ข่าวบันเทิง

“กระเบนราหู” สร้างประวัติศาสตร์! เป็นหนังไทยเรื่องแรกที่คว้ารางวัลจากเทศกาลเวนิส

“กระเบนราหู” (Manta Ray) ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ “พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง” สามารถคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ในสายการประกวดรอง Orizzonti Awards ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ครั้งที่ 75 มาครองได้สำเร็จ

กระเบนราหู เวนิส ทางการ

นี่คือหนังไทยเรื่องแรกสุดในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลจากเทศกาลดังกล่าว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสามเทศกาลหนังระดับ “แกรนด์สแลม” ของทวีปยุโรป (นอกจากคานส์และเบอร์ลิน)

kraben-rahu

“กระเบนราหู” เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างผู้อพยพชาวโรฮิงญากับชาวประมงคนไทย ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงประเด็นว่าด้วยอัตลักษณ์อันคลุมเครือ ตลอดจนภาวะเปราะบางบกพร่องของความเป็นมนุษย์

ภายหลังจากเข้าฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่อิตาลี ก็เริ่มมีนักวิจารณ์หลายคนแสดงความเห็นต่อหนังไทยเรื่องนี้

กระเบนราหูคว้ารางวัล

คลาเรนซ์ สุ่ย แห่ง The Hollywood Reporter ชี้ว่า “กระเบนราหู” มิได้เป็นเพียงถ้อยแถลงทางการเมืองที่สำแดงตนผ่านภาพยนตร์ แต่ผลงานของพุทธิพงษ์ยังพยายามสำรวจตรวจสอบประสบการณ์อ้างว้างเดียวดายของผู้อพยพ นอกจากนั้น การขับเน้นความสำคัญของสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ยังส่งผลให้หนังเรื่องนี้มีความโดดเด่น

กระเบนราหูเทศกาลเวนิส

ริชาร์ด ไคเปอร์ส แห่ง Variety ระบุว่าหนังที่พูดถึงประเด็นเกี่ยวกับอัตลักษณ์, การถูกบังคับย้ายถิ่นฐาน และมิตรภาพเรื่องนี้ ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ หลากหลายชั้น จนน่าจะเป็นที่ถูกใจของนักดูหนังบางส่วน

นักวิจารณ์ผู้นี้ยังชื่นชมงานลำดับภาพ, งานออกแบบเสียงประกอบ และงานถ่ายภาพของ “กระเบนราหู”

กระเบนราหู โปสเตอร์ทางการ

หลังได้รับรางวัลจากเวนิส “กระเบนราหู” จะออกตระเวนเดินทางไปร่วมเทศกาลหนังสำคัญแห่งอื่นๆ ในอีกหลายประเทศ อาทิ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต ประเทศแคนาดา เทศกาลภาพยนตร์ซานเซบาสเตียน ประเทศสเปน และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลีใต้

ที่มาข้อมูล

http://www.labiennale.org/en/news/official-awards-75th-venice-film-festival

https://www.hollywoodreporter.com/review/manta-ray-kraben-rahu-film-review-venice-2018-1140244

https://variety.com/2018/film/reviews/manta-ray-review-1202929088/

ที่มาภาพประกอบ

เพจเฟซบุ๊ก Manta Ray กระเบนราหู

เพจเฟซบุ๊ก La Biennale di Venezia

Advertisements
คนมองหนัง

“มา ณ ที่นี้”: “ความเป็นเจ้าของ” “นิทานเปรียบเทียบ” และ “งูปริศนา”

ชวนชมสั้นๆ (สำหรับคนยังไม่ได้ดู)

 

“ปราบดา หยุ่น” มีพัฒนาการการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน หากเทียบกับ “โรงแรมต่างดาว” หนังขนาดยาวเรื่องแรกของเขา ใน “มา ณ ที่นี้” เขาเลือก (หรือจำเป็นต้อง) เล่าเรื่องราวที่มีปัจจัยสลับซับซ้อน (ชวนเถิดเทิง) ลดน้อยลง เช่นเดียวกับจำนวนตัวละครหลักที่เหลืออยู่แค่สองคน นี่คงส่งผลให้ปราบดาสามารถกำกับหนังได้อยู่มือมากขึ้น

– ประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้ “เข้าท่า” “คมคาย” “ชัดเจน” ทว่า ก็ชวนให้ขบคิดตีความได้อย่างยืดหยุ่น คนดูหลายรายน่าจะจับได้ไม่ยากเย็นว่าภายใต้ข้อถกเถียงหรือวิวาทะว่าด้วยประเด็น “ความเป็นเจ้าของ” นี่คือ “หนังการเมือง” แต่ใครจะเทียบเคียง “นิทานเปรียบเทียบกว้างๆ” อย่าง “มา ณ ที่นี้” เข้ากับรายละเอียดจำเพาะเจาะจงแบบไหน ก็คงขึ้นอยู่กับมุมมอง-วิธีคิด-ประสบการณ์ของแต่ละคน

– ใน “ความน้อย” ของแทบทุกองค์ประกอบ “มา ณ ที่นี้” มีงานสร้างที่น่าพอใจทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องเสียงประกอบ หรือการกำกับภาพก็มีผลลัพธ์ที่ได้มาตรฐาน ไม่ขี้เหร่หรือไม่ได้ดูด้อยราคา

– จุดเด่นสำคัญของหนังอยู่ที่การแสดงของนักแสดงทั้งสองคน คือ “ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช” และ “พีรพล กิจรื่นภิรมย์สุข” ซึ่งสามารถรับผิดชอบหนังทั้งเรื่องและบทสนทนาอันเต็มไปด้วยรายละเอียดแยบคายได้อย่างดีเยี่ยม ในฐานะผู้ชาย ขออนุญาตชื่นชม “น้องแพต ชญานิษฐ์” ว่านอกจากจะมีฝีมือด้านการแสดงแล้ว น้องยังมีออร่าที่เปล่งประกายเฉิดฉายมากๆ บนจอภาพยนตร์ ใบหน้าของน้องแพตไม่ได้สวยเข้าขั้น perfect แต่ก็เป็นใบหน้าที่เมื่อจ้องมองดูจะรู้สึกเพลิดเพลินจำเริญใจไม่รู้เบื่อ ซึ่งผู้กำกับและผู้กำกับภาพก็เลือกใช้งานข้อดีดังกล่าวอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ด้วยการ “โคลสอัพ” ใบหน้าของนักแสดงสาวผู้นี้เกือบตลอด น่าดีใจ ที่วงการหนังไทยได้ค้นพบดาวรุ่งหญิงสองรายในเวลาใกล้เคียงกัน ตั้งแต่ “น้องจิงจิง” ใน “App War” จนถึง “น้องแพต” ใน “มา ณ ที่นี้”

มา ณ ที่นี้ แพต

วิเคราะห์ยาวๆ (เปิดเผยรายละเอียดและเนื้อหาของภาพยนตร์)

ความเป็นเจ้าของ, ใครคือเจ้าของ, เจ้าของคือใคร

“มา ณ ที่นี้” เปิดฉากมาด้วยวิถีชีวิตช่วงเช้าตรู่ของหญิงสาววัยยี่สิบกว่าๆ คนหนึ่ง ในห้องพักของเธอ

แต่แล้วขณะจะออกไปทำงาน เธอก็ได้พบกับชายบาดเจ็บซึ่งนอนสลบอยู่หน้าห้อง ระหว่างที่เธอโทรแจ้ง รปภ. ชายผู้นั้นก็แว้บเข้าไปนอนบนโซฟาตรงห้องรับแขกเรียบร้อย

สถานการณ์เดินหน้าไปสู่การเปิดฉากบทสนทนาอันยาวนาน (ที่ไหลเลื่อนเคลื่อนไหวประดุจการเล่นเกมชิงไหวพริบบางอย่าง)

ประเด็นหลักของบทสนทนา คือ ระหว่างหญิงชายคู่นี้ ใครกันแน่ที่เป็นเจ้าของห้องตัวจริง?

แรกๆ สถานการณ์ดูเอื้อให้ฝ่ายหญิงสาว (ไม่นับรวมเรื่องรูปลักษณ์ที่น่าเอาใจช่วยของเธอ) มากกว่าชายหนุ่มผู้บุกรุก

แต่ไปๆ มาๆ สถานการณ์กลับเอนเอียงไปทางชายหนุ่ม ผู้รับรู้รายละเอียดทุกอย่างในห้องอย่างถ่องแท้ลึกซึ้ง ผิดกับหญิงสาวที่แทบไม่รู้อะไรเลย แถมหลักฐานยืนยันความเป็นเจ้าของห้องของเธอก็ปลาสนาการไปทีละอย่างสองอย่าง

ณ จุดดังกล่าว ชายผู้บุกรุกกลายเป็นฝ่ายได้รับความเชื่อถือมากขึ้นๆ เขาน่าจะเป็นเจ้าของห้องตัวจริงผู้ถูกแย่งชิงทรัพย์สินไป

แล้วบทสนทนาเชือดเฉือน ก็ค่อยๆ แปรสภาพกลายเป็นการใช้กำลัง

หนังฉายภาพให้เห็นว่าชายผู้นี้สูญเสียห้องของตนเองไปได้อย่างไร รวมทั้งเปิดเผยกระบวนการแย่งชิงห้องกลับคืนมาของเขา

มา ณ ที่นี้ ชาย

สถานการณ์หมุนวนกลับ ชายหนุ่มกลายมาเป็นเจ้าของห้องบ้าง ห้องพักของเขาแลดูมีชีวิตชีวา ดูเป็นพื้นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ผู้หนึ่ง มากกว่าสภาพห้องพักเนี้ยบๆ เรียบๆ (แต่หาข้าวของไม่ค่อยเจอ) ของหญิงสาว

