ข่าวบันเทิง, คนอ่านเพลง

อุ่นเครื่องคอนเสิร์ตใหญ่ “ดึกดำบรรพ์ #201” ด้วย 20 คลิปซ้อม-แสดงสดสุดประทับใจ

ได้ฤกษ์กลับมาเปิดคอนเสิร์ตใหญ่เป็นรอบที่สอง สำหรับวงดนตรีรุ่นเก๋า “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์” ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของสองศิลปินและหนึ่งคนเบื้องหลัง อย่าง “ปั่น ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว” “แต๋ม ชรัส เฟื่องอารมย์” และ “ตุ่น พนเทพ สุวรรณะบุณย์”

โดยคอนเสิร์ตหนนี้ซึ่งใช้ชื่อว่า “ไดนาสตี้ ไทล์ท้อป พรีเซ้นท์ ดึกดำบรรพ์ #201 ปั่น แต๋ม ตุ่น คอนเสิร์ต” จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 4 อิมแพ็ค เมืองทองธานี (ซื้อบัตรได้ที่ http://www.thaiticketmajor.com/concert/duk-drum-ban-201-2018-th.html)

หลังคลิปการเล่นดนตรีที่ถูกปล่อยผ่านโซเชียลมีเดียของน้าๆ ทั้งสามคน ยังคงได้เสียงตอบรับที่ดีจากแฟนคลับอย่างต่อเนื่อง

โอกาสนี้ ทางบล็อกคนมองหนังจึงรวบรวมคลิปเด็ดๆ สองชุดมานำเสนอ ชุดแรก คือ คลิปซ้อมเพลงดังสุดไพเราะที่น้าปั่น น้าแต๋ม น้าตุ่น จัดทำเผยแพร่ผ่านเพจ ดึกดำบรรพ์ Boy Band ชุดที่สอง คือ คลิปการแสดงสดของ “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์” ที่ทางแอดมินไปตามถ่ายเก็บไว้ตลอดปี 2560 ที่ผ่านมา (ในฐานะแฟนเพลงคนหนึ่งของวง)

ติดตามรับชมและรับฟังกันได้เลย

รวมคลิปซ้อมร้อง-เล่นจากเพจ ดึกดำบรรพ์ Boy Band

คนขี้เหงา

บอกรัก

ปาฏิหาริย์

ส่องกระจก

คนไม่มีวาสนา

รักเธอมากกว่าใคร

ทะเล

เพราะเธอ

เฝ้าคอย

รักเองช้ำเอง

รวมคลิปแสดงสดของ “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์” (บันทึกภาพโดย “คนมองหนัง”)

รักยืนยง

รักล้นใจ

ทั้งรู้ก็รัก

เพียงแค่ใจเรารักกัน

รักเองช้ำเอง

บอกรัก

A Tu Corazon (สู่กลางใจเธอ)

คนขี้เหงา

ปาฏิหาริย์

ขีดเส้นใต้

Advertisements
คนอ่านเพลง

สถานีวิทยุบีบีซีเชฟฟิลด์ฉลอง 50 ปี ด้วย MV เพลง “Common People” เวอร์ชั่นท้องถิ่น

สถานีวิทยุบีบีซีเชฟฟิลด์ได้เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการก่อตั้ง ด้วยการจัดทำมิวสิควิดีโอเวอร์ชั่นท้องถิ่นให้แก่เพลง “Common People” ผลงานฮิตตลอดกาลของคณะ Pulp ซึ่งถูกยกย่องเปรียบเปรยให้เป็นเพลงชาติของแคว้นเซาธ์ยอร์คเชียร์

โดยได้รับความร่วมมือจากกลุ่มนักร้องประสานเสียงท้องถิ่น รวมถึงผู้คนในแถบนั้นอีกร่วม 300 ชีวิต

แคทรินา บังเกอร์ บรรณาธิการบริหารของสถานีวิทยุบีบีซีเชฟฟิลด์บอกว่าเอ็มวีชิ้นนี้คือความพยายามที่จะประสานความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้คน และนำเสนอความรู้สึกภาคภูมิใจในท้องถิ่นออกมา

“Pulp เป็นวงดนตรีจากเชฟฟิลด์ ส่วนเพลง Common People คือหนึ่งในสิ่งที่ผู้คนย่านนี้มีความรู้สึกยึดโยงด้วย และข้อเท็จจริงที่ว่ามีคนหลายร้อยชีวิตได้ร่วมกันสร้างสรรค์มิวสิควิดีโอชิ้นนี้ขึ้นมา ก็แสดงให้เห็นถึงความคิดมวลรวมอันตกตะกอนจากจินตนาการร่วมของพวกเขาเหล่านั้นอย่างแท้จริง” บังเกอร์ แสดงความเห็น

ด้านจาร์วิส ค็อคเกอร์ นักร้องนำของ Pulp กล่าวว่าตนเองรู้สึกเป็นเกียรติและตื่นเต้นที่มีการนำเพลงของ Pulp ไปใช้ในมิวสิควิดีโอแห่งการเฉลิมฉลองดังกล่าว

ส่วนนิก แบงค์ส มือกลองของ Pulp ระบุว่าสถานีวิทยุ, เสียงเพลง และชุมชนล้วนมีความผูกพันเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก ที่เขาได้เห็นเพลง Common People ถูกนำไปใช้ในการเฉลิมฉลองครั้งนี้

ทั้งนี้ มิวสิควิดีโอดังกล่าวถูกถ่ายทำในหลายสถานที่ของแคว้นเซาธ์ยอร์คเชียร์และนอร์ธดาร์บีเชียร์ โดยฉากสุดท้ายของวิดีโอถ่ายทำกันในลีดมิลล์ ไนท์คลับ ณ ใจกลางเมืองเชฟฟิลด์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ Pulp ขึ้นแสดงสดเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1980

ที่มา http://www.bbc.co.uk/programmes/articles/mfgQ6cXFlv3ymcCcFdN9Wh/remaking-pulps-common-people และ http://www.nme.com/news/music/pulp-common-people-bbc-radio-sheffield-2161472

ภาพประกอบจาก http://www.bbc.co.uk/programmes/p05n16xs/p05n17y5

ข่าวบันเทิง

ไม่ควรพลาด! “เรียวอิชิ ซากาโมโตะ-อภิชาติพงศ์” ร่วมจัดประกวดหนังสั้นรับอัลบั้มใหม่

นักประพันธ์เพลงและมือทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ระดับโลกชาวญี่ปุ่นอย่าง “เรียวอิชิ ซากาโมโตะ” เพิ่งจะออกอัลบั้มชุดใหม่ชื่อ “async” โดยเขาระบุว่านี่เป็น “ซาวด์แทร็คสำหรับภาพยนตร์ของอังเดร ทาร์คอฟสกี้ ซึ่งไม่มีอยู่จริง” ด้วยเหตุนี้ ซากาโมโตะจึงมีความปรารถนาที่ต้องการจะเห็นว่าเพลงจากผลงานชุดล่าสุดของเขาจะสามารถถูกนำไปใช้ประกอบภาพยนตร์ได้ด้วยวิธีการเช่นใดบ้าง?

ผลลัพธ์ที่ได้คือ การจัดการประกวดภาพยนตร์สั้น “async” ซึ่งจะดำเนินควบคู่ไปกับการเปิดตัวอัลบั้มเพลง

ทั้งนี้ คณะกรรมการตัดสินรางวัลในการประกวดหนังสั้นคร้้งนี้ จะได้แก่ ซากาโมโตะ, อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และผู้ชมจากทั่วโลก

โดยรางวัลจะถูกแบ่งออกเป็นสามสาขา ได้แก่

“Ryuichi Sakamoto – async Award” ซึ่งซากาโมโตะจะเป็นผู้ตัดสิน

ผู้ชนะจะได้รับสิทธิ์ในการนำ “เพลงใหม่หนึ่งเพลง” ซึ่งประพันธ์และโปรดิวซ์โดยซากาโมโตะ ไปใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่องต่อไปของตนเอง ร่วมด้วยเงินรางวัล 3,000 เหรียญสหรัฐ, ผลงานเพลงพร้อมลายเซ็นของซากาโมโตะจำนวนสิบชุด

นอกจากนี้ หนังของเขาจะถูกเผยแพร่ในบลูเรย์ดิสก์ของผลงานชุด “async” และแพลทฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ภายใต้การบริหารจัดการของซากาโมโตะและหน่วยธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

Apichatpong Weerasethakul Award ซึ่งอภิชาติพงศ์จะเป็นผู้ตัดสิน

โดยผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัล 2,000 เหรียญสหรัฐ, หนังของเขาจะถูกบรรจุอยู่ในแผ่นดิสก์บลูเรย์ของผลงานชุด “async” และแพลทฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ภายใต้การบริหารจัดการของซากาโมโตะ

นอกจากนี้ เขายังจะได้รับบ็อกเซ็ทแผ่นซีดีและไวนิลชุด “Metaphors, Selected Soundworks from The Cinema of Apichatpong Weerasethakul” ซึ่งเป็นผลงานรวมซาวด์แทร็คจากหนังและวิดีโอของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

ที่สำคัญสุด อภิชาติพงศ์จะรับเป็นที่ปรึกษาให้แก่โครงการภาพยนตร์เรื่องต่อไปของผู้ได้รับรางวัลสาขานี้

Audience Award

ซึ่งวัดจากจำนวนยอดวิวและยอดไลค์ในเว็บไซต์ Vimeo รวมถึงยอดไลค์ในเฟซบุ๊ก

ผู้ชนะรางวัลสาขานี้ จะถูกเผยแพร่ผลงานในบลูเรย์ดิสก์ของอัลบั้มชุด “async” และแพลทฟอร์มออนไลน์ของซากาโมโตะ นอกจากนั้น จะมีรางวัลพิเศษ ซึ่งยังไม่เปิดเผยรายละเอียดออกมา ณ ปัจจุบัน

กติกาสำคัญ

ผู้ต้องการส่งผลงานเข้าประกวด จะต้องเขียนประวัติสั้นๆ ของตนเองเป็นภาษาอังกฤษจำนวน 500 คำ พร้อมทั้งอัพโหลดตัวหนังลงในเว็บไซต์ Vimeo ก่อนจะส่งประวัติของคุณและลิงก์วิดีโอผ่านใบสมัครออนไลน์ตาม ลิงก์นี้

โดยหนังที่ส่งเข้าประกวด จะต้องใช้เพลงจากอัลบั้มชุด “async” มาประกอบภาพยนตร์จำนวน 1-2 เพลง (เพื่อการประกวดในโครงการนี้เท่านั้น)

กติกาสำคัญอื่นๆ คือ หนังสั้นที่เข้าประกวดต้องมีความยาวไม่เกิน 10 นาที และต้องเป็นผลงานที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน

การส่งผลงานเข้าประกวดจะหมดเขตลงในวันที่ 30 กันยายน และจะมีการประกาศผลผู้ชนะรางวัลสาขาต่างๆ ในวันที่ 15 พฤศจิกายน

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประกวด ที่นี่

ทั้งนี้ อภิชาติพงศ์ยังได้นำเพลงสองเพลงจากอัลบั้มชุด “async” คือ “disintegration” และ “Life, Life” มาใช้ในผลงานวิดีโอชิ้นใหม่ของเขาที่ใช้ชื่อว่า “first-light” ซึ่งนับเป็นการร่วมงานกันครั้งแรกระหว่างซากาโมโตะ กับ อภิชาติพงศ์ ศิลปินที่ซากาโมโตะเคารพรัก

ผู้สนใจสามารถคลิกชมวิดีโอดังกล่าวได้ที่นี่

ข่าวบันเทิง, คนมองหนัง, คนอ่านเพลง

คนมองหนัง: ว่าด้วย “หนัง” และ “เพลง” ที่ชอบในปี 2559/2016

หนังไทยที่ชอบ

1. ดาวคะนอง (อโนชา สุวิชากรพงศ์)

%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%87

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

ข้อสังเกตสั้นๆ หลังได้ชมหนังเรื่อง “ดาวคะนอง”

รวมสกู๊ป-งานเขียนเกี่ยวกับ “ดาวคะนอง” จากมติชนสุดสัปดาห์ สองฉบับล่าสุด

ข้อสังเกตเพิ่มเติมถึง “ดาวคะนอง” (หลังดูรอบสอง): เห็ด รา และ “ประวัติศาสตร์” แบบใหม่ๆ

2. มหาสมุทรและสุสาน (พิมพกา โตวิระ)

%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%a3-%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%aa%e0%b9%8c

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

(จริงๆ ชอบ “ดาวคะนอง” และ “มหาสมุทรและสุสาน” พอๆ กัน แต่เพราะ “ดาวคะนอง” สามารถสร้างปริศนาต่างๆ นานา ให้ติดค้างอยู่ในหัวหลังจากดูหนังจบได้มากกว่า เลยยกให้เป็นอันดับ 1)

3. ปั๊มน้ำมัน (ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์)

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99-1

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

“ปั๊มน้ำมัน” : “จักรวาลพิเศษ” ของ “ธัญญ์วาริน”

ความเห็น/ความรู้สึก 11 ข้อ กับหนัง “ปั๊มน้ำมัน”

4. ธุดงควัตร (บุญส่ง นาคภู่)

ธุดงควัตร

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

5. ถึงคน..ไม่คิดถึง (ชาติชาย เกษนัส)

bkkmandalay

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

“ถึงคน..ไม่คิดถึง” มองความสัมพันธ์ “ไทย-พม่า” ในมุมใหม่ๆ

ความรู้สึกต่อ From Bangkok to Mandalay

6. สันติ-วีณา (มารุต-2497)

สันติ วีณา แนวนอน

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

7. ป่า (พอล สเปอร์เรียร์)

theforrest

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

8. โรงแรมต่างดาว (ปราบดา หยุ่น)

%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

หนังเทศที่ชอบ

1. A Lullaby to the Sorrowful Mystery (Lav Diaz)

lullaby-to-the-sorrowful-mystery-a-2016-001-trio-in-jungle-canopy

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

ดูหนังอาเซียนในโตเกียว “การปฏิวัติ” ที่ยังไม่สิ้นสุด และ “ภาพแทนของอดีต” อันหลากหลาย

ลาฟ ดิแอซ, ตำนานปรัมปรา, และนักปลุกระดมฝูงชนชื่อ “ดูแตร์เต้”

โจเอล ซาราโช : เมื่อสามัญชนเลี้ยวออกจาก “ถนนสายปฏิวัติ” ไปสู่ “ถนนสายความเชื่อ”

2. Embrace of the Serpent (Ciro Guerra)

embrace

รู้สึกว่าหนังถ่ายทอด/ฉายภาพความสัมพันธ์ระหว่าง “เจ้าอาณานิคม” กับ “ผู้คน/ดินแดนที่ตกเป็นอาณานิคม” ได้ลุ่มลึกหลากหลายเหลี่ยมมุมดี

คือ อาจอธิบายได้ว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวมันเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยน “ความรู้/ของขวัญ” ระหว่างกัน ที่เต็มไปด้วยการหักเหลี่ยมเฉือนคม ไม่มีใครเป็นผู้ชนะที่เที่ยงแท้ หรือผู้พ่ายแพ้ที่ถาวร

3. POOLSIDEMAN (Hirobumi Watanabe)

poolsideman

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

4. Diamond Island (Davy Chou)

diamond-island

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

ดูหนังอาเซียนในโตเกียว “การปฏิวัติ” ที่ยังไม่สิ้นสุด และ “ภาพแทนของอดีต” อันหลากหลาย

รู้จักคนทำหนังกัมพูชา ผู้คว้ารางวัลสายนักวิจารณ์ที่คานส์

ดาวี่ ชู, Diamond Island และ “เขมรแดง” ที่หายไป

5. River of Exploding Durians (Edmund Yeo)

river

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

“River of Exploding Durians” : การต่อสู้, ประวัติศาสตร์ และหนุ่มสาวผู้ร้าวราน

พาไปดูละครจำลองเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ในหนังมาเลเซีย

6. Sword Master (Derek Yee)

sm-01

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

7. The Witch (Robert Eggers)

witch_ver3

หนังทำให้นึกถึงคลาสส์เรียนตอนปริญญาโท ที่อาจารย์อเมริกันคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ผลลัพธ์ “ด้านกลับ” ประการหนึ่งจากการก่อตัว/เคลื่อนไหวของพวก Puritans ก็คือ การพยายามเข้าไปปฏิรูป/จัดการ/จัดระเบียบพวก Feast พวกงานรื่นเริงพื้นบ้าน ที่หยาบคาย กักขฬะ ตลกขบขัน ซึ่งถูกมองว่าเป็นพฤติกรรม “นอกรีต”

ทั้งๆ ที่ “ความเป็นพื้นบ้าน” เหล่านั้น มัน (เคย) สามารถถ่วงดุล/หยอกล้ออำนาจอันเคร่งขรึมของชนชั้นนำหรือคริสตจักรได้

ไปๆ มาๆ การเบียดขับ “ความเป็นพื้นบ้าน” ออกไป โดยกลุ่มปฏิรูปศาสนาที่ “เคร่งครัด” ไม่แพ้กลุ่มอำนาจทางคริสตศาสนาแบบเดิม ก็กลายมาเป็นรากฐานของการประกอบสร้าง “สังคมอเมริกัน”

8. Tea Time (Maite Alberdi)

tea time ๅ

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

9. Shin Godzilla (Hideaki Anno, Shinji Higuchi)

shingodzilla_5

ได้ดูระหว่างนั่งเครื่องบิน ปกติจะไม่ค่อยชอบดูหนังบนเครื่องบินสักเท่าไหร่ (ถึงดูก็ดูไม่จบ หรือค่อยๆ ถอดหูฟังออกสักช่วงกลางเรื่อง) เพราะจอมันเล็ก และถูกรบกวนสมาธิได้ง่าย แต่สำหรับ Shin Godzilla นี่ พอลองดูแล้ว ต้องดูต่อจนจบ

และก็เห็นตรงกันกับหลายคน ว่าเรื่องราว “ระหว่างทาง” หรือการฉายภาพกระบวนการทำงานของ “ภาครัฐ/ภาคการเมือง” ในหนังเรื่องนี้ นี่ทำออกมาได้ดีและสนุกมากๆ อย่างไม่น่าเชื่อ

10. Baahubali: The Beginning (S.S. Rajamouli)

bahubali_the_beginning_ver10_xlg

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

11. After the Curfew (Usmar Ismail-1954)

afterthecurfew

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

(เพิ่งเห็นตอนทำลิสต์ว่า หนังอินโดนีเซียเรื่องนี้ออกฉายปีเดียวกับ “สันติ-วีณา” เลย -1954/2497- และต่อมาก็กลายเป็น “หนังบูรณะ” เหมือนกันด้วย แต่ “สันติ-วีณา” คล้ายจะบูรณะออกมาได้สมบูรณ์กว่า เพราะมีฉากหนึ่งของ “After the Curfew” ฉบับบูรณะ ซึ่งออกอาการภาพเบลอร์ไม่ชัดเจน)

12. Your Name (Makoto Shinkai)

your-name

หนังมันฮิต แต่ประเด็นที่มันสื่อสารออกมาก็ “ดี” ด้วย แถมยังตีความต่อได้สนุกและหลากหลาย อย่างน้อยที่สุด นี่ไม่ใช่หนังที่บังเอิญดัง โดยไม่มีองค์ประกอบอะไรที่ดีหรือน่าสนใจเลย

หนังสั้น

1. Take Me Home (Abbas Kiarostami)

take-me-home

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

2. Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์ (นัชชา ตันติวิทยาพิทักษ์)

คนหมายเลขศูนย์

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

3. หมอชิต (วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์)

หมอชิต

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

4. นิมิตลวง (พิมพกา โตวิระ)

prelude font

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

5. ฝนเม็ดน้อย (บุญฤทธิ์ เวียงนนท์)

ฝนเม็ดน้อย

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

6. SHINIUMA Dead Horse (Brillante Mendoza)

deadhorse

คลิกอ่านบทความเกี่ยวข้องได้ที่นี่

นักแสดง/ตัวละครที่รัก

“ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” (ไลล่า) จากโรงแรมต่างดาว

%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%a2-1

เมื่อได้ดูการแสดง-บุคลิกลักษณะ-อารมณ์ความรู้สึก-สีหน้าแววตาของประภามณฑลในโรงแรมต่างดาว ก็ชวนให้นึกถึงตอนได้เห็นสายป่านครั้งแรกในพลอยอยู่ไม่น้อย

“วิศรา วิจิตรวาทการ” (แอน) จากดาวคะนอง

%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a8%e0%b8%a3%e0%b8%b2

ไม่แน่ใจว่าเธอแสดงหนังเก่งไหม (และเธอก็คงไม่จัดเป็นคนสวยด้วย) แต่วิธีการพูด สีหน้า ตลอดจนจังหวะการเดินเหินของเธอในหนัง มันมีเสน่ห์ดี

“แปะอิ่น” จากหนังสารคดีสั้นเรื่อง “แปะอิ่น” โดย พริมริน พัวรัตน์

แปะอิ่น

จริงๆ ถ้าใครอยากทำหนังสารคดี เรื่อยไปจนถึงโฆษณาที่ขับเน้นประเด็นเรื่องการใช้ชีวิตกับ “ความพอดี-ความพอเพียง-ความเรียบง่าย” อย่าง “สมจริง” กรณี/ไลฟ์สไตล์ของ “แปะอิ่น” คือหนึ่งในตัวอย่างที่เหมาะสมเลยนะ

“หน่อง” (อัจฉรา สุวรรณ์) ในดาวคะนอง

%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87

เธอคือ “แม่บ้านมหัศจรรย์” ผู้ก้าวข้ามทุก “กาละ” และ “เทศะ” ได้อย่างชวนเหวอ!

“เจ๊มัท-ฝน” (เพ็ญพักตร์ ศิริกุล-อาภา ภาวิไล) ในปั๊มน้ำมัน

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99-4

เป็นตัวละครที่แต้มเติมให้บรรยากาศซ้ำซาก จำเจ เลื่อนลอย เคว้งคว้างภายในหนัง เอ่อท้นด้วยอารมณ์ความรู้สึก

“ต้อย” (ยศวัศ สิทธิวงค์) ในมหาสมุทรและสุสาน

มหาสมุทรและสุสาน โร้ด มูฟวี่

ถ้า “เรา” เป็นคนกรุงเทพฯ ที่ดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์เอสเอฟ เซ็นทรัลเวิลด์ “ต้อย” คือ ตัวละครที่เราจะสามารถทั้งหัวเราะเยาะใส่, เห็นใจอย่างยิ่ง และเข้าใจอย่างมาก ไปพร้อมๆ กัน

เพราะ “เรา” ก็คือ “ต้อย” นั่นเอง

“Musikero” (Ely Buendia) ใน A Lullaby to the Sorrowful Mystery

จริงๆ นี่เป็นตัวละครที่มีบทบาทอยู่ในช่วงเวลาสั้นๆ ท่ามกลางระยะเวลายาวนานของหนัง “ลาฟ ดิแอซ”

แต่ผมกลับ “อิน” กับชะตากรรมของตัวละครรายนี้มากเป็นพิเศษ “อิน” เสียจนเวลาเขียนบทความเกี่ยวกับหนัง ก็ไม่อยากเขียนถึงเขามากนัก “อิน” จนตอนได้สัมภาษณ์ลาฟ ก็ตัดสินใจไม่ชวนคุยถึงตัวละครนักดนตรีคนนี้

ตัวละครนักดนตรีใน A Lullaby to the Sorrowful Mystery ทำให้ผมย้อนนึกถึง “ไม้หนึ่ง ก. กุนที”

โรงหนังแห่งปี

โรงหนังเฮาส์

house

จริงๆ ไม่ค่อยได้ไปดูหนังที่นี่บ่อยนัก เพราะเดินทางลำบาก แต่วิธีการจัดวางตัวเองในช่วงปลายปีของเฮาส์ ซึ่งกลายเป็นการเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้วงการหนังอินดี้ไทย (ทั้งในมุมคนทำและคนดู) ได้อย่างน่าชื่นชม ก็ถือเป็นเรื่องที่ควรปรบมือให้

เพลงที่ชอบ

Timothy B. Schmit

Red Dirt Road

The Island

โมเดิร์นด็อก

ดอกไม้บาน

https://www.fungjai.com/artists/moderndog/musics/bloom 

Jake Bugg

Love, Hope and Misery

โพลีแคท

เพื่อนไม่จริง

ภักดี

ปืน

https://www.fungjai.com/artists/polycat/musics/pistol

เวลาเธอยิ้ม

ตัวร้ายที่รักเธอ (เวอร์ชั่น กิ๊ฟท์ จุฑาทิพย์)

การแสดงสดที่ชอบ

การแสดงสดของ Hikaru Tanimoto ที่ VIT 33

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

น่าทึ่ง!

คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่

งานซ้อมโชว์-คอนเสิร์ตใหญ่ของ “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์”

ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์ สปด.

ตามความเห็นส่วนตัว รู้สึกว่าตอนซ้อมโชว์สนุกกว่าคอนเสิร์ตใหญ่เล็กน้อย

คลิกอ่านรายละเอียดที่นี่

“อัศจรรย์…รัก” โดย ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์

ชมคลิป-ภาพชุดสุดประทับใจ จากการซ้อมโชว์ของวงดนตรีรุ่นเก๋า “ดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์”

คอนเสิร์ต “ให้เธอ…เจอ ฟลุก แอร์เฮด”

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ออกแนวอัลเทอร์มาจีบดี 555

คลิกอ่านรายละเอียด-ชมคลิปที่นี่

โซเชียลมีเดียคนดนตรี

เฟซบุ๊กของ “กุลวัฒน์ พรหมสถิต”

kullavat

มีเกร็ดข้อมูลสนุกๆ เยอะดี แกดูเป็นคนจริงใจ ตรงไปตรงมา และที่สำคัญ มีทัศนะในหลายๆ เรื่อง ซึ่งไม่ค่อยเหมือนกับ (อดีต) ศิลปิน-นักแต่งเพลงค่ายใหญ่ส่วนมาก

คนอ่านเพลง

“อัศจรรย์…รัก” โดย ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์  8-14 กรกฎาคม 2559)

หลังมีคอนเสิร์ตส่วนตัวชื่อ “รักนิรันดร์” เมื่อเดือนตุลาคม 2558 “พนเทพ สุวรรณะบุณย์” โปรดิวเซอร์-นักแต่งเพลงฝีมือดี ที่สร้างผลงานฮิตๆ ไว้มากมายช่วงยุค 2520-2540 ก็คล้ายจะเริ่มจับทางได้ถูกว่ากิจกรรมการเล่นดนตรีในวัยหลังเกษียณของเขาและ (ผองเพื่อน) ควรจะคลี่คลายไปสู่ทิศทางใด

โมเมนต์หนึ่งในคอนเสิร์ต “รักนิรันดร์” ที่ประทับใจคนดูเป็นพิเศษ ก็คือช่วงที่ “สามเกลอเก่า” อย่างพนเทพ “ชรัส เฟื่องอารมย์” และ “ปั่น-ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว” มาล้อมวงร้องเพลง-เล่นดนตรีด้วยกัน

เมื่อเสร็จสิ้นคอนเสิร์ตครั้งนั้น ทั้งสามคนจึงร่วมมือกันก่อตั้งวง “ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์” ขึ้นมา เพื่อร้อง-เล่นเพลงเก่าๆ และเพลงที่ไม่เก่านัก ของแต่ละคน

พร้อมๆ กันนั้น “ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์” ได้เริ่มสร้างเพจเฟซบุ๊กของวง และนานๆ ครั้ง ก็จะปล่อยคลิปการเล่นดนตรีเด็ดๆ ออกมาสักที โดยความไพเราะของบทเพลงและความลงตัวของการเรียบเรียงดนตรี-เสียงประสาน สามารถดึงดูดยอดไลก์-ยอดแชร์จากผู้ใช้เฟซบุ๊กได้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

“ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์” จึงลองชิมลางด้วยการจัดงานซ้อมโชว์ที่ร้านกาแฟ “คอฟฟี่ โมเดล” เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งได้รับผลตอบรับค่อนข้างดี โดยมีผู้เข้าชม (ฟรี) หลายร้อยคน จนแน่นพื้นที่

ในที่สุด พนเทพ-ชรัส-ปั่น ก็ตัดสินใจจัดคอนเสิร์ตใหญ่ของพวกเขา ชื่อ “อัศจรรย์…รัก” ขึ้น เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2559 ที่จีเอ็มเอ็ม ไลฟ์ เฮาส์ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์

โดยรวมถือว่าคอนเสิร์ตครั้งนี้น่าประทับใจ เพราะบทเพลงรักหวานซึ้งสวยงาม ทั้งทางด้านคำร้องและทำนอง ถูกนำเสนอคลอเคียงไปกับบรรยากาศการเล่นดนตรี-พูดคุยที่เรียบง่าย สนุกสนานเป็นกันเอง

ส่วนตัว ผมชอบช่วงเปิดคอนเสิร์ตด้วยเพลง “รักล้นใจ” “คนไม่มีวาสนา” และ “รักเธอมากกว่าใคร” ชอบการร้อง-เล่นเพลง “A Tu Corazon สู่กลางใจเธอ” อย่างเป็นทางการครั้งแรกของ “ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์”

นอกจากนี้ 5-6 เพลงสุดท้ายของคอนเสิร์ต ยังเอาคนดูได้อย่างอยู่หมัด

แม้อาจมีจุดไม่เนี้ยบอยู่บ้างหากเทียบกับคอนเสิร์ต “รักนิรันดร์” อาทิ งานด้านโปรดักชั่น ทั้งเรื่องแสงสีและภาพเคลื่อนไหวในจอยักษ์ด้านหลังเวที ที่นอกจากจะไม่ค่อยคมชัด (ตามมาตรฐานของยุคปัจจุบัน) แล้ว ยังจับกิมมิคเล็กๆ น้อยๆ ของการแสดงได้ไม่ทันท่วงที

ส่วน “อาการหลุด” ของศิลปินระดับ “สามคุณลุง” บนเวทีนั้น เป็นสิ่งที่พอคาดเดาได้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะเกิดขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย

มิหนำซ้ำ แฟนเพลงที่มาชมการแสดงส่วนใหญ่ล้วนมอง “ความไม่สมบูรณ์แบบ” ดังกล่าว เป็นเรื่องสนุกหรืออารมณ์ขันเสียมากกว่า

ย้อนกลับไปเมื่อคราวคอนเสิร์ต “รักนิรันดร์” การแสดงหนนั้น คือ คอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรก (และอาจจะเป็นครั้งเดียว) ของพนเทพ ทุกอณูของโชว์จึงเต็มไปด้วยการ “ปล่อยของ” อย่างเต็มที่ ทั้งภาคดนตรีที่เนี้ยบเฉียบ งานโปรดักชั่นแวดล้อมที่ไม่บกพร่อง ขณะเดียวกัน เรื่องเล่าประกอบเพลงก็สมบูรณ์ เช่นเดียวกับศักยภาพและความพร้อมของศิลปินรับเชิญแต่ละคน/วง

พอมาถึงคอนเสิร์ต “อัศจรรย์…รัก” ดูเหมือนโจทย์และความมุ่งหวังในการจัดโชว์ได้เปลี่ยนแปลงไปสู่ความพยายามจะรักษาจุดสมดุลระหว่างการจัดโชว์ทางดนตรีที่เปี่ยมไปด้วยความสมบูรณ์แบบ กับอารมณ์อยากล้อมวงเล่นดนตรีสบายๆ ในหมู่เพื่อนฝูง

หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่า พนเทพ-ชรัส-ปั่น พยายามจะผสมผสานบรรยากาศการทำงานในสตูดิโอที่ต้องเพอร์เฟ็กต์จริงจัง เข้ากับบรรยากาศการพูดคุยเที่ยวเล่นอันผ่อนคลายในหมู่มิตรสหายที่คบหากันมากว่าสี่ทศวรรษ บนเวทีคอนเสิร์ตวันนั้น

ซึ่งฟังดู “ไม่ยาก” แต่กลับปรุงแต่งให้กลมกล่อมลงตัวจริงๆ ได้ “ไม่ง่าย” นัก

ส่งผลให้เกิดอาการ “เกร็ง” “ตกหล่นเล็กน้อย” หรือ “ไปไม่เป็น-ต่อไม่ติด” โผล่ออกมาเป็นระยะๆ ระหว่างการแสดง

ทว่า ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า แฟนเพลง (ซึ่งส่วนใหญ่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับศิลปิน) ล้วนมองเห็นเรื่องเหล่านั้นเป็น “ความบกพร่องโดยสุจริต” หรือ “ความเป็นกันเองระหว่างคนคุ้นเคย” ซึ่งก่อให้เกิดภาวะตลกเฮฮาช่วยบรรเทาความตึงเครียด มากกว่าจะเป็นภาวะหงุดหงิดรำคาญใจ

อีกสิ่งหนึ่งที่พอจะจับสังเกตได้ คือ เมื่อต้องยืนระยะยาวๆ ด้วยการเล่นดนตรีต่อเนื่องกันยี่สิบกว่าเพลง “ลุงๆ ทั้งสามคน” ก็มีอาการหนืดเหนื่อยให้เห็นอยู่บ้าง

ดังนั้น ถ้า “ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์” ยังอยากทำโชว์ใหญ่ๆ อย่างสม่ำเสมอต่อไปเรื่อยๆ เช่น มีคอนเสิร์ตปีละหน พวกเขาอาจต้องใช้ประโยชน์จากทีมงานนักดนตรีสนับสนุนระดับ “พระกาฬ” ให้มากขึ้น

เช่น เปิดช่วงพิเศษให้ “ป้อม-เกริกศักดิ์ ยุวะหงษ์” ที่นั่งเคาะเพอร์คัสชั่นแบบหลบมุม มาร้องนำสัก 2-3 เพลง

หรือคงน่าสนใจไม่น้อย หากมีช่วงเรโทรสเปคทีฟให้ “เศกสิทธิ์ ฟูเกียรติสุทธิ์” มือคีย์บอร์ด ซึ่งปรากฏตัวเป็นฉากหลังรางๆ ของ “ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์”

ทั้งที่แท้จริงแล้ว เขาเป็นเจ้าของผลงานการแต่งทำนองและเรียบเรียงดนตรีให้เพลงดังๆ ของนักร้องหลายคน อาทิ “มาลีวัลย์ เจมีน่า” “ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี” และ “อัญชลี จงคดีกิจ”

(และในคอนเสิร์ตหนนี้ ก็มีการนำเพลงของเศกสิทธิ์มาร้อง-บรรเลงอยู่ไม่น้อย เช่น “คนไม่มีวาสนา” และ “A Tu Corazon สู่กลางใจเธอ”)

โดยเฉพาะหากได้แขกรับเชิญรุ่นราวคราวเดียวกันสักคนสองคนมาสร้างสีสันบนเวที ความหนืดเนือยที่เกิดขึ้นบ้างนิดๆ หน่อยๆ ก็น่าจะจางหายไป

ผู้รับบทบาทเป็นแขกรับเชิญที่คอยสร้างสีสันและเสียงหัวเราะได้เป็นอย่างดีบนเวทีคอนเสิร์ต “อัศจรรย์…รัก” ก็คือ “ตุ๊ก-วิยะดา โกมารกุล ณ นคร”

ผู้ชมส่วนใหญ่คงขำขันกับมุขตลก “สองแง่สองง่าม” ของวิยะดา

แต่อีกมุขหนึ่งที่ผมชอบและเห็นว่าคมคายมากๆ ก็ได้แก่ ตอนที่วิยะดาแซวเรื่องการร้องเพลงของพนเทพ

วิยะดาเล่าว่าสมัยทำอัลบั้มครั้งแรกๆ เธอพยายามจะร้องเพลงแบบ “เลื้อยเสียง” เหมือนมาลีวัลย์ (ซึ่งเป็นหนึ่งใน “เด็กสร้าง” ของพนเทพเช่นกัน)

การร้องแบบ “เลื้อยเสียง” คือ วิธีการร้องเพลงที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักๆ ในยุคสมัยหนึ่ง (ทศวรรษ 2530-2540) ว่าเป็นการ “ร้องภาษาไทยไม่ช้าด” นั่นเอง

วิยะดาเล่าต่อว่า พอเธอทดลองร้องเลื้อยเสียงในสตูดิโอ คนที่ระงับการทดลองดังกล่าวกลับเป็นพนเทพ ซึ่งสื่อสารกลับมาอย่างเรียบๆ ว่า “ตุ๊กครับ ร้องธรรมดาก็ได้ครับ ไม่ต้องแอ๋น”

บนเวทีคอนเสิร์ต วิยะดาเลยได้ทีเอาคืนว่า แล้วลองมาดูวิธีการร้องเพลงของพนเทพในยุคปัจจุบันสิ แหม! นี่ก็ร้องเลื้อยเสียงแบบ “ไม่ช้าด” เหมือนกันนั่นแหละ

ถ้าเปรียบเทียบระหว่างสามสมาชิกของ “ดึกดำบรรพ์ บอย แบนด์” ในขณะที่ชรัสจะร้องภาษาไทยแบบชัดๆ ตรงๆ ปั่นและพนเทพกลับนิยมร้องเพลงในลักษณะเลื้อยเสียง

ลักษณะคล้ายคลึงกันยังเคยเกิดขึ้นเมื่อคราวที่ “โอม-ชาตรี คงสุวรรณ” อดีตโปรดิวเซอร์ฝีมือดีอีกคนของแกรมมี่ หันมาออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรก ก่อนจะจัดคอนเสิร์ตรียูเนียนของ “ดิ อินโนเซ็นต์” เมื่อปี 2552

ข้อท้วงติงหนึ่ง ซึ่งแฟนๆ รุ่นเก่าของ “ดิ อินโนเซ็นต์” วิพากษ์วิจารณ์และเรียกร้อง ก็คือ พวกเขาอยากฟังโอม ชาตรี ร้องเพลงติดสำเนียงลูกกรุง แบบในอัลบั้มชุดดั้งเดิม มากกว่าจะมาร้องเพลงไม่ช้าด ติดเสียง “เชอะ” เยอะๆ เหมือนศิลปินรุ่นใหม่ๆ ที่โอมโปรดิวซ์ให้

จำได้ว่า ช่วงกลางทศวรรษ 2530 ถึงต้น 2540 ผู้เคร่งครัดภาษาไทยมักออกมาพร่ำบ่นว่า พวกนักร้องเพลงป๊อปค่ายใหญ่นั้นร้องเพลงไทยกัน “ไม่ช้าด” จนเข้าข่ายทำภาษาวิบัติ เนื่องจากศิลปินรุ่นใหม่ถูกฝึกฝนแบบผิดๆ โดยนโยบายของค่ายเทป ตลอดจนโปรดิวเซอร์

ที่น่าสนใจ คือ ครั้นเวลาผันผ่านไปเรื่อยๆ ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ซึ่งปรากฏขึ้นกลับกลายเป็นว่า เหล่าโปรดิวเซอร์หัวกะทิของค่ายเพลงใหญ่มิได้เพียงสอนให้ศิลปินรุ่นน้อง-ลูก-หลาน ร้องเพลง “เลื้อยเสียง” แบบ “ไม่ช้าด” โดยที่พวกเขาเองยังใช้ภาษาไทยแบบ “ชัดถ้อยชัดคำ” ตามมาตรฐานเดิมอยู่

ทว่า บรรดาโปรดิวเซอร์เองก็ค่อยๆ เปลี่ยนวิธีการร้องเพลงของตน มาสู่การร้องในลักษณะเลื้อยเสียงหรือร้องไม่ช้าด เจริญรอยตามนักร้องเด็กๆ ภายใต้การโปรดิวซ์ของพวกเขาเช่นเดียวกัน

จึงอาจพอสรุปได้ว่า ในช่วงเกือบสามทศวรรษที่ผ่านมา “โครงสร้าง” การใช้ภาษาไทยของศิลปินเพลงป๊อปไทยได้ “เปลี่ยนแปลง” ไปมหาศาล

ที่สำคัญบุคลากรทุกฝ่าย ทั้งศิลปินและคนเบื้องหลัง ต่างถูกหล่อหลอมโดยความเปลี่ยนแปลงนั้นไปพร้อมๆ กัน อย่างเท่าเทียมเสมอภาคกัน

“ความผิดเพี้ยน” หรือ “ความวิบัติ” จึงค่อยๆ แปรเปลี่ยนมาเป็น “มาตรฐานชนิดใหม่” หรือ “วิวัฒนาการ”

กระทั่งในรายการ “เดอะ วอยซ์ ไทยแลนด์” ซีซั่นที่แล้ว “โค้ชก้อง-สหรัถ สังคปรีชา” นักร้อง-นักดนตรีที่โด่งดังในยุค 2530-40 ได้คอมเมนต์ผู้เข้าประกวดรายหนึ่ง คือ “หมูแฮม-นราพงษ์ ปราโมทย์” เอาไว้ว่า

“คุณเป็นคนที่ร้องเพลงไทยแปลกไปอีกแบบ ผมไม่ค่อยได้ยินนะครับ คุณไม่ค่อยผันนะ (“ผัน” ของโค้ชก้อง น่าจะหมายถึงการ “เลื้อยเสียง” ในภาษาของวิยะดา) คุณร้องตรงๆ แล้วก็ฮิตโน้ตซะส่วนใหญ่ ซึ่งในเพลงไทยไม่ค่อยมีใครร้องเทคนิคแบบนี้นะครับ ก็เป็นที่น่าฟังไปอีกแบบหนึ่ง ก็เป็นเอกลักษณ์ที่น่าสนใจดีนะครับ”

รายชื่อเพลงในคอนเสิร์ต

รักล้นใจ
คนไม่มีวาสนา
รักเธอมากกว่าใคร
อยากจะมีเธอ
หยดน้ำ
A Tu Corazon สู่กลางใจเธอ
ผีเสื้อ
ทั้งรู้ก็รัก ร่วมร้องโดย สิงโต นำโชค
รักเองช้ำเอง สิงโต นำโชค
อยู่ต่อเลยได้ไหม สิงโต นำโชค
เฝ้าคอย
เพลง
เพราะเธอ
โอ้ใจเอ๋ย
เพียงแค่ใจเรารักกัน ร่วมร้องโดย วิยะดา โกมารกุล ณ นคร
ฝันที่หลุดลอย วิยะดา โกมารกุล ณ นคร
เล็กๆ น้อยๆ ร่วมร้องโดย วิยะดา โกมารกุล ณ นคร
ตลอดไป
รักนิรันดร์
ทะเล
หลับตา
อัศจรรย์รัก
เพราะฉะนั้น
กลับบ้านเรา
รักยืนยง ร่วมแจมโดย วิยะดา สิงโต ผุสชา โทณะวณิก และ บิลลี่ โอแกน

คนอ่านเพลง

เจค บักก์: ดนตรี การเมืองซ้าย-ขวา ความผิดบาปส่วนบุคคล

เจาะใจ นักร้อง-นักแต่งเพลงหนุ่ม “เจค บักก์” เรื่องดนตรี การเมืองซ้าย-ขวา และความผิดบาปส่วนบุคคล

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 24-30 มิถุนายน 2559)

“เจค บักก์” เป็นนักร้อง-นักแต่งเพลงดาวรุ่งวัย 22 ปี ชาวอังกฤษ

อดีตเด็กโรงเรียนเทคนิคจากน็อตติ้งแฮม ซึ่งเคยไปลงทะเบียนเข้าอบรมคอร์สเทคโนโลยีทางดนตรีชั่วระยะเวลาสั้นๆ ก่อนจะออกมาตระเวนแต่งเพลง-เล่นดนตรี ตั้งแต่อายุ 16 ปี เริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังจากอัลบั้มเดี่ยวชุดแรก ที่มีชื่อเดียวกับเจ้าตัว เมื่อ ค.ศ.2012

อัลบั้มชุดนั้น ทำให้หนุ่มน้อยวัย 18 ปี อย่างบักก์ ได้รับการจับตามองไม่น้อย เพราะตัวงานเคยขึ้นไปติดอันดับหนึ่ง ของ “ยูเค อัลบั้ม ชาร์ต” แถมยังขายได้เกิน 600,000 ก๊อบปี้ จนถือเป็นผลงานเพลงที่ขายดีมากชุดหนึ่งของสหราชอาณาจักรในทศวรรษ 2010 เช่นเดียวกับหลายเพลงในอัลบั้ม ซึ่งมีสถานะเป็นเพลงฮิต

หลายๆ เพลง (ดัง) ของอัลบั้มชุดแรก เป็นผลงานที่บักก์ร่วมเขียนกับ “เอียน อาร์เชอร์” นักร้อง-นักแต่งเพลงมือดี ชาวไอร์แลนด์เหนือ

หนึ่งปีถัดมา บักก์ออกอัลบั้มชุดที่สองชื่อ “Shangri La” ซึ่งเขายังคงร่วมแต่งเพลงกับอาร์เชอร์ แถมมี “ริค รูบิน” โปรดิวเซอร์ชื่อดังจากฝั่งอเมริกา มาร่วมผลิตผลงานด้วย

อย่างไรก็ตาม ก้าวที่สองของบักก์กลับไปได้ “ไม่ไกลนัก” หากเทียบเคียงกับก้าวย่างแรก

bugg second

ห่างหายจากการทำสตูดิโอ อัลบั้ม ไปสามปี ในที่สุด เจค บักก์ ก็ได้ฤกษ์ออกผลงานลำดับที่สามกลางปีนี้

ผลงานซึ่งต้องเผชิญกับ “จุดเปลี่ยน” และ “จุดเสี่ยง” พอสมควร

อัลบั้มชุดล่าสุดนี้มีชื่อว่า “On My One” ซึ่งมาพร้อมจุดเปลี่ยนสำคัญ นั่นคือ การที่บักก์ก้าวขึ้นมาแต่งเพลงเองทั้งหมด นอกจากนี้ เขายังพยายามผสมผสานแนวทางดนตรีแบบใหม่ๆ ได้แก่ ดนตรีฮิปฮอป เข้าไปในตัวงาน อันวางฐานอยู่บนความเป็นโฟล์กร็อก

บักก์บอกว่าตนเองได้รับอิทธิพลจากดนตรีแนวนี้มาตั้งแต่เด็ก อย่างไรก็ตาม เขากลับมองเห็นถึงทั้ง “ด้านดี” และ “ข้อด้อย” ของงานแนวฮิปฮอป ซึ่งถูกผลิตป้อนอุตสาหกรรมดนตรีร่วมสมัย

“ผมรู้สึกอยู่บ่อยๆ ว่า งานแนวฮิปฮอปจะชอบเล่าเรื่องราวแบบเดิมๆ เสมอ” ศิลปินหนุ่มกล่าว และว่า “มันจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรุนแรง อาวุธปืน และยาเสพติด อย่างไรก็ตาม ผมยังชอบที่จะฟังเพลงแนวนี้ เพราะเรื่องที่ถูกร้องออกมามันคือเรื่องจริง แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า มันน่าจะเจ๋งกว่านี้นะ ถ้าพวกคุณลองแร็ปเป็นเรื่องราวชนิดอื่นๆ บ้าง”

แม้เสียงวิจารณ์ที่มีต่อ “On My One” จะออกมากลางๆ ค่อนไปทางผิดหวังนิดๆ แต่งานชุดนี้ ก็ยังมีเพลงที่น่าสนใจอยู่หลายเพลง และที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ก็ได้แก่ความคิดความอ่านของบักก์

เห็นได้จากบทสัมภาษณ์ที่เขาพูดคุยกับ “จอร์แดน บาสเส็ตต์” ซึ่งลงตีพิมพ์ในนิตยสาร “NME” เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

หนึ่งในประเด็นร้อน ที่บาสเส็ตต์ตั้งคำถามต่อบักก์ ก็คือ ความขัดแย้งระหว่างศิลปินหนุ่มกับ “โนเอล กัลลาเกอร์” ศิลปินดังและอดีตแกนนำวง “Oasis”

เดิมที จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ดำเนินไปอย่างชื่นมื่น เมื่อกัลลาเกอร์เป็นฝ่ายหนีบบักก์ให้ไปร่วมแจมทัวร์คอนเสิร์ตที่สหรัฐอเมริกาของเขาเมื่อปี 2012

แต่หลังจากนั้น โนเอลกลับออกมาระบุว่า เขารู้สึก “หัวใจแหลกสลายโคตรๆ” ที่ได้รู้ว่า บักก์เลือกใช้บริการนักแต่งเพลงชื่อดัง อย่างเอียน อาร์เชอร์ ขณะสร้างสรรรค์ผลงานชุดแรกและชุดที่สอง

บักก์ตอบโต้บุคลากรทางดนตรีรุ่นพี่ด้วยการตั้งคำถามว่า “อัลบั้มชุดหลังสุดของโนเอลมันก็ห่วยแตก ไม่ใช่เหรอ?”

ก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมว่า เขาไม่ได้รู้สึกผิดหวังอะไรมากมายนักกับท่าที “เดิมๆ” ของโนเอล

“โนเอลเคยด่า เอ็ด ชีแรน (นักร้อง-นักแต่งเพลงมือทองอีกคนของวงการดนตรีอังกฤษร่วมสมัย) ชนิดสาดเสียเทเสีย แต่แล้วอีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมา เขาก็กลับไปร่วมงานปาร์ตี้กับ เอ็ด โนเอล เขาก็เป็นของเขาอย่างนี้แหละ”

 

“โนเอลมีอิทธิพลทางดนตรีต่อผมอย่างสูง แต่ผมจะไม่ใส่ใจกับคำพูดของใครๆ ผมเพียงแค่ต้องการจะทำเพลง ในแบบที่ผมเองอยากจะทำ” บักก์ยืนกราน

ไม่ว่าจะเป็นผลมาจากคำวิพากษ์วิจารณ์ของ โนเอล กัลลาเกอร์ หรือไม่ แต่ท้ายสุด บักก์ก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ที่จะเลือกยืนบนลำแข้งของตัวเอง ในการผลิตผลงานชุดล่าสุด

เขาลงมือแต่งทุกเพลงในอัลบั้มชุดใหม่ด้วยตนเอง ทั้งยังโปรดิวซ์งานส่วนใหญ่ของอัลบั้มชุดนี้

สิ่งที่ช่วยยืนยันการเลือกทางเดินของบักก์ได้เป็นอย่างดี ก็คือ ชื่อผลงาน “On My One” ซึ่งเป็นภาษาสแลงของชาวน็อตติ้งแฮม อันมีความหมายเดียวกันกับวลี “On My Own” ซึ่งแปลว่า การทำอะไรด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ตาม บักก์ตอบโต้ว่า เขาไม่ได้เลือกเปลี่ยนแนวทางการทำงานตามคำชี้แนะท้วงติงของเหล่ากูรูนักวิจารณ์ แต่เขาเปลี่ยนตนเองด้วยเป้าหมายชนิดอื่น

“ผู้คนมักพูดว่าผมกำลังพยายามที่จะพิสูจน์อะไรบางอย่าง แต่สำหรับผม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มันมีความหมายมากกว่านั้น การเปลี่ยนแปลงหนนี้มีความสำคัญต่อพัฒนาการของผมในฐานะนักแต่งเพลง ถ้าผมไม่เปลี่ยนตัวเองตอนนี้ แล้วผมจะไปเปลี่ยนตอนไหนล่ะ?”

ในวันที่สามารถรับผิดชอบผลงานของตัวเองได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ บักก์ย้อนเปรียบเทียบประสบการณ์การทำงานร่วมกับนักแต่งเพลงยอดฝีมือ ว่าเป็นดังกระบวนการศึกษาเรียนรู้นอกห้องเรียน

“เพื่อนร่วมรุ่นของผมเข้าไปเรียนวิชาช่างปูนและช่างไม้ที่วิทยาลัย ขณะเดียวกัน ผมก็ออกมาฝึกฝนเคี่ยวกรำตนเองกับนักแต่งเพลงมืออาชีพ ผมจึงคิดว่านี่เป็นการเข้าถึงการศึกษาแบบฟรีๆ พวกคุณคงรู้กันว่า มีคนจำนวนไม่น้อยต้องจ่ายเงินแพงๆ เพื่อจะได้เข้าเรียนในสถาบันการศึกษาระดับท็อปๆ ผมไม่มีโอกาสอย่างนั้น แต่ผมกลับโชคดี ที่ได้มาเรียนรู้วิธีการทำงานเพลง และตอนนี้ ก็ถึงคราวที่ผมต้องเริ่มต้นกระบวนการทำงานทั้งหมดด้วยตัวเอง”

on my one

ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา ชีวิตของบักก์เดินทางมาไกลมาก จนน่าสงสัยว่า นอกจากความเปลี่ยนแปลงในด้านการทำงานดนตรีแล้ว แง่มุมชีวิตในด้านอื่นๆ ของเขา ได้แปรเปลี่ยนพลิกผันไปพร้อมๆ กันด้วยหรือไม่?

บักก์เกิดในครอบครัว “ชนชั้นแรงงาน” ที่เมืองคลิฟตัน ชานนครน็อตติ้งแฮม พ่อของเขาประกอบอาชีพเป็นบุรุษพยาบาล ส่วนแม่ทำงานเป็นพนักงานขาย ทั้งคู่แยกทางกันเมื่อบักก์ยังเล็ก

ในแง่จุดยืนทางการเมือง บักก์เห็นว่ารัฐบาลพรรคอนุรักษนิยมไม่ได้รับความนิยมจากกลุ่มคนหนุ่มสาวมากนัก โดยก่อนหน้าการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อเดือนพฤษภาคม 2015 ศิลปินหนุ่มเคยลองทำแบบทดสอบออนไลน์ เพื่อตรวจสอบทัศนะทางการเมืองของตนเอง

ผลลัพธ์ที่ได้ คือ “เสรีประชาธิปไตย”

“เมื่อคุณมาจากพื้นเพของชนชั้นแรงงาน ถ้าคุณไม่เป็นฝ่ายซ้าย คุณก็จะโดนพวกเดียวกันรุมด่าเละ” บักก์กล่าว พร้อมพูดต่อว่า “แต่หลังจากมีผลงานเพลงมาจำนวนหนึ่ง และออกทัวร์คอนเสิร์ตสักระยะ ผมก็เริ่มตระหนักว่า บางที เงินในกระเป๋าเราอาจมีมากขึ้น ถ้าเราเลือกเป็นฝ่ายขวา”

 

“ไปๆ มาๆ คุณก็จะค้างเติ่งอยู่ตรงหว่างกลาง มันก็เหมือนกับประเด็นหลักในเพลง Ain’t No Rhyme จากอัลบั้มชุดใหม่ของผม ที่เนื้อหาส่วนหนึ่งร้องว่า “…เมื่อคุณไม่อาจก่อกำแพงแบ่งแยกโลกออกเป็นสองส่วน / คุณต้องมาคิดใคร่ครวญ ยามติดตกค้างอยู่ตรงกึ่งกลาง / ว่าฝั่งฟากไหนกัน? ที่คุณจะเลือกแอบอิงซบร่าง…” นี่เป็นความรู้สึกของผม ว่าผู้คนมักพยายามฉุดรั้งลากดึงคุณให้ไปอยู่ข้างใดข้างหนึ่งเสมอ” บักก์เอ่ยด้วยความรู้สึกหนักใจและลังเล

ปัจจุบัน บักก์เช่าบ้านอยู่ในภาคตะวันตกของกรุงลอนดอน และเขากำลังมีแผนการจะซื้อที่พักอาศัยตรงโซนใจกลางเมือง มิหนำซ้ำ เขายังต้องขึ้นโชว์บนเวทีแฟชั่นของ Burberry อีกด้วย

อย่างไรก็ดี นักร้อง-นักแต่งเพลงหนุ่มกลับมีความรู้สึกผิดบาปซ่อนแฝงอยู่ภายใต้การประสบความสำเร็จของตนเอง

“ผมเคยเดินเข้าไปในร้านค้าหรูหราและอยากได้ของบางอย่าง ผมต้องการมันเดี๋ยวนี้ แต่แล้ว ผมกลับเดินออกมา แล้วคิดว่า เชี่ยเอ๊ย! พวกเพื่อนกูแม่งต้องอาบเหงื่อต่างน้ำทั้งอาทิตย์ เพื่อเอาเงินค่าจ้างไปซื้อเบียร์กระป๋องนึง คนจำนวนมากอาจจะชอบเพลงของผม และมันถือเป็นความสำเร็จ แต่นี่หมายความว่าคุณสามารถผลาญเงินได้มากกว่าคนอื่นๆ ที่ต้องทำงาน 45 ชั่วโมงต่อสัปดาห์รึเปล่า? ผมคิดว่า คุณไม่สามารถทำแบบนั้นได้”

 

“แต่นอกจากมันจะไม่ค่อยยุติธรรม ที่ผมจะเผาผลาญเงินเพื่อปรนเปรอสุขให้แก่ตนเองแล้ว ผมก็ยังไม่เห็นด้วยกับคำแนะนำที่ว่า ทำไมคุณถึงไม่บริจาคเงินอันมากมายของตัวเองให้คนอื่นล่ะ? เพราะผมคิดว่า ต่อให้คุณบริจาคเงินส่วนตัวจนหมดกระเป๋า คุณก็ไม่สามารถทำให้ทุกคนมีความสุขได้หรอก”

นี่คือความอิหลักอิเหลื่ออีกประการที่ดำรงอยู่ภายในจิตใจของผู้ชายชื่อ เจค บักก์

แปลสรุปความและเรียบเรียงจาก

http://www.nme.com/features/jake-bugg-nme-interview

http://www.nme.com/reviews/jake-bugg/16497

https://en.wikipedia.org/wiki/Jake_Bugg

ของแถม

7 เพลงแนะนำของเจค บักก์

คนมองหนัง

คำถามตกค้าง จาก “All Things Must Pass”

(มติชนสุดสัปดาห์ 15-21 เมษายน 2559)

นิยามของความเป็น “หนังสารคดีที่ดี” อาจมีอยู่สองนัย

นัยแรก คือ การเป็นหนังที่มอบคำตอบหรือไขข้อข้องใจบางอย่างให้แก่ผู้ชม ต่อประเด็นคำถาม ซึ่งพวกเขาสงสัยใคร่รู้มาเนิ่นนาน

นัยที่สอง คือ การเป็นหนังที่ก่อให้เกิดคำถามชุดใหม่ๆ ซ้อนทับลงบนคำถามตั้งต้นดั้งเดิม อันเป็นโจทย์หลักของสร้างภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ

ผมไม่แน่ใจว่า “โคลิน แฮงก์ส” (ลูกชายของนักแสดงดัง “ทอม แฮงก์ส”) ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “All Things Must Pass” ที่บอกเล่าเรื่องราวความรุ่งโรจน์และร่วงโรยของ “ทาวเวอร์เร็กคอร์ดส” ตั้งใจจะวางตำแหน่งแห่งที่ของหนังเรื่องนี้ไว้ตรงจุดไหน?

แต่โดยส่วนตัว ผมรู้สึกว่า ถ้าภาพยนตร์ของแฮงก์สจะมีส่วนเสี้ยวที่ดีงามอย่างยิ่ง ส่วนเสี้ยวดังกล่าวก็เกิดจากการทำหน้าที่เป็นหนังสารคดี ตามนัยยะความหมายประการที่สอง

อย่างไรก็ดี ใช่ว่าหนังจะละเลยภาระหน้าที่ตามนัยยะความหมายแรก

คนดูย่อมสัมผัสได้ชัดเจนว่า แฮงก์สพยายามแสวงหาคำตอบอย่างซีเรียส ว่าทำไมกิจการร้านขายแผ่นเสียง-แผ่นซีดีเพลงระดับโลกถึงพังทลายลงมาเรียบวุธ (ยกเว้นที่ญี่ปุ่น และในกรณีเล็กๆ ที่ไอร์แลนด์)

ยิ่งกว่านั้น เขายังพาผู้ชมย้อนกลับไปทบทวนความรู้สึกดีๆ เชิงโหยหาอดีต ของคนทำงานรุ่นแรก ที่ร่วมกันก่อร่างสร้างทาวเวอร์เร็กคอร์ดสขึ้นมา ภายใต้การนำของ “รัสส์ โซโลมอน” ตลอดจนความประทับใจ ซึ่งศิลปินชื่อดังบางรายมีต่อร้านขายแผ่นเสียง-ซีดีเจ้านี้

อาทิ เอลตัน จอห์น และ บรูซ สปริงส์ทีน ที่มองทาวเวอร์เร็กคอร์ดส จากสายตาของลูกค้ารายใหญ่ และ เดฟ โกรล ที่มองผ่านประสบการณ์ของการเป็นอดีตพนักงานภายในร้าน

“All Things Must Pass” เผยให้เห็นถึงปัญหาของทาวเวอร์เร็กคอร์ดส ว่ากิจการอุตสาหกรรมบันเทิงดังกล่าวมิได้ล่มสลายลงเพียงเพราะวัฒนธรรมฟังเพลงฟรีผ่านช่องทางออนไลน์ อันมีจุดกำเนิดอยู่ที่บริการอย่าง “แนปสเตอร์”

เท่าที่ผมจับประเด็นจากหนังได้ ดูเหมือนจะมี “สามปัจจัยใหญ่ๆ” ซึ่งส่งผลต่อภาวะอวสานของทาวเวอร์เร็กคอร์ดส

ปัจจัยข้อแรก อาจเกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมการฟังเพลงฟรีในโลกออนไลน์ แต่หนังและผู้เกี่ยวข้อง ก็ไม่ได้มองอินเตอร์เน็ต เป็นเอเลี่ยนตัวร้ายผู้บุกมารุกรานวัฒนธรรมดนตรีเสียทีเดียว

หากพวกเขามีมุมมองที่สอดคล้องต้องตรงกันว่า ทาวเวอร์เร็กคอร์ดส คือหนึ่งในกิจการขนาดใหญ่ ซึ่งปรับตัวไม่ทันความเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี

เช่น การยืนกรานจะขายซีดีเป็นอัลบั้ม โดยละทิ้งการจำหน่ายแผ่นซิงเกิลเพลงฮิตจำนวน 2-3 เพลง/แผ่น ซึ่งมีราคาถูกกว่า ขณะเดียวกัน ก็ยังคิดค้นรูปแบบการขายเพลงผ่านระบบออนไลน์เป็นรายเพลง ดังในกรณีของแอปเปิ้ล ไม่ออก (ซึ่งเป็นสิ่งที่ทาวเวอร์เร็กคอร์ดสและบรรดาค่ายเพลงต้องรับผิดชอบร่วมกัน)

หรือการตั้งราคาแผ่นซีดีให้แพงกว่าร้านอื่นๆ (ซึ่งข้อนี้ ทาวเวอร์เร็กคอร์ดสต้องแบกรับความบกพร่องไปเต็มๆ)

ปัจจัยที่สองและสาม น่าจะมีความเกี่ยวพันกันอยู่ นั่นคือ ทาวเวอร์เร็กคอร์ดสล้มเพราะขยายกิจการเกินตัว โดยเฉพาะการเปิดสาขามากมายในต่างประเทศ และผู้บริหารรุ่นบุกเบิกเองก็คล้ายจะจัดการกับธุรกิจของบรรษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกได้ไม่อยู่มือนัก

ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ถ่ายทอดให้เห็นอย่างอ้อมๆ (ผ่านคำบอกเล่าของผู้เกี่ยวข้องกับบริษัทหลายต่อหลายราย) ว่าการบริหารจัดการงานภายในทาวเวอร์เร็กคอร์ดสมีลักษณะเป็นแบบบ้านๆ (ซึ่งจะค่อยๆ ผันตัวเองกลายเป็นองค์กรอนุรักษนิยม/ครอบครัวนิยม ณ เบื้องท้าย) และไม่เป็นทางการ

ผิดกับรูปแบบการบริหารงานของบรรษัทข้ามชาติใหญ่ๆ หลังปี 2000 เป็นต้นมา

พวกเขามีหัวเรือใหญ่ คือ รัสส์ โซโลมอน ซึ่งเป็นทั้งเจ้าไอเดีย, เสี่ยสั่งลุย และผู้พร้อมรับฟังความเห็นแปลกๆ แหวกแนวจากน้องๆ ในร้าน/บริษัท ขณะที่มี “บัด มาร์ติน” เป็นคนคอยควบคุมวินัยทางการเงินของบริษัทอย่างเข้มงวดกวดขัน

ครั้นพอดุลอำนาจระหว่าง “สองผู้นำ” พังลง สัญญาณความเสื่อมเบื้องต้นก็เริ่มปรากฏขึ้น

การขยายตัวของกิจการทาวเวอร์เร็กคอร์ดสดำเนินไปอย่างง่ายๆ โดยมีกำลังสำคัญยุคแรกเริ่มเป็นเครือญาติและเด็กๆ แถวร้านขายยาของครอบครัวโซโลมอน รวมถึงเพื่อนๆ ของเด็กเหล่านั้นอีกที

รัสส์ตัดสินใจเปิดสาขาใหม่ๆ อย่างง่ายดาย หลังขับรถไปหลับนอนกับหญิงสาวที่ต่างเมือง แล้วตื่นขึ้นมาเห็นตึกว่างซึ่งถูกประกาศขาย

สาขาแรกๆ ของทาวเวอร์เร็กคอร์ดส ใช้จ่ายเงินในการปรับปรุงตกแต่งร้านอย่างถูกแสนถูก จากฝีมือช่างของญาติใกล้ตัวรัสส์

ต่อมา พนักงานขายแผ่นรุ่นแรกก็เติบโตกลายเป็นผู้จัดการร้าน, ผู้จัดการภูมิภาค และรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านต่างๆ ตามลำดับ ก่อนที่ทั้งหมดจะถูกบีบบังคับให้ต้องแยกย้ายจากกัน เพราะสถานะล้มละลายของกิจการ

วงจรชีวิตของทาวเวอร์เร็กคอร์ดส จึงเริ่มต้นจากความสนุก, ความมัน, ความเป็นกันเอง อันนำไปสู่การประคับประคองกิจการขนาดเล็ก/กลาง ได้อย่างอยู่มือและประสบความสำเร็จ

แต่เมื่อธุรกิจถูกขยายใหญ่โตจนครอบคลุมฝั่งตะวันตกและตะวันออกของสหรัฐอเมริกา รวมทั้งอีกหลายสิบประเทศทั่วโลก

การทำงาน “สนุกๆ” แบบเดิม ก็คล้ายจะ “ไม่เวิร์ก” อีกต่อไป

หลังดูหนังจบ เกิดคำถามสองชุดใหญ่ๆ ขึ้นในหัวของผม

คำถามชุดแรก คือ ขณะที่พวกผู้บริหารทาวเวอร์เร็กคอร์ดส ซึ่งเติบโตมาจากการเป็นพนักงานขายแผ่นเสียงในยุคต้น กล่าวโทษการตัดสินใจขยายกิจการเกินตัวและการปรับตัวไม่ทันของตนเอง

พวกเขาแสดงความไม่เชื่อมั่นในตัวลูกชายของ รัสส์ โซโลมอน ที่ขึ้นมาสืบทอดกิจการแทนบิดา และไม่ยอมรับผู้บริหารหญิง “คนนอก” รายหนึ่ง ซึ่งเข้ามาทำงาน ภายหลังบริษัทถูกควบคุมกิจการโดยธนาคาร

จนสรุปว่าปัจจัยทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้นำไปสู่ความล่มสลายของธุรกิจ

สิ่งที่ผมรู้สึกสงสัยกลับกลายเป็นว่า จริงๆ แล้ว พวกพนักงานรุ่นแรก ซึ่งสุดท้ายได้ขยับขึ้นมาดำรงตำแหน่งรองประธานบริษัทฝ่ายต่างๆ ก่อนปิดกิจการนั้น เป็นผู้บริหารที่มีความสามารถขนาดไหน?

แน่นอน ไม่มีใครปฏิเสธว่าพวกเขาเป็นคนรักเสียงเพลงและเป็นพนักงานหรือผู้จัดการร้านขายแผ่นเสียง-ซีดีที่ดี เหมือนที่ เอลตัน จอห์น แสดงความประทับใจอย่างใหญ่หลวงต่อ “สแตน โกแมน” ในฐานะพนักงานขายระดับดีเยี่ยมประจำร้านสาขาแรกสุด (ไม่ใช่ในฐานะรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร)

ไม่มีใครปฏิเสธเช่นกันว่าพวกเขาบางคนเป็นนักบุกเบิกผู้มีลูกบ้าเหลือล้น อาทิ คุณพี่หนวดเฟิ้มอย่าง “มาร์ก วิดูซิช” อดีตพนักงานจัดจำหน่าย ที่หาญกล้าบินเดี่ยวไปแผ้วถางกิจการถึงในญี่ปุ่น

แต่คำถามสำคัญสุดท้ายที่ต้องย้ำชัดๆ (และหนังเองก็ไม่ได้ให้คำตอบอย่างกระจ่างเอาไว้) ก็คือ คนรักเสียงเพลงเหล่านี้เป็นผู้บริหารบรรษัทยักษ์ใหญ่ที่ดีแค่ไหน?

ทั้งในแง่ที่ว่าพวกเขารับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีได้ดีเพียงใด? และในทางกลับกัน พวกเขารักคนฟังเพลง/ผู้บริโภคจริงๆ หรือ? (ถ้ารัก ทำไมช่วงท้ายของยุคซีดี ทาวเวอร์เร็กคอร์ดสจึงขายแผ่นแพงกว่าร้านค้าเจ้าอื่น?)

หรือถ้ามองในอีกแง่มุมหนึ่ง ผู้บริหารหญิงที่เข้ามาหลังการควบคุมกิจการของธนาคาร ก็อาจตัดสินใจทำบางอย่างที่ถูกต้อง เพียงแต่กอบกู้ธุรกิจเอาไว้ไม่ทัน

เช่น กรณีที่เธอตัดสินใจเลิกผลิตนิตยสาร “พัลส์” ซึ่งเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ของทาวเวอร์เร็กคอร์ดส จนโดนรัสส์ โซโลมอน ให้สัมภาษณ์ด่าอย่างสาดเสียเทเสีย

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณากันแบบแฟร์ๆ ว่า ถ้าทาวเวอร์เร็กคอร์ดสมีอายุยืนยาวมาถึงปัจจุบัน และต้องปรับเปลี่ยนกิจการเพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจใน ค.ศ. นี้ การยุบแผนกสื่อสิ่งพิมพ์ ก็อาจเป็นนโยบายประการแรกๆ ที่พวกเขา “ต้องทำ” อยู่ดี

คําถามชุดที่สอง คือ สรุปแล้ว คนญี่ปุ่นมีรูปแบบการบริโภคเพลงต่างจากคนในหลายประเทศทั่วโลกหรือไม่? อย่างไร?

ทำไมทาวเวอร์เร็กคอร์ดสจึงอยู่รอด และขยายสาขากว่า 80 แห่งไปทั่วประเทศญี่ปุ่น แต่ล้มเหลวในประเทศ อื่นๆ

รัสส์ โซโลมอน พูดเอาไว้ในหนังว่า กิจการทาวเวอร์เร็กคอร์ดสที่ญี่ปุ่น (ซึ่งถูกขายให้บริษัทท้องถิ่น หลังจากธนาคารเข้ามาควบคุมธุรกิจของบริษัทแม่ที่สหรัฐ) ก็ทำเหมือนกับที่ “เรา” (บริษัทแม่) ทำนั่นแหละ แต่พวกเขาดันรอด

สำหรับผม เราอาจคิดต่อจากคำพูดของโซโลมอนได้สองแง่

แง่มุมแรก ใน “ความเหมือน” ย่อมต้องมี “ความต่าง” แฝงเร้นอยู่

หรืออาจกล่าวได้ว่า พวกผู้บริหารบริษัทแม่ที่อเมริกา คงต้องทำอะไรบางอย่างผิดพลาด กิจการจึงล้มลงไม่เป็นท่า ขณะที่ผู้บริหารทาวเวอร์เร็กคอร์ดสที่ญี่ปุ่น ซึ่งจัดการธุรกิจคล้ายๆ กัน กลับไม่ก่อความผิดพลาดตรงจุดนั้น กิจการที่นั่นจึงไม่ล้มเหลว แถมยังขยายตัวใหญ่โต

แง่มุมที่สอง ผู้บริหารทาวเวอร์เร็กคอร์ดสของทั้งสองประเทศอาจทำงานไม่แตกต่างกันเลยก็ได้ ทว่า วิถีการบริโภคของคนฟังเพลง ซึ่งมาจากคนละประเทศ/วัฒนธรรมต่างหากที่ผิดแผกกัน กระทั่งส่งผลต่อความอยู่รอดของกิจการเจ้าหนึ่ง และการปิดฉากลงของกิจการอีกเจ้า

หรือถ้าถึงที่สุด คนญี่ปุ่นยังนิยมฟังเพลงผ่านแผ่นซีดี/แผ่นเสียงกันอยู่ ก็น่าถามต่อว่า ทำไมพวกเขาจึงมีรสนิยมแบบนั้น? เพราะพวกเขาเคารพสิทธิของศิลปินดังที่วิเคราะห์กันคร่าวๆ หรือเพราะเหตุผล/ความแตกต่างทางวัฒนธรรมข้ออื่นๆ?

แม้จะยังไม่ค้นพบ “คำตอบ” อีกมากมายจาก “All Things Must Pass” แต่เพียงแค่ได้คิดตั้งคำถามชุดแล้วชุดเล่าต่อยอดจากหนัง

เท่านี้ ก็อาจคุ้มค่าตั๋วที่เสียไปแล้ว