แขกรับเชิญ

บันทึกสั้นๆ ถึง “The Frienemies” โดย “มิตรสหายท่านหนึ่งในกรุงลอนดอน”

หมายเหตุ “มิตรสหายท่านหนึ่งในกรุงลอนดอน” ส่งบันทึกสั้นๆ ที่เขาเขียนขึ้นหลังจากชมเนื้อหาบางส่วน (ความยาวราว 20 นาที) ของภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “The Frienemies” ที่กำกับโดย “ภาสกร ประมูลวงศ์” ซึ่งถูกนำไปจัดฉาย ณ SOAS มหาวิทยาลัยลอนดอน เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา

The Frienemies

เป็นสารคดีที่ตั้งโจทย์บนความสัมพันธ์แบบมิตรและศัตรูระหว่าง ปรีดี พนมยงค์ และ จอมพล ป. พิบูลสงคราม

จากฟุตเตจตัวอย่างที่ผู้กำกับคัดเลือกมาฉาย พบว่าหนังใช้ความสัมพันธ์และชะตาชีวิตแบบคู่ขนานของทั้งสองบุคคลมาเป็นจุดเด่นในด้านเนื้อหา

ทั้งคู่นั้นเคยเป็นมิตรกันมาก่อนในฐานะผู้ร่วมก่อการปฏิวัติ 2475 แต่ในเวลาต่อมาทั้งคู่ก็ได้กลายเป็นศัตรูทางการเมืองกัน อย่างไรก็ดี ในบั้นท้ายชะตาชีวิตของทั้งคู่ก็ใกล้เคียงกัน เมื่อต่างต้องจบชีวิตลงในต่างแดน

สารคดีเรื่องนี้มีจุดเด่นตรงที่ได้รับความช่วยเหลือจากนักวิชาการไทยศึกษาในระดับนานาชาติ เช่น การได้รับความช่วยเหลือให้คนทำหนังได้ค้นหาข้อมูลในคลังข้อมูลของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน

หนังยังมีการถ่ายทำในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส โดยเฉพาะในส่วนของญี่ปุ่นเองนั้น สารคดีได้เข้าถึงที่ดินที่พำนักแห่งสุดท้ายของจอมพล ป. รวมทั้งเพื่อนบ้านของจอมพล ป. ที่ยังมีชีวิตอยู่

ไม่ว่าสุดท้ายหนังจะเป็นอย่างไร จะได้ฉายที่ไหน อย่างน้อยๆ หนังน่าจะทำให้เกิดบทสนทนาเกี่ยวกับบุรุษคนสำคัญทั้งสองมากยิ่งขึ้น

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“ภาสกร ประมูลวงศ์” กำลังทำหนังสารคดีชีวประวัติ “ปรีดี-จอมพล ป.”

“ภาสกร ประมูลวงศ์” ซึ่งเคยมีผลงานการกำกับภาพยนตร์สารคดี “ประชาธิป’ไทย” ร่วมกับ “เป็นเอก รัตนเรือง” กำลังจะมีผลงานหนังสารคดีการเมืองเรื่องใหม่

ณ เบื้องต้น ชื่อภาษาอังกฤษของหนังเรื่องนี้ คือ “Frienemies” (อาจแปลคร่าวๆ ได้ว่า “มิตร-ศัตรู”) ซึ่งมุ่งศึกษาสำรวจชีวประวัติของสองผู้นำสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่ นั่นคือ ปรีดี พนมยงค์ และจอมพล ป. พิบูลสงคราม

22171575_10156547282126729_862495466_o

โดยในวันที่ 6 ตุลาคม 2560 จะมีการจัดฉายภาพบางส่วนจากหนังสารคดีเรื่องนี้ (ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการถ่ายทำ) ต่อด้วยการเสวนาเกี่ยวกับเนื้อหาของภาพยนตร์ ณ วิทยาลัยบูรพคดีและแอฟริกันศึกษา (SOAS) มหาวิทยาลัยลอนดอน

ข่าวบันเทิง

หนังไทย-หนังอาเซียนน่าสนใจ ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017

เวียนมาบรรจบอีกครั้งสำหรับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม-3 พฤศจิกายน 2560

ในปีนี้ มีหนังไทยถูกคัดเลือกไปฉายในเทศกาล 3 เรื่องด้วยกัน ได้แก่

“มา ณ ที่นี้” หรือ “Someone from Nowhere”

