คนมองหนัง

บันทึกถึง “กรงกรรม” (2): ก่อนอวสาน

หนึ่ง

กรงกรรม 1

ในบันทึกชิ้นก่อนหน้านี้ เคยตั้งข้อสังเกตถึงลักษณะเด่นเชิง “พื้นที่” ซึ่งปรากฏในละครเรื่อง “กรงกรรม”

นั่นคือ เครือข่ายของจักรวาลน้อยๆ ที่มีศูนย์กลางอยู่ ณ “บ้านแบ้” ในตลาดชุมแสง ซึ่งมีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับผู้คนในอีกหลายๆ ตำบลของอำเภอชุมแสง ตลอดจนอำเภออื่นๆ ร่วมจังหวัดนครสวรรค์

ถ้าเปรียบคนเขียนนิยาย คนเขียนบทละครโทรทัศน์ ผู้กำกับ หรือกระทั่งคนดู เป็นเหมือน “นักมานุษยวิทยา” ที่เดินทางไปทำงานภาคสนามเพื่อศึกษาชีวิตของ “คนบ้านแบ้”

“สนาม” ที่พวกเขาศึกษา ก็มิใช่หมู่บ้านชนบทอันห่างไกล เดี่ยวๆ โดดๆ หากเป็นโครงข่ายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในหลายๆ พื้นที่

แต่ยิ่งละครดำเนินไป อีกมิติหนึ่งที่เริ่มปรากฏเด่นชัดขึ้นมาคู่ขนานกัน ก็คือ มิติเรื่อง “เวลา”

น่าสนใจว่า เอาเข้าจริงเหตุการณ์/ชะตากรรมของ “คนบ้านแบ้” ที่ผกผันไปอย่างเข้มข้นนั้น ไหลเลื่อนเคลื่อนไหวอยู่ภายในกรอบเวลาหนึ่งปี ระหว่าง พ.ศ.2510-2511 เท่านั้นเอง (และกลายเป็นว่า “ช่วงชีวิต” ของเหล่าตัวละคร จะถูกถ่างขยายออกไปให้กว้างไกลขึ้นในตอนอวสาน)

การสัมผัสกับชีวิตและโลกของ “คนอื่น” ประมาณหนึ่งปี ก็ไม่ต่างอะไรกับช่วงเวลาทำงานภาคสนามโดยปกติของ “นักมานุษยวิทยา” (อีกแล้ว)

ด้วยเหตุนี้ สิ่งพึงระวัง ไม่ว่าเราจะบริโภคละคร นิยาย หรือกระทั่งงานชาติพันธุ์นิพนธ์ของนักวิชาการอยู่ ก็คือ เราอาจหลงเชื่อได้ง่ายๆ ว่า พลวัต ความเปลี่ยนแปลง-เปลี่ยนผ่าน การคลี่คลายตัวตน การเติบโตเรียนรู้ การเริ่มต้นชีวิตใหม่ การถือกำเนิดของอีกหลายชีวิต และความตายของบางชีวิต นั้นเป็นภาพรวมชิ้นสมบูรณ์ที่ช่วยให้เราเข้าใจ “จักรวาลบ้านแบ้” อย่างถ่องแท้กระจ่างแจ้งในทุกแง่มุม

ทั้งที่ในความเป็นจริง เราเพียงได้สัมผัสกับช่วงชีวิตสั้นๆ ในระยะแค่ 1 ปีของ “คนบ้านแบ้” และบรรดาเพื่อนมนุษย์รายรอบพวกเขา (บวกด้วยบทสรุปที่ตัดข้ามช่วงเวลาอีกนิดหน่อย)

สอง

กรงกรรม 2

“กรงกรรม” อาจพูดถึงสังคมชนบท/ต่างจังหวัดไทยก่อนจะเข้าสู่ “ภาวะสมัยใหม่” เต็มตัว ทั้งด้วยการแผ่อิทธิพลของจักรวรรดิอเมริกันในยุคสงครามเย็น และโอกาสที่สะดวกง่ายดายขึ้นในการเชื่อมโยงกับศูนย์กลางประเทศที่กรุงเทพฯ

แต่ท่ามกลางความคืบหน้าและพุ่งทะยานดังกล่าว กลับไม่มีตัวละครหลักรายไหนที่แลดู “สูงส่ง” กว่าตัวละครรายอื่นๆ หรือพูดง่ายๆ ว่าตัวละครหลักใน “กรงกรรม” ล้วนมี “ความเท่าเทียม” กันอย่างน่าทึ่ง (และชวนตั้งคำถามในบางแง่)

เหล่าตัวละครหลักนั้นมีภูมิหลังทางการศึกษาที่เหลื่อมล้ำกันแน่ๆ ก่อนเกณฑ์ทหาร “อาไช้” เรียนจบ ป.4 “อาตง” กับ “อาซา” ตลอดจนบรรดาตัวละครรุ่นพ่อแม่หรือ “เรณู” ก็ไม่น่าจะต่างกันมากนัก

ใน “บ้านแบ้” อาจมีแค่ “อาสี่” คนเดียว ซึ่งได้ร่ำเรียนสูงถึงระดับช่างกลที่อำเภอเมือง คล้ายกับ “วรรณา” หรือ “พิไล” ที่มีการศึกษาสูงกว่าชาวบ้านธรรมทั่วไป โดยคนแรกได้เรียนวิชาชีพตัดเสื้อ ส่วนคนหลังจบชั้นมัธยมปลาย หรือ ม.ศ.5

ไม่นับรวม “คนนอก” อย่าง “ปลัดจินกร” ที่ต้องจบปริญญาตรี (ไม่สิงห์ดำก็คงสิงห์แดง)

ทว่าแม้การศึกษาจะไม่เท่ากัน แต่ทั้งหมดกลับมีชีวิตที่ทั้งดีงามและย่ำแย่ในบ่วงแห่งความรัก โลภ โกรธ หลง หรือกิเลสตัณหาของมนุษย์ ไม่ต่างกัน

แม้หลายคนอาจรู้สึกว่าการอธิบายความแบบนี้จะเป็นการใช้ศาสนาอย่างง่าย เชย และใหญ่โตเกินไป แต่ก็ต้องยอมรับ “ความเท่าเทียม” ของเหล่าตัวละครใน “กรงกรรม” เกิดจากองค์ประกอบดังกล่าวจริงๆ

นอกจากนั้น “ไสยศาสตร์” ก็เป็นอีกหนึ่งพลัง ที่ช่วยปรับเปลี่ยนดุลยภาพทางอำนาจระหว่างหลายๆ ตัวละคร

(ในละครเรื่องนี้ “ไสยศาสตร์” ถูกยอมรับนับถือมากกว่า “เจ้าหน้าที่รัฐ” อย่าง “ตำรวจ” จึงไม่แปลกที่ “พิไล” จะค่อยๆ ปลีกตัวเองจากการพยายามขึ้นไปแจ้งความบนโรงพัก มาสู่การแสวงหา “อาจารย์ดี” และความเปลี่ยนแปลงส่วนบุคคลมาสู่ด้านสว่างของเธอ ก็บังเกิดจาก “อาจารย์สมดี” ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมใดๆ)

ส่งผลให้คนมีเงินน้อยกว่าสามารถทำของใส่คนที่มีฐานะดีกว่าได้ ส่วนคนจบ ม.ศ.5 เองก็สามารถปั่นป่วนและเชื่อถือ/พึ่งพา/ลุ่มหลงใน “ไสยศาสตร์” ไม่ต่างจากอีตัวที่ไม่ได้เรียนหนังสือมามากมายนัก

