ข่าวบันเทิง

มาแล้ว! ทีเซอร์ “Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า”

ในที่สุด ภาพยนตร์เรื่อง “Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า” ผลงานการกำกับของ “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” ซึ่งนำแสดงโดย “เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ” (เจนนิษฐ์ BNK48) และ “แพรวา สุธรรมพงษ์” (มิวสิค BNK48) ก็ได้ฤกษ์ปล่อยทีเซอร์แรกออกมาให้แฟนๆ ได้รับชม

โดยภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้จะบอกเล่าเรื่องราวของสองสาวเพื่อนสนิท คือ “ซู” ที่กำลังจะจากจังหวัดจันทบุรี บ้านเกิด ไปเรียนต่อต่างประเทศ กับ “เบล” ที่จะยังไม่ไปไหน

ก่อนออกเดินทาง “ซู” ลงมือเขียนเช็กลิสต์ถึงสิ่งต่างๆ มากมาย ซึ่งควรทำก่อนขึ้นเครื่องบิน แม้จะตระหนักดีว่า สุดท้ายแล้วยังมีบางสิ่งบางอย่างในชีวิตที่เธอต้อง “ปล่อยผ่านไป”

หนังตั้งคำถามว่าหลังจัดกระเป๋าเดินทางเสร็จเรียบร้อย มีสิ่งใดบ้างที่ “ซู” ทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง และมีสิ่งใดบ้างที่เธอนำติดตัวไปข้างหน้า?

“Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า” จะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ วันที่ 20 มิถุนายนนี้

ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับหนังเพิ่มเติมที่เพจ Where We Belong

ขอบคุณภาพนำจาก ช่องยูทูบ BNK48

ย้อนอ่านข่าว จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์ “Where We Belong”

 

Advertisements
คนมองหนัง

“รอยแหว่งวิ่น” ใน “นคร-สวรรค์”

หนึ่ง

 

ในแง่กระบวนการ-วิธีการ ความเป็นภาพยนตร์ “สารคดีผสมเรื่องแต่ง” ของ “นคร-สวรรค์” มิได้แปลกใหม่กว่าหนังอินดี้ไทยร่วมสมัยจำนวนหนึ่งแน่ๆ

เช่น เมื่อ 5 ปีก่อน ภาพยนตร์เรื่อง “Mother” ของ “วรกร ฤทัยวาณิชกุล” (ปัจจุบัน เป็นสมาชิกและผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่) ก็บอกเล่าปัญหาชีวิตครอบครัวของผู้กำกับด้วยกระบวนท่า “กึ่งสารคดีกึ่งเรื่องแต่ง” คล้ายคลึงกัน

ทว่า “นคร-สวรรค์” นั้นมีเสน่ห์เฉพาะในแบบฉบับของตัวเอง

หนังเล่าเรื่องราวคู่ขนาน ระหว่างเนื้อหาส่วนสารคดีที่ “โรส” (พวงสร้อย) บันทึกปฏิสัมพันธ์ของตัวเธอเองกับพ่อและแม่ (ซึ่งกำลังป่วยหนัก) กับเนื้อหาส่วนเรื่องแต่ง ว่าด้วยการเดินทางไปลอยอังคารแม่ที่จังหวัดนครสวรรค์ของตัวละครหญิงอีกรายชื่อ “เอย”

“นคร-สวรรค์” อาจมีความใกล้เคียงกับ “Mother” ของวรกร แต่ขณะที่ผลงานชิ้นหลังมีรอยแบ่งแยกชัดเจนระหว่าง “สารคดี” กับ “เรื่องแต่ง” ผ่านกลวิธีการนำเสนอ องค์ประกอบทั้งสองขั้วในผลงานของพวงสร้อยกลับดำรงอยู่อย่างคลุมเครือ-พร่าเลือน และต่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

แม้องค์ประกอบที่เป็น “สารคดี” (จริงๆ สามารถเรียกว่า “หนังบ้าน” หรือ “home movie” ได้ด้วยซ้ำ) กับ “เรื่องแต่ง” ใน “นคร-สวรรค์” จะไม่ได้ประกบเข้าหากันชนิดลงล็อกเป๊ะๆ หรือนวลเนียนไร้ตะเข็บรอยต่อเสียทีเดียว

ขณะเดียวกัน ภาวะที่ทั้งยั่วล้อ, แปลกแยก และผสมกลมกลืนกันระหว่างสององค์ประกอบดังกล่าวก็มิได้แปรสภาพกลายเป็นอาการชวนเหวอ-ดูไม่รู้เรื่อง ที่อาจทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าคนทำหนังมีความ “หนักมือ” จนเกินไป

สอง

นคร สวรรค์ 1

“นคร-สวรรค์” ให้ความสำคัญแก่ “บันทึกความทรงจำ” หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ภาพเคลื่อนไหว (หนังและวิดีโอ), การจดบันทึกข้อความลงสมุด, ภาพนิ่ง (ฟิล์มและดิจิตอล) ตลอดจนไฟล์เสียงสนทนาระหว่างบุคคล

แต่ “บันทึกความทรงจำ” ที่ถูกนำมาเรียงร้อยกันเหล่านั้น ก็เต็มไปด้วย “รอยแหว่งวิ่น” และ “ช่องว่าง” (หรือ “-” ) นานัปการ

นี่เป็น “รอยแหว่งวิ่น-ช่องว่าง” ที่จำเป็นต้องมีอยู่ เมื่อผู้กำกับฯ เลือกนำเรื่องราวชีวิต (หรือบาดแผล) ส่วนตัว/ครอบครัว มาถ่ายทอดให้สาธารณชนได้รับชม

ไม่รวมถึงข้อจำกัดอื่นๆ เช่น การต้องเดินทางไปมา/ความห่างไกลระหว่างประเทศไทยกับเยอรมนีในช่วงถ่ายทำสารคดี

ด้านหนึ่ง “รูโหว่” ที่ปรากฏตามรายทาง ก็สร้างความคาใจให้แก่คนดู ซึ่งไม่อาจรับรู้ได้หรอกว่าบรรดาอารมณ์อ้างว้างเคว้งคว้างที่ล่องลอยภายในหนังเรื่องนี้ จะกลายเป็น “ความเศร้า” ชั่วครั้งคราว หรือ “ความเสียใจ” ที่ดำรงอยู่ไปตลอดกาล

อีกด้านหนึ่ง นั่นก็ถือเป็น “ภาวะเปิดกว้าง” ต่อการตีความ ที่คนทำหนังคล้ายจะจงใจละเอาไว้ให้ผู้ชมได้ลองค้นคว้าคิดหาคำตอบอันหลากหลาย และพยายามแทนที่ชีวิตจริง/ชีวิตสมมุติของบุคคลต่างๆ ในภาพยนตร์ ด้วยประสบการณ์ส่วนตัวของตนเอง

โดยส่วนตัว ระหว่างดูหนังเรื่องนี้ ผมแอบตั้งคำถามว่าสายสัมพันธ์ลึกๆ ระหว่าง “พ่อ” กับ “แม่” ไม่ว่าจะในเนื้อหาส่วนสารคดีหรือเรื่องแต่งนั้น เป็นอย่างไรกันแน่? (แตกร้าว?, ลงรอย? หรือให้อภัยกัน?)

