ข่าวบันเทิง

อภิชาติพงศ์รับรางวัล “ฟิแอฟ 2018” – รู้จักหนังสารคดีชีวิต “เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่”

อภิชาติพงศ์รับรางวัลจากสหพันธ์หอภาพยนตร์นานาชาติ

สหพันธ์หอภาพยนตร์นานาชาติ (ฟิแอฟ – FIAF) ประกาศมอบรางวัล “ฟิแอฟ อวอร์ด 2018” ให้แก่ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล โดยพิธีมอบรางวัลจะมีขึ้นในวันที่ 19 พฤศจิกายน ณ หอภาพยนตร์ ศาลายา

ก่อนหน้านี้ คนทำหนังที่ได้รับรางวัลดังกล่าวมีอาทิ มาร์ติน สกอร์เซซี, อิงมาร์ เบิร์กแมน, ไมค์ ลีห์, โหวเสี่ยวเซี่ยน, อานเญส วาร์ดา, ฌอง-ปิแอร์ และ ลุค ดาร์เดนน์ และ คริสโตเฟอร์ โนแลน

ฟิแอฟระบุว่าอภิชาติพงศ์มีส่วนสนับสนุนการปฏิบัติงานของหอภาพยนตร์ไทยมาอย่างยาวนาน หนึ่งในนั้น คือ การร่วมรณรงค์ให้หอภาพยนตร์แปรรูปเป็นองค์การมหาชนดังเช่นปัจจุบัน ขณะเดียวกัน เขายังสนับสนุนการทำงานอนุรักษ์และบูรณะภาพยนตร์ในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อภิชาติพงศ์ ทิลด้า หอภาพยนตร์
อภิชาติพงศ์พา “ทิลดา สวินตัน” ไปเยี่ยมชมหอภาพยนตร์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2561 (เครดิตภาพ หอภาพยนตร์ Thai Film Archive)

ครั้งหนึ่ง ผู้กำกับชาวไทยเคยอุปมาว่า “ภาพยนตร์มีความสำคัญในฐานะที่เป็นบทบันทึกทางวัฒนธรรมและเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำของมวลมนุษยชาติ”

อภิชาติพงศ์กล่าวถึงความสำคัญของรางวัลฟิแอฟ อวอร์ด เอาไว้ว่า

“ภาพยนตร์คือส่วนขยายของมนุษย์ ผมรู้สึกชื่นชมฟิแอฟเสมอมา ที่องค์กรแห่งนี้ได้อุทิศตนในการอนุรักษ์ส่วนเสี้ยวหนึ่งของจิตวิญญาณมนุษย์เอาไว้ ดังนั้น ผมจึงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้

“ในอนาคต คนรุ่นใหม่จะผลิตภาพยนตร์ชนิดใหม่ที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ภาพยนตร์ของคนรุ่นเขา, ถ้ามันยังคงถูกเรียกว่าภาพยนตร์อยู่, จะเผยให้เห็นถึงวิธีคิด, ความรัก, ความหวาดกลัว หรือความเคลื่อนไหวธรรมดาสามัญอื่นๆ ของพวกเขา

“ขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่เหล่านั้นก็จะได้รับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของคนรุ่นเรา ในลักษณะเดียวกับที่พวกเราเคยมีโอกาสรับชมกริยาอาการและรับฟังเสียงหัวเราะของบรรพชนรุ่นก่อน ขอขอบคุณการดำรงอยู่ของฟิแอฟ ผมรู้สึกมีความสุขที่ได้ร่วมโดยสารไปบนเรือแห่งภารกิจสำคัญดังกล่าว”

ด้านเฟรเดริก แมร์ ประธานฟิแอฟระบุว่า ในฐานะคนทำหนัง งานของอภิชาติพงศ์มีความข้องเกี่ยวอย่างลึกซึ้งกับประเด็นว่าด้วยอดีตและความสำคัญของความทรงจำมนุษย์ ขณะเดียวกัน เขาก็สามารถใช้สื่อภาพยนตร์นำเสนอผลงานอันมีเอกลักษณ์โดดเด่นและมีแบบฉบับเฉพาะในทางศิลปะของตนเอง

ทั้งนี้ ในงานมอบรางวัล วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน หอภาพยนตร์จะจัดฉายภาพยนตร์เรื่อง “รักที่ขอนแก่น” ของอภิชาติพงศ์

ผู้สนใจสามารถสำรองที่นั่งได้ที่ http://bit.ly/fiaf2018 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (แต่ที่นั่งมีจำนวนจำกัด)

ที่มาข้อมูล https://www.fiafnet.org/pages/News/2018-FIAF-Award.html

รู้จัก “เจ้านางจากดวงจันทร์” หนังสารคดีที่รับทุนสนับสนุนจากภูรินทร์ พิคเจอร์ส

กองทุนภูรินทร์ พิคเจอร์ส (Purin Pictures) ประกาศรายชื่อโปรเจ็กท์หนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวน 5 เรื่อง (หนังเล่าเรื่อง 3 เรื่อง และหนังสารคดี 2 เรื่อง) ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากการมอบทุนในรอบฤดูใบไม้ร่วงปี 2018

เจ้านางจากดวงจันทร์
ภาพจาก The Lost Princess

หนึ่งในภาพยนตร์สารคดีที่ได้รับทุนสนับสนุนด้านงานโพสต์โปรดักชั่นเป็นเงิน 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ คือ โครงการที่มีชื่อว่า “The Lost Princess” (เจ้านางจากดวงจันทร์) โดย “กรภัทร ภวัครานนท์”

หนังสารคดีเรื่องนี้จะสำรวจชีวิตวัย 88 ปี ของ “เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่” หลานสาวของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย ขณะที่กรภัทร ผู้กำกับ มีศักดิ์เป็นหลานยายของเจ้าดวงเดือน และเธอเริ่มต้นโครงการนี้ตอนศึกษาระดับปริญญาโท ณ London Film School

เมื่อครั้งทำการระดมทุนผ่านเว็บไซต์ https://www.kickstarter.com ทางผู้สร้างได้บรรยายถึงเรื่องราวที่จะถูกบันทึก-ถ่ายทอดในภาพยนตร์เอาไว้ว่า

เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ เกิดและเติบโตในคุ้มหลวงของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 9 แห่งราชวงศ์ทิพย์จักร และองค์สุดท้ายแห่งนครเชียงใหม่

แม้ในวัย 88 ปี เจ้าดวงเดือน หรือ เจ้ายาย ยังคงเชื่อและปฏิบัติตัวในฐานะเจ้าหญิงตามภาระหน้าที่ของสายเลือดและการเลี้ยงดูที่ได้รับมา แต่ในวัยชราเจ้าดวงเดือนได้รับความเจ็บป่วยจากโรคอัลไซเมอร์ ทำให้เจ้าใช้ชีวิตอยู่กับความทรงจำในอดีต

เจ้าใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในบ้าน ถ้าไม่นับเวลาที่มีแขกมาเยี่ยมเยียนหรือการถูกเชิญไปเป็นประธานในงานพิธี เจ้าแทบจะไม่ได้ออกไปปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก

เจ้าดวงเดือนผ่านอะไรมามากมาย ประสบการณ์และความเจ็บปวดสร้างเกราะให้เจ้ากลายเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งจนไม่แสดงความอ่อนแอทางสีหน้าและอารมณ์ ความแกร่งนี้เปรียบเสมือนรูปปั้น รูปหล่อที่ไม่มีใครล่วงรู้ความรู้สึก แต่คนรอบตัวต่างเคารพบูชา

คนเราจะรักรูปปั้นได้อย่างไร? แล้วรูปปั้นที่ดูน่าเคารพเหล่านั้นจะสัมผัสความรักได้อย่างไร? สำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ ความรักที่มีต่อสายเลือดและราชวงศ์ที่แท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่?

