จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เรตติ้ง “สังข์ทอง 2561” ไปถึงไหนแล้ว?

แม้จะค้นหาข้อมูลได้ไม่ง่ายนัก แต่ตัวเลขเรตติ้งความนิยมของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “สังข์ทอง” เวอร์ชั่นล่าสุด ก็ถูกเผยแพร่ออกมาเป็นระยะๆ

เช่น รายงานของเว็บไซต์ http://www.tvdigitalwatch.com ซึ่งเผยแพร่สถิติ 10 อันดับรายการเรตติ้งสูงสุด ประจำวันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม 2561

top10rating-25-03-2561

ผลปรากฏว่า “สังข์ทอง” ที่แพร่ภาพในช่วงเช้าของวันดังกล่าว มีสถานะเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับสองประจำวัน ด้วยตัวเลขเรตติ้ง 4.802 เป็นรองเพียง “สกาวเดือน” ละครหลังข่าวร่วมช่อง 7 ที่ได้เรตติ้ง 4.961

ทั้งนี้ “สังข์ทอง” มีเรตติ้งสูงกว่ารายการไมค์ทองคำ 7 ของช่องเวิร์คพอยท์, การถ่ายทอดสดฟุตบอลคิงส์คัพ นัดชิงชนะเลิศ ระหว่างไทยกับสโลวาเกีย ทางช่องไทยรัฐทีวี และรายการมาสเตอร์เชฟ ประเทศไทย ซีซั่น 2 ทางช่อง 7

แม้ตัวเลขเรตติ้งเกือบๆ 5 ของ “สังข์ทอง” จะยังเทียบไม่ได้กับเรตติ้งเฉลี่ยของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องก่อนหน้าอย่าง “เทพสามฤดู” (และแน่นอน ยังห่างไกลจาก “บุพเพสันนิวาส” ที่เป็นโปรแกรมเพชรของช่วงวันธรรมดา ณ ปัจจุบัน)

แต่หากพิจารณาในแง่อันดับแล้ว สถานะที่ 2 ประจำวันอาทิตย์ของละครพื้นบ้านเรื่องนี้ ก็นับว่าน่าภูมิใจมิใช่น้อย

ยอดคลิกชม “สังข์ทอง” ทางยูทูบ

(สำรวจ ณ ช่วงเช้าวันที่ 31 มีนาคม 2561)

ตอนที่ 1 (25 ก.พ.) 1.4 ล้านวิว

ตอนที่ 2 (3 มี.ค.) 9.6 แสนวิว

ตอนที่ 3 (4 มี.ค.) 9.4 แสนวิว

ตอนที่ 4 (10 มี.ค.) 9.8 แสนวิว

ตอนที่ 5 (11 มี.ค.) 7.6 แสนวิว

ตอนที่ 6 (17 มี.ค.) 8.8 แสนวิว

ตอนที่ 7 (18 มี.ค.) 9.9 แสนวิว

ตอนที่ 8 (24 มี.ค.) 8.3 แสนวิว

ตอนที่ 9 (25 มี.ค.) 8 แสนวิว

จะสังเกตเห็นว่ายอดผู้ชม “สังข์ทอง” ผ่านทางยูทูบช่อง “สามเศียร” นั้นมีอัตราเฉลี่ยต่ำกว่ายอดผู้ชมของ “เทพสามฤดู” ซึ่งมักมีตัวเลขคนดูเกิน 1 ล้านวิวต่อตอน

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก 

http://www.tvdigitalwatch.com/top10-rating-25-03-61/

https://www.youtube.com/channel/UC25QRZSv1OIjJRYLepOeZog

https://www.instagram.com/samsearn

Advertisements
ข่าวบันเทิง

รู้ไหม? “ผู้ออกแบบงานสร้างบุพเพสันนิวาส” เคยร่วม “ออกแบบงานสร้าง” ให้หนัง “ทวิภพ” มาก่อน!

เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา สำนักข่าวออนไลน์ “เดอะ สแตนดาร์ด” เป็นผู้จุดกระแสรำลึกวาระครบรอบ 14 ปี ของภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ทวิภพ” ฉบับ “สุรพงษ์ พินิจค้า” ในบริบทที่ละครโทรทัศน์เรื่อง “บุพเพสันนิวาส” ของช่อง 3 กำลังฮิตระเบิดทั่วบ้านทั่วเมือง

หลายคนเห็นว่าภาพยนตร์และละคร (นิยาย) คู่นี้ มีความสอดคล้องคล้ายคลึงกันหลายประการ อาทิ เป็นเรื่องราวของหญิงสาวจากยุคปัจจุบันที่พลัดหลงเข้าไปในอดีต อันเป็นยุคที่อยุธยา/กรุงเทพฯ ต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงทางภูมิปัญญา-การเมืองระหว่างประเทศ และต้องพยายามปรับประสานต่อรองกับ “ตะวันตก” เหมือนกัน

นอกจากนี้ มณีจันทร์และเกศสุรางค์ แห่งทวิภพและบุพเพสันนิวาส ยังโชคดีได้ไปใช้ชีวิตท่ามกลางขุนนางชนชั้นนำรายสำคัญๆ แห่งยุคสมัยเหล่านั้นคล้ายกัน

อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ผู้ชมที่ชื่นชอบภาพยนตร์ “ทวิภพ” เวอร์ชั่นสุรพงษ์ และละครโทรทัศน์ “บุพเพสันนิวาส” พยายามเชื่อมโยงหนัง-ละครสองเรื่องนี้เข้าหากัน ก็คือ การออกแบบงานสร้างที่อยู่ในมาตรฐาน “ดี”

เข้าเฝ้า บุพเพ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อละคร “บุพเพสันนิวาส” ตอนที่แพร่ภาพในคืนวันที่ 28 มีนาคม 2561 นำเสนอฉากสมเด็จพระนารายณ์ทรงโน้มกายรับพระราชสาสน์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จากเชอวาเลีย เดอ โชมองต์ ราชทูตฝรั่งเศส

ซึ่งคงทำให้คนดูจำนวนไม่น้อย ย้อนนึกถึงงานเนี้ยบๆ ในทวิภพ เช่น ฉากที่เซอร์จอห์น เบาว์ริง เข้าเฝ้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ 4

เข้าเฝ้า ทวิภพ

ล่าสุด บล็อกคนมองหนังตรวจสอบพบข้อมูลที่ทำให้เราสามารถมั่นใจได้ว่า “การออกแบบงานสร้าง” ของ “ทวิภพ” (2547) กับ “บุพเพสันนิวาส” (2561) นั้นมี “จุดร่วมกัน” เกินกว่าที่หลายคนคาดคิด?

ศักดิ์ศิริ จันทรังสี

กล่าวคือ แม้เมื่อแรกตรวจสอบดูเครดิตทีมงานผู้สร้างหลักๆ ของหนัง “ทวิภพ” เราจะพบเพียงชื่อของ “ศักดิ์ศิริ จันทรังสี” เป็นผู้ “ออกแบบงานสร้าง” (Production Designer) ทว่าหลังจากนั้น จะมีการระบุตามมาว่าหนังมีผู้ “ออกแบบงานสร้างฝ่ายไทย” (Thai Production Designer) เพิ่มอีกหนึ่งราย คือ “ประเสริฐ โพธิ์ศรีรัตน์”

เครดิต ประเสริฐ ทวิภพ

น่าสนใจว่า หากใครได้ดู “บุพเพสันนิวาส” และนั่งพิจารณารายชื่อทีมงานผู้สร้างโดยละเอียด เราก็จะพบว่าผู้ควบคุมงาน “โปรดักชั่น ดีไซน์” (ผู้ออกแบบงานสร้าง) ของละครเรื่องนี้ คือ “ประเสริฐ โพธิ์ศรีรัตน์” เช่นเดียวกัน

เครดิต ประเสริฐ บุพเพสันนิวาส

ประเสริฐจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร เคยมีผลงานด้านศิลปกรรม-ออกแบบงานสร้างให้แก่หนังละครย้อนยุคหลายเรื่องมาต่อเนื่องยาวนาน เช่น สุริโยไท ตำนานสมเด็จพระนเรศวร บางระจัน และกำไลมาศ (ข้อมูลจากเฟซบุ๊ก Kwankhaow Gtk)

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่งานสร้างของ “บุพเพสันนิวาส” จะมีรายละเอียดน่าสนใจ และชวนให้นึกถึง “ทวิภพ” ฉบับสุรพงษ์ แม้จะมีสเกลเล็กกว่าพอสมควร

