คนมองหนัง

บันทึกถึง “ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.2”

(เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์)

หนึ่ง

ขอเริ่มต้นจากสิ่งที่ไม่ค่อยชอบก่อน

ประการแรก รู้สึกว่าโครงสร้างเรื่องราวในภาคนี้มันคมชัดเป็นระบบน้อยลง

เมื่อกรอบโครงความคิดที่เคยแข็งแกร่งของหนังคล้ายจะอ่อนแอลงหรือไม่ถูกเน้นย้ำ

การถ่ายทอดภาพรวมหรือภาพแทนของหมู่บ้าน/ชุมชน/สังคมอีสานร่วมสมัยในมุมมองเชิงวิพากษ์ ซึ่งโดดเด่นมากๆ ในสองภาคแรก จึงเลือนรางลงไปด้วย

ประการต่อมา เห็นด้วยว่านี่คือหนังภาค “2.2” ไม่ใช่ “3” เพราะหนังใช้เวลามากพอสมควรในการเล่าเรื่องราวที่ย้อนกลับหรือทับซ้อนคาบเกี่ยวกับหลายเหตุการณ์ในภาค “2.1”

โดยส่วนตัวแอบรู้สึกว่าการออกสตาร์ทประเด็นใหม่ๆ ของ “ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.2” นั้นเริ่มต้นช้าไปนิด

สอง

เมื่อ “ไทบ้านฯ 2.2” ไม่เน้นโครงสร้างหรือภาพกว้าง นี่จึงเป็นหนังที่เล่าเรื่องราวผ่านการลงรายละเอียดชีวิตของบรรดาตัวละครหลักๆ ซึ่งเป็นปัจเจกบุคคล/กลุ่มคนรายย่อยๆ

เรื่องราวของบางคน/บางกลุ่มเข้มข้นดี แต่เรื่องราวของบางคน/บางกลุ่มก็จมหายไปจนน่าเสียดาย

คู่ที่ผมค่อนข้างผิดหวังและรู้สึกว่ามีมิติน้อยลง คือ “เฮิร์บกับเจ๊สวย”

เฮิร์บ

ในภาค 2.1 เหมือนเฮิร์บจะเก็บงำปัญหาลึกลับบางอย่างอยู่ในใจ แต่ภาคนี้หนังกลับไม่เฉลยหรือกล่าวถึงปัญหาดังกล่าวเพิ่มเติม หนังใส่ประเด็นความเข้าใจผิด/โลกทัศน์ที่แตกต่างระหว่างเขยฝรั่งกับสาวหมวยอีสานเข้ามา ทว่าก็ทำให้มันจางหายลงไปแบบง่ายๆ (อย่างไรก็สาม ฉากล่างูสิงไปฝากเมียนั้นดีมากๆ) พร้อมลงเอยอย่างค่อนข้างแฮปปี้ด้วยการคลอดลูก

เอาเข้าจริง เรื่องราวว่าด้วย “สามสหายขี้เมา” ไม่มีงานการทำหน้าร้านเจ๊สวยกับคนบ้าอย่าง “โรเบิร์ต” ยังมีมิติ มีอารมณ์ดราม่า และมีปมปัญหาเรื่องความรู้สึกผิดบาป ที่เข้มข้น-น่าสนใจกว่าคู่ “เฮิร์บและเจ๊สวย” เสียอีก

สามสหาย

“ป่อง” ยังเป็นตัวละครที่ผมรักและผูกพันที่สุด

ผมดีใจที่ได้เห็นชะตากรรมอันไม่สวยหรูของ “สโตร์ผัก” ซึ่ง (เกือบจะ) ล้มเหลว

ฝันฟุ้งเฟื่องของ “ป่อง” กลายเป็นฝันร้าย

หนุ่มอีสานลูกผู้ใหญ่บ้านที่จบปริญญาจากกรุงเทพฯ กลายเป็นคนช่างคิดช่างฝัน เจ้าไอเดีย แต่ทำอะไรไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอัน (ไม่ practical) และเริ่มรู้จักคำว่าแพ้

ป่อง

อย่างไรก็ดี ผมค่อนข้างเสียดายที่หนังคลี่คลายปัญหาให้ “ป่อง” ด้วยการพามันซมซานกลับไปหาพ่อผู้ใหญ่และครอบครัว (นี่มัน “บักป่อง” นะเว้ย ไม่ใช่ “อี้ เลือดข้นคนจาง”) และเสกให้ธุรกิจที่เพิ่งล้มเหลวของ “ป่อง” ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาแบบหน้าตาเฉย (และฟลุ้กๆ) ด้วยอิทธิฤทธิ์เฟซบุ๊ก (ก่อนที่มันจะโดนพี่มาร์กและทีมงานหลอกให้บูสต์โพสต์ในขั้นตอนต่อไป 555)

“จาลอด” เหมือนจะสูญเสียบท “พระเอก” ไปโดยสมบูรณ์

ในหนังภาค 2.2 เขายังเป็น “ผู้ช่วยนักธุรกิจ” ของ “ป่อง” เป็นตัวละครสมทบเมื่อประกบกับ “พระเซียง” แม้แต่เวลาเข้าฉากกับ “มืด” บทบาท-แอคชั่น-อารมณ์ของ “บักมืด” ก็ยังแลดูเข้มข้นรุนแรงฉูดฉาดกว่า

แต่จุดน่าสนใจ คือ การดำรงอยู่ของ “จาลอด” ในธุรกิจสโตร์ผักของ “ป่อง” นั้น เป็นดังปากเสียงของชาวบ้านท้องถิ่น ที่ไม่เคยออกไปไหนไกลจากชุมชน ไม่ได้เป็น “คนอีสานผู้เรียนรู้โลกกว้าง”

จาลอด

ทว่า “จาลอด” และพี่ๆ น้าๆ อาๆ หลวงพี่ และหลวงปู่อีกมากมายหลายคน เป็นคนที่ทำงาน ลงแรง เสียเหงื่อจริงๆ

คนลงแรงเหนื่อยอย่าง “จาลอด” นี่เอง ที่กล้าเอ่ยเตือนว่าบางสิ่งที่ “ป่อง” คิดฝันว่ามันดี มันใช่นั้น “มันไม่ใช่และไม่เวิร์ก”

หลายคนจับจ้อง “พระเซียง” กับฉากปัญหาที่ทำให้หนังเกือบไม่รอดเงื้อมมือกรรมการเซนเซอร์

ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ถูกตัดออกไปนั้นลดทอนพลังดราม่าในฉากไคลแมกซ์ช่วงท้ายภาพยนตร์ลงพอสมควร

แต่ผมยังอยากจะยืนยันว่า “ภาพพระร้องไห้กอดโรงศพอดีตคนรัก” เป็นอะไรที่ “ขี้ปะติ๋ว” มากๆ หากเทียบกับ “ใจความสำคัญ” ที่ “พระเซียง” ครุ่นคิดเอื้อนเอ่ยมาตลอดทั้งเรื่อง

นั่นคือจุดใหญ่ใจความที่ว่า พุทธศาสนา/วัด/พระ ไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหา/ความทุกข์ทางโลกย์ให้แก่ฆราวาสได้

นี่คือปัญหาท้าทายที่ “พระเซียง” เน้นย้ำอยู่เสมอ ทั้งกับน้องๆ เด็กๆ ยามไปเทศน์ที่โรงเรียน ย้ำกับตัวเองเมื่อคิดถึงคนรักเก่า และเอ่ยสารภาพกับเพื่อนฝูงหลังสึกออกมาแล้ว

พระเซียง

ใจความดังกล่าวคือสิ่งที่อำนาจรัฐควรหวาดหวั่นมากกว่าเหตุการณ์เล็กๆ เรื่อง “พระร้องไห้”

