จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

ประมวลภาพพิธีบวงสรวง “สังข์ทอง 2561”

วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ไม่มีอะไรมากจ้า แค่นำภาพพิธีบวงสรวงละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “สังข์ทอง” (2561) มาฝากกัน

(จุดน่าสังเกต คือ พิธีบวงสรวงมีขึ้นหลังจากละครเปิดกล้องและแพร่ภาพไปแล้วสามตอน ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเหตุผลเรื่องฤกษ์ยามหรือความสะดวก?)

มาชมภาพสวยๆ งามๆ กันเลยดีกว่า

ครบทีม#สังข์ทอง

A post shared by lakornpurnbanthai official (@lakornpurnbanthai_official) on

ขอบคุณภาพจาก

https://www.instagram.com/samsearn/

https://www.instagram.com/lakornthaijukwong/

https://www.instagram.com/lakornpurnbanthai_official/

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เมื่อ “คู่จิ้น” จาก “สี่ยอดกุมาร” หวนคืนจอใน “สังข์ทอง”

121725429

เมื่อครั้งที่ “ดินน้ำลมไฟ/สี่ยอดกุมาร” เวอร์ชั่นปี 2559 ลงจอ หนึ่งในคู่ตัวละครที่โด่งดังมากๆ ก็คือ “เพชรราชกุมาร (รี)” ที่รับบทโดย “เกศรินทร์ น้อยผึ้ง” และ “มัลลิกานารี” ที่รับบทโดย “ธนภัทร ดิษฐ์ไชยวงศ์”

เนื่องจากตัวละครสองคนนี้ ซึ่งเป็นหญิงทั้งคู่ เกือบจะหลงรักกัน จนกลายเป็นคู่พระคู่นางในละครเรื่องดังกล่าว

ล่าสุด ใน “สังข์ทอง” (2561) นักแสดงทั้งสองก็ได้หวนมาทำงานร่วมกันอีกหน โดยเกศรินทร์ จะรับบทเป็นนางเอกของเรื่อง คือ “รจนา” ธิดาองค์ที่ 7 ของท้าวสามล ขณะที่ธนภัทร จะรับบทเป็น “ทรงกลด” ธิดาองค์ที่ 6

ทรงกลด

นอกจากนี้ ธนภัทร ซึ่งมีความสามารถด้านการร้องเพลง ยังรับหน้าที่เป็นผู้ขับร้องเพลงนำละคร “สังข์ทองลูกแม่” ในเวอร์ชั่นใหม่อีกด้วย

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

ตัวละครจักรๆ วงศ์ๆ ตัดพ้อ “เด็กเดี๋ยวมันก็โต เดี๋ยวมันก็ลืมเรื่องเทวดากะนางฟ้า”

ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติปี 2561 ขออนุญาตพาแฟนๆ ละครพื้นบ้านจักรๆ วงศ์ๆ ย้อนกลับไปดูละครเรื่อง “จันทร์ สุริยคาธ” ฉบับปี 2556

ซึ่งโดยส่วนตัว แอดมินเห็นว่าเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่มีเนื้อหาแปลกใหม่มากที่สุดในทศวรรษ 2550

ฉากที่นำมาให้ดูกัน เกิดขึ้นในตอนที่ 45 ของละคร ซึ่งสองเทวดานิสัยเกเร (ที่สามารถกลับตัวเป็นเทวดาฝ่ายดีในตอนท้ายๆ) อย่าง “พระรำพัด” (รับบทโดยดอน จมูกบาน ผู้ล่วงลับ) และ “พระรำเพย” (รับบทโดยธรรมศักดิ์ สุริยน) กำลังโต้เถียงกัน

เดิมทีเทวดาคู่นี้ถูกพระอินทร์ส่งลงมาบนโลก เพื่อคอยสร้างแรงกดดันต่างๆ นานา ที่จะผลักกระตุ้นให้อดีตสองเทพบุตรอย่าง “สุริยคาธ” และ “จันทคาธ” สามารถค้นหา “แก้วทิพยเนตร” ของวิเศษจากสวรรค์ที่พลัดตกมายังโลกมนุษย์เบื้องล่าง ได้พบโดยรวดเร็ว

