ข่าวบันเทิง, คนอ่านเพลง

อุ่นเครื่องคอนเสิร์ตใหญ่ “ดึกดำบรรพ์ #201” ด้วย 20 คลิปซ้อม-แสดงสดสุดประทับใจ

ได้ฤกษ์กลับมาเปิดคอนเสิร์ตใหญ่เป็นรอบที่สอง สำหรับวงดนตรีรุ่นเก๋า “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์” ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของสองศิลปินและหนึ่งคนเบื้องหลัง อย่าง “ปั่น ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว” “แต๋ม ชรัส เฟื่องอารมย์” และ “ตุ่น พนเทพ สุวรรณะบุณย์”

โดยคอนเสิร์ตหนนี้ซึ่งใช้ชื่อว่า “ไดนาสตี้ ไทล์ท้อป พรีเซ้นท์ ดึกดำบรรพ์ #201 ปั่น แต๋ม ตุ่น คอนเสิร์ต” จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 4 อิมแพ็ค เมืองทองธานี (ซื้อบัตรได้ที่ http://www.thaiticketmajor.com/concert/duk-drum-ban-201-2018-th.html)

หลังคลิปการเล่นดนตรีที่ถูกปล่อยผ่านโซเชียลมีเดียของน้าๆ ทั้งสามคน ยังคงได้เสียงตอบรับที่ดีจากแฟนคลับอย่างต่อเนื่อง

โอกาสนี้ ทางบล็อกคนมองหนังจึงรวบรวมคลิปเด็ดๆ สองชุดมานำเสนอ ชุดแรก คือ คลิปซ้อมเพลงดังสุดไพเราะที่น้าปั่น น้าแต๋ม น้าตุ่น จัดทำเผยแพร่ผ่านเพจ ดึกดำบรรพ์ Boy Band ชุดที่สอง คือ คลิปการแสดงสดของ “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์” ที่ทางแอดมินไปตามถ่ายเก็บไว้ตลอดปี 2560 ที่ผ่านมา (ในฐานะแฟนเพลงคนหนึ่งของวง)

ติดตามรับชมและรับฟังกันได้เลย

รวมคลิปซ้อมร้อง-เล่นจากเพจ ดึกดำบรรพ์ Boy Band

คนขี้เหงา

บอกรัก

ปาฏิหาริย์

ส่องกระจก

คนไม่มีวาสนา

รักเธอมากกว่าใคร

ทะเล

เพราะเธอ

เฝ้าคอย

รักเองช้ำเอง

รวมคลิปแสดงสดของ “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์” (บันทึกภาพโดย “คนมองหนัง”)

รักยืนยง

รักล้นใจ

ทั้งรู้ก็รัก

เพียงแค่ใจเรารักกัน

รักเองช้ำเอง

บอกรัก

A Tu Corazon (สู่กลางใจเธอ)

คนขี้เหงา

ปาฏิหาริย์

ขีดเส้นใต้

Advertisements
ข่าวบันเทิง

รู้จัก Cultural Anthropologist (นักมานุษยวิทยาวัฒนธรรม?) ในกองถ่าย Call Me by Your Name

สำหรับบางคนที่ได้ดูหนังเรื่อง Call Me by Your Name แล้ว คงพอสังเกตเห็นว่าในตอนจบนั้น มีการขึ้นเครดิตว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ มี Cultural Anthropologist ประจำกองถ่ายด้วย

อย่างไรก็ดี “Cultural Anthropologist” ประจำกองถ่ายหนังเรื่อง Call Me By Your Name อาจมิได้หมายถึงนักวิชาการทางด้าน “มานุษยวิทยาวัฒนธรรม” แบบตรงตัวซะทีเดียว

เพราะผู้ที่มาทำหน้าที่ดังกล่าว ก็คือ “คาร์โล อันโตเนลลี่”

antonelli
ภาพจาก http://www.lettera43.it/it/articoli/media/2013/04/22/editoria-carlo-antonelli-nuovo-direttore-di-gq/83135/

เท่าที่ลองเสิร์ชหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต อันโตเนลลี่นั้นเป็นบุคลากรที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยของอิตาลี

เขาเป็นบรรณาธิการนิตยสาร Wired ฉบับภาษาอิตาเลียน และก็เคยเป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสาร Rolling Stone และ GQ ฉบับภาษาอิตาเลียน รวมทั้งเคยเป็นผู้บริหารค่ายเพลงที่มีชื่อว่า Sugar

อันโตเนลลี่มีงานเขียนบทความจำนวนมาก ตลอดจนผลงานที่ตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือเล่ม อาทิ Discoinferno (เขียนร่วมกับฟาบิโอ เดอ ลูก้า)

discoinferno

นอกจากนี้ เขายังทำงานสอนหนังสือและวิจัย โดยอันโตเนลลี่น่าจะเคยสอนที่ Domus Academy และเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชา the Sociology of Conventions (สังคมวิทยาว่าด้วยประเพณี?) ที่มหาวิทยาลัยโบโลญญา ทั้งยังมีบทบาทในการร่วมก่อตั้งศูนย์วิจัยว่าด้วยศิลปะ วิทยาศาสตร์ และความรู้ ที่มหาวิทยาลัยบอคโคนี เมืองมิลาน

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของอันโตเนลลี่ก็คือการร่วมก่อตั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์ชื่อ First Sun ซึ่งส่งผลให้เขาได้ร่วมงานกับ “ลูก้า กัวดาญีโน” (ผู้กำกับ Call Me by Your Name) ทั้งในฐานะผู้ช่วยโปรดิวเซอร์ของหนังเรื่อง I Am Love และโปรดิวเซอร์ของหนังเรื่อง Suspiria

คาร์โล อันโตเนลลี่ จึงเป็นคนที่ร่วมงานกับกัวดาญีโนมาอย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม ไม่แน่ใจว่าอันโตเนลลี่นั้นร่ำเรียนศึกษามาทางมานุษยวิทยาด้วยหรือไม่? (แต่ก็อาจเป็นไปได้ หากพิจารณาจากบทบาทในฐานะอาจารย์พิเศษของเขา)

ขณะเดียวกัน ก็ไม่มีแหล่งข้อมูลใดระบุชัดๆ ว่าบทบาทในฐานะ Cultural Anthropologist ประจำกองถ่ายหนัง Call Me by Your Name ของเขานั้น มีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง?