Someone from Nowhere

นี่คือหนังยาวลำดับที่สองของ “ปราบดา หยุ่น” ซึ่งจะได้เข้าประกวดในสาย “เอเชี่ยน ฟิวเจอร์” (ช่วงหลัง หนังที่ชนะเลิศการประกวดสายนี้ มักไปได้ดีในระดับนานาชาติทั้งสิ้น ตั้งแต่ “มหาสมุทรและสุสาน” เมื่อสองปีก่อน และ “Birdshot” เมื่อปีที่แล้ว)

หนังเรื่องนี้จะถ่ายทอดเรื่องราวของสาววัย 20 กว่าๆ ซึ่งยามเช้าอันแสนสุขของเธอได้พลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อมีชายบาดเจ็บรายหนึ่งโผล่เข้ามาในห้องพัก

ภาพยนตร์แนวดราม่า-ลึกลับเรื่องนี้มีจุดเด่นอยู่ที่การถ่ายทำ ซึ่งจะดำเนินไปในห้องพักเพียงห้องเดียว

“สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย”

สิ้นเมษา

ผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องเยี่ยมของ “วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์” ซึ่งเริ่มต้นออกเดินทางในเทศกาลระดับนานาชาติตั้งแต่เมื่อราวห้าปีก่อน

โดยหนังเรื่องนี้จะถูกนำมากลับมาฉายอีกครั้งในโปรแกรม CROSSCUT ASIA ของเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว 2017

ซึ่งในปีนี้ โปรแกรมดังกล่าวจะนำเสนอผลงานของผู้กำกับรุ่นใหม่ๆ ที่น่าสนใจจากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แตกต่างจากสามปีแรก ที่จะโฟกัสไปยังภาพยนตร์ของแต่ละประเทศเป็นรายๆ ไป เริ่มจากไทย, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ตามลำดับ

จุดน่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ หนังที่ได้เข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA ประจำปี 2017 จะถูกแนะนำ/เลือกสรรมาโดยผู้กำกับระดับบิ๊กเนมของอาเซียน ซึ่งผู้แนะนำ “สิ้นเมษาฯ” ให้แก่ทางเทศกาล ก็ได้แก่ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล”

(คลิกอ่านบทความที่เขียนถึง “สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย” ที่นี่)

“ป๊อปอาย มายเฟรนด์”

ป๊อปอาย แปด

หนังเกี่ยวกับเมืองไทยที่เพิ่งได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนของประเทศสิงคโปร์ ให้เข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ ประจำปีหน้า จะเข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA เช่นเดียวกัน

สำหรับผู้แนะนำหนังเรื่องนี้ให้เข้าฉายในโปรแกรมดังกล่าว คือ “เอริค คู” ผู้กำกับชื่อดังชาวสิงคโปร์

นอกจากนี้ ยังมีหนังอาเซียนอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งจะได้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017 อาทิ

“AQÉRAT” หรือ “We the Dead”

main_Aqerat
(c)Pocket Music, Greenlight Pictures

ผลงานล่าสุดของ “เอ็ดมันด์ โหย่ว” คนทำหนังรุ่นใหม่ฝีมือดีจากมาเลเซีย (ซึ่งเคยบรรจุฉากละครสั้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ลงไปในหนังยาวเรื่องแรกของเขา คลิกอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนั้นได้ ที่นี่) ที่จะได้เข้าฉายในสายการประกวดหลัก

หนังเล่าเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งภาวะขาดแคลนเงินเลี้ยงชีพ ส่งผลให้เธอต้องหันไปทำงานในธุรกิจค้ามนุษย์ โดยหนังจะพูดถึงประเด็นการเดินทางมายังประเทศมาเลเซียของกลุ่มผู้อพยพชาวโรฮิงญา ไปพร้อมๆ กับการสำแดงตนเป็นบทกวีที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงการเดินทางทางจิตวิญญาณของสตรีผู้หนึ่ง

Yasmin-san

Yasmin-san
(c)Greenlight Pictures

นี่คือผลงานอีกเรื่องหนึ่งของเอ็ดมันด์ โหย่ว ที่ได้เข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA

ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ จะบันทึกเบื้องหลังการถ่ายทำหนังสั้นเรื่อง “Pigeon” ของ “อิซาโอะ ยูกิซาดะ” (ตอนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง “Reflections” ที่ออกฉายในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียวเมื่อปีที่แล้ว คลิกอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ที่นี่)

โดยหนังสารคดีเรื่องดังกล่าวจะมุ่งสำรวจประเด็นว่าด้วยกระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์, การมีเอกภาพ, ชะตากรรม และประวัติศาสตร์ ผ่านวิธีการมองที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ยาสมิน อาหมัด” คนทำหนังสตรีผู้ล่วงลับชาวมาเลเซีย

