ข่าวบันเทิง

อัพเดตรายละเอียด-ใบปิดหนัง “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ภาพยนตร์ไทยในเวนิสของ “เป็นเอก”

หลังจากหนัง “Samui Song” โดยเป็นเอก รัตนเรือง ได้รับการประกาศรายชื่อให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่จะเข้าฉาย (รอบปฐมทัศน์โลก) ในสายการประกวดของเซ็คชั่น “เวนิส เดย์ส” กิจกรรมอิสระคู่ขนานของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส 2017

ก็เริ่มมีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้เผยแพร่ออกมา

เริ่มตั้งแต่ใบปิดของหนัง ดังที่เห็นในภาพประกอบ

samui song poster
ที่มาเพจเฟซบุ๊ก augenschein Filmproduktion

นอกจากนี้ เว็บไซต์ทางการของกิจกรรมเวนิส เดย์ส ยังระบุถึงชื่อภาษาไทยของหนัง นั่นคือ “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ”

รวมทั้งเปิดเผยเรื่องย่อฉบับละเอียดขึ้นว่า หนังความยาว 108 นาทีของเป็นเอก จะบอกเล่าเรื่องราวของ “วิยะดา” ดาราสาววัยกลาง 30 ที่ต้องแบกรับความกดดันภายในใจมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ “เจอโรม” สามีมหาเศรษฐีชาวต่างชาติของเธอ ได้ทุ่มเทอุทิศตนให้แก่เจ้าลัทธิความเชื่อ ผู้ถูกเรียกขานว่า “เดอะ โฮลี่ วัน”

วิยะดาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะตอบโต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวด้วยวิธีการที่รุนแรงสุดขั้วถึงขีดสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อความหลุดพ้นจากอิทธิพลของลัทธิประหลาดอย่างถาวร

Advertisements
ข่าวบันเทิง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เผยเรตติ้ง “เทพสามฤดู” ประจำวันที่ 22-23 ก.ค.

อินสตาแกรม “สามเศียร” เปิดเผยเรตติ้งของละครพื้นบ้าน “เทพสามฤดู” ระหว่างวันเสาร์ที่ 22 และอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม

เรตติ้ง 22-23

ปรากฏว่าในวันที่ 22 ละครเรื่องนี้ทำเรตติ้งทะลุหลัก 6 อีกครั้งที่ 6.2 ก่อนจะตกลงมาเล็กน้อยเหลือ 5.9 ในวันที่ 23

ต้องจับตาดูว่าในวันเสาร์-อาทิตย์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม เรตติ้งของ “เทพสามฤดู” จะพุ่งกลับมาเกิน 6 ได้ทั้งสองตอนอีกครั้งหรือไม่?

ส่วนของแถมท้ายประจำสัปดาห์นี้ คือ รูปน่ารักๆ จากอินสตาแกรมสามเศียรเช่นเดิมครับ

เมื่อพระโอรส-พระธิดา “เทพสามฤดู” กำลังจะพาเสด็จแม่ที่ต้องตกยากออกเร่ร่อนกลางป่าเพราะถูกใส่ร้ายกลับคืนบ้านเมือง บรรดาผู้ช่วยอย่าง “วิปริตนันทเสน” “สุรผัด” และ “เจ้างั่ง กระหังป่า” ก็ต้องเข้าวังตามไปด้วย

เด็จพ่อเทพสามฤดู

ภาพนิ่งนี้น่าจะเป็นตอนที่ “เทพสามฤดู” และคณะกลับถึงเมือง แล้วต้องมาเคลียร์ใจเคลียร์ปัญหาทั้งหมดกับ “ท้าวตรีภพ” พระบิดา ผู้เคยหลงเชื่อคำยุยงผิดๆ

สีหน้าแววตาของนักแสดง (โดยเฉพาะคุณไพโรจน์ สังวริบุตร) และองค์ประกอบต่างๆ ในฉากนี้ นับว่าน่าสนใจทีเดียวครับ อย่างน้อย นี่อาจเป็นตัวอย่างซึ่งแสดงให้เห็นถึงสภาวะที่ “อำนาจ” และ “อารมณ์ขัน” มาเผชิญหน้ากัน

ข่าวบันเทิง

“ดาวคะนอง” ได้รางวัลที่จีน มี “เบลา ทาร์” เป็นประธานกรรมการตัดสิน

หลังกวาดรางวัลในเมืองไทยไปอย่างเป็นกอบเป็นกำ “ดาวคะนอง” ผลงานภาพยนตร์ของอโนชา สุวิชากรพงศ์ ยังได้โอกาสเดินสายตระเวนฉายและรับรางวัลจากเทศกาลหนังต่างประเทศโดยต่อเนื่อง

ล่าสุด หนังไทยเรื่องนี้เพิ่งได้รับรางวัลเดอะ แกรนด์ จูรี่ ไพรซ์ จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเฟิร์สท์ ที่เมืองซีหนิง ประเทศจีน

