ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

ทำไม “แก้วหน้าม้า” ถึงได้เรตติ้งสูงลิ่ว 11.0 ?

มติชนสุดสัปดาห์ 25 ก.ย. – 1 ต.ค. 2558

เพจเฟซบุ๊กบริษัทดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น ซึ่งอยู่เครือเดียวกับบริษัทสามเศียร ผู้ผลิตละครจักรๆ วงศ์ๆ ของช่อง 7 เผยแพร่ข้อมูลว่า เมื่อวันที่ 19-20 กันยายนที่ผ่านมา “แก้วหน้าม้า” สามารถโกยเรตติ้งสูงสุดไปได้ถึง 11.0

นับว่าเป็นเรตติ้งสูงที่สุดนับแต่ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ออกอากาศมา

ทั้งยังผลให้ “แก้วหน้าม้า” กลายเป็นรายการทีวีที่ครองเรตติ้งสูงสุด ในระหว่างวันที่ 14-20 กันยายน

ผมเคยเขียนบทความตีความ “แก้วหน้าม้า” ฉบับล่าสุดมาแล้วถึงสองชิ้น ดังนั้น ในงานเขียนชิ้นนี้ จึงจะทดลองขยับขยายเปลี่ยนแง่มุมการนำเสนอดูบ้าง

ด้วยการริเริ่มตั้งประเด็นจากความเห็นของคนดูละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ แล้วจากนั้น จึงค่อยนำเสนอความเห็นของตนเองเข้ามาประกอบ

พร้อมๆ กับข่าวคราวเรตติ้งทะลุถึงหลัก 11.0 ของ “แก้วหน้าม้า” ก็เกิดกระทู้สนทนาน่าสนใจขึ้นสองกระทู้ ในเว็บบอร์ดพันทิป

ละครในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นำเสนอเรื่องราวไปถึงตอนที่ว่า แก้วถูกกล่าวหาจากเมียอีกคนของพระปิ่นทอง ว่าเป็นผู้วางยาพิษพระมเหสี (แม่ยาย) นางจึงถูกพ่อตาคือท้าวภูวดลฯ สั่งประหารชีวิต

สุดท้าย พระมเหสีต้องหอบสังขารอันอ่อนเพลีย ออกมาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก้ว และเสนอให้ลดหย่อนโทษ จากการประหารชีวิต เป็นการเนรเทศ

ด้วยเหตุนี้ จึงมีสมาชิกพันทิปผู้หนึ่ง เข้าไปตั้งกระทู้มีเนื้อหาว่า

“ดูแก้วหน้าม้าแล้ว ถ้าประเทศไทยมีโทษเนรเทศจะดีมั้ย?

“คือบางเรื่องจริงเท็จ ผิดถูกก็คลุมเครือ

“โทษอะไรก็คลุมเครือ

“อย่างแก้วหน้าม้าที่ถูกใส่ร้าย

“แต่เมื่อรังเกียจแก้วหน้าม้าไม่อยากให้อยู่ ไม่อยากเห็นหน้า

“แทนที่จะลงโทษทำร้ายกัน คนไทยได้ชื่อ (ได้ชื่อนะ…จริงรึป่าวไม่รู้) ว่าใจบุญมีเมตตา

“ไม่อยากเห็นหน้าก็เนรเทศเค้าไปอยู่ต่างประเทศซะไม่ต้องลงโทษกันแรงๆ

“เพราะผิดถูกก็ยังเห็นต่าง บางทีก็เป็นโทษที่ไม่สากล

“ส่วนโทษที่เป็นสากลต่างประเทศเค้าไม่ให้เข้าอยู่แล้ว ก็ดำเนินการตามขั้นตอนไป

“ถือซะว่าเลิกแล้วต่อกัน

“อย่าต่อความยาวสาวความยืดกันอีกเลย”

(ที่มา http://pantip.com/topic/34200077 สืบค้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2558)

ผู้ที่มาโพสต์ความเห็นเพื่อตอบคำถามของกระทู้นี้ ล้วนแสดงทัศนะน่าสนใจทั้งสิ้น

คนแรกแสดงความเห็นว่า

“เข้าท่า… ทั้งนี้ ต้องขึ้นกับสลิ่มมวลมหาประชาธิกัดว่าจะพอใจมั้ย…

“ไม่งั้นเดวปลุกระดมออกมาเป่านกหวีดปิดกรุงเตบอีกซาวบ้านสิเดือดฮ้อน…

“จบ แก้วหน้าม้าตอนเนรเทศออกจากสลิ่มแลนด์

“ปล. คิดว่าสลิ่มคงไม่เนรเทศแต่จะใช้วิธีไล่ให้ไปอยู่ประเทศอื่น

“แต่ไม่วายท้าเหยงๆ ให้กลับมาสู้คดี (กับผีจิเล่นตัดสินเล่นงานอยู่ข้างเดว)”

คนที่สองระบุว่า

“มีเมตตาใจบุญกับสิ่งงมงายไร้สาระ

“แต่กับคนเห็นต่างทางการเมืองกลับล้างทำลายกันอย่างเหี้ยมโหด ใจบุญจริงเหรอ”

ด้านคนที่สามโพสต์ว่า “เนรเทศ แล้วจะให้ไปอยู่ไหน เมื่อเขาเป็นคนไทย” คล้ายคลึงกับคนที่สี่ ซึ่งเห็นว่า “ใช้สิทธิ์อะไรในการเนรเทศ”

ขณะที่คนสุดท้าย แสดงทัศนะจากอีกมุมว่า “เนรเทศตัวเองไปก็แล้วกัน ดูไบมั่ง นิวซีแลนด์มั่ง ไปแล้วก็อย่าโฟนอินมาปลุกปั่น ก็จบ”

คําถาม-คำตอบในกระทู้นี้ แสดงให้เห็นว่า การตีความ “แก้วหน้าม้า” ให้เกี่ยวข้องกับประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองร่วมสมัยนั้น มิใช่พฤติกรรมของคนดูเนิร์ดๆ หรือผู้มีโลกส่วนตัวเฉพาะกลุ่ม

ทว่า มีกลุ่มคนดูในวงกว้างพอสมควร ที่เห็นว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้/แนวนี้ มีศักยภาพ เหมาะแก่การนำมาใช้ “กระทบชิ่ง” ทางการเมือง

ไม่ว่าผู้ฉวยใช้ จะสังกัดฝ่ายใด สีเสื้อใด ก็ตามที

กระทู้ต่อมา ที่ผมอ่านแล้วถึงกับหัวเราะก๊าก ก็คือ กระทู้ที่มีสมาชิกพันทิปอีกรายเข้ามาตั้งคำถามเอาไว้ว่า

“อยากรู้ว่าละครพื้นบ้าน แก้วมณี ศรีอาชา สอนอะไร??

“ที่เราดูๆ มาก็ไม่เห็นข้อคิดอะไรเลย ความคิดของเราที่ได้ดูเห็นแค่ว่า พระปิ่นทองดูคนที่ภายนอก เจ้าชู้มากเมีย ตัดสินใจไม่เป็น หูเบาพึ่งลูกพึ่งเมียอย่างเดียว สรุปเราเห็นแค่ว่า ผู้หญิงเก่งอดทนและเข้มแข็งกว่าเยอะ??!!”

ผู้ที่มาตอบคำถามนี้โดยส่วนใหญ่ จะโพสต์ตอบทำนองว่า ละครเรื่อง “แก้วหน้าม้า” สอนคนดูให้รู้ว่า อย่าตัดสินใครจากเพียงรูปกายภายนอก

แต่ก็มีคำตอบแหวกแนวโผล่เข้ามา และสร้างความประทับใจให้แก่ผมเป็นอย่างมาก นั่นคือ คำตอบที่ว่า “สอนว่าเมียทุกคนควรมีอีโต้ติดตัวไว้ อีโต้ช่วยแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง”

(ที่มา http://pantip.com/topic/34205374 สืบค้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2558)

เมื่อราวสองสัปดาห์ก่อน “อีโต้วิเศษ” ที่ชื่อ “คมสัน” ในละคร “แก้วหน้าม้า” ก็เพิ่งตกเป็นประเด็นสนทนาของผู้คนบางส่วนในโซเชียลมีเดีย หลังจากมีผู้แคปเจอร์ภาพ ขณะ “มีดอีโต้” กำลังสนทนากับ “ไก่ฟ้า” อยู่ในจอโทรทัศน์ แล้วนำมาเผยแพร่ (ทั้งสองสิ่ง/ตัว ล้วนถูกประดิษฐ์ขึ้นจากเทคนิคซีจีแบบหยาบๆ ลวกๆ ไร้ซึ่งความประณีตพิถีพิถัน)

บางส่วนแสดงความเห็นในลักษณะกึ่งทึ่งกึ่งขำขัน ถึงภาวะสัจนิยมมหัศจรรย์อันเกิดขึ้นในละครจักรๆ วงศ์ๆ ไทย (หรือสังคมไทยโดยรวม) ที่ความเหนือจริงและสมจริง ผสมปนเปกันไปหมด

ขณะที่อีกหลายคนพากันบ่นถึงความล้าสมัยของเทคนิคซีจี ซึ่งปรากฏอยู่ในจอโทรทัศน์ และคล้ายจะมีข้อสรุปร่วมกันว่า ละครทีวีประเภทนี้พายเรือวนอยู่ในอ่าง และไร้ซึ่งพัฒนาการใดๆ

แม้จะเคยเขียนถึง “อีโต้วิเศษ” ไปอย่างละเอียดพอสมควร ในพื้นที่คอลัมน์นี้เมื่อหลายเดือนก่อน แต่พอเจอกระแสโจมตี “พี่อีโต้” ระลอกล่าสุด ผมในฐานะแฟนที่เหนียวแน่นของแก จึงอยากขออนุญาตแก้ตัวแทนสักหน่อย

ในด้านรูปลักษณ์และประโยชน์ใช้สอยขั้นพื้นฐาน “อีโต้” ถือเป็นเครื่องครัวของสามัญชน หรือเป็นของมีคมด้อยค่า หากนำไปเปรียบเทียบกับสรรพาวุธอื่นๆ

คำตอบเชิงทีเล่นทีจริงของสมาชิกพันทิป แสดงให้เห็นอีกว่า “อีโต้” ใน “แก้วหน้าม้า” มีสถานะเป็นของใช้ติดตัวของผู้หญิง/แม่/เมีย

ทว่า ของมีคมต่ำๆ บ้านๆ หญิงๆ กลับกลายเป็น “แก้วสารพัดนึก” ที่ใช้แก้ไขปัญหาหนักหน่วงรุนแรงได้เกือบทุกอย่าง ทุกสถานการณ์

“อีโต้คมสัน” สามารถต่อสู้กับยักษ์ และตัดเขี้ยวยักษ์ได้

มันสามารถไล่ฟันท้าว พญา มหาอำมาตย์ ตลอดจนขุนทหารและนางกำนัล จนป่วนกันไปทั้งวัง

มันหาญกล้าไม่ยอมรับอาญาสิทธิ์ของท้าวภูวดลฯ เช่น ในฉากการประหารแก้วหน้าม้าเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีเพียงแค่พระมเหสี และ “อีโต้วิเศษ” เท่านั้น ที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับวินิจฉัยของผู้ครองกรุงมิถิลาอย่างชัดแจ้งตรงไปตรงมา

แน่นอนว่ารูปลักษณ์ของ “อีโต้” ในจอโทรทัศน์นั้นห่วย เทคนิคในการสร้างภาพพิเศษเป็น “มีดบินพูดได้” นั้นอยู่ในขั้นแย่

อย่างไรก็ดี บทบาทการพลิกกลับและก่อความวุ่นวายให้แก่ลำดับฐานานุศักดิ์ในจักรวาลจักรๆ วงศ์ๆ ของมัน กลับสร้างความหมายในทางการเมืองวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งกว้างไกล ทั้งยังเปิดกว้างต่อการตีความในหลากหลายแง่มุม

การหลอกล่อคนดูให้ตีความจากมุมไหนก็ได้ ทว่า พอพวกเขาและเธอเชื่อ/ตีความความตามที่ตนเองตั้งธงเอาไว้ไปจนสุดทาง ก็กลับพบกับ “ความเป็นไปได้” หรือ “ข้อโต้แย้ง” อื่นๆ ยืนดักรออยู่เสมอ

คงเป็นมนต์เสน่ห์ที่มหรสพสำหรับมหาชนทุกชนิดพึงมี

เช่น หลายคนให้ค่า “อีโต้วิเศษ” ว่าเป็นงานเทคนิคชั้นแย่ ดูถูกคนดู ไม่ลงทุน แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง ความหมายเชิงสัญลักษณ์ของมันอาจมีคุณค่าอย่างมากมายหาศาลต่อจิตใจผู้ชม ซึ่งเป็นคนเล็กคนน้อย และเข้าไม่ถึงแหล่งอำนาจชนิดต่างๆ ในโลกความจริง

หรือคนดูบางท่าน อาจเบื่อพระปิ่นทอง ที่รูปหล่อ แต่โง่เขลา วันๆ ไม่ทำอะไร แถมยังรำคาญบรรดาตัวละครหญิง ไม่ว่าจะเป็นธิดากษัตริย์ต่างเมือง ลูกยักษ์ และสาวชาวบ้านหน้าเป็นม้า (ผู้แอบซ่อนรูปลักษณ์สวยงามเอาไว้ภายใน) ซึ่งมารุมตบตีกันเพื่อยื้อแย่งอีตาทึ่มคนนี้

ก่อนจะสรุปว่า นี่มันเป็นการ “กดขี่” สตรีเพศกันชัดๆ

แต่ถ้าตามดู “แก้วหน้าม้า” ทุกตอน เราก็จะพบว่า ในอภิมหาบรรยายเรื่อง “พระปิ่นทองกดขี่ผู้หญิง” นั้น มีซับเซ็ตย่อยๆ อีกเยอะแยะมากมายซ่อนแฝงอยู่

เนื่องจาก “สตรี” ที่มารุมรักเจ้าชายหนุ่มรูปงามแห่งมิถิลา ไม่ได้เป็น “ผู้หญิง” ประเภทเดียวกันเสียทั้งหมด

พวกเธอมีทั้งผู้หญิง ที่เป็นมนุษย์ ลูกกษัตริย์ แต่มีนิสัยขี้อิจฉาริษยา, ผู้หญิง ที่เป็นลูกพญายักษ์ แต่พวกเธอดันไม่อยากเป็นยักษ์ และต้องการมีความรักกับมนุษย์ และผู้หญิง ลูกสามัญชนบ้านป่า ที่มีใบหน้าประหนึ่งม้า

ท่ามกลางกระบวนการในภาพใหญ่ ที่บรรดาตัวละครหญิงต่างยื้อแย่งเจ้าชาย ซึ่งคล้ายจะดำรงตนอยู่สูงกว่า จึงเกิดเรื่องราวปลีกย่อยรายทาง ที่ผู้หญิงได้กดขี่ ดูถูก ข่มเหงกันเอง ตลอดจนเรื่องราวมิตรภาพดีๆ อันเกิดจากความร่วมมือ ร่วมใจ ระหว่างลูกผู้หญิงที่มีภาพลักษณ์เป็น “คนนอก” เหมือนๆ กัน คือ ยักษ์ และ ม้า

การซ่อนความหมายหลากแง่มุมไว้ในมหรสพบันเทิงแบบบ้านๆ หรือการสร้างความบันเทิง อันเปิดกว้างต่อการตีความนั้น ทำได้ไม่ง่ายเลย

แต่ “แก้วหน้าม้า” กลับทำภารกิจดังกล่าวได้สำเร็จ

จึงไม่น่าแปลกใจอะไร ที่ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ จะมีเรตติ้งแตะไปถึงหลัก 11.0

และคงไม่หยุดอยู่แค่นั้นแน่ๆ

(เครดิตภาพประกอบ : เพจเฟซบุ๊ก แก้วหน้าม้า)

คนมองหนัง

The Assassin: เย้ยยุทธจักร

มติชนสุดสัปดาห์ 18-24 กันยายน 2558

หนึ่งในเรื่องราวจากยุทธจักรนิยายกำลังภายในที่ “เสถียร จันทิมาธร” ให้ความสนใจเป็นพิเศษ ผ่านหนังสือ “ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์ (ฉบับคืนยุทธจักร)” ก็คือ กระบวนการฝึกวิทยายุทธของ “ปึงป้อเง็ก” จากนิยาย “นักสู้ผู้พิชิต”

ปึงป้อเง็กเรียนรู้วิทยายุทธจากวิถีธรรมชาติ เขาพิจารณาความต่อเนื่องไม่ขาดตอนของสายน้ำ ว่าเปรียบเสมือนวิชาฝีมืออันสมบูรณ์ ไร้จุดโหว่

เป็นจิวฮึงที่ชี้แนะปึงป้อเง็กว่า สายน้ำก็ดี เสียงพิณก็ดี วิถีกระบี่ก็ดี ต่อให้มีลักษณาการคล้ายจะสมบูรณ์ ครบถ้วน ขนาดไหน ทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่มีรอยโหว่ จุดพร่อง ด้วยกันทั้งสิ้น

ถ้าผู้ฝึกยุทธรายใดมองเห็นจุดโหว่เหล่านั้น ก็ย่อมสามารถสะบั้นเพลงกระบี่ของฝ่ายตรงข้ามลงได้

ระหว่างชมภาพยนตร์เรื่อง “The Assassin” (ประกาศิตหงส์สังหาร) ผมอดคิดไม่ได้ว่า “โหวเสี่ยวเซี่ยน” ผู้กำกับฯ วัย 68 ปี ชาวไต้หวัน กำลังทำในสิ่งที่จิวฮึงชี้แนะปึงป้อเง็กอยู่

เพราะด้านหนึ่ง ภาพลองช็อตทิวทัศน์ธรรมชาติ ตลอดจนภาพ หรือองค์ประกอบศิลป์อื่นๆ ในหนังเรื่องนี้ ก็วิจิตรตระการตา สวยงาม สมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติ

ทว่า ความสมบูรณ์เหล่านั้น กลับถูกขัดจังหวะหรือถูกสอดแทรกด้วยรอยปริแยกต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ผ่านจังหวะการตัดต่อแบบห้วนๆ รวมถึงการเล่าเรื่องแบบคร่าวๆ ราวภาพสเก็ตช์ ที่ละทิ้งรายละเอียดและจุดเชื่อมโยงจำนวนมากไป

คล้ายโหวเสี่ยวเซี่ยน กำลังชักชวนคนดูหนังให้เพ่งพินิจพิจารณาไปยังรอยโหว่ จุดพร่อง อันเกิดขึ้นท่ามกลางความงดงาม เหล่านั้น

จะว่าไปแล้ว ภาพยนตร์ “กำลังภายใน” ซึ่งทำให้ตัวผู้กำกับได้รับรางวัลผู้กำกับฯ ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ เรื่องนี้ ก็มีองค์ประกอบหลายประการ ที่หนังจีนกำลังภายในสนุกๆ พึงมี

นับตั้งแต่ตัวละครองค์หญิงที่ไปบวชชีและมีความเป็นเลิศทางวิทยายุทธ (หลายคนคงคุ้นเคยกับเรื่องราวของ “แม่ชีแขนเดียว”)

ตัวละครที่ประสบวิกฤตอัตลักษณ์ จนมีหลายตัวตน/บุคลิกภาพ หรือการให้นักแสดงรายเดียวรับบทบาทเป็นตัวละครสองคน เพื่อสื่อถึงความทับซ้อน และ/หรือความไม่ลงรอย ทางอัตลักษณ์บางอย่าง (ทำให้นึกถึงบทบาทของหลินชิงเสีย ใน Ashes of Time – มังกรหยก ศึกอภิมหายุทธ์-)

ภาวะรักร้างระหว่างชนชั้นปกครองชายกับจอมยุทธหญิง (คล้ายๆ ความสัมพันธ์ระหว่างหย่งเจิ้งกับหลี่ซื่อเหนียง)

การเมืองภายในราชสำนัก/ระหว่างชนชั้นนำ/ระหว่างแว่นแคว้น/ระหว่างฝ่ายใน ที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ขัดแย้ง, การฆ่าฟัน, การตีสองหน้า, การใช้เล่ห์เพทุบาย และการล้างแค้น

รวมถึง ชีวิต “นอกกำแพง” และ “กระบี่ไม้ไผ่” ฯลฯ

ทว่า โหวเสี่ยวเซี่ยน ก็เก๋าและแน่พอ ที่จะไม่นำเอาองค์ประกอบเหล่านั้นมาคลุกเคล้าผสมผสานกันด้วยกระบวนท่าแบบเดิมๆ ซึ่งคอกำลังภายในส่วนใหญ่คุ้นเคย

แต่เขากลับเลือกปรุงแต่งองค์ประกอบเก่าๆ ด้วยกรรมวิธีใหม่ จนได้ผลลัพธ์กลายเป็นอาหารจานแปลก รสชาติแปร่งปร่า ซึ่งหลายคนอาจไม่ชอบ แต่บางคนก็คงรู้สึกว่ารสชาติใหม่ๆ เช่นนี้ ช่างท้าทายศักยภาพในการรับรสของพวกตนยิ่งนัก

โดยส่วนตัว ผมรู้สึกชื่นชอบและติดใจกับหลายองค์ประกอบของหนังเรื่องนี้

องค์ประกอบแรก เห็นจะเป็นความพยายามในการขัดจังหวะความสมบูรณ์แบบหรือความต่อเนื่องเชื่อมโยงของธรรมชาติและเรื่องเล่า ดังที่ผมกล่าวไปแล้วข้างต้น