Cambodian Young Cinema

176
©BOPHANA CENTER ©Anti Archive & Apsara Films

นี่เป็นภาพยนตร์รวมหนังสั้นสี่เรื่อง ผลงานของผู้กำกับรุ่นใหม่ห้าคนจากกัมพูชา ที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวหลากแง่มุมของสังคมกัมพูชาร่วมสมัย โดยถูกคัดเลือกเข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA

ข่าวบันเทิง

Visual Documentary Project 2017 รับสมัครหนังสารคดีสั้นว่าด้วย “ชีวิตในเมือง”

กลับมาแล้ว สำหรับงานประกวดภาพยนตร์สารคดีสั้น Visual Documentary Project 2017 ที่จัดโดยศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต

โดยหัวข้อการประกวดประจำปีนี้ คือ “Urban Life in Southeast Asia”

ทางโครงการอธิบายโจทย์ของการประกวดเอาไว้ว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังพัฒนาไปสู่ความเป็นเมืองมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ใน ค.ศ.2025 ประชากรเกือบๆ 50 เปอร์เซ็นต์ของภูมิภาคนี้จะอาศัยอยู่ในสังคมเมือง

จึงน่าตั้งคำถามว่าชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง ท่ามกลางสภาพภูมิทัศน์ความเป็นเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว?

จากชีวิตในชุมชนแออัดถึงชีวิตในย่านเศรษฐกิจร่ำรวย จากการลงหลักปักฐานอย่างไม่เป็นทางการถึงการใช้ชีวิตในชุมชนที่มีรั้วรอบขอบชิด จากการใช้ชีวิตในย่านเก่าแก่ที่ถูกพัฒนาปรับปรุงใหม่ ถึงการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ที่ถูกรื้อสร้างเปลี่ยนแปลงจัดระเบียบใหม่แทบทั้งหมด

น่าสนใจว่ามี “คุณค่า” ชนิดใดบ้าง ที่มีส่วนต่อการกำหนดรูปแบบวิถีชีวิตของคนเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้?

นอกจากนั้น ยังน่าตั้งคำถามด้วยว่าความหลากหลายทางวัฒนธรรม, มรดกทางวัฒนธรรม และสุนทรียศาสตร์ มีส่วนในการนิยามวิถีชีวิตคนเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างไร?

ด้วยเหตุนี้ ในปี 2017 ทางโครงการจึงพยายามมองหาหนังสารคดีที่จะสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับแง่มุมต่างๆ ของชีวิตในสังคมเมืองแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

vdp_en-01

สำหรับกติกาสำคัญในการส่งผลงานเข้าประกวด มีดังต่อไปนี้

1. ผู้ส่งผลงานเข้าประกวดจะต้องเป็นพลเมืองของประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

2. ความยาวของหนังสารคดีที่ส่งเข้าประกวดจะต้องไม่เกิน 30 นาที

3. เจ้าของผลงานจะต้องได้รับการอนุญาต-ความยินยอมจากบุคคลที่เป็นซับเจ็คท์ของหนังสารคดีเรื่องนั้นๆ

4. หนังสารคดีที่ส่งเข้าประกวดควรจะมีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ

5. การส่งผลงานเข้าประกวดจะหมดเขตลงในวันที่ 1 กันยายน 2560

ทั้งนี้ เจ้าของผลงานหนังสารคดีที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการ จะได้รับเชิญให้เดินทางไปร่วมงานฉายหนัง Visual Documentary Project 2017 ที่เกียวโตและโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎกติกาและช่องทางการกรอกใบสมัครออนไลน์ สามารถคลิกเข้าไปอ่านได้ที่นี่ 

คนมองหนัง

รีวิวหนังสารคดี Salaya Doc: นิรันดร์ราตรี

นิรันดร์ราตรี (วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย)

หนังสารคดีที่เล่าเรื่องราวของ “สัมฤทธิ์” ชายชาวชนบท ซึ่งเข้ามาประกอบอาชีพฉายหนังในโรงภาพยนตร์สแตนด์อะโลน (โรงหนังชั้นสอง) แถวฝั่งธนบุรี

เอาเข้าจริง ดูเหมือนช่วงเวลา “รุ่งเรือง” สำหรับชายผู้นี้จะเกิดขึ้นเพียงแค่ในระยะสั้นๆ คือ ระหว่างปี 2534 ที่เขาเริ่มเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ จนถึงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ 2540

