เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

วิธีเสพ “ภาพยนตร์สังคมเก่า” ของสมาชิกกองทัพประชาชนในเขตป่าเทือกเขาบรรทัด

ขอไว้อาลัยต่อการจากไปของสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

อาจารย์ยิ้ม
ที่มา https://www.matichon.co.th/news/677714

แต่กระนั้น คุณกมลเป็นคนที่พิเศษคนหนึ่งในหมู่พวกเราทีเดียว เพราะเราเพิ่งทราบว่า การมีคุณกมลทำให้เรามีภาพยนตร์สังคมเก่าฉายบนกองทัพได้ โดยเฉพาะภาพยนตร์ฝรั่งไม่ว่าเรื่องอะไร พยัคฆ์ร้าย 007, สปาตาร์คัส, พิภพวานร, ขุมทองแมคเคนน่า, เจ็ดคู่ชู้ชื่น, บุษบาริมทาง เป็นต้น คุณกมลเล่าเรื่องได้หมด พร้อมทั้งอธิบายผู้แสดงและภูมิหลังของเรื่องได้เสร็จ เราจึงเรียกกันเล่นว่าๆ ‘กมลเธียเตอร์’ ดังนั้น เมื่อเวลาสหายเหงาก็สามารถใช้ “บริการกมลเธียเตอร์” ได้ โดยเฉพาะคุณแก้ว คุณกาย คุณอรุณ ได้ใช้บริการอยู่เสมอ แต่จุดอ่อนของ ‘กมลเธียเตอร์’ อยู่ที่หนังจีนกำลังภายใน ผมเคยถามให้เล่าเรื่อง หงษ์ทองคนองศึก ปรากฏว่า ‘กมลเธียเตอร์’ ส่ายหัว

หงษ์ทองคนองศึก

ผมไม่ได้ใช้บริการด้านภาพยนตร์ของคุณกมล แต่ใช้บริการอีกด้านหนึ่ง คือด้านหนังสือ ผมไม่เคยอ่านนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง สถาบันสถาปนา ของไอแซค อาซิมอฟ มาก่อน และบนกองทัพก็ไม่มีหนังสือนี้ คุณกมลเป็นคนเล่าให้ฟังเป็นบทเป็นฉาก ทำให้ผมได้รู้จัก ‘ฮาริ เซลดอน ผู้สร้างวิชาอนาคตประวัติศาสตร์’ และ ‘มโนมัย ผู้บิดเบนอนาคตของประวัติศาสตร์’ ได้โดยที่ไม่ต้องอ่านหนังสือเล่มนั้น ไม่เพียงแต่เรื่องนี้ ยังมีเรื่อง เมฆสีดำ ซึ่งคุณกมลขึ้นต้นเรื่องว่า

“สมพร เราน่ะคุ้นเคยกับการพบเห็นสิ่งมีชีวิตเป็นของแข็ง คุณลองจินตนาการสิว่าถ้าสิ่งมีชีวิตเป็นก๊าซ อะไรจะเกิดขึ้น ความรู้สึกมันจะละเอียดอ่อน บอบบางมาก…”

น้ำป่า

ที่มา หนังสือ “น้ำป่า: บันทึกการต่อสู้ในเขตป่าเทือกเขาบรรทัด” โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ (หน้า 372)

Advertisements
เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

“Little People” : ลัทธิความเชื่อ ระบอบเผด็จการ และพลังอำนาจของคนเล็กคนน้อย

(ปรับปรุงจากข้อเขียนที่เผยแพร่ครั้งแรกในเพจเฟซบุ๊ก “คนมองหนัง” เมื่อเดือนธันวาคม 2556)

ตอนอ่านนวนิยายเรื่อง “1Q84” ของ “ฮารูกิ มูราคามิ” จบ เมื่อประมาณปี 2555 ผมขบคิดไม่ค่อยแตกว่าไอ้ “Little People” นี่มันมีนัยยะหมายถึงอะไร?

จริงๆ กระทั่งตอนนั่งพิมพ์ข้อเขียนชิ้นนี้ ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ และไม่ค่อยได้ติดตามว่ามีใครตีความ/ถกเถียงเกี่ยวกับตัวละครกลุ่มดังกล่าวไว้อย่างไรบ้าง?

แต่พอมานั่งครุ่นคิดถึง “Little People” ของมูราคามิในช่วงปลายปี 2556 ก็เริ่มมองเห็นอะไรบางอย่างที่น่าสนใจดี

ข้อแรก (ซึ่งหลายคนคงเอะใจตั้งแต่ตอนอ่านหนังสือ) คือ “Little People” นี่ อย่างน้อยมันล้อไอเดียเรื่อง “Big Brother” ในนวนิยายเรื่อง “1984” ของ “จอร์จ ออร์เวลล์” แน่ๆ

ทว่า ขณะที่อำนาจเผด็จการใน “1984” มันถูกยึดครอง/บังคับใช้โดยพรรค โดยกลุ่มผู้นำที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ

 

อำนาจเผด็จการเร้นลับใน “1Q84” ที่สำแดงผ่านพวก “Little People” มันกลับเกิดขึ้นมาจากกลุ่ม “คนเล็กๆ” (อาจถือเป็น “มวลชน” กลุ่มหนึ่งก็น่าจะได้) ที่เป็นชุมชนหรือลัทธิความเชื่อทางศาสนา/เป็นอดีตฝ่ายซ้ายที่เคยพ่ายแพ้ให้แก่รัฐมาก่อน

ประการต่อมา แม้ชุมชนและลัทธิความเชื่อที่ว่าจะวางฐานอันแข็งแรงแน่นหนาอยู่บน “personality cult” แต่สุดท้ายตัว “บุคคลศักดิ์สิทธิ์” ที่ถูกยกย่องเชิดชูขึ้นมาก็ไม่ได้มีความสำคัญเป็นนิรันดร์และมีชีวิตยืนยาวสืบเนื่องเท่ากับบรรดา “Little People”

แถมเป็นฝ่ายหลังด้วยซ้ำ ที่คล้ายจะมีอำนาจควบคุมบังคับฝ่ายแรกอยู่

จนราวกับว่าการรวมตัวของคนเล็กคนน้อย ซึ่งกลายมาเป็นลัทธิความเชื่อบางอย่าง ก็สามารถนำไปสู่การก่อเกิดระบอบเผด็จการ (ทางความคิดความเชื่อ/จิตวิญญาณ) ได้เช่นกัน

http://iminnabluedream.tumblr.com/post/13478928068/1q84-degdeg-just-started-reading-this-book

อย่างไรก็ดี สุดท้ายชุมชน/ลัทธิความเชื่อของพวก “Little People” ใน “1Q84” นั้นยังคงจำกัดตัวเองอยู่ใน “โลกเฉพาะ”

และแม้จะพยายามแผ่ขยายอำนาจอิทธิพลออกมาสู่โลกภายนอก ก็ทำได้ไม่สำเร็จสัมบูรณ์ แถมมีคนตั้ง “องค์กรลับ” นอกระบบ มาล่อมันกลับอีกต่างหาก

เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

อ่าน “พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ”

(มติชนสุดสัปดาห์ 6-12 มกราคม 2560)

ในฐานะคนที่อ่านนิยายรางวัลซีไรต์เรื่อง “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต” ไม่จบเล่ม

ผมกลับพบว่าตัวเองรู้สึกเพลิดเพลินและสนุกสนานกับ “พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ” นิยายเล่มที่สองของ “วีรพร นิติประภา”

จนสามารถอ่านหนังสือเล่มนี้จบภายในเวลาอันรวดเร็ว (และต้องเข้านอนตอนเช้าถึงสองวันติด)

การทดลองเล่นกับภาษาอย่างมีเอกลักษณ์ของวีรพร ยังคงเป็น “ลักษณะเด่น” ของนิยายเรื่องล่าสุด

ทว่า ปัจจัยที่ช่วยดึงดูดผมให้อยู่กับ “พุทธศักราชอัสดงฯ” ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ เห็นจะเป็นรายละเอียดของเรื่องราวซึ่งมีฉากหลังคือบริบททางการเมืองไทย จากยุค 2475 มาถึงสงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามเย็น ตลอดจนการประกอบสร้างชีวประวัติของครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน ที่มิได้ดำเนินตามแนวทางว่าด้วยชีวิตรุ่งเรือง-ร่วงโรยของ “เจ้าสัว” ดังที่เรามักคุ้นชินกัน

โดยสรุป ผมรู้สึกว่าวีรพรประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี กับเป้าหมายที่เธอต้องการจะให้นิยายเรื่องนี้เป็น

หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่า ผู้เขียนสามารถจัดการงานเขียนของตนเองได้อย่างอยู่มือ

อย่างไรก็ตาม ในฐานะหนังสือนิยายเล่มหนึ่ง ผู้อ่านเช่นผมย่อมมีทั้งจุดที่รู้สึกชื่นชอบและเกิดคำถามบางประการต่อ “พุทธศักราชอัสดงฯ”

ขอเริ่มจากจุดที่ชอบก่อน

โครงเรื่องอันสลับซับซ้อน มีเหลี่ยมมุมยอกย้อนมากมาย ซึ่งถูกนำเสนอผ่านหลากหลายชีวิตของเหล่าตัวละครนั้น ส่งผลให้นิยายเล่มนี้อ่านสนุกแน่ๆ

แต่จุดที่ผมชอบมากจริงๆ กลับเป็นรายละเอียดปลีกย่อย 2-3 ประเด็น ซึ่งทำหน้าที่ “ประกอบ” เรื่องราวในภาพใหญ่

อาทิ วิธีการสร้างตัวละคร “ทหารเรือ” หนึ่งในตัวเอกของเรื่อง ซึ่งมีความแปลกแหวกแนวอยู่ไม่น้อย

เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ภาพแทนกระแสหลักของ “ทหารเรือ” ในผลงานวัฒนธรรมร่วมสมัยยุคหลัง มักจะมีอยู่สองแบบเท่านั้น หนึ่งคือ “ลูกเสด็จเตี่ย” สองคือ “ทหารที่มีแนวโน้มจะอยู่ข้างระบอบประชาธิปไตยมากที่สุด”

อย่างไรก็ดี นิยายเล่มนี้กลับสร้างภาพลักษณ์ของทหารเรือให้แตกต่างจากภาพเหมารวมสองชนิดข้างต้นได้อย่างน่าสนใจ

ส่วนจะเป็นอย่างไร ต้องไปลองหาอ่านกันเอาเอง (ใบ้ได้นิดหน่อยว่า “ทหารเรือ” ในนิยายของวีรพร อาจชวนให้หลายคนนึกถึงตัวละคร “วาสุเทพ” ใน “บัลลังก์เมฆ” อยู่พอสมควร แต่ชะตากรรมของตัวละครใน “พุทธศักราชอัสดงฯ” นั้น ถูกผลักดันให้ไปสุดทางมากกว่า)

นอกจากนี้ ผมยังชอบตัวละครเล็กๆ ตามรายทาง อย่าง “บ๊วยใบ้” และ “ตาเนียร” ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ปมปัญหา และความลึกลับส่วนบุคคล

การดำรงอยู่ของ “บ๊วยใบ้” อาจชักจูงให้คนอ่านย้อนรำลึกถึงอิทธิพลที่ “นิยายจีนกำลังภายใน” (เคย) มีต่อสังคมไทย ส่วนเรื่องราวของ “ตาเนียร” ก็มีกลิ่นอายคล้ายๆ นิยายคลาสสิคเรื่อง “คำพิพากษา”

โดยเรื่องเล่าว่าด้วย “คนเล็กๆ” เหล่านี้ ต่างมี “จุดร่วม” ที่ช่วยขับเน้นให้เห็นถึงสถานะอันพร่าเลือนกำกวมของ “เรื่องเล่า-ความทรงจำ” ที่อย่างไรเสีย ก็มิใช่ “ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์”

ในมุมมองของผม “พุทธศักราชอัสดงฯ” แทบไม่มี “จุดอ่อน” หรือ “ข้อด้อย” หนักหนาสาหัสใดๆ อันส่งผลต่อคุณภาพโดยรวมของตัวนิยาย

อย่างไรก็ตาม หลังอ่านหนังสือจบ กลับมีคำถามจำนวนไม่น้อยผุดพรายขึ้นในความคิดของผม

คำถามเหล่านั้นมิได้บ่งชี้ถึง “จุดบกพร่อง” ในงานของวีรพร

แต่เพราะตระหนักว่านิยายเล่มนี้ผ่านกระบวนการคิดใคร่ครวญมาเป็นอย่างดี กระทั่งเรื่องราวสามารถดำเนินไปได้อย่างเข้มข้นและ “ลงล็อก” ต่างๆ ตามความปรารถนาของผู้เขียน

ดังนั้น ผมจึงอยากลองตั้งคำถามเล่นๆ เพื่อชี้ชวนให้เห็นภาพรางๆ ว่า หากเรื่องราวใน “พุทธศักราชอัสดงฯ” มีอาการเกเรหลุดหลงออกไปจาก “แบบแผนระบบระเบียบ” ที่วีรพรจัดวางเอาไว้โดยละเอียด

“ทางเลือกอื่นๆ” ของนิยาย อาจมุ่งหน้าไปยังจุดไหนได้บ้าง?

(โดยที่ตัวผมเองก็ไม่ทราบคำตอบแน่ชัด)

ผมคิดคำถามเกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวของ “พุทธศักราชอัสดงฯ” ได้คร่าวๆ ประมาณ 5 ข้อ

หนึ่ง ถ้าบริบททางประวัติศาสตร์ระดับยิบย่อยต่างๆ ที่ปรากฏในแต่ละบทตอนถูกละวางไปเสียบ้าง หรือดำรงอยู่อย่างเบาบางกว่านี้ เรื่องราวภายในนิยายจะพลิกผันไปมากน้อยเพียงไหน? และเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างไร?

