จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ก่อนจะคว้าเรตติ้ง 7.1! ย้อนดูสถิติจำนวนคนดูตั้งแต่ตอนแรก-ปัจจุบันของ “เทพสามฤดู 2560”

ในที่สุด “เทพสามฤดู 2560” ก็ได้เรตติ้งเกิน 7 เสียที

โดยในวันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม 2560 ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ได้รับเรตติ้งมากถึง 7.1

นับเป็นการโกยเรตติ้งเกินหลัก 7 เป็นครั้งแรกสุด

จากปรากฏการณ์ดังกล่าว บล็อกคนมองหนังจึงไปสำรวจ-ประมวลข้อมูลเรตติ้งและความนิยมของละครเรื่อง “เทพสามฤดู” ฉบับล่าสุด แบบละเอียดๆ มาเปิดเผยให้ได้รับทราบกัน

เทพสามฤดู 7.1

เรตติ้งผู้ชมละครโทรทัศน์ “เทพสามฤดู” สำรวจโดยเอจีบีนีลเซ่น

1-2 ก.ค. [5.7-5.7]
8-9 ก.ค. [5.2-5.4]
15-16 ก.ค. [6.3-6.2]
22-23 ก.ค. [6.2-5.9]
29-30 ก.ค. [6.5-6.5]
5-6 ส.ค. [5.8-6.0]
12-13 ส.ค. [6.2-6.8]
19-20 ส.ค. [6.7-6.0]
26-27 ส.ค. [6.1-6.9]
2-3 ก.ย. [6.2-6.7]
9-10 ก.ย. [6.6-6.1]
16-17 ก.ย. [6.0-6.3]
23-24 ก.ย. [5.8-6.6]
30 ก.ย.-1 ต.ค. [6.7-7.1]

เทพสามฤดู รวมพลัง

ยอดผู้ชมในยูทูบช่อง “ฟ้ามีตา” (ข้อมูล ณ เวลา 18.00 น. วันที่ 4 ตุลาคม 2560)

1 ก.ค. คลิปย้อนหลัง [496 k (FULL HD)/1.4 m (ความคมชัดปกติ)] – ไลฟ์สด [370k]
2 ก.ค. คลิปย้อนหลัง [508 k (FULL HD)/688 k (ความคมชัดปกติ)] – ไลฟ์สด [510k]
8 ก.ค. คลิปย้อนหลัง [104 k (FULL HD)/640 k (ความคมชัดปกติ)] – ไลฟ์สด [644 k]
9 ก.ค. คลิปย้อนหลัง [429 k (FULL HD)/529 k (ความคมชัดปกติ)] – ไลฟ์สด [238 k]
15 ก.ค. คลิปย้อนหลัง [978 k (FULL HD)] – ไลฟ์สด [313 k]
16 ก.ค. คลิปย้อนหลัง [140 k (FULL HD)/809 k (ความคมชัดปกติ)] – ไลฟ์สด [378 k]
22 ก.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [756 k] – ไลฟ์สด [364 k]
23 ก.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [875 k] – ไลฟ์สด [405 k]
29 ก.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [1 m] – ไลฟ์สด [484 k]
30 ก.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [1.1 m] – ไลฟ์สด [651 k]
5 ส.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [962 k] – ไลฟ์สด [497 k]
6 ส.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [989 k] – ไลฟ์สด [786 k]
12 ส.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [1 m] – ไลฟ์สด [553 k]
13 ส.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [1.1 m] – ไลฟ์สด [731 k]
19 ส.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [819 k] – ไลฟ์สด [574 k]
20 ส.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [915 k] – ไลฟ์สด [515 k]
26 ส.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [234 k] – ไลฟ์สด [ไม่มีการไลฟ์]
27 ส.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [177 k] – ไลฟ์สด [241 k]
2 ก.ย. คลิปย้อนหลัง FULL HD [832 k] – ไลฟ์สด [434 k]
3 ก.ย. คลิปย้อนหลัง FULL HD [794 k] – ไลฟ์สด [439 k]
9 ก.ย. คลิปย้อนหลัง FULL HD [969 k] – ไลฟ์สด [330 k]
10 ก.ย. คลิปย้อนหลัง FULL HD [603 k] – ไลฟ์สด [754 k]
16 ก.ย. คลิปย้อนหลัง FULL HD [619 k] – ไลฟ์สด [710 k]
17 ก.ย. คลิปย้อนหลัง FULL HD [798 k]/คลิปแก้ไข [287 k] – ไลฟ์สด [496 k]
23 ก.ย. คลิปย้อนหลัง FULL HD [953 k] – ไลฟ์สด [377 k]
24 ก.ย. คลิปย้อนหลัง FULL HD [1 m] – ไลฟ์สด [404 k]
30 ก.ย. คลิปย้อนหลัง FULL HD [937 k] – ไลฟ์สด [407 k]
1 ต.ค. คลิปย้อนหลัง FULL HD [958 k] – ไลฟ์สด [479 k]

เรตติ้ง 7.1 อยู่ตรงไหนของวงการโทรทัศน์ไทยร่วมสมัย?

