คนมองหนัง

บันทึกหลังดูหนัง “[นิรโทษกรรม จำเลยคดี ๖ ตุลา]”

 

หนึ่ง ที่มาของหนังน่าสนใจดี คือ มาจาก “วีซีดี” แผ่นหนึ่ง จากหลายแผ่น ที่แจกมาพร้อมกับหนังสืองานศพของ “พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์” เมื่อคุณศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา ไปค้นพบ เลยนำมาให้หอภาพยนตร์ ก่อนที่ตัวหนังจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกภาพยนตร์ของชาติ ประจำปี 2559” ส่วนชื่อ [นิรโทษกรรม จำเลยคดี ๖ ตุลา] นั้น หอภาพยนตร์ตั้งขึ้นมาเอง เนื่องจากวีซีดีไม่ได้ระบุชื่อ/หัวข้อของ “หนังข่าว” เรื่องนี้เอาไว้

สอง หนังยาวประมาณหนึ่งชั่วโมง ดูได้เพลิดเพลินตามสมควร (แต่มีปัญหาเรื่องเสียงที่ไม่ค่อยชัดเจน)

ประเด็นหนึ่งที่มีการพูดคุยกันมากหลังหนังฉายจบ คือ จะเห็นได้ว่าคำพูดของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ในหนัง มีลักษณะวกวนซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งน่าจะเป็นผลจากกระบวนการลำดับภาพ

“คุณสุธรรม แสงประทุม” ที่เป็นหนึ่งใน “ตัวละครหลัก” ของหนังเรื่องนี้ ก็ตั้งข้อสังเกตประมาณว่า ภาพเคลื่อนไหวทั้งหมดที่ยาวถึง 60 นาทีของหนัง โดยเฉพาะช่วง “พล.อ.เกรียงศักดิ์เล็คเชอร์นักศึกษา” ด้วยเนื้อหาซ้ำไปซ้ำมานั้น ไม่น่าจะเป็นเหตุการณ์แบบ real time แต่น่าจะเป็นผลของการตัดต่อมากกว่า

จากการประมวลความเห็นของวงสนทนา ดูเหมือน “การพูดซ้ำๆ” ของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ อาจเกิดขึ้นจาก

(1) การตัดต่ออย่างตั้งใจ เพื่อเน้นย้ำ “สาร” บางประการ ที่รัฐบาลยุคนั้นต้องการสื่อ ไม่ใช่ไปถึงเพียงนักศึกษาหรือฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง แต่ยังรวมถึงเครือข่ายชนชั้นนำ-กลุ่มการเมืองฝ่ายขวาอีกด้วย

(2) แต่ก็มีคนพูดถึงความเป็นได้ว่า “หนังข่าว” ชุดนี้ อาจเกิดจากการเก็บรวบรวมฟุตเทจจากแหล่งต่างๆ แล้วนำมา “คัทชน” เรียงต่อๆ กันไปแบบไม่ตั้งใจ/มีเป้าหมาย จึงนำไปสู่การฉายซ้ำ “ซีนเดิม” แต่ต่างมุมมอง/จากต่างกล้อง

แต่โดยส่วนตัว ขอสารภาพว่าขณะดูหนัง ผมดันเชื่อซะสนิทว่า พล.อ.เกรียงศักดิ์ แกพูดซ้ำไปซ้ำมาแบบนั้นจริงๆ (โดยไม่ได้เป็นผลของกระบวนการลำดับภาพ) 555

เพราะผมย้อนนึกไปถึงงานชิ้นหนึ่งของ “อ.ธงชัย วินิจจะกูล” ที่แกไปพูดคุยกับแกนนำที่จัดตั้งกลุ่มมวลชนขวาจัดสมัย 6 ตุลา ปรากฏว่าแกนนำคนหนึ่งพยายามพูดประโยคเดิมๆ กับ อ.ธงชัย ซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ เพื่อเน้นย้ำให้ถึง “สารสำคัญ” บางข้อ

ผมเลยคิดเองเออเองไปว่า สงสัย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ก็คงจงใจพูดซ้ำเพื่อจะส่งสารบางอย่างเช่นกัน

แต่โอเค พอได้ฟังการสนทนาหลังหนังจบ ประเด็น “พูดซ้ำ” เพราะกระบวนการตัดต่อ นี่ก็ฟังดูสมเหตุสมผลน่ะนะ

02

สาม “สาร” ที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ส่งมาซ้ำๆ ก็มีอาทิเช่น การนิรโทษกรรมครั้งนั้น มิได้มีจุดประสงค์ทางการเมืองหรือไม่ได้เกิดจากการต้องการเสียงสนับสนุนทางการเมือง แต่รัฐบาลตัดสินใจผลักดันเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งถูกต้อง และที่สำคัญ คือ เป็นการปฏิบัติตาม “พระราชปรารภ”

การนิรโทษกรรมครั้งนั้นถือเป็นการตัดสินใจทางการเมืองที่ “เสี่ยง” เพราะด้านหนึ่ง รัฐบาลก็ต้องการปกป้องสถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่อีกด้าน รัฐบาลก็ทำการปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหาว่าคิดร้ายต่อสถาบันหลักให้เป็นอิสระ (ซึ่งย่อมสร้างแรงกระเพื่อมในกลุ่มขวาจัด)

นอกจากนี้ ยังมีการสอนนักศึกษาเรื่องการวางตัว ว่าสังคมไทยชอบคนที่ humble (อ่อนน้อมถ่อมตน) สอนเรื่องแนวทางการให้สัมภาษณ์สื่อ สอนเรื่องภาวะสมดุลระหว่าง theory กับ fact

อีกประเด็น ที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ กล่าวซ้ำกับผู้ได้รับการนิรโทษกรรมบ่อยครั้งมาก คือ เรื่องที่ผ่านมาแล้วให้ถือว่าเป็น “ฝันร้าย” และขอให้ลบมันทิ้งไป (ระหว่างดู นึกถึงเพลง “ฝันร้าย” ของ “คาราวาน” อยู่พอสมควร)

สี่ แม้จะเคยได้อ่านได้ยินเรื่องราวของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ มาบ้าง ในฐานะ “ขุนศึก” ที่มี “ความพิเศษ” บางอย่าง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็น “ภาพเคลื่อนไหว” “น้ำเสียงการพูดจา” และ “วิธีคิด” ของแก

หนังฉายภาพการทำ “ข้าวผัดผงกะหรี่ไก่” ของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ซึ่งขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องการชอบทำอาหาร (อดเสียดาย นึกว่าหนังจะโชว์การทำแกงเขียวหวานเนื้อใส่บรั่นดี)

ที่สำคัญ หนังทำให้เราเห็น “ลักษณะที่โน้มเอียงไปในทางปัญญาชน” ของอดีตนายกฯ-ขุนทหารรายนี้ ทั้งการพูดไทยคำอังกฤษคำ (สำเนียงไม่เลวเลย) อาทิ television, humble และ theory เป็นต้น (อ่านจากประวัติจึงเห็นว่าแกเคยไปเรียนโรงเรียนเสนาธิการทหารบกแห่งสหรัฐอเมริกา)

อีกข้อ คือ แม้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ยังมีบุคลิกเป็นทหารใหญ่ เป็นข้าราชการอาวุโส เป็นสายอนุรักษ์นิยม เป็น “คุณพ่อรู้ดี” แต่ความคิดหลายอย่างของแกก็จัดว่า “ก้าวหน้า” ไม่น้อย เช่น ความเห็นที่ว่าการต่อสู้ไม่ควรใช้ความรุนแรง แต่ควรสู้กันผ่านการคิด เขียน และพูด หรือการยอมรับว่าอำนาจรัฐเองก็ไม่สามารถเข้าไปปรับเปลี่ยนความคิดจิตใจของใครได้หรอก

นี่เชื่อมโยงกับช่วงต้นๆ ของหนัง ที่มีการ “บลั๊ฟ” รัฐบาลอนุรักษ์นิยมขวาจัดของนายกฯ พลเรือน “ธานินทร์ กรัยวิเชียร” ว่ารัฐบาลชุดดังกล่าวจำเป็นจะต้องถูกรัฐประหารซ้อน  และมีการแต่งตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่นำโดยทหารขึ้นมาแทน เพื่อเร่งให้ประเทศกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย

ห้า สำหรับคนที่มักบ่นว่า “นักข่าวเดี๋ยวนี้” สนใจแค่ประเด็นข่าวเบาหวิว ไร้สาระ ไม่เข้าใจหลักใหญ่ใจความอันลึกซึ้งของปรากฏการณ์สำคัญ แต่หยิบจับได้เพียง “กิมมิก” ยิบย่อยฉาบฉวย-เอาไว้ขายพาดหัว ที่เป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆ ของปรากฏการณ์

อยากให้ลองมาชมหนังเรื่องนี้ แล้วคุณจะรู้ว่าพวก “นักข่าวการเมือง” ต้นทศวรรษ 2520 นี่ก็ชอบถามอะไรที่มันจุ๊กจิ๊กจุบจิบและไม่ใช่สาระสำคัญเยอะแยะมากมายไปหมด 555

04
สุธรรม แสงประทุม ผู้ร่วมเสวนา

หก ตัวแทนนักโทษ/นักศึกษาที่โดดเด่นสุดในหนังคงเป็น “สุธรรม แสงประทุม” ดูลักษณะการวางตัว-พูดจาของแกตอนหนุ่มๆ ก็ไม่แปลกใจที่หลังจากนั้น แกจะผันตัวมาเป็น “นักการเมือง”

คนที่สนใจ “การเมืองไทยยุคปัจจุบัน” ตั้งแต่หลังปี 2549 เป็นต้นมา คงอยากเข้าไปดู “อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” “อ.ธงชัย วินิจจะกูล” หรือกระทั่ง “อ.วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์” ในหนังเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม คนเหล่านั้นกลับปรากฏตัวในหนังแบบพอให้เห็นแวบๆ พวกเขาไม่อยู่ในจุดโฟกัส แต่เป็นเพียง “ตัวละครสมทบ” ที่ถูกเอ่ยขานชื่ออยู่บ้าง หากไร้บทบาทเด่นใดๆ

แน่นอน สิ่งที่ปรากฏหรือถูกเน้นย้ำในหนัง คือ “เรื่องเล่า” แบบหนึ่ง ในยุคสมัยหนึ่ง

แต่คนอย่างสมศักดิ์ ธงชัย หรือวิโรจน์ ก็อาจถูกกล่าวถึงในฐานะตัวละครเอกของ “เรื่องเล่า” อีกหลายแบบ ในอีกยุคสมัย

เจ็ด ถ้าให้เทียบกันแล้ว คนดูจะเห็นสีหน้าอารมณ์ความรู้สึกของธงชัยมากกว่าสมศักดิ์

ในหนังเรื่องนี้ อ.ธงชัยดูจะมีบุคลิกเป็นเด็กเรียนมากๆ มีรอยยิ้ม เปล่งหัวเราะ แล้วก็พยักหน้า (คล้าย) ขานรับคำสอนของนายกฯ เกรียงศักดิ์

แต่ยังไม่ถึงขั้นสุธรรม ที่มีลักษณะ “พริ้ว” ตามภาษาของ “คุณศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์” (แต่ถ้าภาษาผม คงต้องบอกว่า “แกค่อนข้างจะลิเกอยู่พอสมควร” 555)

น่าสนใจว่า mood and tone ของหนัง มาในแนว “สมานฉันท์-ปรองดอง-คืนดี” มีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะในหมู่นักศึกษาที่เพิ่งถูกปล่อยตัว มีการชูไม้ชูมือ มีการถ่ายรูปคู่กับนายกฯ ที่มาจากการรัฐประหารซ้อน (ซึ่งเข้าใจว่า ก่อนหน้านั้น คงมีการซักซ้อมทำความเข้าใจกันอยู่ไม่น้อย)

น่าคิดต่อว่า หากไม่พิจารณาถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันระหว่างช่วงต้น 2520 กับปัจจุบัน

แต่ถ้าช่วงต้นทศวรรษ 2520 มีโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก ซึ่งส่งผลให้เกิดการแบ่งกลุ่มก้อนผู้คนตามความเชื่อทางการเมืองอย่างชัดเจน ท่าที “ปรองดอง-คืนดี” เช่นนั้นคงเกิดได้ยากขึ้น และถึงเกิด ก็คงถูกแรงกระแทกกลับอย่างรวดเร็ว (จากพวกเดียวกันเองของแต่ละฝ่าย) ผ่านทางโลกออนไลน์

03
สุรชาติ บำรุงสุข ผู้ร่วมเสวนา

แปด เอาเข้าจริง ยังมีตัวละครสำคัญๆ ที่ทำงานให้ “รัฐบาลเกรียงศักดิ์” ซึ่งอยู่นอกเฟรมของหนังเรื่องนี้

อาทิ “คุณพิชัย วาศนาส่ง” ที่คุณสุธรรมและ “อ.สุรชาติ บำรุงสุข” เห็นตรงกัน ว่าคือผู้อยู่เบื้องหลังการจัดทำหนังเรื่องนี้ และเป็นผู้ช่วยประสานทำความเข้าใจระหว่างนักศึกษาที่ถูกคุมขังกับ พล.อ.เกรียงศักดิ์ เนื่องจากคุณพิชัยเคยมีโอกาสได้สานสัมพันธ์กับนักศึกษาบางส่วน ขณะติดคุกในฐานะ “กบฏ 26 มีนา” ก่อนจะได้รับการนิรโทษกรรมไปก่อน และเข้าไปช่วยงานรัฐบาลเกรียงศักดิ์

อีกคนที่ อ.สุรชาติ บอกว่าอยู่ในเหตุการณ์วันนั้นด้วย (แต่ไม่ถูกจับภาพ) แถมยังเป็นคนคอยเซ็ตที่นั่งและตระเตรียมคำถามป้อน พล.อ.เกรียงศักดิ์  ก็คือ “พี่ลอง” หรือ “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง”

ตามความเห็นของ อ.สุรชาติ และคุณสุธรรม “จำลอง” และ “จปร.7” นั้นมีบทบาท “แอคทีฟ” แน่ๆ ในช่วงการปลุกระดมกลุ่มมวลชนฝ่ายขวา จนนำไปสู่เหตุการณ์ “6 ตุลา” แต่ต่อมา เขาก็เล่นบท “สายพิราบ” และช่วยเหลือนักศึกษาที่ถูกคุมขังเช่นกัน

อ.สุรชาติและคุณสุธรรมเชื่อว่า ท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปของ พล.ต.จำลอง นั้น เกิดจาก “ความรู้สึกผิด” (แต่แน่นอน หากเราเคยอ่านงานวิชาการของ อ.สมศักดิ์ หรือ อ.ธงชัย ก็ย่อมได้พบการตีความอันผิดแผกออกไป)

โดยส่วนตัว คำอธิบายทำนองนี้ช่วยทำให้ผมเข้าใจมากขึ้นว่า ทำไมยุคหนึ่ง คุณสุธรรมถึงเคยลงสมัคร ส.ส. ในนามพรรคพลังธรรม ที่มี พล.ต.จำลอง เป็นหัวหน้า

เก้า ข้อสังเกตหนึ่งซึ่งน่าสนใจของ อ.สุรชาติ ก็คือ ภาวะสงครามเย็นระดับโลกที่เปลี่ยนบริบทไป (ทั้งสหรัฐและจีนเริ่ม “เปลี่ยนบท” ของตัวเอง) คู่ขนานไปกับความสูญเสียจากสงครามประชาชนระหว่างรัฐไทยกับ พคท. ซึ่งมีแนวโน้มจะขยายตัวเป็นสงครามกลางเมือง ได้กลายเป็นแรงบีบหนัก ซึ่งทำให้ “ชนชั้นนำไทย” ต้องแสวงหาฉันทามติร่วมกัน เพื่อผลักดันการนิรโทษกรรม การสร้างบรรยากาศปรองดอง และการพาประเทศกลับคืนสู่การปกครองระบอบ “ประชาธิปไตย (ครึ่งใบ)”

แต่ความขัดแย้งทางการเมืองไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ได้ถูกขนาบด้วย “สงคราม” หรือ “แรงบีบ” จากทั้งระดับโลกและระดับประเทศอีกแล้ว