cultural anthropologist

ระหว่างการให้ข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาส่วนที่กล่าวถึงความรู้ทางด้านมานุษยวิทยา/โบราณคดี/นิรุกติศาสตร์ภายในภาพยนตร์

หรือการเป็นที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมและดนตรียุค 1980 ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญและโดดเด่นมากๆ ของหนังเรื่องนี้ แถมยังดูจะสอดคล้องต้องตรงกับหน้าที่การงานในแวดวงนิตยสารของอันโตเนลลี่พอดี

ที่มาข้อมูล

https://www.edge.org/memberbio/carlo_antonelli

http://www.domusacademy.com/en/carlo-antonelli/

http://www.imdb.com/name/nm2108595/

คนมองหนัง

ว่าด้วย “เปรมิกาป่าราบ”

หนึ่ง

โอเค หนังมันวางตัวเองเป็น “หนังผี/ตลกเกรดบี” แบบชัดเจน ซึ่งก็สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีพอสมควร อาจมีจุดสะดุดหรือขรุขระอยู่บ้างตามรายทาง แต่ไม่ทำให้โจทย์รวมๆ ของตัวหนังหันเหผิดเพี้ยนไปเท่าไหร่

นอกจากนี้ “เปรมิกาป่าราบ” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า “ตระกูลหนังผี/ตลกแบบไทยๆ” นั้น มันอาจไม่ใช่ “ข้อจำกัด” หรือ “เพดาน” อะไรบางอย่างเสียทีเดียว แต่หากฉวยใช้มันให้เป็น มันก็อาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยเปิด “โอกาส” ให้คนทำได้พูดถึงประเด็นที่ไม่สามารถถูกบอกเล่าได้อย่างเป็นปกตินักในพื้นที่สื่อบันเทิงไทยทั่วไป

สอง

เปรมิกา 1

แต่ถามว่าประเด็นของ “เปรมิกาป่าราบ” มันแหลมคมมากมายไหม? มันก็ไม่ได้คมคายแปลกใหม่อะไรมากมายนัก

ประเด็นหลักๆ ของหนัง คือ การลุกขึ้นมาทวงแค้นของคนชายขอบ/ผู้หญิง ที่ถูกเหยียด ถูกกระทำจากผู้ชาย/ผู้มีอำนาจ (ซึ่งเอาเข้าจริง พวกสื่อบันเทิงกระแสหลักของไทย ทั้งในจอทีวีและโรงหนัง ก็ดันพูดถึงเรื่องพวกนี้ไม่เยอะ)

อย่างไรก็ตาม มีหลายๆ รายละเอียดรายรอบประเด็นหลักของหนังที่น่านำมาคิดต่อ

สาม

เปรมิกา 4

ข้อแรกที่ผมชอบ คือ สถานะของ “ตู้คาราโอเกะ”

ตั้งแต่ต้นจนถึงเกือบจบเรื่อง “ตู้คาราโอเกะ” เป็นเหมือนเครื่องเก็บงำและเปิดเผยอดีตหรือความลับในใจของตัวละครหลักหลายๆ ราย

ทว่า จริงๆ แล้ว สถานะสำคัญสุดๆ ของ “ตู้คาราโอเกะ” ในหนังเรื่องนี้ กลับปรากฏผ่านสายสัมพันธ์ระหว่าง “นายใหญ่” กับหญิงสาวต่างด้าวที่ถูกส่งมาขายตัวอย่าง “เปรมิกา”

โดย ณ เบื้องต้น “ตู้คาราโอเกะ” เป็นทั้งช่องทางที่ช่วยให้ “เปรมิกา” สามารถปรับประสานต่อรองเข้ากับ “ความเป็นไทย” ได้ในระดับหนึ่ง และเป็นเครื่องมือที่พาเธอหลีกหนีออกจากความจริง/ความทุกข์

และถึงขั้นสุด ความสัมพันธ์ที่มี “ตู้คาราโอเกะ” เป็นสื่อกลาง ก็สามารถทำให้ “เปรมิกา” ซึ่งถูกกดขี่เหยียดหยามอยู่ตลอดเวลา สามารถเหยียดกลับหรือหัวเราะเยาะใส่ “นายใหญ่” ผู้ร้องเพลงเพี้ยนได้

แน่นอน กลยุทธ์การหัวร่อต่ออำนาจนั้นไม่ได้ “เวิร์ก” เสมอไป และผลลัพธ์ภายหลังเสียงหัวเราะดังกล่าว ก็นำไปสู่เหตุการณ์ฆาตกรรม ซึ่งทำให้ “เปรมิกา” ต้องหันมาเอาคืนบรรดาผู้คนที่กระทำความรุนแรงต่อเธอ ด้วยความรุนแรงที่ดิบเถื่อนถึงเลือดถึงเนื้อมากกว่า ไม่ใช่เสียงหัวเราะขบขัน (หรือการเหยียดกลับ)

สี่

เปรมิกา 2

จุดที่ผมค่อนข้างเสียดายในหนัง คือ บรรดาคนที่ต้องตายในเกมการร้องเพลงคาราโอเกะนั้นมันมีแพทเทิร์นแน่ชัดไปหน่อย

เพราะส่วนใหญ่คนที่ต้องตาย จะได้แก่ผู้ชายที่กระทำสิ่งแย่ๆ ต่อผู้หญิง ตั้งแต่ฆ่า, กดขี่, ทิ้งขว้าง, ทำเธอท้องแล้วให้ไปแท้ง, ขูดรีดใช้หาประโยชน์ทางธุรกิจ เรื่อยไปจนถึงเหยียดหยามและลวนลาม

ขณะที่คนที่อยู่นอกเกณฑ์นี้จะแทบไม่เป็นอะไรเลย เช่น ตุล (ผู้มีทัศนคติต่อความเป็นชายในอีกรูปแบบหนึ่ง)

อย่างไรก็ตาม มันมีตัวละครคู่หนึ่งซึ่งถูกเล่นงานโดยเกมคาราโอเกะเป็นคู่แรกๆ และอยู่นอกเหนือจากแพทเทิร์นด้านบนด้วย นั่นคือ คู่หูเน็ตไอดอลสาวที่ร้องเพลงไม่เป็น

