ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

จาก “พรหมจารี” ถึง “มัลลิกานารี” ชะตากรรมอาภัพ (รัก) ของสตรีเพศในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“น้องน้ำผึ้ง” หรือ “ธนภัทร ดิษฐไชยวงศ์” ถือเป็นนักแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ รุ่นปัจจุบัน ที่โดดเด่นคนหนึ่ง

โดยเฉพาะเมื่อเธอมารับบทบาท “มัลลิกานารี” ใน “สี่ยอดกุมาร” ฉบับล่าสุด

%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b5

ซึ่งในช่วงแรกๆ ของละคร ดูเหมือนจะมีสิ่งใหม่ๆ ที่แหวกจารีตดั้งเดิมเกิดขึ้น เพราะ “มัลลิกานารี” มีบทกุ๊กกิ๊กหวานแหววกับ “เพชรราชกุมาร” ซึ่งเป็นหญิงเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม พอละครดำเนินไปเรื่อยๆ เส้นเรื่อง “หญิงรักหญิง” ระหว่างมัลลิกานารีและเพชรราชกุมารก็ค่อยๆ ถูกกร่อนเซาะทำลายลง และแปรเปลี่ยนเป็นซับพล็อตว่าด้วยการที่หญิงสองคนหลงรักผู้ชายรายเดียวกัน

เมื่อตัวละครใหม่อย่าง “เจ้าชายชัยชยนต์” ถูกสร้างและใส่เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อ “กั้นกลาง” ความสัมพันธ์ระหว่างมัลลิกานารีและเพชรราชกุมาร

ไปๆ มาๆ ตัวละคร “มัลลิกานารี” จึงกลายเป็นตัวละครที่น่าสงสารที่สุดคนหนึ่งใน “สี่ยอดกุมาร” และอาจไม่ได้พบรักกับใครเลย

%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a-2

ชะตากรรมของ “มัลลิกานารี” ทำให้ย้อนนึกถึงอีกหนึ่งตัวละครที่ “น้องน้ำผึ้ง” เคยสวมบทบาทเอาไว้

นั่นคือ “พรหมจารี” ในละครเรื่อง “จันทร์ สุริยคาธ”

%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b5-2

ในฐานะนักประพันธ์นวนิยาย “นันทนา วีระชน” ผู้เขียนบทละครจักรๆ วงศ์ๆ ยุคหลัง ถือเป็นนักเขียนหญิง ซึ่งเคยสร้างสรรค์ชะตาชีวิตตลอดจนบุคลิกลักษณะของตัวละครสตรีเพศที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันเอาไว้มากมาย

เช่นเดียวกันกับชะตาชีวิตและบุคลิกลักษณะของบรรดาตัวละครหญิงใน “จันทร์ สุริยคาธ”

อย่างไรก็ตาม ชะตากรรมของตัวละครสตรีเพศที่น่าสนใจในละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนั้น อาจมิได้ฉายแสดงจุดยืนซึ่ง “อยู่ข้างผู้หญิง” เสียทีเดียว

อาทิ ชะตาชีวิตของสองนางเอกอย่าง “สังคเทวี” และ “ลีลาวดี”

ทั้งคู่เป็นเทพธิดาซึ่งต้องโทษและถูกส่งลงมาเกิดในเมืองมนุษย์ ทั้งที่ไม่ได้ทำผิดอะไร

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อมีสองเทวดาหนุ่มแอบชอบพวกนาง สองเทวดาจึงพยายามดึงดูดใจสองนางฟ้า ด้วยการไปขโมย “แก้ววิเศษ” ของพระอินทร์มาขว้างเล่น

แต่พอสองเทพบุตรพลั้งพลาดทำของวิเศษพลัดตกจากสวรรค์ สองเทพธิดากลับพลอยโดนหางเลขถูกลงทัณฑ์ตามไปด้วย

ในฐานะมนุษย์โลก ชะตาชีวิตของทั้งคู่ก็ยังน่าสนใจ

สังคเทวีลงมาเกิดเป็นธิดากษัตริย์เมืองอินทปัถบุรี ขณะที่ลีลาวดีเป็นธิดากษัตริย์เมืองกาสิกนคร

กษัตริย์ทั้งสองเมืองไม่มีโอรสสืบทอดราชสมบัติ อย่างไรก็ดี สังคเทวีและลีลาวดี กลับไม่ได้ถูกเลี้ยงดูให้เติบโตขึ้นมาเป็นเจ้าหญิงผู้อ่อนแออ่อนโยน ซึ่งรอคอยโอรสกษัตริย์เมืองอื่นมาสู่ขอ

ตรงกันข้าม ธิดาสองเมืองถูกเลี้ยงดูให้มีความพร้อมที่จะขึ้นครองราชย์ เมื่อออกเดินทางไปเรียนสรรพวิชาจากพระอาจารย์ในป่าเขาไม่ได้ พระบิดาก็เชิญพระฤาษีมาสอนวิชาอาคมให้ถึงในเมือง

ถ้าพิจารณาจากความถี่ในการ “ปล่อยแสง” แล้ว ดูเหมือนว่าสังคเทวีและลีลาวดีจะมีความเชี่ยวชาญในการใช้เวทมนตร์คาถาต่างๆ มากกว่าตัวละครเพศชายรายอื่นๆ รวมถึง “สุริยคาธ-จันทคาธ” เสียด้วยซ้ำไป

มิหนำซ้ำ ในยามที่สังคเทวีและลีลาวดีพบเจอกับสุริยคาธและจันทคาธเมื่อครั้งเป็นเด็กขอทาน กลับเป็นตัวละครฝ่ายหญิงที่แนะนำฝ่ายชายให้หมั่นศึกษาหาวิชาความรู้ติดตัวเอาไว้

ทว่า สุดท้าย สังคเทวี-ลีลาวดี ก็เป็นได้แค่มเหสีของกษัตริย์ แม้ราชาผู้เป็นพระสวามีของพวกนางจะเกิดในตระกูลขอทานยากเข็ญ แต่ปัญหาดังกล่าวก็ไม่กลายเป็นเงื่อนไขติดขัด เพราะแท้จริงแล้วทั้งคู่เป็นเทพบุตรที่จุติลงมายังโลกมนุษย์

สังคเทวี, ลีลาวดี, สุริยคาธ และจันทคาธ จึงใช้ชีวิตอย่างแฮปปี้ เอ็นดิ้ง เนื่องจากอดีตเทพบุตร-เทพธิดา ได้หวนกลับมาพบรักกันอีกครั้ง ตามโครงเรื่องหรือชะตาชีวิตที่ถูกลิขิตมาแต่ชาติปางก่อน

ไปๆ มาๆ ตัวละครหญิงที่ชะตาชีวิตถูกผลักไปสุดทางจริงๆ กลับกลายเป็น “พรหมจารี”

พรหมจารีเป็นธิดากษัตริย์เมืองไชยะบุรี ซึ่งอภิเษกสมรสกับ “สุทัศน์จักร” เจ้าชายแห่งเมืองอนุราชบุรี

เมื่อครั้งที่สังคเทวีต้องพลัดพรากจากสุริยคาธเพราะเหตุการณ์เรือสำเภาล่ม (ตามคำอธิบายของละคร เรือล่มเพราะฤทธิ์ของสองเทวดาคู่หูอย่าง “พระรำพัด-พระรำเพย” ที่สวรรค์ส่งลงมากลั่นแกล้งสุริยคาธและจันทคาธ) นางได้พบกับสุทัศน์จักร ซึ่งเพิ่งพ่ายศึกจากการยกทัพไปตีกาสิกนคร (เมืองของลีลาวดี ชายาจันทคาธ)

สุทัศน์จักรพาตัวสังคเทวีกลับไปอนุราชบุรี และหวังจะอภิเษกสมรสกับนาง พร้อมกันนั้น ก็ตัดสินใจลงโทษพรหมจารี ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการอภิเษกสมรสดังกล่าว โดยสั่งลอยแพชายาคนแรกของตนเองออกจากเมือง

พรหมจารีต้องลอยเคว้งคว้างกลางมหาสมุทรอยู่หลายวันหลายคืน จนได้รับการช่วยเหลือจากสุริยคาธ จากนั้น นางก็เริ่มรู้สึกหลงรักชายผู้ช่วยชีวิต

ต่อมา พรหมจารีถูกแยกออกจากสุริยคาธโดยผู้ทรงศีลสตรีรายหนึ่ง นางได้เรียนวิชากับผู้ทรงศีลรายนั้น กระทั่งมีฤทธิ์เดชแกร่งกล้า (ทัดเทียมสังคเทวี-ลีลาวดี) แต่ขณะเดียวกัน ความแค้นที่คุกรุ่นในจิตใจอันเกิดจากการเป็นฝ่ายถูกกระทำกลับยังไม่มีวี่แววจะลดน้อยถอยลง

เมื่อพรหมจารีเดินทางกลับเมืองไชยะบุรี นางจึงยุพระบิดาให้ยกทัพไปเผาเมืองอนุราชบุรี พร้อมกับฆ่าพ่ออดีตสามีทิ้ง

%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b5-1

แล้วในที่สุด พรหมจารีก็ได้สมรสกับสุริยคาธ ผู้มาช่วยชีวิตนางเป็นหนที่สอง ระหว่างการต่อสู้ของพรหมจารีกับสุทัศน์จักร อดีตพระสวามี

การอภิเษกสมรสครั้งนี้นำไปสู่ศึกระหว่างไชยะบุรีกับอินทปัถบุรี เมื่อพรหมจารีต้องการแย่งชิงสามีจากสังคเทวี

รวมทั้งต้องการแก้แค้นฝ่ายหลัง ผู้เคยเป็นต้นเหตุให้ตนเองต้องตกระกำลำบากจากการถูกลอยแพ

ศึกระหว่างสองเมือง ส่งผลให้มีคนล้มตายมหาศาล รวมถึงท้าวพรหมจักร (พ่อของสังคเทวี) แต่ทั้งหมดก็ได้รับการชุบชีวิตด้วย “ต้นยาวิเศษ” ของสุริยคาธ-จันทคาธ

หลังเสร็จสงคราม พรหมจารีดูคล้ายจะมีความรู้สึกผิดบาป และมีท่าทีที่จะพยายามคืนดีกับสังคเทวี

แต่เมื่ออดีตพญายักษ์ผู้เฝ้าประตูสวรรค์อย่าง “วิโยคพสุธา” บุกมาชิงตัวสังคเทวีและลีลาวดี พรหมจารีกลับพลอยโดนลูกหลงถูกจับตัวไปด้วย ทั้งที่นางไม่ได้เป็นอดีตสองเทพธิดาที่ทวารบาลสวรรค์เคยแอบหมายปอง

ตัวละคร “พรหมจารี” ไม่มีปัญหาในเชิงสถานะหรือตำแหน่งแห่งที่ใน “ชาดก-นิทานวัดเกาะ” ซึ่งเรื่องราวว่าด้วยเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์มิได้เป็นเส้นเรื่องสำคัญของเรื่องเล่าฉบับดังกล่าว

พรหมจารีในเรื่องเล่าสองแบบแรก มีศักยภาพถึงขนาดที่จะบรรลุอรหันต์ เมื่อไปเกิดเป็น “พระเขมาเถรี” ในอนาคตชาติ

ทว่า การไม่ได้เป็นอดีตเทพธิดาที่จุติลงมาบนโลกมนุษย์ กลับกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ค่อยๆ ผลักไสตัวละครสตรีรายนี้ออกจากโครงสร้างของเรื่องเล่าในฉบับ “ละครจักรๆ วงศ์ๆ”

ในละคร “จันทร์ สุริยคาธ” การดำรงอยู่ของพรหมจารี ดูจะมีสถานะเป็น “ตัวขัดขวาง” มิให้อดีตเทพบุตร-เทพธิดาอย่างสุริยคาธและสังคเทวีได้ครองรักครองเมืองกันโดยสมบูรณ์แบบ ตามแรงลิขิตของอดีตชาติ (ตลอดจนแนวคิดสมัยใหม่เรื่อง “ผัวเดียวเมียเดียว”)

ทางออกจึงกลายเป็นว่า ในตอนท้ายของละคร พรหมจารีที่คล้ายจะยอมคืนดีกับสังคเทวีแล้ว กลับถูกกำหนดบทบาทให้เป็นตัวละครที่ยังไม่สามารถสลัดความรู้สึกแค้นเคืองออกจากจิตใจได้อย่างหมดสิ้น

พรหมจารีกลายเป็นมนุษย์เปี่ยมกิเลสตัณหา ผู้เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ทะเยอทะยาน หวังจะยื้อแย่งแก้วทิพยเนตรมาครอบครอง

สำหรับพรหมจารี แก้ววิเศษจากสวรรค์คือสัญลักษณ์ของการถือครองอำนาจ (ทางการเมือง)

เมื่อพระสวามีคนปัจจุบันรักหญิงอื่นมากกว่านาง นางจึงหันไปแสวงหาอำนาจ (ทางการเมือง) แทนที่คนรัก/ความรัก

แต่แก้ววิเศษจากเบื้องบนก็แผลงฤทธิ์ ด้วยการเปล่งแสงพิฆาตพรหมจารีจนถึงแก่ชีวิต ชนิดที่ร่างต้องแหลกระเบิดจนไร้ซาก

ส่วนสุริยคาธผู้เป็นสวามี กลับไม่ได้แสดงบทบาทอาลัยรักหนึ่งในภรรยาของตนเองมากนัก เพราะหลังจากพรหมจารีถูกปลิดชีวิตลงอย่างช็อกอารมณ์คนดู สุริยคาธก็แสดงสีหน้าตกใจอยู่ประมาณ 2 วินาที ก่อนละครจะตัดเข้าสู่ช่วงโฆษณา

เมื่อโฆษณาเบรกนั้นจบลง สุริยคาธ, จันทคาธ, สังคเทวี และลีลาวดี พร้อมมิตรสหาย ก็ปรากฏกายบนจอโทรทัศน์ ท่ามกลางบรรยากาศอันชื่นมื่นบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งพวกเขาและเธอกำลังนำแก้วทิพยเนตรไปถวายคืนองค์อินทร์