ขณะที่จากปี 2540-กลางทศวรรษ 2550 กลับกลายเป็นช่วงซบเซาซึมเศร้ายาวของธุรกิจโรงหนังประเภทนี้

และ “การปิดตัว” ก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

หนังถ่ายทอดและเล่าเรื่องราวชีวิตของชายฉายหนัง (ตลอดจนเพื่อนร่วมงานของเขา) ได้อย่างสนุก มีอารมณ์ขัน น่าติดตาม แฝงอารมณ์เศร้าหม่นอยู่ลึกๆ และละเอียดลออมากพอสมควร

นี่ก็คือแกนเรื่องหลักใน “ครึ่งทางแรก” ของ “นิรันดร์ราตรี” ซึ่งเชื่อมร้อยอยู่กับประเด็นเรื่อง “ความเปลี่ยนแปลง” อันเป็นนิรันดร และ “อวสาน” ของโรงภาพยนตร์

ก่อนที่หนังจะเดินทางไปสู่ “ครึ่งหลัง” ที่สัมฤทธิ์เดินทางกลับไปใช้ชีวิตยังบ้านเกิด

ความชำนาญเฉพาะจากการทำงานในโรงภาพยนตร์มาเป็นเวลาหลายสิบปีของเขา แทบจะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง จากมุมมองของภรรยา ซึ่งต้องหาเลี้ยงครอบครัว (ทั้งคู่มีลูกสาวหนึ่งคนชื่อ “น้องฟิล์ม”) ด้วยการเป็น “ชาวสวนยาง”

ภรรยามองว่าสามีผู้เพิ่งล้มเหลวกลับมาจากกรุงเทพฯ มีสภาพประหนึ่ง “ผีดิบ” ที่คุ้นเคยและแทบไม่เคยปลีกตนออกมาจากการทำงานแบบ “อินดอร์” หรือ “ในร่ม”

สำหรับเธอ ความพ่ายแพ้ที่เขาประสบไม่ได้เกิดจาก “ความเปลี่ยนแปลง” แต่เป็นเพราะเขา “ไม่เคยเปลี่ยนตัวเอง” ต่างหาก

ชายฉายหนังกลายเป็นคนกรีดยางที่ย่อหย่อนประสิทธิภาพและไร้ประสิทธิผล เขาปรับตัวและหางาน (กลางแจ้ง) ในชนบทไม่ได้

แม้กระทั่งสิ่งที่สัมฤทธิ์น่าจะรับมือได้สบายๆ อย่างการซ่อมแซมเครื่องเล่น “ดีวีดี” ในบ้าน เขาก็ยังทำมันไม่สำเร็จ

ที่ กทม. ชายฉายหนังพยายาม “หลีกหนี” จากภาวะอวสานของโรงภาพยนตร์ ด้วยการอ่านศึกษาหนังสือธรรมะ แต่ที่บ้านนอก สัมฤทธิ์เลือกจะเยียวยาตนเองด้วย “สุรา” ซึ่งส่งผลให้สายสัมพันธ์ระหว่างเขากับลูกสาวที่ไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ยิ่งมีความห่างเหินกันมากขึ้น

“นิรันดร์ราตรี” ปิดฉากลงโดยไม่ได้เฉลยคำตอบแน่ชัดใดๆ หนังค่อยๆ ปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกร้าวลึกและภาวะห้วงฝันอันล่องลอยลี้ลับ ให้ออกมาเอ่อท้นท่วมจอภาพยนตร์

ขณะที่คนดูก็ได้ตระหนักถึงภาวะ “กลับไม่ได้ไปไม่ถึง” ของชายฉายหนังผู้เป็น subject หลักของเรื่อง

นิรันดร์ราตรี

ระหว่างชมภาพยนตร์ ผมรู้สึกว่ามันมี “สององค์ประกอบน่าสนใจ” ที่ดำรงอยู่เคียงคู่กันในหนังสารคดีเรื่องนี้

องค์ประกอบแรก คือ ความเป็นศิลปินรุ่นใหม่ผู้เชี่ยวชาญช่ำชองในงานด้านภาพเคลื่อนไหวที่เล่นกับ “แสง” อย่างหนักหน่วงพริ้วไหวของวรรจธนภูมิ

องค์ประกอบเหล่านี้ปรากฏอยู่ตามรายทางในทั้งสองพาร์ทของหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” จากครึ่งแรกมายังครึ่งหลัง และ “ช่วงทิ้งท้าย” ก่อนหนังจะจบ

ภาวะภาพฝันอันแปลกประหลาดและเป็นปริศนา ก็ถือกำเนิดขึ้นจากความสามารถเยี่ยมยอดตรงจุดนี้

