คนมองหนัง

บันทึกสั้นๆ ถึง {private conversation} : A Farewell to Love of Siam

ขอเขียนถึงการแสดงเดี่ยวของ พิช หรือ วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล แบบสั้นๆ ครับ การแสดงยังเหลืออีกสองรอบช่วงเสาร์-อาทิตย์นี้

(นี่คือช่องทางการซื้อบัตร https://www.ticketmelon.com/event/farewelltoloveofsiam แต่เห็นว่า sold out หมดแล้ว)

DSC02332

หนึ่ง

ตอนนั่งดูช่วงแรกๆ จะมีความรู้สึกนิดๆ ว่า บทบาท “มิว” ใน “รักแห่งสยาม” นี่มันกลายเป็น “กรงขัง” ที่กักกั้น “พิช” ไว้ได้ยาวนานเหมือนกับที่การแสดงนี้นำเสนอเลยหรือ?

แต่พอดูไปได้สักพัก (และมานั่งคิดหลังดูจบ) ก็พบว่า เออ! สงสัยจะจริง เพราะถ้าถามตัวเองว่าเราจำอะไรเกี่ยวกับ “พิช” ได้บ้าง ภาพจำที่จะโผล่ขึ้นมาทันทีแล้วถูกพอสไว้แค่นั้นก็คือ “มิว” ใน “รักแห่งสยาม” ไม่ใช่ภาพของตัวละครรายอื่นๆ ที่เขาเคยรับบทบาท (หรือกระทั่งเพลงที่เขาเคยร้อง)

[สวนทางกับภาพของ “มาริโอ้” หรือ “โต้ง” ที่พลิกผัน/คลี่คลาย/เติบโตไปไกลสุดกู่ จนคนไม่ได้จดจำ “มาริโอ้” ในฐานะ “โต้ง” อีกต่อไป]

นี่มันอาจเป็นความขัดแย้งระหว่าง “ชีวิต/ภาพลักษณ์สาธารณะ” (ความเป็นคุณในแบบที่สาธารณชนคาดหวังอยากให้เป็นหรือจดจำมันได้ขึ้นใจ จนไม่พร้อมจะรู้จักคุณในสถานะ/รูปลักษณ์อื่นๆ) กับ “ชีวิตส่วนตัว” (ที่คุณมีความฝัน ความปรารถนา ความหวัง ความสุข ความทุกข์ ฯลฯ ของตนเอง)

เราอาจเข้าใจประเด็นนี้ดีขึ้น ด้วยการอ่านบทสัมภาษณ์ “พี่เบิร์ด ธงไชย” โดย “จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์” แห่ง The Cloud (https://readthecloud.co/bird-1/)

DSC02329

สอง

ในแง่รายละเอียดของการแสดง ผมชอบองค์ประกอบอยู่สองจุด

จุดแรก คือ การกำหนดให้ “มิว” พูดประโยคซ้ำๆ เกี่ยวกับความทรงจำช่วงหนึ่งที่เกี่ยวพันกับชีวิตของเขาและอาม่า ราวกับว่านั่นคือ แกนกลางของความทรงจำหรือความทรงจำหลัก ซึ่งถ้าหากมิวเผลอหลงลืมเลอะเลือนอดีตของตัวเองไป เมื่อเขารีเซ็ตความทรงจำขึ้นใหม่ สิ่งแรกที่จะแวบเข้ามาในหัว ก็ย่อมเป็นความทรงจำช่วงดังกล่าวเสมอ

อันนี้คือสิ่งที่ผมอินเป็นการส่วนตัวและมากเป็นพิเศษ เพราะตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมา ผมลองหัดเขียนบันทึกความทรงจำว่าด้วยชีวิตช่วงหนึ่งในอดีตของตนเอง สมมุติว่าชีวิตช่วงนั้น มีเหตุการณ์ต่างๆ ที่เราจดจำได้และอยากนำมาบันทึกประมาณ 10 เรื่อง