หากถามว่า ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน มีรายการโทรทัศน์โปรแกรมไหนได้รับเรตติ้งความนิยมสูงกว่า “เทพสามฤดู” บ้าง?

คำตอบ ก็คือ มีละครโทรทัศน์จำนวนหนึ่งที่ได้รับเรตติ้งเกิน 7.1

เพลิงบุญ

เริ่มตั้งแต่ “เพลิงบุญ” ตอนอวสาน ในวันที่ 28 กันยายน 2560 ที่ได้เรตติ้งไป 8.9 ส่วน “ยึดฟ้าหาพิกัดรัก” ตอนอวสาน ในวันที่ 1 ตุลาคม ก็ได้รับเรตติ้งไป 8.4

นายฮ้อยทมิฬ

หรือหากลองสำรวจตัวเลขความนิยมของละครโทรทัศน์เมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา ก็จะพบว่า “นายฮ้อยทมิฬ” ได้รับเรตติ้งไป 7.6 ส่วนละครเย็นอย่าง “ลูกหลง” ก็ได้เรตติ้งไปสวยๆ 7.2

รากนครา

อย่างไรก็ตาม เรตติ้ง 7.1 ของ “เทพสามฤดู 2560” นั้น ยังสูงกว่า “รากนครา” ตอนอวสาน ที่ได้เรตติ้งไป 5.8 และรายการ “The Mask Singer” ตอนล่าสุด ซึ่งได้เรตติ้ง 3.5

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก

อินสตาแกรมสามเศียร

กระทู้รายงานเรตติ้งของคุณ “แม่น้องซ่า” ในเว็บไซต์พันทิป

กระทู้รายงานเรตติ้งละครวันที่ 3 ตุลาคม 2560 ของคุณ “อามานี่ ลุงไปโน่น”

ยูทูบ “ฟ้ามีตา ช่อง 7HD”

กระทู้รายงานเรตติ้งละคร-ภาพยนตร์ 18-19/8/60

กระทู้รายงานเรตติ้งละคร-ภาพยนตร์ 20/8/60

 

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“ภาสกร ประมูลวงศ์” กำลังทำหนังสารคดีชีวประวัติ “ปรีดี-จอมพล ป.”

“ภาสกร ประมูลวงศ์” ซึ่งเคยมีผลงานการกำกับภาพยนตร์สารคดี “ประชาธิป’ไทย” ร่วมกับ “เป็นเอก รัตนเรือง” กำลังจะมีผลงานหนังสารคดีการเมืองเรื่องใหม่

ณ เบื้องต้น ชื่อภาษาอังกฤษของหนังเรื่องนี้ คือ “Frienemies” (อาจแปลคร่าวๆ ได้ว่า “มิตร-ศัตรู”) ซึ่งมุ่งศึกษาสำรวจชีวประวัติของสองผู้นำสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่ นั่นคือ ปรีดี พนมยงค์ และจอมพล ป. พิบูลสงคราม

22171575_10156547282126729_862495466_o

โดยในวันที่ 6 ตุลาคม 2560 จะมีการจัดฉายภาพบางส่วนจากหนังสารคดีเรื่องนี้ (ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการถ่ายทำ) ต่อด้วยการเสวนาเกี่ยวกับเนื้อหาของภาพยนตร์ ณ วิทยาลัยบูรพคดีและแอฟริกันศึกษา (SOAS) มหาวิทยาลัยลอนดอน

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

แผนการของ “สามศรี” – “ทางเลือกที่สาม” นอกเหนือจาก “องค์อิศรา vs ขันธมาร”