เพราะความเห็นความรู้สึกของ “พระเซียง” เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางอารมณ์ความรู้สึกขนาดใหญ่ ที่ผู้คนจำนวนมากในสังคมมี/รู้สึกร่วมกัน ตั้งแต่ชาวบ้านต่างจังหวัดถึงคนเมืองจำนวนไม่น้อย

สาม

พระเซียง จาลอด ป่อง

มีประเด็นหนึ่งที่ปรากฏขึ้นบ่อยๆ ใน “ไทบ้านฯ 2.2” และผมรู้สึกชอบมากๆ นั่นคือ ตัวละครในหนังเรื่องนี้นั้น “ทำผิด/คิดผิด” กันมากมายหลายครั้ง

“ป่อง” ประเมินแผนธุรกิจของตนเองผิดพลาด “พระ/ทิดเซียง” ยังคงทำผิดกับ “ปริม” สม่ำเสมอ “บักมืด” ก็มีพฤติกรรมเกเรจนทำผิดในหลายเรื่อง “สามสหาย” ทำผิดกับ “โรเบิร์ต” “เจ๊สวย” ก็อาจคิดผิดที่เชื่อยายข้างบ้าน “ไอ้อ้วน” ที่พยายามช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งจากรักสามเส้าระหว่าง “หัวหน้าห้อง” “สิงห์” และ “มืด” ก็กำลังช่วยเพื่อนด้วยคำขู่ซึ่ง “ผิด” หนักกว่าเดิมในเชิงหลักการ 555

จุดน่าสนใจข้อแรกต่อประเด็นนี้ คือ หนังไม่พยายามแสวงหาความชอบธรรมให้แก่การทำผิดของเหล่าตัวละคร

ประมาณว่าคนทำผิดก็คือคนทำผิด ไม่ใช่ทำผิดเพราะมีเหตุผลที่ถูกต้อง/ฟังขึ้นซ่อนอยู่เบื้องหลัง มนุษย์เราผิดพลาดมืดบอดกันได้ทุกคน โดยที่ชีวิตดีๆ แย่ๆ ยังคงดำเนินต่อไป (และเราไม่อาจลงทัณฑ์ “คนทำผิด” ด้วยการลดทอน “ความเป็นมนุษย์” ของพวกเขา)

จุดน่าสนใจต่อมา คือ เหมือนตัวละครเกือบทั้งหมดจะไม่ได้สำนึกผิด/เอ่ยขอโทษในสิ่งที่ตนเองทำผิดพลาดอย่างตรงไปตรงมา (อาจจะยกเว้นกรณี “สามสหาย” ที่พยายามตามหาตัว “โรเบิร์ต” ก่อนจะเตะตูดมันป้าบนึง หรือฉากที่ “มืด” บอกว่าพี่ชายเช่น “จาลอด” คือคนที่รักเขามากที่สุด แต่มันก็ไม่ได้ขอโทษในสิ่งที่เคยก่อความฉิบหายเอาไว้)

ที่สำคัญ ทุกคนยังเดินหน้าทำในสิ่งที่ “อาจจะผิด” ต่อไปเรื่อยๆ เช่น “ป่อง” ที่พยายามหาเงินทุนก้อนใหม่ หลังธุรกิจได้ยอดไลก์เยอะแยะในโซเชียลมีเดีย หรือที่ “มืด” พูดกับ “ทิดเซียง” (ซึ่งยังไม่รู้จะทำอะไรต่อ) ราวๆ ว่า คนเลวยังไงก็เป็นคนเลว

พูดง่ายๆ ว่าไม่มี “ไม้บรรทัดจริยธรรม” มาคอยกำกับ/ตรวจสอบ/เทียบวัด “คุณงามความดี” ของตัวละครในหนังเรื่องนี้

สี่

ไทบ้าน 2.2

ผมเคยเสนอว่าแนวคิด “บ้าน-วัด-โรงเรียน” หรือสถานภาพของ “ตัวแทนอำนาจรัฐ” ต่างๆ นั้น ได้ถูกหนังในจักรวาล “ไทบ้าน” หยิบมาดัดแปลง เคลื่อนย้าย เขย่า หยอกล้อกันอย่างมันมือและอารมณ์

ท่ามกลางโครงเรื่องที่หละหลวมขึ้น หนังภาค 2.2 ยังคงกล่าวถึงรัฐและตัวแทนอำนาจรัฐ ในฐานะของตัวแสดง/องค์กรที่ค่อนข้างจะไม่มีบทบาทและไร้น้ำยา

คุณค่าหรือความหมายในทางสังคมของ “วัด” ก็ถูก “พระ/ทิดเซียง” ทำลายลงจนย่อยยับ

ตลอดทั้งเรื่อง เราเห็นบทบาทของ “ครูแก้ว” ใน “ครัวเรือน” ไม่ใช่ใน “โรงเรียน” มิหนำซ้ำ “จาลอด” ยังยุกึ่งหยอกให้ “มืด” หยุดเรียน และไปต่อย ผอ.

หมอปลาวาฬ

“หมอปลาวาฬ” (คนเดิม) มีสถานะเป็นเพียงเครื่องมือที่ถูกฉวยใช้มาช่วยโปรโมทธุรกิจสโตร์ผัก

และเมื่อ “หัวหน้าห้อง” เจอปัญหารักสามเส้า เธอก็ถูกลดสถานะลงเป็นเพียง “อีขี้ข้า-อีลูกน้อง”

หัวหน้าห้อง

เราเห็น “ตำรวจหนุ่ม” หนึ่งนาย มาร่วมเป็นหุ้นส่วนธุรกิจที่เกือบเจ๊งของ “ป่อง” ไม่มี “ทหาร” ปรากฏตัวในหนังเรื่องนี้ (กางเกงลายพรางตอนท้ายๆ น่าจะเป็นของผู้ช่วยสัปเหร่อ)

พลานุภาพที่น่าเกรงขามเพียงประการเดียวของตัวแทนอำนาจรัฐในหนังภาคนี้ คือ การหว่านเงินแบบ “ประชานิยม” (หรือจะ “ประชารัฐ” ก็ได้ 555) ของแม่บุญทุ่มอย่าง “ครูแก้ว”

ครูแก้ว

ที่ทั้งซื้อตู้เย็นให้บ้านแฟน (โดยใช้เงินพ่อ), ซื้อมอเตอร์ไซค์ให้น้องชายแฟนขี่ไปจีบสาว, จ้างลูกศิษย์ไปโรงเรียน และเผลอๆ อาจจะซื้อรถเก๋งให้แฟนขับในอนาคต

ทั้งหมดนั้นคือการอุปถัมภ์สงเคราะห์ครอบครัวแค่หน่วยเดียว ผ่านสายสัมพันธ์/ความสนิทเสน่หาส่วนตัว แต่ไม่ได้สร้างโอกาสให้เกิดความเปลี่ยนแปลงวงกว้างในระดับชุมชน

ห้า

เมื่อ “รัฐราชการ” ไม่มีน้ำยา แล้วความหวัง/อนาคต/ความเปลี่ยนแปลงของคนหรือชุมชนอีสานใน “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” นั้นถูกฝากไว้กับผู้ใด (นอกจากตัวเอง)?

