จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

ซีนตลกสุดใน “สังข์ทอง”, เรตติ้งเฉียด 8?, เจ็ดเขยล่าเนื้อ และร่วมอนุโมทนาบุญ “ไพโรจน์”

ซีนตลกสุดของ “สังข์ทอง 2561”

ในความคิดเห็นส่วนตัว เท่าที่ตามดู “สังข์ทอง 2561” มาเรื่อยๆ ยอมรับว่าแม้ละครเรื่องนี้จะมีฉากดีๆ ซึ้งๆ ขำๆ ปรากฏขึ้นเป็นระยะ แต่ยังไม่มีซีนไหนที่ผมชอบแบบสุดๆ เลย

จนกระทั่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 มิ.ย. ซึ่งมีฉาก “เขยสอง” หรือ “มังราย” โชว์เล่นกลต่อหน้าท้าวสามนต์และมเหสีมณฑา

ท้าวสามนต์ สายคล้องแว่น

ต้องยอมรับว่า “มุข-แก๊ก” เรื่อง “สายคล้องแว่นตา” ที่ใส่เข้ามาในฉากนี้ มันเหมาะเหม็งลงตัว และเปี่ยมอารมณ์ขันจริงๆ

จะเด็ดแค่ไหน เชิญรับชมได้จากคลิปด้านล่าง

เรตติ้ง “สังข์ทอง” ทะลุ 7 จ่อ 8!?

ผมยังไม่สามารถหาตัวเลขเรตติ้งอย่างเป็นทางการของ “สังข์ทอง” ตอนที่ 32 และ 33 ในวันที่ 16 และ 17 มิถุนายน มานำเสนอได้

อย่างไรก็ดี ข้อมูลไม่เป็นทางการที่เผยแพร่ออกมา โดยอ้างอิงจากบัญชีอินสตาแกรมชื่อ “lakornthaipeunbanofficial” ระบุว่าละครสองตอนดังกล่าวได้รับเรตติ้งสูงถึง 7.894 และ 7.902 ตามลำดับ

มาเเล้วเด้อ!!! #เรตติ้ง #สังข์ทอง เกือบ 8 เเล้ว มาเเรงมากๆๆ ถึงฉากพระสังข์ถอดรูปนี้ พีคเวอร์👏👏👏 โกยเรตติ้งได้อันดับ 1 อีกเเล้ว รายการที่มีคนชมมากที่สุดในไทย ประจำวันที่ 11-17 มิ.ย. 61ของ #ช่อง7HD โกยเรตติ้งตอนล่าสุด ตอนที่ 33 ไปถึง 7.902 #สังข์ทอง #สามเศียร #ช่อง7HD เรตติ้ง Ep.32 ได้ 7.894 เรตติ้ง Ep.33 ได้ 7.902 @surasak_suwannawong @pupe_kessarin @pond_ophaphoom @dara_lakornthaiboran @lakornlocalthai_ch7 @updatesdara_gallery #ม่อนเป้

A post shared by lakornthaipeunbanofficial (@lakornthaipeunbanofficial) on

ไม่ว่าข้อมูลชุดนี้จะคลาดเคลื่อนหรือไม่ แต่ก็น่าเชื่อว่า “สังข์ทอง 2561” คงจะสามารถประคองตัวให้อยู่ในเรตติ้งระดับ 7 แบบสบายๆ ไปได้อีกพักใหญ่ และอาจมีลุ้นพุ่งถึงหลัก 8 ด้วย!

ภาพเจ๋งๆ ของ “เจ็ดเขยล่าเนื้อ”

สุดสัปดาห์นี้ (23-24 มิ.ย. 2561) ละคร “สังข์ทอง 2561” จะเข้าสู่เหตุการณ์ช่วง “เจ็ดเขยหาปลา” กันแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าจะตามติดมาด้วยเหตุการณ์ “เจ็ดเขยล่าเนื้อ” โดยทันทีหรือไม่?

อย่างไรก็ตาม อินสตาแกรมสามเศียร ได้เริ่มทยอยปล่อยภาพนิ่งเบื้องหลังระหว่างการถ่ายทำฉากล่าเนื้อออกมา

นับว่าน่าดูชมไม่น้อยทีเดียว

“ไพโรจน์ สังวริบุตร” อุปสมบทครั้งที่สองในชีวิต

ไพโรจน์ แก้วหน้าม้า

ส่งท้ายสัปดาห์นี้ ด้วยการร่วมอนุโมทนาบุญกับ “ไพโรจน์ สังวริบุตร” นักแสดงอาวุโส ที่ฝากผลงานการสวมบทบาทอันยอดเยี่ยม (และเฮฮา) เอาไว้ในละครจักรๆ วงศ์ๆ หลายเรื่อง (โดยเฉพาะ “สังข์ทอง 2550” และ “แก้วหน้าม้า 2558-59”)

ล่าสุด คุณอาไพโรจน์ ในวัย 65 ปี ได้อุปสมบทที่วัดทุ่งเคล็ด จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีฉายาทางธรรมว่า “กมโลภิกขุ”