ผมชอบอารมณ์ครึ่งกลางค้างคาที่ปกคลุมตัวละครอย่าง “เอย” กับเพื่อนชายของเธอ ในฉากห้องพักโรงแรม ซึ่งค่อยๆ ระเหยหายคลี่คลายไปโดยปราศจากคำเฉลยชัดเจนใดๆ

เช่นเดียวกับรายละเอียดเล็กๆ บางประการที่ไม่สำคัญนัก แต่มีอารมณ์ขันดี อาทิ เมื่อ “ป้าของเอย” ระบายความโศกเศร้าในใจให้หมอนวดชายคนสนิทรับฟัง พร้อมทั้งฝากปลาเผาจากสิงห์บุรีไปให้ลูกชายของเขา ฉากต่อมา หนังก็พาคนดูไปติดตามชมพฤติกรรมของชายคนหนึ่ง ซึ่งเรามิอาจรู้ชัดว่าเขาคือใคร? (และไม่แน่ใจว่าตำแหน่งแห่งที่ของเขาอยู่ในสารคดีหรือเรื่องแต่ง?)

ชายคนนั้นขี่มอเตอร์ไซค์ไปตกปลาริมคลอง ก่อนจะหมดบทบาทลงอย่างสงบเงียบ

สาม

นคร สวรรค์ 2

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “เอิงเอย ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” ผู้รับบท “เอย” นั้นฝากฝีมือที่น่าประทับใจเป็นพิเศษไว้ใน “นคร-สวรรค์”

จากที่มีแววดีเมื่อครั้งแสดงหนังยาวเรื่องแรก คือ “โรงแรมต่างดาว” ของ “ปราบดา หยุ่น” มาถึง “นคร-สวรรค์” เอิงเอยมีซีนน่าจดจำจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะซีนบีบคั้น-ปลดปล่อยอารมณ์ในห้องพักโรงแรม

ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมปัจจัยอื่นๆ เช่น “รอยสักอันเรียบง่ายแต่โดดเด่นบนแผ่นหลัง” ซึ่งขับเน้นให้เรือนร่างของเอิงเอยมีเสน่ห์/เอกลักษณ์ที่แตกต่างไปจากนางเอกไทยส่วนใหญ่ และอาจบอกเป็นนัยว่าตัวละคร “เอย” นั้นมีริ้วรอย/รอยแยกบางประการในชีวิต

ด้วยทักษะการแสดงและออร่าส่วนบุคคล คงไม่ใช่เรื่องยากที่ “ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” จะค่อยๆ ขยับขับเคลื่อนตนเอง จากสถานะ “นางเอกของวงการหนังอินดี้ไทยยุคใหม่” ไปสู่การเป็น “ดาราคนสำคัญ” ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในทศวรรษ 2560

คนอ่านเพลง

รำลึกถึง “ป๋อม บอยไทย” (2509-2562)

หนึ่ง

ในฐานะของคนที่เริ่มฟังเพลงอย่างจริงจัง ณ ช่วงปลายทศวรรษ 2530 ถึงต้นทศวรรษ 2540 ผมมักเห็นแย้งเสมอเวลาใครพยายามผูกโยงว่า “วงการเพลงอินดี้ไทย” ยุค 90 นั้น “เท่ากับ” ดนตรีแนว “อัลเทอร์เนทีฟร็อก”

แน่นอน วงการเพลงอินดี้ยุคนั้นก่อตัวขึ้นจากกระแสอัลเตอร์ฯ และศิลปินอินดี้จำนวนมากก็เป็นที่รู้จักจากการผลิตผลงานแนว “อัลเทอร์เนทีฟร็อก”

แต่ก็ยังมีศิลปินแนวอื่นๆ ที่เข้ามาบุกเบิกแผ้วถางที่ทางเฉพาะของตน และสร้างสีสันอันแตกต่างให้แก่วงการเพลงอินดี้หรืออุตสาหกรรมดนตรีไทยยุค 90

“บอยไทย ยุคแรก” ที่นำโดย “ชัยยุทธ โตสง่า” หรือ “ป๋อม บอยไทย” คือหนึ่งในนั้น

boy thai

สอง

“บอยไทย” คล้ายจะมีสถานะเป็นผู้สานต่อแนวทางที่วางรากฐานเอาไว้โดย “ฟองน้ำ”

แต่พวกเขาหรือป๋อมเอง ก็เหมือนจะมีปณิธานในการทำงานที่ผิดแผกออกไป

การผสมผสานดนตรีไทยเดิมเข้ากับดนตรีสากลของ “บอยไทย ยุคแรก” ไม่ได้วางน้ำหนักอยู่ที่การโชว์เท่านั้น ทว่ายังให้ความสำคัญกับการผลิตสตูดิโออัลบั้มที่มีมาตรฐานสูงและมีแนวโน้มจะเข้าถึงผู้ฟังในวงกว้าง (กว่าเดิม)

ผ่านการตีความเพลงไทยเดิมในมุมมองใหม่ การคัฟเวอร์เพลงฝรั่งให้มีกลิ่นอายไทยเดิม และการแต่งเพลงใหม่อันเป็นผลมาจากการสังเคราะห์แลกเปลี่ยนกันระหว่างสอง (หรือหลาย) วัฒนธรรม

กระทั่งผลงานเพลงแต่งใหม่ของ “บอยไทย” ที่นำโดยป๋อม สามารถคว้ารางวัลเพลงบรรเลงยอดเยี่ยมบนเวทีสีสัน อวอร์ดส์ มาได้ถึงสองหน คือ “A Day on Sado Island” จากอัลบั้มชุดแรก “Siamese Samba” ที่ออกจำหน่ายในปี 2538 และ “Tataku” จากอัลบั้มชุดที่สาม “Spicy Brazil” ที่ออกจำหน่ายในปี 2543

ยิ่งกว่านั้น งานของ “วงบอยไทยยุคป๋อม” ยังสร้างภาพจำผ่านกลยุทธการสอดแทรกเพลงร้องซึ่งไพเราะติดหู บ้างก็คัฟเวอร์เพลงไทยเดิม บ้างก็คัฟเวอร์เพลงลูกกรุง ลงในอัลบั้ม โดยมี “ป๋อม บอยไทย” เป็นผู้ร้องนำ ด้วยลีลาน้ำเสียงที่ละม้ายคล้ายคลึงกับ “พี่แจ้ ดนุพล แก้วกาญจน์”

สถานะ “มือระนาดเอก-นักร้องนำ” ของป๋อม ที่ปรากฏบนเครดิตอัลบั้มในปกเทป-ซีดี นั้นไม่ใช่สถานภาพปกติทั่วไปที่เคยเกิดขึ้นกับวงปี่พาทย์หรือวงดนตรีไทยเดิมประยุกต์ยุคก่อนหน้าแน่ๆ