บุคคลกลุ่มแรกคือ “นักการเมือง” ที่มาพร้อมกับความหวัง

สิริพงศ์

ในที่สุด “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” นายทุนและผู้อำนวยการสร้าง “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” ก็ปรากฏกายเป็นนักแสดงรับเชิญของ “ไทบ้านฯ 2.2”

“สิริพงศ์” รับบทเป็นว่าที่นายทุนคนใหม่ ซึ่งจะเข้ามาสนับสนุนธุรกิจกิจการสโตร์ผักของ “ป่อง”

เขาคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ขาดหายไปในภาพความคาดหวังของ “คนอีสานผู้เรียนรู้โลกกว้าง” ของ “หนุ่มสาวอีสานผู้เปี่ยมฝัน” ของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ

เขาคือเจ้าของเงินตราก้อนใหม่ ผู้ร่วมทุนรายใหม่ ผู้มอบโอกาสในการประกอบวิชาชีพแบบใหม่ๆ ซึ่งมิใช่ผู้อุปถัมภ์สงเคราะห์สไตล์ “ครูแก้ว”

(จริงๆ แล้ว แม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่าง “ป่อง” กับ “จาลอด” ในบางมิติ ก็วางฐานอยู่บนการเป็น “หุ้นส่วนธุรกิจ”)

นอกจอภาพยนตร์ “สิริพงศ์” คืออดีตว่าที่เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งเพิ่งย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย เพื่อลงสนามเลือกตั้งต้นปีหน้า

บุคคลกลุ่มที่สองที่มาพร้อมกับอนาคตของ “จักรวาลไทบ้าน” คือ “ผี” และ “สัปเหร่อ”

ฉากท้ายสุดของหนังภาค 2.2 บ่งบอกว่าหมู่บ้านในภาพยนตร์แห่งนี้กำลังเคลื่อนคล้อยเข้าสู่สถานการณ์/ยุคสมัยที่มีสิ่งลี้ลับ อำนาจเหนือธรรมชาติ พิธีกรรม-ความเชื่อทางไสยศาสตร์ เป็นแกนกลาง

หมู่บ้านแห่งนี้จะต้องเผชิญหน้ากับ “ผี” และ “หมอผี” ซึ่งย้อนแย้งกับ “ความเป็นอีสานสมัยใหม่” อันเป็นแก่นแกนหลักของหนังสามภาคที่ผ่านมา

จักรวาลไทบ้าน

Advertisements
คนมองหนัง

โน้ตสั้นๆ ถึง “ฉากและชีวิต” อีกเฉดสีของหนังชนบทไทยร่วมสมัย

หนึ่ง

พลอย ซันนี่

จะว่าไปแล้ว “ฉากและชีวิต” มีความคล้ายคลึงกับ “Die Tomorrow” ของ “นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์” อยู่ไม่น้อย

ทั้งสองเรื่องนำเสนอ “ห้วงขณะสั้นๆ” ในส่วนเสี้ยวชีวิตของตัวละครหลายคนหลากกลุ่มเหมือนๆ กัน ผิดแต่เพียงว่าขณะที่ “Die Tomorrow” พูดถึงประเด็น “ความตาย” อันเกี่ยวพันกับตัวละครที่ส่วนใหญ่เป็น “คนเมือง” “ฉากและชีวิต” กลับเล่าถึงภาวะล่มสลายแตกกระจายของชุมชนแห่งหนึ่งในพื้นที่ชนบท

สอง

29133461_1737246726338587_3294371866017267712_n

“ฉากและชีวิต” เป็นหนังไทยที่เล่าเรื่องของสังคมชนบท แต่บุญส่งมิได้นำเสนอภาพของชุมชนหมู่บ้านที่สมาชิกจำนวนมากมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นลึกซึ้ง (ไม่ว่าจะในด้านบวกหรือลบ)

นอกจากนั้น หนังยังมิได้นำเสนอภาพแทนของหมู่บ้านชนบท ซึ่งสามารถปรับตัวเข้ากับกระแสโลกาภิวัตน์หรือสังคมไทยยุค 4.0 ได้อย่างกลมกลืน

อาจพอสรุปความได้ว่า “ฉากและชีวิต” มีความแตกต่างอย่างสำคัญจาก “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” หนังชนบทอีสานเรื่องเด่นแห่งทศวรรษ 2560

“บ้านวังพิกุล” ของบุญส่ง แทบจะกลายเป็น “ชุมชนจินตกรรม” ที่กอปรขึ้นจากปัจเจกบุคคลผู้โดดเดี่ยว แปลกแยก สับสน และถูกรายล้อมด้วยปัญหานานาชนิด

ชาวบ้านแต่ละรายอาจมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชุมชนคนอื่นๆ บ้าง แต่ถึงที่สุดพวกเขาก็มีระยะห่าง มีความเข้าใจผิด คอยคั่นกลางระหว่างกัน โดยสายสัมพันธ์ที่คล้ายจะราบรื่นลงตัวมักเกิดขึ้นในวงจรเชิงพาณิชย์ระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อเพียงเท่านั้น

ไปๆ มาๆ ความหวังน้อยนิดในหมู่บ้านแห่งนี้ดูจะอยู่ที่การประกอบธุรกิจอาหารตามสั่งเพื่อรองรับวิถีชีวิตอันแปรเปลี่ยนของผู้คน และการอุปถัมภ์ค้ำจุนชั่วครั้งคราว (จากพระสงฆ์และคุณลุงผู้ใส่เสื้อยืดไทยรักไทย) ที่เกิดขึ้นกับชายผู้ขับรถกระบะตามหาเมีย

แม้แต่การหวนกลับมาโหยหาอารมณ์โรแมนติกของพ่อลูกจากเมืองหลวง ก็พลิกผันกลายเป็นอะไรที่โรแมนติกไม่ออก เมื่อลูกกินอาหารรสมือพ่อ (ตามสูตรของย่า) ไม่ลง และพ่อต้องออกคำสั่งให้ลูกกล้ำกลืนมันลงไปด้วยท่าทีเผด็จการ

เหล่านี้คือความเศร้าสลด รันทด หดหู่ ที่ความล่มสลายของปัจเจก ค่อยๆ แพร่ขยายไปสู่ความล่มสลายของครัวเรือนและชุมชน

ภาวะดังกล่าวผลักดันให้บรรดาหนุ่มสาวรุ่นใหม่ต้องอพยพเข้า กทม. ไล่ตั้งแต่หญิงสาวตอนต้นเรื่องและหญิงสาวอีกรายช่วงท้ายเรื่อง ไม่นับรวมบรรดาเด็กหนุ่มติดเกม-โทรศัพท์สมาร์ทโฟนทั้งหลาย (หรือกระทั่งเด็กโข่งประจำโรงเรียน) ที่มีวี่แววว่าจะอดทนใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ไปได้อีกไม่นานนัก

แม้การเดินทางเข้าเมืองหลวงจะเต็มไปด้วยความเสี่ยงใหม่ๆ แต่นั่นก็อาจเป็นหนทางหลักที่จำเป็นต้องเลือกเดิน

ไม่ต่างอะไรจากเรื่องเล่าในนิทานของชายหนุ่มในฉากแรกสุด ว่าด้วยกระต่ายน้อยที่ลืมปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของตน อันได้แก่ การกินผักบุ้งในบ้าน

เมื่อออกเดินทางไกลแล้วท้องหิว มันจึงต้องลงไปหาผักบุ้งกินข้างทางอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือ หนทางอยู่รอดเดียว ซึ่งชักนำเจ้ากระต่ายให้กลายเป็นเหยื่ออันโอชะของงูเหลือม

สาม

ไทบ้าน 4

หากเทียบเคียงกับหนังของคนหนุ่มในจักรวาล “ไทบ้านฯ” ผู้ชมอาจรู้สึกว่าบุญส่งเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่มองโลกในแง่ร้ายเหลือเกิน

กระทั่งหนังของเขาต้องตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่เจ้าตัวเองก็รับทราบ คือ ชาวบ้านชนบทไม่ได้รู้สึกสนุกด้วย และมีฐานคนดูเพียงกลุ่มเล็กๆ ซุกซ่อนอยู่ในเมือง (แถมยังมิได้ตั้งเป้าสร้างสรรค์ผลงานเพื่อส่งเข้าร่วมเทศกาลระดับนานาชาติเสียอีก)