แต่ไปๆ มาๆ จะมีอยู่เพียงหนึ่งเหตุการณ์เท่านั้น ที่เราจดจำมันได้แม่นยำที่สุด รู้สึกรู้สากับมันมากที่สุด

ด้วยเหตุนี้ ถ้าเราต้องเขียนบันทึกความทรงจำถึงชีวิตช่วงนั้นประมาณ 10 ร่าง ผลลัพธ์จะปรากฏว่าสำหรับ 9 เหตุการณ์ที่เหลือ มันอาจถูกเขียนเป็นเรื่องราวต่างๆ หลากหลายถึง 10 เวอร์ชั่น โดยมีรายละเอียดหรือกระทั่งโครงเรื่องแตกต่างกันไป

แต่ไอ้เหตุการณ์หลักเหตุการณ์เดียวนั้นแหละที่จะ “คงเดิม” และ “กระจ่างชัด” อยู่เสมออยู่ในหัวเรา ไม่ว่าเราจะเขียนมันใหม่กี่ครั้ง มันก็แทบจะ “เหมือนเดิมแบบ 100 เปอร์เซ็นต์” (โดยไม่ต้อง copy-paste)

ผมรู้สึกว่าไอ้แกนหลักหรือแกนกลางของความทรงจำที่ติดตรึงฝังแน่นอยู่ในหัวเรา มันอาจคล้ายคลึงกับสภาวะที่ผู้คนต่างๆ สามารถจดจำ “ภาพลักษณ์สาธารณะ” เดิมๆ ของใครบางคนได้อย่างขึ้นใจ และไม่สามารถยอมรับภาพลักษณ์ในเวอร์ชั่นอื่นๆ ของเขาได้

สาม

อีกจุดที่ผมชอบในการแสดง คือ แรกๆ ดูเหมือน “มิว” จะเป็นฝ่ายที่หลงๆ เพ้อๆ เลอะๆ เลือนๆ ไม่มั่นใจกับการดำรงอยู่ของตัวเอง และถูกซัดโดย “พิช”

แต่พอเนิ่นนานเข้า การดำรงอยู่ของ “มิว” ก็สามารถคุกคามและตั้งคำถามกลับใส่ “พิช” จนความมั่นใจหรืออารมณ์ชิลล์ๆ ที่เคยปรากฏขึ้นของฝ่ายหลัง พลอยหดหายไปเหมือนกัน

นี่เป็นดุลยภาพหรือการกัดกร่อนซึ่งกันและกันที่น่าสนใจดี

DSC02323

สี่

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชม คือ ผู้สร้างพยายามฉายภาพให้เห็นด้วยว่า นอกจากตัวตนของ “พิช/มิว” ที่ทั้งแน่นิ่งและไหลเลื่อนเคลื่อนไหวแล้ว สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมากมายขนาดไหน จากปี 2550-60 อย่างไรก็ดี ความเปลี่ยนแปลงที่ว่ายังมีสถานะเป็นเพียงฉากหลังรางๆ ไม่ถึงกับเคลื่อนเข้ามาเป็นสาระสำคัญของละคร

ห้า

เข้าใจว่าแวดวง “ดารา” คงตอบรับการแสดงนี้กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง เห็นมีภาพ “มาริโอ้” ไปร่วมชม รอบที่ผมไปดู ก็มี “พี่บุ๋ม รัญญา” นั่งอยู่ใกล้ๆ ส่วนด้านหน้านั้น “ใบเฟิร์น” มานั่งชมคู่กับ “ท็อป จรณ”

หลังการแสดงจบ ใบเฟิร์นเข้าไปกอดพิชแล้วร้องไห้ใหญ่เลย (มีท็อปยืนอยู่ไม่ห่าง) ส่วนไอ้ผมก็ทำได้แค่ยืนมองอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ 555

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s