คนมองหนัง

โน้ตสั้น ๆ ถึง “อวสานซาวด์แมน”

หมายเหตุ เดี๋ยวจะเขียนถึงหนังสั้นทุกเรื่องในโปรแกรม Sorayos Is NOT a model filmmaker แบบละเอียด ๆ ลงในมติชนสุดสัปดาห์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งโน้ตชิ้นนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของบทความชิ้นนั้น

สรยศแนวขวาง

เท่าที่ตามข่าวมาตั้งแต่ช่วงที่ “อวสานซาวด์แมน” เริ่มออกเดินทางไปต่างประเทศ เรื่อยจนถึงไม่กี่วินาทีก่อนหน้าที่หนังสั้นของสรยศ ประภาพันธ์ ในโปรแกรม Sorayos Is NOT a model filmmaker จะถูกฉายขึ้นจอ ณ สมาคมฝรั่งเศส ผมยังเชื่อว่าหนังสั้นเรื่องล่าสุดของสรยศน่าจะเป็นอะไรที่ตลกขบขันเฮฮาเอามาก ๆ (ไม่รู้อะไรทำให้เชื่อเช่นนั้น 555)

ปรากฏว่าพอดูหนังทั้งโปรแกรม โดยมี “อวสานซาวด์แมน” เป็นไฮไลท์ปิดท้าย ผมกลับพบว่า

(1)

ถ้าให้เปรียบเทียบกัน ผมรู้สึกว่า “อวสานซาวด์แมน” มีอารมณ์ขันแนวหัวเราะเฮฮาน้อยกว่าหนังสั้นเรื่องอื่น ๆ ในโปรแกรม

(2)

แต่หมายความว่า “อวสานซาวด์แมน” มีคุณภาพอ่อนด้อยหรือแย่กว่าหนังสั้นเรื่องอื่น ๆ ในโปรแกรมมั้ย? คำตอบ คือ ตรงกันข้าม หนังเรื่องล่าสุดของสรยศน่าจะแสดงให้เห็นถึงลำดับขั้นฝีมือ ศักยภาพ ความช่ำชอง ในการเล่าเรื่องผ่านสื่อภาพยนตร์ ที่พุ่งไปถึงจุดสูงสุด ณ ห้วงเวลาปัจจุบัน ของตัวเขาเอง (และเผลอ ๆ พัฒนาการขั้นถัดไป น่าจะปรากฏผ่านหนังยาวเรื่องแรกของเจ้าตัว)

Death-of-the-Sound-Man_1-580x314

(3)

แต่ด้วยความเป็นเลิศข้างต้นนี่แหละ ที่ทำให้ “อวสานซาวด์แมน” มีทั้งส่วนที่เป็น “อารมณ์ขัน” และส่วนที่ “จริงจัง” เอามาก ๆ ซึ่งคนดูหลายรายอาจรู้สึก/ตีความว่าองค์ประกอบส่วนแรกมีน้ำหนักมากกว่า แต่สำหรับผม ผมกลับรู้สึกว่าองค์ประกอบส่วนหลังดันมีพลังมากกว่า

(4)

อย่างไรก็ตาม กระทั่งส่วนที่น่าจะเป็นอารมณ์ขันในหนัง คือ เนื้อหาว่าด้วยการทำงานเบื้องหลังของตัวละครคนบันทึกเสียงสองราย ผู้ถูกมองข้ามหลงลืม ผมก็ยังเห็นว่ามันมีความก้ำกึ่งระหว่างการพยายามเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชม กับการเพ่งพินิจพิจารณาถึงงานบันทึกเสียงอย่างเข้มข้นจริงจังของผู้กำกับฯ (นักบันทึกเสียง) และการนำเอาความรู้ชุดดังกล่าวมาส่องสะท้อน/เรียบเรียงให้เห็นถึงชะตากรรมของประเทศ/ชาติ โดยฉากที่สรุปความในประเด็นนี้ได้ดีมาก ๆ ก็คือ ซีนโบกธงชาติตอนท้ายเรื่อง

Death-of-a-Sound-Man-2-1540x866

(5)

สำหรับคนที่ได้ดูหนังแล้ว หรือกำลังจะได้ดูในอนาคต ฉากสำคัญสุด ๆ ใน “อวสานซาวด์แมน” น่าจะมีอยู่ประมาณสามซีน (แถมไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องหลักอีกต่างหาก) น่าสนใจว่าฉากสำคัญเหล่านั้นแทบไม่ได้นำเสนอภาวะตลกออกมาเลย (กระทั่ง “อารมณ์ตลกร้าย” ก็ไม่ปรากฏ) ขณะเดียวกัน เสียงประกอบในซีนหล่านั้นก็ไม่ได้มีลักษณะแพรวพราวโดดเด่น ทว่า เป็นเสียงที่ดังสอดแทรกออกมาเพียงวูบเดียวสั้น ๆ หรือเป็นเสียงที่แทบไม่มีนัยยะใด ๆ เชื่อมโยงถึง “ภาพกว้างใหญ่” ที่ปรากฏบนจอ

ราวกับสรยศกำลังอยากจะสื่อถึงสภาวะ “พูดไม่ออกบอกไม่ถูก” บางประการ ผ่านหนังสั้นว่าด้วยคนบันทีึกเสียงเรื่องนี้

(6)

โดยสรุป ผมเห็นว่า “อวสานซาวด์แมน” อาจไม่ใช่ “หนังตลก” แต่มันเป็นหนังสั้นที่จริงจังและดีมาก ๆ เรื่องหนึ่ง ซึ่งสมควรดูอย่างยิ่ง (หากมีโอกาส)

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“เทพสามฤดู” ปิดกล้องแล้ว!

