จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

แผนการของ “สามศรี” – “ทางเลือกที่สาม” นอกเหนือจาก “องค์อิศรา vs ขันธมาร”

ชอบบทสนทนาช่วงหนึ่งจาก “เทพสามฤดู” ที่ออกอากาศไปเมื่อวันที่ 30 กันยายนครับ

เรื่องของเรื่องคือขันธมาร (ตัวร้ายระดับบิ๊กบอส) มาเร่งรัดสามศรี (ตัวร้ายรุ่นใหม่ ซึ่งมีศักดิ์เป็นลูกชายของลูกน้องขันธมารอีกที) ให้ไปรีบจัดการพระอิศวรและมาตุลีเทพบุตร ที่ลงมาใช้ชีวิตเป็นมนุษย์ธรรมดาปราศจากฤทธิ์เดชใดๆ บนโลก

แต่เมื่อสามศรีตกปากรับคำกับขันธมารเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าตัวกลับมาปรับแผนการเสียใหม่ ดังนี้

สามศรี: ภูตดำ เรามีแผนใหม่แล้ว พระอิศวรหรืออิศราอาจจะมีประโยชน์กับเราในภายหลังก็ได้

ภูตดำ: นี่พระโอรสจะขัดคำสั่งองค์ขันธมารหรือพระเจ้าค่ะ?

สามศรี: เราจะเก็บองค์อิศราไว้ต่อรองกับขันธมาร เสด็จพ่อคงพอพระทัยด้วย

ภูตดำ: แต่ข้าพระพุทธเจ้าเกรงว่า…

สามศรี: ริจะเป็นใหญ่ ต้องไม่เกรงกลัวสิ่งใด ไม่ว่าองค์ขันธมารหรืออิศราจะขึ้นครองโลก เราก็จะอยู่กึ่งกลางตรงนี้ แต่ถ้าเราได้ขึ้นเป็นใหญ่ซะเอง เจ้าว่ามันไม่ดีกว่าเหรอ?

ภูตดำ: ซึ่งถ้าไม่สำเร็จ เราก็ต้องตาย

สามศรี: (หัวเราะ) แต่ถ้าสำเร็จ เราก็จะเป็นใหญ่เหนือโลกทั้งสาม มันน่าเสี่ยงน้อยอยู่เมื่อไหร่ (หัวเราะ)

เมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมดูแล้ว พบว่าละคร “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นปี 2546 และ 2560 ต่างมีบทสนทนาทำนองนี้ด้วยกันทั้งคู่

ส่งผลให้ “สามศรี” แลดูเป็นตัวร้ายที่มีชีวิตชีวา ไม่ได้เป็นตัวร้ายเชื่องๆ ที่ถูกบงการชีวิตโดยพ่อแม่และขันธมาร จนกระทั่งไม่มีโอกาสกำหนดชะตากรรมของตนเองเลย ดังที่มักชอบอธิบายกัน

คลิกดูคลิปละครตอนดังกล่าวได้ที่นี่

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

พาไปสัมผัส “พระราหู” เวอร์ชั่นอ่อนแอ ใน “สามฤดู” ฉบับวัดเกาะ

“พระราหู” เวอร์ชั่นอ่อนแอเพราะรักเธอมากกว่า

ราหู 1

“จะกล่าวถึงราหูภูวนราถ
เมื่อไสยาศน์ลืมองค์หลงหลับใหล
ครั้งรุ่งแจ้งสร่างแสงอะโณไทย
เธอค่อยได้กลับจิตร์ฟื้นนิทรา
ผวาสอดกอดเจ้าเยาวเรศ
ผิดสังเกตไม่ยลยอดเสน่หา
พัดระฆังข้างที่ศรีไสยา
ก็เปล่าตาไม่เห็นให้เย็นทรวง
โอ้ตัวเราคราวนี้ก็มีทุกข์
บังเกิดยุคยากไร้เปนใหญ่หลวง
เสียเจ้ายอดกัลยาสุดาดวง
ดังใครล้วงเอาชีวาตมาฟาดฟัน
พัดชีวากับระฆังดังชีวิต
ก็มาปลิดจากอุราเพียงอาสัญ
โอ้ครั้งนี้น่าที่ถึงชีวัน
เสียสำคัญของรักภักคินี
ให้แค้นจิตร์เกิดเปนชายเสียดายชาติ์
มาพลั้งพลาดสาระพัดจะบัดสี
ต้องเสียชื่อฦาทั่วธรณี
มาเสียทีเสียน้องในห้องนอน
เสียของรักรักษาไว้หาได้
อยู่ไปใยอายชนให้คนข้อน
พระทุ่มทอดกายาลงอาวรณ์
ฤไทยถอนซ้อนซบสลบไป”