สาม

ผมรู้สึก/ตีความเอาเองว่า “ป๋อม บอยไทย” พยายามจะพิสูจน์ว่านักดนตรีไทยเดิมที่เติบโตจากยุทธจักรวงการปี่พาทย์ ก็สามารถอยู่ได้ อยู่ดี และมีที่ทาง ในตลาด/อุตสาหกรรมเพลง (ป๊อป) ไทย

ดังจะเห็นว่าสตูดิโออัลบั้มที่เป็นผลงานเพลงไทยเดิมประยุกต์-ร่วมสมัยชุดสุดท้ายของเขา ซึ่งออกในนาม “แบงค็อก ไซโลโฟน” นั้น ได้โยกย้ายไปอยู่กับสังกัด “จีนี่ เรคคอร์ดส์” (ซึ่งไม่ได้มีแค่เพลงร็อกน่าเบื่อ!) ในเครือแกรมมี่

ในยุคสมัย “ก่อนโหมโรง” เหมือนป๋อมจะทดลองท้าทายหรือบอกกับสังคมว่า นักดนตรีไทยเดิม/ปี่พาทย์ ก็เป็นนักดนตรีอาชีพได้ ไม่จำเป็นจะต้องดำรงตนประหนึ่ง “จอมยุทธเร้นร่าง” ตามหน่วยงานราชการต่างๆ ในฐานะข้าราชการระดับล่าง-กลาง

เห็นได้จากนักดนตรีไทยเดิมจำนวนไม่น้อยที่ยังต้องเลี้ยงชีพ-แสวงหาหลักประกันในชีวิต ภายใต้การอุปถัมภ์ขององค์กรรัฐหลายแห่ง ซึ่งมิได้มีภาระหน้าที่หลักทางด้านศิลปวัฒนธรรมโดยตรงแต่อย่างใด

(ส่วนภารกิจข้อนี้ของป๋อมจะสำเร็จหรือล้มเหลวในเบื้องท้ายนั้น ถือเป็นอีกประเด็นหนึ่ง)

pom boythai
ภาพจากเฟซบุ๊ก ป๋อมบอยไทย ชัยยุทธ โตสง่า

สี่

โดยส่วนตัว ผมยอมรับว่าค่อนข้างผิดหวัง ที่หลังจากกระแสฮิตชั่วครั้งคราวของหนังเรื่อง “โหมโรง” ในปี 2547 แล้ว ผลงานแนวดนตรีไทยเดิมประยุกต์-ร่วมสมัย ก็แทบไม่มีที่ทางมั่นคงในอุตสาหกรรมเพลงไทย (ซึ่งกำลังเริ่มเข้าสู่ภาวะขาลง/ชะลอตัวเช่นกันพอดี)

หลังกระแส “โหมโรง” ป๋อมและเพื่อนๆ ร่วมวงหลายราย เลือกเดินออกมาจาก “บอยไทย” และก่อตั้งวง “แบงค็อก ไซโลโฟน” ทว่าวงดนตรีดังกล่าวก็มีผลงานอัลบั้มเพียงแค่ชุดเดียว ขณะที่โปรเจ็คท์อื่นๆ ในแนวทางใกล้เคียงกันของป๋อม ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จในวงกว้างเท่ายุค “บอยไทยสามชุดแรก” อีกเลย

สอดคล้องกับบรรยากาศการประยุกต์ดัดแปลงดนตรีไทยเดิมให้มีความร่วมสมัยในหลายปีหลัง ซึ่งกลายเป็นเรื่องของสีสันการโชว์และการกลับไปผลิตซ้ำ/บรรเลงซ้ำ “เพลงไทยเดิม” มากกว่าจะเป็นการแต่งเพลงใหม่เพื่อออกสตูดิโออัลบั้ม

(กระทั่งป๋อมเองก็ติดอยู่ในวังวนนี้)

ห้า

ขออนุญาตส่งท้าย ด้วยผลงานบางส่วนของ “บอยไทย” และ “แบงค็อก ไซโลโฟน” ที่ผมคิดว่ามีเสน่ห์น่าสนใจ (และที่สำคัญ คือ พอจะเสิร์ชหาได้ในยูทูบ)

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

“วิคกี้ ครีปส์” ว่าด้วย “The Young Karl Marx” และ “Phantom Thread”

หมายเหตุ – เมื่อสัปดาห์ก่อนไปชมภาพยนตร์เรื่อง “The Young Karl Marx” กลายเป็นว่าค่อนข้างประทับใจกับผลงานการแสดงของ “วิคกี้ ครีปส์” นักแสดงหญิงชาวลักเซมเบิร์ก ซึ่งในฐานะ “เจนนี่ มาร์กซ์” เธอมีบทบาทไม่เยอะนัก แต่กลับแฝงเร้นพลังบางอย่างเอาไว้มหาศาล

สถานภาพดังกล่าวดูจะสอดคล้องลงรอยกับอีกหนึ่งบทบาทที่สร้างชื่อให้แก่ครีปส์ในวงกว้าง นั่นก็คือ บท “อัลม่า” ใน “Phantom Thread”

เมื่อลองค้นข้อมูลดูจึงพบว่าเคยมีสื่อต่างประเทศบางสำนักชวนครีปส์คุยในประเด็นข้างต้นจริงๆ ด้วย

ขณะเดียวกัน ก็ยังมีข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับปู่ของนักแสดงหญิงรายนี้ ซึ่งเคยถูกลงโทษโดยระบอบนาซี ด้วยข้อหาครอบครองหนังสือที่เขียนโดย “คาร์ล มาร์กซ์” ไว้ในบ้าน

krieps the young karl marx

ปู่ของฉันกับ “คาร์ล มาร์กซ์”

“…คุณปู่ของฉันถูกจับเข้าค่ายกักกันตั้งแต่ยังอายุน้อยมากๆ ฉันคิดว่าน่าจะตอนเขาอายุ 21 หรือ 20 หรือน้อยกว่านั้น นั่นหมายความว่าเขายังเป็นเด็กอยู่มากๆ สาเหตุที่ทำให้เขาต้องเข้าค่ายกักกันก็เพราะ ‘คาร์ล มาร์กซ์’ เนื่องจากพวกนาซีพบหนังสือหลายเล่มที่เขียนโดยมาร์กซ์ในบ้านของปู่

“จริงๆ หนังสือทั้งหมดเป็นของคุณปู่ทวด ดังนั้นปู่ทวดของฉันจึงถูกตัดสินลงโทษในทันที แล้วต่อมา คุณปู่ก็ถูกนำตัวไปขึ้นศาลนาซีบ้าง พวกนั้นเห็นว่าปู่ฉันยังเด็กอยู่มากๆ พวกเขาจึงเริ่มต้นพูดด้วยข้อความทำนองว่า ‘คุณครีปส์ หนังสือที่คุณครอบครองอยู่น่ะ มันคืองานของคาร์ล มาร์กซ์ นั่นคงเป็นสิ่งที่ตกทอดมาจากพ่อของคุณใช่ไหม? มันคงเป็นหนังสือของพ่อคุณที่เหลือค้างอยู่ในตู้ของคุณเท่านั้นใช่ไหม?’