นี่ส่งผลให้สภาวะการเมืองช่วงต้น 2520 กับยุคปัจจุบัน มีความแตกต่างกันอย่างสำคัญ (และย่อมมีจุดคลี่คลายสถานการณ์ไม่เหมือนกันตามไปด้วย)

05
รัศมี เผ่าเหลืองทอง ผู้ร่วมเสวนา

สิบ หลังดูหนัง-ฟังเสวนาจบ ผมขับรถจากหอภาพยนตร์ ศาลายา ไปวัดญาณเวศกวัน แถวพุทธมณฑล เพื่อเดินเล่น-ถ่ายรูป

เดินเที่ยวที่วัดอยู่สักพัก ก็สังเกตเห็นว่าพระกำลังจะลงโบสถ์กัน ก่อนจะได้ทราบจากคุณลุงที่ทำงานให้วัดว่า เดี๋ยวจะมีการปิดโบสถ์สวดปาฏิโมกข์ โดย “สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)” จะมาร่วมลงโบสถ์ด้วย

ระหว่างพระท่านปิดโบสถ์สวดปาฏิโมกข์ ก็จะมีลูกศิษย์ลูกหากลุ่มหนึ่งหยิบเอากล้องวิดีโอไปสอดส่องถ่ายพิธีกรรม และสมเด็จฯ ตามช่องหน้าต่าง

สวดเสร็จ จึงมีการเปิดโบสถ์ แล้วสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ก็บรรยายธรรมสั้นๆ แก่พระภิกษุในวัด ตลอดจนญาติโยมจำนวนประมาณสิบกว่าคน

dsc00545

น่าสนใจว่า เมื่อเปิดประตูโบสถ์ ญาติโยมหลายรายต่างนำกล้องวิดีโอ (ตั้งแต่แฮนดี้แคมเล็กๆ กล้องระดับงานทีวี รวมถึงกล้องดีเอสแอลอาร์) ทั้งที่เป็นสมบัติของวัดและเป็นของส่วนตัว พร้อมด้วยขาตั้ง เข้าไปบันทึกภาพการแสดงธรรมในโบสถ์

นี่แสดงให้เห็นว่า “หนังบ้าน/หนังข่าว” ที่บันทึกกิจกรรมต่างๆ ของ “ชนชั้นนำ” และ “บุคคลสำคัญ” นั้น ย่อมถูกถ่ายทำกันอยู่เรื่อยๆ ในแต่ละวัน จนมีจำนวนรวมมหาศาล

(ไม่นับว่าในยุคปัจจุบัน เรามี “คลิปบ้านๆ” จำนวนมากมาย ที่ถูกบันทึกไว้โดยเครื่องไม้เครื่องมือที่สามัญชนคนธรรมดาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทั้งคลิปที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิถีชีวิต/เหตุการณ์ใกล้ตัวของคนเล็กคนน้อย เรื่อยไปจนถึงภาพเหตุการณ์สำคัญๆ ระดับใหญ่ๆ จากมุมมองของคนเล็กๆ)

01

Advertisements
ข่าวบันเทิง

ชมหนังสั้น “คืนหนึ่งในปี ค.ศ.1940” โปรเจ็คท์ก่อนภาพยนตร์เรื่องยาว “สองคอน”

“คืนหนึ่งในปี ค.ศ.1940” เป็นภาพยนตร์ขนาดสั้นซึ่งอิงเนื้อหาจากโครงการภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่อง “สองคอน” (MARTYRS)

หนังสั้นเรื่องนี้ถูกถ่ายทำขึ้นเพื่อให้เห็น Mood and Tone โดยรวมของโครงการภาพยนตร์ขนาดยาวดังกล่าว

หนังเล่าเรื่องราวเล็กๆ ก่อนเหตุการณ์การสละชีวิตของ “มรณสักขีแห่งสองคอน” ดังนี้

คืนหนึ่งในเดือนธันวาคม ค.ศ.1940 ณ หมู่บ้านสองคอน เด็กหญิงคนหนึ่งไข้ขึ้นสูง พ่อของเธอไปตามซิสเตอร์มาช่วยดูอาการ ในขณะที่บาทหลวงชาวฝรั่งเศส ผู้เคยให้การรักษาชาวบ้านที่ป่วยด้วยโรคต่างๆ ถูกขับไล่ออกจากประเทศไทยแล้ว และครูคำสอนก็ถูกกักบริเวณ ชาวบ้านตกอยู่ในความหวาดกลัวภายใต้กฏอัยการศึกระหว่างกรณีพิพาทอินโดจีน การสวดภาวนาและดูแลศรัทธาชาวบ้านจึงต้องทำกันอย่างลับๆ ล่อๆ

หนังเรื่องนี้กำกับ/เขียนบท โดย ตรรกวิทย์ ทิพย์ทอง และกำกับภาพโดย ธีระวัฒน์ รุจินธรรม

น่าสนใจว่าหนังยังได้นักแสดงยอดฝีมือของวงการมาร่วมงานมากมาย ทั้งนักแสดงที่โด่งดังจากจอทีวีอย่าง “อริศรา วงษ์ชาลี” ศิลปินรางวัลศิลปาธรสาขาศิลปะการแสดง “จารุนันท์ พันธชาติ” ผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดจิตด้วยการเคลื่อนไหว “ดุจดาว วัฒนปกรณ์” และผู้กำกับ-นักแสดง “บุญส่ง นาคภู่”

สำหรับตรรกวิทย์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ เกิดในครอบครัวที่พ่อนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค ส่วนทางบ้านแม่นับถือศาสนาพุทธ ที่จังหวัดสกลนคร

ในวัย 13 ปี เขาเคยได้เรียนรู้พิธีกรรมและใช้ชีวิตแบบคริสตชนในบ้านเณรเล็ก คณะพระมหาไถ่ ศรีราชา

ตรรกวิทย์จบการศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และเริ่มต้นทำงานที่บริษัทจิวเวอรี่แห่งหนึ่งในพัทยา ก่อนจะลาออกและเข้ารับการอบรมในคอร์ส “กระบวนการสร้างภาพยนตร์รุ่นที่ 2” จัดโดยสมาคมฝรั่งเศส มี “นนทรีย์ นิมิบุตร” เป็นผู้อำนวยการโครงการ หลังจากนั้น เขาจึงได้ทำงานในกองถ่ายภาพยนตร์ไทยและเทศตลอดมา

นอกจากช่วยงานนนทรีย์แล้ว เขายังเคยมีประสบการณ์ในกองถ่ายหนังไทยและต่างชาติอีกหลายเรื่อง อาทิ “ก้านคอกัด” “นางฟ้า” “มนต์เลิฟสิบหมื่น” และ “Only God Forgives” เป็นต้น

ตรรกวิทย์เขียน “แถลงการณ์ผู้กำกับ” เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊กทางการของหนังเรื่อง สองคอน เอาไว้ว่า

อิทธิพลของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคในยุคหลังล่าอาณานิคมได้มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตผู้คนมากมายในภาคอีสานของประเทศไทย จากความเชื่อเรื่องผีสางหรือการนับถือภูตผี ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งของชาวบ้าน เช่น การกล่าวหาบุคคลอื่นว่าเป็นปอบ ปัญหานี้ได้นำพาบาทหลวงชาวฝรั่งเศสเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ นอกจากการเข้ามาเพื่อให้ชาวบ้านรู้สึกสบายใจว่า พระเจ้าได้ทำให้ตนปลอดภัยจากภูตผีแล้ว มิชชันนารีเหล่านี้ยังได้นำการศึกษา ความรู้ด้านอนามัย และระบบการเมืองการปกครองตามแนวคิดแบบตะวันตก มาปลูกฝังสั่งสอนให้ชาวอีสานอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้ชาวอีสานบางกลุ่ม มีขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไปจากรูปแบบเดิม

สองคอน คือภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางด้านความเชื่อ ระหว่างความเชื่อแบบอนุรักษ์นิยมตะวันตกที่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาคริสต์ กับความเชื่อแนวชาตินิยมแบบรวมศูนย์ซึ่งก่อร่างสร้างขึ้นมาเพื่อเจตนาให้ประชากรในประเทศก้าวทันสังคมโลก จนเกิดเป็นการทัดทานทางอำนาจการเมืองอย่างรุนแรงภายในหมู่บ้าน ในระหว่างวิกฤตการณ์กรณีพิพาทของไทยและฝรั่งเศส การแบ่งแยกผู้คนโดยอาศัยความเป็นอื่นของศาสนา การยัดเยียดข้อกล่าวหาว่าเป็นกบฏเพื่อกำจัดคนที่ตนไม่สามารถควบคุมได้ด้วยวิธีการที่ไม่ต่างอะไรจากการกล่าวหาเขาว่าเป็นปอบ เพื่อจะได้ไล่เขาออกจากหมู่บ้าน การพยายามเปลี่ยนศรัทธาของมนุษย์ อันเป็นการไม่เคารพต่อสิทธิและเสรีภาพทางความคิด ซึ่งเป็นสิทธิ์ชอบธรรมพื้นฐานที่มนุษย์แต่ละคนพึงมี ผู้กำกับหวังเป็นอย่างยิ่งว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะพาเราไปสำรวจประวัติศาสตร์ และได้เรียนรู้อดีตจากเหตุการณ์นี้ไปด้วยกัน

อ่านข่าวคราวก่อนหน้านี้เกี่ยวกับโครงการภาพยนตร์ “สองคอน” ได้ที่นี่

ข่าวบันเทิง

รู้จัก “นิรันดร์ราตรี” หนังไทยในเทศกาลภาพยนตร์สารคดีที่โคเปนเฮเกน

“นิรันดร์ราตรี” (Phantom of Illumination) ภาพยนตร์สารคดีแนวทดลองโดย “วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย” แห่งกลุ่ม Eyedropper Fill ได้รับการคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย Next:Wave Award ซึ่งเป็นสายที่รวบรวมผลงานของคนทำหนังหน้าใหม่น่าสนใจ ของเทศกาลภาพยนตร์สารคดี CPH:DOX (Copenhagen Documentary Film Festival) ประเทศเดนมาร์ก

ทั้งนี้ นี่จะเป็นการฉายรอบปฐมทัศน์โลกของภาพยนตร์สารคดีไทยเรื่องนี้ด้วย

เว็บไซต์ของเทศกาลระบุว่า “นิรันดร์ราตรี” คือ หนังไทยอันงดงามที่ทั้งโศกเศร้าและตรึงตรา ซึ่งเล่าเรื่องราวว่าด้วยวันเวลาช่วงสุดท้ายของ “ภาพยนตร์”

หนังถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของชายที่ทำงานฉายหนังมา 25 ปี และการเฝ้าครุ่นคิดถึงสภาวะทรุดโทรมของ “ภาพยนตร์” โดยตัวเขาเอง

“นิรันดร์ราตรี” กอปรขึ้นมาจากหลากหลายองค์ประกอบ ทั้งแง่มุมของสิ่งที่อาจจะเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ ตลอดจนปรัชญาทางพุทธศาสนาว่าด้วยความเสื่อมและความเป็นอนิจจัง

นี่จึงเป็น “ภาพยนตร์แสนพิเศษ” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวว่าด้วย “ภาพยนตร์” อีกต่อหนึ่ง

แม้วรรจธนภูมิจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาได้รับอิทธิพลมาจากผู้กำกับระดับชั้นครูของทวีปเอเชีย อาทิ “ไฉ้หมิงเลี่ยง” และ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” อย่างไรก็ตาม งานของวรรจธนภูมิกลับมีที่ทางเด่นชัดของตนเองตั้งแต่ตรงจุดเริ่มต้นเช่นกัน

วรรจธนภูมิเคยมีผลงานหนังเรื่อง “ผู้เฝ้ามองรติกาล” (Passing through this night) ซึ่งได้รับการคัดเลือกเข้าฉายในสาย “Orizzonti” ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสมาแล้ว

นอกจากนี้ เขายังมีผลงานเป็นที่รู้จักในแวดวงหนังสั้น-หนังอิสระ อาทิ “Dreamscape” ที่ได้รับรางวัลขวัญใจมหาชนและ BACC Award จากเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 19

ข่าวบันเทิง

โปรเจ็คท์ภาพยนตร์น่าสนใจ “สองคอน”

“สองคอน” คือโครงการภาพยนตร์อิสระของ “ตรรกวิทย์ ทิพย์ทอง” ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาบทและหาทุนสร้าง

โดยทีมงานวางกำหนดการไว้คร่าวๆ ว่าจะถ่ายทำหนังเรื่องนี้ในช่วงเดือนธันวาคม 2560 – กุมภาพันธ์ 2561 และออกฉายปลายปี 2561

songkorn-2

หนังจะถ่ายทอดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อปี 2483 ขณะที่ประเทศไทยเกิดกรณีพิพาทอินโดจีนกับฝรั่งเศสเรื่องดินแดนในลุ่มแม่น้ำโขง นายลือและพรรคพวก เดินทางมายังหมู่บ้านคาทอลิกแห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า “สองคอน” ตั้งอยู่ในจังหวัดมุกดาหาร (ปัจจุบัน) พร้อมกับคำสั่งให้มาขับไล่บาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่ดูแลวัดและชาวบ้านในขณะนั้น

หน้าที่ผู้นำความเชื่อของชาวบ้านจึงตกมาเป็นของ “ครูคำสอน” “นายสีฟอง” และซิสเตอร์ชาวไทย 2 คน คือ “ซิสเตอร์อักแนส พิลา” และ “ซิสเตอร์ลูซีอา คำบาง” บรรยากาศภายในหมู่บ้านเริ่มตึงเครียด เมื่อนายลือออกคำสั่งให้ทุกบ้านเลิกสวดภาวนา และกล่าวหาว่าครูสีฟองว่าเป็นสายลับฝรั่งเศส

songkorn-3

ต้นเดือนธันวาคม ครูสีฟองได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง ระบุว่ามาจากนายอำเภอมุกดาหาร ต้องการเรียกพบครูสีฟองเพื่อให้รายงานสถานการณ์อย่างเร่งด่วน ชาวบ้านตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นจดหมายลวง เพราะนายลือกำลังหาทางกำจัดเขา จึงเตือนให้ครูสีฟองระวังตัว แต่ครูสีฟองยังยืนกรานจะไปพบนายอำเภอ เพื่อสอบถามเรื่องข้อบังคับในการเปลี่ยนศาสนา และแล้วระหว่างเดินทางอยู่ในป่า ครูสีฟองก็ถูกนายลือยิงเสียชีวิต

ข่าวการตายของครูสีฟองสร้างความหวาดกลัวให้ชาวบ้านอย่างหนัก ซิสเตอร์ถูกเพ็งเล็งว่าอาจเป็นสายลับฝรั่งเศส และถูกกดดันให้ถอดเครื่องแบบนักบวช อันเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ ศาสนาของชาวฝรั่งเศส ความขัดแย้งทวีความซับซ้อนและรุนแรงยิ่งขึ้น จนในที่สุด ซิสเตอร์ตัดสินใจรวบรวมสตรีและเยาวชนกลุ่มหนึ่ง แสดงเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ในความเชื่อที่เธอมีต่อพระเจ้า ด้วยการยอมถูกยิงตาย

1940

ระหว่างนี้ ทางทีมงานได้ลองถ่ายทำทีเซอร์ของหนัง รวมทั้งได้จัดทำภาพยนตร์สั้นความยาว 5 นาที เรื่อง “คืนหนึ่งในปี ค.ศ.1940” ออกมาเพื่อสื่อให้เห็นถึงมู้ดแอนด์โทนโดยรวมของโปรเจ็คท์ภาพยนตร์เรื่องยาว

โดยทีเซอร์ได้เผยแพร่ผ่านทางออนไลน์แล้วในวันที่ 22 ก.พ. ก่อนที่จะมีการเผยแพร่หนังสั้นในวันที่ 24 ก.พ. ต่อไป

ติดตามอ่านข้อมูลความคืบหน้าของโครงการภาพยนตร์น่าสนใจเรื่องนี้ได้ที่ สองคอน

เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

“Little People” : ลัทธิความเชื่อ ระบอบเผด็จการ และพลังอำนาจของคนเล็กคนน้อย

(ปรับปรุงจากข้อเขียนที่เผยแพร่ครั้งแรกในเพจเฟซบุ๊ก “คนมองหนัง” เมื่อเดือนธันวาคม 2556)

ตอนอ่านนวนิยายเรื่อง “1Q84” ของ “ฮารูกิ มูราคามิ” จบ เมื่อประมาณปี 2555 ผมขบคิดไม่ค่อยแตกว่าไอ้ “Little People” นี่มันมีนัยยะหมายถึงอะไร?