เนื่องเพราะ “ประเสริฐ โพธิ์ศรีรัตน์” คือผู้มีส่วนรับผิดชอบสำคัญในกระบวนการออกแบบงานสร้างของหนัง-ละครคู่นี้นั่นเอง

ขอบคุณ เฟซบุ๊ก Kwankhaow Gtk ที่ทำให้ข้อมูลเรื่องคุณประเสริฐเป็น “ผู้ออกแบบงานสร้าง” ของ “บุพเพสันนิวาส” ถูกเผยแพร่ในวงกว้างผ่านโซเชียลมีเดีย และ ดร.ไกรวุฒิ จุลพงศธร ที่ชี้แนะให้เห็นว่าคุณประเสริฐเคยทำงานด้านเดียวกัน ในกองถ่ายภาพยนตร์ “ทวิภพ” มาก่อน

คนมองหนัง

โน้ตสั้นๆ ถึง “ฉากและชีวิต” อีกเฉดสีของหนังชนบทไทยร่วมสมัย

หนึ่ง

พลอย ซันนี่

จะว่าไปแล้ว “ฉากและชีวิต” มีความคล้ายคลึงกับ “Die Tomorrow” ของ “นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์” อยู่ไม่น้อย

ทั้งสองเรื่องนำเสนอ “ห้วงขณะสั้นๆ” ในส่วนเสี้ยวชีวิตของตัวละครหลายคนหลากกลุ่มเหมือนๆ กัน ผิดแต่เพียงว่าขณะที่ “Die Tomorrow” พูดถึงประเด็น “ความตาย” อันเกี่ยวพันกับตัวละครที่ส่วนใหญ่เป็น “คนเมือง” “ฉากและชีวิต” กลับเล่าถึงภาวะล่มสลายแตกกระจายของชุมชนแห่งหนึ่งในพื้นที่ชนบท

สอง

29133461_1737246726338587_3294371866017267712_n

“ฉากและชีวิต” เป็นหนังไทยที่เล่าเรื่องของสังคมชนบท แต่บุญส่งมิได้นำเสนอภาพของชุมชนหมู่บ้านที่สมาชิกจำนวนมากมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นลึกซึ้ง (ไม่ว่าจะในด้านบวกหรือลบ)

นอกจากนั้น หนังยังมิได้นำเสนอภาพแทนของหมู่บ้านชนบท ซึ่งสามารถปรับตัวเข้ากับกระแสโลกาภิวัตน์หรือสังคมไทยยุค 4.0 ได้อย่างกลมกลืน

อาจพอสรุปความได้ว่า “ฉากและชีวิต” มีความแตกต่างอย่างสำคัญจาก “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” หนังชนบทอีสานเรื่องเด่นแห่งทศวรรษ 2560

“บ้านวังพิกุล” ของบุญส่ง แทบจะกลายเป็น “ชุมชนจินตกรรม” ที่กอปรขึ้นจากปัจเจกบุคคลผู้โดดเดี่ยว แปลกแยก สับสน และถูกรายล้อมด้วยปัญหานานาชนิด

ชาวบ้านแต่ละรายอาจมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชุมชนคนอื่นๆ บ้าง แต่ถึงที่สุดพวกเขาก็มีระยะห่าง มีความเข้าใจผิด คอยคั่นกลางระหว่างกัน โดยสายสัมพันธ์ที่คล้ายจะราบรื่นลงตัวมักเกิดขึ้นในวงจรเชิงพาณิชย์ระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อเพียงเท่านั้น

ไปๆ มาๆ ความหวังน้อยนิดในหมู่บ้านแห่งนี้ดูจะอยู่ที่การประกอบธุรกิจอาหารตามสั่งเพื่อรองรับวิถีชีวิตอันแปรเปลี่ยนของผู้คน และการอุปถัมภ์ค้ำจุนชั่วครั้งคราว (จากพระสงฆ์และคุณลุงผู้ใส่เสื้อยืดไทยรักไทย) ที่เกิดขึ้นกับชายผู้ขับรถกระบะตามหาเมีย

แม้แต่การหวนกลับมาโหยหาอารมณ์โรแมนติกของพ่อลูกจากเมืองหลวง ก็พลิกผันกลายเป็นอะไรที่โรแมนติกไม่ออก เมื่อลูกกินอาหารรสมือพ่อ (ตามสูตรของย่า) ไม่ลง และพ่อต้องออกคำสั่งให้ลูกกล้ำกลืนมันลงไปด้วยท่าทีเผด็จการ