ชายหนุ่มแลดูเป็นมนุษย์ที่น่าคบหา เขาเป็นปัญญาชนนักอ่านแน่ๆ เขาเป็นที่รู้จักรักใคร่ของคนในชุมชน/คอนโด “ลิเบอร์ตี้แลนด์” (ผิดกับหญิงสาว ที่ถูกเพิกเฉยจากสมาชิกร่วมชุมชนเหล่านั้น)

คนดูคงพอคาดการณ์กันได้ แล้วหญิงสาวก็เป็นฝ่ายบุกรุกกลับเข้ามาทวงห้องคืนบ้าง อย่างไรเสีย ชายหนุ่มยังเป็นฝ่ายได้เปรียบหรือน่าเชื่อถือมากกว่า

ครึ่งหลังของหนังไม่ได้มีลักษณะ “สมมาตร” กับครึ่งแรก หากสั้นกระชับกว่า และทุกอย่างก็จบลง ทั้งยัง “เปลี่ยนแปลง” ไปด้วยประโยคคำพูดปิดท้ายเรื่องของหญิงสาว

ประโยคดังกล่าวบ่งชี้ว่าหญิงสาวรู้อะไรเกี่ยวกับห้องพักนี้เพิ่มขึ้น จากประสบการณ์ที่มีมากขึ้น เธออาจไม่ใช่ผู้ร้าย ไม่ใช่ผู้บุกรุกดังที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็น “เจ้าของใหม่” หรือ “เจ้าของร่วม” ซึ่งต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ เพื่อจะได้เป็น “เจ้าของห้อง” ที่ดี เท่าเทียมกับชายหนุ่ม

แน่นอน นี่คือ หนังว่าด้วย “ความเป็นเจ้าของ” และผู้กำกับอย่างปราบดาก็อธิบายไว้ชัดเจนในรอบไทยแลนด์พรีเมียร์ว่า “ชายหนุ่ม” คือ “เจ้าของจริง” ของห้องพัก ขณะที่ “หญิงสาว” จะมีสถานะเป็น “เจ้าของร่วม” มากขึ้นเรื่อยๆ ตามวงจรการแย่งชิงที่ค่อยๆ หมุนวนทับถมกันไป พร้อมพัฒนาการ/พลวัตของสถานการณ์ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย

เมื่อหนังดำเนินไปประมาณครึ่งทาง หลายคนคงเชื่อว่าชายหนุ่มเป็นผู้ถูกกระทำ เป็นผู้ถูกฉุดกระชากพรากสิทธิ์อะไรบางอย่างไป ตรงข้ามกับหญิงสาวที่เป็นผู้แย่งชิง เป็นตัวร้ายน่าไม่อาย และด้อยความรู้-ช่างมโนจนน่าเกลียด

โดยส่วนตัวยอมรับว่า ถึงจุดนั้น ผมแอบตีความ/ใส่รหัสว่าชายหนุ่มน่าจะเป็นฝ่ายประชาธิปไตย/ฝ่ายเสรีนิยม ผู้ถูกกระทำ ส่วนฝ่ายหญิงคงจะเป็นสาวสลิ่มคนเมือง (“รองเท้าเหลือง” อีกต่างหาก) อะไรทำนองนั้น

สถานะความเป็นปัญญาชน ความเป็นที่รักของชุมชน ยิ่งทำให้ผมเชื่อมั่นในตัวชายหนุ่มมากขึ้นไปอีก แม้จะรู้สึกติดใจหน่อยๆ ที่คุณลุงริมสระน้ำผู้อ่านหนังสือพิมพ์มติชน บอกกับชายหนุ่มรายนี้ว่าประเทศเราไม่มีข่าวดีมา 80 กว่าปีแล้ว

ผมติดใจว่า “เอ หรือคุณลุงแกจะไม่โปรประชาธิปไตยรึเปล่าวะ?” (เข้าทำนองหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา ประเทศชาติก็มีแต่ความวุ่นวาย)

กระทั่งได้ฟังประโยคปิดท้ายเรื่องจากปากหญิงสาว ผมพลันรู้สึกขึ้นมาว่า

“ฉิบหายแล้ว! ตกลงเธออาจไม่ใช่สลิ่มว่ะ แต่เธอเป็นราษฎรผู้ถูกกล่าวหาว่ายังไม่พร้อมต่างหาก นี่แสดงว่าเราโดนฝ่ายผู้ชายหลอกรึเปล่าวะ?”

(ไม่รวมถึงความรู้สึกที่ว่า “นี่ไง บอกแต่แรกแล้วว่าอยู่ข้างน้องแพตน่ะ ถูกต้องที่สุด 555”)

มา ณ ที่นี้ หญิง

ต้องยอมรับว่าปราบดาวางเงื่อนไขตรงนี้ได้เก่งจริงๆ จนคนดูหลายรายน่าจะเกิดความงุนงงสงสัยลังเลใจขึ้นว่า พวกเขาควรจะเห็นใจหรือสนับสนุนตัวละครฝ่ายไหนมากกว่ากัน? ท่ามกลางสถานการณ์ที่พลิกไปพลิกมาสลับซับซ้อนดังกล่าว

เราอาจตั้งคำถามต่อได้ว่า ชายหญิงคู่นี้คือตัวแทนของความเชื่อต่างฝ่ายอย่างแน่นอนตายตัวหรือไม่? แค่ไหน?

หรือจริงๆ แล้ว นอกจากจะสับเปลี่ยนสถานภาพความเป็นเจ้าของห้อง/ผู้บุกรุก/ผู้กระทำ/ผู้ถูกกระทำ ตลอดเวลา เขาและเธออาจเป็นภาพแทนของคนที่ยังหวั่นไหวโอนไปเอียงมาในทางอุดมการณ์/ความเชื่อด้วย?

หรือหากคิดไกลไปกว่านั้น เขาและเธออาจเป็นภาพแทนของมวลรวมที่เรียกว่า “ประชาชน” ซึ่งมีความคิด ความเชื่อ จุดยืน ท่าทีทางการเมือง ที่หลากหลาย ผสมปนเปกันอยู่?

เขาอาจเป็นทั้งฝ่ายอนุรักษนิยม, ปัญญาชน และเจ้าของสิทธิ์ผู้ถูกโค่นล้ม

เธออาจเป็นทั้งสลิ่มเบาหวิว, ราษฎรผู้กำลังเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ และเจ้าของสิทธิ์ร่วมผู้ถูกฉุดกระชากสิทธิ์ดังกล่าวไปครั้งแล้วครั้งเล่า

สถานภาพ “ความเป็นเจ้าของ-เจ้าของร่วม” นี้ จึงเป็นสิ่งที่ถูกประกอบสร้าง แต่งเติมเสริมต่อ ยื้อแย่งไปมา ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่รู้จบ เหมือนกับภาพอาคารที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งอาจเป็นทั้งบริบทแวดล้อมหรือภาพสะท้อนของ “ลิเบอร์ตี้แลนด์” 

นิทานเปรียบเทียบ

มา ณ ที่นี้ โปสเตอร์

ผมรู้สึกสนุกกับการที่ “มา ณ ที่นี้” เลือกจะวางตัวเป็นเหมือน “นิทานเปรียบเทียบ” ซึ่งพยายามรักษาระยะห่างจากสภาพการณ์จริงๆ บางอย่าง (คล้ายๆ โลกจินตนาการที่ถูกปลอมซ้ำ ดังกรณีภาพวาด “The Snake Charmer” ในหนัง) จนเปิดกว้างต่อการตีความ

แต่อีกด้าน ก็หวั่นวิตกอยู่หน่อยๆ ว่า การที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำตัวเป็น “นิทานเปรียบเทียบ” หรือ “โลกสมมุติ” ทั้งเรื่อง มันจะมีปัญหาอะไรตามมาหรือไม่?

ผมแอบรู้สึกว่า ตราบใดที่คุณภาพของหนังยังไม่สมบูรณ์แบบชนิด 100 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรเสีย การทำตัวเป็น “นิทานเปรียบเทียบ/โลกสมมุติ” ที่ห้อมล้อมด้วยบรรยากาศเซอร์เรียล (เกือบ) ตลอดเวลา ย่อมต้องมีจุดที่ “ไม่ค่อยสมจริง” “ไม่ค่อยเมคเซนส์” หลุดรอดออกมาบ้าง

โดยส่วนตัว ผมเห็นว่า ณ จุดเปลี่ยนผ่านจากสถานการณ์สนทนาโต้เถียงไปสู่เหตุการณ์ไคลแม็กซ์ช่วงกลางๆ เรื่องนั้น มีองค์ประกอบบางประการที่แลดูเป็นละครเวทีทำเล่นๆ หนังสั้นที่ไม่เนียน หรือการกระทำที่ไม่จริง ผุดขึ้นมาให้เห็นนิดหน่อย

(ซึ่งบางที สิ่งเหล่านี้อาจเป็นความตั้งใจของผู้กำกับก็ได้ หากคำนึงว่านี่คือเรื่องราวของการสับเปลี่ยนบทบาทการแสดงบางอย่าง ที่มีการโยกฝ่ายย้ายฝั่งอยู่เสมอ จนมิอาจตัดสินได้ง่ายๆ ว่าอะไรจริงหรือไม่จริง)

อาการลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นกับ “โรงแรมต่างดาว” และ “In the Flesh” (หนังยาวโดย “ก้อง พาหุรักษ์” ผู้กำกับภาพของ “มา ณ ที่นี้”) เช่นกัน

แต่ดูเหมือนมันจะกำเริบน้อยลงกว่าเดิม (หรือ “อาการดีขึ้นพอสมควร”) เมื่อมาถึง “มา ณ ที่นี้”

(แถมท้าย) ว่าด้วย “งูปริศนา”

บางที สิ่งมีชีวิตที่ดำรงตนอยู่ในห้องพักอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุด อาจจะได้แก่ “งูปริศนา”

มีแนวโน้มว่างูตัวนี้จะผูกพันแนบแน่นกับห้องพักดังกล่าวไม่แพ้/ยิ่งกว่าชายหนุ่มและหญิงสาว ตัวละครหลัก

นี่อาจเป็น “เจ้าของ” อีกหนึ่งรายของห้องพักแห่งนั้น

หรือ “งูปริศนา” และภาพวาด “The Snake Charmer” ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมินขั้นต้นว่าใครคือ “เจ้าของห้องที่เหมาะสม” อาจมีสถานะประหนึ่ง “องค์ความรู้สำคัญสูงสุด” ที่คอยทำหน้าที่กำกับ/ควบคุม/ครอบงำชายหญิงคู่นี้ (ตลอดจนความคิด ความเชื่อ ทัศนคติเฉพาะของเขาและเธอ) เอาไว้อย่างแน่นหนา สลัดไม่หลุด!

