ข่าวบันเทิง

“Ten Years in Thailand” ได้ไปคานส์!

วันที่ 12 เมษายน 2561 เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ได้ประกาศรายชื่อหนังที่ถูกคัดเลือกอย่างเป็นทางการ ให้เข้าร่วมฉายในสายต่างๆ ของเทศกาลประจำปีนี้

โดยหนังไทยเรื่อง “Ten Years in Thailand” ถูกคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย “Special Screenings”

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานรวมหนังสั้นสี่เรื่อง โดยสี่ผู้กำกับ ได้แก่ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, อาทิตย์ อัสสรัตน์ และจุฬญาณนนท์ ศิริผล

คนทำหนังทั้งสี่รายจะมาร่วมจินตนาการถึงประเทศของพวกเขาภายในช่วงเวลาอีกสิบปีข้างหน้า เพื่อสร้างสรรค์บทสนทนาและภาพสะท้อนว่าด้วยสังคมไทยปัจจุบัน ซึ่งดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน

อภิชาติพงศ์จะมาพร้อมกับหนังสั้นเรื่อง The Monument ซึ่งเล่าเรื่องราวของชายที่พยายามขายเครื่องช่วยการนอนหลับให้แก่นายแพทย์คนหนึ่ง

วิศิษฏ์เล่าถึงภาวะที่กรุงเทพฯ ถูกยึดครองโดยเหล่าแมวกระหายเลือด ซึ่งกำลังออกไล่ล่าประชากรมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่ ผ่านหนังสั้นชื่อ Catopia

ส่วนอาทิตย์นำเสนอประเด็นที่ตัวละครทหารกลุ่มหนึ่งเดินทางเข้าไปตรวจสอบนิทรรศการศิลปะ ในหนังสั้นเรื่อง Sunset และ The Planetarium ของจุฬญาณนนท์ จะถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างดวงดาวและปิระมิดนีออน

ภาพยนตร์ “Ten Years in Thailand” เป็นผลงานต่อเนื่องมาจากโปรเจ็คท์ “Ten Years” ของฮ่องกง ซึ่งบรรดาผู้กำกับท้องถิ่นได้พยายามตั้งคำถามถึงอนาคตของเขตปกครองพิเศษแห่งนั้น ภายใต้อำนาจของรัฐบาลจีนที่ปักกิ่ง

ขอบคุณข้อมูลเกี่ยวกับหนังสั้นทั้งสี่เรืองจาก https://www.bangkokpost.com/lifestyle/film/1445278/new-thai-films-set-to-premiere-at-cannes และ Kong Rithdee

Advertisements
คนมองหนัง

ว่าด้วย “เปรมิกาป่าราบ”

หนึ่ง

โอเค หนังมันวางตัวเองเป็น “หนังผี/ตลกเกรดบี” แบบชัดเจน ซึ่งก็สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีพอสมควร อาจมีจุดสะดุดหรือขรุขระอยู่บ้างตามรายทาง แต่ไม่ทำให้โจทย์รวมๆ ของตัวหนังหันเหผิดเพี้ยนไปเท่าไหร่

นอกจากนี้ “เปรมิกาป่าราบ” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า “ตระกูลหนังผี/ตลกแบบไทยๆ” นั้น มันอาจไม่ใช่ “ข้อจำกัด” หรือ “เพดาน” อะไรบางอย่างเสียทีเดียว แต่หากฉวยใช้มันให้เป็น มันก็อาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยเปิด “โอกาส” ให้คนทำได้พูดถึงประเด็นที่ไม่สามารถถูกบอกเล่าได้อย่างเป็นปกตินักในพื้นที่สื่อบันเทิงไทยทั่วไป

สอง

เปรมิกา 1

แต่ถามว่าประเด็นของ “เปรมิกาป่าราบ” มันแหลมคมมากมายไหม? มันก็ไม่ได้คมคายแปลกใหม่อะไรมากมายนัก

ประเด็นหลักๆ ของหนัง คือ การลุกขึ้นมาทวงแค้นของคนชายขอบ/ผู้หญิง ที่ถูกเหยียด ถูกกระทำจากผู้ชาย/ผู้มีอำนาจ (ซึ่งเอาเข้าจริง พวกสื่อบันเทิงกระแสหลักของไทย ทั้งในจอทีวีและโรงหนัง ก็ดันพูดถึงเรื่องพวกนี้ไม่เยอะ)

อย่างไรก็ตาม มีหลายๆ รายละเอียดรายรอบประเด็นหลักของหนังที่น่านำมาคิดต่อ

สาม

เปรมิกา 4

ข้อแรกที่ผมชอบ คือ สถานะของ “ตู้คาราโอเกะ”

ตั้งแต่ต้นจนถึงเกือบจบเรื่อง “ตู้คาราโอเกะ” เป็นเหมือนเครื่องเก็บงำและเปิดเผยอดีตหรือความลับในใจของตัวละครหลักหลายๆ ราย

ทว่า จริงๆ แล้ว สถานะสำคัญสุดๆ ของ “ตู้คาราโอเกะ” ในหนังเรื่องนี้ กลับปรากฏผ่านสายสัมพันธ์ระหว่าง “นายใหญ่” กับหญิงสาวต่างด้าวที่ถูกส่งมาขายตัวอย่าง “เปรมิกา”

โดย ณ เบื้องต้น “ตู้คาราโอเกะ” เป็นทั้งช่องทางที่ช่วยให้ “เปรมิกา” สามารถปรับประสานต่อรองเข้ากับ “ความเป็นไทย” ได้ในระดับหนึ่ง และเป็นเครื่องมือที่พาเธอหลีกหนีออกจากความจริง/ความทุกข์

และถึงขั้นสุด ความสัมพันธ์ที่มี “ตู้คาราโอเกะ” เป็นสื่อกลาง ก็สามารถทำให้ “เปรมิกา” ซึ่งถูกกดขี่เหยียดหยามอยู่ตลอดเวลา สามารถเหยียดกลับหรือหัวเราะเยาะใส่ “นายใหญ่” ผู้ร้องเพลงเพี้ยนได้

แน่นอน กลยุทธ์การหัวร่อต่ออำนาจนั้นไม่ได้ “เวิร์ก” เสมอไป และผลลัพธ์ภายหลังเสียงหัวเราะดังกล่าว ก็นำไปสู่เหตุการณ์ฆาตกรรม ซึ่งทำให้ “เปรมิกา” ต้องหันมาเอาคืนบรรดาผู้คนที่กระทำความรุนแรงต่อเธอ ด้วยความรุนแรงที่ดิบเถื่อนถึงเลือดถึงเนื้อมากกว่า ไม่ใช่เสียงหัวเราะขบขัน (หรือการเหยียดกลับ)

สี่

เปรมิกา 2

จุดที่ผมค่อนข้างเสียดายในหนัง คือ บรรดาคนที่ต้องตายในเกมการร้องเพลงคาราโอเกะนั้นมันมีแพทเทิร์นแน่ชัดไปหน่อย

เพราะส่วนใหญ่คนที่ต้องตาย จะได้แก่ผู้ชายที่กระทำสิ่งแย่ๆ ต่อผู้หญิง ตั้งแต่ฆ่า, กดขี่, ทิ้งขว้าง, ทำเธอท้องแล้วให้ไปแท้ง, ขูดรีดใช้หาประโยชน์ทางธุรกิจ เรื่อยไปจนถึงเหยียดหยามและลวนลาม

ขณะที่คนที่อยู่นอกเกณฑ์นี้จะแทบไม่เป็นอะไรเลย เช่น ตุล (ผู้มีทัศนคติต่อความเป็นชายในอีกรูปแบบหนึ่ง)

อย่างไรก็ตาม มันมีตัวละครคู่หนึ่งซึ่งถูกเล่นงานโดยเกมคาราโอเกะเป็นคู่แรกๆ และอยู่นอกเหนือจากแพทเทิร์นด้านบนด้วย นั่นคือ คู่หูเน็ตไอดอลสาวที่ร้องเพลงไม่เป็น

เอาเข้าจริง ถ้าจะทวงถามหาตรรกะเหตุผลจาก “เปรมิกา” ดูเหมือนสองสาวคู่นี้จะมีสถานะเป็น “เหยื่ออารมณ์” ของผีสตรีชายขอบมากที่สุด และเป็นสองคนที่ไม่ควรโดนลงทัณฑ์ (แม้จะปากร้ายและไร้สาระไปนิด)

แต่กลายเป็นว่าพอไปเป็นผีแล้ว พวกเธอดันรับส่งบทกับ “เปรมิกา” ได้คล่องและลงตัวซะอีก 555

ห้า

เปรมิกา 3

อีกข้อที่น่าสนใจ คือ หนังบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าผีสาวชายชอบตนนี้ไม่ได้ชื่อ “เปรมิกา” แต่ “เปรมิกา” เป็นชื่อที่จ่าตำรวจซึ่งมาทำคดีตั้งให้เธอแบบลวกๆ เพราะเห็นป้ายชื่อร้านตัดเสื้อ “เปรมิกา” อยู่ตรงคอเสื้อที่ศพสวมใส่

ที่ตลก คือ หลังจากนั้น แม้แต่ผีสาวเองก็เหมือนจะยอมรับชื่อนี้ไปด้วยโดยปริยาย ดังจะเห็นได้จากชื่อ “เปรมิกาคาราโอเกะ” ที่เธอนำมาใช้เล่นงานล้างแค้นผู้คน

จุดนี้ มันแปลกดี เพราะเหมือนจ่าตำรวจจะเป็นคนแปะป้ายบอกอัตลักษณ์บางอย่างให้แก่ผีสาว แล้วผีสาวก็นำอัตลักษณ์ดังกล่าว (ที่คนอื่นสร้างขึ้นเพื่อบอกว่าเธอคือใคร) มาใช้งานหรือเปิดเผยแสดงตัวตน

นี่จึงเป็นความสัมพันธ์ที่กำกวมลักลั่นไม่น้อย หากคิด/ตีความว่าการหลอกหลอน-แก้แค้นของ “เปรมิกา” คือ “การปลดปล่อย” ประเภทหนึ่ง

เพราะ “การปลดปล่อย” ที่ว่า ยังต้องหยิบยืม “ชื่อเสียงเรียงนาม” อันถูกนิยามโดยกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีส่วนกดขี่/เพิกเฉยต่อเธอ มาใช้เป็นอาวุธต่อสู้

หก

เปรมิกา 5

อีกจุด ที่จริงๆ แล้ว เป็นลักษณะร่วมของหนัง-ละครไทยแทบทุกเรื่องที่มีตัวละครเป็น “ตำรวจ” มากกว่าจะเป็นจุดเด่น/ด้อยของหนังเรื่องนี้แค่เรื่องเดียว ก็คือ ไม่รู้จะมีใครสังเกตบ้างว่าหนัง-ละครไทยแทบทั้งหมดนั้น มักใส่รายละเอียดเกี่ยวกับตำรวจผิดหมดเลย

จุดผิดพลาดที่เห็นบ่อยๆ ก็เช่น การกำหนดให้ตำรวจที่มีแนวโน้มจะใหญ่สุดในการรับผิดชอบคดี (หรือใหญ่สุดในสถานี) เป็นแค่ “สารวัตร” (เหมือนตำแหน่ง “ผู้กำกับการ” หัวหน้าสถานี หรือกระทั่ง “ผู้บังคับการ” ที่คุมตำรวจทั้งจังหวัด มันจะไม่อยู่ในหัวของคนทำหนัง-ละครสักเท่าไหร่)

หรือการที่บรรดาตัวละครชอบเรียกสถานีตำรวจตามต่างจังหวัดว่า “สน.” ซึ่งย่อมาจาก “สถานีตำรวจนครบาล…” (เหมือนคนทำหนัง-ละคร จะไม่รู้จัก “สภ.” หรือ “สถานีตำรวจภูธร…”)

หรือตัวละครผู้หมวดหนุ่มไฟแรงใน “เปรมิกาป่าราบ” ก็แนะนำยศของตัวเองว่าผม “ร้อยตำรวจ…” (แต่ไม่มีตรี, โท ต่อท้าย)

หลายปีที่ผ่านมา ผมมักรู้สึกว่านี่เป็น “ความไม่รู้” ของคนทำสื่อบันเทิงไทย

แต่พอมาดู “เปรมิกาป่าราบ” มันมีอีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดออกหรืออยากลองตีความเพิ่มเติม คือ หรือจริงๆ แล้ว ไอ้รายละเอียดยิบย่อยพวกนั้นมันจะ “ไม่ทำหน้าที่” หรือไม่มีประโยชน์ใดๆ เลย ในการรับรู้ของผู้คนส่วนใหญ่ทั่วไป (รวมถึงคนทำหนัง-ละครด้วย) ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่จำเป็นจะต้องใส่ใจมัน หรือเข้าใจมันให้ถูกต้องเป๊ะๆ

ตัวอย่างชัดเจนสุด คือ สถานภาพของตัวละครตำรวจในหนังเรื่องนี้ ซึ่งแน่นอนว่า “ตำรวจไม่ดี” ก็ย่อมไม่ทำหน้าที่ตำรวจชัวร์อยู่แล้ว แต่กระทั่ง “ตำรวจดี” ที่พยายามปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง ก็มิได้มีส่วนสะสางคดีในขั้นตอนสุดท้าย ทว่าเป็นผี “เปรมิกา” ต่างหาก ที่ลุกขึ้นมาชำระล้างเรื่องราวอันค้างคาทั้งหมดด้วยตัวเธอเอง

เท่ากับว่าเมื่อ “ตำรวจ” ไม่มีหน้าที่ทางสังคม สังคมก็ไม่จำเป็นต้องรู้จัก “ตำรวจ”

เจ็ด

วิศิษฏ์-ศาสนเที่ยง001

ไม่แน่ใจว่าบทบาท “ครีเอเตอร์” ของ “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง” ในหนังเรื่องนี้ นี่มีหน้าที่อย่างไรบ้าง?

แต่ผมกลับชอบหรือสนุกกับ “เปรมิกาป่าราบ” มากกว่า “รุ่นพี่” ผลงานการกำกับเรื่องล่าสุดของวิศิษฏ์เสียอีก

ขณะเดียวกัน ผลตอบรับอันแสนบางเบาที่มีต่อหนังก็มิใช่เรื่องเกินคาด หากพิจารณาจากหน้าหนัง กระทั่งเนื้อในและตัวตนที่หนังเลือกจะเป็น

เช่นเดียวกับ “ปราโมทย์ ปาทาน” ที่อาจไปได้ดีในสื่อชนิดอื่นๆ แต่ก็ยัง “แป้ก” ในการแสดงภาพยนตร์อีกหน

ในอนาคต คนทำสื่อบันเทิงที่มีฟอร์มและเนื้อหาราวๆ นี้ คงต้องแสวงหาที่ทางให้ตนเองต่อไป ว่าแพลตฟอร์มแบบไหนที่จะเหมาะสมกับตัวงานที่ถูกผลิตออกมา

ข่าวบันเทิง

เปิดโปรเจ็คท์ “Ten Years Thailand” โดยเจ้ย-วิศิษฏ์-มะเดี่ยว-อาทิตย์-จุฬญาณนนท์

หลังจากเมื่อเดือนสิงหาคม 2559 บล็อกคนมองหนังเผยแพร่ข่าวคราวเกี่ยวกับโปรเจ็คท์ “Films For Free” โครงการระดมทุนเพื่อสร้างภาพยนตร์บนความเชื่อที่ว่างานศิลปะที่สร้างจากอิสรภาพและเสรีภาพทางความคิด สามารถส่งเสริมให้สังคมเคารพความหลากหลายและสามารถอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างได้อย่างสันติ ซึ่งจะกำกับและเขียนบทโดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, ชูเกียรติ ศักดิ์วีรกุล, เป็นเอก รัตนเรือง และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก Films For Free ของโปรเจ็คท์ภาพยนตร์ดังกล่าวได้อัพเดตข้อมูลล่าสุด โดยอธิบายวัตถุประสงค์ของโครงการเอาไว้ว่า

จะดีไหมหากเราจะมีส่วนร่วมในการสร้างภาพยนตร์ด้วยตัวเอง ไม่ต้องง้อค่าย ไม่ต้องรอเสี่ย

“Films For Free” คือกองทุนผลิตและพัฒนาภาพยนตร์อิสระ โดยมีโปรเจ็คท์ Ten Years Thailand เป็นโปรเจ็คท์แรก ประเดิมระดมทุนในหมู่คนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นสังคมที่สามารถถกเถียงอย่างเปิดกว้างและสร้างสรรค์ และเชื่อในพลังของการเปลี่ยนแปลงที่สื่อสารผ่านศิลปะและภาพยนตร์

โดยสามารถสนับสนุนการระดมทุนและติดตามโปรเจ็คท์ Ten Years Thailand เพิ่มเติมผ่านเว็บไซต์ indiegogo หวังว่าโปรเจ็คท์แรกจะเป็นหมุดหมายที่มั่นคงในการต่อยอดการผลิตภาพยนตร์อิสระเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในอนาคต เพราะคุณก็สามารถกำหนดทิศทางอนาคตวงการภาพยนตร์ไทยได้

จากนั้น เพจดังกล่าวได้เผยแพร่ข้อความเพิ่มเติม มีเนื้อหาว่า

“Ten Years Thailand โครงการภาพยนตร์สั้นห้าเรื่องโดยผู้กำกับภาพยนตร์ไทย เพื่อจินตนาการถึงประเทศไทยจากวันนี้สู่อนาคตภายในสิบปี”

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุน Ten Years Thailand ได้ที่

https://www.indiegogo.com/projects/ten-years-thailand-film#/

แล้วพบกันปลายปี 2560

พร้อมทั้งมีการเผยแพร่ภาพผู้กำกับภาพยนตร์ห้าคนที่จะมาร่วมสร้างโปรเจ็คท์นี้ โดยนอกจากอภิชาติพงศ์, วิศิษฏ์ และชูเกียรติ ซึ่งเป็นผู้ร่วมบุกเบิกโครงการยุคแรกเริ่มแล้ว ยังมีคนทำหนังเข้ามาเสริมทีมอีกสองราย ได้แก่ อาทิตย์ อัสสรัตน์ และ จุฬญาณนนท์ ศิริผล

เมื่อเข้าไปดูข้อมูลจากเว็บไซต์ indiegogo มีการระบุว่า “Ten Years Thailand” คือ หนังสั้นห้าเรื่องโดยผู้กำกับชาวไทย ที่จะมาจินตนาการถึงประเทศของพวกเขาภายในช่วงเวลาอีกสิบปีข้างหน้า คนทำหนังเหล่านี้หวังว่าผลงานของพวกตนจะช่วยสร้างสรรค์บทสนทนาและภาพสะท้อนว่าด้วยสังคมไทยยุคปัจจุบัน ซึ่งดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงใหญ่และความไม่แน่นอน

โดย “Ten Years Thailand” เป็นผลงานต่อเนื่องมาจากหนังเรื่อง “Ten Years” ฉบับฮ่องกง ที่พยายามตั้งคำถามถึงอนาคตของเขตปกครองพิเศษแห่งนั้น โดยทางผู้สร้างชาวฮ่องกงได้หวังที่จะส่งมอบภารกิจในการสร้างบทสนทนาและตั้งคำถามทำนองนี้ไปยังคนทำหนังในประเทศอื่นๆ ของทวีปเอเชีย รวมถึงประเทศไทย

ข่าวบันเทิง

รู้จัก Films for Free โปรเจ็คท์ใหม่ของเจ้ย-เป็นเอก-วิศิษฏ์-มะเดี่ยว

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ได้เกิดเพจเฟซบุ๊กใหม่ เกี่ยวกับแวดวงหนังไทย ขึ้นอีกหนึ่งเพจ

เพจดังกล่าวมีชื่อว่า Films For Free โดย “Films For Free” คือโครงการระดมทุนเพื่อสร้างภาพยนตร์บนความเชื่อที่ว่า งานศิลปะที่สร้างจากอิสรภาพและเสรีภาพทางความคิด สามารถส่งเสริมให้สังคมเคารพความหลากหลายและสามารถอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างได้อย่างสันติ

ภาพยนตร์ในโปรเจ็คท์นี้จะกำกับ-เขียนบทโดย 4 คนทำหนังชื่อดัง ประกอบด้วย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, ชูเกียรติ ศักดิ์วีรกุล, เป็นเอก รัตนเรือง และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และจะมี โสฬส สุขุม มารับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์

จากนั้น ทางเพจได้เผยแพร่รูปภาพและความเห็นในประเด็น “เสรีภาพ” กับการสร้างสรรค์งานศิลปะของผู้กำกับฯ ทั้งสี่ราย ดังนี้

