คนมองหนัง

“Joker”: หมดเวลาของ “งานรื่นเริง”

“ชุมพล เอกสมญา” และ “Sat & sun”

ข้อนี้เป็นเกร็ดเล็กๆ

ระหว่างดูหนัง ผมจะคิดถึงเพลง “ตัวตลก” ของ “Wildseed” (ชุมพล เอกสมญา) ซึ่งมีอายุครบ 20 ปีพอดี

ครั้น “โจ๊กเกอร์” ไปป่วนรายการโทรทัศน์ชื่อดังจนเกิดเหตุการณ์ใหญ่ หนังก็นำเพลง “Spanish Flea” มาใช้เป็นเสียงดนตรีเปิดก่อนเข้าช่วงข่าวด่วน

เชื่อว่าคนดูหนังหลายรายคงนึกถึงรายการวิทยุ “Sat & Sun” ของน้าณรงค์ น้านัท และน้ามาลี ซึ่งใช้เพลงดังกล่าวเป็นเพลงเปิดรายการเช่นเดียวกัน

ภาวะโรยราของงานรื่นเริง

joker mob

สำหรับผม ประเด็นน่าสนใจข้อหนึ่งที่อาจแฝงไว้ใน “Joker” ก็คือ การนำเสนอถึงความล้มเหลว/ทางตันของการชุมนุมทางการเมืองในรูปแบบ “เทศกาลรื่นเริง”

การผูกโยงการชุมนุมทางการเมืองบนท้องถนนเข้ากับความเป็น “เฟสติวัล/คาร์นิวัล” ไม่ใช่เรื่องใหม่

เพราะทั้งสองกิจกรรมล้วนมีสถานะเป็นโลก/ชุมชนทางเลือกหรือชั่วขณะพิเศษ ที่เปิดโอกาสให้แก่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ และสภาวะพลิกหัวกลับหางทางอำนาจคล้ายคลึงกัน

ไม่กี่ปีก่อน ดูเหมือนนัยยะความหมายของการชุมนุมทางการเมืองในรูปลักษณ์ “เฟสติวัล/คาร์นิวัล/งานรื่นเริง” จะถูกรื้อฟื้นขึ้นมาเป็นความหวังใหม่ๆ ท่ามกลางขบวนการ Occupy และคำขวัญ “เราคือคนจำนวน 99 เปอร์เซ็นต์”

อย่างไรก็ตาม ความหวังเช่นนั้นได้โรยราลงไปพอสมควร พร้อมๆ กับการผงาดขึ้นครองอำนาจของฝ่ายขวาจำนวนมากในโลกตะวันตก เช่น “โดนัลด์ ทรัมป์” ในสหรัฐอเมริกา

ก่อนที่ “อาร์เธอร์ เฟล็ก” จะถือกำเนิดใหม่เป็น “โจ๊กเกอร์” นั้น เขาเคยใช้นามแฝง “คาร์นิวัล” ในการเดี่ยวไมโครโฟนอันล้มเหลว ไม่ตลก ไร้ความสุข และปราศจากความรื่นเริง

กระทั่ง “อาร์เธอร์” ทนแรงบีบคั้น กดดัน ที่รุมกระหน่ำซ้ำเติมในชีวิตประจำวันไม่ไหว จนต้องระเบิดพลังบ้าคลั่งขำขื่นของปัจเจกบุคคลออกมา เขาจึงได้ก้าวเท้าเข้าสู่ “คาร์นิวัลทางการเมือง”

“อาร์เธอร์” เปลี่ยนโฉมเป็น “โจ๊กเกอร์” สัญลักษณ์ของการชุมนุมอันคุกรุ่นด้วยความเกลียดชังคั่งแค้น, ตัวแทนของชนชั้นล่างในเมืองก็อตแธม และศูนย์กลางในงานรื่นเริงรวมหมู่ของเหล่าคนทุกข์ยาก

เขาคือแรงผลักดันที่ก่อให้เกิดความชุลมุนวุ่นวายระยะสั้นๆ ภาวะอนาธิปไตยย่อยๆ และโอกาสในการปลิดชีวิต/ล้างแค้นชนชั้นนำ ผู้มักมองเห็นคนธรรมดาจำนวนมากเป็นเพียง “ตัวตลก”

แต่ทุกอย่างก็ดำเนินไปในลักษณะชั่วครู่ชั่วคราว และไม่น่าจะส่งผลสะเทือนใดๆ ต่อโครงสร้างสังคมอันอยุติธรรมของเมืองก็อตแธม ภายหลังเหตุจลาจล

เช่นเดียวกับ “โจ๊กเกอร์” ที่ถูกฉวยใช้เป็นสัญลักษณ์ของฝูงชน โดยต้องแลกกับการเจ็บตัวและการโดนจับกุมควบคุมตัว

