จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

ส่งท้ายปีเก่า – 5 ชอบเกี่ยวกับ “สังข์ทอง 2561”

เมื่อถึงวาระสิ้นสุดปีเก่า-ขึ้นปีใหม่ จึงขออนุญาตสรุปสิ่งที่ชอบเกี่ยวกับ “สังข์ทอง 2561” มาประมาณห้าข้อ แม้ละครจะยังไม่อวสานใน พ.ศ.2561 ก็ตาม

หนึ่ง เจ้าเงาะ

เงาะทรงเครื่อง

ตอนแรกที่ทราบว่า “ปอนด์ โอภาภูมิ ชิตาพัณณ์” จะมาสวมบท “เจ้าเงาะ” ก็อดกังขาและกังวลแทนไม่ได้ว่าเขาจะรับบท “ตัวตลก” ได้ดีแค่ไหน?

แต่เรตติ้งสูงลิ่วของละคร “สังข์ทอง 2561” ในช่วงที่ “เจ้าเงาะ” (ยึดจอ) ปะทะท้าวสามนต์-หกเขย-หกพระพี่นาง คงเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าปอนด์ โอภาภูมิ สามารถสวมบทเงาะป่าบ้าใบ้ได้ยอดเยี่ยมเพียงใด

ในแง่วิธีการแสดงบทตลก ปอนด์อาจไม่เหมือนกับรุ่นพี่อย่าง “ผู้กำกับหนำเลี้ยบ” หรือบรรดาดาวตลกที่มีพื้นฐานมาจากนาฏศิลป์พื้นบ้านอื่นๆ เสียทีเดียว ขณะเดียวกัน เขาก็มีเรือนร่างที่กำยำผิดจากนักแสดงตลกรุ่นพี่

อย่างไรก็ดี ผลลัพธ์ของ “เจ้าเงาะ” ฉบับปอนด์ โอภาภูมิ ยังคงสื่อถึงภาวะพลิกหัวกลับหางของอำนาจ หรือการยั่วล้อต่ออำนาจ ได้อย่างแหลมคม เฉกเช่นผลงานของนักแสดงตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ ผู้มาก่อนหน้า

สอง ท้าวสามนต์

ท้าวสามนต์ สายคล้องแว่น

ถ้าตรวจสอบปฏิกิริยาจากยูทูบ ดูเหมือนผู้ชมจำนวนไม่น้อยจะรำคาญ “ท้าวสามนต์” กันมากพอสมควร

ถ้ารำคาญเรื่องการแสดง นั่นก็หมายความว่า “เพชรดี (รัฐธรรมนูญ) ศรีฤกษ์” สอบไม่ผ่าน และยังเทียบ “ไพโรจน์ สังวริบุตร” ผู้รับบท “ท้าวสามนต์” รุ่นก่อนหน้าไม่ได้

แต่ถ้าผู้คนรำคาญบุคลิกลักษณะของตัวละคร “ท้าวสามนต์” ที่หูเบา ลำเอียง หลงตัวเอง ใช้อำนาจในทางที่ผิดเป็นส่วนใหญ่ จนก่อให้เกิดเรื่องราววุ่นวายสุดคณานับ

นั่นก็แสดงว่าเพชรดี/รัฐธรรมนูญ รับบทบาทได้ดี จนสามารถทำให้ผู้ชมพร้อมใจกันแสดงปฏิกิริยาต่อต้านท้าทายอำนาจของ “ท้าวสามนต์” สำเร็จตามเป้าประสงค์ของเรื่องราวมุขปาฐะดั้งเดิม

ดูเหมือนอาการรำคาญ “ท้าวสามนต์” ส่วนใหญ่ จะเป็นท่าทีรำคาญประเภทหลัง และมีบางคอมเมนต์ในยูทูบที่เปรียบเทียบ “ท้าวสามนต์ 2561” กับ “ลุงตู่” ด้วยซ้ำ 555

สาม เจ้าชายไชยันต์

ไชยันต์ คนเหมือนกัน

นี่คือนวัตกรรมข้อแรกของ “สังข์ทอง 2561”

เพราะ “หกเขย 2561” มิได้หลากหลายเพียงในด้านชาติพันธุ์ แต่ยังมีความหลากหลายทางเพศสภาพ

เมื่อตัวละคร “เจ้าชายไชยันต์” แสดงตนอย่างชัดเจนว่าชอบผู้ชาย ชอบเจ้าเงาะ ชอบพระสังข์ ฯลฯ ทว่าต้องท่องคาถา “พระสติ พระเจ้าข้า พระสติ” มาแต่งงานกับธิดานครท้าวสามนต์ เพราะถูกจารีต ระบบ ระเบียบบางอย่าง กดบีบเอาไว้

ความผิดแผกแหวกแนวของ “เจ้าชายไชยันต์” ทำให้เขาประเมินเจ้าเงาะด้วยมุมมอง/สายตาพิเศษที่แตกต่างจากเขยคนอื่นๆ

เจ้าชายไชยันต์ไม่ได้คลั่งไคล้แค่รูปร่างสมชายชาตรีของ “พี่เงาะ” แต่พระองค์ยังยืนยันถึงหลักการที่ว่าเขาเป็น “คนเหมือนกัน” กับเรา และเขาไม่ควรจะได้รับความอยุติธรรมใดๆ จากท้าวสามนต์และห้าเขย

สี่ รจนาสวมรูปเงาะ

รจนา สวมรูปเงาะ 2

นี่คือนวัตกรรมประการที่สองของ “สังข์ทอง 2561”

“รจนาสวมรูปเงาะ” ไม่ใช่แค่แก๊กตลก หรือกลยุทธการยืดเนื้อหาของละครจักรๆ วงศ์ๆ

แต่อีกด้านหนึ่ง การปรากฏกายของ “รจนาสวมรูปเงาะ” ยังเปิดเผยเงื่อนปมทางจิตวิทยาและวิกฤตอัตลักษณ์ของตัวละครนำใน “สังข์ทอง 2561” ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

“พระสังข์” อาจรู้สึกแปลกแยกจากชาติกำเนิดและสถานภาพทางสังคมของตนเอง จนต้องปลีกตัวเข้าไปหลบอยู่ในหอยสังข์ และซ่อนแฝงตัวตนแท้จริงด้วยรูปเงาะ

ไม่ต่างอะไรกับ “รจนา” ที่ไม่เพียงแค่ทะเลาะเบาะแว้งไม่ลงรอยกับครอบครัว แต่บางที การปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ไปเป็น “เงาะหญิง” ชั่วครั้งชั่วคราว อาจเป็นรูระบายความตึงเครียดในชีวิตของเธอ

น่าสังเกตว่าละครโทรทัศน์ “สังข์ทอง” นั้น มุ่งเน้นนำเสนอภาวะที่ตัวละครต้องปลอมตัว/ปลอมแปลงอัตลักษณ์ของตนเองอยู่บ่อยๆ

นอกจากกรณี “พระสังข์-รจนา” ยังมีปีศาจ “พยนตรา” ที่แปลงร่างเป็นมนุษย์ พระวิษณุกรรมที่แปลงร่างเป็น “พระสังข์/เจ้าเงาะ” (หรือมาตุลีเทพบุตรที่แฝงกายลงมาเป็นทหารคนสนิทของท้าวยศวิมล)

ดังนั้น ละครที่แพร่ภาพในช่วงปลายปี 2561 จึงแทบจะกลายเป็น “สงครามตัวแทน/ตัวปลอม” เมื่อพระวิษณุกรรมในร่าง “พระสังข์/เจ้าเงาะ” ต้องออกจอร่วมกับรจนาใน “รูปเงาะหญิง” เพื่อปะทะกับปีศาจที่แปลงตนเป็น “เจ้าชายพยนตรา”

ทำให้คิดถึงวรรคทองของนิยายกำลังภายในที่ว่า “คนอยู่ในยุทธจักรมิอาจเป็นตัวของตัวเอง”

ห้า ผู้สวมบทหกพระพี่นาง+เงาะหญิง

อะไรเอ่ย หกธิดา

ไม่มีอะไรมาก แค่รู้สึกว่า “ความงาม” ของนักแสดงหญิงบางรายที่มารับบทพระพี่นางของรจนา โดยเฉพาะ “พรรณผกา” (ปิ่นทิพย์ อรชร) และ “ปัทมา” (ชนารดี อุ่นทะศรี) รวมถึง “รจนาสวมรูปเงาะ” (วรัญภรณ์ พัฒน์ช่วย) นั้น เป็น “ความสวย” ที่ห่างหายหรือจางอิทธิพลลงไปจากวงการบันเทิงไทยกระแสหลัก

นั่นคือ ความงามสไตล์ “นางงาม” (ระดับรองๆ) ซึ่งไม่ได้เป็นที่นิยมในวงกว้างอีกต่อไปแล้ว

แต่ “ความสวยงาม” ทำนองนี้ ยังเวิร์กอยู่ สำหรับผู้ชายรุ่น 30 ปลายๆ เช่นผม

Advertisements
คนมองหนัง

บันทึกถึง Roma

หนึ่ง

ขอพูดเรื่องเทคนิคแบบคนมีความรู้ชนิดงูๆ ปลาๆ ก่อนเป็นลำดับแรก

กลายเป็นว่าองค์ประกอบหนึ่งที่ผมชอบมากใน Roma คือเรื่องเสียง ซึ่ง “อัลฟองโซ กัวรอง” พยายามเล่นกับคนดู ด้วยการทำให้เราได้ยินเสียงนู่นนี่ ทางโน้นทางนี้ ที่อยู่นอกเหนือไปจากสถานการณ์ที่ถูกโฟกัสในจอภาพยนตร์

ก่อนหน้านี้ ผมได้อ่านหลายความเห็นที่ตั้งข้อสงสัยว่า Roma นั้นเหมาะสมกับการเผยแพร่ผ่านช่องทางเน็ตฟลิกซ์มากน้อยแค่ไหน เพราะงานด้านภาพที่ดีของหนังอาจเหมาะสมสำหรับการนั่งชมผ่านจอใหญ่ๆ ในโรงภาพยนตร์มากกว่า

อย่างไรก็ดี ผมกลับรู้สึกว่า ลูกเล่นด้านเสียงที่กัวรองเลือกใช้ กลับสะท้อนถึงวัฒนธรรมการเสพสื่อบันเทิงในจอคอมพิวเตอร์/แท็บเล็ต/สมาร์ทโฟนได้ดี

เพราะบ่อยครั้ง เวลาเราเปิดดูวิดีโอในคอมพิวเตอร์ เรามักเผลอ/ตั้งใจเปิดคลิปต่างๆ ในหลายๆ หน้าพร้อมกัน และไปๆ มาๆ เราจะเริ่มงุนงงเองว่าทำไมเสียงแปลกปลอมบางอย่าง (จากคลิปหนึ่ง) จึงดังแทรกเข้ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยในอีกคลิปหนึ่ง (มันมาจากไหนกันวะ?)