นับเป็นการบวชพระครั้งที่สองในชีวิตของนักแสดงผู้นี้

ที่มา https://www.thairath.co.th/content/1314326

ภาพนำจาก อินสตาแกรม และ ยูทูบ “สามเศียร”

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“เจ้าเงาะกล้ามสวย 2561”: เมื่อ “ตัวตลกบ้าใบ้” ขอแสดงบทบาท “พระเอกรูป (ร่าง) งาม”

คนส่วนใหญ่ที่รู้เรื่อง “สังข์ทอง” คงจะพอจำแนกได้ออกถึงบทบาทหน้าที่อันแตกต่างกันระหว่าง “พระสังข์” รูปทอง กับ “เจ้าเงาะป่า” บ้าใบ้ตัวดำ

กล่าวคือ “พระสังข์” นั้นมีฐานะเป็นพระเอกรูปงาม ส่วน “เจ้าเงาะ” เป็นพระเอกในเวอร์ชั่นตัวตลกผู้มีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์

ทั้งสองตัวละครคือพระเอกในแบบฉบับ “สองคนในร่างเดียว” ซึ่งทำหน้าที่ผิดแผกและแบ่งแยกจากกันอย่างชัดเจน

เงาะ หนำเลี้ยบ
“เงาะป่า” เวอร์ชั่นปี 2550 ก็รับผิดชอบบท “ตัวตลก” เป็นหลัก และมิได้มีมัดกล้ามน่าเกรงขามแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือน “เจ้าเงาะ” ในละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง 2561” ที่รับบทโดย “ปอนด์ โอภาภูมิ ชิตาพัณณ์” จะทำให้เส้นแบ่งดังกล่าวพร่าเลือนกว่าแต่ก่อน

เนื่องจาก “เจ้าเงาะ” ในเวอร์ชั่นใหม่นั้น สวมบทบาทการเป็น “ตัวตลก” สร้างเสียงเฮฮา ไปพร้อมกับการเป็น “ชายหนุ่มรูปร่างกำยำ” มีมัดกล้ามงดงามชวนมอง

ว่ากันว่านี่อาจเป็น “เจ้าเงาะ” ที่หุ่นดีกว่า “พระสังข์” เสียด้วยซ้ำไป

ดังจะเห็นว่า แม้ตัวละครรายอื่นๆ ส่วนใหญ่ในละครจะเหยียดหยามรูปลักษณ์ “เจ้าเงาะ” ตามรอยจารีตของเรื่องเล่าเดิมๆ แต่อย่างน้อย ก็ยังมี “เจ้าชายไชยันต์” ที่คลั่งไคล้ใหลหลงรูปกายดำๆ ทว่าแลดูแข็งแกร่งของคู่เขยรายนี้

“เจ้าเงาะ” ใน “สังข์ทอง 2561” จึงดูคล้ายจะไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “ตัวตลก” เพียงประการเดียว แต่เขายังเปล่งประกาย “ความเป็นพระเอกรูปงาม” ของตนเองออกมา ผ่านเรือนร่างในลักษณะชายชาตรี

ไม่แน่ใจว่าการที่ “เจ้าเงาะ” มีบทบาทแบบ “ทูอินวัน” เสียเองเช่นนี้ จะส่งผลกระทบต่อ “เหรียญอีกด้าน” อย่าง “พระสังข์” หรือไม่?

เพราะอย่างน้อยที่สุด คุณสมบัติ “ความเป็นพระเอกรูป (ร่าง) งาม” ที่ “พระสังข์” เคยครอบครองอยู่คนเดียว ก็ต้องถูกแบ่งสรรปันส่วนมายัง “เจ้าเงาะ” มากพอสมควร

ผิดกับองค์ประกอบ “ความเป็นตัวตลก” ที่ “เจ้าเงาะ” มิได้ถ่ายโอนไปให้ทางฝ่าย “พระสังข์” สักเท่าไหร่

ภาพนำจาก https://www.instagram.com/pond_ophaphoom/?hl=en

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

พ่อ “รจนา” ชื่อ “ท้าวสามนต์” ไม่ใช่ “ท้าวสามล”!

ดูจะมีความเข้าใจผิดกันไม่น้อยว่าตัวละครสำคัญรายหนึ่งใน “สังข์ทอง” คือ พระบิดาของนางรจนานั้นมีชื่อว่า “ท้าวสามล”

อย่างไรก็ดี เมื่อตรวจสอบบทละครนอกเรื่อง “สังข์ทอง” จากเว็บไซต์วชิรญาณแล้ว พบว่ามีการระบุถึงชื่อของตัวละครรายนี้ว่า “ท้าวสามนต์”

“ท้าวสามนต์” เป็นชื่อที่มีความหมายชัดเจน

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานและฉบับมติชนนิยามไว้ตรงกันว่า “สามนต์” เป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง “รอบๆ” หรือ “ใกล้เคียง”

ส่วน “สามนตราช” (ซึ่งน่าจะเป็นที่มาของชื่อ “ท้าวสามนต์”) นั้นหมายถึง “พระราชาแห่งแคว้นที่ใกล้เคียง” หรือ “เจ้าประเทศราช”

น่าสนใจว่าหากพิจารณาจากความหมายของชื่อตัวละคร “ท้าวสามนต์” อาจไม่ใช่พระราชาแคว้นใหญ่นัก แต่อาจเป็น “เจ้าประเทศราช” หรือหนึ่งในเครือข่ายทางอำนาจระดับย่อมๆ ซึ่งรายล้อมศูนย์กลางอำนาจที่มี “พลังทางการเมือง” สูงและเข้มแข็งกว่า

ถ้ามองในแง่นี้ ท่าทีเอาแต่ใจ ชอบยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง (จนคนดูเฮฮาขบขัน) ของตัวละคร “ท้าวสามนต์” ดังที่ละคร “สังข์ทอง” อย่างน้อยก็ในเวอร์ชั่นปี 2550 และ 2561 พยายามนำเสนอ

จึงถือเป็นการเล่น “ตลกร้าย” กับนัยยะความหมายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชื่อเสียงเรียงนามของตัวละคร ได้อย่างคมคาย

ของแถม

ขออนุญาตรายงานเรตติ้งของละคร “สังข์ทอง 2561” ประจำสัปดาห์ที่แล้วกันสักเล็กน้อย

โดยละครตอนที่ 28 ในวันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน 2561 ได้รับเรตติ้งจากการวัดของนีลเซ่นไป 6.1 (ยอดผู้ชมคลิปย้อนหลังทางยูทูบสามเศียร 1.2 ล้านวิว)

ส่วนละครตอนที่ 29 ในวันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน ได้รับเรตติ้งไป 6.6 (ยอดผู้ชมคลิปย้อนหลัง 1.4 ล้านวิว)

ที่มาข้อมูล https://pantip.com/topic/37736745 และ ยูทูบสามเศียร

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เปิดตัว “หกเขย” ที่หลากหลายทั้ง “ชาติพันธุ์” และ “เพศสภาพ” ใน “สังข์ทอง 2561”

“สังข์ทอง 2561” ดำเนินเรื่องมาถึงตอนที่ “หกเขย” ต้องเข้าร่วมพิธีเสี่ยงมาลัย และต้องปะทะกับ “เจ้าเงาะป่า” บ้าใบ้กันแล้ว

แน่นอนว่า การปรากฏตัวของ “หกเขย” ย่อมมาพร้อมกับความเฮฮาและสารพัดสารพันมุข

ตัวละคร “หกเขย” ในละครเวอร์ชั่นนี้ประกอบไปด้วย

เจ้าชายสิงหล (เขยแขก) รับบทโดย ณพบ ประสบลาภ, เจ้าชายมังราย (เขยพม่า) รับบทโดย รัฐศิลป์ นลินธนาพัฒน์, เจ้าชายจิโอวานนี (เขยฝรั่ง) รับบทโดย คริสเตียน เอเกิล, เจ้าชายไชยันต์ (เขยไทยผู้มีเพศสภาพชวนขบคิด) รับบทโดย สุพศิน แสงรัตนทองคำ, องค์ชายซิยิ่นกุ้ย (เขยจีน) รับบทโดย ธรศักดิ์ จิตตพงษ์ และเจ้าชายมโนรมย์ (เขยลาว) รับบทโดย พบศิลป์ โตสกุล

นอกจากนี้ เจ้าชายทั้งหกยังมีผู้ติดตามคนสนิท (ลูกคู่) ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไป

น่าสนใจว่า “หกเขย” เวอร์ชั่นนี้มี “ความหลากหลาย” กว่าฉบับก่อนๆ ในหลายมิติ

เช่น นี่เป็นครั้งแรกที่มี “เขยฝรั่ง” พูดภาษาอังกฤษ และ “เขยลาว” เว้าลาวออกจอ มาสู่ขอลูกสาวท้าวสามล

ขณะเดียวกัน อัตลักษณ์ที่หลากหลายของ “หกเขย” ก็มิได้ปรากฏผ่านลักษณะทางชาติพันธุ์เพียงองค์ประกอบเดียว หากยังมีความเชื่อมโยงไปถึงประเด็นเพศสภาพด้วย ดังกรณีเจ้าชายไชยันต์ ซึ่งน่าจะเป็นตัวละครที่โดดเด่นมากๆ รายหนึ่งใน “สังข์ทอง” ฉบับล่าสุด

ขอบคุณภาพประกอบจาก อินสตาแกรมสามเศียร

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

คลิปเล่าเรื่องย่อ “สังข์ทอง” (ฉบับบทละครนอก) แบบแสบๆ มันๆ กวนๆ สนุกๆ

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่สนใจวรรณคดีและนิทานไทย คงน่าจะรู้จัก “คุณวิว ชนัญญา” อยู่บ้าง

เธอเป็น youtuber และนักเขียนรุ่นใหม่ ที่พยายามนำเอาวรรณคดีและนิทานเก่าแก่ทั้งหลาย มาถ่ายทอดให้เข้าใจง่าย มีอารมณ์ขัน เสริมด้วยข้อสังเกตหรือมุขตลกแสบๆ กวนๆ ร่วมสมัย