“มันเหมือนกับว่าพวกนาซีพยายามยื่นมือช่วยเหลือเพื่อให้คุณปู่ของฉันพ้นโทษ และไม่ต้องถูกส่งตัวไปยังค่ายกักกัน แต่ปู่กลับแจ้งต่อศาลว่า ‘ไม่ ไม่ หนังสือพวกนั้นมันเป็นของผมเอง’

“แน่นอน สิ่งที่พวกนาซีเกลียดที่สุด ก็คือ คนที่ปฏิเสธความช่วยเหลือหรือความเห็นของพวกเขา หลังจากนั้น ปู่ของฉันจึงถูกส่งตัวเข้าค่ายกักกันในทันที

“เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นเหตุผลและจุดยึดโยงอันเข้มแข็งสำหรับฉัน แบบว่าเธอต้องไปเล่นเป็นภรรยาคาร์ล มาร์กซ์ เพื่อคุณปู่ของเธอนะ…

“นี่คือชะตากรรม และเป็นเหมือนการมอบความยุติธรรมกลับคืนแก่ใครบางคน ซึ่งเคยได้รับความไม่เป็นธรรมมาก่อน”

ที่มา https://www.pastemagazine.com/articles/2018/02/vicky-krieps-talks-about-what-we-dont-really-talk.html?

phantom thread

“อัลม่า” กับ “เจนนี่”

(คำถาม – ในหนังเรื่อง “The Young Karl Marx” และ “Phantom Thread” คุณได้รับบทเป็นผู้หญิงที่พยายามยืนหยัดทัดทานผู้ชายซึ่งทรงอำนาจและเป็นที่เคารพเลื่อมใส ทั้งยังเป็นสามีของพวกเธอเอง คุณคิดว่าอัลม่าและเจนนี่มีความสำคัญอย่างไรในเรื่องราวว่าด้วยบุรุษผู้ยิ่งใหญ่สองคนนั้น?)

ผู้หญิงทั้งสองรายนี้เป็นคนพิเศษ เพราะพวกเธอต่างซ่อนความเข้มแข็งของตัวเองเอาไว้ภายใต้ความนิ่งเงียบ พวกเธอพร้อมที่จะยืนอยู่ตรงเบื้องหลัง แม้ว่าจะแข็งแกร่งกว่าผู้คนตรงเบื้องหน้า ซึ่งได้รับความสนใจจากสาธารณชนก็ตาม พวกเธอไม่ได้แสวงหาการเป็นที่รู้จักหรือความยอมรับนับถือใดๆ

“บางทีนี่อาจเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากในยุคปัจจุบัน แต่ฉันไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีผู้หญิงแบบนั้นอยู่เลยในยุคนี้ ปัจจุบัน นอกจากจะมีความเข้มแข็งแล้ว ผู้หญิงอย่างพวกเรายังถูกคาดหวังให้เป็นภรรยาที่ดี แม่ที่ดี เป็นสตรีผู้มีการศึกษาสูงส่ง เป็นคนมีอารมณ์ขัน อ่อนไหว และเปี่ยมไหวพริบ

“เราเป็นทุกอย่างในคนคนเดียว การเป็นผู้หญิงคนหนึ่งนั้นต้องแบกรับอะไรไว้มากมายเหลือเกิน แต่จริงๆ แล้ว ผู้หญิงทั้งหลายไม่ได้ต้องการคำบรรยายสรรพคุณเกี่ยวกับตัวตนของพวกเธอจากบุคคลภายนอกเลย พวกเธอไม่ได้มีความคิดทำนองว่า ‘ฉันรู้ว่าฉันเป็นผู้หญิงที่ดี เพราะฉันได้รับใบปริญญาจากมหาวิทยาลัย เพราะฉันเป็นคนสวย และเพราะฉันเป็นแม่ที่ดี’ หรอก

“ท้ายสุด สิ่งที่จะทำให้พวกเธอแข็งแกร่งมากๆ ไม่ใช่เรื่องพวกนั้น แต่เป็นอย่างอื่น นั่นคือ มันเคยมีบริบทช่วงเวลาที่ผู้หญิงสามารถให้การสนับสนุนผู้ชายบางคนอย่างมุ่งมั่นสงบเงียบอยู่ตรงเบื้องหลัง

“แต่นี่มันอาจเป็นการเปรียบเทียบที่แลดูโง่เง่าผิดฝาผิดตัวพอสมควร เพราะถ้า ‘เจนนี่ มาร์กซ์’ มีชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน เธอก็คงมีไอโฟนติดตัว และจิตใจของเธอก็คงต้องไขว้เขวไปตามสิ่งเร้าต่างๆ เช่นเดียวกัน”

ที่มา http://floodmagazine.com/48914/in-conversation-vicky-krieps-phantom-thread/

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ใกล้ถึงบทอวสาน “นางยักษ์กาขาว” และบทอำลา “ขวานน้อย”

จวนถึงบทอวสาน “นางยักษ์กาขาว” และบทอำลา “ขวานน้อย”

อินสตาแกรมสามเศียรเพิ่งเผยแพร่คลิปตัวอย่างละคร “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ซึ่งน่าจะออกอากาศจริงไม่วันเสาร์ก็อาทิตย์นี้

โดยในตัวอย่างดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าบทอวสานของ “นางยักษ์กาขาว” นั้นจวนจะมาถึงในเร็ววัน เช่นเดียวกับบทอำลาของตัวละคร “ขวาน-จ้อย” วัยเด็ก ตลอดจนสถานการณ์รัฐประหารยึดอำนาจในบุรีรมย์นคร

เรตติ้ง “ขวานฟ้าหน้าดำ” ยังเกือบๆ 5

เรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ประจำวันที่ 11-12 พฤษภาคม ยังวนเวียนอยู่แถวๆ หลัก 4

โดยในวันเสาร์ที่ 11 ละครเรื่องนี้มีดัชนีความนิยมอยู่ที่ 4.673 ก่อนเรตติ้งจะหล่นลงมาเล็กน้อยเป็น 4.408 ในวันอาทิตย์ที่ 12

คงต้องลุ้นกันต่อไปว่า “ขวานฟ้าหน้าดำ” ฉบับนี้ จะคว้าเรตติ้งได้เกิน 5 อีกเมื่อไหร่? และจะมีโอกาสโกยความนิยมถึงหลัก 6-7 หรือไม่?