ตามความเห็นส่วนตัวของผม เสียงอันหลากชนิดหลายทิศทางที่ปรากฏใน Roma จึงมีความคล้ายคลึงกับวัฒนธรรมการรับฟังเสียงผ่านหน้าจอต่างๆ ในชีวิตประจำวันร่วมสมัยของเรา

ซึ่งแน่นอน ประเด็นเรื่องเสียงนี่ก็ล้อไปกับภาวะคู่ขนาน/ปะทะกันระหว่างเรื่องราวหลักและเรื่องราวในฉากหลัง (ว่าด้วยบริบททางประวัติศาสตร์-การเมือง) ของหนัง

สอง

roma 5

จากประสบการณ์ส่วนตัวจะอินกับสองประเด็นในหนัง

ประเด็นแรก ว่าด้วยรถของครอบครัวเจ้านายนางเอกที่ใหญ่เกินประตู/ทางเข้าบ้าน

ข้อนี้ผมอินมาก จากประสบการณ์การเป็นคนนั่ง/ขับรถยนต์อยู่ในซอยเล็กๆ แถวฝั่งธนมากว่า 30 ปี

หลายคนที่อยู่ย่านนี้ คงจะพอรู้สภาพซอย (ไม่วันเวย์) จำนวนมาก ที่บางช่วงก็กว้างแค่พอให้รถประมาณ 1 ¼ คัน แล่นสวนกันได้

แต่สุดท้าย รถยนต์ 2 หรือ 3 หรือ 4 คัน ก็มักต้องมาต่อแถวเผชิญหน้ากันตรง “ช่องแคบ” นั้นเสมอ (พ่วงด้วยมอเตอร์ไซค์อีกขบวนใหญ่)

นี่เป็นปัญหาในชีวิตประจำวันของคนมีตังค์พอจะขับรถยนต์ในซอยเหล่านี้ ซึ่งถ้าคุณเดินหรือขี่มอเตอร์ไซค์/จักรยาน ก็จะไม่เจอปัญหาดังกล่าว (แต่ความสะดวกย่อมลดลงเมื่อต้องออกถนนใหญ่เพื่อเดินทางไปไหนไกลๆ หรือเมื่อฝนเทลงมา)

ผมตีความเอาเองว่า ฉากรถใหญ่คับทางเข้าบ้านที่ถูกใส่มาซ้ำๆ ก็คงตั้งใจพูดถึงประเด็นคล้ายๆ กันนี้ นั่นคือ ปัญหาหรือทุกข์ของคนมีอันจะกิน (ซึ่งก็เป็นปัญหาอีกชุดหนึ่งที่แตกต่างจากปัญหาชีวิตของคนชั้นล่าง)

สาม

roma โปสเตอร์

เอาเข้าจริง ผมเองนั้นอินกับโครงเรื่องหลักของ Roma อยู่ไม่น้อย อันเนื่องมาจากการใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน/ครอบครัวที่มี “คนรับใช้” มาโดยตลอด

แม้โดยส่วนตัว ผมจะไม่ค่อยได้ใกล้ชิดบรรดา “แม่บ้าน/คนรับใช้” มากนัก หลังจากพ้นวัยเด็กประมาณ 10-11 ปี เพราะไม่อยากพบเจอกับเรื่องปวดหัวหรือความยุ่งยากต่างๆ นานา (แต่ชีวิตประจำวันคงจะสับสนวุ่นวายเกินคณานับ ถ้าไม่มีคนรับใช้อยู่ในบ้านเลย)

อย่างไรก็ตาม ผมพอจะรับรู้ได้ว่าสายสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวผมและคนรับใช้รุ่นแล้วรุ่นเล่า/คนแล้วคนเล่า ก็ดำเนินไปคล้ายๆ เรื่องราวในหนัง

หลายครั้ง คนรับใช้บางรายก็เข้ามามีส่วนรับรู้/แบกรับ/แชร์ปัญหาของเจ้านาย บางครั้ง คนรับใช้อาจเป็นฝ่ายโดนดุด่าว่ากล่าวอย่างไม่ค่อยมีเหตุผลนัก แต่หลายหน คนรับใช้ก็ทำอะไรบางอย่างที่ผิดพลาด และ/หรือออกไปก่อปัญหาที่เกินเลยเกินการควบคุม/อำนาจ/ความช่วยเหลือของเจ้านาย

และแน่นอน มีอยู่หลายคราว ที่เจ้านายเข้าไปอุปถัมภ์/ช่วยเหลือคนรับใช้อย่างมากมายราวกับเป็นญาติสนิทคนหนึ่งในครอบครัว ท่ามกลางสายสัมพันธ์ส่วนใหญ่ที่มีลำดับชั้นสูง-ต่ำ และการใช้อำนาจแบบบนลงล่าง

ผมยังแอบสงสัยอยู่นิดๆ ถึงฉากจบของ Roma ที่แสดงให้เห็นว่าเหล่าคนรับใช้ยังคงเลือกดำเนินชีวิตแบบเดิมต่อไป ในบ้านหลังเดิม แม้จะเกิดความผันแปรกับครอบครัวเจ้านายและชีวิตส่วนตัวของคนรับใช้เอง

ที่คาใจก็เพราะแม้จะพอรู้ว่ามี “คนรับใช้” ในบางบ้าน ซึ่งทำงานรับใช้เจ้านาย (และเจ้านายก็ดูแลเขา/เธอ) ไปชั่วชีวิต ทว่าครอบครัวผมยังไม่เคยพานพบประสบการณ์แบบนั้น

เนื่องจากพอถึงจุดหนึ่ง วิถีชีวิตของนายจ้างกับเป้าหมายชีวิตของลูกจ้าง ตลอดจนอารมณ์ความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย ก็ไม่ได้บรรจบลงรอยบนเส้นทางสายเดียวกันอีกต่อไป และมักลงเอยด้วยการแยกทาง “โดยดี” ในบางครั้ง และ “ย่ำแย่ระหองระแหง” ในบางคราว

เอาเข้าจริง ผมแอบเชียร์ให้หนังปิดฉากลงตรงเหตุการณ์ที่ชายหาด ซึ่งแสดงให้เห็นว่านายจ้างและคนรับใช้ต่างมีแรงจูงใจในการดำเนินชีวิตหรือการแสดงออกทางพฤติกรรมอันผิดแผกแตกต่างกัน

นายจ้างอาจซาบซึ้งและมองเห็นคนรับใช้เป็นเหมือนสมาชิกในครอบครัว หลังจากเธอช่วยชีวิตเจ้านายน้อยๆ สองรายจากคลื่นทะเลที่ซัดโหมจู่โจมเข้ามา (ถ้าปล่อยให้เด็กจมน้ำ เธอก็คงโดน -แม่ที่ปล่อยลูกเล็กๆ เล่นน้ำทะเล โดยมีแค่พี่เลี้ยงที่ว่ายน้ำไม่เป็นเฝ้าดูอยู่ห่างๆ- ด่ากราดอีก) แต่สำหรับฝ่ายคนรับใช้ เธออาจต้องการชำระบาปที่ไม่สามารถรักษาชีวิตลูกน้อยของตัวเองเอาไว้ได้ ผ่านการช่วยเหลือชีวิตลูกคนอื่น/เจ้านาย

สาม

roma 6

มีโมทีฟอีกสองอย่างที่ผมชอบใน Roma

เริ่มจากสุนัข ทั้งเจ้าหมามอมๆ กระโดดเหยงๆ ตรงรั้วบ้านกลุ่มตัวละครนำ และหมามอมๆ ชอบมาเลียมือคลุกคลีกับตัวละครคนรับใช้ ตามสถานที่อื่นๆ

ระหว่างดู ผมไม่แน่ใจว่าหมาเหล่านี้มีนัยยะความหมายอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพียงแต่รู้สึกว่าพวกมันเป็นองค์ประกอบที่แปลกตาดี และไม่ค่อยเห็น (หมาจำนวนมากขนาดนี้) บ่อยนัก ในภาพยนตร์ต่างประเทศ (ยกเว้นหนังที่เล่าเรื่องของสุนัขในฐานะตัวละครหลัก)

อีกข้อที่ผมสังเกตเห็น คือ พวกกลุ่มตัวละครเจ้านายจะไม่ได้พิศวาส “สุนัขใน-นอกบ้าน” ทั้งหลายมากมายนัก แค่ลูบหัวเล่น ทักทายนิดหน่อย แต่เป็นพวกคนใช้ต่างหากที่มีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพวกมัน

ผมยังไม่ได้คิดตีความใดๆ ต่อ กระทั่งเห็นเพื่อนในเฟซบุ๊กท่านหนึ่ง ลองแปลความถึงกรณีนี้เอาไว้ทำนองว่าชีวิตของคนรับใช้ก็คงไม่ต่างอะไรจากชีวิตของสุนัขในหนัง ซึ่งผมเห็นว่านี่เป็นการใส่รหัสความหมายที่เข้าท่าดีเหมือนกัน

อีกโมทีฟหนึ่งที่หลายคนคงสังเกตเห็นคือเครื่องบินบนฟากฟ้าซึ่งบินผ่านไปมาหลายหน

เครื่องบินอาจหมายถึงการมุ่งหวังใฝ่ฝันถึงชีวิตที่ดีกว่าของตัวละครคนรับใช้ แต่ขณะเดียวกัน มันก็อาจเป็น “เส้นขอบฟ้า” หรือ “เพดานขีดจำกัด (อันคล้ายจะไกลโพ้น)” ในโลกใบเล็กๆ ที่มีทางเลือกไม่มากนักของนางเอกและผองเพื่อนร่วมชนชั้น/อาชีพ

ซึ่งเอาเข้าจริง ชีวิตของเธอก็ยังไต่เต้าไปไม่ถึง “เส้นขอบฟ้า” ดังกล่าวด้วยซ้ำ หากวนเวียนอยู่กับการชะล้างทำความสะอาดภาคพื้นเบื้องล่าง และขึ้นไปได้สูงสุดแค่ดาดฟ้าของบ้านเจ้านายเพื่อตากผ้า

สี่

the chambermaid

หนังอีกเรื่องที่น่าฉายคู่กับ Roma คือ The Chambermaid ของ “ลิลา อาวิเลส” ซึ่งในแง่เทคนิคฝีมือคงยังแพรวพราวลุ่มลึกสู้กัวรองไม่ได้

แต่โดยส่วนตัว ผมรู้สึกว่าหนังเม็กซิกันทั้งสองเรื่องเป็นจิ๊กซอว์ที่ต่อกันได้ลงตัว หรือเป็นบทสนทนาในประเด็นต่อเนื่องกันพอดี

ในขณะที่ Roma พูดถึงคนรับใช้หรือชนชั้นล่างที่ได้รับการโอบอุ้มประคับประคองจากระบบอุปถัมภ์ใต้อำนาจของชนชั้นที่สูงกว่า แม้ทั้งสองฝ่ายจะแชร์ปัญหาส่วนบุคคล/ครอบครัว/เพศสภาพคล้ายๆ กัน และดำรงตนอยู่ท่ามกลางสภาวะการเมืองภายในประเทศที่ผกผันไปพร้อมๆ กัน

The Chambermaid กลับพูดถึงคนชั้นล่างในฐานะแรงงานภาคบริการประจำโรงแรมหรู ซึ่งเป็นปัจเจกชนตัวเดี่ยวโดด (จริงๆ คือ มีลูกเล็กๆ –ซึ่งไม่ปรากฏในจอภาพยนตร์- แต่ไร้พ่อของลูก คล้ายคลึงกับตัวละครสตรีใน Roma) ผู้แทบจะปราศจากเครือข่ายความสัมพันธ์หรืออุปถัมภ์ใดๆ