ดาวคะนอง ทาร์

แม้อโนชา ผู้กำกับ จะไม่ได้เดินทางไปร่วมเทศกาลนี้ด้วยตนเอง แต่ก็มีหนึ่งในทีมงาน คือ หมิง ไค เหลียง ผู้กำกับภาพของหนังขึ้นไปรับรางวัลแทน

ที่สำคัญ ผู้มอบรางวัลนี้ให้แก่หมิง ก็คือ เบลา ทาร์ คนทำหนังชาวฮังกาเรียน ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการตัดสินภาพยนตร์สายประกวดของเทศกาลดังกล่าวประจำปีนี้

ขอบคุณภาพและข่าวจากเพจ ดาวคะนอง By the Time It Gets Dark

ข่าวบันเทิง

“Samui Song” ของเป็นเอก ได้ไปเวนิส

UDI_samuisong-1170x486
ที่มา สกรีนเดลี่

“Samui Song” ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของ “เป็นเอก รัตนเรือง” คือหนึ่งในหนังที่ถูกคัดเลือกเข้าประกวดในเซ็คชั่น “เวนิส เดย์ส” ซึ่งเป็นกิจกรรมอิสระส่วนหนึ่งของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ประจำปี 2017 (รูปแบบคล้ายคลึงกับกิจกรรม “ไดเร็คเตอร์ส’ ฟอร์ทไนท์” ของคานส์)

Samui-Song-Abbot-1170x486
ที่มา Urban Distribution INTL

เว็บไซต์วาไรตี้รายงานว่า “Samui Song” เล่าเรื่องราวของนักแสดงหญิงชาวไทย ซึ่งมีปัญหาขัดแย้งกับสามีเศรษฐีชาวต่างชาติ ที่อุทิศตนให้แก่เจ้าลัทธิความเชื่อ ผู้มีพฤติกรรมเคลือบแคลงน่าสงสัย

samui-song-firstlook
ที่มา JEDIYUTH 

สำหรับนักแสดงนำของหนังเรื่องนี้ ได้แก่ เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์, เดวิด อัศวนนท์, วิทยา ปานศรีงาม และ Stéphane Sednaoui

 

คนมองหนัง

“20th Century Women” และ “Almost Famous”: ประสบการณ์การดูหนังที่คล้ายแต่ไม่เหมือนกัน

นี่ไม่ใช่บทวิจารณ์หรือวิเคราะห์หนัง แต่เป็นบันทึกว่าด้วยการมีประสบการณ์เชื่อมโยงกับหนังสองเรื่องของผู้ชมคนหนึ่งมากกว่า

คิดว่าหลายคนที่ได้ดู “20th Century Women” อาจนึกถึง “Almost Famous” อยู่บ้างตามสมควร

หลังออกจากโรงหนังเฮาส์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมพยายามนึกว่าหนังสองเรื่องนี้มันเหมือนหรือต่างกันยังไงบ้าง?

ซึ่งไปๆ มาๆ ก็คิดไม่ออก เพราะผมลืมรายละเอียดต่างๆ ในหนัง Almost Famous ไปเยอะแล้ว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พอคิดออก กลับกลายเป็นประสบการณ์ของตนเองที่เชื่อมโยงกับหนังทั้งสองเรื่องมากกว่า

2000-poster-almost_famous-3

ผมดู Alomost Famous ตอนเรียนปี 1 ดังนั้น ถึงแม้ด้านหนึ่ง นี่จะเป็นหนังกึ่งอัตชีวประวัติ ซึ่งย้อนรำลึกอดีตถึงช่วงเปลี่ยนผ่านจากเด็กชายสู่วัยรุ่น/ผู้ใหญ่ ของตัวผู้กำกับ คือ “คาเมร่อน โครว์”

แต่อีกด้าน ผมกลับ “อิน” กับความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็นนักวิจารณ์เพลง-อยากจะออกเดินทางผจญภัยติดตามวงดนตรีร็อกระดับซูเปอร์สตาร์ของเด็กหนุ่มตัวละครนำ

ไม่ใช่เพราะ ณ เวลานั้น ผมเคยผ่านประสบการณ์ทำนองดังกล่าวมาแล้ว แต่เป็นเพราะมันคือความใฝ่ฝันที่คนวัย 18-19 ในช่วงนั้นอย่างผม ก็ยังเดินทางไปไม่ถึงเช่นกัน

การรำลึกอดีตผ่านภาพยนตร์ของคาเมร่อน โครว์ จึงมีค่าเท่ากับการใฝ่ฝันถึงอนาคตของคนดูอย่างผม

centurywomenposter

ประสบการณ์ระหว่างดู 20th Century Women ของผมนั้นผิดแผกออกไปแน่ๆ

ส่วนหนึ่ง คงเป็นเพราะหนังทั้งสองเรื่องมีหลายองค์ประกอบแตกต่างกัน แต่อีกด้าน คนดูอย่างผมเองก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากมายเช่นกัน (แก่ขึ้น)

