จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

แนะนำนักแสดงรุ่นหนุ่ม-สาว “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562”

“ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” เปลี่ยนโหมดเข้าสู่ช่วงวัยที่เติบโตเป็นหนุ่มสาวของเหล่าตัวละครหลักเรียบร้อยแล้ว

และผลตอบรับก็ดูเหมือนจะ “ดี” ทีเดียว หากพิจารณาจากเรตติ้งของละครในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 8-9 มิถุนายน ซึ่งได้ไป 5.029 และ 5.632

“ขวานฟ้าหน้าดำ” นั้นมีตัวละครหลักไม่มาก ส่งผลให้ไม่ต้องใช้บริการนักแสดงเยอะแยะเท่าละครจักรๆ วงศ์ๆ อีกหลายเรื่อง

โดยใน “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562” นักแสดงผู้รับบทบาทสำคัญช่วงหนุ่มสาว จะประกอบไปด้วย

“ข้าวตู พลพจน์ พูลนิล” ผู้รับบท “ขวาน” หรือ “สุธาเทพ” อีกหนึ่งเด็กปั้นแห่งค่ายสามเศียร-ดีด้า-ดาราวิดีโอ ซึ่งเส้นทางนักแสดงจักรๆ วงศ์ๆ ของเขา ดูจะเคยก้าวไปสู่จุดพีกหนหนึ่ง เมื่อครั้งแสดงเป็น “พระราหู” ใน “เทพสามฤดู 2560”

ถัดมา คือ “ขวัญ ปิ่นทิพย์ อรชร” รองนางสาวไทยอันดับ 1 ประจำปี 2559 ผู้จะมารับบทเป็น “พระธิดาบุษยา” นางเอกของเรื่อง หลังจากเคยชิมลางลงจอด้วยฐานะหนึ่งในพระพี่นางของ “รจนา” ใน “สังข์ทอง 2561” มาก่อน

สำหรับ “หนูฟาง” อีกหนึ่งผู้ช่วยคน/ร่างใหม่ของ “ขวาน” ในตอนโตนั้น จะสวมบทโดย “เพลง ชนารดี อุ่นทะศรี” ดีกรีเข้ารอบห้าคนสุดท้าย นางสาวไทย 2559 (รุ่นเดียวกับ “ขวัญ ปิ่นทิพย์”) ทั้งนี้ “เพลง ชนารดี” เคยแสดงละครเรื่อง “ยอพระกลิ่น 2557” ก่อนจะมุ่งมั่นไปเอาดีบนเส้นทางการประกวดนางงาม แล้วย้อนคืนสู่แวดวงละครจักรๆ วงศ์ๆ อีกหนใน “สังข์ทอง 2561”

เพื่อน กวี แสงเดช
ภาพจาก ยูทูบสามเศียร

ตัวร้ายรุ่นหนุ่มแน่นอย่าง “แสงเดช” ทายาท “อำมาตย์แสงเพชร” จะรับบทโดย “เพื่อน กวี วงศ์จันทรา” ซึ่งเคยร่วมแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ มาแล้วไม่น้อย รวมถึงการสวมบท “บุญหลาย” พระพี่เลี้ยงเขยลาวใน “สังข์ทอง 2561”

ปิดท้ายด้วย “มิตรแท้/พี่ชายที่แสนดี” ของ “ขวาน” อย่าง “จ้อย” ซึ่งเวอร์ชั่นนี้รับบทโดย “โจ้ จักรกฤษณ์ คชรัตน์” อดีตนักแสดงเด็กผู้เคยโด่งดังจากละคร “สี่ยอดกุมาร” และ “เทพสังวาลย์” ช่วงปลายทศวรรษ 2520 ณ ปัจจุบัน ในวัย 44 ปีเต็ม “โจ้ จักรกฤษณ์” ได้หวนคืนสู่หน้าจอละครจักรๆ วงศ์ๆ อีกครั้ง และเขาก็ถือเป็น “พี่ใหญ่” ของบรรดานักแสดงรุ่นหนุ่มสาวใน “ขวานฟ้าหน้าดำ 2562”

ข้อมูลเรตติ้งจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25rating-week-3-9june62/

Advertisements
คนมองหนัง, คนอ่านเพลง, บทกวีของบางเรา

“Jocelynang Baliwag” (บทกวีแปลจากเพลงประกอบภาพยนตร์ของ “ลาฟ ดิแอซ”)

“Jocelynang Baliwag”

รักเดียวที่จิตวิญญาณฉันทูนเทิด
ถือกำเนิดอย่างพิสุทธิ์งามเลิศหล้า
เป็นน้ำปรุงกลั่นจากยอดแห่งผกา
คือธาราพุ่งสราญบันดาลใจ

ดุจน้ำพุสุขกำซาบบนสวนสวรรค์
ติดตรึงฉันตราบชีวีจะหาไม่
เนตรเย้ายวนรอยยิ้มหวานกว่าใครๆ
กล่อมดอกไม้ให้ผลิบานเกินคะเน

เมตตาเธอฉันน้อมรับปราศเงื่อนไข
ยึดมั่นไว้ไร้ความกลัวไม่หันเห
ยอดชีวาไถ่บาปฉันอย่าทิ้งเท
กลางทะเลผันผวนอย่าปล่อยจม

คนต่ำต้อยขัดสนอยากวอนขอ
ฉันเฝ้ารอรักแท้ในยุคขืนข่ม
ฉันยอมเป็นยาจกดูโง่งม
ดีกว่ากลวงเปล่าเศร้าตรมไร้หวังใด

(ถอดความจากซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษในภาพยนตร์เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ของ “ลาฟ ดิแอซ”)

หมายเหตุ

“Jocelynang Baliwag” ถือเป็นเพลง kundiman หรือเพลงรักพื้นถิ่นภาษาตากาล็อก ซึ่งเป็นที่นิยมมากในหมู่นักปฏิวัติชาวฟิลิปปินส์ช่วงปลายศตวรรษที่ 19

บทเพลงนี้ถูกแต่งขึ้นเพื่ออุทิศให้หญิงสาวผู้มีนามว่า “เปปิต้า” (“โจเซลีน่า” คือ ชื่อเล่นของเธอ) แห่ง Baliuag (เมืองในจังหวัด Bulacan)

ท่วงทำนองของเพลงมีความโดดเด่นเพราะสะท้อนลักษณะโศกเศร้าหลอกหลอน, ภาวะครุ่นคำนึงในส่วนลึกของจิตใจ และอารมณ์โหยหารำลึกถึงอะไรบางอย่าง

แม้โดยเนื้อหาแล้ว เพลง kundiman ทั้งหลาย มักจะถูกประพันธ์ขึ้นเพื่อมอบให้แก่สตรีรายใดรายหนึ่ง ในฐานะปัจเจกบุคคล ทว่าเป็นที่แน่ชัดว่าสตรีที่ถูกกล่าวถึงในเพลง “Jocelynang Baliwag” นี้ มีความหมายอีกนัยหนึ่งซึ่งสื่อถึง “มาตุภูมิ”

ผู้เชี่ยวชาญบางรายตีความว่าความรักต่อสตรีในบทเพลง สามารถเทียบเคียงได้กับการเคารพบูชาและเทิดทูนนับถือประเทศชาติ

ดังนั้น เรื่องราวของชายผู้สิ้นหวังระทมทุกข์ซึ่งวอนขอความรักจากสตรีนางหนึ่งในเพลงนี้ จึงเป็นภาวะคู่ขนานที่เหมาะเจาะลงตัวกับพฤติการณ์ของบรรดาผู้ถูกกดขี่ชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งยอมเสี่ยงชีวิตในสนามรบ เพื่อร่ำร้องเรียกหาอิสรภาพที่จะปลดแอกพวกเขาจากเจ้าอาณานิคมสเปน

ที่มา Cultural Center of the Philippines Encyclopedia of Philippine Art Vol IV p. 242

คนมองหนัง, สัมภาษณ์พิเศษ

อ่าน 2 บทวิจารณ์ 1 บทสัมภาษณ์ ก่อน/หลังไปชมหนัง 3 เรื่องของ “ลาฟ ดิแอซ”

15-17 กุมภาพันธ์นี้ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ FILMVIRUS จะจัดฉายภาพยนตร์ขนาดยาว 3 เรื่องของ “ลาฟ ดิแอซ” ยอดผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์ พร้อมด้วยกิจกรรมเสวนาน่าสนใจ ในโปรแกรม Sine ni Lav Diaz

สามารถตรวจสอบรายละเอียดโปรแกรมได้ ที่นี่

(แม้การจองตั๋วผ่านระบบออนไลน์น่าจะเต็มแล้ว แต่ผู้ที่เดินทางไปยังหอภาพยนตร์อาจจะมีลุ้นได้รับตั๋วหน้างานอยู่บ้าง)

เนื่องในโอกาสอันดีนี้ บล็อกคนมองหนังขออนุญาตนำบทความ-บทสัมภาษณ์เก่าที่เคยเขียน/พูดคุยถึงหนัง 2 ใน 3 เรื่องของโปรแกรมดังกล่าว มาเผยแพร่ให้อ่านกัน (ก่อนหรือหลังชมภาพยนตร์) อีกครั้งหนึ่ง

A Lullaby to the Sorrowful Mystery

lullaby

ในที่สุด ก็มีโอกาสได้ชมหนังฟิลิปปินส์เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ของ “ลาฟ ดิแอซ” ซึ่งคว้ารางวัลหมีเงิน Alfred Bauer Prize (มอบแก่ผลงานที่เผยให้เห็นถึงแง่มุมใหม่ๆ ของศิลปะภาพยนตร์) จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน ครั้งที่ 66 ขณะเดินทางไปร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวครั้งที่ 29

หนังเรื่องนี้ถูกพูดถึงในสื่อนานาชาติมิใช่เพียงเพราะรางวัลสำคัญที่ได้รับ หรือเพราะเนื้อหาและมาตรฐานการสร้างที่ยอดเยี่ยม หากแต่ยังเป็นเพราะความยาว 8 ชั่วโมง 5 นาทีของมัน

“โยชิฮิโกะ ยาตาเบะ” โปรแกรม ไดเร็กเตอร์ ที่เลือกหนังเรื่องนี้เข้าฉายในสาย World Focus ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว บอกว่า แม้จะเป็นเรื่องยากลำบาก สำหรับการเลือกหนังยาว 8 ชั่วโมง เข้ามาฉายในเทศกาล เพราะนั่นเท่ากับว่าคุณจะต้องคัดหนังเรื่องอื่นๆ ออกไปประมาณ 3 เรื่อง

แต่เขากลับไม่ลังเลใจเลยในการตัดสินใจฉายหนัง 8 ชั่วโมงของลาฟ เพราะนี่คือหนังประเภทที่ผู้ชมจะหาดูได้จาก “เทศกาลภาพยนตร์” เพียงเท่านั้น และถ้าผู้จัดเทศกาลฯ ไม่มีความกล้าหาญพอจะจัดฉายหนังประเภทนี้ มันก็เปล่าประโยชน์ที่คุณจะจัดงาน “เทศกาลภาพยนตร์” ขึ้นมา

นอกจากนั้น การที่หนังเรื่องนี้ได้รางวัลจากเบอร์ลิน ก่อนที่ผลงานอีกเรื่องของลาฟ (The Woman Who Left) จะไปคว้ารางวัลสูงสุดจากเวนิสภายในปีเดียวกัน ก็บ่งชี้ถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ลาฟ ดิแอซ คือหนึ่งในคนทำหนัง “ชั้นครู” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทวีปเอเชียยุคปัจจุบัน

ดังนั้น เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวจึงมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้จัดฉายหนังความยาวเกิน 8 ชั่วโมงเรื่องนี้

ทางเทศกาลโตเกียวเลือกวิธีการจัดฉาย “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ในแบบเดียวกับเทศกาลเบอร์ลิน คือ ฉายหนังครึ่งแรกประมาณ 4 ชั่วโมง แล้วจึงให้คนดูพักยาว 1 ชั่วโมง ก่อนจะกลับมาฉายหนังครึ่งหลังอีกราวๆ 4 ชั่วโมง

และปิดท้ายด้วยการถาม-ตอบกับทีมงานผู้สร้าง 30 นาที

ภาพยนตร์ “มหากาพย์” เรื่องนี้ เล่าเรื่องราวในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งชาวฟิลิปปินส์รวมตัวกันจัดตั้งขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อปฏิวัติปลดแอกตนเองจากเจ้าอาณานิคม “สเปน”

หนังถ่ายทอดยุคสมัยแห่งการต่อสู้ ผ่าน “เรื่องเล่า” หลากชั้นหลายระดับที่ถูกนำมาจัดวางคลอเคลียกันไปอย่างเปี่ยมชั้นเชิง

“เรื่องเล่า” เหล่านั้นมีตั้งแต่ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ว่าด้วยสตรีที่ออกเดินทางตามหาสามี ผู้เป็น “บิดาแห่งการปฏิวัติของประเทศ” ซึ่งสูญหายไปในป่าใหญ่

ขณะเดียวกัน ลาฟก็หยิบยืมตัวละครบางรายจากนวนิยายยุคปฏิวัติของ “โฮเซ รีซัล” ให้เข้ามามีบทบาทโลดแล่นในหนังเรื่องนี้

“ประวัติศาสตร์นิพนธ์” และ “นวนิยาย” ถูกนำเสนอเคียงคู่กับ “บทกวี” ของรีซัล “เพลงรัก” ที่กลายเป็นเครื่องมือการต่อสู้ของนักปฏิวัติ เรื่อยไปจนถึง “ตำนานปรัมปรา” ท้องถิ่น

โดยยังไม่นับรวมพฤติการณ์ของบรรดาตัวละครที่ลาฟสร้างสรรค์ขึ้นมาเองอีกจำนวนหนึ่ง

การเล่าเรื่องราวผ่าน “เรื่องเล่า” หลากชนิด โดยไม่ได้เลือกพินิจพิเคราะห์ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ผ่านแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งอย่างจำกัดจำเขี่ย หากแต่เลือกที่จะประกอบสร้าง-สานทอองค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ของยุคสมัยแห่งการปฏิวัติเข้าด้วยกัน จนกลายเป็น “ภาพรวมขนาดใหญ่” ย่อมส่งผลให้หนังเรื่องนี้มีความยาวเกิน 8 ชั่วโมง โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้

“เรื่องเล่า” แต่ละส่วนภายในโครงสร้างใหญ่ของ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ล้วนมีเอกลักษณ์และความสำคัญเฉพาะตน

มิอาจปฏิเสธว่า “เรื่องเล่า” จาก “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” และ “นวนิยาย” ของรีซัล ได้ถูกพัฒนาให้มีสถานะเป็นเส้นเรื่องหลักสำคัญสองสาย ที่มีชีวิตยืนยาวตั้งแต่ต้นจนจบ ขณะที่ “เรื่องเล่า” อื่นๆ นั้น เข้ามามีบทบาทส่งเสริม-แทรกแซง เป็นการชั่วครู่

ชีวิตของนักดนตรีหนุ่มผู้ขับขานเพลงรัก-เพลงปฏิวัติอย่างน่าประทับใจ ถูกเล่าถึงสั้นๆ ภายในกรอบเวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมงแรกของหนัง แต่แน่นอนว่าเสียงเพลงที่ริเริ่มโดยเขากลับดังก้องกังวานไปตลอดทั้งเรื่อง เช่นเดียวกับบทกวีของรีซัล ซึ่งถูกผลิตซ้ำประปรายอยู่เรื่อยๆ โดยตัวละครหลายคน

“ตำนานปรัมปรา” ก็เป็นอีกหนึ่งสีสันสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็น “ตำนานแห่งการต่อสู้ปลดแอก” หรือ “ตำนานที่มอมเมาผู้คนไม่ให้ลุกฮือ”

ตำนานในหนังของลาฟ สื่อให้เห็นถึง “ความเชื่อ” ที่ชักจูงบรรดานักปฏิวัติให้เวียนวนหลงทางอยู่ในป่าใหญ่ หรือชักนำให้พวกเขาเดินออกนอกเส้นทางการต่อสู้ จน “การปฏิวัติจริงๆ” ประสบความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาจนถึงยุคปัจจุบัน

ตำนานในผืนป่ายังผูกโยงไปถึง “ความเชื่อทางคริสต์ศาสนา” ที่ผสมผสานปนเปกับ “ความเชื่อท้องถิ่น” จนก่อให้เกิดภารกิจหลักสองด้าน

ทั้งการมอบความหวังที่ไม่มีทางเป็นไปได้ให้แก่ฝูงชนผู้ทุกข์ยาก-ไร้ทางออกในชีวิต และการขูดรีดบีบบังคับสามัญชนให้ต้องมาแสดงบทบาทเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนความศักดิ์สิทธิ์อย่างไร้ทางเลือก

ฤทธานุภาพแห่ง “ตำนานปรัมปรา” มักออกทำงานในพื้นที่ “ป่า” ซึ่งถือเป็นตัวละครสำคัญรายหนึ่งของหนังเรื่องนี้

“โจเอล ซาราโช” นักแสดงชื่อดังของฟิลิปปินส์ที่ร่วมแสดงใน “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ซึ่งเดินทางมาพบปะกับผู้ชมที่ญี่ปุ่น เคยถามลาฟว่า สุดท้ายแล้วตัวละครจาก “เรื่องเล่า” หลายระนาบของหนังจะถูกเชื่อมร้อยเข้าหากันได้อย่างไร?

ผู้กำกับภาพยนตร์เบอร์ต้นๆ ของเอเชีย ตอบว่า ทุก “เรื่องเล่า” จะถูกสานทอเข้าด้วยกันใน “ป่า” ซึ่งเป็นพื้นที่อันเปิดกว้างต่อทุกๆ “ความเป็นไปได้”

นำมาสู่ฉากเล็กๆ สั้นๆ ที่ตัวละครจากทุกชั้นของ “เรื่องเล่า” ได้มาดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันกลางป่าเขา แม้ต่างฝ่ายคล้ายจะไม่รับรู้ถึงการดำรงอยู่ของฝ่ายอื่นๆ ก็ตาม

นอกจากนี้ “ป่า” ยังอาจเป็นพื้นที่เปิดรับความฝัน จินตนาการ และอุดมการณ์การต่อสู้อันเป็นนามธรรม ซึ่งไหลเลื่อนเคลื่อนไหวไม่เคยหยุดนิ่ง

กระทั่งคนตายผู้หายสาบสูญไปในป่าก็ยังถูกคาดหวังให้มีชีวิตอยู่ ตราบใดที่คนข้างหลังยังค้นหาศพของเขาไม่พบ

เมื่อกล่าวถึงประเด็นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะวิเคราะห์ถึงบทบาทของเหล่า “ตัวละครหญิง” ในหนัง

ตั้งแต่ภรรยาของนักปฏิวัติผู้สูญหาย เมียและแม่ของชาวบ้านนักต่อสู้ที่สูญเสียครอบครัว หญิงสาวท้องถิ่นที่เคยหลงผิดแปรพักตร์ไปสนับสนุนนายทหารสเปน จนคนในหมู่บ้านของเธอถูกสังหารหมู่ และมีสตรีหลายรายถูกข่มขืน

ตลอดจนสาวคนรักของนักดนตรีผู้ขับร้องเพลงปฏิวัติ และเด็กหญิงตาบอดผู้ตระเวนท่องบทกวีของ โฮเซ รีซัล ตามท้องถนน

น่าสนใจว่าตัวละครสตรีทั้งหลายมีสถานะเป็นสักขีพยานแห่งความสูญเสียและมรณกรรมของเหล่าบุรุษ พวกเธอเป็นผู้แบกรับเรื่องราวความเศร้าโศกแทนบรรดาผู้ชายที่จากไป

ทว่าขณะเดียวกัน ผู้หญิงก็ยังมีหน้าที่ผลิตซ้ำอุดมการณ์แห่งการต่อสู้และปฏิวัติ รวมถึงบทกวีและบทเพลงอันเกี่ยวเนื่องกับอุดมการณ์ดังกล่าว ให้มีชีวิตยืนยาวออกไปไม่รู้จบสิ้น

หากมองผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้ ผู้หญิงในช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ จึงมิได้จ่อมจมอยู่กับความทุกข์โศกไปวันๆ หากยังมีหน้าที่สืบสานภารกิจการปฏิวัติอย่างแข็งขันอีกด้วย

สําหรับบริบทเฉพาะทางประวัติศาสตร์ในภาพยนตร์ “จุดมุ่งหมายแห่งการปฏิวัติ” หรือ “เสรีภาพที่แท้จริงของชาวฟิลิปปินส์” คือ “การปลดแอกจากสเปน”

ซึ่งผู้ชมหลายคนย่อมตระหนักได้ว่านี่เป็นเพียงการอุปมาเปรียบเทียบไปถึงการต่อสู้บนสนามอื่นๆ ในช่วงเวลาอื่นๆ

ดังที่ตัวละครบางรายสนทนากัน ณ ช่วงท้ายของหนังว่า “การปฏิวัติ” ย่อมไม่จบลงตรงชัยชนะเหนือสเปน และคนรุ่นหลังจะต้องรับหน้าที่ประเมินสถานการณ์ในอนาคตว่า “คู่ต่อสู้” รายต่อไปของพวกตนนั้นคือใคร?

ไม่ต้องคาดเดาว่า “ศัตรูในภายภาคหน้า” (หลังจากยุคสมัยของหนัง) ย่อมมีสถานภาพและตัวตนที่สลับซับซ้อนมากขึ้น

เพราะกระทั่งในยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของหนังเรื่องนี้ ก็ยังมีตัวละครนักปฏิวัติบางคนที่พร้อมเปิดอก “พูดคุย” กับชนชั้นนำสเปน เช่นเดียวกับตัวละครผู้หญิงชาวบ้านบางรายที่ยอมพลีกายอุทิศตนให้เจ้าอาณานิคม

แม้แต่ตัวละครจาก “ตำนานปรัมปรา” ก็ยังให้ความร่วมมือกับ “อำนาจภายนอก” อันอาจหมายความว่า “ตำนานท้องถิ่น” สามารถถูกฉวยใช้จนกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของ “อำนาจต่างถิ่น” ได้

หรือในยุคปัจจุบัน ลาฟ ดิแอซ ก็เป็นคนหนึ่งซึ่งยืนกรานหนักแน่นว่าสังคมฟิลิปปินส์ต้องต่อสู้กับประธานาธิบดี “โรดริโก ดูแตร์เต” ที่เขามองว่าเป็นนักปลุกระดม ผู้หลอกลวงประชาชนผ่านการสร้าง “มายาคติร่วมสมัย” ซึ่งมีพลานุภาพไม่ต่างจาก “ตำนานปรัมปรา” ยุคเก่า

ยุคสมัยแห่งการปลดแอกจากอำนาจของสเปนที่ถูกนำเสนอในภาพยนตร์เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” อาจสิ้นสุดลงไปแล้ว

แต่ดูคล้ายภารกิจ “ปฏิวัติ” กลับยังมิได้ยุติปิดโครงการลงตามไปด้วย

“การปฏิวัติ” ในฟิลิปปินส์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือในที่อื่นๆ จึงอาจมีสถานะเป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนาน

ยาวนานยิ่งกว่าความยาว 485 นาทีของหนังเรื่องนี้เสียอีก

Season of the Devil

season of the devil

หนึ่ง

งานของลาฟที่ได้ดูก่อนหน้านี้ คือ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ซึ่งหนังเรื่องนั้นกับเรื่องนี้ดูจะเชื่อมโยงถึงกันพอสมควร อย่างน้อย ก็ได้แก่เรื่องบทบาทของ “เพลง/กวี” ในการต่อสู้ทางการเมือง และการกล่าวถึงโปรเจ็คท์การต่อสู้ปลดแอกทางการเมืองที่ไม่มีวันสิ้นสุด

สอง

ตามข้อมูล นี่คือ “หนังเพลง” ที่ตัวละครหลักๆ ร้องเพลงกันแทบทั้งเรื่องตลอดเวลาสี่ชั่วโมง โดยมีบทสนทนาปกติน้อยมาก แต่เมื่อเพลงในหนังไม่มีเสียง (เครื่อง) ดนตรีประกอบ หากเป็นการเอื้อนเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงสูงต่ำราวท่วงทำนองดนตรีจากปากมนุษย์ เพลงต่างๆ ของหนังเรื่องนี้ จึงมีลักษณะโน้มเอียงไปทางบทกวีมากพอสมควร (ขณะเดียวกัน พระเอกของเรื่องก็เป็นกวีด้วย)

สาม

ตามการตีความส่วนตัว ลาฟพยายามฉายภาพการต่อสู้ระหว่างอำนาจเผด็จการกับการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและเพรียกหาความจริงของพลเมือง ผ่านการปะทะกันระหว่าง “เพลง/กวี” ของทหาร/กองกำลังติดอาวุธของรัฐบาล กับ “เพลง/กวี” ของประชาชนที่ลุกขึ้นสู้ และถึงที่สุด ทั้งสองฝ่ายต่างก็สร้าง myth มาห้ำหั่นกัน

ดังจะเห็นได้ว่า ต่างฝ่ายต่างจะมีตัวละครที่เป็นเหมือน “บุคคลในจินตนาการ” หรือ “บุคลาธิษฐาน” ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมอุดมการณ์หรือถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจของพวกตน

สี่

แต่อีกด้าน พอถึงช่วงหลังๆ ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า การที่หนังเลือกห่อหุ้มตัวเองด้วย “เพลง/กวี” นั้น มันทำให้ความขัดแย้งระหว่างตัวละครสองกลุ่มที่ควรจะแหลมคมรุนแรงกว่านี้ กลับอ่อนโยนและมีลักษณะเหนือจริงเกินไปหรือเปล่า?

ห้า

อีกประเด็นที่ระหว่างดูจะรู้สึกอึดอัดหน่อยๆ คือ เหมือนลาฟจะเล่าเรื่องราวแบบย้ำคิดย้ำทำพอสมควร ผ่าน “เพลง/กวี” ชิ้นเดิมที่ถูกผลิตซ้ำเรื่อยๆ และโครงสร้างเรื่องราวที่หมุนวนเป็นวงกลม แต่พอถึงฉากจบ ก็พบว่าสิ่งที่เขาเลือกทำมันส่งผลกระทบหนักหนาสาหัสต่ออารมณ์คนดูไม่น้อย

หก

ถ้าใครได้ดูหนัง หลังเดินออกมาจากโรงภาพยนตร์/สถานที่จัดฉาย คงจะต้องมีเสียงร้อง “ลา ลา ล้า ลา หล่า หล่า ลา ลา ล้า ลา ลา” ติดหัวมาบ้างล่ะ

(สัมภาษณ์พิเศษ)

สนทนากับคนทำหนังชั้นครูจากฟิลิปปินส์ ประวัติศาสตร์ บาดแผล การต่อสู้ และ “ดูแตร์เต”

เมื่อปลายปี 2559 “ลาฟ ดิแอซ” คนทำหนังจากประเทศฟิลิปปินส์ ได้นำภาพยนตร์ความยาว 8 ชั่วโมง 5 นาที เรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ปีนี้ นับเป็นปีทองของลาฟ ผู้กำกับภาพยนตร์วัยใกล้หกสิบ เมื่อเขาสามารถคว้าสองรางวัลสำคัญจากสองเทศกาลหนังระดับ “เมเจอร์” ของโลกตะวันตก

เรื่องแรก คือ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ที่ได้รับรางวัลอัลเฟรด บาวเออร์ ไพรซ์ จากเทศกาลหนังเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

เรื่องที่สอง คือ “The Woman Who Left” ที่ได้รับรางวัลสิงโตทองคำ อันเป็นรางวัลสูงสุดของเทศกาลหนังเวนิส ประเทศอิตาลี

ทีมข่าวมติชนทีวี มีโอกาสได้สัมภาษณ์พิเศษ “ลาฟ ดิแอซ” ที่กรุงโตเกียว เพื่อพูดคุยถึงหนังยาวกว่า 8 ชั่วโมง ที่ได้รับรางวัลจากเบอร์ลิน โดยเฉพาะ

และเพราะคนทำหนังที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “ผู้กำกับภาพยนตร์ชั้นครู” รุ่นปัจจุบันของทวีปเอเชีย มักอธิบายให้สื่อนานาชาติรับรู้อยู่เสมอ ว่าหนังที่มีความยาวเกินมาตรฐานปกติของเขา ไม่จัดเป็น “สโลว์ ซีเนม่า” แถมยังตั้งคำถามกลับไปว่าทำไมจึงต้องนิยามภาพยนตร์จากความยาวของมันด้วย?

คำถามเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวจึงอาจไม่จำเป็นในบทสนทนานี้

แต่ลาฟยังพูดถึงประเด็นน่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย ที่ชวนขบคิด ไม่ว่าจะเป็น “ประวัติศาสตร์” “การต่อสู้” “ความหมายแท้จริงของการปฏิวัติ” รวมถึงประธานาธิบดี “โรดริโก ดูแตร์เต”

คำตอบของเขาจะเข้มข้นแค่ไหน เชิญอ่าน

ลาฟ มติชน

-หลังจากหนังหลายเรื่องของคุณได้รับรางวัลใหญ่ๆ ในเทศกาลภาพยนตร์สำคัญระดับนานานาชาติ ชีวิตในการทำหนังของคุณเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหม?

ไม่เปลี่ยนเลย พวกเราไม่ได้ทำหนังเพื่อหวังรางวัลเหล่านั้น แต่แน่นอนว่ารางวัลมันช่วยเหลือเราในบางด้าน เช่น ช่วยให้หนังมีช่องทางในการเผยแพร่เพิ่มมากขึ้น เป็นต้น

-ผลตอบรับจากคนดูหนังชาวฟิลิปปินส์ที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

มันก็เติบโตขึ้น แต่ยังเป็นสัดส่วนที่เล็กน้อยอยู่ อย่างไรก็ตาม นี่คือส่วนหนึ่งของการต่อสู้ โดยที่เราต้องไม่ไปเร่งรัดคนดู ที่อยู่ภายใต้วัฒนธรรมหนังฮอลลีวูดมาเป็นร้อยปี อยู่ภายใต้อุตสาหกรรมภาพยนตร์กระแสหลักของฟิลิปปินส์มาเป็นร้อยปี ซึ่งอุตสาหกรรมหนังฟิลิปปินส์ก็ก็อปปี้ภาพยนตร์ฮอลลีวูดมาอีกทีอยู่เสมอมา อย่างในปัจจุบัน กระแสหนังรอม-คอม (โรแมนติก คอมเมดี้) ก็ครอบงำตลาด หรือเมื่อก่อนก็เคยมียุครุ่งเรืองของหนังแอ๊คชั่น ดังนั้น นี่จึงเป็นการต่อสู้ในระยะยาว และเราก็ต้องเคลื่อนไหวผ่านการทำหนังต่อไปเรื่อยๆ

-หนังเรื่องนี้ถูกนำเสนอผ่าน “เรื่องเล่า” หลากหลายชั้นมากๆ จากประวัติศาสตร์ สู่นวนิยาย บทกวี หรือเพลง เรื่องเล่าทั้งหมดเหล่านั้นมันมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างไร?

หนังพูดถึงยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ปฏิวัติฟิลิปปินส์ ค.ศ.1897 เพลงในหนังก็เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติ และกลายเป็นบทเพลงสรรเสริญการปฏิวัติในเวลาต่อมา ส่วนตัวละครนักปฏิวัติในหนังก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนวนิยายสองเรื่องของ “โฮเซ รีซัล” นอกจากนี้ ยังมีตำนานปรัมปราว่าด้วยอมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้า ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของยุคสมัยดังกล่าวเช่นกัน

-เรื่องเล่าเหล่านั้นมันหนุนเสริมหรือขัดแย้งกันอย่างไรบ้าง?

ถ้าคุณศึกษาถึงธรรมชาติของวิชาประวัติศาสตร์ ก็จะเห็นว่ามีความจำเป็นที่ต้องผนวกรวมองค์ประกอบเหล่านี้เข้าไว้ด้วยกัน คุณไม่ได้กำลังนำเสนอแค่ภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ที่มากกว่านั้น คือ บางครั้ง คุณควรวิพากษ์ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ เพื่อแสดงให้เห็นภาพกว้างของยุคสมัยดังกล่าว

ถ้าคุณทำแบบนั้น ประวัติศาสตร์ก็จะกลายเป็นปรัชญา หรือการมีมุมมองเชิงวิพากษ์ต่อยุคสมัยที่ผ่านพ้น

คุณต้องไม่โฟกัสไปที่ภาพน่าตื่นตาตื่นใจหรือตัวเหตุการณ์ แต่คุณต้องโฟกัสไปที่ตัวบุคคลที่เคยมีชีวิตอยู่จริงๆ โฟกัสไปยังสรรพสิ่งที่จะช่วยให้เราเข้าใจยุคสมัยดังกล่าวมากขึ้น นี่แหละคือประเด็นสำคัญ

มันคือการศึกษายุคสมัยทางประวัติศาสตร์ในเชิงวิพากษ์ ซึ่งจะส่งผลให้คุณสามารถค้นพบหลายๆ คำถามที่ผุดขึ้นมาจากยุคสมัยนั้นๆ ไม่ใช่ผุดขึ้นมาจากตัวเรื่องเล่า, ตัวละคร หรือเหตุการณ์

-ขอถามถึง “ป่า” ซึ่งนับเป็นตัวละครหลักตัวหนึ่งของหนัง อยากทราบว่า “ป่า” มีความหมายลึกซึ้งอย่างไรบ้าง?

“ป่า” คือ มาตุภูมิ เป็นพื้นที่แห่งการแสวงหาจิตวิญญาณ เป็นพื้นที่แห่งการ “หลงทาง” และค้นหา “ความหมาย” บางอย่างในชีวิต หรืออาจเป็นพื้นที่ที่ทำให้คนที่เดินทางเข้าไปในนั้น ได้สัมผัสถึง “ความแปลกแยก”

-ผมรู้สึกประทับใจตัวละคร Tikbalang (อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งม้า) สามตนภายในหนังมาก คุณช่วยอธิบายความหมายของพวกเขาที่ดำรงอยู่ในวัฒนธรรมฟิลิปปินส์หน่อยได้ไหม?

Tikbalang เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมฟิลิปปินส์ เป็นส่วนหนึ่งในตำนานปรัมปราของเรา จนปัจจุบัน คนจำนวนมากก็ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับ Tikbalang กันอยู่

ตัวละครในตำนานเหล่านี้ยังมีความสัมพันธ์กับกระบวนการสร้าง “มายาคติ” คุณสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่จริง สร้างการมีมุมมองเฉพาะต่อสิ่งต่างๆ หรือกระทั่งทฤษฎี แล้วสิ่งเหล่านั้นก็จะกลายเป็น “สัจจะ”

กลับมาที่ปัจจุบัน กับการสร้าง “มายาคติ” ผ่านการเมืองระบบตัวแทนในประเทศของเรา ทำไมคนงี่เง่าอย่าง “ดูแตร์เต” ถึงกลายมาเป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ก็เพราะมีการสร้างมายาคติ เขาเป็นนักปลุกระดมฝูงชน เขาทำงานกับประชาชน โดยสร้างความคิดนามธรรมบางอย่างขึ้นมา แล้วประชาชนก็เชื่อเขา

นี่คือการมองเห็นโลกผ่านมายาคติและตำนานปรัมปราที่ถูกสร้างขึ้น คุณสามารถนำมุมมองแบบนั้นมาใช้เล่าเรื่องราวในปัจจุบันได้ เพราะเรื่องแบบบี้มันเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นความเชื่อหนึ่งที่ฝังลึกในจิตใจของพวกเรา มันเป็นวงจรอุบาทว์ ของคนที่พยายามขยายอิทธิพลเข้าไปควบคุมมวลชน

นักปลุกระดมฝูงชนทำงานตรงจุดนี้ แล้วเขาก็ได้ครอบครองอำนาจจากการหลอกลวงผู้คน

-ขอถามถึงบทบาทของตัวละครผู้หญิงในหนังเรื่องนี้ ผมสังเกตว่าตัวละครผู้หญิงส่วนใหญ่ในเรื่องมักจะต้องแบกรับความโศกเศร้า ต้องเผชิญหน้ากับภาวะสูญเสียสามีหรือครอบครัว คำถามคือตัวละครผู้หญิงสามารถมีภาระหน้าที่อื่นๆ ได้อีกไหม ในยุคสมัยแห่งการปฏิวัติ?

ภาพลักษณ์ของผู้หญิงมีศักยภาพในการแบกรับบาดแผลของการต่อสู้และการไถ่บาปทางประวัติศาสตร์อยู่เสมอมา

มันเป็นการดีที่จะ “ใช้” ภาพลักษณ์ของผู้หญิง โดยเฉพาะในวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของฟิลิปปินส์ หากคุณต้องทำงานในประเด็นว่าด้วยบาดแผลทางประวัติศาสตร์และการต่อสู้อันยาวนาน

เกือบสี่ร้อยปีในการต่อสู้กับสเปน เกือบร้อยปีที่เราถูกปกครองโดยอเมริกา รวมทั้งยุคมืดของการประกาศใช้กฎอัยการศึก การเข้ามาข่มขืนผู้หญิงท้องถิ่นของทหารญี่ปุ่น นี่คือบาดแผลติดตัวเรา นี่คือสิ่งที่เราต้องจ่ายเพื่อการไถ่บาป

ดังนั้น ถ้าเราจะใส่ภาพลักษณ์ของผู้หญิงฟิลิปปินส์ลงไปในหนัง พวกเธอก็มักต้องแบกรับบาดแผลเหล่านี้ เพราะมันเป็นการอุปมาเปรียบเทียบถึงการต่อสู้ได้เป็นอย่างดี

-ในท้องเรื่องของหนังเรื่องนี้ จุดประสงค์ของการปฏิวัติหรือความหมายแท้จริงของเสรีภาพ คือ การปลดแอกตนเองออกจากเจ้าอาณานิคมสเปน ถ้าปัจจุบันเรายังต้องการการปฏิวัติอยู่ อยากทราบว่าอะไรคือจุดมุ่งหมายของมัน?

เรื่องราวในหนังมันเป็นแค่พื้นผิว แต่ในความเป็นจริง พวกเรายังต้องทำงานให้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ทุกๆ ชาติ ก็เป็นอย่างนี้กันทั้งนั้น ตอนนี้ พวกเรามีเสรีภาพกันจริงๆ ไหมล่ะ? นี่คือคำถาม

ปัจจุบันนี้ เราย้อนกลับไปมีประธานาธิบดีที่เป็นนักปลุกระดม นี่คือสิ่งที่ผมถ่ายทอดไว้ในหนัง เป็นฉากผู้คนเดินหลงวนไปมารอบต้นไม้ นั่นคือวิธีเลือกผู้นำของพวกเขา (ประชาชน) คุณคิดว่าตอนนี้มันมีเสรีภาพจริงไหมล่ะ?

ประชาชนเลือกผู้นำคนนี้ เพราะเชื่อว่าตนเองจะได้เป็นส่วนหนึ่งของชาติ พวกเขาเคยถูกกีดกันออกไปเป็นคนชายขอบ แต่ “ดูแตร์เต” เป็นนักปลุกระดมที่เดินไปบอกคนเหล่านั้นว่า ถ้าคุณเลือกผม คุณจะได้กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชาติ นี่คือวิธีปลุกระดม

ดังนั้น ประเด็นการปลดแอกตนเองหรือการได้มาซึ่งเสรีภาพ มันจึงกว้างขวางมาก

ภาพแทนของ “สามัญชน” ในสถานการณ์ปฏิวัติ

โจเอล ซาราโช

“โจเอล ซาราโช” นักแสดงชื่อดังของฟิลิปปินส์ ผู้รับบทเป็นตัวละครชื่อ “แมง คาร์โย” ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้เดินทางมาประเทศญี่ปุ่นพร้อม “ลาฟ ดิแอซ”

โดยเขาได้อธิบายถึงบทบาทของตัวละครรายดังกล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

“แมง คาร์โย” คือตัวละครที่เป็นภาพแทนของคนธรรมดาสามัญ ซึ่งต้องการเข้าร่วมเป็นหนึ่งของการปฏิวัติ แต่กลับไม่ได้รับโอกาสเช่นนั้น

เพราะเขามีอาการเจ็บป่วย นอกจากนี้ เขายังเป็นภาพแทนของคนชายขอบ ผู้เข้าไม่ถึงโอกาสที่จะได้เข้าร่วมในขบวนการเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่เขาก็ยังคงต้องการอุทิศเสียสละตนแด่การปฏิวัติ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเขาจึงตัดสินใจเข้าร่วมภารกิจค้นหาร่างของ “อันเดรส โบนิฟาซิโอ” (บิดาแห่งการปฏิวัติฟิลิปปินส์) ในป่า

ระหว่างเดินทางในป่า เขาพบว่าอาการเจ็บป่วยของตนเองสามารถถูกรักษาให้หายได้ด้วยเวทมนตร์ของตัวละครจากตำนานปรัมปราอย่างพวก Tikbalang โดยไม่ได้ตระหนักว่า “ความเชื่อ” ดังกล่าวไม่ใช่ “ความจริง” นั่นเพราะเขาเพียงแค่ต้องการจะหายขาดจากความป่วยไข้ที่รุมเร้าร่างกายหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงค่อยๆ เดินเลี้ยวออกจาก “ถนนสายปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม” ไปสู่ “ถนนสายความเชื่อ” เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง

นี่อาจเป็นคำอธิบายว่า ทำไมการปฏิวัติของเราจึงแตกสลายเป็นส่วนเสี้ยวเล็กน้อย ทำไมการปฏิวัติจึงล้มเหลวลง

คนมองหนัง

ท่องเทศกาลหนังสิงคโปร์ 2018

เดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีโอกาสไปท่องเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์เป็นหนที่สอง

เลยถือโอกาสนำบันทึกซึ่งเขียนถึงหนังเรื่องต่างๆ ที่ได้ดู มาเผยแพร่ในบล็อกนี้ครับ (ยกเว้น “กระเบนราหู” ที่จะเขียนแยกเป็นอีกโพสต์หนึ่ง ช่วงหลังปีใหม่ 2562)

Season of the Devil (ลาฟ ดิแอซ)

season of the devil

หนึ่ง งานของลาฟที่ได้ดูก่อนหน้านี้ คือ A Lullaby to the Sorrowful Mystery ซึ่งหนังเรื่องนั้นกับเรื่องนี้ดูจะเชื่อมโยงถึงกันพอสมควร อย่างน้อย ก็ได้แก่เรื่องบทบาทของ “เพลง/กวี” ในการต่อสู้ทางการเมือง และการกล่าวถึงโปรเจ็คท์การต่อสู้ปลดแอกทางการเมืองที่ไม่มีวันสิ้นสุด

สอง ตามข้อมูล นี่คือ “หนังเพลง” ที่ตัวละครหลักๆ ร้องเพลงกันแทบทั้งเรื่องตลอดเวลาสี่ชั่วโมง โดยมีบทสนทนาปกติน้อยมาก แต่เมื่อเพลงในหนังไม่มีเสียง (เครื่อง) ดนตรีประกอบ หากเป็นการเอื้อนเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงสูงต่ำราวท่วงทำนองดนตรีจากปากมนุษย์ เพลงต่างๆ ของหนังเรื่องนี้ จึงมีลักษณะโน้มเอียงไปทางบทกวีมากพอสมควร (ขณะเดียวกัน พระเอกของเรื่องก็เป็นกวีด้วย)

สาม ตามการตีความส่วนตัว ลาฟพยายามฉายภาพการต่อสู้ระหว่างอำนาจเผด็จการกับการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและเพรียกหาความจริงของพลเมือง ผ่านการปะทะกันระหว่าง “เพลง/กวี” ของทหาร/กองกำลังติดอาวุธของรัฐบาล กับ “เพลง/กวี” ของประชาชนที่ลุกขึ้นสู้ และถึงที่สุด ทั้งสองฝ่ายต่างก็สร้าง myth มาห้ำหั่นกัน

ดังจะเห็นได้ว่า ต่างฝ่ายต่างจะมีตัวละครที่เป็นเหมือน “บุคคลในจินตนาการ” หรือ “บุคลาธิษฐาน” ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมอุดมการณ์หรือถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจของพวกตน

สี่ แต่อีกด้าน พอถึงช่วงหลังๆ ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า การที่หนังเลือกห่อหุ้มตัวเองด้วย “เพลง/กวี” นั้น มันทำให้ความขัดแย้งระหว่างตัวละครสองกลุ่มที่ควรจะแหลมคมรุนแรงกว่านี้ กลับอ่อนโยนและมีลักษณะเหนือจริงเกินไปหรือเปล่า?

ห้า อีกประเด็นที่ระหว่างดูจะรู้สึกอึดอัดหน่อยๆ คือ เหมือนลาฟจะเล่าเรื่องราวแบบย้ำคิดย้ำทำพอสมควร ผ่าน “เพลง/กวี” ชิ้นเดิมที่ถูกผลิตซ้ำเรื่อยๆ และโครงสร้างเรื่องราวที่หมุนวนเป็นวงกลม แต่พอถึงฉากจบ ก็พบว่าสิ่งที่เขาเลือกทำมันส่งผลกระทบหนักหนาสาหัสต่ออารมณ์คนดูไม่น้อย

หก ถ้าใครได้ดูหนัง หลังเดินออกมาจากโรงภาพยนตร์/สถานที่จัดฉาย คงจะต้องมีเสียงร้อง “ลา ลา ล้า ลา หล่า หล่า ลา ลา ล้า ลา ลา” ติดหัวมาบ้างล่ะ

The Ashes and Ghosts of Tayug 1931 (คริสโตเฟอร์ โกซัม)

the ashes of ghosts

หนังเล่าเรื่องราวชีวประวัติของ “เปโดร คาโลซ่า” ซึ่งเป็นคล้ายๆ ผู้นำกบฏชาวนา/ผีบุญของฟิลิปปินส์ ผ่านเหตุการณ์สามช่วงเวลา คือ ปี 1931, 1966 และ 2017

ปี 1931 เปโดรถูกเนรเทศออกมาจากฮาวาย โทษฐานไปก่อตั้งสหภาพแรงงานที่นั่น พอกลับมาบ้านเกิด เขาก็ไปนำขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านอเมริกา โดยอิงกับความเชื่อทางคริสตศาสนาแบบท้องถิ่น จนก่อให้เกิดการลุกฮือครั้งสำคัญ ซึ่งเป็นเหมือน “ชัยชนะของคนแพ้” คือ บรรดาแกนนำถูกจับ ชาวบ้าน/ชาวนาที่ร่วมเป็นกบฏถูกฆ่าตายหลายราย (ชาวเมืองไม่ร่วมมือกับกบฏ) แต่ก็สร้างแรงบันดาลใจแก่นักต่อสู้รุ่นต่อมา

ปี 1966 (ยุคมาร์กอสเพิ่งขึ้นมามีอำนาจ) มีนักวิชาการสองคนเดินทางขึ้นเขาไปสัมภาษณ์เปรโด ถึงการลุกฮือเมื่อกว่าสามทศวรรษก่อน ก่อนที่ในอีกหนึ่งปีต่อมา เขาจะถูกสังหารอย่างทารุณโดยเจ้าหน้าที่รัฐ

ปี 2017 ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงคนหนึ่ง (เป็นตัวละครสมมุติ) พยายามสร้างหนังเกี่ยวกับเปโดร โดยเธอได้ตระหนักว่าเรื่องราวของเขาคือความทรงจำที่เลือนหายไปจากการรับรู้ของผู้คนรุ่นหลัง เขาคือวีรบุรุษผู้ถูกหลงลืม

ระหว่างดูจะรู้สึกว่าช่วงเวลาของหนังนั้นคาบเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองหน้าสำคัญๆ ของบ้านเราพอดี

ปี 1931 ก็ใกล้เคียงกับเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ส่วนปี 1966 ก็คือยุคสงครามเย็นหรือสงครามปราบคอมมิวนิสต์ (ในหนังระบุว่าพรรคคอมมิวนิสต์มาชักชวนเปโดรเข้าร่วมต่อสู้ แต่เขาไม่ได้ตอบตกลง)

โดยส่วนตัวจะรู้สึกว่าพาร์ทเรื่องราวภาคปัจจุบันของหนังนั้น แสดงอาการผิดหวังฟูมฟายกับการหลงลืมประวัติศาสตร์ของคนยุคปัจจุบันมากเกินไปหน่อย

อย่างไรก็ดี จุดเด่นสุดๆ ของหนังเรื่องนี้อาจมิใช่เนื้อหา แต่อยู่ตรงรูปแบบการนำเสนอ หนังตัดสลับเหตุการณ์สามช่วงเวลาไปมา โดยเหตุการณ์ปี 1931 ถูกนำเสนอในลักษณะ “ภาพยนตร์เงียบ” เหตุการณ์ปี 1966 จะเลียนพวก “หนังสารคดีชาติพันธุ์นิพนธ์” ส่วนเหตุการณ์ปี 2017 จะเป็นการนำภาพนิ่งมาร้อยเรียงกันโดยมีเสียงวอยซ์โอเวอร์ของตัวละครผู้กำกับหญิงคอยบรรยายประกอบ