เป็นอันว่า “เทพสามฤดู 2560” ที่ออกอากาศข้ามมาถึงต้นปี 2561 ได้ปิดกล้องลงไปแล้วเรียบร้อย เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (กลางเดือนมกราคม 2561)

และคาดว่าตอนอวสานของละครน่าจะแพร่ภาพภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้

เลยขอประมวลภาพอำลากองถ่ายของเหล่านักแสดงนำในละครเรื่องนี้ มาฝากแฟนๆ ละครจักรๆ วงศ์ๆ กัน

ปิดกล้อง***ละครเรื่อง เทพสามฤดู ขอขอบคุณผู้ใหญ่ที่ให้โอกาสหนูได้กับมาแสดงละครพื้นบ้านไทยอีกครั้ง รับบทเป็น สุวรรณอัมพร ค่อนข้างท้าทายและเป็นอีกบทบาทที่สนุก ขอบคุณผกก คนเก่งพี่หน่ำเลี๊ยบ ที่ทั้งสนุกทั้งสอนสั่งหนูมา พี่วาผู้ช่วยที่เป็นมากกว่าผู้ช่วย พี่สันพี่แด้ตากล้องที่สุดแสนจะมุขเยอะทีมงานทุกท่านสนุกจริงช่างหน้าช่างผมแต่งตัวคุณคือครอบครัว และขอบคุณนักแสดงทุกท่านที่เข้าด้วยกันและแสดงละครเรื่องนี้ คนที่เข้าด้วยบ่อยสุดคงจะเป็นใครไปไม่ได้ (พระราหู)ขต ของเรานี่เอง ขอบคุณนะที่เป็นทั้งเพื่อนทั้งพี่ ทั้งที่ปรึกษาและเพื่อนร่วมงานที่สุดๆจริงๆ มันอธิบายยากแต่ดีใจที่ได้ร่วมงานกับขตนะเก่งและตั้งใจมากและก็ชอบแกล้งเรามากด้วย5555ไว้เจอกันอีกแน่😜รองลงมาคนที่เข้าด้วยบ่อยคือ (อัปสรสวรรค์) เดียร์ ดาริน คนสวย ซึ่งชอบตีสเกิน มีงอแงกันบ้าง แต่ก็ถ่ายทำออกมาด้วยดี ขอบคุณเดียร์นะที่อดทนกับเรา55555และขอบคุณที่เล่นบท อัปสรสวรรค์ได้โอเคเลยมำให้เราสองที่น้องส่งใจถึงกันรักมึงนะ😘อิอิ สำคัญสุดๆละ ขอบคุณแฟนคลับละครทุกท่านที่ติดตามพวกเรากันมา ไม่ว่าต่อไปจะเป็นยังไง ขอให้ติดตามผลงานของพวกเราทุกคนตลอดไปเลยนะคะ ❤️🙏🏼😍😘รัก จาก กชกร -15 กรกฎาคม 2560 ถ่ายทำซีนแรกของสุวรรณอัมพร เสี่ยงพวงมาลัย- -18 มกราคม 2561 ปิดกล้อง***- #เทพสามฤดู ความทรงจำของกชกร🖤ลึก

A post shared by กุ๊กกิ๊ก กชกร (@gookgiik_kochakorn) on

สำหรับวันนี้ก็ปิดกล้องเรียบร้อยอย่างสวยงาม ขอขอบคุณผู้ใหญ่ทุกท่าน บริษัทสามเศียรที่มอบโอกาสให้เด็กคนนึงได้รับบทเป็นพระพิรุณ ขอบคุณทีมงานและนักแสดงทุกคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขฝ่าฟันกันมาอย่างเต็มที่เป็นละครเต็มตัวเรื่องแรก หากผิดพลาดประการใด ขอกราบขอโทษด้วยใจจริง ขอบคุณแฟนๆที่คอยให้กำลังใจและสนับสนุนกันตลอดมา น่ารักที่สุด ฝากคนดูที่น่ารักทุกคนติดตามกันต่อจนจบด้วยน้าา ด้วยรักและเคารพสุดหัวใจ โบนัส ธนเดช❤️🙏🏻😘

A post shared by Nus Tanadech (@nus_tdd) on

ปิดกล้องแล้วนะคะ ละครเรื่อง "เทพสามฤดู"♥️🙏🏻 หนูขอขอบพระคุณผู้ใหญ่ที่เคารพรัก คุณ ไพรัช สังวริบุตร ,คุณมณีรัตน์ ปฐมทอง , คุณลอร์ด สยม สังวริบุตร ขอบพระคุณนะคะที่ให้โอกาสเด็กคนนี้ได้มารับบทบาทเป็น "พระธิดาอัปสรสวรรค์" ในละครเรื่อง "เทพสามฤดู" หนูขอให้บริษัท สามเศียร จำกัด & บริษัท ดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด เจริญรุ่งเรือง เป็นหนึ่งในใจประชาชนทุกคนเลยนะคะ 🙏🏻คุณพินิจ(คุณแม่ที่เคารพรัก) ขอบคุณแม่นิจมากๆเลยนะคะที่คอยอบรมสั่งสอนเด็กดื้อคนนี้ ขอบคุณสำหรับโอกาสในหลายๆเรื่องที่มอบให้ลูก รักนะคะ♥️*หนูขอบคุณดารานักแสดงทุกท่านที่ทำให้ระยะเวลาที่ถ่ายทำละครเรื่องนี้มีแต่ความอบอุ่น🙏🏻♥️พี่ๆทีมงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังกองเทพสามฤดู ขอบคุณนะคะพี่เลี๊ยบ ที่เมตตาและให้กำลังใจน้องคนนี้เสมอมา(ผกกคนแรก&ผกกในดวงใจ) ขอบคุณพี่วา (ผู้ช่วยผกก.)ที่คอยสั่งสอน ให้กำลังใจและรับฟังเด็กดื้อคนนี้ รักนะคะ(พี่ชายสุดที่รักของหนู ขอบคุณพี่สันต์กับพี่แด้ (ตากล้อง)ที่ทำให้หนูยิ้มได้ในทุกๆวันของการทำงาน ขอบคุณเจ๊เต้ย ที่ให้อภัยและให้โอกาสหนู หนูขอโทษนะคะที่ดื้อ ขอบคุณพี่ๆช่างหน้าช่างผม(แม่กบ,พี่แหม่ม,พี่ท้อป,พี่วา แบงค์ และพี่นัท)ที่คอยดูแลห่วงใยหนู* ที่ขาดไม่ได้คือ คุณผู้ชมที่น่ารักที่ติดตามละครเรื่องนี้ทุกท่าน(เพราะคุณคือกำลังใจสำคัญของพวกเรานะคะ) 😊☺️🙏🏻♥️