แต่ไปๆ มาๆ เทวดาคู่นี้ก็คล้ายจะตีความภารกิจสำคัญของตนเองผิดพลาด ผิดฝาผิดตัว จากการต้องสร้างแรงกดดันเพื่อผลักภารกิจตามหาแก้ววิเศษของอดีตสองเทพบุตรให้รุดหน้า ก็กลายเป็นการหมั่นสร้างอุปสรรคขัดขวาง กระทั่งงานของ “สุริยคาธ” และ “จันทคาธ” ดำเนินไปอย่างยากลำบากมากยิ่งขึ้น

บทสนทนาด้านล่าง คือ ตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นภาวะย้อนแย้งดังกล่าว ขณะเดียวกัน ตรงช่วงปลายๆ ยังมีการกล่าวอ้างถึงเด็กๆ (ผู้ชมละคร) เอาไว้อย่างน่าสนใจ ดังต่อไปนี้

พระรำพัดกับพระรำเพยนั่งคุยกันบนก้อนเมฆ

พระรำเพย “โอ๊ นั่นๆๆๆ ฮ้า โอ้ พ่อเทพบุตรกำลังลำบากเลยนั่น”

พระรำพัด “ไหนๆๆๆ?”

พระรำเพย “โน่น”

พระรำพัด “ชะๆๆ ช่า ฮาๆๆ ฮ้าย เป็นจริงดังนั้น เทพบุตรจันทคาธ สุริยคาธ ถูกขังอยู่ในถ้ำ มีงูจงอางหวงไข่ป้วนเปี้ยนอยู่ข้างนอก”

พระรำเพย “โถๆๆๆๆๆ น่าสงสารพ่อเทพบุตร นี่เราต้องหาทางช่วยเหลือพ่อเทพบุตรนะ เค้าจะได้ไปเสาะหาแก้วทิพยเนตร ไปส่งคืนให้องค์อินทร์”

พระรำพัด “ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้ เพราะว่าตอนนี้ยังไม่พบแก้วทิพยเนตร เราจะต้องเป็นอุปสรรค”

พระรำเพย “นี่ๆๆๆๆๆ นี่ท่านๆๆๆๆ คิดอะไรอยู่เนี่ย?”

พระรำพัด “อ๊าย ข้าคิดจะยั่วยุให้เจ้าจงอางมันโกรธ รู้มั้ยว่างูจงอางน่ะมันหวงอะไรที่สุด?”

พระรำเพย “ฮะ อะไร?”

ภาพตัดไปยังเหตุการณ์ที่พระรำพัดกำลังลักขโมยไข่จงอางยักษ์ โดยมีพระรำเพยยืนอยู่ด้านหลัง

พระรำพัด “ไข่ วิสัยงูจงอางมันหวงไข่ ข้าจะขโมยไข่เพื่อยั่วยุโทสะ ให้เจ้าจงอางผัวเมียเนี่ยมันโกรธ มันจะได้เล่นงานเจ้าสองเทพบุตร”

พระรำเพย “โถๆๆๆ ท่านๆๆ ท่านรำพัด”

พระรำพัด “ทำไม?”

พระรำเพย “ถ้าท่านคิดผิดเนี่ย คิดใหม่มันยังทันหนาๆ”

พระรำพัด “คิดผิดคิดถูก ข้าคิดไปแล้ว ข้ามีหน้าที่เป็นอุปสรรคกับสองเทพบุตร ข้ามีหน้าที่คอยกลั่นแกล้งสองเทพบุตร รู้รึเปล่า?”

พระรำเพย “ด้วยการขโมยไข่งูจงอางเนี่ยนะ?”

พระรำพัด “ใช่ ข้าต้องขโมยไข่ ฮ่าๆๆๆ”

พระรำเพย “ท่านคิดผิดรึเปล่า?”