คนมองหนัง

“BNK48 GIRLS DON’T CRY”: สารคดีเชิงพาณิชย์ศิลป์ที่ลงตัว

หนึ่ง

GDC poster

พิจารณาในภาพรวม แม้นี่จะไม่ใช่งานชั้นดีเลิศของนวพล แต่ก็เป็นหนังสารคดีว่าด้วยนักร้อง/วงดนตรี/วัฒนธรรมดนตรีที่ไม่ขี้เหร่ หนังมีจังหวะสนุกสนาน และมีช่วงเวลาน่าประทับใจ ที่เผยให้คนดูได้สัมผัสถึงบางด้านซึ่งถูกเก็บงำไว้ของตัวศิลปิน

ในฐานะที่ผมไม่ใช่ “โอตะ” ของ “BNK48” จึงเพิ่งมารับรู้แน่ชัดขณะดูหนังว่าคอนเซ็ปท์หลักของไอดอลกรุ๊ปกลุ่มนี้ คือ การมุ่งพัฒนาให้ “เด็กสาวข้างบ้าน” กลายเป็น “ไอดอล”

ด้านหนึ่ง หนังพยายามฉายให้เห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลง/เคี่ยวกรำตนเองและฟาดฟันเพื่อนๆ ในวง ของเด็กสาว “BNK48” รุ่นหนึ่ง อย่างเข้มข้น เปี่ยมสีสัน หลากหลายเฉดอารมณ์

สมาชิก “BNK48” ถูกเต๋อแปรสภาพเป็นตัวละครที่มีบุคลิกลักษณะผิดแผกกันไป

สมาชิกชื่อเสียงระดับกลางๆ บางคน กลายเป็น “แหล่งข่าว/แหล่งข้อมูล” ชั้นดีที่คุยสนุก ในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้

บางคนที่มีจุดอ่อนในเชิงภาพลักษณ์โดยชัดเจนและไม่มีโอกาสได้เป็น “เซ็มบัตสิ” สักที แม้จะมีความพยายามและทีมสปิริตมากมายเพียงไหน ก็แทบจะถูกยกระดับขึ้นเป็น “นางเอกหนังแนวสู้ชีวิต”

ราวกับว่าภาพยนตร์ของเต๋อเป็น “พื้นที่ทางการตลาด” อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งถูกจัดวางสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อให้สมาชิกชั้น “อันเดอร์” บางคนของ “BNK48” ได้มีตัวตนและบทบาท

น่าแปลกใจว่าสมาชิกบางรายที่มีออร่าในยามปกติ กลับถูกทำให้ค่อยๆ เลือนหายจากหนังเรื่องนี้ (แต่ไปปรากฏตัวในหนังเรื่องอื่น –ซึ่งออกฉาย ณ ช่วงเวลาใกล้เคียงกัน-)

ที่น่าสนใจกว่านั้น เห็นจะเป็นสมาชิกระดับนำไม่กี่คน ซึ่งถูกลดทอนเสน่ห์ลงมากพอสมควร และได้รับการขับเน้นให้มีภาพลักษณ์เป็นมนุษย์ผู้ถูกหล่อหลอมในระบบทุนนิยมจนน่ากลัว (ไม่น่ารัก)

สอง

GDC still

แต่อีกด้าน หากมองจากมุมของคนที่ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ แถมมิได้ชื่นชมหน้าตา เรือนร่าง บุคลิก วิธีการพูดจา ฯลฯ ของเด็กสาวเหล่านี้สักเท่าไหร่

ระหว่างนั่งชม “GIRLS DON’T CRY” ผมก็อดจะสงสัยหรือค้างคาใจไม่ได้ว่าพวกผู้ชาย (หลายวัย) ที่ตามไปกรี๊ดกร๊าดคลั่งไคล้น้องๆ นั้น กำลังมองหรือประเมินพวกเธออย่างไร?

ทำไมพวกเขาจึงหลงใหลหรือถึงขั้นเทิดทูนบูชา “ไอดอลสาว” กลุ่มดังกล่าว?

พูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า หนังสารคดีเรื่องนี้คล้ายจะขาดแคลนมิติแง่มุมเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกหรือทัศนคติของผู้รับสาร/ผู้บริโภค/โอตะ ไปอย่างน่าเสียดาย (ซึ่งอาจเป็นความตั้งใจ-จงใจของผู้สร้าง-ผู้กำกับฯ)

ดังนั้น “อุตสาหกรรม/วัฒนธรรม BNK48” ซึ่งถูกนำเสนอถ่ายทอดออกมา จึงยังไม่สมบูรณ์แบบ/ครบวงจรเท่าที่ควร

สาม

GDC รายได้
ข้อมูลจาก ชมรมวิจารณ์บันเทิง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “GIRLS DON’T CRY” มีสถานะอีกด้านเป็นงานเชิงพีอาร์/ประชาสัมพันธ์ หรือคนในแวดวงสื่อมวลชนอาจมองว่านี่คือ “งานลูกค้า”

ไม่ต่างจากพวก advertorial ในเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย หรือสื่อกระดาษ (ที่เราไม่อยากอ่าน ไม่อยากคลิกดู), คลิปวิดีโอจำนวนมาก (ที่เรารู้สึกว่าโปรโมตสินค้าได้ไม่เนียนเอาเสียเลย) หรืออีเวนต์/กิจกรรมพิเศษ ที่สื่อเจ้าต่างๆ ต้องจัด (ทั้งที่ไม่ตรงกับความสนใจของกลุ่มผู้บริโภคหลักของตัวเอง)

แต่กระนั้น หนังสารคดีของเต๋อ นวพล และ “แซลมอน เฮาส์” ซึ่งมี “BNK48” เป็นคู่ค้า ก็ถือเป็น “งานพีอาร์ชั้นดี” ที่น่าสนใจ

จุดน่าสนใจแรก คือ หนังเรื่องนี้เป็น “งานลูกค้า” ที่มีเนื้อหาสลับซับซ้อน (เรื่องราวบางส่วนอาจมีท่าทีวิพากษ์ลูกค้าผู้ว่าจ้างด้วยซ้ำ) และดูสนุกในระดับหนึ่ง

จุดน่าสนใจกว่า คือ หากพิจารณารายได้สี่วันแรกของหนัง ที่ได้ไป 10.55 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเกินมาตรฐานหนังอิสระและหนังสารคดีไทย ทั้งยังมีแนวโน้มจะทำเงินสูงกว่าหนังบันเทิงคดีจากระบบสตูดิโอที่เข้าฉายก่อนหน้า

“GIRLS DON’T CRY” ก็นับเป็น “งานลูกค้า” ที่สามารถเก็บเงินจากกระเป๋าผู้บริโภคได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

นี่คือลักษณะพิเศษอันผิดแผกจาก “งานลูกค้า” ส่วนใหญ่ในระบบนิเวศของสื่อไทย ซึ่งวงจรมัก “จบลง” แค่เพียงสื่อมวลชนรับเงินของผู้ว่าจ้างมาทำงาน/จัดงาน แต่ไม่สามารถเอาชนะใจหรือดึงดูดกำลังทรัพย์ของผู้บริโภคในวงกว้างได้อีกต่อหนึ่ง

สิ่งที่ “ร้ายกาจสุด” ในกรณีของ “BNK48 GIRLS DON’T CRY” คือ แม้หนังจะไม่ได้เปิดโปงผ่านจอภาพยนตร์ว่าเพราะเหตุใด ผู้คนจำนวนมากจึงหลงใหลพร้อมเทใจและทุ่มเงินให้แก่ “ไอดอลกรุ๊ป” วงหนึ่ง

แต่ใช่ว่าเต๋อ นวพล และทีมงานผู้สร้าง จะไม่รู้ซึ้งถึงวิธีคิด-พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ “ภักดี” เหล่านั้น

ตรงกันข้าม พวกเขาเข้าใจและล่วงรู้วิธีกระตุ้นกำลังซื้อของแฟนคลับกลุ่มดังกล่าว อย่างกระจ่างและถ่องแท้

คนมองหนัง

Burning: ว่าด้วยการ “มี/ไม่มี” และ “จินตนาการ/ปฏิบัติการ”