ที่มาข้อมูล https://www.tvdigitalwatch.com/top5rating-10-12-05-62/

ภาพนำ (นางยักษ์กาขาวปะทะพี่หุ่นฟาง) จาก ยูทูบสามเศียร

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ใครๆ ก็มีฤทธิ์ และอำนาจใหญ่โตของคนเล็กคนน้อยใน “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562”

ออกอากาศมาได้ 15 ตอนแล้ว (ณ วันที่ 11 พฤษภาคม) สำหรับ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562”

ในฐานะที่เคยได้ยินแค่ชื่อเสียง แต่แทบไม่เคยรับชม “ขวานฟ้าหน้าดำ” มาก่อนเลย (เวอร์ชั่นปี 2526 ออกฉายขณะที่ผู้เขียนยังเด็กเกินจะดูทีวีรู้เรื่อง ส่วนเมื่อเวอร์ชั่นปี 2540-41 ออกฉาย ผู้เขียนก็อยู่ในช่วงวัยรุ่นก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งกำลังมองว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ เป็นสื่อบันเทิงที่เชยและล้าหลัง)

ผู้เขียนค่อนข้างชื่นชอบองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ของ “ขวานฟ้าหน้าดำ” ฉบับปัจจุบัน ที่แลดูผิดแผกแตกต่างจากละครจักรๆ วงศ์ๆ ส่วนใหญ่ทั่วไป

โดยไม่แน่ใจว่านี่คือองค์ประกอบที่รับสืบทอดมาจากละครฉบับก่อนๆ รวมถึงงานประพันธ์ต้นฉบับของ “เสรี เปรมฤทัย” หรือว่าเป็นสิ่งที่เพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่โดย “บางแวก” หรือ “อัศศิริ ธรรมโชติ” ผู้เขียนบทละครเวอร์ชั่นปัจจุบัน

ทีนี้ ก็มาว่าถึงองค์ประกอบหรือลักษณะเด่นที่น่าสนใจในเรื่องราวของ “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” กันเลยดีกว่า

ใครๆ ต่างก็มีวิชาดี

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ผู้มีฤทธิ์มีวิชาอาคมใน “ขวานฟ้าหน้าดำ” นั้น ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่พระเอก-เทพ-ฤษี-ยักษ์-ปีศาจ-อสูร อันเป็นโครงสร้างเรื่องราวที่พวกเราคุ้นชิน

ทว่ามนุษย์ระดับ “ชนชั้นนำ” แทบทั้งหมดในละครเรื่องนี้ ต่างมีฤทธิ์ (ไม่มากก็น้อย) กันเกือบถ้วนหน้า

อำมาตย์แสงเพชร

ต้องไม่ลืมว่าตัวร้ายสำคัญสูงสุดที่มีฤทธิ์มากมายและมีเครือข่ายเป็นอมนุษย์สุดแสนกว้างขวาง คือ “อำมาตย์แสงเพชร” แห่งบุรีรมย์นคร

ขณะเดียวกัน “อำมาตย์โสฬส” แห่งนครคันธมาทน์ ก็มีฤทธิ์เดชใช่ย่อยเช่นกัน หากพิจารณาจากการชุบเลี้ยงสองกุมาร “รัก-ยม” และการมีดาบประจำตระกูล

อำมาตย์โสฬส

เท่ากับว่าตัวละคร “อำมาตย์” ซึ่งปกติจะไม่ค่อยมีวิชาเก่งกล้ามากนักในละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องอื่นๆ ได้กลับกลายเป็นผู้มีฤทธิ์เดชใน “ขวานฟ้าหน้าดำ”

นอกจากนี้ ตัวละครผู้มีฤทธิ์ใน “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” ยังแพร่กระจายไปไกลอย่างน่าทึ่ง “บุรีรมย์ราชา” ผู้มีสุขภาพอ่อนแอ ก็มีวิชาดีติดตัวอยู่ไม่น้อย, ตัวละคร “พราหมณ์” ซึ่งเพิ่งปรากฏตัวในตอนที่ 15 ก็น่าจะมีของดีพอสมควร (ส่วนจะต่อกรกับ “นางยักษ์กาขาว” ได้หรือไม่? เป็นอีกประเด็นหนึ่ง)

และแน่นอน เราต้องไม่ลืม “เจ้าพ่อเขาเขียว” แห่งศาลตายายที่เป็นแหล่งยึดเหนี่ยวจิตใจชาวบ้าน ซึ่งบทบาทเริ่มห่างหายไปในช่วงนี้

อำนาจของคนตัวเล็กตัวน้อย

รัก ยม

การปรากฏตัวขึ้นของสองกุมารตัวจิ๋ว “รัก-ยม” ผู้เป็น “ลูก” ของ “อำมาตย์โสฬส” นอกจากจะสร้างความบันเทิง (ประเภทเสกม้าไม้ให้วิ่งได้ หรือคอยต่อว่า “พ่ออำมาตย์” ด้วยถ้อยคำแสบๆ คันๆ ว่าเป็น “เผด็จการ”) และทำให้ตัวละครเด็กใน “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” มีความหลากหลายยิ่งขึ้นแล้ว

สองกุมารร่างมินิยังช่วยตอกย้ำให้เรามองเห็นถึงเหล่าคนเล็กคนน้อยผู้มีฤทธิ์เดช/อำนาจใหญ่โตเกินตัว

“รัก-ยม” คือ ตัวแทนคนเล็กคนน้อยเหล่านั้น “เจ้าพ่อเขาเขียว” ก็เช่นเดียวกัน

สด ขวานฟ้า

ต้องยอมรับว่าเราแทบไม่ได้เห็นตัวละครที่มีบุคลิกลักษณะดังกล่าวในละครจักรๆ วงศ์ๆ ร่วมสมัย เรื่องอื่นๆ

คู่เปรียบเทียบที่ใกล้เคียงกับ “รัก-ยม-เจ้าพ่อเขาเขียว” มากที่สุด ก็เห็นจะเป็น “หญ้าเขียว-หญ้าแดง” ใน “จันทร์ สุริยคาธ”

ขอบคุณภาพประกอบจาก ยูทูบสามเศียร

ข่าวบันเทิง

“เสีย(ง)บริสุทธิ์” วิดีโอที่อุทิศให้วัยรุ่นผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรกเมื่อ 24 มี.ค.

9 พฤษภาคม “ณฐพล บุญประกอบ” และ “พวงสร้อย อักษรสว่าง” ได้เผยแพร่วิดีโอความยาวเกือบ 5 นาที ที่มีชื่อว่า “Like a Virgin : เสีย(ง)บริสุทธิ์” ออกสู่สาธารณะ

จุดเด่นของงานชิ้นนี้อยู่ที่เสียงให้สัมภาษณ์ของวัยรุ่นหลายราย ซึ่งได้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรกในชีวิต เมื่อวันที่ 24 มีนาคม

คำบรรยายประกอบวิดีโอดังกล่าว ซึ่งเขียนโดยณฐพล ระบุว่า

“ครั้งแรก” แม่ง…ตื่นเต้นเสมอ

เนื่องในโอกาสที่ กกต. ประกาศผลรับรอง ส.ส. ผมกับ Puangsoi Rose จึงได้จัดทำวิดีโอชิ้นนี้ขึ้น เพื่ออุทิศแด่วัยรุ่นทุกคนที่ได้เสีย “ความบริสุทธิ์” ของตัวเองไปในวันที่ 24 มีนาคม 2562

ไม่ว่าเราจะเสียบริสุทธิ์ให้ใคร เขาจะเห็นค่าเราหรือไม่ก็ตาม แต่ขอให้ความตื่นเต้น ลุกลี้ลุกลน กระตือรือร้น และกระหายใคร่รู้ต่อสังคมจงสถิตอยู่กับทุกคนต่อไป