กระบวนการเติบโตเปลี่ยนผ่านเกิอบทั้งหมดของ “วิลเลี่ยม” คือ ช่วงเวลาที่ผมเคยผ่านมาแล้ว (แม้รายละเอียดต่างๆ/บุคคลรายล้อม/หนังสือวิชาการที่เปลี่ยนการมองโลกของเขากับผม อาจจะไม่เหมือนกันซะทีเดียว)

แต่ยังมีอีกหนึ่ง “ลูกเล่น” ที่ผมเห็นว่าน่าสนใจและแพรวพราวดีในหนังเรื่องนี้

แม้ผู้กำกับ “ไมค์ มิลล์ส” จะวางโจทย์การทำงานหลักไว้คล้ายๆ กับ Almost Famous นั่นคือการทำหนังกึ่งอัตชีวประวัติของตัวเอง โดยเลือกเล่าย้อนไปยังเหตุการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเด็กชายสู่วัยรุ่น

ทว่า อีกหนึ่งจุดเด่นที่มิลล์สสอดแทรกเข้ามาอย่างร้ายกาจก็คือ การกล่าวถึงเหตุการณ์ “อนาคต” (ในชีวิตของบรรดาตัวละครหลัก) ที่จะเกิดขึ้นหลังปี 1979 อันเป็นท้องเรื่องของภาพยนตร์ อย่างรางๆ และรวบรัด (ผ่านวอยซ์โอเวอร์และภาพนิ่งเป็นหลัก)

หรือเป็นการกล่าวถึง “อดีตอันใกล้” ที่ตัวมิลล์สเองเพิ่งผ่านพ้นเมื่อไม่นานมานี้ (ไม่ใช่ “อดีตระยะไกล” ในช่วงวัยรุ่น อันเป็นโฟกัสหลักของหนัง)

วิธีการเล่าเรื่องเช่นนี้ ทำให้คนดูต้องเผชิญหน้ากับ “อดีต” ที่ซับซ้อนขึ้น

“อดีต” ที่เราเผชิญไม่ได้มีเพียงความทรงจำอันเรืองรองในช่วงวันชื่นคืนสุข/ระยะเปลี่ยนผ่านสำคัญครั้งแรกของชีวิตตัวละคร

แต่เรายังต้องรับทราบถึง “อนาคต” ของ “อดีต” นั้น (หรืออีกนัยหนึ่ง คือ “อดีตที่เพิ่งเกิดขึ้น”) ซึ่งมีหลากรสชาติ ทั้งการสูญเสีย การหายสาบสูญ ภาวะคลี่คลายตัว และการถือกำเนิดของชีวิตใหม่ๆ

(น่าสนใจที่กระบวนท่าซึ่งพูดถึง “อดีต” อย่างยอกย้อนทำนองนี้ ก็ปรากฏในนิยาย “ร่างของปรารถนา” ผลงานเรื่องล่าสุดของ “อุทิศ เหมะมูล” ที่ผมกำลังอ่านอยู่พอดี)

ร่างของปรารถนา

เลยกลายเป็นว่าสุดท้ายแล้ว บางสถานการณ์ที่ตัวละครใน 20th Century Women ต้องพบเจอหลังปี 1979 จึงยังถือเป็น “สิ่งแปลกใหม่” ที่ประสบการณ์ชีวิตของผมไม่เคยพบพานอยู่ดี

หรืออาจกล่าวได้ว่า บางด้านของหนังได้ฉายให้เห็น “ภาพอนาคต” ที่ยังเดินทางมาไม่ถึงในประสบการณ์ชีวิตของผม

เท่ากับว่า Almost Famous นั้นเป็นหนังรำลึก “อดีต” ของตัวผู้กำกับ ที่ช่วยทำให้ผมขณะมีวัยยังไม่ถึง 20 อยากจะทดลองใฝ่ฝันถึง “อนาคต” ของตัวเอง

ซึ่งถ้ามาดูหนังเรื่องนี้อีกครั้ง ณ ปัจจุบัน ขณะมีอายุ 30 กลางๆ ประสบการณ์ของเด็กหนุ่มตัวละครเอกในหนังก็แทบจะกลายเป็น “อดีตโดยสิ้นเชิง” ที่ผมเคยผ่านพ้นมาหมดแล้ว

ขณะที่ 20th Century Women กลับเชิญชวนให้คนวัย 30 กว่าๆ อย่างผม ทั้งรำลึกถึง “อดีต” ขณะเป็นวัยรุ่น และตระหนักถึง “อนาคต” ของตนเอง-คนใกล้ตัว ที่ยังเดินทางมาไม่ถึง (ทว่า มิอาจหลีกเลี่ยงพ้น) ไปพร้อมๆ กัน

นี่คือสายสัมพันธ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลวัตระหว่างสื่อภาพยนตร์, เวลาอันแปรผัน และประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ของผู้ชม

ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“กระหัง”: จากข่าวแปลกที่ “บุรีรัมย์” ย้อนไปยัง “ไอ้งั่ง เทพสามฤดู” และ “นิทานวัดเกาะ”

(ที่มา “ผีกระหัง” : จากข่าวแปลกที่ “บุรีรัมย์” ย้อนไปยัง “ไอ้งั่ง” ใน “เทพสามฤดู” และ “นิทานวัดเกาะ” มติชนสุดสัปดาห์ 21-27 กรกฎาคม 2560)

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน หลายสำนักข่าว ทั้งสิ่งพิมพ์ ทีวี และออนไลน์ ต่างเล่นข่าวชาวบ้านหนองเสม็ด อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ พบคน/สิ่งของปริศนาบินผ่านยอดไม้ยามค่ำคืน

โดยชาวบ้านจำนวนมากเชื่อกันว่าคน/สิ่งของดังกล่าวคือ “ผีกระหัง”

พ้นไปจากการรายงานข่าวเชิงปรากฏการณ์ “แปลกๆ” เกี่ยวกับความเชื่อว่ามี “ผีกระหัง” อาละวาดที่บ้านหนองเสม็ด

เว็บไซต์มติชนออนไลน์พยายามจะผลักประเด็น “ผีๆ” ให้เดินทางไปไกลกว่านั้น ผ่านการย้อนหลังกลับไปสำรวจข้อความจาก “กฎหมายตราสามดวง” ซึ่งมีเนื้อหาที่กล่าวถึง “ผี” จำพวกต่างๆ แต่กลับไม่มีชื่อ “ผีกระหัง” ปรากฏอยู่

ผู้สื่อข่าวมติชนยังได้สัมภาษณ์ “ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล” นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้ตั้งคำถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ความเชื่อเรื่อง “ผีกระหัง” อาจจะเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ จึงไม่ปรากฏชื่อผีประเภทนี้ในเอกสารโบราณข้างต้น

อย่างไรก็ตาม อาจารย์รุ่งโรจน์เปิดทางเอาไว้ว่า ถ้าอยากได้ข้อสันนิษฐานที่ชัดเจนขึ้น คงต้องมีการค้นคว้าหลักฐานลายลักษณ์อักษรเพิ่มเติม เช่น เอกสารของหมอบรัดเลย์ เป็นต้น (ดู https://www.matichon.co.th/news/602181)

ประเด็นน่าสนใจคือ ในช่วงขณะเดียวกับที่ชาวบ้านจากจังหวัดบุรีรัมย์ค้นพบสิ่งประหลาดที่พวกเขาเชื่อว่าน่าจะเป็น “ผีกระหัง” นั้น ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องใหม่ของช่อง 7 อย่าง “เทพสามฤดู” (2560) ก็ได้ฤกษ์ประเดิมจอพอดี

ด้านหนึ่ง ดูเหมือน “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นล่าสุด จะสามารถกอบโกยความนิยมจากมหาชนคนดูทีวีไปได้เช่นเคย หากพิจารณาจากผลการวัดเรตติ้งของนีลเซ่น หลังละครแพร่ภาพไปแล้ว 6 ตอน

โดยระหว่างวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 1-2, 8-9 และ 15-16 กรกฎาคม 2560 ละครพื้นบ้านเรื่องดังกล่าวได้รับเรตติ้งไป 5.7-5.7, 5.2-5.4 และ 6.3-6.2 ตามลำดับ

อีกด้าน คือ ข้อเท็จจริงที่แฟนละครแนวนี้รับทราบกันดีว่าตัวละครสมทบที่โดดเด่นมากๆ รายหนึ่งใน “เทพสามฤดู” ทุกเวอร์ชั่น นั้นได้แก่ “ไอ้งั่ง กระหังป่า”

ในฉบับล่าสุด ผู้มารับบท “ไอ้งั่ง” คือ “ทับ ท่ากระดาน”

ส่วนผู้เคยโด่งดังสุดๆ กับการรับบทบาทเป็น “ผีกระหัง” ตนนี้เมื่อปี 2546 ก็ได้แก่ “ภิภัชพนธ์/คูณฉกาจ อภิวรสิทธิ์” หรือ “หนำเลี้ยบ” หนึ่งในบุคลากรที่เติบโตมากับกระบวนการผลิตละครจักรๆ วงศ์ๆ แบบครบวงจร จากนักแสดงเด็กสู่ผู้กำกับฯ ควบนักแสดงสมทบ ณ ปัจจุบัน

ขณะที่เมื่อย้อนไปในปี 2530 ผู้รับบท “ไอ้งั่ง กระหังป่า” ก็คือ “ถั่วแระ เชิญยิ้ม” ดาวตลกชื่อดังในเวลาต่อมา

ไม่แน่ใจว่าการหวนคืนจอของ “เทพสามฤดู” และการปรากฏกายอีกครั้งของ “ไอ้งั่ง กระหังป่า” ในเครื่องรับโทรทัศน์ตามครัวเรือน จะมีความเกี่ยวข้องกับ “ผีกระหัง” ที่บ้านหนองเสม็ดหรือไม่? มากน้อยเพียงใด?

