คนตัดหญ้าในสนามบอล

อนุสาวรีย์นักฟุตบอล : ว่าด้วยความทรงจำ, ท้องถิ่น และชาติ

ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 17-23 กรกฎาคม 2558

คริส สไตรด์ นักวิชาการด้านสถิติจากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ และ ฟีออน โธมัส นักศึกษาปริญญาเอก จากสถาบันศึกษากีฬาฟุตบอลนานาชาติ มหาวิทยาลัยเซ็นทรัล แลงคาเชียร์ ประเทศอังกฤษ ศึกษาค้นพบว่า ปัจจุบันสโมสรฟุตบอลทั่วโลก ได้จัดสร้างอนุสาวรีย์หรือประติมากรรมรูปหล่อของ (อดีต) นักฟุตบอล, ผู้จัดการทีม, ประธานสโมสร กระทั่งแฟนบอล ติดตั้งตามสนามแข่งขัน และแหล่งชุมชนเมือง

เป็นจำนวนรวมกันมากกว่า 350 แห่ง/ชิ้น

รูปหล่อเกือบทั้งหมดเพิ่งถูกสร้างขึ้นในราว 2 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยสหราชอาณาจักรมีประติมากรรมลักษณะนี้มากที่สุด ตามมาด้วยเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี และบราซิล แม้แต่จีน ที่ความนิยมในเกมลูกหนังยังไม่สามารถแปรสภาพไปสู่ความสำเร็จของผลการแข่งขันได้ ก็ยังมีอนุสาวรีย์นักฟุตบอลตั้งอยู่

มีแนวโน้มชัดเจนว่า บรรดาแฟนบอลมีบทบาทสูงขึ้น ในการระดมทุนจัดสร้างรูปรำลึกของนักฟุตบอลหรือผู้จัดการทีมขวัญใจพวกเขา ผ่านรูปแบบความร่วมมืออันหลากหลาย

ตั้งแต่การรวบรวมกุญแจเก่าๆ แล้วนำไปหลอมเพื่อสร้างรูปหล่อ เรื่อยไปจนถึงการจัดแสดงละครเวที แล้วนำรายได้จากการจำหน่ายตั๋วมาสร้างอนุสาวรีย์

ขณะเดียวกัน องค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่นก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ เมื่อนักฟุตบอลถูกนับเป็นวีรบุรุษประจำท้องถิ่นประเภทหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว (สำหรับในทวีปยุโรป) อนุสาวรีย์/รูปหล่อของนักเตะ มักถูกสร้างขึ้นจากการริเริ่มของสโมสรต้นสังกัด และคู่ค้าทางธุรกิจของสโมสรเหล่านั้นมากกว่า

เมื่อถามว่านักฟุตบอลคนไหนสมควรได้รับการยกย่อง ในระดับที่ต้องจัดสร้างอนุสาวรีย์ให้?

นี่ถือเป็นคำถามที่ถกเถียงกันในหมู่แฟนบอลอย่างไม่รู้จบ

บางคนเห็นว่าต้องพิจารณาจากจำนวนประตูที่นักบอลคนนั้นๆ ทำได้ (ในแง่นี้ ผู้เล่นตำแหน่งศูนย์หน้าย่อมได้เปรียบ)

บางคนพิจารณาจากลีลาการเล่นอันสนุกเร้าใจ และความจงรักภักดีที่นักเตะคนนั้นๆ มอบให้แก่สโมสร

ส่วนบรรดาแฟนบอลขาจร ผู้มิได้ผูกพันกับทีมใดเป็นพิเศษ ก็มักให้การยอมรับนักฟุตบอลที่มีส่วนร่วมสร้างความสำเร็จในระดับทีมชาติ หรือสุภาพบุรุษลูกหนังซึ่งมีบุคลิกภาพนอกสนามอันดีเลิศ

จากการศึกษาของสไตรด์และโธมัส ทั้งคู่พบว่า ส่วนมาก อนุสาวรีย์นักฟุตบอล จะถูกสร้างขึ้นหลังจากนักเตะคนดังกล่าวแขวนสตั๊ดไปแล้วราว 20-30 ปี

อย่างไรก็ตาม ผู้คนมักเข้าใจผิดกันว่าอนุสาวรีย์ส่วนใหญ่มีสถานะเป็นรูปจำลองของนักฟุตบอลผู้วายชนม์ไปแล้ว

ถ้าเป็นในกรณีของยุโรปตะวันออก ซึ่งความเชื่อที่ว่า “การสร้างรูปเหมือนบุคคลถือเป็นการสาปแช่งคนผู้นั้น” ยังคงดำรงอยู่ ความเข้าใจผิดดังกล่าวอาจเป็นเรื่องถูกต้อง

แต่สำหรับในหลายประเทศของทวีปยุโรปและอเมริกาใต้ นักฟุตบอลส่วนใหญ่ที่ได้รับเกียรติ ถูกสร้างรูปเหมือนเป็นอนุสาวรีย์ มักยังคงมีชีวิตอยู่

หนักกว่านั้น อาจมีเรื่องราวแปลกประหลาดหาได้ยากยิ่งเกิดขึ้น ดังกรณีของ “เธียร์รี อองรี” ซึ่งหวนกลับมาเล่นให้อาร์เซนอลในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เป็นรอบที่สอง ด้วยสัญญายืมตัว เมื่อเข้าสู่บั้นปลายชีวิตการค้าแข้ง

ที่น่าสะดุดใจก็คือ ขณะที่ยอดนักเตะฝรั่งเศสกำลังลงเตะในสนามเอมิเรตส์ สเตเดียม อยู่นั้น อนุสาวรีย์/รูปหล่อท่วงท่าคุกเข่าสุดเท่ของเขา ก็ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าสนามฟุตบอลแห่งเดียวกัน