(เปิดเผยเนื้อหา เหมาะสำหรับผู้ชมภาพยนตร์แล้ว)

มี/ไม่มี: จินตนาการ/ปฏิบัติการ

burning

แน่นอน ใครที่ดูหนังมาเรียบร้อยแล้ว คงตระหนักได้ว่าประเด็นหลักอันเป็นจุดใหญ่ใจความของ “Burning” คือ ข้อถกเถียงเรื่อง “การมีอยู่” หรือ “การไม่มีอยู่” ของสิ่งของ/ผู้คนต่างๆ

ขณะเดียวกัน “การมีอยู่” และ “การไม่มีอยู่” ก็มิได้ดำรงอยู่โดยแยกขาดจากกัน หากมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างซับซ้อน

สิ่งที่ “ไม่มี” อยู่จริง อาจปรากฏว่า “มีขึ้น” ในจินตนาการความคิดฝันได้ หากเรา “ลืม” ว่ามัน “ไม่มีอยู่”

นี่คือฐานของการมองโลกแบบ “แฮมี-จงซู” ผู้เป็นคนระดับล่างๆ และไร้ตัวตน-ตำแหน่งแห่งที่ในสังคม

เช่นเดียวกัน สิ่งที่เคย “มี” อยู่จริง ก็อาจสาบสูญกลายเป็น “ไม่มี” ได้ ด้วยปฏิบัติการ/การกระทำบางอย่างในโลกความจริง (หรือจินตนาการฟุ้งลอยในหัวของใครบางคน ที่ได้รับการปลอมแปลงจนมีความคล้ายคลึงกับปฏิบัติการจริงๆ ดังกล่าว)

พร้อมๆ กันนั้น การ “หายไป” หรือ “ไม่มี” ของบางสิ่ง/บางคน ก็นำไปสู่ปฏิบัติการหลายหลากตามมา

(นิทานเรื่อง) การเผาเรือนเพาะชำ ก็ถือเป็นปฏิบัติการชนิดหนึ่ง หรืออย่างน้อยที่สุด ก็เป็นจินตนาการที่แฝงเร้นอยู่ในรูปปฏิบัติการ

การออกวิ่งสำรวจหาเรือนเพาะชำที่อาจถูกเผา ย่อมถือเป็นปฏิบัติการแน่ๆ

การออกตามหาคนที่หายตัวไปชนิดไร้ร่องรอย และการสะกดรอยผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ก็ถือเป็นปฏิบัติการชนิดหนึ่ง

กระทั่งการลงมือทำลายล้างคนผู้หนึ่งให้มอดไหม้ดับสูญไป ก็ถือเป็นปฏิบัติการ (หรือขั้นต่ำสุด ก็เป็นจินตนาการที่ใฝ่ฝันถึงปฏิบัติการอันถอนรากถอนโคนอย่างยิ่ง)

ขณะเดียวกัน รอยแยกระหว่าง “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ” ก็ค่อยๆ พร่าเลือนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อหนังเรื่องนี้ดำเนินไป

เราเริ่มรู้จัก “แฮมี” จากการทำงานเป็นพริตตี้แนวเต้นกินรำกิน เธอบอกกับจงซูตั้งแต่ต้นเรื่องว่า เธอชอบงาน “ใช้แรงกาย” ทำนองนี้

ทว่าอีกด้านหนึ่ง แฮมีก็หมกมุ่นกับแง่มุมทางจินตนาการหรือจิตวิญญาณมิใช่น้อย

เธอไปเรียนละครใบ้ จนสามารถอธิบายโลก (ผลส้มในจินตนาการ) ผ่านวิธีคิด “ลืมว่ามันไม่มี” ได้อย่างแนบเนียนชวนหลงใหล

เธอพยายามเสาะแสวงหาความหมายของชีวิตอย่างหิวโหย จนต้องดั้นด้นออกเดินทางไปตามหา “the great hunger” ที่ทวีปแอฟริกา

ไม่ต่างอะไรกับเพื่อนเก่าแก่ของแฮมีอย่าง “จงซู”

พวกเรารู้จักเขาครั้งแรกผ่านงานที่ต้องลงแรงอย่างการแบกหามสินค้า (หลังปลดประจำการจากภารกิจทหารเกณฑ์) มิหนำซ้ำ ในเวลาต่อมา เขายังต้องกลับไปเลี้ยงวัวหนึ่งตัว แทนพ่อที่กลายเป็นผู้ต้องหาในคดีทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่รัฐ

แต่อีกมิติหนึ่ง ชายหนุ่มจากครอบครัว “ชนชั้นกลางระดับล่าง” ก็จบการศึกษาด้าน “การเขียนเชิงสร้างสรรค์” เขามีความใฝ่ฝันจะประกอบอาชีพเป็นนักเขียนนิยาย

ในช่วงครึ่งท้ายของหนัง จงซูยิ่งจมดิ่งลงสู่ภาวะคร่ำเคร่งกับการใช้จินตนาการมากขึ้นๆ

ทั้งการคิดถึง คิดแทน ซ่อมแซมตรวจสอบความทรงจำของแฮมี

ทั้งการวิเคราะห์พฤติกรรมและอ่านใจเบน

ไปๆ มาๆ “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ” ก็เป็นสองอย่างที่ค่อยๆ ไหลเข้ามาผสมผสานหลอมรวมกัน โดยไม่แปลกแยก

ตามความเห็นส่วนตัว ผมรู้สึกว่าประโยคที่พ่อหนุ่มสำรวยสำอางอย่าง เช่น “เบน” ชอบพูดย้ำเรื่องการใช้ชีวิตให้รื่นรมย์ (ใช้ชีวิตตามหัวใจ) กระทั่งได้ยินเสียงทุ้มจากแรงสั่นสะเทือนของกระดูกบริเวณหน้าอกด้านซ้ายนั้น ฉายภาพให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันของ “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ” ได้เป็นอย่างดี (หรือจะนับรวมประเด็น “เล่น” ไป “ทำงาน” ไป ด้วยก็ได้)

ชีวิตอันรื่นรมย์ตาม “ความคิดความฝัน” จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อเราได้รับรู้ภาวะรูปธรรมของ “เสียง” อันกำเนิดจาก “แรงสะเทือน” (การลงมือปฏิบัติงาน) ของกระดูก

คนรวยที่คล้ายจะใช้ชีวิตเลื่อนลอยไร้แก่นสารอย่างเบนยังเปรียบเปรยเรื่องการทำอาหารไว้อย่างน่าสนใจ

ด้านหนึ่ง อาหารสำหรับเขา คือ เครื่องเซ่นสังเวยพระเจ้าในเชิงอุปลักษณ์

แต่อีกด้าน อาหารที่เขาทำขึ้นเพราะจุดมุ่งหมายในเชิงนามธรรม ก็ต้องเป็นของอร่อยที่กินได้อิ่มท้องด้วย

นี่เป็นอีกครั้ง ที่ “จินตนาการ” (นามธรรม) และ “ปฏิบัติการ” (รูปธรรม) เชื่อมโยงเข้าหากันอย่างแนบสนิท

สำหรับเบน การบรรลุถึงจุดสมดุลดังกล่าว อาจส่งผลให้เขากลายเป็นเบนที่อยู่ในทุกหนแห่ง เบนที่เป็นสากล หรือกระทั่งเถลิงอำนาจขึ้นเป็นพระเจ้าเสียเอง!

อย่างไรก็ดี แฮมีกับจงซูก็สามารถบรรลุถึงจุดสมดุลระหว่าง “จินตนาการ” กับ “ปฏิบัติการ” ได้เช่นกัน

การปุ๊นจนเมา แล้วออกท่าร่ายรำโหยหาความหมายแห่งชีวิตท่ามกลางแสงสุดท้ายของวัน คือ ภาวะบรรจบกันระหว่างความคิดฝันกับโลกความจริงที่แฮมีเดินทางไปถึงอย่างหมดจดงดงาม

ไม่ต่างอะไรกับการคิดๆ ๆ ๆ ๆ วิ่งๆ ๆ ๆ ๆ ขับรถๆ ๆ ๆ ๆ เขียนๆ ๆ ๆ ๆ ที่ชักนำให้จินตนาการในหัวและปฏิบัติการผ่านสองมือสองเท้าของจงซูค่อยๆ ผนึกกำลังรวมกัน ก่อนจะระเบิดออกเป็นพฤติการณ์ “ฆ่าและเผา” ณ เบื้องท้าย

ที่น่าคิดคือ แฮมีและจงซูล้วนบรรลุถึงสถานะสูงสุดเช่นนั้นด้วยลักษณาการแห่ง “ความเปล่าเปลือย”

เพื่อเป้าประสงค์ที่ว่า เขาและเธอจำต้องเปิดเผยภาวะความเป็นมนุษย์ขั้นพื้นฐานที่สุดออกมา

แฮมีและจงซูกลายเป็นมนุษย์ของทุกหนแห่ง เป็นสากล ด้วยการพลีสังเวยเรือนกายอันบริสุทธิ์ของพวกตน

สงครามจินตนาการ

เสียงทุ้มในใจ

เวลากล่าวถึงกระบวนการครอบงำทางความคิด เรามักนึกถึงภาพผู้คนจำนวนมากที่ยอมยึดถือ ปฏิบัติตาม โฆษณาชวนเชื่อของระบบการปกครอง/ระบบเศรษฐกิจ/ชนชั้นปกครอง/ความเชื่อทางศาสนา อย่างทื่อๆ เซื่องๆ