เหล่านี้คือความเศร้าสลด รันทด หดหู่ ที่ความล่มสลายของปัจเจก ค่อยๆ แพร่ขยายไปสู่ความล่มสลายของครัวเรือนและชุมชน

ภาวะดังกล่าวผลักดันให้บรรดาหนุ่มสาวรุ่นใหม่ต้องอพยพเข้า กทม. ไล่ตั้งแต่หญิงสาวตอนต้นเรื่องและหญิงสาวอีกรายช่วงท้ายเรื่อง ไม่นับรวมบรรดาเด็กหนุ่มติดเกม-โทรศัพท์สมาร์ทโฟนทั้งหลาย (หรือกระทั่งเด็กโข่งประจำโรงเรียน) ที่มีวี่แววว่าจะอดทนใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ไปได้อีกไม่นานนัก

แม้การเดินทางเข้าเมืองหลวงจะเต็มไปด้วยความเสี่ยงใหม่ๆ แต่นั่นก็อาจเป็นหนทางหลักที่จำเป็นต้องเลือกเดิน

ไม่ต่างอะไรจากเรื่องเล่าในนิทานของชายหนุ่มในฉากแรกสุด ว่าด้วยกระต่ายน้อยที่ลืมปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของตน อันได้แก่ การกินผักบุ้งในบ้าน

เมื่อออกเดินทางไกลแล้วท้องหิว มันจึงต้องลงไปหาผักบุ้งกินข้างทางอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือ หนทางอยู่รอดเดียว ซึ่งชักนำเจ้ากระต่ายให้กลายเป็นเหยื่ออันโอชะของงูเหลือม

สาม

ไทบ้าน 4

หากเทียบเคียงกับหนังของคนหนุ่มในจักรวาล “ไทบ้านฯ” ผู้ชมอาจรู้สึกว่าบุญส่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่มองโลกในแง่ร้ายเหลือเกิน

กระทั่งหนังของเขาต้องตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่เจ้าตัวเองก็รับทราบ คือ ชาวบ้านชนบทไม่ได้รู้สึกสนุกด้วย และมีฐานคนดูเพียงกลุ่มเล็กๆ ซุกซ่อนอยู่ในเมือง (แถมยังมิได้ตั้งเป้าสร้างสรรค์ผลงานเพื่อส่งเข้าร่วมเทศกาลระดับนานาชาติเสียอีก)

แต่ต้องไม่ลืมว่านี่คือการมองโลกจากสายตาของชายวัยกลางคน ที่ผ่านการบวชเรียนจนเป็นมหาเปรียญ ก่อนจะจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของประเทศ และใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์, สังคมชนบท และประเทศชาติ ซึ่งไม่ได้มีแนวโน้มจะพัฒนาไปสู่เส้นทางอันดีงามขึ้นเลยตลอดสิบปีให้หลัง

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าบุญส่งจะผลิตงานโดยปราศจากความคิดมุมบวกและพลังสร้างสรรค์ เพราะอย่างน้อย เขาก็เชื่อมั่นในพลังของเทคโนโลยีดิจิตอล ว่านวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยให้คนธรรมดาสามารถเล่าเรื่องราวความจริงอันปกติสามัญผ่านสื่อภาพยนตร์ได้ง่ายดายและมากมายยิ่งขึ้น

หากใครอยากลองชมอีกหนึ่งเฉดสีของหนังชนบทไทยร่วมสมัยที่มีทุนสร้างไม่สูงนัก ใช้เทคนิควิธีการไม่สลับซับซ้อน แต่นำเสนอประเด็นชวนขบคิด ผ่านงานด้านภาพที่ดี และการแสดงอันสดดิบจริงใจ

คุณไม่ควรพลาด “ฉากและชีวิต”

อ่านบทความเต็มได้ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม 2561 หรือในเว็บไซต์ matichonweekly ช่วงต้นสัปดาห์หน้า

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

จำได้มั้ย “อำมาตย์เมืองยักษ์” ในสังข์ทอง 2561 คือนักแสดงรุ่นเก๋าคนไหน?