จริงๆ กระทั่งตอนนั่งพิมพ์ข้อเขียนชิ้นนี้ ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ และไม่ค่อยได้ติดตามว่ามีใครตีความ/ถกเถียงเกี่ยวกับตัวละครกลุ่มดังกล่าวไว้อย่างไรบ้าง?

แต่พอมานั่งครุ่นคิดถึง “Little People” ของมูราคามิในช่วงปลายปี 2556 ก็เริ่มมองเห็นอะไรบางอย่างที่น่าสนใจดี

ข้อแรก (ซึ่งหลายคนคงเอะใจตั้งแต่ตอนอ่านหนังสือ) คือ “Little People” นี่ อย่างน้อยมันล้อไอเดียเรื่อง “Big Brother” ในนวนิยายเรื่อง “1984” ของ “จอร์จ ออร์เวลล์” แน่ๆ

ทว่า ขณะที่อำนาจเผด็จการใน “1984” มันถูกยึดครอง/บังคับใช้โดยพรรค โดยกลุ่มผู้นำที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ

 

อำนาจเผด็จการเร้นลับใน “1Q84” ที่สำแดงผ่านพวก “Little People” มันกลับเกิดขึ้นมาจากกลุ่ม “คนเล็กๆ” (อาจถือเป็น “มวลชน” กลุ่มหนึ่งก็น่าจะได้) ที่เป็นชุมชนหรือลัทธิความเชื่อทางศาสนา/เป็นอดีตฝ่ายซ้ายที่เคยพ่ายแพ้ให้แก่รัฐมาก่อน

ประการต่อมา แม้ชุมชนและลัทธิความเชื่อที่ว่าจะวางฐานอันแข็งแรงแน่นหนาอยู่บน “personality cult” แต่สุดท้ายตัว “บุคคลศักดิ์สิทธิ์” ที่ถูกยกย่องเชิดชูขึ้นมาก็ไม่ได้มีความสำคัญเป็นนิรันดร์และมีชีวิตยืนยาวสืบเนื่องเท่ากับบรรดา “Little People”

แถมเป็นฝ่ายหลังด้วยซ้ำ ที่คล้ายจะมีอำนาจควบคุมบังคับฝ่ายแรกอยู่

จนราวกับว่าการรวมตัวของคนเล็กคนน้อย ซึ่งกลายมาเป็นลัทธิความเชื่อบางอย่าง ก็สามารถนำไปสู่การก่อเกิดระบอบเผด็จการ (ทางความคิดความเชื่อ/จิตวิญญาณ) ได้เช่นกัน

http://iminnabluedream.tumblr.com/post/13478928068/1q84-degdeg-just-started-reading-this-book

อย่างไรก็ดี สุดท้ายชุมชน/ลัทธิความเชื่อของพวก “Little People” ใน “1Q84” นั้นยังคงจำกัดตัวเองอยู่ใน “โลกเฉพาะ”

และแม้จะพยายามแผ่ขยายอำนาจอิทธิพลออกมาสู่โลกภายนอก ก็ทำได้ไม่สำเร็จสัมบูรณ์ แถมมีคนตั้ง “องค์กรลับ” นอกระบบ มาล่อมันกลับอีกต่างหาก

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

จะเป็นเลิศเรื่องมายากลหรือวรยุทธ ก็จงเลือกเอาสักอย่างหนึ่ง!!!

entertainment-china-097

“เมื่อนานมาแล้ว ข้าเคยบอกกับเจ้าว่า ถ้าเจ้าอยากเป็นเลิศในเชิงมายากล ก็จงมุ่งมั่นเล่นกลไป แต่หากเจ้าต้องการจะเป็นยอดในด้านวรยุทธ เจ้าก็ควรมุ่งหน้าฝึกวิทยายุทธ ทว่า เจ้ามักจะนำสองสิ่งดังกล่าวมาผสมปนเปกันอยู่เสมอ มันจึงน่าแปลกใจเป็นยิ่งนัก ที่เจ้าสามารถอยู่รอดมาได้จนถึงบัดนี้”

black-stone

“หัวหน้ากลุ่มศิลาดำ” พูดกับ “พ่อมด”

 

ภาพยนตร์เรื่อง “Reign of Assassins”

 

(นาทีที่ 2.04-2.17 ของคลิป)

 

คนมองหนัง

บันทึกยิบย่อยถึง “Creepy” (Kiyoshi Kurosawa)

(หมายเหตุ นี่เป็นการตั้งข้อสังเกตนู่นนิดนี่หน่อยแบบฟุ้งๆ ไปเรื่อยนะครับ)

หนึ่ง โอเค ในภาพรวม นี่คือหนังที่พูดถึง “ภาวะแปลกแยก” จากกันของมนุษย์ในสังคมสมัยใหม่ ที่น่าสนใจ คือ “ความแปลกแยก” ใน Creepy มันร้าวลึกไปถึงระดับหน่วยครอบครัวเลยทีเดียว

เพราะ “ความแปลกแยก” ไม่ได้หมายถึงความแปลกหน้า-ไม่คบหากันของเพื่อนบ้านหรือสมาชิกในสถาบันต่างๆ ของสังคม แต่มันไปไกลถึงขั้นการตั้งคำถามว่า “ผู้ชายคนนี้กับพ่อของฉันคือคนคนเดียวกันหรือเปล่า?” โน่นเลย

creepy2

สอง อีกแก่นแกนหนึ่งของหนัง คือ การพูดถึงความพยายามในการแสวงหาจุด “สมดุล” ระหว่าง “ภาคทฤษฎี” กับ “ภาคปฏิบัติ”

ซึ่งน่าดีใจว่าสุดท้าย จุดสมดุลดังกล่าวคล้ายจะไม่มีอยู่จริง

หนังเริ่มต้นด้วยการวาดภาพของพระเอกที่เป็นตำรวจนักทฤษฎี (ด้านจิตวิทยา) แต่ความเชื่อในทฤษฎี ก็ส่งผลให้ชีวิตตำรวจของเขาเกิด “บาดแผล” จนเจ้าตัวต้องหันไปทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย

แต่เมื่อต้องเผชิญปมปัญหา/คดีสำคัญครั้งใหม่ แม้เขาจะตั้งหลักในการเผชิญหน้ากับเรื่องนี้ผ่านจุดยืนทางด้านทฤษฎีอีกครั้ง แต่ท้ายสุด เขาก็มีแนวโน้มที่จะต้องแก้ปัญหาด้วยท่าทีแบบ “ตำรวจ” มากกว่า “นักวิชาการ” หรือเป็น “เหยี่ยว” มากกว่า “พิราบ”

กล่าวอีกแบบได้ว่าพระเอกได้ลงมือทำในสิ่งที่เพื่อนๆ ร่วมสังคมตำรวจ คิดว่าเขา “ควรจะลงมือทำ” ตั้งแต่ตอนต้นของหนัง

สาม อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ หนังพูดถึง “ความไม่เป็นมนุษย์” (คุณมันไม่ใช่มนุษย์! คุณยังมีความเป็นมนุษย์อยู่รึเปล่า!?) อยู่หลายครั้ง

ที่ตลกร้าย ก็คือ ตัวละครฆาตกรที่วิปริตสุดแทบไม่เคยโดนด่าประณามด้วยข้อกล่าวหานี้ แต่คนที่โดนกลับกลายเป็นพระเอกที่พยายามคลี่คลายปมคดีจน “อินจัด” และ “หนักมือ” กับพยานเกินไปหน่อย

คำถามที่หนังโยนกลับมายังคนดูจึงได้แก่ ใครกันแน่ที่มี “ความเป็นมนุษย์” น้อยกว่ากัน? หรือพวกเราต่างไม่ค่อยมี “ความเป็นมนุษย์” ด้วยกันทั้งนั้น ทั้ง “คนร้าย” หรือ “คนดี” ทั้ง “ฆาตกร” หรือ “ผู้ผดุงความยุติธรรม” (ซึ่งก็จะย้อนกลับไปสู่ปัญหาเรื่อง “ภาวะแปลกแยก” ในข้อหนึ่ง)