แต่เอาเข้าจริง วิธีการครอบงำความคิดผู้คนอาจหลากหลายและซับซ้อนกว่านั้น เช่น กลุ่มคนที่มีอำนาจอาจปล่อยให้บรรดาคนด้อยอำนาจ มีความคิด มีความฝัน มีจินตนาการได้ แต่ทำอย่างไร ความคิดจินตนาการดังกล่าวจึงจะตกอยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ทางอำนาจอันไม่เท่าเทียมตลอดไป ทำอย่างไร คนมีอำนาจจึงจะขูดรีดจินตนาการของคนด้อยอำนาจได้อย่างมีประสิทธิภาพและแนบเนียนที่สุด

มีประโยคหนึ่งของเพื่อนเบน ซึ่งปรากฏขึ้นในวงสนทนาตอนท้ายๆ ของหนัง ที่พูดเปรียบเทียบไว้อย่างชวนคิดว่าขณะที่สหรัฐและจีนชอบทำตัวเป็น “ศูนย์กลางของโลก” พวกเกาหลี (ใต้) กลับมีนิสัยชอบคิดถึงคนอื่นๆ ก่อนเสมอ

ถ้าคิดตามนี้ คนที่มีอำนาจเหนือกว่า เข้าถึงทรัพยากรมากกว่า ก็อาจครอบงำจินตนาการคนข้างล่าง ด้วยการวางโครงสร้างทางความคิดให้คนที่ด้อยกว่าเหล่านั้น ต้องคิดนู่นคิดนี่ หรือประสาทแดกแทนพวกตน

กล่าวอีกอย่างคือ การขูดรีดทางจินตนาการและความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียมจะยังดำเนินไปไม่สิ้นสุด ตราบใดที่คนด้อยอำนาจต่างรู้สึกเป็นทุกข์เป็นร้อนแทน (หรือเพราะ) ผู้มีอำนาจ แต่ฝ่ายหลังกลับไม่เคยทุกข์ร้อนแทนฝ่ายแรกในระดับเดียวกัน

อาการทำนองนี้ปรากฏชัดกับจงซู ภายหลังการหายตัวอย่างเป็นปริศนาของแฮมี และเมื่อเขาเริ่มสงสัย-เฝ้าติดตามกิจวัตรประจำวันของเบน

จงซูคิดถึงแฮมี เป็นห่วงแฮมี พยายามมอง/ทำความเข้าใจโลกในมุมแฮมี

เขาเริ่มคิดอะไรแทนเบน พยายามคาดการณ์พฤติกรรมที่น่าจะเป็นของเบน

จงซูคิดๆ ๆ ๆ ๆ หมกมุ่นๆ ๆ และทำสิ่งบ้าบอต่างๆ จนเลยเถิด เข้าขั้นคลั่ง

เท่ากับว่าเขาถูกสองคนนั้นครอบงำความคิดและจินตนาการไปโดยปริยาย

แต่เอาเข้าจริง การทำสงครามทางจินตนาการในกรณีนี้ ก็มิได้มีลักษณะ “บนลงล่าง” โดยเบ็ดเสร็จสมบูรณ์

อย่างน้อย เบนก็หันมาอ่านวรรณกรรมของ “วิลเลียม โฟล์คเนอร์” ตามรอยจงซู ไม่นับรวมพฤติกรรมอีก 1-2 อย่าง ที่บ่งชี้ว่าเขาก็พยายามจะอ่านความคิดหรือลองคิดอะไรแทนจงซูอยู่บ้างเหมือนกัน (แม้จะเพื่อความสนุกสนาน รื่นรมย์ แบบชิลๆ ก็เถอะ)

ที่สำคัญที่สุด คือ ครั้นจินตนาการที่ถูกขูดรีดถูกกดทับอยู่ในหัวของจงซูระเบิดตูมออกมา ผลลัพธ์ของมันกลับน่าสนใจและวอดวายเกินคาดคิด

เพราะอย่างน้อยจงซูก็ไม่ได้ร้อนรนอยู่ตัวคนเดียว แถมเขายังมิใช่คนถูกพระเพลิงเผาผลาญด้วยซ้ำ

ถ้าเราเชื่อว่าฉากสุดท้ายของหนังเป็นการกระทำ/ปฏิบัติการอันคลั่งแค้นที่เกิดขึ้นในโลกความจริง นี่ก็คือการล้มกระดานการทำสงครามทางความคิด แล้วหันมาลงมือโค่นเบนอย่างถอนรากถอนโคนด้วยปฏิบัติการอันจับต้องได้

แต่หากเราเชื่อว่าฉากสุดท้ายดังกล่าวเป็นเพียงความคิดฝันหรือการมโนของนักเขียนอย่างจงซู

นี่ก็ถือเป็นจินตนาการที่พวยพุ่งทะลุทะลวงกรอบเพดานชนิดเดิมๆ ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมหน้าของหมากบนเกม (ความคิด) กระดานเก่าเสียใหม่

“แฮมี” ในจินตนาการ

the great hunger

เอาเข้าจริง จงซูอาจมีหนทางพลิกเอาชนะเบนได้ทั้งในจินตนาการความนึกคิด และผ่านปฏิบัติการโหดเหี้ยมในโลกความจริง

แต่คนที่ยังสามารถขูดรีดจินตนาการของจงซูต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทางถูกเขาโค่นล้ม ก็คือ “แฮมี” ผู้เลือกจะ (หรือถูกทำให้) ปลาสนาการไปซะเฉยๆ

การ “ไม่มีอยู่” ยิ่งทำให้ผู้หญิงอย่าง “แฮมี” ทรงอำนาจอย่างไร้จุดสิ้นสุด

สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ เมื่อหัวใจของจงซูถูกครอบงำโดย “แฮมี” แล้วหัวใจของมนุษย์คนอื่นๆ จะถูกครอบงำโดยคนอย่าง “แฮมี” ด้วยหรือไม่?

เราทุกคนล้วนมี “แฮมี” เป็นของตัวเองกันหรือเปล่า?

สำหรับผม “แฮมี” อาจมีฟังก์ชั่นไม่แตกต่างกับ “น้อยหน่า” ใน “แฟนฉัน” (เพียงแต่รายหลังดำรงอยู่ท่ามกลางภาวะซอฟต์ๆ ใสๆ ไร้มลพิษ)

คนอย่าง “แฮมี” คือเพื่อนเก่า/รักเก่า/ความทรงจำเก่า ที่มีชีวิตผุดขึ้นมาในหัวเราอยู่เสมอ และทำให้เราหมกมุ่นเสียเวลากับการคิดถึงเธอ (หรือเขา) ได้บ่อยครั้ง

“แฮมี” คืออดีตที่ติดตรึงฝังแน่นอยู่ในใจกลางความทรงจำ (ซึ่งรายล้อมด้วยองค์ประกอบ รางๆ เลือนๆ ถูกๆ ผิดๆ) เธอคืออดีตที่ครอบงำความคิดในปัจจุบัน และกำหนดควบคุมความใฝ่ฝันถึงอนาคตของเรา ไม่มากก็น้อย

“แฮมี” ไม่ได้ไร้ตัวตนจับต้องมิได้ถึงขนาดเป็น “แฟนในจินตนาการ” (เหมือนกับ “แมว/ส้มในจินตนาการ”) อย่างไรก็ดี พลานุภาพของเธอจะปรากฏชัดในความคิดจินตนาการหรืออาการหมกมุ่นครุ่นคิดของเรา มิใช่ในโลกความจริง

ด้วยเหตุนี้ “แฮมี” จึงต้องหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยดังเช่นหมู่ควัน

ถ้าเธอมีบทบาทโลดแล่นอยู่ในหนังไปเรื่อยๆ “แฮมี” อาจสร้างความหงุดหงิดให้แก่จงซูได้ไม่รู้จบ นอกจากก่นด่าเธอว่าเต้นระบำโป๊เปลือยเหมือนอีตัวแล้ว ชายหนุ่มอาจต้องอารมณ์เสียและตั้งคำถามว่าทำไมหญิงสาวเพื่อนเก่าถึงก่อหนี้สินมากมายและใช้จ่ายสิ้นเปลือง ทำไมเธอต้องไปศัลยกรรม หรือทำไมเธอถึงโกหกเก่ง (กว่าเขาซึ่งเป็นนัก –อยาก- เขียนนิยาย)

ถ้า “แฮมี” ยังปรากฏตัว เธออาจมีบทลงเอยเหมือนกับเบนก็ได้ ใครจะรู้

แต่พอ “แฮมี” ไม่มีอยู่ ในทางจินตนาการ จงซูจึงได้แต่เฝ้าคิดถึงโหยหาเธอ ส่วนในทางปฏิบัติการ เขาก็ทำได้มากที่สุดเพียงแค่การสำเร็จความใคร่ให้ตัวเอง (และคิดฝันว่า “แฮมี” กำลังยื่นมือมาสำเร็จความใคร่ให้ ขณะนอนเคียงข้างกันบนเตียงนอน)

ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ ส่งผลให้ “แฮมี” สามารถครอบงำจงซูได้อย่างสัมบูรณ์ หรือในทางกลับกัน จงซูก็สามารถนำ “แฮมี” มาล้อมกรอบเป็นกรงกักขังตนเองได้อย่างอยู่หมัด

แม้ “แฮมี” อาจเป็นเพียงสตรีคนหนึ่งที่ผ่านเข้ามาแล้วก็ล่วงเลยไปในชีวิตเพลย์บอยของเบน

แต่คำถามน่าคิด คือ เบนจะมีคนอย่าง “แฮมี” ดำรงอยู่ในความคิดจิตใจของตนเองบ้างหรือไม่?