A post shared by Dearr_darin (@dearr_darin) on

#วันปิดกล้อง 🎬 เทพสามฤดู 🎥 ขอบคุณผู้ใหญ่ทุกฝ่ายที่ให้โอกาสให้มีนได้รับบท ลักษณา 🌳 ในเรื่องเทพสามฤดู 🙏🏻 ซึ่งเป็นเรื่องที่2ที่ได้ทำงานกับบริษัท สามเศียร กับทีมงานกองหนังเจ้า 🙏🏻ขอบคุณ(ผู้กำกับพี่หนำเลี๊ยบ)ซึ่งเป็นผู้กำกับคนแรกของมีนที่แสนจะใจดี คอยเเนะนำ คอยสั่งสอนตลอด 🙏🏻ขอบคุณ(พี่วา ผู้ช่วยผู้กำกับ) ไม่ว่าจะเรื่องไหนพี่วาเอาอยู่ตลอด รับฟัง ชี้เเนะได้ทุกเรื่อง 🙏🏻ขอบคุณนักแสดงทุกคนที่ทำหน้าที่ของตัวเองจนทำให้เรื่องนี้ถึงตอนจบ #ยินดีที่ได้รู้จัก #รักกองหนังเจ้า #ลาดหลุมแก้ว #สามเศียร #เทพสามฤดู #ละครจักรๆวงศ์ๆ #กาลครั้งหนึ่งสวรรค์มีเรื่องราว #นางไม้ลักษณา 🍃

A post shared by Mean Waranporn (@mean_waranporn) on

ปิดกล้องกันไปแล้ว กับละคร เทพสามฤดู ตอนจบจะเป็นยังไง หักมุมยังไงต้องติดตาม ทั้งนี้ผมขอขอบคุณโอกาสดีๆจากผู้ใหญ่ทุกๆท่าน ขอบคุณทีมงานทุกฝ่าย ขอบคุณที่ให้ประสบการณ์ คำสอน ความรัก ความอบอุ่น ที่นี่เหมือนครอบครัว เหมือนพี่น้อง เป็นครูเป็นโรงเรียน ขอบคุณมากครับ ทั้งนี้ผมยังต้องเรียนรู้ และพัฒนาฝีมือกันไปเรื่อยๆ ทุกบทบาทที่แตกต่าง มันคือความท้าทาย #ขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี #ขอบคุณครับ #ปราบไตรจักร #เทพสามฤดู #รักสามเศียร #รักทุกคน cr. @vawa14207 📸📸📸

A post shared by รัฐ รัฐศิลป์ (@rath_rathsil) on

เมื่อ “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นล่าสุดปิดฉากลงอย่างเป็นทางการ ทางบล็อกคนมองหนังคงจะเขียนสรุปภาพรวมที่น่าสนใจของละครโดยละเอียดอีกหน

และหากได้ข่าวคราวความคืบหน้าของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องใหม่ ที่ผลิตโดยค่ายสามเศียร ซึ่งจะออกอากาศทางช่อง 7 สี

เราจะรีบรายงานให้ทุกคนรับทราบทันที!

 

ข่าวบันเทิง, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

สืบเนื่องจาก Faces Places เมื่อ “อานเญส วาร์ดา” พูดถึง “โกดาร์ด” และเหตุสะเทือนอารมณ์ในหนัง

เพิ่งได้ไปดูหนังสารคดีเรื่อง Faces Places ของ “อานเญส วาร์ดา” และ “เจอาร์” ช่วงหนึ่งในภาพยนตร์ที่ผมชอบมากๆ ก็คือ ช่วงท้าย ที่สองผู้กำกับฯ เดินทางไปพบ “ฌอง-ลุค โกดาร์ด” อีกหนึ่งคนทำหนังรายสำคัญของฝรั่งเศส ที่บ้านพัก แต่กลับถูกโกดาร์ดต้อนรับด้วยวิธีการที่แปลกประหลาดและเลือดเย็นเอามากๆ

หลังออกจากโรงหนัง เลยพยายามลองเสิร์ชหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ถึงรายละเอียด มูลเหตุ และภาวะคลี่คลายตัวของซีนดังกล่าว ซึ่งพบว่าบทสัมภาษณ์ที่วาร์ดาและเจอาร์พูดคุยกับ “จาดา หยวน” แห่ง www.vulture.com นั้นอธิบายเรื่องนี้ไว้ได้ครอบคลุมดีทีเดียว

จึงตัดสินใจแปลเนื้อหาบางส่วนมาให้อ่านกันในบล็อกครับ

Capture d_écran 2017-06-23 à 19.50.14

จาดา: ตอนท้ายของหนัง มันจะมีช่วงเวลาที่คุณเดินทางไปเยี่ยม ฌอง-ลุค โกดาร์ด คุณพยายามจะกดกริ่งเรียกเขา แต่แทนที่จะออกมาต้อนรับคุณ เขากลับเขียนข้อความทิ้งไว้ตรงหน้าต่าง ซึ่งบ่งชี้ว่าเขาจะเทคุณและไม่อนุญาตให้คุณเข้าไปในบ้าน คุณอ่านข้อความดังกล่าวอย่างมีอารมณ์ ตามความเข้าใจของฉัน ข้อความของเขาพาดพิงถึง ฌาคส์ เดมี สามีของคุณ (ที่ล่วงลับไปแล้ว) ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของโกดาร์ดเช่นเดียวกับคุณ อยากให้คุณช่วยอธิบายให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม? ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในสถานการณ์ตอนนั้น