นอกจากการเป็น “สองปรากฏการณ์” ที่บังเอิญเกิดขึ้นในห้วงเวลาเดียวกัน

คนมองหนัง-696x447

เมื่อ “ผีกระหัง” มีความเชื่อมโยงอยู่กับ “เทพสามฤดู” ดังนั้น หากจะลองค้นคว้าสืบต่อจากรายงานข่าว-บทสัมภาษณ์นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ของเว็บไซต์มติชนออนไลน์ หนึ่งในเอกสารโบราณที่น่านำมาสำรวจตรวจสอบ ก็คือ หนังสือนิทานวัดเกาะเรื่อง “สามฤดู” ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องดังกล่าว

โชคดีที่หนังสือวรรณกรรมวัดเกาะเรื่อง “สามฤดู” ฉบับตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อ ร.ศ.108 หรือ พ.ศ.2432 (บางส่วน) นั้นถูกจัดเก็บเอาไว้ในระบบดิจิตอลที่เว็บไซต์ “หนังสือเก่าชาวสยาม”

และเพียงแค่เลือกอ่านหนังสือเรื่อง “สามฤดู” เล่มที่ 1 (จากที่นำมาเก็บรวบรวมไว้ในเว็บไซต์ทั้งหมด 33 เล่ม) เราก็จะสามารถพบเจอบทเปิดตัวของ “ไอ้งั่ง กระหังป่า” โดยง่ายดาย ดังเนื้อหาว่า

“จะกล่าวถึงอ้ายงั่งกระหังเปรต

สถิตย์ในหิมเวศเปนเพศผี

แต่ก่อนนั้นมันเปนคนกายตนดี

อยู่กินที่เรือนบ้านมีภรรยา

แต่โง่เง่าเป็นงั่งเที่ยวนั่งจ้อ

ในใจคอร้ายนักเหมือนยักษา

กินของสดพุงไส้ตับไตตา

เนื้อ โค ม้า ทิง ถึก มฤคคี

กินดิบๆ หยิบลากใส่ปากเคี้ยว

ตัวเหม็นเขียวสาบสางเหมือนอย่างผี

ในตาปลิ้นลิ้นแลบถึงนาพี

ขนหัวชี้เขี้ยวงอกกลอกหน้าตา

เวลาค่ำออกหาภักษาหาร

สุริฉานเร่งเร่กลับเคหา

วันนั้นไปไม่พานอาหารมา

เต็มประดาหิวโหยโรยกำลัง

เห็นเมียนอนอยู่กับบุตร์สุดจะอยาก

หักคอลากกินไม่เหลือทั้งเนื้อหนัง

ไม่อิ่มหนำซ้ำบุตร์หยุดประทัง

ค่อยอิ่มนั่งกลอกหน้าในตาวาว

หมดลูกเมียเสียดายร้องไห้หา

ทั้งลูกยาก็เสียอีกเมียสาว

ตัวผู้เดียวอยู่ใยไม่ยืดยาว

ไปอยู่ดาวแดนดงพงพนา

กะด้งใส่สองข้างทำหางปีก

ก็บินหลีกเข้าในไพรพฤกษา

เที่ยวไล่เนื้อ โคถึก มฤคา

เปนภักษาชื่นบานสำราญใจ”

เป็นอันว่าถึงแม้ “ผีกระหัง” จะไม่ปรากฏนามใน “กฎหมายตราสามดวง” ทว่า อย่างน้อยที่สุด ผีประเภทนี้ก็มีตัวตนอยู่ใน “หนังสือนิทานวัดเกาะ” ตั้งแต่เมื่อ 128 ปีก่อนโน่นเลย

ขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม “สามเศียร” และเว็บไซต์ “หนังสือเก่าชาวสยาม”

ข่าวบันเทิง

รู้จัก “Song X” หนังสั้นไทยน่าสนใจ ที่ได้ฉายในเทศกาลโลคาร์โน

“Song X” ผลงานหนังสั้นขาว-ดำ ความยาว 20 นาที และไม่มีบทสนทนา ของ “ปฐมพล เทศประทีป” ได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย “Pardi di domani: Concorso internazionale” ซึ่งเป็นสายการประกวดภาพยนตร์ขนาดสั้นและกลางสำหรับคนทำหนังอิสระ-นักเรียนหนังนานาชาติ ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโลคาร์โน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

หนังเล่าเรื่องราวของทหารหนีทัพที่ตื่นขึ้นมา แล้วพบร่างของตนเองนอนไร้ชีวิตอยู่บนพื้นดิน เขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเริ่มต้นออกเดินทางครั้งใหม่ ก่อนจะได้เผชิญหน้ากับกลุ่มวัยรุ่น ที่ตั้งใจจะประกอบพิธีฌาปนกิจศพให้แก่เขา แต่ขณะเดียวกัน กองทัพก็ส่งกำลังพลออกตามหาร่างไร้วิญญาณของเขาเช่นเดียวกัน

ผลงานภาพยนตร์ชิ้นก่อนหน้านี้ของปฐมพล คือ “Endless, Nameless” ที่ได้รับรางวัลรัตน์ เปสตันยี จากเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 18 (พ.ศ.2557) และถูกนำไปจัดฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติหลายแห่ง

ชมตัวอย่างของหนังสั้นเรื่องนี้ได้ที่นี่ Watch video!