ดีไม่ดี หัวใจของเบนอาจถูกครอบงำเอาไว้ในอาการเดียวกับที่จงซูตกเป็นเบี้ยล่างของ “แฮมีในจินตนาการ”

พฤติกรรมเปลี่ยนผู้หญิงไปเรื่อยๆ ของเขา อาจเกิดขึ้นเพราะเบนสลัดไม่หลุดจากคนในอดีตบางราย คนที่ยึดกุมความทรงจำ-ความคิดของเขาได้อย่างเบ็ดเสร็จ

คนคนนั้นอาจเกาะกุมเหนี่ยวรั้งจินตนาการความใฝ่ฝันของเบนไว้อย่างแน่นหนา จนเขาไม่อาจปลงใจไปคบหาผู้หญิงอื่นๆ ได้อย่างจริงจัง

หากมองในแง่นี้ พวกเราหลายๆ คนก็อาจมี “แฮมี” อยู่ในห้วงคำนึงส่วนบุคคล

แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเราต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของเธอ หากปล่อยให้เธอย่างกรายเข้ามาสู่พื้นที่ทางจินตนาการในหัวเรา แต่อีกมุมหนึ่ง เราก็อาจมีความสุขกับ (หรือหล่อเลี้ยงชีวิตได้ด้วย) สายสัมพันธ์รวดร้าวประเภทนั้น

โดยมิได้ต้องการจะมีปฏิสัมพันธ์กับเธอในโลกความเป็นจริงสักเท่าไหร่

คิดเล่นๆ เรื่อง “มี/ไม่มี” (ในเชิงรูปธรรม)

แมวบอยล์

นอกจากข้อถกเถียงหรือภาวะกำกวมเรื่อง “การมี/ไม่มีอยู่” จะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์-ความคิดเชิงนามธรรมดังได้กล่าวไปแล้ว

พอมานั่งคิดดูดีๆ เราจะพบว่าหนังยังเล่นกับประเด็นนี้ผ่านข้อเท็จจริงที่มีลักษณะรูปธรรมด้วย

หลายคนอาจติดใจกับวรรคทอง “เมื่อไม่มีน้ำตา ก็ไม่มีหลักฐานว่ามันคือความเศร้า”

แต่เอาเข้าจริง มีปรากฏการณ์จำนวนไม่น้อยใน Burning ซึ่งไม่ได้ดำรงอยู่ในลักษณะ “ไม่มี” ซ้อน “ไม่มี”

แต่มันดำรงอยู่อย่างลักลั่นกำกวมบนทางแยกระหว่าง “การมี” และ “การไม่มี” นี่แหละ

แรกๆ ตัวละครอย่างเบน เหมือนจะเป็น “the great Gatsby” ผู้หรูหราฟู่ฟ่าโดย “ไม่มี” ที่มามูลเหตุ แต่ท้ายสุด เราก็พบว่าเขา “มี” ครอบครัวชนชั้นกลางระดับสูงของตนเองเป็นแบ็คกราวด์สำคัญในการดำเนินชีวิต

จงซูใช้ชีวิตประหนึ่ง “ไม่มี” แม่ (ผู้ถูกเขาและพ่อร่วม “เผาผลาญ” เมื่อครั้งกระโน้น) แต่สุดท้าย เราก็พบว่าเขา “มี” แม่ (แถม “แม่” ยังอาจเป็นภาพสะท้อนของ “แฮมี” ได้ด้วยซ้ำ)

ผ่านคำบอกเล่าของผู้คน “บ่อน้ำที่แฮมีเคยพลัดตกลงไป” ก็ตกอยู่ในสภาวะก้ำกึ่งระหว่างการ “เคยมีอยู่” และการ “ไม่เคยมีอยู่”

โดยประสบการณ์ส่วนตัวของจงซู มันก็น่าฉงนสงสัยและติดใจมากๆ ว่า จริงๆ แล้ว “เจ้าแมวบอยล์” นั้น “มีตัวตน” หรือ “ไม่มีตัวตน” กันแน่

ในภาพกว้าง เบนอาจ “ไม่เคย” ตระหนักถึงปัญหาทางการเมืองระหว่าง “เกาหลีเหนือ-ใต้” แต่พอขับรถไปเยี่ยมบ้านจงซู เขาก็ได้รับฟังเสียงตามสาย ที่บ่งชี้ถึงการ “มีอยู่” ของปัญหาดังกล่าว

เช่นเดียวกับที่ครอบครัวอบอุ่นร่ำรวยกินดีอยู่ดีของเบนอาจ “ไม่เคย” หรือ “ไม่ค่อย” พูดคุยกันเรื่องประวัติศาสตร์บาดแผลทางการเมืองภายในประเทศ แต่จริงๆ แล้วภาพแทนของเหตุการณ์เหล่านั้นก็ “มีอยู่” ไม่ไกลจากสถานที่ที่พวกเขากำลังล้อมวงกินอาหารกัน

อย่างไรก็ดี สำหรับผม ยังมีตัวละครอีกหนึ่งรายที่น่าเกรงขาม/น่าค้นหากว่าแฮมีเสียอีก

ตัวละครรายนั้นคือ พี่สาวของจงซู ซึ่งเราพอจะรับรู้ว่าเธอ “มี” ตัวตนอยู่ผ่านคำบอกเล่าหรือบทสนทนาแวดล้อมประปราย แต่เธอกลับ “ไม่เคย” ปรากฏตนหรือแสดงบทบาทใดๆ ออกมาโดยเด่นชัด

เธอผู้นี้คงมีบาดแผลในใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจงซู สองพี่น้องคงเคยร่วมเป็นประจักษ์พยานของความปวดร้าวโหดร้ายต่างๆ มาด้วยกัน

คนชิดใกล้ที่แทบจะ “ไม่มีอยู่” เช่นเธอ อาจเป็นตัวละครรายหนึ่งที่เฉียดกรายเข้าใกล้ภาวะ “เมื่อไม่มีน้ำตา ก็ไม่มีหลักฐานว่ามันคือความเศร้า” มากที่สุด

ภาพประกอบ-คลิปจาก เพจเฟซบุ๊ก Documentary Club

ภาพนำจาก http://blog.asianwiki.com/korean-movies/international-posters-for-lee-chang-dong-directed-film-burning

คนมองหนัง

“ข้อดี” และ “ข้อด้อย” ของ “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ”

ปรับปรุงจากบทความ เขียนถึง “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” และ “มะลิลา” ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 8-14 ธันวาคม 2560

ตามความเห็นส่วนตัว “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ถือเป็นผลงานระดับ “ดี” ของเป็นเอก แต่ไม่ได้ “ดีที่สุด”

ถ้าให้เปรียบเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ ของผู้กำกับฯ คนเดียวกัน หนังเรื่องนี้คล้ายจะมีลักษณะร่วมกับ “ฝนตกขึ้นฟ้า” อยู่ไม่น้อย หากพิจารณาจากแก่นแกนความคิดหลักที่ถูกนำเสนอผ่านหนังทั้งสองเรื่อง ซึ่งว่าด้วยการดิ้นรนหลบหนีและเปลี่ยนแปลงตนเองของ “คนสีเทา” ตัวเล็กๆ กับการแผ่ขยายอิทธิพลอันไพศาลของโครงสร้างอำนาจขนาดใหญ่

หนังเล่าเรื่องของดารานางร้ายละครโทรทัศน์ชื่อดังที่ใช้ชีวิตคู่อย่างไม่ค่อยมีความสุขนักกับสามีเศรษฐีฝรั่ง ผู้อุทิศตนให้แก่ลัทธิความเชื่อประหลาด

ความสัมพันธ์สามเส้าระหว่างดาราหญิงกับสามีต่างชาติและเจ้าลัทธิค่อยๆ ทวีความตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ เธอตัดสินใจว่าจ้างหนุ่มลูกครึ่งฐานะขัดสน ซึ่งพบเจอกันโดยบังเอิญที่โรงพยาบาล ให้เข้ามาช่วยเคลียร์ปัญหา

ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะพัวพันยุ่งเหยิงจนสลับซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก

ไม่มีสมุย โปสเตอร์

ถ้าให้สรุปประเด็นอย่างรวบรัด ผมตีความว่า “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” กำลังพูดถึงสายสัมพันธ์/ความขัดแย้งระหว่าง “รูปแบบที่หลากหลายและการพลิกผันของเรื่องเล่า” กับ “โครงสร้างอันแข็งตัวของอำนาจ”

หนังพยายามหาคำตอบให้กับคำถามที่ว่า ถ้าเรา (คนเล็กๆ ผู้ต้องการจะทดลองเล่าเรื่องของตัวเอง) ลองพลิกมุมมอง สลับสับเปลี่ยนตัวละคร หรือเคลื่อนย้ายฉากหลังของเรื่องราว จนก่อเกิดเป็นเรื่องเล่าลื่นไหลหลากชนิดเกี่ยวกับผู้อยู่ใต้อำนาจและผู้มีอำนาจ

การทดลองดังกล่าวจะส่งผลให้โครงสร้างอำนาจที่แลดูแข็งแกร่งตายตัวสั่นคลอนหรืออ่อนแอลงบ้างหรือไม่?