กรภัทรอธิบายว่าแรงบันดาลใจของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

คนไทยหลายรายนิยามความรู้สึกนี้ว่า “ใจสลาย” ประชาชนจำนวนมากต่างพร้อมใจกันแต่งกายชุดดำเพื่อไว้อาลัย ต่างโศกเศร้าเสมือนการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในครอบครัว สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าสถาบันกษัตริย์มีความสำคัญกับสังคมไทยมากเพียงใด

ด้วยเหตุนี้ เธอจึงอยากนำเสนอโครงสร้างสังคมไทยที่มีความผูกพันกับราชวงศ์ ผ่านชีวิตของ เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ ผู้ใช้ชีวิตระหว่างสองสถานะ คือ เจ้าหญิงจากอาณาจักรที่ล่มสลาย และ สามัญชนธรรมดา

ก่อนหน้านี้ “เจ้านางจากดวงจันทร์” ได้รับทุนสนับสนุนโครงการหรือกิจกรรมด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ประจำปี 2561 จากกระทรวงวัฒนธรรม เป็นจำนวนเงิน 3 แสนบาท

ที่มาข้อมูล https://www.screendaily.com/news/thailands-purin-pictures-announces-grant-recipients-for-autumn-2018/5134166.article

www.kickstarter.com/projects/thelostprincess2017/the-lost-princess

เพจเฟซบุ๊ก สำนักเลขานุการภาพยนตร์ และวีดิทัศน์แห่งชาติ

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“6 หนังไทย” ในปูซาน และหนังสั้นใหม่ของ “อภิชาติพงศ์”

6 หนังไทยในปูซาน 2018

ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานประจำปี 2018 ที่เกาหลีใต้ จะมีหนังไทยเข้าร่วมฉายรวมทั้งสิ้น 6 เรื่อง

kraben-rahu

เริ่มต้นด้วย “กระเบนราหู” ผลงานของพุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง ซึ่งเพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ เป็นหนังไทยเรื่องแรกสุดที่คว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสมาครอง จะเข้าฉายรอบ “เอเชียน พรีเมียร์” ในสาย A Window on Asian Cinema

ten years thailand wp ตัดคำ

เช่นเดียวกับ “Ten Years Thailand” โดยอาทิตย์ อัสสรัตน์, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, จุฬญาณนนท์ ศิริผล และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่จะฉายรอบ “เอเชียน พรีเมียร์” ในสายเดียวกัน

ทั้งนี้ ภาพยนตร์เรื่อง “Ten Years Japan” และ “Ten Years Taiwan” ก็จะเข้าฉายในสายดังกล่าวพร้อมๆ กันด้วย

GDC poster

ขณะที่ “BNK48: Girls Don’t Cry” ของนวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ก็จะไปเปิดตัวรอบ “อินเตอร์เนชั่นแนล พรีเมียร์” ในสาย Wide Angle

แผลเก่า 2520

ส่วน “แผลเก่า” ฉบับเชิด ทรงศรี ซึ่งได้รับการบูรณะโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ก็จะออกฉายที่เกาหลีใต้เป็นครั้งแรกสุด ในสาย Busan Classics

อย่างไรก็ตาม หนังไทยสองเรื่องที่จะเปิดตัวรอบ “เวิลด์ พรีเมียร์” หรือ “ปฐมทัศน์โลก” ในเทศกาลภาพยนตร์ปูซานปีนี้ คือ หนังยาวเรื่อง “นคร-สวรรค์” โดยพวงสร้อย อักษรสว่าง และหนังสั้นเรื่อง “คราบ” โดยนันทณัฐ ดวงธิสาร

เอย นครสวรรค์

“นคร-สวรรค์” คือหนังยาวเรื่องแรกของพวงสร้อย เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครชื่อ “เอย” ซึ่งออกเดินทางไปลอยอังคารของแม่ที่ปากน้ำโพ พร้อมด้วยพ่อ, สมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ และเพื่อนเก่าของเธอซึ่งบวชเป็นพระสงฆ์

พวงสร้อยจะนำเรื่องแต่งดังกล่าวไปนำเสนอเทียบเคียงกับฟุตเทจสารคดีงานศพแม่และชีวิตการทำงานอันโดดเดี่ยวในโรงงานยางพาราของพ่อเธอ

นครสวรรค์ โปสเตอร์

“นคร-สวรรค์” เป็นภาพยนตร์ไทยอีกหนึ่งเรื่องที่จะเข้าฉายในสาย A Window on Asian Cinema

ทางด้าน “คราบ” เป็นหนังสั้นที่เล่าเรื่องราวของพระสงฆ์รูปหนึ่ง ซึ่งใช้ชีวิตอย่างสุขสงบในโลกศาสนา กระทั่งวันหนึ่ง ที่ท่านได้พบกับชายหนุ่มผู้ซุกซ่อนความลับดำมืดเอาไว้

เมื่อพระสงฆ์ต้องบวชให้ชายหนุ่ม ฝ่ายแรกจึงเผชิญหน้ากับบาดแผลในอดีตของตนเองและทางแยกสำคัญในชีวิต

the stain

“คราบ” จะเข้าฉายในสาย Wide Angle และมีสิทธิ์ชิงรางวัล Sonje Award ซึ่งมอบให้แก่หนังสั้นเกาหลีและเอเชียยอดเยี่ยมของสายดังกล่าว

ชมหนังสั้นใหม่ของ “อภิชาติพงศ์”

เชิญชมหนังสั้นเรื่อง “ตะวันดับ” หรือ Blue ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

สำหรับใครที่อยากดูงานชิ้นนี้ในจอใหญ่ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Ghost2561

 

 

คนมองหนัง

“BNK48 GIRLS DON’T CRY”: สารคดีเชิงพาณิชย์ศิลป์ที่ลงตัว

หนึ่ง

GDC poster

พิจารณาในภาพรวม แม้นี่จะไม่ใช่งานชั้นดีเลิศของนวพล แต่ก็เป็นหนังสารคดีว่าด้วยนักร้อง/วงดนตรี/วัฒนธรรมดนตรีที่ไม่ขี้เหร่ หนังมีจังหวะสนุกสนาน และมีช่วงเวลาน่าประทับใจ ที่เผยให้คนดูได้สัมผัสถึงบางด้านซึ่งถูกเก็บงำไว้ของตัวศิลปิน

ในฐานะที่ผมไม่ใช่ “โอตะ” ของ “BNK48” จึงเพิ่งมารับรู้แน่ชัดขณะดูหนังว่าคอนเซ็ปท์หลักของไอดอลกรุ๊ปกลุ่มนี้ คือ การมุ่งพัฒนาให้ “เด็กสาวข้างบ้าน” กลายเป็น “ไอดอล”

ด้านหนึ่ง หนังพยายามฉายให้เห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลง/เคี่ยวกรำตนเองและฟาดฟันเพื่อนๆ ในวง ของเด็กสาว “BNK48” รุ่นหนึ่ง อย่างเข้มข้น เปี่ยมสีสัน หลากหลายเฉดอารมณ์

สมาชิก “BNK48” ถูกเต๋อแปรสภาพเป็นตัวละครที่มีบุคลิกลักษณะผิดแผกกันไป

สมาชิกชื่อเสียงระดับกลางๆ บางคน กลายเป็น “แหล่งข่าว/แหล่งข้อมูล” ชั้นดีที่คุยสนุก ในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้

บางคนที่มีจุดอ่อนในเชิงภาพลักษณ์โดยชัดเจนและไม่มีโอกาสได้เป็น “เซ็มบัตสิ” สักที แม้จะมีความพยายามและทีมสปิริตมากมายเพียงไหน ก็แทบจะถูกยกระดับขึ้นเป็น “นางเอกหนังแนวสู้ชีวิต”

ราวกับว่าภาพยนตร์ของเต๋อเป็น “พื้นที่ทางการตลาด” อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งถูกจัดวางสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อให้สมาชิกชั้น “อันเดอร์” บางคนของ “BNK48” ได้มีตัวตนและบทบาท

น่าแปลกใจว่าสมาชิกบางรายที่มีออร่าในยามปกติ กลับถูกทำให้ค่อยๆ เลือนหายจากหนังเรื่องนี้ (แต่ไปปรากฏตัวในหนังเรื่องอื่น –ซึ่งออกฉาย ณ ช่วงเวลาใกล้เคียงกัน-)

ที่น่าสนใจกว่านั้น เห็นจะเป็นสมาชิกระดับนำไม่กี่คน ซึ่งถูกลดทอนเสน่ห์ลงมากพอสมควร และได้รับการขับเน้นให้มีภาพลักษณ์เป็นมนุษย์ผู้ถูกหล่อหลอมในระบบทุนนิยมจนน่ากลัว (ไม่น่ารัก)

สอง

GDC still

แต่อีกด้าน หากมองจากมุมของคนที่ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ แถมมิได้ชื่นชมหน้าตา เรือนร่าง บุคลิก วิธีการพูดจา ฯลฯ ของเด็กสาวเหล่านี้สักเท่าไหร่

ระหว่างนั่งชม “GIRLS DON’T CRY” ผมก็อดจะสงสัยหรือค้างคาใจไม่ได้ว่าพวกผู้ชาย (หลายวัย) ที่ตามไปกรี๊ดกร๊าดคลั่งไคล้น้องๆ นั้น กำลังมองหรือประเมินพวกเธออย่างไร?

ทำไมพวกเขาจึงหลงใหลหรือถึงขั้นเทิดทูนบูชา “ไอดอลสาว” กลุ่มดังกล่าว?

พูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า หนังสารคดีเรื่องนี้คล้ายจะขาดแคลนมิติแง่มุมเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกหรือทัศนคติของผู้รับสาร/ผู้บริโภค/โอตะ ไปอย่างน่าเสียดาย (ซึ่งอาจเป็นความตั้งใจ-จงใจของผู้สร้าง-ผู้กำกับฯ)

ดังนั้น “อุตสาหกรรม/วัฒนธรรม BNK48” ซึ่งถูกนำเสนอถ่ายทอดออกมา จึงยังไม่สมบูรณ์แบบ/ครบวงจรเท่าที่ควร

สาม

GDC รายได้
ข้อมูลจาก ชมรมวิจารณ์บันเทิง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “GIRLS DON’T CRY” มีสถานะอีกด้านเป็นงานเชิงพีอาร์/ประชาสัมพันธ์ หรือคนในแวดวงสื่อมวลชนอาจมองว่านี่คือ “งานลูกค้า”

ไม่ต่างจากพวก advertorial ในเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย หรือสื่อกระดาษ (ที่เราไม่อยากอ่าน ไม่อยากคลิกดู), คลิปวิดีโอจำนวนมาก (ที่เรารู้สึกว่าโปรโมตสินค้าได้ไม่เนียนเอาเสียเลย) หรืออีเวนต์/กิจกรรมพิเศษ ที่สื่อเจ้าต่างๆ ต้องจัด (ทั้งที่ไม่ตรงกับความสนใจของกลุ่มผู้บริโภคหลักของตัวเอง)

แต่กระนั้น หนังสารคดีของเต๋อ นวพล และ “แซลมอน เฮาส์” ซึ่งมี “BNK48” เป็นคู่ค้า ก็ถือเป็น “งานพีอาร์ชั้นดี” ที่น่าสนใจ

จุดน่าสนใจแรก คือ หนังเรื่องนี้เป็น “งานลูกค้า” ที่มีเนื้อหาสลับซับซ้อน (เรื่องราวบางส่วนอาจมีท่าทีวิพากษ์ลูกค้าผู้ว่าจ้างด้วยซ้ำ) และดูสนุกในระดับหนึ่ง

จุดน่าสนใจกว่า คือ หากพิจารณารายได้สี่วันแรกของหนัง ที่ได้ไป 10.55 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเกินมาตรฐานหนังอิสระและหนังสารคดีไทย ทั้งยังมีแนวโน้มจะทำเงินสูงกว่าหนังบันเทิงคดีจากระบบสตูดิโอที่เข้าฉายก่อนหน้า

“GIRLS DON’T CRY” ก็นับเป็น “งานลูกค้า” ที่สามารถเก็บเงินจากกระเป๋าผู้บริโภคได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

นี่คือลักษณะพิเศษอันผิดแผกจาก “งานลูกค้า” ส่วนใหญ่ในระบบนิเวศของสื่อไทย ซึ่งวงจรมัก “จบลง” แค่เพียงสื่อมวลชนรับเงินของผู้ว่าจ้างมาทำงาน/จัดงาน แต่ไม่สามารถเอาชนะใจหรือดึงดูดกำลังทรัพย์ของผู้บริโภคในวงกว้างได้อีกต่อหนึ่ง

สิ่งที่ “ร้ายกาจสุด” ในกรณีของ “BNK48 GIRLS DON’T CRY” คือ แม้หนังจะไม่ได้เปิดโปงผ่านจอภาพยนตร์ว่าเพราะเหตุใด ผู้คนจำนวนมากจึงหลงใหลพร้อมเทใจและทุ่มเงินให้แก่ “ไอดอลกรุ๊ป” วงหนึ่ง

แต่ใช่ว่าเต๋อ นวพล และทีมงานผู้สร้าง จะไม่รู้ซึ้งถึงวิธีคิด-พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ “ภักดี” เหล่านั้น

ตรงกันข้าม พวกเขาเข้าใจและล่วงรู้วิธีกระตุ้นกำลังซื้อของแฟนคลับกลุ่มดังกล่าว อย่างกระจ่างและถ่องแท้

ข่าวบันเทิง

รวมมิตร “ข่าวดีหนังไทย” ปลายเดือนเมษายน 2561

เผย “70 สุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9”

คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาพยนตร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้พิจารณาคัดเลือกและมีมติเห็นชอบรายชื่อภาพยนตร์ไทย 70 เรื่อง เป็น “สุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9”

70 หนังไทย (1)กระบวนการคัดเลือกมี 4 ขั้นตอน เริ่มจากให้ประชาชนทั่วไปเสนอรายชื่อภาพยนตร์ (มีผู้สนใจร่วมเสนอชื่อภาพยนตร์ 29,844 คน โดยได้นำเสนอภาพยนตร์จำนวน 359 เรื่อง เข้าสู่การพิจารณา) หลังจากนั้นนำรายชื่อหนังทั้งหมดเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งจากภาครัฐ เอกชน บุคลากรในวงการภาพยนตร์ และศิลปินแห่งชาติ 258 ราย เพื่อร่วมกันคัดเลือกภาพยนตร์ จากนั้นนำเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณาคัดเลือกสุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9 และสุดท้ายได้เสนอต่อคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ พิจารณาให้ความเห็นชอบประกาศรายชื่อ 70 สุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9

70 หนังไทย (2)ทั้งนี้จะมีการจัดนิทรรศการสุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9 และจัดฉายภาพยนตร์ไทยในโครงการจำนวน 10 เรื่อง ให้ประชาชนได้รับชม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ใน 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (ระหว่างวันที่ 24-27 เมษายน ที่โรงภาพยนตร์สกาลา), นครราชสีมา, เชียงใหม่, ภูเก็ต และประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 24 เมษายน – 24 มิถุนายน 2561

สำรองที่นั่งได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfyzTGmArTXCeLLrMOAA-nX5PqjDTWC3yfoMhasyr17Z9dC-g/viewform

ที่มา เพจเฟซบุ๊ก Content Thailand 

นิทรรศการรำลึก 10 ปี แห่งการจากไปของ “พิเศษ สังข์สุวรรณ”

พิเศษ สังข์สุวรรณ

วันที่ 1-20 พฤษภาคม 2561 หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และสมาคมศิษย์เก่าคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จะจัดงาน “โลกที่…พิเศษ…สร้าง” โดยมีการฉายภาพยนตร์ การแสดงดนตรี และนิทรรศการจำลองโลกและผลงานของ “พิเศษ สังข์สุวรรณ” ให้สาธารณชนได้รับรู้เรื่องราวของศิลปินมากความสามารถผู้ล่วงลับ ที่ผลิตผลงานมากมาย ทั้งการแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ การแสดง การกำกับละครโทรทัศน์-ละครเวที ฯลฯ ตลอดระยะเวลาเกือบ 60 ปีของชีวิต

ตรวจสอบรายละเอียดกิจกรรมทั้งหมดได้ที่ http://www.fapot.org/th/news_detail.php?id=542#.WuBUaohuaUk

ที่มา เพจเฟซบุ๊ก หอภาพยนตร์ Thai Film Archive

เชิญชมหนังอิสระพม่าร่วมสมัยใน “Mini Wathann Film Fest”

เทศกาลหนังพม่า

Filmvirus ร่วมกับ The Reading Room, Documentary Club และ Wathann Film Fest ชวนคอหนังร่วมรับชม Mini Wathann Film Fest ระหว่างวันที่ 27-29 เมษายนนี้

Wathann Film Fest เป็นเทศกาลภาพยนตร์ที่จัดขึ้นในย่างกุ้ง ในเดือนกันยายนของทุกปี (Wathann ในภาษาพม่าหมายถึงฤดูฝน) โดยเริ่มจัดครั้งแรกในปี 2011 จากการริเริ่มของสองนักทำหนังชาวพม่า Thuthu Shein และ Thaddhi ซึ่งต่างเป็นนักเรียนทุนสาขาภาพยนตร์ที่ FAMU (Czech National Film School)

เทศกาลนี้ถือเป็นเทศกาลหนังเทศกาลแรกๆ ในพม่า และเป็นเทศกาลแรกที่เปิดโอกาสให้กับหนังอิสระ ในเทศกาลจะประกอบด้วยการฉายหนังสายประกวด รวมทั้งมอบรางวัลให้แก่ภาพยนตร์สารคดี ภาพยนตร์สั้น และ New Vision สำหรับภาพยนตร์ทดลอง นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรม Memory สำหรับฉายภาพยนตร์พม่าคลาสสิค และโปรแกรมพิเศษอื่นๆ

จากนั้นด้วยความร่วมมือกับเพจเฟซบุ๊ก Myanmar Filmaker’s Network (เครือข่ายคนทำหนังพม่า) เทศกาลเริ่มขยายตัวไปสู่การจัดกิจกรรมเป็นครั้งคราวสำหรับแนะนำคนทำหนังพม่ารุ่นใหม่ที่น่าสนใจ เพื่อเป็นเวทีในการฉายหนังและสนทนาแลกเปลี่ยน

สำหรับ Mini Wathann Film Fest ในกรุงเทพฯ ซึ่งถูกจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 นี้ จะมีการฉายหนังสั้นคัดสรรจากเทศกาล และยังมีกิจกรรมสนทนากับ Thaiidthi หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเทศกาล ในวันศุกร์ที่ 27 เมษายน ที่ Doc Club Theater ซึ่งเป็นวันเปิดเทศกาล ก่อนที่ในวันเสาร์ที่ 28 – อาทิตย์ที่ 29 เมษายน จะมีการจัดฉายหนังที่ The Reading Room

ติดตามรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ https://www.facebook.com/events/368452970330253/

100 ปี “แท้ ประกาศวุฒิสาร” นักสร้างภาพยนตร์ผู้มีอายุยืนยาวที่สุดของไทย

แท้ 100 ปี

วันที่ 26 เมษายน 2561 นับเป็นวันพิเศษวันหนึ่งแห่งวงการภาพยนตร์ไทย เพราะเป็นวันคล้ายวันเกิดปีที่ 100 ของศิลปินแห่งชาติ “แท้ ประกาศวุฒิสาร”

แท้ ประกาศวุฒิสาร เกิดเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ.2461 ที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เขาเริ่มเข้าสู่วงการภาพยนตร์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 ด้วยการเป็นช่างถ่ายภาพนิ่งให้แก่กองถ่ายหนังเรื่อง “กะเหรี่ยงไทรโยค” นับจากนั้นเขาได้คลุกคลีอยู่ในวงการและได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าสำคัญให้แก่วงการหนังไทยด้วยผลงานการสร้างภาพยนตร์ เช่น สุภาพบุรุษเสือไทย (2492) สาวเครือฟ้า (2496) เห่าดง (2501) ชายชาตรี (2507) เจ้าหญิง (2512) ฯลฯ

และเป็นผู้จารึกประวัติศาสตร์ช่วงสำคัญของประเทศไทยมากมายด้วยกล้องถ่ายภาพยนตร์ เช่น น้ำท่วมกรุงเทพ พ.ศ.2485, การรัฐประหาร พ.ศ.2490, พระบรมพิธีราชาภิเษก พ.ศ.2493, การแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2509 ฯลฯ

แท้ ประกาศวุฒิสาร ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (ผู้สร้างภาพยนตร์) ประจำปี พ.ศ.2542

ถึงปัจจุบัน เขาถือเป็นนักสร้างภาพยนตร์ที่มีอาวุโสและมีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์หนังไทย

นี่คือผลงานส่วนหนึ่งของแท้

ที่มา เพจเฟซบุ๊ก หอภาพยนตร์ Thai Film Archive

มาแล้ว โปสเตอร์ “10 Years Thailand” หนังไทยเรื่องเดียวในเทศกาลเมืองคานส์ปีนี้

tenyearsthailand

เพจเฟซบุ๊กของหนังเรื่อง “Ten Years Thailand” ภาพยนตร์ไทยผลงานการกำกับของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, อาทิตย์ อัสสรัตน์ และจุฬญาณนนท์ ศิริผล ซึ่งถูกคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย “Special Screenings” ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ประจำปีนี้ เพิ่งเผยแพร่โปสเตอร์อย่างเป็นทางการของหนัง (ออกแบบโดย “มานิตา ส่งเสริม”) พร้อมข้อความบรรยายภาพที่ระบุว่า

“ถึงผู้ชมชาวไทยและผู้ชมทั่วโลกที่พบเห็นโปสเตอร์นี้ คุณสามารถสร้างเสียงสะท้อนจากบ้านหรือประเทศที่คุณอาศัยอยู่ ถึงปัจจุบันหรืออนาคตในอีกสิบปีที่คุณอยากเห็น โดยการเติมความเห็น ระบาย เขียนความในใจของคุณบนพื้นที่ว่างในโปสเตอร์ เราคาดหวังจะได้เห็นโปสเตอร์นี้ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่จะเต็มไปด้วยเสียงที่หลากหลาย แล้วพบกัน #10YearsThailand”

ที่มา เพจเฟซบุ๊ก 10 Years Thailand

ข่าวบันเทิง

หนังสารคดีชัตดาวน์กรุงเทพฯ “บางกอกจอยไรด์ 1-2” เริ่มฉายควบที่ “ซิเนม่าโอเอซิส” 18 เม.ย.

โรงภาพยนตร์ซิเนม่าโอเอซิสเตรียมจัดฉายหนังสารคดี “บางกอกจอยไรด์” สองภาค ของ “สมานรัชฏ์ กาญจนะวณิชย์” ที่บันทึกภาพเหตุการณ์ประท้วงชัตดาวน์กรุงเทพฯ ระหว่างปี 2556-57 ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายนนี้เป็นต้นไป

เพจ Cinema Oasis ประชาสัมพันธ์ข้อมูลของ “บางกอกจอยไรด์ 1: เมื่อเราเป็นยอดมนุษย์” เอาไว้ว่า

นี่ไม่ใช่เรื่องของผู้นำประท้วงขณะที่การปิดกรุงเทพเริ่มก่อตัว เรามองแทบไม่เห็นเหล่าแกนนำท่ามกลางฝูงกองทัพมด คนธรรมดาที่กลายเป็นไม่ธรรมดาเหล่านี้คือดารานำของภาพยนตร์ ซึ่งบันทึกช่วงวิกฤตแห่งปี 2556 รวมทั้งการล่มสลายของรัฐสภา จากกรกฎาคม ถึง 9 ธันวาคม 2556 ด้วยความสดจริงของประสบการณ์ตรง ให้เราดูเองโดยไร้คำบรรยายและไร้ความเห็น

ถ้าคุณพลาดเหตุการณ์จริง นี่คือโอกาสที่จะสัมผัสมัน หากว่าวันนั้นคุณอยู่ตรงนั้น มันคือความจำที่ทรงคุณค่า และคุณอาจพบว่าตัวเองเป็นดาราหนัง เพราะนี่ไม่ใช่ตำนานนักรบสูงศักดิ์โบราณ แต่เป็นวีรกรรมร่วมสมัยของคนธรรมดาที่กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่

ขณะที่ “บางกอกจอยไรด์ 2: ปิดกรุงเทพ” มีข้อมูลประชาสัมพันธ์ระบุว่า

อนาธิปไตย อยู่เคียงข้างวินัยได้อย่างไร? ความกลัวและความปีติเล่า? ภาค 2 ของ ‘บางกอกจอยไรด์’ บันทึกปฏิบัติการปิดกรุงเทพ จาก 22 ธันวาคม 2556 ถึง 15 มกราคม 2557 รวมทั้งการข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา และฉากเหนือจริงจากอาร์ตเลนของเหล่าศิลปิน หนังเรื่องนี้ถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือโดยทีมงานเพียงคนเดียว แต่ทีมนักแสดงล้นจอที่มาเป็นล้าน

‘ปิดกรุงเทพ’ พาเราเหาะเหินด้วยความสดจริงของประสบการณ์ตรง ให้ดูเองโดยไร้คำบรรยายและไร้ความเห็น ถ้าคุณพลาดเหตุการณ์จริง นี่คือโอกาสที่จะสัมผัสมัน หากว่าวันนั้นคุณอยู่ตรงนั้น มันคือความจำที่ทรงคุณค่า และคุณอาจพบว่าตัวเองเป็นดาราหนัง เพราะนี่ไม่ใช่ตำนานนักรบสูงศักดิ์โบราณ แต่เป็นวีรกรรมร่วมสมัยของคนธรรมดาที่กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่

ทั้งนี้ ภาพยนตร์สารคดีทั้งสองเรื่องได้ฉายรอบปฐมทัศน์โลกในเทศกาลภาพยนตร์ซินิม่าดูรีล ที่กรุงปารีส เมื่อปี 2560 และจะฉายรอบปฐมทัศน์ประเทศไทยในวันที่ 18 เมษายน 2561 ที่โรงหนังซิเนม่าโอเอซิส

บางกอกจอยไรด์ 1

บางกอกจอยไรด์ 2

ตรวจสอบรายละเอียดการเข้าฉายเพิ่มเติมที่ เพจ Cinema Oasis

ภาพประกอบจาก http://www.bangkokjoyride.com และ Cinema Oasis

ข่าวบันเทิง

เปิดตัวอย่าง “บางกอกจอยไรด์ 1: เมื่อเราเป็นยอดมนุษย์” ก่อนเข้าฉายเร็วๆ นี้

เพจ Cinema Oasis เผยแพร่หนังตัวอย่างของภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “เมื่อเราเป็นยอดมนุษย์” (บางกอกจอยไรด์ ภาค 1: จากกรกฎาคม – 9 ธันวาคม 2556)

หนังสารคดีเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของ “สมานรัชฏ์ กาญจนะวณิชย์” หรือ Ing K (อิ๋ง เค) ที่บันทึกภาพเหตุการณ์ประท้วงชัตดาวน์กรุงเทพฯ ระหว่างปี 2556-57

“บางกอกจอยไรด์” จะถูกแบ่งออกเป็นสองภาค โดยภาคแรกเป็นหนังสารคดีที่บันทึกภาพการชุมนุม “ชัตดาวน์ กรุงเทพฯ” ซึ่งอิ๋งเห็นว่าเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่ถูกหลงลืมไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่หนังภาคสองจะจับจ้องลงลึกไปยังบุคลิกลักษณะพิเศษเฉพาะบุคคลของผู้ชุมนุมบางราย ซึ่งเข้ามาร่วมเคลื่อนไหว “ปิดกรุงเทพฯ”

26195472_2033923886822593_2339205651125404420_n

ก่อนหน้านี้ Nicole Brenez ภัณฑารักษ์ภาพยนตร์และนักวิจารณ์ผู้ทรงอิทธิพลอย่างสูงชาวฝรั่งเศส ได้คัดเลือกให้ “บางกอกจอยไรด์” ติดอันดับ 1 ใน 5 หนังยอดเยี่ยมแห่งปี 2016 ตามทัศนะของเขา

เพจดังกล่าวระบุด้วยว่า “บางกอกจอยไรด์ 1” จะเข้าฉายที่โรงภาพยนตร์ทางเลือก “ซิเนม่าโอเอซิส” เร็วๆ นี้

ข่าวบันเทิง, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

สืบเนื่องจาก Faces Places เมื่อ “อานเญส วาร์ดา” พูดถึง “โกดาร์ด” และเหตุสะเทือนอารมณ์ในหนัง

เพิ่งได้ไปดูหนังสารคดีเรื่อง Faces Places ของ “อานเญส วาร์ดา” และ “เจอาร์” ช่วงหนึ่งในภาพยนตร์ที่ผมชอบมากๆ ก็คือ ช่วงท้าย ที่สองผู้กำกับฯ เดินทางไปพบ “ฌอง-ลุค โกดาร์ด” อีกหนึ่งคนทำหนังรายสำคัญของฝรั่งเศส ที่บ้านพัก แต่กลับถูกโกดาร์ดต้อนรับด้วยวิธีการที่แปลกประหลาดและเลือดเย็นเอามากๆ

หลังออกจากโรงหนัง เลยพยายามลองเสิร์ชหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ถึงรายละเอียด มูลเหตุ และภาวะคลี่คลายตัวของซีนดังกล่าว ซึ่งพบว่าบทสัมภาษณ์ที่วาร์ดาและเจอาร์พูดคุยกับ “จาดา หยวน” แห่ง www.vulture.com นั้นอธิบายเรื่องนี้ไว้ได้ครอบคลุมดีทีเดียว

จึงตัดสินใจแปลเนื้อหาบางส่วนมาให้อ่านกันในบล็อกครับ

Capture d_écran 2017-06-23 à 19.50.14

จาดา: ตอนท้ายของหนัง มันจะมีช่วงเวลาที่คุณเดินทางไปเยี่ยม ฌอง-ลุค โกดาร์ด คุณพยายามจะกดกริ่งเรียกเขา แต่แทนที่จะออกมาต้อนรับคุณ เขากลับเขียนข้อความทิ้งไว้ตรงหน้าต่าง ซึ่งบ่งชี้ว่าเขาจะเทคุณและไม่อนุญาตให้คุณเข้าไปในบ้าน คุณอ่านข้อความดังกล่าวอย่างมีอารมณ์ ตามความเข้าใจของฉัน ข้อความของเขาพาดพิงถึง ฌาคส์ เดมี สามีของคุณ (ที่ล่วงลับไปแล้ว) ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของโกดาร์ดเช่นเดียวกับคุณ อยากให้คุณช่วยอธิบายให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม? ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในสถานการณ์ตอนนั้น

วาร์ดา: วันหนึ่ง เจอาร์บอกกับฉันว่า “ผมอยากพบเขา (โกดาร์ด) คุณเป็นคนโชคดีที่ได้รู้จักเขา” คุณย่อมรู้ว่าเมื่อคุณมีเพื่อนฝูง คุณก็ต้องอยากแนะนำให้พวกเขาได้รู้จักกัน ดังนั้น ฉันจึงคิดว่าสำหรับเจอาร์ มันคงเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ดี หากฉันพาเขาไปหาโกดาร์ด ซึ่งฉันเองก็ไม่ได้พบหน้าค่าตามาสักพักหนึ่งแล้ว ปกติ เราจะนัดพบกันทุกๆ 4 หรือ 5 ปี เพื่อสนทนาพูดคุย จากนั้น จึงมีการติดต่อกับโกดาร์ด ผ่านทางโรซาลี (ลูกสาวของวาร์ดา) และการโทรศัพท์พูดคุยกัน แล้วเขาก็นัดแนะให้พวกเราไปพบ

เจอาร์: เขาอยู่ที่บ้านของเขา

วาร์ดา: โกดาร์ดนัดเราไปพบในเวลา 11.30 น. พวกเราจึงวางแผนไว้ว่าจะนั่งรถไฟไปพบเขา แต่แล้ว ก็มีโทรศัพท์ติดต่อมาถึงโรซาลีว่า “ฌอง-ลุค อยากจะขอเจอเราตอน 9.30 น.” ดังนั้น พวกเราจึงตัดสินใจเดินทางไปยังเมืองที่เขาอาศัยอยู่ตั้งแต่คืนก่อนหน้าวันนัดพบ เราต้องจองห้องพักในโรงแรม และวันรุ่งขึ้น เวลา 9.25 น. เราก็มุ่งหน้าไปหาเขา ทว่า บางสิ่งที่พวกเราไม่คาดคิดกลับบังเกิดขึ้น มันกลายเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์และถูกนำเสนอลงไปในหนังเรื่องนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นมันเซอร์ไพรส์ฉันหนักมาก จนน้ำตาไหลออกมา และเราก็เลือกจะเก็บเหตุการณ์ช่วงนั้นเอาไว้ในภาพยนตร์ เพราะเราคิดว่า ด้วยความสัตย์จริง เรามองเห็นทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดีและน่าเบิกบานใจมากๆ แล้วจู่ๆ เราก็ชนเข้ากับกำแพงอย่างจัง เหตุผลที่เราเลือกเก็บภาวะชนกำแพงเอาไว้ในหนังเวอร์ชั่นสุดท้าย ก็เพราะนั่นคือประตูที่ปิดตายของภาพยนตร์เรื่องนี้ มันคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นกับทุกชีวิต อาจจะครั้งหรือสองครั้ง หรือบางที บางคนก็อาจไม่เคยพบเจอมัน เรื่องแบบนี้มันเคยเกิดกับเธอ (เจอาร์) สักครั้งไหม? คงไม่หรอก เธอไม่น่าจะเคยเจออะไรแบบนี้

เจอาร์: เอ่อ เคยสิ

วาร์ดา: เธอออกจะเป็นพ่อหนุ่มอารมณ์ดี

เจอาร์: (หัวเราะ) ไม่จริงหรอก เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นกับทุกคนนั่นแหละ แต่มักจะเกิดขึ้นในวันเวลา ที่เราไม่ได้คาดหวังให้มันเกิด

วาร์ดา: สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวด ก็คือ เรื่องราวความสัมพันธ์กับฌาคส์ เดมี ซึ่งฉันนั้นคิดถึงเขามากๆ และฉันยังคงรักเขาอยู่ เมื่อโกดาร์ดระบุถึงฌาคส์ มันจึงกลายเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสและเจ็บปวดอย่างยิ่ง แต่แล้ว เราก็คิดได้ว่า เราควรจะสงบสติอารมณ์ลง เราจึงเดินไปยังทะเลสาบเพื่อสงบจิตใจ จากนั้น เจอาร์ก็พยายามอธิบายอะไรบางอย่างให้ฉันฟัง ซึ่งฉันก็เชื่อเช่นนั้นพอดี เจอาร์เฉลียวฉลาดมากที่เข้าใจเรื่องดังกล่าว ว่าโกดาร์ดได้เขียนส่วนเสี้ยวหนึ่งของบทภาพยนตร์ขึ้นมา เขาได้ใส่องค์ประกอบบางอย่างเข้ามาในหนังเรื่องนี้ ซึ่งมันอาจจะดียิ่งกว่าการที่พวกเราได้พบเจอพูดคุยกันเสียอีก

จาดา: หลังจากเหตุการณ์วันนั้น คุณได้พูดคุยกับโกดาร์ดบ้างไหม? เขาได้ดูหนังเรื่องนี้หรือเปล่า?

วาร์ดา: ฉันส่งดีวีดีไปให้เขา แต่ไม่มีคำตอบใดๆ กลับมา แต่เขาก็เป็นคนประหลาดๆ อย่างนี้อยู่แล้ว สมัยยังเป็นหนุ่มสาว พวกเราเคยเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันมากๆ แต่คุณคงรู้ เมื่อเราอายุมากขึ้นๆ จาก 30 สู่ 40 เขาก็เปลี่ยนไป เขาหันไปทำหนังการเมือง แล้วเขาก็เดินทางไปอเมริกา พวกเราก็เลยขาด มันควรจะเรียกว่าอะไรนะ ขาดการแสดงความเห็นร่วมกันหรือเปล่า? ซึ่งเราก็แทบไม่ได้พบหน้ากันเลย

เจอาร์: คุณคงหมายถึงขาดการติดต่อซึ่งกันและกัน

วาร์ดา: เราไม่ได้ติดต่อกัน แต่ฉันก็ยังได้เจอเขาตามที่โน่นที่นี่อยู่บ้างนะ เวลาเขาฉายหนังของตัวเองที่ปารีส ฉันก็จะได้พบหน้าทักทายเขาประมาณห้านาที แล้วฉันก็รู้ว่าเขาชอบหนังเรื่อง The Gleaners and I (หนังในปี 2000 ของวาร์ดา ซึ่งเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับบรรดาคนเก็บขยะที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะในพื้นที่ชนบทของฝรั่งเศส) แต่สำหรับเหตุการณ์ในวันนั้น ฉันไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าโกดาร์ดจะทำอะไรแบบนั้น ทว่า การกระทำของเขาก็ช่วยสร้างเสริมอะไรบางอย่างให้แก่หนังเรื่องนี้นะ ว่าแต่คุณชอบซีนนั้นไหม?

จาดา: สิ่งที่จับใจฉันมากๆ ก็คือ คุณเดินจากมาด้วยความรู้สึกที่โกรธโกดาร์ดจนแทบคลั่ง แต่คุณก็ยังยกย่องเขาอยู่ด้วยประโยคว่า “แต่ฉันยังคงชื่นชมเขา” ฉันรู้สึกว่าคุณช่างใจกว้างเหลือเกินในสถานการณ์แบบนั้น

วาร์ดา: คุณคงรู้ว่าเมื่อฉันรักใครสักคน ฉันย่อมไม่สามารถโยนเขาออกไปจากชีวิตได้ ความรักไม่ใช่สิ่งที่คุณคิดอยากจะเปิดก็เปิด คิดอยากจะปิดก็ปิด ฉันยังคงรำลึกถึงความรักที่ตนเองมีต่อเขา ในฐานะที่เขาเป็นเพื่อนของฌาคส์ เดมี พวกเราเคยไปท่องเที่ยวด้วยกันในวันหยุด พวกเราเคยสำเริงสำราญกับชีวิตพร้อมหน้ากัน และฉันก็ไม่สามารถลบเลือนภาพเหล่านั้นออกไปได้ ยิ่งกว่านั้น ฉันยังเคารพผลงานของโกดาร์ด สำหรับฉัน เขาคือนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการภาพยนตร์ เขาเป็นนักค้นคว้า เป็นปราชญ์แห่งวงการหนัง ซึ่งหาได้ยากยิ่งบนโลกใบนี้ เขามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงเคารพต่อสถานะดังกล่าวของโกดาร์ดจากใจจริง แต่นั่นหมายความว่าเขาต้องเป็นคนนิสัยดีด้วยหรือเปล่า? มันไม่เกี่ยวกันเลยนะ คุณเข้าใจใช่ไหม? ในฐานะคนทำหนังฉันยังคงเคารพชื่นชมโกดาร์ด แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ในฐานะมิตรสหายคนหนึ่ง ณ ปัจจุบัน ดูเหมือนเขาจะเป็นคนประเภทเฉยชาไร้มิตรจิตมิตรใจมากขึ้นเรื่อยๆ

คลิกอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ http://www.vulture.com/2017/10/agnes-varda-and-jr-interview-faces-places.html

 

แขกรับเชิญ

บันทึกสั้นๆ ถึง “The Frienemies” โดย “มิตรสหายท่านหนึ่งในกรุงลอนดอน”

หมายเหตุ “มิตรสหายท่านหนึ่งในกรุงลอนดอน” ส่งบันทึกสั้นๆ ที่เขาเขียนขึ้นหลังจากชมเนื้อหาบางส่วน (ความยาวราว 20 นาที) ของภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “The Frienemies” ที่กำกับโดย “ภาสกร ประมูลวงศ์” ซึ่งถูกนำไปจัดฉาย ณ SOAS มหาวิทยาลัยลอนดอน เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา

The Frienemies

เป็นสารคดีที่ตั้งโจทย์บนความสัมพันธ์แบบมิตรและศัตรูระหว่าง ปรีดี พนมยงค์ และ จอมพล ป. พิบูลสงคราม

จากฟุตเตจตัวอย่างที่ผู้กำกับคัดเลือกมาฉาย พบว่าหนังใช้ความสัมพันธ์และชะตาชีวิตแบบคู่ขนานของทั้งสองบุคคลมาเป็นจุดเด่นในด้านเนื้อหา

ทั้งคู่นั้นเคยเป็นมิตรกันมาก่อนในฐานะผู้ร่วมก่อการปฏิวัติ 2475 แต่ในเวลาต่อมาทั้งคู่ก็ได้กลายเป็นศัตรูทางการเมืองกัน อย่างไรก็ดี ในบั้นท้ายชะตาชีวิตของทั้งคู่ก็ใกล้เคียงกัน เมื่อต่างต้องจบชีวิตลงในต่างแดน

สารคดีเรื่องนี้มีจุดเด่นตรงที่ได้รับความช่วยเหลือจากนักวิชาการไทยศึกษาในระดับนานาชาติ เช่น การได้รับความช่วยเหลือให้คนทำหนังได้ค้นหาข้อมูลในคลังข้อมูลของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน

หนังยังมีการถ่ายทำในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส โดยเฉพาะในส่วนของญี่ปุ่นเองนั้น สารคดีได้เข้าถึงที่ดินที่พำนักแห่งสุดท้ายของจอมพล ป. รวมทั้งเพื่อนบ้านของจอมพล ป. ที่ยังมีชีวิตอยู่

ไม่ว่าสุดท้ายหนังจะเป็นอย่างไร จะได้ฉายที่ไหน อย่างน้อยๆ หนังน่าจะทำให้เกิดบทสนทนาเกี่ยวกับบุรุษคนสำคัญทั้งสองมากยิ่งขึ้น

ข่าวบันเทิง

“ภาสกร ประมูลวงศ์” กำลังทำหนังสารคดีชีวประวัติ “ปรีดี-จอมพล ป.”

“ภาสกร ประมูลวงศ์” ซึ่งเคยมีผลงานการกำกับภาพยนตร์สารคดี “ประชาธิป’ไทย” ร่วมกับ “เป็นเอก รัตนเรือง” กำลังจะมีผลงานหนังสารคดีการเมืองเรื่องใหม่

ณ เบื้องต้น ชื่อภาษาอังกฤษของหนังเรื่องนี้ คือ “Frienemies” (อาจแปลคร่าวๆ ได้ว่า “มิตร-ศัตรู”) ซึ่งมุ่งศึกษาสำรวจชีวประวัติของสองผู้นำสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใหม่ นั่นคือ ปรีดี พนมยงค์ และจอมพล ป. พิบูลสงคราม

22171575_10156547282126729_862495466_o

โดยในวันที่ 6 ตุลาคม 2560 จะมีการจัดฉายภาพบางส่วนจากหนังสารคดีเรื่องนี้ (ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการถ่ายทำ) ต่อด้วยการเสวนาเกี่ยวกับเนื้อหาของภาพยนตร์ ณ วิทยาลัยบูรพคดีและแอฟริกันศึกษา (SOAS) มหาวิทยาลัยลอนดอน

ข่าวบันเทิง

หนังไทย-หนังอาเซียนน่าสนใจ ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017

เวียนมาบรรจบอีกครั้งสำหรับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม-3 พฤศจิกายน 2560

ในปีนี้ มีหนังไทยถูกคัดเลือกไปฉายในเทศกาล 3 เรื่องด้วยกัน ได้แก่

“มา ณ ที่นี้” หรือ “Someone from Nowhere”

Someone from Nowhere

นี่คือหนังยาวลำดับที่สองของ “ปราบดา หยุ่น” ซึ่งจะได้เข้าประกวดในสาย “เอเชี่ยน ฟิวเจอร์” (ช่วงหลัง หนังที่ชนะเลิศการประกวดสายนี้ มักไปได้ดีในระดับนานาชาติทั้งสิ้น ตั้งแต่ “มหาสมุทรและสุสาน” เมื่อสองปีก่อน และ “Birdshot” เมื่อปีที่แล้ว)

หนังเรื่องนี้จะถ่ายทอดเรื่องราวของสาววัย 20 กว่าๆ ซึ่งยามเช้าอันแสนสุขของเธอได้พลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อมีชายบาดเจ็บรายหนึ่งโผล่เข้ามาในห้องพัก

ภาพยนตร์แนวดราม่า-ลึกลับเรื่องนี้มีจุดเด่นอยู่ที่การถ่ายทำ ซึ่งจะดำเนินไปในห้องพักเพียงห้องเดียว

“สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย”

สิ้นเมษา

ผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องเยี่ยมของ “วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์” ซึ่งเริ่มต้นออกเดินทางในเทศกาลระดับนานาชาติตั้งแต่เมื่อราวห้าปีก่อน

โดยหนังเรื่องนี้จะถูกนำมากลับมาฉายอีกครั้งในโปรแกรม CROSSCUT ASIA ของเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว 2017

ซึ่งในปีนี้ โปรแกรมดังกล่าวจะนำเสนอผลงานของผู้กำกับรุ่นใหม่ๆ ที่น่าสนใจจากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แตกต่างจากสามปีแรก ที่จะโฟกัสไปยังภาพยนตร์ของแต่ละประเทศเป็นรายๆ ไป เริ่มจากไทย, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ตามลำดับ

จุดน่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ หนังที่ได้เข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA ประจำปี 2017 จะถูกแนะนำ/เลือกสรรมาโดยผู้กำกับระดับบิ๊กเนมของอาเซียน ซึ่งผู้แนะนำ “สิ้นเมษาฯ” ให้แก่ทางเทศกาล ก็ได้แก่ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล”

(คลิกอ่านบทความที่เขียนถึง “สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย” ที่นี่)

“ป๊อปอาย มายเฟรนด์”

ป๊อปอาย แปด

หนังเกี่ยวกับเมืองไทยที่เพิ่งได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนของประเทศสิงคโปร์ ให้เข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ ประจำปีหน้า จะเข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA เช่นเดียวกัน

สำหรับผู้แนะนำหนังเรื่องนี้ให้เข้าฉายในโปรแกรมดังกล่าว คือ “เอริค คู” ผู้กำกับชื่อดังชาวสิงคโปร์

นอกจากนี้ ยังมีหนังอาเซียนอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งจะได้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017 อาทิ

“AQÉRAT” หรือ “We the Dead”

main_Aqerat
(c)Pocket Music, Greenlight Pictures

ผลงานล่าสุดของ “เอ็ดมันด์ โหย่ว” คนทำหนังรุ่นใหม่ฝีมือดีจากมาเลเซีย (ซึ่งเคยบรรจุฉากละครสั้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ลงไปในหนังยาวเรื่องแรกของเขา คลิกอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนั้นได้ ที่นี่) ที่จะได้เข้าฉายในสายการประกวดหลัก

หนังเล่าเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งภาวะขาดแคลนเงินเลี้ยงชีพ ส่งผลให้เธอต้องหันไปทำงานในธุรกิจค้ามนุษย์ โดยหนังจะพูดถึงประเด็นการเดินทางมายังประเทศมาเลเซียของกลุ่มผู้อพยพชาวโรฮิงญา ไปพร้อมๆ กับการสำแดงตนเป็นบทกวีที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงการเดินทางทางจิตวิญญาณของสตรีผู้หนึ่ง

Yasmin-san

Yasmin-san
(c)Greenlight Pictures

นี่คือผลงานอีกเรื่องหนึ่งของเอ็ดมันด์ โหย่ว ที่ได้เข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA

ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ จะบันทึกเบื้องหลังการถ่ายทำหนังสั้นเรื่อง “Pigeon” ของ “อิซาโอะ ยูกิซาดะ” (ตอนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง “Reflections” ที่ออกฉายในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียวเมื่อปีที่แล้ว คลิกอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ที่นี่)

โดยหนังสารคดีเรื่องดังกล่าวจะมุ่งสำรวจประเด็นว่าด้วยกระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์, การมีเอกภาพ, ชะตากรรม และประวัติศาสตร์ ผ่านวิธีการมองที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ยาสมิน อาหมัด” คนทำหนังสตรีผู้ล่วงลับชาวมาเลเซีย

Cambodian Young Cinema

176
©BOPHANA CENTER ©Anti Archive & Apsara Films

นี่เป็นภาพยนตร์รวมหนังสั้นสี่เรื่อง ผลงานของผู้กำกับรุ่นใหม่ห้าคนจากกัมพูชา ที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวหลากแง่มุมของสังคมกัมพูชาร่วมสมัย โดยถูกคัดเลือกเข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA