จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ความโด่งดังของ “สังข์ทอง” นอกจอ “ละครจักรๆ วงศ์ๆ”

“นักแสดงสังข์ทอง” นอกจอ “จักรๆ วงศ์ๆ”

นอกจาก “สังข์ทอง 2561” กำลังไปได้สวยในจอทีวีแล้ว

นักแสดงหลายคนของละครพื้นบ้านเรื่องนี้ ก็กำลังมีงานแสดงอื่นๆ เพิ่มเสริมเข้ามาในช่วงเวลาเดียวกัน

เริ่มจาก “ชะชะช่า ท้ารัก” ละครเย็นเรื่องปัจจุบันของช่อง 7 ซึ่งผลิตโดยค่าย “ดีด้า” ซึ่งเปรียบเสมือนพี่น้องของ “สามเศียร”

ด้วยเหตุนี้ จึงมีนักแสดงจักรๆ วงศ์ๆ พาเหรดไปเล่นละครเย็นเรื่องดังกล่าวกันมากมาย

เริ่มตั้งแต่ “พลพจน์ พูลนิล” (พระราหูในเทพสามฤดู และ พระวิษณุกรรมในสังข์ทอง) “กชกร ส่งแสงเติม” (พระธิดาสุวรรณอัมพรในเทพสามฤดู) “ชนารดี อุ่นทะศรี” (พระธิดาปัทมา) “อรศศิพัชร์ มามีเกตุรัตน์” (นางพันธุรัต) “คริสเตียน เอเกิล” (เจ้าชายจิโอวานนี/เขยฝรั่ง) “กัญจน์อมล เคล้าจิตพูลสุข” (พระธิดาผกากรอง) “ธนภัทร ดิษฐไชยวงศ์” (พระธิดาประคองยศ) รวมถึง “ธนเดช ดีสีสุข” (พระพิรุณในเทพสามฤดู และ พระอินทร์ในสังข์ทอง)

นอกจากนั้น ใน “สายโลหิต” ละครหลังข่าววันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ช่อง 7 ที่ผลิตโดยค่าย “ดาราวิดีโอ” ซึ่งเป็นดัง “พี่ใหญ่” ของ “ดีด้า-สามเศียร” ก็ยังได้ “โอภาภูมิ ชิตาพัณณ์” ผู้กำลังโด่งดังกับบท “เจ้าเงาะ” ไปร่วมแสดง

แม้บทบาทของปอนด์ โอภาภูมิ จะปรากฏใน “สายโลหิต ฉบับใหม่” เพียงชั่วระยะสั้นๆ แต่ก็มีความสำคัญต่อตัวเรื่องไม่น้อย เพราะเขาต้องแสดงเป็น “ขุนรองปลัดชู”

เตรียมจับจอง โมเดล/ฟิกเกอร์ “เจ้าเงาะ” เร็วๆ นี้

View this post on Instagram

อะไรเอ่ยชื่ออยู่ในป่าพ่อตาเกลียดนัก มาแว้วววภาพหลุดของชุดสะสมเจ้าเงาะตัวเหมือนจริง ติดตามรายละเอียดได้ที่นี่จร้าาา่.. #สังข์ทอง #ทุกวันเสาร์อาทิตย์ 08.00น. #ช่อง7HD #สามเศียร #หนังเจ้า #ละครจักรๆวงศ์ๆ #ละครพื้นบ้าน #สังข์ทองลูกแม่ @surasak_suwannawong @pupe_kessarin @pond_ophaphoom @naphop_prasoplab @chanuchtra @bookpobsil @tanapat @christian.agle @pimaunya @genetix_james @galgam @rath_rathsil @khwan_pinthip @mansupasin @pleng_chanaradee

A post shared by บริษัท สามเศียร จำกัด (@samsearn) on

อินสตาแกรมสามเศียรเผยแพร่ภาพโมเดล/ฟิกเกอร์ตัวละคร “เจ้าเงาะ” ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการจัดทำ

ต้องถือว่ามีไม่บ่อยครั้งนัก (เผลอๆ อาจเป็นครั้งแรก) ที่ตัวละครจักรๆ วงศ์ๆ จะถูกแปรสภาพมาเป็น “สินค้าสะสม” ชนิดนี้

ขณะเดียวกัน นี่ก็บ่งชี้ถึงความฮอตฮิตของ “เจ้าเงาะ” และละคร “สังข์ทอง 2561” ได้เป็นอย่างดี

ถ้าทางเรารับทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดเรื่องการวางขาย รวมทั้งราคาสินค้า จะนำมาเล่าสู่กันฟังต่อไปครับ

“สังข์ทอง” ประคองเรตติ้ง 8 ได้อีกหนึ่งสัปดาห์

หลายคนคงทราบกันแล้วว่า “สังข์ทอง” ยังคงครองตำแหน่งโปรแกรมโทรทัศน์ยอดนิยมอันดับหนึ่งของประเทศไทย ในระหว่างวันที่ 17-23 กันยายน 2561 ได้อีกสัปดาห์

โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน ละครตอนที่ 61 คว้าเรตติ้งไปได้ 8.105 แม้ไม่ใช่ตัวเลขความนิยมสูงสุด ซึ่งเคยไต่ไปถึงระดับ 8.4 แต่ก็นับเป็นหนที่สามในรอบสองสัปดาห์ ที่ “สังข์ทอง” สามารถทำเรตติ้งได้ถึงหลัก 8

ต้องจับดูว่าละครตอนที่ 62-63 ระหว่างวันที่ 29-30 กันยายน จะโกยเรตติ้งไปได้ถึงตัวเลขไหน?

ข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25rating-week17-23-sept-2561/

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

หยุดยาวอย่างนี้ มาชมภาพสวยๆ ในจอ-นอกจอของ “เจ็ดธิดา” จาก “สังข์ทอง” กันดีกว่า

คราวนี้ ไม่สามารถหาข้อมูลเรตติ้ง “สังข์ทอง 2561” จากสัปดาห์ก่อน มาเผยแพร่ได้ครับ

เลยขออนุญาตแก้ขัดด้วยการประมวลภาพสวยๆ ของ “เจ็ดธิดา” ลูกสาวท้าวสามนต์ มาฝากกัน

เชิญรับชม

รจนา

View this post on Instagram

🌸

A post shared by Kessarin Noiphueng (official) (@pupe_kessarin) on

วิลาวัณย์

พรรณผกา

พนารัตน์

ปัทมา

ผกากรอง

View this post on Instagram

☔️ #GGxxjapan 📷 @plugsweden

A post shared by Kanamon Khaojitphunsuk (@galgam) on

ประคองยศ

คนอ่านเพลง

รีวิว BOYdKO50th #2 Simplified the Concert

หนึ่ง

boydko50th2-simplified-the-concert-2018-hilight

นี่คือภาคต่อจากคอนเสิร์ต “Rhythm and Boyd” เมื่อต้นปี

โครงสร้างก็คล้ายๆ กับคอนเสิร์ตนั้น คือ ถ้าแบ่งคอนเสิร์ตออกได้เป็นประมาณ 4 ส่วน เพลงจากสตูดิโออัลบั้มชุดสองของ “บอย โกสิยพงษ์” ร่วมด้วยงานเกี่ยวเนื่อง คืออีพีชุด “One” และซิงเกิล “Home” จะไปกองอยู่พาร์ทแรก ส่วนสามพาร์ทหลัง ก็เป็นช่วงเพลงฮิตอื่นๆ ของเจ้าตัว (ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างงานชุดสอง กับ “Million Ways to Love Part 1-2”) ในอารมณ์และวิธีการนำเสนอแบบ “เบเกอรี่ รียูเนียน”

แต่ดูเหมือนบอยและทีมงานจะตระหนักถึงจุดอ่อนของคอนเสิร์ตภาคหนึ่งเมื่อตอนต้นปีพอสมควร พวกเขาจึงเพิ่มเติม-เล่นกับรายละเอียดบางด้าน ทำให้โชว์โดยรวมไม่แบ่งเป็นก้อนๆ อย่างขาดห้วงระหว่างกันจนเกินไป

สอง

อัลบั้ม “Simplified” ของบอย วางแผงในปี 2539 สมัยผมเรียน ม.3

22 ปีผ่านไป พอนึกย้อนถึงช่วงเวลานั้น มันถือเป็นห้วงระยะหนึ่งที่รุ่มรวยและรื่นรมย์มากๆ ในความทรงจำส่วนตัว

แน่นอน ค่ายเบเกอรี่คือทางเลือกอันดับต้นๆ ของวัยรุ่นยุคดังกล่าว ถ้าใครอยากจะแสวงหาเพลงป๊อปไทยรสชาติใหม่ๆ นอกเหนือจากสองค่ายหลัก “แกรมมี่-อาร์เอส”

ณ พ.ศ.2539 วงจากเบเกอรี่ มิวสิค ที่ผมชอบมาก คือ “โยคีเพลย์บอย” และ “โซลอาฟเตอร์ซิกส์” ซึ่ง “พี่โป้” นักร้องนำของวงแรก (ก่อนที่แกจะกลายเป็น “โยคีเพลย์บอย” และ “โยคีเพลย์บอย” จะกลายเป็นแก เหมือนในยุคปัจจุบัน) และ “พี่ปึ่ง-พี่ปิงปอง” สมาชิกหลักของวงหลัง ก็มีส่วนร่วมในงานชุด “Simplified” ด้วย

พี่โป้ร้องเพลง “I’m Free” และ “เที่ยงคืน” ส่วนพี่ปึ่ง-พี่ปิงปอง ร้องเพลง “พยาน”

จริงๆ สามเพลงนี้ไม่ดังไม่ติดหูเท่าไหร่ แต่น่าแปลกดีเหมือนกัน ที่ตอนคอนเสิร์ตเมื่อคืนวันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม 2561 ผมกลับร้องตามพี่โป้-พี่ปึ่ง-พี่ปิงปอง ได้แทบทุกประโยคโดยไม่รู้ตัว (และไม่ได้ย้อนกลับไปทำการบ้าน/ฟังงานชุดนี้อย่างจริงจังก่อนจะมาคอนเสิร์ตด้วย)

“นภ พรชำนิ” เป็นอีกคนที่มีบทบาทเยอะมากในอัลบั้มชุดนี้และบนเวทีเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เวลาผมรู้สึกว่าตัวเองเจอหน้าและฟังเสียงพี่นภบ่อยเกินไป ผมก็จะแก้อาการ “เบื่อ” ด้วยการย้อนนึกไปถึงเพื่อนสมัย ม.3 คนหนึ่ง ที่มันชอบเรียกพี่นภว่า “นภพร ชำนิ”

ที่ผมจำได้ไม่ลืม ก็คือ เพื่อนคนนั้นเคยวิจารณ์อัลบั้ม Simplified แบบขำๆ เอาไว้ว่า “นภพร ชำนิ ร้องเกือบทุกเพลงเลยว่ะ”

ต้องยอมรับว่าระหว่างนั่งชมคอนเสิร์ต และคิดถึงผลงานชุด “Simplified” ความทรงจำของผมยังพรั่งพรูไปสู่เรื่องราวอื่นๆ อีกมากมาย

ผมนึกถึง “เพื่อนเก่า” คนหนึ่ง ซึ่งตัวเองรู้สึกแอบปลื้มเธอตั้งแต่สมัยประถมปลาย ผมเจอหน้าเธอโดยบังเอิญในระยะไกลเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อปี 2539 แล้วเราก็ไม่เคยได้พบกันอีกเลย

ผมนึกถึงห้วงเวลาดีๆ ที่ตัวเองในวัย 14-15 ปี ไปหมกตัวอ่านงานประพันธ์ของ “ม.จ.อากาศดำเกิง รพีพัฒน์” ในห้องสมุดโรงเรียน ไล่ตั้งแต่งานดังอย่าง “ละครแห่งชีวิต” จนถึง “ผิวเหลืองหรือผิวขาว” “วิมานทลาย” และ “ครอบจักรวาล”

ผมนึกถึงตัวเองสมัยเรียนห้อง “รองคิง” ตอน ม.3 ซึ่งสอบได้เกือบลำดับสุดท้าย ทั้งที่เกรดเฉลี่ยก็ใกล้ๆ 3.5

ผมนึกถึงตอนตัวเองตัดสินใจเลือกแผนการเรียนสายศิลป์คำนวณ เมื่อกลาง ม.3 เทอมสอง จนโดนครูประจำชั้นและเพื่อนๆ บางคน คัดค้านไม่เห็นด้วย

ผมนึกถึงเพื่อนร่วมห้องสมัย ม.3 คนหนึ่งที่ชอบฟังเพลงเบเกอรี่มาด้วยกัน ขณะนี้ เขาเป็นบล็อกเกอร์ชื่อดัง และเพิ่งตัดสินใจลาออกจากราชการ ก่อนหน้าคอนเสิร์ตหนนี้ไม่นาน

ฯลฯ

สาม

จุดดีๆ ในพาร์ทแรกสุดหรือการโชว์งานเพลงในชุด “Simplified” ของคอนเสิร์ตหนนี้ คือ พี่บอยไม่ได้มาแนวตึงเครียดอัดแน่นจนไม่มีจังหวะพักหายใจแบบคราวคอนเสิร์ต “Rhythm and Boyd”

แกพร้อมจะสลับเรียงเพลงโดยไม่ได้อิงตามลำดับในเทป/ซีดีแบบเป๊ะๆ เช่น พอพี่โป้ขึ้นเวที เขาก็ร้อง “I’m Free” และ “เที่ยงคืน” ติดกันไปเลย ทั้งที่มันคือเพลงที่ 4 และ 6 ในอัลบั้ม

โชว์ยังใช้ประโยชน์จาก “พี่ปั่น ไพบูลย์เกียรติ” ได้ดี คือ แทนที่จะให้แกร้องแค่เพลง “ภาพเก่าๆ” ก็จัดการต่อท้ายเพลงนั้นด้วย “Home” พร้อมมี “พี่ธีร์ ไชยเดช” มาร่วมร้องอีกคน (จนกลายเป็นโมเมนต์น่ารักๆ หวานๆ ประจำงาน)

ตัวพี่บอยเองก็ขยันขึ้นเวทีมาพูดแทรกและสร้างอารมณ์ขันเสริมในพาร์ทแรกของคอนเสิร์ต (ตรงกันข้ามกับเมื่อต้นปี ที่แกแทบไม่โผล่ขึ้นมาแจมในโชว์ส่วนแรกสุด)

สี่

อย่างไรก็ดี มี 3-4 จุดในคอนเสิร์ต ที่ผมรู้สึกว่าน่าเสียดายหรือเห็นว่ามันติดๆ ขัดๆ อยู่บ้าง

จุดแรก เป็นเรื่องความเสียดายเล็กๆ น้อยๆ ที่ในเพลง “เที่ยงคืน” พี่โป้ไม่ได้ร้องกับ “โจอี้ บอย” (ซึ่งคงติดอะไรสักอย่าง) เลยได้ “อุ๋ย บุดดาเบลส” และเพื่อนๆ มาแทน (อันนี้ไม่ได้ตามข่าวใกล้ชิด จึงไม่แน่ใจว่า หรือที่ขึ้นโชว์นั้นคือ สมาชิกบุดดาเบลสยุคปัจจุบัน ก็ไม่รู้?)

จุดสอง ในคอนเสิร์ต “Rhythm and Boyd” มีการปล่อยไม้เด็ด ด้วยการให้พี่นภ และสองพี่น้องแห่งตระกูลศิลาอ่อน มาร้องเพลง “ตัดสินใจ” เต็มๆ เพื่อโปรโมทคอนเสิร์ต “Simplified”

ที่น่าเสียดาย คือ มาถึงคอนเสิร์ตนี้ (ในคืนวันเสาร์) เพลง “ตัดสินใจ” กลับถูกร้องไม่เต็มเพลง

จุดที่สาม ข้อนี้ อาจเป็นความรู้สึกหรือทัศนคติส่วนบุคคล เพราะเห็นหลายคนก็อินหรือซาบซึ้งกันอยู่ คือ ผมรู้สึกว่าพี่บอยพยายามดึงสมาชิกในครอบครัวมาเป็นสาระสำคัญของโชว์มากไปนิด

แน่นอน คนเหล่านี้คือแรงบันดาลใจสำคัญของศิลปินแน่ๆ แต่ผมไม่แน่ใจว่าศิลปินจำเป็นจะต้องทำให้พวกเขามีตัวตนชัดเจน (สุดๆ) ในคอนเสิร์ตด้วยหรือไม่ โดยส่วนตัว ผมเห็นว่ายิ่งคนในครอบครัวศิลปินถูกขับเน้นบทบาท-สถานะ หรือถูกย้ำว่าเป็นบ่อเกิด/จุดกำเนิดของเพลงนี้เพลงนั้นมากขึ้นเท่าไร เพลงดังกล่าวก็จะสูญเสียสถานะ “ความเป็นเพลงป๊อป” ไปอย่างน่าเสียดาย

คือแทนที่เพลงจะมี “ความเป็นนามธรรม” และเปิดกว้างให้คนฟังสามารถสอดแทรกจินตนาการ อารมณ์ ความรู้สึก ความทรงจำ การตีความส่วนบุคคล ใส่ลงไปในบทเพลง (“ฟุ้งกระจาย”) ได้เต็มที่

ตัวตนและเรื่องราวเกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัวของศิลปินกลับแผ่ขยายออกกว้างขวางขื้นเรื่อยๆ กระทั่ง “ระงับ” การพยายามมีส่วนร่วมกับเสียงเพลงของคนฟังเอาไว้ซะอย่างงั้น

IMG_3507

จุดที่สี่ คอนเสิร์ตหนนี้ มี “พี่ตูน” มาเป็นแขกรับเชิญ ซึ่งผมไม่ติดขัดอะไร แล้วก็ไม่แปลกใจที่แกได้รับเสียงปรบมือต้อนรับดังกึกก้อง โดยไม่ต้องมีใครคอยบิวด์

แต่สิ่งที่ผมติดใจมากๆ คือ ทั้งๆ ที่พี่ตูน (ในวันเสาร์) พยายามจะทำตัวเป็นอดีตวัยรุ่นคนหนึ่งที่ชื่นชอบเพลงพี่บอย ณ ปี 2539 เขาพยายามจะย้อนรำลึกถึงตนเองเมื่อคราวต้องซื้อบัตรราคาถูกสุดไปดูคอนเสิร์ตพี่บอยที่เอ็มบีเค

ทว่ากลับเป็นพี่บอย (และพี่นภ) ที่ดันยึดติดกับสถานภาพ “ก้าวคนละก้าว” ของพี่ตูนในปัจจุบันซะจนน่า “อึดอัด” และทำให้การมีอยู่ของเขาบนเวทีกลายเป็นเรื่องทางการ/พิธีกรรมเกินไปหน่อย (ทั้งที่เจ้าตัวเองเหมือนอยากจะมา “ร่วมสนุก” และ “ผ่อนคลาย” มากกว่านี้)

ห้า

นอกจากได้ฟังการแสดงสดบทเพลงที่พี่โป้และสองพี่น้องสุพรรณเภสัช แทบไม่เคยได้ร้องโชว์ที่ไหนแล้ว

มีอีก 3-4 จุดที่ผมประทับใจมากในคอนเสิร์ตนี้

จุดแรก คือ ได้ฟัง “อยากจะรู้” แบบสดๆ นี่เป็นอีกเพลงที่ตอนเผยแพร่ออกมาในอีพี “One” ผมรู้สึกเฉยๆ แต่พอนานๆ ไป ผมกลับรู้สึกคิดถึงมันเป็นระยะ และสามารถจดจำเนื้อหาของเพลงได้อย่างแม่นยำระหว่างชมคอนเสิร์ต

จุดสอง โชว์สั้นๆ ของ “พี่น้อย พรู” ก็ยังสนุกเหมือนเดิม แกมาเปิดตัวเพลงใหม่จากอัลบั้มเดี่ยวชุดแรก ชื่อ “แด่ศาลที่เคารพ” แน่นอนว่าฟังสดแทบไม่รู้เรื่องเลย (คิดถึงตอนวงพรูเปิดตัวด้วยเพลง “เลือกแบบไหน” ใน “Bakery The Concert”) แต่พอกลับบ้านมาฟังเพลงนี้ในสตรีมมิ่ง ก็พบว่างานใหม่พี่น้อยน่าสนใจทีเดียว

(ฟังได้ที่นี่ http://music.sanook.com/music/song/qUCKcdxjKYMDgNwd2Tdb2w==/lyric/)

จุดที่สาม คือ การปรากฏตัวของ “นาเดีย สุทธิกุลพานิช” โอเค เธออาจไม่ได้ร้างลาเวทีไปเป็นทศวรรษ แต่สำหรับผม นี่เป็นครั้งแรกในรอบกว่าสิบปี ที่ได้ดูเธอเล่นคอนเสิร์ต (ตอนเธอออกมา ผมถึงกับเผลอตัวกรีดร้องด้วยซ้ำ 555)

IMG_3561

ระหว่างนาเดียและ “โบว์-จอยซ์” มายืนเรียงกันช่วงท้ายๆ งาน ทำให้นึกได้ว่า เออ! นักร้องวัยรุ่นหญิงค่ายเบเกอรี่/โดโจซิตี้ ยุคต้น 2540 หลายคน (แม้ไม่ใช่ทุกคน) จะมีโครงร่างสูงใหญ่ คือ แม้อาจไม่ถึงขั้นนางงาม-นางแบบ แต่ก็ราวๆ นางเอกอย่างสินจัย, คัทลียา, สิเรียม, มาช่า, หมิว อะไรทำนองนั้น หรืออย่างน้อยที่สุด ทั้งสามคนก็ตัวสูง/โตเกินมาตรฐานเฉลี่ยของ BNK48 ยุคนี้แน่ๆ

นี่คงบ่งชี้ถึง “มาตรฐานความงาม” ที่เปลี่ยนแปลงไป

อีกจุดที่ชอบ ก็คือ คอนเสิร์ตนี้ปิดท้าย (และเชื่อมต่อไปยังคอนเสิร์ต “Million Ways to Love” ต้นปีหน้า) ด้วยการรำลึกถึง “พี่โจ้ พอส” ผ่านการจัดวางแบบเดิมๆ ที่หลายคนคงเดาทางถูก คือ มีพี่บอยมาดีดกีต้าร์-ร้องขึ้นต้นเพลง “รักเธอทั้งหมดของหัวใจ” มีไมค์ว่างๆ อีกตัวมาตั้งทิ้งไว้ แล้วยิงแสงสป็อตไลท์ลงไป ประมวลภาพเก่าๆ ของพี่โจ้เริ่มปรากฏบนจอภาพ ฉับพลัน เสียงร้องของแกก็ดังขึ้น