แต่อีกองค์ประกอบหนึ่ง คนดูอาจพอจับได้ว่า วรรจธนภูมิ (ซึ่งเพิ่งทำหนังยาวเป็นเรื่องแรก) นั้นเลือกจะเล่าเรื่องของ subject ผ่าน “กระบวนท่า” ที่ไม่ยากหรือสลับซับซ้อนจนเกินไปนัก

นี่นำมาสู่การตัดแบ่งหนังออกมาเป็นสองช่วงอย่าง “เด่นชัด” และ “สมมาตร” ซึ่งด้านหนึ่ง คงทำให้ผู้ชมสามารถตามเรื่องได้อย่างไม่ยากลำบาก แต่อีกด้าน มันกลับเหมือนเป็นการลดทอนเสน่ห์หรือความซับซ้อนในชีวิตและวิธีการมองโลกของสัมฤทธิ์ให้ “ซอฟท์” ลง

ไม่แน่ใจว่าความเป็นระบบระเบียบเรียบร้อยเช่นนั้น จะส่งผลถึงการเลือกเพลงประกอบด้วยหรือไม่ เพราะการเลือกใช้เพลงลูกทุ่งคลาสสิคระดับมาตรฐานอย่าง “คิดถึงพี่ไหม” มาปิดท้ายครึ่งแรกของหนัง ก็เป็นอะไรที่ซาบซึ้งพอสมควร แต่ไม่ใหม่หรือไม่น่าตื่นเต้นถึงขีดสุด

ไปๆ มาๆ ช่วงที่ผมชอบและคิดว่ามันดิ้นไกลออกไปจากโครงสร้างการเล่าเรื่องแบบชัดๆ ที่วรรจธนภูมิจัดวางเอาไว้ กลับกลายเป็นเรื่องเล่าย่อยๆ เล็กๆ ในหนัง เช่น เรื่องราวเกี่ยวกับ “นที” เพื่อนร่วมงานของสัมฤทธิ์ หรือเรื่องราวที่ภรรยาสัมฤทธิ์ไปเจอสิ่งที่เธอเชื่อว่าน่าจะเป็นภูตผีดวงวิญญาณในระหว่างการกรีดยาง (ซึ่งอาจเชื่อมโยงมาถึงชะตากรรมของสัมฤทธิ์ก่อนหนังจบ)

เชื่อว่าในผลงานลำดับถัดไป วรรจธนภูมิคงจะค่อยๆ สามารถถ่ายทอดบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างผ่อนคลายยืดหยุ่นมากขึ้น และมีลักษณะเป็นโครงสร้างแข็งแรงตายตัวน้อยลง

ซึ่งความลื่นไหลเช่นนั้นน่าจะสอดรับกันเป็นอย่างดีกับศักยภาพในการทำงานด้านภาพเคลื่อนไหวอันแพรวพราวของเขา

หมายเหตุ “นิรันดร์ราตรี” เพิ่งจะคว้ารางวัล Special Mention จากสายการประกวด NEXT:WAVE Award ในเทศกาล CPH:DOX ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

คนมองหนัง

รีวิวหนังสารคดี Salaya Doc: “Absent without Leave”

Absent without Leave (Lau Kek-Huat)

หนังสารคดีเกี่ยวกับครอบครัวคนจีนในประเทศมาเลเซียเรื่องนี้ เริ่มต้นด้วยปมง่ายๆ ที่พวกเราคุ้นเคย คือ ความห่างเหินระหว่างพ่อกับลูกชาย (ตัวผู้กำกับเอง)

แต่แล้วผู้กำกับกลับค่อยๆ ขยับขยายความสงสัยใคร่รู้ส่วนตัวและพรมแดนเนื้อหาของหนังให้แผ่คลี่ออกไปกว้างไกลกว่านั้น

พร้อมๆ กับการไม่รู้จัก “พ่อ” เขาก็พบว่าตนเองและสมาชิกครอบครัว ตั้งแต่ “ย่า” ลงมา แทบไม่พูดถึง “ปู่” เลย

แล้วเขาก็ได้ค้นพบว่า “ปู่” ออกไปร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์มลายา และถูกเจ้าหน้าที่รัฐยิงเสียชีวิตตั้งแต่เมื่อวัยยังไม่ถึง 30 ปี

เท่านั้น ยังไม่พอ เพราะคุณผู้กำกับไม่ได้หยุดเรื่องราวของหนังไว้ที่เรื่องราวเกี่ยวกับปู่ของตนเอง

absent 1

แต่เขากลับพาหนังออกเดินทางไกล เพื่อไปทำความรู้จักกับครอบครัวของชาวจีนคนอื่นๆ ในมลายา/มาเลเซีย อีกหลากหลายรุ่น ที่ต้องประสบชะตากรรมพลัดพรากระหว่างสมาชิกในบ้าน หรือพลัดพรากจาก “แผ่นดิน” อันเป็นที่รัก หลังตัดสินใจเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์

จากการตั้งต้นด้วย “เรื่องเล่าเล็กๆ ว่าด้วยครอบครัว” ครอบครัวหนึ่ง หนังได้เปลี่ยนทิศทางของตนเองไปสู่การมุ่งสำรวจ “ประวัติศาสตร์/ความทรงจำร่วม” อันเป็น “บาดแผล” ของคนจีนหลายเจเนอเรชั่นในประเทศมาเลเซีย

จากความสนใจในตัว “ปู่” ของผู้กำกับ ซึ่งหายสาบสูญจากครอบครัว หนังค่อยๆ ถ่ายเทความสนใจไปยัง “พรรคคอมมิวนิสต์มลายา” ที่ปลาสนาการจากประวัติศาสตร์มาเลเซีย

ตามความเข้าใจส่วนตัว (ซึ่งไม่แม่นยำหรือแทบไม่รู้ประวัติศาสตร์ส่วนนี้เอาเลย – จึงต้องเสิร์ชหาข้อมูลแบบผิวเผินเอาจากอินเตอร์เน็ต) เราอาจแบ่งกลุ่มคนจีนที่หนังพูดถึงหรือพยายามไปทำความรู้จักออกได้เป็นสองกลุ่มหลักๆ

กลุ่มแรก คือ คนจีนที่เข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์มลายา เพื่อต่อต้านจักรวรรดินิยมอังกฤษ แล้วต่อมาก็ต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น (โดยร่วมมือกับอังกฤษ) ด้วยอารมณ์ความรู้สึกปนเปทั้ง “ชาตินิยมจีน” (หลัง “จีนแผ่นดินใหญ่” ถูกกองทัพญี่ปุ่นบดขยี้) และ “ชาตินิยมมลายา” (ที่ถูกญี่ปุ่นบุกเช่นกัน) ก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายเป็นการเรียกร้องเอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

คนกลุ่มนี้มีบทบาททางการเมืองช่วงก่อน-ระหว่าง-หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ก่อนที่ต่อมา บางส่วนจะถูกเนรเทศกลับจีน (พอกลับจีน ก็มีบางคนที่ต้องเสียชีวิตลงในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม) บางส่วนต้องโทษ แล้วพอพ้นโทษก็ย้ายไปอยู่ประเทศอื่นๆ เช่น ฮ่องกง หรือมีบางส่วนข้ามแดนไปที่ไทย แถบอำเภอเบตง เพื่อปักหลักสู้ต่อ

“ปู่” ของผู้กำกับ คือ คนจีนที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์มลายาในเจเนอเรชั่นนี้

absent 3

คนอีกกลุ่ม คือ พวกที่เข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์มลายาหลังทศวรรษ 2490 ที่ทางพรรคกับรัฐบาลมาเลเซียหาข้อตกลงทางการเมืองร่วมกันไม่ได้ แล้วสถานการณ์ความขัดแย้งก็ลากยาว (คู่ขนานกับ “สงครามเย็น”) มาถึงยุค 1960-1970-1980 ก่อนจะมีสนธิสัญญาสันติภาพในปี 1989

คนกลุ่มนี้ คือ ชายหญิงวัยประมาณ 60 กว่าปี ที่ปรากฏตัวในหนัง ซึ่งเคยมีฐานที่มั่นการต่อสู้อยู่ที่ อ.เบตง จ.ยะลา

(รวมถึงตัวละครคู่ที่มีความรักและมีลูกระหว่างการสู้รบในเขตป่า แต่ต้องส่งลูกออกไปให้คนอื่นเลี้ยง จนความสัมพันธ์พ่อแม่ลูกถูกตัดขาดในเวลาต่อมา – ผมเข้าใจว่ากรณีของไทย ก็มีอะไรแบบนี้อยู่ไม่น้อย เช่น “เสกสรรค์-จิระนันท์” ที่ให้กำเนิด “แทนไท” ในป่า แล้วต้องส่งลูกออกมาในเมือง ทว่า หลายๆ กรณีของไทย ครอบครัวแบบพ่อ-แม่-ลูกยังสามารถกลับมารวมตัวกันใหม่ได้ หลังพ่อแม่หวนคืนสู่เมือง)