ที่น่าสนใจ คือ ขณะที่การมองหาจุดโหว่ของธรรมชาติอันต่อเนื่องไม่ขาดตอนโดยปึงป้อเง็ก นำพาเขาไปสู่การสำเร็จยุทธขั้นสูงสุด

“เนี่ยหยินเหนียง” นางเอกของ The Assassin ก็น่าจะมองเห็นจุดโหว่หรือรอยปริแยกของธรรมชาติ/สถานการณ์รายรอบตัวเธอเช่นกัน (เหมือนที่คนดูหนังเห็น)

แต่การพินิจพิจารณาถึงความไม่ต่อเนื่อง ขาดตอน ของธรรมชาติและกระบวนยุทธ กลับคล้ายจะไม่ได้ชักนำเธอไปสู่การสำเร็จยุทธขั้นสูงสุด

เพราะท้ายสุด หยินเหนียงตัดสินใจเลือกจะปลีกตนออกจากยุทธจักร และหักห้ามตัวเองไม่ให้กลายเป็นมือกระบี่ไร้หัวใจ (ที่ฆ่าได้กระทั่งคนรักเก่า หรือพ่อผู้มีลูกน้อยอยู่เคียงข้าง)

จอมยุทธหญิงผู้นี้ค่อยๆ เบียดแทรกเข้าสู่รอยโหว่ของเรื่องเล่า เพื่อผลักดันตนเองให้หลุดพ้นออกจากโลกของมือกระบี่/มือสังหาร และ “สังคมการเมือง” แล้วเดินทางไปสู่ความเป็นอิสระ “นอกกำแพงใหญ่”

องค์ประกอบต่อมาที่ผมชื่นชอบ ก็คือ พื้นที่และบรรยากาศ “นอกกำแพง” ภายในหนัง

สำหรับแฟนนิยายกำลังภายใน เรามักจะรับรู้แค่เพียงว่า มีจอมยุทธบางคนซึ่งปลีกตัวออกจากยุทธจักรได้หวนคืนกลับสู่แวดวงนักเลง ภายหลังเขาไปใช้ชีวิตนอกกำแพงเสียหลายปี หรือมียอดฝีมือวิชาแปลกพิสดารมาจากดินแดนตะวันตก

แต่ “ชีวิตนอกกำแพง” เหล่านั้น กลับถูกพรรณนาถึงอย่างผิวเผิน ไร้ซึ่งความละเอียดลออ

The Assassin ไม่ได้ระบุชัดเจนนักว่า ภาพการเดินทางออกสู่พื้นที่ชนบทของกลุ่มตัวละครเอกในหนัง อยู่ “นอกกำแพง” หรือไม่

แต่อย่างน้อย หนังก็ฉายภาพให้เห็นพื้นที่ที่ภาพยนตร์กำลังภายในส่วนใหญ่ไม่ค่อยกล่าวถึง นั่นคือ ภาพหมู่บ้านชนบท ที่เต็มไปด้วยผู้คนหน้าตา “ไม่ใช่จีนฮั่น” แต่คล้ายๆ จะมีเชื้อเติร์กผสมอยู่

นี่ทำให้คนดูพอจะอนุมานได้ว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ “นอกกำแพงใหญ่” ทั้งยังเต็มไปด้วย “ความเป็นจีน” ในแบบอื่นๆ

นอกจากนี้ พื้นที่ชนบทที่ว่า ยังมีสถานะเป็นพื้นที่แห่งการถูกเนรเทศ พื้นที่ที่ใช้หลบหนีการไล่ล่า พื้นที่ของการปลีกตนออกจากยุทธภพหรืออำนาจทางการเมือง

โหวเสี่ยวเซี่ยน พยายามฉายภาพให้คนดูมองเห็นกระบวนการ กาละและเทศะเหล่านี้ ค่อนข้างเยอะ แม้จะดำเนินไปอย่างสงบนิ่ง ปราศจากความตื่นเต้น เร้าใจ ก็ตาม

(จริงๆ ภาพยนตร์เรื่อง “Dragon Blade” ที่นำแสดงโดยเฉินหลง ซึ่งเล่าเรื่องราวว่าด้วยปฏิสัมพันธ์ระหว่างกองทัพโรมัน และกลุ่มชาติพันธุ์อันหลากหลายบนเส้นทางสายไหม ก็ใช้พื้นที่ “นอกกำแพง” เป็นฐานของเรื่องเล่าเช่นกัน น่าเสียดายที่ท่าที “โปรจีน” และความโฉ่งฉ่างแบบเฉินหลง ทำให้หนังขาดเสน่ห์และความลุ่มลึกไปพอสมควร)

อีกหนึ่งองค์ประกอบ ที่ผมรู้สึกว่าเป็นเสน่ห์อันแสดงให้เห็นถึงภาวะกลับหัวกลับหางผิดที่ผิดทางของ “ยุทธจักรเฉพาะ” ในหนัง The Assassin ก็ได้แก่ การที่จอมยุทธหญิงนางเอกของเรื่อง ดูเหมือนจะพบรักและลงเอยกับ “ชายขัดกระจก” ผู้ไม่มีแม้แต่ชื่อเสียงเรียงนาม

ระหว่างที่นั่งดูตัวละคร “ชายขัดกระจก” ในจอภาพยนตร์ไปเรื่อยๆ ผมพลันนึกถึง “อาฮุย” ใน “ฤทธิ์มีดสั้น” เพราะทั้งคู่เป็นคนไร้ชื่อแซ่ พวกมันตระเวนใช้ชีวิต (หรืออาจเติบโต) อยู่นอกกำแพงเหมือนๆ กัน และที่สำคัญ พวกมันยังถือ “กระบี่ไม้” ดังราวของเด็กเล่น ด้ามหนึ่ง คล้ายคลึงกัน

แต่ โหวเสี่ยวเซี่ยน ก็สำแดงความร้ายกาจออกมา ด้วยการกำหนดให้ชายขัดกระจกผู้นี้ ไม่ได้มีวิทยายุทธยอดเยี่ยมระดับอาฮุย หรือบรรดาจอมยุทธผู้ฝึกปรือไปถึงขั้น “กระบี่อยู่ที่ใจ”

มันอาจชมชอบช่วยเหลือผู้คน มีวิชาความรู้เรื่องหยูกยาระดับหนึ่ง ทว่า มันเป็นเพียงสามัญชนนอกยุทธภพ และภาวะไร้นามของมัน ก็มิได้มีที่มาจากต้นกำเนิดอันคลุมเครือเฉกเช่นอาฮุย แต่เป็นเพราะไม่มีใครสนใจไยดี อยากถามไถ่ถึงชื่อแซ่ของคนไม่สำคัญและไร้ตำแหน่งแห่งที่ในยุทธจักรเช่นมันมากกว่า

ประการสุดท้ายที่อยากกล่าวถึง คือ “สารทางการเมือง” ในหนังเรื่องนี้

คนดูหนังคงพอจะจับความได้ว่า The Assassin นั้น พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างศูนย์กลางอำนาจ (คือ องค์จักรพรรดิ์) กับแว่นแคว้นต่างๆ ซึ่งด้านหนึ่งก็อยู่ภายใต้แสงเทียนแห่งอำนาจของรัฐส่วนกลาง แต่อีกด้าน ก็พยายามกระด้างกระเดื่อง และปรารถนาจะสถาปนาตนเป็นเทียนอีกเล่มหนึ่ง ในภาวะที่แสงเทียนจากศูนย์กลางส่องสว่างมาไม่ค่อยถึง

อย่างไรก็ดี ผมยังเข้าใจไม่แจ่มชัดนัก ถึงท่าทีทางการเมืองของตัวละครฝ่ายมือสังหารหรือผู้บงการมือสังหารในหนัง ว่าปฏิบัติการของพวกเธอ นับเป็นอำนาจทางเลือก/อำนาจอิสระชนิดหนึ่ง ที่คอยเล่นงาน ตรวจสอบ ถ่วงดุลศูนย์อำนาจขนาดย่อย (แว่นแคว้น) ตรงชายขอบ โดยไม่ขึ้นตรงกับใคร

หรือจริงๆ แล้ว หน่วยล่าสังหารถือเป็นตัวแทนของรัฐส่วนกลาง ซึ่งคอยทิ่มแทงแว่นแคว้นที่แข็งข้อกันแน่?

ขณะเดียวกัน ถ้าจะตีความว่าประเด็นการเมืองภายในหนัง เป็นภาพสะท้อนรางๆ ของความสัมพันธ์ระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่ กับไต้หวัน ในบริบทปัจจุบัน ดังที่คนดูจำนวนไม่น้อยเสนอ

ผมก็รู้สึกว่า โหวเสี่ยวเซี่ยน พยายามระมัดระวังท่าทีหรือสงวนจุดยืนของตนเองอยู่พอสมควร เมื่อพิจารณาว่า เราแทบไม่ได้มองเห็นถึงความเลวร้ายของอำนาจรัฐส่วนกลางในหนังเรื่องนี้เลย (โดยเฉพาะ หากตีความว่ามือสังหารไม่ใช่ตัวแทนโดยตรงขององค์จักรพรรดิ์) ตรงกันข้าม กลับเป็นอ๋องและชนชั้นนำในแว่นแคว้นท้องถิ่นเสียอีก ที่เล่นการเมืองใส่กันอย่างสกปรก

ผมจึงไม่ได้รู้สึกว่าหนังมีสารในการต่อต้านศูนย์กลางอำนาจอย่างชัดเจน มากเท่ากับการฉายภาพให้เห็นถึงวิธีการประคับประคองตนเองของแว่นแคว้นชายขอบ ที่ด้านหนึ่ง ก็มิอาจทัดทานอำนาจส่วนกลาง แต่อีกด้าน ก็ยังแสวงหาความเป็นอิสระพอสมควรจากอิทธิพลดังกล่าว (แถมยังต้องจัดการปัญหาการเมืองภายในแว่นแคว้นอีกชั้นหนึ่ง)

ผมยังรู้สึกอยู่ลึกๆ ด้วยว่า สำหรับคนทำหนังที่ก้าวเข้าสู่ปัจฉิมวัยอย่างโหวเสี่ยวเซี่ยน ดูเหมือนเขาจะเชื่อว่า “อิสรภาพ” และ “การปลดปล่อย” ที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการเลือกอยู่ข้างศูนย์กลางอำนาจ

ไม่ได้เกิดจากการเลือกอยู่ข้างเจ้าผู้ครองแว่นแคว้นอิสระ

ไม่ได้เกิดจากการปลีกตนไปถือศีลเป็นนักบวช แต่มืออีกข้างหนึ่งยังยึดกุมอาวุธ และจิตใจยังพัวพันกับอำนาจทางการเมืองอยู่