(ก่อนจะมีพี่ป๊อดมาร้องเพลง “ใคร” ซึ่งเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษดั้งเดิมของเพลงนี้ พี่บอยได้แต่งให้พี่โจ้ในวันที่แกเสียชีวิต)

IMG_3568

ทั้งที่เป็นกระบวนท่าเดิมๆ แต่การรำลึกถวิลหาพี่โจ้ยังได้ผลอยู่เสมอ นอกจากนี้ นี่ยังเป็นโทนอารมณ์ที่ผิดแผก/คอนทราสต์กับจากโชว์ส่วนๆ อื่นในคอนเสิร์ต เพราะมันเป็นเรื่องราวความโศกเศร้าสูญเสีย “จริงๆ”

พอพูดถึงความสูญเสีย พี่บอยก็ค่อยๆ ร้อยรัดความสูญเสียเรื่องพี่โจ้เข้ากับเรื่องที่คนใกล้ตัวรายอื่นๆ ของแก ค่อยๆ เสียชีวิตลงไปเรื่อยๆ ตามวันเวลาที่ผันผ่าน

จุดนี้ผมว่า “เวิร์ก” เมื่อโชว์สามารถทำให้บทเพลงและชีวิตของบุคคลสาธารณะ/ศิลปินอีกคนหนึ่ง ค่อยๆ กลืนกลายเป็นเนื้อเดียวกับบรรดาคนใกล้ตัวของศิลปินเจ้าของคอนเสิร์ตอีกที (ตรงข้ามกับการผลักดันเอาเรื่องราวว่าด้วยคนใกล้ตัวเหล่านั้นเป็นโจทย์ตั้งต้น แล้วพยายามลากเพลง-ดึงโชว์เข้าไปหาพวกเขา)

หก

แถมท้ายสองประเด็น

เพิ่งมาตระหนักเมื่อนั่งชมคอนเสิร์ตว่า งานชุด “Simplified” และอีพี “One” นั้นไม่มีเสียงผู้หญิงเป็นเสียงร้องนำเลย กระทั่งพวกเพลงที่ต้องพึ่งพาเสียงร้องนำมากกว่าหนึ่งเสียง ก็ยังใช้บริการนักร้องชายทั้งหมด (พี่บอยเองยังแซวบนเวทีว่า งานในช่วงนั้นของแกมีลักษณะ “วาย”)

อีกข้อ คือ พบว่าคอนเสิร์ตนี้ใช้งาน Impact Exhibition Hall (1) ได้แปลกดี เพราะเขาใช้สถานที่ดังกล่าวในแนวขวาง (งานอื่นๆ ส่วนใหญ่ จะใช้งานในแนวยาว/ดิ่ง) โดยตั้งเวทีติดผนังด้านขวามือ ที่เหลือเป็นสแตนด์ที่นั่งคนดู ส่งผลให้ผู้ชมได้ใกล้ชิดกับนักร้อง-นักดนตรีบนเวทีอย่างน่าทึ่ง (แต่เหมือนจุดเสียจะอยู่ตรงที่นั่งโซนริมๆ ที่คงเห็นภาพการแสดงไม่ชัดเจนนัก จนผู้จัดต้องแจก “ถุงผ้า” ชดเชย)

ขอบคุณคลิปจาก https://www.youtube.com/user/AAATheAnnie

ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

มาแว้ว! MV “อะไรเอ่ย” (หกเขยลุยเงาะ) เวอร์ชั่นใหม่

ได้ฤกษ์เผยแพร่ออกมาแล้ว เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2561 สำหรับมิวสิควิดีโอเพลง “อะไรเอ่ย” หรือ “หกเขยลุยเงาะ” เพลงจังหวะโจ๊ะๆ เนื้อหาเฮฮา สะท้อนมุมมอง/เสนอเสียงร้องของตัวละคร “หกเขย-หกพระพี่นาง” ที่ใช้ประกอบละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “สังข์ทอง”

อะไรเอ่ย เจ็ดเขย

อะไรเอ่ย หกธิดา

เท่าที่ดูวนไป 2-3 รอบ ถือว่าสนุกสนานไม่แพ้ MV เวอร์ชั่นปี 2550 เลยทีเดียว

คนตัดหญ้าในสนามบอล, คนอ่านเพลง

“Three Lions” เส้นทางกลับบ้านอันยาวไกลและซับซ้อนของทีมชาติอังกฤษ

หนึ่ง

การทะลุเข้าถึงรอบสี่ทีมสุดท้ายในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2018 ของทีมชาติอังกฤษ ส่งผลให้เพลงเชียร์อมตะนิรันดร์กาลอย่าง “Three Lions” ถูกนำมาขับขานโดยกว้างขวางอีกคำรบ

แฟนบอลอังกฤษยุคร่วมสมัยหลายรายอาจทึกทักว่านี่คือเพลงที่มีชื่อว่า “Football’s coming home” ตามท่อนฮุกอันลือลั่น

บางคนอาจนึกว่านี่เป็นเพลงเชียร์สามัญประจำบ้านของทีมชาติอังกฤษ ยามลงแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหญ่ มานานแสนนาน

ทว่าในข้อเท็จจริง เพลงที่สะท้อนถึงอารมณ์ปลื้มปีติและความหวังครั้งใหม่ (ซึ่งเพิ่งแหลกสลายลง) ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 22 ปีก่อน

สอง

ปี 1996 อังกฤษรับบทบาทเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป โดยทีมสิงโตคำรามสามารถผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ก่อนจะแพ้เยอรมนีในการดวลจุดโทษ (นักเตะรายเดียวของอังกฤษที่ยิงลูกโทษพลาด คือ “แกเร็ธ เซาธ์เกต” ผู้จัดการทีมทรีไลออนส์ชุดปัจจุบัน)

ก่อนหน้ายูโร 96 จะเปิดฉากฟาดแข้ง “เดวิด บัดเดียล” และ “แฟรงก์ สกินเนอร์” สองนักแสดงตลกและพิธีกรรายการทีวียอดฮิต “แฟนตาซี ฟุตบอล” ได้ร่วมมือกับ “เอียน เบราดี้” แห่งวงดนตรี “เดอะ ไลท์นิง ซีดส์” เขียนเพลงชื่อ “Three Lions” ขึ้นมา

เพลงที่ใช้ชื่อซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากตราสัญลักษณ์บนเสื้อแข่งของทีมชาติอังกฤษ มีเนื้อหาแปลกประหลาดกว่าเพลงเชียร์ฟุตบอลทั่วไป

กล่าวคือ มันได้นำเสนอภาวะ “หวานอมขมกลืน” ของแฟนบอลอังกฤษ ที่ทั้งรัก-ส่งใจเชียร์ทีมชาติของตนเอง และต้องเจ็บปวดรวดร้าวเศร้าสร้อยซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อขุนพลสิงโตคำรามบุกบั่นไปไม่ถึงฝั่งฝันเสียที

บัดเดียลและสกินเนอร์บอกว่า พวกเขาต้องการแต่งเพลงที่สะท้อนถึงความรู้สึกนึกคิดจริงๆ ของแฟนบอลทีมชาติอังกฤษ

“นี่คือบทเพลงที่พูดถึงความพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่าของอังกฤษ แต่ขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นบทเพลงที่พวกเราอยากจะกู่ร้องมันออกมา” บัดเดียล พูดถึงลักษณะลักลั่นที่แสนโดดเด่นของเพลง “Three Lions”

ในแง่มุมโศกเศร้า เนื้อหาของเพลงกล่าวถึงระลอกความผิดหวังที่ทีมฟุตบอลและกองเชียร์อังกฤษต้องประสบ นับแต่การคว้าแชมป์โลก ณ บ้านเกิดเมื่อปี 1966

ในทางกลับกัน เพลงเพลงนี้ก็บรรจุความหวังเรืองรองไว้ในท่อนฮุกติดหู ซึ่งมีเนื้อร้องขึ้นต้นว่า “It’s coming home”

ตามความตั้งใจแรกเริ่ม บัดเดียลและสกินเนอร์เพียงแค่ต้องการจะร่วมเฉลิมฉลองวาระที่อังกฤษได้รับหน้าเสื่อจัดทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลระดับเมเจอร์อีกหน

หลังจากประเทศแห่งนี้เคยจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรกและครั้งเดียว เมื่อ 3 ทศวรรษก่อนหน้านั้น

แต่ต่อมา นัยยะของเนื้อร้องท่อนฮุกสั้นๆ ง่ายๆ ก็ถูกขยายความไปไกลกว่าเดิม

“การกลับบ้าน” เริ่มยึดโยงกับความฝันใฝ่ว่าทีมชาติอังกฤษจะคว้าแชมป์รายการใหญ่ได้อีกครั้ง ซ้ำรอยความสำเร็จหนึ่งเดียวในปี 1966

สิ่งที่จะ “กลับบ้าน” จึงไม่ใช่การเป็นเจ้าภาพทัวร์นาเมนต์ระดับใหญ่ แต่ควรเป็น “ถ้วยรางวัลชนะเลิศ” ระดับทวีปหรือระดับโลก

สาม

กลางปี 1996 แม้ “Three Lions” จะไม่ใช่เพลงเชียร์อย่างเป็นทางการของทีมชาติอังกฤษ แถมสมาคมฟุตบอลอังกฤษออกจะไม่ชอบเนื้อร้อง ในส่วนที่ตัดพ้อผลงานน่าผิดหวังของขุนพลสิงโตคำรามด้วยซ้ำ

แต่ระหว่างการแข่งขันฟุตบอลยูโร 96 ผลงานดนตรีของบัดเดียล, สกินเนอร์ และเบราดี้ กลับขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตเพลงยอดนิยม

จากเพลงฮิตในบริบทเฉพาะ “Three Lions” ค่อยๆ กลายเป็นเพลงยอดนิยมข้ามกาลเวลา ซึ่งถูกผลิตซ้ำหนแล้วหนเล่า โดยใช้ทำนองป๊อปติดหูแบบเดิม แต่ปรับเปลี่ยนเนื้อร้องบางท่อน (หรือทุกท่อน) เสียใหม่

ตามความเห็นของหนึ่งในผู้แต่งอย่างบัดเดียล ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ “Three Lions” ผงาดขึ้นเป็นเพลงชาติแห่งวงการฟุตบอลอังกฤษ โดยเข่นฆ่าเพลงฟุตบอลอื่นๆ ทั้งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าและถูกผลิตตามมาภายหลัง จนตายเรียบ

ก็คือ เนื้อหาแนว “หวานอมขมกลืน” ซึ่งจับใจแฟนบอลต่างเจเนอเรชั่นจนอยู่หมัด

แฟนบอลที่มีความหวัง, เข้าใกล้ความหวัง, ผิดหวัง แต่ก็ยังหวังกันต่อไป

สี่

“โอเว่น แบล็กเฮิร์สต์” บรรณาธิการบทความของนิตยสารมุนเดียล วิเคราะห์เพิ่มเติมว่าถ้า “Three Lions” เมื่อปี 1996 ทำให้คนอังกฤษโหยหายุคทองในปี 1966

การกลับมาของผลงานเก่าอายุ 22 ปีเพลงนี้ (หากพิจารณาจากการถูกขับขานโดยแฟนฟุตบอลจำนวนมหาศาล และการติดชาร์ตเพลงดาวน์โหลดยอดนิยม ณ ค.ศ.2018)