เธอใฝ่ฝันทะเยอทะยานอยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ก็ยังไปไม่ถึงไหนสักที เพราะอำนาจ/การตัดสินใจ (ที่อธิบายไม่ได้) ของนายจ้าง การต้องแข่งขันกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ซึ่งมีความฝันแบบเดียวกัน ตลอดจนสหภาพแรงงานที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพนัก ท่ามกลางบริบทของธุรกิจโรงแรม/อุตสาหกรรมท่องเที่ยวในยุคโลกาภิวัตน์

ป.ล.

roma family

สถานการณ์เล็กๆ ในหนัง ที่ผมว่าน่าสนใจ คือ ฉากที่ลูกชายสองคนแรกของเจ้านายนางเอกทะเลาะกัน แล้วน้องคนที่สองปา “ของแข็ง” บางอย่างใส่พี่คนโตแบบชนิดเอาตาย จนทำให้กระจกหน้าบ้านแตกเป็นรูโหว่

หลังจากเหตุการณ์นั้น เจ้าพี่ชายก็แสดงสีหน้าประหลาดใจประมาณว่า “ใจคอมึง (น้องชาย) กะจะฆ่ากูเลยเหรอ?” และจนกระทั่งหนังจบ (ผมเข้าใจไปเองว่า) สายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องคู่นี้ก็ไม่ได้กลับมาแน่นแฟ้นดังเดิม

ดังนั้น อีกประเด็นหนึ่งที่เหมือนกัวรองจะพยายามพูดผ่าน Roma ก็คือ บางที สายสัมพันธ์นอกสถาบันครอบครัว เช่น นายจ้าง-คนรับใช้ นั้นอาจแน่นแฟ้นกว่าความสัมพันธ์ระหว่างพี่-น้อง หรือสามี-ภรรยา

ข่าวบันเทิง

ยุคทองของ “หนังไทย” ถึงสิ้นยุคสมัย “มิตร-เพชรา” (คลิป)

ชวนชมคลิปเสวนา ยุคทองของ “หนังไทย” ถึงสิ้นยุคสมัย “มิตร-เพชรา” มีผู้ร่วมสนทนา ได้แก่ พุทธพงษ์ เจียมรัตตัญญู ผู้เชี่ยวชาญจากหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ผู้กำกับภาพยนตร์ ซึ่งจัดโดยนิตยสารศิลปวัฒนธรรม

เนื้อหาครอบคลุมประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม อันสลับซับซ้อน จนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อด้วยยุครุ่งเรืองหลังสงคราม กระทั่งถึงจุดสิ้นสุดลงของหนัง 16 มม. และอวสานคู่ขวัญ “มิตร-เพชรา” ภายหลัง “มิตร ชัยบัญชา” ถึงแก่กรรม

งานนี้มีเกร็ด ข้อมูล ความรู้ และฟุตเทจเก่าๆ ที่น่าสนใจมากมาย จากคุณพุทธพงษ์ครับ

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เมื่อ “เงาะชาย-เงาะหญิง” ได้มาเจอกัน ก่อนวันคริสต์มาส!

วันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม จะเป็นครั้งแรกของละคร “สังข์ทอง 2561” ที่ตัวละคร “รจนาสวมรูปเงาะ” ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ต้องลงจอพร้อมๆ กับ “เจ้าเงาะป่าบ้าใบ้”

อย่างไรก็ตาม “เจ้าเงาะ” ในละครช่วงนี้ จะไม่ใช่ “พระสังข์สวมรูปเงาะ” แต่เป็น “พระวิษณุกรรม” ปลอมตัวลงมาป่วน “พยนตรา” แทน “พระสังข์/เจ้าเงาะ”

ต้องจับตาดูว่าเรตติ้งของละครในวันอาทิตย์ที่ 23 จะปังหรือไม่? แค่ไหน? หลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อน ละคร “สังข์ทอง” ในวันที่ 16 ธันวาคม คว้าความนิยมไป 6.957

ซึ่งถือเป็นการทำเรตติ้งใกล้เคียงหลัก 7 ได้อีกครั้งในรอบหลายสัปดาห์ เช่นเดียวกับการหวนกลับมาเป็นรายการโทรทัศน์ที่มีเรตติ้งสูงสุดประจำสัปดาห์ ของทั้งช่อง 7 และประเทศไทย

ข้อมูลเรตติ้งจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-week10-16dec-61/

ขอบคุณภาพประกอบจาก ยูทูบสามเศียร

ข่าวบันเทิง

โครงการหนังยาวเรื่องใหม่ของ “อโนชา-เบน ริเวอร์ส” เปิดระดมทุนแบบ crowdfunding

“อโนชา สุวิชากรพงศ์” ผู้กำกับภาพยนตร์ไทย เจ้าของผลงานอย่าง “เจ้านกกระจอก” และ “ดาวคะนอง” ประกาศรายละเอียดของโครงการหนังยาวเรื่องใหม่ ซึ่งเธอจะกำกับร่วมกับ “เบน ริเวอร์ส” ศิลปินและนักทำหนังชาวอังกฤษ

โดยโปรเจ็คท์ดังกล่าวมีชื่อว่า “In the Holocene” ซึ่งจะเป็นหนังกึ่งสารคดีกึ่งเล่าเรื่อง ที่มุ่งสำรวจตรวจสอบภูมิทัศน์, สภาพการทำงาน และเรื่องราวของชุมชนในจังหวัดกระบี่ โดยภาพยนตร์เรื่องนี้วางแผนจะถ่ายทำกันในปี 2019

“In the Holocene” จะนำเสนอภาวะการปะทะกันอย่างน่าอึดอัดคับข้องระหว่างยุคก่อนประวัติศาสตร์, อดีตที่เพิ่งผ่านพ้น และโลกทุนนิยมร่วมสมัย ซึ่งปรากฏขึ้นในจังหวัดกระบี่ หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย

ในขณะที่ตำนานและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นถูกนำไปใช้โปรโมทการท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดใจชาวต่างชาติ กลุ่มผู้ใช้แรงงานในพื้นที่ กลับถูกปิดซ่อนจากสายตานักท่องเที่ยวต่างแดน

จากนั้น ตัวละครไร้นาม ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ของตนเองไปเรื่อยๆ จะนำพาผู้ชมเดินทางไปรอบๆ เมืองแห่งนี้ เพื่อสัมผัสกับสถานที่ต่างๆ ซึ่งช่วยให้เรามองเห็น “กระบี่” ในสภาวะปัจจุบัน

สถานที่เหล่านี้จะทำให้ผู้ชมตระหนักถึงวิถีที่คติชนท้องถิ่นได้ถูกเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และเปลี่ยนแปลงกลายเป็นสินค้า เพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

In the Holocene 2

ทีมงานผู้สร้างระบุว่า กระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างคนทำหนังกับผู้คนในชุมชนท้องถิ่นจะได้รับความใส่ใจ โดยพวกเขาหวังว่าชาวบ้านที่กระบี่จะไม่ได้เข้ามาเป็นเพียงนักแสดง และ/หรือทีมงานผลิตภาพยนตร์ แต่พวกเขาจะมีสถานะเป็น “ผู้มีส่วนร่วม” อย่างแข็งขันในหนังเรื่องนี้ ดังนั้น ชุมชนท้องถิ่นจะมิได้เป็นเพียงสิ่งที่ถูกนำเสนอในจอภาพยนตร์ หากยังเป็นตัวแสดงที่กระตือรือร้น ซึ่งจะมีส่วนร่วมในการก่อรูปสร้างร่างของหนัง

ทั้งนี้ เบน ริเวอร์ส เคยได้รับรางวัลของสมาพันธ์นักวิจารณ์นานาชาติในเทศกาลภาพยนตร์เวนิส 2011 จากหนังยาวเรื่องแรกของตนเอง “Two Years at Sea” ขณะเดียวกัน ผลงานศิลปะของเขาก็ถูกจัดแสดงในหลายประเทศทั่วโลก

ใหม่ เบน

โครงการหนังยาวเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากอโนชาและริเวอร์สได้ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานภาพเคลื่อนไหวในนิทรรศการศิลปะไทยแลนด์ เบียนนาเล่ ที่จังหวัดกระบี่

ล่าสุด โครงการภาพยนตร์เรื่อง “In the Holocene” ได้เปิดระดมทุนผ่านเว็บไซต์อินดี้โกโก โดยต้องการเงินจำนวน 3 หมื่นเหรียญสหรัฐ

ผู้ต้องการสนับสนุนการสร้างหนังเรื่องนี้ สามารถร่วมลงทุนได้หลากหลายระดับ ตั้งแต่ขั้นต่ำสุด 5 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 164 บาท จนถึงขั้นสูงสุด 1.5 หมื่นเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.9 แสนบาท

ซึ่งในแต่ละทางเลือกจะมีสิทธิประโยชน์ตอบแทนที่แตกต่างกันไป

ผู้สนใจสามารถคลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมและร่วมลงทุนได้ที่ https://www.indiegogo.com/projects/in-the-holocene#/

คนมองหนัง

“สิงสู่”: “หนังผี” และ/หรือ “หนังการเมือง”

(เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์)

ไปไกลกว่า “ไลท์โนเวล”

ระยะหลังๆ ผมมักรู้สึกว่า “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง” ซึ่งทำหนังและเขียนนิยายควบคู่กันไป ดูจะได้รับอิทธิพลจากงานแนว “ไลท์โนเวล” มาอย่างเด่นชัด

การบอกว่าหนังของวิศิษฏ์มีลักษณะเป็น “ไลท์โนเวล” มิได้หมายความว่างานเหล่านั้นเป็นหนังไม่ดี หรือมีความอ่อนด้อยทางศิลปะ

ตรงกันข้าม งานแบบ “ไลท์โนเวล” มักห่อหุ้มไว้ด้วยพล็อตเรื่อง บุคลิกลักษณะตัวละคร หรือรายละเอียดเกร็ดข้อมูลประกอบเรื่องราว ที่น่าตื่นตาตื่นใจบางอย่าง

ขณะเดียวกัน สารที่ดำรงอยู่ภายในก็ต้องถูกนำเสนอออกมาอย่างคมชัด กระชับง่าย มีคำตอบให้แทบทุกปมปัญหาในเรื่องราว หรือต้องคลี่คลายสะสางความซับซ้อนยุ่งเหยิงทั้งหลายให้เป็นระเบียบเรียบร้อยในตอนท้าย

ลักษณะเด่นประการหลังนี่เองที่อาจก่อให้เกิดผลลัพธ์อันน่าเสียดายในผลงานยุคหลังของวิศิษฏ์อยู่บ้าง ตั้งแต่หนัง-นิยาย “รุ่นพี่” นิยาย “เปนชู้กับผี” และหนังสั้น “Catopia” ใน “Ten Years Thailand”

เพราะสิ่งที่ต้องแลกกับความชัดเจน ก็คือ เสน่ห์ของความลุ่มลึกคลุมเครือที่หายไป

“สิงสู่” ก็เกือบๆ จะมีอาการทำนองนั้น คือหนังพยายามอธิบายปมปัญหาหรือเปิดเผยเงื่อนปมหลายประการเอาไว้แบบชัดๆ ไม่ปิดบัง

กระทั่งปมปัญหาสำคัญข้อแรกที่ควรมีไว้เพื่อหลอกผู้ชมให้หลงทาง ก็อาจถูกคนดูจำนวนไม่น้อยจับทางหรือนึกหาคำตอบในใจได้ ก่อนที่หนังจะเฉลยมันออกมาบนจอ