พระรำพัด “จะผิดหรือถูกก็ไม่รู้ ข้าคิดเอามาแล้ว ฮาๆๆๆ”

tv179-2

พระรำพัด-พระรำเพยกำลังหอบเอาไข่งูจงอางยักษ์ไปซ่อนยังถ้ำที่สองเทพบุตรติดอยู่ภายใน

พระรำเพย “ท่านรำพัด”

พระรำพัด “อะไรอีกล่ะ?”

พระรำเพย “นี่ถ้าท่านคิดผิดเนี่ย ท่านคิดใหม่ได้นะ ยังมีเวลาทันนะ”

พระรำพัด “คิดอะไรอีกล่ะ?”

พระรำเพย “อะนี่ไง ก็บอกว่าท่านไปขโมยไข่เค้ามา ท่านทำตัวเป็นขโมยอย่างเงี้ย แล้วท่านจะให้เด็กมาเชื่อถือได้ยังไง?”

พระรำพัด “โอ๊ย ตอนนี้ ข้าไม่สนเรื่องเด็กแล้ว ข้าเป็นเทวดา ข้ามีหน้าที่ ที่รับบัญชามาจากองค์อินทร์ เด็กเดี๋ยวมันก็โต เดี๋ยวมันก็ลืมเรื่องเทวดากะนางฟ้าไป”

พระรำเพย “นี่ นี่ไง นี่ไง ท่านคิดเป็นแบบเนี้ย ท่านเป็นเทวดาอย่างเงี้ย แล้วใครเค้าจะไปเชื่อถือท่าน…”

(บทสนทนาจากช่วงนาทีที่ 4.28-9.41 ในคลิปด้านบน)

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.samsearn.com/pro/tv181.html และ http://www.samsearn.com/pro/tv179.html

คนมองหนัง, จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

บันทึกสั้นๆ ว่าด้วยละครชาตรี “นางสิบสาม”

“นางสิบสาม” โดย ประดิษฐ ประสาททอง และคณะละครอนัตตา

หนึ่ง

ดูจากชื่อคล้ายจะเป็นการตีความ​ “นางสิบสอง” ใหม่ แต่จริงๆ แล้ว เนื้อหาและโครงเรื่องของละครชาตรีร่วมสมัยเรื่องนี้ แทบจะเป็น “คนละเรื่อง” กับ “นางสิบสอง” ที่พวกเราคุ้นเคยกัน มีแค่ตัวละคร “นางยักษ์แปลงกาย/นางสิบสาม” เท่านั้นแหละ ที่ไปพ้องกับนิทาน “นางสิบสอง” อยู่รางๆ

สอง

ขณะเดียวกัน ชื่อละคร “นางสิบสาม” ก็มิได้หมายความว่าตัวละครเอกของละครเรื่องนี้จะเป็นผู้หญิงจำนวน “13 คน” ทว่า “นางสิบสาม” คือชื่อเฉพาะของสตรีคนหนึ่ง ถ้าใครได้ไปชมการแสดงก็ย่อมจะพบความนัยลึกซึ้งที่ซ่อนแฝงอยู่ภายใต้นามอันเป็นตัวเลข

fullsizeoutput_5

สาม

โครงเรื่องตั้งต้นของละครเรื่องนี้อยู่ที่คำถามว่า ใครฆ่า “นางสิบสาม”? จากนั้น ตัวละครหลักสามรายจึงพยายามสืบค้นแสวงหาข้อเท็จจริงดังกล่าว เพื่อให้นครที่มีเหตุการณ์สังหารสตรีนางนั้นอย่างฉาวโฉ่ ได้การยอมรับและปราศจากข้อครหาจากประชาคมโลกอีกครั้งหนึ่ง (ฟังดูคุ้นๆ)

แต่พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ประเด็นตั้งต้นก็ค่อยๆ ถูกขยายกระจายออก ส่วนหนึ่ง อาจเกิดจากมุขตลกด้นสดสไตล์ละครชาตรี ที่คนบนเวทีอำกันเอง หรือคนบนเวทีหัน/ลงมาหยอกล้อกับผู้ชม (ซึ่งเป็นจุดเด่นที่แข็งแรงมากของคณะละครอนัตตา แม้ผมยังรู้สึกว่า “อารมณ์ขัน” ของ “นางสิบสาม” จะไม่สุดเท่า “แก้วหน้าหมา” ละครชาตรีเรื่องก่อนหน้าของคณะนี้ก็ตาม)