หนังสือรวมบทความชื่อ “วรรณคดีไทยไดเจสต์” ของคุณวิว นั้นเป็นหนังสือภาษาไทยที่ผมชอบมากๆ เล่มหนึ่ง ในช่วง 2-3 ปีหลัง

วรรณคดีไทยไดเจสต์

ปลายปี 2559 คุณวิวเคยทำคลิปความยาวสามตอนจบ บอกเล่าเรื่องราวอย่างย่นย่อของบทละครนอกเรื่อง “สังข์ทอง” ซึ่งเป็นคลิปที่ดู/ฟังสนุกทีเดียว

ใครที่เป็นแฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง 2561” ขอแนะนำให้ลองชม/ฟังคลิปนี้ประกอบ เพื่อจะได้รับทราบโครงสร้างของเรื่องราวโดยรวม

แม้ว่ารายละเอียดเนื้อหาของ “สังข์ทอง” ฉบับบทละครนอกกับละครทีวียุคปัจจุบัน คงจะมีความแตกต่างระหว่างกันอยู่มากพอสมควร

อย่างน้อย จุดหนึ่งซึ่งต่างกันแน่ๆ ก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง “พระสังข์” กับ “นางพันธุรัต”

ในละครโทรทัศน์ฉบับล่าสุดนั้น พยายามแสดงให้เห็นว่าพระสังข์รู้สึกผิดและยังมีความผูกพันลึกซึ้งกับนางพันธุรัตมิเสื่อมคลาย

ผิดกับในบทละครนอก ที่พระสังข์เคยรับปากว่าจะกลับไปจัดงานศพให้นางพันธุรัต แต่ก็ลืมเลือนซะเฉยๆ

จนคุณวิวถึงกับเอ่ยผ่านคลิปว่าพระสังข์ในบทละครนอกนี่ “อกตัญญูสุดๆ” 555

ขอบคุณภาพประกอบจากยูทูบ สามเศียร

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

ประมวลภาพพิธีบวงสรวง “สังข์ทอง 2561”

วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ไม่มีอะไรมากจ้า แค่นำภาพพิธีบวงสรวงละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “สังข์ทอง” (2561) มาฝากกัน

(จุดน่าสังเกต คือ พิธีบวงสรวงมีขึ้นหลังจากละครเปิดกล้องและแพร่ภาพไปแล้วสามตอน ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเหตุผลเรื่องฤกษ์ยามหรือความสะดวก?)

มาชมภาพสวยๆ งามๆ กันเลยดีกว่า

ครบทีม#สังข์ทอง

A post shared by lakornpurnbanthai official (@lakornpurnbanthai_official) on

ขอบคุณภาพจาก

https://www.instagram.com/samsearn/

https://www.instagram.com/lakornthaijukwong/

https://www.instagram.com/lakornpurnbanthai_official/

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เมื่อ “คู่จิ้น” จาก “สี่ยอดกุมาร” หวนคืนจอใน “สังข์ทอง”

121725429

เมื่อครั้งที่ “ดินน้ำลมไฟ/สี่ยอดกุมาร” เวอร์ชั่นปี 2559 ลงจอ หนึ่งในคู่ตัวละครที่โด่งดังมากๆ ก็คือ “เพชรราชกุมาร (รี)” ที่รับบทโดย “เกศรินทร์ น้อยผึ้ง” และ “มัลลิกานารี” ที่รับบทโดย “ธนภัทร ดิษฐ์ไชยวงศ์”

เนื่องจากตัวละครสองคนนี้ ซึ่งเป็นหญิงทั้งคู่ เกือบจะหลงรักกัน จนกลายเป็นคู่พระคู่นางในละครเรื่องดังกล่าว

ล่าสุด ใน “สังข์ทอง” (2561) นักแสดงทั้งสองก็ได้หวนมาทำงานร่วมกันอีกหน โดยเกศรินทร์ จะรับบทเป็นนางเอกของเรื่อง คือ “รจนา” ธิดาองค์ที่ 7 ของท้าวสามล ขณะที่ธนภัทร จะรับบทเป็น “ประคองยศ” ธิดาองค์ที่ 6

ทรงกลด

นอกจากนี้ ธนภัทร ซึ่งมีความสามารถด้านการร้องเพลง ยังรับหน้าที่เป็นผู้ขับร้องเพลงนำละคร “สังข์ทองลูกแม่” ในเวอร์ชั่นใหม่อีกด้วย

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

ตัวละครจักรๆ วงศ์ๆ ตัดพ้อ “เด็กเดี๋ยวมันก็โต เดี๋ยวมันก็ลืมเรื่องเทวดากะนางฟ้า”

ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติปี 2561 ขออนุญาตพาแฟนๆ ละครพื้นบ้านจักรๆ วงศ์ๆ ย้อนกลับไปดูละครเรื่อง “จันทร์ สุริยคาธ” ฉบับปี 2556

ซึ่งโดยส่วนตัว แอดมินเห็นว่าเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่มีเนื้อหาแปลกใหม่มากที่สุดในทศวรรษ 2550

ฉากที่นำมาให้ดูกัน เกิดขึ้นในตอนที่ 45 ของละคร ซึ่งสองเทวดานิสัยเกเร (ที่สามารถกลับตัวเป็นเทวดาฝ่ายดีในตอนท้ายๆ) อย่าง “พระรำพัด” (รับบทโดยดอน จมูกบาน ผู้ล่วงลับ) และ “พระรำเพย” (รับบทโดยธรรมศักดิ์ สุริยน) กำลังโต้เถียงกัน

เดิมทีเทวดาคู่นี้ถูกพระอินทร์ส่งลงมาบนโลก เพื่อคอยสร้างแรงกดดันต่างๆ นานา ที่จะผลักกระตุ้นให้อดีตสองเทพบุตรอย่าง “สุริยคาธ” และ “จันทคาธ” สามารถค้นหา “แก้วทิพยเนตร” ของวิเศษจากสวรรค์ที่พลัดตกมายังโลกมนุษย์เบื้องล่าง ได้พบโดยรวดเร็ว

แต่ไปๆ มาๆ เทวดาคู่นี้ก็คล้ายจะตีความภารกิจสำคัญของตนเองผิดพลาด ผิดฝาผิดตัว จากการต้องสร้างแรงกดดันเพื่อผลักภารกิจตามหาแก้ววิเศษของอดีตสองเทพบุตรให้รุดหน้า ก็กลายเป็นการหมั่นสร้างอุปสรรคขัดขวาง กระทั่งงานของ “สุริยคาธ” และ “จันทคาธ” ดำเนินไปอย่างยากลำบากมากยิ่งขึ้น

บทสนทนาด้านล่าง คือ ตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นภาวะย้อนแย้งดังกล่าว ขณะเดียวกัน ตรงช่วงปลายๆ ยังมีการกล่าวอ้างถึงเด็กๆ (ผู้ชมละคร) เอาไว้อย่างน่าสนใจ ดังต่อไปนี้

พระรำพัดกับพระรำเพยนั่งคุยกันบนก้อนเมฆ

พระรำเพย “โอ๊ นั่นๆๆๆ ฮ้า โอ้ พ่อเทพบุตรกำลังลำบากเลยนั่น”

พระรำพัด “ไหนๆๆๆ?”

พระรำเพย “โน่น”

พระรำพัด “ชะๆๆ ช่า ฮาๆๆ ฮ้าย เป็นจริงดังนั้น เทพบุตรจันทคาธ สุริยคาธ ถูกขังอยู่ในถ้ำ มีงูจงอางหวงไข่ป้วนเปี้ยนอยู่ข้างนอก”

พระรำเพย “โถๆๆๆๆๆ น่าสงสารพ่อเทพบุตร นี่เราต้องหาทางช่วยเหลือพ่อเทพบุตรนะ เค้าจะได้ไปเสาะหาแก้วทิพยเนตร ไปส่งคืนให้องค์อินทร์”

พระรำพัด “ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้ เพราะว่าตอนนี้ยังไม่พบแก้วทิพยเนตร เราจะต้องเป็นอุปสรรค”

พระรำเพย “นี่ๆๆๆๆๆ นี่ท่านๆๆๆๆ คิดอะไรอยู่เนี่ย?”

พระรำพัด “อ๊าย ข้าคิดจะยั่วยุให้เจ้าจงอางมันโกรธ รู้มั้ยว่างูจงอางน่ะมันหวงอะไรที่สุด?”

พระรำเพย “ฮะ อะไร?”

ภาพตัดไปยังเหตุการณ์ที่พระรำพัดกำลังลักขโมยไข่จงอางยักษ์ โดยมีพระรำเพยยืนอยู่ด้านหลัง

พระรำพัด “ไข่ วิสัยงูจงอางมันหวงไข่ ข้าจะขโมยไข่เพื่อยั่วยุโทสะ ให้เจ้าจงอางผัวเมียเนี่ยมันโกรธ มันจะได้เล่นงานเจ้าสองเทพบุตร”

พระรำเพย “โถๆๆๆ ท่านๆๆ ท่านรำพัด”

พระรำพัด “ทำไม?”

พระรำเพย “ถ้าท่านคิดผิดเนี่ย คิดใหม่มันยังทันหนาๆ”

พระรำพัด “คิดผิดคิดถูก ข้าคิดไปแล้ว ข้ามีหน้าที่เป็นอุปสรรคกับสองเทพบุตร ข้ามีหน้าที่คอยกลั่นแกล้งสองเทพบุตร รู้รึเปล่า?”

พระรำเพย “ด้วยการขโมยไข่งูจงอางเนี่ยนะ?”

พระรำพัด “ใช่ ข้าต้องขโมยไข่ ฮ่าๆๆๆ”

พระรำเพย “ท่านคิดผิดรึเปล่า?”

พระรำพัด “จะผิดหรือถูกก็ไม่รู้ ข้าคิดเอามาแล้ว ฮาๆๆๆ”

tv179-2

พระรำพัด-พระรำเพยกำลังหอบเอาไข่งูจงอางยักษ์ไปซ่อนยังถ้ำที่สองเทพบุตรติดอยู่ภายใน

พระรำเพย “ท่านรำพัด”

พระรำพัด “อะไรอีกล่ะ?”

พระรำเพย “นี่ถ้าท่านคิดผิดเนี่ย ท่านคิดใหม่ได้นะ ยังมีเวลาทันนะ”

พระรำพัด “คิดอะไรอีกล่ะ?”

พระรำเพย “อะนี่ไง ก็บอกว่าท่านไปขโมยไข่เค้ามา ท่านทำตัวเป็นขโมยอย่างเงี้ย แล้วท่านจะให้เด็กมาเชื่อถือได้ยังไง?”

พระรำพัด “โอ๊ย ตอนนี้ ข้าไม่สนเรื่องเด็กแล้ว ข้าเป็นเทวดา ข้ามีหน้าที่ ที่รับบัญชามาจากองค์อินทร์ เด็กเดี๋ยวมันก็โต เดี๋ยวมันก็ลืมเรื่องเทวดากะนางฟ้าไป”

พระรำเพย “นี่ นี่ไง นี่ไง ท่านคิดเป็นแบบเนี้ย ท่านเป็นเทวดาอย่างเงี้ย แล้วใครเค้าจะไปเชื่อถือท่าน…”

(บทสนทนาจากช่วงนาทีที่ 4.28-9.41 ในคลิปด้านบน)

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.samsearn.com/pro/tv181.html และ http://www.samsearn.com/pro/tv179.html

คนมองหนัง, จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

บันทึกสั้นๆ ว่าด้วยละครชาตรี “นางสิบสาม”

“นางสิบสาม” โดย ประดิษฐ ประสาททอง และคณะละครอนัตตา

หนึ่ง

ดูจากชื่อคล้ายจะเป็นการตีความ​ “นางสิบสอง” ใหม่ แต่จริงๆ แล้ว เนื้อหาและโครงเรื่องของละครชาตรีร่วมสมัยเรื่องนี้ แทบจะเป็น “คนละเรื่อง” กับ “นางสิบสอง” ที่พวกเราคุ้นเคยกัน มีแค่ตัวละคร “นางยักษ์แปลงกาย/นางสิบสาม” เท่านั้นแหละ ที่ไปพ้องกับนิทาน “นางสิบสอง” อยู่รางๆ

สอง

ขณะเดียวกัน ชื่อละคร “นางสิบสาม” ก็มิได้หมายความว่าตัวละครเอกของละครเรื่องนี้จะเป็นผู้หญิงจำนวน “13 คน” ทว่า “นางสิบสาม” คือชื่อเฉพาะของสตรีคนหนึ่ง ถ้าใครได้ไปชมการแสดงก็ย่อมจะพบความนัยลึกซึ้งที่ซ่อนแฝงอยู่ภายใต้นามอันเป็นตัวเลข

fullsizeoutput_5

สาม

โครงเรื่องตั้งต้นของละครเรื่องนี้อยู่ที่คำถามว่า ใครฆ่า “นางสิบสาม”? จากนั้น ตัวละครหลักสามรายจึงพยายามสืบค้นแสวงหาข้อเท็จจริงดังกล่าว เพื่อให้นครที่มีเหตุการณ์สังหารสตรีนางนั้นอย่างฉาวโฉ่ ได้การยอมรับและปราศจากข้อครหาจากประชาคมโลกอีกครั้งหนึ่ง (ฟังดูคุ้นๆ)

แต่พอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ประเด็นตั้งต้นก็ค่อยๆ ถูกขยายกระจายออก ส่วนหนึ่ง อาจเกิดจากมุขตลกด้นสดสไตล์ละครชาตรี ที่คนบนเวทีอำกันเอง หรือคนบนเวทีหัน/ลงมาหยอกล้อกับผู้ชม (ซึ่งเป็นจุดเด่นที่แข็งแรงมากของคณะละครอนัตตา แม้ผมยังรู้สึกว่า “อารมณ์ขัน” ของ “นางสิบสาม” จะไม่สุดเท่า “แก้วหน้าหมา” ละครชาตรีเรื่องก่อนหน้าของคณะนี้ก็ตาม)

สี่

ไปๆ มาๆ คำตอบว่าใครฆ่า “นางสิบสาม” ก็ถูกเฉลยอย่างไม่เซอร์ไพรส์มากนัก นอกจากนี้ ประเด็นที่ว่า “นางสิบสาม” คือ “นางยักษ์แปลงกาย” ผู้ถูกกระทำ ก็ไม่ใหม่สดเสียทีเดียว ซึ่งไม่ใช่ข้ออ่อนด้อยของละครแต่อย่างใด

เพราะประเด็นสรุปที่สำคัญกว่า ก็คือ ละครเรื่องนี้ไม่ได้หยุดตัวเองอยู่ตรงการค้นพบความจริงเหล่านั้น แต่กลับมุ่งหน้าไปสู่สถานการณ์ชุลมุนวุ่นวายของการอ้างอิงตนเองเข้ากับความเชื่อ-อารมณ์ความรู้สึกส่วนบุคคล/เฉพาะกลุ่มที่หลากหลาย (ในยุค Post-truth)

fullsizeoutput_c

ห้า

“นางสิบสาม” จึงปิดท้ายในลักษณะที่แทบจะกลายเป็น “หนังฟิล์มนัวร์” ไปเลย คือ ลงเอยแบบปลายเปิดด้วยสถานการณ์หักเหลี่ยมเฉือนคมระหว่างตัวละครนำ 3+1 คน อันได้แก่ เจ้าเมืองอย่างท้าวระเด่นรันตู (ที่ได้อำนาจมาอย่างผิดครรลอง-ระบบ) นางสิบสาม ที่เป็นนางยักษ์แปลง และถูกผู้มีอำนาจใส่ร้ายปรักปรำ ภรรยาคนรองของเจ้าเมือง ซึ่งกลายเป็นตัวแทนของชาวบ้านชาวเมืองที่เลือกอยู่ข้างนางยักษ์ และพระอินทร์ ที่ระแวง/ไม่วางใจคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่าย

หก

ละครชาตรี “นางสิบสาม” มีกิมมิคที่เล่นกับคนดู ด้วยการให้ตัวละครชี้นิ้วมายังผู้ชมบางราย แล้วขอร้องให้พวกเขายกโทรศัพท์ขึ้นมา “ไลฟ์สด” การแสดง หรือกระบวนการค้นหาความจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของ “นางสิบสาม” บนเวที

น่าสนใจว่า แม้หลายคนจะทึกทักว่าเทคโนโลยีการไลฟ์เหตุการณ์ต่างๆ ด้วยโทรศัพท์มือถือ จะทำให้เราเข้าใกล้ “ความจริง” มากขึ้น แต่บทสรุปของละครเรื่องนี้กลับกลายเป็นว่า ยิ่งสัมผัสกับ “ภาวะเสมือนจริง” ดังกล่าวมากเท่าใด เรากลับยิ่งสับสนงุนงงหนักขึ้นว่าอะไรคือ “ความจริง”?

เจ็ด

โดยสรุป ถ้าวัดกันในแง่ความสนุก เฮฮา แพรวพราวอารมณ์ขัน ผมชอบ “แก้วหน้าหมา” มากกว่า “นางสิบสาม” (ไม่แน่ใจว่าระยะห่างระหว่าง “คนเล่น” กับ “คนดู” ในการแสดงสองรอบแรกของ “นางสิบสาม” ที่ออดิทอเรียม หอศิลป์ กทม. จะส่งผลกระทบต่อประเด็นนี้มากน้อยแค่ไหน? หรืออาจเป็นเพราะ “แก้วหน้าหมา” นั้น อ้างอิงจาก “แก้วหน้าม้า” ที่มีความตลกโดยตัวมันเองอยู่แล้ว)

แต่ถ้าพิจารณาจากความคมชัดของประเด็นการนำเสนอ ผมรู้สึกว่า “นางสิบสาม” มีความหนักแน่จริงจัง ชวนขบคิดมากกว่า

21728053_1461498453929142_5375304128276347884_n

หมายเหตุ

ละครชาตรีเรื่องนี้จะยังเปิดการแสดงอีกสองรอบในวันที่ 25-26 พฤศจิกายน ณ ฟรี ฟอร์ม เฟสติวัล (ระหว่างเอกมัย 13 และ 15) ผู้สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

อีกหนึ่งวิธีเสพ “เทพสามฤดู” ในโลกออนไลน์ – รวมภาพนิ่งหลากอารมณ์จากเหล่านักแสดง

คลิปเล่าเรื่องย่อบนยูทูบ อีกหนึ่งวิธีเสพ “เทพสามฤดู” ในโลกออนไลน์

นอกจากการเผยแพร่ภาพผ่านทางโทรทัศน์, วิดีโอในเว็บไซต์ BUGABOO ของช่อง 7, ไลฟ์สดและคลิปย้อนหลังทางยูทูบ (มากกว่าหนึ่งช่อง) แล้ว

อีกหนึ่งวิธีการเสพ “เทพสามฤดู 2560” ที่น่าสนใจในโลกออนไลน์ ก็คือ การรับฟังเนื้อหาล่วงหน้าของละครผ่าน “คลิปเล่าเรื่องย่อ”

ช่องยูทูบที่ทำคลิปแนวนี้อย่างจริงจังแข็งขัน คือ ช่องของคุณ Pim ChaYa

ข้อได้เปรียบหนึ่งของการทำคลิปประเภทนี้ ก็ได้แก่การที่สามเศียรเลือกสร้าง “เทพสามฤดู 2560” โดยนำเอาบทละครเมื่อปี 2546 มาใช้ถ่ายทำแบบแทบจะช็อตต่อช็อต ดังนั้น เรื่องย่อที่เล่าในคลิปจึงมีความแม่นยำค่อนข้างสูง

และจำนวนคนคลิกเข้ามาฟังคลิป (พร้อมดูภาพนิ่งประกอบ) ก็ถือว่าน่าพอใจทีเดียว คือ มีหลักหมื่นวิวอัพ

โดยส่วนตัว เมื่อลองฟังคลิปเหล่านี้ในสื่อใหม่ทางออนไลน์ ผมกลับย้อนนึกไปถึงสื่อเก่าสองชนิด

ชนิดแรก คือ ละครวิทยุ อีกชนิด คือ เรื่องย่อละครทีวี ไม่ว่าจะเป็นที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์หัวสี หรือพิมพ์ขายเป็นหนังสือราคาย่อมเยา แล้ววางจำหน่ายตามแผงหนังสือและร้านเซเว่นฯ

ปรากฏการณ์เช่นนี้ นำไปสู่ความกำกวมบางอย่าง

กล่าวคือ ด้านหนึ่ง มันอาจชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยยังมีลักษณะเป็น “สังคมมุขปาฐะ” (ชอบพูด/ฟัง หรือดู มากกว่า อ่าน/เขียน) ถ้าพิจารณาว่าลักษณะของคลิปเรื่องย่อ “เทพสามฤดู 2560” วางน้ำหนักอยู่บนเรื่องเล่าประหนึ่งละครวิทยุ (ตลอดจนเทปเล่านิทานเด็กเมื่อราว 30 กว่าปีก่อน)

ทว่า อีกด้าน ปรากฏการณ์ข้างต้นก็อาจไม่ได้ถูกตรึงอยู่ตรงทางแยกของคู่ตรงข้ามระหว่างการ “พูด/ฟัง/ดู” กับการ “อ่าน/เขียน” หากพิจารณาว่าคลิปเรื่องย่อ “เทพสามฤดู 2560” มีลักษณะพ้องกับเรื่องย่อละครต่างๆ ในเวอร์ชั่นสิ่งพิมพ์ ไปในคราวเดียวกัน

ถึงที่สุดแล้ว “คลิปเล่าเรี่องย่อเทพสามฤดู” ออนยูทูบ จึงอาจแสดงให้เห็นถึงการไหลวนของเรื่องเล่าแบบเดิมๆ ซึ่งตัวคนดู/คนฟัง/คนอ่าน/ผู้บริโภคก็คล้ายจะพอใจกับลักษณะไหลวนไปมาในวิถีทางเดิมๆ เช่นนั้น

ขออนุญาตปิดท้ายเนื้อหาส่วนนี้ ด้วยคำสัมภาษณ์ที่ผมเคยให้ไว้กับเว็บไซต์ประชาไท ซึ่งอาจอธิบายถึงข้อสรุปดังกล่าวได้อยู่บ้าง

ขณะเดียวกันคนไทยอาจไม่ได้นิยมเสพความบันเทิงซ้ำๆ ด้วยเหตุผลว่าพวกเขาไม่สนใจเรื่องราว ไม่สนใจเนื้อหาสาระ เพราะการได้ดูมหรสพเรื่องเดิมๆ อาจมี ‘หน้าที่’ บางอย่างของมันอยู่ การดูหนัง ดูละคร ที่มีโครงเรื่องเก่าๆ ซ้ำเดิม หมายความว่าคนดูจะสามารถ ‘คาดการณ์’ เรื่องราวของมหรสพนั้นๆ ได้

“มองในบางแง่ การคาดการณ์เรื่องราวได้อาจแสดงให้เห็นถึงอำนาจ และการเข้าถึงความรู้ของคนดู แทนที่พวกเขาจะกลายเป็นผู้รับเรื่องราวใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึงจากผู้ผลิตละคร ในฐานะคนที่ไม่รู้หรือแทบไม่รู้อะไรเลย”

นอกจากนี้ การคาดการณ์เรื่องราวต่างๆ ล่วงหน้าได้ ยังอาจทำให้การชมมหรสพมีรสชาติขึ้น ในกรณีของการชมละครจักรๆ วงศ์ๆ เราอาจนึกถึงภาพกลุ่มคนมาดูละครประเภทนี้หน้าจอทีวี ไปพร้อมๆ กับการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันว่าเรื่องราวจะดำเนินอย่างไรต่อไป ใครจะรักกับใคร ใครจะอยู่ ใครจะตาย อาจก่อให้เกิดชุมชนของคนดู หรือการสื่อสารในทิศทางอื่นๆ นอกเหนือไปจากการสื่อสารทางเดียวระหว่างภาพในจอกับคนดู ที่ต้องเพ่งสมาธิในการชม ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้มีความสำคัญ แต่มักถูกมองข้ามไป

(ที่มา https://prachatai.com/journal/2017/08/72704)

รวมภาพนิ่งหลากอารมณ์จากเหล่านักแสดง “เทพสามฤดู 2560”

คุยเรื่องเครียดๆ กันไปแล้ว ก็เลยขอปิดท้ายด้วยภาพหลากอิริยาบถ ตั้งแต่น่ารัก เฮฮา จนถึงโศกเศร้า ของบรรดานักแสดงจาก “เทพสามฤดู 2560” ครับ

โดยล่าสุด อินสตาแกรมสามเศียรได้ปล่อยภาพดีๆ มาหลายรูป

นี่คือบางส่วนของรูปภาพเหล่านั้น เชิญรับชมครับ