วาร์ดา: วันหนึ่ง เจอาร์บอกกับฉันว่า “ผมอยากพบเขา (โกดาร์ด) คุณเป็นคนโชคดีที่ได้รู้จักเขา” คุณย่อมรู้ว่าเมื่อคุณมีเพื่อนฝูง คุณก็ต้องอยากแนะนำให้พวกเขาได้รู้จักกัน ดังนั้น ฉันจึงคิดว่าสำหรับเจอาร์ มันคงเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ดี หากฉันพาเขาไปหาโกดาร์ด ซึ่งฉันเองก็ไม่ได้พบหน้าค่าตามาสักพักหนึ่งแล้ว ปกติ เราจะนัดพบกันทุกๆ 4 หรือ 5 ปี เพื่อสนทนาพูดคุย จากนั้น จึงมีการติดต่อกับโกดาร์ด ผ่านทางโรซาลี (ลูกสาวของวาร์ดา) และการโทรศัพท์พูดคุยกัน แล้วเขาก็นัดแนะให้พวกเราไปพบ

เจอาร์: เขาอยู่ที่บ้านของเขา

วาร์ดา: โกดาร์ดนัดเราไปพบในเวลา 11.30 น. พวกเราจึงวางแผนไว้ว่าจะนั่งรถไฟไปพบเขา แต่แล้ว ก็มีโทรศัพท์ติดต่อมาถึงโรซาลีว่า “ฌอง-ลุค อยากจะขอเจอเราตอน 9.30 น.” ดังนั้น พวกเราจึงตัดสินใจเดินทางไปยังเมืองที่เขาอาศัยอยู่ตั้งแต่คืนก่อนหน้าวันนัดพบ เราต้องจองห้องพักในโรงแรม และวันรุ่งขึ้น เวลา 9.25 น. เราก็มุ่งหน้าไปหาเขา ทว่า บางสิ่งที่พวกเราไม่คาดคิดกลับบังเกิดขึ้น มันกลายเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์และถูกนำเสนอลงไปในหนังเรื่องนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นมันเซอร์ไพรส์ฉันหนักมาก จนน้ำตาไหลออกมา และเราก็เลือกจะเก็บเหตุการณ์ช่วงนั้นเอาไว้ในภาพยนตร์ เพราะเราคิดว่า ด้วยความสัตย์จริง เรามองเห็นทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดีและน่าเบิกบานใจมากๆ แล้วจู่ๆ เราก็ชนเข้ากับกำแพงอย่างจัง เหตุผลที่เราเลือกเก็บภาวะชนกำแพงเอาไว้ในหนังเวอร์ชั่นสุดท้าย ก็เพราะนั่นคือประตูที่ปิดตายของภาพยนตร์เรื่องนี้ มันคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นกับทุกชีวิต อาจจะครั้งหรือสองครั้ง หรือบางที บางคนก็อาจไม่เคยพบเจอมัน เรื่องแบบนี้มันเคยเกิดกับเธอ (เจอาร์) สักครั้งไหม? คงไม่หรอก เธอไม่น่าจะเคยเจออะไรแบบนี้

เจอาร์: เอ่อ เคยสิ

วาร์ดา: เธอออกจะเป็นพ่อหนุ่มอารมณ์ดี

เจอาร์: (หัวเราะ) ไม่จริงหรอก เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นกับทุกคนนั่นแหละ แต่มักจะเกิดขึ้นในวันเวลา ที่เราไม่ได้คาดหวังให้มันเกิด

วาร์ดา: สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวด ก็คือ เรื่องราวความสัมพันธ์กับฌาคส์ เดมี ซึ่งฉันนั้นคิดถึงเขามากๆ และฉันยังคงรักเขาอยู่ เมื่อโกดาร์ดระบุถึงฌาคส์ มันจึงกลายเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสและเจ็บปวดอย่างยิ่ง แต่แล้ว เราก็คิดได้ว่า เราควรจะสงบสติอารมณ์ลง เราจึงเดินไปยังทะเลสาบเพื่อสงบจิตใจ จากนั้น เจอาร์ก็พยายามอธิบายอะไรบางอย่างให้ฉันฟัง ซึ่งฉันก็เชื่อเช่นนั้นพอดี เจอาร์เฉลียวฉลาดมากที่เข้าใจเรื่องดังกล่าว ว่าโกดาร์ดได้เขียนส่วนเสี้ยวหนึ่งของบทภาพยนตร์ขึ้นมา เขาได้ใส่องค์ประกอบบางอย่างเข้ามาในหนังเรื่องนี้ ซึ่งมันอาจจะดียิ่งกว่าการที่พวกเราได้พบเจอพูดคุยกันเสียอีก

จาดา: หลังจากเหตุการณ์วันนั้น คุณได้พูดคุยกับโกดาร์ดบ้างไหม? เขาได้ดูหนังเรื่องนี้หรือเปล่า?