ยังดี ที่วิศิษฏ์ไม่หยุดอยู่แค่นั้น แต่เขาเลือกจะเดินทางไปให้ไกลเกินขอบเขตเดิมๆ ในช่วงหลายปีหลังของตนเอง ด้วยการโยนปริศนาสำคัญข้อที่สองใส่คนดู แล้วก็ตัดสินใจปิดฉากภาพยนตร์ลงไปพร้อมกับการเพิ่งก่อกำเนิดขึ้นของปริศนาดังกล่าว

กระบวนท่าเช่นนี้ทำให้ผมชอบ “สิงสู่” ทั้งยังส่งผลให้หนังทำงานหรือติดค้างอยู่ในหัวผมได้ยาวนานขึ้น

“หนังหลายหน้า”

สิงสู่ โปสเตอร์หลัก

แม้ผมอาจไม่ชอบ “รุ่นพี่” มากนัก แต่จุดเด่นข้อหนึ่งที่หนังยาวเรื่องก่อนหน้านี้ของวิศิษฏ์แชร์ร่วมกับ “สิงสู่” ก็คือ พวกมันมีลักษณะเป็น “หนังสองหน้า” หรือ “หนังหลายหน้า” ซึ่งเปิดกว้างต่อการตีความ-เข้ารหัสของผู้ชม

ด้านหนึ่ง บางคนอาจพยายามตีความ “สิงสู่” ว่าเป็น “หนังการเมืองร่วมสมัยเข้มๆ” ตามจุดยืนของผู้กำกับที่กล้าแสดงความเห็นทางการเมืองของตนอย่างตรงไปตรงมาต่อสาธารณะ

ขณะเดียวกัน หนังก็ใส่ลูกเล่น-รายละเอียดบางอย่าง ที่ล่อหลอกชี้แนะให้ผู้ชมคิดเห็นไปทางนั้นได้จริงๆ

แต่อีกด้าน เราก็สามารถดู “สิงสู่” ในฐานะที่มันไม่ใช่ “หนังการเมืองร่วมสมัย” เลยก็ได้ โดยอาจมองว่านี่เป็นหนังผีไทยที่สนุก เขย่าขวัญ ตื่นเต้นทั้งเรื่อง แถมแปลกใหม่ไปจากมาตรฐานเดิมๆ ของเพื่อนร่วมตระกูลส่วนใหญ่

นอกจากจะเปิดโอกาสให้หนังสามารถเดินทางไปหาคนหมู่มากได้สะดวกขึ้น สภาวะ “สองหน้า” หรือ “หลายหน้า” อันลื่นไหลเช่นนี้ ย่อมส่งผลให้ความพยายามจะแทนที่ตัวละคร กลุ่มตัวละคร สถานที่ ในหนัง ด้วยบุคคล คณะบุคคล สถานการณ์ในโลกความจริงแบบเป๊ะๆ ตรงไปตรงมา แลดูเป็นเรื่องตลกอยู่ไม่น้อย (แต่ก็น่าลอง)

นี่คือ “หนังการเมือง”?

สิงสู่ วิศิษฏ์

ยากจะปฏิเสธว่า “สิงสู่” ไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ กับสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย

อย่างน้อยสุด หนังก็แสดงให้เห็นภาพถ่ายหมู่ของนายแม่และสานุศิษย์คนสำคัญแห่ง “สำนักจิตต์อสงไขย” ซึ่งระบุว่าถูกบันทึกไว้ในปี 2549

เราไม่แน่ใจว่าปี 2549 คือปีที่สำนักดังกล่าวก่อตั้งขึ้น หรือเป็นปีที่สำนักเริ่มลงหลักปักฐาน/ฝังราก/สิงสู่อยู่ ณ ฐานที่มั่นดังปรากฏในหนังตลอดทั้งเรื่อง หรือเป็นปีที่สำนักเริ่มสถาปนาอำนาจ-ความเข้มแข็งของตนเองได้เป็นผลสำเร็จ

แต่น่าสนใจว่า ปี 2549 และรัฐประหาร ณ ขวบปีนั้น คือต้นเหตุสำคัญแห่งอาการเจ็บป่วยเรื้อรังที่เกาะกินสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย มาต่อเนื่องยาวนานเกินหนึ่งทศวรรษ

ก่อนหน้านี้ ผมได้ตามอ่าน/ชมบทสัมภาษณ์ของวิศิษฏ์ เกี่ยวกับหนัง “สิงสู่” โดยสำนักข่าวออนไลน์เจ้าต่างๆ แบบผ่านๆ (เพราะกลัวจะทำให้ดูหนังไม่สนุก)

แล้วผมก็เกิดอาการไขว้เขวขึ้นมาจนได้ ด้วยการแอบตั้งสมมุติฐานเบื้องต้นว่าถ้าตัวละคร “มนุษย์” ใน “สิงสู่” เกิดความกลัวในจิตใจ “ผีร้าย” ก็จะเข้าสิง ฉะนั้น มนุษย์ต้องไม่กลัวต่ออำนาจ ลัทธิความเชื่อ ตลอดจนมายาหลอกลวงไร้เหตุผลอื่นๆ

ส่วน “ผี” ในหนัง ก็คล้ายจะไม่ใช่เจ้าของร่างตัวจริง แต่เป็นผู้เข้ามาแย่งชิงยึดครองร่างของคนอื่น โดยไม่ได้รับเชิญ แถมทึกทักว่าร่างนั้นเป็นของตน

ก่อนดูหนัง ผมจึงเริ่มแปะป้าย ประทับตรา เลือกข้างให้ตัวละครสองฝ่ายไว้เสร็จสรรพ ว่าบรรดาตัวละคร “มนุษย์” และ “ผี” ใน “สิงสู่” น่าจะเป็นภาพแทนของใครในสังคมการเมืองไทย

ทว่าพอได้มาดูหนังจริงๆ สถานการณ์ดันกลับตาลปัตรไม่น้อย

เพราะเป็นพวกมนุษย์ซึ่งเปี่ยมด้วยกิเลสตัณหา (พอๆ กับผี) ต่างหาก ที่หลอกลวงกันและกัน ปิดบังความจริงระหว่างกัน ทรยศหักหลังกัน แม้จะอยู่ในครอบครัวหรือร่วมลัทธิพิธี ภายใต้หลังคาบ้านเดียวกัน

มนุษย์บางรายต่างหากที่ทำตนเป็น “นายผี” (นายแม่) หรือ “หมอผี” ซึ่งครอบงำผู้ศรัทธาด้วยพิธีกรรม ความศักดิ์สิทธิ์ ลัทธิความเชื่อ หรือความทรงจำที่ถูกประดิษฐ์สร้างขึ้น แถมยังชักนำปัญหาวุ่นวายต่างๆ นานาเข้ามาสู่ครัวเรือน/สังคม

ตรงกันข้าม ฝูงผีวิญญาณเร่ร่อน กลับกลายเป็นตัวแทนของคนเล็กคนน้อย ผู้ถูกกระทำ ตกเป็นเหยื่อ เป็นคนชายขอบ ไร้สิทธิ์ ไร้เสียง ไร้ร่าง ไร้ที่อยู่อาศัย และต้องพลัดพรากจากลากัน แม้จะสังกัดในครอบครัวเดียวกัน

ในแง่นี้ ลัทธิ “จิตต์อสงไขย” จึงเป็นเหมือนสถาบันทางสังคม-การเมือง-ศาสนาบางอย่าง ที่ปกครองคนด้วยแนวคิดความเชื่อทางจิตวิญญาณ และพิธีกรรมอันซับซ้อน

ก่อนที่ผีในนามของ “ความผิดแผกแปลกประหลาดแสนบิดเบี้ยว” จากภายนอก จะเข้ามากร่อนเซาะ ทำลาย ท้าทาย อำนาจดังกล่าว

ยิ่งกว่านั้น บทสรุปที่กำกวม คลุมเครือ เปิดกว้าง และ “หลายหน้า” ของ “สิงสู่” ก็น่าสนใจมากๆ เพราะคนดูสามารถขบคิดตีความมันได้อย่างแตกต่างหลากหลายพอสมควร

อย่างน้อยที่สุด ผู้ชมจำนวนมากคงต้องเผชิญหน้ากับสองตัวเลือกอันสูสี ระหว่างการเชื่อว่า “นายแม่” จะสามารถนำพาลูกๆ ผ่านพ้นสถานการณ์ผีสิงไปได้อย่างลุล่วงปลอดภัย กับการสงสัยว่า หรือบรรดาวิญญาณเร่ร่อนสามตนจะสามารถสิงสู่ลงในร่างของมนุษย์เหล่านั้นได้สำเร็จ?

หรือบางคนอาจพยายามผสาน “สิงสู่” ให้แนบแน่นลงล็อกกับสังคมการเมืองไทยมากขึ้น ด้วยการตั้งคำถามว่า ก็ “นายแม่” และเหล่าลูกศิษย์ใช่ไหมล่ะ ที่สวดคาถาเรียกผีเข้ามาในบ้าน ครั้นพวกผีแปลกปลอมสามารถ “สิงสู่/ฝังรากลึก” ได้สำเร็จ “นายแม่” และลูกๆ ก็ต้องทุกข์ตรมประสาทเสียกันไปเอง

ตามการตีความแบบนี้ สำนัก “จิตต์อสงไขย” อาจเป็นภาพแทนของม็อบการเมืองบางกลุ่ม ขณะที่ “วิญญาณเร่ร่อน” อาจมิได้หมายถึงคนเล็กคนน้อยที่ถูกสังคมการเมืองเพิกเฉยละเลยเสียแล้ว

“หนังผี” ที่น่าสนใจ

สิงสู่ แนวนอน

“สิงสู่” คือ หนังผีไทยที่น่าสนใจแน่ๆ

นี่คือหนังผีที่พึ่งพาทักษะการเคลื่อนไหวร่างกายของนักแสดง (โดยไม่เลือกใช้สอยเทคนิคพิเศษทางคอมพิวเตอร์ – ตามข้อมูลของผู้สร้าง) ซึ่งเป็นเทคนิควิธีการของหนังผีฝรั่งยุคหนึ่ง แต่แทบไม่เคยปรากฏในหนังผีไทย หรือหนังผีไทยร่วมสมัย

ในแง่การดำเนินเรื่องราว หนังมีจังหวะให้ตื่นเต้นอยู่เป็นระยะๆ อย่างไรก็ตาม โทนอารมณ์ของ “สิงสู่” นั้นเข้าข่าย “เขย่า/กระตุกขวัญ” ผู้ชม มากกว่าจะทำให้หลอน หวาดกลัว ขนหัวลุก

พูดอีกอย่าง คือ ดีกรีความน่ากลัวของหนังไม่เข้มข้นเท่าปริศนาค้างคาใจ (ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องกลัว/ไม่กลัว) ที่ถูกทิ้งเอาไว้ในตอนจบ

ส่วนในแง่โครงสร้างความคิด การพยายามอธิบาย-ร้อยเรียงแนวคิดเรื่อง วิญญาณ ความทรงจำ การเดินทาง และการเปลี่ยนผ่าน เข้าหากัน ก็น่าสนใจดี เพียงแต่มันอาจถูกนำเสนออย่างชัดเจนเกินไปในหลายช่วงตอน ผ่านข้อความตัวหนังสือหรือคำพูดจากปากตัวละคร