ชอบบทสนทนาช่วงหนึ่งจาก “เทพสามฤดู” ที่ออกอากาศไปเมื่อวันที่ 30 กันยายนครับ

เรื่องของเรื่องคือขันธมาร (ตัวร้ายระดับบิ๊กบอส) มาเร่งรัดสามศรี (ตัวร้ายรุ่นใหม่ ซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกชายของลูกน้องขันธมารอีกที) ให้ไปรีบจัดการพระอิศวรและมาตุลีเทพบุตร ที่ลงมาใช้ชีวิตเป็นมนุษย์ธรรมดาปราศจากฤทธิ์เดชใดๆ บนโลก

แต่เมื่อสามศรีตกปากรับคำกับขันธมารเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวกลับมาปรับแผนการเสียใหม่ ดังนี้

สามศรี: ภูตดำ เรามีแผนใหม่แล้ว พระอิศวรหรืออิศราอาจจะมีประโยชน์กับเราในภายหลังก็ได้

ภูตดำ: นี่พระโอรสจะขัดคำสั่งองค์ขันธมารหรือพระเจ้าค่ะ?

สามศรี: เราจะเก็บองค์อิศราไว้ต่อรองกับขันธมาร เสด็จพ่อคงพอพระทัยด้วย

ภูตดำ: แต่ข้าพระพุทธเจ้าเกรงว่า…

สามศรี: ริจะเป็นใหญ่ ต้องไม่เกรงกลัวสิ่งใด ไม่ว่าองค์ขันธมารหรืออิศราจะขึ้นครองโลก เราก็จะอยู่กึ่งกลางตรงนี้ แต่ถ้าเราได้ขึ้นเป็นใหญ่ซะเอง เจ้าว่ามันไม่ดีกว่าเหรอ?

ภูตดำ: ซึ่งถ้าไม่สำเร็จ เราก็ต้องตาย

สามศรี: (หัวเราะ) แต่ถ้าสำเร็จ เราก็จะเป็นใหญ่เหนือโลกทั้งสาม มันน่าเสี่ยงน้อยอยู่เมื่อไหร่ (หัวเราะ)

เมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมดูแล้ว พบว่าละคร “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นปี 2546 และ 2560 ต่างมีบทสนทนาทำนองนี้ด้วยกันทั้งคู่

ส่งผลให้ “สามศรี” แลดูเป็นตัวร้ายที่มีชีวิตชีวา ไม่ได้เป็นตัวร้ายเชื่องๆ ที่ถูกบงการชีวิตโดยพ่อแม่และขันธมาร จนกระทั่งไม่มีโอกาสกำหนดชะตากรรมของตนเองเลย ดังที่มักชอบอธิบายกัน

คลิกดูคลิปละครตอนดังกล่าวได้ที่นี่

เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

วิธีเสพ “ภาพยนตร์สังคมเก่า” ของสมาชิกกองทัพประชาชนในเขตป่าเทือกเขาบรรทัด

ขอไว้อาลัยต่อการจากไปของสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

อาจารย์ยิ้ม
ที่มา https://www.matichon.co.th/news/677714

แต่กระนั้น คุณกมลเป็นคนที่พิเศษคนหนึ่งในหมู่พวกเราทีเดียว เพราะเราเพิ่งทราบว่า การมีคุณกมลทำให้เรามีภาพยนตร์สังคมเก่าฉายบนกองทัพได้ โดยเฉพาะภาพยนตร์ฝรั่งไม่ว่าเรื่องอะไร พยัคฆ์ร้าย 007, สปาตาร์คัส, พิภพวานร, ขุมทองแมคเคนน่า, เจ็ดคู่ชู้ชื่น, บุษบาริมทาง เป็นต้น คุณกมลเล่าเรื่องได้หมด พร้อมทั้งอธิบายผู้แสดงและภูมิหลังของเรื่องได้เสร็จ เราจึงเรียกกันเล่นว่าๆ ‘กมลเธียเตอร์’ ดังนั้น เมื่อเวลาสหายเหงาก็สามารถใช้ “บริการกมลเธียเตอร์” ได้ โดยเฉพาะคุณแก้ว คุณกาย คุณอรุณ ได้ใช้บริการอยู่เสมอ แต่จุดอ่อนของ ‘กมลเธียเตอร์’ อยู่ที่หนังจีนกำลังภายใน ผมเคยถามให้เล่าเรื่อง หงษ์ทองคนองศึก ปรากฏว่า ‘กมลเธียเตอร์’ ส่ายหัว