แต่ต้องไม่ลืมว่านี่คือการมองโลกจากสายตาของชายวัยกลางคน ที่ผ่านการบวชเรียนจนเป็นมหาเปรียญ ก่อนจะจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ของประเทศ และใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์, สังคมชนบท และประเทศชาติ ซึ่งไม่ได้มีแนวโน้มจะพัฒนาไปสู่เส้นทางอันดีงามขึ้นเลยตลอดสิบปีให้หลัง

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าบุญส่งจะผลิตงานโดยปราศจากความคิดมุมบวกและพลังสร้างสรรค์ เพราะอย่างน้อย เขาก็เชื่อมั่นในพลังของเทคโนโลยีดิจิตอล ว่านวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยให้คนธรรมดาสามารถเล่าเรื่องราวความจริงอันปกติสามัญผ่านสื่อภาพยนตร์ได้ง่ายดายและมากมายยิ่งขึ้น

หากใครอยากลองชมอีกหนึ่งเฉดสีของหนังชนบทไทยร่วมสมัยที่มีทุนสร้างไม่สูงนัก ใช้เทคนิควิธีการไม่สลับซับซ้อน แต่นำเสนอประเด็นชวนขบคิด ผ่านงานด้านภาพที่ดี และการแสดงอันสดดิบจริงใจ

คุณไม่ควรพลาด “ฉากและชีวิต”

อ่านบทความเต็มได้ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 30 มีนาคม 2561 หรือในเว็บไซต์ matichonweekly ช่วงต้นสัปดาห์หน้า

คนมองหนัง

บันทึกถึง “ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.1”

หนึ่ง

ชอบที่หนังเปิดเรื่องและปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์โศกนาฏกรรม (การเสียชีวิตของสมาชิกชุมชน/คนใกล้ชิดของกลุ่มตัวละครหลัก) โดยส่วนตัว รู้สึกว่านี่เป็นจุดที่ทำให้หนังเดินทางไปไกลจากภาคแรกพอสมควร คือ เหมือนเป็นการประกาศชัดๆ ว่า หนังในภาค 2.1 และ 2.2 จะเล่าเรื่องราวชีวิตของชาวบ้านอีสานร่วมสมัย ไม่ใช่แค่ถ่ายทอดความรัก-อาการอกหัก เจืออารมณ์โรแมนติก-แฟนตาซีของหนุ่มสาวชาวอีสานรุ่นใหม่เท่านั้น

สอง

จักรวาลไทบ้าน

สำหรับผม จุดเด่นสำคัญใน “ไทบ้านฯ 2.1” ซึ่งเห็นชัดเจนมากขึ้นกว่าภาคแรก ก็คือ การนำเสนอถึงภาวะที่ตำแหน่งแห่งที่เกือบทั้งหมดของผู้คนในชุมชน/หมู่บ้าน มัน “ไถล” ออกจากจุดเดิมๆ หรือความคาดหวัง-เข้าใจของคน (ดู) ส่วนใหญ่

ในภาคนี้ “ครูแก้ว” ครูสาวคนสวยในหนัง ไม่ได้ทำหน้าที่ครูสักเท่าไหร่ (ในหนังภาคแรก เรายังเห็นเธอทำงานที่โรงเรียน แต่ซีนทำนองนั้นไม่ปรากฏออกมาเลยในหนังภาคล่าสุด)

บทบาทหน้าที่สำคัญของครูแก้วได้เคลื่อนเปลี่ยนกลายมาเป็น “คู่นอน-คนรัก” ของไอ้หนุ่มไทบ้าน (จนโดนเด็กนักเรียน/น้องชายแฟน ไปจนถึงผู้ใหญ่บ้าน แซวเอาซ้ำแล้วซ้ำเล่า)

ส่วนพระบวชใหม่ เช่น “พระเซียง” ก็บอกชัดเจนว่าตัวเองไม่ได้มาบวชเพื่อนิพพาน หรือเพื่อเป้าประสงค์ในเชิงธรรมะ แต่เขาออกบวชเพื่อหลบหนีจากความรักที่ผิดหวัง (ซึ่งท้ายสุด ก็หนีไม่พ้น แถมสถานการณ์ยังย่ำแย่ลงกว่าเก่า)

นอกจากนี้ เรายังได้เห็นพระเซียงทำหน้าที่อะไรหลายๆ อย่างในเชิงตลกขบขัน (และในเชิงการค้าพาณิชย์เพื่อช่วยเพื่อน) โดยไม่ข้องเกี่ยวกับเรื่องราวทางศาสนาซักเท่าไหร่ (รวมถึงการตกเป็นเป้าที่ถูกแกล้ง/รังแก ทั้งจากคนบ้าและเด็กในชุมชน)

กระบวนการสตาร์ทอัพธุรกิจสโตร์ผักของ “ป่อง” ก็ส่งผลให้สถานภาพของอีลีทในชุมชนเคลื่อนจากจุดเดิมอีกเยอะแยะ

เขาทำให้ครูใหญ่กลายมาเป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจ หรือมีการชักชวนตำรวจ (และพ่อของอดีตกิ๊กเพื่อนสนิท รวมถึงเขยฝรั่งรุ่นใหญ่ในชุมชน) มาร่วมลงทุน

ที่เด็ดขาดสุด คือ การที่ป่องเปลี่ยนแปลงพื้นที่วัดให้กลายเป็น “เวิร์คกิ้งสเปซ” (จุดนี้ ตามความเห็นส่วนตัว นับเป็นการจัดการพื้นที่ที่ “ร้ายกาจ” กว่าไอ้แผนจัดแบ่งที่ดินและธุรกิจสโตร์ผักของเขาเสียด้วยซ้ำ)

เช่นเดียวกัน ภารโรงในหนังภาคที่แล้วอย่าง “จาลอด” ก็กลายมาเป็น “ผู้ช่วยนักธุรกิจ” ซึ่งเป็นหนึ่งในมุขฮาสุดของหนังภาคนี้ นี่คือ ตำแหน่ง/หน้าที่ที่บางครั้งก็มีประโยชน์ บางหนก็นำไปเบ่งได้ แต่หลายครั้งก็ไม่รู้ว่าจะมีไว้เพื่อทำอะไร แถมบางหน การดำรงอยู่ของจาลอด (และทรัพย์สมบัติของเขา เช่น มอเตอร์ไซค์) ก็กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของแผนธุรกิจซะงั้น

นอกจากนี้ เรายังพบเห็นสถานะของตัวละครอีกหลายรายที่ “เคลื่อน” ออกนอกลู่ทาง การกลายเป็นคนบ้าของ “โรเบิร์ต” ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง

เขยอีสานอย่าง “เฮิร์บ” ก็เริ่มมีสถานภาพระหว่างอดีต-ปัจจุบัน เมืองนอก-เมืองไทย ที่คลุมเครือสับสน (หรือแม้แต่แค่อยากจะทำตัวเป็นพ่อ/ผัวที่ดี มันก็ยังถูกใช้ให้ไปทำนู่นนี่อย่างอื่น ทั้งส่งน้องเมียเข้าหอ หรือพาไอ้ป่อง-จาลอด ไปดูที่ดิน)

“ไอ้หนุ่มส่งพิซซ่า” ในหนัง ก็ไม่เคยทำหน้าที่ส่งพิซซ่าแต่อย่างใด

หากดูหนังด้วยวิธีการมองโลกแบบเดิมๆ เราอาจรู้สึกว่าตัวละครใน “ไทบ้านฯ 2.1” ช่างอยู่ผิดที่ผิดทางผิดฝาผิดตัวไปเสียหมด