ผู้กำกับอธิบายว่ารูปแบบการนำเสนอสามประเภทจะล้อไปกับลักษณะเด่นของภาพยนตร์ (หรืออาจจะเรียกได้ว่า visual culture) ในยุคนั้นๆ

กรณีเหตุการณ์ช่วงปัจจุบัน เขาก็อ้างอิงไปถึงวัฒนธรรมการถ่ายรูปในยุคดิจิทัล (ถ้าให้ผมอธิบายเพิ่มเติม คือ มันมีการนำเสนอในลักษณะเซลฟี่นิดๆ เพราะแม้จะออกเดินทางตามหาความทรงจำว่าด้วยวีรบุรุษผู้ถูกลืม แต่คนที่มีรูปเยอะสุดในพาร์ทนี้ ดันเป็นตัวละครผู้กำกับหญิง 555)

Long Day’s Journey into Night (ไป๋กัน)

long day

ไม่ได้ดูรู้เรื่องทั้งหมด และระหว่างดูก็ต้องปะติดปะต่อเรื่องราวในหัวตัวเองอยู่เป็นระยะๆ

ประเด็นหลักๆ มันน่าจะเป็นการเดินทางย้อนกลับไปทบทวนความทรงจำ/อดีตของชายวัยกลางคนรายหนึ่ง ที่มีต่อรักเก่า/เพื่อนเก่า ท่ามกลางภาวะปัจจุบันที่เปลี่ยวเหงาว่างเปล่า

ซึ่งถ้าประเด็นหลักเป็นอย่างนี้จริงๆ ผมก็จะ “อิน” กับมันในระดับสูงเลย (ด้วยเหตุผลส่วนตัวบางอย่าง)

ครึ่งแรก หนังทำตัวเป็นโร้ดมูฟวี่, ภาพยนตร์สืบสวนสอบสวน ที่พระเอก ซึ่งเป็นนักเลงใหญ่คุมกาสิโน หวนกลับมาบ้านเกิด หลังพ่อของเขาเสียชีวิต ที่นั่นเขาได้พบรูปถ่าย ซึ่งนำไปสู่การพยายามแกะรอยสืบหาผู้หญิงคนหนึ่ง ว่าปัจจุบัน เธอไปอยู่ไหน ทำอะไร มีชีวิตอย่างไร

แต่หนังก็พาคนดูเดินทางไปพบกับความคลุมเครือ ภาวะสับสนระหว่างความจริงกับความไม่จริง ความทรงจำที่ดำรงอยู่เป็นห้วงๆ และดำเนินไปอย่างกระท่อนกระแท่น

หนังไม่ฟันธงชี้ชัดว่า “หญิงสาว” ที่พระเอกได้พบเจออีกครั้ง คือ บุคคลที่เขาตามหาจริงๆ หรือเปล่า หรือสุดท้าย เขาทำได้เพียงแค่จวนจะเจอเธอ แต่เธอที่เจอก็ไม่ใช่ตัวจริง กระทั่งต้องปล่อย “เธอ” หลุดหายเข้าไปในปล่องโพรงลึกลับซับซ้อนของความทรงจำครั้งแล้วครั้งเล่า

จุดหักเหหรือจุดไคลแม็กซ์ซึ่งพาหนังไปสู่ครึ่งหลังอันน่าตื่นตา ก็คือการหลุดเข้าไปสู่โลกภาพยนตร์สามมิติ

น่าสนใจว่า ก่อนหน้านั้น ตัวละครได้พูดเปรียบเทียบ “หนัง” กับ “ความทรงจำ” ไว้ว่าในขณะที่ “ความทรงจำ” มีทั้งเรื่องจริงและไม่จริงปนเปกันไป แต่ทุกอย่างในหนังคือสิ่งไม่จริง

นอกจากนั้น เรื่องราวของหนังในภาคสามมิติ ก็เป็นเหมือนภวังค์ฝัน ซึ่งขับเคลื่อนผ่านระลอกของเหตุการณ์เหนือจริงห้วงแล้วห้วงเล่า

อย่างไรก็ดี น่าตลกร้ายว่า “ความไม่จริง” และ “ความฝัน” ดังกล่าว กลับถูกนำเสนอด้วยภาพสามมิติ ซึ่งแลดู “สมจริง” กว่า (หนังสองมิติ) เดิม

โดยส่วนตัว จุดน่าสนใจซึ่งเข้าท่าดีของพาร์ทสามมิติในหนัง คือ มันแสดงให้เห็นถึงวิธีการฉายภาพหรือเล่าเรื่องราวว่าด้วย “ความทรงจำ-ความฝัน” ที่เปลี่ยนแปลงไป

ก่อนหน้านี้ เราอาจมีกลวิธีบางอย่างในการเล่าถึงองค์ประกอบดังกล่าวผ่านสื่อเดิมๆ เช่น หนังสือนิยายหรือภาพเคลื่อนไหวสองมิติ

แต่เราไม่มีทางที่จะพูดถึงความลี้ลับพิศวงของ “ความทรงจำ-ความฝัน” ผ่านเทคโนโลยี 3D แน่ๆ

อีกรายละเอียดหนึ่งที่ผมชอบมาก คือ ความเปรียบตอนท้ายๆ เรื่อง เมื่อพระเอกมอบ “นาฬิกา” ให้สตรีปริศนา ส่วนเธอมอบ “ไฟเย็น” ให้เขาเป็นการแลกเปลี่ยน

“นาฬิกา” หมายถึงภาวะอันเป็นนิรันดร์ (น่าเสียดายที่มันพัง) ส่วน “ไฟเย็น” คือ ภาวะที่เกิดขึ้นชั่วครั้งคราวเพียงประเดี๋ยวประด๋าว

เมื่อนำนัยยะความหมายของทั้งสองสิ่งมารวมกัน มันก็คงคล้ายคลึงกับพันธกิจของพระเอกในหนังเรื่องนี้ นั่นคือ การเดินทางไปทบทวนความทรงจำแหว่งวิ่นที่ติดตรึงอยู่ในใจจนยากลบเลือน ทว่าบ่อเกิดแห่งความทรงจำนั้น กลับเป็นเพียงสายสัมพันธ์สว่างไสวระยะสั้นๆ ซึ่งวูบดับลับหายไปจนหมดสิ้นแล้ว

The Chambermaid (ลิล่า อาวิเลซ)

chambermaid

อาจไม่ใช่หนังดีมากๆ หรือเจ๋ง/แปลกใหม่แบบสุดๆ

แต่เผลอๆ นี่อาจเป็นหนังที่ผมชอบมากที่สุดในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ปีนี้ และอาจเป็นหนึ่งในหนังที่ชอบมากๆ ในรอบปี 2561 ด้วย

หนังเล่าเรื่องของแม่บ้านทำความสะอาดห้องพักในโรงแรมหรู วัย 24 ปี ซึ่งมีลูกชายวัย 4 ขวบ แต่เธอว่าจ้างให้คนอื่นมาช่วยเลี้ยง เพราะไม่มีเวลามากพอ (ส่วนพ่อเด็กนั้น หนังไม่กล่าวถึง)

หนังพาเราไปพบกับบรรดาแขกบนชั้น 21 (ซึ่งตัวละครนำดูแลอยู่) ที่มีบุคลิกหลากหลาย และมีความแปลกประหลาดผิดเพี้ยนกันไปคนละอย่างสองอย่าง (ออกแนว “หลายชีวิตในโรงแรมใหญ่”) หรือแขกบางคนก็ไม่ปรากฏกายออกมาเลย แต่มีความสำคัญต่อจิตใจคุณแม่บ้านมิใช่น้อย

พร้อมๆ กันนั้น หนังก็ค่อยๆ คลี่คลายให้เราเห็นมิติซับซ้อนของชีวิตตัวละครนำ ผ่านสถานการณ์เล็กๆ น้อยๆ นานาประการ

ตั้งแต่ฉากที่เธอโทรศัพท์ไปคุยกับลูกและคนเลี้ยงลูก (หรือฉากที่เธอไปรับจ๊อบเลี้ยงเด็กเล็ก ซึ่งเป็นลูกของแขกโรงแรมคนหนึ่ง ระหว่างที่แม่ของเด็กอาบน้ำ)

ฉากที่เธอเล่นบทพ่อแง่แม่งอนกับเพื่อนร่วมงานเพศชาย (พนักงานทำความสะอาดกระจก) ซึ่งเข้ามาจีบเธอ อันนำไปสู่โมเมนต์สำคัญของหนัง ที่ทำให้ฉากระหว่างอนันดา-พรทิพย์ใน “พลอย” ของเป็นเอก แลดูจิ๊บๆ ไปเลย

ฉากที่เธอไปเรียนหนังสือภาคค่ำ และได้ทำความรู้จักกับเพื่อนพนักงานใหม่ๆ

ตลอดจนการพยายามไต่เต้าและความมุ่งมาดปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมของเธอ ผ่านการเฝ้าทวงถามเรื่องการได้สิทธิถือครองชุดราตรีที่มีลูกค้าลืมไว้ หรือความต้องการจะเลื่อนขั้นเลื่อนระดับในการทำงาน

หนังเล่าเรื่องราวเหล่านี้ไปอย่างเรียบเรื่อยทว่าเพลิดเพลิน และบทจะต้องเร้าอารมณ์ มันก็เร้าขึ้น

โดยรวมๆ โลกของตัวละครนำเหมือนจะรื่นรมย์อยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็หนักไปทางอมทุกข์มากกว่า

อย่างไรก็ตาม หนังไม่ได้ทำแค่แสดงความเห็นใจหรือเอาใจช่วยเธอ แต่หนังยังขับเน้นให้เห็นถึงความตึงเครียด, การหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง, การไม่มีเพื่อน และความทะเยอทะยานที่เกินขีดไปบ้างจนน่าหวั่นกลัวของตัวละครรายนี้

(พูดง่ายๆ ลักษณะนิสัยเฉพาะของเธอได้ผลักไสให้ชีวิตที่ต้องดิ้นรนหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว มีความทุกข์ยากขึ้นไปอีก)

บทสรุปของหนัง “เจ๋ง” และ “เหวอ” พอสมควร กล่าวคือ เมื่อคุณแม่บ้านตัวละครนำแกเลื่อนไปเป็นพนักงานระดับดีเลิศประจำ “ชั้นหรู” ไม่ได้เสียที (แถมยังคล้ายจะโดนหักหลังนิดๆ โดยเพื่อนใหม่ด้วยซ้ำ) สิ่งที่เธอทำ จึงได้แก่การทดลองสลับสับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเองจากแม่บ้านทำความสะอาดไป (เลียนแบบ/สวมรอย) เป็น “แขกโรงแรม” ดูบ้างซะเลย

ป.ล.

ขณะเดียวกัน ผมก็ชอบรายละเอียดเล็กๆ จำนวนหนึ่งในหนัง เช่น การฉายภาพให้เห็นว่าเวลาแขกมันทำห้องพักในโรงแรมเละนั้น มันเละเทะได้ถึงขั้นไหน

หรือหนังจะเน้นให้เห็นว่าตัวละครนำเธอเป็นคน “มือหนัก” ระดับที่ขัดส้วมได้สะอาดเอี่ยม แต่ไอ้อาการมือหนักนั้น ก็ลามไปถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย ตั้งแต่เวลาเธออาบน้ำ หรือเวลาเธอแอบหยิบจับข้าวของของแขกขึ้นมาดู

ตัวละครสมทบอีกรายที่น่าประทับใจ ได้แก่ คุณป้าที่คอยทำหน้าที่กดลิฟท์โดยสารให้บรรดาพนักงาน แกเล่าว่าตัวเองก็เคยเป็นแม่บ้านทำความสะอาดห้องพักมาก่อน แต่เพราะมีปัญหาด้านร่างกายจากการปฏิบัติงาน จึงต้องมารับหน้าที่นี้ อีกรายละเอียดที่น่าสนใจดี คือ ระหว่างต้องยืนขึ้นๆ ลงๆ พร้อมลิฟท์ คุณป้าจะชอบอ่านหนังสือฆ่าเวลาไปด้วย

Our Time (คาร์ลอส เรย์กาดาส)

our time

อาจไม่ได้ชอบมันมาก ไม่ได้เข้าใจมันมาก (มีวูบหลับไปเล็กน้อย ตื่นมาต้องปะติดปะต่อเรื่องราวอยู่พักใหญ่)

แต่ถึงที่สุด รู้สึกว่าหนังมันทะเยอทะยานดี

ในแง่เรื่องราว หนังเล่าถึงชีวิตคู่/ครอบครัวที่มีปัญหาระหองระแหงทางความสัมพันธ์ (การนอกใจ) หรืออาจกล่าวได้ว่า นี่คือหนังว่าด้วยปัญหาความรัก-ปัญหาชีวิตของกวี (ระหว่างดูจะนึกถึงหนังหลายๆ เรื่องของวูดดี้ อัลเลน)

นี่จึงเป็นเรื่องราวว่าด้วย “โลกส่วนตัว” ของปัญญาชนที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร

แต่ “โลกส่วนตัว” หรือเรื่องราวส่วนบุคคลเล็กๆ กลับถูกนำเสนอผ่านหนังที่ยาวกว่า 3 ชั่วโมง เต็มไปด้วยรายละเอียดยุบยิบ เล่นใหญ่ มากมาย

หลายๆ ซีนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องหลักมากนัก ถูกนำเสนออย่างวิจิตรบรรจง ละเอียดลออ เช่น ฉากการแสดงดนตรีคลาสสิก ฉากขับรถยนต์ของนางเอก ที่ค่อยๆ เจาะลึกไปถึงระบบเครื่องยนต์กลไกของรถ ฉากเปิดเรื่องว่าด้วยความสุขสดใสอันงดงามของวัยเยาว์ หรือฉากปิดเรื่องว่าด้วยการเอาตัวรอดหรือความโหดร้ายในระบบแพ้คัดออกของธรรมชาติ

ด้านหนึ่ง เราอาจตั้งคำถามได้ว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ต้องถูกนำเสนอออกมาอย่างอลังการเป็นมหากาพย์ขนาดนั้น?

แต่อีกด้าน ก็อาจถามกลับได้เช่นกันว่า ทำไมเราถึงจะเล่าเรื่องราวความรัก ชีวิตครอบครัว ผุๆ พังๆ ของคนธรรมดา ให้เป็นมหากาพย์อันยิ่งใหญ่ ไม่ได้ล่ะ?

Graves Without a Name (ฤทธี ปานห์)

graves without a name

หนังใหม่ของฤทธี ปานห์

สิ่งที่ชอบ คือ เหมือนหนังจะนำเสนอว่ามันมีวิธีวิทยาและญาณวิทยาที่หลากหลาย ในการเข้าถึงความจริงและความทรงจำบาดแผลยุคเขมรแดง

แน่นอน วิธีการหนึ่งที่จำเป็นต้องมี คือ การสัมภาษณ์แบบ talking head บรรดาผู้ที่เคยอยู่ร่วมเหตุการณ์ในครั้งนั้น

ซึ่งชาวบ้านตัวเล็กๆ ที่ถูกสัมภาษณ์ ก็มีบทบาททั้งในฐานะ “ผู้กระทำการ” คือ เคยเข้าร่วมกับเขมรแดงอย่างกระตือรือร้น และ “ถูกกระทำ” กล่าวคือ แม้ชาวชนบทเช่นพวกเขาจะไม่ถูกทำร้ายทรมาน แต่หลายคนก็ตระหนักว่า ภายหลังความตายของผู้คนชาวเมืองที่ร่ำรวยจำนวนมากมาย ก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้น ความเท่าเทียมที่เคยหวังไม่ปรากฏ หรือสุดท้ายแล้ว พวกเขาโดนหลอกนั่นเอง

(ชาวบ้านคนหนึ่งพูดปลงๆ ทำนองว่า ถ้าพื้นโลกมันไม่ “ราบเป็นหน้ากลอง” ความเท่าเทียมก็ไม่มีอยู่จริงหรอก)

การสัมภาษณ์ “ผู้กระทำการ/ผู้ถูกกระทำ” ในหนังเรื่องนี้ให้ผลลัพธ์ที่ตื้นตันชวนฉุกคิดดีอยู่เหมือนกัน แม้จะไม่ได้บีบคั้น กดดัน ทารุณ เท่ากับงานของ “โจชัว ออพเพนไฮเมอร์” ในกรณีฝ่ายขวาอินโดนีเซีย

แต่สิ่งที่ผมตื่นตาตื่นใจจริงๆ กลับเป็นเนื้อหาในส่วนของการติดต่อวิญญาณคนตาย/เหยื่อผู้เสียชีวิต และการเสาะแสวงหาร่องรอยของพวกเขา (ซึ่งไม่ใช่กระดูกหรือร่างแท้จริงด้วยซ้ำ) ผ่าน “ไสยศาสตร์”

ซึ่ง “ไสยศาสตร์” ในหนังก็มีหลากหลายมาก ตั้งแต่พิธีกรรม “การเกิดใหม่” แบบพุทธ-ผี, การเข้าทรง, การนั่งทางใน หรือการตั้งไข่ เพื่อสื่อสารกับวิญญาณ

ปานห์จึงกำลังบอกคนดูว่า การเข้าถึง “ความจริง” และ/หรือ “ความทรงจำ” นั้นมีหลายแบบ และบางที “ความจริง” ที่เยียวยาเราอาจจะ “ไม่จริง” ก็ได้

ดุจเดียวกับ “ก้อนหิน” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่เขาใช้สื่อแทน “กระดูกผู้วายชนม์”

ดังนั้น จุดเด่นของหนังสารคดีเรื่องนี้ จึงได้แก่ สารที่บอกว่าการเดินทางเสาะแสวงหาสัจจะทางการเมืองนั้น มีมิติเรื่อง “จิตวิญญาณ” ดำเนินคู่ขนานกันไป

บ่อยครั้ง มิติอย่างหลังกลายเป็นสิ่งที่ช่วยปลดปล่อย หรืออย่างน้อยก็ผ่อนคลายเรา จากพันธะหนักอึ้งของอดีตและความทรงจำ

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ความโด่งดังของ “สังข์ทอง” นอกจอ “ละครจักรๆ วงศ์ๆ”

“นักแสดงสังข์ทอง” นอกจอ “จักรๆ วงศ์ๆ”

นอกจาก “สังข์ทอง 2561” กำลังไปได้สวยในจอทีวีแล้ว

นักแสดงหลายคนของละครพื้นบ้านเรื่องนี้ ก็กำลังมีงานแสดงอื่นๆ เพิ่มเสริมเข้ามาในช่วงเวลาเดียวกัน

เริ่มจาก “ชะชะช่า ท้ารัก” ละครเย็นเรื่องปัจจุบันของช่อง 7 ซึ่งผลิตโดยค่าย “ดีด้า” ซึ่งเปรียบเสมือนพี่น้องของ “สามเศียร”

ด้วยเหตุนี้ จึงมีนักแสดงจักรๆ วงศ์ๆ พาเหรดไปเล่นละครเย็นเรื่องดังกล่าวกันมากมาย

เริ่มตั้งแต่ “พลพจน์ พูลนิล” (พระราหูในเทพสามฤดู และ พระวิษณุกรรมในสังข์ทอง) “กชกร ส่งแสงเติม” (พระธิดาสุวรรณอัมพรในเทพสามฤดู) “ชนารดี อุ่นทะศรี” (พระธิดาปัทมา) “อรศศิพัชร์ มามีเกตุรัตน์” (นางพันธุรัต) “คริสเตียน เอเกิล” (เจ้าชายจิโอวานนี/เขยฝรั่ง) “กัญจน์อมล เคล้าจิตพูลสุข” (พระธิดาผกากรอง) “ธนภัทร ดิษฐไชยวงศ์” (พระธิดาประคองยศ) รวมถึง “ธนเดช ดีสีสุข” (พระพิรุณในเทพสามฤดู และ พระอินทร์ในสังข์ทอง)

นอกจากนั้น ใน “สายโลหิต” ละครหลังข่าววันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ช่อง 7 ที่ผลิตโดยค่าย “ดาราวิดีโอ” ซึ่งเป็นดัง “พี่ใหญ่” ของ “ดีด้า-สามเศียร” ก็ยังได้ “โอภาภูมิ ชิตาพัณณ์” ผู้กำลังโด่งดังกับบท “เจ้าเงาะ” ไปร่วมแสดง

แม้บทบาทของปอนด์ โอภาภูมิ จะปรากฏใน “สายโลหิต ฉบับใหม่” เพียงชั่วระยะสั้นๆ แต่ก็มีความสำคัญต่อตัวเรื่องไม่น้อย เพราะเขาต้องแสดงเป็น “ขุนรองปลัดชู”

เตรียมจับจอง โมเดล/ฟิกเกอร์ “เจ้าเงาะ” เร็วๆ นี้

View this post on Instagram

อะไรเอ่ยชื่ออยู่ในป่าพ่อตาเกลียดนัก มาแว้วววภาพหลุดของชุดสะสมเจ้าเงาะตัวเหมือนจริง ติดตามรายละเอียดได้ที่นี่จร้าาา่.. #สังข์ทอง #ทุกวันเสาร์อาทิตย์ 08.00น. #ช่อง7HD #สามเศียร #หนังเจ้า #ละครจักรๆวงศ์ๆ #ละครพื้นบ้าน #สังข์ทองลูกแม่ @surasak_suwannawong @pupe_kessarin @pond_ophaphoom @naphop_prasoplab @chanuchtra @bookpobsil @tanapat @christian.agle @pimaunya @genetix_james @galgam @rath_rathsil @khwan_pinthip @mansupasin @pleng_chanaradee

A post shared by บริษัท สามเศียร จำกัด (@samsearn) on

อินสตาแกรมสามเศียรเผยแพร่ภาพโมเดล/ฟิกเกอร์ตัวละคร “เจ้าเงาะ” ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการจัดทำ

ต้องถือว่ามีไม่บ่อยครั้งนัก (เผลอๆ อาจเป็นครั้งแรก) ที่ตัวละครจักรๆ วงศ์ๆ จะถูกแปรสภาพมาเป็น “สินค้าสะสม” ชนิดนี้

ขณะเดียวกัน นี่ก็บ่งชี้ถึงความฮอตฮิตของ “เจ้าเงาะ” และละคร “สังข์ทอง 2561” ได้เป็นอย่างดี

ถ้าทางเรารับทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดเรื่องการวางขาย รวมทั้งราคาสินค้า จะนำมาเล่าสู่กันฟังต่อไปครับ

“สังข์ทอง” ประคองเรตติ้ง 8 ได้อีกหนึ่งสัปดาห์

หลายคนคงทราบกันแล้วว่า “สังข์ทอง” ยังคงครองตำแหน่งโปรแกรมโทรทัศน์ยอดนิยมอันดับหนึ่งของประเทศไทย ในระหว่างวันที่ 17-23 กันยายน 2561 ได้อีกสัปดาห์

โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน ละครตอนที่ 61 คว้าเรตติ้งไปได้ 8.105 แม้ไม่ใช่ตัวเลขความนิยมสูงสุด ซึ่งเคยไต่ไปถึงระดับ 8.4 แต่ก็นับเป็นหนที่สามในรอบสองสัปดาห์ ที่ “สังข์ทอง” สามารถทำเรตติ้งได้ถึงหลัก 8

ต้องจับดูว่าละครตอนที่ 62-63 ระหว่างวันที่ 29-30 กันยายน จะโกยเรตติ้งไปได้ถึงตัวเลขไหน?

ข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25rating-week17-23-sept-2561/

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

หยุดยาวอย่างนี้ มาชมภาพสวยๆ ในจอ-นอกจอของ “เจ็ดธิดา” จาก “สังข์ทอง” กันดีกว่า

คราวนี้ ไม่สามารถหาข้อมูลเรตติ้ง “สังข์ทอง 2561” จากสัปดาห์ก่อน มาเผยแพร่ได้ครับ

เลยขออนุญาตแก้ขัดด้วยการประมวลภาพสวยๆ ของ “เจ็ดธิดา” ลูกสาวท้าวสามนต์ มาฝากกัน

เชิญรับชม

รจนา

View this post on Instagram

🌸

A post shared by Kessarin Noiphueng (@pupe_kessarin) on

วิลาวัณย์

พรรณผกา

พนารัตน์

ปัทมา

ผกากรอง

View this post on Instagram

☔️ #GGxxjapan 📷 @plugsweden

A post shared by Kanamon Khaojitphunsuk (@galgam) on

ประคองยศ

คนอ่านเพลง

รีวิว BOYdKO50th #2 Simplified the Concert

หนึ่ง

boydko50th2-simplified-the-concert-2018-hilight

นี่คือภาคต่อจากคอนเสิร์ต “Rhythm and Boyd” เมื่อต้นปี

โครงสร้างก็คล้ายๆ กับคอนเสิร์ตนั้น คือ ถ้าแบ่งคอนเสิร์ตออกได้เป็นประมาณ 4 ส่วน เพลงจากสตูดิโออัลบั้มชุดสองของ “บอย โกสิยพงษ์” ร่วมด้วยงานเกี่ยวเนื่อง คืออีพีชุด “One” และซิงเกิล “Home” จะไปกองอยู่พาร์ทแรก ส่วนสามพาร์ทหลัง ก็เป็นช่วงเพลงฮิตอื่นๆ ของเจ้าตัว (ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างงานชุดสอง กับ “Million Ways to Love Part 1-2”) ในอารมณ์และวิธีการนำเสนอแบบ “เบเกอรี่ รียูเนียน”

แต่ดูเหมือนบอยและทีมงานจะตระหนักถึงจุดอ่อนของคอนเสิร์ตภาคหนึ่งเมื่อตอนต้นปีพอสมควร พวกเขาจึงเพิ่มเติม-เล่นกับรายละเอียดบางด้าน ทำให้โชว์โดยรวมไม่แบ่งเป็นก้อนๆ อย่างขาดห้วงระหว่างกันจนเกินไป

สอง

อัลบั้ม “Simplified” ของบอย วางแผงในปี 2539 สมัยผมเรียน ม.3

22 ปีผ่านไป พอนึกย้อนถึงช่วงเวลานั้น มันถือเป็นห้วงระยะหนึ่งที่รุ่มรวยและรื่นรมย์มากๆ ในความทรงจำส่วนตัว

แน่นอน ค่ายเบเกอรี่คือทางเลือกอันดับต้นๆ ของวัยรุ่นยุคดังกล่าว ถ้าใครอยากจะแสวงหาเพลงป๊อปไทยรสชาติใหม่ๆ นอกเหนือจากสองค่ายหลัก “แกรมมี่-อาร์เอส”

ณ พ.ศ.2539 วงจากเบเกอรี่ มิวสิค ที่ผมชอบมาก คือ “โยคีเพลย์บอย” และ “โซลอาฟเตอร์ซิกส์” ซึ่ง “พี่โป้” นักร้องนำของวงแรก (ก่อนที่แกจะกลายเป็น “โยคีเพลย์บอย” และ “โยคีเพลย์บอย” จะกลายเป็นแก เหมือนในยุคปัจจุบัน) และ “พี่ปึ่ง-พี่ปิงปอง” สมาชิกหลักของวงหลัง ก็มีส่วนร่วมในงานชุด “Simplified” ด้วย

พี่โป้ร้องเพลง “I’m Free” และ “เที่ยงคืน” ส่วนพี่ปึ่ง-พี่ปิงปอง ร้องเพลง “พยาน”

จริงๆ สามเพลงนี้ไม่ดังไม่ติดหูเท่าไหร่ แต่น่าแปลกดีเหมือนกัน ที่ตอนคอนเสิร์ตเมื่อคืนวันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม 2561 ผมกลับร้องตามพี่โป้-พี่ปึ่ง-พี่ปิงปอง ได้แทบทุกประโยคโดยไม่รู้ตัว (และไม่ได้ย้อนกลับไปทำการบ้าน/ฟังงานชุดนี้อย่างจริงจังก่อนจะมาคอนเสิร์ตด้วย)

“นภ พรชำนิ” เป็นอีกคนที่มีบทบาทเยอะมากในอัลบั้มชุดนี้และบนเวทีเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เวลาผมรู้สึกว่าตัวเองเจอหน้าและฟังเสียงพี่นภบ่อยเกินไป ผมก็จะแก้อาการ “เบื่อ” ด้วยการย้อนนึกไปถึงเพื่อนสมัย ม.3 คนหนึ่ง ที่มันชอบเรียกพี่นภว่า “นภพร ชำนิ”

ที่ผมจำได้ไม่ลืม ก็คือ เพื่อนคนนั้นเคยวิจารณ์อัลบั้ม Simplified แบบขำๆ เอาไว้ว่า “นภพร ชำนิ ร้องเกือบทุกเพลงเลยว่ะ”

ต้องยอมรับว่าระหว่างนั่งชมคอนเสิร์ต และคิดถึงผลงานชุด “Simplified” ความทรงจำของผมยังพรั่งพรูไปสู่เรื่องราวอื่นๆ อีกมากมาย

ผมนึกถึง “เพื่อนเก่า” คนหนึ่ง ซึ่งตัวเองรู้สึกแอบปลื้มเธอตั้งแต่สมัยประถมปลาย ผมเจอหน้าเธอโดยบังเอิญในระยะไกลเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อปี 2539 แล้วเราก็ไม่เคยได้พบกันอีกเลย

ผมนึกถึงห้วงเวลาดีๆ ที่ตัวเองในวัย 14-15 ปี ไปหมกตัวอ่านงานประพันธ์ของ “ม.จ.อากาศดำเกิง รพีพัฒน์” ในห้องสมุดโรงเรียน ไล่ตั้งแต่งานดังอย่าง “ละครแห่งชีวิต” จนถึง “ผิวเหลืองหรือผิวขาว” “วิมานทลาย” และ “ครอบจักรวาล”

ผมนึกถึงตัวเองสมัยเรียนห้อง “รองคิง” ตอน ม.3 ซึ่งสอบได้เกือบลำดับสุดท้าย ทั้งที่เกรดเฉลี่ยก็ใกล้ๆ 3.5

ผมนึกถึงตอนตัวเองตัดสินใจเลือกแผนการเรียนสายศิลป์คำนวณ เมื่อกลาง ม.3 เทอมสอง จนโดนครูประจำชั้นและเพื่อนๆ บางคน คัดค้านไม่เห็นด้วย

ผมนึกถึงเพื่อนร่วมห้องสมัย ม.3 คนหนึ่งที่ชอบฟังเพลงเบเกอรี่มาด้วยกัน ขณะนี้ เขาเป็นบล็อกเกอร์ชื่อดัง และเพิ่งตัดสินใจลาออกจากราชการ ก่อนหน้าคอนเสิร์ตหนนี้ไม่นาน

ฯลฯ

สาม

จุดดีๆ ในพาร์ทแรกสุดหรือการโชว์งานเพลงในชุด “Simplified” ของคอนเสิร์ตหนนี้ คือ พี่บอยไม่ได้มาแนวตึงเครียดอัดแน่นจนไม่มีจังหวะพักหายใจแบบคราวคอนเสิร์ต “Rhythm and Boyd”

แกพร้อมจะสลับเรียงเพลงโดยไม่ได้อิงตามลำดับในเทป/ซีดีแบบเป๊ะๆ เช่น พอพี่โป้ขึ้นเวที เขาก็ร้อง “I’m Free” และ “เที่ยงคืน” ติดกันไปเลย ทั้งที่มันคือเพลงที่ 4 และ 6 ในอัลบั้ม

โชว์ยังใช้ประโยชน์จาก “พี่ปั่น ไพบูลย์เกียรติ” ได้ดี คือ แทนที่จะให้แกร้องแค่เพลง “ภาพเก่าๆ” ก็จัดการต่อท้ายเพลงนั้นด้วย “Home” พร้อมมี “พี่ธีร์ ไชยเดช” มาร่วมร้องอีกคน (จนกลายเป็นโมเมนต์น่ารักๆ หวานๆ ประจำงาน)

ตัวพี่บอยเองก็ขยันขึ้นเวทีมาพูดแทรกและสร้างอารมณ์ขันเสริมในพาร์ทแรกของคอนเสิร์ต (ตรงกันข้ามกับเมื่อต้นปี ที่แกแทบไม่โผล่ขึ้นมาแจมในโชว์ส่วนแรกสุด)

สี่

อย่างไรก็ดี มี 3-4 จุดในคอนเสิร์ต ที่ผมรู้สึกว่าน่าเสียดายหรือเห็นว่ามันติดๆ ขัดๆ อยู่บ้าง

จุดแรก เป็นเรื่องความเสียดายเล็กๆ น้อยๆ ที่ในเพลง “เที่ยงคืน” พี่โป้ไม่ได้ร้องกับ “โจอี้ บอย” (ซึ่งคงติดอะไรสักอย่าง) เลยได้ “อุ๋ย บุดดาเบลส” และเพื่อนๆ มาแทน (อันนี้ไม่ได้ตามข่าวใกล้ชิด จึงไม่แน่ใจว่า หรือที่ขึ้นโชว์นั้นคือ สมาชิกบุดดาเบลสยุคปัจจุบัน ก็ไม่รู้?)

จุดสอง ในคอนเสิร์ต “Rhythm and Boyd” มีการปล่อยไม้เด็ด ด้วยการให้พี่นภ และสองพี่น้องแห่งตระกูลศิลาอ่อน มาร้องเพลง “ตัดสินใจ” เต็มๆ เพื่อโปรโมทคอนเสิร์ต “Simplified”

ที่น่าเสียดาย คือ มาถึงคอนเสิร์ตนี้ (ในคืนวันเสาร์) เพลง “ตัดสินใจ” กลับถูกร้องไม่เต็มเพลง

จุดที่สาม ข้อนี้ อาจเป็นความรู้สึกหรือทัศนคติส่วนบุคคล เพราะเห็นหลายคนก็อินหรือซาบซึ้งกันอยู่ คือ ผมรู้สึกว่าพี่บอยพยายามดึงสมาชิกในครอบครัวมาเป็นสาระสำคัญของโชว์มากไปนิด

แน่นอน คนเหล่านี้คือแรงบันดาลใจสำคัญของศิลปินแน่ๆ แต่ผมไม่แน่ใจว่าศิลปินจำเป็นจะต้องทำให้พวกเขามีตัวตนชัดเจน (สุดๆ) ในคอนเสิร์ตด้วยหรือไม่ โดยส่วนตัว ผมเห็นว่ายิ่งคนในครอบครัวศิลปินถูกขับเน้นบทบาท-สถานะ หรือถูกย้ำว่าเป็นบ่อเกิด/จุดกำเนิดของเพลงนี้เพลงนั้นมากขึ้นเท่าไร เพลงดังกล่าวก็จะสูญเสียสถานะ “ความเป็นเพลงป๊อป” ไปอย่างน่าเสียดาย

คือแทนที่เพลงจะมี “ความเป็นนามธรรม” และเปิดกว้างให้คนฟังสามารถสอดแทรกจินตนาการ อารมณ์ ความรู้สึก ความทรงจำ การตีความส่วนบุคคล ใส่ลงไปในบทเพลง (“ฟุ้งกระจาย”) ได้เต็มที่

ตัวตนและเรื่องราวเกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัวของศิลปินกลับแผ่ขยายออกกว้างขวางขื้นเรื่อยๆ กระทั่ง “ระงับ” การพยายามมีส่วนร่วมกับเสียงเพลงของคนฟังเอาไว้ซะอย่างงั้น

IMG_3507

จุดที่สี่ คอนเสิร์ตหนนี้ มี “พี่ตูน” มาเป็นแขกรับเชิญ ซึ่งผมไม่ติดขัดอะไร แล้วก็ไม่แปลกใจที่แกได้รับเสียงปรบมือต้อนรับดังกึกก้อง โดยไม่ต้องมีใครคอยบิวด์

แต่สิ่งที่ผมติดใจมากๆ คือ ทั้งๆ ที่พี่ตูน (ในวันเสาร์) พยายามจะทำตัวเป็นอดีตวัยรุ่นคนหนึ่งที่ชื่นชอบเพลงพี่บอย ณ ปี 2539 เขาพยายามจะย้อนรำลึกถึงตนเองเมื่อคราวต้องซื้อบัตรราคาถูกสุดไปดูคอนเสิร์ตพี่บอยที่เอ็มบีเค

ทว่ากลับเป็นพี่บอย (และพี่นภ) ที่ดันยึดติดกับสถานภาพ “ก้าวคนละก้าว” ของพี่ตูนในปัจจุบันซะจนน่า “อึดอัด” และทำให้การมีอยู่ของเขาบนเวทีกลายเป็นเรื่องทางการ/พิธีกรรมเกินไปหน่อย (ทั้งที่เจ้าตัวเองเหมือนอยากจะมา “ร่วมสนุก” และ “ผ่อนคลาย” มากกว่านี้)

ห้า

นอกจากได้ฟังการแสดงสดบทเพลงที่พี่โป้และสองพี่น้องสุพรรณเภสัช แทบไม่เคยได้ร้องโชว์ที่ไหนแล้ว

มีอีก 3-4 จุดที่ผมประทับใจมากในคอนเสิร์ตนี้

จุดแรก คือ ได้ฟัง “อยากจะรู้” แบบสดๆ นี่เป็นอีกเพลงที่ตอนเผยแพร่ออกมาในอีพี “One” ผมรู้สึกเฉยๆ แต่พอนานๆ ไป ผมกลับรู้สึกคิดถึงมันเป็นระยะ และสามารถจดจำเนื้อหาของเพลงได้อย่างแม่นยำระหว่างชมคอนเสิร์ต

จุดสอง โชว์สั้นๆ ของ “พี่น้อย พรู” ก็ยังสนุกเหมือนเดิม แกมาเปิดตัวเพลงใหม่จากอัลบั้มเดี่ยวชุดแรก ชื่อ “แด่ศาลที่เคารพ” แน่นอนว่าฟังสดแทบไม่รู้เรื่องเลย (คิดถึงตอนวงพรูเปิดตัวด้วยเพลง “เลือกแบบไหน” ใน “Bakery The Concert”) แต่พอกลับบ้านมาฟังเพลงนี้ในสตรีมมิ่ง ก็พบว่างานใหม่พี่น้อยน่าสนใจทีเดียว

(ฟังได้ที่นี่ http://music.sanook.com/music/song/qUCKcdxjKYMDgNwd2Tdb2w==/lyric/)

จุดที่สาม คือ การปรากฏตัวของ “นาเดีย สุทธิกุลพานิช” โอเค เธออาจไม่ได้ร้างลาเวทีไปเป็นทศวรรษ แต่สำหรับผม นี่เป็นครั้งแรกในรอบกว่าสิบปี ที่ได้ดูเธอเล่นคอนเสิร์ต (ตอนเธอออกมา ผมถึงกับเผลอตัวกรีดร้องด้วยซ้ำ 555)

IMG_3561

ระหว่างนาเดียและ “โบว์-จอยซ์” มายืนเรียงกันช่วงท้ายๆ งาน ทำให้นึกได้ว่า เออ! นักร้องวัยรุ่นหญิงค่ายเบเกอรี่/โดโจซิตี้ ยุคต้น 2540 หลายคน (แม้ไม่ใช่ทุกคน) จะมีโครงร่างสูงใหญ่ คือ แม้อาจไม่ถึงขั้นนางงาม-นางแบบ แต่ก็ราวๆ นางเอกอย่างสินจัย, คัทลียา, สิเรียม, มาช่า, หมิว อะไรทำนองนั้น หรืออย่างน้อยที่สุด ทั้งสามคนก็ตัวสูง/โตเกินมาตรฐานเฉลี่ยของ BNK48 ยุคนี้แน่ๆ

นี่คงบ่งชี้ถึง “มาตรฐานความงาม” ที่เปลี่ยนแปลงไป

อีกจุดที่ชอบ ก็คือ คอนเสิร์ตนี้ปิดท้าย (และเชื่อมต่อไปยังคอนเสิร์ต “Million Ways to Love” ต้นปีหน้า) ด้วยการรำลึกถึง “พี่โจ้ พอส” ผ่านการจัดวางแบบเดิมๆ ที่หลายคนคงเดาทางถูก คือ มีพี่บอยมาดีดกีต้าร์-ร้องขึ้นต้นเพลง “รักเธอทั้งหมดของหัวใจ” มีไมค์ว่างๆ อีกตัวมาตั้งทิ้งไว้ แล้วยิงแสงสป็อตไลท์ลงไป ประมวลภาพเก่าๆ ของพี่โจ้เริ่มปรากฏบนจอภาพ ฉับพลัน เสียงร้องของแกก็ดังขึ้น

(ก่อนจะมีพี่ป๊อดมาร้องเพลง “ใคร” ซึ่งเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษดั้งเดิมของเพลงนี้ พี่บอยได้แต่งให้พี่โจ้ในวันที่แกเสียชีวิต)

IMG_3568

ทั้งที่เป็นกระบวนท่าเดิมๆ แต่การรำลึกถวิลหาพี่โจ้ยังได้ผลอยู่เสมอ นอกจากนี้ นี่ยังเป็นโทนอารมณ์ที่ผิดแผก/คอนทราสต์กับจากโชว์ส่วนๆ อื่นในคอนเสิร์ต เพราะมันเป็นเรื่องราวความโศกเศร้าสูญเสีย “จริงๆ”

พอพูดถึงความสูญเสีย พี่บอยก็ค่อยๆ ร้อยรัดความสูญเสียเรื่องพี่โจ้เข้ากับเรื่องที่คนใกล้ตัวรายอื่นๆ ของแก ค่อยๆ เสียชีวิตลงไปเรื่อยๆ ตามวันเวลาที่ผันผ่าน

จุดนี้ผมว่า “เวิร์ก” เมื่อโชว์สามารถทำให้บทเพลงและชีวิตของบุคคลสาธารณะ/ศิลปินอีกคนหนึ่ง ค่อยๆ กลืนกลายเป็นเนื้อเดียวกับบรรดาคนใกล้ตัวของศิลปินเจ้าของคอนเสิร์ตอีกที (ตรงข้ามกับการผลักดันเอาเรื่องราวว่าด้วยคนใกล้ตัวเหล่านั้นเป็นโจทย์ตั้งต้น แล้วพยายามลากเพลง-ดึงโชว์เข้าไปหาพวกเขา)

หก

แถมท้ายสองประเด็น

เพิ่งมาตระหนักเมื่อนั่งชมคอนเสิร์ตว่า งานชุด “Simplified” และอีพี “One” นั้นไม่มีเสียงผู้หญิงเป็นเสียงร้องนำเลย กระทั่งพวกเพลงที่ต้องพึ่งพาเสียงร้องนำมากกว่าหนึ่งเสียง ก็ยังใช้บริการนักร้องชายทั้งหมด (พี่บอยเองยังแซวบนเวทีว่า งานในช่วงนั้นของแกมีลักษณะ “วาย”)

อีกข้อ คือ พบว่าคอนเสิร์ตนี้ใช้งาน Impact Exhibition Hall (1) ได้แปลกดี เพราะเขาใช้สถานที่ดังกล่าวในแนวขวาง (งานอื่นๆ ส่วนใหญ่ จะใช้งานในแนวยาว/ดิ่ง) โดยตั้งเวทีติดผนังด้านขวามือ ที่เหลือเป็นสแตนด์ที่นั่งคนดู ส่งผลให้ผู้ชมได้ใกล้ชิดกับนักร้อง-นักดนตรีบนเวทีอย่างน่าทึ่ง (แต่เหมือนจุดเสียจะอยู่ตรงที่นั่งโซนริมๆ ที่คงเห็นภาพการแสดงไม่ชัดเจนนัก จนผู้จัดต้องแจก “ถุงผ้า” ชดเชย)

ขอบคุณคลิปจาก https://www.youtube.com/user/AAATheAnnie

ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

มาแว้ว! MV “อะไรเอ่ย” (หกเขยลุยเงาะ) เวอร์ชั่นใหม่

ได้ฤกษ์เผยแพร่ออกมาแล้ว เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2561 สำหรับมิวสิควิดีโอเพลง “อะไรเอ่ย” หรือ “หกเขยลุยเงาะ” เพลงจังหวะโจ๊ะๆ เนื้อหาเฮฮา สะท้อนมุมมอง/เสนอเสียงร้องของตัวละคร “หกเขย-หกพระพี่นาง” ที่ใช้ประกอบละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “สังข์ทอง”

อะไรเอ่ย เจ็ดเขย

อะไรเอ่ย หกธิดา

เท่าที่ดูวนไป 2-3 รอบ ถือว่าสนุกสนานไม่แพ้ MV เวอร์ชั่นปี 2550 เลยทีเดียว

คนตัดหญ้าในสนามบอล, คนอ่านเพลง

“Three Lions” เส้นทางกลับบ้านอันยาวไกลและซับซ้อนของทีมชาติอังกฤษ

หนึ่ง

การทะลุเข้าถึงรอบสี่ทีมสุดท้ายในการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2018 ของทีมชาติอังกฤษ ส่งผลให้เพลงเชียร์อมตะนิรันดร์กาลอย่าง “Three Lions” ถูกนำมาขับขานโดยกว้างขวางอีกคำรบ

แฟนบอลอังกฤษยุคร่วมสมัยหลายรายอาจทึกทักว่านี่คือเพลงที่มีชื่อว่า “Football’s coming home” ตามท่อนฮุกอันลือลั่น

บางคนอาจนึกว่านี่เป็นเพลงเชียร์สามัญประจำบ้านของทีมชาติอังกฤษ ยามลงแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหญ่ มานานแสนนาน

ทว่าในข้อเท็จจริง เพลงที่สะท้อนถึงอารมณ์ปลื้มปีติและความหวังครั้งใหม่ (ซึ่งเพิ่งแหลกสลายลง) ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 22 ปีก่อน

สอง

ปี 1996 อังกฤษรับบทบาทเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป โดยทีมสิงโตคำรามสามารถผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ก่อนจะแพ้เยอรมนีในการดวลจุดโทษ (นักเตะรายเดียวของอังกฤษที่ยิงลูกโทษพลาด คือ “แกเร็ธ เซาธ์เกต” ผู้จัดการทีมทรีไลออนส์ชุดปัจจุบัน)

ก่อนหน้ายูโร 96 จะเปิดฉากฟาดแข้ง “เดวิด บัดเดียล” และ “แฟรงก์ สกินเนอร์” สองนักแสดงตลกและพิธีกรรายการทีวียอดฮิต “แฟนตาซี ฟุตบอล” ได้ร่วมมือกับ “เอียน เบราดี้” แห่งวงดนตรี “เดอะ ไลท์นิง ซีดส์” เขียนเพลงชื่อ “Three Lions” ขึ้นมา

เพลงที่ใช้ชื่อซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากตราสัญลักษณ์บนเสื้อแข่งของทีมชาติอังกฤษ มีเนื้อหาแปลกประหลาดกว่าเพลงเชียร์ฟุตบอลทั่วไป

กล่าวคือ มันได้นำเสนอภาวะ “หวานอมขมกลืน” ของแฟนบอลอังกฤษ ที่ทั้งรัก-ส่งใจเชียร์ทีมชาติของตนเอง และต้องเจ็บปวดรวดร้าวเศร้าสร้อยซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อขุนพลสิงโตคำรามบุกบั่นไปไม่ถึงฝั่งฝันเสียที

บัดเดียลและสกินเนอร์บอกว่า พวกเขาต้องการแต่งเพลงที่สะท้อนถึงความรู้สึกนึกคิดจริงๆ ของแฟนบอลทีมชาติอังกฤษ

“นี่คือบทเพลงที่พูดถึงความพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่าของอังกฤษ แต่ขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นบทเพลงที่พวกเราอยากจะกู่ร้องมันออกมา” บัดเดียล พูดถึงลักษณะลักลั่นที่แสนโดดเด่นของเพลง “Three Lions”

ในแง่มุมโศกเศร้า เนื้อหาของเพลงกล่าวถึงระลอกความผิดหวังที่ทีมฟุตบอลและกองเชียร์อังกฤษต้องประสบ นับแต่การคว้าแชมป์โลก ณ บ้านเกิดเมื่อปี 1966

ในทางกลับกัน เพลงเพลงนี้ก็บรรจุความหวังเรืองรองไว้ในท่อนฮุกติดหู ซึ่งมีเนื้อร้องขึ้นต้นว่า “It’s coming home”

ตามความตั้งใจแรกเริ่ม บัดเดียลและสกินเนอร์เพียงแค่ต้องการจะร่วมเฉลิมฉลองวาระที่อังกฤษได้รับหน้าเสื่อจัดทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลระดับเมเจอร์อีกหน

หลังจากประเทศแห่งนี้เคยจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรกและครั้งเดียว เมื่อ 3 ทศวรรษก่อนหน้านั้น

แต่ต่อมา นัยยะของเนื้อร้องท่อนฮุกสั้นๆ ง่ายๆ ก็ถูกขยายความไปไกลกว่าเดิม

“การกลับบ้าน” เริ่มยึดโยงกับความฝันใฝ่ว่าทีมชาติอังกฤษจะคว้าแชมป์รายการใหญ่ได้อีกครั้ง ซ้ำรอยความสำเร็จหนึ่งเดียวในปี 1966

สิ่งที่จะ “กลับบ้าน” จึงไม่ใช่การเป็นเจ้าภาพทัวร์นาเมนต์ระดับใหญ่ แต่ควรเป็น “ถ้วยรางวัลชนะเลิศ” ระดับทวีปหรือระดับโลก

สาม

กลางปี 1996 แม้ “Three Lions” จะไม่ใช่เพลงเชียร์อย่างเป็นทางการของทีมชาติอังกฤษ แถมสมาคมฟุตบอลอังกฤษออกจะไม่ชอบเนื้อร้อง ในส่วนที่ตัดพ้อผลงานน่าผิดหวังของขุนพลสิงโตคำรามด้วยซ้ำ

แต่ระหว่างการแข่งขันฟุตบอลยูโร 96 ผลงานดนตรีของบัดเดียล, สกินเนอร์ และเบราดี้ กลับขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตเพลงยอดนิยม

จากเพลงฮิตในบริบทเฉพาะ “Three Lions” ค่อยๆ กลายเป็นเพลงยอดนิยมข้ามกาลเวลา ซึ่งถูกผลิตซ้ำหนแล้วหนเล่า โดยใช้ทำนองป๊อปติดหูแบบเดิม แต่ปรับเปลี่ยนเนื้อร้องบางท่อน (หรือทุกท่อน) เสียใหม่

ตามความเห็นของหนึ่งในผู้แต่งอย่างบัดเดียล ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ “Three Lions” ผงาดขึ้นเป็นเพลงชาติแห่งวงการฟุตบอลอังกฤษ โดยเข่นฆ่าเพลงฟุตบอลอื่นๆ ทั้งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าและถูกผลิตตามมาภายหลัง จนตายเรียบ

ก็คือ เนื้อหาแนว “หวานอมขมกลืน” ซึ่งจับใจแฟนบอลต่างเจเนอเรชั่นจนอยู่หมัด

แฟนบอลที่มีความหวัง, เข้าใกล้ความหวัง, ผิดหวัง แต่ก็ยังหวังกันต่อไป

สี่

“โอเว่น แบล็กเฮิร์สต์” บรรณาธิการบทความของนิตยสารมุนเดียล วิเคราะห์เพิ่มเติมว่าถ้า “Three Lions” เมื่อปี 1996 ทำให้คนอังกฤษโหยหายุคทองในปี 1966

การกลับมาของผลงานเก่าอายุ 22 ปีเพลงนี้ (หากพิจารณาจากการถูกขับขานโดยแฟนฟุตบอลจำนวนมหาศาล และการติดชาร์ตเพลงดาวน์โหลดยอดนิยม ณ ค.ศ.2018)

ก็อาจบ่งชี้ถึงภาวะโหยหาอดีตอันงดงามเมื่อปี 1996 ของผู้คนยุคปัจจุบัน

ตามทัศนะของแบล็กเฮิร์สต์ ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 (หรือ “ยุค 90” ในภาษาบ้านเรา) คือ ห้วงเวลาสุด “คูล” ของเพลงดีๆ เทศกาลวัฒนธรรมเจ๋งๆ

มิหนำซ้ำ ทีมชาติอังกฤษชุด “ยูโร 96” ภายใต้การคุมทีมของ “เทอร์รี่ เวนาเบิลส์” ก็ไม่เพียงมีผลการแข่งขันอันน่าภาคภูมิใจ แต่พวกเขายังเล่นฟุตบอลได้ดีจนน่าประทับใจ

แบล็กเฮิร์สต์บอกว่าหลังจากพลพรรค “ทรีไลออนส์” ร่วงโรยลงเรื่อยๆ นับแต่ปี 2002 พวกเขาก็กลับมาจุดประกายความหวังของคนในชาติให้ลุกโชนขึ้นอีกคำรบในปี 2018

ด้วยความกระตืนรือร้นของทีมพลังหนุ่ม ซึ่งมีนักฟุตบอลพื้นเพหลากหลายจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ แถมยังเล่นระบบวิงแบ๊กเหมือนยุคเวนาเบิลส์เป๊ะๆ

ห้า

อังกฤษจบศึกฟุตบอลโลกที่รัสเซียด้วยตำแหน่งอันดับสี่ ถือเป็น “ความสำเร็จขั้นต่ำ” ดุจเดียวกับผลงานเมื่อปี 1990

มนตราของเพลง “Three Lions” ดูเหมือนจะยังเข้มขลังอยู่เสมอ ตราบใดที่ทีมอังกฤษยังคงเป็น “ผู้แพ้”

มายาดังกล่าวอาจยุติสิ้นสูญลง หากทีมสิงโตคำรามพลิกสถานการณ์ขึ้นเป็น “ผู้ชนะสูงสุด” แล้วนำพาฟุตบอล (ถ้วยรางวัลชนะเลิศ) กลับคืนสู่ “บ้าน” ของพวกเขาและเหล่าแฟนบอลร่วมชาติอย่างแท้จริง

มิใช่ “บ้านแห่งอุดมคติ” ในบทเพลง

หก

อย่างไรก็ตาม น่าตั้งคำถามว่า “บ้าน” ที่ฟุตบอลกำลังจะกลับไปหา คือ “บ้าน” หลังไหน?

“จอห์น วิลเลียมส์” นักวิชาการสาขาสังคมวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ตั้งประเด็นว่า บางที “การกลับบ้าน” อาจมิได้หมายถึงการเจาะเวลาหาอดีตหวนไปยังปี 1966

หาก “บ้าน” ที่หลายคนกู่ก้องร้องเรียก อาจหมายถึงสถานภาพการเป็นบิดาแห่ง “การแข่งขันฟุตบอลสมัยใหม่” ของประเทศอังกฤษ

แทบทุกคนต่างรับทราบว่ากฎกติกาของเกมฟุตบอลยุคใหม่ รูปแบบสมาคม/สหพันธ์ฟุตบอลแห่งชาติ การแข่งขันฟุตบอลถ้วยและลีก ล้วนเริ่มต้นที่อังกฤษ ก่อนจะมีการเผยแพร่บรรทัดฐานลักษณะนี้ไปทั่วยุโรปและบางส่วนของอเมริกาใต้

ทว่า “บ้าน” หลังนั้นก็พยายามโดดเดี่ยวตนเองจากโลกภายนอก

นอกจากจะเผยแพร่รูปแบบการแข่งขันฟุตบอลสมัยใหม่ไปตามประเทศต่างๆ ที่มีชุมชนคนอังกฤษอาศัยอยู่แล้ว

วิลเลียมส์ชี้ว่าระหว่างปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ทีมชาติอังกฤษกลับไม่เคยลงปะทะฝีเท้ากับทีมชาติอื่นๆ นอกสหราชอาณาจักรเลย

ถ้าพิจารณาผ่านปรากฏการณ์อันแปลกแยก ณ ห้วงเวลานั้น ฟุตบอลจึงไม่ต้อง “กลับบ้าน” เพราะฟุตบอลอังกฤษไม่เคยยอมออกไปเผชิญหน้าโลกภายนอก (บ้าน)

เมื่อแรกก่อตั้งสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือฟีฟ่าที่ประเทศฝรั่งเศสในปี 1904 อังกฤษตัดสินใจไม่เข้าร่วมกิจกรรมด้วย เพราะฐานความคิดเรื่อง “กีฬา” ที่ผิดแผกกันระหว่าง “เกาะอังกฤษ” กับ “ยุโรปภาคพื้นทวีป”

สังคม/ชนชั้นนำอังกฤษยุคต้นศตวรรษที่ 20 ยังยึดถือผูกพันกับการเล่นกีฬาแบบ “สมัครเล่น” ซึ่งวางวัตถุประสงค์ให้บรรดาสุภาพบุรุษผู้ดีได้มุ่งมั่นพัฒนาสุขภาพร่างกายและจิตใจของตนจนแข็งแรงแจ่มใส

ขณะเดียวกัน ก็แอนตี้ “กีฬาอาชีพ” ที่ถูกประเมินว่าเป็นการกระตุ้นให้ผู้เล่นหวังผลชัยชนะและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นๆ (เช่น เงินรางวัล) นอกเหนือจากเกมกีฬา อันอาจส่งผลเสียหายต่อหลักการ “แฟร์เพลย์”

ยิ่งกว่านั้น อังกฤษมองว่ากีฬากับการเมืองควรแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด สวนทางกับฟีฟ่าซึ่งเห็นว่าควรใช้ฟุตบอลมาเป็นเครื่องมือเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ต้องรอจนถึงปี 1950 ทีมชาติอังกฤษจึงตัดสินใจเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก ทั้งๆ ที่เวิลด์คัพหนแรกสุด เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 1930 หรือ 2 ทศวรรษก่อนหน้า

นักสังคมวิทยาแห่ง ม.เลสเตอร์ สะกิดแถมท้ายด้วยว่า หรือหากปี 1966 คือ “ยุคทอง-บ้านหลังเก่า” ที่แฟนบอลอังกฤษพึงปรารถนาจริงๆ

ทุกคนก็พึงตระหนักว่า “บ้าน” หลังนั้นเป็นภาพสะท้อนสังคมก่อนยุค “พหุชาติพันธุ์” เพราะทีมชาติอังกฤษชุดแชมป์โลกไม่มีนักเตะผิวดำร่วมอยู่เลย เช่นเดียวกับกองเชียร์ส่วนใหญ่ซึ่งล้วนเป็นคนผิวขาว

threelions-xlarge_trans_NvBQzQNjv4BqGIRJtgEaK4etefHCFUFBeHIIofnIm3psvZm9nJ6FExU

ข้อมูลจาก

https://www.bbc.com/news/newsbeat-44711564

https://www.theguardian.com/football/2018/jun/27/three-lions-england-paul-macinnes-baddiel-skinner-world-cup

https://theconversation.com/england-fans-sing-footballs-coming-home-but-where-is-home-really-99479

(หมายเหตุ ติดตามอ่านบทความฉบับเต็มได้ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับหน้าครับ)

คนอ่านเพลง

คอนเสิร์ต “ดึกดำบรรพ์ #201”: การตลาดอันน่าทึ่ง, โชว์ที่อิ่มเอม แต่ (แค่) เกือบจะเต็มอิ่ม

หนึ่ง

IMG_3015

มาเริ่มที่เซ็ตลิสต์กันก่อนเลยครับ

อินโทร: รักนิรันดร์ (บรรเลง)

รักล้นใจ

ทั้งรู้ก็รัก

ขีดเส้นใต้

เพราะเธอ

เล็กๆ น้อยๆ

ทะเล

ชีวิตไร้สังกัด

โอ้ใจเอ๋ย

(ย้ายไปโซนพิเศษ สนับสนุนโดยกระเบื้องไดนาสตี้ ไทล์ท้อป)

สัมภาษณ์พูดคุยกับดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์ โดยแขกรับเชิญ น้าเน็ก เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

In the Darkness of My Life

ผีเสื้อ (แขกรับเชิญ วิยะดา โกมารกุล ณ นคร และ บิลลี่ โอแกน)

หยดน้ำ

บอกรัก

ด้นสดเพลงบลูส์ (น้าเน็กร่วมร้อง-เล่าข่าวกับชรัส มีพนเทพและปั่นเล่นกีต้าร์) เนื้อหาว่าด้วยป้าทุบรถ, หวย 30 ล้าน และนาฬิกาปริศนา

ปาฏิหาริย์

เพียงแค่ใจเรารักกัน

รักเองช้ำเอง

รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง (แขกรับเชิญ ติ๊ก ชิโร่)

รักเธอมากกว่าใคร (แขกรับเชิญ ติ๊ก ชิโร่)

Together, We Go (เพลงประจำบริษัทไดนาสตี้ ไทล์ท้อป แต่งโดยพนเทพ)

A Tu Corazon (สู่กลางใจเธอ)

ส่องกระจก

คนขี้เหงา

ตลอดไป

คนไม่มีวาสนา

เฝ้าคอย

รักนิรันดร์

รักยืนยง

เพราะฉะนั้น

หลับตา

สอง

จำนวนผู้ชมราวๆ สามพันคน เกือบเต็มสถานที่จัดงาน (ทีแรก ผมประเมินว่าน่าจะน้อยกว่านี้)

คนดูส่วนใหญ่นั่งชมโชว์อย่างเหนียวแน่นตลอดสามชั่วโมง ไม่เหมือนคอนเสิร์ตริธึ่มแอนด์บอยด์ที่ผมไปดูช่วงต้นกุมภาฯ ที่ผู้ชมจำนวนไม่น้อยเดินเข้าๆ ออกๆ หรือบางคนเดินออกตั้งแต่ครึ่งทางแรก จนน่ารำคาญ (สำหรับคนที่ยังนั่งชม/ฟังอยู่)

ที่สำคัญโชว์เริ่มตรงเวลา 19.00 น. แบบเป๊ะๆ (ไม่ค่อยเห็นคอนเสิร์ตไทยที่เริ่มตรงเวลาขนาดนี้)

สาม

ช่วงหลังๆ เหมือนคอนเสิร์ตไทยจะพยายามหามูลค่าเพิ่มอะไรบางอย่าง ที่จะช่วยให้โชว์เป็นมากกว่าการร้อง-แสดงดนตรีกลางเวที (เพื่อดึงดูดผู้ชม เพราะกลัวว่าดนตรีอย่างเดียวจะเอาผู้ชมไม่อยู่) คอนเสิร์ตล่าสุดของดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์ ก็หนีไม่พ้นลักษณะร่วมข้อนี้

ทางวงและบีอีซี เทโร ซึ่งเป็นผู้จัด จึงเชิญน้าเน็กขึ้นมาพูดคุยกับน้าพนเทพ น้าชรัส น้าปั่น บนเวที ซึ่งตามความเห็นส่วนตัว ผมรู้สึกว่าการปรากฏกายของน้าเน็กส่งผลให้จังหวะของโชว์โดยรวมสะดุดลงพอสมควร ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เพลงรัก 8-9 เพลงแรกของน้าๆ กำลังทำงานได้ดี คนฟังกำลังอิน จวนจะถึงไคลแม็กซ์อยู่แล้วเชียว ทว่าจู่ๆ ความต่อเนื่องดังกล่าวกลับถูกระงับกลางคัน

แต่ใช่ว่าการมาของน้าเน็กจะไม่มีผลบวกเอาเลย ผมชอบช่วง “ด้นบลูส์” (จริงๆ คงมีการซ้อมการเตี๊ยมเนื้อกันมาบ้าง) ที่น้าเน็กพาคุณลุงนักเพลงโรแมนติกสามคนไปข้องแวะกับเรื่องป้าทุบรถ หวย 30 ล้าน และนาฬิกาข้อมือ

อย่างน้อย การนำประเด็นเรื่องนาฬิกาบนข้อมือบิ๊ก… มาแซวเล่นบนเวทีเพลงป๊อป ให้คนดู (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง กทม. วัย 35-40 อัพ) ขำขันกันครึกโครม ก็แสดงให้เห็นแนวโน้ม “ขาลง” ของผู้มีอำนาจบางคน/บางคณะได้ชัดเจน

ทว่า ผมค่อนข้างเบื่อกับมุขแซวพนเทพเรื่องเป็นคนพูดน้อยของน้าเน็ก

หลายปีหลัง ผมตามดูน้าตุ่น พนเทพ ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตเล็ก กลาง ใหญ่ มาต่อเนื่องพอสมควร ผมพบว่าถ้าไม่มีคนมาบี้ มาจี้ ให้แกพูด แกก็ไม่ใช่คนพูดน้อย แถมยังพูดจาเป็นเรื่องเป็นราว (สนุกสนานเพลิดเพลิน – แต่อาจไม่ตลกโปกฮา) เสียด้วย เช่น ผมยังประทับใจเมื่อครั้งที่น้าตุ่นนั่งเล่าที่มาของเพลงรักหลายเพลง (อาทิ หลับตา และ เพียงแค่ใจเรารักกัน) อย่างออกรสและละเอียดลออ ในคอนเสิร์ตรักนิรันดร์

กลายเป็นว่ายิ่งน้าเน็กไปแซวเพื่อจี้ให้แกพูดนั่นแหละ น้าตุ่นจึงยิ่งพูดไม่ออก และพอน้าเน็กลงจากเวที น้าตุ่นก็สามารถพูดจายาวๆ ออกมาได้ แถมยังเป็นใจความสำคัญประการหนึ่งของคอนเสิร์ตนี้เสียด้วย (จะกล่าวถึงต่อไป)

สี่

IMG_3035

พูดถึงแขกรับเชิญ พี่ตุ๊ก วิยะดา ที่มาร่วมร้องเพลง “ผีเสื้อ” แบบนิดๆ หน่อยๆ พ่วงด้วยพี่บิลลี่ (ที่มีส่วนร่วมน้อยลงไปอีก) ก่อนจะหยอดมุขเล็กๆ น้อยๆ ตบท้าย นั้นไม่ส่งผลต่อโชว์มากนัก (พูดอีกอย่าง คือ มีหรือไม่มีก็ได้)

แขกรับเชิญอีกราย คือ พี่ติ๊ก ชิโร่ ที่มาพร้อมเพลงเอกยุคหลังของแกอย่าง “รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง” และร่วมแจมใน “รักเธอมากกว่าใคร” ต่ออีกเพลง

เสียงสูงของพี่ติ๊กยังคงทรงพลังและยอดเยี่ยมเสมอ เช่นเดียวกับลูกเล่นและอารมณ์ขันอันแพรวพราว ตั้งแต่การเอาการ์ดอะไรสักอย่างมาใช้แทนปิ๊กกีต้าร์ การไม่ตัดป้ายยี่ห้อออกจากเสื้อผ้าและรองเท้า จนถึงเครื่องเป่าเขาสัตว์ข้างกาย (แม้มุขท้ายๆ จะหวาดเสียวไปนิด ตามความเห็นผม)

อย่างไรก็ตาม ผมยังแอบคิดว่าน้าๆ น่าจะใช้ประโยชน์เรื่องดนตรีจากพี่ติ๊กให้มากกว่านี้อีกสักนิด

ห้า

IMG_3012

อีกจุดหนึ่งที่ดูแปลกและโดดเด่นมาตั้งแต่ช่วงโปรโมทคอนเสิร์ต คือ สถานะการเป็นเมนสปอนเซอร์ของ “ไดนาสตี้ ไทล์ท้อป” บริษัทผลิตและจำหน่ายกระเบื้องรายใหญ่ (ระดับเข้าตลาดหลักทรัพย์)

ทีแรกผมนึกว่าตัวเองแปลกใจเรื่องนี้แค่คนเดียว แต่พอน้าพนเทพ-น้าชรัส ไปพูดคุยกับพี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก ในรายการวิทยุช่วงก่อนคอนเสิร์ต พี่ป๊อดก็ถามถึงเรื่องนี้เหมือนกันว่าไดนาสตี้ฯ คือใคร? ทำอะไร?

แล้วในวันแสดงสด เมื่อน้าเน็กมาถึง ก็เปิดฉากแซวทันทีเรื่องที่คอนเสิร์ตนี้มีบริษัทผลิตกระเบื้องเป็นสปอนเซอร์หลัก

อย่างไรก็ตาม ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่า น้าๆ วงดึกดำบรรพ์ฯ สามารถจัดการ “สิทธิประโยชน์” ตรงส่วนนี้ได้ดีและน่าทึ่งเอามากๆ

คอนเสิร์ตอุทิศเวลาให้เมนสปอนเซอร์อยู่สองช่วง

ช่วงแรก เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการขึ้นเวทีของน้าเน็ก โดยน้าเน็กและน้าๆ ดึกดำบรรพ์ ได้โยกย้ายไปยังมุมพิเศษด้านซ้ายสุดของเวที ซึ่งจัดสร้างไว้เหมือนฉากรายการทีวี ผนังของฉากทำจากกระเบื้องไดนาสตี้ทั้งหมด

แล้วน้าเน็กก็ชงให้น้าแต๋ม ชรัส พูดอธิบายเชิงทีเล่นทีจริงว่า “ผลิตภัณฑ์กระเบื้อง” นั้นมีความสำคัญกับ “ผู้ชมกลุ่มเป้าหมาย” ของคอนเสิร์ตครั้งนี้ยังไง (คนแก่ มีบ้าน ถ้าจะทำ/ซ่อมห้องน้ำ ควรหากระเบื้องดีๆ เพราะหากคุณลื่นล้มขึ้นมา เส้นเลือดในสมองแตก ก็ต้องรักษาเยียวยากันใหญ่โต ส่วนน้าปั่นพูดเสริมว่า ไม่ใช่แค่ห้องน้ำหรอก แต่ห้องอื่นก็ต้องใช้กระเบื้องดีเหมือนกัน)

น้าๆ ใช้เวลากับ “พื้นที่พิเศษ” ตรงนั้นหลายสิบนาที (เผลอๆ น่าจะเกือบครึ่งชั่วโมง) ผ่านการพูดคุยและร้อง-เล่นเพลงแนวโฟล์กซอง (เพื่อรำลึกความหลังครั้งยังเรียนรามคำแหง) จำนวน 5 เพลง

ช่วงที่สอง คือ การร้อง “เพลงพิเศษ” ในช่วงคั่นกลางระหว่างการลงเวทีของติ๊ก ชิโร่ กับพาเหรดเพลงรักส่งท้ายคอนเสิร์ต

เพลงพิเศษนี้มีชื่อว่า “Together, We Go” ซึ่งเป็นผลงานที่พนเทพแต่งให้บริษัทไดนาสตี้ฯ เพื่อใช้เป็นเพลงประจำองค์กร

จากนั้น พนเทพที่มักถูกแซวว่าพูดน้อย ก็อธิบายแจกแจงถึงสาเหตุในการเข้ามาเป็นสปอนเซอร์หลักของบริษัทผู้ผลิตกระเบื้องรายนี้

เรื่องมีอยู่ว่าเจ้าของไดนาสตี้ฯ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเซนต์คาเบรียลของพนเทพ เมื่อบีอีซี เทโร ได้ข้อสรุปกับวงดึกดำบรรพ์ฯ เรื่องการจัดคอนเสิร์ต พนเทพจึงลองหยอดคำถามผ่านไลน์ไปถึงเพื่อนสมัยเรียนว่าสนใจจะมาเป็นเมนสปอนเซอร์คอนเสิร์ตนี้มั้ย? ก่อนที่เพื่อนจะตอบตกลงโดยดี ด้วยแนวคิดว่าถ้าคุณลุย ผมก็ลุย

นี่จึงเป็นที่มาของชื่อคอนเสิร์ต “ไดนาสตี้ ไทล์ท้อป พรีเซ้นท์ส ดึกดำบรรพ์ #201 ปั่น แต๋ม ตุ่น คอนเสิร์ต”

หก

IMG_3045

สถานะของไดนาสตี้ ไทล์ท้อป ในคอนเสิร์ตใหญ่ของดึกดำบรรพ์ นำไปสู่เรื่องน่าสนใจหลายข้อ

ข้อแรก นี่เป็นวิธีจัดโชว์บิซที่น่าสนใจ เพราะบีอีซี ที่เป็นโปรโมเตอร์ ไม่ได้เป็นผู้หาสปอนเซอร์หลักเอง แต่กลายเป็นว่าศิลปินเจ้าของคอนเทนต์ต่างหาก ที่เป็นผู้หาเมนสปอนเซอร์ (ผมไม่แน่ใจว่ามีการแบ่งรายได้เฉพาะส่วนนี้กันยังไง? 50-50?)

เอาเข้าจริง การได้ไดนาสตี้ฯ มาเป็นสปอนเซอร์ มันก็คือการหางบโฆษณา/งบสนับสนุน ที่อาศัยคอนเนคชั่นแบบคนรุ่นเก่านั่นแหละ คือ สายสัมพันธ์สนิทสนมส่วนตัว สามารถนำมาสู่เงินทุนสนับสนุนก้อนใหญ่จากสปอนเซอร์บางเจ้าได้

จุดอ่อนของการหาเงินแบบนี้ในยุคออนไลน์/โซเชียลมีเดีย ก็คือ คุณอาจอาศัยความสนิทสนมส่วนตัวหาเงินมาได้ แต่ถ้าตัวสินค้าของผู้ให้เงินไม่แมทช์กับคอนเทนต์ที่ได้รับการสนับสนุน (เพจ/เว็บไซต์/อีเวนต์/คอนเสิร์ต ฯลฯ) มันก็จะกลายเป็นว่าเจ้าของสินค้านั้นให้เงินคนจัดงาน/คนทำคอนเทนต์แบบฟรีๆ หรือให้เปล่า โดยตนเองไม่ได้อะไรกลับไป

(บางรายตัวคอนเทนต์อาจมีกระแสตอบรับดี แต่กระแสนั้นแทบไม่เชื่อมโยงไปถึงผู้สนับสนุน ขณะที่บางรายคอนเทนต์แป้ก และแน่นอน พอไม่มีคนเสพเนื้อหา ก็ย่อมไม่มีคนรู้จักสปอนเซอร์เพิ่มขึ้น)

แต่สายสัมพันธ์ระหว่างดึกดำบรรพ์ฯ กับไดนาสตี้ฯ ไปไกลกว่าจุดอับตรงนั้น

ไม่ใช่เพียงเพราะการพยายามแทรกสปอนเซอร์เข้ามาในโชว์

แต่เป็นการแทรกสปอนเซอร์เข้ามาได้อย่างน่ารัก แนบเนียนพอสมควร

ระหว่างการไท-อินช่วงแรก ผมแอบนึกถึงป้าตือ แต่นี่คงเป็น “ตือสนิท” เวอร์ชั่นซอฟท์ๆ สไตล์ชรัส

ช่วงร้องเพลงองค์กร จริงๆ มันมีโอกาสสูงมาก ที่จะออกมาชวนยี้ หากใช้วิธีการนำเสนอในแนวดราม่าหรือยกย่องผู้สนับสนุนเกินจริง (ผมเคยอยู่ในเหตุการณ์ที่คนดูพากันเมินการแสดงสดบนเวทีไปชั่วขณะ เมื่อมีการกล่าวยกย่อง -จนเลิศลอย- และเชิญผู้บริหารผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มบางราย ขึ้นมาร้องเพลงในงานคอนเสิร์ต)

แต่พอพนเทพเริ่มเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสปอนเซอร์ ในฐานะเพื่อนกับเพื่อน เพื่อนที่เชื่อใจไว้ใจกัน แรงต้านที่อาจมีขึ้นได้ก็เหือดหายไปซะเฉยๆ

โอเค ตัวเพลง Together, We Go อาจไม่ได้ไพเราะกินใจในระดับครีม แต่มันก็ไม่ได้เลวร้ายย่ำแย่ แถมยังมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเพลงอื่นๆ ในคอนเสิร์ตมากพอสมควร และอย่างน้อย คนดูก็พากันปรบมือเมื่อเพลงบรรเลงจบ

ไม่เพียงแค่ไดนาสตี้ฯ จะถูกนำเสนอเป็นส่วนหนึ่งของโชว์อย่างไม่น่าเกลียดจนเกินไป แต่ผู้ผลิตกระเบื้องรายนี้ยังเป็นสปอนเซอร์หลักซึ่งปรากฏในคอนเสิร์ตที่มีผู้ชมประมาณ 3 พันคน (เป็นคนชั้นกลางวัยกลางคนสัก 60-70 เปอร์เซ็นต์) และเป็นคอนเสิร์ตที่ตรึงคนดูอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบ

ที่สำคัญ คนดูไม่มีอาการแปลกแยกจากสปอนเซอร์สักเท่าไหร่

อาจสามารถสรุปสัมฤทธิผลเบื้องต้นของการทำงานร่วมกันระหว่างไดนาสตี้ ไทล์ท้อป กับดึกดำบรรพ์ บอยแบนด์ ได้ว่า แฟนเพลงของดึกดำบรรพ์ฯ รับรู้ถึงการมีอยู่ของกระเบื้องไดนาสตี้ฯ พวกเขาไม่มีท่าทีต่อต้าน/รำคาญผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ส่วนพวกเขาจะใช้บริการ/เลือกซื้อสินค้าดังกล่าวไหม? นั่นเป็นอีกกรณีหนึ่ง

เจ็ด

IMG_3029

มาว่ากันที่โชว์ของน้าๆ สามคนกันบ้าง

ผมชอบจังหวะออกสตาร์ทคอนเสิร์ตด้วยบทเพลงรัก 9 เพลง สะดุดกับช่วงน้าเน็กเล็กน้อย (แต่ไม่ทั้งหมด) แล้วก็ชอบช่วงครึ่งหลังของคอนเสิร์ต ตั้งแต่ “ปาฏิหาริย์” ยันงานเลิก

ถ้าให้เลือกห้าโมเมนต์สุดประทับใจในคอนเสิร์ต ผมก็คงเลือกช่วงประเดิมเวทีด้วย “รักล้นใจ-ทั้งรู้ก็รัก-ขีดเส้นใต้” (ร้องนำโดยน้าปั่น น้าแต๋ม และน้าตุ่น ตามลำดับ), ผมชอบตอนที่น้าแต๋มร้อง “ชีวิตไร้สังกัด” แล้วก็ชอบเสียงนุ่มๆ หม่นๆ แต่โรแมนติกของน้าตุ่น ยามร้อง “เพียงแค่ใจเรารักกัน” ขณะเดียวกัน ช่วง “รักไม่ยอมเปลี่ยนแปลง” ของพี่ติ๊ก และ “ด้นบลูส์” ของน้าเน็ก ก็น่าจดจำ

จากที่นั่งดูอยู่ ต้องยอมรับว่าน้าๆ มีอาการแผ่วปลายนิดนึง (สังเกตจากเสียงร้อง) แม้น้าแต๋ม-น้าปั่นจะออกมายืดเส้นยืดสาย แกว่งแขนขยับขาต่อหน้าแฟนๆ แล้วก็ตาม (แต่เอาเข้าจริง เท่าที่เคยดูคอนเสิร์ตศิลปินวัย 60 อัพมา อาการแผ่วทำนองนี้มักเกิดขึ้นเป็นปกติ ทั้ง “ดิ อีเกิ้ล” ที่เมืองทอง เรื่อยไปถึงโชว์เล็กๆ ของ “อัลเบิร์ต ลี และ โฮแกน’ส ฮีโร่ส์” ที่ร้านอาหารในอังกฤษ ซึ่งลุงแกก็ต้องมีช่วงเบรกพักครึ่งแบบยาวๆ)

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ ผมเคยไปดู (มินิ) คอนเสิร์ตของน้าๆ ดึกดำบรรพ์ฯ ตามร้านอาหารและห้างสรรพสินค้า แล้วพบว่ากับเซ็ตลิสต์ประมาณ 20 เพลง พวกน้าๆ ยังโชว์ได้ดี ไม่มีอาการแรงตก

แต่กับคอนเสิร์ตใหญ่หนล่าสุด จำนวนเพลงที่มากถึง 30 เพลง ผนวกด้วยการต้องพูดคุย ต้องเล่นหัว ต้องเอนเตอร์เทนคนดู ย่อมทำให้น้าๆ แรงตกลงบ้างในช่วงท้าย

สำหรับผม ในโอกาสต่อไป ขนาดโชว์ที่น่าพอใจและพอดีของน้าๆ อาจเป็นการแสดงสดประมาณ 15-20 เพลง จะร้องเพลงล้วนๆ ก็ยังได้ ไม่ต้องมีกิมมิกอะไรมากมาย (คิดว่าแค่นี้ แฟนๆ ก็คงมีความสุขแล้ว)

โดยสรุป “ดึกดำบรรพ์ #201” เป็นคอนเสิร์ตที่สร้างความอิ่มเอมในอารมณ์ตามสมควร น่าแปลกใจที่ผมพอใจโชว์นี้มากกว่า “ริธี่ม แอนด์ บอยด์” (ที่สเกลใหญ่กว่าและใช้งบประมาณมากกว่า)

แต่ถ้าถามว่านี่เป็นคอนเสิร์ตที่ “เต็มอิ่ม” หรือยัง? ผมก็รู้สึกว่าโชว์ครั้งนี้ยังมีจุดสะดุด ขาดๆ เกินๆ ตามรายทาง อยู่นิดๆ หน่อยๆ (ถึงปัจจุบัน จุดพีกสุดของ “พนเทพ-ดึกดำบรรพ์” ตามทัศนะผม ยังอยู่ที่คอนเสิร์ต “รักนิรันดร์” และโชว์ย่อยที่คอฟฟี่โมเดลและปาร์คกิ้งทอย)

บางทีคอนเสิร์ตที่สเกลเล็กกว่านี้ มีจำนวนเพลงน้อยกว่านี้ ไม่ต้องใช้แขกรับเชิญเลยก็ได้ อาจสามารถช่วยเติมเต็มส่วนที่ยังบกพร่องขาดหายไปได้บ้าง

ผมเชื่อว่าน้าๆ ในวัยใกล้ 70 ยังมีศักยภาพมากพอ ที่จะทำโชว์แบบนั้นอยู่