หงษ์ทองคนองศึก

ผมไม่ได้ใช้บริการด้านภาพยนตร์ของคุณกมล แต่ใช้บริการอีกด้านหนึ่ง คือด้านหนังสือ ผมไม่เคยอ่านนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง สถาบันสถาปนา ของไอแซค อาซิมอฟ มาก่อน และบนกองทัพก็ไม่มีหนังสือนี้ คุณกมลเป็นคนเล่าให้ฟังเป็นบทเป็นฉาก ทำให้ผมได้รู้จัก ‘ฮาริ เซลดอน ผู้สร้างวิชาอนาคตประวัติศาสตร์’ และ ‘มโนมัย ผู้บิดเบนอนาคตของประวัติศาสตร์’ ได้โดยที่ไม่ต้องอ่านหนังสือเล่มนั้น ไม่เพียงแต่เรื่องนี้ ยังมีเรื่อง เมฆสีดำ ซึ่งคุณกมลขึ้นต้นเรื่องว่า

“สมพร เราน่ะคุ้นเคยกับการพบเห็นสิ่งมีชีวิตเป็นของแข็ง คุณลองจินตนาการสิว่าถ้าสิ่งมีชีวิตเป็นก๊าซ อะไรจะเกิดขึ้น ความรู้สึกมันจะละเอียดอ่อน บอบบางมาก…”

น้ำป่า

ที่มา หนังสือ “น้ำป่า: บันทึกการต่อสู้ในเขตป่าเทือกเขาบรรทัด” โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ (หน้า 372)

ข่าวบันเทิง

หนังไทย-หนังอาเซียนน่าสนใจ ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017

เวียนมาบรรจบอีกครั้งสำหรับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม-3 พฤศจิกายน 2560

ในปีนี้ มีหนังไทยถูกคัดเลือกไปฉายในเทศกาล 3 เรื่องด้วยกัน ได้แก่

“มา ณ ที่นี้” หรือ “Someone from Nowhere”

Someone from Nowhere

นี่คือหนังยาวลำดับที่สองของ “ปราบดา หยุ่น” ซึ่งจะได้เข้าประกวดในสาย “เอเชี่ยน ฟิวเจอร์” (ช่วงหลัง หนังที่ชนะเลิศการประกวดสายนี้ มักไปได้ดีในระดับนานาชาติทั้งสิ้น ตั้งแต่ “มหาสมุทรและสุสาน” เมื่อสองปีก่อน และ “Birdshot” เมื่อปีที่แล้ว)

หนังเรื่องนี้จะถ่ายทอดเรื่องราวของสาววัย 20 กว่าๆ ซึ่งยามเช้าอันแสนสุขของเธอได้พลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อมีชายบาดเจ็บรายหนึ่งโผล่เข้ามาในห้องพัก

ภาพยนตร์แนวดราม่า-ลึกลับเรื่องนี้มีจุดเด่นอยู่ที่การถ่ายทำ ซึ่งจะดำเนินไปในห้องพักเพียงห้องเดียว

“สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย”

สิ้นเมษา

ผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องเยี่ยมของ “วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์” ซึ่งเริ่มต้นออกเดินทางในเทศกาลระดับนานาชาติตั้งแต่เมื่อราวห้าปีก่อน

โดยหนังเรื่องนี้จะถูกนำมากลับมาฉายอีกครั้งในโปรแกรม CROSSCUT ASIA ของเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว 2017

ซึ่งในปีนี้ โปรแกรมดังกล่าวจะนำเสนอผลงานของผู้กำกับรุ่นใหม่ๆ ที่น่าสนใจจากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แตกต่างจากสามปีแรก ที่จะโฟกัสไปยังภาพยนตร์ของแต่ละประเทศเป็นรายๆ ไป เริ่มจากไทย, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ตามลำดับ

จุดน่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ หนังที่ได้เข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA ประจำปี 2017 จะถูกแนะนำ/เลือกสรรมาโดยผู้กำกับระดับบิ๊กเนมของอาเซียน ซึ่งผู้แนะนำ “สิ้นเมษาฯ” ให้แก่ทางเทศกาล ก็ได้แก่ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล”

(คลิกอ่านบทความที่เขียนถึง “สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย” ที่นี่)

“ป๊อปอาย มายเฟรนด์”

ป๊อปอาย แปด

หนังเกี่ยวกับเมืองไทยที่เพิ่งได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนของประเทศสิงคโปร์ ให้เข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ ประจำปีหน้า จะเข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA เช่นเดียวกัน

สำหรับผู้แนะนำหนังเรื่องนี้ให้เข้าฉายในโปรแกรมดังกล่าว คือ “เอริค คู” ผู้กำกับชื่อดังชาวสิงคโปร์

นอกจากนี้ ยังมีหนังอาเซียนอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งจะได้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017 อาทิ

“AQÉRAT” หรือ “We the Dead”

main_Aqerat
(c)Pocket Music, Greenlight Pictures

ผลงานล่าสุดของ “เอ็ดมันด์ โหย่ว” คนทำหนังรุ่นใหม่ฝีมือดีจากมาเลเซีย (ซึ่งเคยบรรจุฉากละครสั้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ลงไปในหนังยาวเรื่องแรกของเขา คลิกอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนั้นได้ ที่นี่) ที่จะได้เข้าฉายในสายการประกวดหลัก

หนังเล่าเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งภาวะขาดแคลนเงินเลี้ยงชีพ ส่งผลให้เธอต้องหันไปทำงานในธุรกิจค้ามนุษย์ โดยหนังจะพูดถึงประเด็นการเดินทางมายังประเทศมาเลเซียของกลุ่มผู้อพยพชาวโรฮิงญา ไปพร้อมๆ กับการสำแดงตนเป็นบทกวีที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงการเดินทางทางจิตวิญญาณของสตรีผู้หนึ่ง

Yasmin-san

Yasmin-san
(c)Greenlight Pictures

นี่คือผลงานอีกเรื่องหนึ่งของเอ็ดมันด์ โหย่ว ที่ได้เข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA

ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ จะบันทึกเบื้องหลังการถ่ายทำหนังสั้นเรื่อง “Pigeon” ของ “อิซาโอะ ยูกิซาดะ” (ตอนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง “Reflections” ที่ออกฉายในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียวเมื่อปีที่แล้ว คลิกอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ที่นี่)

โดยหนังสารคดีเรื่องดังกล่าวจะมุ่งสำรวจประเด็นว่าด้วยกระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์, การมีเอกภาพ, ชะตากรรม และประวัติศาสตร์ ผ่านวิธีการมองที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ยาสมิน อาหมัด” คนทำหนังสตรีผู้ล่วงลับชาวมาเลเซีย

Cambodian Young Cinema

176
©BOPHANA CENTER ©Anti Archive & Apsara Films

นี่เป็นภาพยนตร์รวมหนังสั้นสี่เรื่อง ผลงานของผู้กำกับรุ่นใหม่ห้าคนจากกัมพูชา ที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวหลากแง่มุมของสังคมกัมพูชาร่วมสมัย โดยถูกคัดเลือกเข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA

คนมองหนัง

Mother!: แรงกาย-หัวใจของผู้หญิง, โลกภายในบ้าน และการผลิตซ้ำ

(เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์)

หนึ่ง

อยากลองตีความหนังสนุกเรื่องนี้เล่นๆ โดยมีโจทย์/ข้อจำกัดใหญ่ๆ สองข้อ คือ (1) จะพยายามไม่มองมันผ่านกรอบเรื่องคริสต์ศาสนา เพราะเห็นหลายคนทำกันไปแล้ว และ (2) ด้วยความที่เป็นคนดูหนังมาไม่เยอะนัก ผมเลยไม่มีความสามารถมากพอจะเชื่อมโยงหนังเรื่องนี้เข้ากับภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่มีมาก่อนหน้า ในฐานะ “สัมพันธบท” ระหว่างกัน

นอกจากนี้ ผมยังได้รับแรงบันดาลใจเล็กๆ อีกหนึ่งประการ หลังจากดู “Mother!” จบลงที่โรงภาพยนตร์แถวปิ่นเกล้า กล่าวคือ ตรงที่นั่งด้านหลังผมมีคู่รักชาย-หญิง ซึ่งตีตั๋วมาดูหนังเรื่องนี้ด้วยกัน ระหว่างเอ็นด์เครดิตขึ้นจอ ทั้งสองคนพยายามขบคิดตีความว่าสัญลักษณ์ต่างๆ ในหนังนั้นหมายถึงอะไรบ้าง? แล้วฝ่ายชายก็เริ่มพูดถึงพระเจ้า ศาสนาคริสต์ ฯลฯ

พอเขาพูดบรรยายไปได้นิดหน่อย คุณผู้ชายคนนั้นก็สรุปความเอาไว้อย่างน่าสนใจทำนองว่า

สุดท้าย “ความรัก” ก็ทำให้โลกดำรงอยู่ เพราะไม่ว่าโลกจะวุ่นวายสับสนเต็มไปด้วยเหตุการณ์รุนแรงบ้าคลั่งขนาดไหน แต่โลกใบนี้ก็สามารถกลับมารีเซ็ตตั้งต้นใหม่ได้ทุกครั้ง ด้วย “ความรัก” ของผู้หญิง

ผมฟังการตีความของคุณพี่ผู้ชายท่านนั้นอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน แต่อีกใจหนึ่ง ก็เกิดคำถามขึ้นว่าไอ้การเอามือแหวกอกควักหัวใจผู้หญิงคนหนึ่งออกมา มันคือ ปฏิสัมพันธ์ที่วางฐานอยู่บน “ความรัก” จริงๆ เหรอ?

mother-poster

สอง

เท่าที่อ่านบทวิจารณ์/งานเขียนภาษาไทย ที่พยายามตีความ-คิดต่อจาก “Mother!” ผมค่อนข้างมีความเห็นสอดคล้องกับการตีความของ Filmsick โดยเฉพาะในประเด็นการขูดรีดแรงงานของพระแม่ เพื่อการดำรงอยู่ซึ่งความรักของพระเจ้า (อ่านรายละเอียดที่นี่)

บทความชิ้นนี้ก็จะดำเนินไปในแนวทางใกล้เคียงกันกับความเห็นของ Filmsick โดยอาจมีจุดแตกต่างหรือส่วนขยายเพิ่มเติมเล็กๆ น้อยๆ ดำรงอยู่บ้าง

สาม

จุดแรกที่สะดุดใจผมมากๆ เมื่อดูหนังเรื่องนี้ไปได้พักหนึ่ง ก็คือ การยึดโยงผูกติด “ผู้หญิง/แม่” เข้ากับ (พื้นที่ภายใน) “บ้าน”

ตรรกะของเรื่องราวในหนังดำเนินไปตามรากฐานความคิดบางอย่างของ “โลกตะวันตก” ที่ “โลกในบ้าน” เป็นพื้นที่สำหรับผู้หญิง ส่วน “โลกนอกบ้าน” เป็นพื้นที่สำหรับผู้ชาย

จากรากฐานความคิดเช่นนั้น ก็มีการคิดเชิงวิพากษ์ติดตามมาว่า ขณะที่ผู้ชายคล้ายจะออกไปทำงาน ลงแรงผลิตงาน ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์กับสมาชิกคนอื่นๆ ของสังคม ผ่านการแลกเปลี่ยนคุณค่าต่างๆ อันนำมาซึ่งการได้รับเกียรติยศศักดิ์ศรีหรือผลตอบแทนบางอย่าง ณ โลกภายนอกบ้าน

แต่ผู้หญิงก็ต้องลงแรงหนักไม่แพ้กัน (หรืออาจหนักกว่า) ในกระบวนการผลิตซ้ำวัตถุ/คุณค่าบางอย่าง อยู่เงียบๆ ภายในบ้าน เพื่อเป็นฐานค้ำจุนสถานะทางเศรษฐกิจ-สังคมและอำนาจทางการเมืองของผู้ชาย

ผมรู้สึกว่าเนื้อหาของ “Mother!” นั้นเดินไปตามระบบวิธีคิดเชิงวิพากษ์ชุดนี้

af2200bc2dde4fa5b770ef276f610e62_e157fbac952940c885effaacf89dd69f_header

เราจึงได้เห็นผู้หญิงลงมือลงแรงสร้าง-ซ่อมแซมบ้าน ตลอดจน (น่าจะ) ผลิตซ้ำ (reproduce) บุตรชาย อยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นวงจรไม่รู้จบ

ส่วนผู้ชายคือผู้ที่คอยติดต่อสื่อสารหรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนภายนอกบ้าน (รวมถึงเป็นผู้ที่สามารถเดินทางออกไปยังโลกข้างนอกได้)

และการเปิดรับคนนอกเข้ามาในบ้านของผู้ชายนี่เอง ที่สร้างความฉิบหายวายป่วงตามมาเป็นระลอกๆ

อย่างไรก็ดี มีรายละเอียดอีกด้านของหนังที่ย้อนแย้งกับกรอบความคิดข้างต้นเช่นกัน

โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่ว่า แม้จะติดต่อกับโลกภายนอกหรือออกเดินทางสู่โลกภายนอกเป็นครั้งคราว แต่ผู้ชายก็นั่งทำงาน (เขียน) อยู่ภายในบ้านเป็นหลักเหมือนกัน

โลกภายในบ้านของหนังเรื่องนี้ จึงประกอบไปด้วยสององค์ประกอบหลัก คือ ผู้หญิงที่ทุ่มเทแรงกายของตน/ถูกขูดรีดแรงงานอย่างหนัก กับผู้ชายที่ทำงานผ่านความคิด/จินตนาการเป็นหลัก โดยไม่ต้องออกแรงอะไรมากนัก

ก่อนที่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายคู่นี้จะค่อยๆ คลี่คลายและฉายภาพให้เห็นว่า แม้กระทั่ง “บ้าน” ก็อาจมิใช่พื้นที่ของผู้หญิงดังที่มักเข้าใจกัน

สี่

ดังนั้น จึงอาจเป็นไปได้ว่าเรื่องราวทั้งหมดใน “Mother!” นั้นคือ โลก/บ้านที่ “ผู้ชาย” เขียน/สร้าง/กำหนดขึ้น ผ่านความคิด-จินตนาการของเขา

แม้แต่ชีวิตของผู้หญิงก็ถูกกำหนด/เขียนขึ้นโดยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของผู้ชาย

อย่างไรก็ตาม ผมอยากทดลองเสนออะไรให้มันยุ่งยากขึ้นอีกนิดว่า ผู้ชายอาจไม่ได้ใช้อำนาจสัมบูรณ์ที่มีอยู่ในมือ/หัว แบบทื่อๆ ตรงๆ ด้วยการสร้างเสกชีวิตของผู้หญิงขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า คนแล้วคนเล่า (ประหนึ่งพระเจ้าผู้สร้างโลกและสรรพชีวิต) แล้วผลักไสชีวิตของพวกเธอไปตามกฎเกณฑ์ที่เขาวางไว้ และความยุ่งเหยิงวุ่นวายที่เขาพลั้งเผลอทำพลาดไป

ทว่า ผู้ชายอาจต้องทำงาน/เล่นเกมทางความคิดอย่างละเอียดแยบคายพอสมควร เพื่อจะโน้มน้าวให้ผู้หญิงตกเป็นฝ่ายเชื่อมั่นยึดมั่นว่าตัวเธอเองต้องทุ่มเทลงแรง ต้องรับภาระผลิตซ้ำนู่นนี่ อยู่ตลอดเวลา ไม่รู้จักจบสิ้น เพื่อผู้ชายของเธอ และเพื่อ “บ้านของเรา” (ซึ่งสุดท้าย ก็ไม่ใช่ “บ้านของเธอ”)

หรือพูดอีกอย่างได้ว่า ผู้หญิงอาจลงแรงอย่างกระตือรือร้นจริงจังตั้งใจ (ไม่ใช่ทำทุกอย่างชนิดไร้ชีวิตชีวา ราวกับเป็นหุ่นชักหรือตัวละครบนแผ่นกระดาษ ในมือ/จากปลายปากกาของผู้ชาย) เพื่อก่อร่างสร้าง “บ้านของเรา” ขึ้นมา แต่ความกระตือรืนร้นดังกล่าวก็ดำเนินไปภายใต้ระบบความคิด-ความเข้าใจโลกอันจำกัดจำเขี่ยของเธอ ที่ถูกครอบงำหรือก่อรูปโดยอิทธิพลของผู้ชาย (เธออ่านและเชื่อในตัวหนังสือของเขา) และเป็นไปเพื่อค้ำจุนอำนาจของเขา

ความสัมพันธ์ทางอำนาจลักษณะนี้วนเวียนเป็นวงจรสามัญปกติจนคล้ายกับเป็นเรื่องธรรมชาติสากล (จึงไม่แปลก ที่ระหว่างดูหนัง เราจะสามารถเชื่อมโยงตัวละครหลักหญิง-ชายใน “Mother!” เข้ากับเรื่องเล่าว่าด้วยนางมัทรี-พระเวสสันดร, สีดา-ราม, พระแม่-พระเจ้า กระทั่งไม้ขีดไฟ-ดอกทานตะวัน ถ้าไม้ขีดไฟเป็นผู้หญิง) แต่จริงๆ ทั้งหมดมันคือวัฒนธรรม วิถีชีวิต รหัสความหมาย ที่ล้วนถูกออกแบบและกำหนดกฏกติกาโดยผู้ชายมากกว่า

mother-poster

มองในแง่นี้ ผู้หญิงในบ้านจึงไม่ได้ถูกเอารัดเอาเปรียบในเชิงแรงงานเท่านั้น

แต่เธอยังตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ของการถูกขูดรีดความคิด-จินตนาการ-อารมณ์ความรู้สึก