เอาเข้าจริง ถ้าจะทวงถามหาตรรกะเหตุผลจาก “เปรมิกา” ดูเหมือนสองสาวคู่นี้จะมีสถานะเป็น “เหยื่ออารมณ์” ของผีสตรีชายขอบมากที่สุด และเป็นสองคนที่ไม่ควรโดนลงทัณฑ์ (แม้จะปากร้ายและไร้สาระไปนิด)

แต่กลายเป็นว่าพอไปเป็นผีแล้ว พวกเธอดันรับส่งบทกับ “เปรมิกา” ได้คล่องและลงตัวซะอีก 555

ห้า

เปรมิกา 3

อีกข้อที่น่าสนใจ คือ หนังบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าผีสาวชายชอบตนนี้ไม่ได้ชื่อ “เปรมิกา” แต่ “เปรมิกา” เป็นชื่อที่จ่าตำรวจซึ่งมาทำคดีตั้งให้เธอแบบลวกๆ เพราะเห็นป้ายชื่อร้านตัดเสื้อ “เปรมิกา” อยู่ตรงคอเสื้อที่ศพสวมใส่

ที่ตลก คือ หลังจากนั้น แม้แต่ผีสาวเองก็เหมือนจะยอมรับชื่อนี้ไปด้วยโดยปริยาย ดังจะเห็นได้จากชื่อ “เปรมิกาคาราโอเกะ” ที่เธอนำมาใช้เล่นงานล้างแค้นผู้คน

จุดนี้ มันแปลกดี เพราะเหมือนจ่าตำรวจจะเป็นคนแปะป้ายบอกอัตลักษณ์บางอย่างให้แก่ผีสาว แล้วผีสาวก็นำอัตลักษณ์ดังกล่าว (ที่คนอื่นสร้างขึ้นเพื่อบอกว่าเธอคือใคร) มาใช้งานหรือเปิดเผยแสดงตัวตน

นี่จึงเป็นความสัมพันธ์ที่กำกวมลักลั่นไม่น้อย หากคิด/ตีความว่าการหลอกหลอน-แก้แค้นของ “เปรมิกา” คือ “การปลดปล่อย” ประเภทหนึ่ง

เพราะ “การปลดปล่อย” ที่ว่า ยังต้องหยิบยืม “ชื่อเสียงเรียงนาม” อันถูกนิยามโดยกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีส่วนกดขี่/เพิกเฉยต่อเธอ มาใช้เป็นอาวุธต่อสู้

หก

เปรมิกา 5

อีกจุด ที่จริงๆ แล้ว เป็นลักษณะร่วมของหนัง-ละครไทยแทบทุกเรื่องที่มีตัวละครเป็น “ตำรวจ” มากกว่าจะเป็นจุดเด่น/ด้อยของหนังเรื่องนี้แค่เรื่องเดียว ก็คือ ไม่รู้จะมีใครสังเกตบ้างว่าหนัง-ละครไทยแทบทั้งหมดนั้น มักใส่รายละเอียดเกี่ยวกับตำรวจผิดหมดเลย

จุดผิดพลาดที่เห็นบ่อยๆ ก็เช่น การกำหนดให้ตำรวจที่มีแนวโน้มจะใหญ่สุดในการรับผิดชอบคดี (หรือใหญ่สุดในสถานี) เป็นแค่ “สารวัตร” (เหมือนตำแหน่ง “ผู้กำกับการ” หัวหน้าสถานี หรือกระทั่ง “ผู้บังคับการ” ที่คุมตำรวจทั้งจังหวัด มันจะไม่อยู่ในหัวของคนทำหนัง-ละครสักเท่าไหร่)

หรือการที่บรรดาตัวละครชอบเรียกสถานีตำรวจตามต่างจังหวัดว่า “สน.” ซึ่งย่อมาจาก “สถานีตำรวจนครบาล…” (เหมือนคนทำหนัง-ละคร จะไม่รู้จัก “สภ.” หรือ “สถานีตำรวจภูธร…”)

หรือตัวละครผู้หมวดหนุ่มไฟแรงใน “เปรมิกาป่าราบ” ก็แนะนำยศของตัวเองว่าผม “ร้อยตำรวจ…” (แต่ไม่มีตรี, โท ต่อท้าย)

หลายปีที่ผ่านมา ผมมักรู้สึกว่านี่เป็น “ความไม่รู้” ของคนทำสื่อบันเทิงไทย

แต่พอมาดู “เปรมิกาป่าราบ” มันมีอีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดออกหรืออยากลองตีความเพิ่มเติม คือ หรือจริงๆ แล้ว ไอ้รายละเอียดยิบย่อยพวกนั้นมันจะ “ไม่ทำหน้าที่” หรือไม่มีประโยชน์ใดๆ เลย ในการรับรู้ของผู้คนส่วนใหญ่ทั่วไป (รวมถึงคนทำหนัง-ละครด้วย) ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่จำเป็นจะต้องใส่ใจมัน หรือเข้าใจมันให้ถูกต้องเป๊ะๆ

ตัวอย่างชัดเจนสุด คือ สถานภาพของตัวละครตำรวจในหนังเรื่องนี้ ซึ่งแน่นอนว่า “ตำรวจไม่ดี” ก็ย่อมไม่ทำหน้าที่ตำรวจชัวร์อยู่แล้ว แต่กระทั่ง “ตำรวจดี” ที่พยายามปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง ก็มิได้มีส่วนสะสางคดีในขั้นตอนสุดท้าย ทว่าเป็นผี “เปรมิกา” ต่างหาก ที่ลุกขึ้นมาชำระล้างเรื่องราวอันค้างคาทั้งหมดด้วยตัวเธอเอง

เท่ากับว่าเมื่อ “ตำรวจ” ไม่มีหน้าที่ทางสังคม สังคมก็ไม่จำเป็นต้องรู้จัก “ตำรวจ”

เจ็ด

วิศิษฏ์-ศาสนเที่ยง001

ไม่แน่ใจว่าบทบาท “ครีเอเตอร์” ของ “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง” ในหนังเรื่องนี้ นี่มีหน้าที่อย่างไรบ้าง?