เพราะสิ่งเหล่านี้คือความหวังเดียวที่พวกเรามี มิใช่หรือ 🙂

สำหรับ “ณฐพล บุญประกอบ” ผู้กำกับและผู้ตัดต่อวิดีโอชิ้นนี้ มีผลงานสร้างชื่อในวงกว้าง คือ ภาพยนตร์สารคดี “2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว” ซึ่งตามติดการวิ่งการกุศลระยะไกลของ “ตูน บอดี้สแลม” ในโครงการก้าวคนละก้าว

2215

นอกจากนี้ เมื่อสองปีที่แล้ว ณฐพลยังเคยผลิตวิดีโอสั้นชื่อ “17” เพื่อเรียกร้องให้สังคมตระหนักถึงกรณีวิสามัญฆาตกรรม “ชัยภูมิ ป่าแส” นักกิจกรรมและนักทำหนังสั้นชาวลาหู่ ที่น่าเคลือบแคลงสงสัย (มาจนถึงปัจจุบัน)

ขณะที่ “พวงสร้อย อักษรสว่าง” ผู้กำกับและผู้รับผิดชอบงานกราฟิก กำลังจะมีผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของตัวเอง คือ “นคร-สวรรค์” เข้าฉายในโรงภาพยนตร์เมืองไทย ในวันที่ 23 พฤษภาคมนี้

คนมองหนัง

“หน่าฮ่าน”: ความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวของ “วัฒนธรรมอีสานร่วมสมัย”

หนึ่ง

ขอสารภาพว่าเข้าใจมาตลอดว่าหนังชื่อ “หน้าฮ่าน” และเมื่อได้ดูตัวอย่างหนังก่อนหน้านี้ ก็รู้สึกว่ามันออกมาไม่ค่อยลงตัว และไม่น่าดูนัก แม้จะค่อนข้างเชื่อมือผู้กำกับหน้าใหม่อย่าง “ฉันทนา ทิพย์ประชาติ” (เคยชมผลงานของเธอในเทศกาลหนังสั้นเมื่อหลายปีก่อน) และทีมงานหลายๆ คนก็ตาม ว่าคงต้องมีอะไรดีๆ มาโชว์

แล้วพอได้มาดูหนังจริงๆ ก็รู้สึกว่า “หน่าฮ่าน” นั้นดีกว่าที่คิด มีประเด็นน่าสนใจ และเลือกทางเดินที่ “เข้าท่า” ไม่น้อย

สอง

หน่าฮ่าน

ถ้า “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” คือ ภาพยนตร์ว่าด้วย “ชาวอีสานผู้รู้จักโลกกว้าง” หรือชาวบ้านที่มีปฏิสัมพันธ์และกล้ายั่วล้อกับตัวแทนหรือสถาบันต่างๆ ของรัฐอย่างเข้มข้นถึงรากถึงโคน

“หน่าฮ่าน” ก็เลือกจะเล่าเรื่องราวในสเกลที่เล็กย่อมถ่อมตัวกว่านั้น

หนังพูดถึงเด็กหนุ่ม-สาว-ตุ๊ด วัยมัธยมกลุ่มหนึ่งในภาคอีสาน ที่ใช้ชีวิตสนุกสนาน หมกมุ่นอยู่กับเรื่องเพศ ความรัก และการไปเที่ยวไปดิ้นหน้าเวทีหมอลำ (ทั้งหมดไม่ได้มีปัญหาชีวิตที่ยากแค้นต้องดิ้นรนหนักหนาสาหัสใดๆ)

ตัวละครหลักกลุ่มนี้ไม่ได้มีฝันไกลๆ เหมือนตัวละครบางรายใน “ไทบ้านฯ” คนที่จริงจังกับอนาคตของตนเองมากที่สุด ก็ไปลงเอยที่การเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี หลังจบ ม.ปลาย ส่วนที่เหลือก็ออกมาหากินประกอบอาชีพซึ่งอาจได้เงินดี ทว่าไม่ได้มีสถานะเป็น “ผู้รู้โลก” หรือ “นักฝันผู้ทะเยอทะยาน” แน่ๆ

แต่ใช่ว่า “ภาคอีสาน” ใน “หน่าฮ่าน” จะเป็น “ชุมชนอีสาน” ที่ตัดขาดจากโลกภายนอก/ความทันสมัยโดยสิ้นเชิง

หนุ่มสาวบางส่วนในหนังเรื่องนี้โด่งดังและหารายได้จากการเป็น “เซเล็บออนไลน์” (ในหมู่คนอีสานด้วยกัน)

แหล่งท่องเที่ยวในตัวเมืองอุดรที่เหล่าตัวละครในหนังใฝ่ฝันถึงคือศูนย์การค้า “ยูดี ทาวน์” ส่วนร้านอาหารที่พวกเขาและเธอเลือกไปกินกัน (และมีบางคนเข้าไปทำงานพาร์ทไทม์ในเวลาต่อมา) ก็คือ ร้านพิซซ่า

ตัวละครบางรายเป็นแฟนบอลของสโมสรแมนฯ ยูฯ และลิเวอร์พูล

กระทั่งมีเพื่อนสาวคนหนึ่งของนางเอกที่ตั้งท้องกับผู้ชายต่างชาติ (แต่เธอก็ปักหลักคลอดลูกและใช้ชีวิตที่ “บ้านเกิด” โดยไม่ได้ติดตามพ่อของลูกข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังต่างแดน)

อย่างไรก็ตาม พวกเขาและเธอไม่ได้มุ่งมั่นไขว่คว้าหรือมีศักยภาพเพียงพอ ที่จะก้าวเท้าออกจาก “บ้านเกิด”

พวกเขาและเธอไม่ได้ใฝ่ฝันจะเปลี่ยนแปลง “บ้านเกิด” ด้วยองค์ความรู้สมัยใหม่เหมือน “ป่อง ไทบ้านฯ”

พวกเขาและเธอเพียงอยากจะดำเนินชีวิตอันสามัญปกติต่อไป และมีความสุขสนุกสนานตามอัตภาพใน “บ้านเกิด” แห่งเดิม

แม้แต่ตัวละครหลักอีกหนึ่งราย ซึ่งได้ไปแสวงหาโอกาสของชีวิตที่ “ดีกว่า” ถึงในกรุงเทพฯ ก็ยังเลือกหวนกลับมาตามหาความรัก (เก่า) ที่ “บ้านเกิด” (คล้ายคลึงกับเพื่อนสาวสวยของนางเอก ที่เลือกทำงานเป็นพนักงานต้อนรับบนรถทัวร์ ซึ่งวิ่งไปมาระหว่างอุดรธานีกับกรุงเทพฯ)

เท่ากับว่าตัวละครทั้งหมดใน “หน่าฮ่าน” ล้วนจำกัดกรอบของตัวเอง (หรือถูกจำกัดกรอบชีวิต) เอาไว้ที่ “บ้าน” หรือที่ “ภาคอีสาน”

สาม

หน่าฮ่าน 5

พลวัตของ “ภาคอีสาน” ใน “หน่าฮ่าน” จึงไม่ได้อยู่ที่ประเด็นการเคลื่อนย้ายเข้า-ออกของประชากร ไม่ได้อยู่ตรงการคาดหวังว่าชนบทแห่งนี้จะต้องมีวิวัฒนาการหรือก้าวหน้ากว่าเดิม ไม่ได้เกาะเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอันโลดโผนโจนทะยานกับสังคมอื่น