พรหมจารีจึงมีสถานะเป็นเพียงหนึ่งในตัวละครมนุษย์ผู้ปรารถนาอำนาจอันน่ารังเกียจและสกปรกโสโครก ที่ต้องถูกขจัดชำระล้างลงให้หมดจดสิ้นซาก

เพื่อทุกอย่างจะได้กลับคืนสู่ระบอบระเบียบดั้งเดิม ตามครรลองที่ถูกกำหนดมาแล้ว

ก็ได้แต่หวังว่าชะตาชีวิตเศร้าๆ ที่ “พรหมจารี” ต้องเผชิญ จะไม่เกิดซ้ำกับ “มัลลิกานารี” อีกหน

%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%8a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a

ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“พ่อ-ลูก-เมตตา-กตัญญูกตเวทิตา” บทสนทนาชวนขบคิดใน “สี่ยอดกุมาร”

ละครจักรๆ วงศ์ๆ “สี่ยอดกุมาร” ตอนที่เพิ่งออกอากาศไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม 2559 มีบทสนทนาแฝงนัยยะน่าสนใจอยู่ช่วงหนึ่ง

บทสนทนาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก “ท้าวกกขนาก” พญายักษ์แห่งเมืองกกขนากเชิงผา ถูกองค์เหนือหัว “จุลนีย์” แห่งนนทจักร แผลงศรใส่ จนจวนจะขาดใจตาย

ร่างท้าวกกขนากกระเด็นตกลงไปตรงเบื้องหน้า “โสมสุภางค์เทวี” อดีตมเหสีของพญายักษ์ ที่หนีมาถือศีลกลางป่าเขา

แล้วบทสนทนาจึงเริ่มต้นขึ้น

ท้าวกกขนาก : ไยข้าจึงมีกรรมนัก มีลูกก็ไร้สิ้นกตัญญูต่อข้า พวกนางทำให้ข้าเสียใจ เช่นที่เจ้าทำ โสมสุภางค์เทวี ข้ามีเวรรับมาแต่ชาติปางก่อน

(องค์เหนือหัวจุลนีย์เดินเข้ามายังเบื้องหลัง โดยท้าวกกขนากไม่ทันรู้ตัว)

ท้าวกกขนากกล่าวต่อ : ผิดกับเหนือหัวจุลนีย์แห่งนนทจักร พระองค์ทรงมีโอรสและธิดาร่วมอุทรเดียวกัน แต่ลูกขององค์จุลนีย์มีกตัญญูกตเวทิตาเป็นที่ตั้ง แต่ไยลูกของข้าจึงไม่มี พวกนางมีเลือดของเจ้ามากกว่าเลือดของข้าในกายนาง พวกนางจึงทรยศต่อข้า เช่นเดียวกับเจ้า

โสมสุภางค์เทวี : หากพระองค์ปรารถนาจะได้รับกตัญญูกตเวทิตาจากลูก ก็ต้องปฏิบัติองค์เองเป็นตัวอย่างให้ปรากฏแก่ลูกๆ องค์เหนือหัวจุลนีย์ทรงทศพิธราชธรรม ทรงมีพระเมตตาเป็นบารมีคุณอันสูง ซ้ำยังถวายการดูแลพระมารดาอย่างหาที่สุดมิได้ แล้วพระองค์ล่ะ เพียงแค่พระองค์ประทานเมตตาแก่ลูกๆ พวกนางก็จะไม่หนีไปไหน แต่ถึงตอนนี้ มันสายเสียแล้ว

ท้าวกกขนาก : โสมสุภางค์เทวี!

องค์เหนือหัวจุลนีย์ : ใช่ ถึงยามนี้จะสายไปแล้ว แต่ข้าก็ไม่ปรารถนาที่จะเข่นฆ่าท้าวกกขนากเลย ด้วยข้าให้สัตย์กับพระมเหสีโสมสุภางค์เทวี แต่เพราะพระองค์จะเข่นฆ่าลูกของตัวเอง ข้าจึงจำเป็นต้องปกป้องชีวิตพวกนาง

ท้าวกกขนาก : องค์เหนือหัวจุลนีย์!

องค์เหนือหัวจุลนีย์ : กตัญญูกตเวทิตานั้นย่อมอยู่ในหัวใจของลูกๆ ทุกคน แต่เมตตาอันเป็นวิสัยของมนุษย์และสัตว์ก็ต้องอยู่ในหัวใจของมนุษย์และสัตว์นั้นเท่าเทียมกัน ไม่เว้นแม้แต่ยักษ์เช่นท่าน

ท้าวกกขนาก : ข้ารู้ จุลนีย์ ข้าเข้าใจแล้ว

แล้วท้าวกกขนากก็สิ้นใจตาย

(บทสนทนาที่กล่าวถึง อยู่ในนาทีที่ 7.36-13.25 ของคลิปนี้)

ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“ตลกล้อเลียนอำนาจ” ยังมีอยู่ในละครจักรๆ วงศ์ๆ ไทย

ในส่วนหนึ่งของปาฐกถา “งานทางปัญญาในสังคมอับจนปัญญา” ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์

อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ตั้งข้อสังเกตกรณี “นักแสดงตลกเสียดสี” ในสังคมไทย ดังที่เว็บไซต์ประชาไทได้เก็บความเอาไว้ว่า

“ความแตกต่างระหว่างหม่ำ จ๊กม๊ก กับพวก จอห์น วิญญู, จอห์น โอลิเวอร์, จอน สจ๊วต คือ อย่างแรกเป็นนักแสดงตลก อย่างหลังคือนักแสดงตลกเสียดสี ซึ่งอย่างหลังนี้ไม่เห็นในผังรายการทีวีไทย แต่สำหรับสังคมฝรั่งพวกนี้อยู่ในรายการช่วงไพรม์ไทม์

 

“การแสดงตลกของไทยมีแบบแผนการพัฒนาเหมือนกับทั่วโลก นั่นคือ มีตลกผู้ดีกับชาวบ้าน ลักษณะที่ต่างกันระหว่างสองอย่างนี้ คือ อะไรล้อเล่นได้และอะไรห้ามล้อเล่น ตรงนี้ไทยไม่เหมือนกันกับประเทศตะวันตก การล้อเลียนอำนาจได้แก่ เจ้า พระ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องปกติในวัฒนธรรมชาวบ้านในทุกสังคม ล้อเป็นประจำพร้อมๆ กับเคารพนับถือด้วย ซึ่งจะอธิบายก็ดูจะยาวเกินไปว่าทำไมชาวบ้านสามารถจัดการความย้อนแย้งนี้ได้ ตัวอย่างที่รู้จักกันดีคือ ศรีธนญชัย

 

“แคทธารีน โบวี่ พบว่าพระเวสสันดรชาดกเวอร์ชั่นชาวบ้าน นอกจากการให้ทานแล้วยังล้อเลียนทำให้อำนาจเป็นเรื่องตลก ดังนั้นตัวเด่นมากคือ ชูชก ในวัฒนธรรมของชนชั้นสูงโดยเฉพาะอยุธยา-กรุงเทพฯ โบวี่พบว่ามันกลยเป็นเวอร์ชั่นที่ชูชกเป็นคนน่าเกลียด อัปลักษณ์และสมควรถูกประณาม วัฒนธรรมล้อเลียนอำนาจอยู่ในวัฒนธรรมทั้งแบบของผู้ดีและแบบของชาวบ้านในช่วงก่อนยุคสมัยใหม่ แต่เมื่อเกิดการขยายตัววัฒนธรรมมาตรฐานเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมานี้ มันได้เบียดขับให้วัฒนธรรมชาวบ้านเป็นวัฒนธรรมที่ต่ำกว่าของกรุงเทพฯ ซึ่งไม่มีการล้อเลียนอำนาจ มันจึงกลายเป็นมาตรฐานปัจจุบันที่ตลกไทยไม่ใช่ตลกเสียดสีล้อเลียนอำนาจ ประเด็น เจ้า พระ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นเรื่องเกินขอบเขต ตลกของสังคมไทยสมัยใหม่ถูกจำกัดกรอบ มีแดนที่ห้ามละเมิดมากมายเหลือเกิน จึงกลายเป็นแค่ตลกโปกฮา มีแพทเทิร์นหลักอยู่ 2 แบบ คือ 1. ความโง่ เซ่อเซอะ เปิ่นเชยของคนบ้านนอก คนกลุ่มน้อย คนช้ำต่ำ 2. เอาความเบี่ยงเบนผิดเพี้ยนจากภาวะที่ถือว่าปกติมาทำให้เป็นเรื่องตลก เช่น คนพิการ คนไม่สมประกอบ กระเทย คนจีนที่พูดไทยไม่ชัด เป็นต้น ทั้งนี้แดนหวงห้ามที่เป็นสากลสำหรับตลกทั่วโลก คือ เรื่องเพศ แต่แดนหวงห้ามของไทยคือ อำนาจของชนชั้นสูง ตลกไทยไม่เสียดสีขนบของสังคม มีเพียงบางคนที่ทำเป็นบางครั้ง”

(ที่มา http://prachatai.com/journal/2016/09/68064)

อาจสรุปข้อสังเกตส่วนนี้ของอาจารย์ธงชัยได้ว่า

หนึ่ง อุตสาหกรรมบันเทิงไทย ไม่มีพื้นที่-เวลาให้แก่ “นักแสดงตลกเสียดสี”

สอง การแสดงตลกเสียดสีผูกพันอยู่วัฒนธรรมชาวบ้าน ที่มีกลไกในการ “ล้อเลียนอำนาจ” แต่สำหรับกรณีของไทย การขยายตัวของวัฒนธรรมมาตรฐานแบบกรุงเทพฯ เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ได้ส่งผลให้วัฒนธรรมการเสียดสีผู้มีอำนาจแบบชาวบ้าน ถูกลบหายตามไปด้วย

สาม “นักแสดงตลกเสียดสี” อาจมีอยู่ในสังคมไทยร่วมสมัย แต่ไม่ได้อยู่ในรายการทีวีช่วงไพรม์ไทม์ โดยคนเหล่านี้ ตามทัศนะของอาจารย์ธงชัย ก็ได้แก่ จอห์น วิญญู และ โน้ส อุดม (ชื่อหลังถูกระบุถึงในคลิปปาฐกถา) เป็นต้น

แม้ว่าผมจะเห็นด้วยกับเนื้อหาโดยรวมของปาฐกถาดังกล่าว แต่ผมกลับมีความเห็นแย้งต่อข้อสังเกตกรณี “นักแสดงตลกเสียดสี” ของอาจารย์ธงชัยอยู่นิดๆ

จากการเป็น “แฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ” ผมรู้สึกว่าอุตสาหกรรมบันเทิงไทยหรือวงการโทรทัศน์ไทย ยังมีที่ทางให้กับ “เรื่องตลกเสียดสีอำนาจ”

เพราะเรื่องตลกแนวนั้นถูกนำเสนอในละครจักรๆ วงศ์ๆ ซึ่งมีที่มาจากวัฒนธรรมชาวบ้าน (ที่ไม่ได้ถูกลบหายไปเสียหมด) และแม้ละครประเภทนี้จะไม่ได้อยู่ในช่วงไพรม์ไทม์ค่ำ แต่ก็แพร่ภาพในช่วงเวลาเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งจัดเป็น “เวลาทอง” ของวงการทีวีเช่นกัน ส่งผลให้ละครจักรๆ วงศ์ๆ กลายเป็นรายการมีเรตติ้งสูงอันดับต้นๆ ในสมรภูมิการแข่งขันยุคทีวีดิจิทัล

แน่นอนว่า ในมุมมองของผม “นักแสดงตลกเสียดสี” ที่อาจเข้าถึงคนดูระดับชาวบ้าน เสียยิ่งกว่า “นักแสดงตลกเสียดสีคนชั้นกลางกรุงเทพฯ” เช่น จอห์น วิญญู และ โน้ส อุดม ก็คือ เหล่านักแสดงสมทบ (เรื่อยไปจนถึงตัวละครแอนิเมชั่นแบบหยาบๆ) ทั้งหลายในละครจักรๆ วงศ์ๆ นั่นเอง

ลองไปชมตัวอย่างของฉาก “ตลกเสียดสี” ในละครประเภทนี้กัน

โดยตัวอย่างที่ผมใช้ นำมาจากละครสองเรื่อง คือ “จันทร์ สุริยคาธ” และ “แก้วหน้าม้า” ซึ่งตามความเห็นส่วนตัว นี่เป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ล้อเลียนอำนาจได้อย่างน่าสนใจที่สุด ในช่วงทศวรรษหลัง

1. เมื่อรากหญ้ามีฤทธิ์ เสกให้เทวดามีหาง

(นาทีที่ 29.14-30.58)

2. ตัวตลกและบัลลังก์ ณ อินทปัถบุรี

(นาทีที่ 16.45-18.50)

3. เมื่อเทวดาสิ้นฤทธิ์สิ้นเครื่องทรง

(นาทีที่ 15.41-17.07, 18.18-20.18 และ 35.36-36.55)

(นาทีที่ 2.56-4.05, 5.44-8.42 และ 12.00-13.07)

4. อิทธิฤทธิ์พี่อีโต้

(นาที่ 2.39-6.46)

5. ใบหน้าใหม่ของท้าวภูวดล

(นาทีที่ 28.04-32.50)

นี่อาจเป็นการโต้แย้งในระดับ “ข้อมูล” แต่ผมยังเชื่อว่าการได้มองเห็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างกว้างขวางรอบด้านขึ้น อาจส่งผลให้การประมวลความคิดรวบยอดเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ไม่มากก็น้อย

ข่าวบันเทิง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เมื่อผู้เข้าประกวด “นางสาวไทย” บุก “โลกจักรๆ วงศ์ๆ”

การประกวดนางสาวไทย 2559 หวนคืนมาออกอากาศทางช่อง 7 อีกครั้ง

แต่ปรับเปลี่ยนวิธีการแข่งขัน โดยเพิ่มสีสันของเรียลลิตี้โชว์แบบต่อเนื่องเข้ามา และจะมีภารกิจท้าทายกลุ่มผู้เข้าประกวดในแต่ละสัปดาห์

ปลาบู่ทอง นางสาวไทย

ล่าสุด ในภารกิจที่หก “งามอย่างไทย” ก็มีการจัดแจงให้บรรดาผู้เข้าประกวดไปทดลองแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ

ซึ่งผมไม่แน่ใจนักว่าจะถือเป็นตัวแทนของ “ความงามอย่างไทย” ได้มากน้อยแค่ไหน? แต่ถ้าบอกว่าเป็น “เอกลักษณ์สำคัญของช่อง 7” ล่ะ อันนี้ ใช่เลย แน่นอน!

ไกรทอง นางสาวไทย

ในภารกิจดังกล่าว ทางกองประกวดได้จัดแบ่งผู้เข้าประกวดให้ไปเล่นละครดังเรื่องต่างๆ ครับ

ตั้งแต่ “ปลาบู่ทอง” “ไกรทอง” “สังข์ทอง” “โสนน้อยเรือนงาม” “แก้วหน้าม้า” และ “สี่ยอดกุมาร” ซึ่งดูเพลินดี

แต่โดยส่วนตัว ผมชอบตอน “สังข์ทอง” มากที่สุด เพราะมีลักษณะออกแนวกอสซิป เกิร์ล นิดๆ

สังข์ทอง นางสาวไทย

ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งสีสันเบาๆ เกี่ยวกับแวดวงละครจักรๆ วงศ์ๆ ประจำสัปดาห์นี้ครับ และถือว่าละครประเภทนี้ได้รับโอกาสในการขับเคลื่อนหรือขยับขยายตนเองไปสู่พื้นที่หรือช่องทางการรับชมรูปแบบใหม่ๆ

หลังจากเป็น “พี่เบิ้ม” ของสงครามแย่งชิงเรตติ้งในจอโทรทัศน์ มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

แก้วหน้าม้า สี่ยอดกุมาร นางสาวไทย

สามารถรับชมการแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ แบบสนุกๆ ของเหล่าผู้เข้าประกวดนางสาวไทย 2559 ได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้ครับ

นางสาวไทย2559 เดอะเรียลลิตี้ | Challenge 6 [1/2] (งามอย่างไทย)

นางสาวไทย2559 เดอะเรียลลิตี้ | Challenge 6 [2/2] (งามอย่างไทย)

ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เทวดามีหาง, รากหญ้ามีฤทธิ์ : รำลึกถึงดาวตลกผู้ล่วงลับ “ดอน จมูกบาน”

ผมไม่แน่ใจว่าบท “เทวดาตลก” ในละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “จันทร์ สุริยคาธ” เมื่อปี 2556 คือมาสเตอร์พีซทางการแสดงในช่วงบั้นปลายชีวิตของ “ดอน จมูกบาน” ดาวตลกอาวุโสผู้เพิ่งล่วงลับหรือไม่ (ถ้าพูดถึงเรื่องความนิยมในวงกว้าง บท “ฤษี” จากแก้วหน้าม้า ก็คล้ายจะเป็นที่รู้จักของมหาชนมากกว่า)

อย่างไรก็ตาม ตามความเห็นของผม นักแสดงชื่อ “ดอน” ได้ถูกจัดวางให้เข้าไปโลดแล่นอยู่ใน “โครงสร้าง” เรื่องราวที่แข็งแรงและดีมากๆ เรื่องหนึ่ง เมื่อเขารับบทเป็น “พระรำพัด” ใน “จันทร์ สุริยคาธ”

ครึ่งแรกของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องดังกล่าว ฉายภาพระบบระเบียบของความสัมพันธ์ทางอำนาจอันกลับหัวกลับหางจนอลหม่านวุ่นวายและน่าขำขันออกมาได้อย่างน่าสนใจ

มีตัวละครอีกกลุ่มหนึ่งใน “จันทร์ สุริยคาธ” ที่ฉายภาพปรากฏการณ์พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินออกมาได้อย่างน่าประทับใจ

ตัวละครกลุ่มนี้ก็คือ สองเทวดา “พระรำพัด” และ “พระรำเพย” กับสองรากหญ้า “เขียวขจี” และ “แดงรวี”

ในช่วงเกือบ 10 ตอนแรก ละครจักรๆ วงศ์ๆ “จันทร์ สุริยคาธ” คล้ายจะเดินตามรอยที่ปัญญาสชาดกและนิทานวัดเกาะปูทางเอาไว้อย่างเที่ยงตรง

ขณะที่เรื่องเล่าสองรูปแบบซึ่งมาก่อนหน้า กำหนดให้ “พระอินทร์” และ “พระวิษณุกรรม” เป็นสองเทวดาที่ลงมาช่วยเหลือสุริยคาธ-จันทคาธ ผ่านอุบายการแปลงกายเป็นงูเห่ากับพังพอน ซึ่งต่อสู้กันจนตัวตาย แต่สามารถฟื้นคืนชีพได้ด้วยต้นยา/หญ้าวิเศษ

สองพี่น้องจึงนำต้นยาวิเศษดังกล่าวตระเวนไปใช้ช่วยเหลือสรรพสัตว์บนโลกมนุษย์ เป็นการสั่งสมบุญญาบารมี

ในเรื่องเล่าร่วมสมัยที่เผยแพร่ทางโทรทัศน์ “พระอินทร์” ถูกยกฐานะจากการเป็น “ผู้ช่วยเหลือ” ขึ้นไปสู่การเป็นผู้ควบคุมบงการชะตากรรมของสุริยคาธและจันทคาธ

ความโกรธแค้นที่อดีตสองเทพบุตรทำแก้วทิพยเนตรตกหายจากสวรรค์ จนองค์เทวราชมองไม่เห็นความเป็นไปในสามโลก ก็ยิ่งส่งผลให้อาญาสิทธิ์ซึ่งพระองค์บังคับใช้กับสองพี่น้อง กอปรขึ้นมาจากความชิงชัง ตึงเครียด มิใช่ความเมตตา ปรานี รอยยิ้ม และอารมณ์ขัน

การเลื่อนสถานะของพระอินทร์ ทำให้ตัวละครเทวดาสององค์ที่แปลงกายมาเป็นพังพอนและงูเห่าซึ่งฟื้นคืนชีพได้ด้วยหญ้าวิเศษ ถูกดัดแปลงเป็น “พระวิษณุกรรม” กับ “พระรำพึง”

นั่นถือเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

เพราะละคร “จันทร์ สุริยคาธ” มาเดินออกนอกลู่ทางเดิม (อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ) จริงๆ ก็เมื่อมีการปรับเรื่องราวให้พระอินทร์ทรงพิโรธที่พระวิษณุกรรมและพระรำพึงคอยหมั่นช่วยเหลือสุริยคาธ-จันทคาธ ซึ่งสำหรับพระองค์ ถือเป็นการกระทำอันโอหัง จึงสาปส่งสองเทวดาให้ไปเกิดเป็นลา

สองเทวดาคู่ใหม่ซึ่งมาทำหน้าที่จับตา กลั่นแกล้ง และผลักดัน (ผ่านการลงทัณฑ์ทรมานต่างๆ นานา) ให้สองพี่น้องเร่งตามหาแก้ววิเศษ ก็คือ “พระรำพัด” กับ “พระรำเพย” (รับบทโดย ดอน จมูกบาน และ ธรรมศักดิ์ สุริยน)

ปัญหามีอยู่ว่าสองเทวดาคู่หลัง คล้ายจะตีความภารกิจของตนเอง ซึ่งรับบัญชามาจากพระอินทร์ ผิดพลาด ทำให้เรื่องราวต่างๆ เถลไถลเลยเถิดหนักขึ้นไปอีก

ตามโครงเรื่องของละครนั้น องค์เทวราชารู้สึกโมโหที่ยังไม่ได้แก้วทิพยเนตรคืนกลับมา จนพระองค์มิสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามโครงสร้างอำนาจซึ่งดำรงอยู่ได้ จึงต้องการให้สองอดีตเทพบุตรรีบตามหาแก้ววิเศษโดยเร่งด่วน

แต่ไปๆ มาๆ การกลั่นแกล้งสุริยคาธ-จันทคาธ โดยพระรำพัด-พระรำเพย ได้กลับกลายเป็นอุปสรรคกีดขวางภารกิจตามหาแก้ว มากกว่าจะเป็นตัวเร่งที่ช่วยให้ภารกิจดังกล่าวประสบความสำเร็จโดยรวดเร็ว

สองเทวดาดลบันดาลให้เรื่องราวบนโลกมนุษย์วุ่นวายไปหมด กระทั่งพี่พลัดพรากน้อง ผัวผิดใจเมีย ต่างเมืองรบราฆ่าฟันกัน ผู้คนก็บาดเจ็บล้มตาย

นอกจากนั้น พระรำพัด-พระรำเพย ยังไปทาบทามเทวดาจิ๋วอีกสององค์บนสรวงสวรรค์ ให้ลงมาประกบติดและคอยป่วนสุริยคาธ-จันทคาธ ในฐานะ “เงาที่สอง”

การที่สองเทวดาใช้อำนาจแทรกแซงทำให้มนุษย์มีสองเงา ย่อมถือเป็นความพยายามในการฝ่าฝืนธรรมชาติอย่างไม่ต้องสงสัย

อย่างไรก็ดี สุริยคาธ-จันทคาธ ในละคร ก็มีผู้ช่วยของตนเองเช่นกัน ผู้ช่วยของพวกเขาไม่เคยปรากฏตัวมาก่อนในชาดกหรือนิทานวัดเกาะ แต่น่าจะถูกสรรค์สร้างขยายความเพิ่มเติมจากการดำรงอยู่ของต้นยาวิเศษในเรื่องเล่าสองชนิดแรก

ผู้ช่วยเหล่านี้เป็นตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเทคนิคคอมพิวเตอร์ กราฟิก (ซีจี) ซึ่งไม่ได้ประณีตละเอียดลออมากนัก ทว่า ก็ไม่แปลกแยกจากโครงสร้างโดยรวมของละคร

ตัวละครซีจีที่ว่า ไม่ใช่สัตว์ ยักษ์ อสูร แต่เป็น “หญ้า” หรือ “รากหญ้า” ซึ่งโผล่ขึ้นมาจากใต้ดิน ชื่อ “หญ้าเขียวขจี” และ “หญ้าแดงรวี”

หญ้าเขียว-หญ้าแดง ไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วยพระเอก ยามเมื่อประสบกับภาวะคับขันตกอยู่ในอันตราย แต่ยังมีสถานะเป็น “สองหญ้าแสบ” ที่รับบทบาทเป็นกันชนคอยปะทะตัดเกม และคอยเป็นคู่ปรับตัวฉกาจของพระรำพัด-พระรำเพย ผู้แสวงหาช่องทางรังแกสุริยคาธและจันทคาธอยู่ทุกเมื่อ

หน้าที่หลักของหญ้าเขียวขจีและหญ้าแดงรวี ซึ่งเป็นรากหญ้ามีฤทธิ์ เนื่องจากบำเพ็ญเพียรอยู่ใต้ดินมาเป็นเวลานาน จึงได้แก่ การด่าว่ากระแนะกระแหนและเนรมิตตนเองเป็นกำแพงขวางกั้นการเดินทางไปป่วนผู้คนของสองเทวดา การแปลงร่างเป็นหญิงสาวมาล่อลวงพระรำพัด-พระรำเพยให้เกิดกิเลสตัณหา รวมถึงการขึ้นไปบนสวรรค์ เพื่อปล่อยข่าวลือเสียหายเกี่ยวกับเทวดาทั้งคู่

ยิ่งเมื่อเทวดาทั้งสององค์ พยายามขัดขวางกลั่นแกล้งสุริยคาธ-จันทคาธ ทุกวิถีทาง กระทั่งพวกตนถลำลึก ไม่รู้ถูกรู้ผิด พระรำพัด-พระรำเพย ก็ยิ่งต้องพบกับจุดตกต่ำสุดของการเป็นเทพ เมื่อหญ้าเขียว-หญ้าแดง สาปให้สองเทวดามีหางงอกออกมาจากตูด

ยิ่งทำเรื่องผิดมากขึ้นเท่าใด หางของเทวดาคู่หูก็จะยิ่งยาวมากขึ้นเท่านั้น

การปะทะกันระหว่าง “เทวดา” กับ “รากหญ้า” กลายเป็น “ช่วงด้นสดสำคัญ” ในละครเรื่อง “จันทร์ สุริยคาธ”

โดยปกติแล้ว ละครจักรๆ วงศ์ๆ ทุกเรื่อง จะมีช่วงด้นสดประจำเรื่อง ซึ่งเริ่มจากการก่อตัวของพล็อตย่อยๆ ก่อนจะขยายกลายเป็นภาวะต่อเนื่องของการปล่อยมุข เพิ่มตอน และออกทะเลได้บ้างตามสมควร (หรือบางกรณี ก็ออกไปไกลสุดกู่ จนไม่เกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องหลัก)

ถ้าการด้นสดครั้งไหนแป้ก ช่วงเวลาของการด้นก็ดำเนินไปได้ไม่นาน แต่หากการด้นสดคราวไหนเวิร์ก ช่วงเวลาแห่งการด้นก็จะถูกพัฒนาให้ครอบคลุมละครเป็นจำนวนหลายสิบตอน กระทั่งกลายเป็นอีกหนึ่งพล็อตหลักของละครเรื่องนั้นในท้ายที่สุด

ดูเหมือนว่า การด้นสดผ่านมุข “เทวดา” ทะเลาะกับ “รากหญ้า” ใน “จันทร์ สุริยคาธ” จะเวิร์กอยู่ไม่น้อย และดีไม่ดี นี่อาจเป็น “การด้นสด” ที่ดี (ไม่หลุดลอยจากเส้นเรื่องหลัก) และสนุกสนานมากๆ ครั้งหนึ่ง ของละครจักรๆ วงศ์ๆ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม พระรำพัด-พระรำเพย ไม่ได้ถูกดิสเครดิตและทำลายโดยฤทธิ์เดชของศัตรูคู่กัด คือ รากหญ้าเขียว-แดง เพียงเท่านั้น

เพราะถึงที่สุดแล้ว สองเทวดาที่ลงมาจากสวรรค์เพื่อปฏิบัติภารกิจบนโลกมนุษย์ ก็ค่อยๆ บ่อนเซาะตนเองไปสู่ความเสื่อม เมื่อทั้งคู่ต้องปรับประสานต่อรองเข้ากับสภาพแวดล้อมดีบ้างเลวบ้าง และกิเลสตัณหาอันสลับซับซ้อน เฉกเช่นที่มนุษย์โลกทั่วไปต้องเผชิญ

นานเข้า พระรำพัด-พระรำเพย จึงมิได้มีเพียงหางโผล่ออกมาจากตูด ทว่า พอไปดื่มเหล้ากับกลุ่มคนพาล คู่อริของสุริยคาธ-จันทคาธ จนเมาหยำเป แก้วทิพยเนตรที่ได้มาครอบครองโดยลักเขามาอีกทีก็หลุดมือไป แม้แต่มงกุฎและเครื่องทรงเทวดาก็ยังถูกลอบขโมย

พอเริ่มเป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยกิเลส ตัณหา และราคะมากขึ้น เทวดาที่เคยเรืองฤทธิ์ ก็ถึงคราเหาะไม่ได้ หายตัวไม่เป็น

แต่จนเกือบค่อนเรื่อง เทวดาทั้งสองก็ยังเชื่อว่า ความถลำลึกเช่นนั้น คือ หน้าที่ที่พวกตนพึงปฏิบัติ

ดังที่ครั้งหนึ่ง พระรำเพยเคยเอ่ยถามคู่หูดูโอของตนว่า การที่เทวดาอย่างพวกเราพยายามหาทางรังแกมนุษย์ โดยไม่คำนึงถึงวิธีการว่ามันจะชั่วช้าแค่ไหนนั้น จะไม่กลายเป็นตัวอย่างไม่ดีให้แก่เด็กๆ ที่กำลังนั่งดูทีวีกันอยู่หรอกหรือ?

พระรำพัดตอบแบบฟันธงว่า พอโตขึ้น เด็กพวกนั้นก็จะไม่ดูละครประเภทนี้กันแล้ว และจะลืมเลือนการกระทำของพวกเราไปจนหมดสิ้น ดังนั้น สิ่งที่เทวดาอย่างพวกเราควรจะทำ จึงเป็นการทำหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายมาจากองค์อินทร์ต่างหาก

สองเทวดาที่มีหางจึงกลายเป็นตัวตลก ซึ่งค่อยๆ หมดสิ้นความน่าเคารพน่ายำเกรงลงไปเรื่อยๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจของสองรากหญ้าผู้มีฤทธิ์

อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งหลังของละคร โครงเรื่องของ “จันทร์ สุริยคาธ” ได้ค่อยๆ บิดผัน จากโครงเรื่องที่มุ่งเน้นพฤติการณ์ยั่วล้อท้าทายอำนาจเทวดา/สวรรค์ โดยสามัญชน-รากหญ้า

ไปสู่โครงเรื่องว่าด้วย “เทวดาปราบยักษ์” ตามจารีต “นารายณ์สิบปาง”

ระบบระเบียบอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์จึงจำเป็นต้องถูกฟื้นฟูขึ้นอย่างหนักแน่นจริงจัง

ในกระบวนการฟื้นฟูระบอบ/ระเบียบอำนาจดังกล่าว “เทวดาเกเร” จึงต้องกลับกลายมาเป็น “เทวดาฝ่ายดี” ผู้คอยช่วยเหลือพระเอก (หางที่งอกจากตูดจึงหดหายไป พร้อมๆ กับอิทธิฤทธิ์ที่หวนกลับคืนมา)

ขณะที่บทบาทของ “สองหญ้าแสบ” กลับค่อยๆ รางเลือน และต้องซ่อนเร้นกายลงไปอยู่ใต้ดินดังเดิม

ปรับปรุงจากเนื้อหาบางส่วนของบทความชุด “โลกของจันทคาธและสุริยคาธ” ทางมติชนสุดสัปดาห์

คลิกอ่านบทความฉบับเต็มได้ตามลิงก์ด้านล่าง

โลกของจันทคาธและสุริยคาธ (1)

โลกของจันทคาธและสุริยคาธ (2)

โลกของจันทคาธและสุริยคาธ (จบ)

ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

จักรๆ วงศ์ๆ, แก้วหน้าม้า และความฝันลมๆ แล้งๆ

“…และอีกอย่างหนึ่งนะครับ คนที่ตามงานของสุนทรภู่ ไม่ว่าจะเป็นพระอภัยมณีหรืออะไรก็ตาม คือ สาวชาววัง ก็มีเรื่องเล่าว่าอย่างพระอภัยมณีของสุนทรภู่นี่จะจบตั้งแต่ 40 กว่าเล่มสมุดไทย แต่ความเป็นนักมาร์เก็ตติ้งของท่าน จบไม่ได้ ต่อไปถึง 90 กว่าเล่มสมุดไทย

 

“แล้วเรื่องทั้งหลายของท่านสุนทรภู่เนี่ย คนที่ชอบมาก ลูกค้าประจำ คือ ผู้หญิงชาววัง ผู้หญิงชาววังต้องเข้าใจนะครับ ชอบเรื่องลมๆ แล้งๆ เพราะตัวท่านเองที่เป็นผู้หญิงชาววังเนี่ย ท่านได้อยู่แต่ในวัง ออกไปไหนก็ไม่ได้ ยิ่งเป็นเจ้านายด้วยแล้ว มีผัวไม่ได้นะครับ หมดสิทธิ์ พอมีผัวไม่ได้ขึ้นมา มันก็เกิดความฝันลมๆ แล้งๆ ว่ามีพระเอกอย่างในกลอนสวดทั้งหลาย ขี่ม้าเข้ามา เหาะเข้ามา ทางปราสาท มีเรื่องแปลกๆ

 

“มันทำให้ชาวบ้านก็ชอบ ชาววังก็ชอบ ชาววังที่ถูกกักกันอยู่ในที่จำกัด ไม่มีสามีแล้ว มีเรื่องอภินิหาร มันสามารถมีพระเอกเข้ามาหาได้ ชาวบ้านที่ไม่สามารถจะยกระดับตัวเองให้มันสูงขึ้นไปได้ มันก็เกิดอย่างแก้วหน้าม้าขึ้นมาน่ะครับ

 

“พระเอกชักว่าว ว่าวไปตก นางแก้วหน้าม้าเก็บได้ และนางแก้วหน้าม้าก็ยื่นคำขาดว่า ถ้าจะเอาว่าวคืน แกต้องเป็นผัวฉัน พระเอกยอม นางแก้วหน้าม้าเลยได้เป็นเจ้า จากผู้หญิงชาวบ้านธรรมดา มันเป็นเรื่องฝันลมๆ แล้งๆ ของคนในยุคหนึ่ง”

บุญเตือน ศรีวรพจน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวรรณคดี จากสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร กล่าวในงานเสวนา “สุนทรภู่ : อาลักษณ์เจ้าจักรวาลกับตำนานนักเลงกลอน” จัดโดยสโมสรศิลปวัฒนธรรม ที่อาคารมติชนอคาเดมี เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2559

บุญเตือน
บุญเตือน ศรีวรพจน์ (สวมเสื้อสีครีมด้านซ้ายมือ)

คลิกชมคลิปการเสวนา >> http://www.matichon.co.th/news/186222

ข่าวบันเทิง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

ทำไมละครจักรๆ วงศ์ๆ “ดินน้ำลมไฟ” ออกอากาศแค่10ตอน แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น “สี่ยอดกุมาร”?

เซอร์ไพรส์แฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ ไม่น้อย เมื่อ “ดินน้ำลมไฟ” ที่ออกอากาศต่อจากละครเรตติ้งสูงอย่าง “แก้วหน้าม้า” นั้น ออกอากาศได้เพียงแค่ 10 ตอน ก่อนจะมีการเปลี่ยนชื่อละครเป็น “สี่ยอดกุมาร”

โดย “สี่ยอดกุมาร” ตอนแรกนั้นได้ฤกษ์ประเดิมออกอากาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ “ดินน้ำลมไฟ” และ “สี่ยอดกุมาร” ล้วนดัดแปลงมาจากนิทานพื้นบ้าน “จำปาสี่ต้น” เหมือนกัน จะแตกต่างกันตรงที่ใน “ดินน้ำลมไฟ” ตัวละครเอก ซึ่งเป็นน้องคนสุดท้องจะเป็นผู้หญิง ผิดกับใน “สี่ยอดกุมาร” ที่ตัวละครเอกสี่ราย ล้วนเป็นชายทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ใน “สี่ยอดกุมาร 2559” ตัวละครน้องสุดท้องจะยังเป็นผู้หญิงตามโครงเรื่องของ “ดินน้ำลมไฟ”

มีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ค่ายสามเศียรตัดสินใจเปลี่ยนชื่อละครกลางคันว่า เพราะชื่อ “ดินน้ำลมไฟ” ไม่ขลังและไม่ดึงดูดคนดูเท่ากับ “สี่ยอดกุมาร”

ซึ่งจากการตรวจสอบผลการวัดเรตติ้งของเอจีบีนีลเซ่น การวิเคราะห์แนวนี้ก็น่าจะมีส่วนถูกต้องไม่น้อย เนื่องจาก “ดินน้ำลมไฟ” สิบตอนแรก ไม่สามารถทำเรตติ้งขึ้นสู่อันดับท็อปเท็นของช่อง 7 ได้ ผิดกับ “แก้วหน้าม้า” ที่ประคองตัวอยู่ในสิบอันดับแรกแบบสบายๆ ได้เกือบตลอดเวลาที่ออกอากาศ

อย่างไรก็ดี มีการวิเคราะห์อีกแนวทางหนึ่ง ซึ่งเสนอว่า การที่ค่ายสามเศียรตัดสินใจออกอากาศละครในชื่อ “ดินน้ำลมไฟ” ในช่วงสิบตอนแรกนั้น อาจเป็นเพราะเขียนบทไม่ทัน เนื่องจากทางค่ายได้ปรับเปลี่ยนแผนการสร้างละครที่จะออนแอร์ต่อจาก “แก้วหน้าม้า” อยู่หลายรอบ กว่าจะลงตัวที่ “ดินน้ำลมไฟ-สี่ยอดกุมาร”

ดังนั้น ในช่วงแรกที่เขียนบทให้ “สี่ยอดกุมาร 2559” ไม่ทัน ทางสามเศียรเลยไปนำเอาบทละคร “สี่ยอดกุมาร 2544” มาใช้ชั่วคราว เพื่อแก้ปัญหาระยะต้น และใช้ชื่อละครว่า “ดินน้ำลมไฟ” ขัดตาทัพไปก่อน

เมื่อเขียนบทเวอร์ชั่นใหม่ลงตัวแล้ว จึงมีการเปลี่ยนชื่อมาเป็น “สี่ยอดกุมาร”

การวิเคราะห์แนวทางที่สอง ดูเหมือนจะสอดคล้องกับคำประกาศของ “สยม สังวรบุตร” บิ๊กบอสส์แห่งค่ายดีด้า-สามเศียร ซึ่งก่อนที่ “แก้วหน้าม้า” จะอวสาน คุณลอร์ด สยม ได้ออกมาโพสต์ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวว่า

อดใจรออีกนิดคุณจะได้มันหยดกับละครที่นำมาทำทีไรเป็นถูกอกถูกใจแฟน และคราวนี้ก็เช่นกัน พระ-นาง หล่อ-สวย-เก่ง แถมเข้ากัน เนื้อเรื่องก็มันหยดไม่แพ้เวอร์ชั่นไหนๆ ฝากเชียร์ บุ๊ค-ลูกตาล พระนางที่ทุ่มเททำการแสดงแบบไม่ห่วงเหนื่อยห่วงร้อนกันเลย วันนี้เรามาเก็บฉากป่าอาถรรพ์กันถึงจ. สระบุรี เหนื่อยร้อนแต่คุ้มครับ ได้ภาพสวยๆ กลับไปฝากเพียบเลย รอชมนะครับ “ดินน้ำลมไฟ ภาคแรกของ ๔ ยอดกุมาร” เร็วๆ นี้ทางช่อง 7 สีและช่อง 7 HD

และก่อนหน้า “ดินน้ำลมไฟ 2559” จะลาจอ เพื่อหลีกทางให้ “สี่ยอดกุมาร 2559” ได้ลงจอนั้น คุณลอร์ดก็ได้โพสต์ข้อความลงในอินสตาแกรมอีกเช่นกัน โดยระบุว่า

กระจองงอง กระจองงองเจ้าข้าเอ้ยยย รู้รึยัง “ดินน้ำลมไฟ” จะอวสานวันเสาร์นี้ พอวันอาทิตย์เราก็จะได้สนุกตื่นเต้นกับสี่จอมยุ่งน่ารักน่าหยิกแถมมีอิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์กับปฐพีคงคาวายุแสงสุรีย์ และน้าผีจมูกบี้กรุ้งกริ้งๆ ใน “สี่ยอดกุมาร”

จากข้อมูลที่บิ๊กบอสส์ดีด้า-สามเศียร เปิดเผยออกมาในสองช่วงเวลา ดูคล้ายว่า การแบ่งแยก “ดินน้ำลมไฟ” และ “สี่ยอดกุมาร” ออกเป็นสองภาค จะถูกคิดวางแผนมาพอสมควร

อาจจะเพื่อสร้างจุดขายใหม่ๆ หรือเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ก็เป็นไปได้ทั้งสองทาง

ขอบคุณข้อมูลจากอินสตาแกรม @lorddida, http://pantip.com/topic/35070223http://pantip.com/topic/35072682