ก็อาจบ่งชี้ถึงภาวะโหยหาอดีตอันงดงามเมื่อปี 1996 ของผู้คนยุคปัจจุบัน

ตามทัศนะของแบล็กเฮิร์สต์ ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 (หรือ “ยุค 90” ในภาษาบ้านเรา) คือ ห้วงเวลาสุด “คูล” ของเพลงดีๆ เทศกาลวัฒนธรรมเจ๋งๆ

มิหนำซ้ำ ทีมชาติอังกฤษชุด “ยูโร 96” ภายใต้การคุมทีมของ “เทอร์รี่ เวนาเบิลส์” ก็ไม่เพียงมีผลการแข่งขันอันน่าภาคภูมิใจ แต่พวกเขายังเล่นฟุตบอลได้ดีจนน่าประทับใจ

แบล็กเฮิร์สต์บอกว่าหลังจากพลพรรค “ทรีไลออนส์” ร่วงโรยลงเรื่อยๆ นับแต่ปี 2002 พวกเขาก็กลับมาจุดประกายความหวังของคนในชาติให้ลุกโชนขึ้นอีกคำรบในปี 2018

ด้วยความกระตืนรือร้นของทีมพลังหนุ่ม ซึ่งมีนักฟุตบอลพื้นเพหลากหลายจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ แถมยังเล่นระบบวิงแบ๊กเหมือนยุคเวนาเบิลส์เป๊ะๆ

ห้า

อังกฤษจบศึกฟุตบอลโลกที่รัสเซียด้วยตำแหน่งอันดับสี่ ถือเป็น “ความสำเร็จขั้นต่ำ” ดุจเดียวกับผลงานเมื่อปี 1990

มนตราของเพลง “Three Lions” ดูเหมือนจะยังเข้มขลังอยู่เสมอ ตราบใดที่ทีมอังกฤษยังคงเป็น “ผู้แพ้”

มายาดังกล่าวอาจยุติสิ้นสูญลง หากทีมสิงโตคำรามพลิกสถานการณ์ขึ้นเป็น “ผู้ชนะสูงสุด” แล้วนำพาฟุตบอล (ถ้วยรางวัลชนะเลิศ) กลับคืนสู่ “บ้าน” ของพวกเขาและเหล่าแฟนบอลร่วมชาติอย่างแท้จริง

มิใช่ “บ้านแห่งอุดมคติ” ในบทเพลง

หก

อย่างไรก็ตาม น่าตั้งคำถามว่า “บ้าน” ที่ฟุตบอลกำลังจะกลับไปหา คือ “บ้าน” หลังไหน?

“จอห์น วิลเลียมส์” นักวิชาการสาขาสังคมวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ตั้งประเด็นว่า บางที “การกลับบ้าน” อาจมิได้หมายถึงการเจาะเวลาหาอดีตหวนไปยังปี 1966

หาก “บ้าน” ที่หลายคนกู่ก้องร้องเรียก อาจหมายถึงสถานภาพการเป็นบิดาแห่ง “การแข่งขันฟุตบอลสมัยใหม่” ของประเทศอังกฤษ

แทบทุกคนต่างรับทราบว่ากฎกติกาของเกมฟุตบอลยุคใหม่ รูปแบบสมาคม/สหพันธ์ฟุตบอลแห่งชาติ การแข่งขันฟุตบอลถ้วยและลีก ล้วนเริ่มต้นที่อังกฤษ ก่อนจะมีการเผยแพร่บรรทัดฐานลักษณะนี้ไปทั่วยุโรปและบางส่วนของอเมริกาใต้

ทว่า “บ้าน” หลังนั้นก็พยายามโดดเดี่ยวตนเองจากโลกภายนอก

นอกจากจะเผยแพร่รูปแบบการแข่งขันฟุตบอลสมัยใหม่ไปตามประเทศต่างๆ ที่มีชุมชนคนอังกฤษอาศัยอยู่แล้ว

วิลเลียมส์ชี้ว่าระหว่างปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ทีมชาติอังกฤษกลับไม่เคยลงปะทะฝีเท้ากับทีมชาติอื่นๆ นอกสหราชอาณาจักรเลย

ถ้าพิจารณาผ่านปรากฏการณ์อันแปลกแยก ณ ห้วงเวลานั้น ฟุตบอลจึงไม่ต้อง “กลับบ้าน” เพราะฟุตบอลอังกฤษไม่เคยยอมออกไปเผชิญหน้าโลกภายนอก (บ้าน)

เมื่อแรกก่อตั้งสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือฟีฟ่าที่ประเทศฝรั่งเศสในปี 1904 อังกฤษตัดสินใจไม่เข้าร่วมกิจกรรมด้วย เพราะฐานความคิดเรื่อง “กีฬา” ที่ผิดแผกกันระหว่าง “เกาะอังกฤษ” กับ “ยุโรปภาคพื้นทวีป”

สังคม/ชนชั้นนำอังกฤษยุคต้นศตวรรษที่ 20 ยังยึดถือผูกพันกับการเล่นกีฬาแบบ “สมัครเล่น” ซึ่งวางวัตถุประสงค์ให้บรรดาสุภาพบุรุษผู้ดีได้มุ่งมั่นพัฒนาสุขภาพร่างกายและจิตใจของตนจนแข็งแรงแจ่มใส

ขณะเดียวกัน ก็แอนตี้ “กีฬาอาชีพ” ที่ถูกประเมินว่าเป็นการกระตุ้นให้ผู้เล่นหวังผลชัยชนะและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นๆ (เช่น เงินรางวัล) นอกเหนือจากเกมกีฬา อันอาจส่งผลเสียหายต่อหลักการ “แฟร์เพลย์”

ยิ่งกว่านั้น อังกฤษมองว่ากีฬากับการเมืองควรแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด สวนทางกับฟีฟ่าซึ่งเห็นว่าควรใช้ฟุตบอลมาเป็นเครื่องมือเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ต้องรอจนถึงปี 1950 ทีมชาติอังกฤษจึงตัดสินใจเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก ทั้งๆ ที่เวิลด์คัพหนแรกสุด เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 1930 หรือ 2 ทศวรรษก่อนหน้า

นักสังคมวิทยาแห่ง ม.เลสเตอร์ สะกิดแถมท้ายด้วยว่า หรือหากปี 1966 คือ “ยุคทอง-บ้านหลังเก่า” ที่แฟนบอลอังกฤษพึงปรารถนาจริงๆ

ทุกคนก็พึงตระหนักว่า “บ้าน” หลังนั้นเป็นภาพสะท้อนสังคมก่อนยุค “พหุชาติพันธุ์” เพราะทีมชาติอังกฤษชุดแชมป์โลกไม่มีนักเตะผิวดำร่วมอยู่เลย เช่นเดียวกับกองเชียร์ส่วนใหญ่ซึ่งล้วนเป็นคนผิวขาว

threelions-xlarge_trans_NvBQzQNjv4BqGIRJtgEaK4etefHCFUFBeHIIofnIm3psvZm9nJ6FExU

ข้อมูลจาก

https://www.bbc.com/news/newsbeat-44711564

https://www.theguardian.com/football/2018/jun/27/three-lions-england-paul-macinnes-baddiel-skinner-world-cup

https://theconversation.com/england-fans-sing-footballs-coming-home-but-where-is-home-really-99479

(หมายเหตุ ติดตามอ่านบทความฉบับเต็มได้ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับหน้าครับ)

คนอ่านเพลง

คอนเสิร์ต “ดึกดำบรรพ์ #201”: การตลาดอันน่าทึ่ง, โชว์ที่อิ่มเอม แต่ (แค่) เกือบจะเต็มอิ่ม

หนึ่ง

IMG_3015

มาเริ่มที่เซ็ตลิสต์กันก่อนเลยครับ

อินโทร: รักนิรันดร์ (บรรเลง)

รักล้นใจ

ทั้งรู้ก็รัก

ขีดเส้นใต้

เพราะเธอ

เล็กๆ น้อยๆ

ทะเล

ชีวิตไร้สังกัด

โอ้ใจเอ๋ย

(ย้ายไปโซนพิเศษ สนับสนุนโดยกระเบื้องไดนาสตี้ ไทล์ท้อป)

สัมภาษณ์พูดคุยกับดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์ โดยแขกรับเชิญ น้าเน็ก เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

In the Darkness of My Life

ผีเสื้อ (แขกรับเชิญ วิยะดา โกมารกุล ณ นคร และ บิลลี่ โอแกน)

หยดน้ำ

บอกรัก

ด้นสดเพลงบลูส์ (น้าเน็กร่วมร้อง-เล่าข่าวกับชรัส มีพนเทพและปั่นเล่นกีต้าร์) เนื้อหาว่าด้วยป้าทุบรถ, หวย 30 ล้าน และนาฬิกาปริศนา

ปาฏิหาริย์

เพียงแค่ใจเรารักกัน

รักเองช้ำเอง

รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง (แขกรับเชิญ ติ๊ก ชิโร่)

รักเธอมากกว่าใคร (แขกรับเชิญ ติ๊ก ชิโร่)

Together, We Go (เพลงประจำบริษัทไดนาสตี้ ไทล์ท้อป แต่งโดยพนเทพ)

A Tu Corazon (สู่กลางใจเธอ)

ส่องกระจก

คนขี้เหงา

ตลอดไป

คนไม่มีวาสนา

เฝ้าคอย

รักนิรันดร์

รักยืนยง

เพราะฉะนั้น

หลับตา

สอง

จำนวนผู้ชมราวๆ สามพันคน เกือบเต็มสถานที่จัดงาน (ทีแรก ผมประเมินว่าน่าจะน้อยกว่านี้)

คนดูส่วนใหญ่นั่งชมโชว์อย่างเหนียวแน่นตลอดสามชั่วโมง ไม่เหมือนคอนเสิร์ตริธึ่มแอนด์บอยด์ที่ผมไปดูช่วงต้นกุมภาฯ ที่ผู้ชมจำนวนไม่น้อยเดินเข้าๆ ออกๆ หรือบางคนเดินออกตั้งแต่ครึ่งทางแรก จนน่ารำคาญ (สำหรับคนที่ยังนั่งชม/ฟังอยู่)

ที่สำคัญโชว์เริ่มตรงเวลา 19.00 น. แบบเป๊ะๆ (ไม่ค่อยเห็นคอนเสิร์ตไทยที่เริ่มตรงเวลาขนาดนี้)

สาม

ช่วงหลังๆ เหมือนคอนเสิร์ตไทยจะพยายามหามูลค่าเพิ่มอะไรบางอย่าง ที่จะช่วยให้โชว์เป็นมากกว่าการร้อง-แสดงดนตรีกลางเวที (เพื่อดึงดูดผู้ชม เพราะกลัวว่าดนตรีอย่างเดียวจะเอาผู้ชมไม่อยู่) คอนเสิร์ตล่าสุดของดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์ ก็หนีไม่พ้นลักษณะร่วมข้อนี้