สี่ ระหว่างดูหนัง ผมรู้สึกเอะใจอยู่ประเด็นหนึ่ง คือ แม้แต่ตัวละครตำรวจญี่ปุ่นเอง นี่เขาก็ทำงานกันแบบ “ปัจเจก” มากๆ เลย ชนิดที่เราคงนึกภาพไม่ออกว่าจะมีตำรวจไทย (หรือตัวละครตำรวจไทย) คนไหนที่กล้าเดินดุ่มๆ เข้าไปในบ้านของ “ผู้ต้องสงสัย” ก่อคดีร้ายแรง ด้วยตัวคนเดียว โดยไม่มีกำลังสนับสนุนอะไรทั้งสิ้น

แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่ากระบวนการทำงานของตำรวจใน Creepy นี่มันยังอยู่ในขั้นสืบสวน-สอบสวน และยังไปไม่ถึงการระดมกำลังเข้าปราบปราม

chungking-express-inline-02

(จริงๆ การเปรียบเทียบภาพของ “ตำรวจ” ในสื่อภาพยนตร์/ซีรีส์/ละครทีวี อาจแสดงให้เห็นถึงลักษณะที่แตกต่างกันระหว่าง “รัฐราชการแบบไทยๆ” กับกลไกระบบราชการของพวกญี่ปุ่นหรือฮ่องกงได้มากพอสมควร เพราะ “ตำรวจ” ในหนัง/ละครไทย มักจะอยู่ในสังคมเพื่อนฝูง หรือพี่-เพื่อน-น้องแบบไทยๆ มากกว่าจะมีสถานะเป็นปัจเจกบุคคลผู้โดดเดี่ยว เปลี่ยวเหงา ตัวใครตัวมัน แปลกแยกจากคนรอบข้าง เหมือนตำรวจใน Chungking Express, Infernal Affairs หรือ Creepy)

infernal-affairs-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84-1-2002-%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1-1

ห้า อีกข้อที่ผมชอบคือหนังถ่ายทอดกระบวนการที่ควร “ปิดลับ” ผ่านลักษณะ/สภาพแวดล้อมที่ “โปร่งใส” เป็นอย่างยิ่ง

creepy5

แน่นอน ฉากพีคสุด คือการสอบสวนพยานปากสำคัญของคดีสะเทือนขวัญใน “ห้องกระจก” ที่คนข้างนอกมองเห็นคนข้างใน และคนข้างในมองเห็นคนข้างนอก

(พอพูดถึงประเด็นสภาพแวดล้อม อีกจุดเด่นหนึ่งของ Creepy ก็ได้แก่การเล่นกับ “ลม” อย่างร้ายกาจ คือมันเหมือนจะเกี่ยวพันกับอำนาจเร้นลับบางประการ แต่ก็ไม่ใช่)

หก ตัวละครเล็กๆ อีกรายที่ผมชอบอย่างไม่ค่อยมีเหตุผล คือ อาจารย์ที่วิจัยเรื่องสถิติคดีความ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้พระเอกหันมาสนใจคดีสำคัญในหนัง

เพราะเหมือนอีตาคนนี้จะมีความสำคัญในช่วงแรก ทั้งการกระตือรือร้นชวนพระเอกไปที่เกิดเหตุ การช่วยอัดเสียงพยานที่เหลือรอด

creepy3

แต่แล้วบทบาทของแกก็หายไปซะเฉยๆ จนพอหนังจบ ผมก็เริ่มคิดถึงแกขึ้นมาเหมือนกัน 555

(แต่ก็นั่นแหละ นี่อาจช่วยยืนยันว่า “นักวิชาการ” ก็ควร “เนิร์ด” อยู่บนหอคอยไป อย่ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตนอก “โลกทฤษฎี” ที่โคตรอันตราย 555)

เจ็ด ผมไม่แน่ใจว่าระหว่างคุณน้องที่เป็นพยานผู้เหลือรอดจากคดีเมื่อหลายปีก่อน กับคุณน้องเด็กผู้หญิงเพื่อนบ้านพระเอก นี่จะมีบาดแผลชีวิตที่ “สมมาตร” กันขนาดไหน?

หรือเรื่องราวที่เกิดกับคุณน้องคนหลัง คือภาพสะท้อนของสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับคุณน้องคนแรก ซึ่งเธอไม่ยอมบอกเล่ามันออกมาหรือไม่?

creepy4

แม้ผมจะรู้สึกว่าหนังเชิญชวนให้เราคิดไปในทำนองนั้น

แปด ระยะหลังเวลาดูหนังญี่ปุ่นที่ชอบ ก็มักเจอ Yūko Takeuchi อยู่ในจอด้วยเสมอ (จนจำตำแหน่งไฝต่างๆ ของเธอได้ขึ้นใจ 555)

creepy6

หนังญี่ปุ่นเรื่องก่อนหน้านี้ที่ผมชอบมากๆ และ Yūko ร่วมแสดงนำด้วยก็คือ “The Inerasable”

the-inerasable-2015

นอกจากนี้ ผมยังพบว่าเธอร่วมแสดงในหนังเรื่อง “The Magnificent Nine” ที่กำกับโดย Yoshihiro Nakamura (ผู้กำกับ The Inerasable) เลยคิดว่าตัวเองต้องหาทางดู The Magnificent Nine ให้ได้

the-magnificent-nine-poster

เก้า ผมไม่ค่อย “ซื้อ” บทสรุปจบของหนังที่ค่อนข้างแฮปปี้เอนดิ้ง และช่วยยืนยันถึงคุณค่าในเรื่องสถาบันครอบครัวสักเท่าไหร่

อย่างไรก็ดี ผมกลับชอบ “บทลงเอย” ของเจ้าสุนัขชื่อ Max ซึ่งจะว่าไปมันก็แยกไม่ออกกับบทสรุปจบของโครงเรื่องในภาพใหญ่

(เพราะหนังมันจบแบบนี้ บทสรุปเรื่อง Max ถึงเป็นเช่นนี้ แต่ถ้าหนังเลือกจบในแบบอื่นๆ บทลงเอยของ Max ก็ย่อมมีความแตกต่างออกไป)

สิบ เอาเข้าจริง ผมรู้สึกกึ่งแปลกกึ่งไม่ค่อยเชื่อถือประเด็นเรื่อง “เข็มฉีดยา” และพลานุภาพอันรุนแรงของมันในช่วงครึ่งหลังของ Creepy มากนัก กระทั่งมาเจอข่าวพี่ชายคิม จอง อึน (อาจ) ถูกลอบสังหารที่มาเลเซียด้วย “เข็มอาบยาพิษ” (จากกระแสข่าวในช่วงต้นๆ)

เลยรู้สึกสยอดสยองกับไอ้ “เข็มฉีดยา” ใน Creepy ขึ้นมาซะอย่างงั้น!!!

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

กลอนเก่าๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังเรื่อง “คนจรฯลฯ”

คนจรฯลฯ

ต่างคนต่างมีที่มา

ต่างคนต่างค้นหาซึ่งจุดหมาย

ต่างคนต่างอยากสานฝันอันเพริศพราย

ให้กลับกลายเป็นจริงสมใจตน

หากแต่เป็นเรื่องของความบังเอิญ

ทำให้ต้องเผชิญหน้ากันอย่างสับสน

ในขณะที่ต่างคนต่างดิ้นรน

อาจมีผลกระทบกันเป็นธรรมดา

หวังอะไรก็ทำอย่างที่หวัง

ที่กระทบกระทั่งกันอย่าถือสา

และแล้วคืนวันและเวลา

จะปรับทุกสิ่งเข้าหากันอย่างสมดุล

อาจมีบางคนลุความฝันสมใจอยาก

อาจมีบ้างที่ฝันพรากและเสียศูนย์

มีคนดีใจมีคนอาดูร

เพิ่มเติมความสมบูรณ์ของชีวิต

คนนี้ยังคงอยู่ตามหาฝัน

คนนั้นก้าวต่อไปตามใจลิขิต

ต่างคนต่างเป็นไปตามความคิด

และสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล

สุดท้ายเหลือเพียงความทรงจำ

ในพฤติกรรมอันสับสน

มีดีมีเลวปะปน

มีคนจรมาและจรไป

%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%af%e0%b8%a5%e0%b8%af-2

หลังชมภาพยนตร์เรื่อง “คนจรฯลฯ” ของอรรถพร ไทยหิรัญ เมื่อปี 2542 ผมเขียนกลอนชิ้นนี้และโพสต์ลงในกลุ่ม “ห้องสมุด” เว็บไซต์พันทิป