วาร์ดา: ฉันส่งดีวีดีไปให้เขา แต่ไม่มีคำตอบใดๆ กลับมา แต่เขาก็เป็นคนประหลาดๆ อย่างนี้อยู่แล้ว สมัยยังเป็นหนุ่มสาว พวกเราเคยเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันมากๆ แต่คุณคงรู้ เมื่อเราอายุมากขึ้นๆ จาก 30 สู่ 40 เขาก็เปลี่ยนไป เขาหันไปทำหนังการเมือง แล้วเขาก็เดินทางไปอเมริกา พวกเราก็เลยขาด มันควรจะเรียกว่าอะไรนะ ขาดการแสดงความเห็นร่วมกันหรือเปล่า? ซึ่งเราก็แทบไม่ได้พบหน้ากันเลย

เจอาร์: คุณคงหมายถึงขาดการติดต่อซึ่งกันและกัน

วาร์ดา: เราไม่ได้ติดต่อกัน แต่ฉันก็ยังได้เจอเขาตามที่โน่นที่นี่อยู่บ้างนะ เวลาเขาฉายหนังของตัวเองที่ปารีส ฉันก็จะได้พบหน้าทักทายเขาประมาณห้านาที แล้วฉันก็รู้ว่าเขาชอบหนังเรื่อง The Gleaners and I (หนังในปี 2000 ของวาร์ดา ซึ่งเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับบรรดาคนเก็บขยะที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะในพื้นที่ชนบทของฝรั่งเศส) แต่สำหรับเหตุการณ์ในวันนั้น ฉันไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าโกดาร์ดจะทำอะไรแบบนั้น ทว่า การกระทำของเขาก็ช่วยสร้างเสริมอะไรบางอย่างให้แก่หนังเรื่องนี้นะ ว่าแต่คุณชอบซีนนั้นไหม?

จาดา: สิ่งที่จับใจฉันมากๆ ก็คือ คุณเดินจากมาด้วยความรู้สึกที่โกรธโกดาร์ดจนแทบคลั่ง แต่คุณก็ยังยกย่องเขาอยู่ด้วยประโยคว่า “แต่ฉันยังคงชื่นชมเขา” ฉันรู้สึกว่าคุณช่างใจกว้างเหลือเกินในสถานการณ์แบบนั้น

วาร์ดา: คุณคงรู้ว่าเมื่อฉันรักใครสักคน ฉันย่อมไม่สามารถโยนเขาออกไปจากชีวิตได้ ความรักไม่ใช่สิ่งที่คุณคิดอยากจะเปิดก็เปิด คิดอยากจะปิดก็ปิด ฉันยังคงรำลึกถึงความรักที่ตนเองมีต่อเขา ในฐานะที่เขาเป็นเพื่อนของฌาคส์ เดมี พวกเราเคยไปท่องเที่ยวด้วยกันในวันหยุด พวกเราเคยสำเริงสำราญกับชีวิตพร้อมหน้ากัน และฉันก็ไม่สามารถลบเลือนภาพเหล่านั้นออกไปได้ ยิ่งกว่านั้น ฉันยังเคารพผลงานของโกดาร์ด สำหรับฉัน เขาคือนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการภาพยนตร์ เขาเป็นนักค้นคว้า เป็นปราชญ์แห่งวงการหนัง ซึ่งหาได้ยากยิ่งบนโลกใบนี้ เขามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงเคารพต่อสถานะดังกล่าวของโกดาร์ดจากใจจริง แต่นั่นหมายความว่าเขาต้องเป็นคนนิสัยดีด้วยหรือเปล่า? มันไม่เกี่ยวกันเลยนะ คุณเข้าใจใช่ไหม? ในฐานะคนทำหนังฉันยังคงเคารพชื่นชมโกดาร์ด แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ในฐานะมิตรสหายคนหนึ่ง ณ ปัจจุบัน ดูเหมือนเขาจะเป็นคนประเภทเฉยชาไร้มิตรจิตมิตรใจมากขึ้นเรื่อยๆ

คลิกอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ http://www.vulture.com/2017/10/agnes-varda-and-jr-interview-faces-places.html

 

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

ตัวละครจักรๆ วงศ์ๆ ตัดพ้อ “เด็กเดี๋ยวมันก็โต เดี๋ยวมันก็ลืมเรื่องเทวดากะนางฟ้า”

ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติปี 2561 ขออนุญาตพาแฟนๆ ละครพื้นบ้านจักรๆ วงศ์ๆ ย้อนกลับไปดูละครเรื่อง “จันทร์ สุริยคาธ” ฉบับปี 2556

ซึ่งโดยส่วนตัว แอดมินเห็นว่าเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่มีเนื้อหาแปลกใหม่มากที่สุดในทศวรรษ 2550

ฉากที่นำมาให้ดูกัน เกิดขึ้นในตอนที่ 45 ของละคร ซึ่งสองเทวดานิสัยเกเร (ที่สามารถกลับตัวเป็นเทวดาฝ่ายดีในตอนท้ายๆ) อย่าง “พระรำพัด” (รับบทโดยดอน จมูกบาน ผู้ล่วงลับ) และ “พระรำเพย” (รับบทโดยธรรมศักดิ์ สุริยน) กำลังโต้เถียงกัน

เดิมทีเทวดาคู่นี้ถูกพระอินทร์ส่งลงมาบนโลก เพื่อคอยสร้างแรงกดดันต่างๆ นานา ที่จะผลักกระตุ้นให้อดีตสองเทพบุตรอย่าง “สุริยคาธ” และ “จันทคาธ” สามารถค้นหา “แก้วทิพยเนตร” ของวิเศษจากสวรรค์ที่พลัดตกมายังโลกมนุษย์เบื้องล่าง ได้พบโดยรวดเร็ว

แต่ไปๆ มาๆ เทวดาคู่นี้ก็คล้ายจะตีความภารกิจสำคัญของตนเองผิดพลาด ผิดฝาผิดตัว จากการต้องสร้างแรงกดดันเพื่อผลักภารกิจตามหาแก้ววิเศษของอดีตสองเทพบุตรให้รุดหน้า ก็กลายเป็นการหมั่นสร้างอุปสรรคขัดขวาง กระทั่งงานของ “สุริยคาธ” และ “จันทคาธ” ดำเนินไปอย่างยากลำบากมากยิ่งขึ้น

บทสนทนาด้านล่าง คือ ตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นภาวะย้อนแย้งดังกล่าว ขณะเดียวกัน ตรงช่วงปลายๆ ยังมีการกล่าวอ้างถึงเด็กๆ (ผู้ชมละคร) เอาไว้อย่างน่าสนใจ ดังต่อไปนี้

พระรำพัดกับพระรำเพยนั่งคุยกันบนก้อนเมฆ

พระรำเพย “โอ๊ นั่นๆๆๆ ฮ้า โอ้ พ่อเทพบุตรกำลังลำบากเลยนั่น”

พระรำพัด “ไหนๆๆๆ?”