สี่

ไปๆ มาๆ คำตอบว่าใครฆ่า “นางสิบสาม” ก็ถูกเฉลยอย่างไม่เซอร์ไพรส์มากนัก นอกจากนี้ ประเด็นที่ว่า “นางสิบสาม” คือ “นางยักษ์แปลงกาย” ผู้ถูกกระทำ ก็ไม่ใหม่สดเสียทีเดียว ซึ่งไม่ใช่ข้ออ่อนด้อยของละครแต่อย่างใด

เพราะประเด็นสรุปที่สำคัญกว่า ก็คือ ละครเรื่องนี้ไม่ได้หยุดตัวเองอยู่ตรงการค้นพบความจริงเหล่านั้น แต่กลับมุ่งหน้าไปสู่สถานการณ์ชุลมุนวุ่นวายของการอ้างอิงตนเองเข้ากับความเชื่อ-อารมณ์ความรู้สึกส่วนบุคคล/เฉพาะกลุ่มที่หลากหลาย (ในยุค Post-truth)

fullsizeoutput_c

ห้า

“นางสิบสาม” จึงปิดท้ายในลักษณะที่แทบจะกลายเป็น “หนังฟิล์มนัวร์” ไปเลย คือ ลงเอยแบบปลายเปิดด้วยสถานการณ์หักเหลี่ยมเฉือนคมระหว่างตัวละครนำ 3+1 คน อันได้แก่ เจ้าเมืองอย่างท้าวระเด่นรันตู (ที่ได้อำนาจมาอย่างผิดครรลอง-ระบบ) นางสิบสาม ที่เป็นนางยักษ์แปลง และถูกผู้มีอำนาจใส่ร้ายปรักปรำ ภรรยาคนรองของเจ้าเมือง ซึ่งกลายเป็นตัวแทนของชาวบ้านชาวเมืองที่เลือกอยู่ข้างนางยักษ์ และพระอินทร์ ที่ระแวง/ไม่วางใจคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย

หก

ละครชาตรี “นางสิบสาม” มีกิมมิคที่เล่นกับคนดู ด้วยการให้ตัวละครชี้นิ้วมายังผู้ชมบางราย แล้วขอร้องให้พวกเขายกโทรศัพท์ขึ้นมา “ไลฟ์สด” การแสดง หรือกระบวนการค้นหาความจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของ “นางสิบสาม” บนเวที

น่าสนใจว่า แม้หลายคนจะทึกทักว่าเทคโนโลยีการไลฟ์เหตุการณ์ต่างๆ ด้วยโทรศัพท์มือถือ จะทำให้เราเข้าใกล้ “ความจริง” มากขึ้น แต่บทสรุปของละครเรื่องนี้กลับกลายเป็นว่า ยิ่งสัมผัสกับ “ภาวะเสมือนจริง” ดังกล่าวมากเท่าใด เรากลับยิ่งสับสนงุนงงหนักขึ้นว่าอะไรคือ “ความจริง”?

เจ็ด

โดยสรุป ถ้าวัดกันในแง่ความสนุก เฮฮา แพรวพราวอารมณ์ขัน ผมชอบ “แก้วหน้าหมา” มากกว่า “นางสิบสาม” (ไม่แน่ใจว่าระยะห่างระหว่าง “คนเล่น” กับ “คนดู” ในการแสดงสองรอบแรกของ “นางสิบสาม” ที่ออดิทอเรียม หอศิลป์ กทม. จะส่งผลกระทบต่อประเด็นนี้มากน้อยแค่ไหน? หรืออาจเป็นเพราะ “แก้วหน้าหมา” นั้น อ้างอิงจาก “แก้วหน้าม้า” ที่มีความตลกโดยตัวมันเองอยู่แล้ว)

แต่ถ้าพิจารณาจากความคมชัดของประเด็นการนำเสนอ ผมรู้สึกว่า “นางสิบสาม” มีความหนักแน่จริงจัง ชวนขบคิดมากกว่า