ขอบคุณภาพและคลิปจาก https://pardo.ch/pardo/program/film.html?fid=960748&eid=70

ข่าวบันเทิง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เรตติ้ง “เทพสามฤดู” แรงทะลุ 6 และอิทธิพลซีรีส์มหากาพย์อินเดียต่อจักรๆ วงศ์ๆ ไทย

เรตติ้ง “เทพสามฤดู” ทะลุ 6 แล้วจ้า!!!

ตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา อินสตาแกรมของบริษัทสามเศียรได้รายงานผลการวัดเรตติ้งจำนวนผู้ชมละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “เทพสามฤดู” ระหว่างวันที่ 15-16 กรกฎาคม

เทพสามฤดูทะลุ 6

ผลปรากฏว่าในวันเสาร์ที่ 15 ละครเรื่องนี้คว้าเรตติ้งไป 6.3 ขณะที่วันอาทิตย์ที่ 16 เรตติ้งลดลงมาเล็กน้อยเป็น 6.2

นี่ถือเป็นสัปดาห์ดีๆ ที่ “เทพสามฤดู 2560” มีเรตติ้งทะลุหลัก 6 เป็นครั้งแรก และเป็นสัปดาห์ที่ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ได้รับความนิยมสูงสุดหลังจากแพร่ภาพมาได้ 6 ตอน

เมื่อพิจารณาสถิติของเอจีบี นีลเซ่น โดยละเอียด พบว่าระหว่างวันที่ 10-16 กรกฎาคม 2560 “เทพสามฤดู” นับเป็นรายการยอดนิยมอันดับสามของช่อง 7 มีเรตติ้งเป็นรองเพียงละครหลังข่าวค่ำวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เรื่อง “เหนี่ยวหัวใจสุดไกปืน” ที่ได้เรตติ้งไป 7.9 และละครเย็นวันธรรมดาเรื่อง “มือปืนพ่อลูกติด” ที่ได้เรตติ้งไป 6.9

เรตติ้ง

เมื่อเปรียบเทียบกับอีกหนึ่งสถานีใหญ่อย่างช่อง 3 รายการที่มีเรตติ้งสูงสุดของช่องดังกล่าว คือ การถ่ายทอดสดวอลเลย์บอลหญิงเวิลด์กรังด์ปรีซ์ ซึ่งได้เรตติ้งไป 3.8 ส่วนละครหลังข่าวค่ำช่วงวันหยุดชุด “เดอะ คิวปิดส์” นั้น ได้เรตติ้งไป 3.7

เรตติ้ง 2

คู่แข่งสำคัญจริงๆ ของช่อง 7 ณ ปัจจุบัน จึงได้แก่ช่องเวิร์คพอยท์ ซึ่งแม้รายการยอดนิยมสูงสุดของช่องนี้อย่าง “The Mask Singer 2” จะเริ่มอ่อนกระแสลงไป แต่ยังได้รับเรตติ้งสูงถึงประมาณ 7.1 และ “หน้ากากนักร้อง” ก็ถือเป็นรายการเดียวของเวิร์คพอยท์ที่มีเรตติ้งเหนือกว่า “เทพสามฤดู” เพราะรายการยอดนิยมอันดับสองของช่อง คือ “I Can See Your Voice” ได้เรตติ้งไปราวๆ 5.7 เท่านั้น

อิทธิพลของซีรีส์มหากาพย์อินเดียต่อจักรๆ วงศ์ๆ ไทย

พร้อมๆ กับการได้รับความนิยมของ “เทพสามฤดู 2560” ซีรีส์มหากาพย์จักรๆ วงศ์ๆ จากอินเดีย ก็ยังไปได้สวยในสมรภูมิทีวีดิจิตอลไทย

โดย “สีดาราม ศึกรักมหาลงกา” ยังคงครองตำแหน่งรายการยอดนิยมอันดับหนึ่งของช่อง 8 ด้วยเรตติ้งประมาณ 3.3 

ส่วน “รามเกียรติ์” ที่ไบรท์ทีวี ก็มีสถานะเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของช่องเช่นกัน โดยมีเรตติ้งราว 0.4 

ปิดท้ายด้วย “อโศกมหาราช” ที่เป็นรายการยอดนิยมอันดับสองของช่อง 3 แฟมิลี่ โดยได้รับเรตติ้งไปประมาณ 0.7

ไม่แน่ใจว่า บรรดาผู้ชมละคร “เทพสามฤดู 2560” จะรู้สึกเหมือนผมไหมว่าละครฉบับนี้นั้นมีแนวโน้มจะได้รับอิทธิพลของซีรีส์ฝั่งอินเดียค่อนข้างสูง

(โดยไม่ต้องพูดถึงเรื่องชื่อเทวดาหรือระบบจักรวาลในละครจักรๆ วงศ์ๆ ซึ่งรับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมอินเดียแน่นอนอยู่แล้ว)