ผมไม่ปฏิเสธถึงความจำเป็นของบริบท/ฉากหลังทางการเมืองระดับมหภาคที่ปกคลุมนิยายเรื่องนี้อยู่ แต่ผมยังรู้สึกว่าเกร็ดข้อมูลทางประวัติศาสตร์การเมืองอีกมากมายหลายประการ ที่ถูกใส่เข้ามาในหนังสือเป็นระยะๆ อาจส่งผลให้ “ความเป็นนิยาย” ของ “พุทธศักราชอัสดงฯ” ค่อยๆ อ่อนจางลง เพราะ “ความเป็นการเมือง” ที่ถูกขับเน้นออกมาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

อาจตั้งคำถามได้ว่าถ้านิยายเล่มนี้มี “ความเป็นการเมือง” น้อยลงกว่านี้ มันจะยังสนุกเหมือนเดิมไหม? หรือเรื่องราวของมันจะกลับกลายเปลี่ยนแปลงรูปไปสู่สภาวะเช่นใด?

สอง ถ้าตัวละครหลักทุกคนไม่ได้ดิ่งจมลงสู่โศกนาฏกรรมอย่างถ้วนหน้า (นี่อาจเป็นอัตลักษณ์สำคัญในงานเขียนของวีรพร) “พุทธศักราชอัสดงฯ” จะกลายเป็นนิยายแบบไหน? เรื่องราวของมันจะยังทรงพลังอยู่หรือไม่?

ในทางกลับกัน อาจตั้งคำถามได้ว่าชะตากรรมของ “เรื่องแต่ง” ที่สอดคล้องเลียนล้อไปกับ “เรื่องจริงของประเทศ” มันมืดหม่นและปราศจากความหวังขนาดนั้นเลยหรือ?

สาม ถ้าสายสัมพันธ์ระหว่างตัวละคร/สถานการณ์ทั้งหมดในนิยาย มีลักษณะแหว่งวิ่นขาดห้วงเสียบ้าง ไม่ใช่สมบูรณ์แบบหมดจด ดังที่ตีพิมพ์ออกมา

คนอ่านซึ่งต้องปะติดปะต่อเรื่องราวเอาเองด้วยความงุนงงสงสัยที่เพิ่มขึ้น จะชอบนิยายเรื่องนี้มากหรือน้อยกว่าเดิม?

สี่ ถ้า “พุทธศักราชอัสดงฯ” ไม่ได้ปิดฉากจบลงอย่างที่ผู้เขียนเลือกให้มันจบ ผลลัพธ์สุดท้ายของนิยายควรจะคลี่คลายไปอย่างไรดี?

เพราะไปๆ มาๆ ผมกลับไม่ค่อยชอบบทสรุปปิดท้ายของนิยายเรื่องนี้มากนัก เนื่องจากมันไปพ้องกับงานเขียนอื่นๆ อีกหลายเรื่อง แถมยัง “ไม่ใหม่” อีกต่างหาก

ห้า ถ้านิยายหมกมุ่นกับเรื่อง “ไม่เป็นเรื่อง” ให้หนักกว่านี้ โทนเนื้อหาที่เข้มข้น ตึงเครียด จริงจัง จะได้รับผลกระทบแค่ไหน?

จุดหนึ่งในช่วงต้นๆ ของ “พุทธศักราชอัสดงฯ” ที่ผมชอบมาก คือ การกล่าวถึง “เม็ดกระ” ที่ปกคลุมผิวหนังของตัวละครอย่างมากมายดังราวกับ “ทางช้างเผือก”

น่าเสียดายที่ประเด็นเล็กๆ ทำนองนี้ ค่อยๆ ถูกลดทอนความสำคัญลง เมื่อเรื่องราวในนิยายเดินหน้าไปเรื่อยๆ คล้ายๆ กับการลาจากอย่างดื้อๆ ของตัวละคร “บ๊วยใบ้” นั่นแหละ

เคียงคู่กับคำถามข้างต้น ผมยังเห็นว่าเรื่องราวของ “พุทธศักราชอัสดงฯ” อาจเดินทางไปได้ไกล มากๆ หากมันสามารถก้าวข้ามจาก “กรอบความคิด” อย่างน้อยสองประการ

กรอบแรก คือ “ความเป็นชาติไทย” เพราะสุดท้ายนิยายก็ทั้งตั้งคำถามและหมกมุ่นอยู่กับชะตากรรมภายในประเทศไทยเป็นหลัก ซึ่งอันที่จริง นี่คงเป็นความตั้งใจสำคัญของผู้เขียน

แต่ในฐานะผู้อ่าน ผมรู้สึกเสียดายที่เนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ “จีนแผ่นดินใหญ่” ซึ่งวีรพรสร้างสรรค์เรื่องราวเอาไว้ได้น่าสนใจมากๆ กลับมีอิทธิพลต่อภาพรวมของนิยายไม่เยอะเท่าที่ควร

เช่นเดียวกับเนื้อหาในส่วนที่เชื่อมโยงกระจัดกระจายไปไกลถึงไต้หวันหรือญี่ปุ่น ที่ถูกกล่าวถึงเพียงผิวผ่าน ก่อนจะปิดฉากลงอย่างรวบรัดตัดตอน

กรอบความคิดชนิดที่สอง ซึ่ง “พุทธศักราชอัสดงฯ” เพียงแค่ยั่วล้อแต่ไม่กล้าฝ่าออกไป (นี่คงเป็นความประสงค์ของผู้เขียนเช่นกัน) ก็คือ ข้อห้ามเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องร่วมสายเลือด หรือกระทั่งระหว่างสมาชิกในครอบครัว

ข้อนี้ต้องไปอ่านรายละเอียดกันเอาเอง

แม้บทความชิ้นนี้จะพยายามตั้งคำถามหรือตั้งข้อสังเกตถึงเพดานต่างๆ ของ “พุทธศักราชอัสดงฯ”

แต่ในความเป็นจริง คำถามและข้อสังเกตทั้งหลายอาจสะท้อนให้เห็นถึง “ศักยภาพ” ของนิยายและคนเขียนคือวีรพร ที่ส่งมอบพลังมาสู่คนอ่าน จนสามารถครุ่นคิดขยายความเกี่ยวกับตัวผลงานไปได้อย่างไม่รู้จบ

โดยปกติ พื้นที่คอลัมน์นี้จะไม่เขียนถึง “หนังสือ” บ่อยนัก

ทว่า เมื่อได้อ่าน “พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ” จบลง

ผมพลันรู้สึกว่าตนเองมิอาจไม่เขียนถึงหนังสือนิยายเล่มนี้

เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

“วัตถุแห่งการขัดขืน” เมื่อสัญลักษณ์การประท้วงทั่วโลกถูกรวบรวมจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์

(มติชนสุดสัปดาห์ 1-7 สิงหาคม 2557)

ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2557 ถึง 1 กุมภาพันธ์ 2558 พิพิธภัณฑ์ “เดอะ วิคตอเรีย แอนด์ อัลเบิร์ต” ที่กรุงลอนดอน จะจัดแสดงนิทรรศการศิลปะที่น่าสนใจอย่างยิ่งนิทรรศการหนึ่ง

นิทรรศการดังกล่าวมีชื่อว่า “Disobedient Objects” หรือ “วัตถุแห่งการขัดขืน”

โดยนิทรรศการศิลปะครั้งนี้ จะเก็บรวบรวมวัตถุสิ่งของที่ถูกนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหว เพื่อท้าทาย หรือกระทั่งโค่นล้มระบอบระเบียบดั้งเดิม จากหลายประเทศทั่วโลก

ตั้งแต่การรณรงค์เรียกร้องให้ผู้หญิงมีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 – ต้นศตวรรษที่ 20 เรื่อยมาจนถึงขบวนการ “ออคคิวพาย” ที่มีเป้าหมายหลักในการต่อต้านความไม่เป็นธรรมของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมในโลกตะวันตก

เกวิน กรินดอน นักวิชาการที่สนใจประเด็นการสร้างสรรค์งานศิลปะของนักกิจกรรมทางสังคม และศิลปกรรมของขบวนการเคลื่อนไหวต่างๆ ในศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นภัณฑารักษ์ร่วมของนิทรรศการ “วัตถุแห่งการขัดขืน” ชี้ว่า สิ่งของที่ถูกผู้คนนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้นั้น มักถูกมองข้ามจากพิพิธภัณฑ์ต่างๆ

“แนวคิดของการจัดนิทรรศการนี้ ก็คือ การรวบรวมผลงานศิลปกรรมต่างๆ จากขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา” กรินดอนกล่าวและว่า “นี่เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่การศึกษาที่สำคัญ ที่พวกเราควรให้ความสนใจ”

หมวดหมู่การจัดแสดงของนิทรรศการ “วัตถุแห่งการขัดขืน” ถูกแบ่งออกเป็น 4 หมวด ตาม “ยุทธวิธี” การเปลี่ยนแปลงสังคมอันแตกต่างของขบวนการเคลื่อนไหวในแต่ละช่วงเวลา ได้แก่ “การท้าทายซึ่งหน้า”, “การลงมือสร้างโลก”, “ความสมัครสมานสามัคคี” และ “การเปล่งเสียงสู่สังคม”

“วัตถุแห่งการขัดขืน” เหล่านี้ เคยช่วยให้กลุ่มคนบางกลุ่มได้รับสิทธิ์ที่พวกตนพึงได้ เคยเปลี่ยนแปลงกฎหมายบางฉบับ กระทั่งเคยมีส่วนในการโค่นล้มรัฐบาลมาแล้วหลายชุด

กรินดอน ให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า สิ่งของหลายๆ ชนิด ที่ถูกขบวนการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงสังคมนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้นั้น เป็นวัตถุที่ใช้สอยได้ในชีวิตประจำวันหรือในความเป็นจริง แต่ขณะเดียวกัน พวกมันก็สื่อแสดงถึงความใฝ่ฝันในสังคมแห่งอุดมคติด้วย

นี่คือตัวอย่างบางส่วนของ “วัตถุแห่งการขัดขืน” ที่ถูกนำมาจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้

หนึ่งในวัตถุที่ถูกนำมาจัดแสดง ก็คือ ถ้วยน้ำชาเซรามิกที่คล้ายจะมีโลโก้กาแฟสตาร์บัคส์ประทับอยู่ แต่แท้จริงแล้ว โลโก้ดังกล่าวกลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของขบวนการรณรงค์เพื่อสิทธิเลือกตั้งของสตรี เมื่อราว 200 ปีก่อน

สาเหตุที่สัญลักษณ์เช่นนั้นถูกประทับลงไปบนถ้วยน้ำชา ก็เพื่อว่า เนื้อหาของการรณรงค์จะได้มีโอกาสเดินทางไปถึงความรับรู้ของบรรดาชนชั้นสูงในสังคม

เมื่อปี ค.ศ.2001 เครื่องครัวจำนวนมาก ก็ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหวของชาวอาร์เจนตินา ที่กำลังประท้วงต่อต้านรัฐบาล ซึ่งออกคำสั่งอายัดบัญชีเงินฝากธนาคารของประชาชนจำนวน 18 ล้านคน

ว่ากันว่า นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติต่อต้านลัทธิทุนนิยม-เสรีนิยมใหม่ ที่ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน

“เราต้องการแสดงให้เห็นถึง ‘พลังร่วม’ ที่ซ่อนอยู่ในข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน เมื่อวัตถุเหล่านั้นถูกผนวกรวมเข้ากับเป้าประสงค์ทางการเมือง” กรินดอน อธิบาย

สอดคล้องกับภัณฑารักษ์ร่วมอีกหนึ่งราย อย่าง แคทเธอรีน ฟลัด ที่เห็นว่า ความหมายของวัตถุสิ่งของหลายต่อหลายชิ้น ได้หลุดลอยออกจากเป้าประสงค์ดั้งเดิมของผู้ออกแบบรายแรกเริ่ม ก่อนที่พลังอันชัดแจ้งมีชีวิตชีวาของสิ่งของทั้งหลายจะเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีผู้สร้างเป้าหมายเฉพาะในประเด็นใหม่ๆ ใส่ลงไปในวัตถุเหล่านั้น

อีกหนึ่งวัตถุจัดแสดงที่สนใจ ก็คือ หน้ากากป้องกันแก๊สน้ำตาแบบทำมือ ซึ่งถูกประดิษฐ์โดยกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลในประเทศตุรกี

ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการแสดงทัศนะว่า หน้ากากชนิดนี้แสดงให้เห็นถึง “วิธีการที่เรียบง่าย” ทว่านำไปสู่ “ปลายทางอันรุ่มรวย” เป็นอย่างยิ่ง

หน้ากากป้องกันแก๊สน้ำตาเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาจากวัตถุดิบอย่างขวดน้ำพลาสติกและหน้ากากหมอผ่าตัด ที่มีผู้นำมาบริจาคให้แก่ผู้ชุมนุมประท้วง หลังจากทุกคนเริ่มเห็นแนวโน้มว่า เจ้าหน้าที่รัฐพยายามจะสลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตา

“ดังนั้น ผู้ประท้วงจึงต้องเริ่มใช้ปฏิภาณไหวพริบในการแสวงหาวิธีการต่อสู้รูปแบบใหม่ๆ ทั้งเพื่อการต่อต้านอำนาจ และการช่วยเหลือเกื้อกูลมิตรสหายผู้ร่วมเคลื่อนไหวรายอื่นๆ” กรินดอน อธิบาย

วัตถุจัดแสดงอีกหนึ่งชิ้นที่ดึงดูดความสนใจของหลายคน ก็ได้แก่ “หินกรวดเป่าลมขนาดยักษ์” ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยกลุ่มผู้เคลื่อนไหวด้านแรงงาน ในเบอร์ลินและบาร์เซโลนา เมื่อปี ค.ศ.2012

ภัณฑารักษ์อย่างกรินดอน กล่าวถึงคุณูปการของ “วัตถุแห่งการขัดขืนชนิดนี้” ว่า เมื่อต้องเผชิญหน้ากับมัน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะรู้สึกงุนงง และไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรดี

ถ้าตำรวจเขวี้ยงลูกโป่งเป่าลมนี้กลับไปยังผู้ประท้วง พวกเขาจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมการแสดงที่แปลกประหลาดของกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยหรือไม่?

หรือว่า ตำรวจต้องจับกุมหินกรวดเป่าลมดังกล่าว แล้วพยายามยัดมันเข้าไปในรถแวนของตนเอง?

หรือ ตำรวจจะต้องจู่โจมเข้าหามัน แล้วปล่อยลมออกมาให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป?

แต่ไม่ว่าเรื่องราวจะคลี่คลายไปในทิศทางไหน เมื่อคลิปเหตุการณ์การเผชิญหน้าระหว่างตำรวจกับ “หินกรวดเป่าลมขนาดยักษ์” ถูกแพร่กระจายออกไป เจ้าหน้าที่ก็คล้ายจะเป็นฝ่ายเสียท่าและเสียหน้ามากกว่า

เมื่ออำนาจรัฐต้องถูกกร่อนเซาะลงโดยสิ่งของบ้านๆ ที่ถูกผู้ประท้วงบนท้องถนน นำมาประยุกต์ใช้ในการเคลื่อนไหวได้อย่างชาญฉลาด

ขณะที่ “หินกรวดเป่าลม” ถูกนำมาใช้ในการก่อความสับสนงงงวย และล้อเลียนเจ้าหน้าที่ “วัตถุแห่งการขัดขืน” อีกหลายอย่าง ก็ถูกออกแบบมาเพื่อเป้าหมายในการเตะตาสื่อมวลชนโดยเฉพาะ

“ผมคิดว่า คนสมัยนี้จำนวนมากต่างใช้ทวิตเตอร์เป็นเครื่องมือสื่อสาร ดังนั้น พวกเขาล้วนตระหนักดีว่าสิ่งของที่ตนเองนำมาใช้ในการเคลื่อนไหว จะต้องถูกบันทึกภาพเอาไว้ แล้วนำไปทวีตต่อในโลกออนไลน์” กรินดอนวิเคราะห์ และว่า

“ดังนั้น ด้านหนึ่ง วัตถุพวกนี้จึงเป็นสิ่งของทำมืออย่างซื่อๆ ง่ายๆ แต่ในอีกด้าน สิ่งของเหล่านี้ก็ถูกสร้างขึ้นมาด้วยความตระหนักรู้ว่า พวกมันจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารยุคใหม่”

จึงเห็นได้ว่า จากที่แต่ก่อน สิ่งของที่ถูกนำมาใช้ในการประท้วง มักมีสถานะเป็น “สัญลักษณ์ร่วม” ซึ่งแสดงถึงความสมัครสมานสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผู้คนจำนวนมาก ในฐานะมวลชนกลุ่มหนึ่ง

ทว่า ราวครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา แนวโน้มความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ก็คือสัญลักษณ์ในเหตุการณ์ประท้วงหนึ่งๆ มักเต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลาย และสื่อให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของปัจเจกบุคคลมากกว่า

น่าภูมิใจ (?) ว่า มี “วัตถุแห่งการขัดขืน” บางชิ้น ในนิทรรศการครั้งนี้ ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศเพื่อนบ้านของเรา

สิ่งของชิ้นนั้น ได้แก่ แบงก์กาโม่ของนักกิจกรรมฝ่ายประชาธิปไตยในประเทศพม่า ที่ถูกพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี ค.ศ.1989

หากมองเผินๆ แผ่นกระดาษใบดังกล่าวมีรูปลักษณ์เป็นธนบัตรปลอมมูลค่า 1 จัต ซึ่งมีภาพของ นายพลออง ซาน ปรากฏอยู่

สาเหตุที่ฝ่ายประชาธิปไตยต้องหันไปใช้รูป นายพลออง ซาน มาเป็นสัญลักษณ์ ก็เพราะพวกเขาไม่สามารถตีพิมพ์เผยแพร่ภาพของ ออง ซาน ซูจี ต่อสาธารณะได้ เนื่องจากถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายในช่วงเวลาดังกล่าว

ทว่าที่ลึกซึ้งกว่านั้น ก็คือ ศิลปินผู้ออกแบบแบงก์กาโม่ชุดนี้ ได้ซ่อนลายน้ำของรูปบุคคลอีกหนึ่งคนไว้ใต้ภาพ นายพลออง ซาน บนธนบัตร

ด้วยเหตุนี้ เมื่อผู้คนลองส่องดูธนบัตรปลอมที่ว่าผ่านแสงสว่าง พวกเขาก็จะได้พบภาพของ ออง ซาน ซูจี ปรากฏขึ้นมา

ในนิทรรศการ “วัตถุแห่งการขัดขืน” มีศิลปกรรมแห่งการประท้วงรวมทั้งหมด 99 ชิ้น ถูกนำมาจัดแสดง ทั้งนี้ ภัณฑารักษ์ผู้จัดงาน ได้ท้าทายผู้เข้าชมและนักกิจกรรมเคลื่อนไหวร่วมสมัย ด้วยการทิ้งพื้นที่ว่างเอาไว้ สำหรับ “วัตถุแห่งการขัดขืนชิ้นที่ 100” ซึ่งจะถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้นในอนาคต

ส่วนจะเกิดขึ้นที่มุมไหนของโลกนั้น ก็ต้องติดตามดูกันต่อไป

เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

ความหมายของ “หุ่นล้อการเมือง” ในวัฒนธรรมการประท้วงแบบ “ตะวันตก”

(มติชนสุดสัปดาห์ 13-19 กุมภาพันธ์ 2558)

หุ่นล้อการเมือง

“หุ่นล้อการเมือง” ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งล่าสุด เพิ่งตกเป็นประเด็นข่าวที่ถูกพูดถึงกันอย่างเกรียวกราว ในฐานะของ “เครื่องมือ” (ร่วมกับป้ายผ้าและกิจกรรมแปรอักษร) ที่คนรุ่นใหม่ใช้ท้าทายอำนาจและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหาร

บทความชิ้นนี้จะไม่ได้กล่าวถึง “หุ่นล้อการเมือง” ของนักศึกษาธรรมศาสตร์ เมื่อวันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

แต่จะขออนุญาตพาผู้อ่านไปทำความรู้จักกับ “ความหมาย” ของ “หุ่นล้อการเมือง” ในวัฒนธรรมการประท้วงของ “โลกตะวันตก”

ผ่านการอ่านงานของ “เดวิด เกรเบอร์” นักมานุษยวิทยาและนักอนาธิปไตยฝ่ายซ้าย ซึ่งปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์อยู่ที่ The London School of Economics and Political Science (LSE) สหราชอาณาจักร

มีงานชิ้นหนึ่งของเกรเบอร์ ที่กล่าวถึงบทบาทสำคัญของ “หุ่นล้อการเมือง” (Giant Puppets) ท่ามกลางการประท้วงของขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์ ในช่วงต้นทศวรรษ 2000s ที่ทวีปอเมริกาเหนือ

โดยเขาได้พยายามอ่าน “ความหมาย” ที่มีอยู่หลายแง่มุมของหุ่นกระดาษเหล่านี้

ความหมายประการแรก รูปลักษณ์ของหุ่นกระดาษ “ล้อการเมือง” ขนาดยักษ์ ทั้งหลายนั้น ล้วนอยู่ในสภาพที่เปราะบางถูกทำลายทิ้งได้ง่าย มันจึงอาจถูกสรรค์สร้างขึ้นเพื่อยั่วล้อต่อบรรดา “อนุสาวรีย์” ขนาดใหญ่ของรัฐ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักถูกก่อสร้างขึ้นอย่างแข็งแรง เพื่อสื่อถึงความปรารถนาที่จะมีสภาพคงทนถาวรและเป็นอมตะของผู้ถือครองอำนาจรัฐ

ความหมายประการถัดมา “หุ่นล้อการเมือง” แทบทั้งหมด ต้องถูกสร้างขึ้นผ่านกระบวนการ “ร่วมกันทำร่วมกันคิด” ของเหล่านักกิจกรรมหรือผู้ชุมนุมประท้วง

“หุ่นล้อการเมือง” ไม่สามารถถูกประดิษฐ์หรือถูกกำหนดบังคับแนวคิดเบื้องหลังได้โดยปัจเจกบุคคลคนใดคนหนึ่ง

เพราะหุ่นพวกนี้ถือเป็นภาพแทนของจินตนาการ/ความคิดสร้างสรรค์ร่วมกัน ของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมทั้งขบวน

การคิดและสร้าง “หุ่นล้อการเมือง” จึงต้องเกิดจากกระบวนการอันเป็น “ประชาธิปไตยทางตรง” อย่างยิ่ง

ความหมายประการที่สาม “หุ่นล้อการเมือง” มักถูกนำมาใช้ในการประท้วงซึ่งมีรูปแบบเป็นงานคาร์นิวัลอันครื้นเครงสนุกสนาน หรือเป็นพื้นที่/ช่วงเวลาแห่ง “การปลดปล่อย” ผู้คนออกจากบรรทัดฐานหรือจารีตประเพณีที่ครอบงำสังคมอยู่ จนระบบระเบียบต่างๆ ถูกกลับหัวกลับหางไปหมด

ยิ่งกว่านั้น เมื่อ “หุ่นล้อการเมือง” มีความหมายสอดร้อยอยู่กับการต่อสู้ทางการเมืองอย่างมีอารมณ์ขันและเต็มไปด้วยความรื่นเริงบันเทิงใจ พวกมันจึงถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของ “การรักษาสันติภาพ” หรือ “การผ่อนคลายความรุนแรง” หากสถานการณ์การชุมนุมตกอยู่อยู่ในภาวะตึงเครียด เพราะผู้ประท้วงกับเจ้าหน้าที่รัฐมีปัญหากระทบกระทั่งกัน

ในความหมายประการสุดท้าย เกรเบอร์พยายามผลักสถานะด้านบวกของ “หุ่นล้อการเมือง” ให้ไปสุดทาง ด้วยการเสนอว่า “หุ่นล้อการเมือง” อาจถือเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ของชุมชนนักกิจกรรมและผู้ชุมนุม

เนื่องจากหุ่นเหล่านี้แสดงให้เห็นถึง “อำนาจ” อันเกิดจากการนำจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ที่ล่องลอยอยู่ในอากาศของบรรดานักประท้วง มาสร้างสรรค์ก่อรูปให้กลายเป็นความจริง ผ่านรูปธรรมอย่าง “หุ่นกระดาษ”

แนวคิดดังกล่าวของเกรเบอร์ได้รับอิทธิพลมาจากนักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศสกลุ่มหนึ่งในช่วงทศวรรษ 1930s ที่เสนอว่า การปฏิวัติสังคมจะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยการนำเอาเทศกาลรื่นเริงของชาวบ้าน ซึ่งมีเนื้อหาข้องเกี่ยวเชื่อมโยงกับ “ความศักดิ์สิทธิ์” และอำนาจของตำนานพื้นบ้านปรัมปราต่างๆ ผนวกเข้ามาเป็นปัจจัยในการก่อการ

เพราะนักคิดเหล่านั้นมองว่า ยุคสมัยของโลกทุนนิยมสามานย์ ที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ซึ่งเคยยึดโยงผู้คนเข้าด้วยกันได้ถูกทำลายลง จนมนุษย์ต่างแปลกแยกออกจากกัน

ควรถูกแทนที่ด้วยการรื้อฟื้นแนวคิดเรื่องความศักดิ์สิทธิ์และงานเทศกาลรื่นเริง อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยประสบการณ์ร่วมของผู้คนจำนวนมาก ที่ออกมาทำกิจกรรมเคลื่อนไหวและยึดถือคุณค่าบางอย่างร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์การเคลื่อนไหวต่อต้านโลกาภิวัตน์ของเกรเบอร์ เขาชี้ให้เห็นว่า “ความหมาย” ของ “หุ่นล้อการเมือง” ในมุมมองของนักกิจกรรมและผู้ชุมนุมนั้น แตกต่างจาก “ความหมาย” ของมัน ที่ถูกนิยามโดยเจ้าหน้าที่รัฐ (ในบริบทดังกล่าว คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจ)

นักมานุษยวิทยา/นักอนาธิปไตยผู้นี้ เสนอว่า มุมมองอันแตกต่างเช่นนั้น เกิดขึ้นจากการที่ทั้งสองฝ่ายตระหนักใน “ภาวะความจริง” อย่างผิดแผกจากกัน

ขณะที่ตำรวจมองเห็นว่า การใช้กำลังและความรุนแรง สามารถช่วยแก้ปัญหาสลับซับซ้อนต่างๆ ในสังคมได้

นักกิจกรรมกลับเชื่อว่า จินตนาการ/ความคิดสร้างสรรค์ต่างหาก ที่เป็นบ่อเกิดของ “อำนาจทางเลือก” ซึ่งใช้ต่อต้านอำนาจรัฐหรืออำนาจของระบบทุนนิยม รวมทั้งนำเสนอวิถีทางแก้ปัญหาแบบใหม่ๆ ให้แก่สังคม

ด้วยเหตุนี้ “หุ่นล้อการเมือง” จึงกลายเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ที่ยึดโยงผู้ชุมนุมเข้าหากัน เพราะมันเป็นรูปธรรมแห่ง “อำนาจ” แบบไม่เป็นทางการ ที่เกิดขึ้นจากการใช้จินตนาการร่วมกันของผู้ชุมนุมประท้วงเหล่านั้น

ในทางตรงกันข้าม การทำหน้าที่รักษาระเบียบสังคมของตำรวจ ซึ่งมุ่งจัดการ “ภาวะไร้ระเบียบ” ในรูปลักษณ์ของหุ่นกระดาษและการประท้วงด้วยท่วงทำนองแบบเทศกาลงานรื่นเริง ก็กลับกลายเป็น “กำแพง” ที่คอยกีดกันคั่นขวาง ไม่ให้ความคิดสร้างสรรค์ของผู้ชุมนุมถูกแปรสภาพกลายเป็นความจริง

เกรเบอร์พรรณนาด้วยว่า ในช่วงเวลาแห่งการเคลื่อนไหวของขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์เมื่อต้นทศวรรษ 2000s สิทธิอำนาจในการเข้าควบคุมสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นถูกท้าทายและป่วนปั่นอยู่ตลอดเวลา ด้วยจินตนาการ/ความคิดสร้างสรรค์ของบรรดาผู้ประท้วง

บ่อยครั้ง ที่ “หุ่นล้อการเมือง” ถูกขับเคลื่อนเข้ามา เพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ตึงเครียดให้มีความผ่อนคลายลง

แม้ผู้ชุมนุมจะประเมินว่า นั่นคือ บทบาทในการรักษาสันติภาพของหุ่นกระดาษ ทว่า ตำรวจกลับรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งเมื่อได้เห็นหุ่นเหล่านี้

เนื่องจากพวกเขามองว่าการใช้ “หุ่นล้อการเมือง” ถือเป็นเพียงเล่ห์เหลี่ยมประการหนึ่งของกลุ่มผู้ประท้วง ที่เพิ่งจะทะเลาะเบาะแว้งกับเจ้าหน้าที่ไปหมาดๆ แต่พอสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงยิ่งขึ้น จนเจ้าหน้าที่ตำรวจมีสิทธิใช้อำนาจตามกฎหมาย

อยู่ดีๆ ผู้ชุมนุมเหล่านั้น ก็ปรับเปลี่ยนบรรยากาศการประท้วงทั้งหมดให้กลายเป็นงานคาร์นิวัลแสนรื่นเริง ไร้พิษภัย ผ่านการเคลื่อนตัวเข้ามายังท้องถนนของ “หุ่นล้อการเมือง”

จากมุมมองของเกรเบอร์ เหตุผลหลักสำคัญที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐในทวีปอเมริกาเหนือรู้สึกรำคาญใจกับบรรดา “หุ่นล้อการเมือง” นั้นเกิดจากการปะทะของ 2 แนวคิด ซึ่งมีรากฐานแตกต่างกัน ดังได้กล่าวไปแล้ว

นั่นคือ แนวคิดที่เชื่อว่ารัฐสามารถใช้กำลังและความรุนแรง จัดการหรือตัดตอนปัญหาต่างๆ ได้ทุกเรื่อง

กับแนวคิดที่เชื่อว่าสามัญชนพอจะต่อกรกับอำนาจรัฐได้ ก็ด้วยหนทางแห่งการใช้จินตนาการและ/หรือความคิดสร้างสรรค์

เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้เคยผูกขาดสิทธิในการใช้กำลังจัดการปัญหา จึงย่อมว้าวุ่นใจเป็นธรรมดา เมื่อพวกเขาค้นพบว่า อำนาจอันเกิดจากจินตนาการของฝ่ายตรงข้ามที่ไร้อาวุธนั้น สามารถยืนหยัดท้าทายอำนาจรัฐ ที่พยายามจะเข้ามาควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของพลเมืองให้ดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

มิหนำซ้ำ จินตนาการ/ความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้น ซึ่งมี “หุ่นล้อการเมือง” เป็นหนึ่งในตัวอย่างอันเป็นรูปธรรม ยังสามารถพลิกเกม หรือเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ ให้แปรผันไปสู่สถานการณ์รูปแบบอื่นๆ ได้โดยไม่รู้จบ

นั่นหมายความว่า “หุ่นล้อการเมือง” อาจมีนัยยะเชื่อมโยงกับการมีจินตนาการถึงสถาบันทางสังคม-การเมืองรูปแบบใหม่ๆ ที่เป็น “ทางเลือก” จากระบอบอำนาจเดิมๆ ด้วย

หมายเหตุ : สรุปความตามความเข้าใจของผู้เขียน (ซึ่งอาจถูกหรือผิดก็ได้) จากการอ่านบทความวิชาการหัวข้อ On the Phenomenology of Giant Puppets: Broken Windows, Imaginary Jars of Urine, and the Cosmological Role of the Police in American Culture โดย David Graeber

เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

อ่าน “เนรเทศ”

(ปรับปรุงแก้ไข จากบทความที่เผยแพร่ครั้งแรกในมติชนสุดสัปดาห์ 30 มกราคม – 5 กุมภาพันธ์ 2558)

เนรเทศเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพิ่งมีโอกาสได้อ่านนวนิยายความยาว 200 กว่าหน้า เรื่อง “เนรเทศ” ของ “ภู กระดาษ” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน

นวนิยายเรื่องนี้ บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวละครชื่อ “สายชน ไซยปัญญา” และคนในครอบครัวของเขา ซึ่งเป็น “ลูกอีสาน” ยุคใหม่ ที่ออกเดินทางไกลไปทำงานยังต่างบ้านต่างเมือง

“เนรเทศ” มีสถานการณ์หลักจริงๆ อยู่เพียงสถานการณ์เดียว นั่น คือ สถานการณ์ที่สายชนพยายามพาแม่และลูกสาวของตนเอง เดินทางกลับบ้านเกิด หลังจากทั้งสองคนมาเยี่ยมเยือนเขา ซึ่งทำงานอยู่ ณ จังหวัดภาคตะวันออก

จากนั้น เรื่องราวก็วนเวียนอยู่กับการรอรถโดยสารประจำทาง, การติดค้างอยู่ที่สถานีขนส่ง, ความยากลำบากในการใช้บริการระบบขนส่งมวลชนสาธารณะของคนเดินดินธรรมดา ตลอดจน เรื่องเล่าว่าด้วยตำนาน-ประวัติศาสตร์ ที่ถูกแทรกคั่นเข้ามาเป็นครั้งคราวในตัวเรื่อง

ถ้าจะให้อุปมา นวนิยายเรื่องนี้ก็เสมือนเป็นหนังประเภท “โร้ดมูฟวี่” เรื่องหนึ่ง

“เนรเทศ” ก็เป็นเช่นเดียวกับหนังแนวดังกล่าวจำนวนมาก นั่นคือ ต้นทางกับปลายทางของตัวละครที่ออกเดินทาง อาจไม่ได้มีความสำคัญหรือไม่ได้มีเสน่ห์มากเท่ากับ “จังหวะ” และ “เวลา” ของบรรดาเรื่องเล่าและสัญลักษณ์ที่หลั่งไหลเข้ามาตรงระหว่างทาง

เรื่องเล่าและสัญลักษณ์ประดามีในนวนิยายเรื่องนี้ ต่างไหลวนเป็น “วงกลม” ในลักษณะของการเกิดขึ้น “ซ้ำแล้วซ้ำอีก” เพื่อเน้นย้ำถึง “อำนาจ” บางอย่าง (รวมถึงความพยายามในการต่อต้านอำนาจดังกล่าว) ที่กดทับบีบอัดสังคมการเมืองไทย ให้มีสภาพ “นิ่งงัน” จนแทบจะไร้ซึ่งพลวัตความเปลี่ยนแปลง

ยิ่งเมื่อการเดินทางผ่านระบบขนส่งมวลชนสาธารณะของตัวละครภายในเรื่อง ที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านบรรยากาศอืด หนืด เหนื่อย และไม่ค่อยไปไหน ถูกนำมาสอดร้อยเข้ากับ “จังหวะ/เวลา” ในลักษณะวงกลม อันเป็นโครงสร้างหลักที่ปกคลุมเรื่องเล่าต่างๆ ในนวนิยายเอาไว้ ด้วยแล้ว

คนอ่านก็จะยิ่งสัมผัสถึงอารมณ์ความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจในระหว่างการเดินทางของบรรดาตัวละครได้เด่นชัดมากขึ้น

จุดเด่นประการหนึ่งของ “เนรเทศ” ก็คือ การนำเอาประวัติศาสตร์นิพนธ์และตำนานพื้นบ้านสอดแทรกเข้ามาในสถานการณ์หลักของนวนิยายอยู่เป็นระยะๆ

ประวัติศาสตร์ที่ถูกนำมาบอกเล่า ดูเหมือนจะมีหน้าที่เปิดโปงกระบวนการกดขี่ขูดรีดผู้ด้อยอำนาจ โดยผู้มีอำนาจเหนือกว่าหรือรัฐส่วนกลาง

ขณะที่ตำนานกลับแสดงให้เห็นถึงชัยชนะหรือช่วงเวลาแห่งการได้ลืมตาอ้าปากของคนเล็กคนน้อย ผู้เคยถูกปกครอง

อย่างไรก็ดี แม้ตำนานพื้นบ้านทุกเรื่องที่ถูกนำมาเล่าในนวนิยาย (ตั้งแต่จันทคาธชาดก จนถึงพญาคันคาก) คล้ายจะบ่งชี้ถึง “ความเป็นไปได้” ที่ “คนข้างล่าง” ผู้ถูกกดขี่ จะได้รับชัยชนะในอนาคต

ทว่า ท่าทีในการสรุปปมของตำนานพื้นบ้านทุกเรื่องโดย “ภู กระดาษ” เอง กลับย้ำเตือนคนอ่านให้ระลึกอยู่เสมอว่า เราไม่อาจไว้วางใจได้ว่าเมื่อคนที่เคยตกระกำลำบากหรือถูกกระทำ กลายเป็นฝ่ายชนะได้อำนาจขึ้นมาจริงๆ แล้วพวกเขาจะไม่เปลี่ยนไป หรือไม่หันมาเอารัดเอาเปรียบผู้ด้อยอำนาจรายอื่นๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ อีกทอดหนึ่ง

เนื่องจากเรื่องราวการบริหารปกครองบ้านเมืองของผู้ชนะที่เคยถูกกดขี่ข่มเหงมาก่อน มักจะไม่ปรากฏหรือไม่ถูกเล่าถึงในตำนานใดๆ เพราะตำนานพื้นบ้านโดยส่วนใหญ่จะปิดฉากลงตรงชัยชนะของตัวละครเอกเพียงเท่านั้น

การฝันไม่ไกลเกินตัว หรือการไม่โรแมนติไซส์การต่อสู้ของสามัญชนให้เลิศหรูเกินจริง จึงเป็นจุดเด่นอีกข้อหนึ่งของ “เนรเทศ”

ตัวละครหลักอย่างสายชน ไซยปัญญา อาจเป็น “ลูกอีสานหัวก้าวหน้า” ที่เรียนจบปริญญาตรี นั่งอ่านหนังสือวิชาการ “การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ” ของอาจารย์ทักษ์ เฉลิมเตียรณ อยู่ตรงศาลารอรถประจำทาง แต่เขาก็ไม่ได้มีฐานะดีไปกว่าน้องๆ ซึ่งมีพื้นฐานการศึกษาด้อยกว่า

อย่าว่าแต่การไปต่อสู้ขัดขืนอำนาจรัฐใดๆ เลย เพราะกระทั่งอำนาจของผู้บริหารบริษัทที่เขาทำงานอยู่ สายชนก็เคยแค่พยายามจะคัดง้าง ก่อนจะต้องเป็นฝ่ายล่าถอยออกมาอย่างเจียมตัวในท้ายที่สุด

นอกจากนี้ “ภู กระดาษ” ก็ไม่ได้ทึกทักว่า “ลูกอีสาน” ยุคปัจจุบัน จะต้องเป็นเหมือนสายชนกันเสียทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น โจ้ หลานชายของสายชนเอง ก็มีลักษณะเป็นคนอีสานแบบที่คนเมืองส่วนใหญ่เข้าใจ (ผิดบ้าง ถูกบ้าง) คือ เรียนไม่สูง เข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ตั้งแต่อายุไม่เยอะ เห่อผู้หญิง/โทรศัพท์/มอเตอร์ไซค์ ตามประสาวัยรุ่นทั่วไป

เช่นเดียวกับ “ผี” ในนวนิยายเล่มนี้ ซึ่งไม่มีฤทธิ์เดชอะไรมากมาย หากเป็นเหมือนความทรงจำรางๆ เป็นคล้ายบาดแผลที่ไม่มีวันเนียนแนบสนิทกับผิวหนัง เป็นดังหลักยึดเหนี่ยวในหัวใจของคนเล็กๆ ที่มีทางเลือกในชีวิตอยู่ไม่มากนัก

“ผี” ใน “เนรเทศ” อาจปรากฏตัวอยู่ในนวนิยายเกือบตลอดเวลา แต่ก็ดำรงตนอย่างสงบเงียบเรียบร้อย โดยไม่ได้มีอิทธิพลหรืออิทธิฤทธิ์มากพอที่จะพลิกผันหรือกำหนด “ปัจจุบัน” และ “อนาคต” ให้แก่มนุษย์ที่ตนรักและห่วงใยได้

“ผี” ที่ไร้อำนาจ จึงไม่ต่างอะไรจากเรื่องเล่าว่าด้วย “สี่รัฐมนตรี” หรือ “บุญราศี” ซึ่งล้วนตอกย้ำถึงความเจ็บปวดของการตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่ “ผี” แห่งอดีตอันรวดร้าวดังกล่าว ก็ไม่สามารถพลิกสถานะของคนแพ้ ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความทรงจำ ให้กลับมาเป็นฝ่ายชนะได้ แม้กระทั่งในปี 2553 และหลังจากนั้น

อย่างไรก็ตาม ภายใต้โครงสร้างของ “เวลา” ที่เป็นวงกลม และสัญลักษณ์แห่งอำนาจที่ปรากฏขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ฉากจบของนวนิยายเรื่องนี้กลับมิได้เป็น “จุดจบ” เดิมๆ เสียทีเดียว

ทว่า เป็นการเดินทางอันเหนื่อยล้า ที่ยังมิถึงจุดหมายปลายทาง และไม่มีใครแน่ใจได้ว่า จะมีเหตุการณ์หรือปัจจัยใดๆ ซึ่งสอดแทรกขึ้นมาอย่างแปลกปลอม

จนส่งผลให้ทุกๆ อย่าง เปลี่ยนแปลงไป ไม่เหมือนเดิม หรือไม่?