21728053_1461498453929142_5375304128276347884_n

หมายเหตุ

ละครชาตรีเรื่องนี้จะยังเปิดการแสดงอีกสองรอบในวันที่ 25-26 พฤศจิกายน ณ ฟรี ฟอร์ม เฟสติวัล (ระหว่างเอกมัย 13 และ 15) ผู้สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

อีกหนึ่งวิธีเสพ “เทพสามฤดู” ในโลกออนไลน์ – รวมภาพนิ่งหลากอารมณ์จากเหล่านักแสดง

คลิปเล่าเรื่องย่อบนยูทูบ อีกหนึ่งวิธีเสพ “เทพสามฤดู” ในโลกออนไลน์

นอกจากการเผยแพร่ภาพผ่านทางโทรทัศน์, วิดีโอในเว็บไซต์ BUGABOO ของช่อง 7, ไลฟ์สดและคลิปย้อนหลังทางยูทูบ (มากกว่าหนึ่งช่อง) แล้ว

อีกหนึ่งวิธีการเสพ “เทพสามฤดู 2560” ที่น่าสนใจในโลกออนไลน์ ก็คือ การรับฟังเนื้อหาล่วงหน้าของละครผ่าน “คลิปเล่าเรื่องย่อ”

ช่องยูทูบที่ทำคลิปแนวนี้อย่างจริงจังแข็งขัน คือ ช่องของคุณ Pim ChaYa

ข้อได้เปรียบหนึ่งของการทำคลิปประเภทนี้ ก็ได้แก่การที่สามเศียรเลือกสร้าง “เทพสามฤดู 2560” โดยนำเอาบทละครเมื่อปี 2546 มาใช้ถ่ายทำแบบแทบจะช็อตต่อช็อต ดังนั้น เรื่องย่อที่เล่าในคลิปจึงมีความแม่นยำค่อนข้างสูง

และจำนวนคนคลิกเข้ามาฟังคลิป (พร้อมดูภาพนิ่งประกอบ) ก็ถือว่าน่าพอใจทีเดียว คือ มีหลักหมื่นวิวอัพ

โดยส่วนตัว เมื่อลองฟังคลิปเหล่านี้ในสื่อใหม่ทางออนไลน์ ผมกลับย้อนนึกไปถึงสื่อเก่าสองชนิด

ชนิดแรก คือ ละครวิทยุ อีกชนิด คือ เรื่องย่อละครทีวี ไม่ว่าจะเป็นที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์หัวสี หรือพิมพ์ขายเป็นหนังสือราคาย่อมเยา แล้ววางจำหน่ายตามแผงหนังสือและร้านเซเว่นฯ

ปรากฏการณ์เช่นนี้ นำไปสู่ความกำกวมบางอย่าง

กล่าวคือ ด้านหนึ่ง มันอาจชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยยังมีลักษณะเป็น “สังคมมุขปาฐะ” (ชอบพูด/ฟัง หรือดู มากกว่า อ่าน/เขียน) ถ้าพิจารณาว่าลักษณะของคลิปเรื่องย่อ “เทพสามฤดู 2560” วางน้ำหนักอยู่บนเรื่องเล่าประหนึ่งละครวิทยุ (ตลอดจนเทปเล่านิทานเด็กเมื่อราว 30 กว่าปีก่อน)

ทว่า อีกด้าน ปรากฏการณ์ข้างต้นก็อาจไม่ได้ถูกตรึงอยู่ตรงทางแยกของคู่ตรงข้ามระหว่างการ “พูด/ฟัง/ดู” กับการ “อ่าน/เขียน” หากพิจารณาว่าคลิปเรื่องย่อ “เทพสามฤดู 2560” มีลักษณะพ้องกับเรื่องย่อละครต่างๆ ในเวอร์ชั่นสิ่งพิมพ์ ไปในคราวเดียวกัน