ทั้งที่เอาเข้าจริง ประเด็นดังกล่าวได้แฝงเร้นอยู่แล้วอย่างทรงพลังในโครงเรื่องว่าด้วยสถานะตัวละคร-ความทรงจำ-วิญญาณ ที่ซ้อนไปทับมา ผ่านความสัมพันธ์ “แม่-ลูก” ของนายแม่และเดช “พ่อ-แม่-ลูก” ของเดช ปราง และลูกที่แท้ง “ลูกกำพร้า-ป้าที่เป็นเหมือนพ่อแม่” ของสร้อยกับเครือ และ “พ่อ-แม่-ลูก” ของวิญญาณเร่ร่อนสามดวง

มีรายละเอียดสองประเด็นที่ผมอยากกล่าวถึงเล็กน้อย

สิ่งแรก คือ เรื่องผีกับการฝังรากหรือรากงอก ทีแรก ผมทึกทักไปว่า “การฝังราก” ใน “สิงสู่” จะมีนัยยะของการยึดครองอำนาจในทิศทางแบบ “บนลงล่าง” หรือ “ศูนย์กลางแผ่ขยายออกสู่ชายขอบ”

แต่เมื่อดูหนังแล้ว “การฝังราก” แบบวิศิษฏ์ กลับทำให้ผมนึกย้อนไปถึงหนังเรื่อง “ตะเคียน” ของ “เฉลิม วงค์พิมพ์” ซึ่งยุคนั้น (พ.ศ.2546) คำว่า “รากหญ้า” กำลังเริ่มฮิตพอดี

สิ่งที่เฉลิมทำในหนังเรื่องดังกล่าว ก็คือ การกำหนดให้ “ผีนางตะเคียน” ซึ่งเป็นตัวแทนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนา ปล่อยรากตะเคียนที่ไม่ใช่แค่รากหญ้า (และใหญ่โคตรๆ) ออกมาทะลุทะลวงร่างของผู้มีอำนาจ

ผมรู้สึกว่า “การฝังราก” ของวิศิษฏ์ กับ “รากตะเคียน” ของเฉลิมนั้น อาจมีความหมายคล้ายคลึงหรือสอดคล้องกันบางส่วน

อีกรายละเอียดที่เข้าท่ามากๆ คือ เรื่องภาษา

ช่วงต้น “ภาษาบาลี” ถูกใช้โดย “นายแม่” และกลุ่มลัทธิพิธี ในฐานะที่เป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ ภาษาเรียกวิญญาณกลับคืนร่าง ภาษาสะกดผีเร่ร่อน

แต่ท้ายที่สุด เราจะพบว่าบรรดาผีก็สื่อสารกันด้วยภาษานี้ แม้กระทั่งวิญญาณเร่ร่อนก็ยังนัดแนะกันผ่านภาษาอันศักดิ์สิทธิ์ข้างต้น

เท่ากับว่าฐานานุศักดิ์หรือลำดับชั้นทางภาษาได้ถูกพังทลายลงโดยปริยาย

ข้อน่าเสียดายและภาพประทับใจของ “นักแสดง”

แน่นอน ทีมละครเวที “บี-ฟลอร์” มีบทบาทอย่างสูงในการกำกับและออกแบบการแสดงให้แก่หนังเรื่องนี้ ซึ่งนับเป็นงานเบื้องหลัง

แต่ผมยังอดเสียดายไม่ได้ว่า สำหรับงานเบื้องหน้า วิศิษฏ์ใช้สอยทรัพยากรบุคคลกลุ่มนี้น้อยไปนิด

สิงสู่ ศิลปาธร

สุดท้าย “ธีระวัฒน์ มุลวิไล (คาเงะ)” ก็ยังไม่ได้รับที่ทางหรือบทบาทการแสดง “เจ๋งๆ” ในโลกภาพยนตร์เสียที

“จารุนันท์ พันธชาติ” อาจได้รับบทที่มีมิติซับซ้อนกว่า “คาะเงะ” แต่นั่นก็ยังเป็นบทรอง ซึ่งไม่ได้ใช้ศักยภาพของเธอชนิดเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์

สิงสู่ จารุนันท์

ส่วน “อนันดา-จ๋า” นั้นทำหน้าที่ได้ตามมาตรฐาน

จาก “ทัศน์วรรณ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา” ใน “เปนชู้กับผี” มาจนถึง “ทาริกา ธิดาทิตย์” ใน “สิงสู่” เราได้เห็นว่าวิศิษฏ์มีความฉลาดในการเลือกนักแสดงหญิงรุ่นใหญ่มาร่วมงาน

คุณลักษณะที่มาพร้อมกับนักแสดงอาวุโสกลุ่มนี้ ไม่ใช่เพียงฝีมือการแสดงที่เชื่อถือได้ แต่ยังรวมถึงบุคลิก หน้าตา ท่าทาง ร่างกายสูงสง่าน่าเกรงขาม อันเหมาะสมกับบทบาท (ทัศน์วรรณเคยพอฟัดพอเหวี่ยงกับ “สุพรทิพย์-ศิรพันธ์” ยังไง ทาริกาก็กด “จ๋า ณัฐฐาวีรนุช” ได้อยู่หมัดในทำนองเดียวกัน)

นักแสดงที่ผมประทับใจอีกราย คือ “พลอย ศรนรินทร์” ที่บุคลิกสดใสแฝงแววตาเศร้าๆ ของเธอ ดูมีเสน่ห์ลึกลับดี นอกจากนี้ ในซีนย้อนอดีตที่เธอแต่งชุดนักเรียนนั้น พลอยช่างมีใบหน้าที่เหมือนกับ “จินตหรา สุขพัฒน์” สมัยสาวๆ แบบสุดๆ

คำเตือน!

สิงสู่ ร่างกาย

ยังยืนยันและอยากย้ำเตือนปิดท้ายว่า ผลงานหนังยาวในระยะหลังๆ ของวิศิษฏ์นั้นมีลักษณะ “หลายหน้า” 

ดังนั้น จะน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเราไปพยายาม “กักขัง” ตัวละครในหนังของเขา ให้ลงล็อกประกบติดเข้ากับตัวแสดงต่างๆ ในโลกความจริงของสังคมการเมืองไทย กระทั่งไม่เหลือที่ว่างสำหรับภาวะไหลเลื่อนหรือความเป็นไปได้ชนิดอื่นๆ บ้างเลย

 

คนมองหนัง

ไม่มี “อนาคต” ใน “Ten Years Thailand” ?

ไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในรอบปฐมทัศน์ประเทศไทย ณ โรงภาพยนตร์สกาล่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม แต่มีโอกาสไปนั่งดู “Ten Years Thailand” ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา (วันเดียวกับที่หนังผ่านเซนเซอร์พอดี)

บันทึกชิ้นนี้เลยอาจจะไม่ได้กล่าวถึงงานฉายหนัง “Ten Years Thailand” ในฐานะกิจกรรมทางการเมือง ณ วันปลดล็อกการเมืองปลายปี 2561 ก่อนการเลือกตั้งต้นปี 2562 แต่คงพูดถึงมันในฐานะ “หนัง -การเมือง- ไทย” เรื่องหนึ่ง (แถมด้วยปฏิกิริยาบางอย่างจากคนดูต่างชาติ)

ขออนุญาตเขียนถึงหนังสั้นแต่ละตอน ก่อนจะสรุปภาพรวมของ “Ten Years Thailand” ทั้งเรื่องในหัวข้อสุดท้าย ดังนี้

“Sunset” โดย อาทิตย์ อัสสรัตน์

โครงเรื่องว่าด้วยความรักความสัมพันธ์ “ร่วมชนชั้น-ภูมิภาค” ระหว่าง “พลขับทหารเกณฑ์” ที่ติดสอยห้อยตามนายมาตรวจสอบ-เซนเซอร์ผลงานศิลปะ กับ “พนักงานทำความสะอาดสาว” ในแกลเลอรี่ นั้นนับว่าน่าสนใจ

อาทิตย์ถ่ายทอดเรื่องราวจากโครงสร้างที่แข็งแรงออกมาได้สนุก ขำขัน อุ่นๆ กรุ่นๆ กำลังดี

sunset

หนังไม่ได้แสดงเจตนาจะก้าวข้าม “ความขัดแย้งสองขั้ว” อย่างเด่นชัด ขณะเดียวกัน ก็มิได้จงใจจะรวบรวมพลังของคนเล็กคนน้อยเพื่อตอกกลับผู้มีอำนาจรัฐอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดี ผมออกจะรู้สึกแปลกประหลาดและอึดอัดนิดๆ กับท่าทีบางประการของหนัง ซึ่งพยายามจะอธิบาย “ความยากลำบากใจ” ในการปฏิบัติหน้าที่ของนายทหาร ไปพร้อมกับการขายความไร้สาระ ความกร่าง แบบไม่ได้เรื่องได้ราวของนายตำรวจ

(แต่ไม่แน่ใจว่านั่นคือประสบการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นกับศิลปินบางรายและแกลเลอรี่บางแห่งหรือเปล่า?)

“Catopia” โดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

หนังพูดถึง “โลกประหลาด” ที่ถูกยึดครองโดย “มนุษย์แมว” ณ ที่นั้น ยังมี “มนุษย์จริงๆ” หลงเหลืออยู่ เขาหลบซ่อนแอบแฝงอัตลักษณ์ของตนเองอย่างแนบเนียนมาได้หลายปี ก่อนจะหลุดเผยมันออกมาระหว่างเข้าช่วยเหลือ “มนุษย์แมวเพศหญิง” ซึ่งกำลังโดนล่าแม่มดและรุมประชาทัณฑ์

โจทย์ด้านโปรดักชั่นที่วิศิษฏ์เลือกนั้นจัดว่า “ยาก” แต่เทคนิคพิเศษทางคอมพิวเตอร์ในการสร้างภาพ “มนุษย์หัวแมว” ก็ทำออกมาได้ดีไม่มีจุดติดขัด

ผมชอบภาวะ “ลักลั่นย้อนแย้ง” ในการดำรงอยู่อย่างแปลกแยกจากสังคมแมวของตัวละครนำ ที่หนังถ่ายทอดเอาไว้ กล่าวคือ ด้านหนึ่ง เหล่า “มนุษย์แมว” ก็ปฏิบัติหรือมองเห็นเขา ราวกับเขาเป็นพวกเดียวกับมัน แต่อีกด้าน ผู้ชมภาพยนตร์ก็จะตระหนักได้ว่าตัวละครรายนี้เป็น “มนุษย์ธรรมดา” มิใช่ “มนุษย์หัวแมว” (พูดอีกอย่าง วิศิษฏ์กำลังพยายามผลักให้คนดูเข้าไปตกที่นั่งเดียวกับตัวละครนำ)

นี่คือปริศนาว่าถึงที่สุดแล้ว ตัวละครนำของ “Catopia” ปลอมตัวอย่างไรจนหลุดรอดสายตา “มนุษย์แมว” มาได้เนิ่นนาน หรือในความเป็นจริง พวก “มนุษย์แมว” ก็แชร์โลกทัศน์แบบเดียวกับผู้ชมในโรงภาพยนตร์ (แง่นี้ คนดูอาจกลายเป็นหนึ่งใน “มนุษย์หัวแมว”) และทราบดีว่าเขาไม่ใช่พวกมัน เพียงแต่เสแสร้งกลบเกลื่อนความสงสัยเอาไว้

catopia

ถ้าหนังตอนของวิศิษฏ์จะมี “จุดอ่อน” อยู่บ้าง นั่นก็เห็นจะเป็นพล็อตเรื่องที่คาดเดาได้ไม่ยาก (คนดูสามารถล่วงรู้บทสรุปก่อนหน้าหนังจะเฉลย) เนื้อหาไม่สลับซับซ้อน ตามแนวทางการทำงานยุคหลังของผู้กำกับ ที่หันเหตนเองมาสู่การสร้างภาพยนตร์-เขียนนิยายในตระกูล “ไลท์โนเวล” เต็มตัว

ขึ้นอยู่กับว่าผู้ชมวงกว้างและแฟนๆ ของวิศิษฏ์ จะพอใจกับตัวตนแบบนี้หรือไม่ มากน้อยแค่ไหน?