เอาเข้าจริง ผมรู้สึกว่าเจเนอเรชั่นของคนจีนในมาเลเซียที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์มลายานั้น คล้ายคลึงกับประวัติศาสตร์ช่วงเดียวกันในสยาม/ไทยอยู่ไม่น้อย ซึ่งบทบาทของคนเชื้อสายจีนและการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์จะเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนหน้า 2475 แล้วค่อยๆ ลากยาวมาถึงขบวนการ “ฝ่ายซ้าย” ก่อน 2500 แล้วตัดไปที่ช่วงกำเนิด “สงครามประชาชน” ปลายทศวรรษ 2500 และช่วงที่นักศึกษา-ปัญญาชน-คนหนุ่มสาวกลุ่มใหญ่เดินทางเข้าป่าในช่วงปลายทศวรรษ 2510

ถ้าจะมีจุดต่างอยู่บ้าง ก็เห็นจะเป็น หนึ่ง ในกรณีของไทย ไม่ได้มีเรื่องเรียกร้องเอกราชแบบชัดๆ แรงๆ ด้วยบริบทเฉพาะที่แตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ กับ สอง อัตลักษณ์เรื่องการเป็น “ลูกจีน” และการเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ในไทยยุคหลัง 2500 (โดยเฉพาะในทศวรรษ 2510) อาจไม่ได้ผูกพันกันอย่างแนบแน่นเป็น “เนื้อเดียว” หรือเป็น “สองด้านของเหรียญ” แบบกรณีของมาเลเซีย

จุดที่ผมชอบสุดๆ ในหนังเรื่องนี้ คือ การที่ผู้กำกับสามารถขยับขยายพรมแดนของหนังไปได้กว้างไกลมากๆ จากเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว ไปสู่เรื่องชาติพันธุ์และการเมือง จากการเมืองระดับชาติ ก็ค่อยๆ เพิ่มขอบเขตไปถึงโครงข่ายความสัมพันธ์ที่มีลักษณะข้ามชาติ/ประเทศ

การบุกไปตามหาและพูดคุยกับอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายา (หรือลูกหลานของพวกเขา) ถึงในจีนแผ่นดินใหญ่ ในฮ่องกง และในไทย จึงทรงพลังอย่างมาก และทำให้หนังเต็มไปด้วยเหลี่ยมมุมสลับซับซ้อน ที่คาดเดาไม่ค่อยได้ว่าผู้กำกับจะพาเราไปพบกับใคร ที่ไหนอีก

อีกข้อที่อาจไม่ใช่เรื่องใหม่นัก แต่หนังก็นำเสนอออกมาได้ดีมากๆ คือ การแสดงให้เห็นว่า “ผู้ปราชัยทางการเมือง” มักเก่งกาจเสมอ ในการฉวยใช้ “เครื่องมือทางวัฒนธรรม” บางอย่าง มาเยียวยารักษาแผลใจของตนเอง

ฉากกิจกรรมพบปะสังสรรค์ของบรรดาอดีตแนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ที่เบตงอาจ “ไม่ใหม่” นักสำหรับคนที่เคยดูหนังสารคดีเรื่อง “The Last Communist” และ “Village People Radio Show” ของ “อามีร์ มูฮัมหมัด” ทว่า ฉากร้องเพลงอย่างอินและซาบซึ้งสุดๆ ของบรรดาคุณย่าคุณยายที่เมืองจีนใน “Absent without Leave” นั้น สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์ได้สูงยิ่งทีเดียว

absent 4

นอกจากนี้ บรรดา subjects ที่จีนแผ่นดินใหญ่ ยังแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่น่าสนใจออกมา คือ ในสมัยหนึ่ง พวกเขาและเธออาจเคยเข้าร่วมการต่อสู้ในมลายา โดยมีอารมณ์ความรู้สึก “ชาตินิยมจีน” เป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่เมื่อพวกเขาและเธอต้องถูก “บีบบังคับ” ให้โยกย้ายกลับมาใช้ชีวิตที่จีนแผ่นดินใหญ่อย่างถาวร สิ่งที่หลายคนโหยหา (อย่างหลบๆ ซ่อนๆ) ในอีกหลายทศวรรษต่อมา กลับกลายเป็นวิถีชีวิต/วัฒนธรรมท้องถิ่นแบบมาเลย์หรือเปอรานากัน (ลูกผสมจีน-มาเลย์)

ถ้าจะกล่าวให้งงหนักขึ้น ด้านหนึ่ง คนชราเหล่านี้ก็เป็นทั้ง “คนจีน (แผ่นดินใหญ่)” และ “คนมาเลเซีย” แต่อีกด้าน พวกเขาก็อาจไม่ได้เป็นทั้ง “คนจีน (แผ่นดินใหญ่)” และ “คนมาเลเซีย” เช่นเดียวกัน

หากจะให้หา (เรื่อง) จุดบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ผมเห็นว่าการพยายามดึงหรือตบหนังกลับมาสู่บทสรุปเกี่ยวกับประเด็น “ครอบครัว” ซึ้งๆ ของปัจเจกบุคคลต้นเรื่องในตอนท้าย อาจไม่ค่อยมีความจำเป็นเท่าไหร่นัก

เพราะในระหว่างทาง หนังได้พูดถึงชะตากรรมของ “ครอบครัวขยาย” ที่มิได้ผูกพันกันทางสายเลือด แต่กลับมีขอบข่ายความสัมพันธ์กว้างขวางใหญ่โตมากกว่านั้น ไปเรียบร้อยแล้ว แถมยังเล่าได้อย่างจับใจและน่าสนใจมากๆ อีกด้วย

หมายเหตุ “Absent without Leave” เพิ่งได้รับรางวัลภาพยนตร์สารคดีอาเซียนยอดเยี่ยม จากเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติศาลายาครั้งที่ 7 ในการประกาศผลรางวัลเมื่อช่วงค่ำวันที่ 26 มีนาคม 2560

ข่าวบันเทิง

“Bangkok Joyride” หนังสารคดีบันทึกเหตุการณ์ชัตดาวน์กรุงเทพฯ ของ “อิ๋ง เค” เริ่มเปิดตัวที่ปารีส

เทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติ “Cinéma du Réel 2017″ ซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม – 2 เมษายนนี้ ได้จัดโปรแกรมเรโทรสเปคทีฟให้แก่ “อิ๋ง เค” หรือ “สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์” ผู้กำกับหนังชาวไทย ภายใต้ชื่อโปรแกรมว่า “Ing K: At work”

โดยจะมีการจัดฉายผลงานภาพยนตร์ของอิ๋ง ตั้งแต่ “คนกราบหมา” (2541 – ถูกแบนในไทย) “พลเมืองจูหลิง” (2551) “เช็คสเปียร์ต้องตาย” (2555 – ถูกแบนในไทย) “เซ็นเซอร์ต้องตาย” (2556)

รวมถึงหนังสองเรื่องล่าสุดของอิ๋ง ได้แก่ Bangkok Joyride. Part 1. “How We Became Superheroes” และ Bangkok Joyride. Part 2. “Shutdown Bangkok”

bkkjoyride1

โดยภาคแรกของ Bangkok Joyride จะเป็นสารคดีที่บันทึกภาพการชุมนุม “ชัตดาวน์ กรุงเทพฯ” ระหว่างปี 2556-2557 ซึ่งอิ๋งเห็นว่าเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่ถูกหลงลืมไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่ในหนังภาคสอง จะเป็นการจับจ้องลงลึกไปยังคาแรคเตอร์พิเศษเฉพาะส่วนบุคคลของผู้ชุมนุมบางราย ซึ่งเข้ามาร่วมเคลื่อนไหว “ปิดกรุงเทพฯ”

bkkjoyride2

นอกจากนี้ ทางเทศกาลยังได้จัดกิจกรรม Masterclass Ing K ซึ่งอิ๋งจะร่วมสนทนากับ Jean-Michel Beurdeley ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย “ใหม่เอี่ยม” ที่จังหวัดเชียงใหม่ และ Nicole Brenez ภัณฑารักษ์ผู้จัดโปรแกรมเรโทรสเปคทีฟครั้งนี้

ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว Brenez ซึ่งมีอีกสถานะหนึ่งเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์ผู้ทรงอิทธิพลอย่างสูงของฝรั่งเศส ได้เลือกให้หนังเรื่อง “Bangkok Joyride” ติดอันดับ 1 ใน 5 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 2016 ตามทัศนะของเขา

เทศกาลภาพยนตร์สารคดี Cinéma du Réel มีประวัติความเป็นมาย้อนไปได้ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1970 โดยปัจจุบัน องค์กรผู้ดำเนินการจัดเทศกาล คือ หอสมุดข้อมูลข่าวสารสาธารณะ และกลุ่มเพื่อนภาพยนตร์สารคดี

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.cinemadureel.org/en/programme-2017/ing-k-at-work