เรื่องความคิด-จินตนาการ ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่าเธอถูกบล็อกจินตนาการ และถูกทำให้เชื่อให้ทึกทักแต่เพียงว่าตัวเองต้องลงแรงกายทุกอย่างเพื่อผู้ชาย เพื่อบ้านของเขา (และเธอ) และเพื่อลูกชายของเขา (และเธอ) ขณะที่เขาแทบไม่เคยลงมือทำสิ่งใดหรือคิดอะไรเพื่อเธอเลย

สำหรับในแง่อารมณ์ความรู้สึก สุดท้ายเราจะเห็นได้ว่า แม้แต่อารมณ์ความรู้สึกที่สำคัญที่สุดชนิดหนึ่งของมนุษย์อย่าง “ความรัก” ก็ยังถูกแปรให้มีลักษณะเป็นรูปธรรม และถูกรีดเร้นแหวกแยกออกมาจากร่างกายของผู้หญิง

ทั้งนี้ ก็เพื่อธำรงสถานะให้ (พวก) เธอเป็น “มารดา!” ผู้ต้องคอยผลิตซ้ำหรือค้ำจุนวงจรชีวิตแบบเดิมๆ ที่มีผู้ชายเป็นผู้ครอบครองอำนาจต่อไป ตราบนานเท่านาน

ข่าวบันเทิง

“หนังพูดไทย” 2 เรื่อง ถูกส่งชิงออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม!

คณะกรรมการภาพยนตร์ของสิงคโปร์ลงมติเลือกภาพยนตร์เรื่อง “Pop Aye” ให้เป็นตัวแทนของประเทศ เข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 90 สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม

หนังเรื่องนี้เป็นผลงานของผู้กำกับหญิง “เคิร์สเตน ธาน” ซึ่งถ่ายทำในประเทศไทย รวมถึงใช้นักแสดงไทย และนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับสังคมไทย

หนังบอกเล่าถึงชีวิตวัยกลางคน-เริ่มต้นชราของสถาปนิกรุ่นเก่า (รับบทโดยธเนศ วรากุลนุเคราะห์) ที่ออกเดินทางพร้อมกับเพื่อนช้างในวัยเยาว์ เพื่อย้อนกลับไปยัง “บ้านเดิม” ของพวกเขาในพื้นที่ชนบท

ป๊อป อาย จีน

“Pop Aye เป็นเรื่องราวว่าด้วยการค้นหาตนเอง ซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาอย่างงดงามโดยทีมผู้สร้างชาวสิงคโปร์ รวมถึงตัวผู้กำกับ-คนเขียนบท เคิร์สเตน ธาน โปรดิวเซอร์ ไหลเว่ยเจี่ยและหวงเวินหง ตลอดจนผู้อำนวยการสร้าง แอนโธนี่ เฉิน หนังเรื่องนี้สามารถสร้างอารมณ์สั่นสะเทือนให้แก่คนดูทั้งในประเทศและคนดูนานาชาติ”

โจอาคิม อึ้ง ผู้อำนวยการคณะกรรมการภาพยนตร์ของสิงคโปร์ ระบุเหตุผลที่เลือกหนังเรื่องนี้เป็นตัวแทนของประเทศ

นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หนังลูกครึ่งสิงคโปร์-ไทยเรื่องนี้ ได้ออกเดินทางไปคว้ารางวัลระดับนานาชาติมามากมาย รวมทั้งรางวัลจากเทศกาลใหญ่ๆ อย่าง “ซันแดนซ์” และ “ร็อตเตอร์ดัม”

ดาวคะนอง ใหม่

ก่อนหน้านี้ สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ (ของไทย) ได้เสนอชื่อ “ดาวคะนอง” ผลงานของอโนชา สุวิชากรพงศ์ เป็นตัวแทนหนังไทยเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม

โดย Pop Aye หรือในชื่อไทย “ป๊อปอายมายเฟรนด์” ก็เป็นหนึ่งใน “หนังไทย” ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจำนวนห้าเรื่อง ซึ่งถูกนำไปพิจารณาคัดเลือกด้วยเช่นกัน ก่อนที่คณะกรรมการจะลงมติเป็นเอกฉันท์เลือก “ดาวคะนอง” ในท้ายที่สุด

นี่จึงส่งผลให้มี “หนังพูดภาษาไทย” สองเรื่อง ถูกจัดส่งเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมของการประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 90

ที่มา http://variety.com/2017/film/asia/singapore-pop-aye-foreign-language-oscar-contention-1202569547/