เมื่อสิ่งที่ถูกบรรจุไว้ในหีบห่ออันฉูดฉาด น่าทึ่ง ตระการตา คือ เนื้อหาสาระที่กระชับ ชัดเจน ตรงไปตรงมา แต่อาจไม่ลุ่มลึก ถอนรากถอนโคนแบบสุดๆ

“Planetarium” โดย จุฬญาณนนท์ ศิริผล

นี่คือหนังตอนที่เตะตา, ต้องใจ และแปลกประหลาดสุดใน “Ten Years Thailand”

หนังเล่าเรื่องราวภายใน “สังคมค่ายลูกเสือ” ที่ผู้มีอำนาจ ซึ่งแลดูเป็นคุณป้าใจดีมีคุณธรรม พร้อมด้วยเหล่าลูกเสือวัยเยาว์ใส่แว่นมาดเนิร์ดจำนวนมาก พยายามเฝ้าสอดส่องและคอยจัดระเบียบพฤติกรรมของผู้คน

หากใครฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ พวกเขาจะถูกจับกุมและโดนส่งตัวออกไปสู่จักรวาลอันไกลลิบลับ เพื่อเข้ารับการปลูกฝังความคิด จัดระเบียบร่างกาย ให้กลายเป็นประชากรลูกเสือคนใหม่ หรือ “เด็กดี” ภายใต้ระบอบอำนาจเดิม

planetorium

ก่อนหน้านี้ จุฬญาณนนท์เคยทดลองนำเสนอ/หยอกล้อจักรวาลทัศน์หรือแนวคิดเรื่องไตรภูมิแบบไทยๆ ด้วยรูปแบบที่อิงแอบหรือได้รับแรงบันดาลใจจากหนัง-นิยายวิทยาศาสตร์ตะวันตกมาแล้ว ในวิดีโออาร์ตบางชิ้นของเขา

ซึ่งบางครั้ง ผมก็รู้สึกว่าจุฬญาณนนท์เดินทาง “ไปไกลโพ้น” เกินควร แต่พอมาเล่นกระบวนท่าคล้ายๆ กันในโปรเจ็คท์ Ten Years งานของเขากลับออกมาเวิร์ก ชวนครุ่นคิด และมีอารมณ์ขันร้ายกาจกำลังดี

จุฬญาณนนท์อธิบายกับคนดูที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ว่า “จักรวาล” ในหนังของเขา ไม่ใช่ “จักรวาลแบบวิทยาศาสตร์” เสียทีเดียว แต่มันมีความโน้มเอียงจะเป็น “จักรวาลวิทยาแบบพุทธ” มากกว่า

(เช่นเดียวกับ “พีระมิดนีออน” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากงานวัดมากกว่าความเป็นวิทยาศาสตร์ใดๆ)

ในภาพกว้าง หนังสั้นตอนนี้จึงพูดถึงการปะทะ/หลอมรวมกันระหว่างจักรวาลวิทยาสองแบบ

อย่างไรก็ดี “Planetarium” ไม่ได้พาผู้ชมออกเดินทางไปสู่จักรวาลอันกว้างใหญ่เท่านั้น แต่หนังสั้นตอนนี้ยังย้ำเตือนว่า สุดท้ายแล้ว อำนาจที่เหมือนจะอยู่ห่างไกล สามารถคล้อยเคลื่อนเข้ามากดทับครอบคลุมร่างกายของเราอย่างแนบชิดและนุ่มนวลเพียงใด ผ่าน “วัตถุสิ่งของ” ตลอดจนพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์บางชนิด

“Song of the City” โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

นี่เป็นหนังเรียบง่าย ดูเพลินๆ และมีลักษณะผสมผสานระหว่างเรื่องแต่งกับสารคดีในสไตล์ “อภิชาติพงศ์”

ยิ่งกว่านั้น หนังสั้นตอนนี้ยังถ่ายทำในสวนสาธารณะกลางเมืองขอนแก่น จนคล้ายเป็นส่วนต่อขนาดย่อมๆ ของ “รักที่ขอนแก่น” หนังยาวเรื่องหลังสุดของผู้กำกับ

หนังถ่ายทอดบทสนทนาระหว่างตัวละครหลากกลุ่ม หลายภูมิหลัง ซึ่งต่างมีปัญหา มีสภาพชีวิต ณ ปัจจุบัน มีความทรงจำเกี่ยวกับอดีต ที่ผิดแผกกันไป

ชีวิตของพวกเขาเหล่านี้ดำเนินเคียงคู่ไปกับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสวนสาธารณะ

ทว่าสิ่งที่ยังยืนหยัดตั้งตรงอยู่อย่างมั่นคง ประหนึ่งศูนย์กลางของจักรวาล ท่ามกลางสรรพชีวิตและสภาพแวดล้อมอันไหลเลื่อนเคลื่อนไหว ก็คือ อนุสาวรีย์และภาพประติมากรรมนูนต่ำเชิดชูเกียรติคุณของ “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” อดีตนายกรัฐมนตรี และชุดบทเพลงที่ขับกล่อมโสตประสาทของเรามาตลอดชั่วอายุขัย

อภิชาติพงศ์คล้ายกำลังนำเสนอภาพรวมของสังคมไทย (ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต) ด้วยสถานการณ์ย่อยๆ ในพื้นที่เฉพาะเล็กๆ ซึ่งปรากฏผ่านหนังตอนนี้

song of the city

สารจากเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำชาวไทยอาจมีความเฉพาะเจาะจงเกินไปในมุมมองของคนดูระดับสากล เช่น มีผู้ชมฝรั่งที่สิงคโปร์ตั้งคำถามขึ้นว่าอนุสาวรีย์ในหนังคืออนุสาวรีย์ของใคร? และเขามีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อประเทศไทย?

กระทั่งผู้ชมคนไทยเอง ถ้าใครที่ไม่ทราบประวัติชีวิตและความสนใจส่วนบุคคลของอภิชาติพงศ์ ไม่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย และไม่รู้จักเมืองขอนแก่น

พวกเขาก็ย่อมงุนงงได้ง่ายๆ ว่าอนุสาวรีย์ในหนัง (ซึ่งไม่ได้มีคำอธิบายประกอบ –ทั้งที่เป็นตัวอักษรและเสียงพูด- อย่างชัดเจน) คือ ภาพแทนของใคร?

อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัว ผมชอบภาวะอีหลักอีเหลื่อระหว่างความสถาวรแน่นิ่งของอนุสาวรีย์แห่งบุคคลผู้เป็นต้นธารของผู้นำเผด็จการทหารแบบไทยๆ กับพลวัตความเปลี่ยนแปลงนานัปการที่หมุนวนอยู่รายรอบ ในวิถีชีวิตประจำวันของคนเล็กคนน้อย

ขณะเดียวกัน อภิชาติพงศ์ก็ยังหยอกล้อกับเรื่องยากๆ เช่น “เพลงชาติ” ได้อย่างมีอารมณ์ขันแพรวพราวเช่นเคย

ประเทศไทยที่ปราศจาก “อนาคต”

ten years thailand poster

คนที่ได้ดูหนังย่อมสังเกตเห็นว่า หนังสั้นทุกตอนใน “Ten Years Thailand” แทบมิได้มุ่งถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับ “อนาคต” ในแง่ของ “ความเปลี่ยนแปลงที่จะบังเกิดขึ้น ณ ภายภาคหน้า”

ตรงกันข้าม ผู้กำกับทั้งสี่รายคล้ายกำลังแสดงความห่วงใยถึงภาวะปัจจุบันของประเทศไทย (Thailand Now) หรือกระทั่งผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งค่อยๆ กลายสภาพเป็นอาการป่วยไข้ยากเยียวยาของประเทศไทยในวันนี้มากกว่า

“เวลา” ใน “Ten Years Thailand” จึงไม่ได้เดินทางเป็นเส้นตรงไปสู่วิวัฒนาการหรือความเสื่อมทรุดแบบใดแบบหนึ่ง

ทว่า “เวลา” ในหนังนั้นเดินเป็นวงกลม ซึ่ง “อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต” ต่างวนเวียนกลืนกลายซ้อนทับกันไม่รู้จบ จนแทบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

โดยสรุป “Ten Years Thailand” คือ หนังที่มีแนวโน้มจะคิดและพูดถึง “ปัจจุบัน” และ “อดีต” ของสังคมไทย ในฐานะอุปสรรค หลุมพราง และเงาทอดยาวที่ยากก้าวข้าม

ในแง่รูปแบบ ขณะที่อาทิตย์และอภิชาติพงศ์เลือกเล่าเรื่องราวด้วยลักษณะ “สมจริง” วิศิษฏ์และจุฬญาณนนท์กลับเลือกหนทางอันแตกต่าง ผ่านลักษณะ “เหนือจริง”

ในแง่เนื้อหา ขณะที่อาทิตย์และวิศิษฏ์เลือกกล่าวถึงชะตากรรมและสายสัมพันธ์ระหว่างคนตัวเล็กๆ ซึ่งคล้ายจะสังกัดอยู่ในฝักฝ่ายทางการเมืองอันตรงกันข้าม

จุฬญาณนนท์และอภิชาติพงศ์กลับอธิบายโลกภายใต้อิทธิพลแห่งจักรวาลทัศน์อันกว้างใหญ่ไพศาล ที่คอยกดทับความคิด-ชีวิต-ภาวะกลับไม่ได้ไปไม่ถึงของคนเล็กคนน้อยทั้งหลายเอาไว้

แน่นอนที่สุด “อนาคต” คือ ภาพที่แทบไม่ปรากฏในหนังเรื่องนี้ หนังไม่มีคำตอบชัดๆ ว่า เมืองไทยในอีกสิบปีข้างหน้าจะเป็นเช่นไร?

จนสามารถอนุมานได้ว่าในมุมมองของคนทำหนังทั้งสี่ราย “อนาคต” ของประเทศไทย ก็คงไม่ต่างอะไรจาก “ปัจจุบัน” ที่ดำรงอยู่ และ “อดีต” ที่ยังไม่ยอมผ่านพ้นไปไหน

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เรตติ้ง “สังข์ทอง” กระเตื้องขึ้นเล็กน้อย? จับตาการปรากฏตัวของ “รจนาสวมรูปเงาะ”

สัปดาห์ก่อน แม้ละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง” จะถูกเบียดตกลงไปเป็นเบอร์สองในตารางรายการทีวีที่ทำเรตติ้งสูงสุด เพราะพ่ายแพ้กระแสร้อนแรงของการแข่งขันฟุตบอลซูซูกิคัพระหว่างไทยกับสิงคโปร์

ทว่าละครก็มีเรตติ้งที่ดีขึ้น คือ 6.779 ในวันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน และ 6.699 ในวันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน หากเทียบกับตัวเลข 6.156 และ 6.538 ของวันที่ 17-18 พฤศจิกายน

ต้องจับตาดูว่าเมื่อตัวละคร “รจนาสวมรูปเงาะ” ที่รับบทโดย “วรัญภรณ์ พัฒน์ช่วย” ออกแผลงฤทธิ์แบบเต็มๆ เรตติ้งของ “สังข์ทอง 2561” จะไปได้ดีแค่ไหน?

ข้อมูลเรตติ้งจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-19-25nov-61/

ขอบคุณภาพประกอบจาก ยูทูบสามเศียร

คนมองหนัง

บันทึกถึง “ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.2”

(เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์)

หนึ่ง

ขอเริ่มต้นจากสิ่งที่ไม่ค่อยชอบก่อน

ประการแรก รู้สึกว่าโครงสร้างเรื่องราวในภาคนี้มันคมชัดเป็นระบบน้อยลง

เมื่อกรอบโครงความคิดที่เคยแข็งแกร่งของหนังคล้ายจะอ่อนแอลงหรือไม่ถูกเน้นย้ำ

การถ่ายทอดภาพรวมหรือภาพแทนของหมู่บ้าน/ชุมชน/สังคมอีสานร่วมสมัยในมุมมองเชิงวิพากษ์ ซึ่งโดดเด่นมากๆ ในสองภาคแรก จึงเลือนรางลงไปด้วย

ประการต่อมา เห็นด้วยว่านี่คือหนังภาค “2.2” ไม่ใช่ “3” เพราะหนังใช้เวลามากพอสมควรในการเล่าเรื่องราวที่ย้อนกลับหรือทับซ้อนคาบเกี่ยวกับหลายเหตุการณ์ในภาค “2.1”

โดยส่วนตัวแอบรู้สึกว่าการออกสตาร์ทประเด็นใหม่ๆ ของ “ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.2” นั้นเริ่มต้นช้าไปนิด

สอง

เมื่อ “ไทบ้านฯ 2.2” ไม่เน้นโครงสร้างหรือภาพกว้าง นี่จึงเป็นหนังที่เล่าเรื่องราวผ่านการลงรายละเอียดชีวิตของบรรดาตัวละครหลักๆ ซึ่งเป็นปัจเจกบุคคล/กลุ่มคนรายย่อยๆ

เรื่องราวของบางคน/บางกลุ่มเข้มข้นดี แต่เรื่องราวของบางคน/บางกลุ่มก็จมหายไปจนน่าเสียดาย

คู่ที่ผมค่อนข้างผิดหวังและรู้สึกว่ามีมิติน้อยลง คือ “เฮิร์บกับเจ๊สวย”

เฮิร์บ

ในภาค 2.1 เหมือนเฮิร์บจะเก็บงำปัญหาลึกลับบางอย่างอยู่ในใจ แต่ภาคนี้หนังกลับไม่เฉลยหรือกล่าวถึงปัญหาดังกล่าวเพิ่มเติม หนังใส่ประเด็นความเข้าใจผิด/โลกทัศน์ที่แตกต่างระหว่างเขยฝรั่งกับสาวหมวยอีสานเข้ามา ทว่าก็ทำให้มันจางหายลงไปแบบง่ายๆ (อย่างไรก็สาม ฉากล่างูสิงไปฝากเมียนั้นดีมากๆ) พร้อมลงเอยอย่างค่อนข้างแฮปปี้ด้วยการคลอดลูก

เอาเข้าจริง เรื่องราวว่าด้วย “สามสหายขี้เมา” ไม่มีงานการทำหน้าร้านเจ๊สวยกับคนบ้าอย่าง “โรเบิร์ต” ยังมีมิติ มีอารมณ์ดราม่า และมีปมปัญหาเรื่องความรู้สึกผิดบาป ที่เข้มข้น-น่าสนใจกว่าคู่ “เฮิร์บและเจ๊สวย” เสียอีก

สามสหาย

“ป่อง” ยังเป็นตัวละครที่ผมรักและผูกพันที่สุด

ผมดีใจที่ได้เห็นชะตากรรมอันไม่สวยหรูของ “สโตร์ผัก” ซึ่ง (เกือบจะ) ล้มเหลว

ฝันฟุ้งเฟื่องของ “ป่อง” กลายเป็นฝันร้าย

หนุ่มอีสานลูกผู้ใหญ่บ้านที่จบปริญญาจากกรุงเทพฯ กลายเป็นคนช่างคิดช่างฝัน เจ้าไอเดีย แต่ทำอะไรไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอัน (ไม่ practical) และเริ่มรู้จักคำว่าแพ้

ป่อง

อย่างไรก็ดี ผมค่อนข้างเสียดายที่หนังคลี่คลายปัญหาให้ “ป่อง” ด้วยการพามันซมซานกลับไปหาพ่อผู้ใหญ่และครอบครัว (นี่มัน “บักป่อง” นะเว้ย ไม่ใช่ “อี้ เลือดข้นคนจาง”) และเสกให้ธุรกิจที่เพิ่งล้มเหลวของ “ป่อง” ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาแบบหน้าตาเฉย (และฟลุ้กๆ) ด้วยอิทธิฤทธิ์เฟซบุ๊ก (ก่อนที่มันจะโดนพี่มาร์กและทีมงานหลอกให้บูสต์โพสต์ในขั้นตอนต่อไป 555)

“จาลอด” เหมือนจะสูญเสียบท “พระเอก” ไปโดยสมบูรณ์

ในหนังภาค 2.2 เขายังเป็น “ผู้ช่วยนักธุรกิจ” ของ “ป่อง” เป็นตัวละครสมทบเมื่อประกบกับ “พระเซียง” แม้แต่เวลาเข้าฉากกับ “มืด” บทบาท-แอคชั่น-อารมณ์ของ “บักมืด” ก็ยังแลดูเข้มข้นรุนแรงฉูดฉาดกว่า

แต่จุดน่าสนใจ คือ การดำรงอยู่ของ “จาลอด” ในธุรกิจสโตร์ผักของ “ป่อง” นั้น เป็นดังปากเสียงของชาวบ้านท้องถิ่น ที่ไม่เคยออกไปไหนไกลจากชุมชน ไม่ได้เป็น “คนอีสานผู้เรียนรู้โลกกว้าง”

จาลอด

ทว่า “จาลอด” และพี่ๆ น้าๆ อาๆ หลวงพี่ และหลวงปู่อีกมากมายหลายคน เป็นคนที่ทำงาน ลงแรง เสียเหงื่อจริงๆ

คนลงแรงเหนื่อยอย่าง “จาลอด” นี่เอง ที่กล้าเอ่ยเตือนว่าบางสิ่งที่ “ป่อง” คิดฝันว่ามันดี มันใช่นั้น “มันไม่ใช่และไม่เวิร์ก”

หลายคนจับจ้อง “พระเซียง” กับฉากปัญหาที่ทำให้หนังเกือบไม่รอดเงื้อมมือกรรมการเซนเซอร์

ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ถูกตัดออกไปนั้นลดทอนพลังดราม่าในฉากไคลแมกซ์ช่วงท้ายภาพยนตร์ลงพอสมควร

แต่ผมยังอยากจะยืนยันว่า “ภาพพระร้องไห้กอดโรงศพอดีตคนรัก” เป็นอะไรที่ “ขี้ปะติ๋ว” มากๆ หากเทียบกับ “ใจความสำคัญ” ที่ “พระเซียง” ครุ่นคิดเอื้อนเอ่ยมาตลอดทั้งเรื่อง

นั่นคือจุดใหญ่ใจความที่ว่า พุทธศาสนา/วัด/พระ ไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหา/ความทุกข์ทางโลกย์ให้แก่ฆราวาสได้

นี่คือปัญหาท้าทายที่ “พระเซียง” เน้นย้ำอยู่เสมอ ทั้งกับน้องๆ เด็กๆ ยามไปเทศน์ที่โรงเรียน ย้ำกับตัวเองเมื่อคิดถึงคนรักเก่า และเอ่ยสารภาพกับเพื่อนฝูงหลังสึกออกมาแล้ว

พระเซียง

ใจความดังกล่าวคือสิ่งที่อำนาจรัฐควรหวาดหวั่นมากกว่าเหตุการณ์เล็กๆ เรื่อง “พระร้องไห้”

เพราะความเห็นความรู้สึกของ “พระเซียง” เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางอารมณ์ความรู้สึกขนาดใหญ่ ที่ผู้คนจำนวนมากในสังคมมี/รู้สึกร่วมกัน ตั้งแต่ชาวบ้านต่างจังหวัดถึงคนเมืองจำนวนไม่น้อย

สาม

พระเซียง จาลอด ป่อง

มีประเด็นหนึ่งที่ปรากฏขึ้นบ่อยๆ ใน “ไทบ้านฯ 2.2” และผมรู้สึกชอบมากๆ นั่นคือ ตัวละครในหนังเรื่องนี้นั้น “ทำผิด/คิดผิด” กันมากมายหลายครั้ง

“ป่อง” ประเมินแผนธุรกิจของตนเองผิดพลาด “พระ/ทิดเซียง” ยังคงทำผิดกับ “ปริม” สม่ำเสมอ “บักมืด” ก็มีพฤติกรรมเกเรจนทำผิดในหลายเรื่อง “สามสหาย” ทำผิดกับ “โรเบิร์ต” “เจ๊สวย” ก็อาจคิดผิดที่เชื่อยายข้างบ้าน “ไอ้อ้วน” ที่พยายามช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งจากรักสามเส้าระหว่าง “หัวหน้าห้อง” “สิงห์” และ “มืด” ก็กำลังช่วยเพื่อนด้วยคำขู่ซึ่ง “ผิด” หนักกว่าเดิมในเชิงหลักการ 555

จุดน่าสนใจข้อแรกต่อประเด็นนี้ คือ หนังไม่พยายามแสวงหาความชอบธรรมให้แก่การทำผิดของเหล่าตัวละคร

ประมาณว่าคนทำผิดก็คือคนทำผิด ไม่ใช่ทำผิดเพราะมีเหตุผลที่ถูกต้อง/ฟังขึ้นซ่อนอยู่เบื้องหลัง มนุษย์เราผิดพลาดมืดบอดกันได้ทุกคน โดยที่ชีวิตดีๆ แย่ๆ ยังคงดำเนินต่อไป (และเราไม่อาจลงทัณฑ์ “คนทำผิด” ด้วยการลดทอน “ความเป็นมนุษย์” ของพวกเขา)

จุดน่าสนใจต่อมา คือ เหมือนตัวละครเกือบทั้งหมดจะไม่ได้สำนึกผิด/เอ่ยขอโทษในสิ่งที่ตนเองทำผิดพลาดอย่างตรงไปตรงมา (อาจจะยกเว้นกรณี “สามสหาย” ที่พยายามตามหาตัว “โรเบิร์ต” ก่อนจะเตะตูดมันป้าบนึง หรือฉากที่ “มืด” บอกว่าพี่ชายเช่น “จาลอด” คือคนที่รักเขามากที่สุด แต่มันก็ไม่ได้ขอโทษในสิ่งที่เคยก่อความฉิบหายเอาไว้)

ที่สำคัญ ทุกคนยังเดินหน้าทำในสิ่งที่ “อาจจะผิด” ต่อไปเรื่อยๆ เช่น “ป่อง” ที่พยายามหาเงินทุนก้อนใหม่ หลังธุรกิจได้ยอดไลก์เยอะแยะในโซเชียลมีเดีย หรือที่ “มืด” พูดกับ “ทิดเซียง” (ซึ่งยังไม่รู้จะทำอะไรต่อ) ราวๆ ว่า คนเลวยังไงก็เป็นคนเลว

พูดง่ายๆ ว่าไม่มี “ไม้บรรทัดจริยธรรม” มาคอยกำกับ/ตรวจสอบ/เทียบวัด “คุณงามความดี” ของตัวละครในหนังเรื่องนี้

สี่

ไทบ้าน 2.2

ผมเคยเสนอว่าแนวคิด “บ้าน-วัด-โรงเรียน” หรือสถานภาพของ “ตัวแทนอำนาจรัฐ” ต่างๆ นั้น ได้ถูกหนังในจักรวาล “ไทบ้าน” หยิบมาดัดแปลง เคลื่อนย้าย เขย่า หยอกล้อกันอย่างมันมือและอารมณ์

ท่ามกลางโครงเรื่องที่หละหลวมขึ้น หนังภาค 2.2 ยังคงกล่าวถึงรัฐและตัวแทนอำนาจรัฐ ในฐานะของตัวแสดง/องค์กรที่ค่อนข้างจะไม่มีบทบาทและไร้น้ำยา

คุณค่าหรือความหมายในทางสังคมของ “วัด” ก็ถูก “พระ/ทิดเซียง” ทำลายลงจนย่อยยับ

ตลอดทั้งเรื่อง เราเห็นบทบาทของ “ครูแก้ว” ใน “ครัวเรือน” ไม่ใช่ใน “โรงเรียน” มิหนำซ้ำ “จาลอด” ยังยุกึ่งหยอกให้ “มืด” หยุดเรียน และไปต่อย ผอ.

หมอปลาวาฬ

“หมอปลาวาฬ” (คนเดิม) มีสถานะเป็นเพียงเครื่องมือที่ถูกฉวยใช้มาช่วยโปรโมทธุรกิจสโตร์ผัก

และเมื่อ “หัวหน้าห้อง” เจอปัญหารักสามเส้า เธอก็ถูกลดสถานะลงเป็นเพียง “อีขี้ข้า-อีลูกน้อง”

หัวหน้าห้อง

เราเห็น “ตำรวจหนุ่ม” หนึ่งนาย มาร่วมเป็นหุ้นส่วนธุรกิจที่เกือบเจ๊งของ “ป่อง” ไม่มี “ทหาร” ปรากฏตัวในหนังเรื่องนี้ (กางเกงลายพรางตอนท้ายๆ น่าจะเป็นของผู้ช่วยสัปเหร่อ)

พลานุภาพที่น่าเกรงขามเพียงประการเดียวของตัวแทนอำนาจรัฐในหนังภาคนี้ คือ การหว่านเงินแบบ “ประชานิยม” (หรือจะ “ประชารัฐ” ก็ได้ 555) ของแม่บุญทุ่มอย่าง “ครูแก้ว”

ครูแก้ว

ที่ทั้งซื้อตู้เย็นให้บ้านแฟน (โดยใช้เงินพ่อ), ซื้อมอเตอร์ไซค์ให้น้องชายแฟนขี่ไปจีบสาว, จ้างลูกศิษย์ไปโรงเรียน และเผลอๆ อาจจะซื้อรถเก๋งให้แฟนขับในอนาคต

ทั้งหมดนั้นคือการอุปถัมภ์สงเคราะห์ครอบครัวแค่หน่วยเดียว ผ่านสายสัมพันธ์/ความสนิทเสน่หาส่วนตัว แต่ไม่ได้สร้างโอกาสให้เกิดความเปลี่ยนแปลงวงกว้างในระดับชุมชน

ห้า

เมื่อ “รัฐราชการ” ไม่มีน้ำยา แล้วความหวัง/อนาคต/ความเปลี่ยนแปลงของคนหรือชุมชนอีสานใน “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” นั้นถูกฝากไว้กับผู้ใด (นอกจากตัวเอง)?

บุคคลกลุ่มแรกคือ “นักการเมือง” ที่มาพร้อมกับความหวัง

สิริพงศ์

ในที่สุด “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” นายทุนและผู้อำนวยการสร้าง “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” ก็ปรากฏกายเป็นนักแสดงรับเชิญของ “ไทบ้านฯ 2.2”

“สิริพงศ์” รับบทเป็นว่าที่นายทุนคนใหม่ ซึ่งจะเข้ามาสนับสนุนธุรกิจกิจการสโตร์ผักของ “ป่อง”

เขาคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ขาดหายไปในภาพความคาดหวังของ “คนอีสานผู้เรียนรู้โลกกว้าง” ของ “หนุ่มสาวอีสานผู้เปี่ยมฝัน” ของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ

เขาคือเจ้าของเงินตราก้อนใหม่ ผู้ร่วมทุนรายใหม่ ผู้มอบโอกาสในการประกอบวิชาชีพแบบใหม่ๆ ซึ่งมิใช่ผู้อุปถัมภ์สงเคราะห์สไตล์ “ครูแก้ว”

(จริงๆ แล้ว แม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่าง “ป่อง” กับ “จาลอด” ในบางมิติ ก็วางฐานอยู่บนการเป็น “หุ้นส่วนธุรกิจ”)

นอกจอภาพยนตร์ “สิริพงศ์” คืออดีตว่าที่เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งเพิ่งย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย เพื่อลงสนามเลือกตั้งต้นปีหน้า

บุคคลกลุ่มที่สองที่มาพร้อมกับอนาคตของ “จักรวาลไทบ้าน” คือ “ผี” และ “สัปเหร่อ”

ฉากท้ายสุดของหนังภาค 2.2 บ่งบอกว่าหมู่บ้านในภาพยนตร์แห่งนี้กำลังเคลื่อนคล้อยเข้าสู่สถานการณ์/ยุคสมัยที่มีสิ่งลี้ลับ อำนาจเหนือธรรมชาติ พิธีกรรม-ความเชื่อทางไสยศาสตร์ เป็นแกนกลาง

หมู่บ้านแห่งนี้จะต้องเผชิญหน้ากับ “ผี” และ “หมอผี” ซึ่งย้อนแย้งกับ “ความเป็นอีสานสมัยใหม่” อันเป็นแก่นแกนหลักของหนังสามภาคที่ผ่านมา

จักรวาลไทบ้าน

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“รจนาสวมรูปเงาะ” นวัตกรรมสุดแหวกแนวที่ไม่เคยมีมาก่อน! ของ “สังข์ทอง 2561”

ในที่สุด “สังข์ทอง 2561” ก็เผยอีกหนึ่งท่าไม้ตายที่ทั้งแปลกใหม่และแหวกแนวจาก “สังข์ทอง” ฉบับเดิมๆ ออกมา

นั่นคือ การกำหนดให้ “รจนา” สวมรูปเงาะ จนกลายเป็น “เงาะหญิง”!

แน่นอน ผู้จะมารับบทบาทที่ถูกคิดค้นขึ้นใหม่ดังกล่าวย่อมมิใช่ “ปูเป้ เกศรินทร์ น้อยผึ้ง” ที่สวมบทพระธิดา “รจนา” อยู่เดิม

แต่คนที่จะมาแสดงบท “รจนายามสวมรูปเงาะ” นั้นได้แก่ “มีน วรัญภรณ์ พัฒน์ช่วย (ณ พัทลุง)”

มีน วรัญพร เงาะหญิง

“มีน วรัญภรณ์” ไม่ใช่คนแปลกหน้าของ “จักรวาลสามเศียร” เพราะเธอเริ่มต้นบทบาทนักแสดงในฐานะนางเอกหน้าใหม่ของละครเรื่อง “อุทัยเทวี 2560” ก่อนจะผันตัวไปเป็น “นางไม้ลักษณา” ใน “เทพสามฤดู 2560”

มีน วรัญพร อุทัยเทวี

มีน วรัญพร นางไม้

ขณะเดียวกัน สาวสวยหน้าคมคนนี้ยังฝากผลงานไว้ในละครทีวีประเภทอื่นๆ ของช่อง 7 สี เช่น ละครเย็น “ชะชะช่า ท้ารัก” และละครหลังข่าว “พ่อมดเจ้าเสน่ห์”

ก่อนเข้าวงการบันเทิง “มีน วรัญภรณ์” เคยผ่านประสบการณ์ประกวดนางงาม และมีดีกรีเป็นถึง “มิสมอเตอร์โชว์ 2558” ทั้งยังผ่านเข้ารอบ 12 คนสุดท้าย ในการประกวด “นางสาวไทย 2559” รุ่นเดียวกับ “ขวัญ ปิ่นทิพย์ อรชร” (ผู้รับบทพระธิดา “พรรณผกา”) ซึ่งคว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 และ “เพลง ชนารดี อุ่นทะศรี” (ผู้รับบทพระธิดา “ปัทมา”) ซึ่งผ่านเข้าถึงรอบ 5 คนสุดท้าย

(ถ้าใครลองชมคลิปข้างบนนี้ -ตั้งแต่นาทีที่ 14.40- จะพบเห็นความบังเอิญที่น่าเหลือเชื่อ เพราะทั้ง “มีน วรัญภรณ์” “ขวัญ ปิ่นทิพย์” และ “เพลง ชนารดี” นั้นถูกประกาศชื่อให้เข้ารอบ 12 คนสุดท้าย ติดกันสามรายรวด บนเวทีนางสาวไทย)

เดิมที ในพิธีบวงสรวงเปิดกล้อง “สังข์ทอง” เวอร์ชั่นล่าสุด “มีน วรัญภรณ์” ได้ปรากฏตัวด้วยชุดนางไม้ ทว่าสุดท้าย กลับมีการพลิกโผสร้างเซอร์ไพรส์ให้เธอต้องรับบทที่สำคัญ ท้าทาย และน่าตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง

เท่ากับว่าเส้นทางการแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ ของ “มีน” จะค่อยๆ คลี่คลายจากการเป็นนางเอก มาเป็น (กึ่ง) นางร้าย และตัวตลกเรียกอารมณ์ขัน!

รวม น้องมีน วรัญพร

ต้องจับตาดูว่า ตัวละคร “รจนาสวมรูปเงาะ” ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จะกระตุ้นเรตติ้ง “สังข์ทอง 2561” ให้ผงาดพุ่งสูงได้อีกระลอกหรือไม่?

เพราะเรตติ้งล่าสุดเมื่อวันที่ 17-18 พฤศจิกายนของละครเรื่องนี้อยู่ที่ 6.156 และ 6.538 ห่างไกลจากตัวเลข “เกิน 8” ช่วง “พระสังข์ถอดรูปเงาะตีคลีกับพระอินทร์” ลิบลับ

นอกจากนี้ ยังน่าเฝ้าติดตามว่า “มีน วรัญภรณ์ พัฒน์ช่วย” จะแจ้งเกิดในบท “รจนาแปลงเป็นเงาะ” ได้อย่างงดงาม เหมือนกับที่ “ปอนด์ โอภาภูมิ ชิตาพัณณ์” ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการสวมบท “เจ้าเงาะกล้ามโต” หรือเปล่า?

ข้อมูลเรตติ้งจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-week-12-18-nov-61/

ภาพประกอบจาก https://www.instagram.com/mean_waranporn และ https://www.youtube.com/watch?v=o7-2yaRQ9A0