ชะตากรรมของเขาจึงอาจส่องสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวอ่อนแรงของการต่อสู้ทางการเมืองแบบ “งานเทศกาลรื่นเริง/คาร์นิวัล” ในภาพรวม

“เทศกาลรื่นเริง/คาร์นิวัล” ที่มิได้วางฐานอยู่บนความสนุกสนานมาตั้งแต่ต้น

สู่วิถีชีวิตประจำวัน

joker 4

เมื่อ “คาร์นิวัลทางการเมือง” ในก็อตแธมสิ้นสุดลง น่าสนใจมากๆ ว่า “อาร์เธอร์” หรือ “โจ๊กเกอร์” ได้ถูกนำตัวเข้าโรงพยาบาลจิตเวช

ด้านหนึ่ง สถานพยาบาลดังกล่าวก็ทำงานผ่านกลไกอำนาจในการจำกัดพื้นที่และควบคุมชีวิต-ความคิด-อารมณ์ความรู้สึกของปัจเจกบุคคลผู้ถูกระบุว่าป่วยไข้ทางจิตใจ

อีกด้านหนึ่ง “โจ๊กเกอร์” ก็คงต้องพยายามดิ้นรนอยู่รอดภายใน (หรือพยายามหนีรอดออกจาก) โลกของโรงพยาบาล ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ไม่ว่าเขาจะมีความสุขหรือไม่ก็ตาม (รวมถึงการใช้ความรุนแรง?)

การชุมนุมทางการเมืองแบบ “เฟสติวัล/คาร์นิวัล” ในพื้นที่สาธารณะ จึงย่อขนาดลงสู่การครอบงำ-ต่อต้านทางการเมืองในพื้นที่เฉพาะและในระดับวิถีชีวิตประจำวัน

แม้สเกลของการต่อสู้อย่างหลังจะเล็กกว่า แต่ก็มีความต่อเนื่องยาวนานและต้องอาศัยความอดทนมากกว่า

ข้อสงสัย

joker poster

มีข้อสงสัยเล็กๆ สองประเด็น หลังดูหนังจบ

ข้อแรก ไอ้กลุ่มเด็กเลวข้างถนนที่รุมกระทืบ “อาร์เธอร์” ในช่วงแรกของภาพยนตร์นั้น ได้มาร่วมก่อจลาจลในการชุมนุมที่มี “โจ๊กเกอร์” เป็นสัญลักษณ์ใจกลางด้วยหรือไม่?

ข้อสอง ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณหมอผู้หญิงผิวดำตอนท้ายเรื่อง? เพราะรอยเท้าของ “โจ๊กเกอร์” ที่เดินไปตามพื้นโรงพยาบาลนั้นเลอะรอยเลือด ถ้าคุณหมอถูกทำร้าย เธอก็จะเป็นคนดำรายแรกที่ถูกกระทำโดย “อาร์เธอร์/โจ๊กเกอร์”

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“Memoria” หนังเรื่องล่าสุดของ “อภิชาติพงศ์” ปิดกล้องแล้ว

“Memoria” ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกสุดที่ไปถ่ายทำนอกประเทศไทยของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ได้ปิดกล้องลงเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม บัญชีทวิตเตอร์ @kickthemachine ของอภิชาติพงศ์ ได้โพสต์ภาพถ่ายเบื้องหลังการถ่ายทำ พร้อมข้อความภาษาอังกฤษที่แปลเป็นไทยได้ว่

“ขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมในหนังเรื่อง Memoria มากๆ (การถ่ายทำหนังเรื่องนี้) เต็มไปด้วยความทรงจำงดงาม อันเกิดจากผู้คน, สถาปัตยกรรม, ภูมิทัศน์ … ที่ยอดเยี่ยม”

ก่อนหน้านั้น วันที่ 13 ตุลาคม “สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์” ผู้ช่วยผู้กำกับของหนังเรื่องนี้ ก็ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กของตนเอง โดยระบุว่าวันดังกล่าวคือวันสุดท้ายในการถ่ายทำ “Memoria”

สมพจน์ได้เขียนขอบคุณอภิชาติพงศ์, สยมภู มุกดีพร้อม ผู้กำกับภาพ และทุกๆ คนในกองถ่าย สำหรับมิตรภาพและการทำงานร่วมกันอย่างหนัก

บล็อกคนมองหนังขออนุญาตประมวลภาพนิ่งบางส่วนในกองถ่ายภาพยนตร์เรื่อง “Memoria” ที่ถูกเผยแพร่ตามโซเชียลมีเดียต่างๆ มานำเสนอ ณ ที่นี้ เพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนที่หนังจะออกฉายในช่วงต้นปีหน้า

ขอบคุณภาพนำจากทวิตเตอร์ @kickthemachine

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“เมรี” แก่กว่า “รถเสน”?