ทางวงและบีอีซี เทโร ซึ่งเป็นผู้จัด จึงเชิญน้าเน็กขึ้นมาพูดคุยกับน้าพนเทพ น้าชรัส น้าปั่น บนเวที ซึ่งตามความเห็นส่วนตัว ผมรู้สึกว่าการปรากฏกายของน้าเน็กส่งผลให้จังหวะของโชว์โดยรวมสะดุดลงพอสมควร ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เพลงรัก 8-9 เพลงแรกของน้าๆ กำลังทำงานได้ดี คนฟังกำลังอิน จวนจะถึงไคลแม็กซ์อยู่แล้วเชียว ทว่าจู่ๆ ความต่อเนื่องดังกล่าวกลับถูกระงับกลางคัน

แต่ใช่ว่าการมาของน้าเน็กจะไม่มีผลบวกเอาเลย ผมชอบช่วง “ด้นบลูส์” (จริงๆ คงมีการซ้อมการเตี๊ยมเนื้อกันมาบ้าง) ที่น้าเน็กพาคุณลุงนักเพลงโรแมนติกสามคนไปข้องแวะกับเรื่องป้าทุบรถ หวย 30 ล้าน และนาฬิกาข้อมือ

อย่างน้อย การนำประเด็นเรื่องนาฬิกาบนข้อมือบิ๊ก… มาแซวเล่นบนเวทีเพลงป๊อป ให้คนดู (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง กทม. วัย 35-40 อัพ) ขำขันกันครึกโครม ก็แสดงให้เห็นแนวโน้ม “ขาลง” ของผู้มีอำนาจบางคน/บางคณะได้ชัดเจน

ทว่า ผมค่อนข้างเบื่อกับมุขแซวพนเทพเรื่องเป็นคนพูดน้อยของน้าเน็ก

หลายปีหลัง ผมตามดูน้าตุ่น พนเทพ ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตเล็ก กลาง ใหญ่ มาต่อเนื่องพอสมควร ผมพบว่าถ้าไม่มีคนมาบี้ มาจี้ ให้แกพูด แกก็ไม่ใช่คนพูดน้อย แถมยังพูดจาเป็นเรื่องเป็นราว (สนุกสนานเพลิดเพลิน – แต่อาจไม่ตลกโปกฮา) เสียด้วย เช่น ผมยังประทับใจเมื่อครั้งที่น้าตุ่นนั่งเล่าที่มาของเพลงรักหลายเพลง (อาทิ หลับตา และ เพียงแค่ใจเรารักกัน) อย่างออกรสและละเอียดลออ ในคอนเสิร์ตรักนิรันดร์

กลายเป็นว่ายิ่งน้าเน็กไปแซวเพื่อจี้ให้แกพูดนั่นแหละ น้าตุ่นจึงยิ่งพูดไม่ออก และพอน้าเน็กลงจากเวที น้าตุ่นก็สามารถพูดจายาวๆ ออกมาได้ แถมยังเป็นใจความสำคัญประการหนึ่งของคอนเสิร์ตนี้เสียด้วย (จะกล่าวถึงต่อไป)

สี่

IMG_3035

พูดถึงแขกรับเชิญ พี่ตุ๊ก วิยะดา ที่มาร่วมร้องเพลง “ผีเสื้อ” แบบนิดๆ หน่อยๆ พ่วงด้วยพี่บิลลี่ (ที่มีส่วนร่วมน้อยลงไปอีก) ก่อนจะหยอดมุขเล็กๆ น้อยๆ ตบท้าย นั้นไม่ส่งผลต่อโชว์มากนัก (พูดอีกอย่าง คือ มีหรือไม่มีก็ได้)

แขกรับเชิญอีกราย คือ พี่ติ๊ก ชิโร่ ที่มาพร้อมเพลงเอกยุคหลังของแกอย่าง “รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง” และร่วมแจมใน “รักเธอมากกว่าใคร” ต่ออีกเพลง

เสียงสูงของพี่ติ๊กยังคงทรงพลังและยอดเยี่ยมเสมอ เช่นเดียวกับลูกเล่นและอารมณ์ขันอันแพรวพราว ตั้งแต่การเอาการ์ดอะไรสักอย่างมาใช้แทนปิ๊กกีต้าร์ การไม่ตัดป้ายยี่ห้อออกจากเสื้อผ้าและรองเท้า จนถึงเครื่องเป่าเขาสัตว์ข้างกาย (แม้มุขท้ายๆ จะหวาดเสียวไปนิด ตามความเห็นผม)

อย่างไรก็ตาม ผมยังแอบคิดว่าน้าๆ น่าจะใช้ประโยชน์เรื่องดนตรีจากพี่ติ๊กให้มากกว่านี้อีกสักนิด

ห้า

IMG_3012

อีกจุดหนึ่งที่ดูแปลกและโดดเด่นมาตั้งแต่ช่วงโปรโมทคอนเสิร์ต คือ สถานะการเป็นเมนสปอนเซอร์ของ “ไดนาสตี้ ไทล์ท้อป” บริษัทผลิตและจำหน่ายกระเบื้องรายใหญ่ (ระดับเข้าตลาดหลักทรัพย์)

ทีแรกผมนึกว่าตัวเองแปลกใจเรื่องนี้แค่คนเดียว แต่พอน้าพนเทพ-น้าชรัส ไปพูดคุยกับพี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก ในรายการวิทยุช่วงก่อนคอนเสิร์ต พี่ป๊อดก็ถามถึงเรื่องนี้เหมือนกันว่าไดนาสตี้ฯ คือใคร? ทำอะไร?

แล้วในวันแสดงสด เมื่อน้าเน็กมาถึง ก็เปิดฉากแซวทันทีเรื่องที่คอนเสิร์ตนี้มีบริษัทผลิตกระเบื้องเป็นสปอนเซอร์หลัก

อย่างไรก็ตาม ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่า น้าๆ วงดึกดำบรรพ์ฯ สามารถจัดการ “สิทธิประโยชน์” ตรงส่วนนี้ได้ดีและน่าทึ่งเอามากๆ

คอนเสิร์ตอุทิศเวลาให้เมนสปอนเซอร์อยู่สองช่วง

ช่วงแรก เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการขึ้นเวทีของน้าเน็ก โดยน้าเน็กและน้าๆ ดึกดำบรรพ์ ได้โยกย้ายไปยังมุมพิเศษด้านซ้ายสุดของเวที ซึ่งจัดสร้างไว้เหมือนฉากรายการทีวี ผนังของฉากทำจากกระเบื้องไดนาสตี้ทั้งหมด

แล้วน้าเน็กก็ชงให้น้าแต๋ม ชรัส พูดอธิบายเชิงทีเล่นทีจริงว่า “ผลิตภัณฑ์กระเบื้อง” นั้นมีความสำคัญกับ “ผู้ชมกลุ่มเป้าหมาย” ของคอนเสิร์ตครั้งนี้ยังไง (คนแก่ มีบ้าน ถ้าจะทำ/ซ่อมห้องน้ำ ควรหากระเบื้องดีๆ เพราะหากคุณลื่นล้มขึ้นมา เส้นเลือดในสมองแตก ก็ต้องรักษาเยียวยากันใหญ่โต ส่วนน้าปั่นพูดเสริมว่า ไม่ใช่แค่ห้องน้ำหรอก แต่ห้องอื่นก็ต้องใช้กระเบื้องดีเหมือนกัน)

น้าๆ ใช้เวลากับ “พื้นที่พิเศษ” ตรงนั้นหลายสิบนาที (เผลอๆ น่าจะเกือบครึ่งชั่วโมง) ผ่านการพูดคุยและร้อง-เล่นเพลงแนวโฟล์กซอง (เพื่อรำลึกความหลังครั้งยังเรียนรามคำแหง) จำนวน 5 เพลง

ช่วงที่สอง คือ การร้อง “เพลงพิเศษ” ในช่วงคั่นกลางระหว่างการลงเวทีของติ๊ก ชิโร่ กับพาเหรดเพลงรักส่งท้ายคอนเสิร์ต

เพลงพิเศษนี้มีชื่อว่า “Together, We Go” ซึ่งเป็นผลงานที่พนเทพแต่งให้บริษัทไดนาสตี้ฯ เพื่อใช้เป็นเพลงประจำองค์กร

จากนั้น พนเทพที่มักถูกแซวว่าพูดน้อย ก็อธิบายแจกแจงถึงสาเหตุในการเข้ามาเป็นสปอนเซอร์หลักของบริษัทผู้ผลิตกระเบื้องรายนี้

เรื่องมีอยู่ว่าเจ้าของไดนาสตี้ฯ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเซนต์คาเบรียลของพนเทพ เมื่อบีอีซี เทโร ได้ข้อสรุปกับวงดึกดำบรรพ์ฯ เรื่องการจัดคอนเสิร์ต พนเทพจึงลองหยอดคำถามผ่านไลน์ไปถึงเพื่อนสมัยเรียนว่าสนใจจะมาเป็นเมนสปอนเซอร์คอนเสิร์ตนี้มั้ย? ก่อนที่เพื่อนจะตอบตกลงโดยดี ด้วยแนวคิดว่าถ้าคุณลุย ผมก็ลุย

นี่จึงเป็นที่มาของชื่อคอนเสิร์ต “ไดนาสตี้ ไทล์ท้อป พรีเซ้นท์ส ดึกดำบรรพ์ #201 ปั่น แต๋ม ตุ่น คอนเสิร์ต”

หก

IMG_3045

สถานะของไดนาสตี้ ไทล์ท้อป ในคอนเสิร์ตใหญ่ของดึกดำบรรพ์ นำไปสู่เรื่องน่าสนใจหลายข้อ

ข้อแรก นี่เป็นวิธีจัดโชว์บิซที่น่าสนใจ เพราะบีอีซี ที่เป็นโปรโมเตอร์ ไม่ได้เป็นผู้หาสปอนเซอร์หลักเอง แต่กลายเป็นว่าศิลปินเจ้าของคอนเทนต์ต่างหาก ที่เป็นผู้หาเมนสปอนเซอร์ (ผมไม่แน่ใจว่ามีการแบ่งรายได้เฉพาะส่วนนี้กันยังไง? 50-50?)