แต่ “อิสรภาพ” และ “การปลดปล่อย” จะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อเราตัดใจเดินหนีออกจากการช่วงชิงอำนาจในยุทธจักรหรือสังคมการเมือง ไปสู่โลกใบกว้างกว่านอกกำแพงใหญ่ (เป็นแนวคิดที่คล้ายคลึงกับแก่นหลักของนิยายเรื่อง “กระบี่เย้ยยุทธจักร” อยู่ไม่น้อย)

นั่นจึงเป็นภาวะที่ “ใจไร้กระบี่” (อันอยู่เหนือขึ้นไปจากภาวะ “กระบี่อยู่ที่ใจ”) โดยแท้จริง

หมายเหตุ : น่าสังเกตว่า ชื่อแคว้น “เว่ยป๋อ” ซึ่งเป็นแว่นแคว้นอันเข้มแข็งที่สุด และพยายามจะคัดง้างกับอำนาจของรัฐส่วนกลางในหนังเรื่องนี้ เป็นชื่อเดียวกับเว็บไซต์โซเชียล มีเดีย สำคัญ ของจีนแผ่นดินใหญ่

น่าสนใจว่า ถ้า “เว่ยป๋อ” ในหนัง คือ เขตปลอด (หรือพยายามจะปลอด) อำนาจรัฐส่วนกลาง แล้ว “เว่ยป๋อ” ในสังคมจีนปัจจุบัน จะมีความหมายในลักษณะคล้ายคลึงกันหรือไม่? หรือจะเป็นเพียงอิสรภาพในโลกเสมือน ที่ยังคงถูกควบคุมอย่างใกล้ชิด โดยอำนาจอันแนบเนียนของรัฐ

คนมองหนัง

ฟรีแลนซ์ฯ : ทำไมยุ่นจึงไม่สามารถ “เดินสยามฯ เพื่อเดินสยามฯ”? และที่ทางของ “ร้านสะดวกซื้อ” ภายในหนัง

มติชนสุดสัปดาห์ 11-17 กันยายน 2558

“ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย..ห้ามพัก..ห้ามรักหมอ” ผลงานการกำกับฯ ของ “นวพล รัตนฤทธิ์” และหนังไทยเรื่องแรกของปี 2558 จากจีทีเอช สตูดิโอภาพยนตร์อันดับหนึ่งของประเทศ คงจะเป็นหนังอีกเรื่องของค่ายนี้ที่เก็บเงินได้เกือบๆ 100 ล้านบาท หรือเกินหลัก 100 ล้าน ไปพอสมควร (แม้อาจจะไปไม่ถึงระดับที่ “พี่มาก..พระโขนง” และ “ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้” เคยทำได้)

ขณะเดียวกัน ด้วยความที่หนังยาวเรื่องล่าสุดของนวพล พูดถึงวิถีชีวิตร่วมสมัยของหนุ่มสาวในเมืองใหญ่ ผ่านมุมมองเชิงวิพากษ์อยู่มากพอสมควร

หนังเรื่องนี้จึงถูกตีความจากคนดูหลายหลากกลุ่มอย่างหลากหลาย (สามารถตามอ่านการตีความที่น่าสนใจจำนวนมากได้ที่เพจเฟซบุ๊ก “Kafe Lumiere”)

หลังชมภาพยนตร์เรื่องนี้จบ โดยส่วนตัว ผมไปติดใจกับประโยคที่นางเอก คือ “หมออิม” ถามพระเอก คือ หนุ่มฟรีแลนซ์ที่มีอาการป่วยจากการทำงานหนักชื่อ “ยุ่น” ทำนองว่า คุณรู้จัก “การเดินสยามฯ เพื่อเดินสยามฯ มั้ย?”

หลังจากคุณหมอสาวเพียรถามฟรีแลนซ์หนุ่มถึงกิจกรรมอดิเรกในยามว่างของเขา

ซึ่งชายหนุ่มผู้บ้างาน และไม่ยอมปล่อยให้เวลาเดินผ่านไปอย่างสูญเปล่า เช่นยุ่น คล้ายจะออกอาการงุนงงว่า “ไอ้การเดินสยามฯ เพื่อเดินสยามฯ” นี่มันคืออะไรกันวะ?

ทำไมยุ่นจึงออกอาการเง็งเมื่อเจอคำถามของหมออิม?

ขออนุญาตนิยามความหมายของผู้ประกอบอาชีพ “ฟรีแลนซ์” อย่างหยาบๆ ว่า หมายถึง ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ โดยรับจ้างบุคคล องค์กรต่างๆ ทว่า ไม่ได้สังกัดหน่วยงานรัฐหรือเอกชนใดๆ ขณะเดียวกัน เขา/เธอก็หาเลี้ยงชีพด้วยการประกอบอาชีพอิสระดังกล่าวเป็นหลักเท่านั้น มิได้มีทรัพย์สินจำนวนมหาศาลของครอบครัวมาเป็นหลักประกันในการดำเนินชีวิต

โดยไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ผมอนุมานเอาว่า ผู้ประกอบอาชีพฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่น่าจะเป็น “คนชั้นกลาง” ที่มีรายได้ปานกลาง ซึ่งจำเป็นจะต้องแปร “งาน” เป็น “เงิน” ต้องแปร “งาน” เป็น “สถานภาพที่ได้รับการยอมรับนับถือในสังคม” หรือต้องแปร “งาน” เป็น “การไต่เต้าไปสู่สถานะที่สูงขึ้น”

หรืออาจกล่าวได้ว่า วิถีการดำเนินชีวิตหรือยังชีพของพวกเขา ถูกหล่อหลอมด้วยแนวคิด “การทำสิ่งหนึ่ง เพื่อหวังผลถึงอีกสิ่งหนึ่ง”

พิจารณาในแง่นี้ วิถีชีวิตของคนอย่างยุ่น จึงเข้าใจสิ่งที่ดำรงอยู่ได้โดยตัวของมันเองหรือดำรงอยู่เพื่อตัวของมันเองเท่านั้น (“thing in itself”) แทบไม่ได้เลย

เขาทำงานหนัก เพื่อผลลัพธ์อย่างอื่น (เงินทอง, ชื่อเสียง, ความฝัน ไปจนถึงการตัดใจจากผู้หญิง) ไม่ได้ทำงานหนักเพื่อทำงานหนัก

ด้วยเหตุนี้ ถ้าเขาจะไปสยามฯ ก็ต้องไปเพื่อจุดหมายบางอย่าง เช่น ช็อปปิ้ง หรือ เหล่หญิง ฯลฯ แต่หากเห็นว่ากิจกรรมเหล่านั้นทำให้เสียเวลาทำงาน (อันนำไปสู่สิ่งพึงประสงค์ชนิดอื่นๆ) เขาก็จะไม่ไปสยามฯ

ทว่า ยุ่นจะรู้สึกตลกสิ้นดี ถ้ามีคนอย่างหมออิม มาบอกให้เขาไปเดินสยามฯ เพื่อไปเดินสยามฯ โดยไม่หวังเป้าประสงค์ประการอื่น

คําถามสำคัญของหมออิมและความงุนงงของยุ่นยังเชื่อมโยงมาถึงเรื่องการจัดการร่างกาย ซึ่งเป็นประเด็นหลักสำคัญชวนถกเถียงในหนังเรื่องฟรีแลนซ์ฯ

สำหรับสังคมยุโรปในยุคสมัยหนึ่ง ขณะที่คนชั้นสูงมีแนวโน้มจะออกกำลังกายเพื่อมุ่งจัดการร่างกายของตัวเอง คือ ออกกำลังเพื่อสุขภาพส่วนตัวที่แข็งแรง หรือเพื่อการเสริมสร้างกล้ามเนื้ออันสวยงามบนเรือนร่าง (“thing in itself”)

คนชั้นล่างหรือคนชั้นกลางจำนวนมาก กลับเล่นกีฬา เพื่อประกอบอาชีพ เพื่อแสวงหาทรัพย์สิน หรือเพื่อขยับเขยื้อนสถานะทางสังคม ดังนั้น การออกกำลังกายในฟิตเนสของคนชั้นกลางเพื่อจัดการร่างกายตัวเอง จึงเป็นปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นมาได้ไม่นานนัก

และจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ที่คนชั้นกลางผู้ประกอบอาชีพฟรีแลนซ์อย่างยุ่น จะมองเห็นการออกกำลังกายในฟิตเนสเป็นสิ่งแปลกปลอมของชีวิต

ยุ่นคงมองว่า เราจะออกกำลังกายเพื่อออกกำลังกาย หรือออกกำลังกายเพื่อร่างกายภายในไปทำไม? หากมันไม่สนองตอบต่อเป้าประสงค์หรือผลลัพธ์อื่นๆ ที่อยู่ภายนอกฟิตเนส (การรีทัชร่างกายนักกีฬาเพื่องานโฆษณา ที่อาจโด่งดังไปไกลถึงญี่ปุ่น ยังนำไปสู่ผลประโยชน์ ชื่อเสียง เงินทองอื่นๆ มากกว่า)

น่าสนใจว่า สุดท้ายแล้ว แม้ยุ่นจะเห็นประโยชน์ของการไปทำตัวชิลล์ๆ ที่ชายทะเล และการหันมาดูแลร่างกายตนเองมากขึ้น แต่เขาก็ไม่ได้มีความสุขกับทะเล เพื่อจะได้มีความสุขกับทะเล หรือดูแลร่างกาย เพื่อร่างกายของตัวเอง

เนื่องจากหนังในตอนท้ายเหมือนจะชี้ชวนให้คนดูเห็นว่า ยุ่นเปลี่ยนแปลงตนเอง เพื่อหมออิมต่างหาก

ดังนั้น ผมจึงรู้สึกว่าเรื่องราวความรักระหว่างยุ่นกับหมออิม (ที่หลายคนเห็นว่ามีผลทำให้โทนจริงจังหรือท่าทีแหกขนบจีทีเอชของหนังเรื่องนี้ ถูกลดทอนน้ำหนักลงไป) มีความสำคัญอย่างยิ่ง

เพราะความเป็นไปได้ของความรักระหว่างฟรีแลนซ์หนุ่มกับคุณหมอสาว ได้ช่วยย้ำให้เราเห็นว่า สุดท้าย คนอย่างยุ่น ก็ไม่มีวิธีคิดในแบบ “thing in itself” อยู่ดี

ทว่า เขายอมทำตัวชิลล์ ยอมลดภาระงานลง ยอมดูแลร่างกายให้มากขึ้น ก็เพื่อจุดมุ่งหมายใหม่ในชีวิต อันได้แก่ การสานต่อความรักกับหมออิม นั่นเอง

อีกข้อหนึ่ง ที่ผมรู้สึกว่า “จีทีเอช” รวมทั้งผู้กำกับฯ อย่างนวพล เก่งมากๆ ก็คือ การนำเสนอภาพลักษณ์ของ “ร้านสะดวกซื้อชื่อดัง” ในหนังฟรีแลนซ์ฯ