มะเดี่ยว films for free

สังคมแห่งความฝัน-เราเป็นคนทำงานที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ เราจำลองสังคมที่เราคิดให้อยู่ในหนังหรือละคร

 

เราพบว่าผู้คนในสังคมอยู่กับความกลัว เราถูกหล่อหลอมให้กลัว เรากลัวไม่มีงานทำ กลัวสอบไม่ติด ชีวิตดำเนินไปด้วยความกลัวอะไรบางอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นกับเรา เพราะชีวิตในสังคมเราไม่แน่นอน ไม่มีความมั่นคงที่รับประกันอะไรได้เลย เพราะสังคมเราไม่มีความหวัง ไม่มีความฝัน เพราะคนหยุดฝันไปด้วยระบบเซ็นเซอร์ ไม่ใช่แค่สื่อ และตอนนี้เราเซ็นเซอร์แม้แต่ความคิดเราเอง เราหยุดฝันเพราะเรากลัว

 

ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

วิศิษฏ์ films for free

จริงๆ แล้วศิลปะคือสิ่งเดียวกับเสรีภาพอยู่แล้ว มันมีทั้งผู้ผลิตหรือผู้ส่งสาร ผู้รับสาร มันไม่ได้จบแค่คนผลิต คือผู้รับสารจะต้องไปตีความต่อจากนั้น ศิลปะก็คือแต่ละคนก็ตีความกันไปคนละทาง เวลาเสพงานเดียวกันเราสามารถคิดไปคนละทางได้ อันนั้นมันคือเสรีภาพอยู่แล้ว

 

วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

เป็นเอก films for free

ศิลปะที่ดีคือศิลปะที่ FREE คือศิลปะกับเสรีภาพมันน่าจะเป็นคำคำเดียวกันสำหรับผม

 

สำหรับในสังคมไทยยุคนี้ “ศิลปะที่มันอยู่ในลักษณะวิพากษ์จะไม่มีที่อยู่” เพราะว่ามีการห้ามวิพากษ์

 

คุณมีสองทางเลือกด้วยการเปลี่ยนตัวเองให้หยุดวิพากษ์ และหันไปทำศิลปะหน่อมแน้ม ที่ท้องฟ้าสดใส คนดูแล้วมีความสุข วาดภาพดอกไม้เพื่อให้รู้ว่ายังมีงานศิลปะอยู่

 

เป็นเอก รัตนเรือง

อภิชาติพงศ์ films for free

ศิลปะมาจากเสรีภาพ เพราะฉะนั้นในบรรยากาศแบบนี้ที่ไม่มีเสรีภาพ ผมก็ถือว่าส่วนตัวแล้วไม่มีศิลปะในประเทศไทย

 

เมื่อไม่มีศิลปะก็ไม่มีศิลปินในขณะนี้ เพราะคุณไม่อยู่ในพื้นที่ที่ทำให้เกิดศิลปิน

 

เพราะฉะนั้นผมไม่ได้พูดในฐานะศิลปิน นอกจากพูดในฐานะคนคนนึงที่อยากส่งเสริมหรือพยายามสื่อสารความรักในความแตกต่างว่า โลกนี้มีความหลากหลายและความรักในเพื่อนมนุษย์

 

เพราะถ้าคุณรักเพื่อนมนุษย์ คุณจะไม่ต้องคิดว่าศิลปินหรือไม่ศิลปิน เพราะมันคือพื้นฐานเลยว่าคนเราไม่เหมือนกัน

 

อภิชาติพงศ์ วีรเศรษฐกุล

ทั้งนี้ เพจดังกล่าวระบุว่า ภาพยนตร์จากโครงการ Films for Free มีแผนการจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ราวเดือนพฤศจิกายนปีนี้

คนมองหนัง

“รุ่นพี่” : ผลงานสื่อผสมของ “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง”

(มติชนสุดสัปดาห์ 11-17 ธันวาคม 2558)

 

“รุ่นพี่” เป็นผลงานชิ้นใหม่ของ “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง” หนึ่งในบุคลากรจากวงการโฆษณา ที่เข้ามาพลิกฟื้นคืนชีพอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง หรือช่วงต้นทศวรรษ 2540

เพื่อนร่วมรุ่นของวิศิษฏ์อย่าง “เป็นเอก รัตนเรือง” ดูเหมือนจะยังผลิตผลงานภาพยนตร์ออกมาเป็นระยะๆ แม้จะไม่จี๊ดจ๊าดแหวกแนวเหมือนเดิม แต่ก็ถือว่า “มีของ” สำหรับคนทำหนังที่อายุขึ้นต้นด้วยเลข 5

ขณะที่เพื่อนรุ่นเดียวกันอีกคนอย่าง “นนทรีย์ นิมิบุตร” ดูคล้ายจะโรยราไปพอสมควร ทั้งในวงการภาพยนตร์ และในวงการโทรทัศน์

วิศิษฏ์น่าจะคล้ายคลึงกับเป็นเอก คือเป็นชายวัยกลางคนที่ยังมีไฟ และเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ทั้งยังมีหลักคิดมุมมองต่อสังคมไทยและการเมืองไทย ที่คมชัด และไม่ไหวเอนไปตามกระแสรอบตัว

“รุ่นพี่” ผลงานล่าสุดของวิศิษฏ์ ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อสองชนิดในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน หนึ่ง คือ นวนิยายวัยรุ่น อีกหนึ่ง คือ ภาพยนตร์

ทั้งนวนิยายและภาพยนตร์เล่าเรื่องราวเหมือนกัน ว่าด้วยเด็กสาวบุคลิกแปลกแยกที่สามารถดมกลิ่น/สื่อสารกับวิญญาณได้ (แต่มองไม่เห็น) เธอเล่าเรียนอยู่ในโรงเรียนคอนแวนต์แห่งหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นพื้นที่วังเก่าของหม่อมเจ้าหญิงที่ถูกฆาตกรรมเมื่อหลายสิบปีก่อน โดยกระบวนการยุติธรรมได้ตัดสินลงโทษประหารชีวิตคนสวนประจำวัง ในฐานะฆาตกร

อย่างไรก็ตาม ได้มีวิญญาณชายหนุ่ม “รุ่นพี่” ตนหนึ่ง พยายามติดต่อสื่อสารกับเด็กสาว เพื่อวอนขอให้เธอร่วมมือกับเขา ในการช่วยรื้อฟื้นและสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าวใหม่อีกครั้งหนึ่ง

วรรคทองที่วิญญาณรุ่นพี่ผู้นี้อ้อนวอนต่อเด็กสาวผู้ได้กลิ่นวิญญาณ ก็คือ “ความยุติธรรม แม้แต่คนตายก็ต้องการ”

สําหรับในฉบับงานเขียน ต้องนับว่านวนิยายเรื่องแรกของวิศิษฏ์นั้น อ่านได้เพลินและสนุกสนานทีเดียว จนสามารถอ่านได้รวดเดียวจบ หรืออย่างน้อยก็ทยอยอ่านจนจบเล่มได้ ภายใน 1-2 วัน

อย่างไรก็ดี แม้นิยายจะวางพล็อต สร้างโครงเรื่องได้น่าสนใจ มีลูกล่อลูกชนแพรวพราวในระดับหนึ่ง ทว่า ก็ไม่มีองค์ประกอบอะไรที่ “ใหม่” “แปลก” “แหวกแนว” หรือมีลักษณะริเริ่มสร้างสรรค์ในระดับสูง เฉกเช่นภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง ของผู้เขียน

ส่วนที่ผมชอบจริงๆ ในนิยายเรื่องนี้ กลับกลายเป็นช่วงบทต้นๆ ซึ่งกล่าวถึงเพื่อนสองคนที่โรงเรียนเก่าของนางเอก (ก่อนเธอจะย้ายมาที่โรงเรียนคอนแวนต์) ในฐานะเรื่องราวอันเป็น “นิทานเปรียบเทียบ” ขนาดสั้นๆ ของเนื้อหาหลักในนิยายส่วนที่เหลือ (น่าเสียดาย ที่เนื้อหาส่วนนี้ไม่ถูกนำเสนอในฉบับภาพยนตร์)

ขณะเดียวกัน เรื่องราวเกี่ยวกับเพื่อนสนิทคนเดียวของนางเอกที่โรงเรียนคอนแวนต์ ก็สนุกใช้ได้ และสามารถนำเสนอถึงแง่ลบของสื่อสังคมออนไลน์ได้อย่างหนักแน่นทีเดียว

เพียงแต่ผมรู้สึกว่าเรื่องราวส่วนนี้ถูกสรุปปิดท้ายอย่างโฉ่งฉ่างล้นเกินไปสักหน่อย (แม้หลายคนจะรู้สึกชอบ “ผีป๊อปคอร์น” โดยเฉพาะในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ก็ตาม)

ที่น่าเสียดาย คือ ตัวคดีฆาตกรรมหลัก กลับไม่ได้ดำเนินไปสู่จุดที่สนุกถึงขีดสุด หรือไม่มีอะไรใหม่ๆ ให้น่าประทับใจ

นอกจากนี้ วิศิษฏ์สู้อุตส่าห์พยายามประคับประคองให้นิยายของตัวเองเป็น “นิทานเปรียบเทียบ” ของอะไรก็แล้วแต่ มาได้จนเกือบจะจบเล่มแล้ว

แต่สุดท้าย ไม่รู้ว่าเพราะผู้เขียนกลัวว่างานเขียนชิ้นแรกจะไม่แหลมคมหรือไม่ชัดเจนพอหรืออย่างไร เขาจึงตัดสินใจใส่รายละเอียดหรือจิ๊กซอว์บางอย่างลงไปในหน้าท้ายๆ ของนิยาย เพื่อให้ “สาร” ที่ถูกซ่อนแฝงไว้ โผล่ผงาดออกมา จนเห็นได้เด่นชัด (ขณะที่ “ความเป็นนิทานเปรียบเทียบ” ที่ดี กลับถูกทำลายลงไป)

เมื่อพูดถึง “ความเป็นนิทานเปรียบเทียบ” ผมรู้สึกไม่ค่อยเห็นด้วยกับวิธีการพยายามเสาะแสวงหาคำตอบอย่างเคร่งครัดว่า ตัวละคร A เท่ากับนาย ก ตัวละคร B เท่ากับนาง ข ฯลฯ ในโลกความจริง

เพราะโดยส่วนตัวเชื่อว่า คนเขียนหนังสือหรือคนทำหนังที่มีกึ๋นระดับหนึ่ง คงไม่เลือกจะพูดถึงสังคม ผ่านการผลิตงานศิลปะใดๆ อย่างเถรตรงถึงขนาดนั้น รวมถึงกรณีของวิศิษฏ์กับนิยายเรื่อง “รุ่นพี่” ด้วย

ทว่า “รุ่นพี่” เป็นนิทานเปรียบเทียบที่มีประสิทธิภาพในแง่ที่ว่า นิยายเรื่องนี้สามารถสะท้อนอารมณ์ ความรู้สึก คำถามค้างคาใจ การไร้ซึ่งศรัทธา หรือความทรงจำบาดแผลของคนบางกลุ่มในสังคมร่วมสมัย ได้ค่อนข้างดีต่างหาก

เมื่อมาถึงฉบับภาพยนตร์ ดูคล้ายวิศิษฏ์จะนำเสนอจุดเน้นและประสบกับปัญหาที่แตกต่างออกไปจากฉบับนวนิยาย

เริ่มจากการกำหนดให้ตัวละครนำ มีคุณลักษณ์พิเศษในการ “ดมกลิ่น” วิญญาณได้ ซึ่งถือเป็นการวางพล็อตที่น่าสนใจไม่น้อย และไม่มีปัญหามากนักสำหรับสื่อนวนิยาย ที่ผลักภาระในการจินตนาการเรื่องราวไปให้ผู้อ่านแทบจะเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

ผิดกับสื่อภาพยนตร์ที่ต้องสร้างสรรค์สภาพแวดล้อม อย่างน้อยคือทางด้านภาพและเสียง ให้ผู้ชมรู้สึกเชื่อจนสนิทใจ ทว่า ศักยภาพในการถ่ายทอด “กลิ่น” กลับถือเป็นจุดตายข้อหนึ่งของสื่อชนิดนี้พอดี

ดังนั้น ความสามารถในการดมกลิ่นวิญญาณของนางเอกหนังเรื่อง “รุ่นพี่” จึงต้องถูกนำเสนออกมา ผ่านภาพลักษณ์/การปรากฏกายของวิญญาณ ด้วยเทคนิคคอมพิวเตอร์ กราฟิก (เท่ากับเป็นการผลักภาระสำคัญของจมูกกลับไปสู่ดวงตาอีกครั้ง) และการแสดงท่าทางดมกลิ่นวิญญาณของนักแสดงนำ ซึ่งนับว่ามีความลักลั่นอยู่พอสมควร

การแสดงท่าดมกลิ่นวิญญาณของนักแสดงนำ ที่โด่งดังมาจากการเป็นเซเลบในโลกออนไลน์ อย่าง “พลอยชมพู-ญานนีน ภารวี ไวเกล” เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการแสดงในภาพรวม เพราะต้องยอมรับว่า พลอยชมพูยังแสดงหนังได้ไม่ดีนัก เช่นเดียวกับนักแสดงวัยรุ่นคนอื่นๆ ภายในเรื่อง

ถ้าจะให้อธิบายง่ายๆ ก็คือ คนดูไม่สามารถเชื่อได้ว่า นักแสดงวัยรุ่นเหล่านี้กำลังหัวเราะ ร้องไห้ มีความสุข มีความเศร้า ดังที่บทภาพยนตร์กำหนดให้พวกเธอและเขาเป็น แม้กระทั่งบทสนทนาธรรมดา นักแสดงกลุ่มนี้ก็ยังถ่ายทอดออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย

สวนทางกับนักแสดงรุ่นใหญ่อย่าง สะอาด เปี่ยมพงศ์สานต์, พรพรรณ เกษมมัสสุ, เปียทิพย์ คุ้มวงศ์ และ อรสา พรหมประทาน ที่พอจะประคับประคองมาตรฐานการทำงานของตนเองเอาไว้ได้ (โดยโน้มเอียงไปในทางการแสดงละครโทรทัศน์อยู่นิดๆ) ไม่นับรวม คาร่า พลสิทธิ์ ที่มาปรากฏกายอยู่ไม่กี่ฉาก ในบทหม่อมเจ้าหญิง ผู้ถูกฆาตกรรม

อีกข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดเน้นที่แตกต่างระหว่างนวนิยายกับภาพยนตร์ก็คือ ในเวอร์ชั่นหนังยาว วิศิษฏ์ตัดสินใจลบเหลี่ยมมุมแหลมคมทางการเมืองออกไปมากพอสมควร จนอาจกล่าวได้ว่า “ความเป็นนิทานเปรียบเทียบ” อันโดดเด่น ที่ปรากฏอยู่ใน “รุ่นพี่” ฉบับนวนิยาย ได้ระเหยหายไปในฉบับภาพยนตร์

ตัวอย่างเด่นชัด ก็ได้แก่ “จิ๊กซอว์เปิดหน้าชก” ที่ถูกเปิดเผยในช่วงท้ายของนิยาย ซึ่งไม่ได้ถูกนำมาเสนอในฉบับภาพยนตร์ (จริงๆ แล้ว อาจถือเป็น “ข้อดี”)

นอกจากนี้ เมื่อรูปแบบการเป็นหนังสืบสวนสอบสวน-วัยรุ่น ติดกลิ่นอายญี่ปุ่น (ที่งานด้านภาพในหลายช็อตหลายฉาก ทำออกมาได้ดีมาก) ถูกผนวกเข้ากับการแสดงที่ค่อนข้างอ่อน ก็ส่งผลให้ “รุ่นพี่” กลายเป็นหนังสืบสวนสอบสวนที่ดูสนุกพอตัว แต่กลับไม่มี “จุดเชื่อมต่อ” (อันจับต้องได้) ไปยังสถานการณ์ทางสังคมหรือเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ใดๆ นอกโรงภาพยนตร์

กระทั่งวรรคทองอย่าง “ความยุติธรรม แม้แต่คนตายก็ต้องการ” ก็ดูเป็นเพียงคำพูดลอยๆ ที่ไม่มีน้ำหนักและความหมายมากนัก เมื่อหลุดออกมาจากปากของตัวละครที่แสดงเป็นวิญญาณ “รุ่นพี่” (บอม-พงศกร โตสุวรรณ) ซึ่งเล่นแข็งเหมือนกับนักแสดงรุ่นเดียวกันคนอื่นๆ

ผู้กำกับฯ มากประสบการณ์อย่างวิศิษฏ์น่าจะตระหนักได้ดีระหว่างกระบวนการเขียนบท-ถ่ายทำ ว่า “สารทางสังคม-การเมือง” หลายๆ ประการ ไม่สามารถถูกถ่ายทอดออกมาอย่างชัดเจนในภาพยนตร์

เขาจึงเลือกแทนที่ “สาระ” ที่หายไป ด้วยการกำหนดให้ตัวละครเดิน/ขี่จักรยาน วนเวียนอยู่แถวถนนราชดำเนินและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แต่สุดท้าย ปัญหาในการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของนักแสดง และการโหมประโคมมิวสิกวิดีโอเข้ามาเป็นระยะๆ ก็ค่อยๆ กลบกระทืบฉากหลังดังกล่าว จนไม่สามารถสอดแทรกหรือพลิกสถานะกลับขึ้นมาเป็นหนึ่งในเนื้อหาหลักของภาพยนตร์ได้

ถ้าให้เปรียบเทียบผลงานหนังยาวเรื่องที่ผ่านๆ มาของวิศิษฏ์ กับ “รุ่นพี่”

ผมรู้สึกว่า “ฟ้าทะลายโจร” มีงานโปรดักชั่นและสไตล์การนำเสนอ ที่ทรงพลังและน่าตื่นตามากกว่า

ส่วน “หมานคร” แม้จะมีปัญหาคล้ายคลึงกับ “รุ่นพี่” ตรงที่คู่นักแสดงนำ ไม่สามารถรับบทบาทเป็นตัวละครได้ดีนัก แต่สุดท้าย เนื้อหาสาระน่าสนใจในหนังเรื่องนั้น ก็ยังไม่ถูกกลบเกลื่อนโดยงานโปรดักชั่นอันโดดเด่นสะดุดตาของวิศิษฏ์ และปัญหาเรื่องการแสดง

แน่นอนว่า “เปนชู้กับผี” ก็เล่าเรื่องได้สนุก น่าติดตามกว่า “รุ่นพี่” เยอะ

ไปๆ มาๆ ผมจึงมีความเห็นว่า “รุ่นพี่” มีคุณภาพใกล้เคียงกับ “อินทรีแดง” ผลงานก่อนหน้านี้ของวิศิษฏ์ ซึ่งท้ายที่สุด วิธีการเล่าเรื่อง, งานสร้าง และการแสดง ไม่สามารถโอบอุ้มเนื้อหาสาระที่แหลมคมทางการเมืองของหนังเอาไว้ได้ อย่างที่ควรจะเป็น

ขอแถมท้ายด้วยเรื่องเพลง เพราะแฟนหนังหลายคนคงจะทราบว่า วิศิษฏ์นั้นเป็นนักฟังเพลงที่ยอดเยี่ยม ทั้งยังเป็นนักแต่งเพลงฝีมือดี

แต่ตามความเห็นและรสนิยมส่วนตัวของผม การเลือกใช้เพลงประกอบใน “รุ่นพี่” กลับไม่เวิร์กเอาเลย แถมยังมีส่วนผลักคนดูออกจากเรื่องราว/ประเด็นหลักของหนังด้วยซ้ำไป (ทั้งๆ ที่เพลงนำภาพยนตร์ ก็เป็นผลงานการแต่งเนื้อร้อง-ทำนองของวิศิษฏ์)

ผมยังคิดถึงการเล่นกับเพลงยุคสุนทราภรณ์ใน “ฟ้าทะลายโจร”

ยังคิดถึงการเล่นกับเพลง “ก่อน” อย่างชาญฉลาดและมีเสน่ห์ใน “หมานคร”

เหมือนกับที่ยังคิดถึงเพลงลูกทุ่ง “แม่สาวเสื้อฟ้า” ที่วิศิษฏ์แต่งขึ้น เพื่อใช้ใน “หมานคร” ตลอดจน “ทหารเกณฑ์คนเศร้า” ที่เขาแต่งให้กับหนัง “มนต์รักทรานซิสเตอร์” ของเป็นเอก

อย่างไรก็ดี ถึง “รุ่นพี่” จะไม่ใช่ผลงานน่าดูลำดับต้นๆ ของ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง แต่นี่ก็ถือเป็นหนังไทยเชิงพาณิชย์ที่โดดเด่นเรื่องหนึ่งประจำปี 2558