เอาเข้าจริง การได้ไดนาสตี้ฯ มาเป็นสปอนเซอร์ มันก็คือการหางบโฆษณา/งบสนับสนุน ที่อาศัยคอนเนคชั่นแบบคนรุ่นเก่านั่นแหละ คือ สายสัมพันธ์สนิทสนมส่วนตัว สามารถนำมาสู่เงินทุนสนับสนุนก้อนใหญ่จากสปอนเซอร์บางเจ้าได้

จุดอ่อนของการหาเงินแบบนี้ในยุคออนไลน์/โซเชียลมีเดีย ก็คือ คุณอาจอาศัยความสนิทสนมส่วนตัวหาเงินมาได้ แต่ถ้าตัวสินค้าของผู้ให้เงินไม่แมทช์กับคอนเทนต์ที่ได้รับการสนับสนุน (เพจ/เว็บไซต์/อีเวนต์/คอนเสิร์ต ฯลฯ) มันก็จะกลายเป็นว่าเจ้าของสินค้านั้นให้เงินคนจัดงาน/คนทำคอนเทนต์แบบฟรีๆ หรือให้เปล่า โดยตนเองไม่ได้อะไรกลับไป

(บางรายตัวคอนเทนต์อาจมีกระแสตอบรับดี แต่กระแสนั้นแทบไม่เชื่อมโยงไปถึงผู้สนับสนุน ขณะที่บางรายคอนเทนต์แป้ก และแน่นอน พอไม่มีคนเสพเนื้อหา ก็ย่อมไม่มีคนรู้จักสปอนเซอร์เพิ่มขึ้น)

แต่สายสัมพันธ์ระหว่างดึกดำบรรพ์ฯ กับไดนาสตี้ฯ ไปไกลกว่าจุดอับตรงนั้น

ไม่ใช่เพียงเพราะการพยายามแทรกสปอนเซอร์เข้ามาในโชว์

แต่เป็นการแทรกสปอนเซอร์เข้ามาได้อย่างน่ารัก แนบเนียนพอสมควร

ระหว่างการไท-อินช่วงแรก ผมแอบนึกถึงป้าตือ แต่นี่คงเป็น “ตือสนิท” เวอร์ชั่นซอฟท์ๆ สไตล์ชรัส

ช่วงร้องเพลงองค์กร จริงๆ มันมีโอกาสสูงมาก ที่จะออกมาชวนยี้ หากใช้วิธีการนำเสนอในแนวดราม่าหรือยกย่องผู้สนับสนุนเกินจริง (ผมเคยอยู่ในเหตุการณ์ที่คนดูพากันเมินการแสดงสดบนเวทีไปชั่วขณะ เมื่อมีการกล่าวยกย่อง -จนเลิศลอย- และเชิญผู้บริหารผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มบางราย ขึ้นมาร้องเพลงในงานคอนเสิร์ต)

แต่พอพนเทพเริ่มเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสปอนเซอร์ ในฐานะเพื่อนกับเพื่อน เพื่อนที่เชื่อใจไว้ใจกัน แรงต้านที่อาจมีขึ้นได้ก็เหือดหายไปซะเฉยๆ

โอเค ตัวเพลง Together, We Go อาจไม่ได้ไพเราะกินใจในระดับครีม แต่มันก็ไม่ได้เลวร้ายย่ำแย่ แถมยังมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเพลงอื่นๆ ในคอนเสิร์ตมากพอสมควร และอย่างน้อย คนดูก็พากันปรบมือเมื่อเพลงบรรเลงจบ

ไม่เพียงแค่ไดนาสตี้ฯ จะถูกนำเสนอเป็นส่วนหนึ่งของโชว์อย่างไม่น่าเกลียดจนเกินไป แต่ผู้ผลิตกระเบื้องรายนี้ยังเป็นสปอนเซอร์หลักซึ่งปรากฏในคอนเสิร์ตที่มีผู้ชมประมาณ 3 พันคน (เป็นคนชั้นกลางวัยกลางคนสัก 60-70 เปอร์เซ็นต์) และเป็นคอนเสิร์ตที่ตรึงคนดูอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ

ที่สำคัญ คนดูไม่มีอาการแปลกแยกจากสปอนเซอร์สักเท่าไหร่

อาจสามารถสรุปสัมฤทธิผลเบื้องต้นของการทำงานร่วมกันระหว่างไดนาสตี้ ไทล์ท้อป กับดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์ ได้ว่า แฟนเพลงของดึกดำบรรพ์ฯ รับรู้ถึงการมีอยู่ของกระเบื้องไดนาสตี้ฯ พวกเขาไม่มีท่าทีต่อต้าน/รำคาญผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ส่วนพวกเขาจะใช้บริการ/เลือกซื้อสินค้าดังกล่าวไหม? นั่นเป็นอีกกรณีหนึ่ง

เจ็ด

IMG_3029

มาว่ากันที่โชว์ของน้าๆ สามคนกันบ้าง

ผมชอบจังหวะออกสตาร์ทคอนเสิร์ตด้วยบทเพลงรัก 9 เพลง สะดุดกับช่วงน้าเน็กเล็กน้อย (แต่ไม่ทั้งหมด) แล้วก็ชอบช่วงครึ่งหลังของคอนเสิร์ต ตั้งแต่ “ปาฏิหาริย์” ยันงานเลิก

ถ้าให้เลือกห้าโมเมนต์สุดประทับใจในคอนเสิร์ต ผมก็คงเลือกช่วงประเดิมเวทีด้วย “รักล้นใจ-ทั้งรู้ก็รัก-ขีดเส้นใต้” (ร้องนำโดยน้าปั่น น้าแต๋ม และน้าตุ่น ตามลำดับ), ผมชอบตอนที่น้าแต๋มร้อง “ชีวิตไร้สังกัด” แล้วก็ชอบเสียงนุ่มๆ หม่นๆ แต่โรแมนติกของน้าตุ่น ยามร้อง “เพียงแค่ใจเรารักกัน” ขณะเดียวกัน ช่วง “รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง” ของพี่ติ๊ก และ “ด้นบลูส์” ของน้าเน็ก ก็น่าจดจำ

จากที่นั่งดูอยู่ ต้องยอมรับว่าน้าๆ มีอาการแผ่วปลายนิดนึง (สังเกตจากเสียงร้อง) แม้น้าแต๋ม-น้าปั่นจะออกมายืดเส้นยืดสาย แกว่งแขนขยับขาต่อหน้าแฟนๆ แล้วก็ตาม (แต่เอาเข้าจริง เท่าที่เคยดูคอนเสิร์ตศิลปินวัย 60 อัพมา อาการแผ่วทำนองนี้มักเกิดขึ้นเป็นปกติ ทั้ง “ดิ อีเกิ้ล” ที่เมืองทอง เรื่อยไปถึงโชว์เล็กๆ ของ “อัลเบิร์ต ลี และ โฮแกน’ส ฮีโร่ส์” ที่ร้านอาหารในอังกฤษ ซึ่งลุงแกก็ต้องมีช่วงเบรกพักครึ่งแบบยาวๆ)

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ ผมเคยไปดู (มินิ) คอนเสิร์ตของน้าๆ ดึกดำบรรพ์ฯ ตามร้านอาหารและห้างสรรพสินค้า แล้วพบว่ากับเซ็ตลิสต์ประมาณ 20 เพลง พวกน้าๆ ยังโชว์ได้ดี ไม่มีอาการแรงตก

แต่กับคอนเสิร์ตใหญ่หนล่าสุด จำนวนเพลงที่มากถึง 30 เพลง ผนวกด้วยการต้องพูดคุย ต้องเล่นหัว ต้องเอนเตอร์เทนคนดู ย่อมทำให้น้าๆ แรงตกลงบ้างในช่วงท้าย

สำหรับผม ในโอกาสต่อไป ขนาดโชว์ที่น่าพอใจและพอดีของน้าๆ อาจเป็นการแสดงสดประมาณ 15-20 เพลง จะร้องเพลงล้วนๆ ก็ยังได้ ไม่ต้องมีกิมมิกอะไรมากมาย (คิดว่าแค่นี้ แฟนๆ ก็คงมีความสุขแล้ว)

โดยสรุป “ดึกดำบรรพ์ #201” เป็นคอนเสิร์ตที่สร้างความอิ่มเอมในอารมณ์ตามสมควร น่าแปลกใจที่ผมพอใจโชว์นี้มากกว่า “ริธี่ม แอนด์ บอยด์” (ที่สเกลใหญ่กว่าและใช้งบประมาณมากกว่า)

แต่ถ้าถามว่านี่เป็นคอนเสิร์ตที่ “เต็มอิ่ม” หรือยัง? ผมก็รู้สึกว่าโชว์ครั้งนี้ยังมีจุดสะดุด ขาดๆ เกินๆ ตามรายทาง อยู่นิดๆ หน่อยๆ (ถึงปัจจุบัน จุดพีกสุดของ “พนเทพ-ดึกดำบรรพ์” ตามทัศนะผม ยังอยู่ที่คอนเสิร์ต “รักนิรันดร์” และโชว์ย่อยที่คอฟฟี่โมเดลและปาร์คกิ้งทอย)

บางทีคอนเสิร์ตที่สเกลเล็กกว่านี้ มีจำนวนเพลงน้อยกว่านี้ ไม่ต้องใช้แขกรับเชิญเลยก็ได้ อาจสามารถช่วยเติมเต็มส่วนที่ยังบกพร่องขาดหายไปได้บ้าง

ผมเชื่อว่าน้าๆ ในวัยใกล้ 70 ยังมีศักยภาพมากพอ ที่จะทำโชว์แบบนั้นอยู่

ข่าวบันเทิง, คนอ่านเพลง

อุ่นเครื่องคอนเสิร์ตใหญ่ “ดึกดำบรรพ์ #201” ด้วย 20 คลิปซ้อม-แสดงสดสุดประทับใจ

ได้ฤกษ์กลับมาเปิดคอนเสิร์ตใหญ่เป็นรอบที่สอง สำหรับวงดนตรีรุ่นเก๋า “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์” ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของสองศิลปินและหนึ่งคนเบื้องหลัง อย่าง “ปั่น ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว” “แต๋ม ชรัส เฟื่องอารมย์” และ “ตุ่น พนเทพ สุวรรณะบุณย์”

โดยคอนเสิร์ตหนนี้ซึ่งใช้ชื่อว่า “ไดนาสตี้ ไทล์ท้อป พรีเซ้นท์ ดึกดำบรรพ์ #201 ปั่น แต๋ม ตุ่น คอนเสิร์ต” จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 4 อิมแพ็ค เมืองทองธานี (ซื้อบัตรได้ที่ http://www.thaiticketmajor.com/concert/duk-drum-ban-201-2018-th.html)

หลังคลิปการเล่นดนตรีที่ถูกปล่อยผ่านโซเชียลมีเดียของน้าๆ ทั้งสามคน ยังคงได้เสียงตอบรับที่ดีจากแฟนคลับอย่างต่อเนื่อง

โอกาสนี้ ทางบล็อกคนมองหนังจึงรวบรวมคลิปเด็ดๆ สองชุดมานำเสนอ ชุดแรก คือ คลิปซ้อมเพลงดังสุดไพเราะที่น้าปั่น น้าแต๋ม น้าตุ่น จัดทำเผยแพร่ผ่านเพจ ดึกดำบรรพ์ Boy Band ชุดที่สอง คือ คลิปการแสดงสดของ “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์” ที่ทางแอดมินไปตามถ่ายเก็บไว้ตลอดปี 2560 ที่ผ่านมา (ในฐานะแฟนเพลงคนหนึ่งของวง)

ติดตามรับชมและรับฟังกันได้เลย

รวมคลิปซ้อมร้อง-เล่นจากเพจ ดึกดำบรรพ์ Boy Band

คนขี้เหงา

บอกรัก

ปาฏิหาริย์

ส่องกระจก

คนไม่มีวาสนา

รักเธอมากกว่าใคร

ทะเล

เพราะเธอ

เฝ้าคอย

รักเองช้ำเอง

รวมคลิปแสดงสดของ “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์” (บันทึกภาพโดย “คนมองหนัง”)

รักยืนยง

รักล้นใจ

ทั้งรู้ก็รัก

เพียงแค่ใจเรารักกัน

รักเองช้ำเอง

บอกรัก

A Tu Corazon (สู่กลางใจเธอ)

คนขี้เหงา

ปาฏิหาริย์

ขีดเส้นใต้

คนอ่านเพลง

สถานีวิทยุบีบีซีเชฟฟิลด์ฉลอง 50 ปี ด้วย MV เพลง “Common People” เวอร์ชั่นท้องถิ่น

สถานีวิทยุบีบีซีเชฟฟิลด์ได้เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการก่อตั้ง ด้วยการจัดทำมิวสิควิดีโอเวอร์ชั่นท้องถิ่นให้แก่เพลง “Common People” ผลงานฮิตตลอดกาลของคณะ Pulp ซึ่งถูกยกย่องเปรียบเปรยให้เป็นเพลงชาติของแคว้นเซาธ์ยอร์คเชียร์