ต่อมาผมนำมันไปรวมอยู่ในหนังสือทำมือเล่มแรกของตัวเอง ที่จัดทำเพื่อวางขายในงาน “แฟตเฟส” ครั้งแรก ที่พิเศษกว่านั้นคือ “คนจรฯลฯ” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ชื่อของบทกวีชิ้นหนึ่งในหนังสือเล่มนั้น หากยังเป็นชื่อหนังสือ และเป็นนามปากกาที่ผมใช้ ณ ช่วงเวลาดังกล่าวด้วย

เมื่อ “อรรถพร ไทยหิรัญ” ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “คนจรฯลฯ” เสียชีวิตลงเมื่อปี 2555 ผมจึงรื้อค้นกลอนบทนี้มาเผยแพร่ซ้ำในเฟซบุ๊ก ก่อนที่ทางนิตยสารไบโอสโคปจะติดต่อขอนำไปตีพิมพ์ประกอบสกู๊ปที่ทางกองบก. จัดทำขึ้นเพื่อรำลึกถึงการจากไปของอรรถพร

ล่าสุด หอภาพยนตร์จะจัดฉาย “คนจรฯลฯ” ที่โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา ในวันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ เวลา 15.00 น. จึงขออนุญาตนำกลอนเก่าๆ ชิ้นนี้ มาเผยแพร๋อีกหนึ่งหน

คนมองหนัง

เวิลด์ ฟิล์ม ไดอารี่ (2) : ห้าแสนปี, Snakeskin และ Elle

ห้าแสนปี (ชัยศิริ จิวะรังสรรค์)

13931592_10155043505022538_105098031_o

ชอบที่หนังไม่ “พูด” อะไรแยะ แต่ปล่อยให้ “บรรยากาศหลัก” และ “บรรยากาศรายล้อม” เป็นตัวผลักดันเรื่องราว (ที่มี “เนื้อหา” เยอะอยู่) ไปเรื่อยๆ

เช่น คนดูอาจไม่จำเป็นต้องรู้ชัดเลยก็ได้ว่าอนุสาวรีย์มนุษย์โบราณนั้นอยู่ที่ไหน มีชื่อเรียกว่าอะไร หนังกลางแปลงที่ฉายเป็นเรื่องอะไรบ้าง ใครคือคนกำกับ แต่ประเด็นที่ภาพยนตร์ต้องการบอกเล่า เช่น “ภาวะตกค้าง-กำกวม-การเป็นสิ่งเก่าในความหมายใหม่” ของ “มนุษย์โบราณ” และ “หนังกลางแปลง” กลับดำรงอยู่ค่อนข้างชัดเจน แถมยังหยอกล้อ-สนทนา-ส่องสะท้อนกันไปมา

โดยส่วนตัวรู้สึกว่า ถ้าหนังเรื่องนี้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นภาพยนตร์ขนาดยาว มันก็ยังจะน่าสนใจและน่าดูอยู่

เพราะมีหลายๆ องค์ประกอบในหนังสั้นที่น่านำไปขยายความเพิ่มเติมได้ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเหงาๆ จ่อมจมกับอารมณ์ส่วนตัวของเด็กหนุ่มในคณะฉายหนัง กระทั่งพฤติกรรม (ต่อเนื่อง) ของบุคคลภายใต้หน้ากาก ซึ่งปรากฏตัวขึ้นในช่วงท้ายๆ เรื่อง

Snakeskin (Daniel Hui)

snakeskin

ดูแล้วคิดถึง “ดาวคะนอง” เพียงแต่ยังแอบรู้สึกว่า ความสลับซับซ้อนเป็นชั้นๆ ของ “ดาวคะนอง” มันมีระบบระเบียบมากกว่า

ขณะเดียวกัน ก็เห็นด้วยกับหลายคนที่ชี้ว่า “ดาวคะนอง” ก็ดี “Snakeskin” ก็ดี คือตัวอย่างของหนังยุคปัจจุบันที่พยายามตั้งคำถามกับ “ประวัติศาสตร์ทางการ” หรือ “ประวัติศาสตร์แห่งชาติ” ผ่านวิธีการและการมองโลกแบบใหม่ๆ

ภาระหน้าที่ของหนังเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่การเลือกสรรหยิบใช้ “ประวัติศาสตร์กระแสรอง” บางประเด็น และเลือกบันทึก “เสียง” ของ “คนเล็กคนน้อย” จำนวนหนึ่ง เพื่อนำเอา “เรื่องเล่าที่ไม่อยู่ในกระแสหลัก” ดังกล่าว มามัดรวมเป็นธีมเดียวกัน ภายใต้โฉมหน้าของ “อภิมหาบรรยาย” บทใหม่/ทางเลือก

แต่สิ่งที่หนังรุ่นใหม่หลายๆ เรื่องกำลังทำกัน คือ การทุบทิ้ง เผาทำลาย หรือฉีก “ประวัติศาสตร์” ออกเป็นส่วนเสี้ยวเล็กน้อยอันกระจัดกระจายไม่ปะติดปะต่อเลยต่างหาก

ส่วนวิธีการและการมองโลกเช่นนี้จะนำไปสู่อะไร? จะมีพลังในการต่อสู้มากน้อยแค่ไหน? จะมีอิทธิพลเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของคนรุ่นใหม่จำนวนมากได้จริงหรือไม่? หรือจะเป็นได้แค่ “ตัวป่วนระบบระเบียบ” ชั่วครู่ชั่วคราวในจอภาพยนตร์

คงต้องปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

Elle (Paul Verhoeven)

elle

หนังสนุกดูไม่ยาก แต่ก็มีประเด็นคมคายชวนคิดตามสไตล์ยุโรปภาคพื้นทวีป

สารหลักของมันก็อาจเป็นท่าทีแบบ “โพสต์-เฟมินิสต์” ที่ถ่ายทอดภาพผู้หญิง ซึ่งเป็นทั้งผู้ถูกกระทำและผู้กระทำ (กลับ) ผู้หญิงที่ดีลกับผู้ชายอย่างมีชั้นเชิง-เขี้ยวลากดิน แถมบางคราวยังกดขี่เหยียดหยามกลั่นแกล้งผู้ชายด้วยซ้ำ และผู้หญิงที่ “สมคบ” กันผลัก/กำจัดผู้ชายออกไปจากชีวิตทีละคนๆ

ตรงข้ามกับภาพของบรรดาผู้ชายในหนัง ที่เต็มไปด้วยคนแหยๆ ไม่ประสบความสำเร็จ โง่เง่า เป็นแมงดาเกาะผู้หญิงแก่ หรือต้องอำพรางปมลับความผิดบาปของตนเองเอาไว้

ขณะเดียวกัน บทบาทที่ Paul Verhoeven ส่งมอบให้ Isabelle Huppert รับไปและถ่ายทอดออกมา ก็ชวนให้นึกถึงหนังของผู้กำกับอื่นอีกหลายคน บางเสี้ยวที่เธอมีอาการประสาทแดกบ้าบอนิสัยไม่ดี ผมก็นึกถึงหนังของ Woody Allen บางส่วนที่เขย่าขวัญ-เลือดเย็น (โดยผสมผสานกับประเด็นทางสังคมหรือสายสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างมนุษย์) ก็ชวนให้นึกถึงงานของ Michael Haneke

ประเด็นจิกกัดพวกเคร่งศาสนาของหนังอาจทื่อๆ ไปนิด แต่ผมชอบฉากบอกลากันระหว่างเพื่อนบ้านหญิงสาวผู้เคร่งศาสนากับคุณป้าตัวเอกจอมเขี้ยวผู้เปี่ยมตัณหาราคะ ซึ่งฝ่ายแรกแสดงให้เห็นเป็นนัยๆ อย่างเรียบร้อยว่า “เฮ้ย! กูก็รู้ทันมึงนะ อีแก่”

เท่ากับหนังได้ตอกย้ำน้ำหนักความสำคัญลงไปยังเหล่าตัวละครหญิงให้ชัดเจนเด่นชัดขึ้นอีก