สุริยัน สังข์ทอง

“สังข์ทอง 2561” ดำเนินเรื่องราวมาถึงตอนที่พระสังข์ถูกนางพันธุรัตรับตัวมาเลี้ยงดูแล้ว

หนึ่งในตัวละครสำคัญที่เริ่มมีบทบาท ก็คือ อำมาตย์เมืองยักษ์ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการที่นางพันธุรัตรับลูกมนุษย์มาเป็นบุตรบุญธรรม จึงพยายามวางแผนจะสังหารพระสังข์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

อำมาตย์เมืองยักษ์ผู้นี้รับบทโดยนักแสดงอาวุโส “สุริยัน ปฏิพัทธ์”

คุณสุริยันมีผลงานการแสดงละครมากมายหลายเรื่องในช่วงทศวรรษ 2530 โดยส่วนตัว ผมจะติดตากับบทบาทเด่นๆ ที่แกมักได้รับในละครอิงประวัติศาสตร์ของช่อง 3 เมื่อราวสามสิบปีก่อน

สุริยัน สงครามเก้าทัพ

หนึ่งในบทบาทที่เท่มากๆ ของคุณสุริยัน ก็คือ การรับบทเป็น “พระองค์เจ้าขุนเณร” ผู้นำทัพกองโจรของกรุงเทพฯ ไปดักปล้นกองเสบียงของฝ่ายอังวะที่เมืองกาญจนบุรี ในละคร “สงครามเก้าทัพ”

ผมแทบไม่เคยเห็นคุณสุริยันข้ามมาเล่นละครจักรๆ วงศ์ๆ ของช่อง 7 จึงไม่แน่ใจว่าผลงานใน “สังข์ทอง 2561” จะถือเป็นการแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องแรกของแกหรือไม่?

ของแถม

ระหว่างวันที่ 26-27 มีนาคมนี้ จะมีเวิร์กช็อป “วรรณกรรม หนัง และวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเชียงใต้” ที่เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ (อาคารเสริมมิตร ทาวเวอร์ สุขุมวิท 21)

dBCZ4

โดยในวันที่ 26 มี.ค. จะมีการจัดฉายภาพยนตร์เรื่อง “Puthisen and Neang Kongrey” (นางสิบสองเวอร์ชั่นเขมร) ผลงานการกำกับของลีบุนยิม เมื่อ พ.ศ.2511

26231839_924513887713622_359221902102759005_n

ส่วนในวันที่ 27 มี.ค. จะมีการฉายภาพยนตร์เรื่อง “พระรถเมรี” โดยสมโพธิ แสงเดือนฉาย (2524)

ผู้สนใจสามารถเข้าชมฟรี ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/jfbangkok/posts/1644021218966795

ก่อนหน้านี้ ช่องยูทูบ “สามเศียร” เพิ่งนำละครเรื่อง “นางสิบสอง” (2543) มารีรันพอดี สามารถรับชมได้ ที่นี่ 

คนอ่านเพลง

“เพลงไทยเพราะๆ” ที่มี “ทำนอง-เนื้อหา” เหมือน “เพลงต่างประเทศ” (แต่เราก็ยังชอบฟังอยู่ดี)

ตอนนี้ หลายคนกำลังถกเถียงกันเรื่องผลงานเพลงของศิลปินหนุ่มดาวรุ่งผู้โด่งดังรายหนึ่งของวงการดนตรีสากลไทยร่วมสมัย ที่ว่ากันว่ามีความคล้ายคลึงกับเพลงของศิลปินต่างประเทศกลุ่มหนึ่ง (บางคนพยายามชี้แจงว่าศิลปินไทยได้รับแรงบันดาลใจเท่านั้น)

บล็อกเราจะไม่ขอลงรายละเอียดเกี่ยวกับดราม่าดังกล่าว เนื่องจากไม่ได้ติดตามผลงานของศิลปินไทย-เทศคู่นี้อย่างละเอียดมากนัก

ประเด็นที่อยากนำเสนอ ก็คือ การรวบรวมเพลงไทยจำนวนหนึ่ง ซึ่งเรายังชอบเปิดฟังอยู่บ่อยๆ แม้จะพอรับรู้ว่าผลงานเหล่านั้นนำท่วงทำนอง (หรือหลายกรณี ก็รวมถึงเนื้อหา) มาจากต่างประเทศ