แต่พลวัตของ “ภาคอีสาน” ในหนังเรื่องนี้ คือ การสร้างบทสนทนาภายใน ว่าด้วย “วัฒนธรรมอีสานอันหลากหลาย”

“หน่าฮ่าน” หรือความรื่นเริงผสมระห่ำหน้าเวทีหมอลำ คือ “วัฒนธรรมป๊อปแบบบ้านๆ” ของมหาชนชาวอีสาน นี่เป็นวัฒนธรรมบ้านๆ ที่ยังดำรงอยู่อย่างมั่นคง และอาจไม่ต้องการแก่นสารอะไรที่มากไปกว่านั้น (แม้จะมีรูปลักษณ์ภายนอกหรือลูกเล่นทางดนตรีบางอย่างซึ่งแปรผันไปตามยุคสมัย)

หนังเรื่องนี้ยืนกรานสนับสนุน “วัฒนธรรมบ้านๆ” ดังกล่าว โดยมิได้ฉวยใช้มันเป็นเครื่องมือที่มุ่งคัดง้างกับอำนาจรัฐส่วนกลางหรือภาวะทันสมัยอื่นๆ จากโลกภายนอก (ส่วนหนึ่งเพราะปฏิสัมพันธ์เหล่านั้นล้วนไม่มีตัวตนอยู่ในความคิดฝันของตัวละครทั้งหมดในหนัง)

ทว่า “วัฒนธรรมป๊อปของชาวบ้านอีสาน” ในหนัง กำลังงัดข้อกับ “ความเป็นอีสานกระแสหลัก” ที่ปรากฏผ่านการแสดงนาฏศิลป์พื้นบ้านแบบมาตรฐาน ซึ่งถูกโปรโมทโดยสถาบันการศึกษา ตลอดจนคำขวัญประจำจังหวัด

จุดพีกสุดของการปะทะกันระหว่าง “วัฒนธรรมอีสานสองแบบ” ได้อุบัติขึ้น ณ ฉากสอบสัมภาษณ์เข้ามหาวิทยาลัยอันน่าประทับใจและไปไกลมากๆ ของนางเอก

สี่

หน่าฮ่าน 2

ความไม่ทะเยอทะยานและรักสนุกแบบบ้านๆ ของ “ยุพิน” นางเอก และผองเพื่อน ดำเนินคู่ขนานไปกับปัญหา “รักสามเส้า” ที่เธอต้องเผชิญ

ถ้าชายหนุ่มรุ่นพี่ผู้เป็นรักแรกอย่าง “สิงโต” คือ ภาพแทนของ “วัฒนธรรมประชานิยม” ที่มีชีวิตชีวา (ทั้งสุขและเศร้า ทั้งสมหวังและผิดหวัง ทั้งผ่อนคลายและตึงเครียด) และมีพลวัต (มีตัวตนในสื่อออนไลน์)

เพื่อนชายผู้เป็นรักลำดับถัดมาของเธออย่าง “สวรรค์” ก็เป็นตัวละครที่มีความลักลั่นกำกวมอย่างน่าสนใจไม่แพ้กัน

ด้านหนึ่ง เขาเป็นดัง “เด็กดี” ของรัฐ และเป็นตัวแทนของ “วัฒนธรรมอีสานทางการกระแสหลัก” ผ่านการเป็นหมอแคนมือหนึ่งของวงโปงลางประจำโรงเรียน หรือการมุ่งมั่นตั้งใจจะศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย

แต่อีกด้าน “สวรรค์” ก็เป็น “คนใน” ที่แปลกแยก, ได้รับผลกระทบ และกล้าวิพากษ์วิจารณ์ความรุนแรงซึ่งแฝงอยู่ใน “วัฒนธรรมป๊อปแบบบ้านๆ” หน้าเวทีหมอลำ ด้วยเหตุผล-มุมมองที่น่ารับฟังไม่น้อย

ดังนั้น เมื่อความรักสามเส้าระหว่าง “ยุพิน-สวรรค์-สิงโต” ค่อยๆ คลี่คลายลง ณ ตอนท้าย อารมณ์เศร้าสร้อย-เคว้งคว้าง ผสม ลังเล-เสียดาย จึงเกิดปะปนระคนไปกับความสุขสนุกสนานแบบบ้านๆ ในงานรื่นเริงของมหาชนคนตัวเล็กตัวน้อย อย่างน่าประหลาดและมีเสน่ห์

ป.ล.

นอกจากประเด็นหลักของหนังดังได้เขียนไปแล้ว “หน่าฮ่าน” ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น

มุขตลกของหนังสามารถเรียกเสียงหัวเราะได้จริงๆ และมีความเป็นสากลพอสมควร แถมยังถูกปล่อยออกมาด้วยจังหวะที่ค่อนข้างแม่นยำอีกด้วย

หน่าฮ่าน 3

ขณะเดียวกัน ผมก็ชอบบุคลิกลักษณะของ “ตัวละครเพศทางเลือก” ในหนังเรื่องนี้

เพราะไม่เพียง “หน่าฮ่าน” จะขบคิดถึงความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของ “วัฒนธรรมอีสาน” อย่างเข้มข้นจริงจัง แต่หนังยังนำเสนอความหลากหลายของ “เกย์” ได้อย่างน่าสนใจ

หน่าฮ่าน 4

สุดท้าย ถ้าให้พูดถึงตัวละครหญิงในเรื่อง ผมกลับหลงรัก “น้องแคลเซี่ยม” มากที่สุด 555

ข่าวบันเทิง

“Hope Frozen” หนังสารคดีไทยประเด็นเข้มข้น คว้ารางวัลที่แคนาดา

วาไรตี้ รายงานว่า “Hope Frozen” ภาพยนตร์สารคดีว่าด้วยความโศกเศร้าเสียใจที่ครอบครัวคนไทยครอบครัวหนึ่งต้องเผชิญหลังการสูญเสียลูกสาว และการตัดสินใจของพวกเขาที่จะแช่แข็งร่างไร้วิญญาณของเด็กน้อยเอาไว้ เพื่อรอคอยความหวังบางอย่าง ได้รับรางวัลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังสารคดี Hot Docs ที่โตรอนโต ประเทศแคนาดา

ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ของหนังสารคดีเรื่องนี้คือ “ไพลิน วีเด็ล”

การได้รับรางวัลดังกล่าวจาก Hot Docs ส่งผลให้ “Hope Frozen” มีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้เข้าชิงรางวัลภาพยนตร์สารคดีขนาดยาวยอดเยี่ยมในออสการ์ครั้งหน้า โดยไม่ต้องเข้าฉายที่โรงภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกา

hopefrozen

เว็บไซต์ทางการของ “Hope Frozen” ระบุถึงเรื่องย่อของหนังเอาไว้ว่า “น้องไอนส์” เด็กหญิงวัยสองขวบจากกรุงเทพฯ กลายเป็นมนุษย์ที่อายุน้อยที่สุดในโลก ซึ่งถูกนำร่างเข้าเก็บรักษาในกระบวนการแช่แข็ง