อีกข้อที่ผมรู้สึกแปลกใจและตั้งคำถามกับละคร (โดยยังไม่ได้อ่านฉบับนิยาย) ก็คือ เหมือนตัวละครหลักทุกคนที่เข้าถึงการศึกษาอย่างไม่ทัดเทียมกันนั้น จะ “รู้หนังสือ” เท่าๆ กันหมด ดังจะเห็นได้ว่าพวกเขาและเธอต่างติดต่อสื่อสารกันผ่านจดหมายจนเป็นกิจวัตร

ทั้งๆ ที่ระดับการอ่านออกเขียนได้ของแต่ละคนอาจไม่เสมอกัน

“อาตง” ที่ผ่านการบวชเรียนและชอบอ่านหนังสืออาจรู้หนังสือมากหน่อย (คงไม่เท่า “พิไล” หรือ “ปลัดจินกร”)

แต่น่าสงสัยว่า ถ้าย้อนไปยังอำเภอชุมแสงตอนต้นทศวรรษ 2510 จริงๆ คนเช่น “ย้อย” หรือ “เรณู” จะเขียนและอ่านหนังสือได้มากน้อยขนาดไหน? และสามารถสื่อสารผ่านจดหมายโดยไม่ติดขัดเหมือนในละครหรือไม่?

สาม

กรงกรรม 3

ถ้าอิงกับวิธีคิดแบบฝรั่ง ตำแหน่งแห่งที่ของ “ผู้หญิง” มักถูกผูกติดอยู่กับ “โลกภายในบ้าน/ครัวเรือน” (ตัวอย่างชัดๆ คือ หนังเรื่อง “Mother!”)

อย่างไรก็ดี สำหรับโลกใน “กรงกรรม” “บ้าน” หรือ “ครัวเรือน” กลับเป็นพื้นที่หรือฐานที่มั่นของฝ่าย “ผู้ชาย” (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนี่คือเรื่องราวของครอบครัวคนจีน ซึ่งมีประเพณีแต่งสะใภ้เข้าบ้าน)

แต่ “บ้านแบ้” ก็ไม่ใช่พื้นที่แห่งการสถาปนาอำนาจนำของผู้ชายโดยสัมบูรณ์สิ้นเชิง เพราะผู้ชายคนแล้วคนเล่าในบ้านนี้ไม่ได้อยู่ในภาวะ “กระตือรือร้น” หรือเป็นฝ่ายใช้อำนาจอย่างแข็งขันสักเท่าไหร่นัก

“หลักเซ้ง” ก็ถูกกดและกลบโดย “ย้อย” “อาตง” มีบุคลิกลักษณะคล้ายๆ พ่อ “อาสี่” ได้ไปท่องโลกนอกบ้านแต่ก็ยังไม่โต และไม่มีโอกาสได้เติบโต

“อาซา” มีโอกาสเดินออกจาก “บ้านแบ้” ถึงสองหน หนแรก ถูกผลักออกโดยไม่เต็มใจ หนหลัง เขาเป็นฝ่ายก้าวเท้าออกจากบ้านเพื่อขึ้นรถไฟไปเริ่มต้นชีวิตคู่และผจญภัยในดินแดนไกลโพ้นอย่าง “เชียงใหม่” ด้วยเจตจำนงเสรีของตัวเอง

แต่น่าเสียดายที่ท้ายสุด “อาซา” ดันเป็นฝ่ายต้องย้อนคืนกลับมาชุมแสง/นครสวรรค์ทุกคราวไป ราวกับเขาต้องคำสาปมิให้หลุดพ้นจาก “บ้านแบ้”

กระทั่งผู้ชายที่ไม่ได้อยู่ติดบ้านเช่น “อาไช้” ก็ออกไปโดนผู้หญิงทำของใส่ ออกไปโดนลูกสาวเจ้านายกดขี่ และสุดท้าย เขาก็ (เหมือนจะ) ต้องจำใจ “กลับคืนบ้าน” พร้อมสภาพร่างกายที่ไม่สมบูรณ์

เป็นฝ่ายตัวละครหญิงเสียอีกที่มักต้องออกเดินทาง (ไกล) และต้องพยายามอย่างหนักหน่วงเพื่อปรับตัวให้เข้ากับโลกภายนอก พวกเธอต่างต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้สอดคล้องลงรอยกับ “บ้าน/โลกของฝ่ายชาย” (หรือมากกว่านั้น คือ เพื่อครอบงำ/ยึดครอง/ทวงคืน “บ้านผู้ชาย”) ไม่ว่าจะเป็น “ย้อย” “เรณู” “จันตา” “พิไล” กระทั่ง “บุญปลูก” หรือ “วรรณา” รวมถึงพันธมิตรของ “เรณู” ที่ “ตาคลี”

ในละครเรื่อง “กรงกรรม” “บ้าน” ที่เป็นของ “ผู้หญิง” จริงๆ (โดยไม่ต้องมีการประลองอำนาจ หรืออาจผ่านสถานการณ์นั้นมาเนิ่นนานแล้ว) คือ “บ้าน” ของ “อาม่า” และ “แจ้หมุ่ยนี้” ที่ไม่มีผู้ชายหลงเหลืออยู่

ขณะเดียวกัน ผู้ชายและผู้หญิงอาจมี “บ้าน” เป็นสินทรัพย์ส่วนบุคคลของตัวเองได้ ดังกรณีของ “ก้าน” กับ “เพียงเพ็ญ” ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ใน “หมู่บ้านชนบท” (เชิงอุดมคติ?) ซึ่งรายล้อมด้วยท้องนาและแม่น้ำลำคลอง ไม่ใช่ตึกแถวในสังคม/ชุมชนเมือง

ยิ่งกว่านั้น ยังมีประเด็นที่ผิดแผกออกไป เมื่อตัวละคร “ผู้หญิง” บางคน “ก้าวหน้า/ถอนรากถอนโคน?” ขึ้นอีกขั้น ด้วยการไม่ยอม “เข้าครัว” ไม่ว่าจะเป็น “พิไล” “เพียงเพ็ญ” และ “อรพรรณี”

การยืนกรานปฏิเสธภารกิจที่จะเติมเต็มภาพลักษณ์ของ “ครัวเรือน” ในอุดมคติดังกล่าว อาจเกิดจากทั้งสถานภาพเฉพาะส่วนบุคคล (ลูกสาวบ้านเล็กเถ้าแก่ที่จบมัธยมปลาย, ลูกสาวกำนัน และลูกสาวนายทหาร) หรือสถานภาพโดยรวมของสตรีในสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปนับแต่ทศวรรษ 2510 

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เปิดตัว “คนขับเสภาหญิง” แห่งวงการละครจักรๆ วงศ์ๆ ไทยร่วมสมัย

หลังสงกรานต์ เรตติ้ง “ขวานฟ้าหน้าดำ” กลับมาเกิน 4 อีกหน

หลังจากเรตติ้งตกไปอยู่ในหลัก 3 ตอนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ล่าสุด ความนิยมของละครจักรๆ วงศ์ๆ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ก็หวนกลับคืนสู่หลัก 4 ได้อีกหน

โดยในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 20 และ 21 เมษายน ละครเรื่องนี้คว้าเรตติ้งไป 4.285 และ 4.270 ตามลำดับ

ต้องมาลุ้นกันว่าดัชนีความนิยมของ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” จะพุ่งไปแตะหลัก 5 ได้อีกครั้ง ก่อนสิ้นเดือนเมษายนหรือไม่

ข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25rating-15-21-april-2562/

เปิดตัวคนขับเสภาหญิงใน “ขวานฟ้าหน้าดำ”

1-2 ทศวรรษที่ผ่านมา งานขับเสภาในละครจักรๆ วงศ์ๆ ค่ายสามเศียร ดูจะถูกผูกติดอยู่กับ “พล.ต.ประพาศ ศกุนตนาค” นายทหารวัยเกษียณ (ซึ่งนอกจากจะปรากฏเสียงในมหรสพประเภทนี้แล้ว เขายังเคยรับบทบาทเป็นผู้อ่านประกาศคณะรัฐประหารหลายครั้ง)

(คลิกอ่านเกร็ดข้อมูลเกี่ยวกับ พล.ต.ประพาศ ได้ที่นี่)

กระทั่งมีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่เสียงขับเสภาในละครพื้นบ้าน ช่อง 7 จะเป็นน้ำเสียงของ พล.ต.ประพาศ แต่เพียงผู้เดียว แม้ก่อนหน้านั้น จะเคยมีเสียงผู้หญิงแทรกแซมเข้ามาบ้าง

อย่างไรก็ดี ในช่วงไม่กี่ปีหลัง กลับปรากฏเสียงผู้หญิงขับเสภาประกอบละครจักรๆ วงศ์ๆ เพิ่มเติมขึ้นมา แต่เครดิตในไตเติ้ลละครยังระบุชื่อ “ประพาศ ศกุนตนาค” เป็นผู้ขับเสภาเพียงรายเดียวอยู่เสมอ

เครดิตจันจิรา
ภาพจาก ยูทูบสามเศียร

กระทั่งใน “ขวานฟ้าหน้าดำ” เวอร์ชั่นล่าสุด จึงมีการระบุชื่อ “จันจิรา ละม้ายเมือง” เป็นผู้ขับเสภาคู่กับ “ประพาศ”

ถ้าฟังจากน้ำเสียง หลายคนอาจทึกทักว่าจันจิราน่าจะเป็นสตรีวัยกลางคนขึ้นไป

ทว่าในความเป็นจริงแล้ว จันจิราหรือน้องมิน เป็นเด็กสาววัย 19 ปี จากจังหวัดสุพรรณบุรี ปัจจุบันเข้ามาศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ถ้าเข้าใจไม่ผิด เธอคงเป็นนิสิตคณะศิลปกรรมศาสตร์)

ประภาศ มิน
น้องมินและ พล.ต.ประพาศ ภาพจาก Junji Min

ก่อนหน้าจะปรากฏชื่อของเธอในไตเติ้ลละครเรื่อง “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” น้องมินเคยขับเสภา (อย่างไม่เป็นทางการ) ให้แก่ละครจักรๆ วงศ์ๆ มาแล้วสามเรื่อง คือ “อุทัยเทวี” “เทพสามฤดู” และ “สังข์ทอง”

โดยเธอเพิ่งถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางจากสื่อมวลชนหลายสำนัก เมื่อไปออกรายการโทรทัศน์ “ร้องแลกแจกเงิน” และเปิดตัวว่าตนเองเป็นผู้ขับเสภาประกอบละครจักรๆ วงศ์ๆ พร้อมสาธิตความสามารถด้านดังกล่าวออกสู่สาธารณชน

ขอบคุณภาพนำจาก Junji Min

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

รู้จัก “มเหสีบุษบง-นางยักษ์กาขาว” ใน “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562”

รู้จัก 2 นักแสดงหญิงผู้รับบท “มเหสีบุษบง-นางยักษ์กาขาว”

เมื่อดำเนินเรื่องไปถึงตอนที่เป็นหลักสิบ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ก็มีตัวละครน่าสนใจเพิ่มเติมขึ้นมาตามลำดับ

เอ๋ อัจฉรา บุษบง

คนแรก คือ “มเหสีบุษบง” แห่งนครคันธมาทน์ ซึ่งเป็นการหวนคืนสู่แวดวงละครจักรๆ วงศ์ๆ อีกหนของ “เอ๋ อัจฉรา ทองเทพ”

“เอ๋ อัจฉรา” เคยเป็นนักแสดงละครพื้นบ้านคนสำคัญในช่วงกลางทศวรรษ 2530 ถึงต้น 2540

นอกจากผลงานโด่งดังสุดใน “ปลาบู่ทอง” (2537) แล้ว เธอยังฝากฝีมือไว้ใน “จันทโครพ 2536” “เกราะเพชรเจ็ดสี 2538” “มณีนพเก้า 2539” และ “ดาบเจ็ดสีมณีเจ็ดแสง 2541”

ถ้าผู้มารับบท “มเหสีบุษบง” คือ ดาราเก่าที่ห่างหายจากค่ายสามเศียรไปเนิ่นนาน ผู้รับบท “นางยักษ์กาขาว” ก็เป็นดารารุ่นปัจจุบัน ที่กำลังมีงานแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ อย่างต่อเนื่อง

“นางยักษ์กาขาว” ใน “ขวานฟ้าหน้าดำ” ฉบับนี้ สวมบทบาทโดย “โบว์ บุญญาณี สังข์ภิรมย์” ที่เลื่อนระดับมาจากการแสดงเป็น “นางยักษ์พรรณี” นางกำนัลของพระแม่เจ้าพันธุรัตใน “สังข์ทอง 2561”

“โบว์ บุญญาณี” มีดีกรีเป็นอดีตนางงามผู้เคยคว้าตำแหน่งมิสอินเตอร์คอนติเนนตัลไทยแลนด์ จากเวทีการประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2558 ทั้งยังเคยผ่านเวทีการประกวดระดับอินเตอร์ อย่างเวทีมิสอินเตอร์คอนติเนนตัล (ได้รับรางวัลขวัญใจช่างภาพ-สื่อมวลชน), เวทีมิสยูไนเต็ดคอนติเนนท์ และเวทีท็อปโมเดลออฟเดอะเวิลด์ มาแล้ว

โบว์ บุญญาณี นางยักษ์กาขาว

จาก “สังข์ทอง” ถึง “ขวานฟ้าหน้าดำ” เท่ากับว่าเธอมีงานแสดงกับค่ายสามเศียรสองเรื่องติดต่อกัน ทั้งยังได้บทบาทที่ทวีความสำคัญยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

เรตติ้ง “ขวานฟ้าหน้าดำ” แผ่วลงเล็กน้อยช่วงสงกรานต์

หลังจากทำเรตติ้งทะลุ 5 ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในวันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ก็กลับมาประคองตัวที่เรตติ้งหลัก 4 ในช่วงต้นเดือนเมษายน

โดยได้ความนิยมระดับ 4.384 และ 4.899 ในวันที่ 6 และ 7 เมษายนตามลำดับ

เมื่อเข้าสู่ช่วงหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ แม้เรตติ้งของ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” จะตกไปอยู่ที่ 3.203 และ 3.431 ในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 13 และ 14 เมษายน

แต่ในความเป็นจริง ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ก็ยังมีสถานะเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับ 2 ของประเทศ ในทั้งสองวันดังกล่าว

ข้อมูลจาก

https://www.tvdigitalwatch.com/25rating-week-1-7april-62/

https://www.tvdigitalwatch.com/top10-rating-songkarnday-62/

ขอบคุณภาพประกอบจาก

ยูทูบสามเศียร

ข่าวบันเทิง

2 นักออกแบบเสียงไทยสุดยอด! ผนึกกำลังคว้ารางวัลฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์

เมื่อวันที่ 14 เมษายน มีการประกาศผลรางวัลฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ ครั้งที่ 38 โดยดาวเด่นประจำงาน คือ ผู้กำกับ-นักแสดง-ทีมงานของภาพยนตร์ทริลเลอร์แนวตำรวจจับผู้ร้ายเรื่อง “Project Gutenberg”

ซึ่งได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, กำกับภาพยอดเยี่ยม, ลำดับภาพยอดเยี่ยม, กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม และ ออกแบบเครื่องแต่งกายและแต่งหน้ายอดเยี่ยม ไปครอง รวมทั้งสิ้น 7 สาขา

อย่างไรก็ตาม มีข่าวน่ายินดีเกิดขึ้น เมื่อปรากฏชื่อชาวไทยสองคนได้รับรางวัลในคราวนี้ด้วย คือ “ณพวัฒน์ ลิขิตวงศ์” และ “ศรัณยู เนินทราย” ซึ่งร่วมกันคว้ารางวัลสาขาออกแบบเสียงยอดเยี่ยม จากภาพยนตร์เรื่อง “Operation Red Sea” (กำกับโดย “ดังเต้ แลม”)

ณพวัฒน์ ศรัณยู

ณพวัฒน์เป็นผู้ออกแบบเสียงและวิศวกรเสียงที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหนังไทยและเทศจำนวนมาก อาทิ พี่มาก…พระโขนง, คิดถึงวิทยา, อนธการ, ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง มาจนถึง Operation Mekong (ผลงานการกำกับของ “ดังเต้ แลม” เช่นกัน)

ส่วนศรัณยู นอกจากจะเป็นมือกีต้าร์ของวง The Ginkz แล้ว เขายังเคยทำงานด้านการออกแบบเสียงประกอบภาพยนตร์ร่วมกับณพวัฒน์มาก่อน ผ่านผลงานเช่น อนธการ และ Operation Mekong

ทั้งนี้ ณพวัฒน์และศรัณยูจะรับผิดชอบดูแลเสียงประกอบให้แก่ภาพยนตร์เรื่องต่างๆ ในฐานะทีมงานโพสต์โปรดักชั่นของบริษัท One Cool Sound Studio

ซึ่งในฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ ประจำปีนี้ ก็ยังมีทีมงานอีกหนึ่งชุดของ One Cool Sound Studio ที่รับออกแบบเสียงให้แก่ภาพยนตร์เรื่อง “Project Gutenberg” จนได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออกแบบเสียงยอดเยี่ยมเช่นเดียวกัน

โดยทีมงานดังกล่าวประกอบด้วย ธนรัตน์ ธิติโรจนา, ไกลกังวล รุ่งสาคร และศรัณยู เนินทราย

ก่อนหน้านี้ ณพวัฒน์และศรัณยูยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล “ออกแบบเสียงยอดเยี่ยม” บนเวทีเอเชียน ฟิล์ม อวอร์ดส์ ครั้งที่ 13 จากภาพยนตร์เรื่องเดิม คือ “Operation Red Sea”

สำหรับณพวัฒน์ เขาเคยมีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบเสียงให้แก่ภาพยนตร์เรื่อง “The Grand Master” ของ “หว่องกาไว” ซึ่งได้รับรางวัลออกแบบเสียงยอดเยี่ยมบนเวทีฮ่องกง ฟิล์ม อวอร์ดส์ ครั้งที่ 33

โดยเครดิตของผู้ได้รับรางวัลในคราวนั้น คือ โรเบิร์ต แมคเคนซี และ ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์ (กรรมการผู้จัดการบริษัท กันตนา ซาวด์ สตูดิโอ และสมาชิกวง Kidnappers)

นอกจากนั้น ณพวัฒน์และไตรเทพยังเคยได้รับรางวัลออกแบบเสียงยอดเยี่ยมร่วมกันในงานเอเชีย-แปซิฟิก ฟิล์ม เฟสติวัล 2012 จากการทำงานให้แก่ภาพยนตร์ฮ่องกงเรื่อง “The Silent War”

ภาพประกอบจาก https://www.facebook.com/hongkongfilmawards/photos/a.202787299744339/2308430539179994/?type=3&theater

ข้อมูลจาก https://www.scmp.com/news/hong-kong/society/article/3006124/project-gutenberg-big-early-winner-felix-chong-takes-best

http://www.hkfaa.com/winnerlist38norm.html?fbclid=IwAR2OgzLDMhURyI3Fi9c7YdtDvxCqvGH1GtT6b3vrnb_ZYwrRF65_djjSdQg

https://www.afa-academy.com/page?mid=22

https://en.wikipedia.org/wiki/33rd_Hong_Kong_Film_Awards

https://www.imdb.com/title/tt2078768/awards?ref_=tt_awd

 

 

ข่าวบันเทิง

“ธัญญ์วาริน” ให้สัมภาษณ์ The Guardian ประกาศไม่ได้เข้าสภาเพื่อไปสร้างความบันเทิง!

“ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์” นักทำหนังและว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เพิ่งให้สัมภาษณ์กับ “ฮันนาห์ เอลลิส-ปีเตอร์เซน” แห่ง “เดอะ การ์เดียน”

โดยมีประเด็นน่าสนใจ ซึ่งบล็อกคนมองหนังขออนุญาตนำมาแปล-สรุปความ-เรียบเรียงใหม่ และแบ่งออกเป็นหัวข้อต่างๆ ดังนี้

ส.ส.ข้ามเพศคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

กอล์ฟ อนาคตใหม่ 2
ภาพจาก พรรคอนาคตใหม่

ฮันนาห์-ปีเตอร์เซน ระบุว่าแม้การเมืองไทยหลังเลือกตั้ง 24 มีนาคม จะเต็มไปด้วยความไร้เสถียรภาพ และยังไม่แน่ชัดว่าพรรคการเมืองฝ่ายไหนจะได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้มีจุดเล็กๆ ทว่าสำคัญ ที่บางคนอาจมองข้ามไป นั่นคือรัฐสภาไทยจะได้ต้อนรับธัญญ์วาริน ในฐานะ ส.ส.คนข้ามเพศรายแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศ

บรรดานักการเมืองหน้าใหม่ที่มีธัญญ์วารินเป็นหนึ่งในนั้น กำลังบ่งชี้ว่าการเมืองไทยไม่ใช่พื้นที่เฉพาะสำหรับเหล่ามหาเศรษฐีหรือนายพลอีกต่อไป

“ฉันต้องการลงมือเขียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยหน้าใหม่ ฉันใช้เวลาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในการทำหนังที่พูดถึงประสบการณ์ของกลุ่มคนข้ามเพศและ LGBT ในประเทศไทย แต่ต่อมา ก็รู้สึกว่าการเล่าเรื่องราวเหล่านั้นมันไม่เพียงพออีกแล้ว ฉันต้องการเข้าไปเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่แบ่งแยกผู้คน สังคมไทยมีลักษณะเป็นระบบปิตาธิปไตยที่ไม่เสมอภาค และไม่ได้ให้คุณค่ามนุษย์ทุกคนอย่างทัดเทียมกัน ตลอดชีวิตของฉัน ฉันถูกปฏิบัติเหมือนเป็นพลเมืองชั้นสอง สิ่งแบบนี้มันไม่ควรจะเกิดขึ้นอีกต่อไป”

ฉันไม่ได้เข้าสภาเพื่อไปสร้างความบันเทิง!

22853356_1493101690745406_349948089735554640_n

ฮันนาห์-ปีเตอร์เซน ให้ข้อมูลว่าเหตุการณ์แรกที่ผลักดันธัญญ์วารินเข้าสู่วิถีการเมือง ก็คือ การต้องต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้หนังเรื่อง “Insects in the Backyard” ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์

จากนั้น เมื่อพรรคอนาคตใหม่ถือกำเนิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2561 โดยมีจุดยืนที่เป็นเสรีประชาธิปไตย หัวก้าวหน้า และกล้าวิพากษ์เผด็จการทหารอย่างหนักหน่วง รวมทั้งขับเน้นประเด็นเรื่องความเสมอภาคเป็นวาระหลักของพรรค

ธัญญ์วารินจึงสมัครเข้าไปร่วมงานกับพรรคการเมืองนี้ และได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์

แม้จะประสบความสำเร็จขั้นแรก ด้วยการได้รับเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการในวันที่ 24 มีนาคม แต่ธัญญ์วารินยังมีเรื่องต้องพิสูจน์อีกมากมายบนเส้นทางสายการเมือง

“ฉันมีเรื่องต้องพิสูจน์อีกมากมาย ว่าตัวเองมีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะช่วยบริหารประเทศ และนั่นคือสิ่งท้าทาย แม้เมื่อฉันได้เป็นว่าที่ ส.ส. แล้ว บางคนก็ยังคงพูดจาว่าฉันจะเข้าไปเป็นแค่ผู้สร้างความบันเทิงในรัฐสภา แต่ฉันไม่ได้จะเข้าไปที่นั่นเพื่อสร้างความบันเทิงนะ ฉันจะเดินเข้าสภาในฐานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ได้รับเลือกตั้ง นั่นหมายความว่าฉันมีเกียรติยศศักดิ์ศรีเทียบเท่าและมีความเสมอภาคกับ ส.ส. คนอื่นๆ”

เพศสภาพอันซับซ้อนในสังคมไทยและตัวตนของ “ธัญญ์วาริน”

กอล์ฟ มติชน
ภาพจาก มติชนสุดสัปดาห์

ฮันนาห์-ปีเตอร์เซน บรรยายว่าประเทศไทยมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างสลับซับซ้อนกับกลุ่มคนข้ามเพศ ตัวอย่างชัดเจน คือ กรณีของ “กะเทย” ในสังคมไทย ที่สามารถแสดงตัวตนได้อย่างเปิดเผยกว่าในอีกหลายๆ สังคม ทว่าขณะเดียวกัน “กะเทยไทย” ส่วนใหญ่ก็ได้รับการปฏิบัติด้วยในฐานะพลเมืองชั้นสอง คนเหล่านี้มีทางเลือกจำกัดในการประกอบอาชีพ และเผชิญหน้าการแบ่งแยกกีดกันอยู่เสมอ

ที่สำคัญ กลุ่มคนข้ามเพศในสังคมไทยไม่ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนแปลงข้อมูลเพศสภาพในบัตรประชาชน นั่นหมายความว่าผู้ที่ถือกำเนิดมาเป็นเพศชายจะต้องเข้าร่วมการเกณฑ์ทหาร ส่งผลให้บรรดาผู้หญิงข้ามเพศที่ผ่านการผ่าตัดแปลงเพศแล้วต้องเข้ารับการตรวจร่างกายอันดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อยืนยันว่าตนเองไม่ได้ปลอมตัวเป็นสตรีเพราะอยากหลีกเลี่ยงการ “รับใช้ชาติ” หรือต้องได้หนังสือรับรองจากแพทย์ว่าตนเองเป็นบุคคล “ผิดปกติ”

นอกจากนี้ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงข้ามเพศยังไม่สามารถจดทะเบียนสมรสและรับเด็กมาเลี้ยงดูเป็นลูกได้

ธัญญ์วารินเปิดเผยว่าตนเองเริ่มแต่งกายและใช้ชีวิตเป็น “ผู้หญิง” เมื่ออายุ 17 ปี แต่ต่อมา ว่าที่ ส.ส. ผู้นี้ ก็ตระหนักว่าตนไม่ได้ปรารถนาจะเป็นทั้ง “ชาย” และ “หญิง” พร้อมกับมีความเชื่อว่ามนุษย์เราไม่ควรถูกกำหนดนิยามด้วยเรื่องเพศสภาพอันแข็งทื่อตายตัว

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ธัญญ์วารินเลือกระบุให้ฮันนาห์-ปีเตอร์เซนใช้สรรพนาม “they” (ไม่ใช่ทั้ง เขา/he และเธอ/she) เมื่อจะกล่าวอ้างถึงตนเองในรายงานชิ้นนี้

ก้าวแรกในฐานะ ส.ส.

กอล์ฟ อนาคตใหม่ 1
ภาพจาก พรรคอนาคตใหม่

ภารกิจแรกที่ธัญญ์วารินต้องการลงมือทำในฐานะตัวแทนประชาชน คือ การผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในกฎหมายเกี่ยวกับการสมรสและระบบการศึกษาเรื่องเพศในโรงเรียน

“คุณลองจินตนาการดูสิ ว่าถ้าคุณเป็นคนข้ามเพศที่นั่งอยู่ในห้องเรียน แล้วตำราก็ระบุว่าคุณมีความผิดปกติทางจิต คุณจะกล้าบอกคนอื่นๆ ไหมว่าตัวเองเป็นใคร?”

อย่างไรก็ดี เมื่อผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการยังไม่ถูกประกาศออกมา ธัญญ์วารินจึงยังไม่ได้เป็น ส.ส. เต็มตัว เช่นเดียวกับพรรคอนาคตใหม่ ที่ยังไม่แน่ว่าจะได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาลหรือต้องไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ท่ามกลางความเชื่อที่ว่าพรรคการเมืองฝ่ายที่สนับสนุนกองทัพและ คสช. จะได้สืบทอดอำนาจต่อ ตามระบบกติกาที่ออกแบบเอาไว้

“นี่ไม่ใช่การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และประชาธิปไตยที่แท้จริงก็ยังจะไม่บังเกิดขึ้นหรอก แต่นี่คือการขยับก้าวไปข้างหน้าที่มีความสำคัญมาก”

ธัญญ์วารินพูดถึงความท้าทายทางการเมืองที่รอเธอและเพื่อนๆ ร่วมพรรค อยู่ตรงเบื้องหน้า

ที่มาเนื้อหา https://www.theguardian.com/world/2019/apr/06/i-am-not-here-to-entertain-meet-thailands-first-transgender-mp

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

“ภาพยนตร์ร้อยกรอง” กับกระบวนการทางการเมือง

“โลกนี้มีทั้งภาพยนตร์ร้อยแก้วและภาพยนตร์ร้อยกรอง ซึ่งภาพยนตร์ประเภทหลังนั้นมีความข้องเกี่ยวกับการเมืองอยู่เสมอ เนื่องเพราะมันทำงานผ่านการตั้งคำถาม และเมื่อคุณเริ่มต้นครุ่นคิดอะไรบางอย่างภายในหัวของตนเอง กระบวนการทางการเมืองก็ได้ก่อกำเนิดขึ้นแล้ว”

อลิซ โรห์วาเคอร์
ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอิตาเลียน
(“Happy as Lazzaro” ผลงานเรื่องล่าสุดของเธอได้รับรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ 2018)

ที่มาเนื้อหา https://www.theguardian.com/film/2019/mar/31/alice-rohrwacher-italian-film-director-interview-happy-as-lazzaro

เครดิตภาพประกอบ Simona pampallona [CC BY-SA 4.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/4.0)]

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เรตติ้ง “ขวานฟ้าหน้าดำ” ทะลุ 5 แล้ว – ใครคือผู้รับบท “เจ้าพ่อเขาเขียว”?

“ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” เรตติ้งทะลุ 5

ในที่สุด เรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ก็ทะลุหลัก 5 ได้สำเร็จ ณ สุดสัปดาห์ส่งท้ายเดือนมีนาคม

โดยในวันเสาร์ที่ 30 มีนาคม “ขวานฟ้าหน้าดำ” ตอนที่ 4 ทำผลงานค่อนข้างแผ่ว ได้เรตติ้งไป 4.096 แต่พอวันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม ละครตอนที่ 5 กลับมีตัวเลขความนิยมพุ่งกระฉูดไปถึง 5.063 กลายเป็นโปรแกรมโทรทัศน์ที่มียอดผู้ชมสูงสุดของวันดังกล่าว และเป็นหนแรกสุดที่ “ขวานฟ้าหน้าดำ” ฉบับใหม่ ได้เรตติ้งเกินหลัก 5

ขวาน จ้อย

ต้องจับตาดูว่า เมื่อเข้าเดือนเมษายน ซึ่งคุณธรรมน้ำมิตรระหว่าง “ขวาน” กับ “จ้อย” จะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน ตัวละครมากหน้าหลายตาก็จะเริ่มทยอยออกมาแสดงบทบาท-สร้างสีสันในจอโทรทัศน์-แพลตฟอร์มออนไลน์

“ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” จะสามารถทำเรตติ้งไปถึงหลัก 6 ได้หรือไม่?

ข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25rating-week-25-31mar-62/

นักแสดงรุ่นเก๋าผู้รับบท “เจ้าพ่อเขาเขียว”

“สุริยัน ปฏิพัทธ์” คือ นักแสดง-อดีตผู้กำกับรุ่นเก๋า ที่เคยฝากฝีมือไว้ในละครโทรทัศน์หลายเรื่องช่วงทศวรรษ 2530

หลายปีที่ผ่านมา เขาค่อนข้างห่างหายไปจากจอทีวี

อย่างไรก็ดี เมื่อ พ.ศ.2561 สุริยันได้หวนกลับมารับบทเล็กๆ สั้นๆ เป็น “อำมาตย์เมืองยักษ์” ใน “สังข์ทอง” ซึ่งหากเข้าใจไม่ผิด นั่นคือการแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ ค่ายสามเศียรครั้งแรกสุดของเขา

เจ้าพ่อเขาเขียว

พอมาถึง “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” สุริยันก็ได้งานแสดงละครต่อทันที โดยคราวนี้ เขารับบทเป็น “เจ้าพ่อเขาเขียว” หนึ่งในตัวละครหลักคาแรคเตอร์โดดเด่น ซึ่งจะมีความสำคัญตั้งแต่ช่วงต้นไปจนถึงช่วงท้ายเรื่อง

จึงนับได้ว่านักแสดงอาวุโสเช่นสุริยันนั้นแจ้งเกิดในฐานะ “ดาราจักรๆ วงศ์ๆ” อย่างเต็มตัว จาก “ขวานฟ้าหน้าดำ” เวอร์ชั่นล่าสุดนี่เอง

ขอบคุณภาพประกอบจาก ยูทูบสามเศียร

คลิกอ่าน จำได้มั้ย “อำมาตย์เมืองยักษ์” ในสังข์ทอง 2561 คือนักแสดงรุ่นเก๋าคนไหน?

คนมองหนัง

“มาร-ดา”: “กระบวนการ/วิธีวิทยา” ที่ปริแตก

รอยปริแตกของ “กระบวนการ/วิธีวิทยา”

หากพิจารณาผลงานของ “ชาติชาย เกษนัส” ตั้งแต่ “ถึงคน.. ไม่คิดถึง” สารคดีโทรทัศน์ชุด “โยเดีย ที่คิด (ไม่) ถึง” ไล่มาถึง “มาร-ดา”

“จุดร่วมหนึ่ง” ที่ตั้งมั่นดำรงอยู่ในภาพยนตร์ทุกเรื่องของเขา ก็คือ “กระบวนการ/วิธีวิทยา” อันหมายถึง การออกเดินทางไปพบปะผู้คน ณ ต่างสถานที่ ต่างบริบท ต่างช่วงเวลา หรือต่างมิติ เพื่อปะติดปะต่อข้อมูลที่ฉีกขาดกระจัดกระจาย แล้วเรียบเรียงลำดับความทรงจำเสียใหม่ให้เป็นระบบระเบียบยิ่งขึ้น

ก่อนจะค้นพบคำตอบบางอย่างในเบื้องท้าย

ผมเชื่อว่าชาติชายนั้นเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่หลงใหลกับการเชื่อมต่อร้อยเรียง “กระบวนการ/วิธีวิทยา” ในเรื่องเล่าของตนเอง

ประจักษ์พยานสำคัญที่ปรากฏชัดใน “มาร-ดา” ก็คือ การค่อยๆ ไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ผีหลอกภายในบ้านโบราณ ก่อนจะย้อนมาทบทวนขั้นตอนเหล่านั้นอีกครั้ง จากอีกแง่มุมหนึ่ง

กระทั่งการเน้นย้ำถึง “กระบวนการ/วิธีวิทยา” กลายเป็นองค์ประกอบอันโดดเด่น จนกลบทับปัจจัยเรื่องการแสดง หรือการจัดวางไคลแม็กซ์/บทสรุปในหนังเสียด้วยซ้ำไป

อย่างไรก็ตาม ถ้า “กระบวนการ” ว่าด้วยการดั้นด้นค้นหาปูมหลังของบรรพบุรุษ/สานก่อความรักของหนุ่มสาวต่างสัญชาติยุคปัจจุบันใน “ถึงคน.. ไม่คิดถึง” นั้นนำไปสู่คำตอบอันหมดจดงดงาม ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า “วิธีวิทยา” ที่ตัวละครหลักในหนังเลือกใช้มัน “เวิร์ก”

มาร-ดา รูปเก่า เด็ก

การเดินทางเสาะแสวงหาคำตอบเกี่ยวกับความลี้ลับในอดีต/บ้านโบราณหลังหนึ่ง, กระบวนการถ่าย-อัดรูปบนฟิล์มกระจกเพื่อบันทึกความทรงจำปรุงแต่ง-ภาพครอบครัวในอุดมคติ, วิธีการกอบกู้ (สมาชิก) ครอบครัว และ (จิต) วิญญาณของเหล่าตัวละคร (ตลอดจนการปฏิรูปกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ของตัวละครนำบางราย) ใน “มาร-ดา” กลับลงเอยด้วย “ความไม่สมบูรณ์แบบ”

ด้วยเหตุนี้ “มาร-ดา” จึงเป็นหนังผีที่พูดถึง “กระบวนการ/วิธีวิทยา” บางอย่างที่ล้มเหลว ติดขัด ไม่ราบรื่น

หรือหากจะลองตีความให้ไกลกว่านั้น (แต่ไม่เกินขอบเขตที่ชาติชายเคยเผยนัยยะเอาไว้กับสำนักข่าวบางแห่ง) เราก็อาจวิเคราะห์ได้ว่า “มาร-ดา” คงกำลังสื่อถึงกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากระบอบเผด็จการทหาร (ปิตาธิปไตย/พ่อ) มาสู่ระบอบการเมืองใหม่นำโดยอองซานซูจี (มาตาธิปไตย/แม่) ที่ไม่ลงตัวนัก

(ทั้งนี้ คงต้องหมายเหตุไว้ว่าการเอาใจใส่กับ “กระบวนการ/วิธีวิทยา” ชนิดเข้มข้นของตัวผู้กำกับเอง ได้ส่งผลให้จังหวะการอธิบายความบางส่วนในหนังดำเนินไปอย่างค่อนข้างรุ่มร่ามเยิ่นเย้อ)

เพศสภาพที่ (ไม่) ลื่นไหล

“แก่นแกนหลัก” ของภาพยนตร์เรื่อง “มาร-ดา” คือ ข้อถกเถียงในประเด็นว่าด้วยเพศสภาพ

มาร-ดา รูปแนวนอน

ในแง่หนึ่ง นี่คือหนังที่ขับเน้นให้เห็นถึงความสัมพันธ์ตึงเครียดของสตรีเพศ ผ่านแนวคิดเกี่ยวกับ “ความเป็นแม่” และดุลยภาพทางอำนาจที่บิดเบี้ยวไม่ลงรอยระหว่าง “แม่” กับ “ลูกสาว”