ผมไม่แน่ใจว่า โลโก้ร้านสะดวกซื้อดังกล่าว ในช่วงเอนด์ เครดิต นั้น บ่งชี้ถึงสถานะใดกันแน่? ระหว่างการที่กิจการร้านสะดวกซื้อ (เพียงแค่) เอื้อเฟื้อและอนุญาตให้ใช้สถานที่และแบรนด์ในการถ่ายทำภาพยนตร์ กับการที่กิจการร้านสะดวกซื้อเป็นหนึ่งในสปอนเซอร์หลักของหนังเรื่องนี้

แต่ไม่ว่าเหรียญจะออกด้านไหน ผมก็ยังทึ่งกับความสามารถของคนทำหนังอยู่ดี ที่สามารถเรียกความเชื่อมั่นจากผู้ประกอบกิจการร้านสะดวกซื้อได้สำเร็จ

ทั้งๆ ที่ภาพลักษณ์ของ “ร้านสะดวกซื้อ” ในหนัง มีอยู่สองด้าน ด้านหนึ่ง คือการนำเสนอภาพของ “พนักงานประจำร้าน” ในฐานะ “เพื่อนที่ดี” ไม่ได้เป็นเพียงแค่หุ่นยนต์ที่คอยพูดนำเสนอโปรโมชั่นราวเครื่องจักรกล เวลาลูกค้ามาจ่ายเงิน แต่อีกด้าน ชีวิตของตัวละครนำในหนังก็แทบพังพินาศลงเพราะสินค้าอาหารจากร้านสะดวกซื้อเหมือนกัน

(บางคนเสนอว่า แม้อาหารจากร้านสะดวกซื้อจะทำให้สุขภาพของยุ่นย่ำแย่ แต่นั่นก็เป็นเพราะวิถีการบริโภคอันเกินพอดีของตัวยุ่นเอง แถมในท้ายที่สุด การทรุดหนักหลังการบริโภคสินค้าจากร้านสะดวกซื้อ ยังชักนำให้ยุ่นได้กลับไปเจอหมออิมอีกครั้ง – ไม่นับว่า “ขนมจีบกุ้ง” ในหนัง ส่งผลให้ “ขนมจีบกุ้ง” ในร้านสะดวกซื้อนอกโรงภาพยนตร์ ขายดีขึ้นจริงๆ อย่างน่าทึ่ง)

กล่าวกันอย่างตรงไปตรงมา หนังเรื่องฟรีแลนซ์ฯ นั้นมีโฆษณาแฝงอยู่แน่ๆ แต่โฆษณาแฝงบางตัวกลับถูกนำเสนอออกมาได้อย่างมีชั้นเชิงพอสมควร

คนมองหนัง

บทวิจารณ์ “องค์บาก 2-3” หนังดีที่ถูกลืมของ “จา พนม”

หมายเหตุ เมื่อคืนนอนดูหนัง “องค์บาก 3” ที่ช่อง 7 นำมาฉายตอนประมาณตีสาม แล้วก็ยังรู้สึกสนุกสนานอยู่มากๆ จึงไปรื้อค้นบทวิจารณ์ “องค์บาก 2-3” ที่ผมเคยเขียนลงในนิตยสารไบโอสโคป มาเผยแพร่ซ้ำอีกครั้ง ณ บล็อกนี้ครับ

—–

องค์บาก 2: พหุลักษณ์แห่งอำนาจ

‘องค์บาก 2’ เริ่มต้นด้วยเรื่องราวการบุกยึดครองกัมพูชาของกองทัพอโยธยาเมื่อหลายร้อยปีก่อน

เมื่ออโยธยา/อยุธยากับกรุงเทพมหานครมีความเชื่อมโยงในฐานะที่เป็นราชธานีหรือศูนย์กลางอำนาจของชาติไทยในอดีตตามประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลักเช่นเดียวกัน เรื่องราวของหนังบู๊ไทยร่วมสมัยซึ่งนำแสดงและกำกับโดยลูกอีสานอย่าง พนม ยีรัมย์ (มี พันนา ฤทธิไกร เป็นผู้กำกับร่วม) ที่นำเสนอภาพความเป็นผู้รุกรานของอโยธยาเรื่องนี้ จึงอาจมีสถานะเป็นเรื่องเล่าที่ยั่วล้ออำนาจของความรู้กระแสหลักที่ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางซึมลึกผ่านบทเรียนและสื่อต่างๆ หรือเสียดเย้ยความสัมพันธ์ทางอำนาจอันเหลื่อมล้ำระหว่างกรุงเทพฯ กับอีสานอยู่ในที

อย่างไรก็ตาม เมื่อพระเอกของ ‘องค์บาก 2’ เป็นทายาทของออกญาสีหเดโช ขุนนางอโยธยาที่กรีฑาทัพเข้ายึดครองกัมพูชา ซึ่งต่อมาถูกสังหารโดยเพื่อนขุนนางอย่างออกญาราชเสนาที่ตัดสินใจก่อกบฏต่ออโยธยาและตั้งตนเป็นกษัตริย์ปกครองดินแดนประเทศราชเสียเอง ประเด็นการปะทะกันระหว่างศูนย์กลางกับชายขอบที่หนังนำเสนอจึงไม่ใช่เรื่องราวการลุกขึ้นต่อสู้กับอำนาจรัฐจากส่วนกลางของชาวบ้านพื้นเมืองในดินแดนชายขอบ หากเป็นเรื่องราวว่าด้วยการล้างแค้นแย่งชิงอำนาจในหมู่ชนชั้นนำจากอโยธยาที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินกัมพูชา

ศูนย์อำนาจซึ่งเป็นใจกลางความขัดแย้งของหนังเรื่องนี้ได้ผุดขึ้นมาในดินแดนประเทศราชที่ห่างไกลจากราชธานีอันเป็นศูนย์กลางอำนาจอย่างอโยธยา จนคล้ายเป็นการโต้แย้งแนวคิดที่ว่า อำนาจที่เมืองหลวงนั้นเปรียบเสมือนแสงเทียน ยิ่งดินแดนต่างๆ อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงมากเท่าไร อำนาจแห่งแสงเทียนก็ยิ่งยากที่จะส่องสว่างไปถึงได้ กระทั่งดินแดนเหล่านั้นสามารถดำรงตนอยู่อย่างอิสระปราศจากการถูกควบคุมโดยอำนาจใดๆ เพราะแท้จริงแล้ว ในดินแดนชายขอบต่างๆ (จากมุมมองที่ยึดอโยธยาเป็นศูนย์กลาง) ก็ใช่จะปราศจากศูนย์อำนาจและชนชั้นปกครองเสียทีเดียว ดังเช่นศูนย์อำนาจที่ก่อตัวในกัมพูชา อันเปรียบเสมือนแสงเทียนอีกจุดหนึ่งที่ส่องสว่างขึ้นมาเพื่อต่อต้าน/แทนที่อำนาจจากอโยธยาที่อ่อนกำลังลงตามระยะทาง ผ่านการยึดอำนาจและสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ของออกญาราชเสนา

นอกจากนี้ การไล่ล่าล้างแค้นศัตรูที่สังหารพ่อแม่บังเกิดเกล้าของ “เทียน” พระเอกในเรื่อง ก็คล้ายเป็นแสงเทียนจุดที่สามซึ่งกำลังจะลุกโชนขึ้นมาเพื่อต่อต้านอำนาจของออกญาราชเสนาอีกต่อหนึ่ง แต่ก่อนที่เทียนจะส่องแสงแห่งอำนาจให้สว่างออกมาได้ เขาก็ต้องเรียนรู้ที่จะใช้อำนาจเสียก่อน

เทียนในวัยเด็กที่หนีรอดจากการถูกฆ่าล้างครอบครัวได้รับการช่วยเหลือและถูกนำไปเลี้ยงดูโดยเชอนัง หัวหน้าชุมโจรแห่งผาปีกครุฑ ตามคำสอนของเชอนังตลอดจนบรรดาครูผู้สอนวิชาว่าด้วยอาวุธและการต่อสู้จากนานาชาติพันธุ์ในชุมโจร การใช้อาวุธและการต่อสู้ด้วยพละกำลังคือการใช้อำนาจ ด้วยเหตุนี้เทียนจึงเรียนรู้ที่จะใช้อำนาจผ่านอาวุธจากชุมโจรดังกล่าว

หลายปีต่อมาเทียนเรียนรู้ที่จะใช้อำนาจผ่านอาวุธจนเชี่ยวชาญ แต่หนังก็พาเราย้อนกลับไปสู่อดีตเพื่อแสดงให้เห็นว่า เขาเคยได้รับการศึกษาในอีกแนวทางหนึ่งมาก่อน

ก่อนจะประสบกับหายนะ พ่อแม่ได้นำเทียนไปฝากฝังให้เรียนวิชานาฏศิลป์และอาศัยอยู่กับครูบัว ครูสอนนาฏศิลป์ซึ่งออกญาสีหเดโชไว้ใจมากที่สุด นอกจากความปลอดภัยท่ามกลางความขัดแย้งที่คุกรุ่นด้วยคาวเลือดอันเกิดจากการบุกยึดกัมพูชาของอโยธยาและการยึดอำนาจของออกญาราชเสนาแล้ว เทียนยังได้รับการสั่งสอนจากครูบัวว่า อำนาจไม่จำเป็นต้องดำรงอยู่เคียงคู่อาวุธหรือการต่อสู้ด้วยพละกำลังเสมอไป เพราะอำนาจในรูปแบบดังกล่าวอาจไม่สามารถทำให้บ้านเมืองสงบสุขได้จริง

อย่างไรก็ตาม นาฏวิถีมิใช่หนทางที่ปฏิเสธการใช้อำนาจอย่างสิ้นเชิง เพราะวิชานาฏศิลป์อาจถือเป็นตัวแทนของการใช้อำนาจแบบอ่อนผ่านการร่ายรำอันนุ่มนวล (ตรงข้ามกับการใช้อำนาจแบบแข็งผ่านอาวุธและการต่อสู้ด้วยพละกำลังตามคำสอนของเชอนัง) เนื่องจากตามแนวคิดแบบหนึ่ง อำนาจของรัฐโบราณในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจากการปกครองที่ใช้กำลังกดขี่ข่มเหงผู้คน หากถือกำเนิดขึ้นมา (และดำรงอยู่อย่างยืนหยัดคงทน) จากพิธีกรรมและการแสดงที่บ่งชี้ให้เห็นถึงสถานะความเป็นศูนย์กลางแห่งอนุจักรวาลหรือความเป็นตัวแบบอันดีเลิศของกษัตริย์ผู้ปกครองอาณาจักร ดังนั้นรัฐชนิดนี้จึงถูกขนานนามว่า “นาฏรัฐ”