แต่ผมกลับชอบหรือสนุกกับ “เปรมิกาป่าราบ” มากกว่า “รุ่นพี่” ผลงานการกำกับเรื่องล่าสุดของวิศิษฏ์เสียอีก

ขณะเดียวกัน ผลตอบรับอันแสนบางเบาที่มีต่อหนังก็มิใช่เรื่องเกินคาด หากพิจารณาจากหน้าหนัง กระทั่งเนื้อในและตัวตนที่หนังเลือกจะเป็น

เช่นเดียวกับ “ปราโมทย์ ปาทาน” ที่อาจไปได้ดีในสื่อชนิดอื่นๆ แต่ก็ยัง “แป้ก” ในการแสดงภาพยนตร์อีกหน

ในอนาคต คนทำสื่อบันเทิงที่มีฟอร์มและเนื้อหาราวๆ นี้ คงต้องแสวงหาที่ทางให้ตนเองต่อไป ว่าแพลตฟอร์มแบบไหนที่จะเหมาะสมกับตัวงานที่ถูกผลิตออกมา

นักเดินทางฝึกหัด

ปีใหม่ 2013 และร้านไก่ทอดแห่งหนึ่งชานกรุงลอนดอน

28 ธันวาคม 2012

สักประมาณสี่ทุ่ม ผมเดินไปซื้อไก่ทอด-เฟรนช์ฟรายแถวๆ หอพัก

ร้านไก่ทอด-พิซซ่าแห่งนี้ ถือเป็นเจ้าประจำของผม แม้ว่ารสชาติของอาหารขยะเหล่านั้นจะไม่ได้เรื่องสักเท่าไหร่ (ขณะที่คนขายซึ่งค่อนข้าง “ซี้” กับผม มักชอบอวดอ้างถึงความเอร็ดอร่อยของพิซซ่าจากร้านของเขา)

แต่ทางเลือกของคนที่มีฝีมือการทำอาหารห่วยแตก ซึ่งอาศัยอยู่แถวสถานี “นิว ครอส เกต” ก็มีอยู่ไม่มากนัก

วันนั้น ผมเข้าไปทักทายกับคนขายตามปกติ ถ้าจำไม่ผิด เขาเป็นคนบังกลาเทศ (ผมรู้เรื่องนี้จากการแอบฟังเขาพูดคุยกับลูกค้ารายหนึ่ง ซึ่งเป็นคนมาเลเซีย เมื่อราวๆ เดือนก่อน)

ผมถามเขาว่าช่วงปีใหม่นี้มีแผนจะไปเที่ยวต่างจังหวัด “นอกลอนดอน” บ้างไหม?

เขาตอบกลับมาแบบ “กลับหัวกลับหาง” ว่า เขาอยากจะเดินทางเข้าไปเที่ยว “ข้างในใจกลางกรุงลอนดอน” มากกว่า เพราะที่นั่นจะมีคนมาร่วมเฉลิมฉลองกันเยอะแยะ มีการจุดพลุ มีเทศกาลกินดื่ม บลา บลา บลา

บทสนทนาระหว่างเรากลายเป็นประเด็นน่าสนใจขึ้นมา

เนื่องจากผมตั้งคำถามผ่านโลกทัศน์ที่คิดว่าตัวเองอยู่ “ในลอนดอน” คือ แม้จะอยู่โซนนอกๆ แต่ก็สามารถเดินทางเข้าไปในใจกลางเมืองหลวงได้ง่ายๆ และบ่อยครั้งตามใจปรารถนา

ทว่า สำหรับคนขายไก่ทอดชาวบังกลาเทศ เขาคงคิดว่าตนเองอาศัยอยู่ “นอกกรุงลอนดอน” และนานๆ ครั้ง เขาจึงจะมีโอกาส (ในแง่ “เวลา” และ “กำลังทรัพย์”) ได้เข้าไปเดินเที่ยวตรงใจกลางเมืองหลวงสักที

แล้วประเด็นการพูดคุยก็ไถลออกจากเรื่องวันปีใหม่

คนขายไก่ทอดเริ่มพูดถึงเรื่อง “ชีวิต”

เขาบอกว่าตนเองไม่สามารถจำกัดนิยามความหมายของคำว่า “ชีวิต” ได้ เพราะชีวิตใครก็ชีวิตมันแตกต่างกันไป นอกจากนี้ ชีวิตยังเกี่ยวพันอยู่กับการตัดสินใจ เพราะจะมีช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งในชีวิต ที่คุณต้องตัดสินใจในเรื่องหนึ่งๆ และการตัดสินใจครั้งนั้นจะ “เปลี่ยน” ทางเดินชีวิตของคุณไปสู่ทางสายใหม่อีกเส้นหนึ่งโดยทันที อย่างไม่มีวันหวนกลับ

ผมไม่แน่ใจว่า วันนั้น เราหยุดคุยกัน (หรือกล่าวให้ตรงไปตรงมายิ่งขึ้น คือ ผมหยุดฟังเขาพูด) ตรงจุดไหน? เมื่อใด?

แต่หลังจากรับไก่ทอด-เฟรนช์ฟราย และจ่ายเงินเรียบร้อย ผมก็เดินฝ่าอากาศหนาวปลายเดือนธันวาคมกลับมาที่หอ

เมื่อถึงห้องพัก ผมเปิดคอมพิวเตอร์ เข้าเว็บไซต์ยูทูบ เพื่อเสิร์ชหาเพลง “Something Changed” ของวงพัลพ์

หลังวันขึ้นปีใหม่ 2013 ผ่านพ้นไปเพียงไม่กี่เดือน ร้านไก่ทอดเจ้านั้นก็ปิดกิจการ

ผมไม่ได้รับสัญญาณเรื่องนี้ล่วงหน้าจากคนขายไก่ทอดชาวบังกลาเทศ

เวลาผ่านไปไม่นานนัก ร้านไก่ทอดเจ้าใหม่ก็เปิดให้บริการในพื้นที่เดิมของร้านไก่ทอดเจ้าเก่าซึ่งเพิ่งปิดตัวลง

พนักงานในร้านกลายเป็นคนหน้าใหม่ กลุ่มใหม่

นอกจากไก่ทอด-เฟรนช์ฟรายแบบเดิมๆ แล้ว เมนูพิซซ่ารสชาติแย่ๆ สูญหายไป และถูกแทนที่ด้วยซี่โครงหมูบาร์บีคิว รสชาติพอกินได้

ผมไม่ได้เจอคนขายไก่ทอดชาวบังกลาเทศอีกเลย เพราะเขาคงหันเห (หรือถูกบังคับให้หันเห) ชีวิตของตนเองไปยังเส้นทางสายใหม่ๆ เรียบร้อยแล้ว

คนมองหนัง

ข้อสังเกตเบื้องต้นเกี่ยวกับ “ศรีอโยธยา”

(หมายเหตุ เป็นการตั้งข้อสังเกตในฐานะคนที่ตามดู “หนัง/ละครอิงประวัติศาสตร์ไทย” มาพอสมควร และสนใจเรื่องการสร้าง “ภาพแทน” ของชนชั้นนำในประวัติศาสตร์ผ่านสื่อบันเทิงไทยอยู่บ้าง แต่ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์อยุธยาและมิได้เป็นคนที่ตามผลงานของ “หม่อมน้อย” มาอย่างเข้มข้นจริงจัง)

หนึ่ง

ศรีอโยธยา พระเจ้าเอกทัศน์

ไม่รู้เป็นข้อดีหรือข้อเสีย (ณ ตอนนี้ ยังประเมินได้ไม่ชัด) แต่เหมือน “หม่อมน้อย” จะ “ทบทวนวรรณกรรม” มาเยอะมาก

จนเห็นได้ว่าผลงานเรื่องนี้มีจุดอ้างอิงถึงผู้มาก่อนหน้าเต็มไปหมด จนแทบกลายเป็น “ยำใหญ่ใส่สารพัด”

ในแง่นิยาย/ละคร แน่นอน “ศรีอโยธยา” มีองค์ประกอบบางด้านที่เหมือน/คล้าย “เรือนมยุรา” มีตัวละครเดินเรื่องกลุ่มหนึ่งที่ไปพ้องกับ “ฟ้าใหม่” มีตัวละคร “หลวงไกร” ที่อาจได้รับแรงบันดาลใจจาก “สายโลหิต” หน่อยๆ พ่วงด้วยพล็อตกลับชาติมาเกิด ที่โดยส่วนตัวทำให้ผมนึกถึง “เจ้ากรรมนายเวร” (หรืออาจรวมถึงงานบางกลุ่มของ “ทมยันตี”) อยู่นิดๆ

ในแง่หนัง ผมรู้สึกว่า “หม่อมน้อย” อาจจะอยากเดินไปบนเส้นทางสายเดียวกับ “ทวิภพ” ฉบับสุรพงษ์ พินิจค้า ผ่านการรีเสิร์ชงานวิชาการที่หนักพอตัว (แม่นไม่แม่น ถูกไม่ถูกเป็นอีกเรื่อง) อย่างน้อยๆ หม่อมแกก็อ่าน “การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี” แน่ๆ (ดูจากสารคดีโปรโมท)

ทั้งนี้ การทำงานหนักดังกล่าว ก็มีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อที่จะทำให้การนำเสนอแง่มุมเชิงบวกเกี่ยวกับชนชั้นนำในหน้าประวัติศาสตร์สามารถมีมิติ ลุ่มลึก ซับซ้อนได้มากขึ้น (หรือพลิกแง่มุมไปเลย)

คงต้องยอมรับว่า “พระเจ้าเอกทัศน์” ใน “ศรีอโยธยา” ทรงเป็น “พระเจ้าเอกทัศน์” ที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือแตกต่างชัดเจนจากประวัติศาสตร์นิพนธ์และเรื่องเล่าส่วนใหญ่เกี่ยวกับพระองค์

สอง

ศรีอโยธยา รัดเกล้า อดีต

เอาเข้าจริง จุดที่ทำให้ผมซึ่งเริ่มต้นดู “ศรีอโยธยา” แบบผ่านๆ หันมาตามดูงานชิ้นนี้อย่างจริงจัง ก็คือ การเล่นกับประเด็นมิติของอดีต-ปัจจุบันที่ซ้อนทับ, การกลับชาติมาเกิด และการนำเสนอเรื่องราวแบบหนัง (อิงประวัติศาสตร์) ซ้อนหนัง (อิงประวัติศาสตร์)

ผมเข้าใจว่าการเขย่ารวมองค์ประกอบสามก้อนลักษณะนี้ น่าจะไม่เคยมีมาก่อนในหนัง/ละครอิงประวัติศาสตร์ไทย (แต่จะดีแค่ไหน เป็นอีกประเด็น และเท่าที่ดู มันมีบางก้อนที่คล้ายจะเลอะๆ ออกแนวโปกฮาเลยด้วยซ้ำ)

อีกข้อที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ ประเด็นกลับชาติมาเกิด ซึ่งซับซ้อนพอสมควร คือ มีทั้งตัวละครสมมุติในประวัติศาสตร์ที่กลับชาติมาเกิดเป็นตัวละครสมมุติในปัจจุบัน และตัวละครที่มีตัวตนจริงอยู่ในพงศาวดารที่กลับชาติมาเกิดเป็นตัวละครสมมุติในปัจจุบัน (กลุ่มตัวละครที่แสดงโดยรัดเกล้า อามระดิษ, พิมดาว พานิชสมัย และฮัท เดอะสตาร์)

นี่น่าจะเป็นครั้งแรก ที่มีหนัง/ละคร (หรืออาจรวมถึงนิยาย) ไทย ซึ่งนำเสนอเนื้อหาทำนองว่ากรมขุนท่านนั้น เจ้าฟ้าท่านนี้ ที่ถูกระบุชื่อไว้ในเอกสารทางประวัติศาสตร์ กลับชาติมาเกิดเป็นตัวละครสามัญชนคนนู้นคนนี้ในชาติปัจจุบัน

ศรีอโยธยา รัดเกล้า ปจบ

นอกจากนั้น มันยังเหมือนจะมีการเปลี่ยนขั้ว/จุดยืน/สถานภาพไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนชาติภพ เช่น ตัวละครที่รับบทโดยก้อง ปิยะ และซานิ เอเอฟ ที่คล้ายจะเป็น “ตัวร้าย” สมัยก่อนเสียกรุง แต่กลับมาเป็นพวกผู้ช่วยพระเอกในชาติภพปัจจุบัน (เท่าที่ดูมาห้าตอน)