ถึงที่สุดแล้ว “คลิปเล่าเรี่องย่อเทพสามฤดู” ออนยูทูบ จึงอาจแสดงให้เห็นถึงการไหลวนของเรื่องเล่าแบบเดิมๆ ซึ่งตัวคนดู/คนฟัง/คนอ่าน/ผู้บริโภคก็คล้ายจะพอใจกับลักษณะไหลวนไปมาในวิถีทางเดิมๆ เช่นนั้น

ขออนุญาตปิดท้ายเนื้อหาส่วนนี้ ด้วยคำสัมภาษณ์ที่ผมเคยให้ไว้กับเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งอาจอธิบายถึงข้อสรุปดังกล่าวได้อยู่บ้าง

ขณะเดียวกันคนไทยอาจไม่ได้นิยมเสพความบันเทิงซ้ำๆ ด้วยเหตุผลว่าพวกเขาไม่สนใจเรื่องราว ไม่สนใจเนื้อหาสาระ เพราะการได้ดูมหรสพเรื่องเดิมๆ อาจมี ‘หน้าที่’ บางอย่างของมันอยู่ การดูหนัง ดูละคร ที่มีโครงเรื่องเก่าๆ ซ้ำเดิม หมายความว่าคนดูจะสามารถ ‘คาดการณ์’ เรื่องราวของมหรสพนั้นๆ ได้

“มองในบางแง่ การคาดการณ์เรื่องราวได้อาจแสดงให้เห็นถึงอำนาจ และการเข้าถึงความรู้ของคนดู แทนที่พวกเขาจะกลายเป็นผู้รับเรื่องราวใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึงจากผู้ผลิตละคร ในฐานะคนที่ไม่รู้หรือแทบไม่รู้อะไรเลย”

นอกจากนี้ การคาดการณ์เรื่องราวต่างๆ ล่วงหน้าได้ ยังอาจทำให้การชมมหรสพมีรสชาติขึ้น ในกรณีของการชมละครจักรๆ วงศ์ๆ เราอาจนึกถึงภาพกลุ่มคนมาดูละครประเภทนี้หน้าจอทีวี ไปพร้อมๆ กับการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันว่าเรื่องราวจะดำเนินอย่างไรต่อไป ใครจะรักกับใคร ใครจะอยู่ ใครจะตาย อาจก่อให้เกิดชุมชนของคนดู หรือการสื่อสารในทิศทางอื่นๆ นอกเหนือไปจากการสื่อสารทางเดียวระหว่างภาพในจอกับคนดู ที่ต้องเพ่งสมาธิในการชม ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้มีความสำคัญ แต่มักถูกมองข้ามไป

(ที่มา https://prachatai.com/journal/2017/08/72704)

รวมภาพนิ่งหลากอารมณ์จากเหล่านักแสดง “เทพสามฤดู 2560”

คุยเรื่องเครียดๆ กันไปแล้ว ก็เลยขอปิดท้ายด้วยภาพหลากอิริยาบถ ตั้งแต่น่ารัก เฮฮา จนถึงโศกเศร้า ของบรรดานักแสดงจาก “เทพสามฤดู 2560” ครับ

โดยล่าสุด อินสตาแกรมสามเศียรได้ปล่อยภาพดีๆ มาหลายรูป

นี่คือบางส่วนของรูปภาพเหล่านั้น เชิญรับชมครับ

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

แผนการของ “สามศรี” – “ทางเลือกที่สาม” นอกเหนือจาก “องค์อิศรา vs ขันธมาร”

ชอบบทสนทนาช่วงหนึ่งจาก “เทพสามฤดู” ที่ออกอากาศไปเมื่อวันที่ 30 กันยายนครับ

เรื่องของเรื่องคือขันธมาร (ตัวร้ายระดับบิ๊กบอส) มาเร่งรัดสามศรี (ตัวร้ายรุ่นใหม่ ซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกชายของลูกน้องขันธมารอีกที) ให้ไปรีบจัดการพระอิศวรและมาตุลีเทพบุตร ที่ลงมาใช้ชีวิตเป็นมนุษย์ธรรมดาปราศจากฤทธิ์เดชใดๆ บนโลก

แต่เมื่อสามศรีตกปากรับคำกับขันธมารเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวกลับมาปรับแผนการเสียใหม่ ดังนี้

สามศรี: ภูตดำ เรามีแผนใหม่แล้ว พระอิศวรหรืออิศราอาจจะมีประโยชน์กับเราในภายหลังก็ได้

ภูตดำ: นี่พระโอรสจะขัดคำสั่งองค์ขันธมารหรือพระเจ้าค่ะ?