อีกแง่หนึ่ง หนังก็พูดถึงความลื่นไหลทางเพศสภาพ เมื่อสถานะความเป็น “พ่อ” และ “แม่” ในบางครอบครัว พลันซ้อนทับกัน จนการจัดจำแนกแบ่งแยกหน้าที่ตามจารีตปกติเริ่มรางเลือน

มาร-ดา ภาพเก่า

เช่นเดียวกับการเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์กับโลกวิญญาณที่ต้องพึ่งพาอาศัย “คนกลาง” ผู้มีความคลุมเครือทางเพศสถานะ

ทว่า “มาร-ดา” กลับค่อยๆ เคลื่อนตัวไปสู่จุดที่ปฏิเสธภาวะลื่นไหลทางเพศสภาพดังกล่าว (ผมคิดว่าท่าทีเช่นนั้นคือการวิพากษ์สังคมอันไร้พลวัตอย่างแยบคายโดยใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือ มากกว่าจะเกิดจากเจตนาหรือจุดยืนแท้จริงของผู้สร้าง)

เมื่อ “ลูก” ต้องมี “แม่” เพียงคนเดียว, “แม่” ต้องเป็น “ผู้หญิง” และ “พ่อ” ก็ควรทำหน้าที่ “พ่อ” เท่านั้น

เปลี่ยนผ่านอย่างค้างคา

(อาจเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ!)

มาร-ดา โปสเตอร์

ฉากปิดเรื่องใน “มาร-ดา” นำเสนอออกมาได้น่าสนใจชวนขบคิดตีความต่อ

หากมองเผินๆ คล้ายว่าความค้างคาทั้งหลายและปมปัญหาต่างๆ ในอดีต-ปัจจุบัน จะยุติสิ้นสุดลงตรงฉากนั้น โดยที่ต่างคน (หรือดวงวิญญาณ) ต่างเปลี่ยนผ่าน/เดินทางไปสู่จุดใหม่ๆ ในอนาคต

แต่ถ้าเพ่งพินิจให้ดี หนังก็เหมือนจะทิ้งปริศนาเอาไว้ว่าอาจมีการสลับสับเปลี่ยนสถานภาพและลักษณะผิดฝาผิดตัวบางประการบังเกิดขึ้นกับโครงสร้างความสัมพันธ์ของเหล่าตัวละครหลัก

ภาวะกำกวมดังกล่าวส่งผลให้อะไรต่อมิอะไรที่น่าจะลงตัว กลับกลายเป็นไม่ลงตัว

มาร-ดา ธิดา

ขณะที่การอำลากันด้วยดี ก็ถูกถ่วงดุลด้วยข้อสงสัยว่า หรือจะมีตัวละครบางฝ่ายที่สามารถ “ขโมยของ/คน” ซึ่งไม่ใช่ของตนเอง ไปครอบครองไว้ได้สำเร็จ (อย่างเนียนๆ หน้าตาเฉย)?

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ใครคือ “บางแวก” ผู้เขียนบท “ขวานฟ้าหน้าดำ 62”? – เผยตัวเลขเรตติ้ง 3 ตอนแรก

เผยเรตติ้ง “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” 3 ตอนแรก

ออกอากาศมาได้ 3 ตอนแล้วสำหรับ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562”

เราลองมาสำรวจความนิยมของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องล่าสุดนี้กันดีกว่า ว่าไต่ระดับไปถึงจุดไหน?

ตอนที่ 1 (17 มี.ค.) เรตติ้งทีวี 4.794 ยอดชมคลิปในยูทูบ 1.8 ล้านครั้ง

ตอนที่ 2 (23 มี.ค.) เรตติ้งทีวี 4.562 ยอดชมคลิปในยูทูบ 1.2 ล้านครั้ง

ตอนที่ 3 (24 มี.ค.) เรตติ้งทีวี 4.355 ยอดชมคลิปในยูทูบ 1.2 ล้านครั้ง

(ยอดชมคลิปในยูทูบ ตรวจสอบ ณ เวลา 07.00 น. วันที่ 30 มีนาคม 2562)

ข้อมูลเรตติ้งจาก

https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-week11-17mar-62/

https://www.tvdigitalwatch.com/25rating-week-18-24mar2562/

คนเขียนบท “ขวานฟ้าหน้าดำ” เวอร์ชั่นใหม่ คือใครกันแน่?

ในตอนแรกสุด ที่ละคร “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ออกแพร่ภาพเมื่อวันที่ 17 มีนาคม

อัศศิริ

ไตเติ้ลของละครระบุว่า “อัศศิริ ธรรมโชติ” ศิลปินแห่งชาติ-เจ้าของรางวัลซีไรต์-นักหนังสือพิมพ์อาวุโส-นักเขียนบทละครโทรทัศน์มากประสบการณ์ คือ ผู้เขียน “บทโทรทัศน์” ของ “ขวานฟ้าหน้าดำ” เวอร์ชั่นนี้

อย่างไรก็ดี พอถึงตอนที่ 2-3 ชื่อของคนเขียน “บทโทรทัศน์” ที่ปรากฏตรงไตเติ้ลเปิดละคร กลับเปลี่ยนแปลงไปเป็น “บางแวก”

คำถามน่าสนใจจึงได้แก่ “บางแวก” นั้นเป็นนามแฝงของใคร?

บางแวก

เมื่อลองสุ่มตรวจสอบประวัติของ “อัศศิริ ธรรมโชติ” ในเว็บไซต์ของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ก็พบข้อมูลสำคัญตรงที่อยู่อาศัยของศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2543 ผู้นี้

เนื่องจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรมระบุว่าบ้านของ “อัศศิริ” นั้นตั้งอยู่ที่ถนนสาย “บางแวก” แขวง “บางแวก” เขตภาษีเจริญ กทม.

เจ้าของนามปากกา “บางแวก” ผู้เขียนบทโทรทัศน์ให้แก่ “ขวานฟ้าหน้าดำ” ฉบับใหม่ จึงไม่น่าจะใช่ใครอื่น

นอกจาก “อัศศิริ ธรรมโชติ”

ภาพประกอบจาก ยูทูบสามเศียร

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

รำลึก “อานเญส วาร์ดา” (1928-2019) กับ 5 คำถาม-คำตอบ ก่อนวาระสุดท้ายของชีวิต

บล็อกคนมองหนังขอร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของ “อานเญส วาร์ดา” (1928-2019) นักทำหนัง (สตรี) คนสำคัญ ด้วยการแปลเนื้อหาบางส่วนจากบทสัมภาษณ์ชิ้นท้ายๆ ในชีวิตของเธอ

ได้แก่ Agnes Varda on Examining Her Work for New Doc and Why Awards Make Her Uncomfortable โดย รอนดา ริชฟอร์ด และ Agnès Varda’s last interview: ‘I fought for radical cinema all my life’ โดย โอเวน มายเออร์ส

มาเผยแพร่ ณ ที่นี้

Agnès_Varda_(Guadalajara)_18_cropped

คุณอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมมาตลอดตั้งแต่ทศวรรษ 1950 มันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหมในบ้านหลังนี้?