รายละเอียดหนึ่งซึ่งน่าสนใจในละคร “นางสิบสอง 2562” (ไม่แน่ใจว่าตรงกับเวอร์ชั่นก่อนๆ หรือไม่?) ก็คือ “เมรี” นั้นเกิดก่อน “รถเสน”

เมรี แก่กว่า รถเสน

ดังจะเห็นได้จากการที่ทารกหญิงครึ่งยักษ์ครึ่งมนุษย์อย่าง “เมรี” ถูกนำตัวมายังนครทานตะวัน เมื่อมีวัยได้ 4 เดือน ในขณะที่เภาเพิ่งตั้งท้อง “รถเสน” เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ อย่างน้อยที่สุด “เมรี” จึงแก่เดือนกว่า “รถเสน”

(สัปดาห์นี้ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตสั้นๆ แค่นี้ เดี๋ยวสัปดาห์หน้า คงได้มาว่ากันเรื่องฉาก “ควักลูกตา” ครับ)

ภาพประกอบจาก ยูทูบสามเศียร

คนมองหนัง

3 ประเด็นกับ “ชะตาธิปไตย”

จุดที่ชอบมาก

ผมชอบวัตถุดิบหลักของหนังสารคดีเรื่องนี้ นั่นคือการไปตามติดชีวิตการหาเสียงเมื่อการเลือกตั้งปี 2554 ของหมอชลน่าน ศรีแก้ว หมอบัญญัติ เจตนจันทร์ หมอภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ เพื่อนนักเรียนแพทย์ศิริราช ซึ่งหันมาทำงานการเมืองคล้ายๆ กัน แต่ต่างพรรค

ไม่แน่ใจว่าผู้กำกับ/ผู้บันทึกเรื่องราว คือ คุณหมอเดชา ปิยะวัฒน์กูล จะตั้งใจหรือไม่ แต่ไปๆ มาๆ การตามติดสามคุณหมอนักการเมือง ได้นำไปสู่ผลลัพธ์สามแบบบนจอภาพยนตร์

ชลน่าน ชะตาธิปไตย

หนังประสบความสำเร็จในการฉายภาพหมอชลน่านออกมาเป็นมนุษย์สามัญ (แบบลูกผู้ช้ายลูกผู้ชาย) ผู้เคยผ่านการสูญเสียสำคัญในวัยเยาว์ ผู้คลุกคลีใกล้ชิดเข้าถึงชาวบ้านด้วยสื่อกลางเช่นสุราและซองงานศพ ผู้เป็นมนุษย์ที่อาจไม่ได้มีแง่มุมความคิด/ทัศนคติชีวิตดีงามราวพระเอกไปเสียทุกเรื่อง (ผมคิดว่าเนื้อหาพาร์ตนี้จะนำไปสู่ข้อถกเถียงมากพอสมควร ทั้งต่อตัวซับเจ็คท์คือหมอชลน่าน หรือต่อตัวผู้ถ่ายทำคือหมอเดชา)

บัญญัติ เจตนจันทร์

หนังทำหน้าที่ได้น่าพอใจในการฉายภาพหมอบัญญัติ ผ่านสถานะนักการเมืองผู้มีอดีตเป็น “นายแพทย์” ซึ่งเคยประสบกับทางแพร่งของวิชาชีพ

ภูมินทร์

ถ้าใครหวังจะมาดู “ภาพยนตร์สารคดีการเมือง” ที่ฉายภาพการต่อสู้ขับเคี่ยวผ่านการเลือกตั้งอย่างเข้มข้น หนังเรื่อง “ชะตาธิปไตย” ก็เล่าเรื่องราวในแง่มุมนี้ได้อย่างสนุกถึงอารมณ์ เมื่อกล่าวถึงความพยายามในการหวนคืนสภาผู้แทนราษฎรของหมอภูมินทร์ ที่เคยเป็นคนแรกของรุ่นซึ่งได้รับเลือกเป็น ส.ส.