หลายเพลงถูกผลิตขึ้นในยุคที่การแปลเนื้อหาและการใช้ทำนองเพลงต่างประเทศ ยังมิใช่ความผิดบาปของวงการดนตรี

ส่วนบางเพลงก็อยู่ในช่วงคาบเกี่ยวหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างยุคสมัยข้างต้น กับยุคลงหลักปักฐานของอุตสาหกรรมดนตรี ที่ประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์เริ่มถูกให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น

ขออนุญาตเริ่มต้นด้วยเพลงรุ่นคุณปู่คุณย่าอย่าง “เจ็ดวันที่ฉันเหงา” หนึ่งในเวอร์ชั่นแรกๆ ของเพลงนี้ คือ ฉบับที่ขับร้องโดย “เพ็ญแข กัลย์จาฤกษ์”

น่าสนใจว่าเพลงเพลงนี้ถูกนำมาใช้ประกอบภาพยนตร์ไทยร่วมสมัยหลายเรื่อง ตั้งแต่ “2499 อันธพาลครองเมือง” จนถึง “20 ใหม่ ยูเทิร์นวัย หัวใจรีเทิร์น”

ส่วนนี่คือเพลงภาษาอังกฤษชื่อ “Seven Lonely Days” ซึ่งเป็น “แม่แบบ” ของ “เจ็ดวันที่ฉันเหงา” แบบไทยๆ

จะเห็นได้ว่า นี่เป็นการนำเอาคำร้องและทำนองของต่างประเทศมาใช้งานอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ถัดมาขอนำเสนอเพลง “บาป” ของ “ศรีไศล สุชาตวุฒิ”

ผลงานที่ไพเราะชิ้นนี้ก็แทบจะเป็นการ “แปล” มาจากเพลงฝรั่งชื่อ “It’s a Sin to Tell a Lie” (หลายปีก่อน ในยูทูบเคยเผยแพร่คลิปเพลงเวอร์ชั่นที่เพราะมากๆ ซึ่งขับร้องโดย “Bobby Breen” ขณะยังเป็นเด็กน้อย แต่ปัจจุบัน คลิปนั้นหายสาบสูญไปแล้ว)

“บาป” เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ถือกำเนิดขึ้นในยุคที่การแปลเนื้อหาและนำทำนองมาจากเพลงต่างประเทศมิใช่เรื่อง “ผิดบาป” แต่เป็นวัฒนธรรมสมัยนิยมที่ยอมรับกัน

ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อไม่กี่ปีก่อน คุณศรีไศลก็เคยขึ้นเวทีไปขับร้องเพลง “It’s a Sin to Tell a Lie” สลับกับ “บาป” เลยด้วยซ้ำ

อีกเพลงที่ผมชอบมากๆ ก็คือ “ลำดวน ทองดี” ผลงานการเขียนเนื้ออันเยี่ยมยอดของ “ครูพยงค์ มุกดา” ขับร้องโดย “วิรัช เทวฤทธิ์”

แน่นอน เพลงนี้นำทำนองมาจากเพลงฝรั่งชื่อ “Tell Laura I Love Her” ทว่าในส่วนเนื้อร้องที่ “แปล/แปร” มานั้น กลับถูกปรุงแต่งด้วยกลิ่นอายแบบไทยๆ (แต่ไม่ใช่ “ไทยแท้” เสียทีเดียว) ได้อย่างน่าทึ่ง

อีกหนึ่งเพลงที่คงถูกใจคอกำลังภายใน คือ “ฤทธิ์มีดสั้น” ขับร้องโดย “ดอน สอนระเบียบ” ซึ่งใช้ทำนองของเพลงประกอบซีรีส์ “ฤทธิ์มีดสั้น” เมื่อปี 1978

แต่ด้วยความที่ผมไม่รู้ภาษาจีน จึงไม่แน่ใจว่าตัวเนื้อหาพากย์ไทยนั้น มีความสอดคล้องกับต้นฉบับเพียงใด

เพลงกลุ่มแรกที่นำเสนอไป คือ ผลงานซึ่งถูกผลิตเผยแพร่ในช่วงที่คนทำเพลง-คนฟังเพลงไทย ยังไม่ได้ใส่ใจเรื่องลิขสิทธิ์มากนัก การดำรงอยู่ของเพลงเหล่านี้จึงเป็นที่ “ยอมรับได้” ตามมาตรฐานในสมัยนั้น

ทีนี้ จะมาถึงเพลงอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอยู่ในยุคสมัยที่แตกต่างไป

ขอเริ่มด้วย “คืนก่อน” เพลงจากอัลบั้ม “ครั้งนี้… ของพี่กับน้อง” ของวง “ดิ อินโนเซนต์” เมื่อ พ.ศ.2529

จริงๆ เพลงนี้นับเป็นผลงานเด่นและได้รับความนิยมมากๆ เพลงหนึ่งของ “ดิ อินโนเซนต์” และเอาเข้าจริง ช่วงที่มันถือกำเนิดขึ้นมาก็คงเป็นยุคเปลี่ยนผ่านแบบไม่สุด ที่ค่านิยมเรื่องการนำเนื้อหา-ท่วงทำนองจากต่างประเทศมาใช้ยังพอยอมรับได้อยู่บ้าง

จึงไม่แปลกอะไร ที่ต่อมาจะมีผู้ค้นพบว่า “คืนก่อน” นั้นมีเนื้อหา-ทำนองคล้ายคลึงกันเหลือเกินกับเพลง “(Last Night) I Didn’t Get To Sleep At All” ของคณะ “5th Dimension”

อย่างไรก็ตาม เมื่อยุคสมัยผันเปลี่ยน เพลงเพลงนี้กลับกลายเป็น “แผลที่ต้องถูกลบ” ของ “ดิ อินโนเซนต์”

ในคอนเสิร์ตใหญ่เมื่อปี 2552 “คืนก่อน” ก็ถูกนำไปเล่นบนเวทีท่ามกลางความประทับใจของแฟนๆ แต่เพลงนี้กลับถูกตัดออกจากดีวีดีบันทึกการแสดงสด เช่นเดียวกับเมื่อมีการผลิตซีดีและแผ่นไวนิลรีมาสเตอร์อัลบั้มชุด “ครั้งนี้… ของพี่กับน้อง” ซึ่ง “คืนก่อน” กลายเป็นผลงานที่ถูกตัดหายไปเฉยๆ

อีกเพลงที่มีชะตากรรมคล้ายกัน คือ “ไดอารี่สีแดง” ของ “แหวน ฐิติมา สุตสุนทร” ผู้ล่วงลับ

เพลงที่มีคำร้อง-ท่วงทำนองหวานซึ้งเศร้าเพลงนี้ มีที่มาจากเพลง “Why I’ve a Dream of Him” ของ “Chiu Chiu” ศิลปินจากเกาะไต้หวัน

แต่ไม่แน่ใจว่าในส่วนของเนื้อหา เพลงไทย-เพลงไต้หวันคู่นี้จะมีความสอดคล้องกันแค่ไหน

“ไดอารี่สีแดง” ก็มีชะตาชีวิตเหมือน “คืนก่อน” หลายคนคงสังเกตได้ว่าช่วงไม่กี่ปีให้หลัง เวลามีการผลิตแผ่นซีดีรวมฮิตผลงานของพี่แหวน เพลงเพลงนี้มักจะถูกคัดออกอย่างน่าแปลกใจ (สวนทางกับความฮิตของมัน)

ขอปิดท้ายด้วยกรณีศึกษาที่น่าสนใจและผิดแผกแหวกแนว

อาจกล่าวได้ว่า โดยส่วนใหญ่ วิธีการนำเอาเพลงต่างประเทศมาแปลงกายเป็นเพลงไทยนั้น มักมีอยู่สองรูปแบบ

แบบแรก คือ การแปลเนื้อหรือแต่งเนื้อให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับดั้งเดิม พร้อมทั้งนำทำนองมาใช้

แบบต่อมา ซึ่งเกิดขึ้นหลังอุตสาหกรรมดนตรีเริ่มแข็งแรงในช่วงทศวรรษ 2530 คือ การนำทำนองมาใช้ (ไม่ได้ลอกเลียนมาเป๊ะๆ แต่มีการบิดหรือนำงานต้นฉบับมาบรรเลงเพียงบางส่วน) ทว่าเขียนเนื้อขึ้นใหม่หมด

อย่างไรก็ดี มีเพลงไทยอีกประเภท ที่ตัวเนื้อหาได้รับอิทธิพลมาจากเพลงต่างประเทศชัดเจน แต่คำร้องดังกล่าวกลับถูกบรรจุลงไปในทำนองใหม่ที่แต่งขึ้นเอง