น่าเสียดายที่เราไม่ได้เห็นการใช้อำนาจอันอ่อนช้อยในหนังเรื่องนี้มากนัก เพราะการร่ายรำที่มีอยู่น้อยนิดของเทียนก็มิได้ดำเนินไปเพื่อมุ่งใช้อำนาจแบบอ่อนโดยตรง ทว่าเป็นเพียงเครื่องมือที่จะนำไปสู่การใช้อำนาจแบบแข็งเข้าโค่นล้มศัตรูมากกว่า

กลับเป็นออกญาราชเสนาที่สวมบทบาทผู้ปกครองแห่งนาฏรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการสถาปนาสัญลักษณ์ทางอำนาจขึ้นมาใหม่ ได้แก่ สัญลักษณ์ครุฑที่มีสถานะเป็นเทพเจ้าของราชวงศ์ครุฑาเทพ ไม่ใช่เป็นเพียงพาหนะของพระนารายณ์ (ซึ่งเป็นการเล่นกับสัญลักษณ์ทางอำนาจที่น่าสนใจ เนื่องจากครุฑคือพาหนะของพระนารายณ์ และตามความเชื่อที่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดูของดินแดนในสุวรรณภูมิ กษัตริย์ก็คือองค์อวตารของพระนารายณ์ ดังนั้นการสถาปนาราชวงศ์ครุฑาเทพจึงเป็นการประกาศว่า พาหนะของพระนารายณ์อย่างครุฑ/ขุนนางของกษัตริย์อโยธยาอย่างออกญาราชเสนา จะขึ้นดำรงตำแหน่งสมมุติเทพ/กษัตริย์เสียเองและไม่ขอยอมรับอำนาจขององค์นารายณ์อวตารอีกต่อไป) และการใช้นางอัปสรสมมุติมาร่ายรำประกอบพิธีกรรมที่ช่วยส่งเสริมสถานะอันสูงส่งยิ่งใหญ่ของกษัตริย์แห่งราชวงศ์ใหม่ จึงกล่าวได้ว่าออกญาราชเสนากำลังใช้อำนาจแบบอ่อนอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่ใช้อำนาจแบบอ่อนเพื่ออำพรางอำนาจแบบแข็งดังที่เทียนทำ

แต่ไม่มีชนชั้นปกครองคนไหนที่จะผดุงอำนาจของตนเองผ่านการใช้อำนาจแบบอ่อนเพียงอย่างเดียว และออกญาราชเสนาก็สามารถใช้อำนาจแบบแข็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งเมื่อคราวที่เขาก่อกบฏและสังหารพ่อแม่ของเทียน หรือเมื่อเทียนกลับมาล้างแค้นไม่สำเร็จ ออกญาผู้นี้ก็ยังย้อนใช้ชุมโจรผาปีกครุฑเข้าจัดการกับเทียน เพราะแท้จริงแล้วชุมโจรแห่งนี้คือกองกำลังที่เป็นดังอาวุธของราชวงศ์ครุฑาเทพ และเชอนังก็คือผู้ที่สังหารออกญาสีหเดโชนั่นเอง

เทียนจึงต้องใช้อำนาจแบบแข็งเข้าปะทะกับเชอนัง “พ่อบุญธรรม” ที่ช่วยชีวิตและเลี้ยงดูสั่งสอนตนเองมา แต่ขณะเดียวกันก็เป็นฆาตกรผู้ปลิดชีวิต “พ่อบังเกิดเกล้า” ของเขา เชอนังยินยอมสละชีวิตเพื่อชดใช้หนี้แค้นให้แก่เทียนผู้เป็นดังลูกรัก นี่เป็นจุดจบของชีวิตที่คลี่คลายจากความรักระหว่าง “พ่อ” กับ “ลูก” ต่างสายเลือด ซึ่งมีความลึกซึ้งยิ่งกว่าการใช้อาวุธ/อำนาจแบบแข็งชนิดใดๆ

นอกจากจุดจบของเชอนัง ‘องค์บาก 2’ ยังทิ้งปมที่น่าสนใจไว้อีกมากมาย ซึ่งอาจถูกนำไปสานต่อให้เรื่องราวของเทียนก้าวไปไกลกว่าการใช้อำนาจแบบหนักและการล้างแค้น เช่น เทียนคงตระหนักแล้วว่าอำนาจแบบหนักเพียงอย่างเดียวย่อมไม่สามารถทำให้เขาเอาชนะออกญาราชเสนาได้และตนเองเสียอีกที่กลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ย่อยยับ ขณะเดียวกันฉากสุดท้ายของหนังก็ยังทิ้งปมสำคัญเอาไว้ เมื่อมีเสียงกล่าวของครูบัวดังขึ้นว่าเทียนชะตาถึงฆาต ดังนั้นจึงต้องมีการสร้างพระพุทธรูปเพื่อช่วยชีวิตเขา ก่อนที่จะมีภาพเทียนและพระพุทธรูปองค์บากปรากฏขึ้นมา

ภาพดังกล่าวย้อนแย้งกันอย่างสิ้นเชิงกับบรรยากาศของหนังภาคนี้ที่เต็มไปด้วยการบูชาเทพในราชสำนักและการนับถือผีในชุมโจร นี่อาจเป็นร่องรอยที่บ่งบอกว่า การต่อสู้ด้วยอำนาจแบบแข็งของเทียนใน ‘องค์บาก 3’ จะถูกนำไปเชื่อมร้อยกับการต่อสู้ผ่านอำนาจแบบอ่อนที่แบ่งปันความสนใจไปยังเรื่องสัญลักษณ์ทางอำนาจ ความเชื่อทางศาสนา ตลอดจนวิชานาฏศิลป์

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพิจารณาผ่านมุมมองเรื่องอำนาจ เนื้อเรื่องที่สลับซับซ้อนซึ่งถูกซุกซ่อนอยู่ภายใต้โครงสร้างของบทหนังอันเป็นระบบระเบียบและฉากการต่อสู้นานาชนิดใน ‘องค์บาก 2’ (ทั้งยังอาจรวมถึง ‘องค์บาก 3’) จึงแฝงแง่มุมว่าด้วยลักษณะอันหลากหลายของอำนาจเอาไว้อย่างคมคายน่าสนใจ

—–

องค์บาก 3: นาฏยุทธที่ไร้รัฐ

ในตอนจบของ ‘องค์บาก 2’ หนังทิ้งปมสำคัญไว้ว่าตัวละครเอกอย่าง เทียน มีแนวโน้มจะหันเหตนเองออกจากการเป็นนักต่อสู้ ผู้ช่ำชองเชิงยุทธอันเข้มแข็งห้าวหาญ ไปสู่ ‘นาฏยุทธ’ อันอ่อนช้อยงดงามที่เชื่อมโยงกับ หลักคำสอนทางพุทธศาสนา

ขณะเดียวกัน ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งในตอนท้ายของหนังภาค 2 ก็คือ การที่เทียนไม่สามารถจะต่อกรกับอำนาจรัฐที่มีศูนย์กลางคือออกญาราชเสนา ซึ่งผสมกลมกลืนอำนาจอ่อนอย่างนาฏรัฐแบบพิธีกรรมเข้ากับอำนาจแข็งอย่างชุมโจรผาปีกครุฑและนักสู้จอมขมังเวทย์บุคลิกลึกลับอย่าง ภูติสางกา ได้อย่างลงตัว

ในตอนเริ่มต้นของ ‘องค์บาก 3’ สุดยอดนักสู้ผู้แข็งแกร่งเชี่ยวชาญเพลงอาวุธและการต่อสู้นานาชนิดเช่นเทียน ต้องถูกทำลายอย่างย่อยยับจวนเจียนสิ้นชีวิต ด้วยอำนาจรัฐโบราณของออกญาราชเสนา

อย่างไรก็ตาม ออกญาราชเสนาผู้สถาปนาตนเองเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ครุฑาเทพ และดูเหมือนจะสามารถยึดครองกัมพูชาไว้ได้โดยสมบูรณ์ ผ่านการใช้อำนาจอ่อนเชิงสัญลักษณ์และอำนาจแข็งในรูปกองกำลังรวมทั้งไสยเวทได้อย่างมีสมดุล กลับเกิดอาการหวั่นไหวหวาดระแวงกลัวว่าตนเองจะสูญเสียอำนาจขึ้นมา และออกญาผู้นี้ก็ค่อยๆ ทำลายล้างตัวของเขาเองลงไปในท้ายที่สุด ความอ่อนแอที่บังเกิดขึ้นในจิตใจของออกญาราชเสนานำพาเขาเข้าสู่ด้านมืดซึ่งถูกครอบงำโดย ‘ภูติสางกา’ ก่อนที่ภูติสางกาจะบั่นหัวออกญาราชเสนาแล้วแย่งชิงอำนาจมาครอบครองได้อย่างง่ายดาย

นาฏรัฐที่หรูหราซึ่งผสมผสานการใช้อำนาจแข็งอย่างเข้มข้นดุดันจึงพังทลายลงด้วยจิตใจอันหวั่นไหวของศูนย์กลางอำนาจ และถูกแทนที่ด้วยอำนาจเชิงไสยศาสตร์ ซึ่งมีลักษณะเป็นพิธีกรรมของชาวบ้านพื้นถิ่น

ชัยชนะเหนือออกญาราชเสนาของภูติสางกาจึงอาจแสดงให้เห็นว่าพิธีกรรมไสยเวทแบบชาวบ้านสามัญชนที่แลดูต้อยต่ำนี่แหละ มีพลานุภาพจริงแท้เสียยิ่งกว่ารัฐพิธีกรรมซึ่งสวยงามแต่รูป ทว่าเนื้อในกลับกลวงเปล่า

แม้ ‘กา’ จะสามารถพิชิต ‘ครุฑ’ ลงได้ แต่สุดท้ายแล้ว ภูติสางกาก็พลัดหลงก้าวถลำเข้าไปสู่ศูนย์กลางแห่งอำนาจรัฐอยู่ดี

(ดูเหมือนรอยต่อเรื่องการยึดอำนาจขึ้นครองบัลลังก์กัมพูชาของตัวละครออกญาราชเสนาใน ‘องค์บาก’ 2 และ 3 จะไม่ค่อยมีความราบรื่นลงตัวมากนัก เพราะขณะที่หนังภาค 2 ระบุว่าออกญาราชเสนาและออกญาสีหเดโช -พ่อของเทียน- คือสองขุนนางอโยธยาซึ่งถูกส่งตัวมาทำสงครามยึดครองกัมพูชา ก่อนที่ออกญาราชเสนาจะสังหารออกญาสีหเดโช และสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์ครุฑาเทพ ที่คล้ายจะเป็นอิสระจากอโยธยา