แต่ถ้าลองปล่อยใจไปตามชีวิตของผู้คน และชีวิตของชุมชนภายในภาพยนตร์ ความผิดแผกทั้งหลายเหล่านั้น ก็อาจหมายถึงชีวิตคน-ชีวิตชุมชนที่ผันแปรเปลี่ยนแปลงไป จนยากจะประเมินหรือทำความเข้าใจจากกรอบคิดเดิมๆ

สาม

ไทบ้าน 3

ประเด็นเล็กๆ ที่โดยส่วนตัวรู้สึกว่า “จุกที่สุด” คือข้อขัดแย้งเรื่อง “ข้าวเหนียว-ข้าวเจ้า” ในครัวเรือนของจาลอด

นี่เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากความเคยชินกับ “ข้าวเหนียว” ของยายและ “ไอ้มืด” น้องชายจาลอด กับการแวะเวียนเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านของ “ครูแก้ว” ซึ่งเป็นคนเมือง

จนสุดท้าย จาลอดต้องแสวงหาทางออกกลางๆ ประนีประนอม ด้วยการหุง “ข้าวเหนียว” กับ “ข้าวเจ้า” รวมกันซะเลย

แม้ความขัดแย้งข้อนี้จะยังไม่ได้ถูกขยายประเด็นออกไป แต่มันก็เหมือนจะไม่ได้ยุติหรือสงบลงอย่างสมบูรณ์ ด้วยวิธีการแก้ปัญหาข้างต้น

สี่

ไทบ้าน 4

ถ้าคิดต่อจากข้อ “สอง” และ “สาม” จะเห็นได้ว่า เมื่อ “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” ดำเนินมาถึงภาค 2.1 คอนเซ็ปท์ “บ้าน-วัด-โรงเรียน” ที่หนังฉวยใช้มาตั้งแต่ภาค 1 นั้นยิ่งขยับตัวออกห่างจากคอนเซ็ปท์เดียวกันของภาครัฐมากขึ้นทุกที

“บ้าน” ในหนังภาคนี้ มีความขัดแย้งหลายๆ ระดับ ตั้งแต่พ่อกับลูก (ผู้ใหญ่บ้านกับป่อง) จนถึงพี่กับน้อง (จาลอดกับมืด) หรือคนในกับคนนอก ที่ปรากฏผ่านการหุงข้าว

ยังไม่นับว่า “บ้าน” คือ บ่อเกิดของโศกนาฏกรรม การปล่อยคนแก่ไว้คนเดียวในบ้านไม่ใช่เรื่องปลอดภัยหรือการช่วยรับประกันความสบายใจให้แก่ลูกหลาน เช่นเดียวกับการตั้งต้นชีวิตครอบครัวของหนุ่มสาวที่อาจไม่สวยสดงดงามเสมอไป

“วัด” ก็ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งเผยแพร่คำสอนทางศาสนาหรือสถานที่ทำบุญ วัดกลายเป็นศูนย์รวมปัญหาต่างๆ นานา เมื่อคนมีปัญหาต่างหนีมาพึ่งวัด หรือถูกนำมาปล่อยวัด (ตั้งแต่พระเซียง ป่อง จนถึงโรเบิร์ต)

“โรงเรียน” ไม่ใช่สถานที่ของ “ครูใหญ่” (ซึ่งมาร่วมลงทุนในกิจการสโตร์ผัก) และ “ครูน้อย” ที่ขลุกอยู่กับจาลอดเป็นหลัก แต่โรงเรียนในหนังภาคนี้ กลายเป็นจุดก่อความรักแบบ puppy love ของไอ้มืดกับหัวหน้าห้องสาวสวย

สถานที่/พื้นที่อย่าง “บ้าน-วัด-โรงเรียน” ก็ไม่ต่างอะไรกับสถานภาพของผู้คนในชุมชน ที่ล้วนขยับขับเคลื่อนออกจากจุดเดิมๆ ซึ่งเคยอยู่เคยเป็น

อาจกล่าวได้ว่า “ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.1” นำเสนอเรื่องราวว่าด้วย “หมู่บ้านอีสาน” หมู่บ้านที่ยังมีโครงสร้าง และมีสมาชิกชุมชนโลดแล่นอยู่ภายใน

แต่ “โครงสร้าง” ของสังคม และ “หน้าที่” ของผู้คนนั้น กลับถูกผลัก ถูกดัน ถูกบิด ถูกผัน จนไม่สามารถคงรูปลักษณ์-รูปแบบความสัมพันธ์ดั้งเดิมได้อีกต่อไป

ห้า

ไทบ้าน 5

มีเพื่อนนักดูหนังจำนวนหนึ่งพูดถึงหลายๆ ฉากในหนัง ที่อาจไม่ได้ส่งผลต่อโครงเรื่องรวมๆ ของภาพยนตร์ แต่มันกลับมีความดีงามโดยตัวของมันเอง ในแง่การจับภาพเศษเสี้ยววิถีชีวิตของชาวบ้านคนเล็กคนน้อย

ทั้งฉากต่างๆ ในบริเวณร้านเจ๊สวย ฉากว่าด้วยการดำเนินชีวิต/ความฝันส่วนตัวของเฮิร์บและจีนูน ฯลฯ

หรือในส่วนของผม ก็ชอบพวกฉากการออกไปเล่นของไอ้มืดกับแก๊งเพื่อนๆ เด็กผู้ชาย (การเป่าลูกดอกยิงปลา พอมาอยู่ร่วมกับการใช้สมาร์ทโฟน หรือความฝันเรื่องการซื้อมอเตอร์ไซค์แล้ว มันดูเข้าท่าดี) และฉากที่ที่นอนจาลอด-ครูแก้ว สกปรกมีแมลงสาบ (จนครูมีอาการคัน ต้องไปหาหมอปลาวาฬ)

ผมรู้สึกว่าไอ้ส่วนเสี้ยวเหตุการณ์ต่างๆ (ที่จบในตัว) ซึ่งถูกเรียงร้อยผูกมัดขยำรวมกันเป็น “ไทบ้านฯ 2.1” นั้น คือ ภาพสะท้อนที่ดีมากๆ ของวัฒนธรรมการชมยูทูบและวัฒนธรรมเสพข่าวออนไลน์แบบไทยๆ

หลายๆ เหตุการณ์ย่อยในหนัง มีเนื้อหา-อารมณ์ ที่ใกล้เคียงกับโครงเรื่องที่แลดูซ้ำซากจำเจ ซึ่งมักปรากฏในคลิปสไตล์ยูไลก์ คลิปเหตุการณ์/เอ็มวีหลายล้านวิวในยูทูบ ตลอดจนข่าวชาวบ้านแนวเว็บ/เพจข่าวสด

คลิป/ข่าวทั้งหลายนี้ มีชีวิตของชาวบ้านปรากฏอยู่ในหลากหลายแง่มุม เรื่องดีๆ งามๆ อาจมีไม่มากเท่าเหตุอาชญากรรมสะเทือนขวัญ เรื่องลามกจกเปรต เรื่องเล่นหัวเฮฮา เรื่องการใช้เวลาว่างอย่างไร้แก่นสาร (เพราะไม่รู้จะไปทำอะไรดี) หรือเรื่องความต้องการจะบริโภคสินค้าบางชนิด เพื่อก่อร่างสร้างตัวตนให้แก่ตัวเอง ฯลฯ

“ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.1” คืออีกหนึ่งผลลัพธ์ของวัฒนธรรมแบบดังกล่าว วัฒนธรรมที่มีความหมาย ทรงพลัง และได้รับความนิยมจากมวลชนกลุ่มใหญ่ในระดับมหาศาล

ถ้าอยากเข้าใจสังคมไทยในภาพกว้าง ก็ควรจะต้องเข้าใจมวลชนกลุ่มนี้ และรู้สึกสนุก (ไม่มากก็น้อย) ไปกับวัฒนธรรมการเสพสื่อของพวกเขา