โดยได้รับความร่วมมือจากกลุ่มนักร้องประสานเสียงท้องถิ่น รวมถึงผู้คนในแถบนั้นอีกร่วม 300 ชีวิต

แคทรินา บังเกอร์ บรรณาธิการบริหารของสถานีวิทยุบีบีซีเชฟฟิลด์บอกว่าเอ็มวีชิ้นนี้คือความพยายามที่จะประสานความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้คน และนำเสนอความรู้สึกภาคภูมิใจในท้องถิ่นออกมา

“Pulp เป็นวงดนตรีจากเชฟฟิลด์ ส่วนเพลง Common People คือหนึ่งในสิ่งที่ผู้คนย่านนี้มีความรู้สึกยึดโยงด้วย และข้อเท็จจริงที่ว่ามีคนหลายร้อยชีวิตได้ร่วมกันสร้างสรรค์มิวสิควิดีโอชิ้นนี้ขึ้นมา ก็แสดงให้เห็นถึงความคิดมวลรวมอันตกตะกอนจากจินตนาการร่วมของพวกเขาเหล่านั้นอย่างแท้จริง” บังเกอร์ แสดงความเห็น

ด้านจาร์วิส ค็อคเกอร์ นักร้องนำของ Pulp กล่าวว่าตนเองรู้สึกเป็นเกียรติและตื่นเต้นที่มีการนำเพลงของ Pulp ไปใช้ในมิวสิควิดีโอแห่งการเฉลิมฉลองดังกล่าว

ส่วนนิก แบงค์ส มือกลองของ Pulp ระบุว่าสถานีวิทยุ, เสียงเพลง และชุมชนล้วนมีความผูกพันเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก ที่เขาได้เห็นเพลง Common People ถูกนำไปใช้ในการเฉลิมฉลองครั้งนี้

ทั้งนี้ มิวสิควิดีโอดังกล่าวถูกถ่ายทำในหลายสถานที่ของแคว้นเซาธ์ยอร์คเชียร์และนอร์ธดาร์บีเชียร์ โดยฉากสุดท้ายของวิดีโอถ่ายทำกันในลีดมิลล์ ไนท์คลับ ณ ใจกลางเมืองเชฟฟิลด์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ Pulp ขึ้นแสดงสดเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1980

ที่มา http://www.bbc.co.uk/programmes/articles/mfgQ6cXFlv3ymcCcFdN9Wh/remaking-pulps-common-people และ http://www.nme.com/news/music/pulp-common-people-bbc-radio-sheffield-2161472

ภาพประกอบจาก http://www.bbc.co.uk/programmes/p05n16xs/p05n17y5

ข่าวบันเทิง

ไม่ควรพลาด! “เรียวอิชิ ซากาโมโตะ-อภิชาติพงศ์” ร่วมจัดประกวดหนังสั้นรับอัลบั้มใหม่

นักประพันธ์เพลงและมือทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ระดับโลกชาวญี่ปุ่นอย่าง “เรียวอิชิ ซากาโมโตะ” เพิ่งจะออกอัลบั้มชุดใหม่ชื่อ “async” โดยเขาระบุว่านี่เป็น “ซาวด์แทร็คสำหรับภาพยนตร์ของอังเดร ทาร์คอฟสกี้ ซึ่งไม่มีอยู่จริง” ด้วยเหตุนี้ ซากาโมโตะจึงมีความปรารถนาที่ต้องการจะเห็นว่าเพลงจากผลงานชุดล่าสุดของเขาจะสามารถถูกนำไปใช้ประกอบภาพยนตร์ได้ด้วยวิธีการเช่นใดบ้าง?

ผลลัพธ์ที่ได้คือ การจัดการประกวดภาพยนตร์สั้น “async” ซึ่งจะดำเนินควบคู่ไปกับการเปิดตัวอัลบั้มเพลง

ทั้งนี้ คณะกรรมการตัดสินรางวัลในการประกวดหนังสั้นคร้้งนี้ จะได้แก่ ซากาโมโตะ, อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และผู้ชมจากทั่วโลก

โดยรางวัลจะถูกแบ่งออกเป็นสามสาขา ได้แก่

“Ryuichi Sakamoto – async Award” ซึ่งซากาโมโตะจะเป็นผู้ตัดสิน

ผู้ชนะจะได้รับสิทธิ์ในการนำ “เพลงใหม่หนึ่งเพลง” ซึ่งประพันธ์และโปรดิวซ์โดยซากาโมโตะ ไปใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่องต่อไปของตนเอง ร่วมด้วยเงินรางวัล 3,000 เหรียญสหรัฐ, ผลงานเพลงพร้อมลายเซ็นของซากาโมโตะจำนวนสิบชุด

นอกจากนี้ หนังของเขาจะถูกเผยแพร่ในบลูเรย์ดิสก์ของผลงานชุด “async” และแพลทฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ภายใต้การบริหารจัดการของซากาโมโตะและหน่วยธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

Apichatpong Weerasethakul Award ซึ่งอภิชาติพงศ์จะเป็นผู้ตัดสิน

โดยผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัล 2,000 เหรียญสหรัฐ, หนังของเขาจะถูกบรรจุอยู่ในแผ่นดิสก์บลูเรย์ของผลงานชุด “async” และแพลทฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ภายใต้การบริหารจัดการของซากาโมโตะ

นอกจากนี้ เขายังจะได้รับบ็อกเซ็ทแผ่นซีดีและไวนิลชุด “Metaphors, Selected Soundworks from The Cinema of Apichatpong Weerasethakul” ซึ่งเป็นผลงานรวมซาวด์แทร็คจากหนังและวิดีโอของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

ที่สำคัญสุด อภิชาติพงศ์จะรับเป็นที่ปรึกษาให้แก่โครงการภาพยนตร์เรื่องต่อไปของผู้ได้รับรางวัลสาขานี้

Audience Award

ซึ่งวัดจากจำนวนยอดวิวและยอดไลค์ในเว็บไซต์ Vimeo รวมถึงยอดไลค์ในเฟซบุ๊ก

ผู้ชนะรางวัลสาขานี้ จะถูกเผยแพร่ผลงานในบลูเรย์ดิสก์ของอัลบั้มชุด “async” และแพลทฟอร์มออนไลน์ของซากาโมโตะ นอกจากนั้น จะมีรางวัลพิเศษ ซึ่งยังไม่เปิดเผยรายละเอียดออกมา ณ ปัจจุบัน

กติกาสำคัญ

ผู้ต้องการส่งผลงานเข้าประกวด จะต้องเขียนประวัติสั้นๆ ของตนเองเป็นภาษาอังกฤษจำนวน 500 คำ พร้อมทั้งอัพโหลดตัวหนังลงในเว็บไซต์ Vimeo ก่อนจะส่งประวัติของคุณและลิงก์วิดีโอผ่านใบสมัครออนไลน์ตาม ลิงก์นี้

โดยหนังที่ส่งเข้าประกวด จะต้องใช้เพลงจากอัลบั้มชุด “async” มาประกอบภาพยนตร์จำนวน 1-2 เพลง (เพื่อการประกวดในโครงการนี้เท่านั้น)

กติกาสำคัญอื่นๆ คือ หนังสั้นที่เข้าประกวดต้องมีความยาวไม่เกิน 10 นาที และต้องเป็นผลงานที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน

การส่งผลงานเข้าประกวดจะหมดเขตลงในวันที่ 30 กันยายน และจะมีการประกาศผลผู้ชนะรางวัลสาขาต่างๆ ในวันที่ 15 พฤศจิกายน

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประกวด ที่นี่

ทั้งนี้ อภิชาติพงศ์ยังได้นำเพลงสองเพลงจากอัลบั้มชุด “async” คือ “disintegration” และ “Life, Life” มาใช้ในผลงานวิดีโอชิ้นใหม่ของเขาที่ใช้ชื่อว่า “first-light” ซึ่งนับเป็นการร่วมงานกันครั้งแรกระหว่างซากาโมโตะ กับ อภิชาติพงศ์ ศิลปินที่ซากาโมโตะเคารพรัก

ผู้สนใจสามารถคลิกชมวิดีโอดังกล่าวได้ที่นี่

ข่าวบันเทิง, คนมองหนัง, คนอ่านเพลง

คนมองหนัง: ว่าด้วย “หนัง” และ “เพลง” ที่ชอบในปี 2559/2016

หนังไทยที่ชอบ

1. ดาวคะนอง (อโนชา สุวิชากรพงศ์)

%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%87

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

ข้อสังเกตสั้นๆ หลังได้ชมหนังเรื่อง “ดาวคะนอง”

รวมสกู๊ป-งานเขียนเกี่ยวกับ “ดาวคะนอง” จากมติชนสุดสัปดาห์ สองฉบับล่าสุด

ข้อสังเกตเพิ่มเติมถึง “ดาวคะนอง” (หลังดูรอบสอง): เห็ด รา และ “ประวัติศาสตร์” แบบใหม่ๆ

2. มหาสมุทรและสุสาน (พิมพกา โตวิระ)

%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%a3-%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%aa%e0%b9%8c

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

(จริงๆ ชอบ “ดาวคะนอง” และ “มหาสมุทรและสุสาน” พอๆ กัน แต่เพราะ “ดาวคะนอง” สามารถสร้างปริศนาต่างๆ นานา ให้ติดค้างอยู่ในหัวหลังจากดูหนังจบได้มากกว่า เลยยกให้เป็นอันดับ 1)

3. ปั๊มน้ำมัน (ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์)

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99-1

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

“ปั๊มน้ำมัน” : “จักรวาลพิเศษ” ของ “ธัญญ์วาริน”

ความเห็น/ความรู้สึก 11 ข้อ กับหนัง “ปั๊มน้ำมัน”

4. ธุดงควัตร (บุญส่ง นาคภู่)

ธุดงควัตร

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

5. ถึงคน..ไม่คิดถึง (ชาติชาย เกษนัส)

bkkmandalay

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

“ถึงคน..ไม่คิดถึง” มองความสัมพันธ์ “ไทย-พม่า” ในมุมใหม่ๆ

ความรู้สึกต่อ From Bangkok to Mandalay

6. สันติ-วีณา (มารุต-2497)

สันติ วีณา แนวนอน

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

7. ป่า (พอล สเปอร์เรียร์)

theforrest

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

8. โรงแรมต่างดาว (ปราบดา หยุ่น)

%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

หนังเทศที่ชอบ

1. A Lullaby to the Sorrowful Mystery (Lav Diaz)

lullaby-to-the-sorrowful-mystery-a-2016-001-trio-in-jungle-canopy

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

ดูหนังอาเซียนในโตเกียว “การปฏิวัติ” ที่ยังไม่สิ้นสุด และ “ภาพแทนของอดีต” อันหลากหลาย

ลาฟ ดิแอซ, ตำนานปรัมปรา, และนักปลุกระดมฝูงชนชื่อ “ดูแตร์เต้”

โจเอล ซาราโช : เมื่อสามัญชนเลี้ยวออกจาก “ถนนสายปฏิวัติ” ไปสู่ “ถนนสายความเชื่อ”

2. Embrace of the Serpent (Ciro Guerra)

embrace

รู้สึกว่าหนังถ่ายทอด/ฉายภาพความสัมพันธ์ระหว่าง “เจ้าอาณานิคม” กับ “ผู้คน/ดินแดนที่ตกเป็นอาณานิคม” ได้ลุ่มลึกหลากหลายเหลี่ยมมุมดี