ตัดตอนคำกลอนส่วนนี้มาจากวรรณกรรมวัดเกาะ “สามฤดู” เล่มที่ 6 ครับ

เหตุการณ์ก่อนหน้านั้น มีอยู่ว่า “พระราหู” ได้ “สุวรรณอำพร” ธิดาท้าวคันทมาศและพระนางรัชฎาแห่งนครโรมวิไสย มาเป็นภรรยา

ส่วนพญายักษ์ “ปราบไตรจักร์” ที่แปลงกายมาเป็นบุรุษรูปงาม ก็ได้อภิเษกสมรสกับ “อับษรสวรรค์” ธิดาคนรองของท้าวคันทมาศ

(ในนิทานวัดเกาะระบุรายละเอียดไว้ด้วยว่า สุวรรณอำพรอายุ 15 ปี ส่วนอับษรสวรรค์ อายุเพียง 13 ปี)

สถานการณ์ตามคำกลอนข้างต้น เกิดขึ้นเมื่อปราบไตรจักร์มาแอบลักสุวรรณอำพรและของวิเศษข้างกายของตัวละครเอก “สามฤดู” ถึงในกระท่อมยามค่ำคืน ขณะที่พระราหูหลับสนิท

จุดที่น่าสนใจสำหรับเรื่องราวฉบับวรรณกรรมวัดเกาะก็คือ ของวิเศษที่ เหล่า “สามฤดู” พกติดตัวนั้น มีทั้งระฆังวิเศษที่ใช้เรียกมิตรสหาย/บริวารมาช่วยเหลือ และพัดชีวิต

อีกจุดที่แปลกดีก็คือ พระราหูในวรรณกรรมวัดเกาะนั้น ดูจะมีความอ่อนแออ้อนแอ้นสไตล์พระเอกวรรณคดีไทยอยู่มากพอสมควร เห็นได้จากการหมดอาลัยตายอยากจนถึงกับสลบไสล ภายหลังถูกหยามหมิ่นเกียรติยศศักดิ์ศรี และถูกแย่งของ/คนรักไป

เห็นทีต้องเรียก “พระราหู” ในเวอร์ชั่นนี้ ว่า “พระราหูฉบับอ่อนแอเพราะรักเธอมากกว่า” เสียแล้ว

ราหู 2

(ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก ฐานข้อมูลหนังสือเก่าชาวสยาม)

เรตติ้ง 7.0 ที่ยังมาไม่ถึง

ผลเรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ “เทพสามฤดู 2560” ประจำวันที่ 16-17 กันยายน ยังคงตัวต่อเนื่องจากช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

โดยในวันเสาร์ที่ 16 ละครเรื่องนี้ได้เรตติ้งไป 6.0 ส่วนวันอาทิตย์ที่ 17 เรตติ้งเพิ่มขึ้นมาเป็น 6.3

ถือว่ายังสามารถรักษามาตรฐานเรตติ้งเกิน 6 ไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ แต่มิอาจทะลุเพดาน 7.0 ซะที

สำหรับตัวเลขยอดผู้ชมทางยูทูบ

ในวันเสาร์ที่ 16 กันยายน มีคนชมไลฟ์สดละคร “เทพสามฤดู” ผ่านทางช่องยูทูบ “ฟ้ามีตา ช่อง 7 HD” (ซึ่งเป็นช่องทางเผยแพร่ผลงานของค่ายดีด้า-สามเศียร) เป็นจำนวนประมาณ 6.8 แสนวิว

และมีคนชมคลิปเอชดีหลังจากนั้น เป็นจำนวนประมาณ 5.3 แสนวิว

ส่วนในวันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน มีคนชมไลฟ์สดละคร “เทพสามฤดู” เป็นจำนวนราว 4.8 แสนวิว

และมีคนชมคลิปเอชดีหลังจากนั้น เป็นจำนวนราว 7.5 แสนวิว (นอกจากนี้ ต่อมา ยังมีการเผยแพร่คลิปเอชดีเวอร์ชั่นแก้ไขเพิ่มเติมอีกหนึ่งคลิป ซึ่งมีคนดูราว 1.5 แสนวิว)

