“มอน ลาแฟร์เต้” นักร้อง-นักแต่งเพลงหญิงคนสำคัญแห่งลาตินอเมริกา

“มอน ลาแฟร์เต้” (Mon Laferte) คือนักร้อง-นักแต่งเพลงหญิงวัย 38 ปี ซึ่งถือเป็นศิลปินเพลงป๊อปร่วมสมัยชาวชิลีที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในระดับนานาชาติ/ข้ามชาติ ไม่ว่าจะพิจารณายอดผู้ฟังผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ยอดขายผลงาน หรือความสำเร็จบนเวทีมอบรางวัลลาตินแกรมมี่

ลาแฟร์เต้เริ่มเข้าสู่วงการดนตรีตั้งแต่ตอนอายุ 9 ขวบ หลังเธอชนะการประกวดร้องเพลงและได้รับรางวัลเป็นกีตาร์ ในวัย 13 ปี เธอได้รับทุนให้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียนดนตรีประจำท้องถิ่น แล้วก็เริ่มเพิ่มพูนประสบการณ์ของตนเองผ่านการเข้าไปเล่นดนตรีตามบาร์ต่างๆ

ในปี 2003 ลาแฟร์เต้ ซึ่งขณะนั้นใช้ชื่อในวงการบันเทิงว่า “มอนแซร์รัต บุสตามันเต้” ได้เข้าร่วมแข่งขันในรายการเรียลลิตี้โชว์ทางสถานีโทรทัศน์ ปีเดียวกัน เธอมีผลงานสตูดิโออัลบั้มชุดแรก ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงในประเทศบ้านเกิด นอกจากนั้น เธอยังได้สวมบทบาทเป็นนักแสดงในซีรีส์โทรทัศน์รวมทั้งสิ้น 4 ซีซั่น

เข้าสู่ 2007 ลาแฟร์เต้ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตนเอง ด้วยการโยกย้ายไปอาศัยและทำงานที่กรุงเม็กซิโกซิตี้

ที่ประเทศเม็กซิโก เธอเริ่มตั้งต้นใหม่ด้วยการตระเวนแสดงดนตรีตามไนต์คลับ กระทั่งถึงปี 2009 ลาแฟร์เต้จึงมีโอกาสปล่อยซิงเกิลแรกออกเผยแพร่ในสังคมดนตรีเม็กซิกัน

แต่แล้วเธอกลับมีอาการไม่สบายและได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ ระหว่างการต่อสู้กับโรคร้าย ลาแฟร์เต้ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อในวงการจาก “มอนแซร์รัต บุสตามันเต้” มาเป็น “มอน ลาแฟร์เต้” เพื่อถือเป็นการเริ่มต้นบทตอนใหม่ของชีวิต

ก่อนที่เธอจะมีผลงานสตูดิโออัลบั้มลำดับที่สองในปี 2011 และมีผลงานต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

(ระหว่างนั้น ลาแฟร์เต้ยังได้ไปเป็นกรรมการในรายการ “แฟคเตอร์ เอ็กซ์” หรือ “ดิ เอ็กซ์ แฟคเตอร์ เวอร์ชั่นชิลี” รวมทั้งยังเข้าร่วมเป็นสมาชิกของวงดนตรีแนวฮาร์ดร็อกหญิงล้วนชื่อ “มิสติกา เกิร์ล” ในปี 2012-14)

ณ ตอนนี้ นักร้อง-นักแต่งเพลงชาวชิลี ได้ปักหลักอาศัย-ผลิตผลงานเพลงอยู่ในเม็กซิโกมาเป็นเวลา 14 ปีแล้ว กระทั่งเพื่อนสนิทของเธอนิยามว่าลาแฟร์เต้ “พูดจาเหมือนคนเม็กซิกัน แต่ยังติดสำเนียงชิลีอยู่”

ก่อนหน้านี้ มอน ลาแฟร์เต้ กำลังเดินทางไปสู่จุดรุ่งโรจน์ในฐานะศิลปินแห่งภูมิภาคลาตินอเมริกา ตัวอย่างอันเป็นรูปธรรมชัดเจน คือ รางวัล “ลาตินแกรมมี่” ที่เธอเคยได้รับมาแล้วสามครั้ง ยอดผู้ฟังผลงานจำนวนมหาศาลในสปอติฟาย รวมทั้งยอดดูคลิปมิวสิกวิดีโอในยูทูบ ซึ่งบางคลิป/เพลง มีจำนวนผู้ชม/ผู้ฟังทะลุหลักร้อยล้านวิว

อาทิ เพลง Tu Falta De Querer, Amor Completo, Mi Buen Amor และ Amárrame เป็นต้น

อย่างไรก็ดี พอล่วงเข้าถึงปี 2019 ลาแฟร์เต้กลับนำพาตนเองเข้าไปยืนอยู่ตรงจุดท้าทายครั้งสำคัญ (อีกครั้ง) ในฐานะ “คนของประชาชน” เมื่อเธอตัดสินใจเปิดเผยทัศนคติทางการเมืองแบบตรงๆ ชัดๆ ท่ามกลางสถานการณ์ร้อนระอุ

สองปีก่อน ประชาชนชาวชิลีจำนวนมากออกมารวมตัวชุมนุมใหญ่บนท้องถนน เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อสภาพสังคมอันไม่เท่าเทียม รวมทั้งระบบสุขภาพและการศึกษาอันย่ำแย่

ทว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับใช้กำลังพล-อาวุธเข้าปราบปรามผู้ชุมนุม กระทั่งมีผู้ได้รับบาดเจ็บนับพันราย โดยมีหลายร้อยรายที่บาดเจ็บบริเวณดวงตา และมีผู้เสียชีวิตร่วมสิบคน

ศิลปินชิลีผู้มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วทวีปอเมริกาใต้อย่างมอน ลาแฟร์เต้ ได้ออกมาสนับสนุนข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม ทั้งยังหาโอกาสไปร่วมม็อบด้วย เพราะเธอเข้าใจเหตุผลและอารมณ์เดือดดาลของสามัญชนร่วมชาติเป็นอย่างดี ดังคำอธิบายที่ว่า “ฉันมาจากชุมชนยากจน ซึ่งคนที่นั่นไม่ค่อยได้รับโอกาสในชีวิตมากสักเท่าไหร่”

ยิ่งกว่านั้น นักร้อง-นักแต่งเพลงผู้นี้ยังตัดสินใจยกเลิกตารางทัวร์คอนเสิร์ตในเชิงพาณิชย์ทั้งหมด เพื่อกลับมาตระเวนแสดงดนตรีฟรีไปทั่วประเทศบ้านเกิด

เดือนพฤศจิกายน 2019 ลาแฟร์เต้ไปออกรายการโทรทัศน์ เมื่อพิธีกรสอบถามว่าเธอรู้สึกอย่างไร ที่เกิดเหตุการณ์ปล้นสะดมและเผาซูเปอร์มาร์เก็ตรวมถึงอาคารหลายแห่ง ระหว่างการชุมนุมประท้วงของประชาชน นักร้อง-นักแต่งเพลงหญิงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของชิลีในยุคปัจจุบันตอบว่า “สิ่ง (ที่ถูกเผา) เหล่านั้น มันก็เป็นเพียงแค่สินค้า”

เมื่อถูกจี้ถามต่อว่าเธอจะประณามพฤติกรรมที่ก่อความรุนแรงหรือไม่? ลาแฟร์เต้ตอบว่า “ฉันไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงทุกประเภท แต่ในตอนนี้ ถ้าคุณถามฉันเป็นการส่วนบุคคล ว่าฉันจะไปร่วมเผาซูเปอร์มาร์เก็ตที่เคยปล้นสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ ไปจากฉันมาทั้งชีวิตหรือไม่ ฉันคิดว่าตัวเองมีเหตุผลที่จะลงมือ ฉันจะร่วมเผาด้วย”

(น่าสนใจว่าพฤติกรรมการตระเวนเผาทรัพย์สินสาธารณะ โดยคนรุ่นใหม่/คนชายขอบของสังคมนั้น ยังถูกสะท้อนออกมาผ่านภาพยนตร์ชิลีเรื่อง “Ema” ของ “พาโบล ลาร์เรน” ที่ออกฉายเมื่อปี 2019 เช่นกัน)

อย่างไรก็ตาม ศิลปินหญิงรายนี้ได้ตั้งสมมติฐานหรือกล่าวหาส่งท้ายว่า มีกองกำลังติดอาวุธของรัฐ ซึ่งสมรู้ร่วมคิดในเหตุลอบวางเพลิง-ปล้นสะดมร้านรวงและสถานีรถไฟใต้ดิน ระหว่างสถานการณ์ไม่สงบดังกล่าว ส่งผลให้ตำรวจชิลีตัดสินใจดำเนินคดีกับมอน ลาแฟร์เต้ ทันที

หลังจากนั้น ศิลปินหญิงชาวชิลีตอบโต้เจ้าหน้าที่ระหว่างเข้าร่วมเทศกาลดนตรี ซึ่งมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ว่า “ถ้าพวกเขาต้องการจะจับกุมฉัน เพราะฉันพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด ก็เชิญมาจับฉันไปได้เลย” ก่อนที่คดีความจะถูกยกฟ้องในที่สุด

ระหว่างการแสดงดนตรี เธอยังแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อเหยื่อที่ได้รับบาดเจ็บจากการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ และกล่าวประณามรัฐที่พยายามปิดปากผู้เห็นต่าง ส่วนฝูงชนหน้าเวทีคอนเสิร์ตก็ตอบรับด้วยการร้องเพลงประท้วงที่กำลังแพร่หลายในม็อบ

กระนั้นก็ตาม ดูเหมือนลาแฟร์เต้จะถูกต่อต้านจากแฟนเพลงที่มีแนวคิดอนุรักษนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอเลือกตอกย้ำจุดยืนก้าวหน้าของตนเอง ด้วยการ “เปลือยอก” ไปร่วมงานประกาศรางวัลลาตินแกรมมี่ประจำปี 2019

บนหน้าอกอันเปลือยเปล่าของลาแฟร์เต้มีข้อความเขียนไว้ว่า “ที่ชิลี พวกเขาทรมาน ข่มขืน และฆ่า”

หลังไปร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ชิลี มอน ลาแฟร์เต้ ก็ต้องเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ต่างจากผู้คนทั่วโลก

ท่ามกลางสถานการณ์โรคระบาด เธอต้องล็อกดาวน์อยู่ที่บ้านในชุมชนหุบเขาอันเงียบสงบของประเทศเม็กซิโก แต่ลาแฟร์เต้ก็ใช้เวลาว่างทั้งหมดไปกับการเขียนเพลง จนก่อให้เกิดผลงานอัลบั้มชุดที่ 6 ชื่อ “Seis” (แปลว่า “ลำดับที่หก”)

ในทางดนตรี งานชุดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ชาเวลา วาร์กัส” ศิลปินหญิงชาวคอสตาริกาผู้ล่วงลับ ซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญต่อแวดวงดนตรีเม็กซิกันตั้งแต่ยุค 1950 (และประกาศว่าตนเองเป็นเลสเบียนขณะมีอายุ 81 ปี)

หลังจากเคยนำดนตรีท้องถิ่นประเภทอื่นๆ ของอเมริกาใต้ มาสอดประสานเข้ากับผลงานเพลงป๊อปร็อกร่วมสมัย ก็ถึงคราวที่ลาแฟร์เต้จะได้ใช้ดนตรีพื้นถิ่นของเม็กซิโก มาคลี่เผยและสำรวจตรวจตราความเป็นจริงของโลกสมัยใหม่

ดังที่เธอพูดถึงผลงานชุด “Seis” เอาไว้ว่า “มันเป็นโอกาสดีที่ผู้คนจะได้รับฟังดนตรีพื้นถิ่น แต่จะได้ยินประเด็นที่ก้าวหน้าต่างๆ ผ่านทางเนื้อร้อง ฉันชอบที่จะเปิดบทสนทนาขึ้นมา”

ในเชิงเนื้อหา สตูดิโออัลบั้มลำดับที่หกของมอน ลาแฟร์เต้ นั้นให้ความสำคัญกับการวิพากษ์แนวคิดเหยียดผู้หญิงที่ยังดำรงอยู่ในสังคม การกดขี่ปราบปรามประชาชน และความอยุติธรรมต่างๆ

ผ่านบทเพลงที่กล่าวถึงความรักเสรี อันเปิดเผยตรงไปตรงมา และไม่ยึดติดกับจารีตประเพณี (ขณะที่ความเชื่อแบบคาธอลิกยังทรงอิทธิพลอย่างสูงในสังคมลาตินอเมริกา)

บทเพลงที่เฉลิมฉลองตัวตนของผู้หญิง อย่างที่พวกเธอเป็น ไม่ใช่อย่างที่สังคมคาดหวังให้เป็น