จากที่ดูละครตอนแรกๆ ผมประเมินว่า “หม่อมน้อย” คงให้ความสำคัญกับ “ปัจจุบัน” และ “อดีต” พอๆ กัน (ทำให้ “ศรีอโยธยา” ไม่ได้มีสถานะเป็นหนัง/ละครอิงประวัติศาสตร์แบบเพียวๆ) และแกน่าจะอยากพูดถึง “อดีต” มากพอๆ กับการอยากพูดถึงเรื่องราวของ “ปัจจุบัน”

สาม

ศรีอโยธยา แพรว

“ศรีอโยธยา” ยังมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจอื่นๆ อีก เช่น นี่น่าจะเป็นหนัง/ละครไทยเรื่องแรกๆ เลยกระมังที่นำเสนอภาพ “พระเจ้าตาก” ในฐานะ “ลูกจีน” แบบชัดๆ ระดับที่บิดาของพระองค์นั้นไว้เปียและพูดภาษาจีนในชีวิตประจำวัน (ไม่แน่ใจว่า การผลิตงานป้อนกลุ่มทรู/ซีพี จะมีผลต่อการกำหนดลักษณะคาแรคเตอร์ดังกล่าวมากน้อยเพียงใด)

อีกส่วนที่ชวนคิดคือ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเพิ่มบทบาทให้ “เจ้าฟ้าสุทัศน์” (พระราชโอรสของพระมหากษัตริย์) และ “พระพันวัสสาน้อย” (พระราชมารดาของพระมหากษัตริย์) นั้นน่าจะผ่านการคิดใคร่ครวญมาเป็นอย่างดีพอสมควร

สำหรับ “หม่อมน้อย” การดำรงอยู่อย่างสำคัญของตัวละครสองพระองค์นี้คงมีเหตุผลและหน้าที่อยู่แน่ๆ เช่นเดียวกับการเลือกตัดตัวละครบางรายออกไป อาทิ “กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท/นายสุดจินดา” ทั้งที่ตัวโครงเรื่องนั้นเอื้อต่อการดำรงอยู่ของพระองค์

สี่

ศรีอโยธยา สามตัวละครนำ

การมีตัวละครนำกลุ่มหนึ่งเป็น “คุณทองด้วง” (รัชกาลที่ 1) “คุณสิน” (พระเจ้าตากสิน) และ “คุณบุนนาค” (ต้นตระกูลบุนนาค) นั้น คงได้รับอิทธิพลมาจาก “ฟ้าใหม่” อย่างไม่อาจโต้เถียง

ทว่า งานของหม่อมน้อยก็แชร์ข้อจำกัดบางประการร่วมกับกับละคร “ฟ้าใหม่” ของค่ายดีด้า ช่อง 7 สีด้วยเช่นกัน

กล่าวคือ หนัง/ละครคู่นี้จะต้องนำเสนอชีวิตของตัวละครเหล่านั้น นับตั้งแต่เมื่อครั้งพวกท่านยังเป็น “เด็กหนุ่ม” ไปจนถึงการได้ “ครองแผ่นดิน” และขึ้นเป็น “ขุนนางผู้ใหญ่”

แต่ขณะเดียวกันทั้งสองเรื่องก็ตัดสินใจเลือกใช้นักแสดงชุดเดียว/ช่วงอายุเดียว มารับภาระหนักอึ้ง ในการถ่ายทอดช่วงชีวิตอันยาวนานและเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงของท่านเหล่านั้น

(อย่างไรก็ดี ผมเข้าใจว่าดีด้า เรื่อยมาถึงหม่อมน้อย คงมีเหตุผลสำคัญเบื้องหลังการตัดสินใจดังกล่าว เช่น ในตัวละครหลักกลุ่มนี้ มีถึงสองพระองค์ที่ต่อมาได้ทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์-มหาราช ดังนั้น ภาพแทนของพระองค์จึงควรมีสถานะเป็นต้นแบบ, รูปเคารพ, รูปปฏิมา อันคงทนสถาวร และควรถูกแตะต้องหรือทำให้แปรผันน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้)

ส่งผลให้ตัวละครคุณทองด้วง คุณสิน และคุณบุนนาค วัยหนุ่ม ไม่ได้แลดูอ่อนวัยกว่าบรรดาตัวละครที่ควรจะมีอาวุโสสูงกว่าพวกท่าน

ในกรณี “ฟ้าใหม่” คุณคนใหญ่/รัชกาลที่ 1 (ภูธฤทธิ์ พรหมบันดาล) คุณคนกลาง/พระเจ้าตาก (ชินมิษ บุนนาค) คุณคนเล็ก/กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (คงกะพัน แสงสุริยะ)  จึงแลดูมีวัยไม่ต่างกับเจ้าฟ้ากุ้ง (อัษฎาวุธ เหลืองสุนทร) และขุนหลวงหาวัด (ดนุพร ปุณณกันต์) แต่อาจจะแลดูอ่อนวัยกว่าพระเจ้าเอกทัศน์ (ศตวรรษ ดุลยวิจิตร)

ขณะที่ “แสน” (ณัฐวุฒิ สกิดใจ) ตัวละครสมมุติที่ชวนให้นึกถึงต้นตระกูลบุนนาค คือ ตัวละครหลักเพียงรายเดียวที่มีสองช่วงวัย (วัยเด็กและผู้ใหญ่)

เช่นเดียวกับใน “ศรีอโยธยา” ที่คุณทองด้วง (ธีรภัทร์ สัจจกุล) คุณสิน (ศรราม เทพพิทักษ์) และคุณบุนนาค (ชินมิษ บุนนาค) แลดูมีวัยพอๆ กับพระเจ้าเอกทัศน์ (นพชัย ชัยนาม) และขุนหลวงหาวัด (เพ็ญเพ็ชร เพ็ญกุล) อย่างไม่น่าเป็นไปได้