หนึ่งในตัวอย่างคลาสสิกของกรณีนี้คือเพลง “กล้วยไข่” โดย “เฉลียง” ที่มีความผูกพันฉันญาติมิตรทางด้านเนื้อร้องกับเพลง “I Like Bananas (Because They Have No Bones)” อย่างยากจะปฏิเสธ

 

ข่าวบันเทิง

“ออกแบบ” ประกาศศักดา! คว้ารางวัลนักแสดงหน้าใหม่แห่งเอเชีย

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม มีการประกาศผลรางวัลเอเชียน ฟิล์ม อวอร์ดส์ ที่เขตบริหารพิเศษมาเก๊า

ปรากฏว่า “ออกแบบ ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง” นักแสดงนำหญิงจากหนังไทยเรื่อง “ฉลาดเกมส์โกง” สามารถคว้ารางวัลสาขานักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมไปครองได้สำเร็จ

ออกแบบ ออสการ์เอเชีย
ภาพจากเพจ Asian Film Awards 

และถือเป็นคนไทยเพียงรายเดียวที่ได้รับรางวัลประจำปีนี้

ขณะที่ทีมเขียนบทของหนัง “ฉลาดเกมส์โกง” ซึ่งได้เข้าชิงรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, “เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารส” ที่ได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากบท “เชน” ใน “มะลิลา” และ “อนุชา บุญยวรรธนะ” ผู้กำกับหนังเรื่อง “มะลิลา” ที่ได้เข้าชิงรางวัลผู้กำกับหน้าใหม่ยอดเยี่ยม ต่างพลาดรางวัลไปอย่างน่าเสียดาย

youth

สำหรับ “ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม” ของงานประกาศรางวัล “ออสการ์แห่งเอเชีย” ประจำปีนี้ ได้แก่ “Youth” หนังแนวเปลี่ยนผ่านวันวัย (coming-of-age) ที่ถ่ายทอดเรื่องราวว่าด้วยภาวะผันผวนส่วนบุคคลและในทางการเมืองของคณะระบำประจำกองทัพจีนในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งเป็นผลงานการกำกับชิ้นล่าสุดของเฝิงเสี่ยวกัง

yao-mao-zhuan_poster_goldposter_com_60

อย่างไรก็ดี หนังที่คว้ารางวัลไปมากที่สุดบนเวทีนี้กลับกลายเป็น “The Legend of the Demon Cat” หนังแนวพีเรียดแฟนตาซีของเฉินข่ายเกอ ที่ได้รับรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม, ออกแบบเครื่องกายยอดเยี่ยม, เทคนิคพิเศษด้านภาพยอดเยี่ยม และออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยม

โดยหนังเรื่องนี้กำลังลงโรงฉายในบ้านเราพอดี (แม้จะหาดูยากสักหน่อย)

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เบาะแสเรตติ้ง “สังข์ทอง”

http://www.tvdigitalwatch.com รายงานสิบอันดับรายการโทรทัศน์ที่ได้เรตติ้งสูงสุด ประจำวันเสาร์ที่ 10 มีนาคม 2561

ผลปรากฏว่ารายการที่คว้าเรตติ้งไปมากสุด 5.826 คือ การถ่ายทอดสดงานฉลองครบรอบ 48 ปี ช่อง 3 ช่วงที่ 2

อันดับสอง คือ ละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง” (ตอนที่ 4) ที่ได้เรตติ้งไป 4.710

นับเป็นการออกสตาร์ทที่ไม่เลวเลยสำหรับละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้

สำหรับตัวเลขผู้ชม “สังข์ทอง” ใน 5 ตอนแรก ผ่านช่องยูทูบของ “สามเศียร” นั้นมีรายละเอียด ดังนี้

ตอนที่ 1 (25 ก.พ. 2561) 1.2 ล้านวิว

ตอนที่ 2 (3 มี.ค. 2561) 8.9 แสนวิว

ตอนที่ 3 (4 มี.ค. 2561) 8.7 แสนวิว

ตอนที่ 4 (10 มี.ค. 2561) 8.8 แสนวิว

ตอนที่ 5 (11 มี.ค. 2561) 6.7 แสนวิว

ขอบคุณภาพประกอบจาก https://www.instagram.com/samsearn