แน่นอนว่า อนุสาวรีย์มีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์, ความทรงจำ และอารมณ์โหยหาอดีต

สองนักวิชาการชาวอังกฤษ ระบุว่า ในเบื้องต้น อนุสาวรีย์นักฟุตบอลจำนวนมากถูกสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงยอดนักเตะและทีมที่ยิ่งใหญ่เมื่อครั้งกระโน้น

รูปหล่อนักเตะจำนวนมากมีหน้าที่พาเหล่าแฟนบอลกลางคนกลับไปยังช่วงเวลาแสนสุข ซึ่งบรรดานักฟุตบอลชื่อดังยังมีสถานะเป็น “ฮีโร่ผู้ลงหลักปักฐาน” อยู่ในเกมลูกหนัง มิใช่เป็น “เซเล็บดาวกระจาย” ในแวดวงคนดัง เหมือนในปัจจุบัน

ทั้งคู่ตีความอีกว่า อารมณ์โหยหารำลึกอดีตอันปรากฏผ่านอนุสาวรีย์นักเตะอันคงทนถาวร ยังช่วยดึงแฟนบอลจำนวนมากกลับมายังสนาม เพื่อแชร์ความทรงจำเกี่ยวกับสโมสรสุดที่รักร่วมกัน

ถือเป็นการถ่วงดุลกับลักษณะความเป็นองค์กรธุรกิจและกิจการเชิงพาณิชย์ของทีมฟุตบอลในศตวรรษที่ 21 ซึ่งถูก “แฟนบอลพันธุ์แท้” บางกลุ่ม เหยียดหยามว่าเป็นสิ่งไม่คงทนถาวร

การตีความข้างต้นอาจแลดูฟูมฟายเกินไปบ้าง ทว่าที่สไตรด์และโธมัสนำเสนอไว้อย่างน่าสนใจ ก็คือ อนุสาวรีย์นักฟุตบอลนั้นมักถูกสร้างเคียงคู่กับ “สนามใหม่” ของสโมสร

เมื่อกีฬาฟุตบอลได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง จนต้องการสังเวียนฟาดแข้งที่สามารถรองรับคนดูจำนวนมากขึ้น สโมสรหลายแห่งจึงตัดสินใจแสวงหาพื้นที่ว่างอันกว้างขวางกว่าเดิม แล้วย้ายไปก่อสร้างสนามใหม่บนพื้นที่ดังกล่าว

อย่างไรก็ดี สนามแห่งใหม่มักตั้งอยู่ห่างไกลจากชุมชนของฐานแฟนบอลกลุ่มดั้งเดิม (ในกรณีของสหราชอาณาจักร มักเป็นย่านอุตสาหกรรม) ด้วยเหตุนี้ รูปหล่อโลหะของนักเตะจำนวนมาก ที่ถูกสร้างขึ้นพร้อมๆ กับสเตเดียมใหม่ๆ จึงช่วยยึดโยงแฟนบอลของทีมให้ยังคงมีอัตลักษณ์และความทรงจำบางอย่างร่วมกันอยู่

แม้ว่าที่ตั้งของสนามแห่งใหม่จะอยู่ห่างไกลจาก “พื้นที่แห่งความทรงจำ” ดั้งเดิมก็ตามที

นักวิชาการคู่นี้อุปมาว่าสนามบอลในยุคสมัยใหม่ เปรียบเสมือน “ผืนผ้าใบว่างเปล่า” ผิดกับสนามยุคเก่า ที่เทียบเคียงได้กับ “ผืนผ้าอันเต็มไปด้วยลวดลายร้อยพ่อพันแม่แลดูแปลกตา” แต่ก็อัดแน่นไว้ด้วยความทรงจำร่วมและความทรงจำส่วนบุคคลที่หลากหลายของบรรดาแฟนบอล

ดังนั้น อนุสาวรีย์นักฟุตบอลจึงเป็นช่องทางหนึ่ง ที่เปิดโอกาสให้สโมสรและแฟนบอลมีโอกาสได้อพยพโยกย้ายประวัติศาสตร์-ความทรงจำบางส่วนเสี้ยวเกี่ยวกับทีมและนักเตะคนโปรด มายังบ้านหลังใหม่/สนามแห่งใหม่

ประเด็นหลักข้อสุดท้าย ที่สองนักวิชาการเสนอ คือ อนุสาวรีย์นักฟุตบอลนั้นยังอาจเชื่อมโยงกับความสำเร็จในระดับทีมชาติด้วย

ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ การที่ 8 นักเตะของทีมชาติเยอรมนีตะวันตก ชุดครองแชมป์โลกปี 1954 ถูกรำลึกถึงผ่านการสร้างอนุสาวรีย์ เช่นเดียวกับสมาชิกกว่าครึ่งหนึ่งของทีมชาติอังกฤษ ชุดแชมป์โลก ค.ศ.1966 ซึ่งได้รับเกียรติแบบเดียวกัน

ทว่า นอกจากอนุสาวรีย์ “บ็อบบี้ มัวร์” หน้าสนามเวมบลีย์แล้ว ก็ไม่มีอนุสาวรีย์นักฟุตบอลคนอื่นใดอีกเลย ที่มีสถานะเป็น “อนุสาวรีย์ของชาติ”

นักฟุตบอลส่วนใหญ่ยังคงถูกยกย่องในฐานะฮีโร่ประจำสโมสรหรือท้องถิ่น นี่อาจแสดงให้เห็นว่า ในมุมมองของแฟนบอลแล้ว “สโมสร” สำคัญเหนือ “ชาติ”

ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติ ย่อมเป็นเรื่องง่ายดายกว่า หากแฟนบอลของสโมสรระดับท้องถิ่นจะรวมตัวรวมใจกันระดมเงินทุนเพื่อจัดสร้างรูปรำลึกของยอดนักเตะขวัญใจประจำทีม