ศรีอโยธยา กรมหมื่นจิตสุนทร

ยิ่งกว่านั้น กองถ่ายยังต้องแต่งหน้าให้ตี๋ เอเอฟ ซึ่งรับบทเป็นกรมหมื่นจิตรสุนทร หนึ่งในเจ้าสามกรม กลายเป็นคนแก่ผมขาวแบบไม่น่าเชื่อถือไปเลย เพราะในความเป็นจริง ตี๋นั้นอายุน้อยกว่าธีรภัทร์, ศรราม, ชินมิษ, นพชัย, เพ็ญเพ็ชร อยู่สิบกว่าปี แต่ต้องรับบทเป็นตัวละครที่อายุมากกว่านักแสดงรุ่นพี่เหล่านั้นทั้งหมด (จริงๆ กรมหมื่นจิตรสุนทรอาจมีวัยใกล้เคียงกับพระเจ้าเอกทัศน์และขุนหลวงหาวัด แต่หม่อมน้อยตีความต่างออกไป ด้วยการกำหนดให้กรมหมื่นท่านนี้เป็นเหมือนพระราชโอรสองค์โตของพระเจ้าบรมโกศ)

เท่าที่ผมนึกออก สื่อบันเทิงชุดเดียวที่พยายามแสดงให้เห็นถึงภาวะการเจริญเติบโตหรือเปลี่ยนผ่านช่วงวัยของพระมหากษัตริย์ในอดีต ก็คือ “สุริโยไท-ตำนานสมเด็จพระนเรศวร” ของ “ท่านมุ้ย” (กระทั่งสมัยที่ช่อง 3 ทำละครชุดเดียวกันเมื่อทศวรรษ 2530 ผมก็จำได้ว่าละครสองเรื่องนั้น มิได้นำเสนอภาพในวัยเยาว์ของพระมหากษัตริย์สมัยอยุธยา)

สุริโยไท ใบปิด

การตัดสินใจของท่านมุ้ยส่งผลให้สายสัมพันธ์ของตัวละครบางส่วนมีความสลับซับซ้อนหรือมีพลวัตน่าสนใจยิ่งขึ้น เช่น สายสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับสมเด็จพระมหาธรรมราชา

หรือหากเปรียบเทียบกับสื่อบันเทิงที่นำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในยุคใกล้เคียงกับ “ฟ้าใหม่” และ “ศรีอโยธยา” ผมเห็นว่า “สงครามเก้าทัพ” ละครโทรทัศน์เมื่อปี 2531 โดย “วรยุทธ พิชัยศรทัต” ก็เลือกหนทางที่ต่างออกไป แต่ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจไม่น้อย

กล่าวคือ ผู้สร้างละครเรื่องนั้นคงตระหนักเช่นกันว่ามีภาพแทนของเจ้านายบางพระองค์ ที่ควรถูกแตะต้องในฐานะตัวละครให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สิ่งที่คุณวรยุทธทำก็คือ การนำลำดับศักดิ์ของพระบรมวงศานุวงศ์ยุคต้นรัตนโกสินทร์มาเทียบเคียงซ้อนทับกับสถานภาพของตัวละครนำในละครที่ถูกสร้างขึ้น

ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ในหลวงรัชกาลที่ 1 (สมบัติ เมทะนี) จะทรงมีบุคลิกประหนึ่งรูปปฏิมาอันน่าเคารพเลื่อมใส

กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (ฉัตรชัย เปล่งพานิช) จะทรงมีบุคลิกเป็นนักรบผู้ดุดัน จริงจัง เข้มแข็ง

ก่อนที่คุณวรยุทธจะค่อยๆ แต่งเติมสีสันให้เจ้านายระดับรองลงไปพระองค์อื่นๆ เช่น กรมพระราชวังหลัง (เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์) และเจ้านายทรงกรมหลายพระองค์ มีอารมณ์ความรู้สึกร่วมกับผู้ชมที่เป็นสามัญชนทั่วไป คือ มีภาวะหวาดหวั่น วิตกกังวลก่อนเริ่มสงคราม บางพระองค์ได้รับบาดเจ็บจากการออกศึก หรือบางพระองค์ก็ถูกกล่าวอ้างถึงว่าทรงเคยเป็นขุนนางมาก่อนเมื่อสมัยแผ่นดินที่แล้ว

แน่นอน โจทย์และโครงสร้างเรื่องเล่าของ “ฟ้าใหม่-ศรีอโยธยา” และ “สงครามเก้าทัพ” นั้นแตกต่างกันพอสมควร จึงย่อมส่งผลต่อทางเลือกในการเล่าเรื่องที่แตกต่างกันตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม วิธีการเขียนบทให้เจ้านายก่อนเสียกรุงบางพระองค์กลับชาติมาเกิดเป็นสามัญชนยุคปัจจุบันของหม่อมน้อย นั้นดูจะมี “จุดร่วม” กับวิธีการของคุณวรยุทธอยู่รางๆ

คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ผลลัพธ์สุดท้ายของแนวทางที่หม่อมน้อยเลือก จะออกมาน่าพอใจมากน้อยแค่ไหน?

(ที่มาภาพนิ่ง “ศรีอโยธยา”SriAyodhaya Official)

 

 

 

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

สายสัมพันธ์ “โกมินทร์-นาจา” ข้อสังเกตศาสตราจารย์ปรัชญาการเมือง-เจ้าพ่อละครจักรๆ วงศ์ๆ

สมมติฐานว่าด้วย “โกมินทร์” กับ “นาจา” โดย ชัยวัฒน์ สถาอานันท์

ชัยวัฒน์
ภาพจาก http://m.matichon.co.th/readnews.php?newsid=1422330214

“…ผมสงสัยต่อไปว่า นาจาในเชิงวัฒนธรรมน่าจะต้องเป็นญาติกับอะไรหรือใครในอารยธรรมไทยแน่นอน และผมคิดว่าญาติสนิทของ ‘นาจา’ น่าจะชื่อ ‘โกมินทร์’ โดยมีสมมติฐาน (hypothesis) คือ

‘นาจาเป็นญาติกับโกมินทร์’

“ผมรอวันพิสูจน์สมมติฐานนี้ และดีใจเหมือนได้แก้วเมื่อได้เห็นภาพเหรียญนี้ (ภาพที่ 3)

spd_2011032610053_b
ภาพจาก http://amata-amulet-thailand.tarad.com/product.detail_911282_th_3743687

“เป็น ‘เหรียญนาจา’ ออกโดยวัดนาจา แต่เรียกว่า ‘เจ้าพ่อโกมินทร์’ แสดงว่าสมมติฐานผมถูก

“แต่โกมินทร์เป็นใคร?

“โกมินทร์เป็นกุมาร ได้ทวนได้อาวุธอะไรมาและไปปราบนาค เอาชนะนาคเมื่อลงไปสู้กันในบาดาล แต่พลั้งมือฆ่านาคตาย พวกนาคก็โกรธ ยกกำลังขึ้นมาสู้กับมนุษย์ ในที่สุดโกมินทร์ก็กลายเป็นฮีโร่

“คนที่เขียนโกมินทร์ หรือภาพยนตร์เรื่อง โกมินทร์ ซึ่งเข้าใจว่าสร้างมาหลายครั้ง ผมพยายามไปหาชุดแรก ซึ่งเข้าใจว่า สุริยา ชินพันธุ์ เป็นผู้แสดง ปรากฏว่าหาใน Youtube ไม่ได้ มีแต่ยุคหลังๆ

“แค่ค้นพบปกของ โกมินทร์กุมาร หนังสือการ์ตูนที่เขียนโดย ทวี วิษณุกร (ภาพที่ 4) ผมก็ดีใจมากแล้ว เพราะแสดงว่าสมมติฐานของผมมีเค้าถูก (อีกแล้ว)

โกมินทร์กุมาร
ภาพจาก http://taweewitsanukorn.blogspot.com/2017/05/blog-post.html (คนละภาพกับที่ปรากฏในหนังสือ “สิงสาราสัตว์ฯ”)

“เพราะนาจากับโกมินทร์สัมพันธ์กันจนกลายเป็นคน (องค์) เดียวกัน ผมจึงสงสัยต่อไปว่าคงต้องมีความสัมพันธ์บางอย่างระหว่างมังกรกับนาค แต่มังกรคือนาคเช่นนั้นหรือ?…”

จากบทความ “มังกร” โดย ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหนังสือ “สิงสาราสัตว์: มานุษยวิทยาว่าด้วยสัตว์และสัตว์ศึกษา” สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ บรรณาธิการ จัดพิมพ์โดยมูลนิธิเพื่อการศึกษาประชาธิปไตยและการพัฒนา (โครงการจัดพิมพ์คบไฟ) กันยายน พ.ศ.2560

โกมินทร์
ภาพจาก http://www.tlcthai.com/education/star/79374.html

ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับที่มาของ “โกมินทร์” โดย ไพรัช สังวริบุตร

1411807881-pi2JPG-o
ภาพจาก https://pantip.com/topic/32635556

“…โกมินทร์ เรื่องจริงๆ มันมาจากจีน เขาก็มีเหาะขึ้นไปแล้วมีกงจักรอยู่ที่เท้า เราค้นคว้าเจอ นั่นก็คือใช่ แต่เดิมคงเป็นเรื่องจีน แล้วเอามาแต่งเป็นไทย มันถึงได้ชื่อ ‘โก’ ไง เหมือน โกฮับ โกอะไรอย่างเนี้ย

บทสัมภาษณ์ไพรัช สังวริบุตร จากสกู๊ป “The King of Fantasia” โดย สืบสกุล แสงสุวรรณ ในนิตยสาร a day ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2004 (พ.ศ.2547)

a day 42
ภาพจาก http://www.daypoets.com

 

คนอ่านเพลง

สถานีวิทยุบีบีซีเชฟฟิลด์ฉลอง 50 ปี ด้วย MV เพลง “Common People” เวอร์ชั่นท้องถิ่น

สถานีวิทยุบีบีซีเชฟฟิลด์ได้เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการก่อตั้ง ด้วยการจัดทำมิวสิควิดีโอเวอร์ชั่นท้องถิ่นให้แก่เพลง “Common People” ผลงานฮิตตลอดกาลของคณะ Pulp ซึ่งถูกยกย่องเปรียบเปรยให้เป็นเพลงชาติของแคว้นเซาธ์ยอร์คเชียร์

โดยได้รับความร่วมมือจากกลุ่มนักร้องประสานเสียงท้องถิ่น รวมถึงผู้คนในแถบนั้นอีกร่วม 300 ชีวิต

แคทรินา บังเกอร์ บรรณาธิการบริหารของสถานีวิทยุบีบีซีเชฟฟิลด์บอกว่าเอ็มวีชิ้นนี้คือความพยายามที่จะประสานความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้คน และนำเสนอความรู้สึกภาคภูมิใจในท้องถิ่นออกมา

“Pulp เป็นวงดนตรีจากเชฟฟิลด์ ส่วนเพลง Common People คือหนึ่งในสิ่งที่ผู้คนย่านนี้มีความรู้สึกยึดโยงด้วย และข้อเท็จจริงที่ว่ามีคนหลายร้อยชีวิตได้ร่วมกันสร้างสรรค์มิวสิควิดีโอชิ้นนี้ขึ้นมา ก็แสดงให้เห็นถึงความคิดมวลรวมอันตกตะกอนจากจินตนาการร่วมของพวกเขาเหล่านั้นอย่างแท้จริง” บังเกอร์ แสดงความเห็น

ด้านจาร์วิส ค็อคเกอร์ นักร้องนำของ Pulp กล่าวว่าตนเองรู้สึกเป็นเกียรติและตื่นเต้นที่มีการนำเพลงของ Pulp ไปใช้ในมิวสิควิดีโอแห่งการเฉลิมฉลองดังกล่าว

ส่วนนิก แบงค์ส มือกลองของ Pulp ระบุว่าสถานีวิทยุ, เสียงเพลง และชุมชนล้วนมีความผูกพันเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก ที่เขาได้เห็นเพลง Common People ถูกนำไปใช้ในการเฉลิมฉลองครั้งนี้

ทั้งนี้ มิวสิควิดีโอดังกล่าวถูกถ่ายทำในหลายสถานที่ของแคว้นเซาธ์ยอร์คเชียร์และนอร์ธดาร์บีเชียร์ โดยฉากสุดท้ายของวิดีโอถ่ายทำกันในลีดมิลล์ ไนท์คลับ ณ ใจกลางเมืองเชฟฟิลด์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ Pulp ขึ้นแสดงสดเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1980

ที่มา http://www.bbc.co.uk/programmes/articles/mfgQ6cXFlv3ymcCcFdN9Wh/remaking-pulps-common-people และ http://www.nme.com/news/music/pulp-common-people-bbc-radio-sheffield-2161472

ภาพประกอบจาก http://www.bbc.co.uk/programmes/p05n16xs/p05n17y5