เมื่อคราวผลิต “เทพสามฤดู 2546” ดูเหมือนทางสามเศียรจะพยายามผสมผสานอิทธิพลของ “เทพปกรณัมนานาชาติ” เข้ากับเรื่องราวพื้นบ้านแบบไทยๆ

นอกจากอาวุธ “พัดชีวิต” ที่มีอยู่ในนิทานเวอร์ชั่นดั้งเดิม ซึ่งน่าจะได้รับอิทธิพลมาจาก “ไซอิ๋ว” แล้ว ห่วงรัดศีรษะที่ใช้ปราบพยศ “เจ้างั่ง กระหังป่า” ในเวอร์ชั่นดังกล่าว ก็ทำให้หลายคนนึกถึงวรรณกรรมจีนเรื่องเดียวกัน ขณะที่จุดตายของตัวร้ายชื่อ “สามสี” ก็ดันไปพ้องกับ “อคิลลีส” ในเทพนิยายกรีกอย่างร้ายกาจ

มาถึง “เทพสามฤดู 2560” หากดูเฉพาะละคร 6 ตอนแรก คล้ายกับว่าอิทธิพลแบบอินเดียจะปรากฏให้เห็นเด่นชัดพอสมควร

 

ตั้งแต่ฉาก “ศิวนาฏราช” ของ “องค์อิศรา” มาจนถึงการกำหนดบทพูด “อาร้าย อาราย” ให้เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเทวดาอย่าง “มาตุลีเทพบุตร” ซึ่งชี้ชวนให้นึกถึงตัวละคร “พระนารทฤาษี” ผู้มีบทพูดประจำตัวอันแสนติดหูว่า “นาร้ายณ์ นารายณ์” ในซีรีส์เทพปกรณัมอินเดียหลายๆ เรื่อง

ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าอิทธิพลของซีรีส์มหากาพย์อินเดียรูปแบบอื่นๆ จะปรากฏใน “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นล่าสุดอีกหรือไม่? มากน้อยแค่ไหน?

คนมองหนัง

‘จิตร โพธิ์แก้ว’ และงานหนังสั้นมาราธอน

ปีนี้ เป็นปีแรก ที่เทศกาลหนังสั้น ซึ่งจัดโดยมูลนิธิหนังไทย ตัดสินใจงดกิจกรรมฉายหนังสั้นมาราธอนในช่วงก่อนเริ่มต้นเทศกาล (คงเพราะด้วยเหตุผล-ความจำเป็น-ข้อจำกัดบางประการของทางทีมงาน)

ทำให้นึกถึงบทความแปลชิ้นหนึ่งของตัวเองที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2553 ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยความพิเศษและจุดแข็งของงานหนังสั้นมาราธอนในมุมมองของ “คุณจิตร โพธิ์แก้ว” นักดูหนัง ผู้เป็นแฟนประจำของกิจกรรมฉายหนังดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ พยายามค้นหาไฟล์ของบทความชิ้นนี้อยู่นานมาก แต่ก็หาไม่พบ กระทั่งมาเจอเวอร์ชั่นกระดาษของมัน เลยลองสแกนผ่านแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์ (ได้ผลลัพธ์ที่พออ่านออก แต่อาจจะไม่เนี้ยบนัก) แล้วนำมาเผยแพร่อีกครั้งผ่านบล็อกนี้ ในรูปแบบไฟล์พีดีเอฟครับ

มาร่วมรำลึกถึง “งานหนังสั้นมาราธอน” กันครับ

‘จิตร โพธิ์แก้ว’ และงานหนังสั้นมาราธอน (PDF)

จิตร มาราธอน

 

 

ข่าวบันเทิง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เรตติ้ง “เทพสามฤดู” ตอน 3-4 รวมเกร็ด “กระหัง” จากเว็บข่าว-กฎหมายตราสามดวง-นิทานวัดเกาะ

เรตติ้ง “เทพสามฤดู” ตอน 3-4 ยังเกิน 5

ผลการสำรวจเรตติ้งยอดผู้ชมของละครโทรทัศน์แนวจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่น 2560 ประจำวันที่ 8-9 กรกฎาคมที่ผ่านมา ยังคงมีมาตรฐานใกล้เคียงกับละครที่ออกอากาศสองตอนแรกในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้านั้น

เรตติ้ง 3-4
ภาพจากอินสตาแกรม “สามเศียร”

โดยในตอนที่ 3 และ 4 “เทพสามฤดู 2560” คว้าเรตติ้งไป 5.2 และ 5.4 ตามลำดับ ต่ำกว่าตัวเลข 5.7 ของสอนตอนแรกเล็กน้อย

ต้องจับตาดูว่ากระแสตอบรับที่มีต่อละครพื้นบ้านเรื่องนี้จะดำเนินไปในทิศทางใด ทรง-ทรุด-รุ่ง?