โจทย์ใหญ่ของ “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ถูกขับเคลื่อนด้วยระลอกสถานการณ์พลิกผันจำนวนมาก

หนังมีอะไรหลายจุดที่ชี้ชวนให้คนดูนึกถึงผลงานเรื่องก่อนๆ ของเป็นเอก ตั้งแต่ “กิมมิก” เล็กๆ น้อยๆ จนถึงลักษณะการนำพาเรื่องราวให้เลยเถิดเตลิดเปิดเปิงไปเรื่อยๆ ผ่านความบังเอิญ ความสะเพร่า ความน่าชวนหวัว ตลอดจนความไม่น่าเชื่อถือ (แต่สนุกสนานตามสมควร)

ใครที่ชอบ “ฝัน บ้า คาราโอเกะ” และ “เรื่องตลก 69” คงเพลิดเพลินกับหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยาก

ตัวละครที่มีเสน่ห์มากๆ รายหนึ่งใน “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” กลับไม่ใช่เหล่าตัวละครหลัก แต่เป็น “แม่ผู้ป่วยหนัก” ของนักฆ่าลูกครึ่ง ที่ดำรงอยู่คู่เคียงกับอารมณ์ตลกร้าย และ “ปรากฏการณ์มหัศจรรย์” ภายในหนัง

ไม่มีสมุย 4

เป็นตัวละครนักฆ่าหนุ่มต่างหากซึ่งถูกประกอบสร้างขึ้นมาจากองค์ประกอบแปลกๆ ไม่น่าเชื่อถือมากมาย แต่พอนำตัวละครรายนี้ไปประกบทาบกับสามีฝรั่งของนางเอก ภาพเปรียบเทียบเช่นนั้น กลับสามารถทำให้เรามองเห็นความหลากหลายของ “ฝรั่ง” ในเมืองไทย ได้อย่างน่าสนใจ

ไม่มีสมุย 2

สำหรับตัวละครเจ้าลัทธิประหลาด หรือ “เดอะ โฮลี่ วัน” (เจ้าคณะ) เท่าที่จับได้จากบทสนทนาช่วงต้นเรื่อง ดูเหมือนว่าทีแรกสุด ผู้กำกับฯ คงอยากจะใช้เขาเป็น “ภาพแทนของพระสงฆ์จริงๆ” เลยด้วยซ้ำ

แต่หนังก็ค่อยๆ คลี่คลายสถานการณ์ให้ตัวละครรายนี้เป็นเพียงเจ้าลัทธิฆราวาส โดยมีรายละเอียดหนักแน่นบางประการมาช่วยรองรับสถานะดังกล่าวในตอนจบ

ไม่มีสมุย 3

อีกจุดเด่นหนึ่งที่มักปรากฏในภาพยนตร์ของเป็นเอกเสมอมา คือ การเลือกใช้นักแสดงหญิงได้อย่างเก่งกาจ

“ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” มิได้มีแค่ดาวร้ายละครทีวีที่รับบทโดย “พลอย เฌอมาลย์” เป็นตัวละครนำหญิงผู้โดดเด่นรายเดียว และนอกจาก “แม่ของนักฆ่าลูกครึ่ง” ผู้โผล่มาขโมยซีนนิดๆ หน่อยๆ แล้ว ยังมีตัวละคร/นักแสดงหญิงลึกลับอีกหนึ่งราย ซึ่งจะปรากฏกายขึ้นพร้อมบทบาทสำคัญมากในช่วงท้าย

ตัวละครหญิงคนนี้ทำให้ผมคิดถึงบทบาทของ “พรทิพย์ ปาปะนัย” ใน “มนต์รักทรานซิสเตอร์” และ “พลอย” เพราะพวกเธอต่างเป็นตัวละครระดับรองที่มีโอกาสออกจอในเวลาไม่มากนัก

ทว่า บุคลิกลักษณะและฝีมือการแสดงของตัวละคร/นักแสดงหญิงเหล่านี้กลับน่าจดจำเป็นอย่างยิ่ง

องค์ประกอบที่น่าเสียดายใน “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” คือ บรรดาตัวละครสมทบเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งไม่ได้มีเสน่ห์เฉพาะตนหรือไม่มีอารมณ์ตลกหน้าตายซื่อๆ ใสๆ เหมือนนักแสดงสมทบที่น่าประทับใจในผลงานชิ้นแรกๆ ของเป็นเอก

แม้ผู้กำกับฯ จะพยายามสร้างตัวละครประเภทนี้ขึ้นมาอีกครั้งในหนังเรื่องล่าสุดก็ตาม

เช่นเดียวกับเรื่องเพลงประกอบ ที่หลายครั้ง เป็นเอกมักเลือกสรรบทเพลงของศิลปินผู้ไม่ค่อยโด่งดัง (อาทิ อารักษ์ อาภากาศ และ จ๊อบ บรรจบ พลอินทร์) มาใส่ในหนังของตนเองได้อย่างแพรวพราวเหมาะเจาะ

แต่คุณสมบัติข้อที่ว่ากลับมิได้ฉายส่องออกมาในภาพยนตร์เรื่องนี้

 

 

คนมองหนัง

บันทึกสั้นๆ ถึง “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” และ “มะลิลา”

ไม่มีสมุยสำหรับเธอ

หนึ่ง

นี่เป็นหนังของพี่ต้อม เป็นเอก ที่ผมชอบ แต่ไม่ได้ชอบในระดับ “มากที่สุด” นอกจากนี้ ถ้าให้เปรียบเทียบกับงานอื่นๆ ของแก ผมเห็นว่า “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” มีลักษณะร่วมกับ “ฝนตกขึ้นฟ้า” ชัดเจน อย่างน้อย ก็ในแง่ “ประเด็นหลัก” ของเรื่อง (ตามการตีความของผม)

สอง

ถ้าให้สรุปประเด็นอย่างรวบรัดและไม่เฉลยเนื้อเรื่องเกินไป ผมตีความว่า “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” กำลังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “ความหลากหลาย/การพลิกผันของเรื่องเล่า” และ “โครงสร้างอันแข็งตัวของอำนาจ”

หนังพยายามหาคำตอบให้กับคำถามที่ว่า ถ้าเราลองพลิกมุม เปลี่ยนโทน สลับสับเปลี่ยนตัวละคร หรือเคลื่อนย้ายฉากหลังของเรื่องราว จนเกิดเป็นเรื่องเล่าลื่นไหลหลากชนิดว่าด้วยผู้อยู่ใต้อำนาจและผู้มีอำนาจ โครงสร้างอำนาจที่แลดูแข็งแกร่งตายตัวจะสั่นคลอนหรืออ่อนแอลงบ้างหรือไม่?

(จริงๆ นอกจาก “เรื่องเล่า” ที่มีหลายระนาบแล้ว อีกจุดที่น่าสนใจ คือ หนังยังพาคนดูไปสัมผัสกับมุมมอง/การมองโลกหลายๆ แบบ ผ่านงานเทคนิคด้านภาพ ทั้งการมองโลกสีขาวดำแบบสุนัข การมองโลกสีปกติแบบคนธรรมดาทั่วไป การมองโลกแบบพร่าเลือนผ่านสายตาของคนชราป่วยหนัก)

ไม่มีสมุย นำ

สาม

หนังมีบางจุดที่ชี้ชวนให้ระลึกถึงงานชิ้นก่อนๆ ของผู้กำกับ ผ่านทั้ง “กิมมิก” เล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงลักษณะการนำพาเรื่องราวให้เลยเถิดเตลิดเปิดเปิงไปเรื่อยๆ ผ่านความบังเอิญ ความสะเพร่า ความน่าชวนหวัว ตลอดจนความไม่น่าเชื่อถือ (แต่สนุกสนานเพลิดเพลินตามสมควร)

คนที่ชอบหนังอย่าง “ฝัน บ้า คาราโอเกะ” และ “เรื่องตลก 69” ก็น่าจะจูนติดกับ “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ”

สี่

ตัวละครในเรื่องที่มีเสน่ห์ ก็เช่น แม่ของกาย (เดวิด อัศวนนท์) ซึ่งโปรดิวเซอร์บอกว่า “ปรากฏการณ์มหัศจรรย์” ภายในหนัง ที่เกิดกับตัวละครหญิงชรา น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากชีวิตจริงของแม่พี่ต้อม เป็นเอก

สำหรับตัวละครของกาย แม้จะเต็มไปด้วยองค์ประกอบแปลกๆ ไม่น่าเชื่อถือ แต่พอนำตัวละครรายนี้ไปประกบทาบกับสามีฝรั่งของวิ (พลอย เฌอมาลย์) มันกลับทำให้เราได้เห็นภาพที่หลากหลายของ “ฝรั่ง” ในเมืองไทย

ขณะที่ตัวละคร “เจ้าคณะ” หรือ “เดอะ โฮลี่ วัน” เท่าที่จับจากบทสนทนาช่วงต้นๆ ผมเข้าใจว่าเผลอๆ ทีแรก พี่ต้อมคงอยากให้เป็นพระสงฆ์จริงๆ เลยด้วยซ้ำ (มั้ง?) แต่เมื่อต้องปรับโจทย์มาเป็นเจ้าลัทธิที่ไม่ได้ออกบวชเต็มตัว มันก็พอกล้อมแกล้มไปได้ และมีรายละเอียดบางอย่างมารองรับในท้ายที่สุด

ไม่มีสมุย เดวิด

ห้า

อีกจุดเด่นหนึ่งที่มักปรากฏในภาพยนตร์ของเป็นเอกเสมอมา คือ การเลือกใช้นักแสดงหญิงได้อย่างเก่งกาจ

“ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” มิได้มีแค่ดาวร้ายละครทีวีที่รับบทโดย “พลอย เฌอมาลย์” เป็นตัวละครหญิงผู้โดดเด่นรายเดียว เพราะยังมีตัวละคร/นักแสดงหญิงลึกลับอีกหนึ่งราย ซึ่งจะปรากฏกายขึ้นมาพร้อมบทบาทสำคัญมากในช่วงท้าย