ผิดกับโปรเจ็กต์คล้ายคลึงกันในระดับชาติ ที่ต้องการความกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ซึ่งเกิดขึ้นได้ยากยิ่ง เพราะการสร้างอนุสาวรีย์ให้วีรบุรุษของชาตินั้น ต้องการฉันทามติในหมู่แฟนบอลต่างสโมสร รวมถึงความยินยอมพร้อมใจจากคนที่ไม่ใช่แฟนบอลด้วย

(และดังที่กล่าวไปแล้วว่า คนกลุ่มหลังมักใส่ใจกับบุคลิกนิสัยใจคอนอกสนามบอลของนักเตะที่จะได้รับการยกย่อง มากกว่าความสำเร็จในฐานะนักฟุตบอลของเขา)

ยิ่งไปกว่านั้น การที่หลายประเทศไม่มี “สนามกีฬาแห่งชาติ” ก็ส่งผลให้ปราศจากพื้นที่อันเหมาะสมในการจัดสร้างอนุสาวรีย์ยอดนักฟุตบอล/นักกีฬาของชาติ

อย่างไรก็ตาม กรณียกเว้นได้เกิดขึ้นที่ประเทศจีน ซึ่งมีการสร้างประติมากรรมรูปตัวอักษร “วี” (V) อันบ่งชี้ถึงชัยชนะ โดยมีรูปหล่อโลหะของทีมนักเตะแดนมังกรชุดที่ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2002 ครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ ถูกติดตั้งอยู่บนประติมากรรมดังกล่าว

แต่ความจริงที่ปรากฏนอกเหนืออนุสาวรีย์ตัว “วี” ก็คือ ทีมชาติจีนชุดนั้นพ่ายแพ้ 3 นัดรวด และยิงไม่ได้แม้แต่ประตูเดียว จนต้องตกรอบแรกฟุตบอลโลกไปอย่างบอบช้ำ

ขณะเดียวกัน ที่สไตรด์และโธมัสไม่ได้ระบุไว้ก็คือ อนุสาวรีย์ตัว “วี” นั้น ตั้งอยู่ที่เสิ่นหยาง เมืองเอกของมณฑลเหลียวหนิง ไม่ได้ตั้งอยู่ที่หน้าสนามกีฬา “รังนก” หรือสนามกีฬาแห่งชาติของจีน ณ กรุงปักกิ่ง แต่อย่างใด

นักวิชาการทั้งสองคนยังกล่าวถึง “สตีเวน เจอร์ราร์ด” ยอดกัปตัน ผู้เพิ่งอำลาทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล ไปค้าแข้งที่เมเจอร์ลีก สหรัฐ ทั้งคู่ทำนายว่า เจอร์ราร์ดจะเป็นนักฟุตบอลคนต่อไปของอังกฤษ ที่ได้รับการยกย่องผ่านการจัดสร้างอนุสาวรีย์

แต่รูปหล่อที่ถูกสร้างขึ้น คงเป็นภาพจำลองขณะที่สตีวี่จีกำลังชูถ้วยชนะเลิศใบใดใบหนึ่งในฐานะกัปตันทีมลิเวอร์พูล (แม้เจอร์ราร์ดจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสถ้วยแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษ) มากกว่าจะเป็นอนุสาวรีย์กัปตันทีมชาติอังกฤษ ซึ่งไม่เคยได้รับเกียรติยศใดๆ เลย หลังคว้าแชมป์โลกเมื่อ ค.ศ.1966

สไตรด์และโธมัสปิดท้ายด้วยข้อมูลที่บ่งชี้ว่า ความนิยมในการก่อสร้างอนุสาวรีย์นักฟุตบอลนั้นเหมือนจะยังไม่ได้ลดหย่อนผ่อนแรงลง

เอาแค่ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีอนุสาวรีย์/ประติมากรรมใหม่ๆ ของนักเตะ ถูกเปิดตัวที่ปารากวัย, บราซิล, เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์

นอกจากนี้ ยังมีแผนการจัดสร้างอนุสาวรีย์นักฟุตบอลอีกกว่า 30 โปรเจ็กต์ จากทั่วทุกมุมโลก ที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาโครงการ


(adsbygoogle = window.adsbygoogle || []).push({});

…………………………………………………………………….

แปลและเรียบเรียงจาก บทความ Statuesque strikers: how football fell in love with figurative sculpture โดย Chris Stride และ Ffion Thomas เว็บไซต์ https://theconversation.com

คนตัดหญ้าในสนามบอล

รู้จัก “ผู้ชายชายขอบ” ที่อยู่เบื้องหลัง “ความสำเร็จชายขอบ” ของทีมฟุตบอลหญิงอังกฤษ

(ปรับปรุงจากต้นฉบับในมติชนสุดสัปดาห์ 10-16 กรกฎาคม 2558)

นอกเหนือจากการโชว์ฟอร์มได้เกินความคาดหมายของแข้งสาวทีมชาติไทย, มาตรฐานคงเส้นคงวาระดับโลกของทีมญี่ปุ่น และผลงานอันยอดเยี่ยมของสหรัฐอเมริกา

การแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก ค.ศ.2015 ที่แคนาดา ยังมีเรื่องราวน่าจดจำอีกหนึ่งเรื่อง นั่นคือ การคว้าอันดับสามของทีมชาติอังกฤษ

ถือเป็นผลงานยอดเยี่ยมที่สุดของทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ หลังจากที่ทีมฟุตบอลชายเคยได้แชมป์โลกในปี ค.ศ.1966 และได้อันดับสี่ในฟุตบอลโลกปี ค.ศ.1990 ที่อิตาลี

การแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก อาจถือเป็นทัวร์นาเมนต์เมเจอร์ระดับ “ชายขอบ” ในจักรวาลของเกมกีฬาลูกหนัง ที่เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ดัง ซึ่งเป็นนักเตะชาย

อย่างไรก็ตาม ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในระดับ “ชายขอบ” ของทีมชาติฟุตบอลหญิงอังกฤษ กลับกลายเป็นชายหนุ่มวัยต้นสามสิบ ซึ่งเคยล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการก้าวขึ้นไปเป็นนักเตะอาชีพ

แถมพอผันตนเองมาเป็นผู้ฝึกสอน งานที่ผ่านมาของเขาก็วนเวียนอยู่กับการคุมทีมนอกลีก, พัฒนานักเตะเยาวชน ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการสโมสรฟุตบอลหญิง

ถือเป็นบุคลากรลูกหนังระดับ “ชายขอบของชายขอบ” ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จระดับ “ชายขอบ” อีกต่อหนึ่ง

ชายหนุ่มคนนั้น คือ “มาร์ค แซมป์สัน” ผู้จัดการทีมสายเลือดเวลช์วัย 32 ปี ของทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอังกฤษ ชุดที่คว้าอันดับสามฟุตบอลโลก

แซมป์สัน ผู้มีอายุน้อยกว่านักเตะบางคนภายในทีมด้วยซ้ำไป เกิดและเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมและความใฝ่ฝันเช่นเดียวกันกับเด็กชายชาวสหราชอาณาจักรจำนวนมาก

นั่นคือ การชอบเตะฟุตบอลและอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ อย่างไรก็ดี แซมป์สันตระหนักถึงศักยภาพอันจำกัดจำเขี่ยของตนเองตั้งแต่เมื่อมีอายุเพียง 12 ปี ว่าเขาไม่มีทางเป็นนักฟุตบอลที่เก่งกาจได้แน่ๆ

พอกลับไปบอกเรื่องนี้กับผู้เป็นพ่อที่บ้าน พ่อของแซมป์สันก็ช่วยยืนยันอย่างหนักแน่นว่าความเข้าใจของลูกชายนั้น เป็นเรื่องถูกต้องที่สุด

“จำไม่ได้เหรอ พ่อเคยบอกเอ็งตั้งแต่อายุ 6 ขวบแล้ว ว่าฝีเท้าอย่างเอ็งน่ะ เป็นนักบอลอาชีพไม่ได้หรอก”

แต่เมื่อยังหลงรักฟุตบอลอยู่ แซมป์สันจึงพยายามแสวงหาทางเลือกอื่นๆ ซึ่งจะทำให้เขามีโอกาสได้คลุกคลีกับกีฬาที่ตนเองรักและชื่นชอบ

และการเป็น “โค้ชฟุตบอล” ก็คือทางเลือกของเขา

นอกจากประสบการณ์การเป็นผู้เล่นระดับ “นอกลีก” ที่เวลส์ แซมป์สันค่อยๆ ปลีกเวลาไปอบรมหลักสูตรผู้ฝึกสอน กระทั่งได้ประกาศนียบัตรระดบ “เอ ไลเซ่นส์” จากยูฟ่า

เขาเริ่มต้นทำงานเป็นผู้ฝึกสอนในสถาบันฝึกหัดนักฟุตบอลของสโมสร “สวอนซี ซิตี้” ในยุคที่ยังมี “โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ” โค้ชชาวสเปน กุมบังเหียนเป็นผู้จัดการทีม (ก่อนที่มาร์ติเนซจะไปสร้างชื่อเสียงโด่งดังกับวีแกนและเอฟเวอร์ตัน)

หลังจากนั้น แซมป์สันได้ประเดิมรับงานเป็นผู้จัดการทีมของสโมสร “แทฟฟ์”ส เวลล์” ทีมนอกลีกในเวลส์ เมื่อปี ค.ศ.2008

ต่อมา เขาย้ายไปเป็นผู้จัดการทีมสโมสรฟุตบอลหญิง “บริสตอล อคาเดมี” ซึ่งเป็นสโมสรที่แตกต่างจากทีมฟุตบอลหญิงส่วนใหญ่ในสหราชอาณาจักร ที่มักได้รับการสนับสนุนและใช้ชื่อทีมเดียวกันกับสโมสรฟุตบอลชายชื่อดัง แต่บริสตอล อคาเดมี กลับเป็นทีมฟุตบอลหญิงที่ผูกตัวเองเข้ากับสถาบันการศึกษา

แซมป์สันพาบริสตอลฯ คว้าตำแหน่งรองแชมป์ฟุตบอลลีกสูงสุดในปี ค.ศ.2013 จนได้สิทธิ์เข้าไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หญิง รวมทั้งยังพาทีมเป็นรองแชมป์เอฟเอคัพในปี ค.ศ.2011 และ 2013

ในที่สุด เขาก็ถูกทาบทามให้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมชาติฟุตบอลหญิงอังกฤษ เมื่อปลายปี ค.ศ.2013 ภายหลังแข้งสาวสิงโตคำรามประสบความล้มเหลวในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป

และแซมป์สันก็สามารถพาทีมเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้เป็นผลสำเร็จ

ก่อนหน้าการแข่งขันที่แคนาดา ผู้จัดการทีมหนุ่มยอมรับว่าเขามีอาการตื่นและวิตกกังวลกับเกมการแข่งขันเบื้องหน้าอยู่มิใช่น้อย ทว่า หากมองในอีกแง่หนึ่ง ความกังวลเช่นนั้นก็ถือเป็นสิ่งดี

“ถ้าคุณมาแข่งฟุตบอลโลก แล้วคุณไม่มีอาการตื่นตระหนกใดๆ เลย นั่นก็แสดงว่าทัวร์นาเมนต์สำคัญระดับนี้ ยังไม่ยิ่งใหญ่พอสำหรับคุณ” เขาให้สัมภาษณ์กับนักข่าว

แซมป์สันบอกว่า ทั้งผู้เล่น ทีมงานผู้ฝึกสอน และอาจรวมถึงบรรดาแฟนบอล ล้วนลงเรือ “แห่งความกดดัน” ลำเดียวกัน เราจึงจำเป็นต้องแปรเปลี่ยนความกดดันให้กลายเป็นพลังในการทำงาน

“พวกเราทำงานหนักมาทั้งชีวิต เพื่อให้ได้มาแข่งฟุตบอลโลก นี่จึงเป็นความกดดันที่เราปรารถนา เป็นความวิตกกังวลที่เราเฝ้าไขว่คว้ามาครอบครอง”

ผลงานของทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอังกฤษย่อมถือเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดี ถึงการแปรสภาพความวิตกกังวลทั้งมวลให้กลับกลายเป็นความสำเร็จ

ย้อนกลับไปเมื่อกลางปีก่อน แซมป์สันเคยให้สัมภาษณ์เปิดใจกับสื่ออังกฤษแบบยาวๆ มีบางคำถาม-คำตอบที่น่าสนใจ จึงขออนุญาตแปลและเรียบเรียงความมาเผยแพร่ต่อ ณ ที่นี้

: อิทธิพลของโรแบร์โต้ มาร์ติเนซ ส่งผลต่อสไตล์การทำงานของคุณ ในฐานะผู้จัดการทีม มากน้อยเพียงใด? และมีผู้จัดการทีมคนไหนอีกที่เป็นแบบอย่างการทำงานให้แก่คุณ?

ผมโชคดีมาก ที่มีโอกาสร่วมงานและศึกษาเล่าเรียนกับผู้รู้ในวงการฟุตบอลหลายราย และผมยังคงติดต่อกับพวกเขาอยู่เสมอ เมื่อต้องการคำแนะนำในสถานการณ์พิเศษๆ

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่ามันเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ที่เราจะต้องเป็นตัวของเราเอง ดังนั้น แม้ผมจะได้รับอิทธิพลทางความคิดจากยอดผู้ฝึกสอนหลายคน ตลอดเส้นทางการเป็นโค้ชฟุตบอล แต่ขณะเดียวกัน ผมก็ยังคงยึดมั่นอย่างหนักแน่นกับปรัชญาการทำทีมในแบบฉบับเฉพาะของตัวผมเอง

: แม้ว่าคุณจะประสบความสำเร็จอย่างงดงามในฐานะผู้จัดการทีมบริสตอล อคาเดมี แต่คุณก็ไม่เคยพาสโมสรดังกล่าวคว้าถ้วยชนะเลิศได้เลยแม้เพียงรายการเดียว คุณรู้สึกเสียใจกับเรื่องนี้บ้างไหม?

ไม่เลย ผมไม่เคยเสียใจกับเรื่องดังกล่าว คำถามเดียวที่ผมถามตนเองก็คือ ผมได้ทำทุกอย่าง เท่าที่จะทำได้อย่างสุดความสามารถแล้วหรือยัง? และคำตอบก็คือ ผมได้ลงมือทำมันอย่างเต็มที่แล้ว

แน่นอนว่าทุกคนต่างต้องการเป็นแชมป์กันทั้งนั้น แต่ผมคิดว่ามันไม่เป็นธรรม ถ้าเราจะตัดสินสโมสรหรือบรรดานักเตะภายในทีมจากการคว้าถ้วยรางวัลเพียงองค์ประกอบเดียว

เมื่อถึงวันสิ้นสุดฤดูกาลการแข่งขัน ผมจึงเฝ้าถามตัวเองด้วยคำถามที่สำคัญกว่านั้น นั่นคือ ในฤดูกาลนี้ เราได้ “เพิ่มคุณค่า” ใหม่ๆ ลงไปให้ทีมบ้างหรือยัง? และด้วยทรัพยากรที่บริสตอลฯ มี เราสามารถทำผลงานได้เกินหรือต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ตอนช่วงต้นฤดูกาล?

บอกได้เลยว่าในทุกฤดูกาลที่ผมคุมบริสตอล อคาเดมี ผมรู้สึกว่าทีมสามารถทำผลงานได้เกินเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งต้องยกเครดิตให้กับเหล่าผู้เล่นและทีมงานทุกฝ่ายของสโมสร

นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ขณะเป็นผู้จัดการของบริสตอลฯ ก็คือ การได้มองเห็นพัฒนาการของกลุ่มผู้เล่นที่ทำงานร่วมกันมา ตั้งแต่เมื่อครั้งฤดูกาลแรกที่ผมเริ่มเข้าไปคุมทีม

: คุณคิดว่าผู้จัดการทีมของสโมสรฟุตบอลหญิงหรือทีมชาติฟุตบอลหญิง จะสามารถก้าวขึ้นไปคุมทีมฟุตบอลชายได้หรือไม่? ถ้าคุณคิดว่าได้ ทำไมมันถึงยังไม่เคยเกิดขึ้นเลยจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้?

ก็ถ้าผู้จัดการทีมเหล่านั้นมีความสามารถมากพอ ทำไมพวกเขาถึงจะไปคุมทีมฟุตบอลชายไม่ได้ล่ะ? แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าทำไมสถานการณ์เช่นนี้ถึงยังไม่เคยเกิดขึ้นเลย มันอาจจะเป็นเรื่องของการขาดแคลนโอกาสก็ได้

อย่างไรก็ตาม ผมขอยืนยันว่า มีผู้จัดการทีมชั้นยอดบางคนในแวดวงฟุตบอลลีกหญิงของอังกฤษ ที่สามารถทำงานได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าพวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์แวดล้อมแบบไหน ทีนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะได้รับโอกาสดังกล่าวเมื่อไหร่มากกว่า

: ในฐานะที่เป็นชาวเวลช์ คุณต้องตัดสินใจอย่างยากลำบากขนาดไหน เมื่อได้รับข้อเสนอให้เข้ามาคุมทีมชาติอังกฤษ?

ด้วยความสัตย์จริง ผมไม่เคยรู้สึกตะขิดตะขวงใจเลย กับการก้าวเข้ามาคุมทีมชาติฟุตบอลหญิงของอังกฤษ หน้าที่การงานดังกล่าว ช่วยให้ผมมีโอกาสอันดีเยี่ยม ที่จะได้ร่วมงานกับบรรดานักเตะหญิงชั้นยอด ภายใต้ระบบการจัดการองค์กรขนาดใหญ่ นี่เป็นความท้าทายที่ช่วยปลุกเร้าผมอย่างมาก

การต้องเดินออกจากบริสตอลฯ ต่างหาก ที่เป็นการตัดสินใจอันยากลำบาก ผมรู้สึกสนุกกับการทำงานที่นั่น ผมบรรลุเป้าหมายที่แสนพิเศษบางประการ และก็เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า องค์ประกอบทุกอย่างที่จะนำพาสโมสรไปสู่ความยิ่งใหญ่ในระดับสูงขึ้น ได้ถูกจัดวางไว้เรียบร้อยสมบูรณ์แบบหมดแล้ว

นั่นจึงเป็นเรื่องยากลำบากมากขึ้น เมื่อผมตัดสินใจหันหลังให้กับสโมสร เพื่อมารับงานเป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ

เรียบเรียงจาก

http://www.independent.co.uk/sport/football/international/womens-world-cup-2015-mark-sampson-seizes-his-chance-to-shine-as-england-get-ready-for-opening-match-10307834.html

http://eplindex.com/54063/mark-sampson-england-womans-manager.html

คนมองหนัง

การสูญหายของผู้ให้กำเนิดภาพยนตร์โลก

(มติชนสุดสัปดาห์ 29 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2558)

เมื่อถามคำถามว่าใครเป็นผู้ประดิษฐ์ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องแรกในโลก?

คำตอบมักจะเป็นพี่น้องลูมิแยร์ หรือไม่ก็ โธมัส เอดิสัน

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด มีภาพยนตร์สารคดีเรื่องหนึ่ง ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อโต้แย้งความเชื่อดังกล่าว

หนังสารคดีเรื่องนี้เสนอว่า ภาพยนตร์เรื่องแรกของโลกถูกถ่ายขึ้นที่เมืองลีดส์ สหราชอาณาจักร เมื่อปี ค.ศ.1888

แต่เรื่องราวพลิกผันก็บังเกิด เมื่อผู้ประดิษฐ์กล้องและถ่ายหนังเรื่องดังกล่าว กลับหายตัวไปอย่างลึกลับ ก่อนที่เขาจะมีโอกาสได้ประกาศยืนยันถึงที่ทางของตนเอง ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก

เดวิด วิลกินสัน ผู้อำนวยการผลิตและผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ชาวอังกฤษ มีโอกาสได้เดินทางไปยังฮอลลีวู้ด นิวยอร์ก หรือคานส์ บ่อยครั้ง ระหว่างการติดต่อธุรกิจกับผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมภาพเคลื่อนไหวทั่วโลก

วิลกินสัน มักบอกใครต่อใครว่า ตนเองเดินทางมาจาก “เมืองที่ภาพยนตร์ถูกประดิษฐ์ขึ้นเป็นครั้งแรก”

เมื่อพูดเรื่องนี้ออกไป ผู้ที่เจรจาธุรกิจกับวิลกินสันต่างรู้สึกงุนงง เพราะภาษาอังกฤษของเขามิได้มีสำเนียงแบบอเมริกัน อันเป็นบ้านเกิดของ โธมัส เอดิสัน

และแน่นอนว่าเขามิได้เป็นชาวฝรั่งเศส เช่นเดียวกับพี่น้องลูมิแยร์

ก่อนที่วิลกินสันจะเฉลยความจริงออกไปว่า เขาเป็นคนเมืองลีดส์ ประเทศอังกฤษ

แล้วเมืองลีดส์ ที่เคยมีสโมสรฟุตบอลชื่อดัง เกี่ยวข้องกับวงการภาพยนตร์โลกอย่างไร?

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ.1888 มีสมาชิกของครอบครัว ครอบครัวหนึ่ง มารวมตัวกันที่สวนในย่านชานเมืองลีดส์

ณ ที่แห่งนั้น ชายชาวฝรั่งเศส “หลุยส์ เลอ แปรงซ์” กำลังยืนอยู่หลังกล่องสี่เหลี่ยมที่ทำจากไม้มะฮอกกานี เลอ แปรงซ์ สั่งการให้คนอื่นๆ ในครอบครัว ประกอบด้วย ลูกชายของเขา พ่อแม่ของภรรยา และเพื่อนอีกคนหนึ่ง ยืนรวมตัวกันที่เบื้องหน้ากล่องไม้ดังกล่าว ก่อนจะให้ทั้งหมดเดินเรียงกันเป็นวงกลม

กล่องไม้มะฮอกกานีที่ว่า ก็คือ กล้องถ่ายภาพยนตร์ที่ เลอ แปรงซ์ ประดิษฐ์คิดค้นขึ้น ภาพยนตร์เงียบและสั้นมากๆ ที่กล้องดังกล่าวบันทึกเอาไว้ ยังคงถูกเก็บรักษาไว้โดยพิพิธภัณฑ์สื่อแห่งชาติ ที่เมืองแบรดฟอร์ด ประเทศอังกฤษ และยังสามารถรับชมได้จนถึงปัจจุบัน

