชาติพงศ์ ได้รับรางวัล The Principal Prince Claus Award ซึ่งถือเป็นรางวัลหลักที่สำคัญที่สุด ขณะที่ผู้ได้รับรางวัล The Additional Prince Claus Awards จำนวนห้าราย ก็มีตั้งแต่เชฟและนักกิจกรรมที่รณรงค์ประเด็นทางด้านอาหารจากเลบานอน ศูนย์พหุศึกษาทางด้านวัฒนธรรมจากปากีสถาน กราฟิก ดีไซเนอร์/ศิลปิน/นักการศึกษา/นักประวัติศาสตร์จากอียิปต์/เลบานอน เว็บไซต์รวบรวมข่าวสารสืบสวนสอบสวนทางเลือกจากโคลอมเบีย และสถาปนิกจากเวียดนาม

ทั้งนี้ ในพิธีมอบรางวัล ได้มีการฉายหนังสั้นเรื่อง Fireworks ของอภิชาติพงศ์ ให้ผู้เข้าร่วมงานรับชมกัน

2016 Prince Claus Awards Ceremony

ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทยขึ้นกล่าวบนเวทีหลังได้รับรางวัล โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า “นับวันพวกเราจะยิ่งตระหนักถึงความงดงามของความแตกต่างหลากหลายระหว่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่ามันยังมีแง่มุมของความป่าเถื่อนโหดร้ายและอคติปรากฏอยู่ และยังมีอีกหลายสถานที่บนโลกใบนี้ ที่การมีความทรงจำถึงและการร่วมแบ่งปัน (ความแตกต่างหลากหลาย) อาจนำไปสู่อันตราย ผมรับรู้ถึงประเด็นนี้ เพราะตนเองเดินทางมาจากสถานที่ประเภทนั้น คำถามของผมก็คือ เราจะสามารถเอื้อมมือออกไปช่วยเหลือและสื่อสารกับผู้อื่นอย่างเห็นอกเห็นใจได้อย่างไร เมื่อยังมีสถานที่ที่ถูกบริหารจัดการด้วยระบบตรรกะอีกชุดหนึ่งดำรงอยู่?”

(คลิปอภิชาติพงศ์ขึ้นกล่าวปาฐกถาหลังได้รับรางวัล ฉบับเต็ม)

สำหรับรางวัล Prince Claus Awards นั้นจะมอบให้แก่ผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นในการสร้างผลงานเชิงวัฒนธรรมและการพัฒนา โดยคณะกรรมการจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับศิลปินและนักกิจกรรมจากอาณาบริเวณที่มี “ข้อจำกัด” ทางด้านทรัพยากรตลอดจนโอกาสในการแสดงออกทางวัฒนธรรม, การผลิตผลงานเชิงสร้างสรรค์ และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม

(วิดีโอพรีเซนเทชั่นแนะนำอภิชาติพงศ์ โดยคณะผู้จัดงาน)

ภาพและเนื้อหาจาก http://www.princeclausfund.org/en/activities/2016-prince-claus-awards-presented-in-amsterdam.html

คลิปจาก https://www.youtube.com/channel/UCjv2UloENoK2icxMiFR_vfA

คลิกอ่านปาฐกถาฉบับละเอียดของอภิชาติพงศ์ ได้ทางเว็บไซต์มติชนสุดสัปดาห์

ข่าวบันเทิง

“มหาสมุทรและสุสาน” ณ MoMA และแหล่งดาวน์โหลดดนตรีประกอบ “ดาวคะนอง”

“มหาสมุทรและสุสาน” @ นิวยอร์ค

มหาสมุทรและสุสาน โร้ด มูฟวี่

“มหาสมุทรและสุสาน” หนึ่งในหนังไทยเรื่องเยี่ยมประจำปีที่ผ่านมา ผลงานของ “พิมพกา โตวิระ” จะถูกจัดฉายในพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ ที่นครนิวยอร์ค หรือ MoMA ในระหว่างวันที่ 9-15 กุมภาพันธ์นี้

โดยในรอบวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พิมพกาจะเดินทางไปพูดคุยกับผู้ชมหลังหนังฉายจบด้วย

ทั้งนี้ นี่ถือเป็นครั้งแรกที่หนังไทยเรื่องนี้ได้ออกฉายในฝั่งตะวันออก ของสหรัฐอเมริกา

ดนตรีประกอบของ “ดาวคะนอง”

ดาวคะนอง 3

เพจเฟซบุ๊กของภาพยนตร์เรื่อง “ดาวคะนอง” ได้ปล่อยไฟล์ดนตรีประกอบหนังเรื่องนี้ออกมาให้แฟนๆ ได้โหลดไปฟังกัน

ดนตรีประกอบดังกล่าวเป็นผลงานของ “วุฒิพงศ์ ลี้ตระกูล” หรือ อ๊อฟ Desktop Error ที่เคยทำดนตรีประกอบให้ภาพยนตร์อินดี้ไทยอย่าง “36” และ “เพลงของข้าว” มาแล้ว

สำหรับผู้ที่ประทับใจในดนตรีประกอบของ “ดาวคะนอง” สามารถดาวน์โหลดเพลงมาฟังได้ตามลิงก์ด้านล่าง

WALK

DREAM

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

“เกลนด้า แจ๊คสัน” ว่าด้วยสหราชอาณาจักร การเติบโต ทางเลือกใหม่ และพรรคแรงงาน

 

“ณ ขณะปัจจุบัน ประเทศนี้ (สหราชอาณาจักร) กำลังเผชิญหน้ากับหนึ่งในสถานการณ์ที่พิเศษอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศ

“ตอนนี้ พวกเราจะต้องพยายามรักษาดุลยภาพในการนำพาตนเองออกจากสหภาพยุโรป

“ฉันไม่เห็นด้วยกับนโยบายหลายอย่างของเธอ ฉันไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับบางสิ่งที่เธอทำ

“แต่สิ่งหนึ่งที่คุณไม่สามารถพรากออกไปจากตัวนายกรัฐมนตรีของเราก็คือ เธอเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“และนั่นคือสิ่งที่ฉันคิดว่ามีความสำคัญมากๆ

และฉันเห็นว่าการมีผู้ที่เติบโตขึ้น จนสามารถมองเห็นและรับฟังถึงตำแหน่งแห่งที่ แนวคิด ตลอดจนข้อถกเถียงที่เป็นทางเลือก คือ บางอย่างที่พวกเราพึงมี ไม่ใช่แค่สำหรับประเทศนี้ แต่ฉันคิดว่ามันจำเป็นสำหรับประชาคมนานาชาติด้วย

การยืนอยู่ข้างหลังธงนำหรือแผ่นประกาศทางอุดมการณ์บางชนิด แล้วพูดว่า ‘ข้าพเจ้าพร้อมยอมสละชีวิตเพื่ออุดมการณ์ดังกล่าว’ โดยไม่พิจารณาว่าจะมีผู้คนรายอื่นๆ อีกมากมายเท่าไหร่ ที่จะต้องพลีชีพตายตกไปตามคุณนั้น ย่อมมิใช่วิถีทางที่จะผลักดันโลกให้เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างแน่นอนที่สุด

(พิธีกร-ถ้าอย่างนั้น หมายความว่าพรรคแรงงานก็จำเป็นจะต้องเติบโตขึ้นด้วยใช่หรือไม่?)

“แน่นอน”

เกลนด้า แจ๊คสัน

 

อดีตนักแสดงหญิงรางวัลออสการ์ อดีต ส.ส. พรรคแรงงาน

 

หลังประกาศวางมือทางการเมืองเมื่อปีที่แล้ว แจ๊คสันได้หวนคืนวงการละครเวที

 

โดยสวมบทบาทเป็น “คิง เลียร์” ในช่วงปลายปีนี้

ภาพประกอบจาก http://www.culturewhisper.com/r/theatre/kinglear_oldvic/6998