หรือแม้แต่ประเด็นการ “ไถล” ของสถานภาพดังที่กล่าวไปในช่วงต้น ผมก็เห็นว่ามันไม่ต่างอะไรกับบรรดาตัวละครในข่าวดราม่ากรณี “หวย 30 ล้าน” ที่ทุกคนมาปะทะกันผ่านการแย่งชิงหวยรางวัลที่หนึ่ง ด้วยสถานะคู่ขัดแย้ง-คนพูดจริง-คนพูดลวง ไม่ใช่ในสถานะของตำรวจ ครู แม่ค้าสลาก ฯลฯ ซักเท่าไหร่

หก

ปริม

ครูแก้ว

สำหรับตัวละครสาวๆ ในเรื่อง ผมชอบน้องปริม-ครูแก้ว-เจ๊สวย (คนหลังสุด รูปหายากจัง) ตามลำดับ

ส่วนจีนูน เกือบชอบแล้ว แต่กลัวไฝเธอ 555 ขณะที่น้องหัวหน้าห้อง ขอตามดูภาคหน้าอีกหน่อย แล้วค่อยตัดสินใจ

คนมองหนัง

บันทึกถึงหนังโคตรสนุก “ไทบ้าน เดอะซีรีส์”

“ไทบ้าน เดอะซีรีส์” (สุรศักดิ์ ป้องศร)

หนึ่ง นี่คือ “หนังสนุก” แน่ๆ แต่ผมไม่กล้าบอกว่ามันเป็น “หนังดี” สำหรับทุกคน (ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมและนิยามว่าด้วยภาพยนตร์ที่ดีของแต่ละคน)

เพราะถึงที่สุด หนังมีจุดบกพร่องตามรายทางเยอะพอสมควร เส้นเรื่องบางส่วนก็ไม่ค่อยเคลียร์ (เช่น คนดูจะไม่รู้ว่า “จาลอด” พระเอกของเรื่อง นั้นไปจีบสาวในหมู่บ้านชื่อ “แนน” ตอนไหน? เพราะตอนเปิดเรื่อง เหมือนบักลอดยังเหงา ยังจีบผู้หญิงไม่เป็น แต่อยู่ดีๆ แนนก็ชวนมันไปเที่ยวในเมือง และหึงหวงจาลอด ยามเมื่อมันไปหมายปองหญิงคนอื่นๆ)

นอกจากนี้ หลายๆ ซีนของ “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” ก็เหมือนเป็นการเอามุขมาวางชนๆ กัน (ซึ่งตามรสนิยมส่วนตัว ผมชอบและรู้สึกสนุกตามไปด้วยมากๆ) แต่ในภาพรวม เราคงไม่สามารถป่าวประกาศได้เต็มปากเต็มคำว่าหนังเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่เลิศเลอเพอร์เฟ็คท์ ตามมาตรฐานหนังรางวัลอะไรทำนองนั้น

สอง องค์ประกอบแรกที่ผมชอบมากๆ คือ “หมู่บ้านอีสาน” ในหนัง ซึ่งถูกนำเสนอด้วยลักษณะที่ “แปลกดี”

กล่าวคือ หมู่บ้านดังกล่าวไม่ได้ปะทะสังสรรค์กับโลกภายนอกอย่างชัดเจนเสียทีเดียวในแง่กระบวนการ (ไม่มีตัวละครกรุงเทพฯ ที่ใช้ชีวิตแตกต่างจากชาวบ้านอย่างสิ้นเชิง ดุ่มเดินเข้ามาสร้างความแปลกแยกในหมู่บ้าน หรือไม่ได้มีแรงผลัก/อิทธิพลแรงๆ จากภายนอก ที่ระเบิดตูมขึ้นมา จนส่งผลให้ความสัมพันธ์/การดำเนินชีวิตของผู้คนในหมู่บ้านพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ)

ตรงกันข้าม แม้หนังจะมี “ตัวละครที่คล้ายจะแปลกแยก” หรือ “ตัวละครที่มาจากโลกภายนอก” แต่พวกเขากลับมีสถานะเป็นสมาชิกชุมชน ซึ่งสุดท้ายแล้ว สามารถใช้ชีวิตกลมกลืนกับชาวบ้านรายอื่นๆ เช่น ลูกชายผู้ใหญ่บ้านที่กลับมาจากการไปเรียนหนังสือในเมืองหลวง หรือมีชายฝรั่งประจำหมู่บ้าน ซึ่งพอหนังเริ่มเรื่องขึ้นมา หมอนี่ก็เป็นฝรั่งที่ใช้ชีวิตแบบเดียวกับคนในหมู่บ้านไปเรียบร้อยแล้ว จนเราไม่รู้ว่าเขาเข้ามาในหมู่บ้านได้อย่างไร? ต้องปรับตัวนานแค่ไหน?

สาม ไปๆ มาๆ “หมู่บ้านอีสาน” ใน “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” จึงมีความเป็น “สังคมชนบท” ที่คล้ายจะดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเองมากพอสมควร

และเราก็จะได้เห็นความสัมพันธ์แบบ “บ-ว-ร” บ้าน-วัด-โรงเรียน (แถมด้วยสถานีอนามัย) ภายในหนังเรื่องนี้ (แม้วัดจะมี “หน้าที่” เป็นเพียงพื้นที่ให้หนุ่มสาวได้จีบกันระหว่างพิธีกรรมเวียนเทียนก็ตาม)

หากมองเผินๆ “หมู่บ้าน” ในหนัง จึงคล้ายจะเป็น “ชุมชนอุดมคติในจินตนาการ” เชยๆ ไม่ต่างจากพวกหมู่บ้านในหนังสือเรียนภาษาไทย “มานี มานะ ปิติ ชูใจ”

อย่างไรก็ตาม “หมู่บ้าน” ใน “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” ยังมีพลวัตในตัวเองมากพอสมควร ซึ่งก็คือการได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมภายนอก (สังคมเมือง, โลกาภิวัตน์ ฯลฯ) นั่นแหละ เพียงแต่อย่างที่บอกไปแล้วว่าหนังไม่ได้พยายามฉายภาพกระบวนการ “คอนเน็คท์” ระหว่างหมู่บ้านกับโลกภายนอกให้คนดูได้เห็นอย่างชัดๆ

(นอกจากการแสดงให้เห็นว่า “ความเป็นเมือง” มันเริ่มเขยิบเข้ามาใกล้หมู่บ้านมากกว่าเดิม “เมือง” ที่ไม่ใช่ “กรุงเทพกรุงไทย” แต่เป็น “เมือง” ในภาคอีสานนี่แหละ)

ดังนั้น จู่ๆ “หมู่บ้าน” ที่เหมือนจะอยู่ได้ด้วยตัวเอง จึงมีการปรากฏขึ้นของ (เขย) ฝรั่ง, มีคนจำนวนไม่น้อยใช้สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือสื่อสาร-กล้องถ่ายรูป-เกมกด, ที่นี่เข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์และแท็บเล็ต, ชาวบ้านชาวช่องต่างรู้จักโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กและไลน์ ขณะที่ระบบเสียงตามสายก็ยังทรงอิทธิพลอยู่

คน (มีเงิน) ใน “หมู่บ้าน” แห่งนี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาเรือนแสนผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้, สามารถสั่งพิซซ่าให้มาส่งถึงคันนาได้

และมีคนเปลี่ยนนาเป็นสนามไดรฟ์กอล์ฟ มีคนพยายามค้นหาวิธีการทำนาแบบใหม่ๆ รวมทั้งมีคนใฝ่ฝันอยากเปิด “เซเว่น-อีเลฟเว่น” ขึ้นในหมู่บ้าน