สามศรี: เราจะเก็บองค์อิศราไว้ต่อรองกับขันธมาร เสด็จพ่อคงพอพระทัยด้วย

ภูตดำ: แต่ข้าพระพุทธเจ้าเกรงว่า…

สามศรี: ริจะเป็นใหญ่ ต้องไม่เกรงกลัวสิ่งใด ไม่ว่าองค์ขันธมารหรืออิศราจะขึ้นครองโลก เราก็จะอยู่กึ่งกลางตรงนี้ แต่ถ้าเราได้ขึ้นเป็นใหญ่ซะเอง เจ้าว่ามันไม่ดีกว่าเหรอ?

ภูตดำ: ซึ่งถ้าไม่สำเร็จ เราก็ต้องตาย

สามศรี: (หัวเราะ) แต่ถ้าสำเร็จ เราก็จะเป็นใหญ่เหนือโลกทั้งสาม มันน่าเสี่ยงน้อยอยู่เมื่อไหร่ (หัวเราะ)

เมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมดูแล้ว พบว่าละคร “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นปี 2546 และ 2560 ต่างมีบทสนทนาทำนองนี้ด้วยกันทั้งคู่

ส่งผลให้ “สามศรี” แลดูเป็นตัวร้ายที่มีชีวิตชีวา ไม่ได้เป็นตัวร้ายเชื่องๆ ที่ถูกบงการชีวิตโดยพ่อแม่และขันธมาร จนกระทั่งไม่มีโอกาสกำหนดชะตากรรมของตนเองเลย ดังที่มักชอบอธิบายกัน

คลิกดูคลิปละครตอนดังกล่าวได้ที่นี่

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

พาไปสัมผัส “พระราหู” เวอร์ชั่นอ่อนแอ ใน “สามฤดู” ฉบับวัดเกาะ

“พระราหู” เวอร์ชั่นอ่อนแอเพราะรักเธอมากกว่า

ราหู 1

“จะกล่าวถึงราหูภูวนราถ
เมื่อไสยาศน์ลืมองค์หลงหลับใหล
ครั้งรุ่งแจ้งสร่างแสงอะโณไทย
เธอค่อยได้กลับจิตร์ฟื้นนิทรา
ผวาสอดกอดเจ้าเยาวเรศ
ผิดสังเกตไม่ยลยอดเสน่หา
พัดระฆังข้างที่ศรีไสยา
ก็เปล่าตาไม่เห็นให้เย็นทรวง
โอ้ตัวเราคราวนี้ก็มีทุกข์
บังเกิดยุคยากไร้เปนใหญ่หลวง
เสียเจ้ายอดกัลยาสุดาดวง
ดังใครล้วงเอาชีวาตมาฟาดฟัน
พัดชีวากับระฆังดังชีวิต
ก็มาปลิดจากอุราเพียงอาสัญ
โอ้ครั้งนี้น่าที่ถึงชีวัน
เสียสำคัญของรักภักคินี
ให้แค้นจิตร์เกิดเปนชายเสียดายชาติ์
มาพลั้งพลาดสาระพัดจะบัดสี
ต้องเสียชื่อฦาทั่วธรณี
มาเสียทีเสียน้องในห้องนอน
เสียของรักรักษาไว้หาได้
อยู่ไปใยอายชนให้คนข้อน
พระทุ่มทอดกายาลงอาวรณ์
ฤไทยถอนซ้อนซบสลบไป”

ตัดตอนคำกลอนส่วนนี้มาจากวรรณกรรมวัดเกาะ “สามฤดู” เล่มที่ 6 ครับ

เหตุการณ์ก่อนหน้านั้น มีอยู่ว่า “พระราหู” ได้ “สุวรรณอำพร” ธิดาท้าวคันทมาศและพระนางรัชฎาแห่งนครโรมวิไสย มาเป็นภรรยา

ส่วนพญายักษ์ “ปราบไตรจักร์” ที่แปลงกายมาเป็นบุรุษรูปงาม ก็ได้อภิเษกสมรสกับ “อับษรสวรรค์” ธิดาคนรองของท้าวคันทมาศ

(ในนิทานวัดเกาะระบุรายละเอียดไว้ด้วยว่า สุวรรณอำพรอายุ 15 ปี ส่วนอับษรสวรรค์ อายุเพียง 13 ปี)

สถานการณ์ตามคำกลอนข้างต้น เกิดขึ้นเมื่อปราบไตรจักร์มาแอบลักสุวรรณอำพรและของวิเศษข้างกายของตัวละครเอก “สามฤดู” ถึงในกระท่อมยามค่ำคืน ขณะที่พระราหูหลับสนิท

จุดที่น่าสนใจสำหรับเรื่องราวฉบับวรรณกรรมวัดเกาะก็คือ ของวิเศษที่ เหล่า “สามฤดู” พกติดตัวนั้น มีทั้งระฆังวิเศษที่ใช้เรียกมิตรสหาย/บริวารมาช่วยเหลือ และพัดชีวิต

อีกจุดที่แปลกดีก็คือ พระราหูในวรรณกรรมวัดเกาะนั้น ดูจะมีความอ่อนแออ้อนแอ้นสไตล์พระเอกวรรณคดีไทยอยู่มากพอสมควร เห็นได้จากการหมดอาลัยตายอยากจนถึงกับสลบไสล ภายหลังถูกหยามหมิ่นเกียรติยศศักดิ์ศรี และถูกแย่งของ/คนรักไป

เห็นทีต้องเรียก “พระราหู” ในเวอร์ชั่นนี้ ว่า “พระราหูฉบับอ่อนแอเพราะรักเธอมากกว่า” เสียแล้ว

ราหู 2

(ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก ฐานข้อมูลหนังสือเก่าชาวสยาม)

เรตติ้ง 7.0 ที่ยังมาไม่ถึง

ผลเรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ “เทพสามฤดู 2560” ประจำวันที่ 16-17 กันยายน ยังคงตัวต่อเนื่องจากช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยในวันเสาร์ที่ 16 ละครเรื่องนี้ได้เรตติ้งไป 6.0 ส่วนวันอาทิตย์ที่ 17 เรตติ้งเพิ่มขึ้นมาเป็น 6.3

ถือว่ายังสามารถรักษามาตรฐานเรตติ้งเกิน 6 ไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ แต่มิอาจทะลุเพดาน 7.0 ซะที

สำหรับตัวเลขยอดผู้ชมทางยูทูบ

ในวันเสาร์ที่ 16 กันยายน มีคนชมไลฟ์สดละคร “เทพสามฤดู” ผ่านทางช่องยูทูบ “ฟ้ามีตา ช่อง 7 HD” (ซึ่งเป็นช่องทางเผยแพร่ผลงานของค่ายดีด้า-สามเศียร) เป็นจำนวนประมาณ 6.8 แสนวิว

และมีคนชมคลิปเอชดีหลังจากนั้น เป็นจำนวนประมาณ 5.3 แสนวิว

ส่วนในวันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน มีคนชมไลฟ์สดละคร “เทพสามฤดู” เป็นจำนวนราว 4.8 แสนวิว

และมีคนชมคลิปเอชดีหลังจากนั้น เป็นจำนวนราว 7.5 แสนวิว (นอกจากนี้ ต่อมา ยังมีการเผยแพร่คลิปเอชดีเวอร์ชั่นแก้ไขเพิ่มเติมอีกหนึ่งคลิป ซึ่งมีคนดูราว 1.5 แสนวิว)

(ขอบคุณข้อมูลจาก กระทู้รายงานเรตติ้งละครโดย “แม่น้องซ่า” จากเว็บไซต์พันทิป และ ช่องยูทูบ “ฟ้ามีตา ช่อง 7 HD”)

ภาพประกอบจาก อินสตาแกรมสามเศียร