ตัวละครหญิงคนนี้ทำให้ผมคิดถึงบทบาทของ “พรทิพย์ ปาปะนัย” ใน “มนต์รักทรานซิสเตอร์” และ “พลอย” เพราะพวกเธอต่างเป็นตัวละครระดับรองๆ ที่มีโอกาสออกจอในเวลาไม่มากนัก

ทว่า บุคลิกลักษณะและฝีมือการแสดงของตัวละคร/นักแสดงหญิงเหล่านี้กลับน่าจดจำเป็นอย่างยิ่ง

หก

ที่น่าเสียดาย คือ ผมรู้สึกว่าพวกตัวละครสมทบเล็กๆ น้อยๆ ในหนัง ไม่ได้มีเสน่ห์เฉพาะตนหรือไม่มีอารมณ์ตลกหน้าตายซื่อๆ ใสๆ แบบบรรดานักแสดงสมทบที่น่าจดจำในงานชิ้นแรกๆ ของพี่ต้อม แม้ดูเหมือนว่าแกพยายามจะสร้างตัวละครประเภทนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ใน “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ก็ตาม

เช่นเดียวกับเรื่องเพลงประกอบ ที่หลายครั้ง พี่ต้อมมักเลือกเพลงของศิลปินที่ไม่ค่อยดัง มาใส่ในหนังของแกได้อย่างแพรวพราวเหมาะเจาะ แต่คุณสมบัติดังกล่าวไม่ได้ปรากฏออกมาอย่างโดดเด่นนักในหนังเรื่องนี้

มะลิลา

มะลิลา 4

หนึ่ง

ระหว่างดูค่อนข้างเซอร์ไพรส์อยู่นิดๆ เพราะทีแรก เข้าใจว่าเส้นเรื่องความรัก-สายสัมพันธ์-ความพลัดพรากระหว่าง “เชน” (เวียร์ ศุกลวัฒน์) กับ “พิช” (โอ อนุชิต) ที่มีสัญลักษณ์สื่อกลาง คือ “การทำบายศรี” จะเป็นเส้นเรื่องหลักเส้นเรื่องเดียวของหนัง

แต่ปรากฏว่า เอาเข้าจริง หนังแยกออกเป็นสองพาร์ท โดยมี “เชน” เป็นแกนกลาง เนื้อหาอีกพาร์ทหนึ่ง จะว่าด้วยการออกธุดงค์ในป่าของพระบวชใหม่ (เชน) และพระผู้มีอาวุโสกว่า ซึ่งเคยเป็นนายทหารมาก่อน เพื่อฝึกปฏิบัติธรรมและปลดปลงความทุกข์ (แต่ผู้ชมยังจะได้พบโอ อนุชิต ในพาร์ทนี้)

“มะลิลา” เลยก่อตัวขึ้นจากองค์ประกอบน่าสนใจ ที่ไม่น่าจะนำมาเขย่ารวมกันได้ ทั้งเรื่องเกย์, บายศรี, พุทธศาสนา, ป่า และกองทัพ ทั้งหมดเพื่อส่องสะท้อนถึงพันธะจากอดีต ปัจจุบันของตัวละคร (และอาจรวมถึงอนาคตของพวกเขา)

สอง

หนังคละเคล้า “ความงดงาม” กับ “ความอัปลักษณ์” ให้ผสมผสานกันได้อย่างลงตัวทีเดียว คนดูจะได้เห็นฉากเลิฟซีนสวยๆ และเข้าถึงอารมณ์ระหว่างเชนกับพิช, เห็นกระบวนการทำบายศรีอันประณีตวิจิตรบรรจง หรือได้สัมผัสกับความเขียวขจีของพื้นที่ป่าในฤดูฝน ขณะเดียวกัน เราก็จะกลายเป็นประจักษ์พยานของความเจ็บป่วย ความสูญเสีย ความเสื่อมโทรม อ้วก เลือด หนอน และซากศพ (มากกว่าหนึ่ง) ของทั้งมนุษย์และสัตว์

สาม

ถ้าพิจารณาว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนัง “พุทธศาสนา” (โดยเฉพาะในพาร์ทหลัง) ผมคิดว่า “มะลิลา” สามารถถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับ “ธุดงควัตร” ได้ ทั้งในแง่คุณภาพ, โครงสร้างเรื่องราว (การเรียนรู้ฝึกฝนตนเองของพระบวชใหม่), ความสัมพันธ์ของตัวละคร (พระอาจารย์กับพระใหม่ และมายาที่พวกเขายังติดยึด) และพื้นที่ในหนัง (ป่าเขาลำเนาไพร)

จุดต่างสำคัญข้อหนึ่ง อาจอยู่ที่ “มะลิลา” พยายามจะเปิดเปลือยให้คนดูได้ตระหนักถึงสภาพความเป็นมนุษย์ (ผู้ยังหลุดไม่พ้นบ่วงทุกข์) ของตัวละคร “พระอาจารย์” อย่างชัดเจนกว่า

ใน “ธุดงควัตร” คนดูจะได้ยินเพียงเสียงร้องไห้ ที่สามารถอนุมานว่าน่าจะเป็นเสียงของพระอาจารย์ แต่ใน “มะลิลา” คนดูจะได้เห็นรายละเอียดของประเด็นปัญหาคล้ายๆ กัน ทว่า คมและลึกกว่า

มะลิลา พระ

สี่

อีกจุดที่ส่งผลให้พาร์ท “พุทธศาสนา” ของ “มะลิลา” ดูมีอะไรมากขึ้น ก็คือ การใส่รายละเอียดเกี่ยวกับ “ทหาร” ลงไป

ทั้งตัวละครพระอาจารย์ที่มีภูมิหลังเป็นทหาร จนถูกคนเรียกขานว่า “หลวงพี่นายพัน” (หนังแสดงให้เห็นด้วยว่าหลวงพี่ท่านนี้ยังมีความรู้สึกผิดบาปบางประการหลงเหลืออยู่ในจิตใจ แต่มิได้ระบุชัดถึงรายละเอียดของเรื่องราวดังกล่าว)

และการที่พระสองรูปออกธุดงค์ในผืนป่า ซึ่งถูกอธิบายว่าอยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่สู้รบ มีรถทหารวิ่งผ่าน มีซากศพคนตายถูกนำมาทิ้งขว้างตลอดเวลา

ส่วนตัว ผมไม่ได้มองว่า “พื้นที่สู้รบ/พื้นที่ทหาร” ในหนัง คือ ภาพสะท้อนที่เป็นจริงของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งบนแผนที่ประเทศไทย เช่น เป็นภาพสะท้อนของเขตอีสานใต้บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หรือเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้

แต่ผมมองว่าหนังอาจพยายามสร้างฉากหลังตรงส่วนนี้ ให้เป็นเหมือนนิทานเปรียบเทียบของสังคมไทยทั้งสังคม สังคมที่ทหารหรือกองทัพยังมีอำนาจอิทธิพลยิ่งใหญ่อยู่ในทุกแห่งหน และสังคมที่ความรุนแรงสูญเสียมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ

ห้า

อีกจุดเล็กๆ ที่ผมชอบ คือ ในหนังเรื่องนี้มี “งูเหลือม” เป็นตัวละครสำคัญด้วย แม้จะออกมาไม่มากและไม่เห็นทั้งตัวแบบจะๆ ก็ตาม

บทบาทของเจ้างูเหลือมใน “มะลิลา” เป็นภาพที่มักปรากฏในจินตนาการของผู้คน แต่ไม่ค่อยปรากฏในหนังเรื่องอื่นๆ มากนัก (แม้กระทั่งในคลิปหรือข่าวแปลกๆ ทั้งหลาย)

ผมเลยรู้สึกว่ามัน “แปลกดี” ที่หนังเลือกนำเสนอภาพและบทบาทของงูเหลือมในมุมนั้น

ขณะเดียวกัน “งูเหลือม” ยังทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของ “บาดแผลจากอดีต” ซึ่งฝังตรึงอยู่ในใจเชน (และข้ามผ่านไปได้ไม่ง่ายนัก)

(พร้อมๆ กับเรื่องงูเหลือม ยังปรากฏเรื่องเล่าว่าด้วยการปรักปรำคนเป็น “ผีปอบ” ซึ่งนับเป็นอีกจุดเล็กๆ ที่มีความสำคัญไม่น้อย ณ ช่วงต้นของหนัง)

มะลิลา นำ

หก

โดยส่วนตัว แม้ยังรู้สึกเสียดายนิดๆ ที่ “มะลิลา” ดูจะมุ่งให้ความสำคัญกับการคลี่คลายความทุกข์/ความผิดบาป/บาดแผลส่วนบุคคลของปัจเจก มากกว่าจะทดลองขยับ-เขย่าประเด็นเชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้น (ซึ่งมีปรากฏให้เห็นรางๆ เป็นฉากหลังในหนัง) แต่นี่ก็ถือเป็นภาพยนตร์ไทยที่น่าพอใจมากๆ ในรอบปี

“ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” กับ “มะลิลา”

ถ้าให้เปรียบเทียบระหว่างหนังไทยสองเรื่องนี้

ผมคิดว่า “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ไปไกลกว่า ในแง่การพยายามแตะประเด็นเรื่องโครงสร้างทางอำนาจ

ส่วน “มะลิลา” มีความละเอียดลออ เบามือ และเป็นผู้ใหญ่ (สุขุมลุ่มลึก) มากกว่า ในกระบวนการเล่าเรื่องซึ่งเพ่งพินิจพิจารณาถึงชีวิตของปัจเจกบุคคล