ยิ่งกว่านั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังถือกำเนิดขึ้นก่อนหน้าภาพยนตร์ของเอดิสันและพี่น้องลูมิแยร์อีกด้วย

หลังจากพบว่า หลายๆ คนในอุตสาหกรรมหนัง ต่างไม่เชื่อว่าลีดส์เป็นแหล่งกำเนิดภาพยนตร์โลก

วิลกินสันจึงตัดสินใจสร้างหนังสารคดีชื่อว่า “The First Film” ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของ หลุยส์ เลอ แปรงซ์ ในฐานะบิดาแห่งการผลิตถ่ายทำภาพเคลื่อนไหว

โทนี่ บูธ ภัณฑารักษ์จากพิพิธภัณฑ์สื่อแห่งชาติของอังกฤษ ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษากล้องถ่ายหนังและฟุตเทจภาพยนตร์ของ เลอ แปรงซ์ กล่าวถึงประเด็นที่หนังสารคดีของวิลกินสันนำเสนอว่า “แน่นอนว่านี่เป็นข้อโต้แย้งที่สมควรรับฟังอย่างยิ่ง”

บูธอธิบายต่อว่า ถ้าเข้าไปตรวจสอบเครื่องยนต์กลไกภายในกล้องของ เลอ แปรงซ์ เราจะพบว่ามันเป็นกลไกที่คล้ายคลึงกันกับกล้องถ่ายภาพยนตร์ซึ่งถือกำเนิดขึ้นหลังจากนั้น

ภัณฑารักษ์ผู้นี้ย้ำว่า ถ้ากล้องภาพยนตร์ หมายถึง เครื่องมือที่ใช้บันทึกภาพเคลื่อนไหวอันเป็นเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นสดๆ เบื้องหน้าคนถ่ายทำ เลอ แปรงซ์ ก็ถือเป็นมนุษย์คนแรก ผู้ประดิษฐ์เครื่องมือลักษณะนี้ขึ้นมา

แม้ภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาจะถ่ายทำที่เมืองลีดส์ ประเทศอังกฤษ แต่แท้จริงแล้ว หลุยส์ เลอ แปรงซ์ เกิดที่เมืองเม็ตซ์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส

เขาจบการศึกษาด้านเคมีและฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัย ก่อนจะทำงานเป็นช่างภาพและจิตรกร

หลังจากนั้น เขาจึงได้งานที่บริษัทวิศวกรรมของจอห์น วิตลีย์ ที่เมืองลีดส์

พออพยพมาทำงานและอาศัยที่อังกฤษได้สามปี เลอ แปรงซ์ ก็แต่งงานกับ เอลิซาเบธ วิตลีย์ ลูกสาวของจอห์น ผู้เป็นเจ้านายของเขา พร้อมๆ กันนั้น ชายชาวฝรั่งเศสรายนี้ก็เริ่มต้นทดลองอะไรบางอย่าง เกี่ยวกับการสร้างเทคโนโลยีผลิตภาพเคลื่อนไหว

ในช่วงทศวรรษ 1880 เลอ แปรงซ์ เป็นหนึ่งในบรรดานักประดิษฐ์ ที่พยายามคิดค้นเทคโนโลยีผลิตภาพเคลื่อนไหว ซึ่งต่อมา ถูกพัฒนากลายเป็นภาพยนตร์

ไม่ใช่แค่ประดิษฐ์กล้องที่ใช้บันทึกภาพเคลื่อนไหว เลอ แปรงซ์ ยังคิดค้นวิธีการฉายภาพเคลื่อนไหวดังกล่าวขึ้นบนจอภาพยนตร์ เขามีกำหนดการเปิดตัวภาพยนตร์ของตนเองต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรกที่นิวยอร์ก ในปี ค.ศ.1890

แต่ เลอ แปรงซ์ กลับไม่มีโอกาสได้เดินทางไปสหรัฐ เพราะก่อนหน้านั้น เขาได้ไปเยี่ยมน้องชายที่ฝรั่งเศส พร้อมกับเพื่อนสองคนจากตระกูลวิลสัน มีผู้ระบุว่า เลอ แปรงซ์ ออกเดินทางด้วยรถไฟจากเมืองดิฌงมายังกรุงปารีส เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ.1890 ก่อนจะหายตัวไปอย่างลึกลับ

และไม่มีใครได้พบเห็นเขาอีกเลย

มีหลายทฤษฎีที่วิเคราะห์การสูญหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของ หลุยส์ เลอ แปรงซ์

เอลิซาเบธ ภรรยาม่ายของเขา ปักใจเชื่อว่า โธมัส เอดิสัน อาจมีส่วนรู้เห็นกับการฆาตกรรมสามีของเธอ เพื่อกำจัดคู่แข่งนักประดิษฐ์รายสำคัญออกไปให้พ้นเส้นทางแห่งการพัฒนานวัตกรรม

อย่างไรก็ดี อีกหลายคนเชื่อว่า เลอ แปรงซ์ อาจฆ่าตัวตาย อันเนื่องมาจากปัญหาส่วนตัว ซึ่งขณะนั้น เขาอยู่ในภาวะจวนจะล้มละลาย, บางคนคาดเดาว่าเขาเลือกจงใจหายตัว เพื่อไปแอบตั้งต้นชีวิตใหม่, ส่วนบางกระแสก็วิเคราะห์ว่าอัลเบิร์ต น้องชายของ หลุยส์ เลอ แปรงซ์ อาจเป็นผู้สังหารพี่ชาย ตามเจตนารมณ์ของผู้เป็นมารดา

ยังมีบางทฤษฎีสมคบคิดที่ระบุว่า ครอบครัวของ เลอ แปรงซ์ ตัดสินใจบีบเขาให้หนีหายจากไป หลังจากค้นพบว่า นักประดิษฐ์ผู้นี้เป็นเกย์

แต่ ลอรี่ สไนเดอร์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นโหลนของ หลุยส์ เลอ แปรงซ์ นำเสนอทฤษฎีส่วนตัวของเธอ ที่ไม่ได้มีความสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนใดๆ ว่า จากบันทึกความทรงจำของเอลิซาเบธ รถไฟที่หลุยส์โดยสาร เดินทางมาถึงปารีสในเวลาห้าทุ่ม จากนั้น สไนเดอร์ เดาว่า เลอ แปรงซ์ คงจะนั่งรถรับจ้างออกจากสถานีรถไฟ

โหลนของ เลอ แปรงซ์ คาดว่า คนขับรถคงอาศัยความมืดยามรัตติกาล นำพาเทียดของเธอไปยังพื้นที่ห่างไกล ก่อนจะลงมือทำร้ายและทิ้งร่างไร้ชีวิตของเขาลงสู่แม่น้ำแซน สอดคล้องกับการที่มีบทความสองชิ้นของสื่อในยุคนั้นรายงานตรงกันว่า ได้เกิดเหตุอาชญากรมุ่งประสงค์ร้ายต่อนักท่องเที่ยวผู้เดินทางคนเดียวมาแล้วหลายต่อหลายราย

และ เลอ แปรงซ์ ก็คงเป็นหนึ่งในนักท่องเที่ยวผู้โชคร้าย เพราะอยู่ผิดที่ผิดเวลา

สไนเดอร์ไม่เชื่อว่า เลอ แปรงซ์ จะตัดสินใจฆ่าตัวตายหรือทำตัวหายสาบสูญเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ เพราะจากหลักฐานจดหมายที่หลงเหลืออยู่ แสดงให้เห็นว่า เขาเป็นคนรักครอบครัวมาก

ส่วนความคิดที่บอกว่าหลุยส์ถูกฆ่าโดยน้องชายก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะจากบันทึกของเอลิซาเบธ บ้านของสามีเธอที่ฝรั่งเศส มีสายสัมพันธ์ความรักระหว่างสมาชิกในครอบครัวซึ่งค่อนข้างใกล้ชิดแน่นแฟ้น

อย่างไรก็ตาม ลอรี่ไม่คล้อยตามเอลิซาเบธ ที่เห็นว่า เลอ แปรงซ์ อาจถูกกำจัดโดย โธมัส เอดิสัน เธอชี้ว่า แม้เอดิสันจะได้ชื่อว่าเป็นคนโหดเหี้ยมทารุณ แต่นักประดิษฐ์ชั้นยอดอย่างเขา ก็น่าจะมีวิธีจัดการกับคู่แข่งได้ดีกว่าการฆ่าคน

สุดท้าย โหลนของ เลอ แปรงซ์ ไม่เชื่อว่าครอบครัวฝั่งภรรยาจะบีบบังคับให้ชายผู้นี้ปลีกตนออกไปจากการรับรู้ของสาธารณชน ด้วยเหตุผลเพราะเขาเป็นเกย์ เนื่องจากมีหลักฐานระบุว่าครอบครัวดังกล่าวได้สละเวลาและกำลังทรัพย์จำนวนมหาศาล เพื่อค้นหาตัว เลอ แปรงซ์ ให้พบ

อาจกล่าวได้ว่า การหายตัวของ หลุยส์ เลอ แปรงซ์ ส่งผลให้จุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลกผันแปรไป

“ถ้าเขาไม่หายสาบสูญไปเสียก่อน ภาพยนตร์ของเขาจะได้ออกฉายต่อหน้าสาธารณชนที่นิวยอร์ก” ผู้สร้างภาพยนตร์รุ่นหลังอย่างวิลกินสัน ตั้งข้อสังเกต และพูดถึงความเป็นไปได้ ที่มิอาจเกิดขึ้นจริงว่า

“ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า เขาจะได้รับเงินจากผู้ชมคนดูจำนวนมาก จนสามารถเริ่มต้นผลิตเทคโนโลยีการถ่ายทำและฉายภาพยนตร์ออกเผยแพร่ในวงกว้างได้ เขาจะทำในสิ่งที่เอดิสันและพี่น้องลูมิแยร์ได้ทำหลังจากนั้น แล้วเขาก็จะกลายเป็นที่รู้จัก”

“เขาประสบความสำเร็จในเชิงเทคนิค แต่ไม่อาจสานต่อความสำเร็จดังกล่าวในเชิงพาณิชย์ และในเชิงการเข้าถึงผู้ชมวงกว้าง” โทนี่ บูธ พิเคราะห์และเสนอว่า “ถ้าเหตุการณ์บางอย่างในประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงได้ เขาอาจมีชื่อเสียงดำรงอยู่เคียงคู่กับเอดิสันและพี่น้องลูมิแยร์ กระทั่งอาจมีเกียรติยศเหนือคนเหล่านั้นด้วยซ้ำ…”

ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับกลายเป็นการมีชื่อเสียงและการถูกจดจำของพี่น้องลูมิแยร์ และ โธมัส เอดิสัน ในฐานะผู้ริเริ่มฉายภาพยนตร์ผ่านพื้นที่สาธารณะ แล้วเก็บค่าเข้าชมจากเหล่าคนดู

ส่วนชื่อของ เลอ แปรงซ์ ได้ค่อยๆ เลือนหายไปจากประวัติศาสตร์ภาพยนตร์โลก

แปลและเรียบเรียงจากรายงานข่าว “Louis Le Prince, who shot the world”s first film in Leeds” โดย เอียน ยังส์ ในเว็บไซต์บีบีซี