ว่าด้วยประวัติศาสตร์ผี “กระหัง”

กระหังป่า
ภาพจากอินสตาแกรม “สามเศียร”

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายสำนักข่าวต่างเล่นข่าวชาวบ้านหนองเสม็ด อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ พบคน/สิ่งของบินผ่านยอดไม้ยามค่ำคืน จนชาวบ้านเชื่อกันว่าสิ่งดังกล่าวคือ “ผีกระหัง” (อ่านรายละเอียดข่าว ที่นี่)

ต่อมา มีรายงานเกี่ยวเนื่องน่าสนใจ เมื่อเว็บไซต์มติชนออนไลน์ไปสำรวจข้อความจาก “กฎหมายตราสามดวง” ซึ่งมีเนื้อหาที่กล่าวถึง “ผี” จำพวกต่างๆ แต่กลับไม่มีชื่อ “ผีกระหัง” ปรากฏอยู่

โดยทาง ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ จาก ม.รามคำแหง ตั้งคำถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ความเชื่อเรื่องกระหังจะเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ จึงไม่ปรากฏชื่อผีประเภทนี้ในเอกสารโบราณ (อ่าน ที่นี่)

อย่างไรก็ตาม เมื่อบล็อกคนมองหนังลองตรวจสอบนิทานวัดเกาะเรื่อง “สามฤดู” (ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของละครจักรๆ วงศ์ๆ “เทพสามฤดู” ยุคหลัง) ที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อ ร.ศ.108 (พ.ศ.2432) และถูกจัดเก็บในระบบดิจิตอลที่เว็บไซต์ “หนังสือเก่าชาวสยาม”

พบว่ามีตัวละครเจ้างั่ง กระหังป่า ซึ่งแฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ คุ้นเคยกันดี ปรากฏอยู่ในหนังสือนิทานวัดเกาะเรื่อง “สามฤดู” ตั้งแต่เล่มที่ 1

โดยบทเปิดตัวของตัวละครผีกระหังรายนี้มีเนื้อความว่า

“จะกล่าวถึงอ้ายงั่งกระหังเปรต
สถิตย์ในหิมเวศเปนเพศผี
แต่ก่อนนั้นมันเปนคนกายตนดี
อยู่กินที่เรือนบ้านมีภรรยา
แต่โง่เง่าเป็นงั่งเที่ยวนั่งจ้อ
ในใจคอร้ายนักเหมือนยักษา
กินของสดพุงไส้ตับไตตา
เนื้อ โค ม้า ทิง ถึก มฤคคี
กินดิบๆ หยิบลากใส่ปากเคี้ยว
ตัวเหม็นเขียวสาบสางเหมือนอย่างผี
ในตาปลิ้นลิ้นแลบถึงนาพี
ขนหัวชี้เขี้ยวงอกกลอกหน้าตา
เวลาค่ำออกหาภักษาหาร
สุริฉานเร่งเร่กลับเคหา
วันนั้นไปไม่พานอาหารมา
เต็มประดาหิวโหยโรยกำลัง
เห็นเมียนอนอยู่กับบุตร์สุดจะอยาก
หักคอลากกินไม่เหลือทั้งเนื้อหนัง
ไม่อิ่มหนำซ้ำบุตร์หยุดประทัง
ค่อยอิ่มนั่งกลอกหน้าในตาวาว
หมดลูกเมียเสียดายร้องไห้หา
ทั้งลูกยาก็เสียอีกเมียสาว
ตัวผู้เดียวอยู่ใยไม่ยืดยาว
ไปอยู่ดาวแดนดงพงพนา”

งั่ง

เกร็ดน่าสนใจต่อเนื่องกันก็คือ นิทานวัดเกาะเรื่อง “สามฤดู” เมื่อ ร.ศ.108 นั้น อาจแต่งโดยหลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์) ผู้ประพันธ์หนังสือ “นิราศหนองคาย” อันโด่งดัง

โดยในสำเนาต้นฉบับลายมือเขียนอัตชีวประวัติของหลวงพัฒนพงศ์ภักดี ซึ่งปัจจุบันเผยแพร่ในเว็บไซต์วชิรญาณ มีเนื้อหาส่วนหนึ่งระบุว่าเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ดำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) เจ้านายของหลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ขณะดำรงตำแหน่งเป็นขุนจบพลรักษ์) ได้สั่งให้ขุนจบฯ แต่งหนังสือเล่นบทละครหลายเรื่อง ทั้งที่แต่งเองโดยไม่อาศัยสำเนาเรื่องเดิม และแต่งตาม/แต่งต่อจากสำเนาเรื่องเดิม

luang-patanaphong-pakdi-bio-4

ในส่วนที่แต่งจากสำเนาเรื่องเดิมนั้น มีเรื่อง “สามฤดู” รวมอยู่ด้วย โดยเหตุการณ์ช่วงที่ขุนจบพลรักษ์ (ทิม) แต่งหนังสือเล่นบทละครดังกล่าวน่าจะเกิดขึ้นก่อนหน้าที่เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ดำรงจะล้มป่วยลงใน ร.ศ.113 (ซึ่งสอดคล้องกับกับเวลาการตีพิมพ์หนังสือนิทานวัดเกาะช่วง ร.ศ.108 พอดี)