(ขอบคุณข้อมูลจาก กระทู้รายงานเรตติ้งละครโดย “แม่น้องซ่า” จากเว็บไซต์พันทิป และ ช่องยูทูบ “ฟ้ามีตา ช่อง 7 HD”)

ภาพประกอบจาก อินสตาแกรมสามเศียร

ข่าวบันเทิง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

อีกแค่ 0.1 เรตติ้ง “เทพสามฤดู” ก็จะถึง 7 แล้ว

ยังแรงอย่างต่อเนื่องสำหรับเรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ “เทพสามฤดู”

โดยในสัปดาห์ล่าสุด ระหว่างวันที่ 26-27 สิงหาคม ละครเรื่องนี้โกยเรตติ้งไปได้ 6.1 และ 6.9 ตามลำดับ จากข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านอินสตาแกรมของค่ายสามเศียร ผู้ผลิตละคร (และกระทู้ https://pantip.com/topic/36815089 จากเว็บไซต์พันทิป)

ต้องจับตาดูกันว่า “เทพสามฤดู 2560” จะมีเรตติ้งทะลุ 7.0 เมื่อไหร่?

ข่าวบันเทิง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เมื่อ “ภูธฤทธิ์ พรหมบันดาล” หวนคืนละครจักรๆ วงศ์ๆ ในบท “ขันธมาร” แห่ง “เทพสามฤดู”

“ภูธฤทธิ์ พรหมบันดาล” เคยได้รับรางวัลรองอันดับ 1 จากการประกวดนายแบบ “โดม่อน แมน” ปี 2533

10 ปีต่อมา เขาประเดิมแสดงภาพยนตร์ ด้วยการรับบทบาท “พันเรือง” ใน “บางระจัน” หนังรายได้ทะลุร้อยล้านของ “ธนิตย์ จิตนุกูล”

หลังจากนั้น ภูธฤทธิ์จึงมีงานแสดงหนัง-ละครโทรทัศน์อีกมากมายหลายเรื่อง ไปพร้อมๆ กับการมีอีกหนึ่งสถานะเป็นบุคคลในข่าวของแวดวงสังคมไฮโซ เนื่องจากเขา (เคย) เป็นคนรักของ “หทัยเทพ ธีระธาดา” เศรษฐินีผู้มีอายุมากกว่าภูธฤทธิ์เกือบ 30 ปี

อย่างไรก็ตาม หทัยเทพเพิ่งออกมาเปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้ว่า ตนเองกับภูธฤทธิ์ได้แยกทางกันแล้ว หลังคบหากันมาหลายปี

ล่าสุด ในปี 2560 นักแสดงที่มีบุคลิก หน้าตา รวมถึงจังหวะการพูดจาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างภูธฤทธิ์ ก็ได้ฤกษ์หวนคืนกลับมารับงานแสดงในละครพื้นบ้านจักรๆ วงศ์ๆ อีกครั้ง

ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ระหว่างวันที่ 26-27 สิงหาคม 2560 ภูธฤทธิ์จะได้ประเดิมออกจอโทรทัศน์/จอภาพเคลื่อนไหวชนิดอื่นๆ ในละคร “เทพสามฤดู 2560” ด้วยการรับบทเป็น “ขันธมาร” ตัวร้ายระดับสูงสุดของเรื่อง

ขันธมาร

“เทพสามฤดู 2560” นับเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องที่สามในชีวิตการแสดงของภูธฤทธิ์

ถัดจากละครพื้นบ้านเรื่องแรก คือ “เกราะกายสิทธิ์” เมื่อปี 2549 ที่เจ้าตัวรับบทเป็น “เทพวิษุวัติ” ตัวร้ายผู้เต็มไปด้วยมิติเหลี่ยมมุมอันสลับซับซ้อน และอาจถือเป็นตัวละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่น่าจดจำมากที่สุดรายหนึ่งในช่วงสองทศวรรษหลัง

และเรื่องที่สอง คือ “เทพสังวาลย์” ฉบับปี 2552 ซึ่งเขาสวมบทบาท “เทพศาสตรา” พ่อของ “มณีแดง” ตัวร้ายประจำเรื่อง

ขอปิดท้ายโพสต์นี้ด้วยการพาไปรับชมบทบาทเด็ดๆ เมื่อครั้งภูธฤทธิ์แสดงเป็น “เทพวิษุวัติ” ใน “เกราะกายสิทธิ์” ดังตัวอย่างคลิปด้านล่าง

ในเหตุการณ์ตามท้องเรื่อง “เทพวิษุวัติ” พยายามอย่างหนักหน่วงที่จะหาหนทางทำลายล้างบรรดาตัวละครพระ-นาง “เกราะกายสิทธิ์” รวมถึง “ไอ้โม่งดำ” ร่างอีกภาคหนึ่งของ “ศรุตเทพ” อดีตศัตรูของตนเอง

ในที่สุด “เทพวิษุวัติ” ก็เลือกจะติดสินบน “เทพพยากรณ์” ซึ่งก่อนหน้านั้นต้องดำรงตนเป็นผนังหินศักดิ์สิทธิ์อยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง และปฏิบัติหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ที่ตัวละครทุกฝ่ายสามารถเข้ามาพึ่งพาสอบถามคำถามหรือปริศนาต่างๆ

ขณะเดียวกัน “ผู้เป็นกลาง” อย่าง “เทพพยากรณ์” ก็จำต้องธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ด้วยการไม่เปิดเผย “ข้อมูลลับ” ที่จะส่งผลให้ตัวละครฝ่ายหนึ่งสามารถล้างผลาญ/เอาเปรียบตัวละครอีกฝ่ายได้

อย่างไรก็ดี ช่วงนาทีที่ 47.27-52.23 ของคลิปนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงการ “ดีล” กันระหว่าง “เทพวิษุวัติ” กับ “เทพพยากรณ์” ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง และนั่นส่งผลให้ “เทพพยากรณ์” ต้องสูญเสียสถานภาพเฉพาะของตนไปตลอดกาล

เชิญรับชม

ข่าวบันเทิง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เรตติ้ง “เทพสามฤดู 2560” จวนจะแตะ 7 แล้วจ้า! (ส่วนยอดคลิกชมทางยูทูบก็ร่วมล้านต่อตอน!!)

เรตติ้ง “เทพสามฤดู” แรงทั้งในทีวีและยูทูบ

ยังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับเรตติ้งของ “เทพสามฤดู 2560”

โดยล่าสุด อินสตาแกรมของบริษัทสามเศียร ผู้ผลิตละครเรื่องนี้ออกแพร่ภาพทางช่อง 7 ได้ให้ข้อมูลว่า

เทพสามฤดู 11-12

เรตติ้งของละครในวันที่ 5-6 ส.ค. นั้นอยู่ที่ 6.3 และ 6.5 ส่วนเรตติ้งประจำวันที่ 12-13 ส.ค. ก็อยู่ที่ 6.2 และ 6.8 ตามลำดับ

เทพสามฤดู 13-14

เท่ากับว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ มีเรตติ้งจวนจะถึงหลัก 7 แล้ว แม้จะเพิ่งออกอากาศได้ไม่ถึง 20 ตอน (14 ตอน)

น่าสนใจว่าเมื่อตรวจสอบยอดผู้เข้าชมคลิปแบบ Full HD ของละครพื้นบ้านเรื่องนี้ ผ่านทางช่อง “ฟ้ามีตา ช่อง 7 HD” ซึ่งเป็นบัญชียูทูบของดีด้า-สามเศียร ก็พบว่าจำนวนผู้เข้าชมคลิป “เทพสามฤดู” แบบย้อนหลังนั้นมีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

เช่น ตอนที่ 13 (12 ส.ค.) ซึ่งมียอดคลิกเข้าชมประมาณ 9.4 แสนครั้ง ขณะที่ตอนที่ 14 (13 ส.ค.) มียอดคลิกเข้าชมประมาณ 9.8 แสนครั้ง

ส่วนคลิปที่มียอดผู้ชมสูงสุด ณ ขณะนี้ คือ คลิปของตอนที่ 10 (30 ก.ค.) ซึ่งมียอดคลิกเข้าชมเกิน 1 ล้านครั้งเรียบร้อยแล้ว

(ข้อมูล ณ เวลา 03.30 น. วันที่ 19 สิงหาคม 2560)

ของแถม

หลายสัปดาห์ก่อน ทางเว็บไซต์ประชาไทได้มาพูดคุยกับคนทำบล็อกนี้ในประเด็นว่าด้วยละครจักรๆ วงศ์ๆ ร่วมสมัยครับ

นี่คือตัวอย่างส่วนหนึ่งของบทสนทนา

รวมจักร

เรื่องเก่าเอามาฉายซ้ำคนยังนิยม

นักวิชาการหลายท่านเคยวิเคราะห์ถึงประเด็นนี้เอาไว้ว่า “นี่เป็นจารีตในการเสพมหรสพต่างๆ ของคนไทย ตั้งแต่พวกลิเก มาถึงละครจักรๆ วงศ์ๆ และละครหลังข่าวภาคค่ำ” ตามคำอธิบายนั้น คนไทยอาจไม่ได้ต้องการความแปลกใหม่ในเชิงเรื่องราวจากมหรสพประเภทต่างๆ แต่พวกเขานิยมดูความบันเทิงที่มันเป็นเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ บ้างวิเคราะห์ว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่สนใจเรื่องราว แต่สนใจตัวคนแสดงหรือดารามากกว่า คือเวลาดูหนังดูละคร พวกเขาไม่ได้สนใจว่าเรื่องราวมันจะดำเนินไปยังไง เรื่องจะจบลงอย่างไร ซึ่งไม่ค่อยเห็นด้วยกับการวิเคราะห์แบบนั้นเสียทีเดียว

“ผมไม่แน่ใจว่าการนิยมเสพเรื่องราวบันเทิงซ้ำๆ นั้น เป็นลักษณะเฉพาะของคนไทยที่แปลกและแตกต่างจากคนในสังคมอื่นๆ จริงหรือไม่? เพราะมันก็มีงานศึกษาจำนวนไม่น้อยที่พบว่านิทานในภูมิภาคหนึ่งๆ หรือกระทั่งนิทานจากทั่วโลกนั้น มักมีโครงสร้างเรื่องราว ‘ร่วม’ กันอยู่ และเรื่องราวพวกนั้นจากยุคสมัยและพื้นที่ที่แตกต่างกัน มันมีลักษณะของการ ‘ทำซ้ำ’ กันไปมา พร้อมๆ กับการตีความหรือใส่รายละเอียด ‘ใหม่ๆ’ บางอย่างลงไป”

ขณะเดียวกันคนไทยอาจไม่ได้นิยมเสพความบันเทิงซ้ำๆ ด้วยเหตุผลว่าพวกเขาไม่สนใจเรื่องราว ไม่สนใจเนื้อหาสาระ เพราะการได้ดูมหรสพเรื่องเดิมๆ อาจมี ‘หน้าที่’ บางอย่างของมันอยู่ การดูหนัง ดูละคร ที่มีโครงเรื่องเก่าๆ ซ้ำเดิม หมายความว่าคนดูจะสามารถ ‘คาดการณ์’ เรื่องราวของมหรสพนั้นๆ ได้

“มองในบางแง่ การคาดการณ์เรื่องราวได้อาจแสดงให้เห็นถึงอำนาจ และการเข้าถึงความรู้ของคนดู แทนที่พวกเขาจะกลายเป็นผู้รับเรื่องราวใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึงจากผู้ผลิตละคร ในฐานะคนที่ไม่รู้หรือแทบไม่รู้อะไรเลย”

นอกจากนี้ การคาดการณ์เรื่องราวต่างๆ ล่วงหน้าได้ ยังอาจทำให้การชมมหรสพมีรสชาติขึ้น ในกรณีของการชมละครจักรๆ วงศ์ๆ เราอาจนึกถึงภาพกลุ่มคนมาดูละครประเภทนี้หน้าจอทีวี ไปพร้อมๆ กับการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันว่าเรื่องราวจะดำเนินอย่างไรต่อไป ใครจะรักกับใคร ใครจะอยู่ ใครจะตาย อาจก่อให้เกิดชุมชนของคนดู หรือการสื่อสารในทิศทางอื่นๆ นอกเหนือไปจากการสื่อสารทางเดียวระหว่างภาพในจอกับคนดู ที่ต้องเพ่งสมาธิในการชม ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้มีความสำคัญ แต่มักถูกมองข้ามไป

หลายครั้งละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ชื่อเรื่องเดียวกันหรือมีโครงเรื่องเดียวกัน ถูกนำมาสร้างใน พ.ศ. ที่ต่างกัน ละครหลากหลายเวอร์ชั่นเหล่านั้นก็มีรายละเอียดเรื่องราวที่แตกต่างกันเยอะพอสมควร ชะตากรรมของตัวละครในเรื่องราวต่างเวอร์ชั่นก็แตกต่างกันไป ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือก็มี ฉะนั้น ในภาวะที่คล้ายจะ ‘คาดการณ์’ หรือ ‘ทำนาย’ ล่วงหน้าได้ของโลกละครจักรๆ วงศ์ๆ มันก็มีสิ่งที่ ‘คาดการณ์’ หรือ ‘ทำนาย’ ไม่ได้ แอบซ่อนอยู่

สามารถอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม ที่นี่ ครับ

ข่าวบันเทิง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“เทพสามฤดู” เรตติ้งแซง “หน้ากากนักร้อง” แล้ว พร้อมเกร็ดข้อมูลละครพื้นบ้านอีกมากมาย

“เทพสามฤดู” เรตติ้งแซง “หน้ากากนักร้อง” แล้ว

6.5 เทพสามฤดู
ที่มา อินสตาแกรม “สามเศียร”

ถือว่าปิดท้ายเดือนกรกฎาคมได้อย่างสวยงามทีเดียว สำหรับ “เทพสามฤดู 2560”

เมื่อละครตอนที่แพร่ภาพในช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 29 และวันอาทิตย์ที่ 30 ก.ค. สามารถโกยเรตติ้งไปได้ 6.5

ถึงแม้ว่าเรตติ้งดังกล่าวจะทำให้ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ อยู่เพียงลำดับที่ห้าของอันดับโปรแกรมยอดนิยมประจำช่องเจ็ดสี ระหว่างวันที่ 24-30 ก.ค. 2560 รองจากละครเย็น “มือปืนพ่อลูกติด” ละครค่ำ “มือเหนือเมฆ” ข่าวภาคค่ำช่วงที่ 2 และเส้นทางบันเทิง

แต่ตัวเลขเรตติ้ง 6.5 ก็เพียงพอจะทำให้ “เทพสามฤดู” ได้รับความนิยมแซงหน้า “The Mask Singer 2” รายการยอดนิยมอันดับหนึ่งของช่องเวิร์คพอยท์ไปแล้วเรียบร้อย เพราะในสัปดาห์ล่าสุด รายการประกวดร้องเพลงดังกล่าวได้เรตติ้งไปเพียง 6.1 (ที่มา เอจีบีนีลเซ่น)

คงต้องจับตาดูว่า “เทพสามฤดู 2560” จะมีเรตติ้งขึ้นต้นด้วยเลข 7 ภายในระยะเวลาเร็วๆ นี้หรือไม่?

อีกหนึ่ง “ภารตะสไตล์” ใน “เทพสามฤดู 2560”

ดังที่ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนว่า “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นล่าสุด คล้ายจะรับอิทธิพลจากซีรีส์มหากาพย์อินเดียมามากเป็นพิเศษ (อ่านรายละเอียดที่นี่)

นอกจากฉาก “ศิวนาฏราช” ขององค์อิศรา และบทพูด “อาร้าย อาราย” ของมาตุลีเทพบุตรแล้ว

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ละครพื้นบ้านเรื่องนี้ ยังมีฉากที่วานร “วิปริตนันทเสน” เข้าไปเจรจากับท้าวตรีภพในท้องพระโรง ก่อนจะเนรมิตหางของตนเองให้กลายเป็นที่นั่งสูงเทียมบัลลังก์ของคู่เจรจา

(คลิกดูคลิปนาทีที่ 22.44-24.20)

ซึ่งถ้าใครคุ้นเคยกับ “รามายณะ-รามเกียรติ์” ก็คงพอจะจำได้ว่าฉากทำนองนี้มีความสอดคล้องกับตอนที่ “องคต” รับบททูตเข้าไปเจรจากับ “ทศกัณฐ์” ถึงในกรุงลงกาเป็นอย่างยิ่ง

ของแถม

เมื่อสัปดาห์ก่อน มีโอกาสไปดูนิทรรศการศิลปะ “Sacrifice” ของคุณนักรบ มูลมานัส ที่หอศิลป์ กทม. สี่แยกปทุมวันมาครับ (น่าเสียดายที่นิทรรศการนี้ปิดฉากลงไปแล้วเมื่อวันที่ 30 ก.ค.)

คุณนักรบเป็นศิลปินภาพปะติดที่มีชื่อเสียง แต่จริงๆ แล้ว เขาจบการศึกษามาจากภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นี่ส่งผลให้คุณนักรบมีความผูกพันกับวรรณคดีไทยมากเป็นพิเศษ

และงานศิลปะจำนวนมากในนิทรรศการก็บ่งชี้ถึงความผูกพันดังกล่าวเป็นอย่างดี

เท่าที่เดินดูนิทรรศการ ผมชอบผลงานศิลปะของคุณนักรบในระดับ “มากๆ” อยู่สองชิ้น ซึ่งล้วนเกี่ยวพันกับละครพื้นบ้าน/จักรๆ วงศ์ๆ ทั้งคู่

นั่นคือ ผลงานที่นำเสนอตัวละคร “สังข์ทอง” และ “แก้วหน้าม้า” ได้อย่างมีเสน่ห์

เพราะด้านหนึ่ง คุณนักรบก็นำตัวละครเหล่านี้มาเล่นกับประเด็นการผสมผสานข้ามสายพันธุ์ทางวัฒนธรรมระหว่าง “ความเป็นฝรั่ง” กับวรรณคดีไทย

แต่อีกด้าน คุณนักรบก็พยายามเล่นกับ “มุมมอง” ของผู้เข้าชมงาน

โดยถ้าเรามองงานทั้งสองชิ้นนี้จากมุมหนึ่ง เราก็จะเห็นพระสังข์เป็นคนดำ และเห็นแก้วเป็นสตรีหน้าม้า แต่หากมองจากอีกมุม พระสังข์ก็จะกลายเป็นชายผิวขาว ส่วนแก้วก็จะกลายเป็นหญิงสาวรูปงาม

สังข์ทอง

แก้วหน้าม้า

ถือเป็นผลงานศิลปะที่น่าประทับใจทีเดียวครับ

ข่าวบันเทิง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เผยเรตติ้ง “เทพสามฤดู” ประจำวันที่ 22-23 ก.ค.

อินสตาแกรม “สามเศียร” เปิดเผยเรตติ้งของละครพื้นบ้าน “เทพสามฤดู” ระหว่างวันเสาร์ที่ 22 และอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม

เรตติ้ง 22-23

ปรากฏว่าในวันที่ 22 ละครเรื่องนี้ทำเรตติ้งทะลุหลัก 6 อีกครั้งที่ 6.2 ก่อนจะตกลงมาเล็กน้อยเหลือ 5.9 ในวันที่ 23

ต้องจับตาดูว่าในวันเสาร์-อาทิตย์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม เรตติ้งของ “เทพสามฤดู” จะพุ่งกลับมาเกิน 6 ได้ทั้งสองตอนอีกครั้งหรือไม่?

ส่วนของแถมท้ายประจำสัปดาห์นี้ คือ รูปน่ารักๆ จากอินสตาแกรมสามเศียรเช่นเดิมครับ

เมื่อพระโอรส-พระธิดา “เทพสามฤดู” กำลังจะพาเสด็จแม่ที่ต้องตกยากออกเร่ร่อนกลางป่าเพราะถูกใส่ร้ายกลับคืนบ้านเมือง บรรดาผู้ช่วยอย่าง “วิปริตนันทเสน” “สุรผัด” และ “เจ้างั่ง กระหังป่า” ก็ต้องเข้าวังตามไปด้วย

เด็จพ่อเทพสามฤดู

ภาพนิ่งนี้น่าจะเป็นตอนที่ “เทพสามฤดู” และคณะกลับถึงเมือง แล้วต้องมาเคลียร์ใจเคลียร์ปัญหาทั้งหมดกับ “ท้าวตรีภพ” พระบิดา ผู้เคยหลงเชื่อคำยุยงผิดๆ

สีหน้าแววตาของนักแสดง (โดยเฉพาะคุณไพโรจน์ สังวริบุตร) และองค์ประกอบต่างๆ ในฉากนี้ นับว่าน่าสนใจทีเดียวครับ อย่างน้อย นี่อาจเป็นตัวอย่างซึ่งแสดงให้เห็นถึงสภาวะที่ “อำนาจ” และ “อารมณ์ขัน” มาเผชิญหน้ากัน