อีกข้อหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจ ก็คือ บ่อยครั้งเวลาเราดู “หนังฝรั่งเศส” เรามักจะเห็นบริบทของความเป็นปัญญาชน หรือ “วัฒนธรรมชั้นสูง” บางอย่าง แต่ในหนังเรื่องนี้ กลับมีฉากหลังสำคัญเป็นบริษัทผลิต “วิดีโอเกม/เกมคอมพิวเตอร์” ของเจ๊ตัวละครนำ

แถมมีตัวละครปัญญาชนที่พยายามหันมาเอาดีในอุตสาหกรรมเกมคอมพิวเตอร์อีกต่างหาก

จึงแลดูแปลกดี ที่เราได้เห็นตัวละครนำในหนังฝรั่งเศสประกอบอาชีพหรือใช้ชีวิตเกี่ยวกับอะไรที่เป็น “ป๊อปคัลเจอร์” สมัยใหม่มากๆ

ข่าวบันเทิง

“ดาวคะนอง” เข้าชิงสุพรรณหงส์มากสุด “แฟนเดย์-มหาสมุทรและสุสาน” จี้ติด

รายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ ครั้งที่ 26

ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ดาวคะนอง

ธุดงควัตร

พรจากฟ้า

แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว

มหาสมุทรและสุสาน

ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

อโนชา สุวิชากรพงศ์ (ดาวคะนอง), บุญส่ง นาคภู่ (ธุดงควัตร), จิระ มะลิกุล / นิธิวัฒน์ ธราธร / ชยนพ บุญประกอบ / เกรียงไกร วชิรธรรมพร (พรจากฟ้า), บรรจง ปิสัญธนะกูล (แฟนเดย์..แฟนกันแค่วันเดียว), พิมพกา โตวิระ (มหาสมุทรและสุสาน)

ผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม

อนันดา เอเวอริงแฮม (ขุนพันธ์), Sai Sai Kham Leng (ถึงคน..ไม่คิดถึง), ปรมะ อิ่มอโนทัย (ปั๊มน้ำมัน), ฉันทวิชช์ ธนะเสวี (แฟนเดย์), กฤษดา สุโกศล แคลปป์ (ลูกทุ่ง ซิกเนเจอร์)

ผู้แสดงนำหญิงยอดเยี่ยม

ดาวิกา โฮร์เน่ (20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น), อาภา ภาวิไล (ปั๊มน้ำมัน), นิษฐา จิรยั่งยืน (แฟนเดย์), ศศิธร พานิชนก (มหาสมุทรและสุสาน), อภิญญา สกุลเจริญสุข (อวสานโลกสวย)

ผู้แสดงสมทบชายยอดเยี่ยม

รอง เค้ามูลคดี (20 ใหม่) กฤษดา สุโกศล แคลปป์ (ขุนพันธ์), ณัฐดนัย วังศิริไพศาล (ดาวคะนอง), Nay Toe (ถึงคน..ไม่คิดถึง), ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์ (อวสานโลกสวย)

ผู้แสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม

นีรนุช ปัทมสูต (20 ใหม่), ดวงใจ หิรัญศรี (Take Me Home สุขสันต์วันกลับบ้าน), อภิญญา สกุลเจริญสุข (ดาวคะนอง), อัจฉรา สุวรรณ (ดาวคะนอง), เพ็ญพักตร์ ศิริกุล (ปั๊มน้ำมัน)

บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

อโนชา สุวิชากรพงศ์ (ดาวคะนอง), ชาติชาย เกษนัส / พัฒนะ จิรวงศ์ (ถึงคน..ไม่คิดถึง), บุญส่ง นาคภู่ (ธุดงควัตร), ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ (ปั๊มน้ำมัน), พิมพกา โตวิระ / ก้อง ฤทธิ์ดี (มหาสมุทรและสุสาน)

ถ่ายภาพยอดเยี่ยม

Ming Kai Leung (ดาวคะนอง), อุรุพงศ์ รักษาสัตย์ (ธุดงควัตร), บริษัท วันดีมีเดีย จำกัด (พริกแกง), นฤพล โชคคณาพิทักษ์ (แฟนเดย์), พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง (มหาสมุทรและสุสาน)

ลำดับภาพยอดเยี่ยม

ลี ชาตะเมธีกุล / มัชฌิมา อึ๊งศรีวงศ์ (ดาวคะนอง), ภราดร เวศอุรัย / เพียรนิพพาน คดีธรรม (ปั๊มน้ำมัน), ธรรมรัตน์ สุเมธศุภโชค / ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต / ปนายุ คุณวัลลี (พรจากฟ้า), ชลสิทธิ์ อุปนิกขิต (แฟนเดย์), หรินทร์ แพทรงไทย / เบญจรัตน์ ชูนวน / อุรุพงษ์ รักษาสัตย์ (มหาสมุทรและสุสาน)

บันทึกเสียงและผสมเสียงยอดเยี่ยม

อัคริศเฉลิม กัลยาณมิตร / เฉลิมรัฐ กวีวัฒนา (ดาวคะนอง), เอกรัฐ จึงสง่า จากบริษัท กันตนา ซาวด์ สตูดิโอฯ (พรจากฟ้า), เอกรัฐ จึงสง่า – กันตนา ซาวด์ สตูดิโอฯ (แฟนเดย์), อัคริศเฉลิม กัลยาณมิตร (มหาสมุทรและสุสาน), นฤเบศ เปี่ยมโย – กันตนา ซาวด์ สตูดิโอฯ (อวสานโลกสวย)

เพลงนำภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ความหมายที่หายไป (Fathers), Lie (ดาวคะนอง), ฉันจะไป (ถึงคน..ไม่คิดถึง), เทริด (เทริด), รักได้แค่คนเดียว (ปั๊มน้ำมัน)

ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม

Bruno Brugnano (ถึงคน..ไม่คิดถึง), หัวลำโพง ริดดิม (พรจากฟ้า), หัวลำโพง ริดดิม (แฟนเดย์), นพนันทน์ พานิชเจริญ วงอินสไปเรทีฟ (มหาสมุทรและสุสาน), ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์ (อวสานโลกสวย)

กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม

วิทยา บุญวิถีโชติ (20 ใหม่), ธนะ เมฆาอัมพุท (Take Me Home), ธนะ เมฆาอัมพุท (ขุนพันธ์), อรรคเดช แก้วโคตร (พรจากฟ้า), ราสิเกติ์ สุขกาล (โรงแรมต่างดาว)

ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม

ยศ ก่อก้องวิศรุต / แก้ว รัตโนดม (20 ใหม่), นิรชรา วรรณาลัย (ขุนพันธ์), ศุภกิจ มั่งมี (จำเนียรวิเวียนโตมร), รุจิรำไพ มงคล (ดาวคะนอง), พราวเพลิน ตั้งมิตรเจริญ (เทริด)

เทคนิคพิเศษการแต่งหน้ายอดเยี่ยม

มนตรี วัดละเอียด (11-12-13 รักกันจะตาย), มนตรี วัดละเอียด (Take Me Home), ศิวกร สุขลังการ (ขุนพันธ์), เบญจวรรณ สร้อยอินทร์ (แฟนเดย์), อาภรณ์ มีบางยาง (โรงเรียนผี)

เทคนิคการสร้างภาพพิเศษยอดเยี่ยม

11-12-13 รักกันจะตาย, Take Me Home, ขุนพันธ์, แฟนเดย์, มหาลัยเที่ยงคืน

สถิติน่าสนใจ

ดาวคะนองเข้าชิงมากสุด 11 รางวัล แต่ 10 สาขา เพราะในสาขาผู้แสดงสมทบหญิง มีนักแสดงจากหนังเรื่องนี้เข้าชิงพร้อมกันสองคน

ถัดมาเป็นแฟนเดย์ที่เข้าชิง 10 รางวัล 10 สาขา

หนังที่เข้าได้ชิงรางวัล 5 สาขาขึ้นไป ประกอบด้วย มหาสมุทรและสุสาน (8), พรจากฟ้า (6), ขุนพันธ์ (6), ปั๊มน้ำมัน (6) ถึงคน..ไม่คิดถึง (5) และ 20 ใหม่ (5)

สำหรับธุดงวัตรที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในสาขาหลักๆ ได้เข้าชิงทั้งหมด 4 สาขา