คือ อาจอธิบายได้ว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวมันเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยน “ความรู้/ของขวัญ” ระหว่างกัน ที่เต็มไปด้วยการหักเหลี่ยมเฉือนคม ไม่มีใครเป็นผู้ชนะที่เที่ยงแท้ หรือผู้พ่ายแพ้ที่ถาวร

3. POOLSIDEMAN (Hirobumi Watanabe)

poolsideman

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

4. Diamond Island (Davy Chou)

diamond-island

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

ดูหนังอาเซียนในโตเกียว “การปฏิวัติ” ที่ยังไม่สิ้นสุด และ “ภาพแทนของอดีต” อันหลากหลาย

รู้จักคนทำหนังกัมพูชา ผู้คว้ารางวัลสายนักวิจารณ์ที่คานส์

ดาวี่ ชู, Diamond Island และ “เขมรแดง” ที่หายไป

5. River of Exploding Durians (Edmund Yeo)

river

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

“River of Exploding Durians” : การต่อสู้, ประวัติศาสตร์ และหนุ่มสาวผู้ร้าวราน

พาไปดูละครจำลองเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ในหนังมาเลเซีย

6. Sword Master (Derek Yee)

sm-01

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

7. The Witch (Robert Eggers)

witch_ver3

หนังทำให้นึกถึงคลาสส์เรียนตอนปริญญาโท ที่อาจารย์อเมริกันคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ผลลัพธ์ “ด้านกลับ” ประการหนึ่งจากการก่อตัว/เคลื่อนไหวของพวก Puritans ก็คือ การพยายามเข้าไปปฏิรูป/จัดการ/จัดระเบียบพวก Feast พวกงานรื่นเริงพื้นบ้าน ที่หยาบคาย กักขฬะ ตลกขบขัน ซึ่งถูกมองว่าเป็นพฤติกรรม “นอกรีต”

ทั้งๆ ที่ “ความเป็นพื้นบ้าน” เหล่านั้น มัน (เคย) สามารถถ่วงดุล/หยอกล้ออำนาจอันเคร่งขรึมของชนชั้นนำหรือคริสตจักรได้

ไปๆ มาๆ การเบียดขับ “ความเป็นพื้นบ้าน” ออกไป โดยกลุ่มปฏิรูปศาสนาที่ “เคร่งครัด” ไม่แพ้กลุ่มอำนาจทางคริสตศาสนาแบบเดิม ก็กลายมาเป็นรากฐานของการประกอบสร้าง “สังคมอเมริกัน”

8. Tea Time (Maite Alberdi)

tea time ๅ

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

9. Shin Godzilla (Hideaki Anno, Shinji Higuchi)

shingodzilla_5

ได้ดูระหว่างนั่งเครื่องบิน ปกติจะไม่ค่อยชอบดูหนังบนเครื่องบินสักเท่าไหร่ (ถึงดูก็ดูไม่จบ หรือค่อยๆ ถอดหูฟังออกสักช่วงกลางเรื่อง) เพราะจอมันเล็ก และถูกรบกวนสมาธิได้ง่าย แต่สำหรับ Shin Godzilla นี่ พอลองดูแล้ว ต้องดูต่อจนจบ

และก็เห็นตรงกันกับหลายคน ว่าเรื่องราว “ระหว่างทาง” หรือการฉายภาพกระบวนการทำงานของ “ภาครัฐ/ภาคการเมือง” ในหนังเรื่องนี้ นี่ทำออกมาได้ดีและสนุกมากๆ อย่างไม่น่าเชื่อ

10. Baahubali: The Beginning (S.S. Rajamouli)

bahubali_the_beginning_ver10_xlg

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

11. After the Curfew (Usmar Ismail-1954)

afterthecurfew

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

(เพิ่งเห็นตอนทำลิสต์ว่า หนังอินโดนีเซียเรื่องนี้ออกฉายปีเดียวกับ “สันติ-วีณา” เลย -1954/2497- และต่อมาก็กลายเป็น “หนังบูรณะ” เหมือนกันด้วย แต่ “สันติ-วีณา” คล้ายจะบูรณะออกมาได้สมบูรณ์กว่า เพราะมีฉากหนึ่งของ “After the Curfew” ฉบับบูรณะ ซึ่งออกอาการภาพเบลอร์ไม่ชัดเจน)

12. Your Name (Makoto Shinkai)

your-name

หนังมันฮิต แต่ประเด็นที่มันสื่อสารออกมาก็ “ดี” ด้วย แถมยังตีความต่อได้สนุกและหลากหลาย อย่างน้อยที่สุด นี่ไม่ใช่หนังที่บังเอิญดัง โดยไม่มีองค์ประกอบอะไรที่ดีหรือน่าสนใจเลย

หนังสั้น

1. Take Me Home (Abbas Kiarostami)

take-me-home

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

2. Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์ (นัชชา ตันติวิทยาพิทักษ์)

คนหมายเลขศูนย์

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

3. หมอชิต (วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์)

หมอชิต

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

4. นิมิตลวง (พิมพกา โตวิระ)

prelude font

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

5. ฝนเม็ดน้อย (บุญฤทธิ์ เวียงนนท์)

ฝนเม็ดน้อย

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

6. SHINIUMA Dead Horse (Brillante Mendoza)

deadhorse

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

นักแสดง/ตัวละครที่รัก

“ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” (ไลล่า) จากโรงแรมต่างดาว

%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%a2-1

เมื่อได้ดูการแสดง-บุคลิกลักษณะ-อารมณ์ความรู้สึก-สีหน้าแววตาของประภามณฑลในโรงแรมต่างดาว ก็ชวนให้นึกถึงตอนได้เห็นสายป่านครั้งแรกในพลอยอยู่ไม่น้อย

“วิศรา วิจิตรวาทการ” (แอน) จากดาวคะนอง

%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b2

ไม่แน่ใจว่าเธอแสดงหนังเก่งไหม (และเธอก็คงไม่จัดเป็นคนสวยด้วย) แต่วิธีการพูด สีหน้า ตลอดจนจังหวะการเดินเหินของเธอในหนัง มันมีเสน่ห์ดี

“แปะอิ่น” จากหนังสารคดีสั้นเรื่อง “แปะอิ่น” โดย พริมริน พัวรัตน์

แปะอิ่น

จริงๆ ถ้าใครอยากทำหนังสารคดี เรื่อยไปจนถึงโฆษณาที่ขับเน้นประเด็นเรื่องการใช้ชีวิตกับ “ความพอดี-ความพอเพียง-ความเรียบง่าย” อย่าง “สมจริง” กรณี/ไลฟ์สไตล์ของ “แปะอิ่น” คือหนึ่งในตัวอย่างที่เหมาะสมเลยนะ

“หน่อง” (อัจฉรา สุวรรณ์) ในดาวคะนอง

%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87

เธอคือ “แม่บ้านมหัศจรรย์” ผู้ก้าวข้ามทุก “กาละ” และ “เทศะ” ได้อย่างชวนเหวอ!

“เจ๊มัท-ฝน” (เพ็ญพักตร์ ศิริกุล-อาภา ภาวิไล) ในปั๊มน้ำมัน

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99-4

เป็นตัวละครที่แต้มเติมให้บรรยากาศซ้ำซาก จำเจ เลื่อนลอย เคว้งคว้างภายในหนัง เอ่อท้นด้วยอารมณ์ความรู้สึก

“ต้อย” (ยศวัศ สิทธิวงค์) ในมหาสมุทรและสุสาน

มหาสมุทรและสุสาน โร้ด มูฟวี่

ถ้า “เรา” เป็นคนกรุงเทพฯ ที่ดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์เอสเอฟ เซ็นทรัลเวิลด์ “ต้อย” คือ ตัวละครที่เราจะสามารถทั้งหัวเราะเยาะใส่, เห็นใจอย่างยิ่ง และเข้าใจอย่างมาก ไปพร้อมๆ กัน

เพราะ “เรา” ก็คือ “ต้อย” นั่นเอง

“Musikero” (Ely Buendia) ใน A Lullaby to the Sorrowful Mystery

จริงๆ นี่เป็นตัวละครที่มีบทบาทอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ ท่ามกลางระยะเวลายาวนานของหนัง “ลาฟ ดิแอซ”

แต่ผมกลับ “อิน” กับชะตากรรมของตัวละครรายนี้มากเป็นพิเศษ “อิน” เสียจนเวลาเขียนบทความเกี่ยวกับหนัง ก็ไม่อยากเขียนถึงเขามากนัก “อิน” จนตอนได้สัมภาษณ์ลาฟ ก็ตัดสินใจไม่ชวนคุยถึงตัวละครนักดนตรีคนนี้

ตัวละครนักดนตรีใน A Lullaby to the Sorrowful Mystery ทำให้ผมย้อนนึกถึง “ไม้หนึ่ง ก. กุนที”

โรงหนังแห่งปี

โรงหนังเฮาส์

house

จริงๆ ไม่ค่อยได้ไปดูหนังที่นี่บ่อยนัก เพราะเดินทางลำบาก แต่วิธีการจัดวางตัวเองในช่วงปลายปีของเฮาส์ ซึ่งกลายเป็นการเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้วงการหนังอินดี้ไทย (ทั้งในมุมคนทำและคนดู) ได้อย่างน่าชื่นชม ก็ถือเป็นเรื่องที่ควรปรบมือให้

เพลงที่ชอบ

Timothy B. Schmit

Red Dirt Road

The Island

โมเดิร์นด็อก

ดอกไม้บาน

https://www.fungjai.com/artists/moderndog/musics/bloom 

Jake Bugg

Love, Hope and Misery

โพลีแคท

เพื่อนไม่จริง

ภักดี

ปืน

https://www.fungjai.com/artists/polycat/musics/pistol

เวลาเธอยิ้ม

ตัวร้ายที่รักเธอ (เวอร์ชั่น กิ๊ฟท์ จุฑาทิพย์)

การแสดงสดที่ชอบ

การแสดงสดของ Hikaru Tanimoto ที่ VIT 33

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

น่าทึ่ง!

คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่

งานซ้อมโชว์-คอนเสิร์ตใหญ่ของ “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์”

ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์ สปด.

ตามความเห็นส่วนตัว รู้สึกว่าตอนซ้อมโชว์สนุกกว่าคอนเสิร์ตใหญ่เล็กน้อย

คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่

“อัศจรรย์…รัก” โดย ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์

ชมคลิป-ภาพชุดสุดประทับใจ จากการซ้อมโชว์ของวงดนตรีรุ่นเก๋า “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์”

คอนเสิร์ต “ให้เธอ…เจอ ฟลุก แอร์เฮด”

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ออกแนวอัลเทอร์มาจีบดี 555

คลิกอ่านรายละเอียด-ชมคลิปที่นี่

โซเชียลมีเดียคนดนตรี

เฟซบุ๊กของ “กุลวัฒน์ พรหมสถิต”

kullavat

มีเกร็ดข้อมูลสนุกๆ เยอะดี แกดูเป็นคนจริงใจ ตรงไปตรงมา และที่สำคัญ มีทัศนะในหลายๆ เรื่อง ซึ่งไม่ค่อยเหมือนกับ (อดีต) ศิลปิน-นักแต่งเพลงค่ายใหญ่ส่วนมาก