แต่ในหนังภาค 3 กลับมีฉากเล่าเรื่องย้อนอดีตที่เหมือนจะระบุว่าออกญาราชเสนาคือขุนนางกัมพูชาผู้โค่นล้มกษัตริย์กัมพูชาองค์เดิม แล้วสถาปนาราชวงศ์ใหม่ขึ้นมา โดยยังต้องกริ่งเกรงอำนาจของอโยธยาอยู่บ้าง เห็นได้จากการที่ทหารอโยธยาสามารถถือราชสาสน์เพื่อมาขอนำร่างอันบอบช้ำของเทียนออกไปจากลานประหารกัมพูชา ก่อนที่มือสังหารของกัมพูชาจะกระทำการตลบหลังทหารอโยธยาอีกทีหนึ่ง

อย่างไรก็ดี นี่ล้วนแสดงให้เห็นถึงอำนาจอันมีขีดจำกัดของศูนย์กลางอำนาจอย่างอโยธยา เพราะเมื่ออำนาจเปรียบเสมือนแสงเทียน สถานที่ใดก็ตามที่แสงเทียนแห่งอำนาจดังกล่าวมิอาจส่องสว่างไปถึง ก็ย่อมจะเกิดแสงเทียนแห่งอำนาจหรือศูนย์กลางอำนาจใหม่ขึ้นมา เช่น ราชวงศ์ครุฑาเทพผู้ยึดครองกัมพูชา เป็นต้น)

ในขณะที่มีการผลัดเปลี่ยนศูนย์กลางอำนาจ เทียนก็ถูกนำตัวไปรักษาร่างกายและฟื้นฟูสภาพจิตใจ ณ หมู่บ้านชนบท เขาได้รับการเยียวยาจากคำสอนทางพุทธศาสนาของ ‘ครูบัว’ ครูนาฏศิลป์ผู้ตัดสินใจเดินเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ และนาฏลีลาการร่ายรำของ ‘พิม’ หญิงสาวคนรัก ผู้ทำให้เทียนได้ตระหนักว่าตนเองต้องการ ‘คู่รำ’ มิใช่ ‘คู่ต่อสู้’

เทียนคนใหม่ค่อยๆ เรียนรู้กับ ‘ด้านสว่าง’ มิใช่ ‘ด้านมืด’ ‘วิชชา’ มิใช่ ‘อวิชชา’ ‘พุทธ’ มิใช่ ‘ไสย’

แต่ก็คงไม่มีองค์ความรู้ใดที่มีสถานะเป็น ‘สิ่งบริสุทธิ์ผุดผ่อง’ และดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเองเพียงเท่านั้น เพราะในขณะที่ครูบัวสอนเทียนด้วยหลักพุทธศาสนา เขาก็ค่อยๆ ฟื้นฟูร่างกายของตนเองด้วยท่วงท่าร่ายรำที่อ้างอิงอยู่กับหลักความเชื่อแบบพราหมณ์

เช่นเดียวกันกับ ‘ศาสตร์นาฏยุทธ’ ที่เทียนค้นพบ ซึ่งไม่ได้มีแต่เพียงแง่มุมแห่งความอ่อนช้อยงดงามของนาฏศิลป์/นาฏลีลาดำรงอยู่เพียงด้านเดียว แต่ยังมีแง่มุมของวิทยายุทธอันแข็งแกร่งสามารถปลิดชีวิตคนดำรงอยู่ด้วย

และภูติสางกาก็คือศัตรูที่เทียนต้องพิชิตด้วยนาฏยุทธ มิใช่ออกญาราชเสนาผู้ฆ่าพ่อบังเกิดเกล้า ซึ่งล่วงลับตามบิดาของเขาไปแล้ว

แล้วความว่าง รวมทั้งการสามารถเอาชนะจิตใจด้านมืดที่ปกคลุมด้วยกิเลสตัณหาของตนเอง ก็ทำให้เทียนสามารถปลิดชีพภูติสางกาลงได้อย่างไม่ยากนัก นี่จึงอาจเป็นรูปธรรมซึ่งแสดงให้เห็นว่า ‘ธรรมะ’ อันสว่างไสวย่อมชนะ ‘อธรรม’ ด้านมืดเสมอ

นอกจากนั้น ชัยชนะของเทียนที่มีต่อภูติสางกายังช่วยตอกย้ำให้เห็นชัดยิ่งขึ้นว่า นาฏยุทธที่แท้จริงนั้นอยู่เคียงคู่กับสามัญชน มิได้ดำรงอยู่คู่กับนาฏรัฐอันสูงส่งงามสง่าที่ผสานตนเองเข้ากับความโหดเหี้ยมบ้าคลั่งของอำนาจทางการทหารและอำนาจไสยเวท ณ ศูนย์กลางของรัฐ

ถ้าหากเทียนจะยึดครองอำนาจรัฐสืบทอดต่อจากภูติสางกาหรือออกญาราชเสนา เขาก็อาจเป็นอีกผู้หนึ่งที่ต้องพลัดหลงเข้าไปสู่ด้านมืดของวังวนแห่งอำนาจ จนกระทั่งถูกมายาการดังกล่าวครอบงำเอาไว้ในท้ายที่สุด

ทว่าเขาเลือกที่จะเดินทางกลับไปหาหญิงสาวคนรักที่หมู่บ้านชนบท โดยมีพระพุทธรูปองค์บาก (ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อยึดเหนี่ยวชีวิตอันบอบช้ำของเทียนเมื่อคราวบาดเจ็บเจียนตาย) เป็นศูนย์รวมจิตใจสำคัญ และทอดทิ้งศูนย์กลางอำนาจรัฐ ซึ่งกลับกลายเป็นเพียง ‘ศูนย์กลางแห่งความว่างเปล่า’ ที่ร้างไร้ผู้สืบทอดอำนาจ เอาไว้ ณ เบื้องหลัง

จุดจบของหนังไตรภาค ‘องค์บาก’ จึงถือเป็นตอนจบที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะ พนม ยีรัมย์ และ พันนา ฤทธิไกร ผู้กำกับร่วมในหนังภาค 2 และ 3 ตัดสินใจปิดฉากหนังชุดนี้ลงท่ามกลางศูนย์กลางอำนาจรัฐโบราณที่พังทลาย

หนังก้าวข้ามพ้นผ่านจากเรื่องอาณาจักรกัมพูชา หรือ อาณาจักรอโยธยา (ตามเนื้อเรื่องของหนังภาค 2 เราจะพบว่าเทียนมีสายเลือดของขุนนางอโยธยา แต่ในหนังภาค 3 นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับชีวิตของเขาอีกแล้ว) หนังก้าวข้ามแม้กระทั่งประเด็นการแก้แค้นให้พ่อแม่บังเกิดเกล้าผู้ถูกสังหาร เพราะ ‘สิ่งยิ่งใหญ่’ เหล่านั้นไม่มีความหมายสำคัญใดๆ เลยกับชีวิตของคนอย่างเทียน และตัวละครสามัญชนจำนวนมากภายในหนังที่ยังต้องดำเนินชีวิตของตนเองต่อไป

(มีเพียงแค่พุทธศาสนา –รวมถึงผลิตผลของศาสนาอื่นๆ- เท่านั้น ที่เป็น ‘อภิมหาบรรยาย’ หนึ่งเดียว ซึ่ง ‘องค์บาก’ 2 และ 3 ไม่สามารถจะสลัดหลุดพ้นไปได้)

หลายคนอาจรู้สึกว่าถ้าพิจารณาเปรียบเทียบกับ ‘องค์บาก 1’ หนังในภาค 2 และ 3 ดูเหมือนจะมีฉากการต่อสู้อันน่าประทับใจหรือเร้าใจลดน้อยลงเรื่อยๆ กระทั่งผู้ชมจำนวนมากถึงกับออกอาการเหนื่อยหน่ายในโรงภาพยนตร์

อย่างไรก็ตาม สำหรับผมแล้ว แม้ ‘องค์บาก’ 2 และ 3 ที่ จา-พนม มีส่วนเข้ามาควบคุมภาพรวมของหนังมากยิ่งขึ้น จะมีความบกพร่องผิดพลาดอยู่บ้าง แต่เนื้อหาของหนังสองภาคหลังกลับเต็มไปด้วยแง่มุมทางความคิดอันซับซ้อนน่าสนใจมากมาย ซึ่งเดินทางมาไกลเหลือเกินจากหนังแอ็กชั่นชาตินิยมง่ายๆ ดังที่แสดงออกมาในหนังภาคแรก

นับจากนี้ พนม ยีรัมย์ คงไม่ได้มีสถานะเป็น ‘ดารานักบู๊’ แต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ยกเว้นคนไทยจำนวนมากและนายทุนผู้ผลิตภาพยนตร์ จะต้องการบอนไซเขาให้หยุดเติบโตอยู่ ณ ตรงจุดนั้น

คนมองหนัง

“ผี” : “ปริศนา” ในร้านกาแฟ และ “ความเด่นชัดที่ไม่น่ากลัว” ในละครโทรทัศน์

มติชนสุดสัปดาห์ 28 ก.ย. – 3 ส.ค. 2558

เมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะไปนั่งเขียนบทความวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่อง “อนธการ” เพื่อส่งให้มติชนสุดสัปดาห์ ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง

ระหว่างผมก้มหน้าก้มตาเขียนงานลงไปในกระดาษเอสี่ 2-3 แผ่น หูก็แอบได้ยินลูกค้าโต๊ะข้างๆ คุยกัน

เท่าที่จำแนกแยกแยะเสียงพูดคุย พวกเขาและเธอน่าจะมากัน 3 คน คนหนึ่ง เป็นผู้หญิงค่อนข้างอาวุโส พูดน้อย (แต่ต่อยหนัก) ที่สุด อีกคนเป็นผู้ชาย ส่วนรายสุดท้าย เป็นผู้หญิงสาว ซึ่งมีข้อเสนอนู่นนี่เยอะแยะเต็มไปหมด

ยามแรกฟัง ผมทึกทักไปเองว่า พวกเขาและเธอทั้งสาม กำลังจับกลุ่มนินทา “บุคคลที่สาม” คนหนึ่ง ซึ่งน่าจะมีชื่อว่า “วรนาถ”

หรือไม่ ทั้งหมดก็คงกำลังหารือกัน เรื่องจะฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล โดยมี “คุณวรนาถ” เป็นคู่กรณี อันเป็นสถานการณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไปตามร้านกาแฟ ซึ่งมักมีลูกความไปนั่งปรึกษาทนายเรื่องคดีต่างๆ

แต่พอฟังไปฟังมา ผมกลับเริ่มรู้สึกมึนงงสับสนว่า ทำไมสามคนนั้น จึงพยายามคิดแทน “คุณวรนาถ” กันเป็นวรรคเป็นเวรและเป็นคุ้งเป็นแคว

โดยคุณผู้หญิงสาวคล้ายจะพยายามสวมบทบาทเป็น “คุณวรนาถ” และหมั่นเสนอว่า “วรนาถ” น่าจะทำอย่างนั้น “วรนาถ” น่าจะทำอย่างนี้ เธอน่าจะคิดอย่างนั้น เธอน่าจะคิดอย่างนี้

ก่อนที่คุณผู้ชายและคุณผู้หญิงที่อาวุโสหน่อย จะคอย “ยิง” คอย “โต้” คอย “ตบ” ว่าไม่ใช่นะ “วรนาถ” ไม่น่าจะคิดอย่างนั้น แถมบางครั้งทั้งคู่ยังตั้งคำถามกลับไปยังหญิงสาวว่า ทำไม เธอไม่คิดว่า “วรนาถ” จะคิดหรือทำอีกแบบหนึ่งบ้าง?

หลายสิบนาทีผ่านไป นอกจาก “วรนาถ” ที่ตกเป็น “ตุ๊กตาตัวหลัก” ในวงสนทนาดังกล่าวแล้ว ทั้งสามคนก็เริ่มเอ่ยถึงบุคคลที่สามรายใหม่ชื่อ “นัยเนตร”

และพยายามสร้างโจทย์-ตั้งคำถามขึ้นมามากมายว่า “วรนาถ” จะรู้ไหมว่า “นัยเนตร” คิดจะทำอย่างนั้นอย่างนี้?

ฉับพลัน ผมจึงเกิด “ปิ๊ง” และระลึกได้ขึ้นมาทันทีว่า “วรนาถ” (ซึ่งจริงๆ คือ “วรนาฏ”) และ “นัยเนตร” ที่สามคนนั้นกำลังพูดถึงกัน คือตัวละครของละครโทรทัศน์แนวสยองขวัญเรื่อง “ทายาทอสูร” นี่หว่า

หลังจากนั้น จึงลองเสิร์ชข้อมูลผ่านทางโทรศัพท์มือถือ จนพบว่าทางช่อง 3 ร่วมกับบริษัทในเครือ “กันตนา” กำลังสร้าง “ทายาทอสูร” ฉบับใหม่อยู่พอดี

ข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ระบุชัดถึงขนาดที่ว่า ใครคือผู้เขียนบทของละครเวอร์ชั่นใหม่ ผมเลยทดลองค้นหารูปของนักเขียนบทรายนั้นผ่านเว็บไซต์กูเกิ้ล และค้นพบว่า คุณผู้หญิงที่มีอาวุโสสูงสุด ซึ่งนั่งอยู่โต๊ะกาแฟข้างๆ ก็คือ ผู้เขียนบท “ทายาทอสูร 2558” นั่นเอง

โดยสรุปแล้ว บุคคลทั้งสามที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ผมในร้านกาแฟ เป็นทีมงานซึ่งกำลังเขียนบทละครเรื่อง “ทายาทอสูร” และกำหนดชะตากรรมของ “คุณยายวรนาฏ” กันอยู่

ถ้าประเด็นการปรึกษาหารือของพวกเขาและเธอข้องแวะกับเรื่อง “ตะขาบ” เสียหน่อย ผมอาจฉุกคิดได้แต่แรก

ทว่า เมื่อบทสนทนาของทั้งสามไร้ซึ่งตัวตนของ “ตะขาบ” ก็เป็นหน้าที่ของผู้แอบฟังอย่างผม ที่จะต้องพยายามไขปริศนาให้กระจ่างแจ้งว่า แท้จริงแล้ว คนเหล่านั้นกำลังพูดคุยเรื่องอะไรอยู่กันแน่

“คุณยายวรนาฏ” “ตะขาบ” และ “ทายาทอสูร” นั้นข้องแวะอยู่กับเรื่อง “ผี”

“ผี” จะทรงอำนาจ ต่อเมื่อปรากฏกายแบบผลุบๆ โผล่ๆ ซ่อนเร้นไม่เด่นชัด หรือดำรงตนเป็นปริศนาอันคลุมเครือ กระทั่งท้าทายขีดความสามารถในการรับรู้ถึงสรรพสิ่งรายรอบตัวของมนุษย์เดินดินปกติธรรมดา

นอกจาก “ทายาทอสูร 2558” ผมอยากพูดถึง “เจ้านาง 2558” ละครโทรทัศน์ผลงานการผลิตของ “กันตนา” เช่นกัน แต่แพร่ภาพทางช่อง 7 ซึ่งอวสานไปเมื่อวันอังคารที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา

จุดน่าสนใจ (ซึ่งอาจพิจารณาเป็น “จุดเด่น” หรือ “จุดด้อย” ก็ได้) ของ “เจ้านาง” เวอร์ชั่นใหม่ ก็คือ ตัวตนอัน “ชัดเจน” เหลือเกินของ “ผี” ในละคร

ขณะที่ “ผีเจ้า” ในละครเวอร์ชั่นเก่า เมื่อปี 2537 ดำรงอยู่อย่างปราศจากตัวตนอันเป็นรูปธรรม ทว่าแสดงอำนาจผ่าน “เสียง”

“ผีเจ้า” ในละครเวอร์ชั่นใหม่ กลับมีรูปกายที่ชัดเจน โดยตัวละครรายนี้ซึ่งรับบทบาทโดย “อำภา ภูษิต” ก็แสดงให้เห็นถึงการได้รับอิทธิพลมาจาก “ผีอีเม้ย” และ “ผีอีเฟือง” ของฝั่งช่อง 3 อย่างเด่นชัด

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปลักษณ์, การเคลื่อนไหวร่างกาย และการใช้น้ำเสียง

อย่างไรก็ดี แม้จะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่เมื่อมาช้ากว่า ก็ย่อมสร้างความน่ากลัวให้เกิดขึ้นได้น้อยลงเป็นธรรมดา

ยังไม่ต้องนับว่า “ผีเจ้า” นั้น ปรากฏกายออกมาชัดๆ บ่อยๆ เสียจนคนดูรู้สึกคุ้นเคย และไม่ตกใจกลัวแต่อย่างใด

นอกจากนี้ “ผีเจ้านางละอองคำ” ในเวอร์ชั่นก่อน ก็ปรากฏกายเป็นแสงเรืองๆ ไม่ชัดเจนนัก (อาจด้วยข้อจำกัดทางด้านเทคนิค) ทว่า ภาวะคลุมเครือดังกล่าว เมื่อผนวกรวมกับน้ำเสียงดุๆ ของ “กวินนา สุวรรณประทีป” ผู้รับบท “เจ้านางละอองคำ 2537” กลับสามารถสร้างพลังอำนาจในการคุกคามคนดูได้เป็นอย่างดี

ผิดกับเวอร์ชั่นปัจจุบัน ที่ “เจ้านางละอองคำ” กลายเป็นตัวละครซึ่งถูกแต่งหน้าให้แก่ และกลายเป็นยายแก่มีเลือดมีเนื้อที่คอยจู้จี้วุ่นวายกับคนรุ่นหลัง มากกว่าจะเป็น “ผี” ที่คุกคามมนุษย์

ขณะเดียวกัน “เจ้านาง 2558” ยังนำเสนอวิญญาณของคนตายหลายๆ ราย ในรูปลักษณ์ที่คล้ายๆ กับการสร้างภาพแบบ “โฮโลแกรม” ซึ่งในแง่หนึ่ง ก็แลดูทันสมัยดี

อย่างไรก็ตาม น่าสังเกตว่า ในภาพยนตร์ไซ-ไฟ ฮอลลีวู้ด มักจะมีเพียงตัวละครหลักๆ หรือตัวละครผู้มีบทบาทลึกลับซ่อนเร้นเท่านั้น ที่เผยร่างพรางกาย (แท้จริง) ด้วยเทคโนโลยีการสร้างภาพดังกล่าว

กระทั่งในโลกความเป็นจริง นักเคลื่อนไหวที่ประเทศสเปนก็พยายามต่อต้านท้าทายกฎหมายการชุมนุมอันเข้มงวด ซึ่งสั่งห้ามการชุมนุม (ของคนจริง) ในพื้นที่สาธารณะ ด้วยการฉายภาพโฮโลแกรมการเดินขบวนของกลุ่มผู้ชุมนุมเบื้องหน้าสถานที่สำคัญ อันถือเป็นประท้วงอำนาจรัฐ โดยไม่ผิดกฎหมาย

เทคโนโลยีโฮโลแกรมจึงถูกนำเสนอไม่บ่อยครั้งนัก และมักถูกฉวยใช้ในวาระสำคัญ หรือยามอับจนหนทางอื่นๆ มิใช่ถูกใช้บ่อยๆ จน “เฟ้อ”

นี่จึงเป็นหลักการที่สวนทางกับภาพโฮโลแกรมดวงวิญญาณต่างๆ ใน “เจ้านาง 2558” ซึ่งมีเยอะ เสียจน “เฝือ” และไม่นำมาซึ่งความตื่นเต้น ตกใจ หรือน่าหวาดกลัวใดๆ

มองในแง่ดี “ผี” ใน “เจ้านาง” ฉบับใหม่ อาจถูกสร้างสรรค์ขึ้นให้มีสถานะเป็นดังเผ่าพันธุ์หรือชาติพันธุ์อีกกลุ่มหนึ่ง ที่ดำรงอยู่เคียงคู่มนุษย์

“ผี” ประเภทนี้ อาจ “หลอน” อาจคอยติดตามมนุษย์ ในฐานะ “อดีต” หรือ “บาดแผล” บางอย่าง แต่เธอ/เขา กลับมิได้ “หลอก” มิได้คุกคาม หรือเขย่าขวัญมนุษย์ เหมือนอย่าง “ผี” ในละครโทรทัศน์ยุคทศวรรษ 2530

“ผี” ใน “เจ้านาง” ยุคใหม่ จึงแตกต่าง แปลกแยก แต่ไม่ “แปลกปลอม” จากมนุษย์

ทีนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนดูทีวีในยุคปัจจุบันจะชื่นชอบ “ผี” แบบไหน มากกว่ากัน?

อย่างไรก็ดี เมื่อ “ผี” ไม่ได้มีสถานะ “เป็นอื่น” อีกต่อไป ก็น่าตั้งคำถามพร้อมๆ กันว่า “ผี” ยังสามารถเป็นฝ่ายทิ้งปริศนา ที่กระตุ้นให้คนดูรู้สึกสงสัย ใคร่รู้ กระทั่งสยองพองขน ได้อยู่หรือไม่?

ถ้าการสร้างปริศนาเช่นนั้น ยังถือเป็น “หน้าที่” สำคัญของ “ผี” อยู่ ก็ดูเหมือน “ผี” ที่มีรูปลักษณ์, พฤติกรรม และวิธีคิด ชัดเจนเสียเหลือเกิน ใน “เจ้านาง 2558” จะทำหน้าที่ดังกล่าวได้ไม่ค่อยดีนัก

(เครดิตภาพประกอบ : http://www.ch7.com)