จุดน่าเสียดาย

ชะตาธิปไตย รถบัส

“ชะตาธิปไตย” ถ่ายทำกันเมื่อ 8 ปีก่อน ซึ่งมาตรฐานโปรดักชั่นโดยเฉลี่ยยังไม่ดีและง่ายเหมือนในปัจจุบัน หนังจึงมีปัญหาพอสมควรเรื่องการบันทึกเสียง แม้ว่าน่าจะผ่านการปรับปรุงในขั้นตอนโพสต์โปรดักชั่นมาบ้างแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวยังดำรงอยู่ (ซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษเลยกลายเป็นตัวช่วยสำคัญ ในกรณีที่รับฟังเสียงพูดของซับเจ็คท์ได้ไม่ชัดเจนนัก)

อีกประเด็นที่มีความเกี่ยวข้องกัน คือ ผมรู้สึกว่าหนังใช้ดนตรีประกอบเยอะแยะฟุ่มเฟือย ชนิดแทบไม่มีจุดหยุดพัก ดังนั้น ในหลายๆ ซีน เสียงดนตรีจึงดังมากลบเสียงพูดของซับเจ็คท์ที่ฟังไม่ค่อยชัดอยู่แล้วเป็นทุนเดิม

ปัญหาเรื่องเสียงยังปรากฏในวอยซ์โอเวอร์ช่วงเปิด-ปิดเรื่อง ซึ่งน่าจะเป็นเสียงพูดของคุณหมอเดชาเอง เรื่องเนื้อหาสาระที่เสียงบรรยายเหล่านั้นพยายามสื่อออกมาคงเป็นอีกประเด็นถกเถียงหนึ่ง ว่าใครเห็นด้วยเห็นต่างอย่างไร

แต่ต้องยอมรับ ณ เบื้องต้น ก่อนว่า คนดูส่วนใหญ่อาจจับใจความสำคัญของเสียงวอยซ์โอเวอร์ที่จม-ไม่ชัดดังกล่าว ได้อย่างยากลำบาก

ส่วนที่หายไป

ชะตาธิปไตย

“ส่วนที่หายไป” ในที่นี้มีอยู่สองส่วน ส่วนแรก คือ บริบทที่ขาดพร่องไปจาก “ชะตาธิปไตย” อย่างน่าเสียดายและน่าตั้งคำถาม ส่วนที่สอง คือ ข้อจำกัดของภาพยนตร์สารคดีเรื่องหนึ่งที่บันทึกถ่ายทำกันเมื่อ 8 ปีก่อน ท่ามกลางบริบทปัจจุบันอันผันแปร

ส่วนแรกที่ผมเห็นว่าเกือบจะล่องหนจาก “ชะตาธิปไตย” ไปอย่างไม่น่าเชื่อ คือ แม้หนังสามารถบอกเล่าสถานการณ์การเลือกตั้ง 2554 โดยเชื่อมโยงกับบริบทรายล้อมข้ออื่นๆ เช่น จุดเริ่มต้นของเหตุน้ำท่วมใหญ่ หรือ กรณีพิพาทเขาพระวิหาร ได้อย่างน่าสนใจ

แต่หนังกลับแทบไม่แตะต้องเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2552-53 อย่างจริงจัง ทั้งที่ระลอกเหตุการณ์ดังกล่าวมีความผูกพันลึกซึ้งกับผลการเลือกตั้งครั้งนั้น

(หนังเกริ่นถึงเรื่องราวปี 52-53 นิดหน่อย ผ่ายวอยซ์โอเวอร์ตอนต้นเรื่อง และเราอาจสัมผัสความคุกรุ่นหรือบรรยากาศร้าวลึก ได้จากปฏิกิริยาเล็กๆ น้อยๆ ของบรรดาสามัญชนรอบกายสามคุณหมอ)

ส่วนที่สองซึ่งคงกล่าวโทษ “ชะตาธิปไตย” ไม่ได้ คือ สถานการณ์การเมืองจากปี 2554 มาถึงปี 2562 นั้นเปลี่ยนแปลงไปมหาศาล

ส่งผลให้เมื่อเรามานั่งดู “หนังสารคดีการเมือง” จาก 8 ปีที่แล้ว ในห้วงเวลาปัจจุบัน เราจะพบความไม่ร่วมสมัยและคำถามที่ตอบไม่ได้ล่องลอยอยู่มากมาย

ทำไมรัฐประหารปี 2557 จึงเกิดขึ้น?

“นักการเมืองตลาดล่าง” เช่น หมอชลน่าน กลายมาเป็นดาวสภาคนสำคัญได้อย่างไร?

หมอภูมินทร์ ในฐานะนักการเมืองพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน (ผู้หาเสียงว่าสามารถทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทยได้) ยังเป็น “คนเดิม” อยู่หรือไม่ เมื่อย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ?

เกิดอะไรขึ้นกับพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ ของหมอบัญญัติ?

แล้วพรรคอนาคตใหม่โผล่ขึ้นมาจากไหน?

ฯลฯ

นี่ย่อมไม่ใช่คำถามที่ “ชะตาธิปไตย” ต้องตอบให้ได้ทั้งหมด แต่ควรเป็นภารกิจตกทอดไปยังหนังสารคดีไทยเรื่องอื่นๆ และคนทำหนังไทยรายอื่นๆ ด้วยเช่นกัน