ภายหลังจากที่เด็กน้อยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งสมอง ครอบครัวของเธอก็ส่งร่างน้องไอนส์ไปยังแล็บในสหรัฐ ปัจจุบัน ศีรษะและสมองของเธอถูกเก็บรักษาเอาไว้ในห้องแล็บที่แอริโซนา

“Hope Frozen” จะติดตามสมาชิกครอบครัวของน้องไอนส์ โดยเฉพาะคุณพ่อ นักวิทยาศาสตร์เลเซอร์ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาเอก และนับถือพุทธศาสนา ที่ให้ความเชื่อมั่นแก่ครอบครัวว่าทุกคนควรทุ่มเทความหวังในการฟื้นคืนชีวิตลูกสาวไว้กับเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งยังเผชิญหน้ากับข้อโต้แย้งถกเถียงมากมาย

คุณพ่อมีความหวังว่า สักวัน น้องไอนส์จะมีโอกาสฟื้นคืนชีพในร่างใหม่ แม้ตัวเขาเองอาจมีชีวิตอยู่ไม่ถึงวันนั้น

ขณะเดียวกัน “แมทริกซ์” พี่ชายคนโตวัย 15 ปี ผู้เฉลียวฉลาดของน้องไอนส์ ก็ได้เข้ามาเติมเต็มความฝันของครอบครัว

หนุ่มน้อยผู้นี้เดินทางไปสหรัฐอเมริกา เพื่อหารือกับคณะนักวิทยาศาสตร์ที่มีแนวโน้มจะค้นพบวิทยาการใหม่เกี่ยวกับการเก็บรักษาความทรงจำของมนุษย์

ความศรัทธาที่มีต่อวิทยาศาสตร์อย่างเข้มข้นของครอบครัวน้องไอนส์กำลังจะถูกทดสอบใหญ่อีกครั้งหนึ่ง โดยสิ่งที่แมทริกซ์เพิ่งค้นพบ

หนังสารคดีเรื่องนี้จะถักทอฟุตเทจที่ทางพ่อแม่เคยบันทึกภาพวิถีชีวิตของน้องไอนส์ เข้ากับการเฝ้าติดตามสังเกตวิถีชีวิตของสมาชิกครอบครัวรายอื่นๆ ภายหลังการถึงแก่กรรมของน้อง

นี่คือภาพยนตร์สารคดีที่พยายามจะสำรวจตรวจสอบเทคโนโลยีซึ่งให้ความหวังว่าสมอง/ความทรงจำของมนุษย์อาจถูกเก็บรักษาเอาไว้ได้ และการต่อสู้ทางอารมณ์ความรู้สึกของสมาชิกในครอบครัว ซึ่งพร้อมจะอุทิศทุกอย่าง เพื่อชุบชีวิตเด็กน้อยวัย 2 ปี ขึ้นมาใหม่

Pailin_Wedel_Director

สำหรับ “ไพลิน วีเด็ล” นั้นเคยเป็นช่างภาพนิ่งให้แก่หนังสือพิมพ์ในสหรัฐ ก่อนจะตกหลุมรักการเล่าเรื่องราวต่างๆ ด้วยวิดีโอ และตัดสินใจเรียนรู้ศาสตร์แขนงนี้ด้วยตนเอง

เธอเคยทำงานผลิตสื่อภาพเคลื่อนไหวให้สำนักข่าวต่างชาติหลายแห่ง เช่น อัลจาซีรา, เอบีซี ออสเตรเลีย, นิวยอร์กไทมส์, เนชั่นแนล จีโอกราฟิก, โมโนเคิล, เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล และเอพี

ภาพยนตร์สารคดีของไพลินมักมุ่งความสนใจไปยังประเด็นว่าด้วยความศรัทธา, บาดแผลในจิตใจ และการปรับตัวเข้ากับภาวะสมัยใหม่ของมนุษย์

หนังสารคดีเรื่องนี้ยังจะมีทีมงานหลักเป็นชาวไทยอีกสองราย คือ “อัคริศเฉลิม กัลยาณมิตร” นักออกแบบเสียง ซึ่งเคยทำงานร่วมกับอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และ “ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล” นักทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ ซึ่งเคยมีผลงานน่าจดจำใน “อนธการ” และ “มะลิลา”

ที่มาเนื้อหา ภาพประกอบ และตัวอย่างภาพยนตร์

https://www.hopefrozen.com/

https://variety.com/2019/film/festivals/we-will-stand-up-hope-frozen-take-top-prizes-hot-docs-1203205112/

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เปิดตัวแล้ว “นางเอกขวานฟ้าหน้าดำ” ผู้มีความสวยระดับรองนางสาวไทย!

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม มีการเผยแพร่เทปพิเศษ “เบื้องหลังขวานฟ้าหน้าดำ” ซึ่งรายการดังกล่าวได้เปิดตัวผู้จะมารับบท “พระธิดาบุษยา” ใน “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562”

โดยผู้มาสวมบทบาทเป็นนางเอกของ “ขวานฟ้าหน้าดำ” ฉบับใหม่ ก็คือ “ขวัญ ปิ่นทิพย์ อรชร” ซึ่งเคยรับบท “พระพี่นางพรรณผกา” ในละคร “สังข์ทอง 2561” นั่นเอง

นี่ถือเป็นการได้รับบทบาทนางเอกครั้งแรกสุดของ “ขวัญ ปิ่นทิพย์”

อย่างไรก็ตาม ดีกรีของ “ขวัญ ปิ่นทิพย์” นั้นไม่ธรรมดา โดยสาววัย 24 ปีผู้นี้ เคยคว้าตำแหน่งรองนางสาวไทยอันดับหนึ่งประจำปี 2559 (ส่วนสูง 168.5 เซนติเมตร น้ำหนัก 54.2 กิโลกรัม สัดส่วน 33-25-36)

ก่อนจะเป็นหนึ่งในผู้เข้าประกวดนางสาวไทยครั้งนั้นที่ถูกดึงตัวเข้ามาร่วมงานกับค่ายสามเศียร

ช่วงต้นของ “ขวานฟ้าหน้าดำ” นักแสดงสาวผู้นี้เคยปรากฏตัวครั้งหนึ่งในบท “นางฟ้า” บนสรวงสวรรค์ ผู้คอยกลั่นแกล้ง “สุทธาเทพ”

ต้องจับตาดูว่า “ขวัญ ปิ่นทิพย์” จะสวมบท “พระธิดาบุษยา” ได้ดีเพียงใด? ในฐานะนางเอกคนล่าสุดของวงการละครจักรๆ วงศ์ๆ

ขอบคุณภาพนำจาก ยูทูบสามเศียร

คลิกอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ใครคือนักแสดงจาก “สังข์ทอง” (เพียงรายเดียว?) ที่ปรากฏกายในงานเปิดตัว ICONSIAM

เปิดตัว “หกพระพี่นาง” แห่ง “สังข์ทอง 2561”

ดาราจักรๆ วงศ์ๆ มาจากไหน?: วิเคราะห์นักแสดง “3 กลุ่มหลัก” ของค่ายสามเศียร