เพลงที่เขียนขึ้นหลังลาแฟร์เต้ไปแสดงดนตรีในทัณฑสถานหญิง และได้พบเห็นคุณภาพชีวิตอันเสื่อมโทรมของเหล่าสตรีผู้ไร้ซึ่งอิสรภาพ เธอจึงร่ำร้องถึงชีวิตของผู้หญิง ที่ต้องจากลาบรรดาเด็กหญิงตัวเล็กๆ และคุณย่าคุณยายวัยชรา เพื่อมาถูกกักบริเวณภายในห้องขัง จนแม้แต่ผนังซีเมนต์ยังร่ำไห้ให้แก่ความอยุติธรรม

และแน่นอนว่ามีเพลงที่เธอเขียนขึ้นระหว่างการชุมนุมประท้วงในประเทศชิลี

เมื่อแนวโน้มการแพร่ระบาดของโควิดในบางประเทศ/ภูมิภาคคลี่คลายลง พลังศิลปินของมอน ลาแฟร์เต้ ก็ถูกปลุกเร้าขึ้นอีกหน

หลังกักตัวที่เม็กซิโกจนผลิตอัลบั้มออกมาได้หนึ่งชุดเมื่อเดือนเมษายน นักร้อง-นักแต่งเพลงหญิงชาวชิลีก็มุ่งหน้าขึ้นเหนือไปใช้ชีวิตในลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเวลาสี่เดือน

ต่อมา ลาแฟร์เต้อธิบายเพิ่มเติมในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เธอและคู่ชีวิตพยายามจะไป “มีลูก” ที่สหรัฐ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นอัลบั้มใหม่อีกหนึ่งชุด

จากการได้รับอิทธิพลของดนตรีเม็กซิกันโฟล์กในงานชุดก่อน ผลงานล่าสุดของศิลปินชาวชิลีจะอ้างอิงแนวทางหรือสำเนียงดนตรีแบบ “แอลเอ” และถ่ายทอดเนื้อหาของการใช้ชีวิตช่วงล็อกดาวน์

อัลบั้มชุดหลังนี้จะวางจำหน่ายในปี 2021 เช่นกัน ส่งผลให้ภายในปีเดียว มอน ลาแฟร์เต้ จะมีผลงานสตูดิโออัลบั้มถึงสองชุด

ขณะเดียวกัน ลาแฟร์เต้ยังมีผลงานคัฟเวอร์เพลง “Nothing Else Matters” ของวงดนตรี “เมทัลลิกา” ในภาคภาษาสเปน อันเป็นส่วนหนึ่งในอัลบั้ม “The Metallica Blacklist” ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อฉลองวาระครบรอบ 30 ปี ของอัลบั้มชุด “Metallica”

“มันเป็นเรื่องบ้ามากๆ ที่ได้รับเชิญจากวงดนตรีมหัศจรรย์อย่างเมทัลลิกา ให้ไปคัฟเวอร์เพลงของพวกเขา ฉันขอให้เพื่อนช่วยแปลเนื้อร้องภาษาอังกฤษเป็นภาษาสเปน แล้วก็เรียบเรียงดนตรีให้มีความเป็นเพลงโฟล์กแบบอเมริกาใต้มากขึ้น นั่นคือสิ่งที่ฉันรู้สึกว่าตนเองสามารถทำได้

“ในเพลงจึงมีท่อนโซโล่ของมือกีต้าร์ชาวชิลี รวมถึงมีเสียงดนตรีพื้นถิ่นของชิลีเข้ามาเป็นองค์ประกอบอีกมากมาย” ลาแฟร์เต้ กล่าวถึงหนึ่งในโปรเจ็กต์ใหม่ของเธอ

ณ ห้วงยามที่ศิลปินหญิงมากความสามารถชาวชิลีกำลังออกตระเวนแสดงคอนเสิร์ตอยู่ในหลายเมืองของสหรัฐอเมริกา

รวมบทเพลง-การแสดงเด่นๆ ของ “มอน ลาแฟร์เต้”

ข้อมูลจาก
https://en.wikipedia.org/wiki/Mon_Laferte
https://www.bbc.com/news/world-latin-america-56899171
https://www.billboard.com/articles/columns/latin/9553364/mon-laferte-new-album-seis-interview/
https://www.allmusic.com/artist/mon-laferte-mn0003223857/biography
https://populartimelines.com/timeline/Mon-Laferte
https://riffmagazine.com/features/mon-laferte-los-angeles-album/

ภาพนำจาก
https://www.facebook.com/monlaferte

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.