ตอนฉันย้ายเข้ามาในบ้านหลังนี้ใหม่ๆ สภาพของมันย่ำแย่มาก ไม่มีอะไรที่ถูกสุขลักษณะ ไม่มีแม้กระทั่งฝักบัวอาบน้ำ

ฉันค่อยๆ ทำให้บ้านหลังนี้น่าอยู่ขึ้นทีละเล็กทีละน้อย และเมื่อฌาคส์ (เดมี – สามีผู้ล่วงลับของวาร์ดา) ย้ายเข้ามาอยู่ด้วย เราก็ร่วมกันทำให้บ้านหลังนี้น่าอยู่ขึ้นไปอีก

ปัจจุบัน มีสวนน้อยๆ อยู่ในบ้านหลังนี้ แล้วฉันก็มีแมวอยู่สามตัว นี่มันประดุจปราสาทราชวังเลยนะ!

อะไรคือคำแนะนำที่ดีที่สุดที่คุณเคยได้รับมา?

จำได้ว่าตอนเป็นช่างภาพนิ่งสมัยสาวๆ ฉันเคยพบกับบราไซ (ช่างภาพฮังกาเรียน-ฝรั่งเศส ผู้มีชื่อเสียง) เขาบอกฉันว่า “ไม่ต้องรีบร้อน แต่ให้พินิจพิเคราะห์สิ่งที่เราจะถ่าย พินิจพิเคราะห์ให้ละเอียดลออที่สุด”

ฉันชอบที่ความคิดนั้นบอกให้เรารู้ว่าการถ่ายภาพไม่ได้เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันใด แต่มันคือสิ่งที่ค่อยๆ ก่อรูปขึ้นในความคิดของคุณ ก่อนจะลงมือกดชัตเตอร์

การให้การศึกษาแก่ผู้คนคือภาระรับผิดชอบของภาพยนตร์ใช่หรือไม่?

บทบาทหน้าที่ของหนังสารคดีคือการอธิบายประเด็นทางการเมืองต่างๆ ใช่หรือเปล่า?

ภาพยนตร์สามารถช่วยให้ผู้คนเกิดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีได้อยู่เสมอ แต่แน่นอน มันไม่ใช่การสั่งสอนบทเรียนให้แก่พวกเขา ทว่าอย่างน้อยที่สุด ฉันก็พยายามจะสร้างภาพยนตร์ที่มีความซื่อตรงและเปิดดวงตาของผู้คน

อย่างไรก็ตาม คนทั้งหลายไม่ได้ซื้อตั๋วหนังเพื่อจะเข้าไปรับรู้ว่าพวกเขาเห็นหรือเข้าใจสิ่งต่างๆ ไม่มากพอ ดังนั้น ในความเป็นจริง จึงมีแค่ผู้ชมกลุ่มเล็กๆ ที่พร้อมจะรับสารของคุณ โดยที่คุณไม่ต้องไปเทศนาต่อว่าต่อขานพวกเขา

ฉันพยายามที่จะซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่ตัวเองคิดและถ่ายทอดออกไป แต่ฉันจะไม่ทำตัวเป็นคนที่รู้ดีไปหมดทุกเรื่อง ถ้าเราลองเดินทางไปยังทุกประเทศและรับฟังข่าวคราวของคนในประเทศเหล่านั้น เราก็จะพบปัญหาใหญ่ๆ มากมายเต็มไปหมด ผู้คนต่างไร้ความสุขและไม่พึงพอใจต่อสภาพชีวิตของตนเอง พวกเราล้วนอาศัยอยู่บนโลกที่ยากลำบาก

ฉันทำงานหนักเพื่อจะสร้างที่หนังที่เปี่ยมด้วยความซื่อสัตย์ แต่ฉันไม่มีความกล้าพอที่จะโอ้อวดออกไปว่าฉันสามารถเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้

เจอาร์ (ช่างภาพหนุ่ม ซึ่งกำกับภาพยนตร์เรื่อง Faces Places ร่วมกับวาร์ดา) กล่าวไว้ว่าศิลปะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ แต่ฉันไม่เชื่อเช่นนั้น บางครั้ง เราอาจสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้คน หรือบางคราว เราอาจสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการมองโลกและเพื่อนมนุษย์รายอื่นๆ ของพวกเขา

แต่เราพึงตระหนักว่าการเป็นศิลปินที่ซื่อสัตย์ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน

หลังจาก “Varda by Agnes” (ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของวาร์ดา) คุณวางแผนจะถ่ายหนังเรื่องอื่นหรือทำงานอะไรต่อหรือเปล่า?

ตอนนี้ ฉันกำลังจะทำงานศิลปะ เพราะว่าการทำหนังนั้นมันเหนื่อยเกินไป ฉันไม่ต้องการจะทำงานหนักอีกแล้ว มันเป็นเรื่องยากมากๆ

ฉันอยากจะใช้เวลาอยู่บ้านให้มากขึ้นอีกนิด อยู่กับความสงบ ความสำราญ กระทั่งการรำลึกอดีตอย่างเงียบๆ ก็สามารถทำให้ชีวิตในวันนั้นทรงคุณค่าขึ้นมาได้

พวกเราใช้เวลาเป็นชั่วโมงในการพูดคุยเกี่ยวกับเส้นทางการทำหนังของฉัน แล้วชีวิตก็จะผันผ่านเลยไป และในช่วงวัยของฉัน ทุกๆ นาทีอาจเป็นนาทีสุดท้ายได้ไม่มากก็น้อย ฉันสัมผัสได้ถึงนาทีนั้นอย่างแจ่มชัด ฉันไม่ได้รู้สึกถึงมันในทุกๆ นาที แต่บางคราว มันก็เป็นความคิดสามัญปกติที่ผุดขึ้นมาในหัว

ดังนั้น ฉันจึงควรมีความสุขกับสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ตรงจุดนี้ แม้แต่การนั่งมองดอกทิวลิปค่อยๆ เหี่ยวเฉา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ฉันรักมากๆ เพราะยิ่งคุณต้องเฝ้ารอนานมากเท่าใด ภาพความเสื่อมสลายที่ปรากฏก็จะมหัศจรรย์มากยิ่งขึ้นเท่านั้น ดุจเดียวกันกับภาวะแห้งเหี่ยวของมันฝรั่งรูปหัวใจ (ในภาพยนตร์เรื่อง The Gleaners and I)

ฉันรู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินกับการเฝ้าสังเกตกระบวนการเสื่อมสลายตามอายุขัย ฉันหลงรักภาวะแห้งเหี่ยวของสรรพสิ่งและผู้คน ฉันหลงรักริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าและริ้วรอยต่างๆ บนสองมือ ฉันหลงรักริ้วรอยเหล่านั้นทั้งหมด

ฉันมีความสนใจใคร่รู้ในเส้นสายที่จะสามารถเกิดขึ้นได้บนมือของคนเรา มือคือภูมิทัศน์ที่น่าหลงใหล

ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงมีช่วงเวลาที่ดีในวัยชรา ฉันรักที่จะได้เฝ้ามองสรรพสิ่งเสื่อมสลายลงอย่างคลุมเครือและเป็นธรรมชาติ

คุณอยากจะถูกจดจำในแบบไหน?

ฉันอยากจะถูกจดจำในฐานะของคนทำหนังที่มีความสุขกับชีวิต รวมถึงภาวะเจ็บปวดรวดร้าวด้วย พวกเราอยู่บนโลกอันเลวร้ายวิปริต แต่ฉันยึดมั่นกับแนวคิดที่ว่าทุกๆ วัน ล้วนมีสิ่งน่าสนใจบังเกิดขึ้น

สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการใช้ชีวิตแต่ละวันของฉัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การได้พบปะผู้คน การได้นั่งฟังเรื่องราวต่างๆ ทำให้ฉันเชื่อมั่นว่าการได้มีชีวิตอยู่นั้นทรงคุณค่าเพียงใด

ภาพนำจาก Festival Internacional de Cine en Guadalajara [CC BY 2.0 (https://creativecommons.org/licenses/by/2.0)]