ดังนั้น น่าสนใจมากๆ ว่า ท่ามกลางปรากฏการณ์ของ “ความเปลี่ยนแปลง” นานัปการ ที่เราไม่ค่อยเห็น “แรงผลัก” จากโลกภายนอกอย่างเด่นชัดมากนัก

หนังเรื่องนี้อาจกำลังจะบอกผู้ชมว่า ต่อให้ไม่มีแรงผลักดันใดๆ จากข้างนอก สุดท้าย ภายในสังคมหมู่บ้านก็ต้องพยายามปรับเปลี่ยนตัวเองไปตามกระแสความเปลี่ยนแปลงของประเทศและโลกอยู่ดี

สี่ เส้นเรื่องหลักของ “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” คือ ความรักของ “จาลอด”

จากความมึนงง สับสน ริลองรัก หัดมีแฟน

ท้ายสุด จาลอดก็เผชิญหน้ากับทางสองแพร่งที่เจ้าตัวต้องตัดสินใจเลือก ระหว่าง “ครูแก้ว” กับ “หมอปลาวาฬ”

ครูแก้ว

ในวัฒนธรรมหนัง-ละครไทย น่าจะมีไม่กี่ครั้ง ที่ตัวละครไอ้หนุ่มไทบ้าน จบม.6 ทำงานรับจ้างจิปาถะไม่เป็นหลักแหล่ง (ไม่ได้ปลอมตัวมา/ไม่ได้แกล้งยากจน) สามารถ “ใช้สิทธิ์เลือก” อะไรบางอย่างได้

แถมในกรณีนี้ “บักลอด” ของเรา ได้สิทธิ์ “เลือกคนรัก” ซึ่งล้วนเป็น “ตัวเลือกที่ดี” ทั้งคู่

ไม่ใช่แค่ทั้งครูแก้วและหมอปลาวาฬจะเป็นสาวสวย ขาว น่ารัก พวกเธอยังมีสถานะเหนือกว่าจาลอดแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นสถานะทางเศรษฐกิจ, ระดับการศึกษา

ที่สำคัญ ขณะที่จาลอดเป็นชาวบ้านธรรมดา สองสาวกลับมีสถานะเป็น “ตัวแทนของรัฐส่วนกลาง” ซึ่งเข้ามาใช้อำนาจละมุนในท้องถิ่น ผ่านพื้นที่อย่าง “โรงเรียน” และ “สถานีอนามัย”

ยิ่งกว่านั้น ครูแก้วและหมอปลาวาฬยังมีอีกสถานะหนึ่งซึ่งน่าสนใจ

กล่าวคือ ทั้งสองสาวเป็น “คนเมือง” แต่ก็ไม่น่าจะใช่คนกรุงเทพฯ ออกจะเป็นพวกลูกหลานคนจีนตามหัวเมืองใหญ่แถบภาคอีสานมากกว่า (เพราะพวกเธอพอพูดอีสานได้บ้าง)

ความสัมพันธ์ระหว่างหมู่บ้านเล็กๆ ในหนัง กับรัฐส่วนกลางที่กรุงเทพกรุงไทย จึงไม่ได้เชื่อมโยงถึงกันอย่างตรงไปตรงมา แต่ต้องดำเนินผ่านสายสัมพันธ์สามเส้า ระหว่าง “หมู่บ้าน”, “คนกลาง” ซึ่งมีลักษณะเป็นกึ่งคนเมืองกึ่งคนท้องถิ่น และรัฐส่วนกลาง (ซึ่งต้องพึ่งพาทรัพยากรบุคคลของท้องถิ่น หรืออ่อนน้อมต่อภาษาท้องถิ่นอยู่พอสมควร)

หมอปลาวาฬ

ด้วยเหตุนี้ รักสามเส้าระหว่างจาลอดกับครูแก้วและหมอปลาวาฬ จึงมีความสำคัญสองแง่มุม

แง่มุมแรก คือ ชัยชนะใน “การได้สิทธิ์เลือก” ของไอ้หนุ่มไทบ้านคนหนึ่ง (รวมถึงชัยชนะเหนือ “นายตำรวจ” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวแทนของภาครัฐ และมีฐานะเป็นแฟนเก่าของครูแก้ว)

แง่มุมที่สอง คือ การได้เผยคลี่ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่นกับตัวแทนของรัฐ ซึ่งมีสถานะก้ำกึ่งกำกวมระหว่างการเป็น “คนนอก” และ “คนใน”

ห้า ครูแก้ว ถือเป็นอีกหนึ่งตัวละคร “ครู” ที่น่าสนใจของวงการหนังไทยยุคหลัง

ครูแก้วก็คล้ายๆ กับตัวละครครูสาวสุดเซ็กซี่ในหนังเรื่อง “ป่า”

ที่ชีวิตส่วนตัวบางด้านของครูสาวเหล่านี้ มิได้ทำหน้าที่ประหนึ่ง “แม่พิมพ์” หรือ “แม่แบบ” อันวิเศษดีเลิศเหนือความเป็นมนุษย์ที่ต้องกิน ขี้ ปี้ นอน

ครูแก้วใน “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” ยังไม่ต้องเข้าฉากเซ็กส์ร้อนแรงเหมือนครูสาวใน “ป่า”

แต่หนังเรื่องนี้ก็แสดงเห็นว่าครูแก้วนั้นย้ายออกมาใช้ชีวิตอยู่กินกับผู้ชายตั้งแต่ยังเรียนหนังสือไม่จบ (ก่อนจะไปเป็นครูฝึกสอนที่โรงเรียนประจำหมู่บ้านเสียอีก)

มิหนำซ้ำ พอไปอยู่หมู่บ้าน ครูแก้วก็มีสัมพันธ์ที่ค่อนข้าง “ฟรี” กับจาลอด ผู้เป็นภารโรงของโรงเรียน

ไทบ้าน โปสเตอร์

ในแง่นี้ ครูแก้วจึงเป็นมนุษย์/ผู้หญิงคนหนึ่ง ที่มีอารมณ์ ความรัก ความรู้สึก มีการตัดสินใจผิด/ถูก และมีความทะเยอทะยานใน “การเลือกเดินข้าม” กรอบเส้นแบ่งของจารีตประเพณีแบบเดิมๆ

เอาเข้าจริงแล้ว หมอปลาวาฬก็ต้องพัวพันกับเรื่องสามานย์สามัญ เหมือนๆ กับครูแก้ว

เพราะหน้าที่หลักของคุณหมอในหนัง กลับกลายเป็นการแจกถุงยางอนามัยให้หนุ่มๆ ในหมู่บ้าน หรือการไปสาธิตวิธีการใช้ถุงยางให้นักเรียนในโรงเรียนได้รับชม

รวมถึงการต้องตกเป็น “ตัวเลือก” ในสนามทดลองความรัก (หรือสำเร็จความใคร่) ของจาลอด

ด้านหนึ่ง ครูและหมออาจมีสถานะเป็นตัวแทนของอำนาจรัฐ

แต่อีกด้าน พวกเธอก็ไม่ได้ปลีกตนแยกขาดออกจากวิถีชีวิตของมนุษย์ธรรมดาปกติ (รวมทั้งเรื่องความรักหญิง-ชาย และเรื่องเพศ)

หก ตัวละครอีกรายที่ผมประทับใจสุดๆ ก็คือ “ป่อง” ลูกชายผู้ใหญ่บ้าน

แรกๆ ตัวละครตัวนี้มันมีแนวโน้มจะกลายเป็นพวก “ศรีทน” (ตัวละครเด็กหนุ่มชาวศรีสะเกษที่อยู่ในเพลงเด่นจากอัลบั้มชุดแรกของวงอะลาดิน)