พระรำเพย “โน่น”

พระรำพัด “ชะๆๆ ช่า ฮาๆๆ ฮ้าย เป็นจริงดังนั้น เทพบุตรจันทคาธ สุริยคาธ ถูกขังอยู่ในถ้ำ มีงูจงอางหวงไข่ป้วนเปี้ยนอยู่ข้างนอก”

พระรำเพย “โถๆๆๆๆๆ น่าสงสารพ่อเทพบุตร นี่เราต้องหาทางช่วยเหลือพ่อเทพบุตรนะ เค้าจะได้ไปเสาะหาแก้วทิพยเนตร ไปส่งคืนให้องค์อินทร์”

พระรำพัด “ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้ เพราะว่าตอนนี้ยังไม่พบแก้วทิพยเนตร เราจะต้องเป็นอุปสรรค”

พระรำเพย “นี่ๆๆๆๆๆ นี่ท่านๆๆๆๆ คิดอะไรอยู่เนี่ย?”

พระรำพัด “อ๊าย ข้าคิดจะยั่วยุให้เจ้าจงอางมันโกรธ รู้มั้ยว่างูจงอางน่ะมันหวงอะไรที่สุด?”

พระรำเพย “ฮะ อะไร?”

ภาพตัดไปยังเหตุการณ์ที่พระรำพัดกำลังลักขโมยไข่จงอางยักษ์ โดยมีพระรำเพยยืนอยู่ด้านหลัง

พระรำพัด “ไข่ วิสัยงูจงอางมันหวงไข่ ข้าจะขโมยไข่เพื่อยั่วยุโทสะ ให้เจ้าจงอางผัวเมียเนี่ยมันโกรธ มันจะได้เล่นงานเจ้าสองเทพบุตร”

พระรำเพย “โถๆๆๆ ท่านๆๆ ท่านรำพัด”

พระรำพัด “ทำไม?”

พระรำเพย “ถ้าท่านคิดผิดเนี่ย คิดใหม่มันยังทันหนาๆ”

พระรำพัด “คิดผิดคิดถูก ข้าคิดไปแล้ว ข้ามีหน้าที่เป็นอุปสรรคกับสองเทพบุตร ข้ามีหน้าที่คอยกลั่นแกล้งสองเทพบุตร รู้รึเปล่า?”

พระรำเพย “ด้วยการขโมยไข่งูจงอางเนี่ยนะ?”

พระรำพัด “ใช่ ข้าต้องขโมยไข่ ฮ่าๆๆๆ”

พระรำเพย “ท่านคิดผิดรึเปล่า?”

พระรำพัด “จะผิดหรือถูกก็ไม่รู้ ข้าคิดเอามาแล้ว ฮาๆๆๆ”

tv179-2

พระรำพัด-พระรำเพยกำลังหอบเอาไข่งูจงอางยักษ์ไปซ่อนยังถ้ำที่สองเทพบุตรติดอยู่ภายใน

พระรำเพย “ท่านรำพัด”

พระรำพัด “อะไรอีกล่ะ?”

พระรำเพย “นี่ถ้าท่านคิดผิดเนี่ย ท่านคิดใหม่ได้นะ ยังมีเวลาทันนะ”

พระรำพัด “คิดอะไรอีกล่ะ?”

พระรำเพย “อะนี่ไง ก็บอกว่าท่านไปขโมยไข่เค้ามา ท่านทำตัวเป็นขโมยอย่างเงี้ย แล้วท่านจะให้เด็กมาเชื่อถือได้ยังไง?”

พระรำพัด “โอ๊ย ตอนนี้ ข้าไม่สนเรื่องเด็กแล้ว ข้าเป็นเทวดา ข้ามีหน้าที่ ที่รับบัญชามาจากองค์อินทร์ เด็กเดี๋ยวมันก็โต เดี๋ยวมันก็ลืมเรื่องเทวดากะนางฟ้าไป”

พระรำเพย “นี่ นี่ไง นี่ไง ท่านคิดเป็นแบบเนี้ย ท่านเป็นเทวดาอย่างเงี้ย แล้วใครเค้าจะไปเชื่อถือท่าน…”

(บทสนทนาจากช่วงนาทีที่ 4.28-9.41 ในคลิปด้านบน)

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.samsearn.com/pro/tv181.html และ http://www.samsearn.com/pro/tv179.html

ข่าวบันเทิง

น่ายินดี! หนังไทย “ฉลาดเกมส์โกง-มะลิลา” ได้เข้าชิงรางวัล “Oscars เอเชีย” เรื่องละสองสาขา

ประกาศออกมาแล้ว สำหรับรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลเอเชียน ฟิล์ม อวอร์ดส์ ที่มีสถานะคล้ายๆ รางวัลออสการ์ของฝั่งเอเชีย

โดยปีนี้ มีหนังไทยสองเรื่องที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล

3-1

เริ่มจาก “ฉลาดเกมส์โกง” ที่ได้เข้าชิงรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ขณะที่ “ออกแบบ ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง” นักแสดงนำหญิงของเรื่อง ได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยม

ทางด้าน “มะลิลา” ซึ่งมีกำหนดจะเข้าฉายในเมืองไทยช่วงต้นปีนี้ หลังจากตระเวนไปคว้ารางวัลระดับนานาชาติมามากมาย ก็ได้เข้าชิงสองรางวัล โดย “เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ” ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ส่วน “อนุชา บุญยวรรธนะ” ได้เข้าชิงรางวัลผู้กำกับหน้าใหม่ยอดเยี่ยม

23167824_151997715415127_262313721903501097_n

นอกจากนี้ มีหนังอีกสองเรื่องที่ทางบล็อกคนมองหนังชอบและเชียร์เป็นพิเศษ ซึ่งได้เข้าชิงรางวัลสำคัญๆ

ได้แก่ภาพยนตร์อินโดนีเซีย “Marlina The Murderer in Four Acts” (ที่มีอโนชา สุวิชากรพงศ์ และวิศรา วิจิตรวาทการ แห่ง Purin Pictures ร่วมเป็นโปรดิวเซอร์) ซึ่งได้เข้าชิงรางวัลสำคัญถึงสี่สาขา คือ “มาร์ช่า ทิโมธี” นักแสดงนำหญิงของเรื่อง ได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ขณะเดียวกัน หนังยังได้เข้าชิงรางวัลทางด้านโปรดักชั่นถึงสามสาขา ประกอบด้วยกำกับภาพยอดเยี่ยม, ออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยม และออกแบบเสียงยอดเยี่ยม

MV5BZGJjZDljNDctNzZjNy00YTZhLTkwNmMtNmI4M2JiMzQyMjA4XkEyXkFqcGdeQXVyNjkyMTg1NDM@._V1_

อีกเรื่องคือหนังตลกร้ายไต้หวันอย่าง “The Great Buddha +” ซึ่งนอกจาก “หวง ซินเหยา” ผู้กำกับจะได้เข้าชิงรางวัลผู้กำกับหน้าใหม่ยอดเยี่ยมแล้ว หนังยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยม, เพลงประกอบยอดเยี่ยม และออกแบบเสียงยอดเยี่ยม

the-great-buddha

คลิกอ่านบทวิจารณ์ Marlina The Murderer in Four Acts

คลิกอ่านบทวิจารณ์ The Great Buddha +

ข่าวบันเทิง

หนังสั้น “อวสานซาวด์แมน” ฉายรอบแรกในไทย 12 ม.ค.นี้

วันที่ 12 มกราคม 2561 เวลา 19.00 น. ที่สมาคมฝรั่งเศส ถนนวิทยุ กทม. จะมีการจัดฉายหนังสั้นโปรแกรมพิเศษ Sorayos is NOT a model filmmaker

โดยจะเป็นการรวบรวมภาพยนตร์สั้นของ “สรยศ ประภาพันธ์” นักทำหนังสั้นชาวไทยที่มีผลงานออกไปโลดแล่นในระดับนานาชาติตลอดหลายปีหลัง มานำเสนอจำนวน 5 เรื่อง ได้แก่

บุญเริ่ม, ดาวอินดี้, ของฝากจากสวิตเซอร์แลนด์, รักษาดินแดน และอวสานซาวด์แมน ผลงานหนังสั้นเรื่องล่าสุดของสรยศ ที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง และได้รับรางวัลจากหลายเทศกาล เมื่อปีที่ผ่านมา

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรมได้ที่ https://www.facebook.com/events/283624708831299/

สรยศแนวขวาง

ก่อนหน้านี้ สรยศเพิ่งให้สัมภาษณ์กับนัชชา ตันติวิทยาพิทักษ์ ลงในเว็บไซต์ประชาไท เมื่อเดือนธันวาคม 2560

สรยศพูดถึงหนังสั้น “อวสานซาวด์แมน” ว่า นอกจากจะตั้งใจทำหนังเกี่ยวกับเรื่อง “เสียง” แล้ว นิสัยอย่างหนึ่งที่ติดตัวเขา ก็คือ การต้องใส่บริบททางการเมืองภายในประเทศลงไปในผลงานด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ตัวงานมีความแตกต่างจากหนังของประเทศ/ทวีปอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม สรยศยอมรับว่าในฐานะคนทำหนัง ถ้าสามารถตัดเรื่องบริบททางการเมืองภายในประเทศออกไปได้ แล้วสื่อสารด้วยภาษาภาพยนตร์ที่เป็นสากลแบบเพียวๆ ไปเลย ก็น่าจะช่วยให้ผลงานสามารถเข้าถึงผู้ชมนานาชาติในวงกว้างยิ่งขึ้น แต่อีกด้าน เขายอมรับว่านั่นคือสิ่งที่ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะหนังต้องมีความเกี่ยวพันกับมนุษย์ และมนุษย์ก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่ในโรงภาพยนตร์เพียงเท่านั้น

นอกจากนี้ ดังที่ได้ทราบกันว่าสรยศพยายามจะกล่าวรำลึกถึง “ชัยภูมิ ป่าแส” นักกิจกรรม-นักทำหนังสั้น ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตโดยเจ้าหน้าที่รัฐ หลังหนังสั้น “อวสานซาวด์แมน” ได้รับรางวัลที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ขณะเดียวกัน ก็มีองค์ประกอบบางส่วนในหนังเรื่องดังกล่าวที่เชื่อมโยงไปถึงกรณีการเสียชีวิตของชัยภูมิ

สรยศพูดถึงประเด็นนี้ผ่านบทสัมภาษณ์เอาไว้ว่า

“ตอนแรกที่คิดจะทำหนังไม่ได้คิดถึง ตอนเขียนบทเขาก็ยังอยู่ แต่พอเขาตายเราอ่านชื่อเขาแล้วเราก็ เฮ้ย! มันชื่อคนในทีมงานหนังสั้นนี่หว่า แล้วเขาทำเสียงด้วย สุดท้ายก็ตัดสินใจใส่เสียงปืนเข้าไป เพราะมันเกิดขึ้นกับเขาแล้วเขาเป็นซาวด์แมน แค่นั้นแหละ จริงๆ ไม่ได้มีเหตุผลมากกว่านั้น เราไม่ได้อยากพูดว่าเราทำเพราะเขา เราจะทำอยู่แล้ว แต่ที่มันเหี้ยคือเขาเสือกซวยเกิดอะไรขึ้นแบบนั้น เราก็เลยทำส่วนนั้นเพิ่ม

“เราเซ็งมาก เขาไม่ควรตาย เราบ่นกับตัวเองมากเลยนะว่าทำไมยังทำหนังการเมือง แต่ก็เพราะประเทศนี้มันยังมีเรื่องให้พูดถึงอยู่ มี material ให้พูดอยู่”

สรยศ

เมื่อนัชชาถามสรยศว่า เขามีความคิดที่จะทำหนังเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศหรือไม่?

สรยศตอบว่าในฐานะคนทำหนัง เขาไม่ได้หวังถึงขั้นนั้น แม้เขาจะอยากให้ประเทศนี้เปลี่ยนแปลงก็ตาม นักทำหนังสั้นผู้นี้อธิบายต่อว่า เขาแค่ทำหนังเพื่อด่าคนที่ตนเองไม่เห็นด้วย โดยยกตัวอย่างให้เห็นเป็นภาพต่อภาพ

“เหมือนได้ตบหน้ามึงแล้ว แต่มึงจะเปลี่ยนแปลงรึเปล่าไม่รู้” เขากล่าว

คลิกอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มที่ https://prachatai.com/journal/2017/12/74664

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ประเด็นน่าจับตาเกี่ยวกับ “เทพสามฤดู” หลังปี 2561

ก่อนอื่นก็ต้องขอสวัสดีปีใหม่ 2561 ด้วยภาพสวยๆ จากอินสตาแกรมสามเศียรกันก่อน เป็นลำดับแรกสุด

ทีนี้ มาพูดถึงประเด็นที่ต้องจับตาเกี่ยวกับละครจักรๆ วงศ์ๆ “เทพสามฤดู” หลังปี 2561 กันบ้าง

ความนิยมล่าสุด

เริ่มจากประเด็นแรก คือ เรตติ้ง

น่าสนใจว่าระยะหลังๆ การเสาะหาสถิติเรตติ้งทางโทรทัศน์ของ “เทพสามฤดู” นั้นทำได้ยากมาก จากที่เมื่อก่อน มีผู้นำตัวเลขมาเผยแพร่ในเว็บไซต์พันทิป แต่ปัจจุบัน ข้อมูลส่วนดังกล่าวก็ไม่ได้ถูกนำเสนอออกมา

ส่วนเว็บไซต์เอจีบีนีลเซ่นก็เพิ่งอัพเดตข้อมูลเรตติ้งทีวีถึงช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2560

อย่างไรก็ดี เข้าใจว่าเรตติ้งของ “เทพสามฤดู” คงยังไปไม่ถึง 7.1 ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดที่เคยทำไว้ เพราะหากตัวเลขเรตติ้งทำลายสถิติเดิม อย่างน้อยที่สุด อินสตาแกรมสามเศียรคงต้องรายงานความสำเร็จดังกล่าวให้แฟนๆ ได้รับทราบกันบ้างแล้ว

ทว่า ในส่วนของยูทูบ หลังจากสามเศียรประกาศเปิดช่องทางการของตนเอง และตระเวนลบ-เคลียร์คลิปย้อนหลังที่ยูทูบช่องอื่นๆ นำมาเผยแพร่ก่อนหน้านี้ เรียบร้อยเสร็จสรรพ

ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ค่อนข้างน่าพอใจ

ล่าสุด ตัวเลขจำนวนสมาชิกช่อง SAMSEARN OFFICIAL นั้นอยู่ที่เกือบๆ 86,000 คน

ส่วนคลิปละครย้อนหลังตั้งแต่ตอนที่ 51-54 (ซึ่งหันมาใช้ระบบคลิปยาวคลิปเดียวต่อละครหนึ่งตอน แทนที่จะซอยละครหนึ่งตอนออกเป็นห้าคลิปย่อยตามจำนวนเบรกโฆษณาในทีวี) ก็มียอดวิวทะลุหนึ่งล้านโดยตลอด

นับว่าผลตอบรับที่มีต่อ “เทพสามฤดู” ในโลกออนไลน์ยังคงไปได้สวยทีเดียว

จะมีอะไรใหม่อีก?

อีกหนึ่งคำถามสำคัญ ก็คือ เนื้อเรื่องของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้จะเป็นยังไงต่อ จะมีอะไรผิดแผกแหวกแนวจากละครเวอร์ชั่นก่อนเมื่อปี 2546 อีกหรือไม่?

อย่างที่รู้กันว่า “เทพสามฤดู 2560-61” นั้นแทบจะนำบทละครเดิมเมื่อ 14-15 ปีก่อน มา reshoot ใหม่แบบเป๊ะๆ

แต่ก็มีรายละเอียดบางอย่างที่ต้องปรับเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นการร่ายรำศิวนาฏราชที่ใส่เข้ามาใหม่ (ระยะหลังๆ ชักหายไป) หรือการแก้ปัญหาเรื่องตัวละครอำมาตย์อาจอง เมื่อ “กิตติ ดัสกร” ผู้รับบทบาท มีปัญหาสุขภาพส่วนตัว

จุดที่น่าจับตาสำหรับละครเวอร์ชั่นปัจจุบัน คือ ชะตากรรมของ “มาตุลีเทพบุตร” จะลงเอยอย่างไร?

เมื่อปี 2546 ตัวละครรายนี้ที่รับบทโดย “ท้าวดักแด้” ได้หายไปจากหน้าจอเสียเฉยๆ โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย เพราะนักแสดงติดภารกิจอื่น หลังละครถูกยืดให้ยาวขึ้น

ทว่า “ธรรมศักดิ์ สุริยน” ผู้รับบทเป็น “เทพมาตุลี 2560-61” ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องคิวงาน

จึงน่าเชื่อว่าบทสรุปของตัวละคร “มาตุลีเทพบุตร” ใน “เทพสามฤดู” ฉบับนี้ คงจะแตกต่างจากฉบับก่อนอย่างแน่นอน

แต่จะต่างอย่างไรนั้น ต้องจับตาดูกัน