คือเป็นพวก “อีลิท” ประจำหมู่บ้าน ที่พยายามทำตัวเป็นคนเมือง แต่กลวงเปล่า หากินไม่เป็น จมไม่ลง และคงล้มเหลวในท้ายที่สุด

แต่ไปๆ มาๆ ชะตาชีวิตของป่องกลับไม่ได้ล่มจมอย่างนั้น

ป่องอาจจะมีโมเมนต์ตีกอล์ฟกลางท้องนาอย่างไร้แก่นสาร หรือขี่รถยืนไฟฟ้าราคาเรือนแสนไปมาในหมู่บ้านอย่างเกือบๆ จะไร้จุดหมาย

ทว่า สุดท้าย มันก็ประสบความสำเร็จกับการทำนาโยน (จริงๆ หนังคลี่คลายปมปัญหาตรงจุดนี้ง่ายดายไปหน่อย)

ที่ตลกร้าย คือ ป่องไม่ได้ทำนาโยนด้วยมู้ดแอนด์โทนแบบโฆษณา “อีซูซุ” แต่มันเลือกเดินทางนี้ เพราะไม่สามารถ “เอาดี” กับการทำนาดำและนาหว่านได้

“นาโยน” สำหรับป่อง จึงเป็นเหมือนสิ่งช่วยเติมเต็มให้แก่ความปรารถนาที่ยังพร่องแหว่งและความสามารถในการทำนาแบบเดิมๆ ที่มีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ยไม่เพียงพอ

ที่ร้ายกาจกว่านั้น คือ ป่องเฉลิมฉลองความสำเร็จของตนเองด้วยงานเลี้ยงโต๊ะจีนพร้อมการแสดงจากวงดนตรีลูกทุ่งสุดฟู่ฟ่า ไม่ใช่การพอใจกับวิถีชีวิตสงบเงียบ ชิลล์ๆ ในชนบท

ป่องจึงเหมือนจะกลวงแต่ไม่ว่างเปล่าไร้กึ๋น การขี่รถยืนไฟฟ้าไปท้องนาของมันอาจดูเหมือนไม่มี “ฟังก์ชั่น” แต่ก็ดันมีประโยชน์อยู่บ้าง

ดังนั้น ความใฝ่ฝันที่จะเปิด “เซเว่น-อีเลฟเว่น” ประจำหมู่บ้านของมัน จึงไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ แต่มีความเป็นไปได้ (ที่ตลก คือ หนังแสดงให้เห็นว่าครูแก้วนั้นทำกับข้าวเองไม่เป็น แต่ใช้วิธีฝากเงินให้ชายขี่รถขายของประจำหมู่บ้าน ออกไปซื้ออาหารกล่องเซเว่นจากในเมือง แล้วนำกลับมามอบให้เธอ)

อีกข้อที่สำคัญ คือ เท่าที่เราได้รับชมหนังเรื่องนี้ ไอ้ป่องถือเป็นลูกหลานในหมู่บ้านเพียงรายเดียว ที่เคยมีประสบการณ์ไปใช้ชีวิตเรียนหนังสือในเมืองกรุง ก่อนจะกลับมาปักหลักที่บ้านเกิด พร้อมกับการ “อิมพอร์ต” องค์ความรู้หรือวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตแบบใหม่ๆ เข้ามายังชุมชน

ป่อง 2

(จาลอดอาจพูดกับน้องชาย ถึงเรื่องเงินที่แม่ไปทำงานแล้วส่งมาให้ แต่หนังก็ไม่ได้บอกว่าแม่ของจาลอดออกไปทำงานที่ไหน และตัวตนของเธอในชุมชนก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น)

เจ็ด หลายคนอาจวิเคราะห์ “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” รวมถึง “ผู้บ่าวไทบ้าน อีสานอินดี้” ในเรื่องความสำเร็จเชิงการตลาดแบบ “ป่าล้อมเมือง”

คือเป็นหนังทำรายได้ดีในภาคอีสาน ก่อนจะขยับเข้ามาฮิตในแถบกรุงเทพฯ และปริมณฑล (โดยมีคนอีสานพลัดถิ่นเป็นกลุ่มคนดูหลัก)

แต่ประเด็นที่ผมสนใจมากกว่า ก็คือ บรรดาหนังอีสานอินดี้ที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ ต่างพยายามถ่ายทอดเรื่องราวของสภาพสังคม/ชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไป ผ่านการมี “อารมณ์ขัน” อย่างซื่อๆ และจริงใจ (“ไทบ้าน เดอะซีรีส์” นั้นถึงขั้นหัวเราะ/จีบ/ร้องไห้ใส่ตัวแทนอำนาจรัฐ ในรูปหญิงสาวสวยๆ กันเลยทีเดียว)

นี่เป็นโทนอารมณ์อันแตกต่างจาก “หนังท้องถิ่น” ของภูมิภาคอื่นๆ ที่เริ่มถูกผลิตออกมามากขึ้น เช่น ถ้าเป็นหนังจากภาคใต้ เรามักได้สัมผัสกับประเด็นรากเหง้า ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และจิตวิญญาณท้องถิ่นบางอย่าง ที่ถูกนำเสนออย่างจริงใจและ “จริงจัง”

ข้อสังเกตเบื้องต้นที่ผมมีจึงได้แก่ แม้อีสานจะเป็นภูมิภาคที่ต้องแบกรับความเจ็บปวด ถูกกระทำ ถูกเหยียดหยามมาตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน

แต่เวลาคนอีสานร่วมสมัยได้โอกาสทำหนังของตัวเอง ให้คนกันเองได้รับชม พวกเขากลับเลือกจะเยียวยาบาดแผลเหล่านั้นด้วย “เสียงหัวเราะ”

(ซึ่งถ้ามองโลกในแง่ร้าย ก็อาจมองได้ว่านั่นคือการหลบหนีออกจากความจริง หรือเป็นการยอมรับยอมเล่นบทบาท “ตัวตลก” ที่พวกคนกรุงเทพกรุงไทยเขาชอบมอบ/แปะยี่ห้อให้คนอีสานอยู่แล้ว)

แปด ผมตีตั๋วเข้าไปดู “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” ที่โรงภาพยนตร์ในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลปิ่นเกล้า รอบสามทุ่มห้าสิบ วันเสาร์

ในเวลาฉายที่ค่อนข้างดึก แถมโรงที่ฉายก็เป็นโรงขนาดเล็ก แต่คนดูกลับมีจำนวนเยอะทีเดียว (คือเกินครึ่งโรง)

ที่สำคัญ ร้อยละ 95 (ได้มั้ง?) เป็นคนอีสาน ที่นั่งพูดคุย หัวเราะ เฮฮา กับมุขตลกและบทสนทนาต่างๆ ภายในหนังกันอย่างคึกคักครึกโครม

แถมบ่อยครั้ง เป็นการหัวเราะนำหน้าหนังไปเลยด้วยซ้ำ กระทั่ง ผม คนกรุงเทพฯ ที่หลงเข้าไปอยู่ในโรงภาพยนตร์ อดหัวเราะตามไปด้วยไม่ได้

เพราะเนื้อหาหนังที่สนุกแบบบ้านๆ (หนังไทยเรื่องสุดท้ายที่ทำได้สนุกมากๆ ในแนวทางใกล้เคียงกัน ตามความเห็นของผม ก็คือ “สวัสดีบ้านนอก” ของ “ปื๊ด ธนิตย์ จิตนุกูล” เมื่อปี 2542) แถมด้วยบรรยากาศรื่นเริงภายในโรงภาพยนตร์

“ไทบ้าน เดอะซีรีส์” จึงถือเป็นหนังไทยที่ทำให้ผมปล่อยเสียงหัวเราะออกมาได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบหลายปีหลัง